WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 5, 2011

จวกปปช.-ดีเอสไอ ปกป้องเจ้าหน้าที่ซ้อมผู้ต้องหาปล้นปืน คดีทนายสมชาย 7 ปีไม่คืบ

ที่มา ประชาไท

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ปปช.และดีเอสไอ ล้มเหลว ล้าช้า ปกป้องเจ้าหน้าที่ กรณีคดีซ้อมผู้ต้องหาคดีปล้นปืน ซึ่งนำไปสู่การอุ้มหายทนายสมชาย คดี 7 ปี ไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ประชาชนไร้ที่พึ่ง คนผิดลอยนวล
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.53 โฆษกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้แถลงถึงกรณีผลการพิจารณาชี้มูลความผิดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา กับพวก รวม 19 คน กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบร่วมกันกลั่นแกล้งผู้ต้องหาคดีปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เมื่อวันที่ 4 ม.ค.47 โดยการกลั่นแกล้งดังกล่าวเป็นกรณีที่นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนร้องเรียนก่อนถูกทำให้หายตัวไปในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน
แถลงการณ์ระบุว่า การยื่นคำร้องต่อปปช.กรณี พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยากับพวก รวม 19 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้นเป็นสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมพ.ศ.2548 โดยดีเอสไอได้ยื่นสำนวนพร้อมหลักฐาน อีกทั้งได้มีการคุ้มครองพยานที่เป็นเหยื่อถูกซ้อมทรมานจำนวน 3 คน จนกระทั่งนายอับดุลเลาะห์ อาบูการี ได้หายตัวไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 ข้อพิจารณาของปปช. ให้เหตุผลว่ารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือผลการตรวจร่างกายของแพทย์หลายรายเป็นเพียงภาพถ่ายไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดขณะที่มีการควบคุมตัว ใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนด้วยอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอกว่า 6 ปีและ ปปช. ใช้เวลาในการตรวจสอบเพื่อชี้มูลเป็นเวลากว่า 3 ปี ผลการพิจารณาเป็นแต่เพียงว่าการซ้อมทรมานไม่มีหลักฐาน การปฏิบัติหน้าที่ของ ปปช.และกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวจึงเป็นไปโดยล่าช้าเกินสมควร และยังไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมและเป็นที่พึ่งของประชาชนในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขช่องโหว่ของการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพนักงานตำรวจที่มีแนวโน้มว่าจะใช้อำนาจเกินขอบเขตโดยปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุล ทำให้น่าสงสัยว่าทั้งสองหน่วยงานคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นที่พึงของประชาชนได้หรือไม่
“จึงขอเสนอให้รัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะตั้งกรรมการตรวจสอบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปโดยสุจริต ถูกแทรกแซงโดยผู้มีอิทธิพลหรือไม่? แล้วเปิดเผยผลการตรวจสอบของปชชต่อญาติของผู้เสียหายและสาธารณะชนเพื่อนำความจริงให้ปรากฎต่อเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการประพฤติไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ให้คำนึงว่าข้อพิรุธในเรื่องความล้มเหลว ความล้าช้าขององค์กรอิสระในการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นอาจเกิดจากการแทรกแซงจากข้าราชการและผู้มีอิทธิพลนั้นอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในบทบาทในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทยที่มีความขัดแย้ง อีกทั้งคดีสำคัญดังกล่าวยังส่งผลกระทบภาพพจน์ของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ซึ่งเป็นความล้มเหลวหากใช่เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ไม่” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ยังอธิบายด้วยว่า เหตุการณ์ปล้นปืนเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ลุกลามกว้างขวางทั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องบาดเจ็บและล้มตายจนปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 คน ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคดีปล้นปืนทั้งหมด 32 คน ศาลตัดสินยกฟ้องไปทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ทนายสมชาย นีละไพจิตร จะหายตัวไป ทนายสมชายได้ร้องเรียนว่าผู้ต้องหาผู้เป็นลูกความ 5 คนถูกซ้อมทรมาน และได้ถูกทำให้หายไปเมื่อวันที่ 12 มี.ค.47 ริมถนนฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจหัวหมาก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีความผิดต่อเสรีภาพและปล้นทรัพย์นายสมชาย นีละไพจิตร และศาลได้มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษพ.ต.ต.เงิน ทองสุก ว่ามีความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทนายสมชายฯ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2549 และศาลอุทธรณ์มีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553 แต่ศาลอุทธรณ์ได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปด้วยว่าพ.ต.ต.เงิน หนึ่งในผู้ต้องหาได้หายตัวไปปริศนาและทางญาติได้ดำเนินการขอให้ศาลรอการไต่สวนบุคคลสูญหาย ซึ่งสร้างความกังวลว่าเสมือนเป็นการปกปิดและพยายามใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อให้อ่านคำพิพากษาคดีอุทธรณ์ล่าช้าไปโดยไม่มีความจำเป็นและส่อพิรุธเนื่องจากผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บางส่วนยังปฏิบัติหน้าที่ราชการ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจมีส่วนเกี่ยวขัองกับข้อกล่าวหาดังกล่าวยังคงปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่

Tuesday, January 4, 2011

เขมรรู้ทัน โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa




คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง เขมรรู้ทัน
โดย กาหลิบ

แหล่งข่าวในกัมพูชาเล่าว่าพวกผู้นำของเขากำลังหัวเราะกันสนุก
กรณีรุกแผ่นดินที่กัมพูชาเขาถือกรรมสิทธิ์จนต้องเข้าตะรางกันไปแล้ว
ทั้ง ๗ คนได้กลายเป็นลูกบอลที่เตะกันได้อย่างสนุกสนาน
เขาไม่ได้เคร่งเครียดกันเหมือนคนไทยบางคนที่คอยบงการ
ตามแผนยั่วยุนี้อยู่และกำลังจะเสียแผน

ดูเหมือนฝ่ายเขมรจะอ่านขาด
เขาจึงยืนยันทำตามกฎหมายของเขา
ฝ่ายไทยจะไปอาละวาดมากนักก็จะเสียกิริยาในฐานะที่โลกเขานึกว่าเป็นอารยชน

เขารู้ดีว่าเจ้าของแผนนี้จะเล่นได้อีกเพียงไม่กี่น้ำ
เพราะจุดชนวนอารมณ์กริ้วของเจ้าของบ้านก็ไม่ติด
หันไปจุดทางกองทัพก็ไม่ได้ผล ไม่นานก็ต้องยอมพับฐานไป

สมาชิกเสื้อเหลืองที่แล่นไปจ่ออยู่แถวๆ ชายแดนสระแก้วและศรีสะเกษ ก็ช่วยอะไรไม่ได้
รายงานชี้เป้ากันสวยหรูว่ามีเป็นพันๆ คน เอาเข้าจริงสองร้อยก็ยังไม่ถึงดี
แถมเป็นสมาชิกชนิดมีค่าหัว (รายวัน) เสียเกินครึ่ง

พวกที่ถูกหลอกให้คลั่งชาติทั้งที่ไม่มีสาระอะไรเลย ก็พอมีอยู่บ้าง
แต่เมื่อเดินทางไปถึงแล้วลืมตาตื่นและได้สติกลับมาเพียงเล็กน้อยก็คงจะหารถกลับ
เพราะไม่ต้องการเป็นเหยื่อของนักรับจ้างทางการเมืองที่ก่อเรื่องนี้ขึ้น
เพื่อผลที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนเลยแม้แต่น้อย

ความจริงคิดอย่างคนสติดีก็คงไม่มีใครบุกไปถึงที่คุมขังอยู่ดี
ระยะทางจากชายแดนจนถึงคุกนั้นมันราว ๔๐๐ กิโลเมตร
และรอบข้างก็ประเทศของเขาทั้งนั้น ขาออกมาก็คงต้องจุดธูปเรียกกัน

ใจจริงเขาก็คงอยากให้บุกกันเข้ามาเหมือนกัน ขาดบางคนไปแผ่นดินไทยอาจจะสูงขึ้น

กัมพูชาก็มีหน้าที่นั่งกระดิกขารอเวลา
เพราะนายกรัฐมนตรีไทยยอมรับแล้วว่าเป็นคนสั่งให้
นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์
ไปทำงานอันสุ่มเสี่ยงครั้งนี้

คนผูกอย่างนายอภิสิทธิ์ฯ จึงต้องเป็นคนแก้
หากการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ผลก็ไม่ได้ความดี
เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น
แต่ถ้าไม่ได้ผล นายพนิชฯ นายวีระ สมความคิด และพวกก็ต้องติดคุกเขมรเป็นเวลายาวนาน
ผลกรรมอันหนักในทางการเมืองก็จะตกอยู่กับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ฯ

ถ้าถามกันให้ลึกลงไปอีกนิดว่า เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ก็คงพอลำดับได้ว่า

๑. เกิดจากความแค้นที่ไม่สามารถบังคับให้กัมพูชารับใช้เป้าหมายทางการเมืองในประเทศไทยได้
ทั้งๆ ที่เป็นเทพจุติลงมาเกิดเป็นเจ้าของประเทศไทย

๒. เกิดจากทัศนะดูถูกเหยียดหยามเพื่อนบ้านว่ายากจนและต้อยต่ำกว่าไทย
ทำให้วางแผนและดำเนินการทุกประการอย่างไม่รอบคอบ
ขาดความยั้งคิด และคิดอย่างประมาทว่าจะพลิกเกมกลับได้ทุกเมื่อ

๓. เกิดจากความไร้ปัญญาในการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน
โดยไม่รู้เลยว่าการเมืองที่น่ารังเกียจของฝ่ายอำนาจเก่าหรือเผด็จการโบราณของไทย
ได้ทำให้เกียรติภูมิของไทยลดต่ำอย่างมากในสายตาของประเทศเพื่อนบ้าน
วันนี้หากไทยเกิดพิพาทกับกัมพูชาก็แน่ชัดว่า
“สหบาทา” คงจะเป็นชะตากรรมของไทย ไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ร้องเสียงหลงว่า
อย่าให้อาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นอันขาด

เรื่องของคน ๗ คนนี้ ความจริงเป็นเรื่องเล็กๆ
ที่ไม่มีความสำคัญต่อผลประโยชน์แห่งชาติเลย แม้แต่น้อย
หากวิธีดำเนินการนั้นเอง กลับเป็นสิ่งบ่งบอกถึงอุปนิสัยของผู้มีอำนาจในเมืองไทยว่า
ใช้สายตาและแนวคิดอย่างไรต่อประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งเป็นนิสัยเดิมๆ และวิธีปฏิบัติเดิมๆ ที่ทำให้มีข้อพิพาทระหว่างกัน
ในเรื่องต่างๆ หลากหลายประเด็นและรอบทิศ

บัดนี้เขารู้แล้วว่า ประชาชนชาวไทยและรัฐบาลเลือกตั้งล้วนเป็นมิตรกับเขา
แต่ผู้มีอำนาจใหญ่แห่งประเทศไทยทุกคนเลือกที่จะวางตัวเป็นศัตรู
และเห็นเพื่อนบ้านต่ำต้อยกว่าตนทั้งสิ้น

เขาจึงรักคนไทยและชิงชังผู้ปกครองด้วยไทยกันทั้งนั้น

ต้องขอบคุณทั้ง ๗ คนที่ช่วยรักษาสันดานเดิม
ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดในหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญนี้.



http://democracy100percent.blogspot.com/2011/01/blog-post_04.html

วิกฤติการเมืองข้ามปี หมัดเหล็ก

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



โอกาสที่วิกฤติการเมืองจะคลี่คลายมีความเป็นไปได้
ถ้าจิตสำนึกของนักการเมือง เห็นความสำคัญของประโยชน์ ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
ประเทศที่เคยถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารเป็นรัฐบาลเผด็จการ
ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของนักการเมือง
ให้ปกป้องอำนาจที่ได้รับมอบมาจากประชาชน
กองทัพก็กลับเข้าสู่ที่ตั้ง วิกฤติการเมืองก็จะหมดไปโดยอัตโนมัติ

ทุกวันนี้ วิกฤติที่เกิดขึ้นในบ้านเราไม่อยากจะโทษกองทัพต้องโทษนักการเมือง
ที่ไปเชื้อเชิญกองทัพเข้ามาช่วยในการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง
อำนาจในการแก้ไขปัญหาตามระบอบประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา ลาออก หรือเลือกตั้งกันใหม่

วงจรอุบาทว์ก็เข้ามาแทรกแซงไม่ได้

ยิ่งรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพ ไร้ความสามารถ
ก็ยิ่งจำเป็นต้องยอมให้อำนาจภายนอกเข้ามาชี้นำ
เพื่อให้บริหารปกครองประเทศไปได้จนครบเทอมหรือนานที่สุด

แผนบันไดสี่ขั้น
ทำลายสถาบันการเมือง
ทำให้นักการเมืองอ่อนแอ
ทำให้ประชาชนหมดศรัทธากับระบบการเมือง และ
ทำให้เกิดความแตกแยกรวมตัวกันไม่ติดของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ

ย้อนไปในอดีต สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ ถือได้ว่า
มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารประเทศ
พรรคชาติไทยเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็งที่สุด
มีนักการเมืองระดับสุดยอดมารวมอยู่ในพรรค
โอกาสที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวอยู่ แค่เอื้อม

แต่สุดท้าย รัฐบาล พล.อ.ชาติชายก็ถูกยึดอำนาจ

พรรคการเมืองแตกระส่ำระสาย เป็นพรรคเล็กพรรคน้อย
มีการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองกันทุกเม็ด
สภาผู้แทนราษฎร กลายเป็นสภาโจ๊ก มีรัฐบาลมาอีกกี่รัฐบาลก็ไม่แข็งแรง

จนกระทั่ง มีรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาสไตล์เดียวกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย
เศรษฐกิจพุ่งกระฉูด ชาวบ้านอยู่ดีกินดี
จนกระทั่งสามารถรวบรวมเอาบรรดานักการเมืองชั้นหัวกะทิมาอยู่รวมกันได้
ไปถึงขั้นที่สามารถตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ มีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐบาลตลอดกาล

ก็มาจบลงเส้นทางเดียวกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย

สมัย พล.อ.ชาติชายก็ไม่เชื่อว่าจะมีการปฏิวัติ
ขนาด พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ ผบ.สส.ในขณะนั้น ไปเตือนถึงบ้าน
พล.อ.ชาติชายก็ไม่เชื่อ เพราะประเทศพัฒนา
ประชาชนอยู่ดีกินดีจะมายึดอำนาจไปจากประชาชนทำไม
เช่นเดียวกับยุคของ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เคยนึกว่าจะมีการยึดอำนาจ เกิดขึ้น
ชะล่าใจไปประชุมที่นิวยอร์กทั้งที่มีเสียงเตือนมาจนหนาหู

แปลก รัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไร้ผลงาน ทุจริตคอรัปชันบานตะไท
มีชนักติดหลังในข้อหาใครฆ่าประชาชนกลับมีความพยายามที่จะต่ออายุให้อยู่นาน
ถึงกับจะระงับไม่ให้มีการเลือกตั้ง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่.



http://www.thairath.co.th/column/pol/kaablook/138645

สคส จาก พณฯ ดร ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ของประชาชน

ที่มา thaifreenews

โดย namome

จันทร์ส่องหล้า_111





" สวัสดีปีใหม่ 2554
ปีใหม่นี้ผมรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเป็นพิเศษ
ขอให้ประเทศกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
เพื่อพี่น้องจะได้พ้นทุกข์ มีความสุข สดชื่น
กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง"

http://www.internetfreedom.us/thread-7944.html

"ทักษิณ"ร่อน "ส.ค.ส."ผ่านเสื้อแดงอยุธยา สวัสดีปีใหม่

สหายต๋าคำ

นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอยุธยา 49 กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้จัดส่ง ส.ค.ส.ปี 2554 มาให้ตนเองจำนวนหลายหมื่นใบ ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เพื่อนำไปแจกจ่ายพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดงในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา ส.ค.ส.ดังกล่าวมีขนาดเท่าโปสการ์ด พื้นสีขาว มีภาพเขียน พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนพนมมือไหว้ ใบหน้ายิ้มแย้ม แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความแจ่มใส ที่เอวผูกผ้าขาวม้า พร้อมมีข้อความสีแดงที่เป็นตัวลายมือ "สวัสดีปีใหม่ 2554 ปีใหม่นี้ผมรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเป็นพิเศษ ขอให้ประเทศกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว เพื่อพี่น้องจะได้พ้นทุกข์ มีความสุข สดชื่น กลับคืนมาอีกครับ" ด้านล่างเป็นลายเซ็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และได้นำส.ค.ส.ดังกล่าวไปแจกจ่ายผ่านเครือข่ายคนเสื้อแดงทั้งจังหวัดและ จังหวัดข้างเคียง รวมถึงประชาชนทั่วไป พบว่าได้รับการตอบรับ ถือว่ากระแสดีมาก


นางมยุรีกล่าวต่อว่า ตนยังได้พูดคุยโทรศัพท์กับอดีตนายกรัฐมนตรีเช่นกัน โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ปี′54 นี้ขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมถึงประชาชนคนไทยทุกคน มีความสุขและรักษาสุขภาพ โดยยังคิดถึงคนไทยและประเทศไทยอยู่เสมอ พร้อมติดตามข่าวสารเหตุการณ์ในประเทศไทย เพื่อคิดหาวิธีการเพื่อช่วยให้ประชาชนมีความสุขและมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ที่สำคัญคืออยากเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในไทย และไม่อยากให้มีการไล่ทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง อยากให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้า มีความเป็นประชาธิปไตยตามหลักของสากล ส่วนจะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่นั้น ไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ เพราะยังอยู่ในต่างประเทศ

http://www.internetfreedom.us/thread-7935.html

เหมือนเดิมศาลยกคำร้องปล่อยตัวแกนนำเสื้อแดง คณิตกระทุ้งไปไร้ผลให้ศาลใช้ดุลพินิจ-ฟื้นฟูสันติ

ที่มา Thai E-News



ถ้าผมเป็นศาลผมก็ต้องเก็บมาคิดว่า ทำไมตัดสินไปแล้วประชาชนเขาถึงไม่เชื่อ ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาเก็บเอามาคิดหรือเปล่า ..ความไม่เป็นธรรมไม่ได้เกิดจากกฎหมาย แต่เกิดจากความไม่เข้าใจของคนบังคับใช้กฎหมายที่ผิดเพี้ยน..เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะพฤติกรรมของคนบังคับใช้กฎหมายที่น่ารังเกียจ คือ ขี้เกียจ กลัวกระแสบีบคั้นจากสังคมและการเมือง และเสนอตัวรับใช้นักการเมือง -คณิต ณ นคร


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มกราคม 2554

ในวันนี้(4 ม.ค. 2554) ทีมทนายความนปช.พร้อมกับ อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อนำคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้ 7 แกนนำ นปช.ได้เซ็นชื่อรับทราบ และในช่วงบ่ายวันเดียวกันได้นำเอกสารรายละเอียดต่างๆ ไปยื่นต่อศาลอาญารัชดาฯ ให้มีการพิจารณาการประกันตัว แกนนำทั้ง 7 ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีDSIเผยว่าจะยื่นคัดค้านการให้ประกันตัว ยกเว้นหมอเหวงกับนายก่อแก้ว พิกุลทอง จะไม่คัดค้าน

คำขอประกันชี้ว่า รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แสดงว่าสถานการณ์ประเทศไทยดีขึ้น ทุกฝ่ายต้องการปรองดอง ยันหากได้ประกันจะไม่หลบหนี ขณะที่ศาลอาญาได้ตัดสินยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ทั้งนี้เมื่อเวลา 16.00 น. ศาลอาญาได้พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวพวกจำเลย โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจนแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

นางธิดา ประธานนปช. กล่าวว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 7 แกนนำ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ม.ค.นี้ เพราะได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่เมื่อแกนนำไม่ได้ประกัน ก็อาจจะทำให้ผู้ชุมนุม นปช.เกิดความกดดันมากขึ้น ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวก็เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวแกนนำ นปช. และต้องการให้เกิดความยุติธรรม

ด้านนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวแกนนำทั้ง 7 คน แต่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จึงให้ยกคำร้อง โดยในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปเยี่ยมแกนนำ นปช.ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อปรึกษาว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เบื้องต้นจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งตามขั้นตอนภายใน 15 วัน


ก่อนหน้านี้กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ โดยผู้สื่อข่าว ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่นสัมภาษณ์ "คณิต ณ นคร" ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)เรียกร้องให้มีการประกันตัวเสื้อแดง หลังจากที่เขาได้ทำหนังสือด่วนถึงนายกฯเมื่อ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา

# ครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคอป. โดยให้หน่วยบังคับใช้กฎหมายอำนวยความสะดวกเรื่องการให้ประกันตัวผู้ต้องหาและจำเลยกลุ่มนปช.ที่ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี

ทั้งหมดเป็นข้อเสนอของ คอป.ซึ่งถือว่ารัฐบาลเดินมาในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว เป็นการปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้พื้นที่ในเรือนจำว่างลงอีกมาก ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการดูแลผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งการปล่อยชั่วคราวไม่ใช่ไม่ฟ้องคดี ในที่สุดเราก็ฟ้องดำเนินคดีเอาผิดได้ ในระหว่างนี้จะขังเขาไว้ทำไม กรณีนปช.จะทำให้พื้นที่ในเรือนจำว่างลงอีก 100 ที่ ลดค่าใช้จ่ายและงบประมาณได้จำนวนมาก ถ้าทำดีๆจะลดความแออัดได้เยอะ ปล่อยไม่ใช่ไม่ฟ้อง จะขังทำไมในเมื่อในที่สุดเราก็ฟ้องเอาผิดได้ กฎหมายของเราไม่ได้แย่หรือเลวไปกว่ากฎหมายของประเทศอื่น นับจากปี 2540 เป็นต้นมา อาจจะมีอะไรเล็กน้อยที่ปรับแต่งได้ คนใช้กฎหมายต่างหากที่ไม่เข้าใจ ใช้กฎหมายผิดเพี้ยน

ผมพยายามผลักดันมาตลอดว่า เรื่องประกันตัวไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์สูง เพียงแต่ต้องผ่านความเห็นชอบในชั้นอัยการ เพราะรัฐไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการได้ตัวคนผิดมาลงโทษ แต่เราเรียกหลักทรัพย์เพื่อป้องกันการหลบหนี เรื่องนี้ไม่รู้จะไปโทษใคร ต้องยอมรับว่าเราสอนกฎหมายไม่ได้เรื่อง ไม่ได้สอนหลักคิด ผิดถูก แต่สอนให้จำ

# การที่ครม.มีมติให้ปล่อย 104 คนจะทำให้บรรยากาศการปรองดองดีขึ้นหรือไม่

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบนี้ลงรากลึกไปมาก คงต้องค่อยๆทำให้บรรยากาศดีขึ้น ครั้งนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐหรืออำนาจทหารกับประชาชน แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง การทำให้สังคมเกิดความสงบสุขต้องใช้เวลา ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยส่งผลกระทบไปทั่วโลก สถานทูตต่างๆให้ความสนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ในชั้นการตรวจสอบของคอป. สถานทูตหลายแห่ง ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยวิเคราะห์คลิปภาพและที่เกิดเหตุสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่เพียงคนไทยเท่านั้นที่ต้องการให้เกิดความสงบสันติขึ้น

เราไม่ได้ตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การฟ้องร้องเอาผิดใคร แต่ตรวจสอบให้รู้ว่าความจริงคืออะไร เพื่อนำไปกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำ ในช่วงก่อตั้งคอป.ผมได้ไปพบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายวีระ มุสิกพงษ์ และยังเข้าพบพล.อ.อภิชาติ เพ็ญชาติ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อขอความร่วมมือ ทุกฝ่ายบอกว่ายินดีให้ความร่วมมือทุกอย่าง และบอกว่าจะให้แผนยุทธการวันที่ปฏิบัติการให้เราตรวจสอบได้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว เพราะพล.อ.อภิชาติเกษียณราชการไปก่อน เราไม่ต้องการรู้ว่าใครผิด ต้องการคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น

# กลุ่มคนเสื้อแดงยืนอยู่ในจุดที่ว่าไม่ได้ยิงกันเอง ขณะที่ฝ่ายทหารก็ยืนยันว่าไม่ได้ยิงประชาชน ความจริงที่คอป.ตรวจสอบจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับได้อย่างไร


ข้อมูลของคอป.ไม่ได้บอกว่าใครยิงใคร เราต้องการข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ให้เห็นภาพ สถานการณ์

ที่ผ่านมา นายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็มาพบผมเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกัน ตอนที่ไปเชียงใหม่ เช้าไปพบเสื้อแดง เย็นไปพบเสื้อเหลือง ผ่านการประสานของ อาจารย์มาร์ค ตามไท ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มความรู้สึกเบาลงไปเยอะ เขารู้แล้วว่าความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ จึงปล่อยให้ความขัดแย้งคงอยู่ต่อไปไม่ได้ ธงคำตอบของคอป.และธงคำตอบของทุกคนในชาติ คือ จะทำอย่างไรให้สังคมสงบสุข มีสันติเกิดขึ้น

# ถามหลังจากข้อเสนอเรื่องการให้ประกันตัวได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป

หลังเทศกาลปีใหม่นี้ คอป.จะเดินทางไปพบแนวร่วมนปช.ในจังหวัดลำพูน สกลนคร อุดรธานี อุบลราชธานี มุกดาหาร เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุรุนแรง หากแกนนำนปช.ได้รับการประกันตัว ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกของคนเสื้อแดงดีขึ้น จึงอยากให้ศาลใช้ดุลพินิจ โดยข้อมูลข้อเท็จจริงจะมีผลต่อการพิจารณา หากประชาชนมีข้อมูลเพิ่มเติมส่งให้ศาล ทั้งข้อมูลจากคอป.และฝ่ายผู้ต้องหาอาจเป็นประโยชน์ในการพิจารณา นอกจากนี้ผมอยากทำวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับหน่วยงานความมั่นคง เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญ ถ้าเกิดขึ้นแรงจะเป็นบาดแผลร้าวลึก

จาก "ประชาวิวัฒน์" ถึง "การขึ้นเงินเดือน" เท่ากับ "ดูถูกประชาชน" !!!

ที่มา มติชน



โดย ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

บทบรรณาธิการ เว็บไซต์ www.pub-law.net ที่เขียนโดย ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ฉบับต้อนรับปีใหม่ 2554 ว่าด้วยเรื่อง "ประชาวิวัฒน์" ถึง "การขึ้นเงินเดือน" มีประเด็นน่าสนใจ "มติชนออนไลน์" ขออนุญาตนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่าน ดังนี้


สวัสดีปีใหม่ 2554 ครับ หวังว่าปีใหม่นี้คงมีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาสู่ชีวิตเราทุกคน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยคงรอดพ้นจากเรื่องร้าย ๆ ทั้งหลายทั้งปวงเสียทีครับ !!!

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลนำเสนอคำว่า “ประชาวิวัฒน์” ต่อสังคมไทยซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคืออะไร จะเหมือนหรือต่างจากนโยบาย “ประชานิยม” ที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช เคยทำมาแล้วและถูกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตอนนั้นเป็นฝ่ายค้านโจมตีเรื่องดังกล่าวอย่างมาก รวมไปถึงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารคือรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ออกมาต่อต้านนโยบายประชานิยมอย่างมากด้วยเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไรก็ตาม คงหนีไม่พ้นการแจก แจก และแจกของที่แจกได้ให้กับประชาชน เช่น น้ำฟรี ไฟฟรี ขนส่งมวลชนฟรี เช็คช่วยชาติ ฯลฯ

หนีไม่พ้น “เงา” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

การแจกแบบนี้ไม่ว่าจะทำโดยรัฐบาลใดก็ตามก็คงหนีไม่พ้น “เงา” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปได้ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลนี้ทำไปและกำลังจะทำ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช ยิ่งแจกมากเท่าไร ยิ่งให้มากเท่าไร คนก็ยิ่งพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากขึ้นเท่านั้น ลำบากนะครับเพราะในขณะที่บางคนในรัฐบาลพยายามทำให้ประชาชนลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่กลับมีบางคนที่พยายามโดยไม่รู้ตัวทำให้ชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โผล่ขึ้นมาตลอดเวลา และในบางครั้งก็โผล่ขึ้นมาในลักษณะที่เป็น “ผลร้าย” ต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยครับ

ในบทบรรณาธิการครั้งนี้ ผมคงไม่นำเรื่อง “ประชาวิวัฒน์” มาวิพากษ์วิจารณ์เพราะทำไปก็เสียเวลาเปล่า จริง ๆ แล้วในรัฐบาลก็มีหลายคนที่ดูท่าทางแล้วน่าจะ “มีความรู้” พอจะคิดอะไรที่ “เป็นระบบ” ได้ แต่ทำไมไม่ทราบถึงได้คิดแต่จะ “แจก” แต่เพียงอย่างเดียว ผมเคยตั้งคำถามไปหลายหนแล้วว่า เราจะเอาเงินจำนวนมากมายมหาศาลจากไหนมา “แจก” ประชาชนในลักษณะต่าง ๆ เคยถามมาแล้วตั้งแต่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน


ในตอนต้นของรัฐบาลนี้เคยมีข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีนโยบายด้านสวัสดิการ แต่ทำไมปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวกลับเงียบหายไป ภาษีที่ควรจะเก็บก็ไม่เก็บ การหารายได้เพิ่มขึ้นมาจากที่ทำได้ก็ไม่มี เศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ดี ค่าเงินบาทแข็ง แล้วเราจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำโครงการ “ประชาวิวัฒน์” ครับ เพราะจะหารายได้เพิ่มก็คงลำบากเต็มทน จะตัดงบประมาณกองทัพที่เกินความจำเป็นออกไปก็ไม่กล้า สงสัยก็คงต้อง “บากหน้า” ไปกู้เขามาอีกตามเคย ทิ้งภาระหนี้สินก้อนโตไว้ให้กับลูกหลานไทยในวันข้างหน้าเช่นเดียวกับรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา น่าอายนะครับที่หนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น แถมยังต้องเดินตามรอยเท้าเขาอีก !!!

"ซื้อใจ" กันครบวงจร

นอกเหนือจาก “ประชาวิวัฒน์” ที่รัฐบาลนำเสนอเพื่อ “ซื้อใจ” ประชาชนแล้ว ก็ยังมีเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับบุคลากรภาครัฐอีกจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันด้วย เรียกว่า “ซื้อใจ” กันครบวงจรเลยทีเดียว สงสัยคงใกล้เลือกตั้งแล้วนะครับ !!!

การขึ้นเงินเดือนบุคลากรภาครัฐเป็นสิ่งที่ผมรู้สึก “แย่” เป็นอย่างมากแม้ผมเองจะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลากรภาครัฐที่ได้รับผลดีจากการขึ้นเงินเดือนก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี หากไม่มองสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นหลักก็จะพบว่า การขึ้นเงินเดือนบุคลากรภาครัฐครั้งนี้น่าจะมีแต่ “เสีย” มากกว่าได้นะครับ ลองมาดูกันดีกว่า

เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา คณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจำนวน 9 ฉบับ เกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู จำนวน 5 % โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และใกล้ ๆ กันก็มีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีเสนอให้ปรับเงินเดือนให้แก่องค์กรอิสระและนักการเมือง 14.9% ต่อมาก็มีข่าวว่าจะมีการปรับเงินเดือนให้กับสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในวันที่ 1 มกราคม 2554 และล่าสุด มีข่าวออกมาอีกเช่นกันว่า จะมีการปรับเงินค่าตอบแทนพนักงานสอบสวนย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ไม่ทราบว่าผมตกหล่นเรื่องอะไรไปบ้างหรือเปล่า แต่เท่าที่ได้เสนอให้ดูไปข้างต้นคงเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์ได้ในบทบรรณาธิการครั้งนี้แล้วนะครับ

เหตุเกิดที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

โดยส่วนตัวก่อน ผมคิดอยู่เสมอมาตลอดว่า เงินกับผลงานเป็นสิ่งที่คู่กัน ทำงานมากก็ควรต้องได้เงินมาก เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เหตุเกิดที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นี่เองครับ ในช่วงเวลานั้นมีการพูดกันมากว่า เงินค่าตอบแทนของอาจารย์สอนกฎหมายน้อยกว่าผู้ที่ทำงานด้านกฎหมาย เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หากเงินเดือนน้อย อาจารย์ก็จะหนีไปอยู่ที่อื่นและก็จะหาคนมาเป็นอาจารย์ได้ยาก ถ้าผมจำไม่ผิด ในตอนนั้นมีการคิดกันว่าจะหาเงินมาจ่ายเพิ่มให้กับอาจารย์ที่แสดงความประสงค์จะขอรับ โดยผู้แสดงความประสงค์จะต้องผ่านเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น สอนหนังสือไม่น้อยกว่ากี่หน่วยกิตต่อสัปดาห์ เป็นต้น

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีโอกาสได้คัดค้านอย่างเป็นทางการเพราะผมไม่มีตำแหน่งใด ๆ เลยในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เลยไม่มี “เวที” ที่จะไปพูดคัดค้าน ที่ทำได้ก็คือบ่นกับอาจารย์ผู้ใหญ่บางคนด้วยความเสียใจว่า จริง ๆ แล้ว คนที่จะได้เงินเพิ่มควรต้องทำงาน “พิเศษ” ให้มากกว่างานปกติ เช่นอาจารย์ที่มีหน้าที่สอนหนังสือหากอยากได้เงินเพิ่มก็ควรเขียนหนังสือด้วย เป็นต้น


เพราะในปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมากไม่ค่อยเขียนหนังสือกัน ผมดูเฉพาะด้านนิติศาสตร์แล้วก็พบว่า มีอาจารย์เขียนหนังสือกันน้อยมาก บางคนอยู่จนแก่ยังไม่เคยมีหนังสือที่เป็นตำราทางวิชาการที่สามารถนำมาใช้สอนในวิชาที่ตัวเองรับผิดชอบได้ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ “น่าอาย” เป็นอย่างยิ่งอีกเช่นกันเพราะภารกิจหลักของอาจารย์คือการสอน เวลาว่างที่มีก็ต้องเตรียมสอน คนที่เป็นอาจารย์มาหลายปีก็หมายความว่าต้องมีเวลาว่างที่ใช้สำหรับเตรียมการสอนมาหลายปีเช่นกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่แปลกเพราะมีอาจารย์จำนวนมากที่ไม่มีตำราเป็นของตัวเองเลยสักเล่ม จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง


เพราะฉะนั้น หากเราตั้งธงว่าจะต้องเพิ่มเงินเดือนก็ควรจะต้องเพิ่มให้กับคนที่มีผลงานพิเศษนอกเหนือไปจากการสอน ก็คือ การเขียนตำรา หากต้องหาเงินมาเพิ่มให้กับอาจารย์ประเภทที่ไม่เคยเขียนตำราเพราะกลัวสมองไหล ผมว่าสมองแบบนั้นปล่อยให้ไหลไปดีกว่าครับ เป็นอาจารย์ต้องทำงานด้วยใจ ไม่ใช่คอยดูว่าผู้พิพากษาหรืออัยการได้เงินมากกว่าเราแล้วเราต้องได้ด้วย ถ้าไม่พอใจอาชีพอาจารย์เพราะเงินน้อยก็ไปสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ได้ ถ้าสอบได้นะครับ !!!


เรื่องดังกล่าวผมไม่ทราบว่าลงเอยอย่างไร ในที่สุดแล้วมีการเพิ่มเงินให้กับอาจารย์หรือไม่ก็ไม่ทราบเพราะผมไม่ได้แสดงความประสงค์ในการขอรับเงินเพิ่มเนื่องจากคิดว่าเหมาะสมแล้วและเกณฑ์ในการขอเงินเพิ่มก็ไม่ได้ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาเลยกับสังคมและกับนิสิตครับ

ที่เล่ามาก็เพื่อให้เห็นว่า ทุกอาชีพสนใจที่จะได้เงินเพิ่มกันทั้งนั้น คิดอะไรไม่ออกก็หาเงินเพิ่มให้กับตัวเอง ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 หลายองค์กรก็ล้วนแล้วแต่เจอ “วิบากกรรม” กับการหาช่องทางที่ทำให้ตัวเองได้เงินเพิ่มกันมาแล้วหลายองค์กรด้วยกันครับ

กลับมาเรื่องการขึ้นเงินเดือนของบุคลากรภาครัฐในปัจจุบัน ไม่มีเสียงคัดค้านการขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู หรือถ้ามีก็คงน้อยมากเพราะทราบกันอยู่แล้วว่า ข้าราชการทุกประเภททำงานเต็มเวลา และค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน ๆ แต่ที่มีเสียงคัดค้านกันมากก็คือ การขึ้นเงินเดือนสมาชิกรัฐสภากับองค์การบริหารส่วนตำบลในหลาย ๆ เหตุผลด้วยกัน ลองมาดูความเหมาะสมของการขึ้นเงินเดือนให้กับสมาชิกรัฐสภากันก่อน เป็นที่ทราบกันดีว่าหน้าที่หลักของรัฐสภาคือการผลิตกฎหมาย เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ในการบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาของประเทศและสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสังคม

แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสมัยนิติบัญญัติที่ผ่านมา รัฐสภาเห็นชอบร่างกฎหมายไปเพียง 20 ฉบับ แต่ยังมีร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรอีกเป็นร้อยฉบับ ในจำนวนนั้นมีร่างกฎหมายที่ประชาชนใช้สิทธิในการเสนอร่างกฎหมายตามรัฐธรรมนูญอยู่ 18 ฉบับ ส่วนในวุฒิสภาก็มีร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอยู่เช่นเดียวกันแต่ก็ไม่มาก

ผมคงไม่ต้องพูดถึงเรื่อง“สภาล่ม” ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และคงไม่ต้องพูดถึง “จำนวน” ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมประชุมในแต่ละครั้ง เพราะมีผู้นำเอาข้อมูลเหล่านั้นออกมาเผยแพร่ไปบ้างแล้ว เช่น มี ส.ส.ที่มาลงคะแนนครบทุกคนครั้งจำนวนเพียง 58 คนจากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 474 คน (12.24%) ซึ่งก็เป็นจำนวนที่น้อยมากและอาจจะเรียกได้ว่าน้อยอย่างไม่น่าเป็นไปได้เมื่อเทียบกับ “สถานะ” ขององค์กรที่มีหน้าที่สำคัญที่สุดในประเทศครับ

ปัจจุบัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ค่าตอบแทนมากอยู่แล้ว แถมยังมีเบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล ไปดูงานต่างประเทศก็บ่อย มีผู้ช่วยได้อีกตั้งหลายคน สรุปแล้ว ส.ส. คนหนึ่งประเทศชาติต้องจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนต่อคนต่อเดือนร่วมสองแสนบาท


คำถามก็คือ ยังน้อยอยู่อีกหรือเมื่อเทียบกับทหารหรือตำรวจที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถูกกดดันจากทุก ๆ ทาง หรือกรรมกรที่ทำงานหนักเพื่อแลกกับเงินวันละ 200 กว่าบาท เรื่องนี้ผมคงตอบไม่ได้นอกจากจะนำแนวคิดเดิมที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นเกี่ยวกับการให้เงินตอบแทนพิเศษกับอาจารย์สอนกฎหมายก็คือ ต้องดูผลงานเป็นหลัก อยากได้เงินเพิ่มก็ต้องทำงานเพิ่ม ซึ่งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนั้นบอกตรง ๆ เสียดายเงินภาษีอากรมาก สภาล่มบ่อยครั้ง ส.ส. ขาดประชุมจำนวนมาก กฎหมายออกไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก สำหรับผม แค่ 3 กรณีนี้ก็เป็นเหตุผลที่พอเพียงแล้วที่จะไม่ขึ้นเงินเดือนให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่บังเอิญไม่ใช่ผม วันนี้ ส.ส. ก็เลยมีโอกาสที่จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก 14.9% มากกว่าเงินเดือนที่เพิ่มให้กับข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และครู เกือบ 10% เลยทีเดียวครับ

ผมสงสัยว่า การขึ้นเงินเดือนให้กับ ส.ส. จำนวน 14.9% มีที่มาจากฐานใด เพราะจากสถิติที่นำเสนอไปแล้วคือ ขาดงานบ่อย ผลงานไม่มี ถ้าเป็นลูกจ้างภาคเอกชนคงถูกไล่ออกไปนานแล้วครับ ที่ถูก น่าจะลองดูวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนคนพวกนี้ใหม่ เช่น เงินเดือนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับการทำงานและผลงานที่ออกมา มาประชุมครบ มีการพูดอภิปราย แปรญัตติที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน เป็นต้น ก็ลองเสนอเล่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วครับ

ส่วนการขึ้นเงินเดือนให้กับ อบต. นั้น ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า อบต. เป็นฐานเสียงของนักการเมืองระดับชาติ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบการกระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติ 10 กว่าปีที่ผ่านมาการกระจายอำนาจของเราก็ยังคงล้าหลังอยู่และไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเท่าไรนักทั้ง ๆ ที่เรามีกฎหมายจำนวนมากออกมา “เอื้อ” กับการกระจายอำนาจ และก็เป็นที่น่าแปลกใจที่นับตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศไม่เคยดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้การกระจายอำนาจไปถึงและบรรลุวัตถุประสงค์ของการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง แต่อยู่ดีๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การสมยอมของคณะรัฐมนตรี กลับขึ้นเงินเดือนให้กับ อบต. ที่ต่างคนก็ต่างมีอาชีพของตัวเองอยู่แล้ว


และนอกจากนี้ ก็ยังมีข่าวของการทุจริตคอร์รัปชันระดับท้องถิ่นอยู่มากและก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้อีกเช่นกัน ผมคิดว่าก่อนที่จะคิดขึ้นเงินเดือนควรจะต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ประชาชนในท้องถิ่นได้อะไรบ้างจากการกระจายอำนาจแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ครับ หากสมประโยชน์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกระจายอำนาจ อยากจะขึ้นเงินเดือนเท่าไหร่ก็คงไม่มีใครว่า ไม่ใช่ขึ้นเงินเดือนเพราะนี่คือ “ฐานเสียง” ทางการเมืองครับ นอกจากนี้แล้ว ไม่คิดบ้างหรือไรว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ คือ อบจ. เทศบาล กทม. และเมืองพัทยาก็ควรมีสิทธิได้รับการขึ้นเงินเดือนด้วยเช่นเดียวกับ อบต. ครับ !!!

เสียดายเงินภาษีอากรของประชาชนนะครับที่ต้องเสียไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องและกับคนที่ไม่ได้เรื่องด้วย บ้านเราวันนี้เป็นแบบนี้กันไปหมด คนดี ๆ คนเก่ง ๆ หายไปจากสังคม ปล่อยให้ใครก็ไม่ทราบออกมา “ลอยหน้าลอยตา” กันอยู่เต็มไปหมด แล้วก็ “เรียกร้อง” สิ่งต่าง ๆ จากเรา ทวงบุญทวงคุณว่าเข้ามาทำงานให้ ปัญหาใหญ่ในบ้านเราวันนี้จึงน่าจะอยู่ที่ระบบของการคัดคนเข้ามาทำงานนะครับ ที่ถูกต้องก็คือใครจะเข้ามาทำงานอะไรก็ต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาผลิตกฎหมายให้กับประเทศชาติก็ต้องเป็นผู้มีความรู้ทางวิชาการ ตั้งใจทำงาน ประโยชน์ตอบแทนก็ต้องพอใจรับตามสมควรเช่นเดียวกับผู้ที่ตัดสินใจเข้ามาทำงานในตำแหน่งอื่นๆด้วยที่ควรที่จะต้อง “รู้” ถึงคุณสมบัติเฉพาะของผู้ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนั้น ไม่ใช่มาประชุมแล้วก็ไม่รู้เรื่อง พูดอะไรก็ไม่เข้าใจ ก็เลยไม่เข้าประชุมดีกว่า หนีไปนั่งอยู่ในห้องกาแฟหรือไม่ก็ไปนั่งอยู่ตามหน้าห้องรัฐมนตรียังจะดูมี “อำนาจ” มากกว่า เป็นอย่างนี้สภาถึงได้ล่มบ่อยครั้งครับ

หมอฟันเป็นผู้ผ่าตัดหัวใจ

จริง ๆ อยากจะเขียนเรื่องแนวคิดของการขึ้นเงินเดือนให้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระด้วย แต่เนื่องจากเนื้อที่ไม่พอก็เลยต้องขอติดค้างเอาไว้ก่อน จะขอกล่าวถึงแต่เพียงว่า คุณสมบัติของบุคคลที่เข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติเป็นสิ่งที่เราคงต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังและมากที่สุดสำหรับทุกตำแหน่ง หลาย ๆ คนอาจมองไม่เห็นภาพ ลองพิจารณาดูแพทย์แต่ละประเภทดูก็ได้ครับ เราคงไม่ขอให้หมอฟันเป็นผู้ผ่าตัดหัวใจเป็นแน่ทั้ง ๆ ที่หมอฟันก็เป็นหมอเช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น นักกฎหมายก็มีหลายสาขา แต่ทุกวันนี้ นักกฎหมายที่มาจากสาขาเอกชนกลับเข้ามายึดงานที่ควรจะเป็นหน้าที่ของนักกฎหมายสาขามหาชนไปหมดไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้กระทั่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเองที่ต้องเป็นผู้มีความจัดเจนในด้านกฎหมายมหาชน แต่ในปัจจุบันก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่ามีบางส่วนไม่ใช่นักกฎหมายมหาชนครับ !!!


คงต้องหาสาเหตุกันอย่างจริงจังแล้วว่า มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่ว่าใครก็ตามจะเข้ามาทำได้ นักกฎหมายที่เป็นนักกฎหมายเอกชนมาแต่อ้อนแต่ออก จะมาเปลี่ยนเป็นนักกฎหมายมหาชนในทันทีทันใดคงเป็นไปไม่ได้ แนวคิดต่าง ๆ และความเชี่ยวชาญในการทำงานไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ ครับ

ก็ต้องขอจบเรื่องการขึ้นเงินเดือนเอาไว้แต่เพียงแค่นี้ เพราะเขียนต่อไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น เนื่องจากวิธีการมองต่างกัน อยากจะขอให้หยุดการขึ้นเงินเดือนที่ว่าเอาไว้ก่อนแล้วพิจารณาใหม่ทั้งระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนก็ไม่กล้า เพราะฉะนั้น ก็เลยขอ "ยุส่ง" ไปเลยว่า ถ้าจะให้ครบวงจรและสนุกมากไปกว่านี้ เมื่อรัฐบาลเสนอขึ้นเงินเดือนให้กับนักการเมืองจำนวน 14.9% ก็ควรที่จะเสนอขึ้นเงินเดือนให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลรัฐธรรมนูญด้วยเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาปฏิบัติหน้าที่ได้เด็ดขาดและดีเยี่ยมเหลือเกินครับ

ประชาชนก็จะกลายเป็นคนโง่ที่ถูกรัฐบาลหลอกมา

“ประชาวิวัฒน์” กับ “การขึ้นเงินเดือน” คงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงสำหรับการเป็น “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” เป็นแน่ และก็คงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงสำหรับถ้อยคำที่ว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” เช่นเดียวกัน รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า การดำเนินการทั้งหมดซึ่งใช้เงินภาษีอากรของประชาชนนั้นไม่ได้หวังผลเพื่อ “การเมือง” ในทางที่เป็นคุณกับตนเอง เพราะหากพิสูจน์ไม่ได้ก็หมายความว่า ประชาชนก็จะกลายเป็นคนโง่ที่ถูกรัฐบาลหลอกมาไม่รู้กี่รัฐบาล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียภาษีไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมามากมายนักเพราะถูกนักการเมืองเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยมีประชาชนเป็นข้ออ้าง

ปีใหม่แล้ว ของขวัญที่ประชาชนคนไทยควรได้รับน่าจะเป็นสิ่งที่ดีและเกิดประโยชน์จริงจังกับประชาชนมากกว่าได้แค่ผลพลอยได้ เพราะผลพลอยได้หมายความว่า ต้องมีคนได้ก่อนแล้วประชาชนจึงได้สิ่งที่ตามมาทั้ง ๆ ที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของเงิน ทำกันแบบนี้แล้วจะไม่ให้คิดมากได้อย่างไรครับ !! แทนที่ประชาชนจะได้ของขวัญปีใหม่ที่ดี แทนที่ประเทศชาติจะหลุดพ้นจากปัญหาต่าง ๆ รัฐบาลกลับคิดได้แค่เสนอขึ้นเงินเดือนให้กับ “คนที่ทำงานไม่คุ้มเงินเดือน”

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมตั้งชื่อบทบรรณาธิการครั้งนี้ว่า “ดูถูกประชาชน” ได้อย่างไรครับ !!!

"เทพเทือก"ยอมรับลำบาก ช่วย 7 คนไทย โยนกกต.-ศาล รธน.ชี้ขาดสถานภาพ ส.ส."พนิช"

ที่มา มติชน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คน ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัว เนื่องจากเข้าประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตว่า ไม่ง่ายอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบในข้อเท็จจริง ภาวนาให้ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาคิดถึงจะสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน ภายหลังทั้ง 2 ฝ่ายได้ฟื้นความสัมพันธ์ หลังจากนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศได้พบกัน จึงหวังว่าสมเด็จฯฮุน เซน นายกฯกัมพูชาจะพิจารณาเป็นพิเศษ

ข้อสงสัยเรื่องสถานภาพ ส.ส.ของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกจับว่าจะสิ้นสภาพได้เลยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า คนที่จะตอบข้อสงสัยได้คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ

'ไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้จักคุณเนวิน' วิเชียร ชวลิต

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ




ก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มคลองหลอด ว่าเพราะเป็นเด็กเส้นของ 'เนวิน ชิดชอบ' เบอร์ 1 พรรคภูมิใจไทย ทั้งที่มีอาวุโสอยู่ลำดับท้ายสุด (อันดับ11) อายุราชการเหลืออยู่ถึง 5 ปี ก่อนจะเกษียณราชการในปี 2558 อีกทั้งเคยเป็นรองผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ฐานทางการเมืองหลักของตระกูล'ชิดชอบ'

'วิเชียร ชวลิต' เปิดใจชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ พร้อมกับเปิดเผยถึงนโยบายการทำงาน

แนวทางของกระทรวงต่อจากนี้


ต้องดูว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน งานนโยบาย กระทรวง มีอะไรที่ยังไม่ขับเคลื่อน เหมือนว่าต้องสั่งแล้วถึงทำ กลายเป็นงานตามคำสั่ง อย่างนี้เป็นอันตรายต่อระบบราชการ เพราะงานกระทรวงมหาดไทยหลากหลายมาก ถ้าคนทำงานไม่มีความคิดทำให้งานสำเร็จด้วยตัวเอง งานคงติดขัดและเป็นอุปสรรคเยอะ อย่างบุคลากรระดับคีย์แมนที่สำคัญๆ ในระดับผอ.กอง ผอ.สำนัก สำคัญมาก

อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วง ก็คือระบบงานของกระทรวงกับกรมต่างๆ บางจุดอาจห่างเหินกันไป เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนผู้บริหารเยอะ ต้องจัดระบบให้แข็งแรงกว่านี้

ข้าราชการนิ่งเพราะการเมืองไม่นิ่ง

เป็นบางเรื่องเท่านั้นที่กระทบกับการเมือง แต่เรื่องพื้นฐานอย่างเช่น โครงการงบบูรณาการประจำจังหวัด อันนี้การเมืองไม่ได้อะไรมาก เป็นกลไกที่ต้องติดตามขับเคลื่อน ไม่ต้องอาศัยทิศทางทางการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยตรงอยู่แล้ว

ไม่ทำงานเพราะขาดกำลังใจ

ผมก็ไม่ได้เติบโตด้วยความสำเร็จมาตลอด วันนี้ที่ได้เป็นปลัดกระทรวง ในช่วง หนึ่งอาจเสียใจว่าเติบโตช้า แต่ต้องถามตัวเองว่าอยากทำอยู่ไหม อย่างนายอำเภอ 800 กว่าตำแหน่ง คงไม่มีใครสิ้นหวังว่าไม่ได้เป็นผู้ว่าฯแล้วไม่ทำงาน หรือถึงมีก็น้อย เขามีอุดมการณ์ของเขา มีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องช่วยให้มีโอกาสขับเคลื่อนองค์กร

ตอนผมเป็นนายอำเภอก็อยากเติบโตเร็ว มันก็ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ทำงานเลย

หลายคนงานไม่ทำเอาแต่วิ่งเต้น

ส่วนน้อย ไม่ใช่ทั้งหมด คนส่วนใหญ่ยังมีความสุข เป็นนายอำเภอก็มีความสุขได้ เป็นปลัดจังหวัด เป็นรองผู้ว่าฯ ก็มีความสุขที่ได้ทำงาน

การเมืองมีอิทธิพลแต่งตั้งโยกย้าย

แน่นอน แต่ไม่ใช่เรื่องต้องมาโทษกัน เมื่อเขียนกฎหมายวางระบบโครงสร้างให้รัฐบาลโดยรัฐมนตรีไปดูแลกระทรวงต่างๆ และมีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จ คนขับเคลื่อนก็คือข้าราชการ ดังนั้นถ้าขับเคลื่อน ไม่ได้ ติดขัดตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ก็ย้ายข้าราชการ เขาออกแบบมาอย่างนี้

แต่ถ้าออกแบบว่าการเมืองไม่เกี่ยวกับข้าราชการ มีหน้าที่กำหนดนโยบายเพียวๆ แล้วเป็นหน้าที่ของฝ่ายประจำต้องทำให้สำเร็จ อย่างนี้ก็ไม่ยุ่ง แต่วันนี้สภาพโดยกลไกมันยุ่ง ปลัดกระทรวงบอกว่าการเมืองไม่ควรยุ่ง อ้าว ก็การเมืองเป็นคนตั้งทั้งนั้น รัฐมนตรีเป็นคนเสนอครม. ครม.ก็การเมืองหมด เพราะฉะนั้นมาบอกว่าปลัดกระทรวงกับการเมืองแยกกันโดยเด็ดขาด มันแยกกันได้หรือไม่

นี่คือระบบที่ปฏิเสธไม่ได้

เมื่อแยกกันไม่ได้จึงต้องตอบสนองเรื่องนอกนโยบาย

คนที่เติบโตมาจากระบบราชการ ทุกคนมีจิตวิญญาณ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เอาอะไรมาสวมแล้วก็เต้นไปตามหุ่นเชิด มันเป็นไปไม่ได้ ทั้งผมและคนอื่นๆ ที่เติบโตมาเป็นข้าราชการระดับสูงไม่ใช่ว่าสมองโล่ง ว่างเปล่า จับมาตั้งแล้วก็ไขลาน มันเป็นไปไม่ได้ เขาก็มีจิตวิญญาณในการทำงาน มีความมุ่งหวังตั้งใจ

ถามว่าผมมีอุดมการณ์ไหม ผมก็ต้องมี ไม่งั้นจะเติบโตมาทุกวันนี้ได้ยังไง เพียงแต่คำว่าการเมือง ก็คือการเมืองในเชิงนโยบายที่เขากำหนด แล้วข้าราชการประจำจะสนองได้ขนาดไหน ไม่ใช่ว่าจะมาสนองว่า ทำยังไงพรรคนี้จะได้เสียงกี่เสียง มันนอกระบบ มันก็มีขอบข่าย มีระบบตรวจสอบควบคุมอยู่ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ปลัดกระทรวงจะไปทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ มันไม่ได้

ผมอยากให้พิสูจน์กันว่าเราทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมากน้อยขนาดไหน มากกว่ามากล่าวหากันว่าความใกล้ชิดทางการเมืองแล้วจะทำงานแต่การเมือง ใครที่รู้จักผมพอจะรู้ว่าทำงานอย่างไร ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาอยู่บุรีรัมย์แล้วเป็นปลัดกระทรวง ไปดูประวัติได้ เราทำงานร่วมกันมารู้ฝีไม้ลายมือกันดี

แต่ยังสลัดคำว่า'เด็กเนวิน'ไม่ได้

ทุกคนมีสิทธิ์กล่าวหา แต่ไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้จัก คุณเนวิน ชิดชอบ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยก็รู้จักกันทั้งนั้น การกล่าวหาว่าใครเป็นเด็กคนนั้นคนนี้ก็ทำได้ แต่อยากให้ทุกคนเชื่อว่าตัวตนของนายวิเชียรมี ตัวตนของงานก็มี ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเป็นเด็กคนนั้นคนนี้

ส่วนที่โจมตีว่าผมเป็นรุ่นพี่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรมว.มหาดไทย ขอยืนยันว่า ตอนเรียนผมไม่รู้ว่าคุณศักดิ์สยามจะมาเรียนต่อจากผม แล้วก็ไม่รู้จักกันด้วย

ถูกโจมตีเรื่องอาวุโสน้อย

คำว่าอาวุโสน้อยเป็นคำที่บาดหัวจิตหัวใจ ผมเข้าโรงเรียนนายอำเภอรุ่นที่ 31 เป็นนายอำเภอตอนอายุ 37 ตอนสอบเข้าเป็นปลัดอำเภอ ตามปกติเขาสมัคร 300 คนเอาสัก 250 คน รุ่นผมมีคนมาสมัคร 3 พันคน เอาครึ่งหนึ่ง ก็สอบได้ที่ 1 เพื่อนๆ ที่อบรมรุ่นเดียวกัน ก็รู้ว่าแต่ ละคนว่ามีฝีมือขนาดไหน แต่ละคนไม่ใช่ไม่รู้จักกัน ทำงานมันรู้จักกันมาทั้งนั้น อย่าไปคิดว่าการข้ามชั้นการกระโดดจะเป็นการเอาคนท้ายแถวมาอยู่ข้างหน้า มันไม่มีหรอก ไม่ใช่อยู่ดีๆจะโตมาโดยไม่ได้มีอันดับ

เป็นยุคสิงห์แดง(รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์)ผงาด

มันอยู่ที่สัดส่วนของคนที่เติบโตมา ในแต่ละยุค ไม่ใช่ว่าผมมาเป็นปลัดกระ ทรวงแล้วจะชี้เอาเพื่อนสิงห์แดงคนนั้นคนนี้มา มันเป็นไปไม่ได้ คนโตมาตามลำดับ ก็เป็นยุคๆ บางยุคก็บอกว่ามีแต่สิงห์ดำเป็นผู้ใหญ่หมดเลย มันก็เป็นจังหวะยุคที่เติบโตมาพร้อมกัน

การเลือกคนใกล้ชิดทำงานตำแหน่งสำคัญ

ถ้าจะบอกไม่เลือกก็เหมือนโกหกกัน แต่ว่าเลือกเฉพาะตำแหน่งที่จำเป็น งานจะได้เดินได้ ไม่ใช่เลือกทุกคน อย่างหน้าห้องผมไปเลือกคนที่ไม่รู้จักเลย แล้วต้องไปนั่งอธิบายว่าต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ มันก็ไม่ต้องทำงานกัน มีเฉพาะบางตำแหน่ง อย่างคนเป็นอธิบดี ก็ต้องเลือกเลขานุการกรม เพราะเป็นคนสนิทที่จะเข้าใจ

ข้าราชการกังวลการล้างบาง

ต้องย้อนไปดูว่าตอนผมเป็นผู้ว่าฯ หรืออยู่ในกรม ไปล้างบางใครไหม มันไม่มี ผมใช้คนที่มีอยู่ให้มีคุณภาพ ไม่ใช่ว่าฉันต้องเอาทีมของฉัน แต่หากตรงไหนมันขับเคลื่อนไม่ได้แล้วเป็นงานสำคัญ ก็ต้องปรับเปลี่ยน

รัฐบาลใหม่มากังวลหรือไม่

ลึกๆ ทุกคนก็กังวลทั้งนั้น แต่เป็นเรื่องหนทางข้างหน้าที่เราเข้าใจและรับสภาพ ตำแหน่งที่อยู่สูงเป็นธรรมดาที่จะถูกกระทบได้ง่าย แต่คงไม่มาบั่นทอนความตั้งใจของเรา เคยมีผู้ใหญ่สอนว่าเวลาทำงาน สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคืออย่ากลัวถูกย้าย ถ้ากลัวก็ไม่ต้องทำอะไร กลายเป็นยกการ์ดสูงอย่างเดียว คนทำน้อยผิดน้อย ทำมากผิดมาก ถ้ายกการ์ดสูงเอาปลอดภัย ความสำเร็จของงานก็มีได้ยาก

ผมถือหลักว่าไม่กลัวถูกย้าย มาถึงขั้นนี้แล้วไม่เห็นต้องกลัวอะไร ไม่ได้ท้าทายใคร แต่ไม่รู้จะกลัวไปเพื่ออะไร

ทำในสิ่งที่มุ่งหวังให้สำเร็จดีกว่า

ไม่เท่าเทียม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




รัฐบาลประกาศไปแล้วแผนปฏิรูปประเทศไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุยฟุ้งว่าเป็นของขวัญปีใหม่ 2554 ให้คนไทยทุกคน

ประเด็นหลักๆ การปฏิรูปก็มี 4 หัวข้อ คือ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกระบวนการยุติธรรม

เน้นสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ความซื่อสัตย์สุจริต

บอกด้วยว่าจะนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ นำสังคมกลับเข้าสู่ความสุขอย่างยั่งยืน

เป็นนโยบายที่สวยหรูตามแบบฉบับพรรคประชาธิปัตย์ จริงๆ

แต่เอาเข้าจริงๆ แค่ประเด็น"สร้างความเท่าเทียมกัน"

รัฐบาลชุดนี้ก็สอบตกไปแล้ว


ตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมา ความเท่าเทียมกันเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้เลย

ถ้านายอภิสิทธิ์ต้องการชูเรื่องนี้

ประการแรกเลยต้องคืนความเป็นธรรมกับนักโทษเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ยังถูกจองจำคุก

ต้องปล่อยผู้บริสุทธิ์ออกจากเรือนจำก่อน

ไม่ควรจำกัดคนเสื้อแดงเป็นพลเมืองชั้น 2 อยู่แบบนี้

ความเท่าเทียมกันยังรวมไปถึงคดีความต่างๆของคนเสื้อแดง

ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยมองว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ถูกกระทำเลย

ไม่เคยให้ความสนใจคดี 91 ศพเหยื่อสลายม็อบ

กลับมองว่า 91 ศพและผู้บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคนเป็นศัตรูเสียด้วยซ้ำ

คดีความของคนเสื้อแดงเป็นผู้ต้องหาก็เร่งรัด คาดคั้น เอาเป็นเอาตาย

ต่างกับคดีม็อบเหลืองราวฟ้ากับดิน

ตอกย้ำ 2 มาตรฐานและไม่เท่าเทียมจริงๆ

อีกประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ชูไว้ในนโยบายปฏิรูปประเทศคือเรื่องซื่อสัตย์สุจริต

ตรงนี้ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มเช่นกัน

ตัวอย่างง่ายๆ โพลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักในช่วงปลายปี 2553

พากันตีแผ่การคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชุดนี้กันถ้วนหน้า

เริ่มที่ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศที่ขอนแก่น

ระบุรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีการคอร์รัปชั่นมากสุดรอบ 3 ปีทีเดียว !

ภาคธุรกิจเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้นักการเมืองและข้าราชการเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ของรายรับ

โพลยังระบุด้วยว่ารัฐบาลสอบตกในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชั่น สังคม การศึกษา

ยังมีผลสำรวจเอแบคโพลที่ระบุว่าร้อยละ 90.1 เชื่อว่ามีข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐยังคงทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ที่สำคัญผลสำรวจการทุจริตมากกว่าเพิ่มสูงขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548

หรือก่อนการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 !

ฉะนั้น การปฏิรูปประเทศไทยของนายอภิสิทธิ์จะไม่ประสบ ความสำเร็จได้เลย

ถ้ายังปล่อยให้เกิดความไม่เท่าเทียม

ยังปล่อยให้คอร์รัปชั่นกันอยู่แบบนี้

คลิปพนิช-พูดชัด มาร์ครู้ดี โทร.ขณะเดินข้ามแดน

ที่มา ข่าวสด



วีระก็รู้จะถูกจับ คุยลั่นในคลิป เทือกรับหนักใจ รุกล้ำเขมรจริง




คลิปมัด - คลิปวิดีโอช่วงที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ และคณะเดินทางข้ามชายแดนเข้าไปฝั่งกัมพูชาแล้ว และยังโทร.ถึงผู้ช่วยส.ส.ให้แจ้งเลขาฯนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามข่าว

คลิป'พนิชเข้าเขมร' ว่อนเน็ต ทั้งภาพ-เสียง มัดแน่น เดินคุยมือถือ พูดเองข้ามเข้าฝั่งเขมร แล้ว สั่งปลายสายอย่าบอกใครเพราะนายกฯรู้คนเดียว 'เทือก' หนักใจคลิปมีผลต่อรูปคดีทำให้เสียเปรียบ ยังไม่ได้ต่อสาย 'ฮุนเซน' ขอดูท่าทีฝ่ายเขมรก่อน ด้านเมียพนิชบินกลับถึงไทยหลังได้เยี่ยมสามีในเรือนจำ ยังต้องลุ้นจะได้ประกันตัววันนี้หรือไม่ 'มาร์ค' เพิ่งขยับนำหารือครม. กกต.นัดถกคำสั่งศาลคดี 'พนิช' ว่าต้องทำผิดในหรือนอกราชอาณาจักรถึงจะพ้นสภาพส.ส. 'สุพล' เชื่อปล่อยข่าวยุบสภาเดือนพ.ค. คาดยุบจริง 1 เดือนก่อนรัฐบาลครบวาระ เมินโดดเดี่ยวเพื่อไทย ตั้งเป้า 270 ที่นั่งหวังตั้งรัฐบาลพรรคเดียว โวมี 5 แคนดิเดตนายกฯ ยุบเมื่อไหร่เปิดตัวทันที



-เผยคลิป'มาร์ค'รู้'พนิช'รุกเขมร

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ "เฟซบุ๊กและยูทูบ" มีผู้นำคลิปวิดีโอบันทึกภาพเหตุ การณ์ช่วงที่คณะของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัป ชั่นและภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหาร เดินทางจากฝั่งไทยข้ามไปยังเขตแดนกัมพูชาจนเป็นเหตุให้ถูกทหารกัมพูชาจับกุม ออกมาโพสต์เผยแพร่และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

คลิปดังกล่าวมีความยาว 1.35 นาที โดยขณะที่นายพนิช เดินข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาได้โทรศัพท์ไปหาบุคคลชื่อ คิว เพื่อตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือว่าใช้การได้หรือไม่ จากนั้นนายพนิช พูดกับบุคคลชื่อ คิว(นายอิทธิศักดิ์ สังขมัย ผู้ช่วยส.ส.ของนายพนิช) ว่า "ฮัลโหลคิวเหรอ ได้ยินชัดมั้ย เดี๋ยวเผื่อสัญญาณขาด โทร.ไปบอกสมเกียรติ (ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวนายกฯ) เลขาท่านนายกฯหน่อย เออ..เดี๋ยวเราจะคุยกับนายกฯเอง แต่ไม่เป็นไร บอกสมเกียรติ บอกว่าเราข้ามมาที่เขตกัมพูชาแล้ว เดี๋ยวถ้าเกิดมีอะไรจะได้ประสานเข้าไปหา บอกเขาหน่อย เพราะว่านี่เราเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาแล้ว แต่อย่าให้ใครรู้ เพราะมีนายกฯ รู้อยู่คนเดียว"



-วีระก็รู้เดี๋ยวจะถูกจับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีคลิปวิดีโอคณะของนายพนิชและนายวีระเผยแพร่ออกมาทาง เว็บไซต์เฟซบุ๊กและยูทูบอีกครั้ง มีความยาวมากกว่าเดิม และภาพในคลิปบางส่วนเป็นเหตุการณ์ก่อนที่นายพนิชจะโทรศัพท์หาบุคคลชื่อ "คิว" โดยช่วงก่อนเดินเท้าเข้าไปยังฝั่งกัมพูชา นายวีระซึ่งถือกล้องวิดีโออยู่ในมือได้บอกกับนายพนิชว่า พื้นที่ข้างหน้าแต่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวไทยเก่า แต่ปัจจุบันถ้าเราเข้าไปในพื้นที่ส่วนนี้ เดี๋ยวก็จะถูกกัมพูชาจับกุม

ทั้งนี้ คณะของนายพนิชและนายวีระที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมเมื่อ 29 ธ.ค.2553 มีทั้งหมด 7 คน รวมถึงร.ต.แซมดิน เลิศบุศต์ หัวหน้าการ์ดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสายสันติอโศก ก่อนเกิดเหตุ กลุ่มนายพนิชเดินข้ามจากชายแดนบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ. สระแก้ว เข้าไปยังฝั่งกัมพูชาเพื่อตรวจสอบปัญหาพื้นที่ทับซ้อน นอกจากนั้นจุดที่นายพนิชถูกจับกุมยังเป็นจุดเดียวกับที่นายวีระ เคยโดนทหารกัมพูชาจับกุมมาแล้วครั้งหนึ่ง

อ่านรายละเอียดต่อคลิ้ก ข่าวสด