WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 29, 2010

ปี ๒๕๕๓ ดอกไม้เหล็กบานสะพรั่ง

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



สาวเสื้อแดง แกร่งกล้า ผู้ท้าฝัน
ยังคงมั่น ความงาม ตามสมัย
ทั้งหวานสวย เปรี้ยวจี๊ด ถึงจิตใจ
ความสวยใส เพริศพริ้ง สมหญิงงาม....

ยืนแถวหน้า จนประจักษ์ ยอดนักสู้
จนโลกรู้ ลือเลื่อง เมืองสยาม
ความอ่อนหวาน เลื่องชื่อ ระบือนาม
ช่างงดงาม สมคำ ที่ร่ำลือ....

ร่วมต่อสู้ ข้างกาย ชายสามศอก
ไม่ต้องบอก กล้าไหม มีใครหือ
มีแค่ตัว กับใจ ใช้สองมือ
พวกท่านคือ หญิงกล้า ผู้ท้าทาย....

ปี ๕๓ ใกล้ผ่าน แม้หวาน-ขม
ทุกข์ระทม เคยมี จงหนีหาย
คุณความดี ที่งามเด่น เป็นประกาย
จงนำสู่ จุดมุ่งหมาย ที่ปลายทาง....

ขอบคุณครับ....ดอกไม้เหล็ก


การ์ตูนเซีย ให้พื้นที่หน้า ๓ ในการสรุปข่าว
ไว้พบกันในวันต่อๆ ไปครับ


๓ บลา / ๒๙ ธ.ค.๕๓

เรื่อยเจื้อย

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ





จะสิ้นปีเก่า สัจธรรมประกาศของคนสำคัญ จำเป็นอย่างยิ่งในปีใหม่และตลอดไป
สำหรับความอยู่รอดของส่วนรวม

กูรูทางการเมืองจำนวนหนึ่งนำเสนอว่า ทำไมไม่ประกาศยุบสภาก่อนเปิดสภา

ไม่มีเหตุ การเมืองก็หา เหตุได้ ล่อมันซะกลางเดือนมกราคมก็ได้

เปิดสภา ฝ่ายค้านก็ต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ คือจำเลยคนแรก

นายกฯ กระไทนี้ เกล็ดหนานัก
หรือ ฝ่ายค้านจึงขอดไม่เข้า?


หรือการเอ่ยถึงการยุบสภา เป็นการแอบอ้างให้อยู่ได้ไปวันๆ
โยนหินถามทาง พร่าเวลาเป็นอาหารปาก
เพิ่มคะแนนเสียงยามอำนาจรัฐเป็นบวก สรุปเนื้อๆ ก็คือ
ขออยู่เสวยอำนาจรัฐให้นานที่สุด

เพราะหลุดแล้วหลุดเลย?

เผลอไปเรื่อยเดี๋ยวก็ถึงเวลาตามวาระ

ห้วงนี้ หาเสียงเพื่อจะกลับมาไปพลางๆ

ประชาวิวัฒน์ เป็นหนึ่งในการโกยเสียงจากคนชั้นล่างแน่หรือ

เสี้ยมคนจนให้เป็นหนี้ ตำราเศรษฐศาสตร์ฉบับไหน?

สร้างงาน
สร้างความสุจริต
สร้างความขยันขันแข็งของโครงการอันเป็นรูปธรรมในประเทศ ในทวีป อาทิ
รถไฟระหว่างทิศ ขนส่งมวลชน ขุดคอคอด
กำหนดพืชพันธุ์การเกษตรมั่นคงผ่านระบบน้ำที่มีการบริหารจัดการ

แก้ปัญหาจนยากได้ดีกว่าหรือไม่

ยาเสพติดที่เพิ่งประกาศเอาจริง ทำไมไม่ประกาศก่อนหน้านี้
ปล่อยให้โจรพัฒนาเหนืออำนาจรัฐได้อย่างไร

3 จังหวัดภาคใต้จะเอาจริงอย่างไรต่อ

หรือการเชิดชูทหารเปลือกหอย กับทิ้งตำรวจ
ให้ตายซากทุกเรื่องเป็นนโยบายของรัฐ


การเมืองคืออำนาจและผลประโยชน์
เฉพาะหน้า เฉพาะกลุ่ม เป็นความเลวร้ายที่สุดของมนุษย์ผู้คงแก่เรียน

ลองคืนอำนาจให้ประชาชนจริงๆ
เฉลี่ยผลประโยชน์ให้ชนทุกหมู่เหล่า การเมืองปัจจุบันก็มีอนาคต

ขาดสัจธรรมประกาศ พลิกประวัติศาสตร์ดู

แกนนำอำนาจเช่นนี้ บริหารจัดการทุกงานถั่วๆ แบบนี้
เคยกลับมาทำต่อเนื่องติดกันได้กระนั้นหรือ?

โอกาสรัฐประหาร โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa




เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง โอกาสรัฐประหาร

โดย กาหลิบ



มีผู้คนที่วิตกกังวลถามเสมอว่าจะเกิดการยึดอำนาจในเมืองไทย แบบที่เรียกว่า
รัฐประหารกันอีกหรือไม่ในเร็ววันนี้


สังเกตจากสีหน้าท่าทางของผู้ถาม ยากที่จะบอกว่า

ถามเพราะอยากให้เกิดหรือกลัวว่าจะเกิดขึ้นกันแน่

เอาเป็นว่ามวลชนจำนวนไม่น้อยยังคงคิดว่าการรัฐประหารโดยฝ่ายเขา
(ฝ่ายประชาธิปไตยขาดเครื่องมืออันจำเป็นที่จะทำในขณะนี้)
จะทำให้สมการการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง
และอย่างน่ากังวลห่วงใย
จนอาจทำให้เกิดสภาพที่คาดเดาไม่ได้อีกต่อไปว่าอะไรจะตามมาในฐานะผลกระทบ


มาลองวิเคราะห์กันสักหน่อยเป็นไร


อำนาจด้านกายภาพของการรัฐประหาร
อยู่ในมือของผู้บัญชาการทหารบกเป็นส่วนใหญ่
เพราะองค์ประกอบอันจำเป็นต่อการรัฐประหารจนกระทั่งทุกวันนี้ คือ
กำลังทหารราบและยุทโธปกรณ์ทางบกมากกว่าอย่างอื่น
ศักยภาพในการยึดเมืองของกองทัพบกจึงสูงกว่า
กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตำรวจ
และแม้กระทั่งหน่วยทหารพิเศษ อย่างเทียบกันมิได้
ยิ่งทหารในหน่วยสงครามพิเศษของไทยขึ้นอยู่กับกองทัพบกอย่างนี้ด้วยแล้ว
ก็ไม่ต้องสงสัยว่าหน่วยงานอื่นๆ จะยึดอำนาจรัฐได้ด้วยกำลัง


แต่ปัญหาคือความอยู่รอดหลังการรัฐประหารนั่นเอง
โดยเฉพาะเมื่อเอา “ชนะ” ได้ด้วยกำลัง
จนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้สำเร็จสมดังเจตนา
ผู้บัญชาการทหารบกคนที่เข้ายึดอำนาจจะอยู่รอดเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้หรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้ว

อย่างกรณี พลเอกสุจินดา คราประยูร
ที่ยึดอำนาจได้อย่างราบคาบด้วยอำนาจของผู้บัญชาการทหารบก
แต่ร่วงจากอำนาจเมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เมื่อมีอำนาจที่เหนือกว่า สูงกว่า มากระชากพรมใต้เท้าออกอย่างฉับพลันทันที
จนพ่ายแพ้อย่างชนิดเอาตัวแทบไม่รอด

หรืออย่าง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่ยึดอำนาจแล้วก็รีบโกยเงินสร้างความมั่งคั่ง
แล้วหาบันไดลงด้วยการตั้งพรรคการเมืองมารองรับ
และสร้างอำนาจต่อรองน้อยๆ ของตนขึ้นมา
ทั้งที่เคยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเอาไว้แล้วทั้งเมือง
ไม่น่าจะจำเป็นต้องอยู่ในสภาพดิ้นรนเอาตัวรอดเลย

เรื่องเหล่านี้ย้ำความเข้าใจว่า
อำนาจในการรัฐประหารเมืองไทยไม่ได้อยู่ในมือผู้บัญชาการทหารบกอย่างที่รับเชื่อกันต่อมาเลย
ผู้บัญชาการทหารเป็นเพียงหัวหน้าชุดปฏิบัติการเท่านั้น
อำนาจล้นฟ้าที่สามารถบิดผันเจตนาของมวลชนประชาธิปไตย
ได้ทั้งประเทศเป็นอำนาจที่เหนือกว่าผู้บัญชาการทหารบก


ซึ่งเป็นอำนาจเหนือระบบ และเป็นอำนาจในระดับระบอบ


คำถามต่อโอกาสในการรัฐประหารจึงต้องตั้งกับคนบางคนที่มีอำนาจในระดับนั้น
ซึ่งเราพอคาดเดาคำตอบกันได้ว่า ขึ้นอยู่กับความคิดและความเชื่อของเขาคนนั้น
ข้อพิจารณาคือ เขาและครอบครัวจะอยู่รอดปลอดภัย
จากการรุกคืบเข้ามาของฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่
ถ้ารู้สึกว่า ไม่ได้ หรือ ไม่พร้อมเสี่ยง เขาก็จะกดปุ่มรัฐประหารในทันทีโดยไม่รั้งรอ


เพราะฉะนั้น บวกความล่มสลายของการปรองดองสมานฉันท์
ปฏิกิริยาของมวลชนส่วนใหญ่ขึ้นทุกทีต่อคณะบุคคล
ที่เคยเป็นที่สถิตของความดีและความงาม
เข้ากับความอมตะ (ไม่ตาย) ของขบวนประชาธิปไตย
ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาว่า
สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับชนชั้นนำในเมืองไทย


ล้วนชี้ไปสู่การตัดสินใจสั่งรัฐประหารทั้งนั้น


ใครถามตื้นๆ ง่ายๆ ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ เป็นของเขา
เหตุใดเขาจึงจะสั่งทำลายลงเสียเล่า
น่าจะถนอมรักษาไว้เป็นข้าช่วงใช้ทางการเมืองมิใช่หรือ?


ก็ตอบได้ทันทีว่า
การรัฐประหารแต่ละครั้งมิได้เกิดขึ้นเพื่อทำลายรัฐบาลเพียงชุดเดียวหรือคณะเดียว
แต่เป็นการล้างไพ่ทั้งระบบแล้วสอดใส่ระบบใหม่เข้าไป
เพื่อรักษาระบอบใหญ่ไว้ต่างหาก คนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เป็นพวกตนนั้น
ก็ค่อยหาตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นบำเหน็จรางวัลตอบแทนกันไป
เหมือนนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐


วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่ประมาทและระลึกอยู่เสมอว่า
เกิดรัฐประหารแล้วเราต้องทำสิ่งใดบ้าง

ซึ่งอาจเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของขบวนประชาธิปไตยไทย.



http://democracy100percent.blogspot.com/2010/12/blog-post_28.html

แดงแท้...เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

ที่มา Thai E-News


ที่มา เฟซบุ๊คของอานนท์ นำภา ทนายความนักโทษคดีการเมือง

ภาพของนายไมตรี จำเลยคดีเผาศาลากลางที่ส่งความรักมายังคนเสื้อแดงทุกคน

เขาถือเป็น "แดงแท้" เลยทีเดียว

ประเภททางบ้านจับเป็ด-ไก่ ขายหาค่ารถมาชุมนุมในกรุงเทพฯ
และกลับไปร่วมชุมนุมที่มุกดาหาร

" ผมไม่ได้ทำความผิด แม่ไม่ต้องอายใคร
เราจนก็หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ขอใครกิน
ไม่อยากให้แม่ซื้อของมาให้ดอก อยากให้แม่เก็บเงินไว้ไปหาหมอ"
เขาบอกแม่เขาทุกครั้งที่ไปเยี่ยม
ก่อนออกจากเรือนจำ เขาย้ำกับผมคำนึงซึ่งอยากเล่าให้เสื้อแดงทุกคนฟัง

"ผมยินดีติดคุก หากอภิสิทธิ์มาติดคุกด้วย!"

ปัจจุบัน จำเลยทั้ง ๑๙ คนยังรอหลักทรัพย์สำหรับประกันตัว

หมายเหตุ : พี่ไมตรียินดีให้เผยแพร่ภาพด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ
***********

เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง





เอ้กอีเอ้ก สว่างแล้ว แก้วไก่ขัน

ดวงตะวัน ยิ้มแฉ่ง สีแดงฉาน

หมู่หมอกเหม่อ เออออ ล้อลำธาร

หยาดน้ำค้าง ค้างบ้าน จนลืมไพร


ควักข้าวเหนียว ใส่ห่อ ไปรอรับ

หวังลูกกลับ สู่บ้าน มาอยู่ไกล้

เจ็ดเดือนย่าง ต่างรู้ ต้องอยู่ไกล

แต่เทียวไป เยี่ยมเล่น ไม่เว้นวัน


เมื่อใดความ ขัดแย้ง ไม่แยกแยะ

เมื่อนั้นแพะ ก็พา กันขาสั่น

เมื่อใดช้าง ต่างชน ชิงประชัน

แลเมื่อนั้น หญ้าแพรก ก็แหลกราน


ร่างผอมโซ โซ่ตรวน ล่ามส่วนขา

เดินออกจาก รถมา ศาลาศาล

ผู้คุมสวม บทบาท ราชการ

ตะโกนไล่ ชาวบ้าน อย่าจอแจ !


ปาดน้ำตา ต่างยิ้ม ให้ลูกชาย

ลูกโบกมือ บ๋ายบาย ยิ้มให้แม่

ชะเง้อตาม สองตา เจ้าต่างแล

เชื่อมรักแท้ แม่ลูก ที่ผูกพัน


ผิดใดหนอ บักหำน้อย แม่คอยถาม

จึงถูกล่าม โซ่ขึง ตรึงไว้นั่น

ขาก็ขา น้อยน้อย เพียงแค่นั้น

จะทนดั้น เดินย่าง ได้อย่างไร


เสียงตะโกน “ลุกขึ้น” ทะมึนสั่ง

ศาลออกนั่ง บัลลังก์ ฟังปราศรัย

อัยการ อ่านเกมส์ เค็มน้ำใจ

ทนายให้ สารภาพ อย่าสู้เลย


เสียงตะโกน แต่ไกล “ผมไม่ผิด”

ศาลสั่ง “เงียบสักนิด ฟังเฉยเฉย ! ”

แล้วยิ้มเยาะ เคาะไม้ สะบายสะเบย

บอกเปรยเปรย มีคำสั่ง ถูกขังลืม


ชนชั้นนำ กำหนด กฎอุบาทว์

เหยียบหัวราษฎร์ ปรองดอง กันดูดดื่ม

ชนชั้นต่ำ เงินสิบ ต้องหยิบยืม

รอ “นาย” ปลื้ม เมื่อไหร่ ให้ประกัน


โรงละคร เล่นครบ เหมือนจบข่าว

กำหมัดชื้น ขื่นคาว คนขบขัน

“พวกเผาบ้าน เผาเมือง ประหารมัน"

คนดีลั่น พวกใจสัตว์ ต้องจัดการ !


เสียงระโยง ระยาง ครางกับพื้น

กลบเสียงปืน ราชประสงค์ ไว้ตรงศาล

คนเสื้อแดง ถูกตราหน้า ว่าสามานย์

คนสั่งด้าน หัวร่อ บนหอทอง


เกาะลูกกรง คงยืน มองลูกชาย

เป็นภาพชิน ชาคล้าย ไม่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ คนชนะ จะปรองดอง

ชาวบ้านต้อง ร้องไห้ อยู่ฮือฮือ


ภาพของหญิง ชรา ตำตาศาล

เหมือนกฎหมาย ตายด้าน แต่หนังสือ

ผู้มักใหญ่ ใช้เชื่อง เป็นเครื่องมือ

เพื่อแย้งยื้อ ชอบธรรม เถื่อนอำพราง


จึงกฎหมาย กลายหมด แล้วกฎหมาย

เกิดกฎหมา มักง่าย มาสะสาง

เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

เลือกระหว่าง ก้มค้อม หรือยอมตาย


ประวัติศาสตร์ ต้องใช้ ชีวิตเขียน

หมุนกงเกวียน แห่งสมัย ไม่ขาดสาย

ชักธงแดง แกร่งกล้า ขึ้นท้าทาย

เถิดสหาย ปฏิวัติ โค่นรัฐโจร !


ผมรู้สึกเจ็บร้าวทุกครั้งที่เห็นชาวบ้านแก่ๆ มายืนคอยทาง

ดูลูกชายขึ้นศาล และยิ่งเขามาถามว่า "ลูกแม่สิได้ออกมื้อได๋"

มันยิ่งจุกจนพูดไม่ออกทุกที หรือนี้เราเดินมาสุดทางแล้วจริงๆ


อานนท์ นำภา ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓

Tuesday, December 28, 2010

กองทัพกับการเมืองไทย 1

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



เวลานี้มีการอภิปรายถกเถียงในเว็บไซต์ต่างประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งสนใจศึกษาประเทศไทยโดยเฉพาะว่า กองทัพไทยเป็นปัจจัยสำคัญสุดทางการเมืองใช่หรือไม่ หรือกองทัพเป็นเพียงเครื่องมือของอำนาจนอกระบบในการแทรกแซงจัดการทางการเมืองเท่านั้น

คิดอีกทีข้อถกเถียงนี้ก็ประหลาดนะครับ กองทัพในประเทศอุษาคเนย์ทุกประเทศล้วนมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่งทั้งนั้น จนกลายเป็นหัวข้อศึกษาที่นักวิชาการเฝ้าศึกษาวิเคราะห์มานาน และมักจะวิเคราะห์กันเหมือนว่ากองทัพเป็นตัวละครอิสระ โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับอำนาจอื่นๆ ที่มีอยู่ในสังคมเลย

ครั้นมาถึงตอนนี้ การเมืองไทยมักถูกวิเคราะห์ในแนวว่ามีอำนาจนอกระบบ, มือที่มองไม่เห็น, หรือเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นปัจจัยชี้ขาด จนกระทั่งบางทีก็ลืมกองทัพไปเลย

ผมคิดว่า ความจริงคงอยู่ระหว่างสุดโต่งสองด้านนี้ กล่าวคือกองทัพเป็นตัวละครหนึ่ง ซึ่งมีผลประโยชน์, ความต้องการ, ความใฝ่ฝัน ฯลฯ ที่เป็นของตัวเอง แต่ตัวละครตัวเดียวนี้ไม่สามารถปฏิบัติการทางการเมืองแต่ลำพังได้ ต้องเชื่อมโยงกับอำนาจอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในระบบ, นอกระบบ, และปริ่มๆ ระบบ อีกทั้งที่เข้าไปเชื่อมโยงก็ไม่ใช่เพราะกองทัพตัดสินใจได้เองเพียงอย่างเดียว หากเชื่อมโยงเพราะสถานการณ์ชักจูงไปก็ไม่น้อย เหมือนตัวละครในการเมืองไทยอื่นๆ แหละครับ

แต่ก่อนจะพูดถึงพันธมิตรหรือเครือข่ายของกองทัพ ผมคิดว่ามาเริ่มต้นกับผลประโยชน์ของกองทัพในการเข้าไปมีบทบาทและอำนาจกำกับ (ระดับหนึ่ง) ในการเมืองไทยกันเสียก่อน

ผลประโยชน์ในที่นี้ ผมจะไม่รวมผลประโยชน์ทางอุดมการณ์ เช่น ทหารถูกทำให้เชื่อว่าตนมีหน้าที่ปกป้องราชบัลลังก์ และผดุงความเป็นชาติไทยเอาไว้ และผมไม่นับการที่นายพลได้กินสินบนในการสั่งซื้ออาวุธและอื่นๆ ว่าเป็นผลประโยชน์ของกองทัพ

เท่าที่ผมนึกออก ผมคิดว่ากองทัพได้รับผลประโยชน์จากการเข้าไปมีอำนาจและบทบาททางการเมืองไทยดังนี้

อันแรกคืองบประมาณ เป็นหลักประกันว่ากองทัพจะได้งบประมาณจำนวนมาก ในช่วงสี่ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน งบประมาณกองทัพพุ่งขึ้นตลอดมา จนกระทั่งในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบงบประมาณทหารต่อจีดีพีแล้ว งบประมาณทหารไทยดูเหมือนจะอยู่สูงสุดในประเทศอาเซียนด้วยกัน (และแน่นอนว่าสูงกว่าประเทศอียูทั้งมวล)

แน่นอน ส่วนหนึ่งของงบฯนี้ ถูกแบ่งไปซื้อเรือเหาะที่เหาะไม่ได้ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่ใช้อคติเป็นพลังงาน รถถังที่ไม่มีเครื่อง ฯลฯ แต่ที่ผมอยากพูดถึงมากกว่าก็คือ ทหารก็เหมือนข้าราชการอื่นๆ กล่าวคืออยากจะพิสูจน์ความชอบธรรมของหน่วยตนเอง ด้วยการแสดงสมรรถนะให้สังคมยอมรับ กองทัพเลือกการมีอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ทันสมัยเป็นเครื่องหมายแห่งสมรรถนะ (จะถูกหรือผิดคงเถียงกันได้)

ยิ่งกว่าหน่วยราชการทั่วไปด้วย กองทัพจะพิสูจน์ความชอบธรรมของการมีอยู่ของตนได้น้อยลง เพราะโลกข้างหน้าเท่าที่จะพอมองเห็นได้ คงไม่มีสงครามใหญ่กระทบมาถึงไทย นับวันภารกิจของกองทัพต้องหันมาสู่กิจการภายในมากขึ้น นับตั้งแต่ปราบยาเสพติด, ปราบจลาจล, ช่วยน้ำท่วม และสวนสนาม ฉะนั้นการป้องกันงบประมาณกลาโหมจะยิ่งยากขึ้น อย่าพูดถึงของบฯเพิ่มเลย แม้แต่จะรักษางบฯเก่าให้คงเดิมก็ยากแล้ว

การแผ่รังสีอำมหิตเข้าครอบงำการเมืองจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะประกันว่างบประมาณทหารจะเพิ่มขึ้นตามลำดับตลอดไป

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงการประกอบภารกิจภายในบางอย่าง ต้องการอำนาจทั้งในกฎหมายและเหนือกฎหมาย เพื่อปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงได้ง่ายด้วย เช่น ผลักดันชนกลุ่มน้อยจากประเทศเพื่อนบ้านกลับ, ปราบยาเสพติด, ปราบจลาจล และแหะๆ ยึดอำนาจ

ผลประโยชน์อย่างที่สองคือทรัพยากร อย่านึกว่ากองทัพไทยมีแต่ปืนและเครื่องแบบ ที่จริงแล้วกองทัพครอบครองทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งมีมูลค่าทางธุรกิจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญสองอย่างคือที่ดินและคลื่นความถี่ ทรัพยากรเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจทางการเมืองที่กองทัพมีอยู่ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ หากทหารไม่มีอำนาจทางการเมืองอยู่เลย ระเบียบอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ที่รัฐเพิ่งเสนอ ก็คงริบเอาคลื่นความถี่ด้าน "ความมั่นคง" ทั้งหมด กลับมาให้คณะกรรมการพิจารณา ไม่ใช่สงวนไว้นอกอำนาจของ กสทช.หน้าตาเฉยอย่างนี้

ที่ดินซึ่งหวงห้ามไว้ในราชอาณาจักรอีกจำนวนมหึมา สมัยที่หวงห้ามยังเป็นป่าเขาที่ห่างไกล แต่บัดนี้กลายเป็นพื้นที่ใกล้หรือในเมือง เพราะการขยายตัวของพื้นที่เมืองในประเทศไทย ย่อมเป็นแหล่งรายได้ทางธุรกิจมหาศาล ไม่พูดถึงการหาประโยชน์เข้ากระเป๋าของนายทหาร หากกองทัพนำมาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ กองทัพก็จะมีเงินรายได้นอกงบประมาณไว้ใช้สอยอีกจำนวนมหึมา (มากกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสียอีก)

แม้ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายพลคนใด แต่เป็นสมบัติของกองทัพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ฉะนั้นถึงอย่างไรก็ต้องรักษาเอาไว้ จะรักษาไว้ได้ก็ต้องควบคุมการเมืองในระดับหนึ่ง เช่น อย่าให้มีใครกล้าออกกฎหมายที่ดินซึ่งจะทำให้กองทัพสูญเสียทรัพยากรที่ดินในครอบครองไป

ผลประโยชน์อย่างที่สามคือโอกาสทางธุรกิจของนายทหาร เพราะอำนาจของกองทัพในการเมืองนี่เอง ธุรกิจจึงนิยมใช้ประโยชน์จากเส้นสายของนายทหารนอกราชการ ทหารเกษียณหลายคนได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ หรือที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ยังไม่พูดถึงรัฐวิสาหกิจ อย่ามองเรื่องนี้เพียงผลประโยชน์ของนายทหารบางคนเท่านั้น นั่นก็ใช่แน่

แต่หากมองว่าระบบบำนาญของกองทัพนั้น มีหลักประกันด้านสวัสดิการที่เหนือกว่าข้าราชการทั่วไป เป็นระบบสวัสดิการของกองทัพซึ่งจะรักษาไว้ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ ก็ต้องมีอำนาจในการเมือง

อีกเรื่องที่ผมอยากพูดถึงไว้ด้วยก็คือเรื่องของ redistribution หรือการกระจายทรัพย์สมบัติกลับสู่บุคลากรในกองทัพ

ทหารไทยมีประเพณีของ redistribution สูง นับตั้งแต่เลี้ยงเหล้าไอ้เณร ไปจนถึงแบ่งทรัพยากรของกองทัพให้ลูกน้องที่อยู่ในสังกัดของตนได้ดูแล (และบริโภค) เพราะเราจัดความสัมพันธ์ภายในกองทัพในลักษณะนาย-ไพร่ของกองทัพโบราณ เมื่อยึดทรัพย์จับเชลยมาได้ ก็แบ่งปันกันในหมู่ไพร่ในสังกัด ฉะนั้นต้องเข้าใจด้วยว่าผลประโยชน์ที่กองทัพมี หรือที่นายทหารเม้มใส่กระเป๋าของตนนั้น อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งถูกจำหน่ายจ่ายแจกไปในกองทัพ-ในรูปต่างๆ-อยู่พอสมควร

ภารกิจที่จะต้องมีอำนาจเหนือการเมือง จึงเป็นภารกิจที่บุคลากรในกองทัพยอมรับได้ว่าเป็นภารกิจร่วมกันของกองทัพ

จะมีอำนาจเหนือการเมืองได้ ก็ต้องเป็นตัวละครอิสระทางการเมือง กล่าวคือมีความต้องการและทิศทางของตนเอง จะเป็นอย่างนั้นก็ต้องรักษาอิสรภาพของตนไว้ให้ได้ นี่คือเหตุผลที่กองทัพไม่ไว้ใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเผลอเมื่อไรก็มักจะแทรกเข้ามาลดอิสรภาพของกองทัพเสมอ ผบ.กองทัพนั้น กองทัพอยากเป็นคนเลือกเอง เพราะ ผบ.ที่เป็นอิสระเท่านั้น ที่จะไม่นำกองทัพไปเป็นเครื่องมือของใคร (อย่างไม่มีข้อแลกเปลี่ยนเลย)

แต่อำนาจของกองทัพเหนือการเมืองนั้น ไม่ได้มาจากรถถัง, ทหารป่าหวาย, หรือปืนยิงเร็ว ฯลฯ นั่นก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ กองทัพจะยึดอำนาจหรือรักษาอำนาจของตนในการเมืองไว้ได้ ก็เพราะกองทัพได้รับความเห็นชอบจากส่วนอื่นๆ ที่มีพลังในสังคม

เมื่อตอนที่กองทัพทำรัฐประหารสำเร็จ นายแบงก์และนายทุนธุรกิจพากันหิ้วกระเช้าไปแสดงความยินดีกับหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่จริงแล้วเขาพากันไปแสดงความยินดีกับตนเองไปพร้อมกันด้วย

เพราะการยึดอำนาจครั้งนั้นเขาเห็นชอบ และบางครั้งถึงกับเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินอยู่เบื้องหลังบางส่วนด้วยซ้ำ

ฉะนั้น เราจึงจะเข้าใจบทบาททางการเมืองของกองทัพได้ ก็โดยการดูความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกองทัพกับ "พันธมิตร" เหล่านี้ และที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้อยู่คงที่ แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา เพราะ "พันธมิตร" ก็ต้องการเป็นตัวละครอิสระในทางการเมืองเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนข้างเปลี่ยนสี เปลี่ยนจุดเน้นแห่งพันธะ และเปลี่ยนการดำเนินการทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา อันเป็นผลกระทบไปถึงการเมืองภายในของกองทัพเองด้วย และแน่นอนย่อมมีผลให้เกิดพลวัตที่แฝงอยู่ในการเมืองไทย

กลุ่มที่เข้ามามีบทบาทบนพื้นที่ทางการเมืองไทย นับจาก 14 ตุลาเป็นต้นมา มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (รวมทั้งเพิ่มเข้ามาใหม่อย่างไม่หยุดหย่อนด้วย) ทำให้อำนาจดิบของกองทัพยิ่งไร้ประสิทธิภาพมากขึ้น การล่มสลายของคณะ รสช.ในเดือนพฤษภาคม 2535 พิสูจน์ว่าอำนาจดิบอย่างเดียวใช้คุมการเมืองไม่ได้ กองทัพเหลียวมองข้างหลังแล้วพบว่า "พันธมิตร" ของตนส่วนใหญ่เผ่นป่าราบไปแล้ว บางส่วนถึงไม่ได้เผ่น ก็เริ่มแทงกั๊ก คือผลักภาระให้กองทัพรับผิดชอบไปแต่ผู้เดียว

ยิ่งย้อนกลับไปถึง 14 ตุลา ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า บางส่วนของ "พันธมิตร" ลอบแทงข้างหลังกองทัพมาแต่ต้น เป็นผลให้เกิดความแตกแยกภายในกองทัพอย่างหนัก แต่พัฒนาการทางการเมืองหลังจากนั้น กลับดึงให้ "พันธมิตร" บางกลุ่มต้องหันกลับมาร่วมมือกับบางส่วนของกองทัพ เพื่อผดุงอำนาจต่อรองของตนในการเมืองเอาไว้

ฉะนั้น ที่ผมเรียกว่า "พันธมิตร" ของกองทัพนั้น ไม่สู้จะถูกต้องนัก เพราะกลุ่มเหล่านี้อาจจับมือกับกองทัพในบางสถานการณ์ และหันหลังให้กองทัพในอีกสถานการณ์หนึ่งได้ ที่ถูกต้องกว่าก็คือกลุ่มคนเหล่านี้เป็น "หุ้นส่วน" ในการเมืองไทย ร่วมหุ้นกันบ้าง ถอนหุ้นกันบ้าง แล้วแต่จังหวะไหนจะทำกำไรได้มากกว่า

ในตอนหน้า ผมจะพูดถึงเรื่องนี้

สื่อทำเนียบตั้งฉายา "รบ.รอดฉุกเฉิน" ให้นายกฯเป็น "ซีมาร์คโลชั่น" ชวรัตน์ได้ "เสืออิ่ม สิงห์โอด"

ที่มา มติชน

สื่อทำเนียบตั้งฉายา "รบ.รอดฉุกเฉิน" ให้นายกฯเป็น "ซีมาร์คโลชั่น" "ชวรัตน์"ได้ "เสืออิ่ม สิงห์โอด" สนั่น "รองนายกรัฐมนตรี : ลิ้นชาละวัน "กรณ์ จาติกวณิช" ฉายา โย่งคาเฟ่

หมายเหตุ : การตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปีของผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล จากประสบการณ์การทำงานที่ปรากฏต่อสื่อสาธารณะ โดยมิได้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มาจากมติส่วนรวมของสื่อมวลชน โดยในปีนี้ ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลได้ประชุม และมีมติให้ตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2553 ดังนี้


@ ฉายารัฐบาล : รัฐบาลรอดฉุกเฉิน


ตลอดปี 2553 รัฐบาลต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตภัยธรรมชาติ วิกฤตการเมืองทั้งในและนอกสภา เกิดความขัดแย้งและแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคม จนต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในหลายพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ จนทุกฝ่ายมองว่ารัฐบาลไม่น่าจะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ แต่สุดท้ายรอดจากวิกฤตต่างๆ รวมทั้งรอดพ้นจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

@ ฉายา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี : ซีมาร์คโลชั่น


สังคมคาดหวังว่านายกฯจะเข้ามาแก้ไขปัญหาและรักษาอาการของประเทศได้ แต่ผลการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ ยังทำได้ผลเพียงการบรรเทาโรค เปรียบเสมือนการใช้ "ซีม่าโลชั่น" ทาแก้คันเท่านั้น


@ ฉายา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี : ทศกัณฐ์กรำศึก


เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในทุกเรื่อง เปรียบเหมือนทศกัณฐ์ที่มีหลายหน้า อาทิ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แม่บ้านพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาล บิดาของนายแทน เทือกสุบรรณ ที่ถูกโจมตีเรื่องการครอบครองที่ดินเขาแพง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้ต้องเผชิญศึกหนักจากรอบด้าน แต่ด้วยความมีประสบการณ์การเมืองสูง รอบจัด จึงเอาตัวรอดจากศึกรอบด้านมาได้ เสมือนทศกัณฐ์ที่ถอดกล่องดวงใจได้ ไม่มีวันสิ้นชีพ


@ ฉายา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี : ลิ้นชาละวัน


ผลงานในตำแหน่งรองนายกฯ ไม่เป็นที่ประจักษ์-เป็นรูปธรรม แต่บทบาทที่เด่นชัดคือการเดินสายเจรจาสร้างความปรองดองกับทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทุกสี รวมทั้งการเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกวิจารณ์ว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี เปรียบเหมือนการใช้ลิ้นจระเข้ที่ไม่มีต่อมรับรส กินอะไรก็ไม่รู้รสชาติ การเจรจาของชาละวัน-สนั่น จึงไม่มีการตอบรับจากทุกฝ่าย


@ ฉายา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : กริ๊ง...สิงสื่อ


บทบาทที่เด่นชัดคือการสั่งการสื่อสำนักต่างๆ ของรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง มักโทรศัพท์สายตรงไปถึงกองบรรณาธิการ-สถานีโทรทัศน์ เพื่อชี้นำและกำหนดทิศทางในการนำเสนอประเด็นข่าว ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ของสื่อดังขึ้น มีชื่อผู้โทร.เข้าเป็น "รมต.สาทิตย์" จะทำให้ทุกสื่อรู้สึกสยองขวัญกับคำสั่งที่สิงสู่ส่งมาตามสาย


@ ฉายา นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง : โย่งคาเฟ่


สำหรับนายกรณ์แสดงออกไม่สมบทบาทขุนคลัง ในหลายกรณี อาทิ การเปิดผับเชียร์ฟุตบอลโลก การแสดงบท พ.ต.ประจักษ์ มหศักดิ์ คู่กับแอฟ-ทักษอร ในละครวนิดา ภาคปลดหนี้ จนถูกวิจารณ์ว่ามีพฤติกรรมที่เน้นสร้างความบันเทิง-เฮฮา มากกว่าบทบาท รมว.คลัง


@ ฉายา นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง : หยากไย่


เปรียบการทำงานว่าเงียบเชียบ ไม่มีผลงานชัดเจน แต่ก็ยังชักใย-เกาะติดอยู่กับฝ่ายรัฐบาลได้ทุกยุค เปรียบเหมือน "หยากไย่" ที่เกาะอยู่ในบ้านเรือน ที่ไม่มีประโยชน์ รอวันถูกปัด-กวาดทิ้ง


@ ฉายา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย : เสืออิ่ม สิงห์โอด


ปรากฏข่าวไม่ชอบมาพากลสารพัดโครงการ มีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ถูกร้องเรียนว่าไม่เป็นธรรมมากที่สุด ทำลายสถิติเรื่องการมีว่าที่ปลัดกระทรวงมากที่สุด จนนักปกครองทุกสีทั้ง สิงห์ดำ-สิงห์แดง-สิงห์ขาวออกมาโอดครวญ เพราะถูก "เสือ" เจ้ากระทรวงขย้ำจนไม่เหลือความเป็น "สิงห์" ขณะที่เสือ-คนรอบตัว รมว.กลับอิ่มหมีพีมันเสพสุข


@ ฉายา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม : ป้อมทะลุเป้า


สร้างผลงานได้ทะลุเป้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกุมอำนาจในฝ่ายความมั่นคง การปฏิบัติการกระชับพื้นที่ชุมนุมย่านราชประสงค์ การขออนุมัติใช้งบฯของกองทัพทั้งงบลับ-งบแจ้งที่ถูกครหาว่าสูงเป็นประวัติการณ์ การได้รับอนุมัติจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากรัฐบาลทุกรูปแบบ ทุกเงื่อนไข ทำให้เป็นปีที่ "ป้อมทะลุทุกเป้า"


@ ฉายา นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร : หัวเทียนบอด-แบน


เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่นายกฯตั้งความหวังเอาไว้มากว่าจะเข้ามาพัฒนาระบบไอทีของประเทศ แต่ต้องผิดหวังแทบทุกเรื่อง ทั้งระบบ 3 จี และสมาร์ทการ์ด ทุกโครงการยังไม่สำเร็จ เหมือนรถที่หัวเทียนบอด แต่รูปธรรมการทำงานกลับเป็นการไล่บี้-สั่งแบนเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้แบนติดดิน โดยเฉพาะการมุ่งแต่สะสางสัญญาสัมปทานของค่ายชินคอร์ป


@ ฉายานางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ : นาง "ฟ้า" สต๊อคลม


เป็นอดีตแอร์โฮสเตสที่ผันตัวมาเล่นการเมือง ก่อนรับบทแม่ค้าในฐานะ รมว.พาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่มีการเปิดประมูลสินค้าเกษตร มักมีปัญหาส่อความไม่ชอบมาพากล จนถูก ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการสอบสวน เมื่อตรวจพบสินค้าเกษตรบางรายการเป็นเพียงสต๊อคลม และสินค้ามีที่มาที่ไปไม่โปร่งใส

@ วาทะแห่งปี 2553 : "ถ้าเลือกตั้งแล้วนองเลือด แล้วผมชนะ ผมไม่เอาหรอก"
เป็นคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์

อนึ่ง ที่ประชุมสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ตัดสิทธิสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในการเข้าร่วมประชุมและเผยแพร่ฉายารัฐบาล เนื่องจากในปี 2552 ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลฉายารัฐบาลประจำปี 2552 พร้อมเบื้องหลัง ก่อนวันเวลาที่กำหนด

"เฉลิม"ประกาศลดบทบาท"ศึกซักฟอก" เปิดทางให้"มิ่งขวัญ"โชว์ฟอร์มให้เต็มที่ พร้อมสนับสนุน

ที่มา มติชน

ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย แนบชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อทดสอบความสามารถก่อนขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้อง เพราะหาก พ.ต.ท.ทักษิณเห็นด้วยและสมาชิกส่วนหนึ่งยอมรับ ตนพร้อมยอมรับ และเท่าที่ทราบคือ พ.ต.ท.ทักษิณได้วางเงื่อนไขสำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเอาไว้ว่า 1.ต้องเป็นคนประนีประนอม 2.เก่งเศรษฐกิจ และ 3.ต้องมีศักยภาพ โดยจะทดลองด้วยการแนบชื่อนายมิ่งขวัญเป็นนายกรัฐมนตรีไปในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เหมือนกับที่เคยแนบชื่อตนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว 2 ครั้งที่แล้ว

"คราวนี้หากนายมิ่งขวัญจะได้ทำหน้าที่แทน ผมพร้อมสนับสนุน และยินดีให้ความร่วมมือ ซึ่งวันนี้นายมิ่งขวัญต้องแสดงบทบาท เหมือนที่ผมเคยแสดงเอาไว้"ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

เมื่อถามว่า ระหว่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กับนายมิ่งขวัญ พรรคควรจะชูใครเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า "พี่จิ๋ว ไม่ต้องไปชูท่านหรอก คนเคยเป็นนายกฯมาแล้ว ถ้าจะเป็นอีกทีหนึ่ง ก็เป็นเรื่องปกติ พี่จิ๋วรอเป็น ไม่ต้องโชว์ ออฟ ฟอส เลย แต่มิ่งขวัญ ต้องโชว์ ออฟ ฟอส อยู่" เมื่อถามว่า นายมิ่งขวัญจะถือธงนำพรรคเพื่อไทยไปจนถึงการเลือกตั้งเลยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า แล้วแต่สมาชิกส่วนใหญ่ ว่าจะสนับสนุนใครอย่างไร

พท.ชู'มิ่งขวัญ'ฝ่าวิกฤตไร้ผู้นำ

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




เตรียมเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยที่ยังไร้หัวขบวนสู้ศึก เริ่มควานหาตัวบุคคลหวังสร้างจุดขาย

ตัวแทนส.ส.แต่ละภาคแท็กทีมบินไปขอไฟเขียวจากนายใหญ่ ถึงดูไบ ผลักดัน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในฐานะท่อน้ำเลี้ยงรายใหม่

การเสนอชื่อนายมิ่งขวัญ ในสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยเกิดความระส่ำระสาย จะเหมาะสมหรือไม่ จะโดดเด่นสู้พรรคอื่นได้หรือไม่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยแต่ละก๊วนมีความเห็น ดังนี้



สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์

ส.ส.เชียงราย กลุ่มพายัพ



บุคลากรของพรรคเพื่อไทยที่มีตอนนี้ ผมยังไม่เห็นว่ามีบุคคลอื่นที่เหมาะสมจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ นอก จากนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

เนื่องจากมีบุคลิกโดดเด่น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่อ่อนด้อย เข้ากับทุกฝ่ายและกลุ่มธุรกิจภายนอกพรรคได้ ประสานได้รอบทิศ เป็นจุดเด่นที่นายมิ่งขวัญ มีอยู่

ส.ส.ในพรรคจำนวนมากก็เห็นตรงกันถึงจุดเด่นดังกล่าว

ส่วนบุคคลภายนอกนั้น อาจมีผู้ใหญ่ของพรรคไปทาบทาม แต่เขาไม่กล้าเข้ามาเพราะเห็นว่าเป็นฝ่ายค้าน การทำงานอาจไม่สะดวก

หากจะแข่งขันกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องการเมือง ยอมรับว่าชั่วโมงบินของนายมิ่งขวัญ อาจจะไม่เท่า

แต่เรามีจุดเด่นในเรื่องความสามัคคี ประนีประนอม ยิ้มแย้มแจ่มใส จุดนี้จะทำให้ปัญหาความแตกแยกในสังคมบรรเทาลงได้บ้าง

ผมยืนยันว่าการที่ส.ส.พรรคเห็นว่าควรสนับสนุนนายมิ่งขวัญ ไม่ใช่เพราะมีการจ่ายท่อน้ำเลี้ยงเพื่อดึงกลุ่มส.ส. อย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นเพราะบุคลิกของนายมิ่งขวัญมากกว่า

ส่วนการตอบรับในพื้นที่อีสานซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค รวมทั้งคนเสื้อแดงนั้น

เชื่อว่าหากเราชูจุดขายในเรื่องภาพเศรษฐกิจว่าจะหาเงินจากที่ไหน ใช้จ่ายอย่างไร ก็ได้ใจคนอีสานมากกว่าไปแข่งขันในมุมการเมือง

สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์

ประชา ประสพดี



อีกทั้งเมื่อพรรคตัดสินใจชูนายมิ่งขวัญ เป็นแคนดิเดต นายกฯ เชื่อว่ากลุ่มเสื้อแดงคงไม่ขัดข้อง หรือต่อต้าน



ประชา ประสพดี

ส.ส.สมุทรปราการ กลุ่มทักษิณ



การที่พรรคเพื่อไทยต้องต่อสู้กับอำนาจทางการเมืองที่มีอยู่มาก จึงหารือกันและเห็นถึงความเหมาะสมในตัวนายมิ่งขวัญ โดยเฉพาะบุคลิกด้านการประนีประ นอม การนำเสนอด้านนโยบายต่างๆ ของพรรค

ที่สำคัญคือนายมิ่งขวัญไม่มีแผลทางการเมือง นักธุรกิจต่างๆ ก็ให้ความนับ ถือ สามารถประสานงานได้สิบทิศ

แต่ยอมรับว่ากระดูกมวยทางการเมืองยังอ่อน และสู้นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้

ผมเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ คงให้โอกาสนายมิ่งขวัญ ได้พิสูจน์ตัวเอง ใช้ความสามารถมาต่อสู้เพื่อให้ชนะใจประชาชน

คาดว่าจะเปิดตัวนายมิ่งขวัญ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ได้ในเดือนม.ค. 2554 เนื่องจากพรรคจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงต้องแนบชื่อของบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดต นายกฯ แข่งกับนายอภิสิทธิ์ ตามที่กฎหมายกำหนด

ฐานเสียงหลักของพรรคอยู่ที่ภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ข้อสังเกตที่ว่านายมิ่งขวัญไม่ลงพื้นที่อาจทำให้เกิดปัญหานั้น เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา

เมื่อถึงจุดหนึ่งคนที่มีวาทศิลป์ดีอย่างนายมิ่งขวัญ จะอภิปรายและโน้มน้าวใจชาวอีสานได้แน่นอน จะได้รู้ว่านายมิ่งขวัญไม่ธรรมดา หากมีพื้นที่และโอกาสให้เขาแสดงออก เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง

สำหรับกระแสเสื้อแดง ไม่น่ามีอะไรขัดแย้ง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ นายมิ่งขวัญจะทนกับกระแสและแท็กติกทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน แม้นายมิ่งขวัญจะไม่ใช่นักการเมือง แต่เชื่อว่ามีคนหนุนคอยช่วยอยู่ข้างหลังแน่นอน

ส่วนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เป็นคนละส่วนกับพรรค แม้จะแยกกันไม่ออก แต่เมื่อถึงเวลาคงพูดคุยกันได้รู้เรื่อง ไม่น่าจะมีปัญหาที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งกัน

นิรมิต สุจารี

พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ





นิรมิต สุจารี

ส.ส.ร้อยเอ็ด กลุ่มอีสานพัฒนา



ส่วนตัวเห็นว่าการกำหนดตัวคนที่จะชูขึ้นเป็นนายกฯ เป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นการเตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องนโยบายและบุคลากร เพราะขณะนี้เราอยู่ในโหมดการเลือกตั้งแล้ว

เมื่อมีคนอย่างนายมิ่งขวัญ ที่ถือว่าเก่งด้านเศรษฐกิจ เป็นนักวางแผน มีลักษณะประนีประนอม รอบรู้เรื่องนโยบาย การบริหารจัดการ เป็นนักประสานงาน ออกมาเสนอตัวก็ถือว่าเหมาะสม

อีกทั้ง นายมิ่งขวัญ ยังเป็นคนใจกว้างกับส.ส. มีการเก็บข้อมูลว่าตัวบุคคลและพื้นที่ต้องการอะไร รวมทั้งให้การดูแลได้ เมื่อสอบถามประชาชนในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ให้การสนับสนุน

ส่วนการเลือกตั้ง ทุกส่วนต้องช่วยกันรณรงค์หาเสียงอยู่แล้ว ไม่ว่าพรรคจะเสนอใครขึ้นเป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ผมว่าหากมีการ ดีเบตระหว่างนายมิ่งขวัญกับนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่แตกต่างกัน นายมิ่งขวัญ ก็เป็นมือเศรษฐกิจ เคยดูแลเรื่องข้าวให้ราคาขึ้นสูง แล้วรู้เรื่องราคาน้ำมันว่าแนวทางเป็นอย่างไร สู้กันได้

สำหรับคนอื่นในพรรค อย่างพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรค ก็เหมาะสมเพราะเคยเป็นนายกฯ มาแล้ว แต่ท่านระบุเองว่าสนับสนุนนายมิ่งขวัญ

หรืออย่างร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรค เป็นคนมีความรู้ความสามารถ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่ๆ จบด๊อกเตอร์ทางกฎหมาย เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าในพรรค

แต่การสนับสนุนนายมิ่งขวัญ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเก่งกว่าใคร เพียงแต่เห็นว่าเหมาะสม

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าจะก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือเลิกพูดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะท่านเป็นคนสำคัญของพรรค

ส.ส.ทุกคนในพรรคเคารพและรับฟังท่านอยู่แล้ว เวลาลงพื้นที่ประชาชนก็ถามหาถึงท่านเหมือนญาติสนิท และถูกพูดถึงมากที่สุดในการปราศรัยหาเสียง แต่ต้องเข้าใจว่าตอนนี้ท่านกลับมาเป็นนายกฯ ไม่ได้

เมื่อเลือกตั้งเสร็จ เราได้เป็นรัฐบาล ผู้ใหญ่ในพรรคจะต้องมีแนวทางนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง อย่างแน่นอน



พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ

ส.ส.ศรีสะเกษ กลุ่มเฉลิม



เรื่องที่จะสนับสนุน นายมิ่งขวัญ เป็นแคนดิเดต นายกฯ หากเป็นจริง พวกผมก็ไม่มีปัญหา

เพราะนายมิ่งขวัญก็ โอเคอยู่ มีความรู้ด้านเศรษฐ กิจอย่างที่คนในรัฐบาลนี้สู้ไม่ได้ เมื่อตอนเป็นรมว. พาณิชย์ ก็ทำให้ราคาข้าวขึ้น อย่างที่รัฐบาลนี้ทำไม่ได้

เพียงแต่ทุกอย่างควรให้คนแดนไกลรับรู้ หากพ.ต.ท. ทักษิณ โอเคแล้ว พวกส.ส.ทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา อย่างส.ส. ศรีสะเกษทั้ง 7 คนก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน

อย่างร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เคยบอกว่าไม่มีปัญหา ไม่ขัดข้อง ท่านบอกว่านายมิ่งขวัญ มีความสามารถ เพียงแต่ต้องแสดงออกหน่อย ต้องแสดงให้เห็นในสภาว่าเป็นผู้นำได้ ตรวจสอบได้

เหมือนคนเป็นพระเอก ต้องออกมาอยู่หน้าฉาก เพียงแต่ตอนนี้คุณมิ่งขวัญยังไม่ได้ออกมา เลยไม่เห็นว่าเป็นอย่างไร มีดอยู่ในฝักจะคมหรือไม่ก็ไม่รู้ ชักออกมาอาจเป็นสนิม หรือชักออกมาอาจเป็นอีโต้ ฟันทีเดียวคอขาดเลยก็ได้

แต่สินค้าที่ดีต้องมีโฆษณา หากไม่โฆษณาเลย คนก็ไม่นิยม อย่างเปิดสภาครั้งหน้า คุณมิ่งขวัญต้องพูดในสภาบ้างไม่ว่าจะเป็นกระทู้หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ

ยืนยันว่าส.ส.ทั้งหมดไม่มีความขัดแย้ง เมื่อข้างล่างสนับสนุน ข้างบนรับรู้แล้วเห็นชอบ พวกเราทุกคนมีวินัย

แม้เวลาแสดงความเห็นจะเป็นไปอย่างเสรี แต่เมื่อลงมติเสร็จแล้วก็จบ

จริงหรือเท็จ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




การทยอยเปิดเอกสารสำนวนคดี 6 ศพวัดปทุมวนารามเป็นระลอกๆ ของคนเสื้อแดง

สร้างความสั่นสะเทือนให้รัฐบาล

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.เอาคืนรัฐบาลที่พยายามเสี้ยมให้คนเสื้อแดงแตกแยกกันเอง

เปิดเอกสารเด็ดที่อ้างว่าคัดลอกมาจากสำนวนการสอบ สวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใน 2 คดีสำคัญ

คดีสังหารหมู่ 6 ศพวัดปทุมฯ เมื่อ 19 พ.ค. และคดีฆ่านักข่าวญี่ปุ่นที่คอกวัวเมื่อ 10 เม.ย.

ความจริงมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้มาระยะหนึ่งแล้ว

แต่หลักฐานล่าสุดที่นำมาเปิดโปงต้องยอมรับว่าเด็ดจริงๆ

มีคำให้การของนายทหารยศพันตรี และลูกน้องชั้นประทวนอีก 7-8 นายที่ให้ปากคำกับพนักงานสอบ สวนดีเอสไอสามารถนำไปเชื่อมโยงกับ 2 คดีสำคัญได้อย่างพอดิบพอดี !

โดยเฉพาะจุดสำคัญบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนาราม

คำให้การระบุว่าใช้ปืนชนิดใด กระสุนขนาดพิเศษแบบไหน และหัวสีอะไร

สอดคล้องกับหลักฐานหัวกระสุนที่ปรากฏอยู่ที่ศพเหยื่อในวัดปทุมฯ

ตรงกันพอดีเปี๊ยบ!

ส่วนคดีสังหารนักข่าวญี่ปุ่น ดีเอสไอก็มีการสอบปากคำพยานหลายปากที่ให้การตรงกันว่า

กระสุนปืนนัดที่เจาะหน้าอกนักข่าวรอยเตอร์ไม่ได้มาจากกลุ่มผู้ชุมนุม

ท้ายสำนวนยังสรุปว่าการเสียชีวิตทั้ง 2 คดี

น่าเชื่อว่าเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ!?

นายจตุพรดูมั่นอกมั่นใจในหลักฐานที่นำออกมาเผยแพร่

ถึงขนาดท้าสาบาน เอาชีวิตเป็นเดิมพันว่าเป็นของจริง

ประกาศพร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง

แถมยังเย้ยหยันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่าเพิ่งรีบยุบสภาหนี

เพราะจะนำเอกสารสำนวนชุดนี้ไปซักฟอกรัฐบาลในสภา

จะได้รู้กันว่าใครผิดใครถูก เอกสารจริงหรือปลอม

ปัญหาหนักอกก็ต้องตกไปอยู่ที่นายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ

และที่ขาดไม่ได้เลยคือนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีคู่บารมีนายกฯ มาร์ค

ถึงกับเต้นผางแถลงขึงขัง

ประกาศดำเนินคดีกับนายจตุพร ระบุนำเอกสารสำนวนเท็จมาให้ร้ายป้ายสีดีเอสไอ

ขู่จะยื่นถอนประกันนายจตุพรอีกรอบ

การแถลงตอบโต้ของนายธาริตก็เท่ากับยืนยันว่าไม่มีการสอบสวน

แล้วใครละ ที่เป็นคนเซ็นอนุมัติในท้ายสำนวนคดี 6 ศพวัดปทุมฯ และนักข่าวญี่ปุ่น!?

จริงๆ แล้ว ความจริง 91 ศพ ทำยังไงก็ปิดไม่มิด

จะพยายามปกปิด บิดเบือน หรือโยนบาปให้คนอื่น

ก็เป็นเพียงแค่ประวิงเวลาเท่านั้น

เพราะท้ายที่สุด "คนสั่งการ" ก็ไม่มีทางปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวได้

'บิ๊กตู่'ร้อนสุดๆ ประดุจน้ำเดือด! 'บิ๊กป๊อก'เย็นยะเยือก เหมือนภูเขาน้ำแข็ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ความเหมือนที่แตกต่างของ 2 ผู้บัญชาการทหารบก



ความเหมือนที่แตกต่าง
ของ 2 ผู้บัญชาการทหารบก
แม้ปรัชญาเมธีทั้งหลายจะพยายามบอกว่า “ตำแหน่ง”เป็นเพียงหัวโขน ที่อย่าได้ไปยึดติดอะไรมากนัก

แต่ในโลกของความเป็นจริง คนจำนวนมากล้วนปรารถนาและไขว่คว้าแสวงหาตำแหน่ง มาสวมไว้บนหัว... เพราะตำแหน่งนั้น มักจะตามมาด้วย “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์” เสมอ

หลายคนทำได้ดีเมื่อมีตำแหน่ง ในขณะที่อีกไม่น้อยถูกตำแหน่งครอบงำ จนหลงทางสะเปะสะปะล่องลอยไปไกลจนกู่ไม่กลับ

แม้แต่หมวกใบเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกันแท้ๆ เมื่อคนเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

อย่างตำแหน่งที่กุมอำนาจกองทัพ เช่น ตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารบก” แค่ในช่วงหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในยุคของ บิ๊กป๊อก – พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กับ บิ๊กตู่ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เป็นผู้บัญชาการทหารบกเหมือนกัน แต่ต่างกันไปคนละฟิวส์เลยก็ว่าได้!!

ในช่วงของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ในช่วงของการแตกต่างทางความคิดของคนที่ใส่เสื้อต่างสีกัน จนกระทั่งนำไปสู่การปราบปรามประชาชน ภายใต้ถ้อยคำสำนวนของศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ว่าเป็น

“การกระชับพื้นที่” และ “ขอคืนพื้นที่”
และตามมาด้วยการสูญเสียชีวิตถึง 91 ศพ และบาดเจ็บระนาวกว่า 2,000 คน... กลายเป็นประเด็นที่ทั้งรัฐบาล และกองทัพยังปวดหัวในการที่จะตอบคำถาม มาจนถึงขณะนี้

ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ เมื่อถูกตั้งคำถามอยู่เรื่อยๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะออกอาการฟิวส์ขาดขึ้นมาดื้อๆ

โดยระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังชี้แจงถึงการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า ศอฉ.จะประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจภายหลัง ครม.ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นประธานฯ

ส่วนการตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ (ศตส.)นั้น เพื่อเป็นการติดตามสถานการณ์ของ กอ.รมน.ซึ่งมีอยู่ในหน่วยต่างๆ เพียงแต่จัดตั้งให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้น เพราะเดิม ศตส.จะดูแลเรื่องภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ แต่ไม่รวมเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย

จึงมีความจำเป็นต้องทำให้สมบูรณ์ และครอบคลุมการทำงาน และบูรณาการหน่วยงานด้านการข่าว รวบรวมการปฏิบัติงานทั้งหมด เชื่อมต่อกับทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง

พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับว่า ศตส. จะมีลักษณะคล้ายกับ ศอ.รส.เพียงแต่ลดระดับลงมาและใช้กฎหมายปกติโดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก ในส่วนของทหารก็จะตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ศตส.ไม่มีอำนาจอะไรพิเศษ

ส่วนผู้ที่จะมาควบคุมดูแล ศตส.ยังไม่มีการหารือกันแต่โดยปกติ กอ.รมน.มีนายกรัฐมนตรี เป็น ผอ.รมน. ซึ่งในส่วนของกองทัพบกจะมี ผบ.ทบ.และ เสธ.ทบ.เกี่ยวข้องด้วย

แต่เมื่อถูกถามว่า การใช้งบประมาณของ ศอฉ.ที่ผ่านมามีจำนวนเท่าใด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า งบประมาณที่ไปพูดกัน เป็นหมื่นเป็นแสนล้านนั้น ไปเอาตัวเลขที่ไหนมาพูด มีเฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ทำงานเท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้น กี่คนก็เอาตัวเลขคูณเข้าไป

ซึ่งก็มีตัวเลขอยู่เท่านั้น จะไปเอาเงินจากไหนมา ไปเอาตัวเลขกันมาจากไหนว่าเ ป็นแสนล้าน ขอไปถามคนพูดว่า แสนล้านหรือหมื่นล้าน ซึ่งเป็นคนแถวนี้ที่พูด

เมื่อยังมีการถามต่อไปว่า สรุปแล้ว ใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ สวนทันทีว่า

“ไม่รู้ ไม่ทราบไปหาตัวเลขกันเอาเอง ผมไม่รู้ เพราะผมไม่ได้สนใจตัวเลขอยู่แล้ว เมื่อได้งบประมาณมา ก็แจกจ่ายให้กับหน่วยไปปฏิบัติงาน แต่ไม่ใช่เป็นหมื่นล้าน แสนล้าน รัฐบาลไม่มีเงินให้ขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันไหน”

แถมยังกระแทกบรรดาสื่อมวลชนที่รุมสัมภาษณ์ ว่า ถ้าอยากให้เจ้าหน้าทำงาน อยากให้บ้านเมืองสงบ เลิกเสียทีกับเรื่องปั้นน้ำเป็นตัว การเขียนเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

เล่นเอาวงแตก เงียบกริบกันหมด อาจจะเพราะไม่ได้คิดไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนว่า จะเจอสวนแรงขนาดนี้

ทำให้หลายๆคน อดคิดถึง นักข่าวสายทหารอย่าง วาสนา นาน่วม เจ้าของสูตร “ลับ ลวง พราง” หรืออดคิดถึง เจ๊ยุ - ยุวดี ธัญญสิริ แห่ง”บางกอกโพสต์” ไม่ได้ว่า หากอยู่ตรงนั้น คงจะช่วยสวนกลับ ให้กับนักข่าวรุ่นน้องได้ เพราะระดับ พล.อ. อย่างเสธ.ยักษ์ พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ยังต้องเกรงใจเจ๊ยุเลย

ที่สำคัญตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ดูเหมือนว่านักข่าวจะแหยงในบารมี และบุคคลิกภาพของบิ๊กตู่กันไปหมด!!!

ผิดกับ บรรดา ผบ.ทบ. คนอื่นๆที่ผ่านมา มักจะถูกตั้งคำถามต้อน จนแทบยืนไม่ติดไปตามๆกัน

วันนี้เลยต้องมาโดนสวนกลับแบบจังๆเข้าให้บ้างแล้ว!!
แต่ตรงนี้คงต้องถือว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของบุคลิกเฉพาะตัว กับอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นที่เพาะบ่มมาในเส้นทางเติบโต

เพราะก่อนหน้านี้ ท่าทีของบิ๊กตู่ ทำให้มีคนไม่น้อยที่พยายามจะเอาไปเทียบเคียงกับ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เจ้าของวลีโด่งดัง “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”โน่นเลย

เมื่อมีมุมมองเช่นนี้เกิดขึ้น จะไม่ให้บิ๊กตู่ กล้าพูด กล้าสวน กล้าแสดงอารมณ์ได้อย่างไร??

ดังนั้นนักข่าวและสังคม คงต้องประเมินให้ดี สำหรับ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน ว่าคงไม่ใช่ประเภทที่ “ยอมใครง่าย”
ซึ่งอาจจะต่างกันลิบกับอดีต ผบ.ทบ.หมาดๆ อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งรายนี้จะนิ่งเงียบ ยิ้มเย็นๆ ขนาดเป็น ผบ.ทบ.อยู่ เป็นหัวหน้าผู้รักษาสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่แท้ๆ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม บริเวณสี่แยกคอกวัว กระทั่งมีคนตายหลายคน ทั้งในส่วนของคนเสื้อแดง และในส่วนของทหาร

โดยที่มีระดับนายทหารอย่าง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล.ร.2 รอ. ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี จากกองกำลังบูรพา ที่เสียชีวิต ในเหตุการณ์ปะทะครั้งนั้นด้วย

จนกลายเป็นปริศนามาจนขณะนี้ ว่าจริงๆแล้วกระสุนปลิดชีพนั้น มาจากฝ่ายไหนกันแน่?!?

แม้จะเป็นเหตุการณ์ครึกโครม แต่ พล.อ.อนุพงษ์ กลับนิ่งเงียบ ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เสียอีกที่ตอนนั้นไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.ด้วยซ้ำ ยังกล้าประกาศชัดเจนว่า

งานนี้จะต้องไม่ตายฟรี จะต้องมีการเอาคืนแน่!!!
ถือเป็น 2 บุคลิกที่แตกต่างกันโดยชัดเจน
บิ๊กป๊อก – พล.อ.อนุพงษ์ นั้น เย็นเยือก ประดุจภูเขาน้ำแข็ง
ในขณะที่ บิ๊กตู่ – พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ร้อนสุดๆ ประดุจน้ำเดือด

เป็น ผบ.ทบ.ที่อยู่ในห้วงสถานการณ์ต่อเนื่องกันแท้ๆ แต่กลับเป็น “ความเหมือนที่แตกต่าง”กันโดยสิ้นเชิง!!

ปัญหาคือสังคมไทย จะชอบแบบไหน... น้ำเดือด หรือ น้ำแข็ง?
ซึ่งจะว่าไปบางครั้ง น้ำเดือดแบบบิ๊กตู่ ยังดูอ่านง่ายกว่า น้ำแข็ง อย่างบิ๊กป๊อก!!

เพราะต้องไม่ลืมว่า เหตุการณ์ตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คนนั้น เป็นเหตุการณ์พฤษภาอำมะหิต ซึ่งอยู่ในช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์ นั่งเป็น ผบ.ทบ. อยู่

พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ที่ถูกตั้งคำถาม ถูกทวงคำตอบ ถูกเรียกร้องให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งกรณีการตาย 91 ศพ กรณีเสียชีวิต 6 ศพ ในวัดปทุมวนารามฯ และกรณีการผลาญงบประมาณจำนวนมากของ ศอฉ.นั้น เพิ่งจะขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมานี้เอง

เพียงแต่บุคคลิกน้ำเดือดของบิ๊กตู่ ที่กล้าพูดกล้าสวนนั้น อาจจะออกมาพูดเร็วตั้งแต่เดือนกันยายน พูดก่อนที่จะรับตำแหน่ง คนก็เลยคิดว่า บิ๊กตู่เป็น ผบ.ทบ.ไปแล้วตอนนั้น

ทั้งๆ ที่จริงแล้ว จนถึงวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งเป็น ผบ.ทบ.ยังไม่เต็ม 3 เดือนดีเลยด้วยซ้ำ!!!

ดังนั้นคนที่ยังคงควรจะต้องเป็นคนตอบสำหรับปริศนาการตาย 91 ศพ ปริศนาว่าทหารเป็นคนยิงกระหน่ำฆ่า 6 ศพ ในวัดปทุมวนารามฯนั้น ควรจะต้องเป็น พล.อ.อนุพงษ์มากกว่า

แม้ว่าวันนี้ พล.อ.อนุพงษ์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ในความรับผิดชอบและความเกี่ยวข้องโดยตรงในขณะนั้น การพ้นจากตำแหน่งไม่น่าจะทำให้การที่จะต้องตอบความจริงเป็นอันสิ้นสุดไปพร้อมกับตำแหน่ง

เพราะคดีการเสียชีวิต 91 ศพนั้น อายุความอายุคดี ไม่ได้จบสิ้นลงด้วยการเกษียณอายุของใคร แต่จะลากยาวต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าความจริงจะปรากฏ

ฉะนั้นระหว่างนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ควรจะใช้เวลาในการเตรียมคำตอบเกี่ยวกับการตายในเหตุการณ์พฤษภาอำมะหิตเอาไว้ให้ดี

การใช้บุคลิกเย็นเยือก เลือกที่จะเงียบ อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ดีเสมอไป โดยเฉพาะกับคดีที่ครึกโครมไปทั่วโลกเช่นนี้

รวมทั้งในหลักทางพุทธศาสนา จิตสำนึกของคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการตายของผู้บริสุทธิ์ ของคนมือเปล่านั้น คงจะคอยปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางดึกกลางดื่นเป็นประจำอย่างแน่นอน

ดังนั้น 2 ผบ.ทบ.ที่เกี่ยวข้องกับ ศอฉ. เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม การกระชับพื้นที่ การทวงคืนพื้นที่ แม้ว่าจะแตกต่างบุคลิกกันก็ตาม แต่แน่นอนว่าคงหนีจากการไขปริศนาคดีนี้ไปไม่พ้นแน่

ก็คงจะได้รู้ว่า ระหว่าง “น้ำเดือด” กับ “ภูเขาน้ำแข็ง” อะไรจะระเหย หรืออะไรจะละลาย ก่อนกัน!!!