ที่มา ข่าวสด
-ธาริต เพ็งดิษฐ์ : สบายครับท่าน
ดอกไม้ช่องามจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีใครเหมาะจะรับเท่า ธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อดีตอาจารย์กฎหมายที่ผันตัวมาโตสายอัยการ กระทั่งกันยายน 2552 ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดี
สารพันบริการล้วนชวนประทับใจ อย่างชิ้นโบแดง สั่งไม่ฟ้องคดีทีพีไอไซฟ่อนเงินเข้าประชาธิปัตย์
รวมถึงพิฆาตแดงชนิดส่งเข้าคุกลูกเดียว
ล่าสุด หน้ามึนเมื่อกลุ่มเสื้อแดงนำผลสอบคดีช่างภาพชาวญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิตวันทหารกระชับพื้นที่ มอบสถานทูตญี่ปุ่น บอกเป็นคนละสำนวน
ถูกตอกกลับจาก จตุพร พรหมพันธุ์ ก็ดีเอสไอนั่นแหละที่เคยรับว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นสำนวนเดียวกัน
เป็นจตุพรคนเดียวกันนี้ที่เปิดหลักฐานสลิปโอนเงิน 150,000 บาท ให้ภรรยาข้าราชการระดับสูง แลกกับคำรับ ปากช่วยเหลือคดีถูกเรียกคืนภาษี
เต้นผางทั้งบ้าน
ยันปากเปียกปากแฉะ ทุกรายการ ไม่ใช่ทำตามใบสั่ง
ทางเดินเพลินดี มาร์คก็โอ๋ เทือกก็อุ้ม
-หมึกพอล : หมึกโลก บอลโลก
หนึ่งเดียวตัวนี้ที่ดังทะลุโลก หมึกยักษ์สายพันธุ์อ๊อกโตปุส ชื่อเสียงระบือจากมหกรรมฟุตบอลโลก 2010
เกิดที่อังกฤษ ก่อนย้ายมาถือสัญชาติเยอรมัน เกียรติประวัติ หมอดูแม่นๆ ทำนายผลบอลของทีมชาติเยอรมนีถูกต้องหลายครั้ง
ไม่จับยามสามตา แต่จับหอยแมลงภู่ ใส่ปากก่อนการแข่งขัน กล่องหนึ่งติดภาพธงชาติเยอรมนี อีกกล่องติดภาพธงชาติทีมคู่แข่ง พอลเลือกกินกล่องไหน คือการทำนายว่าทีมนั้นได้ชัย
ที่แจ้งเกิดจริงจังจนเป็นที่จับตาคือฟุตบอลยูโร 2008 สถิติบันทึก พอลทำนายถูกมากกว่าร้อยละ 80
ครั้นฟุตบอลโลก 2010 ตอกย้ำศักดานอสตราดาหมึก ทำนายการแข่งขันของทีมชาติเยอรมนีถูกต้องทั้งหมด คือ 7 ครั้ง
รวมที่ทายว่าแพ้ทีมชาติเซอร์เบียในรอบแบ่งกลุ่ม และทายว่าแพ้ทีมชาติสเปนในรอบรองชนะเลิศ
รอบชิงที่ 3 ทายว่าชนะทีมชาติอุรุกวัย แถมด้วยทายว่า ทีมชาติสเปนชนะเนเธอร์ แลนด์ในรอบชิง
สร้างกระแสสัตว์ทำนายฟีเวอร์ไป ทั่วโลก
แล้วดังก้องโลกอีกครั้ง เมื่อสิ้นอายุขัย 26 ต.ค. 2553 อายุ 2 ปี 9 เดือน
-มาร์ค วี 11-วิทวัส ท้าวคำลือ พิษล่าแม่มด
มาร์ค วี 11 หรือ วิทวัส ท้าวคำลือ หนุ่มน้อยวัย 17 จากเมืองเชียงใหม่ นักล่าฝันทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ 7
โด่งดังในใจชาวม็อบแดง แต่แสลงใจแฟนคลับ "มาร์ค อภิสิทธิ์"
เมื่อมีคนตาดีไปเห็นข้อความฝีมือหนุ่มมาร์ค โพสต์ถึงนายกฯ มาร์คลงในเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ค.2553 ไล่ให้ลาออก กรณีสั่งสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อ 19 พ.ค.2553
ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ตามมาด้วยการถูกสั่งงดขึ้นแสดงคอนเสิร์ต เอเอฟ
หนุ่มมาร์คควงบิดา-มารดาออกมาแสดงความรับผิดชอบ
ประกาศถอนตัวจากบ้านเอเอฟ 7 เพื่อลดกระแสสังคม หวังให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม
แต่ยืนยันไม่ใช่ผู้โพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูง
-สรยุทธ สุทัศนะจินดา : 'แย่งซีนนายกฯ'
สรยุทธ สุทัศนะจินดา จากพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง กลายเป็น 'ฮีโร่' ของคนไทยที่ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ในเดือนต.ค.2553
อดีตนักข่าวประจำรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาล
โด่งดังจากพิธีกรรายการ ถึงลูกถึงคน, คุยคุ้ยข่าว ทาง โมเดิร์น ไนน์ ทีวี
ถูกวิกค่ายพระรามสี่ ดึงตัวมาจัดรายการ เรื่องเล่าเช้านี้, เรื่องเด่นเย็นนี้
นอกจากทำหน้าที่เล่าข่าว ยังชิงลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาดกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ลุยน้ำท่วม
ถูกมองว่าแย่งซีนท่านผู้นำ
ชาวบ้านจำชื่อได้แม่น เพราะโดนใจวิธีทำ งานมากกว่า
เปิดเวทีให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนสารพัดเรื่องได้ระบายผ่านรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ ทั้งคดีทำแท้ง 2002 ศพ, แอนนี่ บรู๊ค หรือพ่อค้ายาเสพติด จิ๊บ ไผ�เขียว หรือนายนพดล ประสงค� ศิล น้องชายมือปืนที่ยิงน้องโตมี่ จนเสียชีวิต เคยติดต่อขอมอบตัวผ่านรายการ
ทำหน้าที่สื่อเกาะติดทุกสถานการณ์ แต่ทำไปทำมา โดดเด่นได้ใจชาวบ้านเหนือกว่านายกฯ ด้วยซ้ำ
-'เสธ.แดง'พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
ปิดฉาก'แดงฮาร์ดคอร์'
เสธ.แดง หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ฮาร์ดคอร์แถวหน้าของกลุ่มคนเสื้อแดง เสียชีวิตเมื่อ 17 พ.ค.2553
หลังถูกลอบยิงด้วยปืนติดกล้องบาดเจ็บสาหัสระหว่างยืนให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศ บริเวณแยกศาลาแดง ค่ำวันที่ 13 พ.ค.
ส่งผลให้พื้นที่ชุมนุมแยกราชประสงค์ร้อนระอุขึ้นทันที เพราะวันเดียวกันมีมือดีลอบยิงเอ็ม 79 ถล่มซ้ำ ผู้คนบาดเจ็บกว่า 20 ราย
ตามด้วยเหตุการณ์กระชับพื้นที่ เมื่อ 19 พ.ค. มีการก่อวินาศกรรมหลายแห่ง ฝ่ายรัฐบาลโยงใยว่าเป็นฝีมือของลูกน้องเสธ.แดง
อดีต ตท. 11 จปร.รุ่น 11
วิจารณ์การทำงานของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จนถูกสั่งพักราชการตั้งแต่เดือนม.ค. 2553
ประกาศตัวเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตระเวนขึ้นเวทีเสื้อแดง ระดมทหารพรานภาคอีสานมาร่วมขบวนทำหน้าที่การ์ด เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มฮาร์ดคอร์เสื้อแดง
แม้จะสวมเสื้อเกราะ แต่โดนกระสุนเจาะเข้าที่ศีรษะ 1 นัด ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ปิดฉากแกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์
-โคทม อารียา : เดินธรรมดับไฟ
ถือฤกษ์ช่วงเดือนศักดิ์สิทธิ์คือเข้าพรรษาและรอมฎอน โคทม อารียา เคลื่อนขบวนธรรมยาตรา จากศาลายาสู่ปัตตานี
ความหวังสูงสุด สันติวิธีดับไฟใต้
นักวิชาการประชาธิปไตย ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติ วิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
ระบุ ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 คน เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการให้เกิดการผสมผสานกลมกลืน แต่อีกฝ่ายต้องการความยุติธรรม ตลอดจนการคงรักษาความเป็นชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์อื่นๆ
ดังนั้น หากมุ่งให้เกิดการแพ้ชนะ ความขัดแย้งจะยืดเยื้อต่อไป
ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง แก้ข้อขัดแย้ง เอาใจเขามาใส่ใจเรา อันจะนำไปสู่การเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
พระสงฆ์ นักกิจกรรมทางสังคม ภาคประชาชน เหล่าเยาวชน จึงรวมขบวนเดินเท้า 1,100 กิโลเมตร เป็นสัญลักษณ์
เปิดใจ "ผมเป็นคนข้างนอก ทำได้เพียงสนับสนุนให้กำลังใจ หรือนำข้อมูลข่าวสารไปเผยแพร่เท่านั้น เชื่อว่าถ้าเรามีความหวังที่จะแก้ปัญหา มีกำลังใจที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วสำหรับการเดินทาง"
-พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ : ฉากเบื้องหน้า บทเบื้องหลัง
คลิปฉาวใดๆ ไม่เท่าคลิปที่ระบุว่า พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อำนวยการผลิต ทั้งแสดงนำเอง
อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ กับคลิปวิดีโอที่เมื่อสิ้นภาพ สิ้นเสียง รับผลกระทบกระเทือนรุนแรงคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
นับตั้งแต่รายการ วิรัช ร่มเย็น ทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรคประชา ธิปัตย์ คุยแท็กติกกัน
ประชาธิปัตย์โวยวาย เป็นการขุดบ่อล่อปลา
แต่แจงไม่ออก ทำไมปลาจึงว่ายรี่ไปตกบ่อเสียเอง
ตามด้วยเปิดบทสนทนาตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญกรณีข้อสอบข้าราชการระดับ 3 รั่วไหล ที่ตุลาการเรียงหน้าออกมาโต้เป็นความเท็จ
เจ้าตัวก็มีคลิปส่วนตัวเหมือนกัน ชื่อ "เปิดใจพสิษฐ์ผู้ปิดทองหลังพระ"
ไม่พูดถึงศาลสักคำ แต่พูดถึงประธานบริษัทแห่งหนึ่งที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม และกระแสจากบุคคลภายนอกบริษัท สามารถจะบอกให้บริษัทนั้นซ้ายหันขวาหันได้ ทั้งที่ทุกอย่างควรมีความตรงไปตรงมา ในการดูแลบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในมาตรฐานเดียวกัน
แล้วสรุป "กระผมเป็นเพียงแค่นาฬิกาปลุก มากราบเรียนทุกท่านทราบ"
-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา : ผลักไสคนเสื้อแดง
ตลอดปี 2553 บทบาทของ บิ๊กตู่ - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทหารเสือราชินีและหนึ่งในบูรพาพยัคฆ์ ผบ.ทบ.คนที่ 37 โดดเด่นและถูกจับตาในทุกการเคลื่อนไหว
แม้พยายามลอย ตัว ขณะเป็นรองผบ.ทบ.
ไม่ออกนอกหน้ากรณีต่อกรกับม็อบคนเสื้อแดง ทั้งที่สี่แยกคอกวัวและแยกราชประสงค์ ในเดือนเม.ย.-พ.ค.
ด้วยความที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง เป็นคนแรง กล้าชน สุขุม จึงได้รับความไว้วางใจจากบิ๊กในรัฐบาลและกองทัพ
แต่ก็ผลักไสให้แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย และไม่จงรักสถาบัน
ชนม็อบแดงตอนเป็นแม่ทัพภาค 1 ทุกช็อต
เมื่อมาเป็นผบ.ทบ.สมใจ ก็ต่อกรทุกเม็ดเช่นกัน
จนหลายคนไม่สบายใจ
-นที สรวารี : ราชประสงค์'ที่นี่มีคนตาย'
นที สรวารี นักกิจกรรมผู้เข้าร่วมการรำลึกถึงคนตายจากเหตุการณ์ พ.ค.2553
ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบอุ้มขึ้นรถขนผู้ต้องหาของสน.โพงพาง ขณะตะโกน "เราเห็นคนตาย ที่นี่มีคนตาย เพื่อนเราถูกฆ่า เอาชีวิตเพื่อนเราคืนมาแล้วพวกเราจะปรองดองด้วย" บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อ 18 ก.ค. 2553
ระหว่างการทำกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เรียกร้องขอสิทธิในการแสดงออก
ถูกขังนานหลายชั่วโมง ปรับ 100 บาท ก่อนปล่อยตัว ฐานส่งเสียงดังในที่สาธารณะ
จบศิลปศาสตรบัณฑิต สถาบันราชภัฏพระนคร ปี 2537
บัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำงานกับเด็กชนบท เป็นครูข้างถนน
ทำงานเพื่อสังคมตลอด ตั้งสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ช่วยเหลือคนเร่ร่อนสนามหลวง
เจ้าของรางวัลคนดีคู่สังคม ปี 2549 และ 2551 ทางทรูวิชั่นส์
ฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน มีสิทธิที่จะมีความเห็นที่แตก ต่าง ถ้าดำเนินการรุนแรงใดๆ บนความต่าง นั่นคือการยอมรับว่าประเทศนี้ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย
-สมบัติ บุญงามอนงค์ : กำเนิด'อาทิตย์สีแดง'
เป็น "หนูหริ่ง" เจ้าตำนานบุกเบิก "สีแดง" เป็นสัญลักษณ์รำลึกราชประสงค์
นำสู่การชุมนุมเสื้อแดงมืดฟ้ามัวดินขัดตารัฐบาลในเวลาต่อมา และนั่นนำเขาไปสู่คุกคลองห้า ของตชด. ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เจ้าของฉายา "บ.ก.ลายจุด" ในอินเตอร์ เน็ต เคลื่อนไหวทำงานในภาคเอ็นจีโอ จากกลุ่มมะขามป้อมสู่มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งมีบทบาทอย่างสูงในการเสาะหาคนที่สูญหายในเหตุการณ์นองเลือดเดือน พ.ค.2535
กลุ่มแรกที่ออกมาประท้วงรัฐประหาร ก.ย.2549 สวมเสื้อแดงต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับคมช.
ล่าสุด กำเนิดขบวนการ "อาทิตย์สีแดง" รำลึกถึงการล้อมปราบและสังหารหมู่กลางเมือง 19 พ.ค.53
ประกาศ "เราเห็นคนตาย และมีคนตายที่นี่ที่แยกราชประสงค์" แล้วแข็งขันจัดกิจ กรรมต่อเนื่อง บอกย้ำ "เราไม่ลืม"
ผูกผ้าแดง กินข้าวแดง ลูก โป่งสีแดง และกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงสัญจร
ถูกขวางกดดัน จนต้องล้มเลิกทอล์กโชว์
ไม่มีใครสั่ง หรือเป็นนอมินีให้ใคร "ทั้งหมดเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ทุกคนมาด้วยใจเพื่อมาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และกิจกรรมที่จัดแต่ละครั้งถึงจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็สามารถทําให้สะเทือนไปถึงรัฐบาลได้"
แล้วก็จริง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, December 31, 2010
10 บุคคลแห่งปี
บทความข่าวสด : การตาย ที่ไม่ตาย ของ“แดง คชสาร”วีรชนคนรากหญ้า
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
การตาย ที่ไม่ตาย การตาย ของ แดง คชสาร ตาย เพื่อ อุดมการณ์
ไม่ว่าจะเอ่ยนาม น้อย บรรจง ไม่ว่าจะเอ่ยนาม แดง คชสาร
ยากเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชน โซเชียล เน็ตเวิร์ก อย่าง ทวิต เตอร์ หรือ เฟซบุ๊ก จะขานรับอย่างคนคุ้นเคย
นามของ แดง คชสาร แปลกหน้าอย่างยิ่ง
นามสกุล บรรจง ของเขาอาจรู้จักเพียงในหมู่บ้านเล็กๆ ของตำบลแห่งหนึ่ง อำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ
ไม่มี "สาแหรก" สืบสายยาวไปได้แม้เพียง 3 สาแหรก อย่าว่าแต่ 8 เลย
แต่เชื่อหรือไม่ว่างานเผาศพของ น้อย บรรจง หรือ แดง คชสาร ณ วัดศรีบุญเรือง ต.หนองหอย อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีผู้ไปร่วมงานศพอย่างชนิดมืดฟ้า มัวดิน
ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ดารา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่นักร้อง
ไทยรัฐรายงานว่ามีผู้เข้าร่วมงานศพจนเต็มทั้งวัด ขณะที่ข่าวสดรายงานว่ามีผู้มาร่วมงานกว่า 5,000 คน
ทำไม
น้อย บรรจง เป็นคนขับรถตุ๊กตุ๊ก แต่บทบาทเด่นประการหนึ่งของเขา คือ บทบาทในฐานะดีเจ.ผ่านสถานีวิทยุชุมชนกลุ่มรักษ์เชียงใหม่ 51
หลายคนจึงรับรู้นามของเขาผ่าน ดีเจ.แดง
ยิ่งกว่านั้น เขาเป็นคนขับรถตุ๊กตุ๊กที่ร่วมเรียกร้องประชา ธิปไตยเรียกร้องความเป็นธรรมกับกลุ่มเสื้อแดงอย่างเอาการเอางาน
อีกบทบาทหนึ่งของ แดง คชสาร นอกเหนือจากดีเจ. คือ เป็นการ์ด
เมื่อแกนนำกลุ่มรักษ์เชียงใหม่ 51 แตกกระจายไปพร้อมกับการปราบปรามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 แดง คชสาร เป็นคนหนึ่งที่เข้ามาดำรงอยู่ในสถานะแห่งแกนนำกลุ่มรักษ์เชียงใหม่ รุ่น 2
ตรงนี้เองที่กลายเป็นเป้าของกระสุน
มองในแง่การเติบใหญ่ที่ผ่านมา น้อย บรรจง อาจเป็นแรงงานรับจ้างคนหนึ่งท่ามกลางความเจริญของมหานครเชียงใหม่
แต่การตัดสินใจ "เลือก" เส้นทางตามความเชื่อต่างหากที่ทรงความหมาย
ขณะเดียวกัน การเลือกจากฝ่ายผู้มีอำนาจให้เขาตกเป็น "เป้า" แห่งการไล่ล่าและลอบสังหารได้ทำให้การเสียสละของ น้อย บรรจง หรือ แดง คชสาร มิได้เบาดั่งขนนก หากแต่หนักแน่นดังดอยอินทนนท์
ผู้มีอำนาจต้องการ "ฆ่า" น้อย บรรจง และ แดง คชสาร
แต่ น้อย บรรจง และ แดง คชสาร ก็ตายเพียงร่าง หากความคิด ความเสียสละ ยังดำรงอยู่
คนธรรมดาสามัญระดับรากหญ้าคนหนึ่งได้รับการให้เกียรติจากสังคมหนักแน่นถึงเพียงนี้
แจ่มชัดอย่างยิ่งว่าเป็นการให้เกียรติจากบทบาทและการเติม "ความหมาย" จากการลงมือปฏิบัติที่เป็นจริง ด้วยการลงมือต่อสู้ตามความเชื่อทางการเมืองของตน
การตายของ น้อย บรรจง และ แดง คชสาร จึงเป็นการตายที่ไม่ตาย
(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 28 ธันวาคม 2553)
อุบัติเหตุรถตู้เก้าศพ ปรากฎการณ์นางสาวเอ และสังคมไทย
ที่มา ประชาไท
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ
หมายเหตุ: *ผู้เขียนเลือกที่จะใช้ชื่อนางสาวเอ แทนการใช้ชื่อจริงเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ต้องหาในฐานะเป็นผู้เยาว์
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า อุบัติเหตุรถตู้เก้าศพสร้างความโกรธ โมโห และความรู้สึกสงสารครอบครัวผู้เสียชีวิตไม่มากก็น้อยจากคนไทยจำนวนมาก (โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้) อุบัติเหตุนี้ได้เกิดปรากฎการณ์ความโกรธแค้น โมโห และความรู้สึกที่รุนแรงต่อนางสาวเอ เช่น การตั้งกลุ่มแสดงความโมโหและการใช้คำหยาบประนามนางสาวเอใน Facebook ขึ้นและตามเว็ปบอร์ดต่างๆ
หลังจากที่มีผู้ใช้ Facebook ตั้งกลุ่ม เรา “มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านไม่พอใจนางสาวเอ” ขึ้นตอนนี้มีสมาชิกมากกว่า 204,982 คนภายในระยะเวลา 2-3 วัน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานว่าภายในระยะเวลา 18 ชั่วโมง กลุ่มนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น 150,000 คน ในขณะเดียวกันนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการตั้งกลุ่ม “มั่นใจว่าเด็ก มธ.ทั้งมหาลัยเกลียด นางสาวเอ” ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 15,298 คน
นอกจากนี้ยังมีการเขียนแฮชแท็กใน Twitter ว่า #ihate (ชื่อของคนขับ) และมีความพยายามค้นหา Twitter ของนางสาวเอเพื่อที่ผู้ใช้ Twitter จะสามารถเขียนประณามเธอได้ รวมถึงการเกิดการตั้งกระทู้ที่หยาบคายประณามการกระทำของนางสาวเอคล้ายกับว่าผู้เขียนข้อความเหล่านั้นได้เชื่ออย่างแน่แท้ว่าว่า การขับรถชนรถตู้โดยสารจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) ถึงหมอชิตเป็นสิ่งเธอได้วางแผนไว้อย่างไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อที่ต้องการให้มีผู้เสียชีวิตแปดคน หาใช่อุบัติเหตุที่เธอไม่ได้คาดคิดหรือตั้งใจไม่
ตลกร้ายก็คือ มีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งกลายเป็น “แพะ” หลังจากเขียนข้อความแซวประหนึ่งว่าเป็นคนที่เพิ่งขับรถชนคนแล้วมาทวีต ข้อความแซวดังกล่าวถูกขยายซ้ำ เขาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ที่ขับรถชนเสียเอง สังคมโซเชียลมีเดียจึงกลายร่างเป็นศาลเตี้ยแบบไทยๆ ลุกขึ้นมาเชือดแพะทันที
บทความนี้มีความมุ่งหมายในการตั้งคำถามกับสังคมไทย (โดยเฉพาะผู้ใช้อินเตอร์เน็ต) และพยายามจะอธิบายว่าปรากฎการณ์ “นางสาวเอ” นี้จะสามารถนำมาอธิบายสังคมไทยได้อย่างไร
(1)
การตัดสินใจหลายๆ กรณีในสังคมไทยเกิดขึ้นผ่านการใช้ข่าวลือ การพูดต่อๆ กัน มากกว่าการใช้เหตุผล
กรณีนี้มีการสร้างข่าวลือจำนวนมากที่ไม่สามารถตรวจสอบได้หรือไม่มีหลักฐานสนับสนุน เช่น การสร้างข่าวลือว่านางสาวเอหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ข่าวลือว่ามีความพยายามเปลี่ยนอายุของเธอจาก 16 ปีเป็น 18 ปี ข่าวลือว่าเธอขับรถชนเพราะกำลังเล่นบีบีอยู่ ข่าวลือการพูดคุยระหว่างเธอกับเพื่อนในบีบีที่ไม่ได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ ข่าวลือว่าเธอขับรถชนเสร็จแล้วลงมาเล่นบีบี (ซึ่งในกรณีนี้หลังนี้ได้มี Netizen ท่านหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าภาพที่นางสาวเอกำลังกดบีบีนี้ เหมือนกับว่าเธอกำลังกดโทรศัพท์มากกว่า เพราะภาพต่อมาที่วิดีโอแสดงคือภาพที่เธอกำลังเอาโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูและเช่นเดียวกันการให้ข่าวของพี่ชายต่างมารดาของเธอว่ากำลังติดต่อบิดาของเธอ)
(2)
สังคมไทยขาดวุฒิภาวะในการพูดคุยกัน ถกเถียง แลกเปลี่ยนด้วยเหตุผล และการแลกเปลี่ยนอย่างไม่สนับสนุนความรุนแรง
ในกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแสดงความเกลียดแค้นต่อเธอ มีการใช้คำหยาบอย่างเช่น “สัตว์หนักแผ่นดิน” “อยากเอาบีบีตบหน้ามันจัง อีกระหรี่ซีวิค” “อีฆาตกร” และอีกหลายคำกล่าวรวมถึงการโพสต์เบอร์โทรศัพท์ของเธอและของบิดาของเธอเพื่อเรียกร้องให้มีการโทรไปด่า แทนการพูดคุย ถกเถียงเพื่อหาข้อเท็จจริงและอธิบายสถานการณ์โดยใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ผู้เขียนโดยส่วนตัวเชื่อว่าผู้ที่ทำผิดในกรณีนี้ควรจะต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม การจะติดตามและตรวจสอบให้ที่มีการดำเนินการอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และควรกระทำ แต่การตรวจสอบกับการเรียกร้องให้มีการรุมทำร้ายหรือประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
(3)
ปรากฎการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง (ในหลายๆ ตัวอย่าง) ที่แสดงปัญหาของระบบการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ที่ไร้ซึ่งความปลอดภัยและไม่มีมาตรฐาน
ระบบรถเมล์ รถมอเตอร์ไซค์ รถตู้ปรับอากาศ ที่คนเดินทางส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่าง ชนชั้นกลางในเมืองไม่มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยเลย การเกิดอุบัติเหตุกับรถโดยสารเหล่านี้แทบทุกอาทิตย์ แต่ยังคงไม่ได้มีการปรับปรุงอย่างเต็มที่ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่เวลาเกิดอุบัติเหตุทีไรก็จะมีการเรียกร้องจากฝ่ายญาติผู้เสียชีวิตว่า “ขอให้กรณีนี้เป็นกรณีสุดท้าย”
เหตุการณ์กรณีนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น หากรถตู้โดยสารจะมีบังคับที่ชัดเจนตามกฎหมายว่ารถตู้ทุกคันต้องมีเข็มขัดนิรภัยและผู้โดยสารต้องใส่เข็มขัดนิรภัยด้วย เนื่องจากเหยื่อที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการเหวียงของรถทำให้เหยือกระเด็นออกมานอกตัวรถ
(4)
สังคมไทยให้ความสำคัญของชีวิตคนที่แตกต่างกัน ตามชนชั้นทางสังคม ตามกลุ่มทางสังคม ตามองค์กรทางสังคมที่ตน เป็นสมาชิก
ในกลุ่ม เรา “มั่นใจว่าเด็ก มธ. ทั้งมหาลัยเกลียดนางสาวเอ” มีคำถามที่น่าสนใจว่าหากคนที่เสียชีวิตไม่ได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่ม (ที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหรือศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย) จะให้ความสำคัญกับการเสียชีวิตครั้งนี้ไหม?
เช่นเดียวกันที่มีการตั้งคำถามว่าถ้าหากผู้เสียชีวิตเหล่านี้เป็นตาสีตาสา แรงงานพม่า ขอทาน แต่ไม่ใช่นักศึกษา-อาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำ นักเรียนนอก นักวิจัย สังคมไทยจะให้ความสำคัญเช่นนี้หรือไหม
เราคงจำได้ถึงการเสียชีวิตของแรงงานพม่า 54 ศพที่หาเป็นวาระแห่งชาติในหมู่ชนชั้นกลางไม่
การเสียชีวิตของคนจำนวนเก้าคนเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ในกรณีเดียวกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย (เช่น ในกรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีคนเสียชีวิตแทบทุกวัน ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์มากกว่า 4 พันคน)
แต่การที่เหยื่อเป็นชนชั้นกลางในเมืองอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงจากชนชั้นกลางด้วยกัน ตัวอย่างที่สามารถอธิบายได้กับกรณีนี้ คือ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยอธิบายว่าโสเภณีในกรุงเทพฯ ที่เป็นคนจนเป็นปรากฎการณ์ที่ปกติและเกิดขึ้นมานานแล้วและเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางยอมรับได้ แต่เมือเกิดปรากฏการณ์โสเภณีนักศึกษาไซด์ไลน์ ชนชั้นกลางไม่สามารถรับได้เพราะเป็นชนชั้นเดียวกัน
(5)
สังคมไทยเคารพสิทธิผู้ต้องหาต่ำมาก
สังคมไทยขาดความเข้าใจว่าไม่รู้ว่าผู้ต้องหาไม่ว่าจะกระทำผิดรุนแรงแค่ไหนก็ต้องมีสิทธิ มีความเป็นมนุษย์เหมือนประชาชนทุกคนตามหลักรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นเมือเราเปรียบเทียบกับกรณีอื่นๆ เช่น กรณีผู้ต้องหายาเสพติด สังคมไทยส่วนใหญ่ (ไม่ว่าคุณจะอยู่สีเหลืองหรือสีแดง) จะให้ความยอมรับวิธีการวิสามัญฆาตกรรม แทนการนำผู้ต้องหามาขึ้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม อีกกรณีหนึ่ง คือ ในฐานะที่ผู้ต้องหาเป็นผู้เยาว์ควรจะได้รับการปกป้องชื่อเสียงและสิทธิโดยไม่มีการเปิดเผยชื่อจริง แต่สื่อมวลชนไทยจำนวนมากได้เปิดชื่อจริง นามสกุลจริงของเธอไปแล้ว
เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่ครอบครัวนางสาวเอได้ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ครอบครัว ไม่ได้นอนในหลายวันที่ผ่านมา เพราะต้องพานางสาวเอย้ายโรงพยาบาลสามแห่งหลังจากถูกขู่ฆ่าและมีการพยายามบุกเข้ามาในห้องของเธอ รวมถึงการโทรศัพท์ไปที่บ้านเพื่อประณามทั้งคืน
(6)
การเกิดขึ้นของปรากฎการณ์ครั้งนี้อาจจะมีส่วนสำคัญ คือ สังคมไทยมีความเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมของตำรวจต่ำมาก และในอีกด้านหนึ่ง ปรากฏการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ยังมีค่านิยมที่ตายตัว เช่น คนรวยมักทำผิด นักการเมืองเลว
หลายๆ ครั้งมีความเชื่อว่า หากผู้กระทำเป็นผู้มีอำนาจหรือมีอิทธิพล เช่น คนมีนามสกุลดัง มีพ่อเป็นนักการเมือง เป็นคนรวยหรือลูกคนรวย ความยุติธรรมกับผู้เสียชีวิตจะเกิดขึ้นได้ยาก ประสบการณ์ที่ลูกของนักการเมือง ผู้มีอิทธิพลจะได้รับโทษเบาๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์
การเกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นมาอาจจะเป็นความไม่มั่นใจของสังคมว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถให้ความเป็นธรรมกับเหยือได้จริงหรือเปล่า
(7)
แต่ในขณะเดียวกันสังคมไทยมีการมองปัญหาแบบฉาบฉวยและมีการใช้ค่านิยมแบบฉาบฉวย เช่น มองว่าลูกคนรวย คนที่มีนามสกุลใหญ่จะเลวหมด เป็นอภิสิทธิ์ชนหมด คล้ายกับแนวคิดที่เชื่อว่าข้าราชการและนักการเมืองจะเลวหมด
สังคมไทยพร้อมที่จะออกมาก่นด่าคนจนทำให้ผู้วิจารณ์รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีมีศิลธรรม และมองข้ามข้อเท็จจริงที่สำคัญ ซึ่งค่านิยมที่เหมารวมเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์เพราะผู้วิจารณ์ก็จะสามารถติด่าแต่ไม่สนใจรายละเอียดหรือโครงสร้างของปัญหา
และที่สำคัญที่สุด ปรากฎการณ์นี้อาจแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยในตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง ที่เราต้องมีกลุ่มคนที่เราเกลียดแค้นตลอดเวลา เช่น การเกลียดแค้นกลุ่มคนเสื้อแดงโดยคนเสื้อเหลือง คนเสื้อเหลืองโดยคนเสื้อแดง การเกลียดแค้นโจ๊ก ไผ่เขียว จนมาถึงการเกลียดแค้นนางสาวเอในตอนนี้ อาจเพราะคนจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้พูดว่า "เธอนั่นล่ะ ผิด"
พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง (4): เมื่อพุทธศาสนาถูกครอบงำด้วยอำนาจทางโลก
ที่มา ประชาไท
จากการเสวนา "พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง" โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553 ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ
(๔) เมื่อพุทธศาสนาถูกครอบงำด้วยอำนาจทางโลก
วิจักขณ์ พานิช: คุณศิโรตม์ได้ช่วยตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่พุทธศาสนามีต่อสังคมและการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนขององค์กรทางศาสนจักร บทบาทของนักบวช หรือตัวคำสอนเอง ซึ่งหลายๆคำถามได้แสดงถึงแนวโน้มที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาทมากๆเลยนะครับ ซึ่งอย่างที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้น ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าพุทธศาสนาในประเทศไทย ได้แปรจากความเป็นเถรวาทไปสู่รูปแบบพุทธศาสนาแบบอื่นไปแล้วในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เอง จนเราอาจเรียกพุทธศาสนาแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ว่า พุทธศาสนาแบบราชสำนัก
พุทธศาสนาแบบราชสำนักนี้จริงๆมันก็มีอยู่แต่ไหนแต่ไรนะครับ เพียงแต่อำนาจรัฐในอดีตไม่สามารถครอบงำจนพุทธศาสนาได้รับผลกระทบจนเป็นพิมพ์เดียวกันได้ขนาดนี้ การเปลี่ยนแปลงที่ผมมองว่ามีอิทธิพลมากที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ ๔ คือ อย่างที่ทุกคนคงรู้นะครับว่า ก่อนขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ ๔ นั้นบวชเป็นพระอยู่หลายปี และได้ก่อตั้งนิกายธรรมยุติขึ้นมา ด้วยความต้องการที่จะปฏิรูปพุทธศาสนาให้ “ถูกต้อง” ก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้น ซึ่งในขณะนั้นพุทธศาสนาเถรวาทที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆของประเทศ ถือว่ามีความหลากหลายสูงมาก แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง คือ มีการรวมศูนย์อำนาจทางศาสนจักร มีรูปแบบการสร้างวัด อุโบสถเป็นแบบมาตรฐาน มีการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับคณะสงฆ์ มีการนำความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาผนวกเข้ากับการอธิบายทางพุทธปรัชญา ทำให้เป็นตรรกะและพิสูจน์ได้ แล้วตัดมิติในเรื่องของคุณค่าทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งบางอย่างออกไป ด้วยเหตุผลว่าเป็นเรื่องงมงายและพิสูจน์ไม่ได้ เช่น เทพปกรณัม ภพภูมิ นรกสวรรค์ เทวดา บุคลาธิษฐาน พิธีกรรม สิ่งเหล่านี้เคยมีในพุทธศาสนาแบบพื้นบ้านและได้ถูกลดทอนคุณค่าไปในยุคนั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันมีผลอย่างมากต่อบรรยากาศและทิศทางของพุทธศาสนาเถรวาทที่เคยงอกงามอย่างหลากหลายในท้องถิ่น อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทิศทางที่พุทธศาสนาได้ถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐก็ได้ จนศาสนามีความใกล้ชิดและยึดโยงอยู่กับอำนาจรัฐอย่างแนบแน่น และได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสถาบันหลักทางสังคม ซึ่งก็หมายถึงการมีสถานะทางสังคมที่สูง และมีอำนาจทางสังคมและการเมืองอย่างจะปฏิเสธไม่ได้เลย
อำนาจและสถานะที่พุทธศาสนาได้รับมาตรงนี้ ถ้าลำพังอยู่แต่ในเมืองหลวงมันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากหรอกนะครับ อย่างที่เคยเป็นมาก่อนรัชกาลที่ ๔ แต่พอมันไปผนวกกับรูปแบบรัฐชาติสมัยใหม่มันก็ได้พัฒนารูปแบบของมันกว้างขวางออกไป จนบทบาทของพระสงฆ์ก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ตัวคำสอนเปลี่ยนไป แนวโน้มของการมองมนุษย์ไม่เท่ากัน ศาสนาไม่เท่ากับคน และอื่นๆ ที่คุณศิโรตม์ได้ตั้งคำถามไว้ก็เริ่มแพร่หลายกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป อันนี้ก็ลองสังเกตกันดูครับว่าพุทธศาสนาแบบนี้มันยังมีรากฐานอะไรของพุทธศาสนาเถรวาทเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ความอ่อนน้อมหายไปไหน และที่สำคัญมิติของการสละสิทธิ์ และไม่ถือครองอำนาจนั้นมันหายไปไหน อำนาจนี่มันอันตรายนะครับ หวงไว้ไม่กระจายออกไปให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมันก็ทำลายตัวเอง และการมีอำนาจมากๆก็มักทำให้เกิดความประมาท และภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา
สังคมไทยได้ตัดขาดจากรากของพุทธศาสนาเถรวาทที่เราเคยมีในอดีต และหลุดลอยไปสู่รูปแบบอำนาจทางศาสนาที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือถูกครอบงำโดยอำนาจทางโลก เราจึงกำลังเป็นสังคมพุทธที่ไม่มีรากฐานทางปัญญา แต่พร้อมจะศรัทธาและเชื่อคนที่มีสถานะสูง ซึ่งรวมถึงสถานะทางศาสนา ความเป็นคนดีมีศีลธรรม และการเป็นที่ยอมรับทางสังคม ซึ่งผนวกกับเรื่องความเชื่อและชนชั้นทางสังคมโดยตรงนะครับ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนาได้ถูกตัดขาดจากรากหรือต้นธารใน “ป่า” ไปแล้ว แต่คนทั่วไปกลับไม่เห็นว่าเป็นปัญหา กลับมองว่า ก็ดีเสียอีกที่พุทธศาสนามีอำนาจ เป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีสมณศักดิ์ มีสถานะทางสังคมมากขึ้น สามารถสอนสั่ง ชี้แนะ ชี้ถูกชี้ผิดแก่สังคมได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นความประมาทอย่างมาก และผลของความประมาทนี้กำลังส่งผลถึงบทบาทที่พุทธศาสนามีต่อสังคม และตัวคำสอนของพุทธศาสนาเองในปัจจุบัน
คนที่ท้าทายพุทธศาสนาแบบราชสำนัก และมีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากที่สุดคนหนึ่ง ก็คือ ท่านอ.พุทธทาส ท่านพุทธทาสถือได้ว่าเป็นพระรูปแรกเลย ที่กล้าท้าทายรูปแบบพุทธศาสนาแบบราชสำนัก แม้จะไม่ได้เป็นโดยการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงออกที่รุนแรงอย่างสันติอโศก แต่ผมมองว่ามันได้ส่งผลสะเทือนให้คนได้สติและย้อนกลับไปหารากเหง้าของเราไม่น้อยเลยนะครับ ในประวัติของท่านอ.พุทธทาส อย่างที่เรารู้กันดี สมัยหนุ่ม ท่านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ที่วัดแห่งนี้ (วัดปทุมคงคา) แล้วก็ได้มาเห็นรูปแบบของพุทธศาสนาแบบราชสำนักในเมืองหลวง การศึกษาสมัยใหม่ของคณะสงฆ์ การแก่งแย่งแข่งขัน อำนาจ สถานะ สมณศักด์ต่างๆ พอท่านเห็น ท่านก็บอกว่านี่มันไม่ใช่แล้ว นี่มันไม่ใช่พุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ มันไม่ใช่วิถีของสมณะ วิถีของการสละละวาง จิตวิญญาณที่ไปพ้นอำนาจหรือการปรุงแต่งทางโลก มันได้กลายเป็นอะไรไม่รู้นะครับ ท่านไม่เอาเลย พอกันที เลิกเรียน กลับไปบ้านเกิดที่พุมเรียง ร่วมกับน้องชายและสหายห้าหกคน กับเงินส่วนตัว ซื้อที่ ตั้งสวนโมกข์ขึ้นมา เพื่อกลับไปหาจิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาท ตีความพระไตรปิฎกใหม่ อยู่กันอย่างเรียบง่าย ตั้งวัดในป่า อยู่ร่วมกับธรรมชาติ แล้วย้อนกลับไปหารากเหง้าของพุทธศาสนาที่เคยเป็นรากฐานทางจิตใจของบรรพบุรุษที่สืบทอดต่อกันมา
ดังนั้นถ้าเราพูดกันถึงพุทธศาสนาเถรวาทกับสังคมและการเมือง จิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาทมีความลึกซึ้งไม่น้อยนะครับ แม้จะไม่ได้เป็นไปเพื่ออำนาจต่อรองทางการเมือง แต่โดยมิติทางสังคมแล้ว พุทธศาสนาเถรวาทนั้นถือว่า เป็นคุณค่าทางจิตวิญญาณที่สามารถปรับเข้าหาวัฒนธรรม และผู้คนที่หลากหลายได้ดีมาก ด้วยความที่มันตั้งอยู่บนฐานของการ “สละสิทธิ์” นี่แหละครับ มันเลยเปี่ยมด้วยศักยภาพในการเข้าไปกับผู้คนทุกชนชั้นวรรณะได้ดีมาก คือ เข้าไปเปล่าๆ เปิดใจเรียนรู้เอา โดยไม่หวังว่าจะได้อะไร จะเรียกว่าเป็นอำนาจของความกรุณาก็ได้ ที่ทำให้พุทธศาสนาแบบนี้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณี พิธีกรรม ได้อย่างกลมกลืน สำคัญคือการปรับเข้าหาไม่ได้เป็นไปการปรับอย่างหลับหูหลับตา แล้วไปรับใช้อำนาจทางโลกเพื่อสถานะของศาสนาเอง แต่ปัจจุบันจิตวิญญาณแบบนี้มันเลือนหายไปหมดเลยครับ เพราะอำนาจทางโลกที่พุทธศาสนาได้รับมา แล้วยึดถือมันไว้จนพอกพูนทับถม รวมถึงความใกล้ชิดต่อราชสำนักที่มีมากเกินไป มันได้ส่งผลต่อพฤติกรรมบางอย่าง ที่เราอาจจะเข้าใจไม่ได้เลยหากมองจากจิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาท เช่น การสอนสั่งหรือสื่อสารทางเดียว การมองคนว่าด้อยหรือต่ำกว่าศาสนา การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ สถานะที่สูงส่งเหนือมนุษย์ราวกับสมมติเทพ การดูถูกผู้หญิง ฯลฯ ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นผลจากอำนาจที่พุทธศาสนาได้รับมาจากรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจในฐานะสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ยึดโยงสัมพันธ์กันอย่างแยกจากกันไม่ออกในสังคมปัจจุบัน
ผมจึงอยากจะตั้งคำถามตรงนี้นะครับ เวลาที่เราพูดถึงพุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง เรากำลังพูดถึงพุทธศาสนาแบบไหน เป็นอำนาจของสถาบันศาสนาที่ไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐอย่างแยกจากกันไม่ได้ หรือเป็นคุณค่าของพุทธศาสนาเถรวาทที่เรามีเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมจริงๆ เพราะถ้าเราฟันธงแล้วว่าพุทธศาสนาที่เรามีอยู่มันเสื่อมสมรรถภาพแล้วจริงๆ เราก็จะได้พูดคุยถึงพุทธศาสนาแบบอื่นไปเลย หรือไม่ต้องมีศาสนากันไปเลยก็ยังได้ การมีอยู่ของสถาบันศาสนาในฐานะสถาบันหลักทางสังคมนั้นมีอำนาจและต้นทุนไม่น้อยทั้งทางการเมือง ทางสังคม และทางวัฒนธรรม ซึ่งเราอาจต้องช่วยกันตั้งคำถามต่อบทบาทของศาสนา โดยเฉพาะคุณค่าทางจิตวิญญาณของศาสนาที่มีต่อสามัญชนให้มากขึ้น แต่โดยส่วนตัวผมยังมองว่าหากเราย้อนกลับไปหาจิตวิญญาณของพุทธศาสนาแบบเถรวาทจริงๆ มันยังมีอะไรที่ดี ที่เราสามารถนำมาใช้ได้ อีกทั้งยังจะเป็นรากฐานให้กับการต่อยอดของพุทธศาสนาแบบอื่นๆ ที่จะเสริมให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทางการเมือง และเกื้อกูลสังคมประชาธิปไตยในทางที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น
อัยการยื่นฟ้อง 10 เอ็นจีโอปีนสภา สมัย "สนช." - ศาลยอมให้ประกันตัว
ที่มา ประชาไท
อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง 10 เอ็นจีโอ ปีนสภาคัดค้านการออกกฎหมายสมัย สนช.เมื่อปี 50 จำเลยนัดยื่นขอประกันตัวในวันเดียวกัน ศาลอนุญาตให้ประกัน-นัดตรวจพยานหลักฐาน 28 ก.พ.ปีหน้า
วันนี้ (30 ธ.ค.53) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.นายธงชัย รุ่งเจริญวิวัฒนา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจอน อึ๊งภากรณ์ กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่การกระทำภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่ เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น และร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย
จากกรณี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2550 กลุ่มภาคประชาชนได้ร่วมกันปิดล้อมรัฐสภา และบุกเข้ามาภายในเพื่อขัดขวางสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ไม่ให้พิจารณากฎหมาย จนต้องงดการประชุม โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีดำที่ อ.4383/2553
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้ จำเลยทั้ง 10 คน ได้นัดหมายมาพร้อมกันที่ศาลอาญาตั้งแต่เมื่อเวลา 9.00 น.เพื่อยื่นขอประกันตัวต่อศาล โดยมีญาติ และผู้มาให้กำลังใจกว่า 30 คน โดยในจำนวนนี้มีนางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเดินทางมาให้กำลังใจและเตรียมพร้อมมาเป็นนายประกันด้วย
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเลื่อนนัดจากเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553 เพราะมีปัญหาเรื่องการใช้บุคคลเป็นหลักประกันในการขอปล่อยตัว เนื่องจากหากผู้ใช้ตำแหน่งประกันไม่ได้เป็นญาติกับจำเลย ศาลอาจใช้ดุลพินิจไม่ให้ประกันตัว และคดีนี้จำเลยจำนวน 6 คนใช้ตำแหน่งนักวิชาการ สส. และ สว.ซึ่งไม่ใช่ญาติเป็นหลักประกัน จึงมีประเด็นว่าศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ ส่วนกรณีการใช้หลักประกันอิสรภาพ จำเลยจะต้องใช้หลักทรัพย์คนละ 2 แสนบาท
จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ผู้อำนวยการเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (คนส.) หนึ่งในทีมทนายฝ่ายจำเลย กล่าวให้ข้อมูลว่า หลังจากที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การจำเลยแล้ว จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธและได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาล ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมด และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 28 ก.พ.54 เวลา 09.00 น.โดยจำเลยทุกคนต้องมาศาลอีกครั้ง ก่อนจะมีการนัดสืบพยานในครั้งต่อไป
อนึ่ง จำเลยทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) นายศิริชัย ไม้งาม ปี ประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายพิชิต ไชยมงคล นายอนิรุทธ์ ขาวสนิท นายนัสเซอร์ ยีหมะ นายอำนาจ พละมี นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) นางสาวสารี อ๋องสมหวัง และนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์
จำคุก "85 นักรบศรีวิชัย" คดีบุกเอ็นบีที
ที่มา ประชาไท
คดี 85 นักรบศรีวิชัย บุกเอ็นบีที ศาลสั่งจำคุกโทษสูงสุด 2 ปี 6 เดือน ต่ำสุด 6 เดือน ขณะเยาวชน 6 คนรอลงอาญา 2 ปี ล่าสุดทนายจำเลยยื่นขอประกันตัว สู้คดีชั้นอุทธรณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ธ.ค.53) เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ที่ศาลอาญาห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.4486/2551 กรณีเหตุการณ์ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) หน่วยงานสื่อมวลชนของภาครัฐในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2551 โดยมีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธเนศ คำชุม กับพวกรวม 85 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดยในวันนี้มีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินทางมาฟังคำพิพากษา และให้กำลังใจจำเลยทั้งหมดด้วย
ทั้งนี้ จำเลยทั้งหมดถูกยื่นฟ้องในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันไม่มีเหตุอันสมควรเข้าไปหรือซ่อนตัวในเคหสถาน หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92, 210, 215, 309, 358, 364, 365 และ 371 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2535
คำฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 22-25 ส.ค.51 จำเลย 85 คน ร่วมกันประชุมวางแผนนัดแนะระดมพลจากสะพานมัฆวานรังสรรค์และสถานที่อื่น ตกลงกันไปเพื่อกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกอาคารสำนักงานสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2551 จำเลยทั้งหมดได้พกพาอาวุธปืน เครื่องกระสุน มีดดาบ มีดพก ร่วมกันไปทำลายทรัพย์สินและบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันทำลายทรัพย์สินกว่า 15 รายการ รวมความเสียหายกว่า 6 แสนบาท โดยเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้หยุดการกระทำจำเลยทั้งหมดก็ไม่หยุด อีกทั้งจำเลยยังร่วมข่มขืนใจ นางสาวตวงพร อัศววิไล และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ซึ่งเป็นพนักงานสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และพนักงานคนอื่นๆ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ไม่ให้จัดรายการออกอากาศ และขับไล่ให้ออกจากที่ทำการ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 รับว่าได้ร่วมกับพวกเกินกว่า 5 คน บุกรุกเข้าไปที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที พร้อมกับพกพาอาวุธเข้าไป อันเป็นการกระทำความผิดฐานซ่องโจร แม้ว่าโจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานแต่ตามพฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดดังกล่าว และมีความผิดฐานมีวิทยุสื่อสารในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และ 2 ยังกระทำผิดฐานมีอาวุธปืน และพกพาปืนไปในที่สาธารณะ
ส่วนจำเลยอื่นนั้นโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยคนใดพกพาอาวุธชนิดไหน ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จึงลงโทษจำเลยอื่นไม่ได้ ส่วนความผิดฐานมั่วสุม บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์นั้น รวมทั้งร่วมกันข่มขืนใจ เห็นว่าการวินิจฉัยว่าจำเลยคนใดกระทำความผิดนั้น ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ศาลลงความเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงการที่จำเลยร่วมกันบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเท่านั้น เนื่องจากโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยคนใดกระทำผิดในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 39 และ 80 มีความผิดฐานยาเสพติดใบกระท่อมในครอบครอง
นอกจากนี้ ในความผิดฐานกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เห็นว่าจากการนำสืบของพนักงานสอบสวน พยานโจทก์ระบุว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศชักชวนอาสาสมัครที่จะไปชุมนุมที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีให้ไปรวมกลุ่มที่ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 26 ส.ค.51 ซึ่งเกิดหลังจากที่กลุ่มจำเลยกระทำการดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ส.ค.51 จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหมดจะมีเจตนาร่วมกันกับแกนนำได้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าเกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีก็ตาม
พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-41 และ 43-85 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 วรรคแรก มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83 ขณะกระทำผิด จำเลยที่ 30, 47, 81 อายุยังไม่เกิน 20 ปี เห็นสมควรลดโทษมาตราส่วนโทษ 1 ใน 3 ส่วนจำเลยที่ 83-85 อายุต่ำกว่า 18 ปี เห็นสมควรละโทษให้กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานเป็นซ่องโจร จำคุกจำเลยที่ 1-29 ที่ 31-41 ที่ 43-46 ที่ 48-80 ที่ 82 จำคุกคนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 30 ที่ 47 ที่ 81 คนละ 8 เดือน สั่งจำคุกจำเลยที่ 83-85คนละ 6 เดือน ฐานบุกรุก จำคุกจำเลยที่ 1-29, 31-41, 43-46, 48-80 และที่ 82 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 30, 47, 81 คนละ 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 83-85 คนละ 6 เดือน
จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 วิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี และความผิด พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 และ 23 สั่งจำคุก 1 ปี
จำเลยที่ 2 มีความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 7 และ 72 วรรคสอง สั่งปรับ 1 พันบาท ส่วนจำเลยที่ 39 และ 80 มีความผอดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง 76 วรรคสอง สั่งปรับคนละ 1 พันบาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 24 1ใน3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 รวมเป็นจำคุกกระทงละ 1ปี 4 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 1-41 และ 43-85 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำเลยรับข้อเท็จจริงว่าได้ร่วมกันบุกรุกอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน
จำเลยที่ 1 และ 2 ให้การรับสารภาพ ความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 39 และ 80 ให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 18 เดือน และจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และสั่งปรับ 500 บาท
ส่วนจำเลยที่ 3-29, 31-38, 40, 41, 43-46, 48-79 และ 82 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 39 และ 80 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ปรับ 500 บาท จำเลยที่ 30, 47 และ 81 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยที่ 83-85 มีกำหนด 9 เดือน จำเลยที่ 24 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน
ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 30, 47, 81, 83-85 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 30, 47 และ 81 อายุยังไม่เกิน 20 ปี จำเลยที่ 83-85 ยังเป็นเยาวชน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำเลยดังกล่าวไว้มีกำหนด 2 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ข้อหาและคำร้องอื่นให้ยก
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า หลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายความของจำเลยได้ยื่นคำประกันตัวจำเลยทั้งสิ้น 79 คน เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป
จำคุก 7 เสื้อแดงสารคามฐานวางเพลิง-ขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 5 ปี 8 เดือน
ที่มา ประชาไท
ศาลจังหวัดมหาสารคามตัดสินจำคุกจำเลยคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ ฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินรวม 5 ปี 8 เดือน รวม 7 คน ส่วนส่วนจำเลยที่ 4 รอลงอาญา ด้านทนายเตรียมทำเรื่องขอประกันตัวจำเลยที่เหลือเพื่อสู้คดี
วันนี้ (30 ธ.ค.53) เวลา 09.30 ศาลจังหวัดมหาสารคามนัดฟังคำพิพากษาตัดสินคดีร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ โรงเรือน อันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน และร่วมกันชุมนุม หรือมั่วสุม 5 คนขึ้นไป ฝ่าฝืนข้อกำหนดพระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 บริเวณอำเภอเมือง จ.มหาสารคาม โดยมีจำเลยในคดีทั้งสิ้น 8 คน ได้แก่ นายสมโภชน์ สีกากุล อายุ 23 ปี อาชีพรับจ้าง นายสุชล จันปัญญา อายุ 19 ปี นักศึกษา นายเดชอดุลย์ เดชบุรัมย์ อายุ 20 ปี อาชีพรับจ้าง นายไข่เขย จันทร์เปล่ง อายุ 52 ปี อาชีพค้าขาย นายชรัณย์ เอกศิริ 26 ปี อาชีพรับจ้าง นายอุทัย คงหา อายุ 33 ปี อาชีพรับจ้าง นายมนัส วรรณวงษ์ อายุ 34 ปี อาชีพรับจ้าง นายไพรัช จอมพรรษา อายุ 39 ปี อาชีพรับจ้าง โดยทั้งหมดถูกจำคุกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 เดือน
ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาเป็นเวลา 2 ช.ม. โดยตัดสินจำคุก จำเลยที่ 1-3 และ จำเลยที่ 5-8 เป็นระยะเวลา 5 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในขณะที่จำเลยที่ 4 ได้แก่ นายไข่เขย จันทร์เปล่ง ตัดสินให้รอลงอาญา
สำหรับบรรยากาศหลังทราบคำพิพากษา ญาติและครอบครัวของผู้ต้องขังต่างร้องไห้เสียใจ
สำหรับมูลค่าความเสียหายที่ระบุในคำฟ้อง ซึ่งอ้างถึงความเสียหายของตัวอาคารอำเภอ และพาหนะ เครื่องใช้สำนักงาน รวมถึงสาธารณะสมบัติรวมแล้ว มีมูลค่า 352,000 บาท
ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย ทนายและคณะจะทำเรื่องขอประกันตัวผู้ต้องขังทั้งเจ็ดคนต่อศาลต่อไป
ด้าน นางบุญเลี้ยง จันทร์เปล่ง ภรรยาวัย 51 ปีของนายไข่เขย กล่าวว่า จะต้องเสียค่าปรับหนึ่งหมื่นบาท แต่ไม่มีเงินเสียค่าปรับ ขณะนี้ยังรอความช่วยเหลือภายนอก และว่า อยากให้พี่น้องร่วมคดีออกมาพร้อมกันทั้งแปดคน ไม่อยากให้นายไข่เขยออกมาคนเดียว
นางบุญเลี้ยง แสดงความกังวลด้วยว่า สามีอาจจะเป็นอันตรายเพราะสามีก็เป็นแกนนำ ทำให้รู้สึกกลัวว่าจะถูกฆ่าเหมือนกรณีแดง คชสารที่เชียงใหม่
ที่สุดแห่งปีของท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 ธันวาคม 2553
1.เหตุการณ์สำคัญแห่งปี'53-อำมาตย์ปราบม็อบนองเลือดเม.ย.-19พ.ค.
ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจเหตุการณ์สำคัญแห่งปี'53 มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจจำนวน 1,818 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-เหตุการณ์อำมาตย์ปราบม็อบนองเลือด เม.ย.-19 พ.ค.53 จำนวน1,508 ท่าน คิดเป็น 82%
-รองลงมาคือกรณีที่ ศาลตลก.รธน.ไม่ยุบประชาธิปัตย์ 183 ท่าน (10%)
-เหตุการณ์ยึดทรัพย์+ไล่ล่าทักษิณ 67 ท่าน(3%)
-ฟิล์มทำแอนนี่ท้องแล้วทิ้ง 16 ท่าน(0%)
-เคอิโงะตามหาพ่อ 14 ท่าน (0%)
-หลินปิงเกิดมาน่ารัก 12 ท่าน (0%)
-พสกนิกรแห่ถวายพระพรในหลวงให้หายประชวร 8 ท่าน (0%)
-น้ำท่วมใหญ่ 7 ท่าน (0%)
-เหตุการณ์อื่นๆ 3 (0%)
Note:แม้แต่สำนักข่าวCNNก็จัดให้เหตุการณ์ประท้วงใหญ่ของคนเสื้อแดงในประเทศไทย เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดอันดับ 1 ในการจัดอันดับข่าวที่CNNถือว่าเป็น"20เหตุการณ์เปลี่ยนโลกในปี2553"
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์อื่นๆก็นับว่าสำคัญไม่น้อย สำนักวิจัยสวนดุสิตโพลล์เปิดเผยว่าที่สุดแห่งปี2553ได้แก่เหตุการณ์ประชาชนสุขใจในหลวงหายพระประชวร อย่างไรก็ตามจากการจัดสำรวจของเรา มีผู้อ่านตอบแบบสำรวจข้อนี้ไม่ถึง 1%
2.บุคคลแห่งปี53-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง
มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,832 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง จำนวน 1,203 ท่าน (42%)
-ทักษิณ ชินวัตร 540 ท่าน(19%)
-คนเสื้อแดง 517 ท่าน (18%)
-บก.ลายจุด 246 ท่าน (8%)
-3เกลอ+แกนนำนปช. 229 ท่าน (8%)
-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 41 ท่าน(1%)
-สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา 33 ท่าน(1%)
-ประยุทธ์ จันทร์โอชา 11 ท่าน (0%)
-สรรเสริญ แก้วกำเนิด 6 ท่าน (0%)
-อื่นๆ 6 ท่าน (0%)
Note:ในการชุมนุมรำลึกวีรชนราชประสงค์ครบรอบ 6 เดือน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนนั้น เราเห็นผู้ไปชุมนุมรำลึกตะโกนคำขวัญว่า"ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง" ซึ่งป่านนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าไอ้เหี้ยกับอีห่านั้นหมายถึงบุคคลใด แต่ท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจมาว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลแห่งปี และน่าจะเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์สำคัญแห่งปีในข้อ1ด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยเป็นบุคคลแห่งปีจากการสำรวจของเราในปีกลาย หล่นลงมาอยู่ในอันดับ 2 โดยที่ท่านผู้อ่านยกให้มวลชนคนเสื้อแดงมาเป็นอันดับที่ 3 ส่วนแกนนำนปช.ที่ต้องติดคุก กับบก.ลายจุดที่เข้ารับภารกิจแทนนั้นมีคะแนนสูสีกัน
3.ฉายารัฐบาล-สมุนรับใช้ทรราชเหี้ยสั่งฆ่า

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจหัวข้อนี้ทั้งสิ้น 2,069 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-สมุนรับใช้ทรราชเหี้ยสั่งฆ่า 1,220 ท่าน (58%)
-เส้นมาม่าบลูต้มยำเลือด 289 ท่าน (13%)
-เส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว 218 ท่าน (10%)
-นาธานเรียกพี่ 173 ท่าน(8%)
-หุ่นพิฆาตอำมาตย์ทมิฬ 163 ท่าน (7%)
-อื่นๆ 6 ท่าน(0%)
Note:ขณะที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลซึ่งเคยตั้งฉายารัฐบาลดุเดือดทุกปี มาปีนี้ถ้อยทีถ้อยอาศัยแบบเอาใจช่วยสุดๆ โดยให้ฉายาว่า"รัฐบาลรอดฉุกเฉิน" ท่านผู้อ่านของเราลงมติท่วมท้นให้ฉายา"รัฐบาลสมุนรับใช้ทรราชย์เหี้ยสั่งฆ่า"อันสอดคล้องกับข้อ 1 และข้อ 2
4.วาทะแห่งปี'53-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีหมาสั่งยิง ไอ้เหี้ยสั่งเผา
มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,170 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีหมาสั่งยิง ไอ้เหี้ยสั่งเผา 1,413 ท่าน (65%)
-คนเจ็บถูกใส่ร้าย คนตายถูกกล่าวหา คนสั่งยังลอยหน้า คนฆ่ายังลอยนวล 560 ท่าน (25%)
-ที่นี่คือบ้านของพ่อ ไม่รักพ่อก็ออกไปจากบ้านซะ 73 ท่าน (3%)
-รู้สึกเสียดายที่ต้องเสียพ.อ.ร่มเกล้า เป็นทหารที่ดี 46 ท่าน (2%)
-ศอฉ.ขอพื้นที่คืน กระชับพื้นที่ กระชับวงล้อม 63 (2%)
-เสื้อแดงฆ่ากันเอง พรรคเผาไทยเผาประเทศ 10 (0%)
-อื่นๆ 5 (0%)
Note:วาทะแห่งปีที่ท่านผู้อ่านVoteนี้ยังสอดคล้องกับ3ข้อเบื้องต้น โดยเป็นคำขวัญที่คนเสื้อแดงใช้ตะโกนในที่ชุมนุมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สังหารหมู่เดือนเมษายน-พฤษภาคม คำขวัญนี้เริ่มแพร่หลายเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงในมหานครลอสแองเจลีส(แอลเอ)สหรัฐอเมริกา ได้พากันเดินขบวนรำลึกวีรชนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา และตะโกนคำว่า"ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า"และมีสร้อยต่อท้ายในเวลาต่อมา
5.สื่อกระแสหลักยอดเยี่ยมแห่งปี'53-เครือมติชน+ข่าวสด

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้จำนวน 1,830 ท่าน ผลสำรวจเป็นดังนี้
-เครือมติชน+ข่าวสด 1,285 ท่าน (70%)
-โลกวันนี้ 253 ท่าน(13%)
-ไทยรัฐ 118 (6%)
-สรยุทธ์ สุทัศนจินดา+ข่าว3 จำนวน 73 ท่าน (3%)
-สื่ออื่นๆ 74 ท่าน (4%)
-เครือผู้จัดการ+ASTV 19 ท่าน (1%)
-เครือเนชั่น+คมชัดลึก 8 ท่าน (0%)
Note:ผู้ใดยึดกุมสื่อผู้นั้นกุมอำนาจ คำกล่าวนี้ยังเป็นจริง ท่านผู้อ่านของเราโหวตให้เครือมติชน+ข่าวสด เป็นสื่อกระแสหลักยอดเยี่ยมในปีนี้ ซึ่งปีนี้ยังนับว่าดีที่ยังพอมีเครือมติชน และข่าวสดที่มีทัศนะค่อนมาทางเห็นอกเห็นใจเสื้อแดงเพิ่มขึ้นค่ายหนึ่ง และพยายามนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(Investigative news)อย่างดีในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะกรณีสังหารหมู่เสื้อแดง หากเทียบกับตอนเหตุการณ์ชุมนุมสงกรานต์เลือดปี2552ที่แทบจะไม่มีสื่อกระแสหลักค่ายใดเลยที่มีทัศนะท่าทีเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง
ข้อที่น่าสังเกตอีกประการคือเครือเนชั่นก้าวขึ้นมายึดที่โหล่แทนเครือASTVผู้จัดการในปีนี้ ซึ่งเป็นฝีมือแท้ๆไม่ใช่โชคช่วย ด้วยอคติที่ยากจะเรียกว่าเป็น"นักวิชาชีพสื่อ"ของสุทธิชัย หยุ่น กนก รัตน์วงศ์สกุล ธีระ ธัญญไพบูลย์ เป็นตราบาปสำคัญ
6.เสื้อแดงผิดพลาดอะไรที่สุดปี53-ทักษิณ+แกนนำล้าหลังมวลชนที่ต้องการปฏิวัติประเทศ

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,035 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-ทักษิณ+แกนนำล้าหลังมวลชนที่ต้องการปฏิวัติประเทศ 629 ท่าน (30%)
-ทักษิณสู้ไปกราบไป 362 ท่าน(17%)
-แกนนำไม่มีเอกภาพขาดสามัคคี 259 ท่าน (12%)
-มีข้อเรียกร้องยุบสภา ทำไมไม่ยอมยุติม็อบเมื่อมาร์คยอมจะยุบแล้ว 201 (9%)
-แกนนำให้ความหวังลมแล้ง เช่น UNจะช่วยให้ชนะ 175 ท่าน (8%)
-แกนนำปลุกให้มวลชนยอมสละชีวิต แต่ยังแพ้ 21 ท่าน (1%)
-ทักษิณ+แกนนำพาเจ็บตายคิดคุกไม่เยียวยา 18 ท่าน (0%)
-แกนนำไม่ถนอมรักษามวลชน 15 ท่าน (0%)
-ทำผิดทุกข้อที่ว่ามา 275 ท่าน(13%)
-อื่นๆ 80 ท่าน (3%)
Note:เราได้ตั้งแบบสำรวจนี้เพื่อให้คนเสื้อแดงได้ทบทวนว่า ผิดพลาดตรงไหน จึงเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้มาโดยตลอด ทั้งที่อ้างว่ามีจำนวนมวลชนจำนวนมากกว่า มีผู้สนับสนุนค่อนประเทศ
ความจริงเราได้วิพากษ์วิจารณ์ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นระยะๆ รวมทั้งเสนอให้แกนนำถนอมรักมวลชนให้มากกว่าที่เป็น ไม่เคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตการสูญเสีย และเสียหายพ่ายแพ้ทั้งขบวน(อ่าน จุดยืนไทยอีนิวส์ต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน:โปรดให้โอกาสสุดท้ายแก่สันติภาพ เปิดเจรจาหาทางออก เมื่อ 7 เม.ย.53)
อย่างไรก็ตามคนเสื้อแดงที่เรียกตนว่า"แดงแท้"บางรายก็ไม่สบใจนักกับท่าทีดังกล่าวของเรา โดยบริภาษมาอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งเรายินดีรองรับอารมณ์ของท่านไว้ แต่ลองพิจารณาซักนิดก็จะพบว่า นี่คือท่วงทำนองของมิตร เราไม่ใช่ศัตรูของท่าน..
ผลการสำรวจที่ชี้ว่าทักษิณและแกนนำล้าหลังมวลชนนั้น อาจชี้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าสุกงอมสำหรับการปฏิวัติประเทศ ไม่ใช่การปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ดี ขึ้นกับผู้กุมอำนาจรัฐว่าโง่หรือฉลาดที่จะถอดชนวนเงื่อนไขการปฏิวัติประชาชน หรือยังจะสุมเพลิงเร่งไฟให้ถึงหายนะไวขึ้น
7.เสื้อแดงควรไปทางไหนปี'54-ปรับยุทธศาสตร์ เน้นตีตรงเป้าที่ศัตรูตัวใหญ่

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 1,809 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-ปรับยุทธศาสตร์ เน้นตีตรงเป้าที่ศัตรูตัวใหญ่ 843 (46%)
-ก้าวพ้นทักษิณ+จัดองค์นำการต่อสู้ใหม่ 372 (20%)
-ปรับยุทธวิธีไม่เน้นชุมนุม เช่น เน้นบอยคอต,นัดสไตรค์ 276 (15%)
-ใจเย็นๆประคองตัวอย่าให้แพ้ รอ'เวลา'ทำงาน 263 (14%)
-เหนื่อยหน่ายเต็มที ยกประเทศให้พวกมันเถอะ พอแล้ว 28 (1%)
-ไปตายๆซะ ไอ้พวกเสื้อแดงเผาเมืองขี้ข้าเหลี่ยม 14 (0%)
-อื่นๆ 13 (0%)
Note:ผลการสำรวจนี้ น่าจะต่อเนื่องจากข้อ 7 คือ คนเสื้อแดงเห็นว่าทักษิณและแกนนำยังล้าหลังมวลชน ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดเผยชื่อของศัตรูคนสำคัญของขบวนเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในประเทศไทย ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเล่นทุกไม้ ทั้งสังหารหมู่ ลอบสังหาร ตามไล่ล่า ขังคุก คุกคาม แล้วจะไปชนะได้อย่างไร..
นี่อาจชี้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าสุกงอมสำหรับการปฏิวัติประเทศ ไม่ใช่การปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ดี ก็ขึ้นกับผู้กุมอำนาจรัฐว่าโง่หรือฉลาดที่จะถอดชนวนเงื่อนไขการปฏิวัติประชาชน หรือยังจะสุมเพลิงเร่งไฟให้ถึงหายนะไวขึ้นในปีใหม่นี้อีกด้วย
8.ปีใหม่นี้อยากได้ปฏิทินคนเสื้อแดง

มีท่านผู้อ่านตอบแบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,573 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-ปฏิทินคนเสื้อแดง 1866 (72%)
-ปฏิทินโป๊ 306 (11%)
-ปฏิทินวิวทิวทัศน์,ดอกไม้ 200 (7%)
-ปฏิทินธรรมะ 90 (3%)
-ปฏิทินในหลวง-ราชินี,ราชวงศ์ 57 (2%)
-อื่นๆ 35 (1%)
-ปฏิทินดารา 19 (0%)
Note:แบบสำรวจนี้เป็นการสุ่มสำรวจทัศนคติแบบเบาๆ แต่ผลที่ออกมานั้น ก็คงไม่อาจดูเบาได้ทีเดียว..
ช็อตเด็ดวันนี้:มาร์คไม่ว่างมาดู7คนไทยนอนคุกเขมร
ที่มา Thai E-News

ชะตากรรม-พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ และวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวพันธมิตร พร้อมคนไทยรวม 7 คน ถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวไปขึ้นศาล เมื่อ30ธ.ค. ซึ่งศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 6 เดือน ฐานรุกล้ำดินแดนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และบุกรุกสถานที่ราชการ นายกฯฮุนเซ็นของกัมพูชาปฏิเสธที่จะเจรจาช่วยเหลือทางการทูตให้พ้นโทษ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรชาตินิยมขวาจัด ยั่วยุให้รัฐบาลไทยเปิดสงครามชิงตัวนักโทษ (ภาพข่าว:AFP)
พนิชเขียนในนface book ของเขาล่าสุดว่า "ผมยังคงอยู่ในกัมพูชา ผมปลอดภัยดีนะครับ ขอบคุณทุกกำลังใจที่ถามไถ่ผ่านเลขาผมเข้ามา ผมขอยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผมทำเพื่อประเทศชาติที่ผมรัก ( สำหรับ twitter มีคนถามกันว่าตัวจริงหรือปลอมผมยืนยันว่าตัวจริงนะครับแต่ในช่วงนี้ผมได้ update ผ่านเลขาผม ) ขอบคุณอีกครั้งจากใจจริงครับโดยเฉพาะพี่น้องเขต 6 ของผม"
พอดีว่าไม่ค่อยว่าง-ระบอบปกครองอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับว่าทั้งเจ็ดรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาจริง และจะตั้งทนายความต่อสู้คดี ขณะที่วันเดียวกันอภิสิทธิ์ติดราชการอยู่หลายเรื่อง รวมทั้งต้อนรับนักเทนนิสสาวจากเบลเยี่ยมและเดนมาร์คที่ทำเนียบรัฐบาล 2นักเทนนินสาวสวยมีโปรแกรมแข่งขันเทนนิสที่ชายหาดหัวหินในวันที่ 1 มกราคมนี้ (ภาพข่าว:REUTERS)
มติชนออนไลน์ รายงานช่วงวันหยุดปีใหม่ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2553 -3 มกราคม 2554 นายอภิสิทธิ์ ได้พาครอบครัวไปพักผ่อน จ.ตาก ซึ่งมีน้ำตกทีลอซูใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
โดยนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลว่า "จะไปพักผ่อนส่วนตัว ไม่ต้องตามไป เจอกันที่ทำเนียบรัฐบาลวันที่ 4 มกราคม ปีหน้า ประชุม ครม."
ทนายเสื้อแดง:หากใครเห็นความจำเป็นว่าต้องสู้คดีอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยไปตามมีตามเกิด ก็ให้มาร่วมกัน
ที่มา Thai E-News
ค่าทนายเราไม่มีครับ นอกจากนั้นยังต้องตามไปดูแลญาติๆของลูกความด้วย เราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมา มารับใช้ชาวบ้าน เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า”ด้วย มีอยู่กรณีหนึ่งลูกความคดีเผาศาลากลางพยายามฆ่าตัวตาย โชคดีส่งโรงบาลทัน ได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล ..ตอนนี้ผมเทหมดหน้าตักออกจากงานเก่ามาตั้งศูนย์ทำคดีนักโทษทางการเมืองอย่างเดียวให้เต็มที่ในปีใหม่นี้ เพราะไม่อยากให้เป็นไปตามมีตามเกิดอีกต่อไป หากท่านใดที่เห็นว่ามีความจำเป็นเหมือนกันก็ให้มาร่วมกันครับ.. แต่ถึงไม่มีใครยินดีช่วยเลย ผมก็จะลุยของผมเต็มที่อยู่แล้ว
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ธันวาคม 2553
สัมภาษณ์เปิดใจทนายเสื้อแดง อานนท์ นำภา:'ผมเทหมดหน้าตัก เพราะไม่อยากให้สู้คดีตามมีตามเกิด'

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์อานนท์ นำภา ทนายความที่ช่วยเหลือคดีผู้ต้องหาคดีการเมืองกรณี 19 พฤษภาคม และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในทุกแง่มุมที่ผู้รักคววามเป็นธรรมอยากจะรู้ เช่น เข้ามาเกี่ยวข้องคดีต้องห้ามในวงการทนายนี้ได้อย่างไร ใครให้เงินมาว่าความ ทักษิณให้เงินไหม? ความหนักเบายากง่ายในคดีประเภทนี้ และอนาคตลูกความของเขา..รวมทั้งการเปิดตัวศูนย์ช่วยเหลือคดีนักโทษการเมือง โดยตอนนี้มีแต่"ใจ"ล้วนๆ ที่จะช่วยคดีเหล่านักโทษการเมือง ซึ่งพวกเขาได้อุทิศตัวต่อสู้และไปติดคุกแทนพวกเราๆ ที่ยังเป็นอิสรชนอยู่นอกกำแพงคุก และกำลังเพลิดเพลินฉลองปีใหม่อยู่ในเวลานี้
**********


ลูกความของอานนท์-ลูกความของอานนท์คือผู้ต้องหาที่ทนายทั่วไปไม่อยากรับทำคดี คือผู้หาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีการเมืองทั้งต้องหาว่าเผาห้าง เผาศาลากลาง ลูกความบางรายรอความยุติธรรมไม่ไหวก็พยายามฆ่าตัวตาย ซ้ำร้ายกว่านั้นคือไม่ตาย ทั้งที่พยายามฆ่าตัวตายในวันเกิดลูก ทนายความอย่างเขาต้องหาเทียนวันเกิดมาให้ลูกเป่าในโรงพยาบาล และต้องเขียนบทกวีให้แม่ผู้ต้องขังที่ไปแอบรั้วคุกดูลูกชายที่ถูกคุมขังโดยอยุติธรรม
Q:อยากให้ทนายอานนท์ นำภา เล่าให้ฟังความเป็นไปเป็นมาที่ได้มาเกี่ยวข้องกับคดีการเมืองด้วยว่า มีจุดเริ่มต้นจากไหน

A: เรื่องนี้ต้องเริ่มจากตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยครับ จริงๆ ตอนที่ผมสอบเอ็นทรานซ์ ผมเลือกลงคณะนิติศาสตร์เป็นอันดับแรก แต่มันคะแนนสอบไม่ถึง เลยจับพลัดจับผลู ไปเรียนสังคมวิทยาฯที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรียนได้แค่เทอมเดียวก็ต้องออก เพราะรู้ว่าตนเองชอบเรียนกฎหมายมากกว่า จึงออกมาเรียนกฎหมายที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
แต่ช่วงที่ได้มีโอกาสได้ไปเรียน และเข้าไปทำกิจกรรมกับเพื่อนที่ธรรมศาสตร์นี่แหละ ที่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับคนในวงการกิจกรรมนักศึกษา เช่น พี่โชติศักดิ์ (ที่ถูกดำเนินคดีไม่ยืนในโรงหนัง) พี่สงกรานต์ และรู้จักเพื่อนๆอีกหลายคน
ซึ่งคนเหล่านี้ก็เป็นนักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมทางสังคมมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย เราเป็นน้องใหม่ก็ได้ซึมซับมาด้วย และตอนเรียนที่รามฯก็มีโอกาสได้ออกค่ายบ่อยๆ ทำให้เห็นปัญหาสังคมมากขึ้น รวมทั้งก็ได้ร่วมขบวนชุมนุมของชาวบ้านหลายๆที่
กระทั่งเรียนจบที่รามฯสามปี ก็ฝึกงานที่ออฟฟิศกฎหมายที่ทำคดีทางสังคม เช่น คดีชาวบ้านที่จ.ประจวบฯ ,จ.สระบุรี , คดีท่อแก๊ซไทย – มาเลเซีย และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกหลายคดี
เหตุการณ์มาพลิกผันเข้าสู่การทำคดีการเมืองอย่างจริงจังก็ตอน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก ยังเป็นน้องเล็ก(นักกิจกรรมรุ่นเล็ก) ก็ได้ไปประชุมกับพี่ๆ และเริ่มจัดตั้งกลุ่ม “ เครือข่าย ๑๙ กันยา ต้านรัฐประหาร” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักกิจกรรมหลายๆรุ่นเช่น พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด) พี่อุเชนทร์ เชียงแสน (อดีตเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย-สนนท.) พี่โฉด (โชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ต้องหาคดีไม่ยืนในโรงหนัง) รวมทั้งพี่ๆนักกิจกรรมเก่าๆอีกหลายคน
เดิมเราตั้งเวทีปราศัยในธรรมศาสตร์ และภายหลังก็มีการชุมนุมทุกวันอาทิตย์ และย้ายมาชุมนุมต้านการรัฐประหารที่สนามหลวงในเวลาต่อมา

ตอนนั้นผมมีหน้าที่เขียนบทกวีขึ้นไปอ่านครับ อันนี้ก็เป็นกวีจำเป็นทำนองนั้น ( เรื่องประกอบ:อ่านบทกวีชื่อ เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้ามาสุดทาง )
ส่วนคนที่ขึ้นพูดบนเวทีก็จะเป็นรุ่นใหญ่บ้าง กลางบ้าง เล็กบ้าน เช่น หมอเหวง โตจิราการ ครูประทีป อึ๊งทรงธรรม-ฮาตะ พี่หนูหริ่ง และอีกหลายคน และหลังจากนั้น คดีการเมืองก็คืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตผมอย่างเป็นทางการ
Q:ได้ทำคดีการเมืองไปกี่คดีก่อนจะมีเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม มีคดีอะไรบ้าง ลองเล่าตัวคดีให้ฟังคร่าวๆ
A: ก่อน ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คดีส่วนใหญ่ที่ทำเป็นคดีชาวบ้านที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นหลัก
จริงๆ ต้องบอกว่าหัวหน้าออฟฟิศเป็นนักกฎหมายทางสังคม (พี่ทอม สุรชัย ตรงงาม) คดีเหล่านี้จึงได้รับการไว้วางใจให้ออฟฟิศผมทำ
เช่น คดีชาวบ้านที่ จ.ประจวบฯที่ค้านโรงถลุงเหล็ก ,ชาวบ้านที่สระบุรี ที่ต้านโรงไฟฟ้า และที่ จ.สงขลา ที่ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐกลับในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ส่วนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตาม ม.๑๑๒ ที่ทำก็เช่น คดีนายสุวิชา ท่าค้อ , คดีเวบไซต์ประชาไท และเป็นคนช่วยดูคดีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง(กรณีไม่ยืนในโรงหนัง) และคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
ซึ่งแน่นอนว่าเรายังเป็นวัยรุ่นก็ช่วยเป็นตัวประสาน ที่ทำเป็นตัวหลัก็คดีนายสุวิชา ท่าค้อ และคดีประชาไท ส่วนคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันก็เป็นการร่วมงานกับทีมทนายอาวุโสของสภาทนายความ
ส่วนคดี นายโชติศักดิ์ ต้องบออกว่าเป็นคดีรุ่นพี่ที่รู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เรียนมหาลัย คร่าวๆ น่าจะประมาณนี้
อ้อ ยังมีคดีของสหภาพแรงงานไทรอั้มพ์ของพี่หนิง(จิตรา คชเดช)อีกคดี ซึ่งเป็นคดีที่สหภาพไปชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แต่โดนข้อหา ชุมนุมมั่วสุม และถูกสลายการชุมนุมโดยเครื่องแอลแลต (เครื่องทำลายประสาทหู) อันนี้รับผิดชอบหลัก
แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นศาล ขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการ
Q:คดีการเมืองที่มาทำในกรณี19พฤษภาคม ทำกี่คดี ที่ไหนบ้าง หากสะดวกช่วยเล่าทีละกรณีให้ฟังด้วยก็ดีว่า แต่ละคดีเป็นอย่างไร ตั้งแต่ตัวความ โดนคดีแบบไหน เจอเหตุการณ์อะไรบ้าง

A:ต้องเริ่มจากตอนที่รัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ และมีการปิดเว็ปไซท์ประชาไทในวันรุ่งขึ้น ผมกับพี่ที่ออฟฟิศก็งานเข้า เราได้ฟ้อง นายกรัฐมนตรีกับ ศอฉ. ต่อศาลแพ่งให้เปิดเว็ปประชาไท ซึ่งคดีอยู่ศาลอุทธรณ์ในขณะนี้
ต่อมาภายหลังจากมีการสลายการชุมนุม รัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และคนเสื้อแดง ประเภทที่เรียกว่ากวาดจับก็ว่าได้ ซึ่งหลังเหตุการณื ๑๙ พฤษภาคม ใหม่ๆ ศอฉ. ได้จับและควบคุมตัวนักกิจกรรมคือ พี่หนูหริ่งไปควบคุมตัวที่ค่ายตชด. คลอง ๕ จังหวัดปทุทธานี
ซึ่งตอนนั้นเองพี่หนูหริ่งก็มิได้เป็นที่รู้จักของคนเสื้อแดงเลย ผมกับพี่ๆ อดีตนักกิจกรรมได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเป็นทนายความให้พี่แก ๒ คดี คือคดีชุมนุมมั่วสุมก่อความวุ่นวาย
อันนี้ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำคดีแกนนำเลย ที่เราเข้าไปตอนแรกๆ ก็เพราะพี่หนูหริ่งเป็นนักกิจกรรมที่รู้จักกัน แต่ภายหลังแกมีบทบาทนำมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่าผมกับพี่ๆ เพื่อน ๆ ทำคดีแกนนำไปโดยปริยาย
อีกคดีอันนี้ตลก แบบเศร้า ๆ เป็นคดีลุงบัง ลุงบังถูกควบคุมตัวเข้ามาที่ค่ายเดียวกับพี่หนูหริ่งไล่เลี่ยกัน แกไม่มีคนรู้จักและมมีคนไปเยี่ยมเลย
พี่หนูหริ่งอีกนั่นแหละที่ขอให้เราช่วยเหลือแก คือแกน่าสงสารมาก เราเลยให้ความช่วยเหลือโดยยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัว แต่พระเจ้า ต่อมาภายหลังแกถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๑๙ ในคดีก่อการร้าย คดีเดียวกับแกนนำเสื้อแดง ก็เลยทำให้เราต้องเข้าไปทำคดีเดียวกับแกนนำโดยปริยาย
ซึ่งสองคดีนี้แหละที่เป็นเหมือนประตูของการเข้ามาทำคดีของคนเสื้อแดงอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นที่รู้จักโดยไม่ได้ตั้งใจแต่ประการใด
แต่ต้องบอกว่าที่มาทำไม่ได้ในฐานะทนายอะไรหรอกครับ แต่ผมเห็นด้วยกับพี่หนูหริ่งต่างหาก และเห็นด้วยกับการชุมนุมและการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงด้วย
ต่อมาก็ลงพื้นที่ไปจ.อุบลฯ โดยไปเก็บข้อมูลและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งภายหลังทนายความในพื้นที่ก็รับไปทำต่อ

แล้วเราก็ได้รับการประสานให้ลงพื้นที่ที่ จ.มุกดาหาร เพราะได้ข่าวว่าทนายความเดิมที่นั่นไม่เวิร์ค ก็เป็นไปตามที่คาด ภายหลังจากทนายความคนเดิมที่มุกดาหารถอนตัวออก เราก็เลยเข้าไปทำอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ลงพื้นที่ไปสอบข้อเท็จจริงเรียงคดี ซึ่งมีจำเลยกว่า ยี่สิบคน
คดีก็ยุ่งยากมากเพราะต้องทำงานประสานกับหลายฝ่าย และนอกจากงานคดีแล้ว เรายังได้ลงปูเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของจำเลยแต่ละคนด้วย เรียกว่าลงไปคลุกคลีกับเขาเลยทีเดียว
ที่มุกดาหารนี้มีความน่าสนใจตรงที่ชาวบ้านที่นี่เป็นเสื้อแดงแท้ครับ ประเภท “ไม่ได้จ้าง กูมาเอง” เลยทีเดียว แต่ที่เป็นปัญหาคือ ชาวบ้านที่นี่มีฐานะยากจน หลักประกันไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยครับ เราในฐานะทนายความก็ต้องหาเงินไปเช่าหลักประกันให้ ก็หยิบยืมกันมาเป้นส่วนตัวหละครับ
แต่ก็อีกนั่นแหละ เราก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนเสื้อแดงเป็นอย่างดีอีกเช่นเคย จนเราสามารถประกันตัวจำเลยคดีเผาศาลากลางออกมาได้ถึง ๓ คน ซึ่งจังหวัดอื่นไม่สามารถประกันได้
และที่เรารู้สึกผูกพันกับชาวบ้านเสื้อแดงที่นี่คือ เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า” ของที่นี่ ประเภทตามไปดูบ้านของจำเลยทั้ง ๒๐ คนเลยทีเดียว ซึ่งมีน้องทนายคนนึงถึงกับบอกว่า “เหลือแค่กวาดบ้านให้เท่านั้นหละพี่”
อันนี้มีเรื่องจะเล่าให้ฟังนิดนึงครับ คือเคสของนายวินัย

เรื่องมันมีอยู่ว่า ทางทีมทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยที่ป่วยไปทำการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ศาลก็ไม่ได้อนุญาต จนเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องทำการส่งไปเสียเอง ผมกับน้องทนายความอีกสองคนก็ตามไปดูที่เรือนจำ ปรากฎว่า พอไปถึงเรือนจำ ได้มีจำเลยอีกคนนึง “กินน้ำยาปรับผ้านุ่ม” เพื่อฆ่าตัวตาย คือนายวินัยนี่เองครับ ประเภทพอเราไปถึงก็นอนกองที่พื้นแล้ว เลยพากันนำตัวขึ้นรถพยายบาลไปที่โรงพยาบาล ดีที่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ทัน
ขณะอยู่ที่โรงบาลได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล
รายละเอียดของเรื่องนี้ผมขอเล่าให้ฟังในครั้งหน้านะครับ

คดีต่อมาที่ผมรับผิดชอบอยู่ คือ คดีขัดพรก. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ คดีรองเท้าแตะ อันนี้ก็น่าสนใจมาก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไปตีความเรื่องวัตุถุที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไปถึงขนาดห้ามไม่ให้ขายรองเท้าแตะที่มีภาพใบหน้าของนายกฯและนายสุเทพ คดีนี้อยู่ระหว่างชั้นพนักงานอัยการ
ที่จังหวัดเชีบงใหม่ และเชียงรายเราก็ได้ลงพื้นที่ไปให้ความช่วยเหลือเหมือนกัน เช่น ที่เชียงใหม่ได้เข้าเยี่ยมจำเลยและให้ความช่วยเหลือครอบครัวจำเลย

โดยเฉพาะที่ จังหวัดเชียงราย เราได้ให้ความช่วยเหลืออยู่ ๓ คดี คือคดีที่นักเรียน นักศึกษา ชูป้าย ๕ คน ตามที่เป็นข่าว ซึ่งคดีจบไปแล้วโดยตำรวจมีคำสั่งไม่ฟ้อง
และคดีที่มีนักเรียนไปขายรองเท้าแตะหน้านายกฯกับสุเทพ ซึ่งคดีอยู่ในชั้นสอบสวนของพนักงานตำรวจ
และสุดท้ายคดี เผายางรถยนต์ที่เกาะกลางถนน อีกหนึ่งคดี

ส่วนในกรุงเทพฯ นอกจากคดีพี่หนูหริ่ง และคดีลุงบังแล้ว ภายหลังจากที่เราเข้าเยี่ยมจำเลยในเรือนจำปรากฎว่า มีจำเลยคดีต้องหาว่าเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และปล้นทรัพย์แจ้งความประสงค์มายังเราให้เราไปช่วยคดีอีกเป็นจำนวน ๙ คน ในคดีนี้
Q:นอกจากคดีการเมือง 19 พฤษภาคมแล้ว ได้ทราบว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ทะลักมาหา?

หนุ่ม เมืองนนท์ หรือ ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม 1 ในผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ
A:คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็มีอยู่หลายคดีที่ผมเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เช่น คดี ประชาไท ( ทำเป็นคณะทำงานใหญ่), คดีพี่หนุ่ม เมืองนนท์ ( ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม )ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบัน และเป็นผู้ดูแลเว็บ นปช.ยูเอสเอ คดีนี้สืบพยานในเดือนกุมภาพันธ์หน้า , คดีพี่หมี สุริยันต์ กกเปือย ที่โทรศัพท์ไปขู่วางระเบิดศิริราช คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาเช่นเดียวกัน , คดีพี่ คธา จำเลยคดีที่โพสข้อความเกี่ยวกับพระอาการประชวร แล้วถูกกล่าวหาว่าทำให้หุ้นตก คดีนี้อยู่ชั้นอัยการ ,คดีลุง อากง ที่ส่งเอสเอ็มเอสเข้ามือถือนายกฯ อันเป็นข้อความหมิ่นฯ คดีนี้จำเลยได้รับการประกันตัว และอยู่ชั้นพนักงานอัยการ
คดีของคนเสื้อแดงนับวันก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีเสื้อแดงนะครับ ถ้าถามว่าทิศทางของคดีเป็นยังไง ผมต้องขอบอกว่าเป็นคดีการเมืองแทบทั้งสิ้น การทำคดีก็ต้องทำแบบคดีการเมืองด้วย และเราก็คงต้องสู้กันต่อไป
Q:มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้างในการช่วยว่าความ
A: ปัญหาแรกและเป็นปัญหาหลักคือ คดีมันเยอะ และเราต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นทนาย และทำหน้าที่คอยดูแลครอบครัวเขาด้วย กล่าวคือ นอกจากต้องเข้าเยี่ยม สอบข้อเท็จจริงจำเลยในเรือนจำแล้ว เรายังต้องดู และ หรืออย่างน้อยก็ดูแลครอบครัวของจำเลยด้วย
แรกๆตอนลงพื้นที่มักมีปัญหาจุดนี้ครับ คือ ครอบครัวของคนเลื้อแดงส่วนใหญ่ที่อยู่ต่างจังหวัดเป็นคนยากจน พอคนที่ถูกจับเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็เลยไปกันใหญ่
บางครอบครัวแทบไม่มีจะกิน จำนวนทนายความอาสาก็มีน้อย ก็ต้องช่วยๆกันไปเท่าที่ทำได้
ที่ผมทำเป็นหลักก็คือเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขา คนเสื้อแดงต่างจังหวัดเวลาพูดมันเสียงไม่ดังครับ แต่ถ้าพูดผ่านปากทนายความมันก็จะดังขึ้น ( ดูfacebookทนายอานนท์ )
เวลาลงพื้นที่เสร็จ เราก็นำเอาความเดือดร้อนเหล่านั้นมาตีแผ่ และเป็นเหมือนคนส่งสาร ระหว่างคนเสื้อแดงต่างจังหวัดกับเสื้อแดงในเมือง
อย่างที่มุกดาหาร ก่อนที่เราลงไปก็ไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามีคดีอะไรที่นั่น จนกระทั่งทีมทนายความ( อันประกอบด้วยผม น้องทนายอีกสองคน และเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของ ศปช.-ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 ) ลงไปในพื้นที่ จึงได้มีการนำเสนอสู่สังคมมากขึ้น
และถ้าพูดถึงเรื่องความยากลำบากของพี่น้องเสื้อแดงแล้ว ก็ต้องพูดเรื่องหลักทรัพย์ประกันตัวด้วย ชาวบ้านเข้าไม่มีหรอกครับหลักทรัพย์ประกันเป็นล้านเป็นแสนขนาดนั้น แค่ข้าวจะกรอกหม้อยังไม่มีเลย
ปัญหาประการที่สองคือทนายในพื้นที่มีปัญหาในแนวสู้คดี และมีบางที่ไม่ได้ใส่ใจคดีชาวบ้านเสื้อแดงเท่าที่ควร มีกระทั่งเข้าไปแนะนำจำเลยในเรือนจำให้รับสารภาพ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมันจะกระทบการสู้คดีของคนเสื้อแดงทั้งระบบ
แน่นอนว่า แม้แต่ส่วนกลางเอกก็มิได้เป็นเอกภาพเท่าที่ควร ยิ่งตอนหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ยังมั่วมากๆ แต่ตอนนี้ก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอยแล้ว
อย่างที่ผมเรียนข้างต้น เราทำงานทางการเมืองกับสื่อกับชาวบ้านด้วย อันนี้เป็นงานที่เพิ่มขึ้นแต่ก็สำคัญและจำเป็น
และเมื่อทำมันอย่างจริงจัง มันก็ชักเริ่มจะสนุกกับมันมากกว่างานคดีเสียอีก เพราะมันถึงเนื้อถึงหนังดี แต่ก็ต้องถือว่าหนัก หากเราแบกรับทั้งสองบ่า แต่ยังยืนยันครับว่ามันมีความสุขจริงๆ
ปัญหาประการสุดท้ายเห็นจะอยู่ที่ตัวทนายความเองนั่นแหละ คือ ทนายอาสาทุกคนก็จะมีงานประจำของตัวเอง การทำงานจึงมักจะเป็นการใช้เวลาว่าง หรือเจียดเวลามาทำงานอาสากันเสียส่วนใหญ่ อันนี้ยกเว้นผมกับน้องอีกสองคนที่เข้ามาช่วยงานนะครับ เพราะผมเทเวลามาทำคดีของชาวบ้านเสื้อแดง และน้องสองคก็เพิ่งจบเนติฯ ยังไม่ได้บรรจุ หรือสอบที่ไหน
และนี่เป็นเหตุผลที่ผมเลือกออกจากงานเดิม เพื่อมาทำคดีชาวบ้านเสื้อแดงโดยเฉพาะ
Q:เรียนถามตรงๆว่าได้ค่าทนายความในการว่าความนจากใคร ตัวความ,ญาติ,พรรคเพื่อไทย,ส.ส.พื้นที่ หรือจากคุณทักษิณ

ทนายอานนท์กับทีมทนายความที่ริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร
A: 555 พูดเรื่องค่าทนายเราไม่มีครับ เวลาลงพื้นที่ถ้าเป็นในกรุงเทพฯได้ค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยง ๕๐๐ บาท ถ้าออกต่างจังหวัดได้ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอาหาร ๓ มื้อ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งตอนหลังมันต้องไปถี่และมีน้องทนายมาช่วยงานเพิ่ม จึงต้องลดลงเหลือ ๕๐๐ บาท/วัน
แต่อย่าไปคำนวนว่า วันละ ๕๐๐ เดือนนึงได้ ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ เพราะเราไม่ได้ทำงานกันทุกวัน มันก็ได้แต่วันที่ทำเท่านั้น บางที่ก็เดือนละ ๕- ๖ วัน ไอ้นั่งทำเอกสารที่ออฟฟิศนั้นไม่ได้นะครับ 555 แต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่าต้องถือว่ามันเป็นงานอาสา
และอีกอย่าง ทนายอาสาทุกคนก็มิได้หวังจะมาร่ำรวยกับงานพวกนี้หรอก แต่อยากทำในเนื้องานจริงๆ ถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็คือ ถือว่าเราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมามารับใช้ชาวบ้าน ( อารมณ์มันเป็นแบบ ฮีโร่ ของชาวบ้านนะครับ) ซึ่งนี่แหละที่เป็นเหมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเรามาโดยตลอด อันนี้พูดเผื่อไปถึงอาสาสมัครที่ไม่ได้เป็นทนายแต่อาสามาช่วยงานนะครับ ต้องขอกราบหัวใจคนเหล่านี้เลยทีเดียว
ส่วนที่มาของเงินนั้น มาจาก ศปช. ครับ
ซึ่งศปช.เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูล และเผยแพร่ข่าวสารของคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฯ แต่อันนี้ก็ยังเกิดความไม่ค่อยแน่นอนในเรื่องการทำคดีเท่าไหร่ เพราะศูนย์ฯเองก้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ว่าจะทำคดีเป็นหลัก
ถ้าจะพูดกันจริงๆก้คือ งานคดีเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากความจำเป็นเฉพาะหน้าที่ต้องช่วยเหลือเท่านั้น งานหลักของศูนย์ฯคืองานข้อมูลครับ โดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริง ส่วนที่มาของเงินมาจากการบริจาคของพี่น้องเสื้อแดงครับ เคยจัดคอนเสิร์ตที่ธรรมศาสตร์หาทุนหนนึง ได้มาหลักแสนมังครับ เทียบกับคณะกรรมการปฏิรุปที่รัฐบาลตั้งงบเป็นพันล้าน คนละเรื่องกันเลย
Q:มีทีมทนายอื่นๆอีกไหมนอกจากทนายอานนท์ที่ทำคดีพวกนี้ อย่างทนายคารม พลทะกลาง หรือทนายพวกเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน
A: ทนายความเสื้อแดงผมขอแยกออกเป็น ๓ ส่วนครับ
ส่วนแรกคือ ส่วนกลาง คือทนาย นปช.ซึ่งก็น่าจะเป็นทีมทนายของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละครับ อันนี้รับผิดชอบคดีส่วนกลาง
ส่วนที่สองคือทนายในพื้นที่ต่างจังหวัด อันนี้จะเป็นทนายความที่ ส.ส.ในพื้นที่จัดหา ซึ่งก็ได้รับเงินสนับสนุนจากส่วนกลาง ส่วนจำนวนผมไม่ทราบที่แน่นอน
และส่วนที่สามส่วนสุดท้ายคือ ทนายความอาสา ซึ่งก็น่าจะได้แก่ ศปช. คือพวกผมสามคน เป็นต้น
Q:ปัญหาอุปสรรคที่เจอในการทำคดีพวกนี้มีอะไรบ้าง
A: สำหรับผมไม่ค่อยมีครับ คงเพราะเราทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาก่อนอยู่แล้ว และมีทนายความที่ไม่สะดวกมาช่วยคดีเสื้อแดงเป็นที่ปรึกษาอีกทาง อีกอย่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องเสื้อแดงเป็นอย่างดี
Q:มีโครงการหรือแผนการจะดำเนินการอย่างไรต่อไปข้างหน้า ในกรณีนักโทษการเมืองติดยาว หรือยังมีนักโทษทางความคิดอย่างคดีหมิ่นฯ หรือคดีทางการเมืองทะลักเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ทนายอานนท์กับทีมทนายความอีกสองในสำนักงาน
A: ใจผม ผมอยากทำสำนักงานที่เป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายให้เป็นชิ้นเป็นอัน จัดระบบคดีให้สามารถเช็ค และให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และทั่วถึง โดยใช้ระบบทนายเครือข่าย และมีทนายความประจำ ๓ คน ทำหน้าที่ประสานงาน และเป็นเหมือนผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลา เพราะผมคิดว่าคดีการเมืองโดยเฉพาะคดีเสื้อแดงยาวแน่ และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีหมิ่น ม.๑๑๒ ซึ่งจะว่าไปแล้วตอนนี้เองก็ถือว่าเยอะมาก
ที่สำคัญ แต่ละคดีก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทนายความเองก็ต้องหาตรงนั้นทีตรงนี้ที และคดีพวกนี้ก็ไม่ค่อยมีทนายความที่รับทำสักเท่าไหร่
หลังปีใหม่ ผมตัดสินใจออกจากออฟฟิศเดิม เพื่อออกมาทำคดีให้เต็มที่ โดยที่ยังไม่ได้มีสำนักงานอะไรรองรับเป็นกิจลักษณะ คือได้เทหน้าตักแล้วก็ต้องทำให้ให้มันสุดๆ อะไรจะเกิดข้างหน้าก็ต้องยอมรับเพราะเราเลือกแล้ว แต่คงไม่ต้องบอกว่ามันเป็นอุดมกงอุดมการณ์อะไรหรอก ผมว่ามันก็เป็นเรื่องการสนุกในการทำงาน และเห็นว่างานที่ทำมันให้อะไรกับสังคม อีกอย่างก็อาจเป็นเพราะการโลดโผนของทนายความหนุ่มอายุแค่ ๒๖ ปีด้วยกระมัง 555
อย่างไรก็ตาม ผมก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่างานที่ทำมันมีค่าใช้จ่าย อย่างน้อยก็เงินที่ซื้อข้าวใส่ปากนี่แหละ ผมคิดไว้ว่า ถ้ามีออฟฟิศ และมีทนายความประจำโดยมีเงินเดือนจำนวนนึง ก็น่าจะพอไปได้
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายหลักๆก็คือ ออฟฟิศกับค่าตอบแทนทนายความ ออฟฟิศนั้นผมอาจพอหาได้แล้ว แต่ต้องใช้เงินปรับปรุงอีกสักเล็กน้อย ติดกระจกด้านหน้า ซื้อแอร์ และอุปกรณ์สำนักงานจำพวกโต๊ะทำงาน ตู้ เครื่องปริ๊นต์ถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่น่าจะเกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท
ค่าจัดการออฟฟิศต่อเดือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าตอบแทนทนายความ ๓ คน คือผม ๑๕,๐๐๐ บาท และน้องอีกสองคน คนละ ๑๒,๐๐๐ บาท รวม ๓๙,๐๐๐ บาท และค่าเดิน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในคดีเช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเบี้ยเลี้ยงทนายความเครือข่ายที่เข้ามาทำคดี ทั้งปีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท
รวมจากเค้าโครงงานทั้งงานคดี และงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมน่าจะอยู่ประมาณ ล้านเศษๆ
Q:ทางศปช.ก็ไม่น่ามีงบให้ จะไปหาแหล่งทุนยังไงมาทำศูนย์ช่วยเหลือคดีการเมือง คดีหมิ่นฯ
A: 555 อันนี้ก็ขำๆนะครับ ในวงการนักกิจกรรมมักแซวกันว่า เราชอบคิดชอบทำชอบไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เขาไม่มีที่พึ่ง ครั้นพอจะมาพูดเรื่องว่าจะให้ใครมาช่วยให้เราได้ทำงานนี่ ไปไม่เป็น พูดไม่ออก คือมันเขินครับ พูดว่าจะไปขอทุนใครมาทำงานนี่จริงๆ เขิน
แน่นอนว่าเรื่องหาทำศูนย์ช่วยคดีฯนี่ผมไม่ได้คิดเรื่องเงินมาเป็นอันดับแรกครับ คิดว่าอยากช่วยคนที่เขาเดือดร้อนไร้ที่พึ่ง ทนายความโดยทั่วไปไม่มีใครอยากรับงานนี้ ต้องหาคนมีใจจริงๆ แต่ก็มีพี่สื่อมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยหลายที่ รวมทั้งจากไทยอีนิวส์ก็ให้ความเห็นว่า ลองระดมทุนจากคนที่รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมที่พอมีกำลังจะช่วยดีไหม? ...ผมก็ว่าหากพวกพี่ๆจะช่วยได้ก็ดี ก็จะทำให้งานที่เราอยากทำนั้น มันสะดวกขึ้น พอเลี้ยงตัวได้ ก็น่าจะดี
ซึ่งอันนี้ผมไม่ซีเรียสนะครับ เงินเดือนที่ตั้งไว้ผมหมื่นห้า น้องอีกสองคน คนละหมื่นสอง ก็สามารถปรับลดได้หากเห็นว่ามันสูงไป อย่าว่าแต่ลดเลย ขนาดไม่มีให้ก็ยังจะทำเลยครับ อันนี้เป็นคำสัญญาครับ คือผมก็ไม่แน่ใจเรื่องการระดมทุนสักเท่าไหร่ และเข้าใจว่าแต่ละท่านก็ช่วยเสื้อแดงมาพอสมควรแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราเห็นถึงความจำเป็นเหมือนกัน ก็เป็นอันว่า ท่านลงตังค์ ผมกับน้องลงแรง ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
Q:อยากพูดถึงคดีการเมืองยังไงบ้าง เท่าที่ทำคดีมาพอสมควร และคดีนักโทษการเมืองเสื้อแดงก็ปาเข้าไป7-8เดือน อะไรคือสิ่งที่ต้องตระหนักที่สุด
A : อันนี้ก็ต้องพูดกันตรงๆ อีกนั่นแหละครับ คือ ตัวแกนนำเองคงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่จำเลยที่เป็นชาวบ้าน สิครับหนัก ไหนจะขาดรายได้ ไหนต้องเสียเวลามาสู้คดี ซึ่งแนวโนมก็จะมีการตามจับกุมเพิ่มอีก กล่าวคือ ที่เห็นๆ เป็นคดีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ถึงหนึ่งในสามของคนที่ออกถูกออกหมายจับนะครับ นั่นหมายความว่าที่เหลือก็อยู่ในระหว่างหลบหนี
ซึ่งก็จะเป็นปัญหาระยะยาวอีกส่วน และอีกส่วนที่ผมเป็นห่วงคือ คนเสื้อแดงเองก็มีแนวโน้มที่จะถูกดำเนินคดีมากขึ้น ยิ่งสถานการณ์เมื่อร้อนระอุแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีหมิ่น ฯ ซึ่งรัฐเองก็มีการกวาดจับเพิ่มเป็นรายวัน
สำคัญคือ งานทางกฎหมายเอง นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็ไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นหลัก หรือเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่ผมเห็นก็มีแต่พี่น้องเสื้อแดงเราที่บางคนเป็นทนายความบ้าง หรือเป็นคนที่พอจะช่วยเหลือกันได้ตามฐานะ ก็คอยช่วยเหลือกันไป แต่ผมไม่อยากเห็นว่า มันเป็นการช่วยเหลือกันแบบตามมีตามเกิด
Q:พอจะเรียกว่าเป็นทนายเสื้อแดงได้ไหม

อันนี้แล้วแต่จะเรียกครับ แต่สำหรับผม ผมกับน้องทนายอีกสองคนก็เป็นแค่คนอยากทำงานช่วยชาวบ้านเท่านั้น ที่เหลือก็ ... ใจล้วนๆครับ ! 555
***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แดงแท้...เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง
*ติดต่อทนายอานนท์ นำภา อีเมล์ anonnumpa@gmail.com , peangor@hotmail.com เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021#!/profile.php?id=100000942179021
