WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 28, 2010

ลาติน - Style รัฐบาลทหารของไทย

ที่มา thaifreenews

โดย ting tuan

ลาติน - Style รัฐบาลทหารของไทย

นี่คือคำแปล ในการสัมภาษณ์ในที่สว่างให้กับ AsiaTimes Online,ของนายกรัฐมนตรีเมื่อเร็ว ๆ นี้
ยืนยันว่ากองทัพไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน แม้แต่นายกรัฐมนตรีที่มีการปลดจากความ
เป็นจริงเป็นตำนานคำสั่งนี้เป็นจินตนาการพิเศษ นี่เป็นคำพูดที่เพ้อฝัน เพ้อเจ้อมากกว่าและได้เป็น
หนี้บุญคุณมาจากพวกมีสีไม่ใช่รึ ฟังดูแล้วจะรู้สึกมีทิศทางตรงกันข้าม เพราะคนที่มีดวงตาไม่ประสาน
กัน ทำไมชอบคุยโวโอ้อวด เลยเถิดเป็นนิจสิน หรือต้องการโชว์สถานภาพ ขณะนี้ตนเองเป็นผู้กำหนด
ชะตากรรม ครอบคลุมและชักใยรัฐบาลพลเรือนเทพประทานอยู่เบื้องหลัง

คุณโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของคนเสื้อแดง ได้นำบทความนี้มาเผยแพร่ เปรียบเปรยลักษณะ
เช่นนี้บ่งบอกถึงเรื่อง ครั้งหนึ่งในแถบดินแดนลาตินอเมริกาใต้ มีความสงบสุขที่ดีมาเนิ่นนาน แต่แล้วกอง
กำลังทหารแถบดินแดนนั้นจอยท์เวนเจอร์กับรัฐบาลที่แสวงหาผลประโยชน์ร่วมมือทหารกันเป็นทาสรับใช้
ให้จักรวรรดินิยมอเมริกาที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง จะมองเห็นลัทธินิยมเผด็จการ เข้ามาแทรกแซงฝ่ายการ
เมือง ใช้อิทธิพลเหนือกว่า สามารถเข้าไปครอบคลุมนโยบายและการบริหารของรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ทำให้ประชาชนขาดที่พึ่ง ขาดการเหลียวแลเอาใจใส่ ขวางหูขวางตาและถูกรัฐบาลกระชับพื้นที่ ทำให้ต้อง
ถอยร่นไปสุดทางตัน จึงต้องทำให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาส หมดหนทาง หมดช่องทางในการเลือกสรรตัวแทน
เข้ามาเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ต้องรวมตัวลุกขึ้นต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธ โดยเห็นกองกำลัง
ทหารของรัฐบาลเป็นศัตรูและต้องการล้มล้าง หักหาญ ใครดีใครอยู่ แพ้ชนะกันไปข้าง

ไปอ่านรายละเอียดจาก-

ที่มา http://robertamsterdam.com/thai/?cat=7

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ส่งกลอนนี้ จากผม ผ่านลมหนาว
ท้องฟ้าพราว เช้านี้ ที่สดใส
เอาไออุ่น อิงแอบ มาแนบใจ
ทอสายใย เพื่อนพ้อง พี่น้องแดง....

กำลังใจ แสนงาม คอยถามถึง
เสมือนหนึ่ง สุริยัน พลันส่องแสง
ส่งความรัก ต่อเติม มาเพิ่มแรง
จากดวงใจ สีแดง แห่งเสรี....

เขียนบรรยาย ใต้การ์ตูน จนคุ้นหน้า
ขอบคุณมา เป็นกลอน อักษรศรี
ขอให้สุข สดใส ในทุกปี
ผ่านปีนี้ สู่ปีใหม่ ให้แข็งแรง....

ให้มีใจ ต่อสู้ เป็นผู้กล้า
ให้นำพา สิ่งงาม ตามส่องแสง
ให้ความรัก มั่นทวี พี่น้องแดง
ให้ศัตรู สิ้นแรง ถูกแช่งตาย....

ยังจะอยู่ เคียงข้าง ไม่ว่างเว้น
เช้าหรือเย็น ถี่-ห่าง ไม่จางหาย
ส่งใจมา แนบข้าง ไม่ห่างกาย
คือจุดหมาย ร่วมสร้าง ทางเสื้อแดง....


การ์ตูนเซีย ให้พื้นที่สรุปข่าวตลอดปี ในหน้า ๓
ไว้พบกันวันต่อๆ ไป ขอบคุณครับ


๓ บลา / ๒๘ ธ.ค.๕๓

ศาลยกคำร้อง "ธาริต" ขอถอนประกัน "จตุพร"

ที่มา ประชาไท

เวลา 11.00 น. วันนี้ (28 ธ.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลพิจารณาคำร้องที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นจำเลยร่วม 19 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คดีร่วมกัน หรือใช้ หรือสนับสนุน ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานก่อการร้าย

ศาลพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอถอนการประกันตัวชั่วคราว แต่เห็นควรให้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยห้ามมิให้จำเลย เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ห้ามเผยแพร่ข้อมูลทางการเมืองที่จะทำให้เสียหายต่อรูปคดี เว้นแต่จะเป็นการอภิปรายในรัฐสภาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ศาลอาญาไต่สวนคำร้อง กรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอถอนประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยอนุญาตให้ นายธาริต ขึ้นเบิกความเพียงปากเดียว เนื่องจากศาลเห็นว่าการยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเรื่อง ระหว่างผู้ร้องกับศาล แต่ก็อนุญาตให้นายคารม พลทะกลาง ทนายความนายจตุพร เข้าร่วมรับฟังการไต่สวน และเปิดโอกาสให้ถามค้านนายธาริตได้ แต่กำชับให้ถามในประเด็นที่คัดค้านการขอถอนประกันเท่านั้น และไม่อนุญาตให้นำพยานขึ้นไต่สวน

ภายหลังนายธาริตเบิกความต่อศาล และตอบคำถามซักค้านทนายจำเลยเสร็จสิ้น ศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพรหรือไม่ในวันที่ 28 ธันวาคม เวลา 11.00 น.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์(1): พลเอกสนธิบอกทูตอเมริกันเรื่องเข้าเฝ้าคืนรัฐประหาร

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (1): พลเอกสนธิ บอกทูตสหรัฐ “ในหลวงทรงผ่อนคลายและมีความสุข ทรงยิ้มตลอดเวลาการเข้าเฝ้า” ในคืนรัฐประหาร และการประเมินผลสะเทือนการเข้าเฝ้าของทูตสหรัฐ

คำชี้แจง: โทรเลขที่ทูตสหรัฐประจำไทยส่งรายงานยังวอชิงตัน ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549, 1 ตุลาคม 2551, 6 พฤศจิกายน 2551 และ 25 มกราคม 2553 ที่วิกิลีกส์นำออกเผยแพร่ ผ่านทาง นสพ.เดอะการ์เดี้ยน ของอังกฤษ มีเนื้อหาที่สำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่งเกียวกับการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 19 กันยา โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย์ อย่างไรก็ตาม เชนเดียวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกประเภท โทรเลขดังกล่าวยังต้องผ่านการวิเคราะห์ตีความและนำเข้าสู่การเรียบเรียงเป็นการนำเสนอในรูปงานเขียนหรือการพูดอภิปรายจึงจะมีความหมายสมบูรณ์โดยแท้จริง แต่ภายใต้กฎหมายที่เกียวกับสถาบันกษัตริย์ของไทย (รัฐธรรมนูญ มาตรา 8, ประมวลอาญา มาตรา 112) การจะกระทำดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างรุนแรง กระนั้นก็ตาม ผมเห็นว่าโทรเลขเหล่านี้ มีความสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้ตกอยู่ภายใต้ความเงียบเกือบจะโดยสิ้นเชิงอย่างที่เป็นอยู่ในสื่อสาธารณะที่เปิดเผยในขณะนี้

ในบันทึกสั้นๆ ข้างล่างนี้ และในบันทึกฉบับอื่นที่หวังว่าจะตามมาในอนาคตอันใกล้ ผมจะได้พยายามนำเสนอข้อความหรือเนื้อหาในโทรเลขวิกิลีกส์ทั้ง 4 ฉบับเท่าที่จะทำได้ ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอยู่ เริ่มต้นด้วยโทรเลขฉบับแรกที่กล่าวถึงการเข้าเฝ้าในคืนวันรัฐประหาร

ในโทรเลขฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549 ทูตสหรัฐได้รายงานการพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 กันยา เมื่อบ่ายวันที่ 20 กันยายน 2549 การสนทนาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ตามที่ทูตสหรัฐบันทึกไว้ มีเพียงสั้นๆ 5-6 บรรทัด ดังนี้

ผมได้เริ่มต้นด้วยการถามสนธิเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าในหลวงเมื่อคืนนี้ มีใครเข้าเฝ้าบ้าง? สนธิกล่าวว่าประธานองคมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ได้นำเขา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรืองโรจน์ และผู้บัญชาการทหารเรือ สถิรพันธุ์ เข้าเฝ้า. สนธิเน้นว่า พวกเขาเป็นฝ่ายถูกเรียกเข้าไปในวัง; เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพยายามขอเข้าเฝ้า. เขากล่าวว่าในหลวงทรงผ่อนคลายและมีความสุข ทรงยิ้มตลอดเวลาการเข้าเฝ้า เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม.

ถ้าพระอากัปกริยาของในหลวงเป็นไปตามที่สนธิบอกทูตสหรัฐจริง เราสามารถ “อ่าน” (ตีความ) อะไรได้หรือไม่? ดูเหมือน เดอะการ์เดี้ยน คิดว่าได้ ถ้าดูจากการพาดหัวและสรุปเนื้อหาโทรเลขที่ นสพ.จัดให้ (ผมได้ลบพาดหัวและสรุปเนื้อหาดังกล่าวออกจากภาพประกอบข้างบน) ทูตสหรัฐเองได้ประเมินความสำคัญของการเข้าเฝ้าค่อนข้างสูง ใน “ความเห็น” ตอนท้ายของโทรเลข เขากล่าวว่า

สนธิมีท่าทีผ่อนคลายและสงบ เห็นได้ชัดว่าการเข้าเฝ้าเป็นจุดหักเลี้ยวเมื่อคืนนี้ (โทรเลขอีกฉบับหนึ่ง [Septel = separate telegram] รายงานเรื่องท่าทีไม่ยอมแพ้ จะสู้ต่อของทักษิณสูญสลายไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเขาได้รู้ข่าวการเข้าเฝ้า)

ขณะนี้เรายังไม่มี “โทรเลขอีกฉบับหนึ่ง” ของสถานทูตสหรัฐที่เล่าเรื่องการเปลี่ยนท่าทีของทักษิณหลังทราบข่าวการเข้าเฝ้า จึงไม่อาจทราบว่าทางสถานทูตสหรัฐมีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษในเรื่องนี้หรือไม่ หรือเพียงแต่ใช้การสังเกตแล้วตีความเอา อย่างไรก็ตาม ใครที่ติดตามการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารโดยใกล้ชิดอาจจะพอจำได้ว่า เคยมีการหยิบยกมาอภิปรายในที่สาธารณะเรื่องการเปลี่ยนท่าทีของทักษิณ จาก “ทำท่าจะสู้-ตอบโต้” มาเป็น “ยอมรับ” สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีประเด็นเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ด้วย เพียงแต่ไมใช่เรื่องการได้เข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แบบเดียวกับความเห็นของทูตสหรัฐ

กล่าวคือ ในปี 2550 นักการเมืองและนักเขียนในค่ายทักษิณบางคนได้อ้างว่า เดิมทักษิณซึ่งอยู่ที่นิวยอร์คขณะเกิดรัฐประหาร มีความคิดจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นและประกาศสู้การรัฐประหาร แต่ล้มเลิกความคิด หลังจากสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งอยู่ที่นิวยอร์คด้วย โทรศัพท์มากรุงเทพ แล้วอ้างข้อมูลบางอย่างจากแวดวงราชสำนัก (สุรเกียรติ์ เป็นหลานเขยของพระราชินี) มาแจ้งกับทักษิณ ตามคำของ “ประดาบ” นักเขียนค่ายทักษิณในขณะนั้นคือ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นคนที่แนะนำให้นายกฯทักษิณ ยอมจำนนต่อการรัฐประหาร โดยอ้างว่าได้รับข้อมูลจาก ‘ฟ้าเบื้องบน’ . . .” สุรเกียรติ์เองไม่เคยชี้แจงเรื่องนี้ แต่ได้ตอบโต้ด้วยการกล่าวหาเป็นนัยว่า “บางคนในพรรคไทยรักไทย” พูดให้เขา “ได้ยินกับหูตัวเอง” ในลักษณะที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของเขาที่ “ทำงานเพื่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์” ในขณะที่สุรเกียรติ์พูดเป็นนัย สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ระบุออกมาตรงๆ โดยอ้างว่าสุรเกียรติ์เป็นคนบอกเขาเอง ว่าในระหว่างที่อยู่นิวยอร์คช่วงรัฐประหาร ทักษิณได้ “พูดจาจาบจ้วงดูหมิ่นพระเจ้าอยู่หัว” ต่อหน้าสุรเกียรติ์ (ดูตัวบทถอดเทปการพูดของสนธิ ที่นี่ ข้อความดังกล่าวอยู่ในย่อหน้าที่ 6 ของหัวข้อ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ช่วงที่ 2”) ทักษิณจึงฟ้องสนธิหมิ่นประมาท และศาลเพิ่งพิพากษาให้สนธิผิดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ทักษิณเองไม่เคยพูดถึงไอเดียเรื่องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเมื่อเกิดรัฐประหารหรือเรื่องผลกระทบของการเข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แต่ในการให้สัมภาษณ์นิตยสาร Time ของสหรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 (ที่นี่) เมื่อถูกถามว่าถ้ารัฐบาลของเขาเป็นที่นิยมของประชาชนมาก ทำไมแทบไม่มีประชาชนออกมาโวยวายประท้วงเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น ซึ่งทักษิณตอบว่า “มันก็เหมือนกับการรัฐประหาร 17 ครั้งก่อนหน้านี้ในประเทศไทย แรกทีเดียว ประชาชนจะช็อค แล้วพวกเขาก็เริ่มแสดงความไม่เห็นด้วย และแล้วพวกเขาก็เริ่มจะยอมรับมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรัฐประหารนั้นได้รับการรับรองจากพระเจ้าอยู่หัว” (It was the same with Thailand’s 17 other coups. First, the people are shocked. Then they start to voice their concerns. And then they start to accept it, especially after it’s endorsed by His Majesty the King.) ผมคิดว่า เราคงยังไม่ถึงกับสามารถใช้คำสัมภาษณ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันโดยตรง ต่อรายงานของทูตสหรัฐที่ว่าทักษิณเปลี่ยนท่าทีต่อการรัฐประหาร 19 กันยา หลังการได้เข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แม้ว่าการที่ทักษิณให้ความสำคัญกับประเด็น “ได้รับการรับรองจากพระพระเจ้าอยู่หัว” และยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเหตุผลอธิบายปฏิกิริยาต่อรัฐประหารของประชาชนทั่วไป นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

โปรดติดตามตอนต่อไป “บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (2) : กรณี พระราชินี กับ พันธมิตร

'แม่น้องเกด'นำทีมบุก สตช.จี้เร่งคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ตามสำนวนดีเอสไอภายใน 15 วัน

ที่มา ประชาไท

27 ธ.ค.53 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของน.ส.กมนเกด อัคฮาด จะเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในวันพรุ่งนี้ (28 ธ.ค.)เวลา 10.00 น.เพื่อยื่นหนังสือให้ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรียกร้องให้ สตช.เร่งรัดในการดำเนินการคดีสังหารประชาชนภายในวัดปทุมฯ เมื่อ 19 พ.ค. ภายใน 15 วัน เนื่องจากได้เห็นเอกสารสำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว และดีเอสไอก็ได้เสนอความเห็นให้ส่งให้ทาง สตช.ดำเนินการตามป.วิอาญา มาตรา 150 เช่นกัน ในฐานะญาติของผู้เสียชีวิตจึงต้องการเร่งรัดให้ สตช.ดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเวลา 15 วัน

รายงานข่าวแจ้งว่าหลังเสร็จสิ้นจากการยื่นหนังสือ นางพะเยาว์และญาติผู้เสียชีวิต จะเดินทางไปให้กำลังใจนายจตุพร พรหมพันธ์ ที่ศาลอาญา ตามที่ดีเอสไอมีกำหนดจะไปยื่นถอนประกันตัวนายจตุพร

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ในกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงาน สอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตร หรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ทำการชันสูตรพลิกศพ โดยเร็ว ถ้าแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ดังกล่าวไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้แพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐปฏิบัติหน้าที่ ถ้าแพทย์ ประจำโรงพยาบาลของรัฐไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แพทย์ ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าแพทย์ประจำ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แพทย์ ประจำโรงพยาบาลของเอกชนหรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่ขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์อาสาสมัครตามระเบียบของกระทรวง สาธารณสุขปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ให้แพทย์ประจำโรงพยาบาลของเอกชนหรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้นั้น เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ให้พนักงาน สอบสวนและแพทย์ดังกล่าวทำบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพทันที และให้แพทย์ดังกล่าวทำรายงานแนบท้ายบันทึกราย ละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพด้วยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับ แจ้งเรื่อง ถ้ามีความจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสอง ครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็น ในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ รายงาน ดังกล่าวให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนชันสูตรพลิกศพ และในกรณีที่ ความตายมิได้เป็นผลแห่งการกระทำผิดอาญา ให้พนักงานสอบสวน ส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพไปยังพนักงานอัยการเมื่อเสร็จสิ้นการ ชันสูตรพลิกศพโดยเร็วและให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 156

ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนแจ้งแก่ผู้มีหน้าที่ไปทำการ ชันสูตรพลิกศพทราบ และก่อนการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบ สวนแจ้งให้สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายอย่างน้อยหนึ่งคนทราบเท่าที่จะทำได้

ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างอยู่ในความ ควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้ พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ระดับปลัด อำเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เป็นผู้ชันสูตรพลิก ศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ตามวรรคหนึ่ง และให้นำ บทบัญญัติในวรรคสองมาใช้บังคับ

เมื่อได้มีการชันสูตรพลิกศพตามวรรคสามแล้ว ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการ เข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนทำสำนวนชันสูตรพลิกศพให้เสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งถ้ามีความจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวันแต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้ง ไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ

เมื่อได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้พนักงานอัยการทำ คำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาลทำการไต่ สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึง เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็น ผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ สำนวน ถ้ามีความจำเป็น ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสอง ครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็น ในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ

ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง วรรคสาม วรรคสี่ และ วรรคห้า ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการ

ในการไต่สวนตามวรรคห้า ให้ศาลปิดประกาศแจ้งกำหนดวันที่ จะทำการไต่สวนไว้ที่ศาล และให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลส่งสำเนาคำร้องและแจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนให้สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาล หรือญาติของ ผู้ตายตามลำดับอย่างน้อยหนึ่งคนเท่าที่จะทำได้ทราบก่อนวันนัด ไต่สวนไม่น้อยกว่าสิบห้าวันและให้พนักงานอัยการนำพยานหลักฐาน ทั้งปวงที่แสดงถึงการตายมาสืบ

เมื่อศาลได้ปิดประกาศแจ้งกำหนดวันที่จะทำการไต่สวนแล้ว และก่อนการไต่สวนเสร็จสิ้น สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายมีสิทธิยื่น คำร้องต่อศาลขอเข้ามาซักถามพยานที่พนักงานอัยการนำสืบ และ นำสืบพยานหลักฐานอื่นได้ด้วย เพื่อการนี้ สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายมีสิทธิ แต่งตั้งทนายความดำเนินการแทนได้ หากไม่มีทนายความที่ได้รับ การแต่งตั้งจากบุคคลดังกล่าวเข้ามาในคดี ให้ศาลตั้งทนายความขึ้น เพื่อทำหน้าที่ทนายความฝ่ายญาติผู้ตาย

เมื่อศาลเห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจะ เรียกพยานที่นำสืบมาแล้วมาสืบเพิ่มเติม หรือเรียกพยานหลักฐานอื่น มาสืบก็ได้และศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความ เห็นเพื่อประกอบการไต่สวนและทำคำสั่ง แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิของผู้ นำสืบพยานหลักฐานตามวรรคแปดที่จะขอให้เรียกผู้ทรงคุณวุฒิหรือ ผู้เชี่ยวชาญอื่นมาให้ความเห็นโต้แย้งหรือเพิ่มเติมความเห็นของผู้ ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว

คำสั่งของศาลตาม มาตรานี้ ให้ถึงที่สุด แต่ไม่กระทบกระเทือนถึง สิทธิฟ้องร้องและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล หากพนักงาน อัยการหรือบุคคลอื่นได้ฟ้อง หรือจะฟ้องคดีเกี่ยวกับการตายนั้น

เมื่อศาลได้มีคำสั่งแล้ว ให้ส่งสำนวนการไต่สวนของศาลไปยัง พนักงานอัยการเพื่อส่งแก่พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป

แพทย์ตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานผู้ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ และผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นตาม มาตรานี้ มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน หรือค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พัก ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยความ เห็นชอบของกระทรวงการคลัง ส่วนทนายความที่ศาลตั้งตามมาตรนี้ มีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับทนายความที่ศาลตั้ง ตาม มาตรา 173

หมายเหตุมาตรา 150 วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมปวิอ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2542
มาตรา 150 วรรคสี่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมปวิอ. (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2551

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:เคาต์ดาวน์@คลองเปรม

ที่มา Thai E-News


ทักษิณinซาอุฯ- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขียนจดหมายลงวันที่ 21 ธันวาคม 2553 โดยนำรูปถ่ายที่ระบุวันถ่ายภาพ 18/12/2010 เวลา14.00 ความว่า ถึง พี่น้องที่เคารพรัก รูปนี้ผมได้ไปเข้าเฝ้าเจ้าชายแมนซู ที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการสร้างเมืองใหม่ใกล้นครเมกกะ ซึ่งเจ้าชายเป็นเจ้าของโครงการ และให้ผมให้คำปรึกษา โดยทรงมองว่าประสบการณ์ที่ผมมีอาจเป็นประโยชน์ ทรงรับสั่งว่าสักวันความสัมพันธ์ไทยกับซาอุดิอาระเบียคงจะดี มีบางคนที่ซาอุฯพูดว่ารัฐบาลนี้ทำไมยอมอุ้มตำรวจคนเดียว เพื่อแลกเปลี่ยนกับความสัมพันธ์และผลประโยชน์ประเทศ


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
28-31 ธันวาคม 2553

***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันที่ 28-31 ธันวาคม 2553 นำเสนอกิจกรรม ข่าวคราวแวดวงคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่ตอหลดตอแหลสะดีดสะดิ้นกันตามเคย ..หากมีข่าวคราวใดๆก็ช่วยกันส่งมาเผยแพร่ และหากมีข่าวกิจกรรมอะไรที่เราไม่ได้เสนอ ไม่ได้แปลว่าไทยอีนิวส์เลือกที่รักมักที่ชัง แต่เพราะเรา"ตกข่าว" (นี่ว่ากันตรงๆไม่ต้องมีฟอร์ม เพราะพวกเรามันคนกันเองทั้งนั้น)

หากเห็นว่าไทยอีนิวส์ตกข่าว ก็รบกวนส่งมาซ่อมได้ ไม่มีปัญหา ทางอีเมล์เดิมๆ thaienews99@googlegroups.com ไม่คิดค่าลงข่าว แต่ขอแรงหน่อย ช่วยกันกระจายต่อไป เผื่อใครเขาตกข่าว จะได้มีเพื่อนร่วมแดงกันเยอะๆ ***

***เริ่มที่กิจกรรมเสื้อแดงในต่างประเทศเพื่อรำลึกเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม มีการจัดขึ้นหลายเมืองหลายทวีป เช่น มีการจัดประชุมรำลึกและก่อตั้งเสื้อแดงสหภาพยุโรปขึ้นที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส,กิจกรรมรำลึกของเสื้อแดงสแกนดิเนเวียที่สต๊อกโฮล์ม สวีเดน งานนี้มีทอม ดันดีไปร่วมสร้างความคึกครื้น ส่วนในภาพชุดนี้เป็นเสื้อแดงอังกฤษ โดยเวบคนไทยยูเค มีอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ไปร่วมงานด้วย




ส่วนเสื้อแดงอเมริกากำหนดจัดกิจกรรมเสวนาตาสว่าง ทิศทางเมืองไทยจะเป็นอย่างไร?ต้นเดือนมกราคม หลายเมือง หลายรัฐ ทั่วUSA(ดูกำหนดการตอนท้าย)

บรรยากาศต่างประเทศที่คึกคักอย่างนี้ ทำให้หวนนึกถึงการรวมตัวของคนไทยในต่างประเทศ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475และการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศเพื่อปลดแอกไทยจากญี่ปุ่น ส่วนการรวมพลังในต่างประเทศหนนี้ จะมีหลักหมายสำคัญในการก่อการไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด...โปรดรอชมด้วยดวงหฤทัยระทึกตึ๊กๆตั๊กๆ***

***รายงานกิจกรรมโบว์ลิ่ง แดงสไตร์ค น้ำใจสู่เรือนจำ (ครั้งที่ 2)

ที่ Major Bowl อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 6 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2553ที่ผ่านมา โดยทีมงาน Red Cam frog, Red Cyber Tammpa รวมยอดรายได้ทั้งหมด 102,900.00 รายละเอียดจะชี้แจ้งอีกรอบ หลังจากได้นำเงินไปให้พี่น้องในเรือนจำ วันที่ 7 มค.54 ถ้าภารกิจเสร็จเรียบร้อย จะขอบอกกล่าวทาง Asia Update อีกครั้ง***
***28 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นงานพระราชพิธีสำคัญ พสกนิกรอยากรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน โปรดอ่าน 228ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้ ***

***ส่งท้ายปีเก่ากับ 3 ส. สุนัย-สมยศ-สุรชัย 28 ธันวาคม เวลา 13.00-17.00 ที่อิมฯลาดพร้าว ชั้น 6 ช่วงท้ายมีกิจกรรมแถลงข่าววันสยามมกุฎราชกุมาร***

*** redplus.tv จัดกิจกรรมงาน งาน 4ส. ณ วัดแจ้งสิริสัมพันธ์ นนทบุรี วันที่ 29/12/53 16.00น. ทางเวปจะทำขนมจีนไปแจกให้ชาวเสื้อแดงที่มาร่วมงาน รับรอง ตักแจกๆ อร่อยและ สนุกมาก ไปร่วมงานกันเยอะนะครับ
ฟังคำปราศัยจาก 4ส.



อ.สุรชัย แซ่ด่าน
สมบัติ บุญงามอนงค์
สส.สุนัย จุลพงศธร
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
พร้อมด้วย ดร.สุดา รังกุพันธ์ รวมเป็น 5 ส. พร้อม 1 อ.แขกรับเชิญคือ พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย


ส่วนศอฉ.ไม่ต้องมาเป็นส.ที่5 พูดง่ายๆอย่ามา"เสือก"!***
เสียดายคนตายไม่ได้เคาต์ดาวน์ปีใหม่ -เซ็นทรัลยืนยันจะมีการจัดงานเคาต์ดาวน์ปีใหม่ 2554 ที่ลานบริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา ความสุขของคนไทยและคนกรุงเทพฯ..คืนกลับมาแล้ว ขอเชิญชนชั้นกลางชาวกรุงมาร่วมงาน ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจว่าที่ตรงนี้"มีคนตาย" เนื่องจากชาวกรุงได้พากันจัดกิจกรรม"Big Cleaning Day"เก็บกวาดล้างคราบเลือดไปแล้ว..(อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง: ที่นี่มีคนตาย!...แต่ไม่เห็นเป็นไรพร้อมกระจายความสุขสู่ชาวกรุง ความทุกข์มีแค่ว่าตกลงใครเผาห้าง? )ส่วนคนเสื้อแดงนัดเคาน์ดาวน์ร่วมกับแกนนำในคุกหน้าเรือนจำคลองเปรม

***ศุกร์ 31 ธค. วสันต์ สายรัศมี ทีมพยาบาลอาสาสมัครที่รอดตายจากการสังหารในวัดปทุมฯแจ้งข่าวมาว่า สวัสดีครับผม ชาวเสื้อแดงทุกคน ผมมีเรื่องจะมาบอกพี่น้องทุกคนครับว่าปีใหม่นี้ ถ้าพี่น้องไม่ได้ไปไหน เราจะไปทำกิจกรรมเค้าต์ดาวน์กันที่หน้าเรือนจำ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เพื่อให้แกนนำของเราได้เค้าต์ดาวน์ด้วยกัน และให้เขาเห็นว่าพี่น้องทุกคนไม่ทิ้งแกนนำ เราจะจัดกันตั้งแต่ 17.00 น เป็นต้นไปครับใครจะเอาอะไรไปก็เชิญครับ จะได้ไปแบ่งปันกันครับ และไปเจอกันนะครับพี่น้องทุกคน***

***ตอนนี้มีเสียงขานรับในหมู่คนเสื้อแดงว่านัดกันที่นี่นะจ๊ะ เชิญชวนร่วมเคาท์ดาวน์ปีใหม่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นำ อาหาร เครื่องดื่ม ปูเสื่อ ตั้งโต๊ะตามอัธยาศัย ฉลองปีใหม่กับแกนนำที่มีเพียงกำแพงคุกขวางกั้น เริ่ม 17.00 น. เที่ยงคืนจุดพลุ ดอกไม้ไฟ รถเครื่องเสียง เต้นท์ตามอัธยาศัย***

***ที่ เวิลด์เทรด-ราชประสงค์ให้สลิ่มเขาไปมีความสุขบนความทุกข์ของประเทศ ส่วนคนเสื้อแดงเชิญหน้าคลองเปรม ร่วมตะโกนคำว่า "ปล่อยแกนนำๆๆ" ให้กระหึ่มเรือนจำ เที่ยงคืนจุดพลุ รถเครื่องเสียง โคโยตี้ เต้นตามอัธยาศัย มาเพื่อจะบอกกับแกนนำว่า..ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เราไม่เคยทิ้งกัน พบกันตั้งแต่ 17.00 น. รีบมาจองฟุตบาทแต่เนิ่นๆ !!***

***วันอาทิตย์ 9 มค. 12.00 น. โครงการเส้นทางสีแดง ตั้งขบวนที่ราชประสงค์ เคลื่อนขบวนให้กำลังใจพี่น้องเสื้อแดงย่านสุขุมวิท ปทุมวัน หลานหลวง ราชดำเนิน อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ร่วมกิจกรรมแดงนปช.เคลื่อนขบวนมาราชประสงค์ 18.00 น.เริ่มกิจกรรมรำลึกเสธแดงที่อนุเสวรีย์ร.6***

***เสื้อแดงอเมริกาจัดกิจกรรมตาสว่างปี54 มีส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร เดินสายทัวร์ให้ความรู้ ส.ส.สุนัย จะมาอเมริกาเพื่อพบปะพูดคุยกับพวกเราชาวเสื้อแดงไทยในอเมริกา กำหนดการดังนี้



*In New York, The event will be on Saturday 8 Jan at 5:30 - 11:30 pm at New Broadway Seafood Restaurant 8317 Broadway, Elmhurst, NY 11373

*In Chicago, The event will be on Sunday Jan 9 at 5 pm at Manee Thai Restaurant 3558 N. Pulaski Road Chicago, IL

*In Florida, The event will be on Sun 1/16 at 11 am @ Thailand Restaurant 5252 S. Dale Mabry Tampa, FL

*In Los Angeles, CA, The event will be on Sun 1/23 at 2 pm @The place has not confirmed yet.

*Also could be In San Francisco and Las Vegas กำลังดูกำหนดการกันอยู่ค่ะ..ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา และผู้รักชาติรักมาตุภูมิ รักประชาธิปไตยเตรียมตาสว่างกันให้พร้อม***

***แรลลี่ ประชาธิปไตย Valentine-Day เดินทาง วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554 กลับ 13 กุมภาพันธ์ 2554 ออกเดินทางจาก อิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปที่ สุพรรณบุรี พบวิทยากร คุณ สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายน คุณอี๊ด บ้านตาก คนหลังยางด่านประตูน้ำ และ ลุงยิ้มตาสว่าง แนวร่วมพลเมืองไทย แดงเชียงใหม่ นาย เอม แนวร่วมพลเมืองไท

เย็นร่วมทำกิจกรรม รับประทานอาหารร่วมกัน กลางคืน ร่วมกันปราศรัย ย่อย ความคิดเรื่องประชาธิปไตย จากทุกคนที่ร่วมกิจกรรม ค่าอาหาร-ที่พัก คนละ 1000 บาท รับเสื้อที่ระลึก 1ตัว และหนังสือ เรดเพาเวอร์ ฉบับล่าสุด

งาน นี้นายเอม นำร่วมทำกิจกรรม มีกิจกรรม เก็บเต้นท์หนีสไนเปอร์ กิจกรรมวิ่งแข่ง หนีห่ากระสุน ชิงถ้วยปรองดอง และ หนังสือวอยซ์ออฟทักษินครบชุดทุกเล่ม พร้อมลายเซ็น คุณ สมยศ พฤกษาเกษมสุข รับจำนวนจำกัด แค่ 30ท่านเท่านั้น สำรองที่พักเข้าร่วมกิจกรรม 089-6890467 >> มิสไซเบอร์***

***นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ป่วยด้วยโรคข้อต่อขากรรไกรยึดติดเรื้อรัง ตอนนี้จะส่งตัวดา ตอร์ปิโดออกมาทำการผ่าตัด ที่รพ.ภายนอก ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด

หาก พี่น้องเสื้อแดงผู้ใดประสงค์ที่จะช่วยเหลือดา สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด สามารถโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่พี่ชายดา ตอร์ปิโด โทร.080-0452818 หรือโอนเงินเข้ามาได้ที่บัญชีออมทรัพย์ ชื่อ นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนพูนผล เลขที่ 297-1-25805-5***

***คิวข่าวชาวเสื้อแดงล้นไปถึงปีหน้าแล้วจ้า-แดง ปากช่องจะมีการจัดกิจกรรมในวันที่ 15 มกราคม 2554 ตามโปสเตอร์ด้านบน อากาศยังงี้น่าไปได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งช่วยพี่น้องน้องเรา ได้เฮฮากัน***

***มุมเวบไซต์ประชาธิปไตย***


คำชี้แจงจากไทยอีนิวส์-มี ท่านผู้อ่านสอบถามว่า ทำไมข่าวยอดนิยมในหน้าแรกของเรา ถึงติดข่าวเหตุการณ์ 10 เมษาเลือด ที่มีภาพสตรีเสื้อแดงยกผืนธงชาติขึ้นมาเช็ดน้ำตาอยู่ตลอด...คำอธิบายก็คือ เราใช้โปรแกรมอัตโนมัติของblogger.comในการจัดอันดับข่าวยอดนิยม จากจำนวนผู้อ่าน ให้บังเอิญว่าข่าวนี้มีผู้อ่านเฉพาะช่วงวันที่10เมษายนราวๆ200,000ครั้ง และพอหลังวันที่10เมษายนเป็นต้นมา ศอฉ.สั่งปิดกั้นไทยอีนิวส์มายาวนานจนบัดนี้ ทำให้ผู้อ่านเวลาจะเข้ามาไทยอีนิวส์ที่ไปผ่านการค้นหาทางgoogleเลยต้องเจอ ข่าวนี้ก่อน และใช้เป็นทางลัดเข้าบ้านไทยอีนิวส์...ข่าวนี้ก็เลยติดชาร์ตยอดนิยมมาโดย ตลอด***


***บอร์ดเรารักประชาไทคัมแบ็ค หลังจากคนดูแลบอร์ดไปช่วยน้ำท่วม เลยโดนICTสอยบอร์ดไป ตอนนี้กลับมาแล้วในชื่อประชาทอล์ก-http://www.prachatalk.com/forum/13 เชิญแฟนๆกลับไปเยี่ยมให้หายคิดถึงได้แล้ว***

ชื่อใหม่ทีมเดิม เวบเสรีชน

เวป ไซด็เสรีชน ที่เปีดมาตั้งแต่รัฐประหาร ยึนดีทำการประชาสัมพันธ็ให้ทุกกีจกรรมที่มีประโยชน็ ส่งข้อความที่ต้องการให้กระจายเสียงทางวึทยุอินเตอร็เนตของเรา หร้อ เพีอส่งผ่านไปยัง เวปไซด็และสำนักข่าวต่างๆ ได้ที่ email serichonteam@yahoo.com

อนึ่ง สำหรับการปีดกั้นเสรีภาพด้วยการบล๊อกเวปเรา เราก็ได้เปีดเวปสำรองอีกหนึ่งเวปไซด็คีอ www.zerichon.com

โดยถึงแม้นว่า กระดานสนทนาหลัก Cbox ยังถูกบล๊อกถึงสองชั้น แต่เราก็ยังมีกระดาน Sbox ไว้รองรับ นับถ้อน้ำใจยอดสักสู้ทุกท่าน***




ตอน นี้ RED LA,USA มีเวปของเราแล้ว ฝากให้ช่วยกันดูแล ด้วยจ้า ใครมีข่าวอะไรส่งมาได้เลย แดง อย่างเดียว ..(คลิ้กเข้าไปชมแล้วจะรู้ว่าแดงจนแสบตา)จะได้ทราบความเคลื่อนไหวของพี่น้อง ฝ่ายประชาธืปไตยในอเมริกาอย่างครบถ้วน ที่ผ่านมามีกิจกรรมใหญ่หลายงาน ทำคลิปวิดิโอ"เหี้ยสั่งฆ่า"เผยแพร่ฮือฮามาแล้ว 3 เวอร์ชั่น วมไปถึงการต้อนรับอภิสิทธิ์ไปประชุมUNที่วอชิงตันอย่างถึงอกถึงใจ เป็นต้น***



http://www.redplus.tv/ เวปมาใหม่เน้นการถ่ายทอดสด และนำเทปดีๆที่หาฟังยากเหมาะแก่คนที่อยากตาสว่างจนแจ้งจางปาง เชิญชม

และthairedplus.tv ขอเชิญเปิดบ้านฉลองปีใหม่ วันที่ 25 ธันวาคม 2553 งานเริ่ม 17.00 น. ณ เซฟเฮาส์จรัญสนิทวงศ์ 85 กิจกรรมต่างๆในงาน จัดประกวด คำขวัญเรดพลัส ชิงรางวัล ชนะเลิศได้รูปหลวงพ่อสดใส่กรอบ จากท่าน มดแดง เป็นรางวัล และ
กิจกรรมสนุกๆ ร้องเพลงคาราโอเกะ พบปะสังสรร พูดคุยกับเพื่อนๆเสื้อแดง รายละเอียดตามไปดูในเวบ


แพลนเน็ต - สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน

ของคุณนที อิสสรชน สรวารี เขาบอกไว้ว่า เฉลี่ย ผมใช้เงินทำงานปีละ 6 แสน ถึง 8 แสนบาทเศษ ไม่เคยถึงล้านบาท แต่ ทำงานฟื้นฟูคนข้างถนน ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ได้ ปีนึง กว่า 300 ครอบครัว ทำศพปีละ 2-5 ศพ ส่งกลับครอบครัวปีละ20-30 คน คุณอยากจะสนับสนุนงานที่ผมทำมั้ย www.issarachon.com
***

มุมหนังสือ

หนังสือองค์กรเลี้ยวซ้ายบนเวบฉบับล่าสุด-การเดินทางของ“ลัทธิมาร์คซ์”ในสยาม

เรา ชาวสังคมนิยมเชื่อว่า เมื่อใดก็ตามที่พี่น้องชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ได้รู้จักกับ “ลัทธิสังคมนิยม” เขาทั้งหลายก็จะต้องหันมาสนใจลัทธิสังคมนิยมกันหมด เพราะลัทธิสังคมนิยม ถือหลักความยุติธรรมและหลักแห่งผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง และเราได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “เมื่อใดดวงอาทิตย์แห่งระบบสังคมนิยมได้เริ่มโผล่ที่ขอบฟ้า เมื่อนั้นคือยามสนธยาหรือจุดจบของลัทธิอำมาตย์นายทุน” (คลิ้กอ่านรายละเอียด)



โหลดฟรีหนังสือต้องห้าม โฉมหน้าศักดินาไทย

หากในปัจจุบันมีหนังสือต้องห้ามอันลือลั่นคือThe King Never Smile (ไม่ควรอ่านเนื่องจากทางการไทยถือเป็นหนังสือต้องห้าม บิดเบือน เว้นแต่กรณีเพื่อการศึกษา และทำความเข้าใจผิดๆเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของชาวต่างชาติ คนไทยต้องร่วมมือกันปกป้องเทิดทูนสถาบันสูงสุด อันเป็นหน้าที่ และสามัญสำนึกที่คนไทยพึงกระทำ สามารถดาวน์โหลดเพื่อศึกษาที่นี่ )

ในอดีตที่ผ่านมากว่า 50 ปีก็มีหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย เคยสร้างปรากฎการณ์เป็นหนังสือต้องห้ามทำนองเดียวกันมาแล้ว ทว่าปัจจุบันได้กลายเป็นหนังสือ"แนะนำให้คนไทยต้องอ่าน1ใน100เล่มแรก"

ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้

หรือ

ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้ (4shared)


หรือดาวน์โหลดหนังสือThe King Never Smile( โปรด อ่านเพื่อศึกษา และชี้แจงให้ต่างชาติที่เข้าใจผิดๆตามหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเขียนโดยคนต่างชาติ ขาดความเข้าใจต่อสถาบันสูงสุดที่คนไทยต้องปกป้องเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด)



หนังสือ “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร” เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ เสื้อแดงสังคมนิยม ดูสารบัญหนังสือก็รู้ว่า"แรง"

บทที่ 1 วิกฤติการเมืองประชาธิปไตย และอาชญากรรมของอำมาตย์
บทที่ 2 บทบาทแท้ของนาย... และ.. นิยายและความจริง
บทที่ 3 ซากศพของขบวนการภาคประชาชนเก่า และพันธมิตรฯ “ฟาสซิสต์”
บทที่ 4 สงครามกลางเมืองในภาคใต้ ทางออกสู่สันติภาพคืออะไร?
บทที่ 5 อนาคตของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
บทที่ 6 ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะมีรัฐสวัสดิการ
บทที่ 7 เรื่องส่วนตัว


พิมพ์ โดยสำนักพิมพ์ WD Press, อังกฤษ ปี ๒๕๕๓ อาจารย์ใจบอกว่า ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านมีสิทธิเผยแพร่อย่างเสรี หนังสือ Electronic “E-Book” ISBN 978-0-9565145-1-6

เล่มนี้โหลดฟรี คลิ้กตรงนี้ หรือตามไปดูที่

http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53



คน เขียนบอกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พยายามวิเคราะห์วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย ที่ระเบิดขึ้นเมื่อมีการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยวิเคราะห์องค์ประกอบทุกส่วนของอำมาตย์ สาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ในตอนท้ายมีการเสนอแนวทางในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และความจำเป็นที่จะมีรัฐสวัสดิการ

บทสุดท้ายเป็นบทที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้เขียน ท่านผู้อ่านจะได้ทราบประวัติที่มาที่ไปของผู้เขียน แต่จะขอเกริ่นนำในบางประเด็นก่อนคือ ผู้เขียนมีสัญชาติไทย เกิดที่ซอยอารี กรุงเทพฯ ในปี ๒๔๙๖ เรียนหนังสือที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ จาก “ป.๓” ถึง “ม.ศ.๔” มีพ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีน แม่เป็นคนอังกฤษ และระหว่าง ๒๕๓๙ กับ ๒๕๕๒ ผู้เขียนเคยดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่ตำแหน่งล่าสุดคือรองศาสตราจารย์ในภาคปกครอง

ทั้งๆ ที่ผู้เขียนมีหนังสือและผลงานตีพิมพ์เป็นภาษาไทยมากพอสมควร แต่หนังสือ “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร” เป็นเล่มแรกที่สามารถเขียนอย่างตรงไปตรงมาได้ โดยไม่ต้องระวังกฎหมายหมิ่นฯ เนื้อหาในเล่มนี้คล้ายๆ หนังสือภาษาอังกฤษของผู้เขียนสองเล่มคือ A Coup for the Rich (2007) และ Thailand’s Crisis and the Fight for Democracy (2010) แต่กลุ่มเป้าหมายที่ผู้เขียนเล็งไว้ในใจ ในการเขียนหนังสือภาษาไทยกับภาษาอังกฤษจะต่างกัน ดังนั้นเนื้อหาจะต่างกันบ้าง

เล่มนี้และเล่มอื่นๆ ของผู้เขียน เขียนจากจุดยืนนักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ ที่รักประชาธิปไตย และชื่นชมในระบบสาธารณรัฐ...อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ขอให้ท่านผู้อ่านพึงใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ เพราะเนื้อหาบางตอนอาจอ่อนไหวต่อกฎหมายของไทยบางมาตรา***

รวมบทความชิ้นโบว์แดงของ “จิตร พลจันทร์” จากนิตยสาร “Voice of Taksin & Red Power” รับประกันสุดยอดความมันส์

ราคาเล่มละ 80.- หาซื้อได้ที่ห้างอิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 (หน้าลิฟต์)

พิเศษสุด!ในโอกาสใกล้จะถึงเทศกาลคริสมาสต์-ปีใหม่ ศูนย์ข่าว TPNews ขอแนะนำ รวมบทความ "ตาสว่าง" ของ "จิตร พลจันทร์" ไว้เป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนเสื้อแดงที่จะมอบให้บุคคลที่เคารพรักและนับถือ...

รับประกันคุณภาพ "อ่านสนุก-เบาสมอง-ทดลองปัญญา และ ทำให้ตาสว่าง"

วางขายที่ร้าน Red Shop , ร้านกาแฟหน้าลิฟต์ ชั้น 5 อิมพีเรียล เวิล์ด ลาดพร้าว และ ร้านขายของคนเสื้อแดง (หน้าบันไดเลื่อน) ชั้น 6

ถ้าไม่สะดวกมาซื้อด้วยตนเอง สามารถสั่งให้ส่งทางไปรษณีย์ก็ยังได้ ติดต่อ 084-456 6794-5

ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ขอเพิ่มค่าส่ง 20.-
รับไปขายต่อ, ซื้อจำนวนมาก ราคาพิเศษ
สอบถามรายละเอียด,สั่งซื้อได้ที่ โทร. 084-456 6794-5
ขอบอก-คนเสื้อแดงไม่ควรพลาด

***เนื้อหาในเล่ม***

1. ใครฆ่าสนธิลิ้ม
2. วันเกิดคุณทองเปรม
3. ความจริงเรื่องคลิป
4. ทวิลักษณ์ของอำนาจ
5. ยี่ห้อจิ๋ว
6. กรรมของพี่เทพ
7. ใผเป็นใผในองคมนตรี
8. งูเห่าคืนรัง?
9. ไอ้โม่งเบื้องหลัง “ศิวรักษ์ ชุติพงษ์”
10. กึ๋นของนายคำรบ
11. ยงยุทธ ติยะไพรัช...กับบทบาทเชิงลึก
12. องคมนตรีกับสตรีชั่ว
13. แผนนองเลือด
14. “๖ ตุลา” แห่งพ.ศ. ๒๕๕๓
15. แผนฮุบเสื้อแดง
16. เรื่องหมาๆ
17. เทือกท้ายครัว-มั่วท้ายวัง
18. ใกล้ร่วง
19. นาย-ไพร่...ใครถึงก่อน?
20. ซุ่มเสื่อม
21. แผนอุบาทว์ก่อนชาติล่ม
22. รัฐประหารผลาญเสื้อแดง
23. ปรองด๊อก***


"นิราศรัฐ ก.ไก่: 2542 - 2552"

หนังสือผลงานของ กานต์ ณ กานท์: เขียน
รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล: คำนำเสนอ

อย่า ลืมอุดหนุนกวีที่มีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นคนนี้ หากหาซื้อยาก ติดต่อสอบถามไปยังผู้เขียนทางอีเมล์ karnt19@gmail.com***

เหล้ายา ข้าวปลา อาหาร กินไปไม่นานเป็นขี้ ซื้อเหอะหนังสือดีดี พรุ่งนี้ได้อ่านนานนาน

จี้ 'อภิชาติ' แสดงความรับผิดชอบ อย่าเลียนแบบศาลรัฐธรรมนูญ 'เงียบ มีงานทำ มีเงินใช้'

ที่มา Thai E-News

โดย ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
บทความเรื่อง “ความสับสนในคำวินิจฉัยแรกของศาลรัฐธรรมนูญกรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์”
ที่มา เวบไซต์ pub-law.net
28 ธันวาคม 2553

เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีพรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาค จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำนวน 258 ล้านบาท ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กับคำวินิจฉัยแรกคือ เป็นความผิดของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ไม่พิจารณาให้ความเห็นว่ามีเหตุที่ จะยุบพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะฉะนั้นความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง แจ้งต่ออัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีคำสั่งยุบ พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นการก้าวข้ามขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

นี่คือสิ่งที่ผม ได้อ่านคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) ดังกล่าวจาก website ของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งดูไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) คำวินิจฉัยแรกที่ไม่มีการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์ “ทำผิด” จริงหรือไม่ครับ

นี่คงเป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ว่าได้เพราะสามารถ “หลุดรอด” จากการถูกยุบพรรคไปได้ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ยากที่จะหาใครที่โชคดีซ้ำซ้อนได้ขนาดนี้ครับ !!!

ผมคงไม่เขียนเกี่ยว กับคดีหลังนี้เพราะดู ๆ แล้วไม่คิดว่าจะมีอะไรน่าสนใจ ฟังศาลอ่านคำวินิจฉัยอยู่เพียงไม่กี่นาทีก็จบแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับคำวินิจฉัยแรกที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในบทบรรณาธิการครั้งก่อน ในวันนี้ปรากฏว่าทั้งคำวินิจฉัยกลางฉบับที่เป็นทางการกับความเห็นในการ วินิจฉัยคดีส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนได้รับการเผยแพร่แล้วและผมก็ ได้มีเวลาอ่านไปทั้งหมดแล้ว ในบทบรรณาธิการครั้งนี้จึงขอหยิบยกคำวินิจฉัยกลางและความเห็นส่วนตนของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดี 29 ล้านมาเล่าสู่กันฟังโดยผมจะไม่ขอพูดถึงความเห็นในการวินิจฉัยและผลของการ วินิจฉัยทั้งในคำวินิจฉัยกลางและความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเพราะผมไม่ได้เป็นตุลาการเหมือนคนเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้มี หน้าที่ตัดสินคดีด้วย นอกจากนี้แล้ว หากไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยเข้าก็อาจมีภัยมาถึงตัวได้โดยไม่รู้ตัวด้วย จึงต้องขอเว้นไม่วิพากษ์วิจารณ์ “เนื้อหา” ของการตัดสินคดี 29 ล้านครับ แต่ผมจะขอพูดถึง “รูปแบบและวิธีการ” ในการนำเสนอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อสาธารณชนครับ

ลองมาดูคำ วินิจฉัยกลางกันก่อน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อมาใน website ของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เผยแพร่เอกสารชื่อ “คำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์” จำนวน 15 หน้า ต่อสาธารณชน โดยก่อนหน้านี้คือ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิ ปัตย์ หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ได้ “ถอดเทป” การอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวมาลงเผยแพร่ไว้ด้วย ผมได้ตรวจสอบคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) กับการถอดเทปของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ในหน้าที่ 10 ซึ่งเป็น “ตอนจบ” ของคำวินิจฉัยแล้วพบว่า การถอดเทปที่ได้มาจากการอ่านกับเอกสารที่ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่มีข้อความ เดียวกันคือ “......เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นอีกต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคของผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง” แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นทางการเผยแพร่ออกมา กลับปรากฏว่ามีจำนวนถึง 42 หน้า และในหน้า 40 ซึ่งเป็น“ตอนจบ” ของคำวินิจฉัย ก็มีข้อความที่แตกต่างไปจากคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) โดยมีการเพิ่มข้อความเข้าไปส่วนหนึ่งคือ“......เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดี นี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป โดยเสียงข้างมาก 1 เสียง ใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่า คดีนี้ถือว่าความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการเลือกตั้งได้ ให้ความเห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 แล้ว การยื่นคำร้องข้อกล่าวหาคดีนี้จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วน ฝ่ายข้างมาก 3 เสียง ใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่า ความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย อันจะเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรค ผู้ถูกร้อง และนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นว่ามีเหตุให้ต้องยุบพรรค ผู้ถูกร้องตามมาตรา 93 วรรคสอง ทั้งนายทะเบียนพรรคการเมืองก็ยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการ เลือกตั้งแต่อย่างใด สำหรับความเห็นของประธานกรรมการการเลือกตั้งในการประชุมคณะกรรมการการเลือก ตั้งเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 มิใช่การทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้ยกคำร้อง”

ผม ไม่ทราบจริง ๆ ว่าจะทำความเข้าใจกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร เพราะจากที่ “ศาลอ่าน” และ “ศาลเขียน” ไม่ตรงกันเสียทีเดียว เพราะในตอนที่ศาลอ่าน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่า ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป แต่พอตอนที่ศาลเขียน แม้จะบอกอย่างเดียวกับที่อ่าน แต่ก็เพิ่มคำอธิบายเข้าไปมาก รวมไปถึงการกล่าวถึงการวินิจฉัยใน “เนื้อหา” ของคดีของตุลาการฝ่ายข้างมาก 3 เสียงซึ่งอยู่ในประเด็นอื่นอีกด้วยคือ “...ความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายอัน จะเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคผู้ถูกร้อง.....”

ไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้ อธิบายเรื่องนี้ต่อประชาชนดีครับ ระหว่างเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งอยู่อย่างเงียบเหลือเกินมาเป็นเวลานานแล้ว) กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตามที่ผมเข้าใจนั้น คำวินิจฉัยมีผลเมื่ออ่าน และเมื่ออ่านอย่างไรก็ควรจะเขียนอย่างนั้น หากจะมีการแก้ไขถ้อยคำให้สละสลวยบ้างก็ยอมรับได้ แต่ไม่ใช่เมื่ออ่านแล้วและผลก็เกิดแล้วคือผูกพันทุกองค์กร พอเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ตอนเขียนก็เลยถือโอกาสเขียนเพิ่มเติมขยายความออกไปอีก แถมยังให้เหตุผลต่างไปจากที่อ่านด้วยจนทำให้ตอนนี้ไม่ทราบแน่ชัด แล้วว่าที่ยกคำร้องไปนั้นเนื่องมาจากประเด็นใดกันแน่ระหว่างการยื่นคำร้อง พ้นกำหนดเวลา 15 วันหรือนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นครับ เรื่องนี้ควรจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนนะครับว่า หลักควรเป็นอย่างไร

คำวินิจฉัยมีผลเมื่ออ่านใช่หรือไม่ อ่านแล้วแก้ไขเพิ่มเติมได้หรือไม่ ถ้าได้สามารถทำได้มากน้อยเพียงใด

ผม คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ศาลรัฐธรรมนูญควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่เงียบหายไปเหมือนกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ !!!

นอก จากนี้แล้ว ผมยังมีข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ตามความเข้าใจของผม ในวันตัดสินคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนต้องออกจากบ้านมาพร้อมกับความเห็นในการวินิจฉัย คดีส่วนตน พอประชุมกันแต่ละคนก็จะเสนอความเห็นของตน เมื่อทุกคนเสนอความเห็นเสร็จแล้ว ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการตรวจดูความเห็นของแต่ละคนในแต่ละประเด็นเพื่อให้ผล ออกมาว่า สรุปแล้วเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยในแต่ละประเด็นเป็นอย่างไร จากนั้นจึงไปทำคำวินิจฉัยกลาง

แต่เท่าที่ปรากฏ สาธารณชนไม่ทราบความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ใดก่อนเลยซึ่งไม่ น่าจะเป็นไปได้ เพราะความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนเป็นที่มาของคำวินิจฉัย ดังนั้น ก่อนที่จะทราบผลของคำวินิจฉัยกลาง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทราบความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ก่อน หาไม่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมก็อาจไม่มีความชัดเจนและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผมไม่ทราบว่าผมขอมากไปไหมครับ !! หากสามารถเปิดเผยความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ ละคนซึ่งต้องมีอยู่แล้วก่อนการวินิจฉัยทันทีที่มีการอ่านคำวินิจฉัยกลางของ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากและอย่างน้อยก็จะเป็นเกราะป้องกันความเข้าใจผิด หรือข้อครหาต่าง ๆ ที่ตามมาด้วยครับ ก็ลองดูนะครับ ไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้ให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ครับ

ในส่วนของความ เห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนนั้น ผมได้อ่านความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนแล้วก็มีข้อสังเกตอยู่ในส่วน ของ “วิธีการเขียนคำวินิจฉัย” ที่ทำให้ผู้อ่าน (และหนังสือพิมพ์บางฉบับ) หลงทางกันไปหมดครับ ลองมาดูกันนะครับว่าเป็นอย่างไร โดยผมจะขอนำเสนอเฉพาะความเห็นของตุลาการเสียงข้างมากครับ

ในความเห็น ของตุลาการเสียงข้างมาก 4 คนนั้น มีการกำหนดประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยไว้ 5 ประเด็น โดยมีรายละเอียดอย่างสรุปของความเห็นแต่ละคนในแต่ละประเด็นคือ

1. นายจรัญ ภักดีธนากุล เขียนความเห็น 16 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น ในตอนท้ายของหน้าแรกกล่าวว่าจะพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นที่ 2 ก่อน
**ในหน้าที่ 2 เริ่มวินิจฉัยประเด็นที่ 2 จบลงตรงหน้าที่ 2 ว่า จึงเป็นความเข้าใจกฎหมายที่คลาดเคลื่อนของ ผู้ร้องเอง

ใน หน้าที่ 3 วินิจฉัยประเด็นที่ 1 จบลงตรงตอนท้ายของหน้าที่ 9 ที่ว่า การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องได้ กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ใน ตอนท้ายของหน้าที่ 9 วินิจฉัยประเด็นที่ 3 จบลงที่หน้า 14 วินิจฉัยว่า แม้รายจ่ายสำหรับค่าป้ายที่เป็นการจ่ายจากรายรับสำหรับปี 2548 ที่จ่ายในปี 2547 ก็ต้องบันทึกบัญชีในปี 2548 ตามหลักเกณฑ์สิทธิ มิได้ผิดหลักเกณฑ์ทางบัญชีแต่อย่างใด

ในตอนกลางของหน้าที่ 14 วินิจฉัยประเด็นที่ 4 จบลงในตอนท้ายของหน้าเดียวกันคือ ผู้ถูกร้องได้จัดทำรายงานการใช้เงินสนับสนุนถูกต้องแล้ว

ในหน้าที่ 15 วินิจฉัยประเด็นที่ 5 จบลงตรงหน้า 16 ซึ่งมีอยู่ 2 บรรทัด วินิจฉัยว่า เมื่อศาลวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องมิได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 62 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 จึงไม่มีเหตุให้กรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องในขณะนั้นต้องถูกห้ามดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองตามมาตรา 69

(ผมเข้าใจว่า ในความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของนายจรัญฯ มีการอ้างกฎหมายผิดคือ แทนที่จะอ้างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 กลับไปอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2541 ซึ่งก็ผิดอีกเช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับก่อนหน้านี้คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) มิใช่พุทธศักราช 2541 อย่างที่เขียนไว้หลายแห่งในหน้า 15 ของความเห็น ส่วนวิธีการเขียนถึงมาตราที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่น่าจะถูกต้องด้วย เพราะที่เขียนว่า มาตรา 62 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 นั้น ที่ถูกควรใช้คำว่า มาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มากกว่า และหากผมเข้าใจไม่ผิด ทุกที่ ๆ เขียนว่า มาตรา 62 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 หรือมาตรา 69 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 นั้น ที่ถูกควรเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มากกว่าใช่ไหมครับ)

2. นายสุพจน์ ไข่มุกด์ เขียนความเห็น 15 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น ในหน้าที่ 2 ถึงหน้าที่ 4 เป็นตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เริ่ม ความเห็นในหน้าที่ 5 โดยรวมประเด็นที่ 1 กับ 2 เข้าด้วยกัน และวินิจฉัยในหน้าที่ 9 ตอนท้ายว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ใน หน้าที่ 10 วินิจฉัยประเด็นที่ 3 จบลงตรงกลางหน้าที่ 14 ว่า พรรคผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง.....เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ร้องแล้ว

ในหน้าที่ 14 ตอนท้าย วินิจฉัยประเด็นที่ 4 จบลงตรงกลางหน้า 15 ว่า ผู้ถูกร้องได้จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปี 2548 ถูกต้องตามความเป็นจริง

ในหน้า 15 ตอนท้ายกล่าวถึงประเด็นที่ 5 ว่า กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ 5 อีกต่อไป และจบความเห็นส่วนตนว่า อาศัยเหตุดังได้วินิจฉัย จึงมีความเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 42 วรรคสองและมาตรา 82

3. นายนุรักษ์ มาประณีต เขียนความเห็น 9 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น
ใน หน้าที่ 2 วินิจฉัยประเด็นที่ 2 ก่อน โดยวินิจฉัยในตอนท้ายของหน้าที่ 2 ว่ากรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 93

ในตอนท้ายของหน้าที่ 2 วินิจฉัยประเด็นที่ 1 จบลงตรงกลางของหน้าที่ 6 ว่า ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ใน ตอนกลางของหน้าที่ 6 วินิจฉัยประเด็นที่ 3 จบลงตรงท้ายของหน้าที่ 7 ว่า ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการ เมืองในปี พ.ศ. 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว

ใน หน้าที่ 8 วินิจฉัยประเด็นที่ 4 จบลงตรงตอนท้ายหน้าเดียวกันว่า....จึงมีความเห็นว่า ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปี พ.ศ. 2548 ถูกต้องตามความเป็นจริง

ในตอนท้ายของหน้าที่ 8 กล่าวถึงประเด็นที่ 5 ว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นว่า ผู้ถูกร้องมิได้กระทำผิด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองได้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 93 จึงไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว และจบความเห็นส่วนตนในหน้าที่ 9 ซึ่งมีอยู่ครึ่งบรรทัดว่า ด้วยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงมีความเห็นให้ยกคำร้อง

4. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี เขียนความเห็น 25 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น
ใน หน้าที่ 2 รวมประเด็นที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกันและวินิจฉัยไว้ในหน้า 19 ตอนท้ายว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ใน ตอนท้ายของหน้าที่ 13 รวมประเด็นที่ 3 และ 4 เข้าด้วยกันและวินิจฉัยไว้ในตอนท้ายของหน้าที่ 25 ว่า ผู้ถูกร้องได้รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปี พ.ศ. 2548 ถูกต้องตามความเป็นจริงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง

ใน ตอนท้ายของหน้าที่ 25 ไม่พิจารณาประเด็นที่ 5 และจบความเห็นส่วนตนในตอนท้ายของหน้า 25 ว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการ เมืองในปี พ.ศ. 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติและรายงานการใช้จ่ายเงินถูกต้องตามความ เป็นจริงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 เห็นควรยกคำร้อง

เมื่อพิจารณาเนื้อหาของความเห็นในการ วินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 4 คนที่ได้นำเสนอไปนั้น ผมมีข้อสังเกตในเรื่องรูปแบบอยู่ 2 ประการด้วยกัน (ไม่นับการอ้างกฎหมายผิดๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำงานคนเดียว มีทั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ ฯลฯ เต็มไปหมด) คือ

ในประการแรกนั้น ในบรรดาความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 4 คน มีเพียงความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห็นว่า การที่ประธานกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องในวันที่ 26 เมษายน 2553 พ้นระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนอีก 3 คนนั้นเห็นคล้าย ๆ กันคือ นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ให้ความเห็น เพราะฉะนั้นข้อสังเกตประการแรกคือ ทำไมคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงเขียนว่า “ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย” หรือถือเอาว่ากรณีนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไมได้ให้ความเห็นเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคก็ไม่ทราบนะครับ !!!

ส่วนข้อสังเกตประการต่อมาของ ผมก็คือ วิธีการเขียนความเห็นและการขาดการสรุปความเห็นของการตัดสินที่ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถเข้าใจได้ในตัวของความเห็นเองว่า ยกคำร้องด้วยเรื่องอะไร เพราะหากจะเอาเรื่องกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วย กฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยเรื่อง 15 วัน หรือเรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ให้ความเห็นของนายจรัญฯ อยู่ในหน้าที่ 9 (จาก 16 หน้า) ของนายสุพจน์ฯ อยู่ในหน้าที่ 9 (จาก 15 หน้า) ของนายนุรักษ์ฯ อยู่ในหน้าที่ 6 (จาก 9 หน้า) และของนายอุดมศักดิ์ฯ อยู่ในหน้าที่ 19 (จาก 25 หน้า) ส่วนในตอนท้ายของความเห็น ก่อนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงนาม ซึ่งเป็นส่วนที่ “สำคัญ” ที่สุดนั้น กลับไม่มีข้อความที่เป็น “ข้อตัดสินชี้ขาด” ของเรื่องดังกล่าวอยู่เลย ด้วยเหตุนี้เองทำให้หนังสือพิมพ์บางฉบับ นักวิชาการ และนักการเมืองบางคนออกมาให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างผิด ๆ เพราะจริง ๆ แล้วความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนที่เขียน “ตอนจบ” ของเรื่อง “ไปซ่อน” อยู่ตรงกลางของความเห็นส่วนตนกันหมด ซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยที่ “ตอนจบ” ของเรื่องอยู่ตอนท้ายคำวินิจฉัยครับ !!!

ไม่ทราบว่าจะขอมากเกินไปอีก หรือไม่นะครับ ! เนื่องจากความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนเป็นสิ่งที่มาตรา 216 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้ว่าต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่น เดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็หมายความว่าต้องเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ คงต้องขอให้ช่วยเขียนให้อ่านง่าย ๆ และต้องตรวจสอบกันให้ดีด้วยว่ามีการอ้างตัวบทกฎหมายถูกต้องและมีบทสรุปตอนจบ ที่ชัดเจนว่าแต่ละคนเห็นว่าอย่างไร จะได้สะดวกกับการอ่าน ไม่ใช่ต้องดูประเด็นในหน้าแรก พลิกไปดูตอนท้ายก็ไม่รู้เรื่องต้องย้อนกลับมาอ่านตอนกลางอีก 3-4 รอบ จากนั้นต้องไปอ่านคำวินิจฉัยกลางอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ทราบ “ตอนจบ” ของเรื่อง แล้วต้องย้อนกลับมาดูความเห็นส่วนตนของแต่ละคนซึ่งอยู่สะเปะสะปะไม่ตรงกัน เพื่อที่จะได้ทราบว่าแต่ละคนเห็นว่าอย่างไรใน “ตอนจบ” ของเรื่องครับ

เขียนแบบนี้ ถ้าเป็นนิยายคงเลิกอ่านไปแล้ว ไม่มาทนนั่งอ่านให้เสียเวลาหรอกครับ !!!

ศาล รัฐธรรมนูญยกคำร้องไป 2 เรื่องติดๆกัน นายทะเบียนพรรคการเมืองจะว่าอย่างไรครับ !!! แสดงความรับผิดชอบอะไรออกมาบ้างนะครับ ไม่ใช่เลียนแบบศาสรัฐธรรมนูญ อยู่เงียบๆ มีงานทำ มีเงินใช้ ไม่นานผู้คนก็ลืมไปเอง ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าจะใช้วิธีแบบนี้กันไปหมด แล้วอย่างนี้จะสอนคนรุ่นต่อๆไปให้รู้จักคำว่า “ความรับผิดชอบ” กันได้อย่างไรครับ !!!

228ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้

ที่มา Thai E-News


ทางราชการได้ถือเอาวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี อันเป็นวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่านเป็นวันรำลึก จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับ 6 เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว จึงได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ธันวาคม 2553

แม้ทหารที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสิน จะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 หรือวันนี้เมื่อ 228 ปีที่แล้ว พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

อย่างไรก็ตามทางราชการได้ถือว่าวันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับวันที่ 6เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว ประวัติศาสตร์จึงต้องได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม

ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีก

ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1

เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"ท่านอื่น"

ความจริงนั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก

หากมองด้วยสายตาของคนในยุคนั้น การปราบดาภิเษกดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเป็นธรรมเนียมโบราณราชประเพณีโดยปกติ หาใช่การทรยศหักหลังแต่ประการใด ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย

วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?

ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่

ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา

แต่นั่นก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์กระซิบ การนั่งทางใน หรือการนิมิต ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก

กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" หน้า 575 ว่า*
" ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"


ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”

ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324

แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว

เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน

ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที

อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น

พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม

พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)

แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)

กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง

เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วนอยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน เพราะมีรัชทายาทหลายพระองค์ ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 150 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น

ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของพระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยมีหลักฐานคือกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อกบฎ..)

ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน

พงศาวดารจากการบันทึกความทรงจำของคนร่วมสมัยระบุด้วยว่า หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าตากไปไม่นาน มีการขุดพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิง พระพุทธยอดฟ้าและกรมพระราชวังบวรฯเสด็จไปทอดพระเนตร เห็นนางในน้อยใหญ่ร้องไห้รักอาลัยพระเจ้าตากก็ทรงกริ้ว สั่งเฆี่ยนนางในเหล่านั้น

อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขียนถึงพระราชอุตสาหะและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในบทความเรื่อง พระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี ว่า คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว่า

“...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้...”

จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง

หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่คนไทยเราจะมีวันนี้ได้

ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

ภายหลังเจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 คือ กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา) เสด็จลงมาเฝ้าฯ กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า" (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้

มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง



ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล

แม้จะสิ้นวงศ์ไปแล้ว และแม้เหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 228 ปี แต่กฤษฎาภินิหารของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นก็บดบังมิได้..

Monday, December 27, 2010

ลูกค้ารายใหญ่มาม่าทั้งนักศึกษา,แรงงาน,คนจนหนุนคว่ำบาตร ก.ล.ต.จี้ตลาดหุ้นเร่งบริษัทเคลียร์ข่าว

ที่มา Thai E-News


3นักวิชาการสาวยกกรณีคว่ำบาตรมาม่า เทียบเคียงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คานธีต่อสู้เรียกร้องเอกราช

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 ธันวาคม 2553

ก.ล.ต.แจ้งตลาดหุ้นประสานบริษัทมาม่าชี้แจงข่าวถูกคว่ำบาตร

นาง จารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหนังสือเลขที่ ล.89/2553 แจ้งว่า ตามที่มีผู้ถือหุ้นของบริษัท ไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)แจ้งมายังสำนักงานก.ล.ต.กรณีการต่อต้านสินค้ามาม่าของบริษัทฯนั้น

สำนักงานขอเรียนว่า ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินการประสานงานกับบริษัทฯ ต่อไปแล้ว

ก่อ หน้านี้มีผู้ถือหุ้นรายย่อยร้องเรียนไปยังก.ล.ต.ว่า "ด้วยปรากฎข่าวโจมตีบริษัทไทยเพร๊สสิเด๊นฟู๊ดส์แพร่หลายในอินเตอร์เน็ตชัก ชวนให้คนต่อต้านไม่ซื้อสินค้ามาม่า อ้างว่าสนับสนุนเผด็จการ โดยอ้างว่าจะมีคนคว่ำบาตรเกิน20ล้านคน ตามข่าว http://thaienews.blogspot.com/2010/12/blog-post_15.html จึงขอให้กลต.ได้แจ้งให้บริษัทชี้แจงแก้ไขข่าวด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย"

มาม่าไหวตัวแจ้งข่าวระดับบิ๊กให้รู้ตัวโดนรุมต้านหนัก

ก่อน หน้านี้ผู้บริหารของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าได้เริ่มไหวตัวขยับแล้ว หลังจากถูกคนเสื้อแดงประกาศรวมพลังมากกว่า 20 ล้านคนคว่ำบาตรบอยคอต ไม่กินไม่ซื้อมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน และหันไปอุดหนุนสินค้าของคู่แข่งอย่างไวไว หรือยำยำแทน โดยอ้างว่าสินค้าในเครือบริษัทสหพัฒนพิบูล สนับสนุนเผด็จการ

โดยนาง สาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้นที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้ง "ดิฉันได้ส่งต่อคำแนะนำให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบแล้ว"

อย่าง ไรก็ตามดูเหมือนผู้บริหารบริษัทบางรายไม่ได้แสดงปฏิกริยาในทางบวกต่อแคมเปญ นี้ หลังจากได้รับหนังสือเวียนเรื่องข้อร้องเรียนจากนางสาวพจนาแล้ว ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์รายหนึ่ง ได้แสดงปฏิกริยาดังนี้

"ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่แจ้งมา

ฉัน คิดว่า คุณคงทราบดี อะไรจริงไม่จริง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่า จะถูกประชาชนบอยคอตหากว่ามันมีเหตุผลที่ถูกต้อง หากกล่าวอย่างเกือบที่สุดแล้วก็คือว่า บริษัทของเรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง หากเพียงเพราะว่ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒนพิบูล แล้วพาเราไปสู่ความยุ่งยาก เราก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนี้

ฉันหวังว่า ผู้ที่มีการศึกษาจะสามารถทำในสิ่งที่ดีที่สุด และเลือกในสิ่งที่เป็นทางเลือกดีที่สุด"


ท่า ทีดังกล่าวที่กราดใส่ว่าผู้รณรงค์คว่ำบาตรมาม่าเป็นพวกไม่มีการศึกษาดี นับว่าเป็นปฏิกริยาทางลบต่อผู้บริโภคของมาม่าเองที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เช่น บรรดาผู้ใช้แรงงาน ชาวนา คนจนในเมือง รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาม่า ทำให้บริษัทนี้เติบโตมาตลอด 35 ปี และผู้บริหารบางรายของมาม่าก็ได้เงินจากคนจนเหล่านี้ไปเรียนจนจบปริญญาเอกใน ต่างประเทศ แต่ก็หวนกลับมาดูหมิ่นผู้บริโภคที่มีพระคุณของตนเอง

36องค์กรเครือข่ายนักศึกษา,แรงงาน,คนจนเมือง ล้วนลูกค้ารายใหญ่ประกาศหนุนคว่ำบาตรมาม่า

หมายเหตุไทยอีนิวส์:องค์กร เครือข่ายต่างๆ 36 องค์กร ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษา คนจนเมือง เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และเครือข่ายประชาชนต่างๆ รวมทั้งนักกิจกรรม และประชาชนทั้งในและต่างประเทศพากันออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งสนับสนุนกิจกรรม รณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


แถลงการณ์ บอยคอตมาม่า ต้านทุนสนับสนุนเผด็จการ

การ ที่ผู้บริหารเครือบริษัทสหพัฒนพิบูล ผู้สนับสนุนเผด็จการ ได้ออกมาโจมตีผู้รณรงค์คว่ำบาตร ไม่ซื้อ ไม่กินมาม่าว่าไร้ทางเลือก ไร้การศึกษา นั้น เราองค์กรผู้ลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์นี้ มีความคิดเห็นว่า เป็นการกระทำที่น่าอับอายอย่างยิ่ง เนื่องเพราะผู้รณรงค์เป็นผู้มีการศึกษา แล้วคิดทางเลือกเองเป็นสิทธิของผู้บริโภค

พวกเราก็เช่นกัน ขอสนับสนุนการรณรงค์ "คว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา1เดือน" โดยคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยร่วมรณรงค์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน ซึ่งมวลชนร่วมการคว่ำบาตรย่อมก่อเกิดแรงขับเคลื่อนทิศทางมุมตรงไปยังเป้า หมาย ทำให้พลังของเผด็จการค่อยลดเสื่อมอำนาจ จากทุนสนับสนุนหนุนเสริม ถอยห่างจากเผด็จการออกไป และพวกเส้นใหญ่ทั้งหลาย จะสำนึกกินไม่อิ่มนอนไม่หลับสบาย ทำให้ขวัญผวาฝันร้ายได้

ผลิตภัณฑ์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของ สหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารเครือสหพัฒนพิบูลได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จ การ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย

ทั้งที่ลูกค้ารายสำคัญของมาม่าและ เครือสหพัฒนพิบูลคือประชาชนรากหญ้า คนยากคนจน ที่ครอบคลุมถึงเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา คนจนเมือง ผู้ใช้แรงงาน นักเรียน นิสิต นักศึกษา แม่บ้าน แต่ความเคลื่อนไหวของเครือสหพัฒนพิบูลตลอดมานั้น กลับนำเงินผลกำไรที่ได้จากลูกค้าผู้มีพระคุณนำไปสนับสนุนกลุ่มเผด็จการ ที่เข่นฆ่า ทารุณกรรม คุมขัง และปล้นชิงประชาธิปไตยไปด้วยอำนาจนอกระบบ

เมื่อ ภัยมาถึงตัวพวกเขา คือ ม็อบพันธมิตรเอเอสทีวี ได้รับการสนับสนุนในการชุมนุมจากมาม่า และพรรคประชาธิปัตย์ ต้องทำให้พวกเขารู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี และพวกเขาต้องรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของพวกที่สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อใน ฐานะผู้ทุกข์ยากเข็ญแสนสาหัสต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

แล้ววิกฤติการณ์ จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงความความเดือดร้อนของพวกเรา และนายทุนอย่างพวกเขา จะรับรู้ความเป็นจริงของชีวิตพวกเรา ซึ่งนี่เป็นโอกาสเพื่อสร้างความสำเร็จของการรณรงค์ของพวกเรา เพราะพวกเราเป็นผู้บริโภค ย่อมรู้ทันพวกเผด็จการ และผู้บริโภคย่อมไม่กินของพวกเผด็จการ

ดังนั้น พวกเรา ขอประกาศเห็นด้วย และสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อความเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชนเสื้อแดง รวมพลังกัน หยุด ซื้อ หยุดกินมาม่า และขอเตือนไปยังบรรดาองค์กรธุรกิจทั้งหลายที่ยังเป็นมือตีนสนับสนุนเผด็จการ ทำลายประชาธิปไตยต้องยุติพฤติการณ์สามานย์โดยทันที ไม่เช่นนั้นท่านจะตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เรา ขอเตือนมายังมาม่า และเครือสหพัฒนพิบูลต้องเร่งประกาศจุดยืนเลิกพฤติการณ์เป็นมือไม้ให้เผด็จ การ ต่อต้านทำลายประชาธิปไตย และขอโทษต่อประชาชนชาวไทยที่ได้กระทำความผิดพลาดในช่วงที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะต่อองค์กรของท่าน

เราขอเรียกร้องให้ประชาชนชาว ไทยทั้งมวลเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้ จนกว่าองค์กรธุรกิจที่เป็นมือไม้เผด็จการ ต่อต้านทำลายประชาธิปไตยจะตระหนักสำนึกในความผิดบาปที่พวกเขาได้ก่อกับประ เทศชาตืและประชาธิปไตยและไม่นานชัยชนะเป็นของฝ่ายประชาธิปไตย

เชื่อมั่นในพลังของคนเล็กๆเปลี่ยนอนาคตประเทศได้

องค์กรที่ร่วมลงนาม

. เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง
. กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย
. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
. กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
. กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน
. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
. Thai Red Australia
. Red L.A., USA.
. Red Chicago, USA.
. Red Dallas, Texas, USA
. เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย
. ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
. people plus network
. เสื้อแดงเพชรบุรี

เพราะที่นี่ การเมืองไม่ค่อยทราบเท่าไร โดยเฉพาะ แฟน ปชป เข้ามาอ่านดูนะ เรื่อง...

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ากคุณ: ดาวุด


เรื่องเก่ากลับมาเล่าใหม่ MsgStatus(Msv[0], 0);

อ่านหลายกระทู้แล้ว เถียงกัน
เรื่องใครควรรับผิดชอบ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันนี้ก็ว่ากันไป

แต่ที่ผมจะพูดคือ
การต่อสู้และล้มระบบทักษิณ นั้น มีอีกหลายเรื่อง ที่หลายคนไม่เคยรู้
และ ผมเองก็อยากพูดแต่ พูดไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง
แต่สามารถเปรียบเทียบได้ เพราะคิดว่ากระทู้คงไม่ถูกแบบนะ

วันนี้ หลายคนคิดว่าเรื่องของประเทศไทย เป็นการเมืองภายใน ประเทศ
แต่จริงๆๆแล้วมันเป็นการเมืองที่มีต่างประเทศ เข้ามาร่วมด้วย
ตั้งแต่วันแรกๆๆของการที่มีปัญหาแล้ว

เคยแปลกใจกันบ้างไหม

คนที่มาต่อต้าน นายกทักษิณ
และ อ้างว่า นายก ทักษิณโกงชาติ แล้วข้ออ้างอีกสาพัด
รู้ข้อมูล สิ่งไม่ดีจากไหนกันหรอ
(ส่วนใหญ่ก็รู้เพราะ สนธิลิ้ม ออกมาพูดไม่ใช่หรอ) รวมผมด้วยนะ

ถ้าสนธิ ลิ้มรักชาติไทยจริง
การนำสิ่งไม่ดีของนายกทักษิณ ออกมาพูด มันคงเกิดนานแล้ว
เพราะสนธิลิ้มนะ เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน ให้ท่านทักษิณ เป็นในนายก ฉะนั้น
จึงมีข้อมูล สิ่งไม่ดีของนายกทักษิณ เยอะแยะ
แต่ทำไมละ ถึงเพิ่งเอาออกมาพูด
หลังจาก ปล่อยให้นายกทักษิณ เป็นนายก มาได้ 2 สมัย

เหตุผลลึกๆๆไม่รู้ แต่พอจะสรุปได้ มี 2 เรื่องคือ

1 การทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์

2.มีคนสั่งให้สนธิลิ้มทำ (คือรับคำสั่งจากคนอื่นมา)

หลายคนในนี้ชอบอ้างว่า
ท่านทักษิณ ใช้ความรุนแรง ชอบอ้างว่า เผด็จการ
ซึ่งคนที่พูด ไม่เคยย้อนกลับไปดูอดีต เลยว่า
เมื่อพันธมิตร ออกมาประท้วง
ท่านทักษิณ ทำอย่างไร

ตอนพันธมิตร ออกมาประท้วง
ท่านทักษิณ มีอำนาจ และ ก็สามารถสั่งการอะไรก็ได้มากมาย
แถมตอนนั้น ก็มีทหารที่พร้อมรับคำสั่งท่าน นายก ทักษิณ ด้วยหลายคน
แต่ท่านกลับเลือกที่จะ ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่

ถ้ามอง ก็มองได้ 2อย่าง

1.ยุบสภาแล้ว ตัวเองก็ยังมีอำนาจอยู่ในมือ สามารถ ทำอะไรได้อีกเยอะ

2.ยุบสภาเพื่อหนีปัญหาและหลีกเลี่ยงการ นองเลือด
เพราะรู้ดีว่า ถ้าเกิดการนองเลือด
จะทำให้เกิดอะไรในอนาคตกับตัวเองและครอบครัว
อีกอย่าง การเลือกตั้ง ก็เป็นสิ่งที่พิสูจ ตัวเองได้ด้วย


####ย้อนกลับมาดูนายก อภิสิต เมื่อเกิดการแตกแยก ภายในประเทศ
นายก อภิสิตเลือกอะไร ก็คงไม่ต้องพูดต่อละนะ ###
จะเห็นว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
อีกคนเลือกยุบสภา เพื่อ หลีกเลี่ยงการนองเลือด

อีกคนเลือกที่ใช้อำนาจทำให้เกิดการนองเลือด ท่านคิดว่าอย่างไรละ
ส่วนตัวแล้ว มองว่า นายกอภิสิตไม่มีทางเลือกมากกว่า
เพราะ อะไร ......พูดไม่ได้ละ พูดได้แค่นี้ละ

หันกลับมาที่ หลังจาก นายก ทักษิณ ยุบสภา
โดยปกติ หลังการยุบสภา คนในประเทศ
และ พรรคการเมือง ต้องวิ่งวุ่นกับการ เข้าหาประชาชน
เพื่อ ทำให้พรรคตัวเองได้ ส.ส .มากพอจะเป็นรัฐบาล
แต่กลับมีบางพรรค แอบไปตกลงลับๆๆกับทหาร เพื่อยึดอำนาจ
ถามว่าทำแบบนี้ทำไม ก็มองได้ 2อย่าง

1.เลือกตั้งไปตัวเองก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล

2.มีคนสั่งให้ทำแบบนี้


อีกไม่กี่วันก็จะเลือกตั้งใหม่ละ ทหารยึดอำนาจทำไม

แถมคนที่ยึดอำนาจ กลับเป็นคน ที่ นายก ทักษิณ ไว้วางใจ อีกด้วย
แปลกใจกันไหม

สนธิ (บัง) โดยปกติ คนที่นับถือศาสนาอิสลาม
ส่วนใหญ่ จะได้เลื่อนยศ อย่างเดียว
แต่จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งสูงมากนัก เพราะ ติดที่ เรื่องงานต่างๆๆ
ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา แล้วจะทำไม่ได้
คนที่เหมาะสม กว่า สนธิ(บัง)ผมว่ามีเยอะนะ ในเวลานั้น
แต่ นายก ทักษิณ เลือกคนนี้ เพราะอะไร ส่วนตัวมองได้ 2อย่าง

1.ไว้วางใจ
2.วางตัวไว้เพื่อแก้ปัญหาของภาคใต้


ทหารยึดอำนาจ โดยอ้างว่า
1.รัฐบาลนายกทักษิณ มีการโกงกินอย่างมากมาย
2.กลัวประชาชนจะตีกันทำให้เกิดการนองเลือดในประเทศ


ถามว่า ทำไม ทหารเพิ่งมายึดอำนาจท่านนายกทักษิณ ในเวลานั้น
ทหารเพิ่งรู้หรอว่า มีการโกงกินอย่างมากมาย
ทั้งที่ ท่านนายกทักษิณ บริหารประเทศ มากว่า 4-6ปี
หรือว่า รู้เพราะ พันธมิตร เอาสิ่งไม่ดีมาพูด ถึงได้รู้ว่า
ออมีการโกงกินอย่างนี้นี่เอง
เท่ากับว่าเป็นการประจานหน่วยงานทหารเลย ณ เวลานั้นเลยนะ ว่า
หน่วยข่าวกรองทหาร มีคุณภาพต่ำกว่า ข้อมูลสนธิลิ้มด้วยซ้ำไป

ข้ออ้างของทหารจึงไม่สมเหตุสมผล ณ เวลานั้นเลยด้วยทุกประการ


1.มีการโกงกินกันอย่างมากมาย
ถ้าพูดแบบนี้ มันควรปฎิวัติ ตั้งนานแล้วละ
ไม่มาปฎิวัติ หลัง สนธิลิ้ม นำข้อมูลสิ่งไม่ดี ของนายกทักษิณ ออกมาพูดหรอก
เพราะ หน่วยข่าวกรองทหาร นั้น
ผมว่า น่าจะมีข้อมูลล้ำหน้า สนธิลิ้ม อย่างมากนะ
ถ้าปฎิวัติหลัง สนธิลิ้มพูด
แล้วอ้างแบบนี้ เท่ากับเป็นการประจาน หน่วยข่าวกรองทหารนั่นเอง


2.ประชาจะตีกันจะทำให้เกิดการนองเลือด
ข้ออ้างนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลอีกน่านละ
เพราะ อีกไม่กี่วัน จะมีการเลือกตั้งแล้ว
ประชาชนจะตีกันในช่วงเวลานั้นทำไม
เพราะทุกฝ่ายต้องไปรอลุ้นผลการเลือกตั้งก่อนว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล

ถ้าอ้างข้อนี้ ทหารก็ควรไปยึดอำนาจหลังมีการเลือกตั้งซิ
เพราะอาจจะมีการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งแล้วเกิดการนองเลือด

แต่นี่ยึดก่อนการเลือกตั้ง เพราะอะไร

เรื่องทั้งหมด นะ

มันมี ก่อนการยึดอำนาจ นายกทักษิณ เกิดอะไร บ้าง

หลังการยึดอำนาจนายก ทักษิณ เกิดอะไร บ้าง

ซึ่งคนทั่วไปจะมองแค่ หลังการยึดอำนาจ นายกทักษิณ แล้ว
เกิดอะไรบ้าง กันซะส่วนใหญ่
ซึ่งจริงๆๆ มีการเตรียมการไว้แบบนี้คือ
ให้พูดหลังการยึดอำนาจ ให้มากๆๆ
ผ่านสื่อ และ ปิดบัง เรื่องก่อนการยึดอำนาจเกิดอะไรไว้

พวกเสื้อแดง คุณคือ พวกที่ ดันไปรู้ข้อมูลก่อนการยึดอำนาจแล้วเอามาสรุป
และวิเคราะห์ซะนี่ มันเลยเกิดปัญหา กับ กลุ่มที่ต้องการปกปิด ว่า
ก่อนยึดอำนาจทักษิณ นะ มันมีขบวนการ
และ มีแรงมันดารใจ และ แรงยึดเหนี่ยวอะไรให้ทำแบบนั้น

พอเสื้อแดงไปเอามาวิเคราะห์ให้ฟัง เลยเกิดการแตกแยกดังที่เห็นนี่ละ


มันยาวมากละ ไว้พรุ่งนี้มาเขียนต่อ ตอนต่อไปละกัน
แล้วจะพูดเรื่องก่อนที่ทหารยึดอำนาจ เกิดอะไร
และจะพูดเรื่อง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับต่างประเทศ
แต่ขอโทษไว้ล่วงหน้าเลยว่า อาจพูดเท่าที่พูดนะ
เพราะผมก็กลัวนะ กระทู้อาจโดนแบน

หรืออาจมีบางอย่างถึงผม ซึ่งผมเคยเขียนเรื่องแบบนี้ที่นี่ละ
และมีคนเตือนผมให้ระวัง
เพราะคนที่อ่านในเวปนี้มีทั้ง พวกหาข่าว จากทุกฝ่ายมาอ่านด้วย



http://talk.mthai.com/topic/142441?p=2