WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 26, 2010

กวีประชาไท: ข้าพเจ้าต้องการงานเฉลิมฉลองของประชาชน!

ที่มา ประชาไท

ข้าพเจ้าต้องการงานเฉลิมฉลอง
ของพวกเราเหล่าพลเมือง
บรรณาการแด่เสรีภาพ ความเท่าเทียม
หาใช่การเซ่นสังเวยแด่เทพดาและผีห่าตนใด

ข้าพเจ้าปรารถนา รอยยิ้ม เริงรื่น เบิกบาน
เยี่ยงนกป่าเสรีที่โผบินไปในจินตนาการ
มิใช่เพียงประจักษ์พยานประดับฉาก
แห่งนาฎรัฐมหานครอันยิ่งใหญ่

ข้าพเจ้าฝันถึงรุ่งอรุณ
แห่งการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกใหม่
อหังการ์ของความเป็นคน
มิใช่เป็นฝุ่นใต้ฝ่าตีนใคร

ข้าพเจ้าต้องการงานเฉลิมฉลอง
ของพวกเรา- มนุษย์ผู้มีเสรีและเจตจำนง
มีรัก โลภ โกรธ หลง โง่งม อย่างแสนสามัญ
มิต้องการใบประกาศยืนยัน “คุณความดี”
ที่มิมีใครเสมอเหมือน

มากไปหรือเพื่อนผู้ร่วมโลกทั้งหลาย
หากชีวิตหนึ่งของเราเกิดขึ้นมา
จะยืนหยัดทะนงด้วยฝ่าตีนตนเอง
มากไปหรือเพื่อน
หากชีวิตหนึ่งเกิดมา
จะเรียกร้องแสวงหาเสรีภาพความเท่าเทียมของความเป็นคน

เพื่อนเอ๋ย ....
หากเธอเห็นว่าการเปล่งเสียงเรียกร้องนี้แสนธรรมดา
ฉัน เธอ พวกเราจงลุกขึ้นมา
ยืนยันว่าเรา “คนเหมือนกัน”
เมื่อนั่น เราจะร่วมดื่มอย่างหรรษา
ภายใต้ท้องฟ้าครามไร้หมู่เมฆทะมึน.

จริตของเจ๊เจเมียกรณ์:ม็อบเสื้อเหลืองอาหารดีวิวสวยVSม็อบแดงเถื่อนเลยส่งลูกหนีไปเรียนอังกฤษ

ที่มา Thai E-News


ม็อบเสื้อเหลือง:ตอนนั้นพันธมิตรชุมนุมที่ลานพระรูป แล้วก็ไปวันที่ 7 ตุลาคม 51 ตอนนั้นไปเฮฮามาก ข้าวอร่อยมาก ไปนั่งกินตรงวิวพระที่นั่งอนันตฯ

ม็อบเสื้อแดง:ตำรวจ มาอยู่หน้าบ้านเยอะมาก ลูกๆ เข้าออกบ้านก็เห็น ก็รู้สึกว่าไม่ชอบ เดี๋ยวลูกจะรู้สึกว่าบ้านเราสมัยนี้ป่าเถื่อนมาก ก็ไม่อยากให้เขาอยู่ ก็เลยส่งลูกเรียนที่อังกฤษ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

วรกร จาติกวาณิช: ผู้หญิงที่มีสาระ ที่เราทีมงานไทยอีนิวส์ ขอตั้งฉายาให้ว่า รมต.​เงาแห่งกระทรวงการคลัง

จริงๆ เราทีมงานไทยอีนิวส์​ เคารพสิทธิสตรีกันทุกคน และยินดีที่ชาวคนเสื้อแดงมีผู้หญิงเก่งกล้าหลายคนที่มายืนอยู่แถวหน้าร่วม ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับนักต่อสู้ชายอย่างเท่าเทียมกัน

แต่อ่าน ข่าววันที่ 12 ธันวาคม ของเครือเดอะเนชั่น และกรุงเทพธุรกิจ ที่สัมภาษณ์วรกร จาติกวาณิช ผู้หญิงหลังบ้าน รมต. กรณ์ จาติกวาณิช โดยเดอะเนชั่นโปรยหัวข่าวว่า “ผู้หญิงที่มีสาระ” แล้วอดรนทนไม่ได้ เพราะ อ่านข่าวไปอ่านข่าวมา ก็ยังไม่เห็นว่าผู้หญิงคนนี้จะมีสาระยังไง

นอก จากเต็มไปด้วยความคิดเผด็จการ และอคติต่อคนเสื้อแดง ขนาดบอกกับนักข่าวว่า "ทุกอย่างเกิดขึ้นตอนเสื้อแดงชุมนุมตำรวจมาอยู่หน้าบ้านเยอะมาก ลูกๆ เข้าออกบ้านก็เห็น ก็รู้สึกว่าไม่ชอบ เดี๋ยวลูกจะรู้สึกว่าบ้านเราสมัยนี้ป่าเถื่อนมาก ก็ไม่อยากให้เขาอยู่ ก็เลยส่งลูกเรียนที่อังกฤษ"

อืมก็มีเงินกันตั้ง 800 กว่าล้านบาท จะยากอะไรกับการส่งลูกหนีคนเสื้อแดงไปเรียนเมืองนอก แต่คนเสื้อแดงนี่ซิ จะหนีไปไหนถ้าต้องขายประเทศใช้หนี้เงินกู้ 800,000 ล้าน ทีี่คุณกรณ์ สามีคนดีของคุณเจ-วรกรไปกู้มาถลุงเล่นกันอยู่ตอนนี้

ที่น่าแปลกคือ ขณะที่เธอบอกเสื้อแดงป่าเถื่อน เธอเองก็เป็น1ในม็อบพันธมิตรที่เข้ายึดสภา และบชน.เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีทั้งเหตุการณ์ม็อบพันธมิตรขับรถถอยทับตำรวจ เอาด้ามธงแทงท้องตำรวจ ปิดกั้นสภาไม่ให้ส.ส.ออกจากสภาได้ แต่เธอกลับบอกว่าไปม็อบนั้นมีความสุขกับอาหารอร่อยๆ ดนตรีไพเราะ(ดูสัมภาษณ์ท้ายข่าว)

ยังไม่พอ ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน คุณเจปากกล้า เขียนจดหมายเป็นภาษาอังกฤษผ่านหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ถึง โรเบิร์ต ทำนองต่อว่าอัมเตอร์ดัม ว่าเป็นทนายรับจ้างว่าความฟอกความผิดให้กับทักษิณ ชินวัตร ที่สนับสนุนคนเสื้อแดงจนเกิดความรุนแรง และทำให้มีผู้เสียชีวิต และมีการเผาทำลายทรัพย์สินของทั้งเอกชนและของทางการ
และยังบอกว่าเธอเป็นคนเคารพกฎหมาย และไปเลือกตั้งทุกครั้งไม่เคยขาด

อืม นะ! การเลือกตั้งคือการแสดงว่าเคารพกฎหมายและหลักการประชาธิปไตย แล้วทำไมคนเสื้อแดง 19 ล้านคน ที่เลือกตั้งพรรคไทยรักไทยมาให้ พรรคของสามีคุณเจทำลายเล่นสามครั้ง สามครา คุณเจ และพลพรรคประชาธิปัตย์ถึงไม่เห็นคนเสื้อแดงเป็นนักประชาธิปไตย กลับเห็นเป็นเป็นคนบ้านป่าเมืองเถื่อนขนาดครอบครัว รมต. คลัง ต้องส่งลูก ให้หนีไปให้ไกลถึงประเทศอังกฤษ เพื่อไม่ได้เห็นภาพความป่าเถือนของคนเสื้อแดง ที่เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่า “มีการกระทำอันรุนแรง”

เธอยังได้ฉายา “เฟสบุ๊คตัวแม่” วรกร หันมาเล่นเฟสบุ๊คเมื่อสองปีที่ผ่านมา จนมีฉายา เธอบอกกับเนชั่นว่า “ ต้องลบเฟสบุคของคนที่เป็นเพื่อนกันมาสี่สิบปีออกไป เพราะเพื่อนเธอคนนี้ มีเพื่อนเป็นคนเสื้อแดงเยอะที่เขียนต่อว่ารัฐบาลอย่างรุนแรง “ไม่เห็นมันเสียจะดีกว่า” เธอบอกกับนักข่าวเดอะ เนชั่น”

จากที่เธอ บอกกับกรุงเทพธุรกิจ ""หลังจากที่ลูกไปเรียน ก็มีเวลามาช่วยอะไรคุณกรณ์ได้บ้าง เล็กๆ น้อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นงานเชิงรับ คือ รับเรื่องร้องทุกข์ ลงพื้นที่ อย่างน้ำท่วม คุณกรณ์ทำในส่วนฟื้นฟู ดูแลเรื่องคำนวณค่าเสียหายว่าจะจ่ายอย่างไร ซึ่งไม่ได้ลงพื้นที่น้ำท่วม ก็บอกไม่เป็นไร เดี๋ยวเจทำเอง ก็ทำทดแทนในส่วนที่คุณกรณ์ไม่ได้ทำ ซึ่งเรื่องพวกนี้ ที่จริงมันเป็นแค่ภาพ ซึ่งเขาไม่ต้องทำก็ได้"

“แต่ จากการเข้าไปช่วยทำงาน ลักษณะนี้ ก็ทำให้ วรกร ถูกมองในแง่ลบเช่นกันว่า เข้าไปวุ่นวายเกินหน้าที่ภรรยารัฐมนตรี แต่เธอยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรที่เสียหาย และทุกครั้งที่จะทำอะไรก็ "ขอกรณ์ก่อนทุกครั้ง"

ถ้าเมียนักการเมืองที่ไม่ได้รับเลือกตั้งเข้า สู่สภาแต่จุ้นทางการเมืองเท่ากับเมียของกรณ์ จาติกวาณิช กันทุกคนแล้วละก็ สงสัยรัฐสภาไทยคงยุ่งน่าดู สมัยหน้ากรณ์คงต้องให้บรรดาเมียฝีปากกล้าสมัคร ส.ส.แทนกันให้หมด เพราะดูคุณเธอ จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในบ้าน และยังมาวุ่นวายกับงานของสามี ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา เธอบอกว่า “ขอกรณ์ก่อนทุกครั้ง”

จากคำสัมภาษณ์ เธอบอกไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอนั้นหัวเผด็จการ “ที่ว่าเจสนใจจะเล่นการเมืองหรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือ ไม่หรอก เพราะตัวเองค่อนข้างเป็นพวกหัวเผด็จการ และทุกวันนี้ ที่เห็นว่ามีปัญหาความวุ่นวาย ก็เพราะว่าเรียกร้องประชาธิปไตยกัน แล้วคนนี้จะเอาอย่างนั้น คนนั้นจะเอาอย่างนี้ ประเทศก็ไปไหนไม่ได้สักที ก็เถียงกันอยู่อย่างนั้น”

ไม่ได้เล่นการเมืองก็เข้ามาทำงานแทนสามีได้อย่างสบายๆ จะเอาตัวเองมาเล่นการเมืองทำไม จริงไหมท่าน รัฐมนโท แ่ห่งกระทรวงการคลัง

นี่คือหลังบ้านไฮโซ ลูกสาวหม่อมราชวงศ์ ที่พวกเราชาวไพร่ใต้ตีนทั้งหลายควรจะทำความรู้จักไว้ เพราะถ้าประชาธิปัตย์อยู่ในการเมืองยาว ไม่แน่สมัยหน้าเธออาจจะเป็นผู้หญิงเบอร์หนึ่งของประเทศไทยก็เป็นได้ . . .

*******

เมียกรณ์:อาหารดี ดนตรีเพราะวันม็อบเสื้อเเหลืองยึดสภา 7 ตุลาคม 2551

มติ ชนลงสัมภาษณ์วรกร เกี่ยวกับทัศนะทางการเมือง เธอเปิดเผยว่าวันที่พันธมิตรชุมนุมยึดสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่"น้องโบว์"เสียชีวิต และมีเหตุระเบิดรถสารวัตรจ๊าบเสียชีวิต เธอเป็น 1 ในม็อบนั้น รายละเอียดดังต่อไปนี้

เจไปยุคแรกๆ เลยที่ทักษิณยังอยู่ ตอนนั้นชุมนุมที่ลานพระรูป แล้วก็ไปวันที่ 7 ตุลาคม ไปช่วงปลอดภัยนะประมาณบ่ายโมง พอตอนกลับเดินไปตรงพรรคชาติไทย คล้อยหลังไปแป๊บเดียวมันก็ตูมเลย ควันคลุ้ง รู้เลยว่ามันระเบิดตรงไหน โทร.ไปบอกสามี "กรณ์ควันขึ้นมันทำอะไรเหรอ?" เสียงเขาบอก กลับบ้านเดี๋ยวนี้ๆๆ

ตอนนั้นไปเฮฮามาก มีลูกชายไปด้วย กลัวแม่ตายเลยไปด้วย แล้วแฟนลูกชาย พี่เลี้ยงของลูกก็ไปตามกัน ข้าวอร่อยมาก ไปนั่งกินตรงวิวพระที่นั่งอนันตฯ มีใครได้กินมั่งแบบนั้น

แล้วพอเจ เดินเข้าไปตรงโรงเรียนวชิราวุธ เดินข้ามสะพานไปตำรวจมาเป็นแผงเลย แม่ค้าเข็นรถกันกระจาย วิ่งหนี นึกว่าเอาแล้วถล่มแล้ว เจเห็นแล้วรีบโทร.ไปลาตายกับสามี..ฉันติดอยู่ในนี้ตำรวจล้อมฉันแล้วฉันโทร .มาลาเธอ..เขาก็แม่อยู่ไหนๆๆ บอกอยู่แถวหน้าวชิราวุธ เขาก็บอกเดี๋ยวส่งคนไปดู แล้วโทร.ตามให้ใครไม่รู้อยู่แถวนั้นไปดู

เลิกเข้าพันทิป-ประชาไท เข้าแต่เสรีไทยมีแต่คนฉลาดๆ

พัน ทิปกับประชาไทไม่เข้าแล้ว เข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สนุกแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นกลางเลย อีกฝั่งหนึ่งก็ด่าอีกฝั่ง มีอยู่แค่นี้ แต่ว่าช่วงก่อนหน้านี้มันมีเว็บเสรีไทยที่แยกมาจากพันทิป แต่มันอืดมาก ไม่ค่อยมีคนเล่น แต่คนที่เข้าไปในนั้นฉลาดๆ กันทั้งนั้นเลย

เจก็เข้าไป แล้วไปเอาคนมาช่วยงานคุณกรณ์ได้คนหนึ่ง เขาเก่งมากเรื่องข้อมูล เก่งจริงๆ
*********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ช็อก!วิกิปูดพธม.วางแผนสาวกตาย2โหลปูทางปฏิวัติ พลาดเป้าดับแค่2 โจกลิ้มแถWikileaksมั่ว

Saturday, December 25, 2010

เอกสารสอบสวนคดีพิเศษ DSI ที่จตุพรนำมาแฉ

ที่มา thaifreenews

โดย Nitikon_P
















http://programe-dee.blogspot.com/

36องค์กรเครือข่ายนักศึกษา,แรงงาน,คนจนเมือง ล้วนลูกค้ารายใหญ่ประกาศหนุนคว่ำบาตรมาม่า

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุไทยอีนิวส์:องค์กรเครือข่ายต่างๆ 36 องค์กร ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษา คนจนเมือง เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และเครือข่ายประชาชนต่างๆ รวมทั้งนักกิจกรรม และประชาชนทั้งในและต่างประเทศพากันออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


แถลงการณ์ บอยคอตมาม่า ต้านทุนสนับสนุนเผด็จการ

การที่ผู้บริหารเครือบริษัทสหพัฒนพิบูล ผู้สนับสนุนเผด็จการ ได้ออกมาโจมตีผู้รณรงค์คว่ำบาตร ไม่ซื้อ ไม่กินมาม่าว่าไร้ทางเลือก ไร้การศึกษา นั้น เราองค์กรผู้ลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์นี้ มีความคิดเห็นว่า เป็นการกระทำที่น่าอับอายอย่างยิ่ง เนื่องเพราะผู้รณรงค์เป็นผู้มีการศึกษา แล้วคิดทางเลือกเองเป็นสิทธิของผู้บริโภค

พวกเราก็เช่นกัน ขอสนับสนุนการรณรงค์ "คว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา1เดือน" โดยคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยร่วมรณรงค์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน ซึ่งมวลชนร่วมการคว่ำบาตรย่อมก่อเกิดแรงขับเคลื่อนทิศทางมุมตรงไปยังเป้าหมาย ทำให้พลังของเผด็จการค่อยลดเสื่อมอำนาจ จากทุนสนับสนุนหนุนเสริม ถอยห่างจากเผด็จการออกไป และพวกเส้นใหญ่ทั้งหลาย จะสำนึกกินไม่อิ่มนอนไม่หลับสบาย ทำให้ขวัญผวาฝันร้ายได้

ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของ สหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารเครือสหพัฒนพิบูลได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย

ทั้งที่ลูกค้ารายสำคัญของมาม่าและเครือสหพัฒนพิบูลคือประชาชนรากหญ้า คนยากคนจน ที่ครอบคลุมถึงเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา คนจนเมือง ผู้ใช้แรงงาน นักเรียน นิสิต นักศึกษา แม่บ้าน แต่ความเคลื่อนไหวของเครือสหพัฒนพิบูลตลอดมานั้น กลับนำเงินผลกำไรที่ได้จากลูกค้าผู้มีพระคุณนำไปสนับสนุนกลุ่มเผด็จการ ที่เข่นฆ่า ทารุณกรรม คุมขัง และปล้นชิงประชาธิปไตยไปด้วยอำนาจนอกระบบ

เมื่อภัยมาถึงตัวพวกเขา คือ ม็อบพันธมิตรเอเอสทีวี ได้รับการสนับสนุนในการชุมนุมจากมาม่า และพรรคประชาธิปัตย์ ต้องทำให้พวกเขารู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี และพวกเขาต้องรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของพวกที่สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อในฐานะผู้ทุกข์ยากเข็ญแสนสาหัสต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

แล้ววิกฤติการณ์จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงความความเดือดร้อนของพวกเรา และนายทุนอย่างพวกเขา จะรับรู้ความเป็นจริงของชีวิตพวกเรา ซึ่งนี่เป็นโอกาสเพื่อสร้างความสำเร็จของการรณรงค์ของพวกเรา เพราะพวกเราเป็นผู้บริโภค ย่อมรู้ทันพวกเผด็จการ และผู้บริโภคย่อมไม่กินของพวกเผด็จการ

ดังนั้น พวกเรา ขอประกาศเห็นด้วย และสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อความเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชนเสื้อแดง รวมพลังกัน หยุด ซื้อ หยุดกินมาม่า และขอเตือนไปยังบรรดาองค์กรธุรกิจทั้งหลายที่ยังเป็นมือตีนสนับสนุนเผด็จการ ทำลายประชาธิปไตยต้องยุติพฤติการณ์สามานย์โดยทันที ไม่เช่นนั้นท่านจะตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เราขอเตือนมายังมาม่า และเครือสหพัฒนพิบูลต้องเร่งประกาศจุดยืนเลิกพฤติการณ์เป็นมือไม้ให้เผด็จการ ต่อต้านทำลายประชาธิปไตย และขอโทษต่อประชาชนชาวไทยที่ได้กระทำความผิดพลาดในช่วงที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะต่อองค์กรของท่าน

เราขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยทั้งมวลเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้ จนกว่าองค์กรธุรกิจที่เป็นมือไม้เผด็จการ ต่อต้านทำลายประชาธิปไตยจะตระหนักสำนึกในความผิดบาปที่พวกเขาได้ก่อกับประเทศชาตืและประชาธิปไตยและไม่นานชัยชนะเป็นของฝ่ายประชาธิปไตย

เชื่อมั่นในพลังของคนเล็กๆเปลี่ยนอนาคตประเทศได้

องค์กรที่ร่วมลงนาม

. เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง
. กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย
. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
. กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
. กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน
. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
. Thai Red Australia
. Red L.A., USA.
. Red Chicago, USA.
. เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย
. ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
. people plus network
. เสื้อแดงเพชรบุรี

บุคคลที่ร่วมลงนาม

อำนวย อินทฤทธิ์
สุรพล สงฆ์รักษ์
วิทยา อาภรณ์
ประสาท ศรีเกิด
สมสุริยะ ทองสุกใส
พิทักษ์ เกิดหอม
พิรอบ แต้มประสิทธิ์
อภิชาติ ศิริสุนทร
อภิชาติ ขำเดช

พิชิต พิทักษ์
พิษณุ ไชยมงคล
อนุชา แหสมุทร
พิศาล หมื่นไกล
อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์
ประทีป ไทขำ
อาณัติ สุทธเสมอ
เกรียงไกร ปานศรีทอง
สมเกียรติ สว่างทิศ
จรัส โฆษณานันท์

เขมนิจ เสนาจักร
ภัทรพล เสนาจักร
Chiravat Thienngern
witaya laoprasert
auto watigun
Chamaiporn Chatchvasvimol
น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล
พรทิพย์ ปักษานนท์
เชวงศักดิ์ อิศวเรศตระกูล
ออรั่ม สมสมัย
วิโรจน์ ดุลยโสภณ
ทองธัช เทพารักษ์‏

มา "อ่าน" หนังสือกันเถอะ: WikiLeaks vs facebook "กระซิบ" ทีเดียว สะเยียวทั้งโลก!

ที่มา มติชน

มติชนสุดสัปดาห์

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับส่งท้ายปีเก่า ประจำวันที่ 24-30 ธันวาคม 2553 นำภาพ 2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกออนไลน์และออฟไลน์ร่วมสมัย คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กับ จูเลียน แอสแซนจ์ มาขึ้นปก พร้อมคำโปรยชวนคิด "กระซิบ" ทีเดียว สะเยียวทั้งโลก!

รายงาน ข่าวในประเทศประจำฉบับนี้ ประกอบไปด้วย รายงานชื่อเดียวกับคำโปรยบนหน้าปก ที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลต่อสังคมโลกและสังคมไทยของซัคเคอร์เบิร์กและแอ สแซนจ์, เมื่อ "มาร์ค" พบ "ธิดา" "เสื้อแดง" ก็แตกเละ ? รัฐบาล-ปชป.เสี้ยม กระชับ "นปช." รอบ 2, เมื่อต้นทุน "ทักษิณ" เริ่มหด เพื่อไทย สู่ยุค "ไร้เงาหัว" "อาการ" จึงน่าเป็นห่วง, และ โหร "คำ ผกา" ฟันธง! การเมืองไทย "หลังอภิสิทธิ์" จะยังคงเป็น "แบบอภิสิทธิ์" และเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกด้าน

สำหรับบทความพิเศษและรายงานพิเศษน่าสนใจ มีอาทิ วัฒนธรรม "กระซิบ" จาก หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ถึง ทักษิณ ชินวัตร, หัวใจ "ประยุทธ์" สมอง "ดาว์พงษ์" ใต้เงา กอ.รมน.-ศตส.-"ธ-ถ-อ" และศึก "ไอ้ตู่-บิ๊กตู่" และ "ประชาวิวัฒน์" ผัดซีอิ๊ว เมนูใหม่ ซานต้า "มาร์ค" ว่าแต่เขา "อิเหนา" แจกเอง โดย ศัลยา ประชาชาติ

บทความเด่นประจำฉบับได้แก่ เพลงเพื่อชีวิตในตลาด ที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ จะทำการเปรียบเทียบ "เพลงแนวชาตินิยมมันสำปะหลัง" ของอินโดนีเซีย กับ "เพลงเพื่อชีวิต" ของไทย, เมื่อผู้กุมอำนาจรัฐรุกทางการเมือง ฝ่ายต้านอำนาจรัฐจะปรับขบวนอย่างไร? โดย มุกดา สุวรรณชาติ, จุมพิตนางแมงมุม โดย วิษณุ โชลิตกุล, วัดกำปั้น 2554! เกาหลีใต้ vs เกาหลีเหนือ โดย สุรชาติ บำรุงสุข, นิธิ เอียวศรีวงศ์ : โซฟิสต์แห่งยุคโพสต์โมเดิร์น โดย แพทย์ พิจิตร

ทำไม "25 ธันวาคม" ทำไมเป็น "คริสต์มาส" โดย สถาพร มังกร, เมื่อฉันไม่มีขน ฉันจึงเป็นศิลปะ (9) โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เจ้าชายน้อยยืน "ชี้ฟ้า-ชี้ดิน" ขอกำเนิดเป็นพระชาติสุดท้าย โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์, พินิจ ความเป็นศาสตร์และสหศาสตร์ "ศิลป์" (3) โดย อารยา ราษฎร์จำเริญสุข และ เปลี่ยน โดย คำ ผกา ซึ่งมาพร้อมกับบทสนทนาแสบๆ คันๆ เช่นเคย ยกตัวอย่างเช่น

"บาง ทีทัดดาวนึกถึงความจริงที่ว่า ชาวนาไทยยังใช้รถอีแต๋น นึกถึงรถเมล์บ้านเราที่ควันยังดำปี๋ ทั้งเก่าทั้งเหม็น นึกถึงรถไฟไทยซึ่งเป็นขนส่งมวลชนที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องใช้ในการเดินทาง ไกล ไม่ต้องพูดถึงความเก่า ความไร้ประสิทธิภาพ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่รถไฟของเรายังต้องปล่อยขี้ เยี่ยว ลงบนดิน ไม่ต้องพูดถึงรถไฟชั้นสามที่เหมือนเป็นยานพาหนะขนทาส หรือแรงงานกรรมการในสมัยค้าทาส มากกว่าจะเป็นยานพาหนะของมวลชนในศตวรรษที่ 21 แต่ทันทีทันใด เราก็มีรถซีอิ๊วขาวสูตรหนึ่งที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกมาให้กรี๊ดกร๊าดชื่น ชม แม้ทัดดาวจะเห็นว่ามันเป็นกิจกรรมที่โอเค แต่ก็อดรู้สึกถึงความขัดแย้งลักลั่นในสังคมอย่างบอกไม่ถูก"

"ต๊าย...ทัด ดาว เธอไปกินยาอะไรผิดมาหรือเปล่า หรือไปแอบดูโทรทัศน์ของพวกเสื้อแดง เลยถูกล้างสมองซะแล้ว รถฟอร์มูล่าวันกับคุณภาพรถไฟไทยมันเกี่ยวกันตรงไหนนะ เชื่อมโยงกันไปได้เรื่อยเปื่อย ถ้าไม่เอารถฟอร์มูล่าวันมาโชว์ แล้วรถไฟไทยมันก็ไม่มีวันดีกว่านี้หรือไง หรือเธอคิดว่ากระทิงแดงควรบริจาคเงินให้การรถไฟไทยเอาไปปรับปรุงรถไฟให้คนจน นั่ง เฮ้อ....เธอนี่ ตรรกะวิบัติ"

"ทัด ดาวไม่ได้หมายความอย่างนั้นสัก หน่อย แค่รู้สึกว่าทิศทางการพัฒนาประเทศชาติมันบิดเบี้ยวอย่างไรชอบกล เราเหมือนคนอยู่กระต๊อบจะพังแหล่มิพังแหล่ แต่ดันมีรถเบนซ์ แล้วเราก็ภูมิใจว่า ดูสิ ฉันมีปัญญาซื้อรถเบนซ์มาขับนะ แต่ลืมคิดไปว่า สมาชิกในครอบครัวของเราต้องนอนในบ้านหลังคารั่ว ปลวกกินเสา ส้วมเหม็นฉึ่ง แต่พ่อแม่ของเราดันบอกลูกๆ ว่าส้วมเหม็นก็ช่างมันเถอะ มานั่งดูรถเบนซ์ของเราด้วยความภาคภูมิใจดีกว่า"

ส่วนคอบทกวีหรือวรรณกรรมควรอ่าน ยืนหยัด โดย เฉินซัน, Julian Assange โดย เวิ้งหมาบ้า, ไม่ใช่สีขาวอีกแล้ว โดย รางชางฯ, เทศกาลกวีไร้ชีพ โดย ประกาย ปรัชญา และเรื่องสั้น เราต่าง (แต่เรา) รักกัน (จบ) โดย สร้อยแก้ว คำมาลา

ขอปิดท้ายด้วยเนื้อหาบางส่วนจากบทกวีชื่อ เชื้อโรค โดย อนันต์ เกษตรสินสมบัติ

ฆ่าตามหลักสุขอนามัยก็แล้ว
ชั่วประเดี๋ยวเดียวแห่กลับมาเต็มเพียบ
พวกมันคือเชื้อโรคจากดวงดาวไหนหนอ
จึงยังเป็น อยู่ คือ
ให้สมองของข้าหมกมุ่นกับการเกลียดชัง
ขวนขวายวิธีชำระล้างทำความสะอาด
ขยับขยายพื้นที่ที่ปราศจากพวกมัน
...

วิภาษา

วิภาษา ฉบับประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2553 - 31 มกราคม 2554 ยังคงมีบทความวิชาการเนื้อหาหนักแน่นมานำเสนอเช่นเคย เช่น "การลอบสังหาร" ในประวัติศาสตร์การเมืองโลก โดย ณัฐกร วิทิตานนท์, ชาวนากับการท่องเที่ยวแบบโหยหาอดีต : เศรษฐกิจผลิตภาพลักษณ์ โดย ภัสสร ภัทรเภตรา และ แม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยว โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล

รวมทั้ง รัฐศาสตร์แนวหลังโครงสร้างนิยม (จบ) ที่ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร จะพาไปทำความรู้จักเกี่ยวกับการอ่านภาพยนตร์ของนักรัฐศาสตร์แนวหลังโครง สร้างนิยมอย่างไมเคิล เจ. ชาพิโร ผ่านหนังสือ Cinematic Geopolitics ของเขา

และ 111 ปี สยามกับล้านนา (พ.ศ.2442-2553) โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่มีตัวอย่างเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้

"...การ ทำลายรัฐในอดีตเช่น รัฐปาตานีและรัฐล้านนา รวมทั้งการเข้าครอบครองแผ่นดินอีสานในยุครวมศูนย์อำนาจด้วยการยกเลิกระบบการ ปกครอง คณะผู้ปกครอง ภาษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นนั้น (ซึ่งเป็นชาติอีกชาติหนึ่ง) ไม่มีรัฐเหลืออยู่ (Stateless nations) ต่อไป ทำให้เหลือท้องถิ่นที่ไม่มีชาติ (Nationless localities) และกระทั่งทำให้เหลือเพียงท้องถิ่นที่สูญเสียแม้แต่อัตลักษณ์ (Localities without identities) ก็คือกระบวนการของรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปที่ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการ ที่มีทั้งจงใจและไม่จงใจ ที่ในที่สุดรัฐและท้องถิ่นดังกล่าวเหลือเพียง หนึ่ง ระบบอำนาจรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง และสอง ท้องถิ่นทั่วประเทศที่สูญเสียทุกอย่างนับตั้งแต่ความเป็นรัฐ ความเป็นชาติ ความเป็นอิสระในการปกครองและการจัดการบริหารตนเอง (Local self-government) และสุดท้าย อัตลักษณ์ท้องถิ่น (Local identities) ก็แทบไม่หลงเหลือ

แต่ คิดหรือว่าโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้จะ สามารถทำให้รัฐจากส่วนกลางครอบงำและควบคุมท้องถิ่นรอบ ๆ ได้หมดและตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถิ่นที่ทุกอย่างเป็นไปตามกฎธรรมชาติ นั่นคือ ท้องถิ่นย่อมมีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพียงแต่ว่าจะมีมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพ นามธรรม และจิตวิญญาณ ซึ่งรวมทั้งการอบรมเลี้ยงดู ระบบการศึกษา ศาสนา และระบบสื่อมวลชนในสังคมนั้น..."

"สงครามระหว่างสี" ของ "รศ.ดร. เกษียร" - การเมืองบังคับให้เลือก"สี"แต่กูไม่เลือก(โว้ย)

ที่มา มติชน


รศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ




รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์


ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


รศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์



เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต มีการเปิดตัวหนังสือ "สงครามระหว่างสี" เขียนโดย รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ พร้อมกับจัดเสวนาโดยมีวิทยากรเข้าร่วมได้แก่ ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ, รศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์


งานที่ใช้โครงสร้างในการทำความเข้าใจทางการเมือง

รศ.ดร. ชลิดาภรณ์ กล่าวว่า เนื้อหาในหนังสือในแง่ของการวิเคราะห์แล้วเห็นการวิเคราะห์การเมืองโดยใช้ โครงสร้างซึ่งอ.เกษียรพูดถึงชนชั้นที่ซับซ้อนเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ซึ่งน่าสนใจมาก โดยปกติเมื่ออ่านงานรัฐศาสตร์เชิงโครงสร้างมักจะน่าเบื่อ แต่อ่านงานของอ.เกษียรแล้วเทียบเคียงได้กับงานวิชาการทางรัฐศาสตร์ที่อ่าน ได้ไม่น่าเบื่อ สร้างความเข้าใจในเรื่องต่างๆมากขึ้น


แท้ที่จริง แล้วทำให้เห็นว่าชนชั้นนั้นไปซ้อนทับกับสิ่งอื่นอย่างไร มีประเด็นที่น่าสนใจในเล่มที่สอง อย่างเช่น มีข้อมูลว่าประเทศไทยถูกจัดลำดับค่านิยมทางประชาธิปไตยอยู่ในลำดับสุดท้ายใน แถบเอเชียตะวันออกแพ้มองโกล ในหลายๆเรื่องอยากให้ลองตักน้ำใส่กะโหลก ส่วนประเด็นเรื่องความรุนแรงทางการเมืองสำหรับนักศึกษาอาจไม่ได้อ่านง่ายนัก แต่ก็อยากให้ทำการศึกษาดู

ในส่วนสุดท้ายคือ เมื่อเราอ่านงานของคนที่ใช้โครงสร้างในการทำความเข้าใจทางการเมือง ถ้างานนั้นทรงพลังมากมักมองไม่ค่อยเห็นทางออก แต่งาน ของอ.เกษียรพยายามจะชี้ทางออกว่ามันควรจะเป็นอย่างไร อาจารย์พยายามชี้เป็นระยะว่าทางออกการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร งานของอ.เกษียรจึงใช้โครงสร้างมาพูดถึงทางออกนั้นอย่างมี "ความเป็นมนุษย์" มาก และบางคนอาจถูกใจหรือไม่ถูกใจ เมื่อพูดถึงปัญหาและราคาของความรุนแรงในปัญหาแบบนี้


"ที่ สุดแล้วโจทย์ใหญ่น่าจะเป็นเรื่อง การรักษาชุมชนทางการเมือง ตอนนี้วิธีที่เราพูดเรื่องปรากฎการณ์ทางการเมือง มักจะไม่ค่อยพูดเรื่องการที่เราจะรักษาและจะอยู่ด้วยกันอย่างไร สำหรับงานของอ.เกษียรมีแง่มุมการรักษาเหล่านี้อยู่"


นิติรัฐ กับ ประชาธิปไตย

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่า อ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าเล่มเหลืองมันเหลืองจริง แต่แดงแล้วไม่ค่อยแดงอาจออกเป็นส้มๆ ไม่ได้แดงสะใจ ในแง่รูปแบบเป็นหนังสือรวมบทความที่พบว่าสองเล่มนี้บรรยายสภาพข้อเท็จจริง ได้อย่างดี และในอนาคตจะใช้เป็นคู่มือในการมองสังคมที่ผ่านมาได้อย่างดี


สิ่ง ที่ได้จากการอ่านเล่มนี้พบว่า อาจารย์ได้ใช้วิธีการทางรัฐศาสตร์มาอธิบายความได้อย่างน่าสนใจ มีความสามารถทางภาษาที่บาดอารมณ์ และถ่อมตัว ใน งาน ของอาจารย์เกษียร ได้พยายามแยกขั้วและเอาหลักการมาจัด โดยอธิบายการเคลื่อนไหวว่าแดงใช้หลักการความเป็น "ประชาธิปไตย" ขณะที่พันธมิตรใช้เรื่องยุทธศาสตร์ "นิติรัฐ" เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ เคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ ปัญหาที่จะวิจารณ์คือ ในฐานะที่ตนเป็นนักกฎหมายมหาชนเวลาที่มีคนใช้สองข้อนี้มาอธิบายก็จะพยายาม วิเคราะห์ว่าเหมาะสมหรือไม่

ปัญหาคือพันธมิตร เคลื่อนไหวโดยนิติรัฐ ได้มีการเอาองค์กรในทางกฎหมายเข้ามาใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างไม่เคยมี มาก่อน แต่พบว่าเมื่อย้อนกลับไปดูการเอานิติรัฐมาอ้างในด้านหนึ่งมันไม่ได้เป็นนิติ รัฐจริงๆ ในทางหลักการ ด้วยเหตุนี้เวลาที่ผมพูดเรื่องนิติรัฐมันจึงเป็นคนละโทนเสียงกับที่พันธมิตร พูด หลายครั้งที่สังคมไทยอ้างนิติรัฐหรือการเคลื่อนไหวที่เป็นนิติรัฐ ซึ่งไม่ได้เป็นนิติรัฐจริงๆ ตามความคิดของตนคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหา


เวลาที่เราพูดถึงก็ต้องพูดถึงหลักก่อน เวลาที่คนใช้มันใช้ตามโครงหลักหรือไม่ คือโลกสมัยใหม่ประชาธิปไตยกับนิติรัฐมันไปด้วยกัน การ อ้างอิงนิติรัฐเป็นการเอากฎหมายเข้าควบคุม หากอ้างไม่ถูกก็ไปตัดทอนประชาธิปไตยซึ่งตามความเข้าใจของตนแล้ว อ.เกษียรพยายามแสดงให้เห็นว่าสองสิ่งนี้ได้ปะทะกัน การอ้างประชาธิปไตยมันอ้างจากกฎไปตรงๆ แต่การอ้างนิติรัฐมันไม่ตรง อย่างเช่นเรื่องตุลาการภิวัฒน์ นิติรัฐมันต้องสนับสนุนคุณค่าบางประการในรัฐธรรมนูญ แต่การบังคับกฎหมายจริงๆ โดยการนำเอากฎหมายไปแก้ปัญหาทางการเมืองมันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน ที่มีการดึงเอากลไกหรือองค์กรทางกฎหมายมาสนับสนุน


"สถิติ ค่านิยมทางประชาธิปไตยเรายังน้อยกว่าฟิลิปปินส์ และไต้หวัน คำถามคืออะไรที่เป็นเบื้องหลังที่มาของค่านิยมในประเทศไทย ใช่การกล่อมเกลาอย่างยาวนานหรือไม่ หรือเกี่ยวกับค่านิยมเรื่องกรรม ถ้ามันเป็นอย่างนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องการชวนเชื่อการเมืองในระยะที่ยาวนาน งานเขียนของอ.เกษียรสนับสนุนความคิดของผมได้เป็นอย่างดี"


อัน หนึ่งที่ปรากฎในบทความคือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่สงครามในแง่ โครงสร้างอย่างเดียว แต่มีเรื่องเพื่อน บุคคลที่แวดล้อมกับอ.เกษียรด้วย และเห็นว่าคนเหล่านี้มีความสัมพันธ์อย่างไร เมื่อเกิดความขัดแย่งคนเหล่านี้กระจัดกระจายไปอยู่ที่ไหน ข้อเขียนเหล่านี้พบว่ามีการปฎิเสธแนวคิดในแง่ความรุนแรงอย่างชัดเจน น้ำเสียงสะท้อนให้เห็นว่าไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสีย เมื่ออ่านจบทำให้ตั้งคำถามว่า ที่สุดแล้วมันควรเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ในอีกมุมหนึ่งก็ยังคิดว่า ต้องมีหลักการบางอย่างยึดเอาไว้เพื่อให้สังคมชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด


"โดย รวมคิดว่าคนที่เรียนทางสังคมศาสตร์น่าจะต้องอ่าน อ.เกษียรไม่ได้เข้าไปอยู่ในขั้วอำนาจใดขั้วหนึ่ง ในแง่ของการมีตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งทำให้มีน้ำหนักทางวิชาการสูงสำหรับคนที่สนใจเหตุการณ์บ้านเมือง"


ประชาสังคม

ดร.พิชญ์ กล่าวว่า งานของอ.เกษียรเป็นงานที่นักรัฐศาสตร์รู้จักกันดีในช่วงหลัง ทำให้ภาพรวมของรัฐศาสตร์โน้มเอียงไปในภาพที่ไม่ได้เป็นรัฐศาสตร์ ประเด็นที่นำเสนอก็เปลี่ยนจากงานรุ่นเก่าพอสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่า"ตัวคน" เปลี่ยน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีคนทำ แต่มันมีรอยต่อกันอยู่


คุณค่าประชาธิปไตยจะอยู่ตรงไหน เราจำเป็นต้องพูดเรื่องปรัชญาการเมือง หรือเราจะมีมุมมองอื่นๆที่จะพูดถึงมัน ซึ่งอ.เกษียรก็สรุปว่ามันต้องมีการวิเคราะห์ชนชั้นและทุนนิยม สุดท้ายแล้วเราจะวางประชาธิปไตยไว้ตรงไหน


เห็นได้ว่าอาจารย์ เขียน "เล่มเหลือง" สบายกว่า "เล่มแดง" สืบเนื่องมากจากงานศึกเษาเก่าของอ.เกษียร ที่วิเคราะห์เรื่อง"ชาตินิยมกับการเมือง" แต่เมื่อเข้ามาเล่มแดงจะเริ่มยากเพราะเป็นเรื่อง "ประชาธิปไตยและสงครามทางชนชั้น" ไม่มีตัวที่เรียกว่าการครอบงำที่เห็นได้ชัด มันปะทะกันมากขึ้น และขาดอะไรบางอย่างไป เมื่อความชอบธรรมของกลุ่มเสื้อแดงพังทลายลงเพราะการใช้ความรุนแรงก็เริ่มพูด ยาก การวิเคราะห์เสื้อแดงจึงยาก ด้านหนึ่งเป็นเรื่องประชาธิปไตย อีกด้านหนึ่งมีเรื่องความดิ้นรนและการต่อสู้กับรัฐ เลยตกลงว่า "เล่มแดง" ไม่แดงพอหรือเปล่า


ต่อมา คือปัญหาร่วมกันของทางรัฐศาสตร์คือ "การทำนาย" เมื่อต้องเขียนควบคู่กับปรากฎการณ์ แต่อำนาจในการทำนายนั้นมีมากน้อยได้เท่าไหร่ วางอยู่บนฐานอะไร, เรื่องที่ต้องขายคือ อาจารย์อาจไม่ได้วิจารณ์ประชาสังคมอย่างเป็นระบบ แต่เลือกยุทธวิธีที่ชนกับองค์ประธานคือหมอประเวศเลย แต่ถ้ามองทั้งระบบจะเห็นรายละเอียดอีกหลายอย่าง อาทิ สสส. สะท้อนจริตของคนเหล่านี้ว่า "มือถือสากปากถือศีล" เอาเงินเขามารณรงค์ไม่ให้กินเหล้า ลักษณะของประชาสังคมมันเหมือนเป็นแบบนี้ทั้งระบบ สอนให้คนหัดนุ่มนวลกับคนเหล่านี้


เกษียร: "การเมืองสีเหลือง-แดง แต่กูไม่เลือก"

อ.เกษียร กล่าวว่า ตนเขียนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ คนรุ่นตนพรรคคอมมิวนิสต์ สอนให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยคิดว่างานของตนจะมีความสำคัญหรือมีคนให้ความสนใจ ซึ่งผมเชื่อพรรค มีความรู้สึกว่าช่วยให้สังคมคิดอะไรบางอย่างก็เป็นสิ่งดี


ผม พยายามทำความเข้าใจความขัดแย้งของเหลือง-แดง กับความหมายของประชาธิปไตยกับนิติรัฐ เรื่องนี้คุยกันได้ยาว คือเมื่อแรกมีการจำกัดอำนาจศูนย์กลางนั้น เป็นยุคสมัยที่ขุนนางจำกัดอำนาจกษัตริย์ ซึ่งการจำกัดอำนาจทำไปในนามเสรีนิยม คือ เริ่มจากผลประโยชน์ส่วนตัว ความหมายของประชาธิปไตยกับนิติรัฐจึงไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีการทำความเข้าใจความหมายดังกล่าวจึงต้องมาจากการเคารพศัตรูที่สุดหรือ ยอมรับความคิดอีกฝ่าย

ผมไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรหลายอย่าง อยากเข้าใจว่าเขาเข้าใจอย่างไร และนำไปสู่อะไร แต่ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่มีนิติรัฐโดยไม่มีประชาธิปไตย เป็นไปไม่ได้ที่จะมีประชาธิปไตยโดยไม่มีนิติรัฐ


ผมตอบคำถามที่ว่า "ได้บทเรียนอะไรจากในป่า ?" คำตอบคือ ไม่ มีหลักนามธรรมอันใดสูงส่งจนกระทั่งคู่ควรกับการเอาชีวิตผู้อื่นไปสังเวย แต่เห็นด้วยว่ามีหลักนามธรรมบางอย่างที่คุณอาจยินดีสละชีวิตอยู่ เช่นเพื่อพ่อแม่ มนุษย์เรามีสิ่งเหล่านี้ ผมเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเด็กช่างกล เพราะเมื่อช่วงเด็กผมขึ้นรถเมล์แล้วเกือบจะหล่นจากรถ เด็กอุเทนฯเอามือโอบผมไว้ ตรงนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องหลักการหรืออภิปรัชญาหรอกแต่เป็นเรื่องที่เจอมากับ ชีวิตตนเองและไม่สามารถเลิกเชื่อได้"


ผม ฉุกคิดว่าชีวิตคนเราซับซ้อนเกินกว่าจะมี เพียงสีเดียว ถ้าตีความสีว่า "เหลือง"เป็นการต่อสู้คอร์รัปชั่น ไม่ยอมรับอำนาจผูกขาดโดยการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมซึ่งเราก็อาจมีตรงนั้นอยู่ใน ตัว ขณะเดียวกันเราก็มีสีแดง การเมืองประชาธิปไตย ยึดหลักเสียงส่วนมาก สิ่ง ที่น่าเศร้าคือความขัดแย้งทางการเมืองบังคับให้เราเป็นสีเดียว บางทีเราชอบส่วนหนึ่งของเหลืองและส่วนหนึ่งแดงด้วย ปัญหาของผมกับสภาพการเมืองคือ "บีบให้กูเลือก กูไม่เลือกโว้ย ขนาดพรรคคอมฯกูยังไม่แคร์ มึงเป็นใคร"


ความรุนแรงอย่างแรกที่กระทำคือกระทำกับตัวเอง เพราะในท่ามกลางความขัดแย้ง เรา ทำลายสีอื่นที่อยู่ในตัวเอง เราอยากเป็นเหลืองเราทำลายความเป็นแดง คุณอยากเป็นแดงคุณทำลายความเป็นเหลือง ก่อนที่คุณจะทำลายคนอื่นคุณทำร้ายตัวเอง คุณก็เป็นมนุษย์น้อยลง เหลือมิติเดียว ถ้าไม่รู้จักหยุดตรงนั้น คุณจะเกลียดส่วนนั้นของชีวิตและทำร้ายคนอื่น ใช้ความรุนแรงต่อคนอื่น สำหรับผมแล้วนี่คือความรับผิดชอบที่สำคัญมาก ผมเสียใจที่หลายปีที่ผ่านมา คนจำนวนมากทำสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะจงใจหรือไร้เจตนาก็ตาม

จังหวะก้าว เป็นจริง จังหวะก้าว ที่ พรรคเพื่อไทย ต้องมี "ผู้นำ" จริงจริง

ที่มา ข่าวสด

เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้พรรคเพื่อไทยดำรงอยู่โดยไม่มี "ผู้นำ" ในพื้นที่อย่างแท้จริง

ยิ่งวันเลือกตั้งใกล้เข้ามามากเพียงใด ความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยจะต้องมี "ผู้นำ" อย่างแท้จริง ยิ่งมีสูง

หัวหน้าพรรคอย่าง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เองก็ยอมรับ

หากไม่ยอมรับ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ จะแถลงลาออกเมื่อมีข่าวว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ จะมาเป็นหัวหน้าพรรคหรือ

การดำรงอยู่ของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ จึงมิได้เป็นการดำรงอยู่ในฐานะ "ผู้นำ"

บทบาทของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เสมอเป็นเพียงการรักษาการเพื่อรอคอยให้มี "ผู้นำ" ที่แท้จริงปรากฏขึ้น

ถามว่าแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิใช่ "ผู้นำ" ตัวจริง เสียงจริงของพรรคเพื่อไทยหรอกหรือ

น่าคิด

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น "ผู้นำ" อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นยุคพรรคไทยรักไทย ยุคพรรคพลังประชาชน ยุคพรรคเพื่อไทย

แต่ก็มีความต่าง

ในยุคพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคและเป็น "ผู้นำ" พรรคอย่างแน่นอน

แต่ในยุคพรรคพลังประชาชน ในยุคพรรคเพื่อไทย มีความแตกต่างออกไป

แตกต่างออกไปเพราะว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งมิได้เป็นหัวหน้าพรรค และที่สำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งไม่ได้อยู่ในประเทศ

การเป็นผู้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงมีระยะห่าง อันเป็นการห่างทั้งในแง่ระยะทาง ห่างในแง่ตัวบุคคล และห่างในเรื่องข่าวสารข้อมูล

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้นำในทาง "ความคิด" มากกว่า



ความเป็นจริงนี้มิใช่ว่าภายในพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่จะต้องเข้าใจ หากแม้กระทั่งตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็ต้องทำความเข้าใจ

เพราะว่าหากไม่เข้าใจก็อาจจะทำให้การนำผิดพลาด คลาดเคลื่อน

ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2552 ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

ไม่ว่าองค์กรประชาชนอย่างนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าองค์กรทางการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย จึงจำเป็นต้องสร้าง "ผู้นำ" ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนในทางเป็นจริง

การนำแบบกด "รีโมต" ทางไกลไม่น่าจะ "เวิร์ก"

จากนี้จึงเห็นได้ว่า มีความจำเป็นต้องมีหัวหน้าพรรค มีผู้นำที่เป็นจริงขึ้นในพรรคเพื่อไทย

เพื่อให้หัวหน้าพรรคประสานและทำความเข้าใจภายในพรรค เพื่อให้หัวหน้าพรรควางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีว่าทำอย่างไรจะสามารถชนะเลือกตั้งได้ในอนาคตอันใกล้

จึงถึงเวลาแล้วที่พรรคเพื่อไทยจะมีหัวหน้าพรรคตัวจริง เสียงจริง

อย่าโทษทหาร

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ไม่ เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ นำรายละเอียดในสำนวนคดี 91 ศพมาแถลงเปิดเผยต่อประชาชนวงกว้าง โดยเป็นสำนวนที่ดีเอสไอเป็นผู้สอบสวนแล้วส่งมอบให้ตำรวจไปดำเนินการต่อ

จะรั่วจากหน่วยไหนหรือขั้นตอนไหนก็ไม่รู้

แต่รั่วอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าความจริงในสำนวน ซึ่งมีการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดยิบ!

รายละเอียดที่นายจตุพรนำมาเผยแพร่นั้น ดูแล้วต้องเชื่อว่าเป็นข้อมูลจริง

เป็นข้อมูลจริงที่น่าขนลุก

ไม่ว่าจะเป็นความตาย 6 ศพที่วัดปทุมฯ ความตายของนักข่าวญี่ปุ่น

ไปจนถึงความตายของประชาชนในอีกหลายๆ จุด ในช่วงระหว่าง 10 เม.ย.- 19 พ.ค.

ในสำนวนสอบสวน ซึ่งมีทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ

เริ่มปรากฏชัดว่า กระสุนแล่นจากฝ่ายไหนไปเจาะร่างประชาชน

ไม่มีพยานหลักฐานบ่งชี้ได้เลยว่า มีผู้ก่อการร้ายที่ผสมโรงก่อเหตุ ดังคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ!?!

คำให้การของทหารหลายปากในที่เกิดเหตุเอง ยอมรับว่า ไม่มีการยิงต่อสู้จากฝ่ายผู้ชุมนุม

แต่ทั้งหมดนี้ควรจะโทษแต่เจ้าหน้าที่ทหารกระนั้นหรือ!

จะโยนความผิดไปยังเจ้าหน้าที่ทหารที่ต้องปฏิบัติการในภาคสนามกระนั้นหรือ

ผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติเช่นนั้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีคำสั่ง

คำสั่งที่ร้อนรุ่มคลุมเครือ ให้ใช้ความรุนแรงได้เต็มที่ เพราะเต็มไปด้วยผู้ก่อการร้าย มีใครสั่งอย่างนั้นหรือเปล่า

แล้วที่ตายไป 80-90 ศพนั้น มีผู้ก่อการร้ายสักศพไหม

ไม่เท่านั้น รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า ผู้นำกองทัพทุกระดับ พยายามอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด กดดันให้นายกฯ เปิดเจรจากับแกนนำม็อบ ยื้อแล้วยื้ออีก ไม่ต้องการใช้ปฏิบัติการทางทหาร

แต่นักการเมืองคนไหน ที่จิตใจไม่ปกติแล้วสั่งการอย่างอำมหิต!

บัดนี้การสอบสวนคดีความ เริ่มกระจ่างชัด เริ่มเห็นแล้วว่าฝ่ายรัฐผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง แต่ก็น่าคิดว่า ดีเอสไอยุคธาริต เพ็งดิษฐ์ เดินหน้าสอบสวนเพื่อมุ่งเน้นไปที่ทหาร มีสัญญาณใคร เพื่อโยนเรื่องไปให้ทหารเท่านั้นหรือเปล่า

บทสรุปของเหตุการณ์นี้มีอยู่ว่า ถ้านักการเมืองไม่กอดอำนาจ ยอมเสียสละ ยอมถอย

ไปจนถึงไม่ออกคำสั่งจนนำไปสู่ความรุนแรง

จะมีคนตายเป็นเบือหรือเปล่า!

เผยผลวิจัย'มาร์ค'ยังตาม'แม้ว'

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




สถาบัน พระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ แถลงรายงานผลการวิจัยหัวข้อ "มองอดีต แลอนาคต วัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันต่างๆ และความพึงพอใจกับบริการของรัฐ พ.ศ. 2546-2553"

โดย น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้นำเสนอ

งานวิจัยเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ปีཪ-53 แต่ละปีจะเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันไป ใช้กลุ่มตัวอย่างปีละประมาณ 3 หมื่นคน

แบ่ง ช่วงรัฐบาลเป็นปีཪ-49 รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, ปี཮ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, ปี཯ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และปี཰-53 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จากการสำรวจ ความพึงพอใจต่อนโยบาย สำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการและการเมือง ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่า ร้อยละ 91.4 พอใจการปฏิรูประบบราชการ

โดย เฉพาะการปราบปรามการ ทุจริตคอร์รัปชั่นในช่วงดังกล่าว ประชาชนพอใจมากที่สุดในปีཫ ถึงร้อยละ 82.6 แต่หลังจากนั้นเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ จนช่วงปี཭ เหลือเพียงร้อยละ 67.1

นโยบาย ทางเศรษฐกิจ ประชาชนพึงพอใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโครงการกองทุนหมู่บ้าน แม้ปี཭ พึงพอใจต่ำสุด แต่ก็มากถึงร้อยละ 84.8 ขณะที่นโยบายแก้จนกลับได้รับความพอใจน้อยลงเป็นลำดับ จนปี཭ เหลือเพียงร้อยละ 57.6

นโยบายสุขภาพของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ นโยบายเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้รับความนิยมมาก เกือบร้อยละ 90 ของทุกปี

นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ได้รับความนิยมในปีཫ ถึงร้อยละ 87.7 แต่ในปีཬ หลังกลุ่มพันธมิตรเคลื่อนไหว ความพึงพอใจเหลือร้อยละ 43.9 กระทั่งปี཭ ระดับความพอใจเพิ่มมาอยู่ที่ร้อยละ 87.3

ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประชาชนพอใจนโยบายหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุถึงร้อยละ 89.7 ตามมาด้วยโครงการเรียนฟรี 15 ปี ร้อยละ 87.2

นโยบายสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีในชาติ พึงพอใจร้อยละ 60.5 แต่น้อยที่สุดคือนโยบายการปฏิรูปการเมือง ร้อยละ 55.2

สำหรับ ความเชื่อมั่นต่อตัวนายกฯ รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณในช่วงปีཫ ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดถึงร้อยละ 92.9 ขณะที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ได้ร้อยละ 45.2

ปี཯ ช่วงรัฐบาลนายสมัครและนายสมชาย ได้ต่ำสุดคือร้อยละ 37.6 ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในปีཱ ได้ร้อยละ 61.6

ความ เชื่อมั่นต่อสถาบันพรรคการเมือง ช่วงปี཮ ประชาชนให้ความเชื่อมั่นน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 26.1 ปัจจุบันความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 36.9

ความเชื่อมั่นต่อสมาชิก รัฐสภา ช่วงปีཬ ส.ส.ได้รับความเชื่อมั่นมากกว่าส.ว. แต่ตั้งแต่ปี཮ ความเชื่อมั่นต่อส.ว.เริ่มกลับมามากกว่าส.ส. ปัจจุบันความเชื่อมั่นส.ว.อยู่ที่ร้อยละ 46.4 ขณะที่ส.ส.ร้อยละ 43.9

ความ เชื่อมั่นต่อผู้ว่าฯ ช่วงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อมั่นมากที่สุดร้อยละ 79.5 แต่หลังจากนั้นเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ จนต่ำสุดในช่วงปี཯ ร้อยละ 55.8 ก่อนจะเพิ่มขึ้นในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จนปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 64.5

ความ เชื่อมั่นในตัวข้าราชการขึ้นลงตามตัวนายกฯ และปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 44.9 แต่ความเชื่อในตัวเจ้าหน้าที่ศุลกากรอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

ความ เชื่อมั่นต่อทหาร ปีཫ-48 รัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ทหารได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดถึงร้อยละ 84.8 ปี཮ หลังรัฐประหาร ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 61.8 แต่หลังจากนั้นเพิ่มขึ้น จนปี཰ ได้ร้อยละ 76.3 ก่อนลดลงอีกครั้งในปีཱ เหลือร้อยละ 67.8

ขณะที่ตำรวจได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปีཬ ร้อยละ 69.2 จากนั้นลดลงเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันได้ร้อยละ 54.9

ความเชื่อมั่นต่อเอ็นจีโอ ปีཫ เชื่อมั่นสูงสุดถึงร้อยละ 68.4 แต่หลังจากนั้นลดลงตามลำดับ ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 25.1

สำหรับความเชื่อมั่นต่อศาล ไม่ว่าศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ความเชื่อมั่นของทั้ง 3 ศาลก็ค่อยๆ ลดลงเช่นกัน

ปีཫ เป็นช่วงที่ทุกศาลได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด โดยศาลยุติธรรมได้ร้อยละ 86.7 ศาลรัฐธรรมนูญได้ร้อยละ 84.9 และศาลปกครองได้ร้อยละ 83.1

แต่ หลัง จากนั้นความน่าเชื่อมั่นลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดใน 3 ศาล คือร้อยละ 65.1 ขณะที่ศาลยุติธรรมได้รับความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 71.3 และศาลปกครองอยู่ที่ร้อยละ 67.3

ความเชื่อมั่นต่อการทำงานของสื่อ เป็นไปในแนวทางเดียวกันคือ เริ่มลดลงเรื่อยๆ โดยสื่อที่ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุด คือโทรทัศน์ ร้อยละ 66.4 ส่วนสื่อที่ได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดคือ วิทยุชุมชน ร้อยละ 40.3

ความเชื่อมั่นต่อการทำงานขององค์กรด้านการตรวจสอบ กกต.ได้รับสูงสุดในปีཬ ร้อยละ 69.9 จากนั้นลดต่ำลงเรื่อยๆ ก่อนขยับขึ้นมาในปี཯ และปัจจุบันได้รับความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 56

ขณะที่ป.ป.ช.ได้รับความเชื่อมั่นมากสุดในปีཫ ร้อยละ 77.2 ก่อนลดระดับความน่าเชื่อถือลงเรื่อยๆ และปัจจุบันความน่าเชื่อถืออยู่ที่ร้อยละ 52.1

คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ความเชื่อมั่นสูงสุดอยู่ที่ปีཫ ร้อยละ 77.5 จากนั้นเริ่มลดลงจนปัจจุบันเหลือร้อยละ 46.8

ขณะที่ความเชื่อมั่นในองค์กรด้านการตรวจสอบและในคำปรึกษา มีเพียงผู้ตรวจการแผ่นดินเท่านั้นที่ปัจจุบันมีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ เกินกึ่งหนึ่งคือ ร้อยละ 51.7

ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับความเชื่อถือเพียงร้อยละ 41.8 และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รับความเชื่อถือน้อยที่สุด คือ ร้อยละ 38.8

ความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน คือ ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และถนน ล้วนอยู่ในระดับที่เกินร้อยละ 70 ทั้งสิ้น

สำหรับเรื่องคอร์รัปชั่นในรัฐบาล ทุกปีจะมี ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการคอร์รัปชั่นเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดคือ ร้อยละ 46-52 ส่วนที่เห็นด้วยกับการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก

โดยมีผู้ที่เห็นด้วยมากที่สุดในปีཬ ร้อยละ 3.9 และน้อยที่สุดในปีཱ ร้อยละ 1.8

นอกจากนี้ประชาชนยังเห็นว่า เรื่องการคอร์รัปชั่นและรับสินบนในการปกครองระดับประเทศมีมากกว่าการปกครอง ในระดับปกครองท้องถิ่น โดยปัจจุบันเห็นว่ามีการคอร์รัปชั่นระดับประเทศร้อยละ 27.9 และระดับท้องถิ่นร้อยละ 16.6

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี཮ ช่วงรัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ์ ประชาชนเห็นว่ามีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด โดยเป็นการคอร์รัปชั่นรับสินบนระดับประเทศร้อยละ 32.1 ระดับท้องถิ่นร้อยละ 22.5

จุดเปลี่ยน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




ถ้าหาก 'จุดเปลี่ยน' ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่การชนะฟาวล์คดียุบพรรค

จุดเปลี่ยนของพรรคเพื่อไทยน่าจะอยู่ที่ผลเลือกตั้งซ่อม 5 เขต 5 จังหวัดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.

การที่พรรคเพื่อไทยได้มาเพียง 1 ที่นั่ง ในเขตที่เป็น 'ของตาย' อย่างเขต 2 ขอนแก่น

ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในอย่างมาก

ระดับแกนนำยอมรับว่าวางยุทธศาสตร์หาเสียงผิด

ขณะเดียวกันลูกพรรคหลายคนโดยเฉพาะที่เป็นส.ส. ภาคอีสาน เริ่มไม่มั่นใจอนาคตตัวเองภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทย

ข่าวสะพัดเตรียมย้ายไปสังกัดพรรคอื่น

ยิ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์โหมกระหน่ำปล่อยนโยบายเอาใจรากหญ้าภายใต้ชื่อยี่ห้อ 'ประชาวิวัฒน์' ออกมามากเท่าไหร่

จะยิ่งเห็นความหวั่นไหวของพลพรรคเพื่อไทยมากขึ้นเท่านั้น

หวั่นไหวเพราะรู้ดีว่านโยบายลด แลก แจก แถม ทำนองนี้

ภายใต้รหัสเรียกขาน 'ประชานิยม'

เคยเป็น 'ตัวช่วย' ให้พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลายมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปี 2544 และ 2548

แม้นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จะ วิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายป้อนข้าวป้อนน้ำเช่นนี้

ระยะยาวจะเป็นเชื้อร้ายทำให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวรากหญ้ากลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปในที่สุด

แต่ในทางการเมืองต้องยอมรับ นโยบายประชานิยมคือเครื่องมือทรงพลังของพรรคไทยรักไทยในอดีต

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะลอกเลียนแบบ

แถมยังแจกแหลก แจกหนักกว่า

กะให้ชาวบ้านลืมหน้าเจ้าของประชานิยมต้นตำรับเดิมไปเลย

เมื่อการเมืองไทยยังผลัดกันปู้ยี่ปู้ยำประเทศแบบทีใครทีมัน

ป่วยการพรรคเพื่อไทยจะมาร้องแรกแหกกระเชอเรื่องประชาวิวัฒน์

ภายหลังเกิดจุดเปลี่ยนในสนามเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา

ทางเดียวคือพรรคเพื่อไทยต้องรีบกลับมาทบทวนตัวเองโดยด่วน

อะไรคือจุดอ่อน อะไรคือจุดแข็ง

การตะบี้ตะบันพึ่งพาแต่กับคนอยู่ต่างประเทศ ถึงเวลาต้องเพลาๆ ลงบ้างหรือไม่

ไม่ต้องถึงขนาดต้องตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง

เอาแค่จัดวางตำแหน่งความสัมพันธ์ใหม่ให้เหมาะสมระหว่าง 'เพื่อไทย-ทักษิณ-เสื้อแดง'

เร่งหาหัวหน้าตัวจริง จะเฮียมิ่ง เฮียเหลิม พ่อใหญ่จิ๋ว ก็เอาให้ชัดสักคน

ได้เมื่อไหร่ก็วางนโยบายให้เสร็จสรรพ ใช้เป็นตัวนำท่อน้ำเลี้ยง

น่าจะช่วยให้พรรคฟื้นคืนจากอาการสลบไสลขึ้นมาได้บ้าง