WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 30, 2010

'ฮุน เซน'ปัดแก้แค้นไทย เตรียมนำตัว'พนิชกับพวก'ขึ้นศาล

ที่มา ไทยรัฐ



นายกฯกัมพูชา เผยคนไทยทั้ง 7 คนจะถูกนำตัวขึ้นศาลในกรุงพนมเปญวันนี้ (30ธ.ค.)
เมื่อศาลตั้งข้อหาแล้วจะถูกคุมขังในเรือนจำเปรย ซาร์ เชื่อจะไม่กระทบความสัมพันธ์
ยันไม่ได้เป็นการแก้แค้นหรือเอาคืนไทย...

ด้านสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า
สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวระหว่างร่วมประชุมว่า
ด้วยการพัฒนาชนบทของรัฐบาลกัมพูชาในกรุงพนมเปญว่า
กลุ่มคนไทย 7 คน รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ 1 คน คือ
นายพนิช วิกิตเศรษฐ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์
เข้ามาทำการสำรวจรังวัดเขตแดนไทยภายในดินแดนกัมพูชา
ดังนั้น กัมพูชาจึงมีสิทธิ์จับกุมกลุ่มคนไทยเหล่านี้
โดยจะนำตัวจากจังหวัดบันเตีย เมียนเจย ไปยังกรุงพนมเปญเพื่อตั้งข้อหาและคุมขังรอดำเนินคดี

ทั้งหมดจะถูกนำตัวขึ้นศาลในกรุงพนมเปญในวันพฤหัสบดี (30 ธ.ค.) เมื่อศาลตั้งข้อหาแล้ว
จะถูกคุมขังในเรือนจำเปรย ซาร์ นอกจากนี้สมเด็จฮุน เซน หวังด้วยว่า
เหตุการณ์นี้จะไม่กระทบความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา และหวังว่า
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเข้าใจระบบยุติธรรมของกัมพูชา และเสริมว่า
การจับกุมดังกล่าวไม่ใช่เป็นการแก้แค้นเอาคืนประเทศไทยแต่อย่างใด.

ไทยรัฐ รายงาน CNN ยก“เสื้อแดง”ครองแชมป์เหตุการณ์เปลี่ยนโลก!

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai



CNN ยก ม๊อบแดงครองแชมป์เหตุการณ์เปลี่ยนโลก


ฮือฮา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยกกรณีม็อบเสื้อ แดงในไทย เป็นอันดับ 1 สุดยอดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงโลก ซ้ำการส่ง “วิคเตอร์ บูท” ให้สหรัฐฯ ยังติดที่ 16...

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานการจัดอันดับ 20 สุดยอดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงโลกในปี 2553 พบว่า เหตุการณ์ประท้วงของคนเสื้อแดงไทยครองแชมป์ โดยการชุมนุมได้เริ่มต้นจนนำไปสู่การสลายการชุมนุมในอีก 2 เดือนต่อมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 90 คน บาดเจ็บกว่า 1,400 คน และยังขยายการปราบ ปรามอย่างรุนแรงในอีก 7 จังหวัด

นอกจากนี้การส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ชาวรัสเซีย จากไทยไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งเหตุ การณ์ในลำดับที่ 16 เพราะความพยายามอย่างหนักเป็นเวลานานหลายเดือนของรัฐบาลสหรัฐฯที่ต้องการตัว นายบูทจากไทย.


http://www.thairath.co.th/content/oversea/137793

ชำนาญ จันทร์เรือง: Political Marketing - การตลาดการเมือง

ที่มา ประชาไท

ท่ามกลางกระแสประชานิยมอันเชี่ยวกรากที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างก็ช่วงชิงขายสินค้าทางการเมืองของตนเองโดยใช้การตลาดนำ มีการงัดเทคนิคต่างๆ ทั้งที่เป็นการใช้งบส่วนตนและงบประมาณของทางราชการโหมกระหน่ำทุ่มลงไปในตลาดการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชื่อใดก็ตาม อาทิ ประชานิยม อภิมหาประชานิยม ซุปเปอร์ประชานิยม ประชาวิวัฒน์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่แตกต่างกันมากนักเพราะต่างก็เป็น Political Marketing นั่นเอง

Political Marketing นั้นมีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย เช่น Harrop (1990) บอกว่า Political Marketing นั้นมิใช่เป็นเพียงการโฆษณาทางการเมือง หรือการกระจายเสียงของพรรคการเมือง หรือการกล่าวสุนทรพจน์หาเสียงของนักการเมือง แต่ครอบคลุมทุกส่วนในตลาดของการเลือกตั้ง (political marketing as being not just about political advertising, party political broadcasts and electoral speeches but covering the whole area of party positioning in the electoral market).

Kavanagh (1995, 1996) เห็นว่า Political Marketing นั้น คือวิศวกรรมการเลือกตั้ง เช่น การกำหนดยุทธศาสตร์และเครืองมือ เพื่อที่จะแกะรอยและศึกษาความเห็นสาธารณะ (มติมหาชน) ก่อนและระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาการสื่อสารการรณรงค์และประเมินผลกระทบ (political marketing as electioneering, i.e. as a set of strategies and tools to trace and study public opinion before and during an election campaign, to develop campaign communications and to assess their impact. )

กล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายที่สุด Political Marketing ก็คือ “การเมืองที่ใช้การตลาดนำ” (Marketing Orientation in Politics) นั่นเอง ซึ่งก็เหมือนกับการยึดแนวทางการตลาดนำ (Marketing Oriented) ของภาคธุรกิจ เพียงแต่ต่างกันที่เป้าหมาย เพราะการเมืองมิได้มีเป้าหมายเพื่อมุ่งสร้างผลกำไรหรือความมั่งคั่งสูงสุดดังเช่นภาคธุรกิจ เพราะกลุ่มเป้าหมายของการเมืองคือผู้ออกเสียงเลือกตั้ง (Voter) โดยผู้เลือกตั้งจ่ายเป็นคะแนนเสียงแทนเงินเพื่อซื้อ “ความเชื่อในแนวนโยบายและสัญญาต่างๆ ของพรรคการเมืองนั้นๆ” เช่น นโยบายประชานิยมที่ว่าดังกล่าวข้างต้น นั่นเอง

ในส่วนในเรื่องของวิธีปฏิบัติ เครื่องมือ และกลยุทธของ Political Marketing นั้น ก็ไม่แตกต่างจากการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็น Research, Segmentation, Targeting, Positioning, Marketing Strategies, Marketing Program, Implementation and Control ฯลฯ โดยผู้ออกเสียงเลือกตั้งก็คือ ผู้บริโภค (Consumer) ที่เราสามารถใช้ความรู้ทางด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) มาประยุกต์ใช้ได้

ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่าทั้งภาคธุรกิจและพรรคการเมืองต่างก็ต้องอาศัยบุคลากรและเครื่องมือทางการตลาดเพื่อให้ได้ชัยชนะทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ผู้ออกเสียงเลือกตั้งในฐานะที่เป็นผู้ซื้อ “ความเชื่อในแนวนโยบายและสัญญาต่างๆ ของพรรคการเมืองนั้นๆ” โดยการไปหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้น จะได้รับประโยชน์จากการซื้อสินค้านี้มากน้อยเพียงไร และจะมีความมั่นใจขนาดไหนว่านักการเมืองและพรรคการเมืองจะส่งมอบสินค้าหรือบริการทางการเมืองให้แก่ผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้ เพราะในตลาดการเมืองนั้นผู้ออกเสียงเลือกตั้งจะต้องจ่าย “เงิน” ซึ่งในที่นี้ คือ “คะแนนเสียง” ไปก่อน และหวังว่าจะได้รับสินค้าหรือบริการการเมืองในภายหลัง

ในสภาวการณ์เช่นนี้ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ บอกว่า ผู้ซื้อจะต้องเผชิญภาวะความไม่แน่นอนอย่างน้อย 3 ระดับ คือ

ระดับแรก คือ นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ หากนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกตั้งพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ผู้ซื้อย่อมหมดโอกาสที่จะได้รับการส่งมอบสินค้า “บริการการเมือง”

ระดับที่สอง ถึงนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกจะชนะ แต่จะมีโอกาสในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายที่ได้หาเสียงเข้าสู่การปฏิบัติหรือไม่ ถ้าไม่ ผู้ซื้อก็ย่อมหมดโอกาสที่จะได้รับสินค้า “บริการการเมือง” เป็นผลต่างตอบแทน

ระดับที่สาม ถึงแม้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกได้รับเลือกตั้งและได้ร่วมรัฐบาล ประชาชนก็อาจจะต้องเสี่ยงต่อการ “เบี้ยว” สัญญา โดยการไม่ดำเนินตามนโยบายตามที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน

ในทัศนะของรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เห็นว่า ตลาดการเมืองไทย เป็นตลาดที่มิได้มีการแข่งขันสมบูรณ์ (Imperfect Competition) ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 4 ประการ กล่าวคือ

ประการแรก ในตลาดการเมืองไทยยังมีทำนบกีดขวางสินค้าที่ดีมีคุณภาพเข้าสู่ตลาด (Barriers to Entry) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้ที่มิได้อยู่ในชนชั้นนำทางอำนาจ (Power Elite) และผู้ที่ไม่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ทางการเมืองและมิได้จัดระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ทำนบกีดขวางดังกล่าว จะเห็นได้จากตลาดการเมืองไทยต้องมีรายจ่ายในการรณรงค์หาเสียงมาก ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะการรณรงค์ในการหาเสียงเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงรายจ่ายในการซื้อเสียงอีกด้วย การบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง รวมทั้งอิทธิพลของหลักความเชื่อที่ว่า “พรรคใหญ่ดีกว่าพรรคเล็ก”

ประการที่สอง ตลาดการเมืองไทยยังมีการกระจุกตัวของอำนาจการเมือง (Power Concentration) กล่าวคือ อำนาจการเมืองในสังคมไทยมีการกระจุกตัวในฐานะเป็นแหล่งที่มาของทรัพย์สินศฤงคาร ที่สามารถใช้เป็นฐานขยายอำนาจ การสร้างเครือข่ายทางการเมือง รวมตลอดจนการขยายระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ไม่มีความเป็นธรรมในการกระจายรายได้และความไม่เป็นธรรมในการกระจายทรัพย์สิน ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและทางการเมืองย่อมสามารถใช้ฐานะของตนทางการเมืองผลักดันนโยบายในทางที่เกื้อผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ไม่นับรวมการใช้อำนาจในทางฉ้อฉล คอรัปชั่น ซึ่งเป็นลักษณะที่เด่นในตลาดการเมืองไทยในปัจจุบันอีกด้วย

ประการที่สาม ตลาดการเมืองไทยยังขาดความสมบูรณ์ของสารสนเทศทางการเมือง (Political Information Imperfection) กล่าวคือ ประชาชนในฐานะผู้ซื้อโดยการเลือกตั้ง ยังไม่มีหรือยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมือง พรรคการเมือง นโยบายทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้า “บริการการเมือง” นอกจากจะไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแล้ว ประชาชนยังต้องเผชิญหน้ากับการโฆษณาชวนเชื่อหรือการโกหกทางการเมืองอีกด้วย นักการเมืองจึงเป็น ”สินค้าที่ผู้บริโภคหาข้อมูลจากประสบการณ์การบริโภค” กล่าวคือ ประชาชนในฐานะผู้ซื้อหรือบริโภค จะตัดสินใจซื้อสินค้านี้จากการมีข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ในการบริโภค มิได้แสวงหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ หากแต่รับทราบว่า สินค้าหรือบริการนั้นดีหรือเลวอย่างไรจากประสบการณ์บริโภคนั่นเอง ดังนั้น กว่าจะรู้ว่า สินค้ามีคุณภาพมากน้อย ก็ต่อเมื่อได้ชิมหรือลิ้มรสแล้ว

ประการสุดท้าย ตลาดการเมืองไทย ยังขาดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (People Participation) อย่างแท้จริง รัฐบาลและนักการเมืองยังขาดความจริงใจในการให้ประชาชนได้เข้ามาสู่ตลาดการเมืองแห่งนี้

กล่าวโดยสรุปแม้ว่าการที่ตลาดการเมืองไทยจะมิใช่ตลาดการแข่งขันที่สมบูรณ์ดังกล่าวมาก็ตาม เราก็คงต้องซื้อสินค้านี้อยู่ดี ไม่ว่าสินค้านี้จะมีคุณภาพมาก คุณภาพน้อยหรือไม่มีคุณภาพก็ตาม สำคัญที่ผู้ออกเสียงเลือกตั้งเองในฐานะผู้ซื้อ ต้องใช้วิจารณญาณให้มากขึ้น ศึกษาตัวอย่างให้มากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหากเรามัวแต่หลงเชื่อในนโยบายประชานิยมหรือในชื่ออื่นใดก็ตาม เราก็คงไม่พ้นที่จะเป็นดั่งประเทศแถบอเมริกาใต้ที่ล่มสลายเพราะนโยบายประชานิยมที่ใช้ในการทำ Political Marketing นั่นเอง

---------------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 29 ธันวาคม 2553

กวีประชาไท: บทกวี ปีเก่า-ปีใหม่/ ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น

ที่มา ประชาไท

ปีเก่า.. เศร้าที่สุดในโลก โศกสลด
ปีเก่า.. รันทด อนาถา
ปีเก่า.. เลือดนองท่วมน้ำตา
ปีเก่า.. ทหารฆ่าประชาชน

ปีใหม่.. ไม่เลิก การไล่ล่า
ปีใหม่.. การฆ่า ยังเข้มข้น
ปีใหม่.. ยังได้เห็น เกมเล่นกล
ปีใหม่.. มืดมนอนธกาล

ปีใหม่.. ไทยนี้ ไม่รักสงบ
ปีใหม่.. ไทยรบกันร้าวฉาน
ปีใหม่.. วิกฤติ ยังพิสดาร
ปีใหม่.. อีกนาน ยังทระนง

ปีใหม่.. ให้รักสามัคคี
ปีใหม่.. เดินให้ดี อย่าพลัดหลง
ปีใหม่.. บากบั่น มั่นคง
ปีใหม่.. ชูธง สู้ต่อไป

ปีใหม่.. จิตใจ ไม่เปลี่ยน
ปีเก่า.. บทเรียน ยิ่งใหญ่
ปีเก่า.. ฝังแค้น แน่นใน
ปีใหม่.. ฉลาดรู้ สู้ให้เป็น.

ประชาวิวัฒน์: ไม่ใช่ประชานิยมและไม่ใช่ระบบสวัสดิการสังคม

ที่มา ประชาไท

หลังจากรอคอยกันนานพอควร ในที่สุดรัฐบาลก็ ‘เคาะ’ ชุดนโยบายที่ประกาศว่ามีเจตนารมณ์ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปฏิรูปสังคม แม้ท่านนายกรัฐมนตรีจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่จากข่าวคราวที่รายงานเป็นระยะดูเหมือนว่าชุดนโยบายนี้น่าจะประกอบด้วยการลดค่าครองชีพประชาชน การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่มีอยู่แล้ว การให้สินเชื่อใหม่ผู้ประกอบการรายย่อยและอิสระนอกระบบเช่นหาบเร่ แผงลอย แท๊กซี่ วินมอเตอร์ไซด์ การเพิ่มวงเงินให้กับกองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น ส่วนเรื่องอื่นที่ประกาศพร้อมกันก็เช่นการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ดินทำกิน

เกือบทันทีหลังการประกาศอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งสื่อและนักวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าประชาวิวัฒน์คือประชานิยม และประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดอะไรใหม่ เพียงลอกนโยบายของรัฐบาลทักษิณเท่านั้น หลายคนเตือนเรื่องการใช้เงินและวินัยการคลังเหมือนที่เคยทักท้วงรัฐบาลทักษิณมาแล้ว

ผมเองไม่คิดว่าประชาวิวัฒน์คือประชานิยม อย่างน้อยไม่ใช่ประชานิยมแบบสมัยคุณทักษิณ ซึ่งผมคิดว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญคือ (ก) เป็นการโอนเงินจากคนชั้นกลางและคนรวยมาสู่คนจนและผู้มีรายได้น้อยผ่านการใช้เงินภาษีอากร โดย (ข) โอนเม็ดเงินจำนวนมาก เพราะ (ค) ต้องการหวังคะแนนเสียงทางการเมืองเป็นหลัก (ง) ไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้เงิน จนน่าจะทำให้ (จ) เกิดผลเสียทางการคลังในระยะยาว

ผมคิดว่าประชาวิวัฒน์พ้องกับคุณสมบัติข้อ (ค) และ (ง) เป็นหลัก ส่วนอีกสามข้อไม่ตรงเสียทีเดียว เหตุผลสำคัญคือเม็ดเงินที่รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มมีไม่มากเลย จำนวนเงินที่รายงานกันว่าสูงนั้นเป็นยอดสินเชื่อมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อใหม่ที่จะให้กับผู้ประกอบการนอกระบบซึ่งมีวงเงินประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทหรือการเพิ่มวงเงินให้กับบัญชีกองทุนหมู่บ้านแปดหมื่นล้านบาท เงินจำนวนนี้รัฐบาลไม่ได้ควักกระเป๋าเองแม้แต่บาทเดียว (ไม่เหมือนกองทุนหมู่บ้านรอบแรกสมัยรัฐบาลทักษิณ) แต่ไปสั่งให้สถาบันการเงินของรัฐเป็นผู้ปล่อยกู้แทน ภาระภาษีจะมีก็ต่อเมื่อสินเชื่อเหล่านี้กลายเป็นหนี้เสียจนรัฐบาลต้องไปชดเชยให้ ซึ่งผมเดาว่ารัฐบาลก็คงไม่ชดเชยเต็มจำนวน คงชดเชยเฉพาะหนี้เสียส่วนที่ ‘มากกว่าปกติ’ อันต้องมาถกเถียงกันว่าเป็นเท่าไรกันแน่ (เรื่องความเหมาะควรของการชดเชยเป็นอีกเรื่องที่สำคัญแต่ไม่ขอพูดในขณะนี้)

ส่วนการลดค่าครองชีพนั้นเป็นภาระภาษีโดยตรง แต่หากรัฐบาลไม่ต่ออายุหลังเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าก็จะไม่ใช้เงินมากเช่นกัน ยกเว้นว่าจะทำให้เป็นมาตรการถาวร ซึ่งหลายคนรวมทั้งผมด้วยไม่เห็นด้วย

เมื่อไม่ได้ใช้เงินมากผลเสียต่อวินัยการคลังก็ไม่น่าสูง ดังนั้นหากดูตามที่ประกาศอย่างไม่เป็นทางการมาชุดนโยบายประชาวิวัฒน์จึงไม่ใช่ประชานิยม

คำถามที่สื่อและนักวิชาการน่าจะถามมากกว่า แต่ไม่ได้ถามคือประชาวิวัฒน์ถือเป็นระบบสวัสดิการสังคมตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ว่าจะให้มีระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าภายในปี 2560 หรือไม่

สำหรับผมคำตอบคือไม่เช่นกัน ประชาวิวัฒน์ขาดคุณสมบัติของระบบสวัสดิการถ้วนหน้าแน่นอน เพราะนโยบายที่นำเสนอไม่ได้มีหลักคิดเรื่องความถ้วนหน้าสำหรับคนไทยทุกคนอยู่เลย มีการกำหนดกลุ่มผู้รับประโยชน์เป็นกลุ่ม ๆ กองทุนหมู่บ้านแม้จะครอบคลุมทุกชุมชนในเมืองไทยแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงเงินกู้นี้ (โดยเฉพาะคนจน) มาตรการลดค่าครองชีพบางประการก็ให้ประโยชน์เฉพาะผู้ที่ใช้เท่านั้น เช่นคนชนบทไม่ได้ใช้รถเมล์ฟรี

นอกจากนี้ประชาวิวัฒน์ก็ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ระบบสวัสดิการสังคมดูแลคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย เช่นไม่มีมาตรการดูแลเด็กเล็ก การเรียนฟรีของนักเรียนยากจน คุณภาพการศึกษา การให้สวัสดิการของแรงงานนอกระบบให้เท่าเทียมกับแรงงานในระบบ การฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มทักษะการทำงาน การดูแลคนแก่อย่างเพียงพอ เป็นต้น แม้รัฐบาลจะได้ออกนโยบายก่อนหน้าในเรื่องเรืยนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพคนชราถ้วนหน้าและคนพิการ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องดีที่น่าชมเชย แต่ก็ยังไม่ได้ถือโอกาสปรับปรุงให้ดีขึ้นในชุดนโยบายประชาวิวัฒน์ น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ความจริงไม่น่าแปลกใจว่าประชาวิวัฒน์ไม่ถูกออกแบบให้เป็นฐานรากของระบบสวัสดิการถ้วนหน้า เพราะเท่าที่ทราบกระบวนการร่างชุดนโยบายนี้ขาดมุมมองจากภาคประชาชนและไม่ได้มีวิธีการศึกษาอย่างที่ควรเป็น ที่ได้ยินมาคือมีการเชิญผู้คน ‘จำนวนหนึ่ง’ ประชุมร่วมกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยจ้างบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่งด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคารรัฐ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐบาลสั่งมาเท่านั้น ดังนั้นแม้จะมีข้อดีในเรื่องความเป็นไปได้และรายละเอียดของการดำเนินการ แต่ขาดมุมมองภาคประชาชนอย่างแน่นอน

ดังนั้นแม้ประชาวิวัฒน์จะไม่ใช่ประชานิยม แต่ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบบสวัสดิการสังคมที่ควรเป็นเช่นกัน

สัมภาษณ์เปิดใจทนายเสื้อแดง อานนท์ นำภา:'ผมเทหมดหน้าตัก เพราะไม่อยากให้สู้คดีตามมีตามเกิด'

ที่มา Thai E-News



ลูกความของอานนท์-ลูกความของอานนท์คือผู้ต้องหาที่ทนายทั่วไปไม่อยากรับทำคดี คือผู้หาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีการเมืองทั้งต้องหาว่าเผาห้าง เผาศาลากลาง ลูกความบางรายรอความยุติธรรมไม่ไหวก็พยายามฆ่าตัวตาย ซ้ำร้ายกว่านั้นคือไม่ตาย ทั้งที่พยายามฆ่าตัวตายในวันเกิดลูก ทนายความอย่างเขาต้องหาเทียนวันเกิดมาให้ลูกเป่าในโรงพยาบาล และต้องเขียนบทกวีให้แม่ผู้ต้องขังที่ไปแอบรั้วคุกดูลูกชายที่ถูกคุมขังโดยอยุติธรรม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ธันวาคม 2553

ค่าทนายเราไม่มีครับ นอกจากนั้นยังต้องตามไปดูแลญาติๆของลูกความด้วย เราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมา มารับใช้ชาวบ้าน เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า”ด้วย มีอยู่กรณีหนึ่งลูกความคดีเผาศาลากลางพยายามฆ่าตัวตาย โชคดีส่งโรงบาลทัน ได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์อานนท์ นำภา ทนายความที่ช่วยเหลือคดีผู้ต้องหาคดีการเมืองกรณี 19 พฤษภาคม และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในทุกแง่มุมที่ผู้รักคววามเป็นธรรมอยากจะรู้ เช่น เข้ามาเกี่ยวข้องคดีต้องห้ามในวงการทนายนี้ได้อย่างไร ใครให้เงินมาว่าความ ทักษิณให้เงินไหม? ความหนักเบายากง่ายในคดีประเภทนี้ และอนาคตลูกความของเขา..พวกเขาที่อุทิศตัวต่อสู้และไปติดคุกแทนพวกเราๆ ที่ยังเป็นอิสรชนอยู่นอกกำแพงคุก และกำลังเพลิดเพลินฉลองปีใหม่อยู่ในเวลานี้
**********

Q:อยากให้ทนายอานนท์ นำภา เล่าให้ฟังความเป็นไปเป็นมาที่ได้มาเกี่ยวข้องกับคดีการเมืองด้วยว่า มีจุดเริ่มต้นจากไหน

A: เรื่องนี้ต้องเริ่มจากตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยครับ จริงๆ ตอนที่ผมสอบเอ็นทรานซ์ ผมเลือกลงคณะนิติศาสตร์เป็นอันดับแรก แต่มันคะแนนสอบไม่ถึง เลยจับพลัดจับผลู ไปเรียนสังคมวิทยาฯที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรียนได้แค่เทอมเดียวก็ต้องออก เพราะรู้ว่าตนเองชอบเรียนกฎหมายมากกว่า จึงออกมาเรียนกฎหมายที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แต่ช่วงที่ได้มีโอกาสได้ไปเรียน และเข้าไปทำกิจกรรมกับเพื่อนที่ธรรมศาสตร์นี่แหละ ที่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับคนในวงการกิจกรรมนักศึกษา เช่น พี่โชติศักดิ์ (ที่ถูกดำเนินคดีไม่ยืนในโรงหนัง) พี่สงกรานต์ และรู้จักเพื่อนๆอีกหลายคน

ซึ่งคนเหล่านี้ก็เป็นนักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมทางสังคมมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย เราเป็นน้องใหม่ก็ได้ซึมซับมาด้วย และตอนเรียนที่รามฯก็มีโอกาสได้ออกค่ายบ่อยๆ ทำให้เห็นปัญหาสังคมมากขึ้น รวมทั้งก็ได้ร่วมขบวนชุมนุมของชาวบ้านหลายๆที่

กระทั่งเรียนจบที่รามฯสามปี ก็ฝึกงานที่ออฟฟิศกฎหมายที่ทำคดีทางสังคม เช่น คดีชาวบ้านที่จ.ประจวบฯ ,จ.สระบุรี , คดีท่อแก๊ซไทย – มาเลเซีย และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกหลายคดี

เหตุการณ์มาพลิกผันเข้าสู่การทำคดีการเมืองอย่างจริงจังก็ตอน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก ยังเป็นน้องเล็ก(นักกิจกรรมรุ่นเล็ก) ก็ได้ไปประชุมกับพี่ๆ และเริ่มจัดตั้งกลุ่ม “ เครือข่าย ๑๙ กันยา ต้านรัฐประหาร” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักกิจกรรมหลายๆรุ่น
เช่น พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด) พี่อุเชนทร์ เชียงแสน (อดีตเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย-สนนท.) พี่โฉด (โชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ต้องหาคดีไม่ยืนในโรงหนัง) รวมทั้งพี่ๆนักกิจกรรมเก่าๆอีกหลายคน

เดิมเราตั้งเวทีปราศัยในธรรมศาสตร์ และภายหลังก็มีการชุมนุมทุกวันอาทิตย์ และย้ายมาชุมนุมต้านการรัฐประหารที่สนามหลวงในเวลาต่อมา

ตอนนั้นผมมีหน้าที่เขียนบทกวีขึ้นไปอ่านครับ อันนี้ก็เป็นกวีจำเป็นทำนองนั้น ( เรื่องประกอบ:อ่านบทกวีชื่อ เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้ามาสุดทาง )

ส่วนคนที่ขึ้นพูดบนเวทีก็จะเป็นรุ่นใหญ่บ้าง กลางบ้าง เล็กบ้าน เช่น หมอเหวง โตจิราการ ครูประทีป อึ๊งทรงธรรม-ฮาตะ พี่หนูหริ่ง และอีกหลายคน และหลังจากนั้น คดีการเมืองก็คืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตผมอย่างเป็นทางการ

Q:ได้ทำคดีการเมืองไปกี่คดีก่อนจะมีเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม มีคดีอะไรบ้าง ลองเล่าตัวคดีให้ฟังคร่าวๆ

A: ก่อน ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คดีส่วนใหญ่ที่ทำเป็นคดีชาวบ้านที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นหลัก

จริงๆ ต้องบอกว่าหัวหน้าออฟฟิศเป็นนักกฎหมายทางสังคม (พี่ทอม สุรชัย ตรงงาม) คดีเหล่านี้จึงได้รับการไว้วางใจให้ออฟฟิศผมทำ

เช่น คดีชาวบ้านที่ จ.ประจวบฯที่ค้านโรงถลุงเหล็ก ,ชาวบ้านที่สระบุรี ที่ต้านโรงไฟฟ้า และที่ จ.สงขลา ที่ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐกลับในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ส่วนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตาม ม.๑๑๒ ที่ทำก็เช่น คดีนายสุวิชา ท่าค้อ , คดีเวบไซต์ประชาไท และเป็นคนช่วยดูคดีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง(กรณีไม่ยืนในโรงหนัง) และคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน


ซึ่งแน่นอนว่าเรายังเป็นวัยรุ่นก็ช่วยเป็นตัวประสาน ที่ทำเป็นตัวหลัก็คดีนายสุวิชา ท่าค้อ และคดีประชาไท ส่วนคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันก็เป็นการร่วมงานกับทีมทนายอาวุโสของสภาทนายความ

ส่วนคดี นายโชติศักดิ์ ต้องบออกว่าเป็นคดีรุ่นพี่ที่รู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เรียนมหาลัย คร่าวๆ น่าจะประมาณนี้

อ้อ ยังมีคดีของสหภาพแรงงานไทรอั้มพ์ของพี่หนิง(จิตรา คชเดช)อีกคดี ซึ่งเป็นคดีที่สหภาพไปชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แต่โดนข้อหา ชุมนุมมั่วสุม และถูกสลายการชุมนุมโดยเครื่องแอลแลต (เครื่องทำลายประสาทหู) อันนี้รับผิดชอบหลัก

แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นศาล ขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการ

Q:คดีการเมืองที่มาทำในกรณี19พฤษภาคม ทำกี่คดี ที่ไหนบ้าง หากสะดวกช่วยเล่าทีละกรณีให้ฟังด้วยก็ดีว่า แต่ละคดีเป็นอย่างไร ตั้งแต่ตัวความ โดนคดีแบบไหน เจอเหตุการณ์อะไรบ้าง

A:ต้องเริ่มจากตอนที่รัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ และมีการปิดเว็ปไซท์ประชาไทในวันรุ่งขึ้น ผมกับพี่ที่ออฟฟิศก็งานเข้า เราได้ฟ้อง นายกรัฐมนตรีกับ ศอฉ. ต่อศาลแพ่งให้เปิดเว็ปประชาไท ซึ่งคดีอยู่ศาลอุทธรณ์ในขณะนี้

ต่อมาภายหลังจากมีการสลายการชุมนุม รัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และคนเสื้อแดง ประเภทที่เรียกว่ากวาดจับก็ว่าได้ ซึ่งหลังเหตุการณื ๑๙ พฤษภาคม ใหม่ๆ ศอฉ. ได้จับและควบคุมตัวนักกิจกรรมคือ พี่หนูหริ่งไปควบคุมตัวที่ค่ายตชด. คลอง ๕ จังหวัดปทุทธานี

ซึ่งตอนนั้นเองพี่หนูหริ่งก็มิได้เป็นที่รู้จักของคนเสื้อแดงเลย ผมกับพี่ๆ อดีตนักกิจกรรมได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเป็นทนายความให้พี่แก ๒ คดี คือคดีชุมนุมมั่วสุมก่อความวุ่นวาย


อันนี้ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำคดีแกนนำเลย ที่เราเข้าไปตอนแรกๆ ก็เพราะพี่หนูหริ่งเป็นนักกิจกรรมที่รู้จักกัน แต่ภายหลังแกมีบทบาทนำมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่าผมกับพี่ๆ เพื่อน ๆ ทำคดีแกนนำไปโดยปริยาย

อีกคดีอันนี้ตลก แบบเศร้า ๆ เป็นคดีลุงบัง ลุงบังถูกควบคุมตัวเข้ามาที่ค่ายเดียวกับพี่หนูหริ่งไล่เลี่ยกัน แกไม่มีคนรู้จักและมมีคนไปเยี่ยมเลย

พี่หนูหริ่งอีกนั่นแหละที่ขอให้เราช่วยเหลือแก คือแกน่าสงสารมาก เราเลยให้ความช่วยเหลือโดยยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัว แต่พระเจ้า ต่อมาภายหลังแกถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๑๙ ในคดีก่อการร้าย คดีเดียวกับแกนนำเสื้อแดง ก็เลยทำให้เราต้องเข้าไปทำคดีเดียวกับแกนนำโดยปริยาย

ซึ่งสองคดีนี้แหละที่เป็นเหมือนประตูของการเข้ามาทำคดีของคนเสื้อแดงอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นที่รู้จักโดยไม่ได้ตั้งใจแต่ประการใด

แต่ต้องบอกว่าที่มาทำไม่ได้ในฐานะทนายอะไรหรอกครับ แต่ผมเห็นด้วยกับพี่หนูหริ่งต่างหาก และเห็นด้วยกับการชุมนุมและการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงด้วย


ต่อมาก็ลงพื้นที่ไปจ.อุบลฯ โดยไปเก็บข้อมูลและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งภายหลังทนายความในพื้นที่ก็รับไปทำต่อ

แล้วเราก็ได้รับการประสานให้ลงพื้นที่ที่ จ.มุกดาหาร เพราะได้ข่าวว่าทนายความเดิมที่นั่นไม่เวิร์ค ก็เป็นไปตามที่คาด ภายหลังจากทนายความคนเดิมที่มุกดาหารถอนตัวออก เราก็เลยเข้าไปทำอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ลงพื้นที่ไปสอบข้อเท็จจริงเรียงคดี ซึ่งมีจำเลยกว่า ยี่สิบคน

คดีก็ยุ่งยากมากเพราะต้องทำงานประสานกับหลายฝ่าย และนอกจากงานคดีแล้ว เรายังได้ลงปูเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของจำเลยแต่ละคนด้วย เรียกว่าลงไปคลุกคลีกับเขาเลยทีเดียว


ที่มุกดาหารนี้มีความน่าสนใจตรงที่ชาวบ้านที่นี่เป็นเสื้อแดงแท้ครับ ประเภท “ไม่ได้จ้าง กูมาเอง” เลยทีเดียว แต่ที่เป็นปัญหาคือ ชาวบ้านที่นี่มีฐานะยากจน หลักประกันไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยครับ เราในฐานะทนายความก็ต้องหาเงินไปเช่าหลักประกันให้ ก็หยิบยืมกันมาเป้นส่วนตัวหละครับ


แต่ก็อีกนั่นแหละ เราก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนเสื้อแดงเป็นอย่างดีอีกเช่นเคย จนเราสามารถประกันตัวจำเลยคดีเผาศาลากลางออกมาได้ถึง ๓ คน ซึ่งจังหวัดอื่นไม่สามารถประกันได้

และที่เรารู้สึกผูกพันกับชาวบ้านเสื้อแดงที่นี่คือ เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า” ของที่นี่ ประเภทตามไปดูบ้านของจำเลยทั้ง ๒๐ คนเลยทีเดียว ซึ่งมีน้องทนายคนนึงถึงกับบอกว่า “เหลือแค่กวาดบ้านให้เท่านั้นหละพี่”


อันนี้มีเรื่องจะเล่าให้ฟังนิดนึงครับ คือเคสของนายวินัย

เรื่องมันมีอยู่ว่า ทางทีมทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยที่ป่วยไปทำการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ศาลก็ไม่ได้อนุญาต จนเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องทำการส่งไปเสียเอง ผมกับน้องทนายความอีกสองคนก็ตามไปดูที่เรือนจำ ปรากฎว่า พอไปถึงเรือนจำ ได้มีจำเลยอีกคนนึง “กินน้ำยาปรับผ้านุ่ม” เพื่อฆ่าตัวตาย คือนายวินัยนี่เองครับ ประเภทพอเราไปถึงก็นอนกองที่พื้นแล้ว เลยพากันนำตัวขึ้นรถพยายบาลไปที่โรงพยาบาล ดีที่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ทัน

ขณะอยู่ที่โรงบาลได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล


รายละเอียดของเรื่องนี้ผมขอเล่าให้ฟังในครั้งหน้านะครับ

คดีต่อมาที่ผมรับผิดชอบอยู่ คือ คดีขัดพรก. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ คดีรองเท้าแตะ อันนี้ก็น่าสนใจมาก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไปตีความเรื่องวัตุถุที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไปถึงขนาดห้ามไม่ให้ขายรองเท้าแตะที่มีภาพใบหน้าของนายกฯและนายสุเทพ คดีนี้อยู่ระหว่างชั้นพนักงานอัยการ

ที่จังหวัดเชีบงใหม่ และเชียงรายเราก็ได้ลงพื้นที่ไปให้ความช่วยเหลือเหมือนกัน เช่น ที่เชียงใหม่ได้เข้าเยี่ยมจำเลยและให้ความช่วยเหลือครอบครัวจำเลย

โดยเฉพาะที่ จังหวัดเชียงราย เราได้ให้ความช่วยเหลืออยู่ ๓ คดี คือคดีที่นักเรียน นักศึกษา ชูป้าย ๕ คน ตามที่เป็นข่าว ซึ่งคดีจบไปแล้วโดยตำรวจมีคำสั่งไม่ฟ้อง

และคดีที่มีนักเรียนไปขายรองเท้าแตะหน้านายกฯกับสุเทพ ซึ่งคดีอยู่ในชั้นสอบสวนของพนักงานตำรวจ

และสุดท้ายคดี เผายางรถยนต์ที่เกาะกลางถนน อีกหนึ่งคดี

ส่วนในกรุงเทพฯ นอกจากคดีพี่หนูหริ่ง และคดีลุงบังแล้ว ภายหลังจากที่เราเข้าเยี่ยมจำเลยในเรือนจำปรากฎว่า มีจำเลยคดีต้องหาว่าเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และปล้นทรัพย์แจ้งความประสงค์มายังเราให้เราไปช่วยคดีอีกเป็นจำนวน ๙ คน ในคดีนี้

Q:นอกจากคดีการเมือง 19 พฤษภาคมแล้ว ได้ทราบว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ทะลักมาหา?
หนุ่ม เมืองนนท์ หรือ ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม 1 ในผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ

A:คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็มีอยู่หลายคดีที่ผมเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เช่น คดี ประชาไท ( ทำเป็นคณะทำงานใหญ่), คดีพี่หนุ่ม เมืองนนท์ ( ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม )ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบัน และเป็นผู้ดูแลเว็บ นปช.ยูเอสเอ คดีนี้สืบพยานในเดือนกุมภาพันธ์หน้า , คดีพี่หมี สุริยันต์ กกเปือย ที่โทรศัพท์ไปขู่วางระเบิดศิริราช คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาเช่นเดียวกัน , คดีพี่ คธา จำเลยคดีที่โพสข้อความเกี่ยวกับพระอาการประชวร แล้วถูกกล่าวหาว่าทำให้หุ้นตก คดีนี้อยู่ชั้นอัยการ ,คดีลุง อากง ที่ส่งเอสเอ็มเอสเข้ามือถือนายกฯ อันเป็นข้อความหมิ่นฯ คดีนี้จำเลยได้รับการประกันตัว และอยู่ชั้นพนักงานอัยการ


คดีของคนเสื้อแดงนับวันก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีเสื้อแดงนะครับ ถ้าถามว่าทิศทางของคดีเป็นยังไง ผมต้องขอบอกว่าเป็นคดีการเมืองแทบทั้งสิ้น การทำคดีก็ต้องทำแบบคดีการเมืองด้วย และเราก็คงต้องสู้กันต่อไป

Q:มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้างในการช่วยว่าความ

A: ปัญหาแรกและเป็นปัญหาหลักคือ คดีมันเยอะ และเราต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นทนาย และทำหน้าที่คอยดูแลครอบครัวเขาด้วย กล่าวคือ นอกจากต้องเข้าเยี่ยม สอบข้อเท็จจริงจำเลยในเรือนจำแล้ว เรายังต้องดู และ หรืออย่างน้อยก็ดูแลครอบครัวของจำเลยด้วย


แรกๆตอนลงพื้นที่มักมีปัญหาจุดนี้ครับ คือ ครอบครัวของคนเลื้อแดงส่วนใหญ่ที่อยู่ต่างจังหวัดเป็นคนยากจน พอคนที่ถูกจับเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็เลยไปกันใหญ่

บางครอบครัวแทบไม่มีจะกิน จำนวนทนายความอาสาก็มีน้อย ก็ต้องช่วยๆกันไปเท่าที่ทำได้

ที่ผมทำเป็นหลักก็คือเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขา คนเสื้อแดงต่างจังหวัดเวลาพูดมันเสียงไม่ดังครับ แต่ถ้าพูดผ่านปากทนายความมันก็จะดังขึ้น ( ดูfacebookทนายอานนท์ )


เวลาลงพื้นที่เสร็จ เราก็นำเอาความเดือดร้อนเหล่านั้นมาตีแผ่ และเป็นเหมือนคนส่งสาร ระหว่างคนเสื้อแดงต่างจังหวัดกับเสื้อแดงในเมือง

อย่างที่มุกดาหาร ก่อนที่เราลงไปก็ไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามีคดีอะไรที่นั่น จนกระทั่งทีมทนายความ( อันประกอบด้วยผม น้องทนายอีกสองคน และเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของ ศปช.-ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 ) ลงไปในพื้นที่ จึงได้มีการนำเสนอสู่สังคมมากขึ้น

และถ้าพูดถึงเรื่องความยากลำบากของพี่น้องเสื้อแดงแล้ว ก็ต้องพูดเรื่องหลักทรัพย์ประกันตัวด้วย ชาวบ้านเข้าไม่มีหรอกครับหลักทรัพย์ประกันเป็นล้านเป็นแสนขนาดนั้น แค่ข้าวจะกรอกหม้อยังไม่มีเลย


ปัญหาประการที่สองคือทนายในพื้นที่มีปัญหาในแนวสู้คดี และมีบางที่ไม่ได้ใส่ใจคดีชาวบ้านเสื้อแดงเท่าที่ควร มีกระทั่งเข้าไปแนะนำจำเลยในเรือนจำให้รับสารภาพ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมันจะกระทบการสู้คดีของคนเสื้อแดงทั้งระบบ

แน่นอนว่า แม้แต่ส่วนกลางเอกก็มิได้เป็นเอกภาพเท่าที่ควร ยิ่งตอนหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ยังมั่วมากๆ แต่ตอนนี้ก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอยแล้ว

อย่างที่ผมเรียนข้างต้น เราทำงานทางการเมืองกับสื่อกับชาวบ้านด้วย อันนี้เป็นงานที่เพิ่มขึ้นแต่ก็สำคัญและจำเป็น

และเมื่อทำมันอย่างจริงจัง มันก็ชักเริ่มจะสนุกกับมันมากกว่างานคดีเสียอีก เพราะมันถึงเนื้อถึงหนังดี แต่ก็ต้องถือว่าหนัก หากเราแบกรับทั้งสองบ่า แต่ยังยืนยันครับว่ามันมีความสุขจริงๆ


ปัญหาประการสุดท้ายเห็นจะอยู่ที่ตัวทนายความเองนั่นแหละ คือ ทนายอาสาทุกคนก็จะมีงานประจำของตัวเอง การทำงานจึงมักจะเป็นการใช้เวลาว่าง หรือเจียดเวลามาทำงานอาสากันเสียส่วนใหญ่ อันนี้ยกเว้นผมกับน้องอีกสองคนที่เข้ามาช่วยงานนะครับ เพราะผมเทเวลามาทำคดีของชาวบ้านเสื้อแดง และน้องสองคก็เพิ่งจบเนติฯ ยังไม่ได้บรรจุ หรือสอบที่ไหน

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมเลือกออกจากงานเดิม เพื่อมาทำคดีชาวบ้านเสื้อแดงโดยเฉพาะ

Q:เรียนถามตรงๆว่าได้ค่าทนายความในการว่าความนจากใคร ตัวความ,ญาติ,พรรคเพื่อไทย,ส.ส.พื้นที่ หรือจากคุณทักษิณ
ทนายอานนท์กับทีมทนายความที่ริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร

A: 555 พูดเรื่องค่าทนายเราไม่มีครับ เวลาลงพื้นที่ถ้าเป็นในกรุงเทพฯได้ค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยง ๕๐๐ บาท ถ้าออกต่างจังหวัดได้ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอาหาร ๓ มื้อ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งตอนหลังมันต้องไปถี่และมีน้องทนายมาช่วยงานเพิ่ม จึงต้องลดลงเหลือ ๕๐๐ บาท/วัน


แต่อย่าไปคำนวนว่า วันละ ๕๐๐ เดือนนึงได้ ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ เพราะเราไม่ได้ทำงานกันทุกวัน มันก็ได้แต่วันที่ทำเท่านั้น บางที่ก็เดือนละ ๕- ๖ วัน ไอ้นั่งทำเอกสารที่ออฟฟิศนั้นไม่ได้นะครับ 555 แต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่าต้องถือว่ามันเป็นงานอาสา

และอีกอย่าง ทนายอาสาทุกคนก็มิได้หวังจะมาร่ำรวยกับงานพวกนี้หรอก แต่อยากทำในเนื้องานจริงๆ ถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็คือ ถือว่าเราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมามารับใช้ชาวบ้าน ( อารมณ์มันเป็นแบบ ฮีโร่ ของชาวบ้านนะครับ) ซึ่งนี่แหละที่เป็นเหมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเรามาโดยตลอด อันนี้พูดเผื่อไปถึงอาสาสมัครที่ไม่ได้เป็นทนายแต่อาสามาช่วยงานนะครับ ต้องขอกราบหัวใจคนเหล่านี้เลยทีเดียว


ส่วนที่มาของเงินนั้น มาจาก ศปช. ครับ

ซึ่งศปช.เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูล และเผยแพร่ข่าวสารของคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฯ แต่อันนี้ก็ยังเกิดความไม่ค่อยแน่นอนในเรื่องการทำคดีเท่าไหร่ เพราะศูนย์ฯเองก้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ว่าจะทำคดีเป็นหลัก

ถ้าจะพูดกันจริงๆก้คือ งานคดีเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากความจำเป็นเฉพาะหน้าที่ต้องช่วยเหลือเท่านั้น งานหลักของศูนย์ฯคืองานข้อมูลครับ โดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริง ส่วนที่มาของเงินมาจากการบริจาคของพี่น้องเสื้อแดงครับ เคยจัดคอนเสิร์ตที่ธรรมศาสตร์หาทุนหนนึง ได้มาหลักแสนมังครับ เทียบกับคณะกรรมการปฏิรุปที่รัฐบาลตั้งงบเป็นพันล้าน คนละเรื่องกันเลย

Q:มีทีมทนายอื่นๆอีกไหมนอกจากทนายอานนท์ที่ทำคดีพวกนี้ อย่างทนายคารม พลทะกลาง หรือทนายพวกเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

A: ทนายความเสื้อแดงผมขอแยกออกเป็น ๓ ส่วนครับ

ส่วนแรกคือ ส่วนกลาง คือทนาย นปช.ซึ่งก็น่าจะเป็นทีมทนายของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละครับ อันนี้รับผิดชอบคดีส่วนกลาง

ส่วนที่สองคือทนายในพื้นที่ต่างจังหวัด อันนี้จะเป็นทนายความที่ ส.ส.ในพื้นที่จัดหา ซึ่งก็ได้รับเงินสนับสนุนจากส่วนกลาง ส่วนจำนวนผมไม่ทราบที่แน่นอน

และส่วนที่สามส่วนสุดท้ายคือ ทนายความอาสา ซึ่งก็น่าจะได้แก่ ศปช. คือพวกผมสามคน เป็นต้น

Q:ปัญหาอุปสรรคที่เจอในการทำคดีพวกนี้มีอะไรบ้าง

A: สำหรับผมไม่ค่อยมีครับ คงเพราะเราทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาก่อนอยู่แล้ว และมีทนายความที่ไม่สะดวกมาช่วยคดีเสื้อแดงเป็นที่ปรึกษาอีกทาง อีกอย่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องเสื้อแดงเป็นอย่างดี

Q:มีโครงการหรือแผนการจะดำเนินการอย่างไรต่อไปข้างหน้า ในกรณีนักโทษการเมืองติดยาว หรือยังมีนักโทษทางความคิดอย่างคดีหมิ่นฯ หรือคดีทางการเมืองทะลักเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ทนายอานนท์กับทีมทนายความอีกสองในสำนักงาน

A: ใจผม ผมอยากทำสำนักงานที่เป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายให้เป็นชิ้นเป็นอัน จัดระบบคดีให้สามารถเช็ค และให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และทั่วถึง โดยใช้ระบบทนายเครือข่าย และมีทนายความประจำ ๓ คน ทำหน้าที่ประสานงาน และเป็นเหมือนผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลา เพราะผมคิดว่าคดีการเมืองโดยเฉพาะคดีเสื้อแดงยาวแน่ และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีหมิ่น ม.๑๑๒ ซึ่งจะว่าไปแล้วตอนนี้เองก็ถือว่าเยอะมาก

ที่สำคัญ แต่ละคดีก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทนายความเองก็ต้องหาตรงนั้นทีตรงนี้ที และคดีพวกนี้ก็ไม่ค่อยมีทนายความที่รับทำสักเท่าไหร่

หลังปีใหม่ ผมตัดสินใจออกจากออฟฟิศเดิม เพื่อออกมาทำคดีให้เต็มที่ โดยที่ยังไม่ได้มีสำนักงานอะไรรองรับเป็นกิจลักษณะ คือได้เทหน้าตักแล้วก็ต้องทำให้ให้มันสุดๆ อะไรจะเกิดข้างหน้าก็ต้องยอมรับเพราะเราเลือกแล้ว แต่คงไม่ต้องบอกว่ามันเป็นอุดมกงอุดมการณ์อะไรหรอก ผมว่ามันก็เป็นเรื่องการสนุกในการทำงาน และเห็นว่างานที่ทำมันให้อะไรกับสังคม อีกอย่างก็อาจเป็นเพราะการโลดโผนของทนายความหนุ่มอายุแค่ ๒๖ ปีด้วยกระมัง 555


อย่างไรก็ตาม ผมก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่างานที่ทำมันมีค่าใช้จ่าย อย่างน้อยก็เงินที่ซื้อข้าวใส่ปากนี่แหละ ผมคิดไว้ว่า ถ้ามีออฟฟิศ และมีทนายความประจำโดยมีเงินเดือนจำนวนนึง ก็น่าจะพอไปได้

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายหลักๆก็คือ ออฟฟิศกับค่าตอบแทนทนายความ ออฟฟิศนั้นผมอาจพอหาได้แล้ว แต่ต้องใช้เงินปรับปรุงอีกสักเล็กน้อย ติดกระจกด้านหน้า ซื้อแอร์ และอุปกรณ์สำนักงานจำพวกโต๊ะทำงาน ตู้ เครื่องปริ๊นต์ถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่น่าจะเกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท

ค่าจัดการออฟฟิศต่อเดือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าตอบแทนทนายความ ๓ คน คือผม ๑๕,๐๐๐ บาท และน้องอีกสองคน คนละ ๑๒,๐๐๐ บาท รวม ๓๙,๐๐๐ บาท และค่าเดิน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในคดีเช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเบี้ยเลี้ยงทนายความเครือข่ายที่เข้ามาทำคดี ทั้งปีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท

รวมจากเค้าโครงงานทั้งงานคดี และงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมน่าจะอยู่ประมาณ ล้านเศษๆ

Q:ทางศปช.ก็ไม่น่ามีงบให้ จะไปหาแหล่งทุนยังไงมาทำศูนย์ช่วยเหลือคดีการเมือง คดีหมิ่นฯ

A: 555 อันนี้ก็ขำๆนะครับ ในวงการนักกิจกรรมมักแซวกันว่า เราชอบคิดชอบทำชอบไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เขาไม่มีที่พึ่ง ครั้นพอจะมาพูดเรื่องว่าจะให้ใครมาช่วยให้เราได้ทำงานนี่ ไปไม่เป็น พูดไม่ออก คือมันเขินครับ พูดว่าจะไปขอทุนใครมาทำงานนี่จริงๆ เขิน


แน่นอนว่าเรื่องหาทำศูนย์ช่วยคดีฯนี่ผมไม่ได้คิดเรื่องเงินมาเป็นอันดับแรกครับ คิดว่าอยากช่วยคนที่เขาเดือดร้อนไร้ที่พึ่ง ทนายความโดยทั่วไปไม่มีใครอยากรับงานนี้ ต้องหาคนมีใจจริงๆ แต่ก็มีพี่สื่อมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยหลายที่ รวมทั้งจากไทยอีนิวส์ก็ให้ความเห็นว่า ลองระดมทุนจากคนที่รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมที่พอมีกำลังจะช่วยดีไหม? ...ผมก็ว่าหากพวกพี่ๆจะช่วยได้ก็ดี ก็จะทำให้งานที่เราอยากทำนั้น มันสะดวกขึ้น พอเลี้ยงตัวได้ ก็น่าจะดี

ซึ่งอันนี้ผมไม่ซีเรียสนะครับ เงินเดือนที่ตั้งไว้ผมหมื่นห้า น้องอีกสองคน คนละหมื่นสอง ก็สามารถปรับลดได้หากเห็นว่ามันสูงไป อย่าว่าแต่ลดเลย ขนาดไม่มีให้ก็ยังจะทำเลยครับ อันนี้เป็นคำสัญญาครับ คือผมก็ไม่แน่ใจเรื่องการระดมทุนสักเท่าไหร่ และเข้าใจว่าแต่ละท่านก็ช่วยเสื้อแดงมาพอสมควรแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราเห็นถึงความจำเป็นเหมือนกัน ก็เป็นอันว่า ท่านลงตังค์ ผมกับน้องลงแรง ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน


Q:อยากพูดถึงคดีการเมืองยังไงบ้าง เท่าที่ทำคดีมาพอสมควร และคดีนักโทษการเมืองเสื้อแดงก็ปาเข้าไป7-8เดือน อะไรคือสิ่งที่ต้องตระหนักที่สุด

A : อันนี้ก็ต้องพูดกันตรงๆ อีกนั่นแหละครับ คือ ตัวแกนนำเองคงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่จำเลยที่เป็นชาวบ้าน สิครับหนัก ไหนจะขาดรายได้ ไหนต้องเสียเวลามาสู้คดี ซึ่งแนวโนมก็จะมีการตามจับกุมเพิ่มอีก กล่าวคือ ที่เห็นๆ เป็นคดีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ถึงหนึ่งในสามของคนที่ออกถูกออกหมายจับนะครับ นั่นหมายความว่าที่เหลือก็อยู่ในระหว่างหลบหนี


ซึ่งก็จะเป็นปัญหาระยะยาวอีกส่วน และอีกส่วนที่ผมเป็นห่วงคือ คนเสื้อแดงเองก็มีแนวโน้มที่จะถูกดำเนินคดีมากขึ้น ยิ่งสถานการณ์เมื่อร้อนระอุแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีหมิ่น ฯ ซึ่งรัฐเองก็มีการกวาดจับเพิ่มเป็นรายวัน

สำคัญคือ งานทางกฎหมายเอง นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็ไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นหลัก หรือเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่ผมเห็นก็มีแต่พี่น้องเสื้อแดงเราที่บางคนเป็นทนายความบ้าง หรือเป็นคนที่พอจะช่วยเหลือกันได้ตามฐานะ ก็คอยช่วยเหลือกันไป แต่ผมไม่อยากเห็นว่า มันเป็นการช่วยเหลือกันแบบตามมีตามเกิด

Q:พอจะเรียกว่าเป็นทนายเสื้อแดงได้ไหม

อันนี้แล้วแต่จะเรียกครับ แต่สำหรับผม ผมกับน้องทนายอีกสองคนก็เป็นแค่คนอยากทำงานช่วยชาวบ้านเท่านั้น ที่เหลือก็ ... ใจล้วนๆครับ ! 555

***********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แดงแท้...เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

*ติดต่อทนายอานนท์ นำภา อีเมล์ anonnumpa@gmail.com , peangor@hotmail.com เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021#!/profile.php?id=100000942179021

Wednesday, December 29, 2010

Political Marketing - การตลาดการเมือง

ที่มา Thai E-News




โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ท่ามกลางกระแสประชานิยมอันเชี่ยวกราก ที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างก็ช่วงชิงขายสินค้าทางการเมืองของตนเอง

โดยใช้การตลาดนำ มีการงัดเทคนิคต่างๆทั้งที่เป็นการใช้งบส่วนตนและงบประมาณของทางราชการโหมกระหน่ำทุ่มลงไปในตลาดการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชื่อใดก็ตาม อาทิ ประชานิยม อภิมหาประชานิยม ซุปเปอร์ประชานิยม ประชาวิวัฒน์ ฯลฯ

ล้วนแล้วแต่ไม่แตกต่างกันมากนักเพราะต่างก็เป็น Political Marketing นั่นเอง

Political Marketing นั้นมีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย เช่น Harrop (1990) บอกว่าPolitical Marketing นั้นมิใช่เป็นเพียงการโฆษณาทางการเมือง หรือการกระจายเสียงของพรรคการเมือง หรือการกล่าว สุนทรพจน์หาเสียงของนักการเมือง แต่ครอบคลุมทุกส่วนในตลาดของการเลือกตั้ง( political marketing as being not just about political advertising, party political broadcasts and electoral speeches but covering the whole area of party positioning in the electoral market).
Kavanagh (1995, 1996)

เห็นว่า Political Marketing นั้น คือวิศวกรรมการเลือกตั้ง เช่น การกำหนดยุทธศาสตร์และเครืองมือ เพื่อที่จะแกะรอยและศึกษาความเห็นสาธารณะ(มติมหาชน)ก่อนและระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาการสื่อสารการรณรงค์และประเมินผลกระทบ( political marketing as electioneering, i.e. as a set of strategies and tools to trace and study public opinion before and during an election campaign, to develop campaign communications and to assess their impact. )

กล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายที่สุด Political Marketing ก็คือ “การเมืองที่ใช้การตลาดนำ”(Marketing Orientation in Politics) นั่นเอง

ซึ่งก็เหมือนกับการยึดแนวทางการตลาดนำ(Marketing Oriented)ของภาคธุรกิจ เพียงแต่ต่างกันที่เป้าหมาย เพราะการเมืองมิได้มีเป้าหมายเพื่อมุ่งสร้างผลกำไร หรือ ความมั่งคั่งสูงสุดดังเช่นภาคธุรกิจ

เพราะกลุ่มเป้าหมายของการเมืองคือผู้ออกเสียงเลือกตั้ง(Voter)โดยผู้เลือกตั้งจ่ายเป็นคะแนนเสียงแทนเงินเพื่อซื้อ “ความเชื่อในแนวนโยบายและสัญญาต่างๆของพรรคการเมืองนั้นๆ” เช่น นโยบายประชานิยมที่ว่าดังกล่าวข้างต้น นั่นเอง

ในส่วนในเรื่องของวิธีปฏิบัติ เครื่องมือ และกลยุทธของ Political Marketing นั้น ก็ไม่แตกต่างจากการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็น Research,Segmentation,Targeting,Positioning,Marketing Strategies ,Marketing Program ,Implementation and Control ฯลฯ

โดยผู้ออกเสียงเลือกตั้งก็คือ ผู้บริโภค(Consumer)ที่เราสามารถใช้ความรู้ทางด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค(Consumer Behavior) มาประยุกต์ใช้ได้

ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่าทั้งภาคธุรกิจและพรรคการเมืองต่างก็ต้องอาศัยบุคลากรและเครื่องมือทางการตลาดเพื่อให้ได้ชัยชนะทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ผู้ออกเสียงเลือกตั้งในฐานะที่เป็นผู้ซื้อ “ความเชื่อในแนวนโยบายและสัญญาต่างๆของพรรคการเมืองนั้นๆ” โดยการไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง นั้น จะได้รับประโยชน์จากการซื้อสินค้านี้มากน้อยเพียงไร และจะมีความมั่นใจขนาดไหนว่านักการเมืองและพรรคการเมืองจะส่งมอบสินค้าหรือบริการทางการเมืองให้แก่ผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้

เพราะในตลาดการเมืองนั้นผู้ออกเสียงเลือกตั้งจะต้องจ่าย “เงิน” ซึ่งในที่นี้ คือ “คะแนนเสียง”ไปก่อน และหวังว่าจะได้รับสินค้าหรือบริการการเมืองในภายหลัง

ในสภาวการณ์เช่นนี้ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ บอกว่า ผู้ซื้อจะต้องเผชิญภาวะความไม่แน่นอนอย่างน้อย 3 ระดับ คือ

ระดับแรก คือ นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ หากนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกตั้งพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ผู้ซื้อย่อมหมดโอกาสที่จะได้รับการส่งมอบสินค้า “บริการการเมือง”

ระดับที่สอง ถึงนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกจะชนะ แต่จะมีโอกาสในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายที่ได้หาเสียงเข้าสู่การปฏิบัติหรือไม่ ถ้าไม่ ผู้ซื้อก็ย่อมหมดโอกาสที่จะได้รับสินค้า “บริการการเมือง” เป็นผลต่างตอบแทน

ระดับที่สาม ถึงแม้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเลือกได้รับเลือกตั้งและได้ร่วมรัฐบาล ประชาชนก็อาจจะต้องเสี่ยงต่อการ “เบี้ยว” สัญญา โดยการไม่ดำเนินตามนโยบายตามที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน

ในทัศนะของรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เห็นว่า ตลาดการเมืองไทย เป็นตลาดที่มิได้มีการแข่งขันสมบูรณ์ (Imperfect Competition) ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 4 ประการ กล่าวคือ

ประการแรก ในตลาดการเมืองไทยยังมีทำนบกีดขวางสินค้าที่ดีมีคุณภาพเข้าสู่ตลาด (Barriers to Entry) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้ที่มิได้อยู่ในชนชั้นนำทางอำนาจ (Power Elite) และผู้ที่ไม่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ทางการเมืองและมิได้จัดระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ทำนบ กีดขวางดังกล่าว

จะเห็นได้จากตลาดการเมืองไทยต้องมีรายจ่ายในการรณรงค์หาเสียงมาก ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะการรณรงค์ในการหาเสียงเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงรายจ่ายในการซื้อเสียงอีกด้วย การบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง รวมทั้งอิทธิพลของหลักความเชื่อที่ว่า “พรรคใหญ่ดีกว่าพรรคเล็ก”

ประการที่สอง ตลาดการเมืองไทยยังมีการกระจุกตัวของอำนาจการเมือง (Power Concentration) กล่าวคือ อำนาจการเมืองในสังคมไทยมีการกระจุกตัวในฐานะเป็นแหล่งที่มาของทรัพย์สินศฤงคาร ที่สามารถใช้เป็นฐานขยายอำนาจ การสร้างเครือข่ายทางการเมือง รวมตลอดจนการขยายระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์

ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ไม่มีความเป็นธรรมในการกระจายรายได้และความไม่เป็นธรรมในการกระจายทรัพย์สิน ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและทางการเมืองย่อมสามารถใช้ฐานะของตนทางการเมืองผลักดันนโยบายในทางที่เกื้อผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ไม่นับรวมการใช้อำนาจในทางฉ้อฉล คอรัปชั่น ซึ่งเป็นลักษณะที่เด่นในตลาดการเมืองไทยในปัจจุบันอีกด้วย

ประการที่สาม ตลาดการเมืองไทยยังขาดความสมบูรณ์ของสารสนเทศทางการเมือง (Political Information Imperfection) กล่าวคือ ประชาชนในฐานะผู้ซื้อโดยการเลือกตั้ง ยังไม่มีหรือยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมือง พรรคการเมือง นโยบายทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้า “บริการการเมือง” นอกจากจะไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแล้ว ประชาชนยังต้องเผชิญหน้ากับการโฆษณาชวนเชื่อหรือการโกหกทางการเมืองอีกด้วย นักการเมืองจึงเป็น ”สินค้าที่ผู้บริโภคหาข้อมูลจากประสบการณ์การบริโภค”

กล่าวคือ ประชาชนในฐานะผู้ซื้อหรือบริโภค จะตัดสินใจซื้อสินค้านี้จากการมีข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ในการบริโภค มิได้แสวงหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ หากแต่รับทราบว่า สินค้าหรือบริการนั้นดีหรือเลวอย่างไรจากประสบการณ์บริโภคนั่นเอง

ดังนั้น กว่าจะรู้ว่า สินค้ามีคุณภาพมากน้อย ก็ต่อเมื่อได้ชิมหรือลิ้มรสแล้ว

ประการสุดท้าย ตลาดการเมืองไทย ยังขาดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (People Participation) อย่างแท้จริง รัฐบาลและนักการเมืองยังขาดความจริงใจในการให้ประชาชนได้เข้ามาสู่ตลาดการเมืองแห่งนี้

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าการที่ตลาดการเมืองไทยจะมิใช่ตลาดการแข่งขันที่สมบูรณ์ดังกล่าวมาก็ตาม เราก็คงต้องซื้อสินค้านี้อยู่ดี ไม่ว่าสินค้านี้จะมีคุณภาพมาก คุณภาพน้อยหรือไม่มีคุณภาพก็ตาม

สำคัญที่ผู้ออกเสียงเลือกตั้งเองในฐานะผู้ซื้อ ต้องใช้วิจารณญาณให้มากขึ้น ศึกษาตัวอย่างให้มากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหากเรามัวแต่หลงเชื่อในนโยบายประชานิยมหรือในชื่ออื่นใดก็ตาม เราก็คงไม่พ้นที่จะเป็นดั่งประเทศแถบอเมริกาใต้ที่ล่มสลาย

เพราะนโยบายประชานิยมที่ใช้ในการทำPolitical Marketingนั่นเอง

---------------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 29 ธันวาคม 2553

เผยปม "แม้ว" ยอม"มิ่งขวัญ" ขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯ เชื่อแผนซ้อนแผน "ยืมมือศัตรูฆ่ามิตร"!!

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ถึงกรณีที่มีแนวโน้มว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเลือกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พท. เป็นแคนดิเดตชิงนายกรัฐมนตรีว่า แกนนำประเมินกันว่าสาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้เสนอชื่อนายมิ่งขวัญเป็นนายกฯแนบญัตติอภิปรายไม่วางใจเพราะต้องการลดแรงกระเพื่อมจาก ส.ส.สายนายมิ่งขวัญชั่วคราวเท่านั้น โดยที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พท.ตัวจริง จะไม่ใช่นายมิ่งขวัญอย่างแน่นอน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณเห็นว่านายมิ่งขวัญไม่แข็งแกร่งทางการเมืองมากพอที่จะนำพา พท.ในศึกเลือกตั้งครั้งหน้าที่ฝ่ายตรงข้ามมีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงินได้ นอกจากบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พท.ต้องมีคุณสมบัติมากพอที่จะแข่งขันกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้


"ทันทีที่ชื่อของนายมิ่งขวัญเป็นผู้นำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายมิ่งขวัญจะถูกตรวจสอบจากฝ่ายรัฐบาลในทุกมิติ เสมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังยืมมือศัตรูฆ่ามิตรทางอ้อม เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณยังเคลือบแคลงที่มาของเงินที่นายมิ่งขวัญจ่าย ส.ส.ทุกเดือนอยู่" แหล่งข่าวกล่าว

รายงานข่าวจาก พท.แจ้งว่า ช่วงเย็นวันที่ 28 ธันวาคม ได้มีการจ่ายเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายประจำเดือนธันวาคมให้กับ ส.ส.ในกลุ่มที่สนับสนุนนายมิ่งขวัญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนละ 100,000 บาท

สกัดไม่อยู่

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




เป็นความพยายามอีกครั้งของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ต้องการลากตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.เข้าคุกเข้าตะรางให้ได้

ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพร 1 ในจำเลยคดีก่อการร้าย

ให้เหตุผลว่าทำผิดสัญญาประกันใน 3 เรื่อง

1.เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

2.กระทำความผิดเพิ่มเติมในการก่อเหตุร้าย

และ 3.กระทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ

ในข้อสุดท้ายนายธาริตระบุว่านายจตุพรเปิดเผยสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอในคดี 6 ศพวัดปทุมฯ และฆ่านักข่าวญี่ปุ่น

กล่าวหาว่าบิดเบือนผลการชันสูตรพลิกศพ ผลสรุปคดีทั้ง 2 คดี

ทั้งที่ ดีเอสไอไม่เคยสรุปว่าทหารฆ่าประชาชน !!

ดูจากเหตุผลตรงนี้ก็รู้สึกแปลกใจ

เพราะหากนายจตุพรนำเอกสารเท็จมาเปิดเผย หรือไปแก้ไขสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอ

นายธาริตก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีนายจตุพร

เพื่อจะได้ไปพิสูจน์กันในชั้นศาลว่าเอกสารที่นายจตุพรกล่าวอ้างนั้นเป็นของปลอม

กลับกันนายจตุพรจะได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ว่าเอกสารที่อ้างว่าคัดลอกมาจากสำนวนการสอบสวนนั้นตรงกับสำนวนจริง

ถึงเวลานั้นจะได้รู้ว่าใครผิดใครถูก

และจะได้รู้ว่า พ.ต."น." หัวหน้าชุดที่ปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ให้การไว้ว่าอย่างไรบ้าง

จ.ส.อ."ส." ยิงไปกี่นัด

ส.อ."ด." ใช้ปืนเอ็ม 16 เอ 2 หรือเปล่า

ส.อ."ภ." ใช้กระสุนปืนพิเศษชนิดหัวสีเขียวหรือไม่

ส.อ."ช." ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าไปกี่นัดกันแน่

ตรงกับที่นายจตุพรกล่าวอ้างหรือไม่

ถ้าตรงกัน นายธาริตก็ต้องแจ้งจับนายจตุพรในข้อหานำเอกสารราชการมาเปิดเผย

หากไม่ตรงกัน ก็ต้องดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร

แล้วทั้งหมดนี้ มันเกี่ยวอะไรกับการถอนประกันตัว !?

หรือนายธาริตต้องการแค่สกัดไม่ให้นายจตุพรมีโอกาสเปิดเอกสารลับชุดอื่นๆ อีก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นายจตุพรโดนถอนประกัน ต้องระเห็จเข้าเรือนจำ

ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคนเสื้อแดง

เพราะยังมีตัวตายตัวแทน

นปช.วางตัวคนเปิดโปงเอกสารลับอีกชุดไว้เรียบร้อยแล้ว

และเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 21 ม.ค. 2554

ถึงเวลานั้น นายจตุพรก็อาจได้เอกสิทธิ์คุ้มครอง อาจได้ออกจากเรือนจำ (ถ้าถูกจับเข้าเรือนจำจริงๆ)

ฉะนั้น ต้องจับตาศึกซักฟอกรัฐบาลในตอนนั้นให้ดี

เอกสารต่างๆ คงทะลักออกมาเป็นกุรุสๆ

และตอนนั้น นายจตุพรก็มีเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง

รับรองเปิดโปง-ตีแผ่กันมันหยดแน่ๆ

เลขาธิการนายก ต้องนายกฯตั้ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เลขาธิการนายก ต้องนายกฯตั้ง!





'ดอกไม้เหล็กในมือนาย'
‘อัญชลี’ย้ำชัดฟัง‘มาร์ค’เป็นหลัก

งานนี้ “ทศกัณฐ์กรำศึก” คงจะได้รู้แล้วว่า ภาษิตโบราณที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล นั้น เป็นเยี่ยงไร??

เพราะแม้ว่าจะเป็น”ผู้จัดการรัฐบาล”ทำให้ประชาธิปัตย์สามารถขึ้นลิฟท์ ลัดคิวมาเป็นรัฐบาลได้โดยไม่ต้องรอชนะการเลือกตั้ง... แต่นั่นก็เป็นเรื่อง 2 ปีล่วงมาแล้ว นานพอที่ความหวานจะจืดจางลงไปได้สบายๆ

และแม้ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี อาจะมีบารมีคุ้มตัว สามารถเปลี่ยนสีหน้ารับศึกได้มากราวกับเป็นทศกัณฐ์ แต่สำหรับคนในพรรคประชาธิปัตย์ ก็ล้วนแล้วแต่ทศกัณฑ์ด้วยกันทั้งนั้น มีใครยอมใครง่ายๆเสียที่ไหน

แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่ละอ่อนทางการเมืองที่จะเชื่องเชื่อให้กับใครต่อใครเหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว

ฉะนั้นวันนี้ใช่ว่าจะต้องฟังผู้จัดการรัฐบาลทุกเรื่องราวเสียเมื่อไหร่

โดยเฉพาะกับตำแหน่งคนใกล้ตัว อย่างตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอภิสิทธิ์แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า คนใกล้ตัวต้องขอเป็นคนเลือกเอง... จึงได้ยืนกรานมาตลอดว่า คนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ทึ่ลาออกไป จะต้องเป็น...

“อัญชลี วานิช เทพบุตร”
คนเดียวเท่านั้น คนอื่นไม่ปรารถนา!!!

ดังนั้นแม้ว่าจะเผชิญแรงต้าน มีการทักท้วง รวมไปถึงมีการโยงเรื่องไปถึง “กลุ่มแก๊งออฟโฟว์”ในประชาธิปัตย์ แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้โผสุดท้ายแปลี่ยนแปลงได้
วันนี้ในพรรคประชาธิปัตย์จะมองหน้ากันสนิทหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้แน่ๆ นางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แหวกกระแสต้าน ขยับชั้นขึ้นมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแน่นอนแล้ว

ซึ่งนางอัญชลี บอกแบบไม่กังวลว่า การที่มีข่าวว่ามี ส.ส.ในพรรคส่งเอสเอ็มเอส คัดค้านการมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้น ในสังคมประชาธิปไตยต้องใช้เหตุผลที่จะอยู่ร่วมกันโดยต้องมีการแสดงความเห็น ซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีเสรีภาพทางความคิดของสมาชิกค่อนข้างมาก

ดังนั้น การแสดงความเห็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องธรรมดาของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะการตั้งประเด็นหรือคำถามในข้อมูลที่อยากจะทราบ ซึ่งเข้าใจว่านายกรัฐมนตรี และ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ คงจะชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้สมาชิกได้รับทราบ

แถมยืนยันด้วยว่าไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด!!

เพราะสิ่งสำคัญคือในเมื่อเป็นผู้ใต้บังคับบัญชานายกรัฐมนตรี ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาสั่งงานให้ทำอะไร ก็พร้อมที่จะทำตาม ซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องว่าเหมาะสมหรือไม่ในการทำหน้าที่ตรงนี้ นางอัญชลี พูดชัดเจนว่า คนที่จะตัดสินใจว่าเหมาะสมหรือไม่ คือ “ผู้บังคับบัญชา” ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรกับการผลักดันนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐบาลให้เกิดผล ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ ก็ได้ทำหน้าที่ตรงนี้เช่นกัน

“รวมทั้งในเรื่องการประสานงานกับฝ่ายบริหาร รัฐสภา ทุกวันนี้ก็ทำอยู่ รวมถึงภาคประชาชนด้วย ฉะนั้นให้นายกฯเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเองดีกว่า”

สำหรับการที่มีการมองว่าที่ผ่านมา นายกอร์ปศักดิ์ ได้ทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการของรัฐบาลจะสามารถประสานต่อได้หรือไม่ นางอัญชลี กล่าวว่า ต้องดูนโยบายของนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก !!!

และที่สำคัญคือเรื่องวาระการประชุมของ ครม.ที่อาจจะต้องผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องช่วยกันกลั่นกรองและแสดงความคิดเห็นเพื่อให้นายกฯได้ตัดสินใจ

ส่วนที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่านางอัญชลีเคยทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาเรื่องที่ดิน สปก. 4-01 นั้น นางอัญชลีบอกว่าเรื่องนี้นายกฯ จะเป็นผู้ตัดสินใจเองที่จะเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่เลขาธิการฯ เอง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสปก. 4-01 เข้าใจว่าเกิดจากการตีความทางกฎหมายที่มีบุคคลนำมากล่าวอ้างโดยไม่ได้มีการศึกษารายละเอียดก่อน

“ส่วนตัวพร้อมชี้แจง เพราะการเข้ามาเป็นนักการเมืองต้องตกเป็นเป้าอยู่แล้ว สำหรับ ส.ส.ในพรรคที่ไม่พอใจ ถือว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนรักทั้งหมด เพราะตามข้อเท็จจริงเชื่อว่าสมาชิกกว่า 170 คน เข้าใจในการทำงานของตัวเอง ซึ่งหากมีเพียงแค่นี้ก็พอใจแล้ว ส่วนความกังวลเรื่องที่เมื่อมาทำหน้าที่เลขาธิการนายกฯ แล้วจะทำให้ ส.ส.เข้าถึงยากนั้น คิดว่าไม่จะมีปัญหาเพราะทุกอย่างต้องประสานให้อยู่แล้ว”

งานนี้เล่นบท “ดอกไม้เหล็กในมือนาย” ไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น!!

จึงไม่แปลกที่ ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ส่งท้ายปี 2553 โดยมีแกนนำพรรคในฝ่ายบริหาร อาทิ นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค, นายสุเทพ เลขาธิการพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าร่วมประชุมกับกรรมการบริหาร และ ส.ส.อย่างพร้อมเพรียง

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา ไม่ได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งคนสนิทแกนนำทั้ง 2 คนแจ้งว่า ติดภารกิจส่วนตัวอยู่นอกพื้นที่ กทม. ได้เริ่มประชุม ส.ส. โดยนายสุเทพ เป็นแกนนำพรรคคนแรกที่ขึ้นเวทีชี้แจงกับส.ส. ต่อด้วยนายอภิสิทธิ์

โดยนายสุเทพได้ประกาศกลางที่ประชุมว่า ต้องทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบให้ได้ โดยหลังจากนี้ไปส.ส.แต่ละพื้นที่ต้องเร่งจัดประชุมและสัมมนาให้ความรู้กับสมาชิกและหัวคะแนนในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญต้องทำสมาชิกพรรคในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากกว่า 3,000 คนขึ้นไปเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์บรรลุเป้าหมาย

นอกจากนั้น แล้วต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องนโยบายและการทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ด้วย โดยนายสุเทพได้พูดทีเล่นทีจริงว่า .....

“หากส.ส.คนใดไม่ทำกิจกรรมในพื้นที่หรือหาสมาชิกไม่ครบ 3,000 คน จะถูกตัดสิทธิ์ในการส่งลงสมัครรับเลือกตั้งที่จะมาถึง”

ส่วนประเด็นความขัดแย้งในพรรคเกี่ยวกับการแต่งตั้ง นางอัญชลี เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายกอร์ปศักดิ์นั้น นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุม ส.ส.พรรคว่า การเลือกคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ต้องเป็นบุคคลที่ไว้วางใจได้

และ กรณีนี้สาเหตุที่ นายกอร์ปศักดิ์ ลาออก เนื่องจากต้องการมาทำนโยบายและแผนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า และ ที่ผ่านมาก็เห็นว่านางอัญชลี ได้ประสานงานกับนายกอร์ปศักดิ์ และทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ฉะนั้น จะสามารถสานงานต่อได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการศึกษา เพราะมีความเหมาะสม

“อีกทั้ง ตำแหน่งดังกล่าวเป็นหน้าที่ของผมในการเลือก ดังนั้น ใครที่เห็นต่างในเรื่อดังกล่าวสามารถลุกขึ้นชี้แจงได้”

แต่ปรากฏว่านายสุเทพ ได้ยกมือแสดงความเห็นว่า ขณะนี้ถึงฤดูกาลเลือกตั้งแล้ว ดังนั้นสมาชิกพรรคอย่ามีความเห็นที่ต่างกัน เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของนายกฯ

หลังจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการหารือกันในเรื่องการจัดงานระดมทุนพรรค เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้แสดงความเป็นห่วงเห็นว่า หากจัดงานดังกล่าวในช่วงที่เป็นรัฐบาล อาจจะถูกครหาว่าใช้อำนาจหน้าที่บริหารได้

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็เห็นด้วยอม จึงได้สั่งให้คณะกรรมการจัดการระดมทุนเร่งประชาสัมพันธ์ให้ภาพออกมาดี

รวมทั้งได้มี ส.ส.ไม่เห็นด้วยกับชื่อ”ประชาวัฒน์” เพราะไปสอดคล้องกับชื่อโครงการประชานิยม และจะทำให้ถูกโจมตีได้ว่า สุดท้ายก็เป็นการลอกเลียนแบบนโยบายพรรคไทยรักไทย

ทั้งนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในการประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อต้องการทุ่มเทเตรียมการเลือกตั้ง และสร้างความมั่นใจว่า นายอภิสิทธิ์ จะต้องกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

โดยเป้าหมายการชนะต้องมีหลัก 3 ข้อ คือ นโยบายที่ดี, ความพร้อมของผู้สมัคร และมีทุนที่เพียงพอต่อการเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ได้อาสาเข้ามารับผิดชอบยุทธศาสตร์นโยบายการเลือกตั้ง และ ให้ความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง
“ส่วนประเด็นที่คุณอัญชลีจะมาดำรงตำแหน่งแทนคุณกอร์ปศักดิ์นั้น นายกฯ ชี้แจงว่า ข้อบังคับพรรค นายกฯ จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือก ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นนายกฯ ได้หารือร่วมกับคุณกอร์ปศักดิ์ด้วย ซึ่งคุณกอร์ปศักดิ์ก็เห็นด้วย เพราะเคยทำงานร่วมกันมาก่อน

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้ให้ส.ส.แสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว แต่ในที่ประชุมก็พร้อมใจกันปรบมือ แสดงให้เห็นว่า ส.ส. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ยินดีให้คุณอัญชลีดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ทั้งนี้คุณกอร์ปศักดิ์ก็ได้แสดงความเห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรี ตั้งคุณอัญชลี เพราะเคยทำงานร่วมกัน” นพ.วรงค์ สรุปอย่างนี้