WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 2, 2011

ปีที่ไทยดังคับโลก

ที่มา ข่าวสด

วงค์ ตาวัน



อย่าว่าแต่สื่อมวลชนในไทยเราเลย สำนักข่าวฝรั่งมังค่าซึ่งมีอิทธิพลระดับโลก ล้วนจัดอันดับข่าวใหญ่ในรอบปี 2553 ที่ผ่านพ้นมา โดยทุกสำนักยักษ์ใหญ่ต้องมีข่าวเสื้อแดงถูกปราบ 91 ศพ เป็นข่าวอันดับต้นๆ

อย่างล่าสุด "ซีเอ็นเอ็น" จัดให้เป็นข่าวอันดับ 1 ของ 20 เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนโลกเลยทีเดียว

จึงกล่าวได้ว่าตั้งแต่เดือนเม.ย.-พ.ค.เป็นต้นมา จนถึงการสรุปข่าวส่งท้ายปี

ประเทศไทยเราตกอยู่ในสายตาคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ความรุนแรงในบ้านเรา กลายเป็นเรื่องราวที่รุนแรงในมุมมองนานาชาติ เพราะเป็นกรณีรัฐบาลกับการสลายการชุมนุมประท้วงประชาชนที่มีคนตายสูงมาก

เป็นเหตุการณ์ใหญ่ของโลกใบนี้ในปีཱ

ในสายตาของสื่อต่างชาติแล้ว เขารายงานการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในแง่เป็นการชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่มีกองทัพและกลุ่มอำนาจต่างๆ หนุนหลัง

โดยเป็นขบวนการชนชั้นล่างที่สนับสนุนทักษิณหรือมีทักษิณอยู่เบื้องหลัง

แล้วสุดท้ายก็ถูกรัฐบาลสั่งใช้มาตรการทางทหารเข้าจัดการกับม็อบ จนทำให้มีคนล้มตายถึง 91 ศพ

ในสายตาสื่อฝรั่ง เขาก็รายงานภาพให้เห็นการต่อสู้ด้วยหนังสติ๊ก บั้งไฟ ระเบิดเพลิง ของกลุ่มเสื้อแดง ขณะที่ฝ่ายรัฐมีเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่ มีสไนเปอร์ซุ่มยิง

การใช้กำลังทหารกับการชุมนุมของประชาชน ทั่วโลกเขารับไม่ได้

ขณะที่คนบางกลุ่มในบ้านเรา พยายามจะเรียกเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.เลือดว่า เป็นวิกฤตม็อบเผาบ้านเผาเมือง

คนที่พูดอย่างนี้สะท้อนจิตใจส่วนลึกชัดเจน ว่าห่วงใยอาคารตึกรามถูกเผา มากกว่าคุณค่าของชีวิตคน 91 ศพ

แต่คนไทยจำนวนไม่น้อย รวมทั้งสื่อทั่วโลก ล้วนให้น้ำหนักกับความตายของผู้คนและไม่ยอมรับวิธีการสั่งทหารเข้าปราบม็อบ

ประชาชนไม่ควรร่วมกันออกใบอนุญาตฆ่าให้รัฐบาลใช้จัดการกับประชาชนที่คิดต่าง

เพราะสุดท้ายอำนาจเช่นนี้อาจหันมาจัดการกับม็อบได้ทุกกลุ่มทุกสี ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง

ปี 2553 เป็นปีที่ประเทศไทย นายกฯอภิสิทธิ์ โด่งดังคับโลก ด้วยเหตุนองเลือด

ปี 2554 ก็คงดังต่อไปในระดับโลกอีก

เพราะคดีความนี้ยังจะต้องดำเนินไป

ทั้งในกระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งในศาลอาญาระหว่างประเทศ!!

วิปริตอะไรกัน!...ถึงต้อง ‘ฟัน’ โทเพศ!!? วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

สวัสดีปีใหม่ครับ!
บทความประจำสัปดาห์ฉบับนี้ วางแผงวันเสาร์ที่ 1 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันปีใหม่
ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลจักรวาล คุ้มครองท่านผู้อ่าน ที่เคารพรักของผม
ความเจ็บให้รู้หาย ความไข้อย่ารู้มี เจริญสุขสวัสดี ตลอดปีและตลอดไป!!

ยังอยู่ในระยะเวลาแห่งความสุขปีใหม่
ไม่อยากให้ท่านผู้อ่านเครียด เลยขอขอนำเรื่องเบาๆ มาคุยให้ฟัง
ที่อยากพูดถึง ก็คือ
เรื่องการตั้ง “ฉายา” ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นประเพณีของเมืองไทยไปแล้ว
ที่บรรดาสื่อต่างๆต้องตั้ง “ฉายา” ให้กับรัฐบาลและนักการเมือง
ซึ่งมีจุดเริ่มจากนักข่าวทำเนียบรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อน
ซึ่งต่อมาสื่อต่างๆก็พากันเอาอย่าง จึงมีการตั้งฉายากันหลายสำนัก
รัฐบาลและคนในรัฐบาล บางคนก็ชอบฉายาที่ได้รับ แต่ผู้ที่ไม่พอใจก็มีแยะ!
พวกที่มีเรื่องมีราวไม่สู้ดี เช่น มีเรื่องการทุจริต
หรือไปประพฤติเลวร้าย หรือแค่ทำอะไรเปิ่นๆ ก็มักจะนั่งอกสั่นขวัญแขวน
ก่อนถึงเวลาจะมีการประกาศฉายา
นอกจากนักการเมืองแล้ว ก็ยังมีการตั้งฉายาให้กับคนดัง
ในวงการต่างๆ เช่นดารา ข้าราชการ ตำรวจ
ก็สนุกสนานกันดี โดยเฉพาะคนอ่านอย่างเราๆ ท่านๆ

ปีนี้การตั้งฉายานักการเมือง ที่ดังก่อนใครๆ กลับไม่ใช่สื่อสารมวลชน
หากแต่กลายเป็น สมาคมรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับชุมนุมรัฐศาสตร์ มก.
ซึ่งมีตัวแทนนิสิตภาควิชารัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก.
ได้จัดกิจกรรมแถลงข่าว เรื่องการตั้งฉายาสถาบันทางการเมืองไทย
ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2553 ตัดหน้าสื่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์
เลยชิงพื้นที่ข่าวในวงการตั้ง “ฉายา” ได้ก่อนเจ้าอื่นๆ
แม้กระทั่งเจ้าประจำดั้งเดิมคือ ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาล
ใช่แต่แค่นั้น การตั้งฉายาของกลุ่มนี้ ก็ไม่ใช่เล่นอย่างตั้งฉยารัฐบาลได้น่ารัก ว่าเป็น
รัฐบาล-′เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว′

การอธิบายความของเขา ก็มีเหตุมีผลพอฟังได้ โดยเขาอธิบายว่า
รัฐบาลโลซกของนายมาร์ค มุกควาย นั้น
มีอำนาจนอกระบบ ไม่ว่าเป็นบุคคล กองทัพ กระบอกปืน หนุนหลัง
เข้าท่าแฮะ!
เปรียบเสมือนการเอาเส้นใหญ่ ไปผัดซีอิ๊ว โดยเอาผักสีเขียว
ซึ่งหมายถึงทหาร ไข่ไก่สีเหลือง หรือพันธมาร เป็นเครื่องปรุง
แต่กลายเป็นเครื่องปรุงอัปรีย์ เพราะไปร่วมมือกันประทุษร้ายรัฐบาลทีมาจากการเลือกตั้ง
จนช่วงชิงอำนาจรัฐมาได้ (แต่ประชาชนเขาไม่ยอม ประเทศจึงแตกแยกหนัก!)
แถมยังดันเสือกใส่ซีอิ๊วราคาถูกที่สีดำปี๋ แล้วนำไป
ผัดรวมๆกัน!!

ความที่พ่อครัวใส่“ซีอิ๊ว” หรือ “หนักซีอิ๊ว” ไปหน่อยเปรียบเสมือนการใส่สีดำ
อันเป็นเครื่องหมายของความ “ทุจริต” มากไปหน่อย
ผัดจานนี้เลยออกมาดำมอมแมม ตั้งแต่เริ่มผัด
นี่คงสื่อถึงความจริง ที่ “รัฐบาลโลซก” ของนายกฯมุกควาย
ซึ่งเข้าบริหารเพียงไม่กี่วัน ก็มีแต่เรื่องทุจริต อันไม่มงคลต่อบ้านเมือง
โผล่กันมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเรื่อง...
ปลากระป๋องเน่า โครงการไทยแดกด่วน
เรื่องการจะหาแดกกันในกระทรวงหมอ จนคณะที่ปรึกษา ต้องลาออกทั้งยวง และในที่สุด
รัฐมนตรีทนเองหน้าด้านอยู่ไม่ไหว ต้องจำใจลาออก
ยังเสือกทำสะอึกสะอื้น น่าทุเรศ อย่างนี้เป็นต้น
หลังจากนั้น ก็มีเรื่องทุจริตหนุนเนื่องมาโดยตลอด
แต่รัฐบาลโดยเฉพาะนายมาร์ค มุกควาย ก็เล่นบทคุณชายสะอาด คือ
ใครโกงได้...ก็โกงไป!
แต่รัฐบาลพยายามฉายภาพให้เห็นว่าว่า ใครโกงก็โกงไป
แต่นายมาร์ค มุกควาย นั้น ไม่โกงนะ จะมาต่อว่า
หรือให้นายกรับผิดชอบได้อย่างไร รัฐมนตรีโกง คนในพรรคโกง ก็ไม่ใช่นายมาร์คฯโกง
จำไว้นะ นายกฯไม่โกงงงงงงงงงงงงง!!
ถ้าเอ็งเห็นใครโกง เอ็งก็ไปเอาเรื่องกับคนนั้นซีวะ
พวกเอ็งจะมาเอาผิดกับนายกฯได้อย่างไร แปลกนี่หว่า?
พวกมันก็คิดกัน อย่างนี้แหละครับ!!!

ช่างเป็นความ “อาภัพ” ของประเทศนี้จริงๆ เพราะคนที่มีเรื่องโกง
อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
ทาง ป.ป.ช.ก็บอกว่า กำลังให้สมาคมทนายความร่างฟ้อง
แต่ไม่ยักเสร็จสักที จนเปิดโอกาสให้นายอภิงาบ ไปสมัครรับเลือกตั้ง และได้รับเลือก
จนป่านนี้ยังร่างฟ้องไม่เสร็จ
น่าทุเรศกะอีแค่ “คดีดินสอหนีบตูด” อย่างนี้ ร่างกันเป็นเดือนๆแล้ว ก็ยังไม่เสร็จ
ไม่ได้มุ่งร้าย หมายขวัญ อะไรหรอกครับ แต่อยากจะให้ฟ้องเร็วๆ เพราะผมอยากรู้ว่า
อีตาคนนี้... จะ ‘ติดคุก’ หรือเปล่า?
แค่นั้นเอง

คนไทยนั้น เป็นพวกชอบตั้งฉายาจริงๆ ผมเองนั้นเป็นคนชอบมวยมาตั้งแต่เด็กๆ
และในวงการมวยในตอนนั้น มีการตั้งฉายาให้นักมวยดังๆ ในยุคนั้น เช่น
อุสมาน ศรแดง ฉายา “โอรสเจ้าอาหรับ” เพราะเป็นมุสลิมหน้าตาหล่อเหลาระดับพระเอก
ทองใบ ยนตรกิจ ฉายา “ยางตัน” เพราะอึดนัก
ประยุทธ์ อุดมศักดิ์ มี 2 ฉายา
“ม้าสีหมอก” เพราะมีร่างกายสูงสง่า กับฉายา “สุภาพบุรุษที่ราบสูง”
เพราะเป็นคนโคราช ที่ราบสูงประตูสู่อีสาน เขามีความประพฤติเรียบร้อย
ทั้งในและนอกสังเวียน เป็นข้าราชการอยู่กรมสรรพาสามิต




ดาราหนังก็มีฉายากัน เช่น คุณเพชรา เชาวราษฎร์ ดวงตาทั้งคู่ของเธอสวยนักสวยหนา
เลยได้รับฉายาว่า
“นางเอก นัยน์ตาน้ำผึ้ง”
นักร้องอย่างพี่เทพของผม หรือสุเทพ วงศ์กำแหง ฉายาเหลือกำลังลาก
ซึ่งได้รับจากตามความไพเราะของเสียง คือ
“เสียงขยี้แพร ในฟองเบียร์”
เสียงจะไพเราะขนาดไหน ท่านผู้อ่านลองตัดผ้าแพร แล้วนำไปขยี้ในฟองเบียร์ดูเอง

สำหรับผู้ที่ติดตามเว็บ มาเป็นเวลาพอสมควร คงจะทราบว่า
ผมได้ให้ฉายาหัวหน้าพรรคประชาธิเปรตไว้ ซึ่งชักจะเริ่มเป็นที่ติดปากผู้คนแล้ว เช่น
นายมาร์ค มุกควาย
ที่ต้องให้ฉายาอย่างนี้ เพราะแกปล่อยมุก
ตอนที่พันธมารเข้าปิดล้อมทำเนียบ สมาชิกสภาผู้แทนเข้าประชุมไม่ได้
นายอภิแสบหัวหน้าพรรคฝ่ายค้นในตอนนั้น เดินเข้าประชุมสภา ทำเล่นมุกว่า
“วันนี้ ไม่มีการประชุมสภาหรือ?”
ทั้งๆที่ ส.ส.ลูกพรรคของแก เดินนำขบวนพันธมารเข้าปิดล้อมสภา
ผมเลยบอกว่า “มุก” อย่างนี้ เป็น
“มุกควาย”
เลยให้ฉายาแกว่า “นายมาร์ค มุกควาย”
(ขอยืนยันว่า “มุก” หรือ “มุกตลก” นั้น สะกดด้วย “ก.ไก่”ไม่ใช่ “ข.ไข่” อย่างแน่นอน)

บางครั้งผมเอามุก 2 มุกมาเล่นซ้อนกัน เช่น
มาร์ค มุกควาย = “กล่องขี้” ยี่ห้อ “อ๊อกซฟอร์ด”
คือ ผมเห็นว่า แกล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
เหมือนในหัวกบาลไม่อะไรเลย นอกจาก “ขี้” หรือหัวกบาล “กล่องขี้”
(อ่านได้ใน มาร์ค มุกควาย = “กล่องขี้” ยี่ห้อ “อ๊อกซฟอร์ด” http://vattavan.com/detail.php?cont_id=259)
อีกฉายาหนึ่ง คือ
“นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม”
ที่ตั้งฉายานี้ให้ เพราะแกชอบขึ้นโพเดียมจริงๆ บางวันวิ่งรอกพูด 3-4 โพเดียม
วิกิลีกส์ก็เผยออกมาว่า
มีตาเฒ่าคนหนึ่ง ดันทะลึ่งไปบอกกับทูตมะกัน ในทำนองว่า นายกฯไทยบริหารประเทศไม่เข้าท่า
วันๆเอาแต่...ขึ้นโพเดียม!
ผมไม่รู้ว่าทูตมะกันนั้น เป็น “เตี่ย” ของตาเฒ่าหรืออย่างไร
ก็ไม่ทราบ?
ต้อง ‘เสือก’ ไปรายงานให้เขารู้ มันกงการอะไรวะ!!

สำหรับรัฐบาล ที่มีพรรคดักดานเป็นแกนนำ ผมให้ฉายาที่เริ่มเป็นที่ติดปากผู้คนแล้วว่า
“รัฐบาลโลซก”
อย่างที่ผมเขียนในบทความชื่อ “อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!” (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=156)
หากท่านผู้ใดจะถามว่า ทำไมถึงใช้คำว่า “โลซก”
ต้องขอติดไว้ก่อน จะได้ขยายให้ฟังในวันหลัง เนื่องจากต้องเร่งส่งต้นฉบับ จะรีบไป
ฉลองปีใหม่ครับ!

ก่อนจบ ผมของย้อนกลับไปเรื่องฉายาคนที่อยู่ในวงการนักร้องนักแสดงปัจจุบันสักนิด
เพราะการตั้งฉายคนในวงการนี้ ก็มีมานาน พอๆกับวงการมวย แต่ไม่กว้างขวางเท่า
ปีนี้มีฉายาหนึ่งที่ฟังแล้วชอบ เพราะเขาใช้คำว่า DNA มาประกอบคำว่า “ม่าย”
เลยกลายเป็น “ม่าย DNA” ทั้งๆที่เธอไม่มีสภาพเป็น “แม่ม่าย” เพียงแต่จะต้องพิสูจน์หา
ความเป็น “พ่อ” ของลูก กับพระเอกเจ้าปัญหาเท่านั้น!

บางคนเขาบอกว่า
ฝ่ายหญิงซึ่งเป็นดาราปลายแถว ไม่เห็นจำเป็นต้องทุรนทุราย ไปตรวจพิสูจน์หรอก
อาจเป็นเรื่องไม่ดีกับเด็กด้วยซ้ำไป เพราะผู้ที่ถูกพาดพิงว่าเป็นพ่อของเด็ก ดันเคยมีประวัติไป...
กินอยู่กับผู้ชายด้วยกัน แบบคู่ผัวตัวเมีย มาก่อน!
(ไม่รู้ว่าใครเป็น ‘ผัว’ และใครเป็น ‘เมีย’ กันแน่?)
ความจริงแล้ว น่าจะตั้งฉายาให้อีตาพระเอกคนนี้ ว่า
“นาย ฟ. ฟันโทเพศ”
“โท” แปลว่า “สอง” และ “โทเพศ” ก็คือ “สองเพศ” นั่นเอง หรือเรียกสั้นๆว่า
“ฟ. ฟันโทเพศ”
หมายถึง วิปริตเป็นพิเศษ เพราะสามารถ “ฟัน” หรือ “ถูกฟัน” คือ
เป็นทั้งฝ่าย “รุก”ฝ่าย “รับ” ได้ทั้ง “โทเพศ” คือ
ได้ทั้ง “ชาย” และ “หญิง” นั่นเอง
เรียกว่า จะให้เป็น “ผัว” ก็ได้ หรือจะให้เป็น “เมีย” ก็ดี ไม่มีเกี่ยง
สามารถฉลองศรัทธา ให้ได้ทั้งนั้น!

ฮู้ยยยยย...ลงอย่างนี้ละก้อ คงจะเป็นที่ถูกใจ คุณนาย “เสรี วงศ์มนต์เทย” แน่ๆ!!

***********

หมายเหตุ ข่าวลือเขาบอกว่า นักกินเมืองยุคนี้
ก็มีพวกวิปริต “ฟ. ฟันโทเพศ” ไม่น้อยนะ วันหลังคงจะต้องเอามาแง้มทวาร
แล้วนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังกันบ้าง
ระยะปีใหม่นี้ ก็เขียนเรื่องเบาๆ ให้สบายกระดอง
และฟังข่าวพวกกินเมืองเขาฉลองประตูหน้า ยันประตูหลังกัน แบบไม่เครียด ดีกว่านะครับ

(คอลัมน์ อะไรกัน “ฟัน...โทเพศ”!? ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2554)



http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=270

ภาพล่าสุดทักษิณ จากทวีตของ “แพทองธาร”

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ภาพต้นฉบับจาก Yfrog http://yfrog.com/h7zpwkj

January 1, 2011

น.ส. แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนสุดท้องของอดีตนายกรัฐมนตรี
ได้โพสต์ภาพถ่ายคู่กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553

ข้อความทวีตของ น.ส. แพทองธาร บอกสั้นๆ เพียงว่า
“Having fun with daddy @ThaksinLive” พร้อมภาพถ่ายที่ไม่ระบุสถานที่

ก่อนหน้านั้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2553 น.ส. แพทองธาร ระบุว่า
ตนเองอยู่ที่เกาหลีใต้ เพื่อท่องเที่ยวในช่วงคริสต์มาส


http://www.siamintelligence.com/thaksin-with-ing/

รายงานพิเศษ แฉปมปริศนาที่แท้ ใครเผาเมือง Asiaupdate TV (ซ้ำไหม)

ที่มา thaifreenews

โดย kajokkub

http://www.asiaupdate.tv/2010/12/15164.html#



ความจริงที่ปิดไม่ได้อีกแล้ว!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เอกสารลับของ “วิกิลีกส์” ที่เปิดเผยโทรเลขของนายอีริค จี. จอห์น
เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่ส่งรายงานไปยังกรุงวอชิงตัน
ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549, 1 ตุลาคม 2551, 6 พฤศจิกายน 2551, 25 มกราคม 2553
และมีการเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ “เดอะการ์เดี้ยน” ของอังกฤษเมื่อกลางดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ทำให้การเมืองไทยสั่นสะเทือนอย่างมาก
เพราะมีเนื้อหาที่สำคัญและน่าสนใจอย่าง ยิ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย
ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และมีการนำไปยึดโยงกับสถาบันเบื้องสูง

อย่างที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนบทความ
“บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (1) : พลเอกสนธิบอกทูตอเมริกันเรื่องเข้าเฝ้าฯคืนรัฐประหาร” ว่า
เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง
เพราะเป็นการประเมินสถานการณ์รัฐประหารของทูตสหรัฐ
หลัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้าฯ ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ ตีความ
และนำเข้าสู่การเรียบเรียงเป็นการนำเสนอในรูปแบบงานเขียนหรือการพูดอภิปราย
จึงจะมีความหมายสมบูรณ์โดยแท้จริง

“ในบันทึกสั้นๆข้างล่างนี้ (ต้นฉบับภาษาอังกฤษของสถานทูตสหรัฐ)
และในบันทึกฉบับอื่นที่หวังว่าจะตามมาในอนาคตอันใกล้
ผมจะได้พยายามนำเสนอข้อความหรือเนื้อหาในโทรเลขวิกิลีกส์ทั้ง 4 ฉบับเท่าที่จะทำได้
ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอยู่
เริ่มต้นด้วยโทรเลขฉบับแรกที่กล่าวถึงการเข้าเฝ้าฯในคืนวันรัฐประหาร”

ความจริงแค่ 5-6 บรรทัด

นายสมศักดิ์ยังระบุว่า
โทรเลขมีความสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้ตกอยู่ภายใต้ความเงียบเกือบจะโดยสิ้นเชิง
อย่างที่เป็นอยู่ในสื่อสาธารณะขณะนี้
โดยโทรเลขลงวันที่ 20 กันยายน 2549 ทูตสหรัฐได้รายงาน
การพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ พล.อ.สนธิเมื่อบ่ายวันที่ 20 กันยายน 2549
การสนทนาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันมีเพียงสั้นๆ 5-6 บรรทัด

“ผมได้เริ่มต้นด้วยการถามสนธิเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าฯในหลวงเมื่อคืนนี้ มีใครเข้าเฝ้าฯบ้าง?
สนธิกล่าวว่าประธานองคมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ ได้นำเขา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เรืองโรจน์ (พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์) และ
ผู้บัญชาการทหารเรือ สถิรพันธุ์ (พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์) เข้าเฝ้าฯ
สนธิเน้นว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูกเรียกเข้าไปในวัง เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพยายามขอเข้าเฝ้าฯ...
เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม”

ทูตสหรัฐกับ 3 ผู้อาวุโส?

แต่บันทึกที่สำคัญคือฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2553 จำนวน 15 ย่อหน้า
ที่เป็นบันทึกภายหลังจากทูตสหรัฐพบกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
และมีการนำไปรายงานผ่านหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยนนั้นเป็นเอกสาร
ที่วิกิลีกส์เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ตามเอกสารหมายเลข
“S E C R E T SECTION 01 OF 03 BANGKOK 000192”
ซึ่งทูตสหรัฐระบุว่า
ได้สนทนากับ พล.อ.เปรมในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวันเมื่อ วันที่ 13 มกราคม 2553
โดยก่อนหน้านี้ได้สนทนากับ พล.อ.อ.สิทธิที่บ้านพักเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553
และ สนทนากับนายอานันท์เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2552

ในเอกสารการสนทนามีหัวข้อสำคัญหลายหัวข้อ
ทั้งเรื่องการตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เรื่องอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสมเด็จฮุน เซน
นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ข้อมูลดังกล่าวจะจริงเท็จอย่างไร
บุคคลที่อยู่ใน บันทึกทั้ง 4 คนคือ ทูตสหรัฐ พล.อ.เปรม พล.อ.อ.สิทธิ และนายอานันท์ ต้องตอบสังคมเอง
แต่ในทางการเมืองแล้วถือว่าบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมือง
ที่นำมาซึ่งเหตุผลในการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ การทำรัฐประหาร 19 กันยายน
การผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำสำคัญ

พันธมิตรฯยั่วยุให้รัฐประหาร

ขณะที่หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยนได้เผยแพร่
เอกสารหมายเลข “S E C R E T SECTION 01 OF 03 BANG- KOK 003317”
ซึ่งเป็นบันทึกลับทางการของทูตสหรัฐ ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551
ที่ได้จากวิกิลีกส์มีเนื้อความ ตอนหนึ่งระบุว่า
แหล่งข่าวของเอกอัครราชทูตสหรัฐผู้หนึ่ง ซึ่งในบันทึกที่เผยแพร่ได้ลบชื่อออก
และใส่ชื่อว่า “XXXXXXXXXXXX” เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯมุ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ปะทะรุนแรง
เพื่อจุดชนวนการรัฐประหาร

แหล่งข่าวผู้นี้อ้างว่า
เขาได้รับประทานอาหารค่ำกับแกนนำพันธมิตรฯผู้หนึ่งในวันที่ 6 ตุลาคม 2551
แกนนำผู้นี้เล่าว่า พันธมิตรฯจะยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรงในการประท้วงในวันที่ 7 ตุลาคม
ที่หน้าอาคารรัฐสภาและได้คาดการณ์ว่ากองทัพจะเข้ายึดอำนาจในวันที่ 7 ตุลาคม

“แหล่งข่าวผู้นี้ยืนยันกับเราว่าพันธมิตรฯยังคงมีเจตนาที่จะสร้างเหตุขัดแย้ง
เพื่อให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน
ซึ่งจะทำให้การเข้าแทรกแซงของทหารดูเป็นสิ่งจำเป็นและมีความชอบธรรม” บันทึกระบุ

พันธมิตรฯอัด “วิกิลีกส์” เต้าข่าว

ขณะที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวถึงข้อมูลของวิกีลิกส์ว่า
เต้าข่าวขึ้นมาโดยไม่มีมูลความจริง เพราะไม่มีการให้สัมภาษณ์หรือการนัดรับประทานอาหาร
ระหว่างแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯกับทูตสหรัฐ และกลุ่มพันธมิตรฯไม่มีทางพูดในลักษณะนั้นอยู่แล้ว
ข่าวดังกล่าวจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับพันธมิตรฯ เพราะมวลชนรู้จักเราดีพอ
ในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวทุกคนอยู่ด้วยกัน รู้ว่าใครเป็นอย่างไร

“ผมไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เรื่องทั้ง หมดที่เสนอในเว็บไซต์เป็นเรื่องเท็จ
ใช้ข้อมูลที่คิดขึ้นมาแล้วมาพูดเองเออเอง ทั้งนี้ ข้อมูลที่ผ่านมาในเว็บไซต์ดังกล่าว
ก็ถือว่ามั่วอยู่แล้ว เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่น่าเชื่อถือ”

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ อดีตผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า
ไม่มีแกนนำพันธมิตรฯคนไหนเคยไปเจอนายอีริค จี. จอห์น
และเหตุการณ์ 7 ตุลาคมเป็นเหตุการณ์ที่รัฐเข้าล้อมปราบปรามประชาชน
ทำให้ประชาชนบริสุทธิ์ต้องล้มตาย ตอนนี้ยังหาตัวคนทำผิดไม่ได้

“ส่วนจะมองว่าเป็นการดิสเครดิตกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่นั้น
ผมคิดว่าไม่มีใครวางแผนอะไรแบบนั้นหรอก ส่วนเจตนาของวิกิลีกส์ก็แล้วแต่คนจะคิด
มันตลกและเป็นไปไม่ได้ คิดว่ามีเจตนาจะโปรโมตเว็บไซต์ตัวเอง
โดยการหยิบเอาเรื่องที่เป็นที่สนใจของสังคมมานำเสนอ เป็นเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ”

อัดสื่อ “หมาข้างถนนงับคริสปี้”

ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ถึงเว็บไซต์วิกิลีกส์กรณีเผยแพร่เอกสารลับ
ซึ่งตอนหนึ่งพาดพิงถึง พล.อ.เปรมว่า ไม่มีทางที่ พล.อ.เปรมจะกล่าวกับนักการทูตแน่นอน

“ตอนที่เมืองไทยมีปฏิวัติ 19 กันยา พวกนี้จะหาเหตุว่า
ใครเป็นคนทำให้มีการปฏิวัติ ใครเป็นคนสั่ง ใครอย่างโน้นอย่างนี้
แต่คนพวกนี้เนื่องจากว่าเป็นเอกสารที่เหมือนผมไปคุยกับแอน (พิธีกรร่วม)
สมมุติว่าแอนสนิทสนมกับนายพลคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจ
ผมคุยกับแอนเสร็จก็มาพิมพ์รายงาน
ระหว่างที่ผมพิมพ์ผมไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อว่าผมคุยกับแอน
ผมสามารถใส่ว่าผมคุยกับนายแอน ใครจะรู้ล่ะ
เพราะเอกสารนี้ถูกส่งโดยตรงผ่านเอกอัครราชทูตเอ็นคริป ใส่รหัส เข้าสเตท ดีพาร์ตเมนต์ ก็คือ
กระทรวงต่างประเทศเขา มีแต่พวกเขารู้เท่านั้นเอง ฉะนั้นแล้วมันจึงเป็นเอกสาร
ซึ่งพอวิกิลีกส์แฉออกมา มันไปแฮคข้อมูลออกมา เลยกลายเป็นว่า
ทูตคนนี้คุยกับ พล.อ.เปรม ทูตคนนี้คุยกับ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา
ผมจะบอกให้ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราไม่ซี้ซั้ว อย่าง พล.อ.เปรมท่านไม่ซี้ซั้วคุยอย่างนี้หรอก
ธรรมดาคนใกล้ชิดท่านยังไม่คุยเลย”

นายสนธิยังกล่าวว่า มีคนอยู่ประเภทหนึ่งในทุกสังคม สังคมไทยก็มี ประเภทสอดรู้สอดเห็น เสือกทุกเรื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนซึ่งเคยอยู่ในรัฐบาล
คนซึ่งเคยมีชื่อเสียง มีความรู้สึกว่าทูตอเมริกันมาคุยกับฉันสุดยอด เป็นคนสำคัญ
พอมาคุยแล้วทูตอเมริกันหรือซีไอเอก็จะรู้ว่าไอ้หมอนี่สนิทสนมกับรัฐบุรุษคนนี้
อาจจะสนิทกับ พล.อ.เปรมหรือ พล.อ.สนธิ “เฮ้ย 19 กันยา สนธิเขาว่าอย่างไร
อ๋อ นายผมเหรอ เขาเล่าให้ฟังอย่างนี้ ทีนี้เวลารายงานมันจะรายงานว่ามันคุยกับลูกน้อง
พล.อ.สนธิเหรอ มันก็บอกว่ามันคุยกับ พล.อ.สนธิ นี่คือที่มา
ทีนี้ไอ้คนไทยที่มันยังไม่ฉลาด ไม่ลึกซึ้ง ไม่รู้วิธีการทำงานเขา
พอเห็นข้อมูลมาก็กระโดดงับเลย เหมือนหมาข้างถนนงับคริสปี้

พอมันเป็นเคเบิลมาจากสเตทดีพาร์ตเมนต์ แล้ววิกิลีกส์มันแฉออกมา ทุกคนที่ได้บอกว่าของจริง
โดยไม่คิดว่าที่มาของข้อมูลเป็นอย่างไร วิธีการหาข้อมูลของเขา เป็นอย่างไร
พอรู้เรื่องกระบวนการทั้งหมดแล้วถึงจะเข้าใจว่าข้อมูลทั้งหมดที่ส่งไปผมว่าจริงอย่างมากไม่เกิน 20-30%”

ความจริงที่ต้องทำเป็นมองไม่เห็น

เอกสารลับดังกล่าวจะจริงหรือเท็จอย่างไร ผู้ที่ถูกกล่าวถึงคงต้องออกมาชี้แจงหรือตอบสังคมเอง
อย่างที่แกนนำพันธมิตรฯตอบโต้ดังกล่าว
แต่อย่างน้อยวิกีลิกส์ก็ทำให้ผู้มีอำนาจในประเทศไทยต้องตระหนักถึงการกระทำต่างๆที่ไม่ชอบธรรม
และการประพฤติชั่วต่างๆ โดยเฉพาะพวก “หน้าไหว้หลังหลอก” หรือ “โจรในคราบผู้ดี”
ที่ทำให้คนไทย “ตาสว่าง” และรู้ถึงความน่ากลัวของการเมืองไทยที่มีทั้งมุมมืดและมุมสว่าง
ซึ่งไม่สามารถนำมาเปิดเผยหรือพูดในพื้นที่สาธารณะได้
รวมทั้งสื่อเองก็ต้องทำเป็นตาบอด เป็นใบ้ หูหนวก
แต่กลับถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกอย่างตรงไปตรงมาตามเว็บไซต์ต่างๆ
ในขณะที่คนไทยต้องทำเป็น “ปิดตาข้างเดียว” หรือมองอะไรไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด
เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยเป็นสำคัญ

เช่นเดียวกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เปิดเผย
บันทึกการสอบสวนและสำนวนชันสูตรพลิกศพเหตุการณ์สลายการชุมนุม
ระหว่างวันที่ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 4 กรณีคือ
1.การตายของประชาชนในวัดปทุมวนาราม
2.การตายของผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น
3.การตายของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิต
4.การตายของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ
ซึ่งมีหลักฐานระบุชัดเจนทั้งหัวกระสุนและพยานบุคคลว่ามีเจ้า-หน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง

แม้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ จะออกมาปฏิเสธและกล่าวหาว่า
นายจตุพรมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานและขัดขวางการทำงานของพนักงานสอบสวน
ทั้งที่ครั้งแรกยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนสอบสวนจริง แต่เป็นเพียงบางส่วนในสำนวนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเว็บไซต์ประชาไท (www. prachatai3.info) ได้ตีพิมพ์เอกสารดังกล่าว โดยระบุว่า
ได้รับจากแหล่งข่าวที่ไม่อาจเปิดเผย เป็นบันทึกการสอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง
ในเหตุการณ์สังหารประชาชน 6 ศพภายในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
โดยหัวกระดาษระบุว่าเป็นเอกสารของดีเอสไอ
แต่จะเป็นเอกสารฉบับเดียวกับที่นายจตุพรกล่าว อ้างและนายธาริตปฏิเสธหรือไม่นั้น
เอกสารดังกล่าวก็ทำให้เห็นปัญหาสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมของประชาชน
ที่กลายเป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจ ซึ่งเอกสารดังกล่าวยังระบุถึงพยานเอกสาร เช่น
รายงานการชันสูตรพลิกศพ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
คำสั่งศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ
สำเนาบัญชีเบิกจ่ายอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ฯลฯ
แผ่นซีดีจากพยานและพยานวัตถุ เช่น ปลอกกระสุนและกระสุนปืน ฯลฯ

ความจริง 91 ศพ

เอกสารหลักฐานการชันสูตรศพดังกล่าวที่ระบุว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาล ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
และผู้นำกองทัพต่างพยายามให้ข่าวและยืนยันตลอดมาว่า
ทหารไม่ได้ยิงประชาชน ไม่ได้ฆ่าประชาชน
แต่ระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งเกิดจาก “ไอ้โม่งชุดดำ”
และใช้กล่าวหาแกนนำ นปช. รวมถึงคนเสื้อแดงหลายร้อยคน ก่อนจับมาดำเนินคดีและคุมขังนั้น
ความจริงต่างๆกำลังจะถูกเปิดเผยและปิดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะนอกจากรัฐบาลไม่เคยจับ “ไอ้โม่งชุดดำ” ได้
ทั้งข้อสงสัยเรื่อง “ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์กันแน่”
กำลังเป็นหอกคำถามที่พุ่งกลับเข้าใส่รัฐบาลอภิสิทธิ์

เหมือนเอกสารลับของวิกีลิกส์เกี่ยวกับการทำรัฐประหาร 19 กันยา และการยึดกุมอำนาจต่างๆ
ไม่เพียงทำให้สังคมไทยมีคำถามกับผู้อาวุโสต่างๆที่มีอำนาจทั้งในระบบและนอกระบบว่าจริงหรือเท็จเท่านั้น
แต่ยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
หรือเป็นประชาธิปไตยภายใต้ “รัฐทหาร” ที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

ใครคุมใคร?

เพราะวันนี้เสียงของผู้นำรัฐบาลกับเสียงของผู้นำกองทัพแตกต่างกันสิ้นเชิง
แม้นายอภิสิทธิ์จะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดหรือรัฐบาลนอมินี
อย่างที่ให้สัมภาษณ์ “เอเชียไทม์ออนไลน์” เมื่อไม่นานมานี้ว่า
กองทัพไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน

แต่ประชาชนส่วนใหญ่ นักวิชาการ และสื่อต่างชาติเห็นว่าเป็นคำพูดที่เพ้อฝัน
เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นหนี้บุญคุณกองทัพ ไม่ใช่แค่การจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเท่านั้น
แต่ยังคอยปกป้องนายอภิสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือน “ไข่ในหิน”
ซึ่งสอด คล้องกับเอกสารของทูตสหรัฐที่วิกิลีกส์เผยแพร่

ขณะที่คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
ที่ให้สัมภาษณ์นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดในกองทัพ
แสดงให้เห็นถึงความแข็ง กร้าวและตรงไปตรงมา
อย่างความเห็นเกี่ยวกับการที่คนเสื้อแดงจะยกระดับการชุมนุมประท้วงหลังยกเลิก พ.ร.ก.
การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า “ทหารมีความพร้อม” ต้องไปตีความกันเองว่า
พร้อมจะดูแลความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งรัฐบาล
หรือพร้อมจะใช้กำลังและอำนาจเหมือนผู้นำกองทัพที่ผ่านมา

อำนาจของกองทัพ

ที่ผ่านมาจึงไม่มีใครปฏิเสธว่ากองทัพแทบไม่เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือนเลย ดังนั้น
นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมากว่า 78 ปี
ประเทศไทยจึงมีการทำรัฐประหารมากที่สุดในโลก
แม้แต่ปัจจุบันกองทัพไทยก็มีอำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อมในการเมืองไทย

จึงไม่แปลกที่นายอภิสิทธิ์จะอยู่ในอำนาจมากว่า 2 ปีได้อย่างเหลือเชื่อ
ทั้งที่มีปัญหามากมาย
ทั้งความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน
และการกดดันจากภาคประชาชน

อย่างที่นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ บอกว่า ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ล้วนยอมรับว่า
กองทัพมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง
จนกลายเป็นหัวข้อศึกษาที่นักวิชาการเฝ้าศึกษาวิเคราะห์มานาน
และมักจะวิเคราะห์อำนาจของกองทัพกับกลุ่มอำนาจต่างๆในสังคม
ซึ่งการเมืองไทยมักถูกวิเคราะห์ในแนวว่ามีอำนาจนอกระบบ มือที่มองไม่เห็น
หรือเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเป็นปัจจัยชี้ขาด
จนกระทั่งบางครั้งลืมอำนาจของกองทัพ ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดทางการเมือง

“อำนาจของกองทัพเหนือการเมืองนั้นไม่ได้มาจากรถถัง ทหารป่าหวาย หรือปืนยิงเร็ว ฯลฯ
นั่นก็ใช่ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ กองทัพจะยึดอำนาจหรือรักษาอำนาจของตนในการเมืองไว้ได้
ก็เพราะกองทัพได้รับความเห็นชอบจากส่วนอื่นๆที่มีพลังในสังคม
เมื่อตอนที่กองทัพทำรัฐประหารสำเร็จ
นายแบงก์และนายทุนธุรกิจพากันหิ้วกระเช้าไปแสดงความยินดีกับหัวหน้าคณะรัฐประหาร
ที่จริงแล้วเขาพากันไปแสดงความยินดีกับตนเองไปพร้อมกันด้วย
เพราะการยึดอำนาจครั้งนั้นเขาเห็นชอบ
และบางครั้งถึงกับเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินอยู่เบื้องหลังบางส่วนด้วยซ้ำ”

ความจริงที่ปิดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม อำนาจของกองทัพไม่ต่างกับการรัฐประหาร
ที่นับวันมีแต่จะเสื่อมถอยไปตามกระแสโลก
ซึ่งส่วนใหญ่รังเกียจและต่อต้านอำนาจเผด็จการ
แม้แต่รัฐบาลทหารพม่าที่ถือเป็นเผด็จการสุดขั้วยังต้องยอมอ่อนโอน
เพื่อไม่ให้ถูกกดดันจนไม่มีทางออก

โดยเฉพาะการเมืองไทยที่ประกาศเป็นประเทศประชาธิปไตย
แต่กลับวนเวียนอยู่ภายใต้กองทัพ หรือ “รัฐทหาร”
ในที่สุดก็ไม่อาจต้านกระแสประชาชนและสังคมโลกได้
ไม่ว่าจะพยายามบิดเบือนหรือโฆษณาชวนเชื่อใดๆ เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น

อย่างที่นายบัณฑร อ่อนดำ หนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) กล่าวว่า
การปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปราชการ 10 ปียังทำไม่สำเร็จ
ภาพร้ายของประเทศไทยจึงมีทั้งการเมืองแย่งชิงและทำลายกันเอง
ระบบราชการไม่ได้รับใช้ประชาชน การค้าการลงทุนถูกครอบงำจากกลุ่มทุนข้ามชาติ การศึกษาก็ย่ำแย่

“ถ้าปฏิรูปไม่ได้จะเกิดปฏิวัติโดยประชาชน ไม่ต้องรอใครมาจัดการแล้ว
ชาวบ้านจะฟันเอง เหมือนหมาจนตรอก จะเป็นอย่างนั้น
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ก็วิเคราะห์ไว้ ชาวบ้านไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
คนจนไม่มีทางออก อยู่เฉยๆก็ตาย อย่างคนอยู่ภาคใต้ก็พูดอย่างนี้
ภาคอื่นๆก็จะมีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน
ถ้าถูกกระทำทุกทาง มีชีวิตแบบตายทั้งเป็น อยู่ทำไม สู้ตายดีกว่า”

ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองไทยที่อยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพหรือ “มือที่มองไม่เห็น”
แต่ในที่สุด “ความจริง” ก็ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป
เหมือนเอกสาร “วิกิลีกส์” ที่ประจานอำนาจนอกระบบในประเทศไทยไปทั่วโลก
เช่นเดียวกับหลักฐานการสังหารโหด 91 ศพในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”

แม้สังคมไทยจะ (ทำเป็น) ไม่เห็น ยอมก้มหัวให้อำนาจเผด็จการและความอยุติธรรม
แต่ไม่อาจปิดบังความจริงที่คนทั้งโลกเห็นได้!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 292 วันที่ 1 – 7 มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 16-17
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน



http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=9232

เทป อ สุรชัยนำ count down สวัสดีปีใหม่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ที่มา thaifreenews

โดย Nitikon_P









*******************************
http://programe-dee.blogspot.com/

กลอนอวยพรปีใหม่ชาวเสื้อแดง โดย จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa





กลอนอวยพรปีใหม่ ๒๕๕๔ :

เดโมเครซี่ร้อยเปอร์เซ็นต์เราเด่นชัด
แต่ละผลัดแต่ละปีเรามีหวัง
อันสิทธิในแผ่นดินที่ภินท์พัง
จักย้อนรังกลับมาหาประชาไทย

อวยพรใดก็ไม่เท่าพวกเราร่วม
ตาสว่างโดยรวมก็เปลี่ยนไหว
ถึงภูเขาเข้าขวางใจกลางไทย
ก็จะด้นดั้นไปไม่ครั่นคร้าม

ขอให้เราเสื้อแดงเปล่งแสงสู้
ให้โลกรู้ไทยเราจะก้าวข้าม
เพื่อร่วมสร้าง Thailand อันแสนงาม
ประกาศนามมวลชนคนเท่ากัน

กัดฟันเถิดพวกเราเราร่วมรัก
เดินด้วยศักดิ์ศรีสร้างทางสวรรค์
ถึงประชาธิปไตยไม่เร็ววัน
ก็มิใช่ความฝันเรามั่นใจ

ขอปีใหม่ให้พลังอีกครั้งเถิด
สิทธิชนก่อกำเนิดเป็นไทยใหม่
ถึงมากล้นอุปสรรคมุ่งหลักชัย
ให้คนไทยตาสว่างกลางแผ่นดิน...


http://democracy100percent.blogspot.com/2011/01/blog-post.html

กวีตีนแดง-เดือนวาด พิมวนา:เจ็ดประจัญบาน

ที่มา ประชาไท

เจ็ดประจัญบานตัดสินใจผ่าทางตัน

ไปพลีชีพที่ชายแดน หลักเขตที่ 46

พื้นที่หวังผล-วัดโจ๊กเจีย

แต่แล้วเกิดเรื่องใหญ่

ระเบิดไม่ทำงาน

เจ็ดประจัญบานถูกจับเป็น

ข้อหา-ข้ามแดนโดยผิดกฏหมาย

ไม่ตาย...สมความคิด

หนำซ้ำ

ศาลอาจมอบชีวิตใหม่ให้อีก 6 เดือน

โปรดติดตามตอนต่อไป...

"เจ็ดประจัญบานตะลุยตะรางในต่างแดน"

สุรชาติ บำรุงสุข: หากความคิดของผู้คน สุกงอมไม่เอารัฐบาล ไม่เอากองทัพ นั่นคือโจทย์ที่น่ากลัวที่สุด

ที่มา ประชาไท

ต้องยอมรับว่าปี 2553 ที่ผ่านมา "กองทัพ" ภายใต้การนำของ "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการช่วยรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" สยบการชุมนุมของคนเสื้อแดง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ดังนั้น ในปี 2554 ภารกิจหลักของ "กองทัพ" ภายใต้การนำของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.คนใหม่ คือ การสานต่อนโยบายที่ไม่น่าแตกต่างจากยุคของ "พล.อ.อนุพงษ์"

แต่ภายใต้บุคลิกและท่าทีการให้สัมภาษณ์ของ ผบ.ทบ.คนใหม่ โดยเฉพาะสโลแกนเด็ด "ประเทศมี 2 กลุ่ม คนดีและคนไม่ดี" จึงทำให้ฝ่ายหลายมองว่า "พล.อ.ประยุทธ์" ดูค่อนข้างแข็งกร้าว

ดังนั้น "กองทัพ" ในปี 2554 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ

เพราะอย่าลืมว่าปี 2554 เป็นปีแห่งการเลือกตั้ง

บทบาทของกองทัพย่อมมีความสำคัญต่อผลแพ้ชนะและการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง

"มติชน" มองเห็นบทบาทของกองทัพ และมีโอกาสนั่งสนทนากับ "สุรชาติ บำรุงสุข" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านกองทัพกับการเมือง ถือเป็นการสะท้อนบทบาทของกองทัพในปี 2554 เพื่อสร้างความเข้าใจในบริบทของกองทัพและการเมืองมากยิ่งขึ้น

@ มองบทบาทกองทัพกับการเมืองไทยในปี 2554 อย่างไร

แนวโน้มสถานการณ์การเมืองปี 2554 ล้วนเป็นดัชนีที่ไม่ส่งสัญญาณเชิงบวก ที่ผ่านมาเราเห็นสัญญาณเชิงลบ ซึ่งทหารคงไม่ถอยตัวออกจากการเมืองในระยะสั้น คำถาม ถ้าทหารไม่ถอนตัวออกจากการเมืองในระยะสั้น บทบาทของทหารจะสูงมากกว่าปี 2553 หรือไม่ ถ้าสูงมากขึ้นสังคมโดยรวมรับได้หรือไม่ แม้จะมีการเลือกตั้งแต่อำนาจที่แท้จริงยังถูกตัดสินอยู่ในกรม กอง ของทหาร จะนำพาสังคมการเมืองไทยไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครอง ซึ่งไม่ว่าทหารจะอยู่เบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไม่น่าจะเข้ามาลงทุน และปัจจัยอย่างนี้ไม่เป็นจุดขายทางการเมืองระหว่างประเทศ จุดขายของการเมืองปัจจุบันต้องทำให้การเลือกตั้งเกิด ต้องทำให้ระบบการเลือกตั้งมีเสถียรภาพ ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องยุติความคิดที่เชื่อว่าอำนาจนอกระบบเป็นเครื่อง มือเดียวในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

@ ยังเชื่อว่าหากพรรคการเมืองที่กองทัพสนับสนุนแพ้การเลือกตั้ง กองทัพจะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ผมเชื่อว่าถ้าพรรคฝ่ายค้านชนะ เขาจะมีวิธีทำให้พรรคฝ่ายค้านจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้ามีการเลือกตั้งในปี 2554 ปัญหาจะไม่แตกต่างจากเดิม สำหรับผมจะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่น่าตื่นเต้น เพราะมีกลไกเครื่องมือทำให้เป็นหวยล็อค

@ หากกองทัพส่งขั้วการเมืองที่สนับสนุนอยู่กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง มองว่ากองทัพจะถอยกลับหรือไม่

ผมไม่เชื่อว่ากองทัพจะถอยในระยะสั้น เนื่องจากเข้าพัวพันกับการเมืองสูง จนไม่แน่ใจว่ารถยนต์คนนี้มีเกียร์ถอยหลังหรือไม่ ผมกลัวว่ายิ่งเดินหน้ามากเท่าไรจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น การเอากองทัพมาอุ้มรัฐบาลอาจจะดูง่าย แต่ในระยะยาวจะดูดีหรือไม่ ไม่แน่ใจ ถ้าจัดตั้งรัฐบาลโดยผู้นำกองทัพ รัฐบาลจึงไม่ต่างจากตัวแทนของกองทัพ

@ หากพรรคการเมืองที่สนับสนุนจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ กองทัพจะปฏิวัติหรือไม่

ผมยังเชื่อแต่ไม่ฟันธง ว่าการรัฐประหารโดยการลากรถถังไม่ง่าย เพราะถ้าลากรถถังออกมาอีกครั้ง ผมเชื่อว่ากระแสกดดันจากการเมืองภายในและภายนอกประเทศจะรุนแรงขึ้น และเราอาจจะเห็นการต่อต้านที่พาการเมืองไทยไปสู่จุดบางจุด อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ส่วนจะให้ทหารที่ออกมาปฏิวัติแล้วกลับเข้ากรม กอง เหมือนในต่างประเทศ ผมไม่ค่อยเห็นแรงกดดันจากสถาบันทหารเอง เพราะแรงขับเคลื่อนภายในกองทัพมีไม่มาก การปฏิรูปกองทัพของหลายประเทศ มีคณะทหารฝ่ายปฏิรูปเกิดขึ้นภายใน แต่กองทัพไทยอยู่ในลักษณะรวมศูนย์ ทำให้ไม่ค่อยเห็นแรงขับเคลื่อนภายใน อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ 5 เสือ แต่ตอนนี้กำลังสงสัยว่าอำนาจทั้งหมดอยู่ที่เสือตัวเดียว คือ ผบ.เหล่าทัพ

ฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังให้ทหารปรับตัวกับการเมือง จะเกิดไม่ได้เลย ถ้าหนึ่งเดียวคนนั้น ไม่เกิดวิธีคิด ไม่เกิดการปรับตัว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มิติการปรับตัวทางการเมือง การปรับตัวทางการทหาร แขวนไว้กันผู้นำกองทัพเพียงไม่กี่คน บูรพาจะพยัคฆ์หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ เพราะสุดท้ายอำนาจทั้งหมดแขวนไว้ที่ ผบ.เหล่าทัพเท่านั้นเอง

@ มองท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. อย่างไร

ผมคิดว่าเป็นผู้นำทหารที่ไม่มีทักษะทางการเมือง ผมไม่แน่ใจว่าผู้นำทหารที่เติบโตขึ้นง่ายและเร็ว ภายใต้กลไกอำนาจหลังรัฐประหารปี 2549 ความเข้าใจทางการเมืองมีแค่ไหน ถ้าเราดูทุกอย่างด้วยสติ สิ่งที่ต้องทำคือการวิเคราะห์ว่าการกระทำหลายอย่างนำพาประเทศไปสู่กับดัก หรือออกจากวิกฤต วันหนึ่งหากสังคมไทยเดินไปสู่ความแตกแยกทางความคิดขนาดใหญ่ และไม่มีจุดสิ้นสุด ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะหากความคิดของผู้คนสุกงอมไม่เอารัฐบาล ไม่เอากองทัพ นั่นคือโจทย์ที่น่ากลัวที่สุด

@ มองกลไกการทำงานของศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) อย่างไร

เรื่องนี้เป็นตัวอย่าง พอเราเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็หันมาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แสดงว่าการเมืองไทยยังไม่พ้นวิกฤต และยังถอยตัวออกจากปมวิกฤตไม่ได้ จะใช้กฎหมายอะไรก็แล้วแต่ แต่สะท้อนว่าการเมืองไทยยังต้องอาศัยกลไกนอกระบบในการแก้ปัญหา

ถ้าเราดูข่าวต่างประเทศมีการประท้วงใหญ่ในหลายประเทศ คนออกมาตีกับตำรวจ แต่ก็ไม่เห็นมีข้อเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ ไม่มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภาพสะท้อนปรากฏการณ์บอกว่าระบบการเลือกตั้งในต่างประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น จนสามารถอาศัยกลไกการเมืองปกติแก้ปัญหาได้ วันนี้เราถอยจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็น พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่ผมกลัวว่าจะเป็นโฆษกหน้าเดิม

ทั้งหมดมันบ่งบอกว่าการเมืองยังจมปลักอยู่ที่เดิม ชอบมีคนเรียกร้องให้การเมืองนิ่ง แต่ที่จริงการเมืองในระบบประชาธิปไตยไม่นิ่ง ความนิ่งของระบบประชาธิปไตยอยู่ที่ว่าเราแก้ปัญหาการเมือง ด้วยกลไกภายในระบบ และเชื่อว่าถ้าเราใช้ระบบประชาธิปไตยแก้ปัญหา เราไม่ต้องใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา

@ การที่บอกว่ายังมีกลุ่มคนเสื้อแดงยังเคลื่อนไหวใช้กำลังมีเหตุผลใด

ผมมีความรู้สึกว่ามีการสร้างผีขึ้นมาตัวหนึ่ง แต่ก่อนผีคอมมิวนิสต์ถูกสร้างขึ้นมาให้คนกลัว วันนี้เสื้อแดงคงถูกใช้ในอาการคล้ายๆ กัน อาการปลุกผีไม่แตกต่างกัน ซึ่งมันเป็นวิธีการเก่า วันนี้คนตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น การเคลื่อนไหวอย่างไรล่ะที่เรารับไม่ได้ ผมอยากถามว่าชนชั้นนำและผู้นำทหารไทยกลัวอะไรกับการตื่นตัวของประชาชนส่วน ใหญ่ หรือกลัวว่าท่านทั้งหลายคุมเขาไม่ได้เหมือนเดิม

@ อยากเห็นกองทัพอยู่ในสถานะใด

ผมอยากเห็นกองทัพไทยมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทั้งทางการเมืองและการทหาร ทั้งเวทีในประเทศและเวทีโลก

@ มองการปกครองของไทยในระยะหลังอย่างไร

ระบบการปกครองแบบอำนาจนิยมยังฝังรากในสังคมไทย ผมไม่แน่ใจว่าการเมืองในกรุงเทพฯกับเมืองเนปิดอร์ (ประเทศพม่า) อันไหนดีกว่ากัน รัฐบาลทหารพม่าพยายามหาตัวแบบ สร้างกลไกนำสถาบันทหารออกจากเวทีต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งผู้นำรัฐบาลทหารพม่าไม่ได้โง่ว่าเกิดอะไรขึ้นในเวทีโลก ระยะหลังผมจึงไม่อยากวิจารณ์รัฐบาลทหารพม่า เพราะหากผมวิจารณ์ ผมไม่รู้ว่าจะตอบคำถามเรื่องทหารในบ้านตัวเองอย่างไร ผมไม่รู้สึกว่าการเมืองในประเทศของผมดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

วันนี้อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท ทำให้โลกเดินไปสู่อนาคตมากขึ้น วันนี้ถ้าผู้นำรัฐบาลและทหาร ยังเชื่อว่าชัยชนะสามารถผ่านการเซ็นเซอร์สื่อ แต่เชื่อเถอะว่าสังคมสมัยใหม่เคลื่อนย้ายไปยังสื่ออินเตอร์เน็ต เพราะแม้จะไล่ปิดแต่ก็ปิดได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้วิธีคิดที่ว่าอำนาจกำลังรบเป็นเครื่องมือชี้ขาดอำนาจทางการเมือง มันอาจตอบได้ในยุทธการบางอย่าง แต่ถ้าถึงวันหนึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เอา

วันนี้ถ้าคนชนบทเขาจัดตั้งรัฐบาล แล้วไม่ยอมให้คนในเมืองล้มรัฐบาล และเรียกร้องขออยากมีรัฐบาลที่เขาเป็นคนเลือก ผมคิดว่าปัญหาชนชั้นกลาง ต้องเลิกวิธีคิดที่ว่าคนชนบทโง่ คนชนบทถูกซื้อเสียง และพวกเขาอ่อนด้อยทางปัญญา อ่อนด้อยทักษะการเมืองกว่าอาจาย์ สื่อ คนในเมือง วิธีคิดดังกล่าวไม่ตอบโจทย์อะไรทั้งสิ้น เพราะจะทำให้การเลือกตั้งเกิดอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นหวยล็อคอย่างที่อยากได้กัน

วันนี้ความตื่นตัวทางการเมืองเกิดขึ้นในชนบท ซึ่งเราต้องตระหนักว่านั้นเป็นเรื่องดี สังคมไทยกำลังเห็นโรงเรียนการเมืองที่ใหญ่ที่สุด แต่อย่าคิดว่าเป็นโรงเรียนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสีอะไร ประชาชนในทุกสีกำลังถูกหล่อหลอมทางการเมือง ภายใต้เงื่อนไขชุดใหม่

ถ้าเราเชื่อว่าการเลือกตั้งอาศัยการตัดสินของคนส่วนใหญ่เป็นคำตอบ วันนั้นต้องยอมรับว่าประเทศไทยจะสร้างรัฐบาล ที่เป็นรัฐบาลของคนส่วนใหญ่ ซึ่งอย่างน้อยก่อให้เกิดความผูกพันว่าเป็นรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเจ้า ของ โดยไม่ใช่เฉพาะคนในเมือง ไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ใช่สื่อบางส่วนชี้หน้าว่าคนเสียงส่วนใหญ่เหล่านั้นโง่ ถูกซื้อ ไม่มีความรู้พอ ถ้าเป็นอย่างนั้นประเทศไทยควรสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ไม่ให้คนจน คนชนบท ออกเสียง

"ผมคิดว่าวันนี้เราต้องเปลี่ยน ผมกำลังกลัวว่าดีไม่ดีคนชนบทที่มีความตื่นตัวทางการเมือง มีความรู้ความเข้าใจมากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน"

ที่มา:มติชนออนไลน์

Saturday, January 1, 2011

สมาคมนักข่าวฯ เผยปี 53 สื่อทำงานยาก

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 53 ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้เผยแพร่รายงาน “ปีแห่งความยากลำบากในการทำหน้าที่สื่อ” โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายงานสถานการณ์สื่อมวลชนในรอบปี 2553

จัดทำโดย...สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

“ปีแห่งความยากลำบากในการทำหน้าที่สื่อ”
………………………………………………………

สืบเนื่องจากปี 2553 ถือเป็นปีที่ท้าทายการทำงานของสื่อมวลชนไทย จากเหตุการณ์ที่เกิดความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ จนนำมาสู่ความรุนแรง สื่อมวลชนต้องตกอยู่ในฐานะที่ไม่ต่างไปจากตัวประกันและถูกกดดันจากคู่ความ ขัดแย้งทุกฝ่าย

ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่สื่อมวลชนถูกตั้งคำถามถึงบทบาทการทำหน้าที่ว่า มีความเป็นธรรมและเป็นกลางหรือไม่ ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ หรือเพื่อประโยชน์ของใคร ในขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังมองว่า สื่อมวลชนคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น เป็นปีที่คนทำสื่อต้องยึดในหลักการแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน และยึดมั่นในการนำเสนอข้อมูลที่รอบด้าน รวมทั้งการเปิดพื้นที่ใหั้กับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม เป็นสิ่งที่ท้าทายจนยากยิ่งที่จะแยกแยะได้ว่า เรื่องใดเท็จเรื่องใดจริง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำรายงานสรุปถึงการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยในรอบปี 2553 ที่กำลังจะผ่านไปไว้ดังนี้

1.เสรีภาพในการทำข่าวภายใต้ความรับผิดชอบ จากกรณีการทำ หน้าที่ของสื่อมวลชน ทั้งภายในกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง และภายในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สื่อมวลชนต่างถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ดังตัวอย่างที่มีให้เห็นบ่อยครั้งว่า แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ไว้วางใจผู้สื่อข่าว จนก่อให้เกิดการกระทบ กระทั่งกัน ทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ท่ามกลางสถานการณ์ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

2.ความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจของนักข่าว เมื่อ ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจและมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความไม่ปลอดภัยในสวัสดิภาพการทำงาน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของสื่อมวลชนจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การทำข่าวของประเทศไทย ที่กลุ่มผู้สื่อข่าวต้องใส่เสื้อเกราะและอุปกรณ์ป้องกันภัยต่างๆ แต่ในที่สุดก็เกิดความสูญเสียขึ้น โดยเฉพาะนักข่าวและช่างภาพจากต่างประเทศต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บจาก เหตุการณ์สลายการชุมนุม มีนักข่าวและช่างภาพจากสื่อมวลชนไทยได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ผลที่ตามมายังได้ก่อให้เกิดบาดแผลขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งยากจะเยียวยาให้ฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้ ผู้สื่อข่าวจำนวนไม่น้อยยังตกอยู่ในอาการหวาดผวาและรอคอยการเยียวยาสภาพจิต ใจอย่างถูกต้องตามหลักจิตวิทยา

3.ความเป็นมืออาชีพในการทำงานในสถานการณ์ความรุนแรง เหตุการณ์ ความรุนแรงที่ผ่านมาไม่มีใครคาดคิด ไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงเช่นนี้ ต้องยอมรับว่า ผู้สื่อข่าวไทยยังขาดความพร้อมในการรายงานข่าวภายในสถานการณ์ความขัดแย้ง ด้วยความ“รอบคอบ รอบด้าน” ดังนั้น การฝึกอบรมผู้สื่อข่าวให้มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจจึงเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

4.การปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชน ในส่วนของการทำหน้าที่ “สื่อมวลชน” ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ยังคงยืนยันในหลักการเรื่องเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ไม่สนับสนุนให้มีการปิดกั้นสื่อมวลชนทุกรูปแบบ ในขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนงมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย หากพบว่า สื่อใดกระทำการละเมิดกฎหมายก็ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายในการดำเนินการอย่าง โปร่งใส เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้ามาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิด เห็นของประชาชนและสื่อมวลชน

5.สื่อการเมือง-สื่อรัฐนำไปสู่ความขัดแย้ง นอกจากนี้ ได้เกิดปรากฎการณ์ของสื่อการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทำให้สื่อเหล่านี้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เว็บไซต์ ที่มีการนำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้ามกลับนำเสนอข้อมูลในลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นการทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกับตัวเอง ในขณะที่สื่อมวลชนของรัฐถูกรัฐบาลแทรกแซงการทำหน้าที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้เกิดการปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่างๆ ยังไม่นับรวมถึงการปิดกั้นสื่อออนไลน์ที่ขาดความชัดเจนว่าได้ดำเนินการตาม กระบวนการของกฎหมายที่มีอยู่หรือไม่

ดังนั้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอสรุปว่า ในปี 2553 ที่กำลังจะผ่านไปถือว่าเป็น “ปีแห่งความยากลำบากในการทำหน้าที่สื่อ” ของสื่อมวลชนไทย ซึ่งในอนาคตจะต้องมีการปรับตัวและเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ความขัดแย้งมาก ยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ในการรายงานข้อมูลข่าวสารได้อย่างครบถ้วน รอบด้านไปสู่สาธารณชน และยึดมั่นให้หลักของจริยธรรมวิชาชีพด้วย

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

www.tja.or.th

31 ธันวาคม 2553