WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 4, 2011

ผมนิติภูมิขอวิจารณ์คนไทย ๗ คนถูกจับที่เขมร ตอน ๓

ที่มา thaifreenews

โดย namome

แม้ว่าจะถือกำเนิดเกิดมาในจังหวัดประชิดติดพรมแดนเขมร ทว่านิติภูมิพูดภาษาเขมรไม่ได้นะ ครับ ทุกทีที่ถูกเขมรด่า ผมก็จะหาล่ามมาช่วยแปล ขณะนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่ากับรับฟังข่าวเขมร ผมฟังไปก็ต้องมีล่ามไป ไม่ว่าจะเป็น ‘ดอมเนิงคนงนึงเดราปรอเตะ’ ข่าวในและนอกประเทศ สมัยก่อนตอนโน้น เขมรชอบฟังข่าวประเภท ‘ด่อมเนิงบัดปรอปวน’ ข่าวเมียหาย ‘ด่อมเนิงเลิงเลียะเคนีย’ ข่าวการหย่าร้าง หรือแม้แต่ ‘ดอมเนิงซอมลับเคนีย’ ข่าวการฆ่ากัน


เดี๋ยวนี้เขมรพัฒนาการบริโภคข่าว กลับมาบ้านคราวนี้ มีโอกาสฟังวิทยุเขมรแล้วไม่สบายใจเลยครับ ที่ได้ยินเขมรวิจารณ์การกระทำของคณะของผู้ทรงเกียรติของเรา โดยเทียบความฉลาดของคณะพวกนี้ว่ามีสมองเท่ากับไอ้กอัด แปลเป็นไทยได้ว่า มีสมองเท่ากะ ‘สมองเขียด’


เขมรจำนวนไม่น้อยที่ได้ดูคลิปที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายกษิต ภิรมย์ และ ส.ส. ประชาธิปัตย์ พวกนั้นก็วิจารณ์กันขรมว่า นายกรัฐมนตรีของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นมนุษย์คบไมได้ เพราะเป็นพวก “ลออแต่มุขตุกเจ็ดมินบาน’ แปลเป็นไทยได้ว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปัจจุบันนั้น ท่านเป็นคนประเภท ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ


ที่ประชาชนคนเขมรวิจารณ์ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีของเราดังนั้น เพราะในคลิปวีดีโอที่นายพนิชกำลังพูดโทรศัพท์มีข้อความว่า “ตกลงพี่สินกลับใช่ไหม? จ๊อบบอกคิวซิว่าอยู่ตรงนั้น อย่าให้เขาเข้ามานะ เผื่อมีอะไรจะได้ประสานได้ ให้เขารอ” ในคลิป เขมรเห็น ส.ส.พนิชเดินต่อ พร้อมกดดูโทรศัพท์อีก ตอนนี้มีเสียงผู้ชายแว่วมาว่า “ลองกดโทรออกซิ ของผมโทรออกไม่ได้”


จากนั้นก็ยังมีภาพและเสียงของนายพนิชพูดโทรศัพท์อีกว่า “ฮัล โหล คิวเหรอ เอ่อ ได้ยินไหม ชัดไหม เดี๋ยวเผื่อสัญญาณมันขาด โทรไปบอกสมเกียรติเลขาท่านนายกหน่อยนะ เอ่อ เพราะเดี๋ยวเราจะคุยกับนายกเอง แต่ไม่เป็นไรอ่ะ บอกสมเกียรติหน่อยว่า เราข้ามมาที่เขตกัมพูชาแล้ว เดี๋ยวถ้าเกิดมีอะไรจะได้ประสานเขาหน่อย บอกเขาหน่อย เพราะว่านี่เราเข้ามาที่พื้นที่กัมพูชาแล้ว แต่อย่าให้ใครรู้นะ เพราะมีนายกรู้อยู่คนเดียว”


นายกรัฐมนตรีไทยพูดอยู่บ่อยๆ ว่าต้องการมีไมตรีกับเพื่อนบ้าน แล้วท่านส่ง ส.ส.พนิชไปทำไม? ประโยคที่ ส.ส.พนิชพูดว่า “เพราะมีนายกรู้อยู่คนเดียว” เป็นการยืนยันแถลงแสดงแจ้งชัดถนัดแล้ว ว่านายกรัฐมนตรีไทยคิดอะไรไม่ค่อยจะเข้าท่ากะเพื่อนบ้าน


นายกรัฐมนตรีไทยท่านนี้มีภาษาอังกฤษดี คนเรามีภาษาดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกึ๋นด้วย ถ้ามีสมองคิดทำอะไรได้แค่นี้ กรุณาอย่ามาทำงานการเมืองระดับสูง ควรใช้ความเก่งภาษาไปเป็นไกด์ หรือไปทำงานเป็นล่ามแปลความให้พวกรัฐมนตรีเวลาประชุมกับฝรั่งจะดีกว่า


ในอดีตที่ผ่านมา มีคลิปเสียงอะไรมากมายหลายครั้ง ท่านก็แก้ตัวว่าตัดต่อ คลิปเสียงตัดต่อทำลายกันได้จริงครับ อันนี้ยอมรับ แต่ครั้งนี้ มีทั้งภาพทั้งเสียงแจ่มชัดถนัดนัก ท่านแก้ไขอะไรไม่ได้ สถานะของราชอาณาจักรไทยในเวทีระหว่างประเทศที่แย่อยู่ในแล้วในปัจจุบันทุก วันนี้ ยิ่งแย่ไปใหญ่ “โทกอะเว่ยนึงไดทะไลอะเว่ยนึงม๊อด” พูดไปผิดใจเขา คำของเราเบาราคา ป่านนี้ เขมรมิเอาภาพ+เสียง+คำแปลคำพูดของนายพนิชไปแพร่ขยายกระจายไปตามผู้นำของ ประเทศเพื่อนบ้าน หรือจำหน่ายจ่ายแจกไปตามสถานทูตในกรุงพนมเปญไปหมดแล้วกระนั้นหรือ?


ก็ไหนรัฐบาลนี้สนใจที่จะพัฒนาการค้าชายแดน ฝ่ายเขมรเองได้ฟังก็ดีใจ และตอบไมตรีของท่านในเรื่องนี้มาหลายครั้ง เพราะฝ่ายเขมรก็เชื่อเหมือนกันว่า “จวญจิตปรอเซอเจียงจวญชงาย” แปลเป็นไทยก็คือ ค้าใกล้ดีกว่าค้าไกล


เรื่องของการค้า ผมเรียนไปเมื่อวานแล้วว่า ปัจจุบันทุกวันนี้ เขมรไม่จำเป็นต้องพึ่งไทยอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านใด หรือทางไหนทั้งสิ้น โลกของเขมรวันนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก “โประปินเด่ยเซร่ยปินโนโก” แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุดทราสำหรับเขมรดอก จีนก็เอาใจ อเมริกาก็เอาใจ ตะวันออกกลางก็มีเขมรเป็นกล่องดวงใจ


พวกที่กำลังสร้างกระแสชาตินิยมเพื่อหวังว่าจะมีคนเข้าร่วมประท้วงกับพวกตน เหมือนในอดีตก็อาจจะตะโกนก้องร้องแย้งว่า อ้า โลกแห่งราชอาณาจักรไทยไชโยของเราก็กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนกัน ผมนิติภูมิอยากจะขออนุญาตเรียนครับว่า การกระทำของพวกท่านทั้งหลายนั้น ดันไปทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านประเทศโน้นประเทศนี้ไม่มีจบ


ก็จริง ที่ท่านว่า โลกของประเทศไทยกว้าง
แต่ทางแคบ....


ท่านวุ่นวาย ทำให้คนไทยได้อาย ซะแทบจะไม่มีที่เดินในโลกอยู่แล้ว


ผมเจ็บใจที่เขมรด่า ส.ส.ไทยและคณะว่ามีสมองเท่าเขียด ก็อยากให้ท่านส.ส.และคณะฮึดสู้เพื่อศักดิ์ศรีอวดเขมรหน่อย ท่านกรุณาอย่าไปขออภัยโทษอะไรกะพวกเขมรทั้งสิ้น นิติภูมิจะบอกความลับที่จะทำให้คนเขมรกลับมายกย่องท่านและคณะว่ามีศักดิ์ศรี สูงส่งให้ ก็คือท่านต้องยอมติดคุกเขมรยาวๆ เพราะเขมรมีคำพูดที่สอนกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณกาลว่า
“กุมซลับโดจปัวะ กุมรัวะโดจก้องแกบ” ตายอย่างราชสีห์ ดีกว่าอยู่อย่างกบ


ส.ส.พนิชครับ มีสมองเท่ากบ ย่อมดีกว่ามีสมองเท่าเขียดครับ.

คลิปลับ ฆ่าอภิสิทธิ์

ที่มา thaifreenews

โดย namome

คลิปลับ ฆ่าอภิสิทธิ์
http://www.youtube.com/watch?v=SDC_qK1btuM&feature=player_embedded



3 1 54 แฉ รมว กห อยู่เบื้องหลังเขมรจับ7คนไทย



http://www.youtube.com/watch?v=XBuzC7C5VjI&feature=player_embedded



คลิปข่าวเต็ม ที่ถูกนำไปเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีบีเอส และรายละเอียดข่าววันนี้ (3 ม.ค.54)
ข่าว คลิปพนิช เข้าดินแดนกัมพูชา

http://www.youtube.com/watch?v=0cB7s8sWhls&feature=player_embedded

แปลข่าวจากเขมรวิพากวิจารณ์อย่างหนักหน่วงถึงใครบางคน กรณี 7 โดนจับ

ที่มา thaifreenews

โดย namome

แปลข่าวจากเขมรวิพากวิจารณ์อย่างหนักหน่วงถึงใครบางคน กรณี 7 โดนจับ

พี่แดงแห่งเชียงใหม่

พอดีผมได้อ่านกระทู้ http://www.internetfreedom.us/thread-7984.html
ของพี่ Same Old Unter ขอบคุณที่นำมาให้นะครับบ

ขอทยอยแปลๆมาทีละช๊อตๆ ตอนกลางๆนั้นผู้ดำเนินรายการเขาเอ่ยถึงใครบางคนด้วยแหละ

CTN_News_2010-12-31_#03_(Internet Forum, 7 Thais illegally entering Cambodia) Khmer Cambodia.

http://www.youtube.com/watch?v=h3FlN-u6XUI&feature=player_embedded



นาที่ที่ 1-3 ผู้ดำเนินรายการ(ผดร) เยาะเย้ยนายกไทยว่า ไม่มีทหารกัมพูชาคนไหนที่จะถืออาวุธเดินทางข้ามประเทศจับคณะคนไทย 7 คนนี้หรอกครับคิดง่ายๆ และผดร.เอ่ยว่าการที่ ASTV พูดมาเข้าข้างให้ทางไทยอย่างเดวมันไม่ยุติธรรมเลยโดยที่ท่านไม่ศึกษาข้อเท็จ จริงก่อน
และแนะนำนายกไทยให้ดูพฤติกรรม สส.(โกนเจา) ตัวเองก่อนมีทั้งการโทษศัพท์บอกคณะฝั่งไทยว่าข้ามเขตมาแล้ว ถึงโน้นถึงนี่แล้ว หลักฐานเรามีทุกช๊อต (ผดร.ใช้ภาษาเขมรสุภาพมากครับใช้คำว่าโกนเจา =ลูกหลาน คงหมายถึงลูกน้องนายกคือ พนิชต่างจาด ASTV เสนอข่าวไปในทางหยาบ)
ผดร.ประนามนายวีระ หัวแข็ง หัวแคระ (กบาลแกร็น) (แปลไปด้วยขำไปด้วย)ที่ทำความช้ำใจให้ชาวกำพูชาอีกแล้ว

นาทีที่ 8:17 นายลไล ลี บอกว่าทราบข่าวทางกลุ่มคนเสื้อเหลืองไทย จะมาจุดเดิมแล้วจะให้ทหารเขมรจับไปเข้าคุกเป็นเพื่อนเจ็ดคนนั้น
ผดร.ขำและฝากบอกกลับไปว่ายินดีต้อนรับและฝากแปลให้ด้วยว่า คุก ไปรซอร์ แปลว่า ป่าขาว ในภาษาไทย และเชิญนายสนธิ ลิ้มทองกุล และจำลอง ศรีเมืองมานอนด้วยกันด้วยจะได้ผมขาวกว่าเดิม

นาทีที่ 9:22 ผดร. กล่าวว่าแหล่งข่าวเรื่องนี้สั่นสะเทือน(อังกืก)ถึงคุณเปรม ติลศรีลานนท์ และอังกืกถึง XXXXXX ข้างบนเปรมด้วยนะนี่
นาทีที่ 10 ผดร.เยาะเย้ยพลเอกเปรมว่ามีหลักฐานว่านายวีระ กบาลแกร็น (อิอิ555555555 ชอบฉายา)นั้นพูดว่าอย่าไรกับทางกัมพูชาบ้างแต่ยังไม่เปิดเผย ผดร.ยืนยันมีคลิปเสียงทั้งหมด ว่าวีระ มีเจตนาจะนอนที่ ไปรซอร์ (คุกป่าขาว) มีเจตนามาฉลองปีไหม่(ฉลองชนำทะมัย)ที่คุกนี้
________________________________________
นาทีที่ 11:22 ผดร.กว่านายกไทยกะนายสุเทพพูดจาขัดแย้งกันเอง(เคาะเคนีย) พอมีข่าวนี้นายกพูดอีกอย่าง นายสุเทพพูดอีกอย่าง

ท่านายกฯทักษิณครับ เรื่องช่วยนายพนิช นี่ท่านอย่าเส..ได้ไหมครับ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



ผมเห็นมีคนตอบในกระทู้เรื่องท่านเสนอจะช่วยเหลือนายพนิช เขาบอกว่า "ท่านอย่า ส." ได้ไหม

เฮ้อผมก็ูรู้สึกอย่างนั้นแหละ ทำอะไรให้พอดี อย่าทำเกินไป แทนที่มันจะเกิดผลดี มันก็จะเกิดผลเสียได้โดยง่าย ตอนนี้อารมณ์ของคนเสื้อแดงกำลังแค้น การที่ศัตรูได้รับความลำบากอย่างน้อยก็สามารถระบายอารมณ์ได้บ้าง หากท่านยังขืนพูดเรื่องนี้อีก ผมว่าคนเสื้อแดงบางส่วนจะออกมาด่าท่านแล้ว

เรื่องบางเรื่อง "อยู่นิ่งๆ บ้างก็ได้" ไม่ใช่เรื่องของเรา อย่าขยับตัวบ้างก็ได้

ผมว่าท่านและคนใกล้ชิดต้องประเมินสถานการณ์ใหม่

การต่อสู้ ความขัดแ้ย้งในประเทศไทยวันนี้มันเลย "ประเด็นชูทักษิณกลับบ้าน" ไปแล้ว ประเด็นมันเป็นเรื่องระหว่างประชาชนกับอำมาตยาธิปไตยไปแล้ว เื่รื่องการชูท่านกล้บบ้านวันนี้เป็นเืรื่องรองแล้ว

จริงอยู่คนเสื้อแดงยังรักท่านอยู่ แต่สงครามแห่งความขัดแย้งมันเป็นพลวัตร ประชาชนเรียนรู้ ความขัดแย้งเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า กลายเป็นเรื่องของประชาชน กับ อำมาตย์ว่า ใครควรได้เป็นคนกำหนดทิศทางของประเทศนี้

วันนี้ "ยุทธศาสตร์ เปลี่่ยนไปแล้ว"

ปัญหาคือ เราจะเอาประชาชาธิปไตยกลับมาได้อย่างไร ส่วนเรื่อง "ทักษิณกลับบ้าน" เป็นประเด็นตามมาหากประเทศมีประชาธิปไตย ท่านก็ได้กลับบ้านเอง

เรื่องช่วยนายพนิช นี่ หากท่านทำจริงๆ หรือยังไม่หยุดและวางเฉยในเรื่องนี้ ผมว่าคนเสื้อแดงจะโกรธท่านแน่ๆ ครับ

ผมก็ขอร้องว่า ท่านอย่าแส่เข้าไปเลย ขอเถอะครับ

ยุคที่ทักษิณเป็นนายกฯ กัมพูชาคงไม่กล้าจับคนไทยแน่ ไทยล้มเหลวทั้งการทูตและทหาร

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



กรณีที่กัมพูชาจับคนไทยซ่าส์ ไป 7 คน ในทางการเืมืองระหว่างประเทศ ถือว่าเป็นการ "ตบหน้ารัฐบาล" ของประเทศนั้นๆ โดยตรง และเป็นการท้าทายอำนาจของประเทศที่ถูกจับด้วย เพราะอย่างน้อยก็เสียเกียรติภูมิของชาติ

กรณีเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา นายกฯทักษิณสามารถใช้ทั้งศิลปะทางการทูต บวกด้วยการโชว์แสนยานุภาพด้านกำลังทหารเพื่อข่มขวัญและดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีได้อย่างเหมาะสม การส่งกำลังทหารเครื่องบินไปรับคนไทยกลับที่สนามบินกัมพูชา ถือได้ว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพของชาติได้อย่างแท้จริง

แน่นอน หากทักษิณทำบุ่มบ่าม ส่งเครื่องบินซี 130 ไปรับคนไทยกลับ โดยไม่มีการเจรจาทางการทูตกันก่อน ผมคิดว่าคงเกิดปัญหาการปะทะกันอย่างแน่นอน และยากที่จะส่งเครื่องบินเข้าไปได้โดยง่าย หากได้ัรับการขัดขวางอย่างเต็มที่ของกัมพูชา แต่เมื่อมีการประสานกันทางการทูต การแสดงแสนยานุภาพแต่พองาม ย่อมได้บรรยากาศที่ดี

กรณี กัมพูชาจับคนไทย (พวกอยากดัง) ไป 7 คนนี้ ประเทศไทยล้มเหลวทั้งทางด้านการทูตและการทหาร กัมพูชาสามารถแสดงบทบาทสั่งสอนได้อย่างพอเหมาะพอควร คือ ไม่ยะโสจนเกินไป และไม่ยอมอ่อนข้อ

การเลือกช่องทางส่งขึ้นศาลของกัมพูชา และประเทศไทยยอมรับแต่โดยดี เท่ากับแสดงความหมดท่าและไร้ศักดิ์ศรีอย่างสิ้นเชิง การไปเจรจาทางการทูตก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะกัมพูชา ชิ่งไปว่า "ต้องเคารพกฎหมาย" เอาตัวเข้าสู่กระบวนการทางศาล และประเทศไทยก็ต้องยอมตาม ซึ่งผลก็ีคาดหมายได้อยู่แล้วว่า ศาลกัมพูชาคงตัดสินให้ผิดจริง และอาจมีการจำคุกระยะหนึ่ง จึงมีการพระราชทานอภัยโทษ

นัยยะทางการเมืองคือ กัมพูชายืนยันทางกฎหมายว่าพื้่นที่ขัดแย้งบริเวณนั้นเป็นของกัมพุชา และไทยก็ยอมรับโดยปริยาย คดีนี้จึงมีความหมายในอนาคตอย่างแน่นอน

ผมว่าหากเป็นยุคทักษิณ คงไม่ยอมให้มีการเอาขึ้นศาลแน่นอน เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของกัมพูชา คงมีการเจรจาทางการทูตกันอย่างหนัก

อันที่จริงยุคทักษิณ กัมพูชาก็คงไม่จับคนไทยแน่นอน เ่รื่องข้ามแดนแบบนี้ไม่ได้ถือเป็นเรื่องสำคัญนัก

แต่ตอนนี้มันสำคัญเพราะมันคือนัยยะของกรณีพิพาทด้วย

ผมเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ และอำมาตย์ไทยคงไม่มีเกีียรติภูมิในระดับโลกพอที่จะบีบกัมพุชาได้ จึงเลือกที่จะ "ส่งทนายไปช่วยคนทีถูกจับ" พูดอีกนัยยะคือ ปล่อยเกาะลอยแพพวก 7 คน นั่นเอง

โพสต์ทูเดย์ รายงาน"เอแบคโพล"ชี้"มาร์ค"แถลงปฏิรูปฯ แค่ขายฝัน ลอกนโยบาย“ทักษิณ”

ที่มา ประชาไท



โดย lovethai

โพลชี้“แถลงปฏิรูปฯ”ลอกนโยบาย“ทักษิณ”


เอแบคโพล เผยผลสำรวจกลุ่มพลังเงียบ มองนโยบายปฎิรูปประเทศไทยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยังขาดความชัดเจนในการแก้ปัญหา ชี้ลอกนโนบายพ.ต.ท.ทักษิณ ด้านกลุ่มหนุนเชื่อหลังการเเถลงฯส่งผลให้คะเเนนนิยมรัฐสูงขึ้น

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดผลวิจัยเชิงคุณภาพ เรื่อง สัมภาษณ์เจาะลึกกลุ่มคนสามฝ่าย ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ไม่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบ ต่อเทปรายการ “ปฏิรูปประเทศไทย” โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แบ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล 20 คน กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล 20 คน และกลุ่มพลังเงียบ 60 คน ระหว่างวันที่ 1-2 ม.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มประชาชนทั้งสามกลุ่มได้ติดตามชมเทปรายการ “ปฏิรูปประเทศไทย” ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกัน นายกรัฐมนตรีแถลงการปฏิรูปประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่มีความชัดเจนว่า ประชาชนจะได้เห็นผลแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่

โดยกลุ่มพลังเงียบและกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่ระบุว่า "ที่ชัดเจนเป็นเพียงตัวเลขปัญหา เช่น ด้านอาชญากรรม เด็กนักเรียนออกเรียนกลางคัน ปัญหาผลผลิตการเกษตร แต่กับแนวทางแก้ไข นายกรัฐมนตรียังไม่ทำให้พวกเราชาวบ้านเห็นว่า เมื่อไหร่จะแก้ไขได้สำเร็จ กลัวจะเป็นแค่นโยบายขายฝัน กลัวว่าจะทำไม่ได้ตามที่พูด”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่เชื่อว่า เทปรายการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มีความหวังและน่าจะทำให้คะแนนนิยมต่อรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลเกือบทุกคนมองว่า แนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงยังคงเป็นการลอกเลียนแบบแนวนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"ไม่เห็นมีอะไรใหม่ การแก้ปัญหายาเสพติด หลักประกันสุขภาพ การปฏิรูปการศึกษา และปัญหาของชาวไร่ชาวนา เป็นเรื่องที่นายกทักษิณ ได้ทำมาแล้วทั้งนั้น และดีกว่ารัฐบาลชุดนี้ จับต้องได้มากกว่า นโยบายขายฝันของประชาธิปัตย์เสียด้วยซ้ำ ยิ่งเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบ การเลือกปฏิบัติต่างๆ พวกเราไม่เห็นทางแก้ไขที่ชัดเจนอะไรเลยจากเทปรายการปฏิรูปประเทศไทย” กลุ่มผู้ไม่สนับสนุนรัฐบาลและกลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่ระบุ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้ใจกลุ่มพลังเงียบกลับไม่ใช่เทปรายการปฏิรูปประเทศไทย แต่อยู่ที่ใครที่เป็นรัฐบาลหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่วุ่นวาย ก็จะได้ใจและเสียงสนับสนุนจากกลุ่มพลังเงียบ

นายนพดล กล่าวว่า บทสรุปเบื้องต้นที่ได้จากการสัมภาษณ์เจาะลึกครั้งนี้คือ เทปรายการ “ปฏิรูปประเทศไทย” โดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผ่านมา กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลก็สนับสนุนมากขึ้น และกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลก็ไม่สนับสนุนรัฐบาลเหมือนเดิม ในขณะที่กลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่ระบุว่า ไม่มีผลทำให้คะแนนนิยมของพวกเขาต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะขาดความชัดเจนว่าจะเห็นผลเมื่อไหร่ จึงไม่ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่อะไรให้กับพวกเขา ข้อเสนอแนะของพวกเขาคือ “ทำให้ได้อย่างที่พูด”

ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลวิจัยที่ออกมาเช่นนี้อาจมีสาเหตุหลักด้วยกัน 3 ประการคือ ข้อมูลจากนายกรัฐมนตรี การสื่อสารของสื่อมวลชน และการรับรู้ของประชาชนเอง ดังนั้นจึงเสนอแนะให้เร่งทำผลงานให้ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนสอดคล้องกับสิ่งที่แถลงไว้ในเทปรายการปฏิรูปประเทศไทยโดยมีกรอบเวลาเร่งด่วนชัดเจน ทำผลงานที่ประชาชนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นชัดเจน เช่น อาศัยความสนใจของประชาชนเรื่องอุบัติเหตุ เร่งรัดให้มีการใช้เข็มขัดนิรภัยในรถประจำทางสาธารณะ แก้ปัญหาสารปนเปื้อนในอาหาร ปัญหาการไม่มีสิทธิครอบครองที่ทำกิน และทำสรุปมานำเสนอให้ประชาชนพิจารณาใหม่ และเสนอแนะให้ทำวิจัยเชิงคุณภาพกับสิ่งที่จะแถลงผ่านสื่อมวลชนก่อน เพราะอาจจะเสียเวลา งบประมาณค่าเวลาของสื่อ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไปที่เกรงว่าจะได้ไม่เท่าเสีย


(ที่มา โพสต์ทูเดย์ , 3 มกราคม 2554)

อ่างขาง: ส.ค.ส.ปีใหม่2554 ถึงคนเสื้อแดงทุกท่าน ปีที่จะถึงมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแน่

ที่มา thaifreenews



โดย namome

บทเรียนในอดีต ไม่เคยจดจำทั้งที่มีตำรา มีประวัติศาสตร์ ให้ศึกษากันดู
กงเกวียนมักหมุนกลับมาที่เดิมเสมอ เฉกเช่นพระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้

เรื่องของ “คน” มันคือเรื่องของการอยู่ร่วมกัน มันคือเรื่องของการให้ความเป็นธรรม ที่ทุกทฤษฎีหรือเหล่าปราชญ์ทั้งหลายได้เคยเขียนได้เคยกล่าวเอาไว้
เป็นแบบนี้ทั้งนั้นทุกทฤษฎีที่ได้มีมาในโลกใบนี้ แม้ว่าการปกครองนั้นๆจะเป็นเช่นไรก็ตามที การเสมอภาคในการปกครองพลเมือง การให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทุกระบอบการปกครองต้องมี
ถ้า..แม้นผิดไปจากนี้อะไรก็เอาไม่อยู่ เมืองจะไม่เป็นเมือง ประเทศจะไม่เป็นประเทศอีกต่อไป

จากไพร่ มาสู่ประชาชนเมื่อครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่5ทรงเลิกทาส จากชนชั้นล่างมาเป็นประชากรของประเทศมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันทุกคน
เมื่อครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่7.ทรงสละพระราชอำนาจให้ ประเทศไทยคล้ายว่าเป็นประเทศที่มีอารยะขึ้นมาบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่ใช่

กว่า70ปีที่ประเทศไทยล้มลุกคลุกคลานกันมา ก้าวไปไม่ถึงไหนซักที
วีรชนเกิดขึ้นมากมายหลายครั้งหลายหน จนกระทั้ง ผู้สูญเสียชีวิตลงไปมากมายที่ส่วนใหญ่ฐานเดิมมาจากไพร่เกือบทั้งสิ้น
เหตุ ก็ เพราะสิ่งเดียวที่พวกเขาสูญเสียชีวิตไป ก็เพื่อทวงอิสรภาพความเป็นคนกลับคืนมา เท่านั้น

จนกระทั่งปี พศ.2544ประเทศไทยได้ก่อกำเนิน ผู้นำยุคใหม่ขึ้นมา นามว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
จาก..ประเทศที่จัดอันดับว่ายากจน กลายเป็นประเทศที่มีวิวัฒนาการก้าวหน้าที่สุดขึ้นมาภายในระยะเวลาไม่ถึง4ปี จากประเทศลูกหนี้กลายเป็นเจ้าหนี้
ทุกชีวิตที่เกิดในประเทศไทย เริ่มเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นมากมาย ทุกชีวิตมีความหมายทั้งนั้นทั้งสิ้น ความเป็นคนโผล่พ้นจากหลุมดำมืด
คล้ายว่าอำนาจการปกครองมาเป็นของประชาชนอีกจริงๆ ดังปณิธานที่พระองค์ท่านล้นเกล้า ร.7พระราชทานเอาไว้

สิ่งง่ายๆที่ท่านได้ทำอะไรไว้มากมาย ที่จะไม่อธิบายความให้มากเรื่องต่อ อาทิเช่น
โครงการโอท็อป 30บาทรักษาทุกโรค เรียนฟรีทุนการศึกษาไปเรียนต่างประเทศ พักชำระหนี้เกษตรกร กองทุนให้กู้ยืมเรียนเรียนฯลฯ
สาธารณูปโภคขยายกว้างไกล ไร้ยาเสพติด มีที่พักอาศัยราคาถูก สวัสดิการที่ดีเยี่ยม เข้าสู่ฐานเงินได้ง่ายขึ้นขั้นตอนน้อยลง ข้าราชการทำงานอย่างมีประสิทธิ์ภาพขึ้นเงินเดือนมีโบนัสฯลฯ
เปิดตลาดเสรีไม่มีการผูกขาดให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกแล้ว ทำให้มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น ผู้คนที่บริโภคก็ได้รับสิ่งที่ดี และราคาถูก

อะไรที่คนที่ชื่อทักษิณทำได้ประโยชน์ทั้งหมดกับประชาชน
และแน่นอนเมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้นมันก็ต้องมีผู้ที่เสียผลแระโยชน์ตามมาด้วย

19กย.49 ผู้ที่เสียผลประโยชน์ทั้งหมดได้แก่ พวกเจ้านายชั้นสูง พวกศักดินาโง่แล้วขี้เกียจทำกินไม่เป็น กลุ่มทุนผูกขาด และชนชั้นในอดีต จึงได้ร่วมหัวกัน ทำการรัฐประการอีกครั้ง
ได้ยึดอำนาจจากประชาชนไป ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ นับหนึ่งใหม่ โดยมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนที่จะกำจัดชายที่ชื่อทักษิณนั้นให้สิ้นซาก
อาศัยรัฐธรรมนูญที่ตนเองร่างเอาไว้เป็นตัวกำหนดเป็นกฎกติกา อาศัยเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้กระบวนการเริ่มต้นบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน และเอากลุ่มศักดินาเก่าที่รับใช้กันมาขึ้นมาเป็นตุลาการตัดสินคดีความ เอากันจนชายที่ชื่อทักษิณสิ้นสภาพมิอาจกลับเข้ามาในประเทศไทยได้

นัยเรื่องนี้มันคืออะไร
กล่าวกันว่าก็เพราะ ประเทศไทยได้แบ่งประชาชนออกเป็นสองส่วนไปแล้ว
1.กลุ่มหัวโบราณ กลุ่มนี้ประกอบด้วย
1.1นายทุนเก่าที่เคยผูกขาดขูดรีดประชาชนมาก่อน
1.2ประชาชนที่ยังยึดติดกับระบบเจ้าขุนมูลนาย นับถือเทพเจ้ามากกว่าความจริง เหตุผลเป็นเรื่องรองและพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้หากแม้ว่า สิ่งที่เขาเคารพนับถือถูกแตะต้องหรือถูกพาดพิง หรือแค่มีกระบวนการจัดตั้งขึ้นมากล่าวร้ายคนอื่นโดยอ้างเทพเจ้า คนกลุ่มนี้ก็จะเชื่ออย่างสนิทใจ และพร้อมที่จะออกไปร่วมด้วยช่วยกันทันที
1.3ทหารที่ปลูกฝังอย่างผิดๆมาตั้งแต่เด็กให้เห็นว่า ประชาชนมีค่าน้อยกว่าหมา แม้จะฆ่าตายฆ่าทิ้งซะบ้างก็คงไม่กระทบกระเทือนอะไร
1.4ผู้มากบารมีในตัวเอง พวกนี้เกลียดประชาชนมาก หากแม้ว่า ศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ของตนเองมีค่าเทียบเท่ากับประชาชนทั่วไป ยอมไม่ได้แน่นอน
ทั้งหมดนี้รวมตัวกันอิงสถาบันฯ อ้างสถาบันฯ เอามาเป็นธงนำของฝ่ายตนเอง อ้างตนเองว่าผู้จงรักภักดีฯ แย่งชิงการปกครองมาเป็นของฝ่ายตนเอง

2.กลุ่มประชาชนโดยทั่วไปที่ต้องการอิสรภาพในตัวเอง ไม่ต้องการระบบการปกครองแบบเก่าๆเข้ามาครอบงำอีกแล้ว ประกอบไปด้วย
2.1พวกคนยากจนที่เคยได้ประโยชน์จากรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เช่น สินค้าโอท็อป 30บาทรักษาทุกโรค กองทุนกู้ยืมเรียน ปราบปรามยาเสพติดฯลฯ คนพวกนี้มีความต้องการเอาสิ่งที่เคยได้รับกลับคืนมาเหมือนเดิมในความเชื่อ ที่ว่า ผู้นำต้องชื่อทักษิณคนเดียวเท่านั้น
2.2พวกคนที่ทนเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นภายในบ้านเมืองนี้ไม่ไหว สองมาตรฐานเป็นที่รู้กันโดยกว้าง สุดที่จะแก้ตัวได้ จึงออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม
2.3ผู้ที่โดนเอาเปรียบในสังคมมาช้านาน ด้วยระบบเก่า เช่นการรับราชการในระบบเส้นสาย ที่ตนเองไม่เคยมี จึงไม่ได้เติบโต หรือการถูกอภิสิทธ์ชนพวกนี้เอารัดเอาเปรียบมาช้านาน ตนเองทำอะไรก็ผิดแต่ถ้าเป็นพวกมีอภิสิทธิ์ชนกลับตรงข้าม ทำอะไรก็ถูกตลอด
ทั้งหมดนี้รวมตัวกันออกมาสู้อีกครั้ง เพื่อทวงทุกอย่างจากประชาชนที่หายไปกลับคืนมา

ภายในปี2552และ2553ได้เกิดสงครามประชาชนขึ้น ถึงสองครั้งสองคลา ประชาชน ที่ออกมาต่อสู้กับอำนาจเถื่อน มีผู้คนล้มตายไปมากมายกว่า100คนบาดเจ็บพิการกว่าสามพันคน ถูกจับและหนีออกนอกประเทศไทยออกไปกว่า500คน
ทั้งหมดทั้งสิ้นกลุ่มอำนาจที่เข้ามาใหม่นี้ ไม่ยี่หระ เดินหน้าต่อไปเป็นกระบวนการอย่างไม่หยุดยั้งไล่ล่าต่อไปไม่เลิกรา มีคนตายคนหายไปเฉยๆเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นทุกวัน

คล้ายว่าจะสัมฤทธิ์ผลแล้วทุกอย่างคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่..หาเป็นเช่นนั้นไม่
กลายเป็นว่าทุกหัวระแหงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะออกมาสู้ใหม่
นักสู้มีทุกระดับชนชั้นมากขึ้น การสื่อสารแบบไร้พรหมแดนมีส่วนช่วยได้มาก
ทุกแห่งประกาศตน “กูไม่เอามรึง”

10ธค.2553 วันรัฐธรรมนูญ ประชาชนผู้ถูกระทำไม่กลัวอีกแล้ว เต็มถนนราชดำเนินรอบล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้งที่ยังพรก.ฉุกเฉินคงไว้ กล่าวกันอย่างไม่อายวันนั้นมีคนมากว่า5หมื่นคน
19ธค.2553 อีกครั้งที่ผู้คนแออัดไปแสดงตนที่ราชประสงค์ “กูไม่เอามรึง” มากกว่า5หมื่นคนเช่นกัน

ทั้งหมดอีกครั้งที่จะบอกข่าวดีปีใหม่ที่จะมาถึงปี2554 นี้
ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแน่จับตาดูให้ดี

ข่าวหลายข่าวทั้งทางตรงและทางอ้อมออกมา ไม่หยุดหย่อน
บทเรียนในอดีต กำลังจะกลับมาอีกครั้ง
กงเกวียนมักหมุนกลับมาที่เดิมเสมอ
ถ้า..แม้วันนั้น จะมีศึกชิงบัลลังก์เลือดกันเกิดขึ้น ทหารแยกไม่ออก ใครรับคำสั่งใคร ประชาชน ไม่ต้องออกแรงมากมาย สงครามครั้งสุดท้ายของประชาชนเกิดขึ้นแน่ เพียงฉวยโอกาสให้เป็นเท่านั้น และไม่ปล่อยให้เหตุการณ์คล้ายเมื่อพ.ศ.2475หลุดลอยไปอีกครั้ง
“ไพร่จะกลับฟื้นคืนชาติมาอีกครั้ง ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

หมายเหตุ.. ข้อเขียนทั้งหมดนี้ผมขอยกเครดิตให้กับ วิศวกร ท่านหนึ่งที่ ใช้ล็อกอินว่า “ตาสว่างหมายเลข007” ครับ

นิธิ เอียวศรีวงศ์: กองทัพกับการเมืองไทย (2)

ที่มา ประชาไท

นิธิ เอียวศรีวงศ์

นอกจากกองทัพแล้ว ใครเป็น "หุ้นส่วน" ในการเมืองไทยในปัจจุบันบ้าง?
ผมคิดว่ามีดังต่อไปนี้คือ อำนาจนอกระบบ, ทุน อันประกอบด้วยทุนธนาคาร, ทุนอุตสาหกรรม และทุนธุรกิจ บางส่วนของกลุ่มนี้อาจต้องรวมถึงนโยบายของมหาอำนาจตะวันตกด้วย เพราะถึงอย่างไรก็เชื่อมโยงกัน, ข้าราชการพลเรือนหรือเทคโนแครต (แต่นักเศรษฐศาสตร์บางท่านก็บอกว่าราชการไทยไม่เหลือเทคโนแครตอีกแล้ว) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบริหารรัฐ จึงอาจต่อรองทางการเมืองได้สูง เพราะสามารถทำให้ผู้ได้อำนาจรัฐกลายเป็นง่อยไปได้ง่ายๆ, เทคโนแครตที่อยู่นอกระบบราชการก็มีบทบาทอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะอยู่ในตลาดหุ้น, มหาวิทยาลัย, หรือบริษัทเอกชน
คนเหล่านี้มีช่องทางในการ "ส่งเสียง" ของตน ทั้งที่เป็นคำพูดและการกระทำได้มาก ผมจึงขอรวมปัญญาชนไว้ในกลุ่มนี้ด้วย, คนชั้นกลาง ส่วนใหญ่คือพวกที่เป็นคนงานคอปกขาว พวกนี้เริ่มมีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ 14 ตุลา และกลุ่มสุดท้ายคือสื่อ จะนับกลุ่มนี้ว่าอยู่ในกลุ่มทุนธุรกิจก็ได้ เพื่อสื่อในทุกวันนี้ล้วนเป็นการประกอบธุรกิจล้วนๆ ไปแล้ว แต่ผมนึกถึงคนทำงานสื่อ ซึ่งที่จริงก็คือคนงานเสื้อขาวประเภทหนึ่ง แต่เป็นพวกที่มีโอกาส "ส่งเสียง" มากกว่าคนงานเสื้อขาวธรรมดามาก และเสียงที่ส่งออกมาก็อาจไม่ตรงกับนายทุนเจ้าของสื่อเสมอไป, และแน่นอนมีกองทัพอยู่ด้วย
ต่อไปผมอยากพูดถึง "พลวัต" ของการเมืองไทย ที่มาจากการขยับขับเคลื่อนของ "หุ้นส่วน" หรือ "พันธมิตร" ของกองทัพ จะเห็นได้ว่าแต่ละกลุ่มที่ยกข้างบนนั้น ต่างเผชิญความเปลี่ยนแปลงในสังคม และทำให้ต้องขยับขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนบทบาททางการเมืองของตนไปอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นความสัมพันธ์กับกองทัพจึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย
อำนาจนอกระบบก็เหมือนกองทัพ กล่าวคือไม่ได้ลอยอยู่ต่างหากออกไปจากระบบการเมือง และหาได้มีอำนาจเด็ดขาดเหนือการเมืองไม่ ยังต้องอาศัยการผูก "พันธมิตร" กับกลุ่มอื่นๆ เหมือนกัน หากไม่ร่วมมือกับกลุ่มอื่นแล้ว การเมืองก็อาจเปลี่ยนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่นรัฐประหารใน พ.ศ.2520 เป็นผลให้เกิดรัฐบาลที่พยายามประนีประนอมกับกลุ่ม "หุ้นส่วน" ต่างๆ มาก "เกินไป" จนอาจจะทำให้เสียดุลแห่งอำนาจในช่วงนั้นไปได้ ต้องรอกว่าการจัดระบบจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นที่วางใจแก่อำนาจนอกระบบได้
ผลจากการที่ทักษิณ ชินวัตร สามารถตั้ง ผบ.ทบ.ได้เอง บวกกับความแตกร้าวใน "สาย" ต่างๆ ของกองทัพหลังจากนั้น ย่อมกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและอำนาจนอกระบบ เพราะจำเป็นต้องถือข้างสายใดสายหนึ่งจนได้ เท่ากับเข้าไปอยู่ในความแตกร้าวของกองทัพเอง กองทัพเคยแตกร้าวมาแล้ว แต่อำนาจนอกระบบไม่จำเป็นต้องถือข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างออกหน้า และไม่ว่าผลที่สุดสายใดจะขึ้นก็ไม่ถึงกับคุกคามสถานะของอำนาจตนเองนัก สถานการณ์จึงดูคล้ายกับช่วงที่เกิดความพยายามจะยึดอำนาจในเหตุการณ์ที่เรียกว่า "เมษาฮาวาย" ขึ้นใหม่
สถานะของทุนในพื้นที่ทางการเมืองในช่วงนี้ อาจถือได้ว่ามีความมั่นคง ไม่ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย ทุนก็ยังสามารถคุมการเมืองในระดับที่น่าพอใจ ทุนให้การอุดหนุนพรรคการเมืองทุกพรรคอยู่แล้ว และถึงจะมีการรัฐประหารโดยกองทัพ ทุนก็คงร่วมด้วยมาแต่ต้น และอย่างไรเสียทุนย่อมเข้าถึงคณะรัฐประหารได้อย่างแน่นอน ทุนจึงไม่เป็นปัญหาแก่กองทัพ และกองทัพก็ไม่เป็นปัญหาแก่ทุน
ทุนไม่กลัวเสื้อแดง ตราบเท่าที่แกนนำเสื้อแดงเป็นนักการเมืองในระบบ แต่น่าวิตกแก่ทุนมากกว่าก็คือเสื้อแดงอาจเปลี่ยนแกนนำไปสู่แกนนอน เพราะ "ความเป็นธรรม" ที่แกนนอนเรียกร้องดูจะมากกว่าทักษิณ "ความเป็นธรรม" ประเภทนั้นแหละที่ทุนไม่อยากเห็น แต่ถึงอย่างไรกองทัพในฐานะ "พันธมิตร" ก็น่าจะเอาอยู่ แม้จะเอาอยู่แบบเฉิ่มๆ บ้างเช่นจับรองเท้าแตะ และจับเสื้อยืดก็ตาม
ผมจะไม่พูดถึง "หุ้นส่วน" อื่นๆ อีก เพราะในช่วงนี้ ลักษณะความสัมพันธ์กับกองทัพคงไม่เปลี่ยน ยกเว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ที่ทำให้ "พันธมิตร" เหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีต่อกองทัพอย่างฉับพลัน เช่นเกิดเหตุการณ์ประเภทพฤษภามหาโหด สื่อย่อมเปลี่ยนท่าทีของตนเองทันที
ความสัมพันธ์กับกองทัพที่มีพลวัตสูงก็คือกลุ่ม "คนชั้นกลาง" เพราะที่จริงแล้วสัดส่วนของพื้นที่ทางการเมืองที่คนชั้นกลางช่วงชิงมาได้นั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับกองทัพ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำที่กองทัพกลับไปหดพื้นที่นี้ลง
อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าคนชั้นกลาง ไม่ว่าในสังคมใดก็ตาม ย่อมมีความหลากหลายอย่างมาก หลากหลายในแง่ผลประโยชน์, จินตนาการ, ระบบคุณค่า, วัย, รวมทั้งชาติพันธุ์และศาสนาด้วย ในระยะประมาณ 20 ปีมานี้ คนชั้นกลางขยายตัวขึ้นอย่างมากและรวดเร็วในสังคมไทย และทำให้คนชั้นกลางยิ่งมีความหลากหลายสูงขึ้น และด้วยเหตุดังนั้นคนชั้นกลางจึงไม่เป็น "พันธมิตร" ทางการเมืองที่ดีของกลุ่มใดเลย ผิดจากเมื่อช่วง 14 ตุลา ซึ่งยังมีคนชั้นกลางจำนวนน้อย และมีความหลากหลายน้อย (ส่วนใหญ่เป็นหรือจะเป็นคนงานคอปกขาว) หลายกลุ่มจึงมาร่วมเป็น "พันธมิตร" กับคนชั้นกลาง เพื่อโค่นล้มผู้นำกองทัพออกไป
พื้นที่ทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับบนได้รับประกันค่อนข้างมั่นคงในระบบการเมือง แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก คนชั้นกลางต้องการขยายพื้นที่ให้กว้างขวางขึ้น เพื่อจะได้สามารถกำกับควบคุมการเมืองได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ (ประชาธิปไตยทางตรง, รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน, นายกฯพระราชทาน, ความเสมอภาค, การเลือกตั้งเป็นตัวตัดสินเด็ดขาด ฯลฯ)
แต่คนชั้นกลางกลุ่มนี้ แม้ได้เรียกร้องการเลือกตั้งมานาน แต่ที่จริงแล้วกลับไม่ชำนาญในระบบเลือกตั้งมากนัก มาพบว่าระบบเลือกตั้งไม่ประกันความมั่นคงในพื้นที่ทางการเมืองของตนนัก เพราะนักการเมืองซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของคนชั้นกลางระดับนี้สักเท่าไร แต่มีความเชี่ยวชาญกับกลไกการเลือกตั้งมากกว่า สามารถเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไว้ในมือได้ คนชั้นกลางแทบจะสูญเสียพื้นที่ทางการเมืองในระบบไปโดยสิ้นเชิง ถึงมีสื่อในมือ แต่รัฐบาล ทรท.ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถจัดการกับสื่อได้ ปัญญาชนที่เคยยืนอยู่กับคนชั้นกลางกลายเป็นตัวตลกของทักษิณ คนชั้นกลางกลุ่มนี้จึงรู้สึกหมดตัวทางการเมือง
ไม่น่าแปลกอะไรที่พวกเขาหันกลับไปสนับสนุนกองทัพให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง เพื่อถ่วงดุลนักการเมือง แม้แต่เรียกร้องให้กองทัพยึดอำนาจเสียเลย ก็ไม่แปลกอะไร เพราะการยึดอำนาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะสร้างระบบแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพได้ ปราศจากฐานความชอบธรรมที่แข็งแกร่ง คนชั้นกลางกลุ่มนี้ย่อมมีอำนาจต่อรองกับกองทัพเพิ่มขึ้น
ตรงกันข้ามกับคนชั้นกลางกลุ่มนี้ คือคนชั้นกลางที่เกิดใหม่และอยู่ในระดับต่ำกว่า (ทั้งในเชิงรายได้, ความมั่นคง, การศึกษา, และช่วงชั้นทางสังคม) การเมืองในระบบเลือกตั้งเป็นหนทางเดียวที่จะให้คนกลุ่มนี้ มีและขยายพื้นที่ทางการเมืองของตนได้ จึงเป็นธรรมดาที่คนกลุ่มนี้ย่อมหวาดระแวงและไม่ไว้ใจกองทัพซึ่งขัดขวางผลของการเลือกตั้งอยู่เสมอ คนชั้นกลางระดับล่างเหล่านี้มีจำนวนมากจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จึงเป็นฐานคะแนนเสียงใหญ่ของนักการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ในปัจจุบันก็ชัดเจนว่า คนชั้นกลางระดับล่างเป็น "ตลาด" ที่สำคัญของสื่อ ไม่ใช่ชาวบ้านนอกที่ไม่เคยดูข่าวหรืออ่านหนังสือพิมพ์ อย่างสมัยก่อนอีกต่อไป
ไม่แต่เป็นเพียงฐานคะแนนเท่านั้น คนชั้นกลางระดับล่างเหล่านี้ยังเป็นฐานอำนาจต่อรอง ที่นักการเมืองอาจใช้กับกองทัพได้ด้วย นักการเมืองในระบบไม่อาจถูกขจัดออกไปง่ายๆ ด้วยอำนาจรัฐประหารอย่างที่เคยเป็นมา อย่างน้อยก็มีคนชั้นกลางระดับล่างที่ต่อต้านอย่างแข็งขัน สายสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับคนชั้นกลางกลุ่มนี้ก็นับว่าน่าสนใจ การขยายพื้นที่ของกองทัพในการเมืองดังที่เป็นอยู่ขณะนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับต้องร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเหนียวแน่น แต่ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองจะสามารถชี้นำคนชั้นกลางระดับล่างได้ตลอดไป ในสถานการณ์ที่มีทางเลือกทางการเมืองมากกว่านี้ คนชั้นกลางระดับล่างเสียอีกที่น่าจะชี้นำนักการเมืองได้มากกว่า
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่ตัวละครต่างๆ เหล่านี้ ทำให้กองทัพอยู่ในฐานะลำบากพอสมควร อำนาจทางการเมืองที่กองทัพครอบครองอยู่เวลานี้ มี "พันธมิตร" ที่เอาจริงเอาจังด้วยเพียงกลุ่มเดียว คือคนชั้นกลางระดับบน ซ้ำยังอาจไม่พร้อมเพรียงกันนักด้วย การจัดสรรอำนาจเช่นนี้ทำให้อำนาจต่อรองของกองทัพกับนักการเมืองลดลงไปเรื่อยๆ ด้วย ในระยะแรกอาจมีมาก แต่นานวันไป อย่างไรเสียนักการเมืองก็ต้องโอนอ่อนต่อเสียงเรียกร้องของสังคม ไม่มากก็น้อย ในที่สุดก็ไม่สามารถตามใจกองทัพได้ตลอดไป ดังเช่นการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยความลังเลใจของกองทัพในครั้งนี้เป็นต้น (ต่อรองกันจนเป็นการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง)
ในขณะที่ "หุ้นส่วน" ที่ดูเหมือนเป็น "พันธมิตร" ด้วยนั้น ก็วางใจไม่ได้ (ทุน, สื่อ, ปัญญาชน, เทคโนแครต, ข้าราชการพลเรือน ฯลฯ) อย่างดีก็เพียงยอมให้กองทัพมีส่วนแบ่งทางการเมืองไม่มากไปกว่านี้ หรืออาจต้องการให้น้อยกว่านี้ด้วย เพราะภาวะผู้นำทางการเมืองที่กองทัพแสดงออกแต่ละครั้งนั้นดูจะไร้เดียงสาเกินไป
เพราะหาความชอบธรรมยากขึ้นที่จะรักษาพื้นที่ทางการเมืองเอาไว้ คงเป็นเหตุผลสำคัญที่กองทัพต้องเน้นอุดมการณ์ "รักษาราชบัลลังก์" อย่างหนักและดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปราศจากศัตรูที่ชัดเจนเช่นสมัยที่ยังมี พคท.อยู่ น่าสงสัยว่าอุดมการณ์นี้จะเพียงพอหรือไม่ ที่จะรักษา "พันธมิตร" ไว้ได้นานๆ
โดยนัยยะของบทความนี้ ก็เห็นแล้วว่าบทสรุปของผมก็คือ "หุ้นส่วน" ทางการเมืองทุกรายย่อมเป็นตัวละครอิสระ มีความต้องการของตนเอง มีผลประโยชน์ของตนเอง และมีเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง ไม่สอดคล้องกับ "หุ้นส่วน" รายอื่นในทุกกรณีไป แต่ก็อาจร่วมมือกันเฉพาะกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายของแต่ละฝ่ายที่ไม่ขัดแย้งกันได้ ชนะแล้วก็ยังต้องมาต่อรองจัดสรรกันใหม่ทุกครั้งไปด้วย จึงไม่มีใครเป็นเครื่องมือของใครอย่างสยบราบคาบเด็ดขาด
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันที่ 03 มกราคม พ.ศ.2554

การแก้แค้น และการชดใช้ !!!

ที่มา ประชาไท

ในอดีตการแก้แค้นเป็นอำนาจของมนุษย์ เพื่อใช้มันปกป้องสิทธิของตนเอง จนเมื่ออำนาจนั้นกลายมาเป็นของรัฐ แล้วที่รัฐเป็นผู้ลงมือซะเอง หากประชาชนคิดจะแก้แค้น ควรแก้แค้นใครดี?

“การแก้แค้น” เป็นก้าวแรกของหลักแห่งความยุติธรรม
ตั้งแต่โบราณกาลเมื่อมีการก่ออาชญากรรมขึ้น – ผู้เสียหาย หรือครอบครัว ย่อมมีสิทธิที่จะแก้แค้น
แม้การแก้แค้นจะต้อง “ฆ่า” ให้ตายไปตามกัน ให้สาสมกัน ก็ยังกระทำกันได้ (ในกรณีที่บุคคลนั้นเป็นผู้ก่อฆาตกรรม)
ทั้งไม่มีการแบ่งแยกว่า “อะไรเป็นความผิดที่ตั้งใจ” และ “อะไรเป็นความผิดที่ไม่ตั้งใจ” เพราะถือคติว่า “เมื่อมีการฆ่าคนตาย ต้องมีการแก้แค้น อย่างเดียว” และเรื่องจะยุติแค่นั้น จะไม่มีการกระทำการแก้แค้นตอบโต้กันอีก - - การแก้แค้นจึงเป็นความยุติธรรม และความถูกต้อง!!!
ยิ่งเป็นอาชญากรรมระหว่างกลุ่มชน ยิ่งต้องมีการแก้แค้นกัน มันเป็นการแสดงพลังของหมู่คณะ ทำให้ศัตรูขยาดกลัว เพราะถ้ายอมให้อีกกลุ่ม กระทำกับคนในกลุ่มตนได้ ก็อาจจะถูกข่มเหง-รังแก ไม่มีวันที่สิ้นสุด
เมื่อมีคนในกลุ่มหนึ่ง ไปฆ่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง – สมาชิกในกลุ่มคนที่ถูกฆ่า จะต้องหาทางเอาตัวฆาตกรคนนั้น มาลงโทษให้ได้ แล้วคนในกลุ่มที่มีสมาชิกเป็นฆาตกร จะรับผิดชอบต่อเหตุที่เกิดขึ้นอย่างไร?
แต่ขณะเดียวกัน สำหรับคนบางกลุ่ม “อาชญากรรมของพวกพ้อง” อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด หรือกลับเห็นว่าเป็นความดีด้วยซ้ำไป!!!
สัญชาตญาณในการคุ้มครองภัยที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง หรือภัยของหมู่คณะเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทำให้ต้องคิดหาทางแก้แค้นให้จงได้ เพราะความรักในหมู่คณะ, เพราะการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่ม, ก็คือการปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขานั่นเอง (ยิ่งมีความเชื่ออื่นๆ มาประกอบ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกร่วมรุนแรงมากยิ่งขึ้น - เช่น มีเหตุทำให้ “คนที่เขารัก” ต้องระหกระเหิน ต้องพลัดพรากจากครอบครัว จากหมู่คณะ – การแก้แค้น เพื่อเป็นการตอบแทนคนที่เขารัก ยิ่งมิอาจหลีกเลี่ยง!!!)
การแก้แค้น-ล้างแค้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนสิ่งที่มนุษย์เรียกว่ากฎหมาย – เป็นกฎที่ยิ่งใหญ่กว่า ศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎศีลธรรม
การแก้แค้นนอกจากเป็นไปเพื่อการลงโทษแล้ว ยังเป็นการขู่ให้คนเกรงกลัว และป้องกันไม่ให้มีการทำร้ายกันอีก
ข้อเท็จจริงก็คือ “การแก้แค้นเป็นอำนาจของมนุษย์ เพื่อใช้มันปกป้องสิทธิของตนเอง”
ในยุคสมัยต่อๆ มา “ผู้เสียหาย” มีทางเลือกมากขึ้น, การแก้แค้นแบบ “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” แบบดั้งเดิม เริ่มลดความสำคัญลง มีการชดใช้สิ่งของที่คนชอบ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สิ่งของมีค่า-เงินทอง เพื่อชดใช้มูลค่าความเสียหาย ทดแทนการแก้แค้น
แต่วิธีการชดใช้นี้ เป็นการลงโทษจริงหรือ – หรือเป็นอุบายลดความโกรธแค้น – หรือเป็นการพยายามทำให้ผู้เสียหายเกิดความโลภ หรือเป็นเพียงวิธีปกป้องผู้กระทำความผิด ให้รอด (ชีวิต) จากการถูกแก้แค้น? - หรือเพื่อมิให้มีการแก้แค้น (จองเวร) กันต่อไป???
กระทั่งกำเนิด “รัฐ” – รัฐที่เป็นผู้สั่ง-เป็นผู้บังคับ-เป็นผู้ลงโทษ, ให้ผู้ที่กระทำความผิด ต้องชดใช้ความเสียหาย ตามกฎหมายที่รัฐเป็นผู้กำหนดไว้ – จากอำนาจการแก้แค้นที่เคยเป็นของบุคคล – และถัดมาเป็นของหัวหน้าเผ่า
บัดนี้ อำนาจนั้นกลายมาเป็นของรัฐ - รัฐจึงเป็นผู้ควบคุม มิให้ประชาชนทำการแก้แค้นต่อกัน เพราะการแก้แค้นต่อกันระหว่างประชาชน จะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และความไม่มั่นคงปลอดภัยของบ้านเมือง???
และแล้ววันเวลา ก็เดินมาถึงยุคสมัย ที่ “รัฐเป็นผู้ลงมือแก้แค้นซะเอง!!!”
...
ถ้าจะมีคำถามสักคำถาม - คำถามนั้นคือ “ถ้าประชาชน คิดจะแก้แค้น – จะแก้แค้นใครดี !!!” (ต้องสรุปให้ได้ก่อนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด - เกิดจากข้อพิพาทของประชาชนต่อประชาชน หรือเกิดจากประชาชนกลุ่มหนึ่ง กับรัฐ-รัฐหนึ่ง !!!)

เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ-กฎอัยการศึก ของขวัญปีใหม่บนรอยแผลที่ชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

ไม่รู้ว่าเป็นขอขวัญปีใหม่ สำหรับคนในอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี หรือไม่ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกการประกาศใช้พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่ ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา เพราะเหตุไม่สงบโดยภาพรวมในชายแดนใต้ก็ไม่ลดความรุนแรงลง นอกจากปริมาณเท่านั้น แต่คุณภาพของการก่อเหตุแต่ละครั้งยังมีมากขึ้นเช่นเดิม
สำหรับการยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภากลาโหมพิจารณา หลังจากนั้น จะนำพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 มาบังคับใช้แทน เหมือนกับที่ประกาศใช้แล้วในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย
นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ยังเล็งที่จะยกเลิกในอีก 3 พื้นที่ คือ อำเภอกาบัง, อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส
ที่ผ่านมาหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 รัฐได้มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ถึง 3 ฉบับ ในการแก้ปัญหาในพื้นที่ ร่วมกับการใช้ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น
กฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับประกอบด้วย พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือที่เรียกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
กฎอัยการศึก
การประกาศกฎอัยการศึก มีขึ้นหลังเหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันทหารพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ในสมัยนั้นเป็นผู้ประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลาและ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา
การประกาศกฎอัยการศึก เป็นการให้ทหาร มีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในเรื่องการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 7 วัน เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหาร ซึ่งในการควบคุมตัวดังกล่าว ทหารเรียกว่าการเชิญตัว ผู้ที่ถูกควบคุมตัวคือผู้ที่ถูกเชิญตัว และไม่ต้องมีหมายใดๆ เพียงแต่มีเหตุสงสัยก็สามารถตรวจค้นหรือควบคุมตัว
การเชิญตัวดังกล่าว ไม่ได้ระบุสถานที่ควบคุม แต่เจ้าหน้าที่จะนำตัวไปยังที่ตั้งหน่วยเฉาะกิจหรือหน่วยทหารในพื้นที่ เมื่อสอบถามแล้ว หายสงสัยก็จะปล่อยตัวกลัว แต่ถ้ายังสงสัยอยู่ ก็จะควบคุมตัวต่อไปโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้จะต้องมีการประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน”
ภาวะฉุกเฉิน หมายความว่า สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ
การประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน แต่สามารถขยายเวลาได้อีกครั้งละไม่เกิน 3 เดือน
โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่งหมายความว่า ซึ่งผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ก็คือ แม่ทัพภาคที่ 4
การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีขึ้นตั้งแต่ช่วยปลายปี 2548 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ต่อมารัฐบาลได้ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึกในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2552 โดยให้ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แทน
พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้กำหนดข้อมาตรการไว้ทั้งหมด 6 ข้อ แต่ในพื้นที่มีการใช้เพียงข้อเดียว คือ ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
ในการดำเนินงานตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร ทำงานร่วมกัน นั่นคือการสนธิกำลัง
พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการจับกุม ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ออกคำสั่งเรียกคนมารายงานตัว ยึดและตรวจค้น เป็นต้น
ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะต้องขอออกหมายควบคุมตัวจากศาล เรียกหมายว่า หมาย ฉฉ.
อำนาจในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ได้ครั้งละ 7 วัน ไม่เกิน 4 ครั้ง เพื่อซักถาม ซึ่งการขอขยายเวลาในการควบคุมตัวต่อก็ต้องของอนุญาตจากศาลด้วยเช่นกัน
สถานที่ควบคุมตัว ต้องเป็นสถานที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ ซึ่งในระเบียบปฏิบัติของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ได้กำหนดสถานที่ควบคุมตัวไว้ 2 แห่ง ได้แก่
ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ (ศสฉ.) ตั้งอยู่ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี หรือ อาร์ท รีสอร์ท (ตั้งชื่อเพื่อให้เหมือนสถานที่พักผ่อน) อีกแห่งคือ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนตำรวจภูธร9 อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
หากผู้ถูกควบคุมตัวไม่ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีก็ต้องปล่อยตัว แต่หากถูกตั้งข้อ เจ้าหน้าที่ก็จะส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินตามกฎหมายปกติ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเมื่อถูกตั้งข้อหาแล้ว ผู้ถูกควบคุมตัวจะเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหาทันที
ประมวลกฎหมายอาญา/วิธีพิจารณาความอาญา
พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ที่สถานีตำรวจเพียง 48 ชั่วโมง เพื่อสอบปากคำเท่านั้น หลังจากนั้นจะเป็นดุลพินิจของศาล โดยพนักงานสอบสวนจะขอจากศาล เพื่อฝากขังผู้ต้องหาได้ครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 7 ครั้ง
แต่ถึงที่สุดแล้วในชั้นก่อนฟ้อง เจ้าหน้าที่รัฐจะมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาเต็มที่ 84 วัน
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้ที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่กฎอัยการศึก 7 วัน จากนั้น ถูกควบคุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 30 วัน ช่วงสอบปากคำ 2 วัน และช่วงฝากขังอีก 84 วัน รวมเวลาที่ถูกควบคุมตัว 123 วัน
บางครั้งการปิดล้อมตรวจที่ทำให้มีผู้ถูกควบคุมตัวหลายคน ซึ่งบางคนที่ไม่มีหมายให้ควบคุม เจ้าหน้าจะอ้างกฎอัยการศึกทันที เพื่อให้สามารถควบคุมตัวใน 7 วัน
ข้อหาที่รัฐตั้งกับผู้ต้องหาคดีความมั่นคง มักเป็นข้อหาร้ายแรงประเภทก่อการร้าย กบฏแบ่งแยกดินแดน อั้งยี่ซ่องโจร ฯลฯ ทำให้เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม ศาลมักใช้ดุลพินิจไม่ให้ประกันตัว ทำให้ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกคุมขังนานหลายปีกว่าคดีจะสิ้นสุด
สถิติที่รวบรวมโดยศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) (รายงานโดยโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553) พบว่า ตลอด 6 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (มกราคม 2547 ถึง ธันวาคม 2552) มีคดีความมั่นคงที่นำขึ้นสู่ศาลและมีคำพิพากษาแล้ว 216 คดี จำเลย 415 คน ศาลตัดสินลงโทษ 130 คดี จำเลย 211 คน ยกฟ้อง 86 คดี จำเลย 204 คน
ตัวเลขคดีที่ศาลยกฟ้อง 86 คดี จากทั้งหมด 216 คดี เท่ากับสัดส่วน 39.8%
สถิติของสำนักงานศาลยุติธรรมภาค 9 เฉพาะปี 2552 (1 มกราคม-31 ธันวาคม2552) พบว่า คดีจากทุกศาลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคดีความมั่นคงเข้าสู่ศาลทั้งสิ้น 190 คดี จำหน่าย 3 คดี พิพากษาแล้ว 23 คดี ลงโทษเพียง 5 คดี แต่ยกฟ้องมากถึง 18 คดี และมีคดีคงค้าง 164 คดี ยอดคดีคงค้างนี้ มีผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงถูกคุมขังในเรือนจำนับถึงสิ้นปี 2552 มากถึง 548 คน
นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามงบภาคใต้ ให้สัมภาษณ์โดยโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ว่า ข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมภาค 9 มีสถิติคดีในรอบปี 2550-2551 พบว่า ศาลมีคำพิพากษาคดีความมั่นคง 60 คดี ลงโทษจำคุกเพียง 20 คดี แต่ยกฟ้องมากถึง 40 คดี หรือคิดเป็น 66% ซึ่งนับว่าสูงมากจริงๆ และน่ากังวลอย่างยิ่ง
“สาเหตุที่คดียกฟ้องจำนวนมาก น่าจะมาจาก 2 สาเหตุ สำคัญได้แก่ 1.ตัวจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่เจ้าหน้าที่ไปจับคนเหล่านั้นมาลงโทษในลักษณะเหวี่ยงแหจับกุม หรือจับแพะ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีต 2.ผู้ต้องหาอาจเป็นคนกระทำความผิดจริง แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมายืนยัน”
พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะให้ผู้ที่หลงผิดหรือกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รายงานตัวเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมแทนการถูกดำเนินคดี
คณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมายให้ กอ.รมน.เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้นภายในพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนดได้
พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีสาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 21 คือ ให้ผู้ที่ก่อเหตุเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้เข้ารับการอบรม ตามหลักสูตรที่กำหนด เป็นเวลา 6 เดือน ในสถานที่ที่กำหนด โดยการยินยอมของผู้ต้องหา จากนั้นให้ระงับคดี โดยถือว่าบุคคลเหล่านี้ไม่เคยกระทำความผิด
ในมาตรา 21 ระบุว่า สำหรับผู้ที่จะรายงานตัวเข้ารับการอบรม ต้องให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนของผู้ต้องหาพร้อมความเห็นให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในพิจารณา ถ้าผู้อำนวยการเห็นด้วย ให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นของผู้อำนวยการให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องต่อศาล
หากเห็นสมควรศาลอาจสั่งให้ส่งผู้ต้องหานั้นให้ผู้อำนวยการเพื่อเข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กำหนดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือนและปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่ศาลกำหนด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการใช้มาตรา 21 ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ยังไม่ได้บังคับใช้จริง เนื่องจาก กอ.รมน.ยังไม่ได้ออกระเบียบ ข้องบังคับหรือแนวปฏิบัติออกมา จึงทำให้มีผู้ที่ต้องการรายงานตัวเพื่อเข้ารับการอบรมตามมาตรา 21 ของกฎหมายฉบับนี้แทนการถูกดำเนินคดีจำนวนหนึ่ง ยังไม่กล้าออกมารายงานตัว เพราะอาจถูกจับกุมดำเนินคดีได้
ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ผู้มีความคิดต่างจากรัฐได้มีช่องทางแสดงความคิดเห็นเพื่อร่วมในการแก้ปัญหา ตามนโยบายของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (ผอ.กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า) ตามช่องทางนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น
ความคืบหน้าล่าสุด คือการให้สัมภาษณ์ของนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ระบุว่า หลังปีใหม่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อประกาศฐานความผิดที่เข้าข่ายตามมาตรา 21 โดยผู้ที่จะเข้ามารายงานตัว ต้องไม่ใช่ความผิดอุกฉกรรจ์ และเป็นโทษที่เกิดขึ้นจากการก่อเหตุในพื้นที่ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เท่านั้น
ภาพรวมการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในชายแดนใต้
ปัจจุบันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการประกาศใช้อำนาจกฎอัยการศึกกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ใน 33 อำเภอ
ฝ่ายความมั่นคงระบุว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่ง รวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษย์ชน เชื่อว่า การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน สร้างความเดือดร้อน และความไม่พอใจให้กับคนในพื้นที่ และเชื่อว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่สามารถสร้างความสงบให้เกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการใช้อำนาจกฎอัยการศึกกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ใน มีปัญหามากมาย โดยเฉพาะมาตรการปิดล้อมและตรวจค้น เนื่องจากมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก จนทำให้มีการร้องเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะการร้องเรียนไปยังมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของสงขลา
สถิติเรื่องร้องเรียน ระหว่างปี 2547จนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 มีทั้งหมด 1,753 เรื่อง มีทั้งที่เป็นคดีและไม่เป็นคดี โดยมีข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประกอบด้วย ถูกปิดล้อม ตรวจค้น 309 เรื่อง เชิญตัวตามกฎอัยการศึก 39 เรื่อง ถูกจับซ้ำซาก 22 เรื่อง ถูกซ้อมทรมาน 74 เรื่อง รวมทั้ง กรณีเยาวชน นักเรียน นักศึกษาถูกควบคุมตัว ทรัพย์สินสูญหายระหว่างถูกตรวจค้น เป็นต้น
กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในระหว่างการใช้กฎหมายพิเศษเหล่านี้ ที่เป็นข่าวอื้อฉาวมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา คือ การเสียชีวิตระหว่างการควนคุมตัวในค่ายอิงคยุทธบริหาร ของนายสุไลมาน แนซา ผู้ต้องสงสัยชาวอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ในท่าแขวนคอ
แต่การตรวจสอบการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ก็แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้ระบุว่าการซักถามผู้ต้องสงสัยต้องมีทนายความหรือญาติร่วมฟังด้วย รวมทั้งการอ้างระเบียบห้ามเยี่ยมภายใน 3 วันแรกของเจ้าหน้าที่
กรณีของสุไลมาน แนซา ไม่ใช่การเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่เพียงรายเดียว เพราะก่อนหน้านั้นยังมีอีกหลายคน เช่น นายยาการียา ปะโอมานิ เสียชีวิตระหว่างการค้นย้าย ซึ่งคดีนี้มีการไต่สวนการตายในชั้นศาล
เช่นเดียวกับการตายของนายยะผา กาเซ็ง ในหน่วยเฉพาะกิจที่ 30 (ฉก.30) จังหวัดนราธิวาส คดีนี้ได้ผ่านการไต่สวนการตายในชั้นศาลแล้ว โดยศาลจังหวัดนราธิวาส มีคำสั่งว่า นายยะผา ตายที่ฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ตั้งอยู่ที่วัดสวนธรรม หมู่ที่ 2 ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551 เนื่องจากผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย แต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญา ศาลให้ไปฟ้องจำเลยต่อศาลทหาร
นั่นยังไม่นับการบาดเจ็บจากการซ้อม ทรมานระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐอีกหลายกรณี ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ซึ่งกรณีการซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัว กลายเป็นประเด็นหลักในการเรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษเหล่านี้ในพื้นที่ ทั้งจากองค์กรพัฒนาเอกชน ทนายความ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
แม้ในช่วงหลังๆ มานี้การร้องเรียนเรื่องการปิดล้อมตรวจค้นน้อยลง แต่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้รับการร้องเรียนในลักษณะที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การถูกควบคุมตัวซ้ำซาก หมายถึงครั้งแรกถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ครั้งที่สองถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. หรือ ถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซ้ำ ซึ่งอาจเป็นหมายเดิม
ตามด้วย กรณีการถูกอายัดตัวในข้อหาใหม่ หลังได้รับการปล่อยตัวแล้ว อาจโดยคำพิพากษายกฟ้องหรือศาลสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว แทนที่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาทั้งหมดพร้อมกัน และการถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งที่ผู้ถูกควบคุมมีหมายจับอยู่แล้ว แทนที่จะส่งดำเนินคดีทันที นอกจากนี้ยังมีเรื่อง การร้องเรียนกรณีถูกบังคับให้เข้ารับการฝึกอบรม เป็นต้น
ในบางกรณียังมีเรื่องที่จำเลยบางคนที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว อาจโดยคำพิพากษายกฟ้องหรือได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้แจ้งให้หน่วยงานอื่นๆทราบ ทำให้บางครั้งยังถูกเจ้าหน้าที่ทหารที่ตั้งด่านตรวจควบคุมตัวไว้อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะยังมีรายชื่อเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่ ทำให้ต้องเสียเวลาตรวจสอบกลับไปยังฝ่ายตำรวจ กว่าจะทราบว่า ได้รับการปล่อยตัวแล้ว
ไม่เพียงการร้องเรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเท่านั้น ในส่วนของเจ้าหน้าที่เองก็มีปัญหาเช่นกัน
อดีตนายตำรวจคนหนึ่งในศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ (ศชต.) บอกว่า ในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เคยถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯมาก่อน มีปัญหามาก เนื่องจากระหว่าการควบคุมตัว มีการสนธิกำลังสามฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ร่วมปฏิบัติการ โดยเฉพาะจากนอกกองทัพภาคที่ 4 ไม่ยอมมาเป็นพยาน โดยอ้างคำสั่งผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ น้ำหนักการฟ้องร้องจำเลยลดลง
ส่วนผลกระทบจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในส่วนของผู้ได้รับผลกระทบ ก็คือความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิระหว่างการถูกควบคุมตัวแล้ว เนื่องจากหน่วยงานอื่นไม่สามารถตรวจสอบระหว่างการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะฟ้องศาลปกครอง เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ได้ เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กำหนดไว้ว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่า ด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
อีกทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐด้วยเช่นกัน
นั่นคือภาพรวมของของการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นของขวัญให้คนชายแดนใต้ได้หรือไม่ ตราบเท่าที่บาดแผลจากกฎหมายพิเศษเหล่านี้ ยังคงเป็นหนองเน่าคาอยู่
แต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีว่า พื้นที่ไม่สงบที่ถึงขั้นต้องใช้ยาแรงอย่างกฎหมายพิเศษเหล่านี้ ค่อยๆ ลดพื้นที่ลง