WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 27, 2010

เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red

เอ้กอีเอ้ก สว่างแล้ว แก้วไก่ขัน
ดวงตะวัน ยิ้มแฉ่ง สีแดงฉาน
หมู่หมอกเหม่อ เออออ ล้อลำธาร
หยาดน้ำค้าง ค้างบ้าน จนลืมไพร

ควักข้าวเหนียว ใส่ห่อ ไปรอรับ
หวังลูกกลับ สู่บ้าน มาอยู่ไกล้
เจ็ดเดือนย่าง ต่างรู้ ต้องอยู่ไกล
แต่เทียวไป เยี่ยมเล่น ไม่เว้นวัน

เมื่อใดความ ขัดแย้ง ไม่แยกแยะ
เมื่อนั้นแพะ ก็พา กันขาสั่น
เมื่อใดช้าง ต่างชน ชิงประชัน
แลเมื่อนั้น หญ้าแพรก ก็แหลกราน

ร่างผมโซ โซ่ตรวน ล่ามส่วนขา
เดินออกจาก รถมา ศาลาศาล
ผู้คุมสวม บทบาท ราชการ
ตะโกนไล่ ชาวบ้าน อย่าจอแจ !

ปาดน้ำตา ต่างยิ้ม ให้ลูกชาย
ลูกโบกมือ บ๋ายบาย ยิ้มให้แม่
ชะเง้อตาม สองตา เจ้าต่างแล
เชื่อมรักแท้ แม่ลูก ที่ผูกพัน

ผิดใดหนอ บักหำน้อย แม่คอยถาม
จึงถูกล่าม โซ่ขึง ตรึงไว้นั่น
ขาก็ขา น้อยน้อย เพียงแค่นั้น
จะทนดั้น เดินย่าง ได้อย่างไร

เสียงตะโกน “ลุกขึ้น” ทะมึนสั่ง
ศาลออกนั่ง บัลลัง ฟังปราศัย
อัยการ อ่านเกมส์ เค็มน้ำใจ
ทนายให้ สารภาพ อย่าสู้เลย

เสียงตะโกน แต่ไกล “ผมไม่ผิด”
ศาลสั่ง “เงียบสักนิด ฟังเฉยเฉย ! ”
แล้วยิ้มเยาะ เคาะไม้ สะบายสะเบย
บอกเปรยเปรย มีคำสั่ง ลูกขังลืม

ชนชั้นนำ กำหนด กฎอุบาทว์
เหยียบหัวราษฎร์ ปรองดอง กันดูดดื่ม
ชนชั้นต่ำ เงินสิบ ต้องหยิบยืม
รอ “นาย” ปลื้ม เมื่อไหร่ ให้ประกัน

โรงละคร เล่นครบ เหมือนจบข่าว
กำหมัดชื้น ขื่นคาว คนขบขัน
“พวกเผาบ้าน เผาเมือง ประหารมัน"
คนดีลั่น พวกใจสัตว์ ต้องจัดการ !

เสียงระโยง ระยาง ครางกับพื้น
กลบเสียงปืน ราชประสงค์ ไว้ตรงศาล
คนเสื้อแดง ถูกตราหน้า ว่าสามานย์
คนสั่งด้าน หัวร่อ บนหอทอง

เกาะลูกกรง คงยืน มองลูกชาย
เป็นภาพชิน ชาคล้าย ไม่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ คนชนะ จะปรองดอง
ชาวบ้านต้อง ร้องไห้ อยู่ฮือฮือ

ภาพของหญิง ชรา ตำตาศาล
เหมือนกฎหมาย ตายด้าน แต่หนังสือ
ผู้มักใหญ่ ใช้เชื่อง เป็นเครื่องมือ
เพื่อแย้งยื้อ ชอบธรรม เถื่อนอำพราง

จึงกฎหมาย กลายหมด แล้วกฎหมาย
เกิดกฎหมา มักง่าย มาสะสาง
เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง
เลือกระหว่าง ก้มค้อม หรือยอมตาย

ประวัติศาสตร์ ต้องใช้ ชีวิตเขียน
หมุนกงเกวียน แห่งสมัย ไม่ขาดสาย
ชักธงแดง แกร่งกล้า ขึ้นท้าทาย
เถิดสหาย ปฏิวัติ โค่นรัฐโจร !


ผมรู้สึกเจ็บร้าวทุกครั้งที่เห็นชาวบ้านแก่ๆ มายืนคอยทาง
ดูลูกชายขึ้นศาล และยิ่งเขามาถามว่า "ลูกแม่สิได้ออกมื้อได๋"
มันยิ่งจุกจนพูดไม่ออกทุกที หรือนี้เราเดินมาสุดทางแล้วจริงๆ


...อานนท์ นำภา ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓

Sunday, December 26, 2010

วิกิลีกส์

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2553)

ผู้บริหารเว็บไซต์ "ประชาไท" เพิ่งแถลงข่าวเรื่องผลกระทบและความเสียหายที่ถูกปิดเว็บไซต์มานาน 8 เดือนจากการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล

นอกเหนือจากความเสียหายที่คิดเป็นเงิน 5 ล้านบาทแล้ว

ที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ คำถามเรื่อง "เสรีภาพ" ในการนำเสนอข่าวสาร

อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นคือการใช้ "ความเชื่อ" ของคนกลุ่มเดียวตัดสินว่าใครถูกใครผิด

เชื่อว่าเว็บไซต์ไหนทำผิดกฎหมาย

...ปิด

ช่วงที่ผ่านมามี 2,200 เว็บไซต์ถูกบล็อคในช่วง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

จากกรณีของ "ประชาไท" ทำให้มีคนตั้งคำถามถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์การ์เดียน หรือ www.guardian.co.uk ที่ตีพิมพ์เอกสารลับของสถานทูตสหรัฐอเมริกาจาก "วิกิลีกส์"

ชิ้นแรกเป็นข่าวใหญ่ในเมืองไทยคือ กรณี "วิคเตอร์ บูท" ที่ "ทูตสหรัฐ" ขอให้ "โอบามา" โทรศัพท์มาหา "อภิสิทธิ์" เพื่อกดดันให้ไทยส่ง "บูท" ให้สหรัฐอเมริกา

แต่จริงๆ แล้วยังมีอีก 4 ฉบับ

ว่ากันว่าคนกรุงส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าอากาศเริ่มคลายหนาวลงแล้ว แต่สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.อ.สิทธิ์ เศวตศิลา และนายอานันท์ ปันยารชุน ที่คุยกับทูตสหรัฐต่างกรรมต่างวาระ

ตอนนี้ยังยะเยือกอยู่เลยครับ

กรณี "วิกิลีกส์" ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึง "วิธีคิด" ของสังคมไทยว่าประเด็นที่พูดนั้นไม่สำคัญว่าเป็น "เรื่องอะไร"

แต่สำคัญที่ "ใครพูด"

คนทั่วไปพูดเรื่องนี้ไม่ได้ ไม่ว่าจะบนโต๊ะกินข้าว หรือเขียนใน facebook

แต่บางคนพูดได้

ทั้งที่รู้ว่าเมื่อคุยกับ "ทูต" แล้ว เนื้อหานั้นจะถูกส่งไปที่ "ทำเนียบขาว"

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไมรัฐบาลใช้ "2 มาตรฐาน" ในกรณีนี้

เพราะใครที่ได้อ่านเนื้อหาที่ผู้ใหญ่ 4 ท่านนี้พูดกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ทุกคนพูดเหมือนกันเลยว่า "ประชาไท"..เด็กๆ

ไม่แปลกที่คนจะวิจารณ์เรื่องนี้กันมากเรื่อง "มาตรฐานใหม่" ของรัฐบาล

บางคนก็มองว่า "อภิสิทธิ์" เกรงใจ "การ์เดียน" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของอังกฤษ ประเทศที่นายกฯมาร์คเคยร่ำเรียนมา

บางคนก็มองว่า "อภิสิทธิ์" ไม่พอใจคำวิจารณ์ของ พล.อ.เปรม และ พล.อ.อ.สิทธิ์ ที่บอกว่าเขาเด็กเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจ และใช้เวลากับ "โพเดียม" มากเกินไป ถึงขั้นบอกทูตว่าได้เตือนเรื่องนี้ผ่านทาง นพ.อรรถสิทธิ์ บิดาของ "อภิสิทธิ์" แล้ว

"อภิสิทธิ์" ก็เลยเอาคืนโดยปล่อยให้มีการเผยแพร่ข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ

เอ๊ะ หรือว่าจริงๆ แล้ว "อภิสิทธิ์" ได้ปรับปรุงตัวเองใหม่

เพื่อให้สอดคล้องกับคำขวัญวันเด็ก

"รอบคอบ รู้คิด" และ......มีจิตสาธารณะ

กรณี "วิกิลีกส์" บทเรียน ระดับ "โลก" บทเรียน "ไทย"

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2553)


ความน่าสนใจของ วิกิลีกส์ ที่กำลังกลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ระดับโลก มิได้อยู่ที่เว็บไซต์นี้กำลังแสดงบทบาท "แฮก" ซึ่งล่อแหลมและร้อนแรง

ล่อแหลมเพราะว่าเป็นการแฮกเข้าไปหาข้อมูลอันมีชั้นความลับระดับ "ลับสุดยอด"

ร้อนแรงเพราะว่าความลับระดับ "ลับสุดยอด" นั้นเป็นของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก

ปมเงื้อนอันคมเฉียบยิ่งก็คือ วิกิลีกส์ทำให้สิ่งที่เรียกว่า "ความลับ" หมดความหมาย

ไม่ว่าความหมายนั้นจะเป็นระดับยิบย่อย ไม่ว่าความหมายนั้นจะเป็นระดับลับมาก ลับที่สุดและลับสุดยอดก็ตาม

ความพยายามที่จะจับกุม จูเลียน แอสแซนจ์ ด้วยข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ อาจทำให้เกิดการชะงักงัน แต่บังเอิญที่บทบาทและความหมายของวิกิลีกส์ต่างจากบทบาทและความหมายขององค์กรอย่างอัลเคด้า

นั่นก็คือ วิกิลีกส์ เป็นองค์กรอันขึ้นกับความรับรู้ในเรื่องเทคโนโลยี

นั่นก็คือ วิกิลีกส์ หากจะเรียกว่าเป็น กระบวนการก่อการร้ายก็เป็นการก่อการร้ายในปริมณฑลทางด้านข้อมูล จึงมิได้ขึ้นกับตัวบุคคลหากแต่ขึ้นกับความรับรู้ในเรื่องเทคโนโลยี

การสกัดขัดขวางวิกิลีกส์จึงเหมือนกับเป็นการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

การจะทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์วิกิลีกส์จึงต้องทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบ ต้องทำความเข้าใจอย่างเป็นกระบวนการ

จะทำความเข้าใจอย่างรวบรัด ตัดตอน ไม่ได้

นั่นก็คือ วิกิลีกส์มิได้เป็นตัวปฏิบัติการในเรื่องข่าวสารอย่างที่เรียกว่าปฐมภูมิ ตรงกันข้าม วิกิลีกส์เสมอเป็นเพียงตัวการในการเผยแพร่

จะเรียกว่าวิกิลีกส์ดำเนินไปในลักษณะทุติยภูมิก็อาจจะได้

เพียงแต่ว่าบทบาทในลักษณะทุติยภูมิของวิกิลีกส์มีรากฐานมาจากกระบวนการข่าวสารอันเป็นปฐมภูมิเท่านั้น

สรุปอย่างรวบรัด การคัทเอ๊าต์ที่วิกิลีกส์ มิได้ทำให้ทุกอย่างยุติ

ยิ่งการตัดคัทเอ๊าต์ที่ จูเลียน แอสแซนจ์ ยิ่งเป็นเรื่องน่าหัวร่อ เพราะในความเป็นจริงจูเลียนมิได้ทำงานคนเดียว

ยิ่งกว่านั้น ตัวการทางด้าน "ข่าวสาร" ก็ยังมีอยู่ เคลื่อนไหวอยู่

ตราบใดที่บรรดาตัวการทางด้านข่าวสารยังเคลื่อนไหวอยู่ การไหลเลื่อนของข่าวสารก็ยังมีอยู่ บทบาทของวิกิลีกส์ก็ยัง ดำเนินต่อไป

ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ดาบเฉือนตัดสายน้ำ ไม่ว่าดาบจะคมสักเพียงใดก็ตาม

ขอให้ศึกษาจากกรณีที่ข่าวสารอันเกี่ยวกับประเทศไทยหลุดรอดไปดำรงอยู่ในฐานข้อมูลของวิกิลีกส์

อย่าลืมเป็นอันขาดว่าวิกิลีกส์มิได้ "นิมิต" ข่าวขึ้นเอง

ตรงกันข้าม มีการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยกับบุคคลระดับนำในสังคมไทย

ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นองคมนตรี ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าคนคนนั้นจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกและมีบทบาทเป็นอย่างสูงในการทำรัฐประหารยึดอำนาจ

ถามว่า 1 หากคนคนนั้นไม่พูดซะอย่าง จะเป็นประเด็นหรือ

ถามว่า 1 หากเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยไม่ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาไปยังกระทรวงการต่างประเทศ จะกลายเป็นเอกสารลับสุดยอดหรือ

การแก้ปัญหานี้โดยการตัดคัทเอ๊าต์ที่วิกิลีกส์จึงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

กระทั่งลืมสัจจะอันโคลงโลกนิติตราเอาไว้ว่า ห้ามเพลิงไว้อย่าให้มีควัน ห้ามสุริยะแสงจันทร์ส่องไซร้ และในที่สุดก็สรุปอย่างรวบรัด หากห้ามปรากฏการณ์ทางธรรม ชาติเหล่านี้ได้ จึงห้ามนินทา

เพียงแต่เป็นการนินทาประเทศไทยให้คนต่างชาติฟังเท่านั้นเอง

ปรากฏการณ์วิกิลีกส์ให้บทเรียนอะไรบ้างทั้งในกรณีระดับโลกและกรณีระดับประเทศไทย

บทเรียน 1 บอกว่าชนชั้นสูงพูดอะไรไม่มีผิด แต่ชนชั้นล่างพูดเรื่องอย่างเดียวกันผิด บทเรียน 1 การแก้ปัญหาตั้งแต่ระดับโลกจนระดับประเทศยังเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

บทเรียน 1 เทคโนโลยีกำลังทำให้ความลับมิอาจดำรงอยู่ได้ต่อไปอีกแล้ว

"ประชาไท"เผยบันทึก 6 ศพวัดปทุมฯ วอนสังคมไทยใช้วิจารณญาณ ร่วมกันตรวจสอบ

ที่มา มติชน



เว็ปไซต์ประชาไท เปิดเอกสารที่มีลักษณะคล้ายรายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยสแกนภาพเอกสารลงในเว็ปไซต์ด้วย มีข้อความระบุที่หัวเอกสารว่า”รายงานการสืบสวนสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ 235/2553 ” มีเนื้อหาทั้งหมด 17 หน้า สำนวนการเขียนเหมือนกับเป็นบันทึกการสอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้องใน เหตุการณ์สังหารประชาชน 6 ศพภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

เนื้อหาในเอกสารเป็นการสอบปากคำพยาน จำนวน 41 ปาก แบ่งเป็น ญาติผู้ตาย ประชาชนผู้เห็นเหตุการณ์ อาสาสมัครพยาบาลในเต๊นท์พยาบาล เจ้าหน้าที่ของวัดปทุมฯ ผู้สื่อข่าวต่างชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถ่ายภาพไฟไหม้เซ็นทรัลเวิร์ล รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส

เว็ปไซต์ประชาไทระบุว่าได้รับเอกสารชิ้นนี้จาก แหล่งข่าวที่ไม่อาจเปิดเผย เป็นบันทึกการสอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์สังหารประชาชน 6 ศพภายในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 โดยหัวกระดาษระบุว่าเป็นเอกสารของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นเอกสารฉบับเดียวกันหรือไม่กับที่นายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวอ้าง และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจน

เจาะใจ"ปลอดประสพ"ไอ้กลุ่มที่จะทำลายล้างสถาบัน ผมไม่เห็นด้วย ผมจะต่อต้าน..คุณประยุทธต้องใจเย็นกว่านี้

ที่มา มติชน



.............................................
ที่บ้านพระยาเทพหัสดิน จ.นนทบุรี บนเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ ที่ถูกซื้อไว้ไร่ละ 1 บาท ในช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์

จากบ้านอดีตอำมาตย์ใหญ่ บัดนี้กลายเป็นบ้านนักการเมืองที่เลี้ยงลูกน้อง-บริวารไว้ไม่น้อยกว่า 40 คน

เป็นบ้านที่ถูกครอบครองโดย "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ช่วงที่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้เลือกตั้ง หลังชนฝา และอาจต้องครองตำแหน่งฝ่ายค้านอีกยาวนาน

"ปลอดประสพ" เปิดใจ ทบทวนท่าทีทางการเมืองของ "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทย มีหลายบประเด็นน่าสนใจ

คิดอย่างไรกับข้อวิจารณ์พรรค เช่น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง เสนอให้เปิดตัวว่าที่นายกรัฐมนตรีของฝ่ายนี้

ผมก็ไม่เห็นด้วยและไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันไม่เป็นความจริง เช่น คำว่า "ก้าวข้ามคุณทักษิณ" เราต้องมองข้อเท็จจริง ผมพูดตรง ๆ ว่าทุกพรรคมันก็มีเจ้าของ ถ้าผมเอ่ยชื่อก็ได้เยอะแยะ คุณบรรหาร ศิลปอาชา ก็เป็นเจ้าของพรรค คุณสุวัจน์, คุณเนวิน ชิดชอบ ก็เป็นเจ้าของพรรค ส่วนประชาธิปัตย์ ก็มีเจ้าของพรรค แต่มีมานานแล้ว

เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย มาจากพรรคพลังประชาชน มาจากพรรคไทยรักไทย ใครเป็นผู้ก่อตั้ง ก็คือคุณทักษิณ การเป็น founder แปลว่าผู้สร้าง ออกเงิน ออกทอง ออกสติปัญญา ความคิด จนเกิดมาเป็นทุกวันนี้ ชื่อเสียงและความนิยมในตัวคุณทักษิณ ก็เห็นได้ชัดเจนในอีสานและในภาคเหนือ

ฉะนั้น การที่บอกว่า ก้าวข้ามเนี่ย ผมไม่รู้แปลว่าอะไร ถามว่า ตึกที่อยู่ทำงานทุกวันนี้ คุณทักษิณให้เช่าราคาถูกใช่ไหม ข้าวที่กินกันฟรีทุกวันนี้ ถามว่า ใครซื้อข้าว ? เวลาขอความเห็น ท่านก็ให้ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เรื่องของเรา เวลาไปเลือกตั้ง ก็ใช้กระแสของท่าน มากบ้าง น้อยบ้าง

แล้วอยู่ ๆ จะบอกว่า เฮ้ย...ลื้อไปเหอะ อั๊วะก้าวข้ามลื้อไปแล้ว ไม่ต้องมีลื้อแล้ว ผมว่ามันเป็นคำพูดที่มันไม่จริง แล้วก็เป็นคำพูดที่ไม่ค่อยจะกตัญญูเท่าไหร่นะ มันไม่ควรนะ...ใจผม ควรจะคิดว่า สิ่งใดดี ก็เก็บไว้ สิ่งใดควรให้ประชาชน ก็ต้องให้ แต่ไม่ใช่มาแสดงความรังเกียจมิตรเก่าที่มีบุญคุณเพื่อได้มิตรใหม่ (เน้นเสียง) ผมขอพูดหยาบ ๆ หมาตัวไหนมันจะไปคบ เพราะไม่เคยกตัญญูต่อใครเลย รู้ได้ไง ว่าวันไหนจะไม่ไปหักหลังเขาอีก

ส่วนที่คุณจาตุรนต์พูด ก็เป็นตรรกะ เป็นเหตุผล ผมก็เห็นด้วย ว่าสักวัน เราควรมีหัวหน้าที่ชัดเจน ผมใช้คำว่าหัวหน้าก่อนนะ เพราะผมยังไม่เคยได้ยินใครอาสาเป็นหัวหน้า แต่ผมได้ยินคนอาสาเป็นนายกรัฐมนตรี 3 คน ตั้งแต่คุณเฉลิม ก็อาสาเป็นสั้น ๆ คุณชวลิต ก็อาสาเป็น และล่าสุด คุณมิ่งขวัญ แต่ทั้ง 3 คน ไม่มีใครอาสาเป็นหัวหน้าพรรคเลย ก็ต้องถามเหตุผล ว่ามันเรื่องอะไร ที่อาสาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่อาสาเป็นหัวหน้าพรรค ผมสงสัย

เพราะการเป็นหัวหน้าพรรค เป็นภาระนะ เป็นผู้ให้นะ ให้ความคิด สติปัญญา การสนับสนุน ให้เงิน ให้ทอง ให้ทรัพย์สมบัติ และเสี่ยงกับการต่อสู้ แพ้หรือชนะ ก็ไม่รู้...แล้วที่ไม่เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรค เพราะอะไร เพราะกลัวความรับผิดชอบแบบนี้ ใช่ไหม กลัวเสียตังค์ ใช่หรือไม่ กลัวต้องต่อสู้ ใช่หรือไม่

ในฐานะที่ท่านเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะจัดการกับคนเสื้อแดงกลุ่มไม่เอาสถาบันอย่างไร

เราสนับสนุนกลุ่มที่แสวงหาประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ผมเข้าใจและเห็นใจในความรู้สึกเจ็บในใจ ที่ถูกกดขี่ข่มเหง ถูกมองเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ถูกยิงไป 90 กว่าศพ บาดเจ็บไปสองพัน ติดคุก ไม่รู้ข้อหาอะไร ผมเห็นใจ ผมช่วย แต่ไอ้กลุ่มที่จะทำลายล้างสถาบันแบบนี้ ผมไม่เห็นด้วย แล้วผมจะต่อต้าน ผมไม่เคยคบค้าสมาคมกับคนพวกนี้ ไม่รู้จัก และไม่ประสงค์ที่จะคบค้า เพราะนั่นคือการทำลายชาติ

จะตัดกลุ่มนี้ทิ้งจากคนเสื้อแดงหรือไม่

ผมว่าคนที่คิดล้มเจ้าน่ะ มันกลุ่มเล็ก ๆ ไอ้พวกนี้แหละโหนกระแสเสื้อแดง แต่เสื้อแดงไม่กล้าปฏิเสธ รุนแรง เกรงจะเสียแนวร่วม ดังนั้น ก็มัวแต่อ้ำอึ้ง ๆ ผมเคยเตือนเพื่อน ๆ ผมบางคนที่อยู่ในวังว่า รู้ไหมว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์เยอะแยะ แล้วรู้ไหมว่า คำวิจารณ์นั้นไม่จริง ดังนั้น แทนที่จะไปคิดห้ำหั่นเสื้อแดง ควรคิดวิธีการที่จะเอาข้อมูลที่ถูกต้องไปใช้ได้ไหม และวิธีการที่ดีที่สุด คือการใช้ความเมตตา กรุณา การให้อภัยอย่างเดียวเลย จึงจะชนะ อย่าไปใช้วิธีแบบทหารบางคน วันนี้ ผมไม่เห็นด้วย

มองว่าปรากฏการณ์คนเสื้อแดงวิพากษ์วิจารณ์สถาบันสำคัญ เป็นเพราะความเข้าใจผิด

ถูกต้อง มีการสร้างข้อมูลเข้าไป แล้วไม่มีคำอธิบาย วิธีที่จะไปเอาเสื้อแดงกลับคืนมา คือต้องอธิบาย และมีความเมตตา แต่คนมีอำนาจกลับใช้วิธีปราบปราม คิดว่าเป็นการปราบเสี้ยนหนาม อย่างนี้ ก็เจ๊งสิ

นี่เป็นวิธีการของทหารหรือเปล่า

ทำตลอดเวลา ไม่เคยหยุด ผมรู้จักทหารกลุ่มนี้มาพอสมควร ไม่ใช่ว่าโตมาด้วยกัน เพราะผมโตมาก่อน เห็นกันมานาน ผมไม่เห็นด้วย และผมพูดไปแล้ว ว่าผมไม่เห็นด้วย...คุณประยุทธ (พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.) ก็เหมือนกัน เรารู้จักกันมานานมากนะ เรียกพี่เรียกน้องกันมาตลอด คุณประยุทธต้องใจเย็นกว่านี้ ต้องพูดเพราะกว่านี้ ยิ่งใหญ่ ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งต้องแสดงความอ่อนโยน ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ใหญ่อยู่แล้ว แค่กวาดสายตาไป คนเขาก็กลัว...ประเทศชาติยังต้องพึ่งคุณประยุทธอีกเยอะ


ผมคิดว่าบทบาทของทหารกับการเมืองต้องลดลง เพราะทหารไม่มีหน้าที่มาจัดรัฐบาล หรือมารังเกียจพรรคโน้นพรรคนี้ ทหารก็เป็นข้าราชการประเภทหนึ่ง...ประชาธิปไตย ธรรมชาติทหาร ต้องไม่มาเกี่ยวข้อง ประเทศไทยล้าหลังมาก เรื่องความสัมพันธ์ของกองทัพกับการพัฒนาการเมือง ทหารมีหน้าที่ปกป้องขอบขัณฑสีมา ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องมาปกป้องสถาบันการเมือง ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน

( อ่านฉบับสมบูรณ์ ที่ คลิกที่ ประชาชาติธุรกิจ www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1293341350&grpid=no&catid=04 )

ปลดแอก'แม้ว' ทางรอดเพื่อไทย

ที่มา ข่าวสด



ความระส่ำระสายในพรรคเพื่อไทยเป็นรูปธรรมชัดเจนภายหลังผลการเลือกตั้งซ่อม 5 เขต 5 จังหวัดไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

พรรคเพื่อไทยคว้าชัยมาได้แค่ 1 ที่นั่งในเขต 2 ขอนแก่น แต่แพ้ถึง 4 เขต

โดยเฉพาะเขต 3 สุรินทร์ และเขต 6 นครราชสีมา ที่พ่ายให้กับพรรคภูมิใจ ไทย ไม่เพียงเป็นประเด็นให้พรรคคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์นำมาขยายผลครึกโครม

นักวิเคราะห์การเมือง ตลอดจนสื่อมวลชนยังมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า

'กระแสทักษิณ' ในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งเคยเป็นฐานเสียงเหนียวแน่นของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทยและพลัง ประชาชน

เริ่มสั่นคลอนและมีช่องโหว่ให้คู่แข่งเบียดแทรก

แม้แต่สมาชิกเพื่อไทยโดยเฉพาะ ส.ส.ภาคอีสานเองก็เริ่มรับรู้ถึงสัญญาณอันตรายดังกล่าวเช่นกัน

เป็นที่มาของข่าวสะพัด ส่วนหนึ่งอาจหาลู่ทางขยับขยายย้ายไปสังกัดพรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เดือดร้อนถึงนายใหญ่ในต่างประเทศต้องรีบวิดีโอลิงก์มาปลอบขวัญ

อ้างว่าการที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาเพราะเห็นว่าถึงจะได้ส.ส.เพิ่มเข้ามา 3-4 ที่นั่งในตอนนี้ก็ไม่คุ้มทุน เนื่อง จากใกล้ยุบสภา เก็บกระสุนไว้กราดยิงทีเดียวในการเลือกตั้งใหญ่น่าจะคุ้มค่ากว่า

อีกทั้งยังเป็นการล่อให้พรรคคู่แข่งแบไต๋ออกมาให้หมด

และที่เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดคือหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งซ่อมผลร้ายที่ตามมาก็คือโปรแกรมยุบสภาที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำหนดไว้ต้นปีหน้า อาจต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้กำชับลูกพรรคให้กอดคอกันสู้ต่อไป ช่วยดูแลคนเสื้อแดง โดยไม่ต้องห่วงเรื่องท่อน้ำเลี้ยง

อย่างไรก็ตามคำชี้แจงของนายใหญ่ ไม่ต่างจากการกวาดขยะซุกใต้พรม สะกดความแตกตื่นขวัญเสียของลูกพรรคไว้ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

ขณะที่ปัญหาแท้จริงในพรรคไม่ได้รับการพูดถึง

สภาพความเป็นพรรค 'ไร้หัว' ดูเหมือนเป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทยมาตลอด

อย่างที่รู้กัน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ นั้นก็เป็นเพียงหัวหน้าพรรคแต่ในนาม

ที่ผ่านมาถึงจะมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรคหลายครั้ง เพื่อกระจายอำนาจไปยังมุ้งต่างๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

พรรคเพื่อไทยยังคงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน

นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับ'ทักษิณ'เพียงคนเดียว โดยใช้อำนาจผูกขาดผ่านญาติพี่น้องตระกูลชินวัตร

ขณะเดียวกันหัวหน้ากลุ่มหรือมุ้งต่างๆ ก็พยายามแสดงตัวเป็น 'สายตรงนายใหญ่' จับกลุ่มนั่งเครื่องบินไปดูไบเป็นว่าเล่น

จวบจนกระทั่งประชาธิปัตย์รอดพ้นจาก 2 คดียุบพรรคมาได้ ต่อด้วยคิวเลือกตั้งซ่อม 5 เขต 5 จังหวัดที่ผลออกมาเป็นบวกสำหรับซีกรัฐบาล

ข้อดีของการพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมอย่างหนึ่ง คือเป็นสัญญาณเตือนให้พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง

ไม่ให้พรรคถอยหลังลงคลองไปมากกว่านี้

โดยมีการบ้านข้อแรกคือการควานหาตัวผู้นำพรรค 'ตัวจริง' ที่จะมาทำหน้าที่ผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในอนาคตให้ได้

ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้ไม่ใช่แค่ความรู้ความสามารถต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมและสมาชิกพรรคที่แบ่งเป็นหลายก๊กหลายกลุ่ม

แต่ยังต้องได้รับการสนับสนุนจากนายใหญ่ในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดอีกด้วย

และจากรายชื่อที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ตอนนี้

ถึงนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

ทั้งด้านความรู้ความสามารถและท่อน้ำเลี้ยงปริศนาที่กำลังมาแรง

แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะผ่านเงื่อนไขข้อที่สามไปได้หรือไม่

เพราะเริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการวางตัว'นายหญิงเล็ก' ออกมาตีคู่กับชื่อ'เฮียมิ่ง'บ้างแล้วเช่นกัน

กล่าวกันว่าถึงที่สุดแล้วโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับคืนสู่อำนาจยังเปิดกว้างอยู่ ไม่ได้ปิดประตูตายไปเสียทีเดียว

อย่างแรกจะต้องรอดูผลกรณีนายสุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรค นำคณะ 10 ส.ส.ที่ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนนายมิ่งขวัญ บินไปพบพ.ต.ท. ทักษิณ ที่ดูไบ

เพื่อหารือความชัดเจนในเรื่องหัว หน้าพรรคคนใหม่ การวางนโยบายหาเสียงและท่อน้ำเลี้ยงช่วงเลือกตั้ง

รวมถึงการจัดระบบบริหารจัดการภายในพรรคใหม่ ว่าจะสามารถปลด แอกจากตระกูล'ชินวัตร'ได้จริงหรือไม่

พรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่าวันนี้'ทักษิณ' ไม่ใช่จุดขายของพรรคอีกต่อไป

การนำประเด็น'พาทักษิณกลับบ้าน' มาชูเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งยังอาจทำให้พรรคเพื่อไทยต้องถูกสกัดกั้นอย่างหนักจากมือที่มองไม่เห็น

ที่จะไม่ยอมให้ทักษิณได้กลับมาอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้สิ่งที่จะเป็นตัวขยายโอกาสให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเรืองอำนาจอีกครั้ง ก็คืออาการเดินสะดุดขาตัวเองของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเปิดเผยความจริงในสำนวนคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม และคดีการเสียชีวิตของนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ที่กำลังเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาล

และล่าสุดกรณีการตัดหน้ากันเองในการประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ จนเป็นสาเหตุให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ

ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่าเรื่องจะบานปลายไปในทิศทางใด และจะส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากน้อยแค่ไหน

เมื่อรัฐบาลพลาดให้จังๆ แบบนี้แล้ว

ก็อยู่ที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยจะฟื้นตัวได้ทันนาทีทองช่วงสั้นๆ นี้หรือไม่

‘สุวัจน์’ไม่ธรรมดา แรงเชียร์สะเทือน ปชป.

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘สุวัจน์’ไม่ธรรมดา แรงเชียร์สะเทือน ปชป.



หากผนึก 3P ขึ้นมาจริงๆ ... กดดันรัฐบาลแน่
โบราณบอกว่า ห้ามไฟไม่ให้มีควัน เป็นเรื่องยากแล้ว

แต่การห้ามไม่ให้คนคิดเปลี่ยนแปลง ในยามที่เบื่อหน่าย นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า

ซึ่งไม่ว่าจะพยายามโฆษณาชวนเชื่อสักเพียงใด จะมีสำนักโพลรับงานรช่วยเชียร์สักเพียงไหน รวมไปถึงแม้ว่าจะมีกองทัพโอบอุ้มกระเตงใส่เอวมากเท่าใดก็ตาม

แต่ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของประชาชนได้ ไม่ว่าจะพยายามสร้างภาพสักเพียงใดก็ตาม

ถึงวันนี้แทนที่รัฐบาล จะพยายามสร้างภาพลักษณ์ กล่าวอ้างในเรื่องของผลงานว่ายอดเยี่ยมเพียงใดก็๋ตาม ตราบเท่าที่ประชาชนยังรับรู้ถึงความเดือดร้อนลำบากอยู่ ยังคงมีเงินรายได้ไม่เพัยงพอกับรายจ่าย

ไม่ว่าน้ำลายแตกฟองจะงักดลยุทธ์ ลูกไม้ลายครามมาก็ตาม ก็ยากที่จะทำให้ประชาชนชื่นชมยอมรับได้

ก็ดูอย่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะออกรายการวิทยุ จะจัดงานแถลงผลงานว่าประสบความสำเร็จสักเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อของจริงยังมีจุดอ่อน การยอมรับที่แม้จริงก็ย่อมสะดุด

อย่างกรณีที่นายอภิสิทธิ์ ออกมาแถลงข่าวผลงานรัฐบาล ในรอบ 2 ปี ซึ่งเรียกเสียงสะท้อนได้หนักหน่วงไม่ใช่น้อยในเชิงลบ

พรรคฝ่ายค้านนั้น อาจจะมองได้ว่า เป็นขั้วตรงข้ามรัฐบาล ย่อมต้องมองว่ารัฐบาลไม่มีผลงาน หรือผลงานล้มเหลวอยู่แล้ว

แต่กับประชาชนทั่วไปที่โอดโอยเรื่องรายได้ลด แต่ราคาสินค้าพุ่งพรวดๆ อย่างน้ำมันปาล๋มที่ขยับขึ้นราคาพรวด แถมยังมีการกักตุนเอาไว้ล่วงหน้าเป็นล้านขวด ตรงนี้ไม่ว่าอย่างไรก็มีแต่ก้อนอิฐเป็นการตอบแทนแน่ จะหาดอกไม้สักดอกคงยาก

รวมทั้ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ที่พยายามอ้างว่าดีขึ้นมากแล้ว เอาเข้าจริงๆผู้ประกอบการต่างเบื่อหน่าย พราะรู้ดีว่า ภาพจริงๆนั้นเป็นเช่นไร

หรืออย่างเช่นนักวิชาการที่เป็นกลาง ที่เริ่มสะท้อนความเห็นแล้วว่า ผลงานรัฐบาลยังไม่เข้าตา ยังไม่โดดเด่นมากพอ เช่นกรณีของนายบุญเรือง มานะสุรการ นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่ออกมากล่าวภายหลังรัฐบาลแถลงผลงาน 2 ปี ว่า

อยากเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ทั้งนี้เพราะถึงแม้ว่าผลงานภาพรวมจะเข้าตาประชาชน แต่เป็นการเจาะจงเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลจากนโยบาย

อาทิ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี แม้จะได้ผลในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างทั่วถึง แต่ในเชิงคุณภาพแล้วคุณภาพนักเรียนนั้นด้อยลงมาก เนื่องจากมีความแตกต่างคุณภาพการเรียนการสอนระหว่างโรงเรียน

ทางด้านนโยบายการสาธารณสุขนั้นถือเป็นการมองที่ปลายเหตุ การรักษา 30 บาท หรือรักษาฟรีนั้น เป็นการรักษาพยาบาล แต่การป้องกันโรคที่เป็นต้นเหตุกลับไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง

ขณะที่ด้านเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตทางจีดีพีสูงเป็นที่พอใจของรัฐบาล มองว่ารัฐบาลค่อนข้างดูในภาพของมหภาค แต่ในส่วนของภาพจุลภาค ตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้นรัฐบาลควรมองว่าเงินในกระเป๋าประชาชนเพิ่มขึ้นหรือ ไม่

ความรู้สึกในทำนองนี้แหละ ที่กระตุ้นหรือบีบคั้นให้ประชาชนต้องการที่จะลิ้มลองของใหม่กันเป็นแถว

เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลอาจจะเน้นการโหนทหาร จนไม่แคร์ว่าสังคมจะรู้สึกอย่างไร

แต่วันนี้คงไม่สามารถมองข้าม หรือเพิกเฉยได้อีกต่อไปแล้ว

ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ในเดือนธันวาคมนี้ จึงได้มีกระบวนการอยากห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลประเทศชาติ และประชาชนอย่างจริงจัง โดยไม่ Fake เสียที

และหนึ่งในทางเลือกที่สังคมต้องการให้มาเป็นรัฐบาลแทนนั้น ได้มีการจับตามอง เอาสปแตไลท์ส่อง ก็คือนักการเมืองที่ถดูดีกว่า นายอภิสิทธิ์ และพลพรรคทั้งหลาย

โดยมองกันว่า หนึ่งในผู้ที่น่าสนใจ ก็คือ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา นั่นเอง

กระแสข่าวก็เลยกระฉ่อนเป็นอย่างมาก เรื่องการรวมพรรค ระหว่างพรรครวมชาติพัฒนา กับพรรคเพื่อแผ่นดิน และคณะ 3 จี

แม้ว่าจะมีการออกตัว ถ่อมตัวไปแล้ว แต่กระแสข่าวก็ยังไม่หยุด สะท้อนถึงความเบื่อหน่ายราคาคุยของรัฐบาล และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเสียที

งานนี้รัฐบาลเสียรังวัด และขาดบารมีไปไม่ใช่น้อย

ฉะนั้นมองข้ามเกม ไปจนกระทั่งถึงปีหน้า แม้จะพยามยื้อสักเพียงใดก็ตาม ดูแล้วพรรคประชาธิปัตย์ คงเลี่ยงยากในเรื่องการเลือกตั้งครั้งใหม่

ซึ่งนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา(รช.) ที่กล้าระบุว่า ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งค่อนข้างแน่นอน

เห็นจากการให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์

และเป็นเทอมสุดท้ายของสภา ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมจะมีการเลือกตั้ง

เพราะสถานการณ์ต่างๆ ก็ไปในทิศทางที่ดีขึ้น และการเลือกตั้งเป็นข้อเรียกร้องหนึ่งของการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา ถือเป็นการลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง

“ถ้าปีหน้าการเลือกตั้งเรียบร้อย จะเป็นปีที่ดีของเศรษฐกิจของประเทศ และจะได้รับการยอมรับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและนักท่องเที่ยว”

อีกทั้งนายสุวัจน์ได้มีการออกตัวถึงการควบรวมกับกลุ่ม 3 พีว่า อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน เพราะส่วนตัวไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง

โดยการเมืองทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า เสถียรภาพการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองก็คือพื้นฐานของเสถียรภาพของการเมือง

ซึ่งนายสุวัจน์ระบุเลยว่า ฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองสามารถสร้างความปรองดองกันได้ รวบรวมกันให้เป็นปึกแผ่นและมีเสถียรภาพ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

“สัญญาณการเมืองเรื่องการเลือกตั้งก็ค่อนข้างชัดเจน จากนี้ไปคงมีความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ของการเมือง เช่น บางพรรคการเมืองอาจมีการปรับฐาน หรือพูดคุยกัน หรือเริ่มมีการกำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อเตรียมหาเสียงเลือกตั้ง แต่ว่าพรรคใดจะรวมกับพรรคใด คงเป็นเรื่องของอุดมการณ์นโยบายที่ผู้บริหารพรรคคงจะพูดคุยกันต่อไป”

อย่างไรก็ตามด้วยลีลาการเมืองชั้นเยี่ยม นายสุวัจน์ยอมรับว่า ความคืบหน้าของการรวมพรรครวมชาติพัฒนากับพรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม 3 พีนั้น เป็นเรื่องของผู้บริหารพรรคของแต่พรรคที่จะพูดคุยกัน

ตอนนี้มองว่าบางทีการเมืองก็เป็นเบี้ยหัวแตก พรรคเล็ก พรรคน้อยก็เยอะ อย่างดูรัฐบาลบางทีก็ 5 พรรค 6 พรรค หรือบางทีก็จะมีกลุ่มการเมืองที่ซ้อนอยู่ในระบบพรรคการเมือง บางทีก็ก่อให้เกิดความสับสน และไม่เป็นผลดีต่อภาพพจน์ของพรรคการเมืองหรือต่อองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง

“ฉะนั้นผมคิดว่าถ้ามีการรวมตัวกัน และสร้างความเข้มแข็ง แต่ขอให้การรวมตัวนั้นอยู่บนพื้นฐานของนโยบายที่สังคมให้การยอมรับก็น่าสนับ สนุน ถ้ามีการรวมตัวกันในทางที่ดีจะก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองต่อประเทศ” นายสุวัจน์กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด

ดังนั้นหากมองข้ามชอต คงต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่การปฏิเสธแบบเด็ดขาด แต่เป็นลักษณะของการโยนหินถามทางมากกว่า

และแม้ว่าจะไม่มีหมอดูมาเชียร์เหมือนกับบางคน แต่บอกได้เลยว่า ราศรีของนายสุวัจน์เปล่งปลั่งขึ้นไม่น้อย

คงต้องรอดูของจริงว่า เมื่อนายสุจน์ จับขั้วพันธมิตรกับ 3 เกลอ กลุ่ม 3 ปีขึ้นมาจริงๆแล้ว

จะเป็นการปูทางถนนการเมืองไปสู่จุดหมายใดกันแน่???

แต่ที่แน่ๆ นายอภิสิทธิ์นั่นแลหะที่จะต้อนอนสะดุ้งมาที่สุด

การ์ตูนเซีย 20-26 ธค.53

ที่มา thaifreenews

โดย tongtata

วันนี้ มาส่งดวงวิญญาณวีรชนผู้หาญกล้าไปสู่สรวงสวรรค์….แดงคชสาร

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

วันนี้ มาส่งดวงวิญญาณวีรชนผู้หาญกล้าไปสู่สรวงสวรรค์….แดงคชสาร

ความคืบหน้าหาตัวผู้สังหารมาลงโทษ ยังเงียบเป็นเป่าสาก ผู้ปองร้ายมีเจตนาไม่ดี สังหารแดงคชสารแล้ว
ยังพยายามยัดเยียดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาในเรื่องยาเสพติดเข้าไปผูกพันธ์กับตัวเขาอีก และมีการเคลื่อนย้าย
ร่างของแดงคชสารออกไปเพื่ออำพรางคดี ให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไขว้เขว ในการสืบเสาะหาคนร้าย
คงไม่ยากเกินความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามกลิ่นรถปิ๊กอัพสีดำคันนั้น มาจากไหนและที่ใด…ไม่
นานเกินรอ…..คงจะได้เห็นความคืบหน้าทางคดี

วันนี้ จะมีพิธีฌาปนกิจศพวีรชนผู้หาญกล้าดีเจ “แดงคชสาร” ท่ามกลางความโศกเศร้าในการจากไปของเขา
อันเป็นที่รักของคนเสื้อแดงในถิ่นดินแดนล้านนาเชียงใหม่ พิธีฌาปนกิจศพของเขา จะมีขึ้นที่สุสานวัดศรีบุญ
เรือง
ในเมืองเชียงใหม่ วาระสุดท้ายนี้ ขอสดุดีและรำลึกถึงผู้วายชนม์เปรียบเสมือนความจริงแท้ของสัจธรรม
ได้แฝงอยู่ในทุกตัวอักษรที่สละสลวยงดงามทั้งถ้อยคำและความหมายของบทร้อยกรอง
พฤษภกาศร อีกกุญชรอันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา *


*จาก “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จ พระปรมานุชิตชิโนรส

พร้อมทั้งเพลงอำลาอาลัยจาก-

ที่มา http://www.zabjung.com/9726-page/ (คลิ๊กด้านซ้าย)
และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=HsCp5LG_zNE&feature=related
และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=V84STSWVp3g&feature=related
และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=eX5CjcYdOjY&feature=related

พะเยาว์ อัคฮาดคนไทยแห่งปี

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“ขนาดแค่ลูกเดินหายไปพ้นจากสาย ตาไม่กี่ก้าว นายอภิสิทธิ์ยังตกใจ
แต่ ดิฉันต้องสูญเสียลูกสาวไปไม่มีวันได้คืน มันต่างกันหรือไม่
จึงอยากฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์ให้คิดถึงหัว อกคนเป็นแม่
ที่ต้องสูญเสียลูกไป คิดถึงญาติพี่น้องของ 91 ศพที่ตายไป เขาจะรู้สึกอย่างไร คิดบ้างไหม”

ความรู้สึกของนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด “น้องเกด” อายุแค่ 25 ปี
1 ในเหยื่อ 6 ศพวัดปทุมวนาราม
หลัง จากมีรายงานข่าวว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมนางพิมพ์เพ็ญ ภริยา
และ น.ส.ปราง เวชชาชีวะ “น้องปราง” บุตรสาว ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมเขต 2 กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ “น้องปราง” หลบหนีกล้องผู้สื่อข่าวหลังจากใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว
ขณะที่นายอภิสิทธิ์อยู่ในวงล้อม ผู้สื่อข่าวแต่สีหน้าตื่นตระหนก
เมื่อไม่เห็นบุตรสาวและหันไปถามนางพิมพ์เพ็ญว่า “ลูกล่ะ” ซึ่งตอบว่า “ลูกหายไปไหนไม่รู้”

นายอภิสิทธิ์จึงหันมาพูดเสียงดังลั่นว่า “ลูกสาวผมหาย” ก่อนแหวกวงล้อมออกไปตามหา
และพบหน้าบุตรสาวที่ยืนรออยู่ด้านหน้า ก่อนจะถอนหายใจ
และเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มร่าเดินเข้าไปโอบไหล่บุตรสาวขึ้นรถออกไปทันที
ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงหัวอกคนเป็นพ่อแม่ที่มีความรักต่อลูก
แต่กรณีนางพะเยาว์ไม่ใช่ลูกหาย
แต่ถูกยิงอย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่ทำหน้าที่เป็นพยาบาลอาสาช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์

7 เดือนยังเงียบเชียบ

แต่กว่า 7 เดือนที่ผ่านมากลับไม่มีความคืบหน้าของคดีเลย
นางพะเยาว์จึงต้องต่อสู้ร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
และญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” รวมทั้งสิ้น 91 ศพ
เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
ซึ่งนายอภิสิทธิ์และผู้เกี่ยวข้องในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

แม้การต่อสู้จะถูกอิทธิพลต่างๆขัดขวางและข่มขู่ แต่นางพะเยาว์และคนเสื้อแดง
ก็ไม่เคยหมดหวังกับการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ 91 ศพ
โดยเฉพาะนางพะเยาว์ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทุกวันอาทิตย์
หรือการจัดงานรำลึกวาระต่างๆในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
รวมทั้งการต่อสู้ทางคดีทั้งในประเทศและศาลอาญาระหว่างประเทศ
การให้ข้อมูลกับประชาคมโลกทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อต่างๆ

ต่อสู้จนกว่าได้ความยุติธรรม

“ยกเลิกหรือไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องคดี เรื่องการฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม
เพราะยังมี พ.ร.บ.ความมั่นคงมาครอบไว้อยู่ดี เราได้คุยในกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
ทุกคนเห็นด้วยที่จะตั้งองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมและต่อสู้ทางคดีต่อไป
เราไม่เคยเชื่อรัฐบาล เพราะวันนี้เขามีอำนาจมากเหลือเกิน เรามองไม่เห็นกลไกอะไรไปต่อสู้เขาได้
แม้แต่กระบวนการยุติธรรมในประเทศ เราจึงจะยื่นหนังสือกับทุกสถานทูตและศาลระหว่างประเทศ”

นางพะเยาว์ให้ความเห็นหลังรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่เชื่อว่า
การสอบสวนและชันสูตร 91 ศพจะคืบหน้า เพราะกว่า 7 เดือนที่ผ่านมา
รัฐบาลพยายามปกปิดหรือบิดเบือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ทั้งยังใช้อำนาจขัดขวางและข่มขู่ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรม
แม้แต่นางพะเยาว์เองก็ถูกโทร.มาขู่ให้หยุดความเคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้นอาจจะเสี่ยงกับชีวิต

แต่นายณัทพัช อัคฮาด น้องชายของ “น้องเกด” ได้ตอบกลับผู้โทรศัพท์มาขู่ว่า
ถ้าเป็นลูกหรือญาติพี่น้องของคนโทรศัพท์เข้ามาจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยหรือไม่
แต่ไม่มีเสียงตอบ จึงยืนยันไปว่าจะไม่หยุดและไม่กลัว แต่จะเคลื่อนไหวหนักและมากกว่าเดิมอีก

สภาพศพ “น้องเกด”

ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของนางพะเยาว์จึงมีความสำคัญยิ่งกับการเรียกร้องความยุติธรรม
เพราะการสังหารโหด 6 ศพในวัดปทุมวนารามเป็นข่าวที่สร้างความ สะเทือนใจคนไทยอย่างยิ่ง
เพราะอยู่ในเขตวัดและประกาศเป็นเขตอภัยทานแล้ว
โดยเฉพาะการชันสูตรพลิกศพ “น้องเกด” ของสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน พบว่ามีบาดแผลยิงทะลุผิวหนังมากถึง 10 แห่ง
โดยบาดแผลที่ 1 กระสุนยิงที่หลังผ่านขึ้นด้านบน ผ่านแนวลำคอหลังทะลุผ่านกะโหลกศีรษะซีกซ้าย
ทะลุสมองน้อยและสมองใหญ่ พบชิ้นส่วนโลหะคล้ายหัวกระสุนหุ้มทองแดง 1 ชิ้นค้างที่กะโหลกด้านขวา
ทิศทางจากล่างขึ้นบน หลังไปหน้า ขวาไปซ้ายเล็กน้อย ลักษณะหมอบลงกับพื้น หน้าหันลงพื้นดิน
บาดแผลที่ 2-4 ถูกยิงเข้าบริเวณอก บาดแผลที่ 5-10 ถูกยิงบริเวณแขนและขา ลักษณะถูกระดมยิง

สาเหตุการตาย กระสุนทะลุหลังเข้าไปทำลายสมอง
แม้แพทย์ผู้ตรวจไม่สามารถระบุได้ว่าถูกยิงจากบนลงล่างหรือไม่
แต่จากการสันนิษฐานเชื่อว่า “น้องเกด” หลบหน้าแนบพื้นก่อนถูกระดมยิงจากด้านหลัง
ซึ่งการตรวจสอบที่แน่ชัดต้องมีพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วย
เพราะการจำลองใช้เลเซอร์มาวางแนว วิถีกระสุนทำไม่ได้
เนื่องจากหัวกระสุนไปถูกกระดูกและกระดอนไปมา
ทำให้ร่างกายเสียหายมากจนไม่สามารถจำลองแนวการยิงได้อย่างแน่ชัด

ส่วนรายละเอียดผลการชันสูตรอีก 5 ศพก็โหดเหี้ยมไม่แตกต่างกันนักคือ
นายรพ สุขสถิตย์ อายุ 66 ปี
นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี
นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี
นายสุวัน ศรีรักษา อายุ 31 ปี และ
นายอัครเดช ขันแก้ว อายุ 22 ปี (ผู้ช่วยพยาบาลอาสา)
ทั้งหมดถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงและมีบาดแผลทำลายจุดสำคัญของร่างกายจนเสียชีวิต

หลักฐานทหารยิง?

ยิ่งล่าสุดที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. อ้างบันทึกการสอบสวน
และการชันสูตรศพของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใน 4 เหตุการณ์คือ
1.การตายของประชาชนในวัดปทุมวนาราม
2.การตายของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพชาวญี่ปุ่นประจำสำนักข่าวรอยเตอร์
3.การตายของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิต
4.การตายของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการเกี่ยวข้อง
ซึ่ง รายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง
พบกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) หัวกระสุนสีเขียวเช่นเดียวกันเกือบทุกศพ
โดยเฉพาะ 6 ศพในวัดปทุมวนาราม
มีทั้งหลักฐานภาพถ่าย พยานบุคคลหลาย สิบปาก
และคำสารภาพของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการเองว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในบริเวณวัด
รวมทั้งยิงเข้าไปในเต็นท์พยาบาลขณะที่ยุติการชุมนุมแล้ว

ข้อมูลดังกล่าวตรงข้ามกับที่นายนายอภิสิทธิ์และดีเอสไอเคยชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า
ผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิต 4 ใน 6 รายในวัดปทุมวนารามเกิดจากวิถีกระสุนแนวราบ
ทั้งยังยืนยันคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศอฉ.
ในขณะนั้นว่าไม่มีกำลังทหารอยู่บริเวณรางรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยามสแควร์
ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานที่ดีเอสไอตรวจพบปลอกกระสุนปืน

“น้องเกด” ไม่ตายฟรี

นางพะเยาว์จึงยืนยันว่าจะเดินหน้าค้นหาความจริงให้ปรากฏ
ไม่ว่าหน่วยงานไหนจะเกรงกลัวอิทธิพลของรัฐบาลก็จะเสนอความจริงให้ปรากฏให้จงได้
ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน ต้องมีสักรัฐบาลที่ค้นหาความจริงให้ปรากฏ
น้องเกดจะไม่ตายฟรีหรือเปล่าประโยชน์
เพราะยังมีแม่และเพื่อนร่วมงานที่พร้อมจะต่อสู้จนกว่าจะได้ตัวผู้กระทำความผิดยิงประชาชน
และคนสั่งการมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ขณะเดียวกันครอบครัว “น้องเกด” ยังเตรียมสร้างหุ่นขี้ผึ้งรูป “น้องเกด” สูงเท่าตัวจริง
เพื่อนำไปตั้งบริเวณที่น้องเกดเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ซึ่งยังไม่ทราบว่าต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าใด
แต่หากใครต้องการร่วมทำบุญบริจาคก็ยินดี
เมื่อสร้างหุ่นขี้ผึ้งเสร็จแล้วจะไปพบนายอภิสิทธิ์เพื่อขออนุญาตตั้งหุ่นขี้ผึ้งน้องเกดภายในวัด
สาเหตุที่ไปพบนายกฯเนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

ตั้งองค์กรญาติผู้เสียชีวิตกดดัน

นอกจากนางพะเยาว์จะประกาศรวบรวม 5,000-10,000 รายชื่อ
เพื่อยื่นให้สำนักนายกรัฐมนตรีปลดนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ออกจากตำแหน่งแล้ว
ยังจะจัดตั้งองค์กรญาติผู้เสียชีวิตเป็นองค์กรที่อิสระ เคลื่อนไหวเรียกร้อง
ความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บอย่างเป็นทางการประมาณต้นเดือนมกราคม 2554
ซึ่งได้ติดต่อญาติของนายฮิโรยูกิและญาติของนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี
ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มาร่วมกันเคลื่อนไหวด้วย
จากนั้นจะเดินสายชี้แจงข้อเท็จจริงไปตามสถานทูตต่างๆ
และเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ออกมารับผิดชอบต่อการใช้ความรุนแรงกับประชาชน

“คดี 91 ศพนี้นายธาริตก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ศอฉ. และร่วมเซ็นลงนามในการสั่งฆ่าประชาชนเช่นกัน
เมื่อโอนคดีเข้ามาอยู่ในดีเอสไอ การสืบสวนสอบสวนต่างๆ ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว
ไม่ใช่ตกอยู่ที่ประชาชน เท่ากับว่าทั้ง 91 ศพตายฟรี และ คนที่ร่วมกระทำผิดแต่กลับมาสืบสวนคดีเป็นเรื่องตลก”

แม้แต่นิตยสารไทม์ยังจัดให้การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงติดอันดับ 10 ข่าวใหญ่ของโลก
ส่วนนายเดวิด เชลสซิงเกอร์ หัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักข่าวรอยเตอร์
ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแถลงผลการสอบสวน ฉบับเต็ม
ในกรณีของนายฮิโรยูกิว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
และใครเป็นผู้รับผิดชอบที่แท้จริง เพราะทางการไทยตกเป็นหนี้ครอบครัวของนายฮิโรยูกิ

ฆาตกรรมโหดแห่งปี

เหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” จึงตอกย้ำว่าเป็น “การฆาตกรรมโหดแห่งปี”
และยังประจานการใช้อำนาจรัฐไทยและกลุ่มอำนาจนอกระบบว่าไม่ต่างกับ “รัฐทหาร”
อย่างที่องค์การสิทธิมนุษยชนเอเชียระบุ การละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงเกิดขึ้นอย่างหน้าตาเฉย
โดยผู้มีอำนาจและกองทัพไม่รู้สึกผิดแปลกอะไร
ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
แต่กลับถูกประชาคมโลกประณามว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ทำให้ประชาคมตั้งคำถามกับสหประชาชาติว่า
ทำไมจึงไม่มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
และในปี 2554 ประเทศไทยจะส่งรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างไร
ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆและกลุ่มภาคประชาชนได้ทำรายงานว่า
มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยอย่างชัดเจน
รวมทั้งการฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศการสังหารโหด 91 ศพ

แม้รัฐบาลและกองทัพจะพยายามบิดเบือนและโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ
แต่ในที่สุด “ความจริง” ก็ต้องปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะไม่ใช่แค่นางพะเยาว์และคนเสื้อแดงที่ประกาศเอาชีวิตเข้าแลกเท่านั้น
องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องนี้หายไปโดยไม่มีผู้กระทำผิดมารับผิดชอบ
โดยเฉพาะการฆ่าโหดในเขตอภัยทานกลางกรุงเทพฯ

คนไทยแห่งปีของ “โลกวันนี้”

นางพะเยาว์ อัคฮาด จึงเปรียบเสมือน
“แกนนำภาคประชาชนผู้บริสุทธิ์”
หรือสัญลักษณ์ของผู้เสียชีวิต ไปโดยปริยาย ทีมข่าว
“โลกวันนี้” จึงมีมติยกย่องให้
“นางพะเยาว์ อัคฮาด” มารดาของ “น้องเกด” เป็น “คนไทยแห่งปี” ของประเทศไทยในพุทธศักราชนี้

ในวาระเดียวกัน ทีมข่าว “โลกวันนี้” ยังมีมติยกย่อง
“จูเลียน พอล แอสแซงจ์” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ “วิกิลีกส์” เป็น “บุคคลแห่งปี” ของโลก
ที่ทำให้รัฐบาลและ องค์กรต่างๆทั่วโลกต้องหวาดผวากับเอกสารและข้อมูลลับ
ที่จะถูกแฉพฤติกรรมและนโยบายฉาวต่างๆที่คนทั่วโลกแทบไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้น

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย “วิกิลีกส์” ก็ทำให้ผู้มีอำนาจและผู้อาวุโสหลายคนต้องหัวหดและปิดปากสนิท
ไม่ว่าจะเป็นกรณี “วิคเตอร์ บูท” หรือรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ที่สื่อและคนไทยทั้งแผ่นดินมีสภาพเหมือน “น้ำท่วมปาก” พูดอะไรไม่ได้
ขณะที่รัฐบาลไทยก็ใช้อำนาจ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ปิดกั้นเว็บไซต์ www.wikileaks.org ในประเทศไทย โดยอ้างความมั่นคง
แต่ทั่วโลกกลับประณามว่าใช้อำนาจเยี่ยงรัฐบาลเผด็จการหรือ “รัฐทหาร”
(อ่านบทความประกอบ “จับกระแสการเมือง” หน้า Cool

ด้วยเลือดและน้ำตา...หัวอกของคนเป็น “แม่”... “พะเยาว์ อัคฮาด”...มารดาของ “น้องเกด”

เธอคือ “คนไทยแห่งปี” โดยทีมข่าว “โลกวันนี้” และเชื่อว่าเธอคือ “บุคคลแห่งปี”
ที่กำลังสะท้อนสะเทือน อารมณ์ของหัวอกคน เป็น “พ่อ-แม่” ที่ผู้ที่ มีจิตใจปรกติ...
หาใช่ “ผีห่าซาตาน” ที่ไหน ก็มิอาจปฏิเสธได้!

*********************

ลูกฉันตาย ในครอบครัวฉัน..

เหลืออยู่ 4 ชีวิต คุณจะฆ่าฉันก็เอา!

“รู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพราะส่วนหนึ่งเวลาที่น้องเกดเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มผู้ชุมนุมเพราะเห็นว่า
มีเด็กและคนแก่จำนวนมาก เขาจึงอยากเข้าไปช่วยเหลือ
โดยขอแม่ไป ซึ่งฉันก็อนุญาต เราก็เข้าใจ ไม่ห้ามอะไร
เพราะคิดว่าเขาโตแล้วและมีความคิดในสิ่งที่ดี
และเขาก็เอาเงินเดือนของตัวเองไปอยู่ตรงนั้นหมด
เขาพูดเสมอว่าเขาจะไม่เป็นอะไร เพราะเชื่อว่าทหารจะยกเว้นตรงนี้
เขาจะต้องปลอดภัย เราก็เชื่อในคำพูดตรงนั้น จนมารู้ในวันที่น้องเกดเสีย
เรามีความรู้สึกว่าตอนนั้นเรายังตั้งตัวไม่ได้ คิดอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมลูกเราต้องมาตาย
ตอนนั้นใครๆก็ไม่กล้าพูดว่าใครเป็นคนยิง โดยเฉพาะไม่มีใครกล้าพูดว่าทหารยิง
แต่เราก็มั่นใจว่าคนที่ยิงไม่มีใครนอกจากทหาร”

นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด
พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 กล่าวถึงความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ก่อนจะถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่า
ขนาด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรงอย่างมาก
รัฐบาลยังไม่กล้าเรียกเป็น “ผู้ก่อการร้าย” แต่กลับกล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
แล้วยังบอกว่าโจรยิงหรือผู้ก่อการร้ายยิงอีก

“บอกตรงๆว่า ณ เวลานั้นหมดศรัทธานายอภิสิทธิ์ ฉันไม่ได้เรียกนายกรัฐมนตรี ไม่เคยเรียก
เพราะถือว่าฉันไม่ได้เลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฉันก็เรียกนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ
เวลานี้ฉันมองว่าพวกเขาไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งในรัฐบาลนี้แล้ว
เพราะคุณสั่งฆ่าประชาชนได้โดยไม่นึกถึงว่านี่คือคนไทยเหมือนกัน
และทหารที่ลั่นไกส่วนหนึ่งเขาทำตามคำสั่ง นายสั่งมา เขาต้องยิง”

นางพะเยาว์ยืนยันว่าออกมาต่อสู้เพื่อหาคนผิดและเรียกร้องความยุติธรรม

“เราลุกขึ้นมาสู้โดยไม่เกรงกลัวว่าคุณจะเป็นใคร คุณกับฉันก็มนุษย์เดินดิน
แม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์ ฉันก็บอกไปว่าคุณไปเลือกตั้ง คุณไปพร้อมครอบครัว
ลูกคุณหายละไปจากสายตาคุณยังกระวนกระวาย
แต่ลูกฉันตายไปจากชีวิตฉัน ทำไมไม่ถามว่าฉันรู้สึกอย่างไร”

นางพะเยาว์ย้ำว่า ไม่คาดหวังกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย
เพราะกลไกในประเทศตอนนี้มันนิ่ง ต่อให้ทำถูกกฎหมายทุกอย่างก็ผิดอยู่ดี
วันนี้จึงต้องเดินหน้าอย่างเดียวคือการจัดตั้งองค์กรของญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม
ไปขอความช่วยเหลือและชี้แจงต่อนานาประเทศ

“เขาฆ่าคน เขายังอยู่ได้ หน้าตายิ้มแย้ม มีความสุข จึงต้องเรียกร้องตรงนี้
เพราะสิทธิมนุษยชนของไทยเราเรียกร้องไม่ได้ เขานิ่งเงียบเป็นเป่าสาก
แต่พอจิ๊บ ไผ่เขียว โดนวิสามัญฆาตกรรม ออกมาใหญ่เลย
ขอถามว่า 91 ศพมันต่างกันอย่างไร แสดงว่ากลไกภายในประเทศใช้ไม่ได้...
ขณะนี้พวกเราต้องช่วยกันเอง เราจะนิ่งไม่ได้
ถ้าเรานิ่ง รัฐบาลยิ่งชอบเลย ตายฟรี ฉันคิดว่าประเทศไทยอยู่ในรัฐเผด็จการทหาร
แต่ฉันไม่ได้ เกรงกลัวอำนาจของเขาถึงต้องลุกขึ้นมาสู้
ลูกฉันตาย ในครอบครัวฉันเหลืออยู่ 4 ชีวิต คุณจะฆ่าฉันก็เอา”

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 291 วันที่ 25-31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 หน้า 16-17
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน



http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=9123