WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 6, 2011

นปช.แดงทั้งแผ่นดินกับโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2553

ที่มา ประชาไท

เมื่อวานนี้ (5 มกราคม 2554) อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ และแกนนำรักษาการณ์ของ "นปช แดงทั้งแผ่นดิน" ตัดสินใจที่จะนำเนื้อหาในโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2553 มาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยการยื่นหนังสือถึงรัฐบาลให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ เปรม ติณสูลานนท์, อานันท์ ปัญญารชุน และสิทธิ เศวตศิลา ที่ในโทรเลขวิกิลีกส์ฉบับดังกล่าว ได้พูดคุยอภิปรายเกียวกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (และความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับทักษิณ) โดยแกนนำ นปช ได้อ้างว่า การพูดคุยในลักษณะดังกล่าว "เป็นการหมิ่นเหม่ต่อการทำลายสถาบันเบื้องสูงของเรา" (นาทีที่ 3:54 ในวิดีโอคลิป)



ผม ยืนยันมาโดยตลอดว่า ข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เป็นข้อหาที่ไม่ชอบธรรม ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยอย่างถึงราก ไม่ว่ากรณีใด ไม่สมควรที่ผู้ที่อ้างว่ารักเสรีภาพประชาธิปไตย จะสนับสนุนให้ดำเนินการทางกฎหมายกับใครทั้งสิ้นในข้อหานี้ เพราะจะเท่ากับเป็นการตอกย้ำให้การใช้ข้อหาที่ผิดนี้ มีความ "ชอบธรรม" ยิ่งขึ้น ไม่ว่าคนที่เกี่ยวข้องจะเป็นใคร (สนธิ ลิ้มทองกุล หรือ เปรม ติณสูลานนท์)

เฉพาะ ในกรณีโทรเลขวิกิลีกส์นี้ สิ่งที่ควรจะเคลื่อนไหว คือการชี้ให้เห็นลักษณะไม่ถูกต้อง ของการที่บุคคลในแวดวง "ชนชั้นสูง" อย่าง เปรม, อานันท์, สิทธิ สามารถอภิปรายปัญหาสถาบันกษัตริย์ได้อย่างตรงไปตรงมา แม้่กระทั่งกับตัวแทนรัฐบาลต่างประเทศ แต่ต่อสาธารณะ บุคคลเหล่านี้ กลับปกป้อง "วาทกรรม" เรื่อง "ความจงรักภักดี" และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อปิดปากประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง โทรเลขวิกิลีกส์ ได้เปิดโปงให้ลักษณะ "ปากว่าตาขยิบ" "หน้าไหว้หลังหลอก" และความเป็น "อภิสิทธิชน" ของบุคคลในแวดวงชนชั้นสูงเหล่านี้

ประเด็นสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ความจริงเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนทุกคนควรต้องมีสิทธิและเสรีภาพที่จะอภิปรายได้อย่างตรงไปตรงมา นี่คือสิ่งที่ นปช ที่ต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ควรนำมา "ไฮไลต์" (ทำให้เด่นชัด) ในเรื่องทีเกี่ยวกับโทรเลขวิกิลีกส์นี้ ไม่ใช่ไปผลิตซ้ำ ข้อกล่าวหาเรื่อง "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

ในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ แกนนำ นปช ได้พูดหลายตอนที่ ไม่ถูกต้องเลย (นอกเหนือจากประโยคที่ผมยกมาในย่อหน้าแรก เรื่อง "ทำลายสถาบันเบื้องสูงของเรา") เช่น นาทีที่ 6:30 อ.ธิดา กล่าวว่า

"การ ที่วิกิลีกส์ และ นสพ.การ์เดี้ยน ได้เผยแพร่ข้อความ อันอาจจะทำให้เกิดปัญหาของประเทศชาติ แต่การทีรัฐบาลและผู้กุมกลไกอำนาจรัฐในสังคมไทย อยู่เฉยๆกับข้อมูลของวิกิลีกส์ ในขณะที่มันเผยแพร่ไปทั่วโลก อันนี้เนี่ย มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ..."

ผมฟังแล้วก็งงว่า "การเผยแพร่ข้อความ" ของวิกิลีกส์-เดอะการ์เดี้ยน "ทำให้เกิดปัญหาของประเทศชาติ" ได้อย่างไร?

อ.ธิดา ได้กล่าวต่อไปถึงเรื่อง "คนที่ทำผิด ไม่ว่าอยู่ในฐานะสูงส่งใดๆ จำต้องรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำ" นี่เป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่ในฐานะขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก่อนอื่นต้องดูว่ากฎหมายที่กำลังใช้อยู่เป็นกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรม ขัดกับหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้ากฎหมายนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะที่ขัดอย่างถึงรากเช่นกฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" นี้ สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่สนับสนุนให้ยิ่งมีการใช้กฎหมายนั้นเพิ่มขึ้น แต่ควรเรียกร้องให้ยุติการใช้กฎหมายนั้นหรือเลิกกฎหมายนั้นมากกว่า ลองเปรียบเทียบกับการใช้ พรก.ฉุกเฉิน เล่นงานคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงควรที่จะสนับสนุนให้เพิ่มการใช้กฎหมายนี้ยิ่งขึ้นหรือ?

โดยเฉพาะกรณีกฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" นี้ อ.ธิดา ย่อมทราบดีว่ามีความสำคัญต่ออนาคตของประชาธิปไตยไทยเพียงใด และย่อมทราบว่าที่ผ่านมากฎหมายนี้ถูกใช้เล่นงานคนเสื้อแดงอย่างหนักเพียงใด แทนที่ อ.ธิดากับคณะ จะเรียกร้องให้ยุติการใช้กฎหมายนี้เล่นงานคนเสื้อแดงและประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทั่วไป (ซึ่งน่าเสียดายว่า นปช. กระแสหลักไม่เคยทำเลย) กลับมาส่งเสริมการใช้กฎหมายนี้เพิ่มขึ้น คำพูดอย่างประโยคที่ยกมาข้างต้น เรื่อง "หมิ่นเหม่ต่อการทำลายสถาบันเบื้องสูงของเรา" ที่ อ.ธิดาและคณะใช้ในการแถลงข่าวนั้น เป็น "วาทกรรม" ประเภทเดียวกับที่กำลังใช้เล่นงานคนเสื้อแดงและประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ทั่วไปในตอนนี้ และจะยังคงใช้ต่อๆไปอีก เหตุใด อ.ธิดาและคณะจะมาส่งเสริม "วาทกรรม" ประเภทนี้อีกเล่า?

อ.ธิดา กล่าวว่า (นาทีที่ 7:40)

"คน เสื้อแดงต่างหากทีต้องการให้ประเทศนี้มีความมันคงจริงๆ ไม่ใช่ความมั่นคงหลอกๆแบบทีเป็นอยู่ ก็คือไม่ยอมรับความจริงใดๆทั้งสิ้น ความจริง คือยุทธวิธีและอาวุธของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงจึงมีหน้าที่ ทีจะต้องเปิดเผยความจริง ในทุกกรณี เพื่อทีให้ประเทศนี้ เป็นสังคมทีปกติสุขได้ ไม่ใช่ปิดบังความจริงอย่างทีเป็นมา"

การ ที่ อ.ธิดาเรียกร้องให้ใช้กฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" นี้ จะถือเป็นการทำ "หน้าที่" ในการ "เปิดเผยความจริง" ได้อย่างไรครับ? กฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ที่ อ.ธิดากำลังเรียกร้องให้ใช้นี้ ไมใช่กฎหมายที่ "ปิดบังความจริง" ที่สำคัญที่สุดหรือ?

หมายเหตุ:อ่านรายงานการแถลงข่าวของ นปช ได้ที่

นปช.ประกาศชุมนุมใหญ่ 9 ม.ค. จี้มาร์คเอาผิด 3 บุคคลสำคัญ ก้าวล่วงสถาบัน

สด ศาลเขมร วีระเจออีกข้อหา จารกรรมความลับทหาร สุเทพแถช่วย๗ไทย

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน

ที่มา thaifreenews

โดย lungyuth ramindra

อ่านพบเรื่องสั้นๆที่ผู้เขียนลงท้ายไว้ว่า เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปันก็ขอทำตามนั้น

กับดักผีเสื้อ
Posted 04 January 2011 - 02:22 PM

........................................................

J .....เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน..... J

เด็กตาบอดคนหนึ่งนั่งที่ขั้นบันไดของตึกโดยมีหมวกวางหงายไว้ข้างๆ
มีป้ายเขียนไว้ข้างตัวว่า “ผมตาบอด กรุณาช่วยด้วย” มีเหรียญเพียงสองสามอันในหมวก
ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาหยิบเงินสองสามเหรียญจากกระเป๋าแล้วหย่อนลงในหมวก เขาหยิบป้ายข้างเด็กตาบอดมาเขียนที่ด้านหลัง แล้ววางลงที่เดิม เพื่อให้คนเดินผ่านได้เห็นข้อความใหม่บนป้าย

ในไม่ช้า...หมวกก็เต็ม ผู้คนมากมายให้เงินแก่เด็กตาบอด บ่ายวันนั้นชายที่เขียนป้ายให้ใหม่กลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กชายจำเสียงฝีเท้าเขาได้ก็ถามขึ้นว่า “คุณใช่คนที่เขียนป้ายให้ผมใหม่เมื่อเช้าใช่ไหมครับ” “คุณเขียนว่าอะไรครับ”
ชายคนนั้นพูดว่า “ฉันแค่เขียนความจริง ฉันเขียนสิ่งที่เธอพูดแต่เขียนด้วยคำพูดที่แตกต่าง”
ฉันเขียนว่า “วันนี้ช่างเป็นวันที่สวยงาม แต่ผมไม่สามารถชื่นชมมันได้”
ทั้งสองข้อความบอกกล่าวผู้คนว่าเด็กชายนั้นตาบอด ทว่าข้อความแรกเพียงบอกธรรมดาว่าเด็กชายตาบอด ในขณะที่ข้อความหลังบอกผู้คนว่าพวกเขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ตาไม่บอด แปลกใจไหมที่ข้อความหลังให้ผลดีกว่า

ข้อสอนใจจากเรื่องนี้ จงขอบคุณในสิ่งที่คุณมี ขอให้มีความคิดสร้างสรรค์ ปฏิรูปจิตใจของคุณ และคิดแตกต่างในแง่บวก
ยามเมื่อชีวิตมีเหตุผลเป็นร้อยให้คุณอยากร้องไห้ จงทำให้ชีวิตดูว่ามีเหตุผลเป็นพันให้คุณยิ้มได้ เผชิญหน้ากับอดีตโดยไม่สลดใจ จัดการกับปัจจุบันอย่างมั่นใจ เตรียมการเพื่ออนาคตโดยไม่หวาดกลัว มีศรัทธาและโยนความหวาดหวั่นทิ้งไป
สิ่งที่งดงามที่สุดคือการได้เห็นคนยิ้มแย้ม และยิ่งงดงามกว่านั้นที่ได้รู้ว่าเราเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น
ถ้าคุณชอบ ก็ขอให้แบ่งปันเรื่องนี้
b376052a

สุนัยเผยไม่มีลับลมคมนัยทัวร์ตาสว่างกลางอเมริกา แต่ว่ามีประเด็นที่พูดในเมืองไทยไม่ค่อยสะดวก

ที่มา Thai E-News


ตาสว่างกลางอเมริกา-พี่น้องชาวไทยในอเมริกาจัดกิจกรรมเสวนาตาสว่างกลางอเมริกาในหลายเมืองหลายรัฐ คือ นิวยอร์ก ,ชิคาโก้,ฟลอริด้า,ดัลลัส,ลอสแอนเจลีส และ ลาสเวกัส ระหว่าง 8-25 มกราคม บรรยากาศต้องการเปลี่ยนแปลงมาตุภูมิไปเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเต็มไปด้วยความคึกคัก



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีกำหนดการเดินทางไปพบคนไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา ในการบรรยายเรื่อง “ ทางออกวิกฤตการเมืองไทยกับบทบาทของคนไทยในต่างแดน ” ในวันที่ 6 ม.ค. 54 นี้เป็นต้นไป ถึงราววันที่ 25 มกราคม โดยระบุว่าการเดินทางไปครั้งนี้ไม่ได้ไปในนามพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเรื่องของคนไทยในสหรัฐอเมริกาที่เชิญตนไป

ซึ่งตอนแรกจะไปแบบเงียบๆ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยประจำสหรัฐอเมริกาก็โทรศัพท์ไปสอบถามผู้ที่เชิญตนว่า มีอะไรรับลมคมในหรือไม่ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสบายใจของ ศอส . และฝ่ายความมั่นคง จึงเดินทางไปอย่างเปิดเผย โดยจะไปทั้งหมด 6 รัฐ ทั้งรัฐนิวยอร์ค รัฐชิคาโก รัฐ Wisconsin รัฐฟอร์ริดา รัฐเท็คซัส และรัฐแคลิฟอร์เนีย

“เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศส่งคนไปฟังเลย ถ้าคิดว่าระแวงสงสัย ไม่ต้องไปพูดข่มขู่ วันนี้ประเทศไทยมีวิกฤตจะออกอย่างไร คนไทยในต่างประเทศจะแสดงออกอย่างไร ขณะนี้คนไทยในต่างประเทศน่าจะมีบทบาทสำคัญมากมาย เพราะในประเทศนั้นสามารถใช้อำนาจเผด็จการได้โดยง่าย พอประกาศภาวะฉุกเฉินก็ถูกปิดปาก ปิดตาหมด ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมคนไทยในต่างประเทศก็จะไม่ถูกปิดหูปิดตา”นายสุนัย กล่าว

นายสุนัย กล่าวด้วยว่า ได้โทรศัพท์คุยกับคนไทยในต่างประเทศ และพวกเขาก็ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับปี 50ที่มีปัญหามาก และถ้าเป็นอย่างนี้อยู่ในที่สุดก็โครงสร้างก็ต้องพัง ทั้งนี้พี่น้องคนไทยต่างประเทศก็เกิดความคิดที่จะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเองในต่างประเทศ โดยนำองค์ความรู้ที่มีในต่างประเทศทั้งแบบสาธารณรัฐ และแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยจะทำเปลี่ยนแปลงให้การปกครองประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นให้ทันสมัยขึ้น เพื่อจะให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองได้จริงๆ ไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีก

ส่วนรายละเอียดก็จะไปหารือกันต่อไป นี้คือประการสำคัญที่จะไป เพราะวันนี้การแก้ไขปัญหาภายในของประเทศประชาชนอย่างเดียวคงทำได้ยาก เพราะรัฐมีทั้งอำนาจทหารเมื่อไม่อยากให้พูดก็ยึดอำนาจหรือไม่ก็รัฐประหารแบบ ศอฉ . แล้วในที่สุดใครก็พูดอะไรไม่ได้ระบบก็พังหมด


เสื้อแดงอเมริกา (RED USA)จัดกิจกรรมตาสว่างกลางอเมริกาปี54 โดยมีส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินสายทัวร์ให้ความรู้กับคนไทยในอเมริกา หลายรัฐหลายเมือง ระหว่างวันที่ 8-23 มกราคม 2554 โดยมีกำหนดการดังนี้

In Newyork,Saturday Jan 8 at:5.30-11.30 pm @ New Broadway Seafood Resturant 83-17 Broadway Elmhurst,NY 11373(รายละเอียดตามโปสเตอร์ด้านล่าง)




*In Chicago, The event will be on Sunday Jan 9 at 5 pm at Manee Thai Restaurant 3558 N. Pulaski Road Chicago, IL

*In Florida, The event will be on Sun 1/16 at 11 am @ Thailand Restaurant 5252 S. Dale Mabry Tampa, FL


*In Dallas, Tx, will be on Wed 19 Jan. 2011 from 6:00 PM-10:00 PM at: Radisson Hotel & Suites Dallas-Love Field

1241 West Mockingbird Lane, Dallas TX 75247,
Reservations: 1-800-395-7046 US/Canada Toll-free
Telephone: (214) 630-7000

*In Los Angeles, CA, The event will be on Sun 1/23 from 3 PM - 8 PM at:Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd., 2nd Floor Hollywood, CA 90027 Tel: 323-993-9000

*Also could be In San Francisco and Las Vegas

คณะผู้จัดได้เชิญพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา และผู้รักชาติรักมาตุภูมิ รักประชาธิปไตยเตรียมตาสว่างกันให้พร้อม

"เราได้รับโทรศัพท์แจ้งมาว่า .. บางท่านอยู่ไกลขนาดต้องขับรถฝ่าหิมะมา 4-5 ชั่วโมง ก็ตั้งใจรวบรวมเพื่อนฝูงขับรถฝ่าด่านหิมะมาด้วยกัน เพื่อจะมาร่วมตาสว่างด้วยกันค้า...ทำให้ผู้จัดในแต่ละที่..เต็มตื้นด้วยความตื้นตัน..แบบยั้งไม่หยุด...ฉุดไม่อยู่แล้ว..คราวนี้"คณะผู้จัดกล่าว

เดือนเพ็ญ:สุนัย จุลพงศธร

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

ประสานใจรวมพลังคนเสื้อแดง
ตาสว่างทั้งแผ่นดิน
เวทีปราศรัยวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ จ.นนทบุรี
วันที่ 29 ธันวาคม 2553

'กษิต'บ้อท่า!! ทำได้แค่เยี่ยมในคุก!

ที่มา บางกอกทูเดย์






เขมรยืนยันไม่ปล่อย 7 คนไทย”
เต้นกันทั้ง ครม.แต่”ไม่มีน้ำยา”!!

และเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เลยกลายเป็นเรื่องวุ่นไปหมด!!

อย่างเช่นกรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมพวกรวม 7 คน ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปบริเวณตะเข็บชายแดนบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ตั้งแต่เมื่อตอนสายของวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีทหารเขมรรุกล้ำที่นาของคนไทย

หลังเกิดเรื่องสำนักข่าวเอพีรายงานความคืบหน้ากรณีทหารกัมพูชาจับกุมคณะคนไทย 7 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาควบคุมตัวนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายวีระ สมความคิด กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และหญิงชายชาวไทย รวม 7 คนไปยังศาลในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ต่อจากนั้นจะถูกส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำเพื่อรอการพิจารณาคดีในชั้นศาล

ในขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานคำให้สัมภาษณ์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาปล่อยตัวคนไทยทั้ง 7 คน โดยทันที พร้อมระบุว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่ควรนำตัวชาวไทยขึ้นพิจารณาคดีในชั้นศาล เพราะจะยิ่งทำให้ประเด็นที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนยุ่งยากขึ้นไปอีก

และเอเอฟพียังรายงานโดยอ้างถ้อยแถลงนายซก เรือน ผู้ช่วยอัยการศาลแขวงกรุงพนมเปญระบุศาลแขวงกรุงพนมเปญได้ตั้งข้อหากลุ่มคนไทย 7 คน ด้วยฐานความผิดลักลอบข้ามพรมแดนเข้ากัมพูชาโดยผิดกฎหมายและเข้าเขตพื้นที่ทางทหารโดยไม่มีเหตุผลอันควร

การตั้งข้อหากับกลุ่มคนไทยทั้ง 7 คน มีขึ้นภายหลังศาลดำเนินการการไต่สวนกลุ่มผู้ต้องหาโดยไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมรับฟัง จนกระทั่งได้ข้อสรุปดังกล่าวในช่วงเย็น หลังจากกลุ่มผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวโดยทางการกัมพูชาแล้ว 1 วัน

นายซก เรือน แสดงความเห็นถึงการตั้งข้อหาแก่กลุ่มคนไทย 7 คน จากความผิดข้ามเข้าพรมแดนกัมพูชาโดยผิดกฎหมายและเข้าพื้นที่เขตทหารโดยมีเจตนาร้าย หากศาลกัมพูชาพิจารณาแล้วพบมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา แต่ละคนอาจถูกตัดสินโทษจำคุกมากกว่า 18 เดือน

ภายหลังกลุ่มคนไทยทั้ง 7 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหา กลุ่มผู้ต้องหาได้ถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาพาตัวออกจากศาลแขวงกรุงพนมเปญ แต่ละคนมีสีหน้าเศร้าซึม โดยถูกพาตัวไปคุมขังที่เรือนจำเปรย์ ซาร์ นอกกรุงพนมเปญ ตามคำกล่าวอ้างของพลโทเขียว โสเพียก โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา

ในการแก้ปัญหาของไทย ปรากฏว่านายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เดินทางถึงกัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับนายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อหาทางออกเรื่องนี้ แต่ภายหลังการเจรจากันแล้ว นายฮอร์ นัมฮง แจ้งแก่ นายกษิตว่า ทางการกัมพูชายังไม่สามารถปล่อยตัวกลุ่มคนไทยทั้ง 7 คน ได้ในเวลานี้ เพราะต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้

นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศเข้าหารือนายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชาว่าจากข้อมูลที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตรวจสอบชัดเจนว่าทั้ง 7 คน ล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชา โดยน่าจะพลัดหลงเข้าไป เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา ฝ่ายไทยก็ให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว และหวังว่าจะมีการพิจารณาคดีโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

ซึ่งนายกษิตได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคนไทย 7 คนที่คุกเปรย์ ซาร์ กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จัดหาทนายความเพื่อสู้คดีให้แล้ว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือนายพนิช และคนไทย รวม 7 คน ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวไป จากนั้นนายอภิสิทธิ์แถลงว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นกลุ่มคนเหล่านี้เข้าไปดูพื้นที่กรณีที่มีการร้องเรียนของประชาชนเรื่องที่ทำกิน รวมทั้งหลักเขตแดน ในนั้นมีนายพนิชร่วมด้วย โดยนายพนิชนั้นตนมอบหมายให้ประสานงานกับคนที่เคยแสดงความคิดเห็นกับบุคคลที่มีความคิดเห็นเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทราบปัญหาข้อร้องเรียนต่างๆ และก่อนเดินทางนายพนิชบอกว่าจะไปลงพื้นที่ ตนเข้าใจว่าเป็นการดูพื้นที่ที่ชายแดนในพื้นที่ที่มีการร้องเรียน แต่รายละเอียดเรื่องเส้นทางไปนั้นไม่ทราบ จนปรากฏเป็นข่าวว่าถูกจับ

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า โดยหลักการพื้นที่ดังกล่าวจะมีหลักเขตแดนหมุดที่ฝ่ายไทยปักเอาไว้หลักที่ 46-48 และมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ มีการโต้แย้งเรื่องหลักเขตแดนว่าควรจะอยู่ตรงไหนจากฝ่ายกัมพูชา ความแตกต่างสองส่วนระยะทางเป็น 10 เมตร วันนี้ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวปฏิบัติว่าพื้นที่ที่อยู่ในเขตแดนของไทยตามหลักเขตของเราจะไม่มีกำลังของต่างชาติเข้ามาอยู่ เราไม่อนุญาตเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ของเรา

ส่วนพื้นที่ซึ่งมีปัญหาเรื่องชุมชนชาวกัมพูชาที่อยู่ตั้งแต่สมัยสู้รบตั้งแต่ 2520 เป็นประเด็นที่มีการกำหนดแนวเขตชัดเจนและไม่ให้มีการขยายหรือเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น การจับกุมที่เกิดขึ้นถ้าจับกุมในเขตแดนของเราเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้แน่นอนเด็ดขาด แต่การจับกุมครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นการจับกุมเลยหลักเขตแดนของไทยไปแล้ว แต่ไม่ใช่หลักของฝ่ายกัมพูชากำลังมีการตรวจสอบ โดยกระทรวงการต่างประเทศส่งคนลงไปในพื้นที่พร้อมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อไปดูจุดต่างๆ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปอีกว่า สิ่งที่เราได้ข้อมูลตรงกับทุกฝ่ายคือ คนทั้ง 7 ได้ลงจากรถที่ถนนศรีเพ็ญ แล้วมุ่งหน้าไปทางหลักเขตที่ 46 แต่ที่ยังไม่ตรงกันจากข่าวที่มีการรายงานกับจากที่กัมพูชาอ้างคือ เดินไปไกลแค่ไหน

ดังนั้น การที่รัฐบาลจะดำเนินการกำหนดท่าทีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นสำคัญ กำลังเร่งให้ตรวจสอบ

ส่วนที่กัมพูชาระบุว่ามีการพบคนของเราที่วัดโจ๊กเจีย ถ้าเป็นจริงตามนี้ชัดเจนว่าจะเลยเขตแดนของเราที่เรากำหนด แต่ขณะนี้ต้องตรวจสอบอีกครั้ง วัดโจ๊กเจียอยู่ห่างจากจุดที่ถูกควบคุมตัวลึกเข้าไปอีก

แต่ไม่ว่ากรณีจับกุมจะเกิดขึ้นที่ฝั่งใดก็ตาม เราเห็นว่าบุคคลทั้ง 7 ควรจะได้รับการปล่อยตัวทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางฝ่ายนโยบายทั้งสองฝ่ายได้เคยคุยกันว่ากรณีที่เกิดปัญหาในชายแดนลักษณะนี้โดยเฉพาะไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคนทั้ง 7 มีอาวุธ ไม่ควรที่จะมีการจับกุม และเข้าสู่กระบวนการของศาล

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวด้วยว่า เท่าที่รับฟังมาพื้นที่ตรงนั้นตำรวจ ตชด.เป็นผู้ดูแล คณะทั้ง 7 คนได้เดินทางผ่านด่าน ตชด.ไปและ ตชด.ติดตามไปแต่ไม่ทัน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ลงจากรถไปก่อน

ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ชาวกัมพูชาอยู่มานานแล้ว และค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา สำรวจเมื่อปี 2549 ส่วนหนึ่งแล้วเป็นหลักเขตที่เราไม่ยอมรับ ยังเป็นพื้นที่แย่งสิทธิ์กันอยู่ ตนอยู่ตั้งแต่ปี 2523 ไม่มี การให้องค์การสหประชาชาติที่ไหนเข้าไปดูแล พื้นที่บางส่วนเราดูแลอยู่เพราะเราก็มีหลักเขตยืนยัน

ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ทางกัมพูชาเขาอ้างว่าจับคนไทยทั้ง 7 คนได้ที่บริเวณวัดโจ๊กเจีย ซึ่งวัดดังกล่าวมันอยู่เลยเขตของไทยไปแล้ว เราจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ถ้าถูกจับที่วัดจริงก็ไม่ต้องเถียงเลย จบ

ขณะที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุคนไทยทั้ง 7 คนรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาจริง ซึ่งทำไมถึงไม่ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่เขตแดน ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หรือเจ้าหน้าที่ทหารเสียก่อน และจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ต้องหันกลับไปดูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาใหม่อีกครั้ง หลังรัฐบาลเคยบอกว่าดีขึ้นนั้นดีขึ้นจริงแค่ไหน เพราะหากดีจริงเหตุการณ์ไม่น่าจะบานปลายขนาดนี้

ส่วนกรณีที่ส่ง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปเจรจาขอให้ปล่อยตัวนั้น นายนพดล ระบุ นายกษิต เคยไปด่าว่าเขา วันนี้คงจะเริ่มสำนึกได้ว่าไม่ควรนำเรื่องส่วนตัว ไปผูกติดกับความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งนี้ นายนพดล ยังระบุด้วยว่า ถึงแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางกัมพูชา แต่ตนเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่กล้าขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วย เหตุเพราะกลัวเสียหน้า ซึ่งจริง ๆ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยินดีจะช่วยอยู่เสมอ

อีกประเด็นที่กลายเป็นเรื่องสำหรับกรณีนี้ ก็คือ เรื่องสภาพการเป็น ส.ส.ของนายพนิช ว่าหากต้องถูกจำคุกจะขาดความเป็น ส.ส.หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ นายคมสัน โพธิ์คง รองอธิการบดีมหาวิทยาสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ.2550 กล่าวว่า หากศาลกัมพูชาตัดสินว่า นายพนิช มีความผิด จะถือว่าสิ้นสภาพการเป็น ส.ส.ทันที เนื่องจากในรัฐธรรมนูญเขียนลักษณะต้องห้ามของ ส.ส.เอาไว้ว่า "ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล" โดยไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นศาลประเทศอะไร โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกสภาพของ นายพนิช ได้ เช่นเดียวกับที่เคยวินิจฉัยคดี ส.ส.ถือหุ้นต้องห้ามมาแล้ว

สำหรับหลักเขตแดนที่ 46 บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง อยู่ห่างจากถนนศรีเพ็ญ (ถนนเลียบแนวชายแดน) ลึกเข้าไปประมาณ 600 เมตร มีการขึงลวดหนามแสดงแนวเขตศูนย์อพยพบ้านหนองจานไว้อย่างชัดเจน และเมื่อพ้นลวดหนามเข้าไปจะเป็นชุมชนชาวเขมรปลูกบ้านเรียงรายกว่า 500 หลังคาเรือน โดยมีทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธครบมือยืนเรียงรายอยู่บนถนนเคห้าของกัมพูชาซึ่งเป็นถนนคู่ขนานกับถนนศรีเพ็ญ

ที่สำคัญมีรายงานข่าวว่าพยานที่เดินทางไปกับคณะคนไทยทั้ง 7 คน ได้ยืนยันว่าคนไทยทั้งหมดได้เดินเลยเขตลวดหนามไปถึงถนนเคห้าฝั่งกัมพูชา และถูกทหารกัมพูชาจับตัวบริเวณหน้าวัดโจ๊กเจีย หรือวัดโชคชัย ในหมู่บ้านโจ๊กเจียของกัมพูชา ซึ่งห่างจากถนนศรีเพ็ญเข้าไปประมาณ 1,200 เมตร

และหลังจากที่รัฐบาลไทย และกลุ่มคนไทยมีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ทางกัมพูชาได้มีการปล่อยคลิป ที่ระบุว่าเป็นการถ่ายทำของคณะคนไทยที่ถูกจับกุม ซึ่งมีคำพูดหลายช่วงไม่ว่าจะเป็นของนายพนิช หรือของนายวีระ ที่ค่อนข้างจะทำให้เสียเปรียบหากคลิปดังกล่าวถูกใช้เป้นหลักฐานพยานในขั้นศาล เนื่องจากมีบางคำพูดที่ชัดเจนว่า เป็นการจะเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา

ประเด็นในเรื่องจุดจับกุม และเรื่องคลิป จึงเป็นประเด็นสำคัญที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตามหลังจากที่นายกษิตไม่สามารถเจรจาได้สำเร็จหรือมีความคืบหน้าเท่าที่ควร ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุม ครม. ได้ใช้เวลาหารือเรื่องกรณีการเจรจาใหความช่วยเหลือ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ กับพวกที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวเอาไว้ในข้อหาบุกรุกล้ำดินแดนกัมพูชา

โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ได้ชี้แจงต่อครม.ว่า ทางรัฐบาลพยายามที่จะโน้มน้าวโดยให้ยึดหลัการตามที่ผู้นำทั้งสองประเทศเคยตกลงกันไว้ว่า ถ้าหากมีปัญหาอะไรก็ขอให้เจรจาหาทางแก้ปัญหากันให้จบ อย่าให้ต้องไปถึงกระบวนการยุติธรรม

แต่คราวนี้นายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ได้เข้าไปในพื้นที่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งตอนนี้เรื่องมันเข้าไปถึงระบบศาลแล้ว จึงล่วงเลยกระบวนการที่จะให้ปล่อยตัวไปแล้ว แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ระบบศาลแล้วก็ต้องเร่งให้เร็วขึ้นในการที่จะให้ปล่อยตัว

ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คน กต.ได้ส่งทนายความเข้าไปช่วยเหลือ 2 คน กำลังเร่งประสานงานกระบวนการไต่สวน เพื่อให้เรื่องจบโดยเร็วในวันสองวันนี้

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์กล่าวชี้แจงให้ครม.ทราบว่า เรื่องคลิปที่ทางฝ่ายกัมพูชานำมาเปิดเผยทางเว็บไซต์ก็ยอมรับว่าใช่ ที่ระบุว่าตนได้ให้ นายพนิช เข้าไป เพราะถ้ามีการชุมนุมกันของกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มต่าง ๆ ในบริเวณนั้น ก็อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ง่าย จึงมอบหมายให้นายพนิชเข้าไปดู ซึ่งนายพนิช ก็ได้โทรศัพท์มาบอกว่าอาจจะต้องใช้ ตชด.

แต่เท่าที่ทราบเลขานุการของนายพนิช กับเลขานุการของตน โทรศัพท์ติดต่อกันไม่ได้ แต่เมื่อโทรศัพท์มาอีกทีก็ปรากฏว่าถูกจับกุมไปแล้ว ส่วนเรื่องคลิปที่นำมาเปิดความจริงคลิปมีอยู่ 2 อัน แต่มีคลิปอยู่อันหนึ่งที่มีความยาว 4 นาที แต่ถูกเปิดเพียง 1.36 นาที ซึ่งถ้านำมาฉายครบทั้ง 4 นาทีก็จะเห็นว่ามีคำพูดที่นายพนิช พูดว่าเรากำลังจะเข้าไปดูหลักหมุดที่ 46 ของไทย ซึ่งอยู่ในเขตของไทย ซึ่งมันก็มีหลักเขตหลายอันที่เรากำลังโต้แย้งกันอยู่ ของฝ่ายไทยมีเอกสารสิทธิด้วยซ้ำไป แต่ราษฎรไทยบอกว่าเข้าไปทำมาหากินไม่ได้

ซึ่งในพื้นที่ ที่มียังปัญหาอยู่ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันว่าให้นิ่งก่อน ไม่ให้มีการขยายพื้นที่ไปมา แต่ก็ทั้งสองฝ่ายก็ยังมีการนำกำลังทหารไปตรึงกดดันกันไว้ทั้งสองด้าน ซึ่งปัญหาเรื่องหลักหมุดที่ยังไม่ชัดเจนในชุมชนที่มีทั้งราษฎรไทยและกัมพูชาเข้าไปและต่างฝ่ายก็อ้างกรรมสิทธิอยู่ ก็เป็นปัญหามา 30- 40 ปีแล้ว

“ตอนนี้เอาเรื่องการช่วยเหลือคนก่อน ส่วนเรื่องเขตแดนยังไม่เจรจาตอนนี้ เพราะยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและไม่ควรจะนำเอามารวมกัน” นายกฯ กล่าวย้ำ

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ฝ่ายไทยจะขอส่งกำลังทหารจากกองกำลังบูรพา เพื่อเข้าไปตรวจสอบพิกัดของพื้นที่ ที่กลุ่มคนไทยทั้ง 7 คนถูกจับกุมตัว ว่าอยู่ในพื้นที่ตรงไหน พิกัดใด เพราะยังไม่ชัดเจนว่าจุดที่ถูกจับกุมอยู่ในพื้นที่ตรงไหนกันแน่

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวข้อหารุกล้ำอธิปไตย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เนื่องจากรู้เห็นว่า นายพนิช เดินทางไปจนถูกจับกุมขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ รับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตเมื่อความจริงปรากฏคนในพรรคประชาธิปัตย์ กลับมีอาการเงียบผิดปกติหลายคนมีอาการ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะจำนนด้วยหลักฐาน

ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากคลิปที่ปรากฏการสนทนาของนายพนิช ชัดเจนว่ามีการระบุถึงนายอภิสิทธิ์ อย่างไรเหมือนว่า นายอภิสิทธิ์ รู้ขั้นตอนทุกอย่างเรื่องนี้น่าจะทำให้เกิดความเคลือบแคลง ต่อทางการกัมพูชาอย่างมากว่า นายกฯของไทย มีความตั้งใจจะทำอะไร

จึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีไทยออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างมิฉะนั้นจะถูกมองว่าเป็นตัวการยุแหย่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแย่ลง จงใจจัดฉากสร้างเรื่องอะไรบางอย่าง และกำลังชักศึกเข้าบ้านถ้าหากยังไม่ออกมาพูดอะไร ก็อย่าไปขอความเห็นใจจากประเทศเขาเลย เขาไม่มีทางยอมแน่ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและการทูตดีกว่า

ทั้งนี้ตนอาจทำหนังสือในนามของคณะกรรมาธิการฯขอไปคุยกับคนไทยที่ถูกจับตัวในเรื่องข้อกฎหมายหรือประสานกับคณะกรรมาธิการของเขา สุดท้ายหากรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ตนยินดีจะต่อสายถึง พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้สายสัมพันธ์ที่ดี ที่มีต่อสมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เจรจาช่วยเหลือคนไทยให้

ส่วนว่า จะมีการประสานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาให้ช่วยเหลือหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ชะงักและหันไปมองหน้าผู้สื่อข่าวที่ถามก่อนตอบสั้นๆว่า

"ผมไม่ทราบครับ"

ขณะที่นายสุเทพ ยอมรับว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการหาทางติดต่อช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เราอยู่ในสถานะเสียเปรียบเล็กน้อย ได้แต่ภาวนาให้ผู้นำกัมพูชาคิดถึงเรื่องการสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้มีการพบกัน 2 ครั้งหลังสุด เพื่อฟื้นสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หวังว่าผู้นำกัมพูชาจะคิดถึงเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เราจะอาศัยเรื่องนี้เป็นต้นทุนในการคุยกับกัมพูชา

ส่วนกรณีสถานภาพ ส.ส.ของนายพนิชจะสิ้นสุดลงหรือไม่ หากถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกนั้น นายสุเทพระบุว่าขึ้นอยู่กับการตีความของกกต. และศาลรัฐธรรมนูญ

เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ต้องถือว่างานเข้ารัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่ต้องหาเหตุผลต่อสู้เพื่อนำตัวนายพนิชและพวกกลับมา ซึ่งแนวทางจะใช้เหตุผลของการพลัดหลงเข้าไป แต่ก็ดันมีคลิปวีดีโอมาเป็นหลักฐานที่ดูแล้วทางกัมพูชาจะได้เปรียบไม่น้อย

ในขณะที่เรื่องสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพนิช ก็เป็นอีกเรื่องที่แทรกซ้อนขึ้นมาอีก

ทำให้ตัวนายพนิชเองนั้นต้องถือว่าซวยส่งท้ายปีอย่างหนัก ทำให้มีกระแสวิพาก์วิจารณ์ว่า จะเป็นผลจากที่เคยมีหมอดูคนหนึ่งเคยพูดไว้ตอนที่นายพนิช ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้มีการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างหนักหน่วง บางทีถึงกับเดินทางไปลงพื้นที่ในดูไบ ไปเก็บข้อมูลบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยตัวเอง

ซึ่งหมอดูได้เตือนเอาไว้ว่า การไปไล่ล่าผู้อื่นโดยที่ยังไม่กระจ่างว่าผู้อื่นทำผิดหรือทำไม่ดีจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นเรื่องของการทำลายล้างทางการเมือง ให้ระวังเคราะห์จะย้อนกลับเข้าใส่ตัวเอง

ดังนั้นเมื่อนายพนิชประสบชะตากรรมเช่นนี้ จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า จะเป็นเหมือนที่หมอดูเคยเตือนเอาไว้หรือไม่

ขณะเดียวกันในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของไทยกับกัมพูชา ก็มีการตั้งข้อสังเกตุว่า หากเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น หรือหากพลาดพลั้งมีการจับกุมคนไทยขึ้นมาจริงๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยเร็ว

ดังนั้นมุมมองและความรู้สึกของคนไทยที่มีการตั้งข้อสังเกตกันเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ควรนำไปคิดให้หนักกว่าที่ผ่านมาด้วย

"สุนัย"ไม่หวั่นแก้ รธน.สกัด พท. คุย"20 ล้านเสียง"พร้อมหนุน

ที่มา มติชน

นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.... เสนอให้แก้ไขระบบเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 375 คน และระบบสัดส่วน 125 คน ว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในลักษณะไหน ให้มี ส.ส.เขตและ ส.ส.สัดส่วนเท่าไร พรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แต่น่าเป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อ ส.ส. แต่ไม่ได้เหลียวแลโครงสร้างหลักของรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญ 2550 ได้ไปดึงเอาสถาบันตุลาการลงมาร่วมแต่งตั้งองค์กรอิสระและ ส.ว.สรรหา ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาทำให้สถาบันตุลาการสั่นคลอน กระทบไปถึงสถาบันอื่นๆ ได้ในอนาคต ซึ่งสาเหตุนี้เป็นเหตุสำคัญที่พรรคเพื่อไทยไม่ขอร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะเกรงว่าเมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว จะถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุในการทำลายสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะการกำหนดจำนวน ส.ส.สัดส่วนที่มีจำนวนมากขึ้นแต่เป็นแบบรวมเขต ซึ่งคณะกรรมาธิการควรต้องพิจารณาให้ดีว่าในรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคไทยรักไทยได้คะแนนสัดส่วนมากถึง 19 ล้านเสียง และครั้งนี้หากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนสัดส่วนมาสัก 20 ล้านเสียงแล้วจะไปทำอย่างไรกัน

นายสุนัยกล่าวว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ประเทศไทย รวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คนไทยส่วนใหญ่มองว่าจะเป็นปัญหากับหลายๆ สถาบันในสังคมไทยในอนาคต คนไทยในสหรัฐอเมริกา จึงคิดที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับรูปแบบการปกครองของสังคมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบไทย เพื่อมาศึกษาและเป็นแบบอย่าง โดยได้เชิญตนไปบรรยายพิเศษเรื่อง "ทางออกวิกฤตการเมืองไทยกับบทบาทของคนไทยในต่างแดน" ในนิวยอร์ก ชิคาโก ฟลอริดา เท็กซัส แคลิฟอร์เนีย และที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิล เมืองเมดิสัน ระหว่างวันที่ 6-23 มกราคมนี้

ความเชื่อกับการเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2553 ผู้เขียนไปโคราชเยี่ยมบ้านเกิดไปหาที่ฝังรกตามประเพณีคนสมัยก่อนที่เกิดด้วยวิธีแผนโบราณ (หมอตำแย) ความจริงผู้เขียนก็เกิดด้วยวิธีการผดุงครรภ์ด้วยฝีมือคุณนายทองอยู่ผู้เป็นผู้ทำคลอดประจำตระกูลของผู้เขียน แต่เรื่องฝังรก (สายสะดือ) นั้นโบราณเชื่อกันว่าจะได้กลับอยู่บ้านเกิดในที่สุด ซึ่งผู้เขียนมีเพื่อนรักคนหนึ่งมีอาชีพเป็นตำรวจซึ่งต้องถูกย้ายไปรับราชการตามที่ต่างๆ ทั่วภาคอีสาน ครั้นเกษียณอายุราชการก็กลับมาอยู่บ้านที่โคราชและชอบอยู่ในสวนที่ฝังรกตัวเองได้ทั้งวันทั้งคืนดูมีความสุขดี ผู้เขียนก็เลยอยากไปหาบ้าง เท่านั้นเอง

การไปครั้งนี้ได้แวะที่อำเภอปักธงชัย พูดคุยกับคุณป้าคนหนึ่งที่มีอาชีพเลี้ยงวัวนมซึ่งเป็นคนรู้จักคุ้นเคยกันมานาน การสนทนาก็เป็นเรื่องการเลือกตั้งซ่อมที่โคราชช่วงนี้แต่ไม่ได้มีการเลือกตั้งที่ อ.ปักธงชัย เพราะคนละเขตกัน (มีการเลือกตั้งที่เขต 6 คือพื้นที่ของ อ.จักราช อ.โชคชัย อ.หนองบุญมาก อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.ห้วยแถลง)

ผู้เขียน : ป้าครับ การเลือกตั้งแถวนี้เขาแจกเงินกันหรือเปล่า?

ป้า : โอ้ย! เขาแจกทุกครั้ง ทุกฝ่ายนั่นแหละ ใครไม่แจกไม่มีทางได้สักคะแนนดอก

ผู้เขียน : อ้าว! แล้วป้าละครับ รับเงินเขามั่งหรือเปล่า ?

ป้า : รับซิ ใครเอามาให้ก็เอาทั้งนั้นแหละ เรื่องเงินใครจะไม่อยากได้

ผู้เขียน : แล้วป้าเลือกใครล่ะ ในเมื่อเขาแจกทุกฝ่าย ?

ป้า : ก็เลือกคนที่เขาให้มากที่สุดนั่นแหละ

ผู้เขียน : ไม่บาปหรือ ป้า ?

ป้า : คงบาปนั่นแหละ แต่คงบาปน้อยหน่อย

ผู้เขียน : แล้วป้าไม่กลัวตกนรกหรือ ?

ป้า : ก็กลัวเหมือนกัน แต่มันอยากได้เงินมากกว่า

ผู้เขียนนั่งรถกลับกรุงเทพฯ หัวเราะคิกคักมาตลอดทางเนื่องจากมีความสุขกับการที่หวนระลึกถึงวัยหนุ่มที่แสนสุขตอนเรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยเมื่ออาจารย์ผู้สอนวิชาการเมืองเปรียบเทียบเล่าเรื่องการเลือกตั้งในอังกฤษ ซึ่งเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยสมัยใหม่เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว ว่าการเลือกตั้งของอังกฤษสมัยนั้นก็มีการซื้อเสียงแจกเงินกันแบบโจ๋งครึ่มเหมือนเมืองไทยในปัจจุบัน (เพียงแต่ที่อังกฤษเขาไม่มีคณะกรรมการ กกต.กลาง, กกต.จังหวัดมาให้รกรุงรังเหมือนบ้านเราเท่านั้นเอง) ซึ่งแน่นอนคนอังกฤษก็เหมือนคนไทยนั่นแหละครับ

ใครให้เงินมากกว่าก็เลือกคนนั้น

อีทีนี่ก็มีนักการเมืองประเภทเบี้ยน้อยหอยน้อย (คือไม่รวยเท่าไรนัก) คนหนึ่งเกิดอยากเป็นผู้แทนราษฎรกับเขาบ้าง แต่ประมาณกำลังตัวได้ดีว่าไม่มีกระสุน (เงิน) ที่จะยิงจนเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เก๋ากว่าได้จึงคิดกุศโลบายคือ อุบายที่ฉลาดนั่นแหละ) ด้วยการไปจ้างพระในคริสต์ศาสนาให้ไปเทศน์ในเขตเลือกตั้งของตนถึงความบาปอันมหาศาลของการขายเสียงว่าจะต้องตกนรกหมกไหม้แล้วยังต้องติดอยู่ในเพอร์เกตทอรี่ (Purgatory) อีกแสนนานนับหมื่นล้านปีเลยทีเดียว

พวกพระนักบวชของคริสต์ศาสนาเวลาเขาขู่เรื่องนรกนี่ฟังน่ากลัวจะตายไป ผู้เขียนเองเคยไปฟังมา 2-3 ที แบบว่านอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งเขาคงเทศน์สมค่าจ้างแหละครับ เล่นเอาชาวบ้านสยองขวัญกันทั่วหน้า

นักการเมืองหน้าใหม่คนจ้างพระนั้นก็จะดักคอยชาวบ้านเพื่อจะหยั่งเสียงดูซึ่งสังเกตดูแล้วชาวบ้านทุกคนหน้าตาไม่ค่อยดี ทั้งนั้น เพราะยังสยองกับบาปหนักของการขายเสียงอยู่ทุกคนซึ่งการสนทนาน่าจะเป็นแบบนี้

นักการเมือง : ว่ายังไงพี่น้อง ดูเหมือนการขายเสียงนี่เป็นบาปหนักนะ

ชาวบ้าน : นั่นซี ไม่รู้ว่ามันบาปร้ายแรงหนักหนาขนาดนี้เลย

นักการเมือง : ถ้ายังงั้นก็คงไม่ขายเสียง ไม่รับแจกเงินอีกแล้วนะ

ชาวบ้าน (เป็นเสียงเดียวกัน) : ก็ยังรับเงินอยู่ แต่คงต้องแพงขึ้นมากๆ ให้มันคุ้มกับบาปที่หนักหนาสาหัสอย่างนี้

ครับ! เล่าเรื่องจริงที่ประสบมาด้วยตัวเองกับเรื่องเล่าที่อาจารย์ของผู้เขียนเล่าให้ฟังพอให้ขำขันจะได้สบายใจเข้าบรรยากาศปีใหม่

อยู่เมืองไทยครับ หากไม่อ่านไม่ฟังเรื่องจริงๆ ด้วยอารมณ์ขันก็เป็นบ้าเอาง่ายๆ นะครับ

ยังอีกยาว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




จากกรณีมีผู้นำคลิปเหตุการณ์

ขณะที่คณะของ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เดินจากฝั่งไทยข้ามไปยังเขตกัมพูชา จนทำให้ถูกทหาร กัมพูชาจับกุม มาเผยแพร่ทางยูทูบ

ถ้าใครได้ดูจะพบมีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ คือ

นายพนิชและคณะรู้ดีว่าพื้นที่นั้นอยู่ในเขตกัมพูชา ทั้งยังรู้ว่าถ้าเดินล้ำเข้าไปจะต้องถูกทหารกัมพูชาจับกุม

ในคลิปยังมีเสียงนายพนิช พูดโทรศัพท์กับคนชื่อ 'คิว' ให้แจ้งคนชื่อ 'สมเกียรติ' เลขานุการส่วนตัวของนายกฯ ว่าแจ้งให้นายกฯ ทราบเผื่อมีอะไรจะได้ประสานได้

ทั้งยังกำชับไม่ให้บอกใคร "เพราะนายกฯ รู้เรื่องนี้คนเดียว"

คาดว่าคลิปเดียวกันนี้เองที่กัมพูชานำมาเปิดให้นายกษิต ภิรมย์ ดูในวันบินไปพบนายฮอร์ นัมฮง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา เพื่อเจรจาช่วยเหลือ 7 คนไทย

และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมรับว่าทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

แม้จะมีความพยายามจากรัฐบาลในการอ้างว่าคณะส.ส.ไทยพลัดหลงเข้าไปโดยไม่มีเจตนารุกล้ำเขตแดน

แต่กับคลิปภาพและเสียงที่เผยแพร่ออกมานั้น เป็นสิ่งบ่งชัดว่านายพนิชและคณะมีเจตนาหรือไม่มี

เข้าใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความลำบากใจให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างมากทั้งในฐานะผู้นำรัฐบาลและในฐานะผู้ถูกพาดพิง

จะยอมรับว่าจริงตัวเองก็เสียหาย ถ้าปฏิเสธก็เหมือนกับลอยแพ

แล้วก็เป็นอย่างที่คาด นายกฯ อภิสิทธิ์ ชี้แจงเรื่องนี้แบบ 'ภาคเสธ' หรือการปฏิเสธแบบกึ่งยอมรับ

คือรู้แต่เพียงว่านายพนิช จะเดินทางเข้าไปในพื้นที่แนวชายแดน แต่ไม่รู้ว่าเดินทางเข้าไปในบริเวณใด อีกทั้งคลิปที่มีการนำมาเผยแพร่ก็ตัดตอนมาเพียงส่วนเดียว ไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมด

คำแก้ต่างของนายกฯ อภิสิทธิ์ดังกล่าวใครจะเชื่อหรือไม่ ถือเป็นวิจารณญาณของแต่ละคน

แต่ที่หลายคนเป็นห่วงคือเรื่องส.ส.ไทยรุกล้ำเขตแดนกัมพูชาจนถูกจับกุมครั้งนี้

ไม่น่าเป็นผลดีต่อการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ที่บาห์เรน

ซึ่งไทยกับกัมพูชายังต้องถกเถียงกันต่อในประเด็นพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหาร

อย่างแน่นอน

ภูมิซรอล-หนองจาน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม



ในช่วงพันธมิตรปลุกกระแสคลั่งชาติ กรณีเขาพระวิหาร

กลุ่มพันธมิตรบางส่วนเหมารถเดินทางไปยังพื้นที่อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
อ้างจะไปทวงคืนปราสาทพระวิหาร

สุดท้ายก็เกิดปะทะกับชาวบ้านภูมิซรอล จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

ผู้นำม็อบคลั่งชาติครั้งนั้น คือนายวีระ สมความคิด

ความจริงชาวบ้านทั้งสองฝั่งไทย-กัมพูชาตลอดแนวชายแดน
อยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน

จนแทบไม่รู้สึกว่าใครเป็นไทย ใครเป็นเขมร

แต่รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ไปมาหาสู่กันดุจญาติมิตร

แต่พอมีคนทำให้เกิดปัญหา
หรือมีปัญหาทางการเมือง ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็ชะงักทุกที

ความสุขสงบที่ผ่านมา ก็เริ่มตึงเครียด

ยิ่งมีการเสริมกำลังหรือเกิดเหตุปะทะทางทหาร

ชาวบ้านทั้งสองฝ่ายนี่แหละ เดือดร้อนที่สุด

ต่อมา นายวีระและกลุ่มพันธมิตรบางคน พากันจะบุกเข้าไป
ที่ปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา อ.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

จนหวิดจะปะทะกับชาวบ้านในพื้นที่อีกครั้ง

เมื่อมีปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนบ้านโนนจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

นายวีระก็เคยเข้าไปและถูกจับมาแล้วครั้งหนึ่ง

จนกระทั่งถูกจับกุมเป็นครั้งที่ 2

พร้อมกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์
และอดีตผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศ

การจับกุมนายวีระและคนไทยทั้ง 7 คน ทำให้เครือข่ายพันธมิตรเป็นเดือดเป็นแค้น

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่ง เรียน และ
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประกาศจะพาม็อบชุมนุมที่ทำเนียบฯแบบยืดเยื้อ

ถ้าหากรัฐบาลช่วยเหลือคนไทยที่ติดคุกออกจากเปรย์ซอร์ไม่ได้
ก็พร้อมจะไปชุมนุมในพื้นที่ที่นายวีระและนายพนิชถูกจับ เพื่อจะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนกัน

ล่าสุด มีความพยายามจะรวมกันเพื่อไปยังพื้นที่ดังกล่าวจริง

แต่ชาวบ้านหนองจานไม่สนุกด้วย เตรียมระดมออกมาต่อต้านแล้ว

ลงเอยก็คนในพื้นที่อีกนั่นแหละที่เดือดร้อน



http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNVEEyTURFMU5BPT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1TMHdNUzB3Tmc9PQ==