WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 6, 2011

หมาป่ากับลูกแกะ:ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

ประสานใจรวมพลังคนเสื้อแดง(ตาสว่างทั้งแผ่­นดิน)
ณ วเทีปราศรัยวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ จ.นนทบุรี
วันที่ 29 ธันวาคม 2553


มาดูสื่อต่างประเทศพูดถึงเรื่องคลิปนายพนิช

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

จากคุณ : Springfield


นี่ยังไม่นับสื่อของกัมพูชาเอง ที่ลงข่าวคลิปนายพนิชกันอย่างแพร่หลาย
หาดูได้ง่ายๆในยูทู้บ มีทั้งคลิปที่มีความยาว 4 นาที และ 1 นาทีครึ่ง
พร้อมซับไตเติ้ลแปลคำพูดของนายพนิชให้เสร็จสรรพ

อันนี้จากหนังสือพิมพ์ทูเดย์ ของสิงคโปร์
http://www.todayonline.com/World/EDC110105-0000215/MP-was-sent-to-inspect-disputed-border--Abhisit



Thais protesting yesterday against the Cambodian detentions. REUTERS

MP was sent to inspect disputed border: Abhisit


BANGKOK - Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva
yesterday said he had sent Democrat MP Panich
Vikritseth to inspect the disputed border between
Thailand and Cambodia last week, before the lawmaker
and six other Thais were arrested by the Cambodian
authorities.

He explained during his weekly Cabinet meeting that,
although he knew Mr Panich would go to a border area,
he did not know where exactly, said a government
spokesman.

The seven Thais have been charged with trespassing
into Cambodian territory and intruding into a military
zone on Dec 29.

Thailand said it will now wait for a Cambodian court to
give its verdict before holding talks with its neighbour to
bring the group home.

Some 150 Thai activists rallied yesterday against
Cambodia in Aranyaprathet, near the Thai-Cambodia
border. Waving the national flag and banners, they
demanded the group's release.

Thailand had initially planned a defence that the seven
had strayed unintentionally into Cambodia but a video
has surfaced that adds controversy to the case by
showing Mr Panich telling someone on the phone to tell
an aide of the Prime Minister that he was on
Cambodian territory, Agencies


ใจความของข่าวคือ นาย(ก)อภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า
ตนเองได้สั่งให้นายพนิชไปตรวจสอบบริเวณพรมแดนจริง
ส่วนโฆษกปนาธาน เอ้ย ปณิธาน ออกมา แถ-ลง ต่อว่า
นาย(ก)อภิสิทธิ์ รู้ว่านายพนิชไปชายแดนจริง
แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนแน่ชัด (อ่านถึงตรงนี้ ขอฮาสักหน่อยครับ)

ข่าวกล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลไทยจะรอคำตัดสินของศาลกัมพูชา
ก่อนที่จะเริ่มเจรจากับฝ่ายกัมพูชาเพื่อนำคนทั้งหมดกลับประเทศ

ในขณะที่พันธมิตรฯประมาณ 150 คน
ประท้วงกัมพูชาบริเวณพรมแดนอำเภออรัญประเทศ ให้ปล่อยตัวคนไทยทั้ง 7 คน

ย่อหน้าสุดท้ายของข่าวนี้ (ขึดเส้นใต้) น่าสนใจครับ
ข่าวบอกว่า ในตอนแรกรัฐบาลไทยเตรียมการที่จะแก้ข้อกล่าวหาของคนไทยทั้ง 7 คน
โดยอ้างว่า เดินรุกล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชาโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่ก็มีหลักฐานจากคลิปวิดีโอดังกล่าว
ที่ขัดแย้งกับข้ออ้างได้ถูกเปิดเผยออกมา
บันทึกเหตุการณ์นายพนิชขณะโทรศัพท์แจ้งให้เลขาตนเองไปรายงาน
เลขานาย(ก)อภิสิทธิ์ให้ทราบว่า ตนเองได้เดินเข้าเขตกัมพูชาแล้ว

อืม ... อ่านแล้วไม่ทราบว่ารู้สึกหน้าชากันบ้างหรือเปล่าครับ xxx13

ประเทศไทยโชคดี ... ได้พวกศรีธนญชัยหน้ามึนครองเมือง


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P10097940/P10097940.html

คนเสื้อแดงต้องพยายามเงี่ยหูฟังข่าวมาจากศาลอาญาระหว่างประเทศ จะมีรายละเอียดให้...

ที่มา thaifreenews

โดย namome

สหายต๋าคำ

อย่าปล่อยวาง ละทิ้ง ช่วยเตือนสติกันไว้ ใกล้เข้ามาแล้ว
รายงานเบื้องต้นของการกระทำที่อาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในราชอาณาจักรไทย
เป็นเรื่องราวรายงานคำฟ้อง โดย สำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟ์ ในนามของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(UDD)และบุคคลอื่น

ได้ยื่นไปให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ(ICC:International Criminal Court)เกี่ยวพันผูกโยงไปถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(International Covenant onCivil and Political Rights - ICCPR) ได้ถูกยื่นเสนอไปยังศาลโลก ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์เกินแปดอาทิตย์มาหลายวันแล้ว

ฉะนั้น คนเสื้อแดงต้องพยายามตื่นตัว กระหายใคร่อยากได้ข่าวสารพยายามเงี่ยหูฟัง ข่าวมาจากศาลอาญาระหว่างประเทศ จะมีรายละเอียดให้เกิดรูปคดีในการฟ้องร้อง เรื่องราวในเหตุการณ์ระหว่าง 10เมษา-19พฤษภาอำมหิต ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ถูกกระทำคือคนเสื้อแดงและคนอื่นๆนั้น จะยอมรับคำฟ้องของทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมมั้ย

แต่ต้องมาฉงนใจและสงสัย ทำไมยังต้องการพยานหลักฐานด้านบุคคลเพิ่มขึ้นเข้ามาอีก จะเตรียมตัวไว้เป็นดาบสองในเรื่องพยานบุคคลไว้เสริมให้คดีมีความสมบูรณ์และแจ่มแจ้งแดงแจ๋ ไม่ต้องการให้ฝ่ายจำเลยดิ้นไม่หลุดในสำนวนคำฟ้องนั้นหรือเช่นไร…

นี่เป็นรายละเอียดที่มาของพยานบุคคลที่จะต้องขอเพิ่มเติมในวันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม 54 นี้ ที่หน้าร้านแมคโดนัลอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์เวลา (ก่อนเคลื่อนพล)บ่าย 3 โมงและหน้าร้านแมคโดนัล (หลังเคลื่อนพล) WTC ราชประสงค์ ใครที่เห็นเหตุการณ์ในวันดังกล่าว จะไปให้ปากคำการเป็นพยาน และจะถือไว้เป็นความลับ...ตกลงปลงใจยังไง..กรุณาติดต่อกันเอง

ที่มา http://robertamsterdam.com/thai/?cat=7
และ
ที่มา http://www.statelessperson.com/www/?q=node/1371
และ
ที่มา http://learners.in.th/blog/tuckakao/256253
และ
ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/www.internet...-8039.html

ทักษิณเมินช่วย7คนไทย

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นพดลซัดรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ
ตั้งคำถาม3ข้อฝากนายกฯ ทำไมไม่รีบต่อสายถึงฮุนเซนหลังถูกจับ


นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง
การแก้ปัญหาของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือ 7 คนไทย
ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมข้อหารุกล้ำดินแดนกัมพูชา
ขณะลงพื้นที่ตรวจสอบหลักเขตแดนที่ชายแดนจ.สระแก้วว่า
การทำงานของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือล่าช้า
เพราะควรรีบให้การช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มแรกที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ชายแดน
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีควรโทรศัพท์
เจรจากับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาทันที
ที่คนไทยถูกควบคุมตัว แต่กลับปล่อยให้ถูกควบคุมตัวไปที่กรุงพนมเปญ
ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก

นายนพดลยังได้ขอตั้งคำถามฝากนายกฯ 3 ข้อ คือ
1.นายกฯรู้หรือไม่ว่า นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ รุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

2.นายกฯเป็นคนสั่งการให้นายพนิชไปสำรวจพื้นที่ พอถูกจับขึ้นมา
เหตุใดจึงไม่รีบต่อสายคุยกับสมเด็จฮุนเซ็นทันที

3.นายกฯมีวิธีช่วยคนไทยทั้ง 7 คนอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร
นอกจากการโยนให้กระทรวงต่างประเทศจัดการ


นายนพดลกล่าวว่า ได้มีโอกาสคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา
พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว โดยเห็นว่า
เป็นเรื่องของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไม่อยากเข้าไปก้าวล่วงงานของรัฐบาล
เพราะเชื่อว่า นายกฯและนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
มีความรู้ ความสามารถ
และบอกว่า ความสัมพันธ์ของไทย-กัมพูชาดีขึ้นแล้ว
จึงน่าจะช่วยเหลือได้ ดังนั้นขอเอาใจช่วยให้รัฐบาลแก้ปัญหาสำเร็จ.



http://www.posttoday.com/ข่าว/การเมือง/67844/ทักษิณเมินช่วย7คนไทย

4ส.รวมพลัง-วัดแจ้งศิริสัมพันธ์ (มีรูปพี่เซียไทยรัฐ ตัวจริง-เสียงจริง)

ที่มา thaifreenews

โดย namome

เก็บตกงาน 4ส.รวมพลัง-วัดแจ้งศิริสัมพันธ์-29-12-53

prainn

พักหายเหนื่อย สัญญาณใช้ได้ ก็ขอเริ่มงานเลย
ภาพงาน 4ส.รวมพลัง-วัดแจ้งศิริสัมพันธ์ จ.นนทบุรี
เมือวันที่ 29-12-53





พี่เซียไทยรัฐ ตัวจริง-เสียงจริง


ภาพทั้งหมด>>>http://picasaweb.google.com/108313507613...8/4291253#

http://www.internetfreedom.us/thread-7952.html


4ส.รวมพลัง-วัดแจ้งศิริสัมพันธ์ จ.นนทบุรี
เมื่อวันที่ 30-12-53

ภาพทั้งหมด>>>http://picasaweb.google.com/108313507613...8/4301253#

http://www.internetfreedom.us/thread-7956.html

แม่ลูกจันทร์ ไทยรัฐ แฉ แก้ รธน.“สูตร 375+125”เพิ่มเก้าอี้“ปชป.”สกัดพรรคคู่แข่ง

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

ขอ“เบิ้ล”อีกเทอม


หลังจากเปิดโอกาสให้ ส.ส-ส.ว.อภิปรายน้ำลายแตกฟองมา 2วันเต็มๆ วันนี้ (25 พ.ย.) เป็นวันโหวตชี้ชะตาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับติดต่อกัน

การลงมติจะใช้วิธีขานชื่อ ส.ส.-ส.ว. ทีละคนให้ออกเสียงอย่างเปิดเผยจนครบ 620 คน

กว่าจะขานชื่อ ส.ส. ส.ว. ลงมติครบ 4 ฉบับ คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง

โดยจะโหวตเรียงตามลำดับเริ่มจาก ฉบับ คปพร. หรือ "ฉบับหมอเหวง" ซึ่งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจ็ดหมื่นหนึ่งพันคน เข้าชื่อเสนอแก้ไขให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ทุกมาตรา

หวยล็อกออกมาแล้วว่าเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.-ส.ว. จะไม่รับหลักการ

ต่อมาก็จะเป็นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นที่เสนอโดย ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 102 คน หรือที่เรียกสั้นๆว่า "ฉบับบรรหาร-เนวิน" ซึ่งเสนอแก้มาตรา 190 เกี่ยวกับการทำสัญญาข้อตกลงกับต่างประเทศ และแก้ไขกติกาเลือกตั้ง ส.ส. จากระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ กลับไปเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 400 เขต 400 คน

"แม่ลูกจันทร์" คาดว่าผลการลงมติจะออกมาตามใบสั่ง คือไม่ผ่านความเห็นชอบตามฟอร์ม

ทีนี้ก็เหลือญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีก 2 ฉบับ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีมีนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโต้โผนำแสดง

ญัตติแรก เสนอแก้ไขมาตรา 190 เกี่ยวกับการทำสัญญากับต่างประเทศ รัฐบาลไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาทุกกรณี

ส่วนญัตติที่ 2 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญคือ ขอแก้กติกาเลือกตั้ง ส.ส. จากระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ กลับไปใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว

โดยให้ลดจำนวน ส.ส.เขต จาก 400 คน ให้เหลือ 375 คน

ยกเลิกระบบ ส.ส.สัดส่วนกลุ่มจังหวัด กลับมาใช้ระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ บัญชีเดียว

แต่มีรายการหมกเม็ดเพิ่มจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 80 คน เป็น 125 คน

"แม่ลูกจันทร์" ฟันธงว่าญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลทั้ง 2 ฉบับ จะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาอย่างแหงแซะแบเบอร์

หรือได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง หรือเกิน 310 คน ตามกติกา

โดยจะมีเสียง ส.ส.รัฐบาลโหวตเห็นชอบเต็มอัตราศึก 270 คน และจะได้เสียง ส.ว.ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลอีก 60 ถึง 70 คน

หมายฟามว่าเสียงสนับสนุนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับของรัฐบาลจะได้เสียง 330 หรือ 340 เสียง จากทั้งหมด 620 เสียงแน่นอน!!

สรุปว่ายุทธการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐบาลเพื่อประโยชน์รัฐบาลผ่านสะดวกโยธิน

ทีนี้ก็มาถึงเบื้องหลังการถ่ายทำ

เพื่อตอบคำถามว่าเหตุใด "นายกฯอภิสิทธิ์" ถึงต้องรีบเร่งแก้กติกาเลือกตั้งอย่างอุตลุดชุลมุน

เหตุที่ต้องเร่งแก้ไขกติกาเลือกตั้ง ส.ส.ก็เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลได้เปรียบพรรคเพื่อไทย ในศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป 3 ประการคือ...

1, ระบบเขตใหญ่ทำให้พรรคเพื่อไทยกวาดเก้าอี้ ส.ส.ได้เป็นกอบเป็นกำ ถ้าแก้กติกากลับมาเป็นเขตเล็ก จะเปิดช่องให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเบียดแทรกง่ายขึ้นกว่าเดิม

2, การลดจำนวน ส.ส.เขต จาก 400 คน ให้เหลือ 375 คน ทำให้โควตา ส.ส.ภาคอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของพรรคเพื่อไทยลดลงไปเกือบ 20 คน

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้ ส.ส.มากกว่าพรรคเพื่อไทย

3, การเพิ่มจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 80 คน เป็น 125 คน ทำให้พรรคขนาดกลางๆ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้ส่วนแบ่งโควตา ส.ส.มากขึ้นอีกพอสมควร

นี่คือเหตุผลที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" ต้องกลืนน้ำลายตัวเองขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ถามประชามติประชาชน เพื่อจะกลับมาเป็นนายกฯเบิ้ลอีก 1 เทอม

เนี่ย...มันเป็นซะอย่างนี้แหละ ท่านประธาน.


แม่ลูกจันทร์



(ที่มา ไทยรัฐ , 25 พ.ย.2553)

มติชน รายงาน“ปชป.”ยันต้อง“สูตร375+125” เตือนพรรคร่วมอย่าหวังได้ดั่งใจทุกอย่าง

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“ปชป.”ยันต้อง“สูตร375+125” เตือนพรรคร่วม เป็นไปไม่ได้ที่จะได้ดั่งใจทุกอย่าง


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นจำนวนและที่มา ส.ส.ที่บางคนแปรญัตติให้กลับไปใช้สัดส่วน ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์สูตร 400+100 แทนที่จะเป็น 375+125 ตามร่างเดิมที่เสนอต่อรัฐสภานั้น ปชป.ยืนยันว่า หากใช้สูตร 400+100 ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคร่วมที่รัฐสภาคว่ำไปแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาภายหลังได้ โดยคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญโควต้า ปชป.ได้ประชุมกัน และยืนยันว่าต้องใช้สูตร 375+125 เท่านั้น

"การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นตัววัดใจสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะได้ดั่งใจทุกอย่าง อาจต้องได้อย่างเสียอย่าง จึงอยากให้รักษาหลักการ เพื่อความถูกต้อง"นายเทพไทกล่าว


(ที่มา มติชน ,3 มกราคม 2554)

คลิปแถลงข่าว นปช อิมฯชั้น 5 วันที่ 5ม.ค. 2554

ที่มา thaifreenews

โดย namome

บังสุกุล

http://ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/norporchor05-01-11.wmv


http://www.thaivoice.org/board/index.php?topic=72.0

คำขวัญวันเด็กกับประเด็นคุณธรรม และจิตสาธารณะแบบ “จิ๋วเรนเจอร์”

ที่มา ประชาไท

วันเด็กปีนี้มาพร้อมกับประเด็นย้อนแย้งที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิเช่น กรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีต้นตอมาจากขบวนการปลุกชาตินิยมของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเฟสใหม่? ) ซึ่งเมื่อหันมามองบ้านเราพบว่ายังมีเด็กข้ามพรมแดนมาจากปะเทศกัมพูชา ไม่ว่าจะมากับครอบครัวแรงงานข้ามชาติหรือมาทำอาชีพขอทาน ที่พวกเขายังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะตกเป็น “เหยื่อ” ของสถานการณ์การเมืองที่ “ผู้ใหญ่ไทยหัวใจรักชาติ” จุดชนวนไว้เมื่อไร
รวมถึงประเด็นความพยายามฝึกเด็กอายุไม่กี่ขวบให้เป็นบอดี้การ์ดนายกในนามหน่วย “จิ๋วเรนเจอร์” ที่มีการฝึกระเบียบวินัยแบบทหาร-ตำรวจ เพื่อภารกิจรักษาความมั่นคงฉบับจิ๋ว รอกระชับพื้นที่ความปลอดภัยให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศในวันเด็กที่จะถึง -- แต่เหรียญอีกด้านคือลูกหลาน “คนเสื้อแดง” ที่พ่อแม่ลุงป้าน้าอาของพวกเขาพึ่งเสียเลือดเสียเนื้อปะทะกับทหารเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ผู้เขียนเห็นว่าเด็กไทยต้องข้ามพ้นขอบเขตจำกัดของพรมแดนกรอบคิดเรื่องรัฐชาติ และเด็กก็ไม่สมควรถูกปลูกฝังให้ยอมรับความรุนแรงและอำนาจนิยม เช่นการนำเด็กเข้าไปเล่นอาวุธสงครามในค่ายทหาร หรือการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ให้กับนายก แบบหน่วยรบพิเศษจิ๋วเรนเจอร์นี้
ประวัติวันเด็กแห่งชาติ
งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 ตามคำเชิญชวนของ นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ และรัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน โดยกำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
กำเนิดคำขวัญวันเด็กแบบจอมพล ป.พิบูลสงคราม-จอมพลสฤษดิ์ สิ้นชีวิต
คำขวัญวันเด็ก เป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจอมพล ป. ได้ให้คำขวัญวันเด็กปีนั้นว่า “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม” และต่อมาได้กำเนิดเพลงหน้าที่ของเด็ก (เด็กเอ๋ยเด็กดี)
จนกระทั่งวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจโค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ให้คุณค่าความสำคัญของเด็ก จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคติเตือนใจสำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ (ก่อนถึงวันเด็กแห่งชาติ) นายกรัฐมนตรีสมัยต่อมา จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ช่วงเวลาของยุคการพัฒนาตามอเมริกา ในพ.ศ. 2502-2506 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งคำขวัญวันเด็ก คือ “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า” และปีต่อๆมา ก็จะเพิ่มเติมต่อท้ายคำขวัญเปลี่ยนจากรักความก้าวหน้า เป็นจงเป็นเด็กที่รักความสะอาด และต่อมาจงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย จนถึงจงเป็นเด็กที่ประหยัด ในท้ายที่สุดของปี 2506 คือ จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด แล้วต่อมาวาระสุดท้ายของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าด้วยโรคไตพิการเรื้อรัง รวมอายุได้ 55 ปี และจอมพลสฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่เสียชีวิตลงในขณะที่ดำรงตำแหน่ง
หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมแล้วทายาท ทั้งหลายต่างก็เริ่มวิวาทแก่งแย่งทรัพย์มรดกมหาศาลของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 บุตรทั้ง 7 คนของจอมพลสฤษดิ์ได้ฟ้องท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ที่พยายามจะตัดสิทธิในส่วนแบ่งอันถูกต้องของทายาท เนื่องจากเป็นเรื่องอื้อฉาวมาก ประชาชนจึงต่างให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งในคดีนี้และสื่อมวลชนก็ยกให้เป็นคดีที่อื้อฉาวที่สุดในเมืองไทย โดยการที่ประชาชนให้ความสนใจในการพิจารณาคดีนี้ จึงเป็นการบังคับให้รัฐบาลจอมพลถนอมต้องเข้าแทรกแซงและสอบสวนเบื้องหลังความมั่งคั่งของจอมพลสฤษดิ์ นั่นเป็นสิ่งที่แสดงถึงความขัดแย้งอย่างชัดเจน ที่เราไม่อาจเอาตัวแบบอย่างเรื่องประหยัด จากยุคสมัยของพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการได้ สำหรับเด็กๆ คำขวัญเป็นโวหารจอมปลอมจากนายกฯ เมื่อความจริงปรากฏขึ้นมาว่า บทเรียนของการคอรัปชั่นโดยทหาร เป็นส่วนหนึ่งระบบราชการ และส่วนหนึ่งของการนำเสนอคำขวัญให้เด็ก คือ จงเป็นเด็กที่ประหยัด และจงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด ทำให้เราเห็นว่า ขยันคอรัปชั่นรวยเร็วกว่าประหยัด โดยบทเรียนทางประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม บทเรียนดังกล่าว ทำให้เราเข้าใจไม่มีคำขวัญ ที่เป็น “คุณธรรม” หรือ “ชาติ” ในคำขวัญ แต่ว่ายุคสมัยลัทธิทหารชาตินิยม ก็เป็นแบบของจอมพลสฤษดิ์ โดยดูได้จากการเปลี่ยนวันสำคัญของชาติไทยจาก 24 มิถุนานั่นเอง และมิติมุมมองหนึ่งของยุคที่ไทยเราแพ้คดีเขาพระวิหารแล้วยังมารับรู้ เห็นความจริงในทีหลังเรื่องคอรัปชั่น เพราะเราอยู่ในยุคที่ถูกปิดหูปิดตามาก่อนหน้าที่จอมพลสฤษดิ์จะตาย จึงได้ถูกเปิดเผยความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงได้ชัดเจน
งดจัดงานวันเด็ก ในสมัยจอมพลถนอม และการกลับมากำเนิดคำขวัญวันเด็กกับชาติไทยโดยรัฐบาลทหาร
พ.ศ. 2507 จอมพล ถนอม กิตติขจร ไม่มีคำขวัญ เนื่องจากงดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ
พ.ศ. 2508 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
พ.ศ. 2509 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี
พ.ศ. 2510 จอมพล ถนอม กิตติขจร อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย
พ.ศ. 2511 จอมพล ถนอม กิตติขจร ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง
พ.ศ. 2512 จอมพล ถนอม กิตติขจร รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
พ.ศ. 2513 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ
พ.ศ. 2515 จอมพล ถนอม กิตติขจร เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
พ.ศ. 2516 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
ทั้งนี้ กรณีคำขวัญเป็นตัวอย่างของการเปรียบเทียบให้เข้าใจการกำเนิดของเด็กกับชาตินิยมโดยทหาร ในพ.ศ. 2510 จอมพล ถนอม กิตติขจร อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย เป็นต้นมา ก็มีความสำคัญเด็กกับชาติไทย ที่มีต่อมา คือ คำขวัญที่คล้องจองจำง่าย ถึงเด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญนี่เป็นบทสะท้อนของการสร้างพรมแดนของเด็ก ให้อยู่ในความทรงจำของเด็กไทย ที่เห็นได้อย่างชัดเจน
หลัง 14 ตุลา 2516 กับกำเนิดคำขวัญวันเด็กว่า คุณธรรมในยุคสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม และหลังรัฐประหาร 2534
พ.ศ. 2517 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ สามัคคีคือพลัง
พ.ศ. 2518 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี
พ.ศ. 2519 หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้
พ.ศ. 2520 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
พ.ศ. 2521 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
พ.ศ. 2522 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
พ.ศ. 2523 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2524 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
พ.ศ. 2525 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2526 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม
พ.ศ. 2527 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา
พ.ศ. 2528 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
พ.ศ. 2529 (-2531) พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลัง 14 ตุลา 2516 เป็นต้นมา ซึ่งเราสามารถพิจารณาคำขวัญจากการลำดับของยุคสมัยของรัฐบาลต่างๆ จนเห็นได้ว่า รัฐบาลพลเอกเปรม ในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบนั้น มีคำว่า “คุณธรรม” เกิดขึ้นมาเป็นองค์ประกอบของการสร้างเด็กไทยในชาติ จนกระทั่งต่อมา รัฐบาลชาติชาย จากมีคำว่า “คุณธรรม” กลายเป็นไม่มีคำว่าคุณธรรมในยุคหลังรัฐประหาร แล้วเกิดเหตุพฤษภาทมิฬ เป็นต้น แล้วการกลับมาของคำว่า “คุณธรรม” และไม่มีคำว่าคุณธรรมในยุคประชาธิปไตยในสมัยรัฐบาลชวน คือ ช่วงปี 2543-44 จนกระทั่ง รัฐบาลทักษิณก็ไม่มีคำว่า “คุณธรรม” ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป
พ.ศ. 2532 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2533 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2534 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา
พ.ศ. 2535 นายอานันท์ ปันยารชุน สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
พ.ศ. 2536 นายชวน หลีกภัย ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2537 นายชวน หลีกภัย ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2538 นายชวน หลีกภัย สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2539 นายบรรหาร ศิลปอาชา มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
พ.ศ. 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด
พ.ศ. 2541 นายชวน หลีกภัย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
พ.ศ. 2542 นายชวน หลีกภัย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
พ.ศ. 2543 นายชวน หลีกภัย มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ. 2544 นายชวน หลีกภัย มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ. 2545 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
พ.ศ. 2546 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
พ.ศ. 2547 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน
พ.ศ. 2548 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
พ.ศ. 2549 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด
วิเคราะห์ความสัมพันธ์การเมืองหลังรัฐประหาร 2549 กับคำขวัญเชิดชูคุณธรรมจากวันเด็ก-ทักษิณ และจิ๋วเรนเจอร์
เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารโดยทหาร จึงน่าสนใจต่อการวิเคราะห์คำขวัญ หมายถึง ถ้อยคำ ข้อความ คำคล้องจอง หรือบทกลอนสั้นๆ เพื่อให้จำได้ง่าย ถ้อยคำหรือข้อความ ที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ แสดงอุดมคติ หรือเป้าหมายของกิจกรรมวันเด็ก และการวิเคราะห์คำว่า คุณธรรม ที่มีความหมายตามพจนานุกรม คุณธรรม [คุนนะ-] น. สภาพคุณงามความดี. และสื่อสัญลักษณ์ถึงความดี ทั้งด้านศาสนา และมุมมอง โดยพื้นฐานของมนุษย์เชื่อมโยงกับคุณธรรม เป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่ามาตรฐานของคุณธรรม ในสังคมไทย จะต้องตรวจสอบ ไม่ให้คุณธรรมตก อยู่ภายใต้ความเชื่อโดยไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ ซึ่งสะท้อนภาพความเป็นไปในสังคมแต่ละยุคสมัยไม่น้อย [1] ดังคำขวัญต่อไปนี้
พ.ศ. 2550 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
พ.ศ. 2551 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
พ.ศ. 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
พ.ศ. 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
ฉะนั้นจากตัวอย่างของการเปรียบเทียบของคำขวัญในยุคจอมพลป.จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม และพลเอกเปรม ถึงรัฐประหาร 2549 จึงมีความน่าสนใจ โดยผู้เขียนขอนำเสนอมุมมองลำดับเวลากล่าวอย่างย่อๆ ว่า เกิดรัฐประหารโดยทหาร ซึ่งมาจากพลเอก สนธิ บุญยรัตนกลิน เป็นคนที่ทักษิณ คิดว่าจะช่วยปรับโครงสร้างทางทหาร และสนธิ ช่วยแก้ปัญหาภาคใต้ กลับกลายเป็นโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ในวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้วรัฐบาลออกแบบทำนิยายรัฐธรรมนูญ 2550 เหมือนนิยาย [2] และคำขวัญยังเหมือนเรื่องหลอกเด็กในเรื่องคุณธรรมก็เป็นการโกหก และถ้าเราสนับสนุนบทบาทการเล่นเป็นบทบาททหารตามงานวันเด็ก อาวุธ และเกมส์ ที่ทำให้เด็กเสพย์ติดเชื่อง่ายๆ ก็จะเป็นเรื่องที่ทำร้ายเด็ก
ทั้งนี้จากปีที่ผ่านมา คือ 2553 ก็นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้เชิดชูคำขวัญ คือ เชิดชูคุณธรรม เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันเด็ก เพื่อไม่ให้รับอิทธิพลของเทคโนโลยีเร็วเกินไป ขณะที่ฝ่ายของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งสมัคร และสมชาย ไม่มีโอกาสให้คำขวัญวันเด็ก แต่ในปีที่แล้วนั้น (2553) ทักษิณก็ได้ส่งมอบคำขวัญวันเด็ก คือ อนาคตจะสดใส ต้องใฝ่เรียนรู้เทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นคำขวัญวันเด็กจากนายกนอกทำเนียบคนแรก
ในปี 2554 ที่จะถึงนี้ผู้เขียนหวังว่าเราจะต้องสร้างอนาคตเด็กไทยให้ข้ามพ้นเรื่องชาตินิยมให้ได้ ในท่ามกลางกระแสเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ กรณีพรมแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการส่งเสริม “รัฐทหาร” ที่สะท้อนจากการจัดงานกิจกรรมวันเด็ก จับเด็กมาแต่งตัวเป็นทหาร และสวมหมวกให้จิ๋วเรนเจอร์ เป็นตำรวจเด็ก [3] โดยรัฐบาลทหารแบบอภิสิทธิ์ในขณะนี้
ต้องเปลี่ยนทัศนคติของเด็ก ไม่ใช่นำพาเด็กโดยสร้างการครอบงำสวมหมวกให้เด็ก ภายใต้คำขวัญ "รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ" ซึ่งหากจะจับผิดคำขวัญนี้ดีๆ การปลูกฝัง “มีจิตสาธารณะ” ของนายอภิสิทธิ์นั้นคือเพียงการจับเด็กมาใส่ชุดทหารเพื่อนำมาเป็น รปภ. ให้แก่นายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยต้องการให้ทุกคนไม่เว้นว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ (สลิ่มทั้งหลาย) หลงลืมบทพิสูจน์ การหาความจริง หาความเป็นธรรมให้กับผู้ตาย ผู้ติดคุก ที่เขาอาจจะมีลูกหลาน .. แต่กระนั้นวันเด็กในปีนี้พวกเขาก็ไม่มีโอกาสจะพาลูกหลานไปเฉลิมฉลองงานวันเด็กได้เหมือนครอบครัวอื่นๆ
อ้างอิง
[1] บัญญัติ คำนูณวัฒน์ เล่าสู่กันฟัง-มีอะไรในคำขวัญวันเด็กนสพ.คมชัดลึก วันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2553
[2] อรรคพล สาตุ้ม ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย
http://www.prachatai.com/journal/2010/12/32184
[3] เปิดจิ๋วเรนเจอร์ตร.คุ้มกันมาร์ควันเด็ก นสพ.คมชัดลึกวันอังคารที่ 4 มกราคม 2554

ปีเก่า : “ปีแห่งความล่มสลาย ของการเคารพหลักการและคุณค่าของชีวิตคน”

ที่มา ประชาไท

ช่วงธันวาคนจนถึงสิ้นปี 2553 (คร่อมมาถึง 2 ม.ค.54) ผมมีงานที่จำเป็นต้องสะสางให้เสร็จ จนแทบไม่มีเวลาติดตามข่าวสารอะไรเลย ไม่รู้ว่าปีที่เพิ่งผ่านไป เขาจัดลำดับข่าวเด่น หรือบุคคลแห่งปีอะไรยังไงกันบ้าง
แต่สำหรับผมแล้ว ปี 2553 คือ ปีแห่งความล่มสลายของการเคารพหลักการและคุณค่าของชีวิตคน อันที่จริงการเคารพหลักการมันพังแล้วตั้งแต่มีมวลชนออกมาเรียกร้องรัฐประหารและเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ต่อจากนั้นมาเราก็ได้เห็นการเหยียบย่ำหลักการ จนกระทั่งนำมาสู่การล่มสลายของการเคารพชีวิตคนเมื่อเกิดเหตุการณ์ฆ่าประชาชนช่วง เมษา-พฤษภา 53
ปรากฏการณ์แห่ง การไม่เคารพชีวิตคน ไม่ใช่แค่เพียงด้วยการประณาม กล่าวหา และล้อมปราบประชาชน (รถถัง อาวุธหนัก-เบา กำลังพล 50,000 คน งบประมาณมหาศาล เตรียมพร้อมเพื่อจัดการกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง การเลือกตั้ง นี่คือสรรพกำลังที่ยิ่งกว่าเตรียมไว้ปราบ อริราชศัตรู) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ ฆ่าซ้ำ ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า พวกเสื้อแดงมันฆ่ากันเอง (แต่จนป่านนี้ก็ไม่มีการพิสูจน์ให้คนว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเองตายกี่คน ถูกทหารฆ่ากี่คน)
ซ้ำร้ายคนเสื้อแดงที่ตกเป็น นักโทษการเมือง ร่วม 400 คน ก็ได้กลายเป็น นักโทษการเมืองที่ถูกขังลืม ไปแล้ว เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธข้อเสนอของ นายคณิต ณ นคร ให้ปล่อยตัวชั่วคราว
พูดให้ตรงที่สุดคือ ชีวิตคนที่ไม่ถูกเคารพก็คือ ชีวิตคนเสื้อแดง เท่านั้น ที่ไม่จับคนเสื้อเหลืองมาขังคุกด้วยข้อหาก่อการร้ายนั้นถูกแล้วนะครับ เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิทางการเมืองแม้จะ ล้ำเส้น ไปบ้าง มันก็ยังสรุปไม่ได้หรอกว่าพวกเขาเป็น ผู้ก่อการร้าย ฉะนั้นที่ไม่เอาคนเสื้อเหลืองมาขังคุกด้วยข้อหาก่อการร้ายนั้นถูกต้องแล้ว
แต่ทำไมไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องเดียวกันนี้กับคนเสื้อแดงบ้าง!?
ที่จริงแล้วการเคารพคุณค่าของชีวิตคน ขึ้นอยู่กับทัศนะต่อ ความเป็นคน อย่างแยกไม่ออก และทัศนะต่อ ความเป็นคน มันก็ขึ้นอยู่กับวัฒนนธรรมทางความคิดของระบบการเมืองการปกครองของชนชาตินั้นๆ เป็นหลัก คำถามคือระบบการปกครองของเราเป็นระบบที่เคารพความเป็นคนหรือไม่ ปัญหานี้ดูเหมือน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จะอธิบายตรงๆ อย่างนี้ว่า
ปัจจุบันเราเรียกระบอบการปกครอง หรือ form of government ของเราว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ควรจะเรียกอีกแบบหนึ่งคือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีคณะรัฐมนตรีบริหารราชการ ...เป็นรูปแบบที่จงใจจะจำกัดความหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะในเชิงสังคมวัฒนธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทว่าเป็นการจำกัดความหลากหลายในระดับที่ผมเรียกว่า ระดับ existentialist เป็นความหลากหลายในเชิงความเป็นตัวตนของมนุษย์ ใน existential activity หรือ existential diversity โดยพื้นฐานแล้วความเป็นมนุษย์เราคืออะไร ในความคิดผมสิ่งที่เป็นหัวใจของมนุษย์เลยคือ freedom คือ เสรีภาพ ...ถ้ามนุษย์ไม่สามารถจะคิดอะไรที่อยากจะคิดได้ ไม่สามารถที่จะพูดอะไรในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดได้ ก็ไม่ใช่มนุษย์แล้ว ฉะนั้น โดยระบอบการปกครองแบบนี้ เนื้อแท้ของมันออกแบบให้จำกัด existence ของเรา [1]
ถ้า หัวใจ หรือ แก่นสาร (essence) ของมนุษย์ คือ เสรีภาพ ก็หมายความว่าความงอกงามในทุกมิติของชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากการมีเสรีภาพ ฉะนั้น การเคารพคุณค่าชีวิตก็คือการเคารพเสรีภาพ
ระบบการปกครองใดก็ตามถ้าไม่เคารพเสรีภาพก็เท่ากับระบบการปกครองนั้นไม่เคารพคุณค่าของชีวิตมนุษย์โดยพื้นฐานเลยทีเดียว โดยระบบเช่นนี้เมื่อประชาชนออกมาเรียกร้องเสรีภาพในการปกครองตนเอง พวกเขาจึงถูกฆ่า หรือถูกจับขังคุกเสมือนว่าชีวิตของพวกเขาเป็นสิ่งไร้ค่า
และการที่สังคมนี้ดูเหมือนไม่แคร์ต่อการเหยียบย่ำคุณค่าของชีวิตคน ก็สะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองการปกครองของสังคมนี้โดยตัวมันเองแล้วไม่ใช่ระบบที่เคารพเสรีภาพหรือคุณค่าของชีวิตคนอยู่แล้ว ระบบแบบนี้มันจึงไม่เคยปลูกฝังให้ประชาชน รักเสรีภาพ มากกว่า รักตัวบุคคล
แต่ยังมีมุมมองที่ต่างออกไปว่า แม้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอาจมีปัญหาเรื่อง ความเป็นอิสระทางศีลธรรม แต่ก็แก้ได้โดยที่พระมหากษัตริย์ทรงให้โอกาสพลเมืองไตร่ตรองตัดสินเรื่องต่างๆ เชิงบรรทัดฐานซึ่งเกี่ยวกับวิธีอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่ครอบงำในเรื่องเฉพาะแต่ละเรื่อง แต่ให้แต่ละคนคิดในกรอบใหญ่ของศาสนาหรือระบบจริยธรรมของตน ทว่าแง่ดีของระบบดังกล่าวนี้คือ คุณค่าเฉพาะ ที่เรามีไม่เหมือนใคร ได้แก่ การที่องค์พระมหากษัตริย์สามารถเป็นจุดส่งต่อความห่วงใยจากพลเมืองคนหนึ่งไปสู่พลเมืองอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน การที่พลเมืองรักองค์พระมหากษัตริย์ และการที่พระมหากษัตริย์ห่วงใยพลเมืองทุกคนในลักษณะที่ทำให้พลเมืองทราบอย่างชัดเจน คุณค่าพิเศษของระบอบนี้สามารถนำไปสู่สังคมที่คนในทุกส่วนของสังคมมองส่วนอื่นเป็นพวกเดียวกัน และต้องการให้มีชีวิตที่สงบสุขเช่นเดียวกันหมด คำขวัญที่ตรงกับประเด็นนี้ คือ รักในหลวง ร่วมกันห่วงใยเพื่อนร่วมชาติ แต่คุณค่าพิเศษดังกล่าวนี้อยู่ในรูปของ ศักยภาพ ที่จะทำให้เกิดสภาพที่พึงปรารถนาที่ว่านั้น ซึ่งการที่ศักยภาพจะกลายเป็น สภาวะจริง ย่อมขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขสำคัญ คือ พระมหากษัตริย์ต้องทรงประพฤติธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร [2]
ปัญหาคือ ถ้าเราจะพิสูจน์ความเป็นจริงของ เงื่อนไขสำคัญ ดังกล่าวเราจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไร? เพราะตามปกติเวลาที่เราจะพิสูจน์ว่าอะไรจริง (หรือเท็จ) เงื่อนไขที่จำเป็นเลยคือเราต้องมี เสรีภาพ ในการตั้งคำถาม ซักไซ้ไล่เรียง วิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดให้ตรงคือเราต้องมีอำนาจตรวจสอบที่มีกฎหมายรับรอง แต่ภายใต้ระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จารีตทางวัฒนธรรมและกฎหมายไม่อนุญาตให้ประชาชนทำเช่นนั้นได้ เช่น ประชาชนไม่สามารถที่จะอ้างอิงพระราชสัตยาธิษฐานของรัชกาลที่ 7 ที่มีสาระสำคัญว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงทศพิธราชธรรมและมีหน้าที่รักษารัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย [3] มาตรวจสอบพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ว่า ทรงปฏิบัติหน้าที่รักษารัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแสดงถึงการทรงมีหรือไม่มีทศพิธราชธรรมข้อที่ 4 (อาชวะ-ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง) และข้อ 10 (อวิโรธนะ-มิปฏิบัติคลาดจากธรรม) [4] ด้วย เป็นต้น
สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องกลับไปหา เสรีภาพ และเราพบว่า ปี 2553 เป็นปีแห่งการล่มสลายของการเคารพ หลักเสรีภาพ (the principle of freedom) ใช่หรือไม่!? และนั่นจึงนำมาซึ่งการล่มสลายของการเคารพคุณค่าชีวิตคน เกิดปรากฏการณ์เชียร์ให้ฆ่า ฆ่าแล้วยัง ฆ่าซ้ำ และยังมีความชอบธรรมในการครอบครองอำนาจรัฐต่อไป เพราะรัฐของเราเป็นรัฐซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้เคารพเสรีภาพหรือคุณค่าชีวิตคนใช่หรือไม่!?
แต่ถึงสุดแล้วหากเราต้องการปกป้อง ความเป็นคน เราก็ไม่อาจปฏิเสธที่จะปกป้องเสรีภาพได้ เพราะนี่คือการยืนยันความเป็นมนุษย์ ดังที่ ป๋วย อึ้งภากรณ์ เขียนไว้ว่า
...เสรีภาพเป็นเนื้อดิน อากาศ และปุ๋ย ที่จะทำให้พฤกษชาติแห่งความคิดเจริญเติบใหญ่ขึ้นได้ และเมื่อความคิดนำไปสู่อุดมคติ อุดมคติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลในสังคมสามารถใช้ความคิดอย่างเสรี ปราศจากพันธนาการของจารีตประเพณี หรืออีกนัยหนึ่ง เราต้องสนับสนุนให้มนุษย์แต่ละคนใช้ความคิดอย่างมีเสรีภาพ ชนิดที่ไม่ต้องพึงหวาดหวั่นว่าจะเป็นความคิดนอกลู่นอกทาง นั่นแหละจึงจะเป็นการสนับสนุนอุดมคติให้ถือกำเนิดได้ (ตัวหนาเน้นโดยผู้เขียน) แม่น้ำลำห้วยยังเปลี่ยนแนวเดิมได้ สมองมนุษย์อันประเสริฐจะแหวกแนวบ้างมิได้หรือ ในเมื่อไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม... [5]
คำถามในปีใหม่คือ เราจะจมปรักอยู่กับความล่มสลายเช่นนี้ต่อไป หรือจะต่อสู้เพื่อทวงคืนความเป็นคนให้แก่ตัวเองและอนุชนในอนาคต!
อ้างอิง
[1] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล.ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมจริง: เงื่อนไขของการยอมรับความหลากหลาย.ใน เกษม เพ็ญภินันท์ (บรรณาธิการ) ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์” (กรุงเทพฯ: วิภาษา,2552).หน้า33-34.
[2] ดู มารค ตามไท.การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข.ใน สันติสุข โสภณสิริ (บรรณาธิการ). วิถีสังคมไท: สรรนิพนธ์ทางวิชาการเนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์ ชุดที่ 2 ความคิดทางการเมืองการปกครอง” (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2544) หน้า 40-42.
[3] ดู สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. สาร’ (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึงในหลวง เมื่อปี 2516.(http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32177.(12/27/2553).
[4] ดู พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต).ธรรมนูญชีวิต: พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม.(พิมพ์ครั้งที่ 14).(กรุงเทพฯ: กองทุนอริยมรรค,2545),หน้า 27-28.
[5] อ้างใน ปกป้อง จันวิทย์ (บรรณาธิการ).20 ปี ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ้งภากรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.(กรุงเทพฯ:openbooks,2550).หน้า 21.