WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 6, 2011

สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง

ที่มา Thai E-News


เรายินดี ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสื่อการเมือง แต่ในความหมายที่เราเป็นเราทำเราคิด ไม่ใช่สมาคมนักข่าวดัดจริตดีดดิ้นประณามว่าเราเป็น แต่ละเลยกับพวกสื่อตัวพ่อที่ยุฆ่าเสื้อแดง ยุให้สังหารหมู่โดยไม่ต้องมือเปื้อนเลือด เอาความเป็นสื่อไปแลกผลประโยชน์แบบหยุ่นแบบลิ้มกระทำชำเรากับประเทศชาติ...โดยที่สมาคมนักข่าวฯทำทองไม่รู้ร้อน



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 มกราคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์สมศักดิ์ ภักดิเดช 1ในคณะบรรณาธิการของเวบ Thai E-news เพื่อถามคำถามแทนใจผู้อ่านของเรา หรือสาธารณชนที่มักถามเข้ามาบ่อยๆ เช่น รับเงินใครมาทำ ทักษิณให้ไหม สู้แล้วรวยใช่หรือไม่ เป็นสื่อการเมืองอย่างเขาว่าจริงไหม ชอบมั่วข่าวแบบไม่มีความเป็นมืออาชีพอย่างที่เขานินทาจริงๆหรือ เป็นพวกใต้ดินหรือไง ฯลฯ


Q:ที่ไทยอีนิวส์ขึ้นคำขวัญว่า "ชูธงสัจธรรมโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป สู่ชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยในปี 2554" หมายความว่าอย่างไร?

A:ก็ตามตัว คือเราจะยืนหยัดการนำเสนอข่าว,รายงานต่างๆที่เป็นความจริง ไม่ใช่ความเท็จ หรืออคติ เพื่อตอบโต้สื่อกระแสหลัก ที่อคติ จงใจบิดเบือน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ

และเราจะยืนหยัดตีโต้กระแสที่ทวนประวัติศาสตร์ พูดง่ายๆไม่ต้องใช้ภาษาที่หรูหรา หรือศัพท์แสงก้าวหน้าก็ได้ คือ ในทุกวันนี้หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจะ 80ปีอยู่แล้ว บ้านเมืองควรมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็มีพวกที่ถ่วงรั้งไว้ บิดเบือน และชี้นำคนไปในทางผิดๆบิดเบี้ยวสารพัด เราก็จะตีโต้ และเปิดเผยให้ประชาชนไทยเห็นว่าความจริงคืออะไร ไม่ปล่อยให้พวกซากเดนล้าหลังหน่วงรั้งไว้ต่อไป

ส่วนปรับขบวนก้าวรุดไป ก็คือ 4-5ปีที่ผ่านมานี้ขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้จะมีคุณูปการ ถูกต้องในเนื้อหาหลักการเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับนะว่า มันมีความผิดพลาด อาจทั้งระดับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี บางทีก็อาจผิดทั้งสองอย่าง ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่เพลี่ยงพล้ำเสียทีหลายต่อหลายครั้งอย่างนี้ เราก็หวังจะได้เห็นการซึมซับเก็บรับบทเรียนที่ผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไข


แต่ไม่ใช่มัวแต่มานั่งด่ากันไปจับผิดกันมานะ ทำอย่างไรให้ปรับปรุงบทเรียนที่ผิดพลาดบกพร่อง ปิดจุดอ่อน จะได้ก้าวรุดไปข้างหน้า เพราะภารกิจเคลื่อนไหวต่อสู้รออยู่

Q:แล้วคิดว่าจะก้าวไปสู่ชัยชนะของประชาชนในปี2554ตามคำขวัญไหม?

ก็อยากจะหวังอย่างนั้น

แต่ประเมินตามจริงแล้ว ถึงไม่ชนะเด็ดขาด ก็คิดว่าที่แน่ๆขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะก้าวรุดไปอีกมากมาย ขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่ไหนในโลกก็ล้วนแต่ต้องใช้เวลากันทั้งนั้น แต่เราคิดว่าเมืองไทยถือว่าใช้เวลาน้อยมากแล้วนะ 5 ปีที่ผ่าน การตระหนักรับรู้ขยายกันไปในวงกว้าง ซึมลึกลงไปในเชิงคุณภาพ สั่งสมบ่มเพาะพร้อมที่จะก้าวไปสู่คุณภาพใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

อย่าลืมว่าอีกฝ่ายยึดกุมอำนาจรัฐมา50-60ปี ปลูกฝังโฆษณาชวนเชื่ออย่างเข้มข้น การที่เวลานี้คนค่อนประเทศหูตาสว่างรู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ อะไรคือความก้าวหน้าของประเทศ อะไรคือปัจจัยฉุดรั้ง อะไรคือสิ่งที่ต้องก้าวข้ามไป อะไรคือชัยชนะของประชาชน อะไรคือนักบุญ อะไรคือซาตานจำแลงมาในร่างเทพ นี่ก็เป็นชัยชนะในระดับจิตสำนึก ซึ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่ถาวร


ไม่งั้นประชาชนก็คิดแต่จะไปฝากความหวัง ชะตาอนาคตไว้กับอัศวินขี่ม้าขาว ไปฝากไว้กับทักษิณ หรือใครต่อใคร โดยที่ไม่ได้ต่อสู้ช่วงชิงมาด้วยตัวเอง ชนะไปก็ไร้ประโยชน์

Q:สรุปสถานการณ์ปี2553เป็นยังไง

เราว่าขบวนการนำของเสื้อแดงบกพร่องนะ

อันนี้ไม่ใช่ฉลาดหลังเหตุการณ์นะ เราได้นำเสนอรายงานข่าว บทความต่างๆกระตุกเตือนมาตลอดว่า ขบวนนำเสื้อแดงบุ่มบ่ามบกพร่องหลายกรณี ไม่ว่าจะกรณียื่นฎีกาล้านรายชื่อเพื่ออภัยโทษคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนพลใหญ่ออกมาหลังจากศาลยึดทรัพย์คุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการละทิ้งการเจรจากับรัฐบาล การใช้ยุทธวิธียึดครองพื้นที่ธุรกิจราชประสงค์ แต่ทำลายแนวร่วมชนชั้นกลางในเมือง ที่เดิมก็เห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงพอสมควร ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นศัตรูอย่างน่าเสียดาย

รวมไปถึงการใช้ยุทธวิธีที่โหมทุ่มจะเอาชัยชนะในระยะกระบี่เดียวมากเกินไป ประมาณการณ์สถานการณ์ผิดพลาด ประมาทศัตรู ไปคิดว่าวิธีเก่าๆแบบ14ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬจะชนะ ทั้งที่ตอนนี้เงื่อนไขต่างกัน เพราะศัตรูหลักของประชาชนเปิดเผยตนเองล่อนจ้อนโจ่งแจ้งขนาดนั้น ยังจะไปหวังได้ไงว่าเกิดความรุนแรง เกิดการตายแล้ว เราจะชนะ

ไม่ได้คิดประเมินว่าจะซ้ำรอยกรณี 6 ตุลาฯหรืออย่างไร ทั้งที่มีคนประเมินในทางนี้ไว้เยอะแยะ เราก็นำเสนอข่าวบทความกระตุกไม่รู้กี่ครั้ง


หลังพ่ายแพ้มาก็ยังดูเหมือนไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเพียงแต่การรื้อฟื้นขบวนนำเดิมให้ฟื้นคืนตัว และดูจะลดธงในการต่อสู้ อำพรางศัตรูหลัก บิดเบนไปยังเป้าหลอกอีกต่างหาก

แต่ที่ว่ามาก็ไม่ได้เจตนาว่าให้เสียกำลังใจ แต่ว่าเพื่อให้ปรับขบวนก้าวรุดไป ดังที่ว่าไปเบื้องต้น แล้วอย่ามาท้าด้วยว่า มึงฉลาดนักก็มานำขบวนเอง ว่าไปเถอะ คนในขบวนนำมีระดับคุณภาพที่นำได้อยู่แล้ว แต่จูนทิศทางเข็มมุ่งจูนปรับอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางและเข้าท่าอีกหน่อย ก็ไปได้สวย ยังให้กำลังใจอยู่

แต่ที่ก้าวหน้าขึ้นก็คงเป็นมวลชนคนไทยที่ขยายปริมาณมหาศาล และลงลึกในด้านคุณภาพเนื้อหา เข้าตำราว่า ระบอบปกครองในเวลานี้ปกครองได้แต่บริหารไม่ได้ เพราะประชาชนที่ปฏิวัติที่ตื่นตัวนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่คุณจะใช้ตำราปกครองเล่มเดิมมาหลอกลวงได้ต่อไป

Q:ไทยอีนิวส์ยังถูกตั้งคำถามเรื่องไม่น่าเชื่อถือ

ยังไงบ้างหละ ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

Q:-มีคนโจมตีตามเวบอร์ด ว่าไทยอีนิวส์เสนอข่าวโคมลอย เช่นข่าว US Navy เอาเรือรบมาลอยลำที่พัทยา พร้อมส่งหน่วยคอมมานโดมาช่วยคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ทันที ถ้ามีการสลายการชุมนุม,บัน คี มูน รับเรื่องร้องเรียนของคนเสื้อแดงแล้ว พร้อมบอยคอตรัฐบาลไทยทันที,UN พร้อมส่งกองกำลังนานาชาติเข้ามาควบคุม และจัดการเลือกตั้งในประเทศไทย

A:ก็เราไม่เคยนำเสนอข่าว หรือรายงานที่เขาว่าเลยซักนิด แล้วจะให้ชี้แจงว่ายังไงดี มีแต่เสนอว่า แกนนำหรือเสื้อแดงอย่าไปตั้งความหวังในทางที่มันไม่เป็นจริง หรือไม่มีหลักฐานสนับสนุน


การนำเสนอข่าวหรือรายงานของเราจะพบว่า เราโคว้ดที่ไปที่มาของข่าวหรือรายงานตลอด จนคนอ่านบ่นว่าเกะกะตา ก็เพราะเรารู้ดีว่ามันมีฝ่ายปฏิกริยาคอยจ้องจับผิด และดิสเครดิตเราอยู่ ขนาดนี้ก็ยังมีคนไปกล่าวโจมตีเราแบบไม่มีมูลได้อีก คิดดูก็แล้วกัน

Q:ทำมาเข้าปีที่ 5 เขาว่าไทยอีนิวส์สู้แล้วรวยจริงมั๊ย

คือพูดไปก็จะหมั่นไส้เปล่าๆ พวกเราในทีมจัดว่ารวยอยู่แล้ว หรือเลี้ยงตัวได้กันอยู่แล้ว ค่อยมาทำไทยอีนิวส์ ในทีมเราแต่ละคนมีงานการทำอยู่แล้ว เราก็อาศัยเวลาที่สะดวกมาทำไทยอีนิวส์ ไม่ได้คิดว่าจะทำแล้วหาเงินหาทอง หาโฆษณาหารายได้ หรือขอเงินจากนักการเมือง

ว่าไปแล้วการมาทำไทยอีนิวส์ทำให้แต่ละคนในทีมรวยน้อยลงด้วยซ้ำ เพราะต้องเอาเวลาที่ควรต้องทำมาหากินให้รวยๆ แต่ต้องเจียดเวลานั้นมาทำไทยอีนิวส์

Q:ทักษิณให้เงินมั่งไหม ถามจริง ให้ตอบตรง

ไม่มี ไม่เคยทั้งในอดีต ปัจจุบัน และแน่นอนว่าในอนาคตด้วย นอกจากทักษิณแล้วคนอื่นๆก็ไม่เคยให้มา และเราก็จะไม่รับด้วย

Q:แต่การทำงานมันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่หรือ

ที่อื่นๆไม่รู้นะ แต่ไทยอีนิวส์นี่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย พื้นที่เวบบล็อกนี้ก็เป็นของฟรี เป็นบล็อกของเครือกูเกิ้ล ใครอยากทำก็สมัครฟรี นาทีเดียวก็เสร็จแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ทักษะฝีมือ

ค่าจ้างเงินเดือนเราก็ไม่มี อย่างที่บอกไปว่าทีมของเรามีงานประจำทำกันอยู่แล้ว เลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่มีเจตนาจะมาหาเงินหาทองอยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้องมีค่าจ้างอะไร


ข่าวภาคสนามที่เราลง ก็ไม่ต้องจ้างนักข่าวไปทำ เพราะเรามีคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยเวลาเขาไปงานที่ไหน เขาก็ส่งมาให้ฟรี หรือเราไปเก็บข่าวเก็บภาพจากเวบบอร์ด เวบไซต์ เฟซบุ๊คมาก็ฟรี แต่เราลงเครดิตให้ว่าเอามาจากแหล่งไหน ในต่างประเทศ อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย ญี่ปุ่น ประเทศต่างๆก็มีคนเสื้อแดงส่งมาลงฟรีทั้งหมด พูดง่ายๆนี่แหละสื่อภาคพลเมืองของแท้หละ

ในโอกาสนี้ก็กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยๆกันโดยไม่เคยได้ตังค์จากไทยอีนิวส์ซักแดง หวังว่าท่านจะเข้าใจเพราะเราก็ไม่เคยได้รับตังค์ซักเก๊เหมือนกันจากการทำงานนี้

ออฟฟิศสำนักงาน ค่าโสหุ้ยของเราก็ไม่มี สำนักงานก็อยู่บนอากาศ เผลอๆจะไปอยู่อวกาศ ค่าบริหารจัดการเป็นศูนย์ เพราะอย่างอินเตอร์เน็ตเราก็ใช้ในที่ทำงานของแต่ละคนในทีม มันก็เลยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร

Q:คำถามคลาสสิก งั้นทำแล้วจะได้อะไรขึ้นมา

เชื่อเถอะในโลกใบนี้ คนที่เขาทำอะไรโดยไม่หวังเงินตอบแทนนั้นมีอยู่จริง ในขบวนคนเสื้อแดงนี่ก็มากมายก่ายกอง ไม่ใช่เฉพาะที่ไทยอีนิวส์หรอก เขาอยากทำ อยากต่อสู้ อยากใช้ทักษะประสบการณ์ที่เขามีเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เขาก็ทำ

พูดมานี่เชื่อไหม แล้วแต่ใจจะคิด

Q:นอกจากไม่ได้อะไร แล้วก็ไม่กลัวติดคุกเหรอ

กลัวสิ ไม่น่าถาม

Q:ทำไมไม่เปิดตัวทีมงานไปเลย

ก็กลัวติดคุก กลัวโดนอุ้มหาย กลัวจะทำงานไม่ได้เต็มที่ กลัวต้องไปทะเลาะกับคนรู้จักที่ทัศนะทางการเมืองต่างกัน เพราะฉะนั้นอยู่แบบนี้หนะดีแล้ว

Q:สรุปว่าจะเป็นพวกใต้ดิน

ก็ไม่เชิงนะ ใต้ดินนี่คือยังไงคำจำกัดความ คิดอยากด่าพ่อล่อแม่ใครไร้หลักฐาน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เอามันเข้าว่า ถ้าแบบนั้นก็ไม่ใช่เรา

แต่หากหมายความว่า เราทำทุกอย่างด้วยความเป็นมืออาชีพในด้านงานข่าว หรือรายงานต่างๆ แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวเองเพราะมีปัญหาด้านความปลอดภัย การละเมิดสิทธืเสรีภาพ และจะได้ทำงานแบบสบายใจก็น่าจะใช่

Q:สมาคมนักข่าวฯเขาว่าพวกคุณเป็นสื่อการเมือง

ใช่ เราเป็นสื่อการเมือง หากหมายความว่า เราทำข่าว ทำรายงานเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เปิดโปงความชั่วช้าเลวทรามของระบอบปกครองที่กดขี่ประชาชาติไทย เปิดโปงความจริงที่สื่อกระแสหลักกลบเกลื่อนบิดเบือนออกมาสู่ประชาชน..ใช่ เราเป็นสื่อการเมือง

แต่เราจะไม่ทำน่าเกลียดประเภทที่สำนักข่าวเนชั่น ASTV ไทยโพสต์ แนวหน้า นักเล่าข่าวหน้าจอ หรือสื่อกระแสหลักสารพัดทำ คือการไล่ล่าทักษิณ แกนนำเสื้อแดง มวลชนคนเสื้อแดงด้วยความเท็จ เป็นมือตีนรับใช้ระบอบปกครองเผด็จการ เพื่อแลกกับผลประโยชน์เรื่องคลื่น ความถี่ เวลาออกอากาศ โฆษณา การหาเงินทำอีเว้นต์ แล้วเสือกมาชี้หน้าว่าเราเป็นสื่อการเมือง

เราจะไม่บอกให้คนอ่านของเราไปฆ่าวินมอเตอร์ไซค์ สังหารแท็กซี่แบบที่สุนันท์ ศรีจันทรา พูดออกวิทยุทีวี ไม่ยุให้รัฐบาลไปเข่นฆ่าสังหารหมู่ประชาชนที่มาชุมนุมโดยที่มือไม่เปื้อนเลือดแบบที่เปลว สีเงิน ทำอุบาทว์ชาติชั่ว เราไม่ทำ

เราจะไม่2มาตรฐานแบบสมาคมนักข่าวฯทำ เวลาเสื้อเหลืองชุมนุมก็ออกมากระจองอแงว่า"อย่าทำร้ายผู้ชุมนุม" แต่พอเสื้อแดงชุมนุมรีบออกแถลงการณ์"ออกใบอนุญาตฆ่า"แล้วก็มีน้ำหน้ามารณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"

สมาคมนักข่าวทำมานั้น"การเมือง"ไหมหละ...หรือพฤติการณ์ชวนสะอิดสะเอียดอย่างนี้เรียกว่าคือสื่อมืออาชีพ ไม่ใช่สื่อการเมือง

สรุปว่าเรายินดี ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสื่อการเมือง แต่ในความหมายที่เราเป็นเราทำเราคิด ไม่ใช่สมาคมนักข่าวดัดจริตดีดดิ้นประณามว่าเราเป็น แต่ละเลยกับพวกสื่อตัวพ่อที่ยุฆ่าเสื้อแดง ยุให้สังหารหมู่โดยไม่ต้องมือเปื้อนเลือด เอาความเป็นสื่อไปแลกผลประโยชน์แบบหยุ่นแบบลิ้มกระทำชำเรากับประเทศชาติ...

โดยที่สมาคมนักข่าวฯทำทองไม่รู้ร้อน ทุเรศ!

Q:ไทยอีนิวส์จะก้าวไปทางไหนในปีใหม่2554

A:โอ๊ย อยากทำสารพัด อยากมีข่าวมีสัมภาษณ์Exclusiveมาลง อยากลดโทนที่หนักๆให้เบาลงอีกหน่อย มีนวนิยาย หรือสกู๊ปสนุกๆมาเผยแพร่ อยากเสนอในมุมมองของคนในขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยแบบเบาๆ อยากมีเมนูเครื่องเคียงข่าวแบบมีสีสัน หรือออกแนวHow to อยากให้มันVarietyกว่าที่เป็นมา ตอบโจทย์ของผู้อ่านทุกเพศวัยประสบการณ์ ระดับฐานะเศรษฐกิจ ระดับฐานะสังคม...


อยากขยายตลาดคนอ่านให้มีคนเข้ามาอ่านซัก 100 ล้านคลิ้ก จะได้ตาสว่างกันมากๆ

แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นความฝันอยู่ แต่ภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือทำอย่างไรจะทำให้ไทยอีนิวส์อยู่ได้ ในกรณีที่ว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างรัฐประหารยึดอำนาจ หรือเกิดอะไรปุ๊บปั๊บขึ้นมา จนทำให้ไทยอีนิวส์เผยแพร่ไม่ได้ เราคงสร้างเครื่องมือตัวนี้ขึ้นมาให้ได้โดยไว จะได้มีข่าวแบบไทยอีนิวส์นี้ให้อ่านให้ติดต่อกันต่อไป

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

Q:อยากให้คนอ่านสนับสนุนอะไรไหม

เราทำไทยอีนิวส์มา 4 ปีเข้าปีที่ 5 เมื่อสิ้นปีก่อนคือ 2552 เรามีคนอ่าน 13.5 ล้านคลิ้ก มาสิ้นปีล่าสุด2553ผู้อ่านเพิ่มเป็น 27.5ล้านคลิ้ก แปลว่าปีเดียว เรามีอัตราขยายตัวมากกว่า 100 % เมื่อเทียบกับ 3 ปีแรก

เป็นสถิติที่น่าพอใจ แต่ก็ยังนับว่าน้อยไปหากเทียบกับคนไทยทั่วประเทศ คนเสื้อแดงทั่วโลก อยากให้คนอ่านช่วยกระจายหน่อยว่า ให้เข้ามาอ่านกันมากๆจะได้ตาสว่างกันในอัตราก้าวกระโดด ประเทศบ้านเมืองจะได้เปลี่ยนแปลงกันได้ไวขึ้น คนไทยที่ตื่นตัวจะชนะได้ไวขึ้น โดยเราจะพยายามทำงานให้ดีขึ้น โดนใจขึ้น คุณภาพและปริมาณมากขึ้นในปีนี้

เอาว่าแลกกันก็แล้วกัน ทีมงานของเราเหนื่อยยากในการทำงาน ท่านผู้อ่านช่วยเหนื่อยอีกนิดในการช่วยเผยแพร่ กราบขอบพระคุณมาล่วงหน้า

คลิปอีกแล้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เพิ่งคุยกันไปในฉบับเมื่อวานว่า หากจับสัญญาณการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ซึ่งจู่ๆ ฝ่ายการเมืองก็เร่งให้รีบทำโผ อาจจะแปลความได้ว่า เตรียมจะยุบสภากันแล้วกระมัง เลยต้องแต่งตั้งวางกำลังตำรวจเอาไว้ล่วงหน้า

ที่ว่าอาจจะรีบยุบ เพราะกลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีสำนวนดีเอสไอคดี 91 ศพ รั่วไหลไปอยู่ในมือส.ส.ฝ่ายค้าน

ถ้านำมาใช้ซักฟอกรัฐบาลในสภา ก็นับว่าหนักหนาสาหัสอยู่

เนื่องจากในสำนวนนั้น ปรากฏรายละเอียดพยานหลักฐานอย่างมากมาย ที่ทำให้รัฐบาลตอบคำถามได้ยากเย็นเข็ญใจ

นี่ล่าสุดยังมีคลิปส.ส.พนิชโผล่มาอีกเรื่อง!

เป็นภาพจากกล้องวิดีโอของผู้ร่วมในคณะนั่นแหละ ทั้งภาพและเสียงจึงชัดเจนแจ่มแจ๋ว

พูดกันตั้งแต่ เดี๋ยวจะเดินข้ามเขตนี้เข้าไปแล้วทหารเขมรก็คงจะมาจับเรา

ไปจนถึงโทรศัพท์ไปให้ติดต่อเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ อภิสิทธิ์

แถมกำชับความลับสุดยอดแบบเสียงดังสนั่นชายแดน

เรื่องนี้อย่าบอกใครไปเชียว เพราะนายกฯ รู้คนเดียว!!

สรุปความได้ว่า ตระเตรียมเอาไว้แล้วว่า เดินเข้าไปเพื่อให้ทหารเขมรจับ เพราะรู้ดีว่ากำลังเดินเข้าไปเขตแดนใคร กับนายกฯ อภิสิทธิ์รู้เห็นเป็นอย่างดี

แน่นอนว่า วิธีชี้แจงเอาตัวรอดก็ต้องพูดตามสูตรสำเร็จ คือเป็นคลิปตัดต่อ!?!

ของจริงยาวกว่านี้ แต่ที่มีการเผยแพร่เพียงแค่ไม่กี่นาที

วิธีพูดแบบนี้ ไม่ใช่คำอธิบายที่จะแก้ข้อหาได้เลยแม้แต่น้อย

เพราะแม้จะยาว 20 นาที แล้วตัดมาออกแค่ไม่กี่นาที ก็ไม่ได้หมายความว่า คนในคลิปมิได้พูดจาเช่นนี้!

ที่ไม่ได้เอาออกอีกกว่า 10 นาที ก็อาจจะแค่เสียงเดิน แค่คุยกันเรื่อยเปื่อย

สาระที่เขาตัดมาออก แต่มิใช่การตัดต่ออย่างแน่นอนนั้น สรุปว่าคนในกลุ่มพันธมิตร จงใจจะเดินไปให้เขมรจับ

ส่วนคนสนิทของนายกฯ พูดผ่านการโทรศัพท์ว่า กำลังเดินล้ำแดนเข้าไป และการมาครั้งนี้นายกฯ รู้ดี

นี่คงจะเป็นอีกเรื่องที่ต้องอยู่ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเรื่องหนึ่งก็มีสำนวนสอบสวนอย่างละเอียด อีกเรื่องก็มีคลิปหลักฐาน

สะเทือนนายกฯ เต็มๆ ทั้งสองเรื่อง

โอกาสยุบสภาจึงสูงยิ่ง

ขณะที่ฝ่ายค้านกลับเรียกร้อง อย่ายุบสภาหนีการซักฟอก!

‘เรืองไกร’กัดติด 'มาร์ค-กรณ์'เหนื่อย!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘เรืองไกร’กัดติด'มาร์ค-กรณ์'เหนื่อย!!





คดีเอสเอ็มเอสนายกฯ
ไม่จบง่ายอย่างที่คิด
เพราะข้อสงสัยในเรื่อง 2 มาตรฐาน ยังคงวนเวียนหลอกหลอนผู้คนในสังคมไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การทำรัฐประหาร 19 กันยา 49 เป็นต้นมา

ซึ่งทำให้ระบบยุติธรรมของไทยในทุกองคาพยพ ตกอยู่ในสภาพที่ต้องหาทางพยายามตอบคำถามบ้าง

หรือไม่ก็อยู่ในสภาพน้ำท่วมปากบ้าง

ในขณะเดียวกันอีกคนหนึ่งที่เหนื่อยในการตรวจสอบค้นหาความจริงให้กับสังคม ก็คือ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา จนกระทั่งถูกเรียกขานให้ฉายาว่าเป็น “ส.ว.จอมแฉ”

ซึ่งหากเป็นการแฉเพื่อสร้างศรัทธาความน่าเชื่อถือให้กับระบบยุติธรรมของไทยให้กลับคืนมาเหมือนในอดีต ก็ถือเป็นสิ่งที่พึงกระทำ

และนอกจากจะเป็นจอมแฉแล้ว นายเรืองไกร ยังมีลักษณะของการกัดติด หรือกัดไม่ปล่อย หากว่าเรื่องนั้นยังไม่ได้รับความกระจ่างมากเพียงพอ

อย่างเช่นกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่งข้อความสั้น(เอสเอ็มเอส) หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่นายเรืองไกรร้องเรียนว่าเป็นเรื่องของการได้รับผลประโยชน์

และประโยชน์ที่ได้รับจากการนี้ก็เป็นประโยชน์อันควรถือเป็นเงินได้พึงประเมิน จากการส่งเอสเอ็มเอส ซึ่งทางกระทรวงการคลัง และโดยเฉพาะกรมสรรพากร จะต้องติดตามการจัดเก็บภาษีของนายอภิสิทธิ์ แต่กลับยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ทั้งที่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ได้รับตามประมวลรัษฎากร

แต่ปรากฏว่าทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่า การที่นายกฯและนายกรณ์ขอความร่วมมือให้บริษัทมือถือ 3 แห่งส่งข้อความให้ประชาชน เป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในนามภาครัฐ

ไม่ใช่ทำในนามส่วนตัวหรือหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

อีกทั้งเป็นการขอความร่วมมือเป็นการทำก่อนที่ได้รับการโปรดเกล้าเป็นนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทเอกชนทั้ง 3 แห่ง ก็ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องจากการที่มีประชาชนส่งข้อความกลับมา จึงไม่เข้าข่ายการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน

นอกจากนี้ได้รับคำชี้แจงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า การส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปให้ประชาชน ไม่ใช่การกระทำต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น

จึงมีมติให้ยกคำร้อง… เรียกว่าเป็นของขวัญปีใหม่กล่องใหญ่ให้กับนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ เลยทีเดียว

แต่นายเรืองไกรยังคงไม่เห็นด้วย และได้มีการยื่นหนังสือถึง ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดย เนื้อหาในหนังสือสรุปได้ว่า

จากการไต่สวนผู้แทนบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครือข่าย ระบุว่า ใช้ชื่อผู้ส่งว่า UR_PM ย่อมาจาก YOUR PRIME MINISTER ซึ่งนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช ได้เป็นผู้พิจารณาตรวจร่างข้อความการส่งเอสเอ็มเอสถึงประชาชน

กรณีดังกล่าว ป.ป.ช.ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย จะได้รับเฉพาะค่าบริการ จำนวน 3 บาท กรณีที่ประชาชนตอบกลับมาเท่านั้น ซึ่งเป็นความสมัครใจของประชาชนที่ต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม โดยถือเป็นรายได้ของผู้ให้บริการแต่ละราย มิได้มีการแบ่งปันกันระหว่างบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย หรือผู้หนึ่งผู้ใดทั้งสิ้น
ซึ่งการพิจารณาของ ป.ป.ช. ที่เห็นว่า การขอรับบริการในการส่งข้อความสั้นดังกล่าว ถือเป็นประโยชน์อื่นใดแล้วนั้น ย่อมเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงที่ชัดเจนไปแล้ว

แต่การนำข้อกฎหมายมาพิจารณาว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวนั้น แต่เป็นประโยชน์ทางราชการ น่าจะเป็นการตีความกฎหมายเกินกว่าที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 103 ไม่มีการบัญญัติเรื่องประโยชน์ทางราชการเอาไว้ จะมีเฉพาะในมาตรา 100 (4)

โดยหนังสือร้องเรียนของนายเรืองไกร ยื่นขอให้ ป.ป.ช.ทบทวนการพิจารณาคดีดังนี้ 1.การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีตีความข้อกฎหมายตามมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 นั้น เป็นการพิจารณาเกินไปกว่าบทบัญญัติของกฎหมายในมาตรา 103 หรือไม่

เพราะคำว่า "ประโยชน์ทางราชการ" นั้น มาตรา 103 ไม่มีบัญญัติไว้ มีเพียงในมาตรา 100 ซึ่งบัญญัติว่า

"ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ ..

(4) เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น"

2.พิจารณาการรับประโยชน์อื่นใดของนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.แถลงในหน้าที่ 6 ถึง 7 กรณี ที่ทั้งสองคน "ได้เห็นชอบให้มีการสื่อสารกับประชาชนโดยวิธีการส่ง SMS และมอบหมายให้นายกรณ์ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งได้มีการนัดหมายผู้บริหารของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ สาระสำคัญของการประชุม คือขอให้ส่งข้อความถึงประชาชน ซึ่งนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ได้เป็นผู้พิจารณาตรวจร่างข้อความการส่ง SMS ถึงประชาชน" นั้น

แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อได้ว่า มีการใช้สถานภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปขอรับประโยชน์อื่นใดจากบริษัทเอกชนแล้ว ซึ่งบริษัทเอกชนนั้นย่อมเป็นบุคคลในความหมายของมาตรา 103 ซึ่งการรับประโยชน์อื่นใดดังกล่าวนั้น ยังไม่พบข้อความการพิจารณาในการกระทำดังกล่าวในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ทั้งที่ข้อเท็จจริงเรื่องการรับประโยชน์จากบุคคลนั้นชัดเจนแล้ว โดยพิจารณาว่า กรณีนั้นเกิดขึ้นก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรี

ซึ่งก็เท่ากับว่า นายอภิสิทธิ์ได้กระทำการดังกล่าวร่วมกันกับนายกรณ์ ในขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันอยู่ในบทบัญญัติตามมาตรา 103 ด้วย

และเมื่อพิจารณาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ใดในราชการฝ่ายบริหารที่จะไปประชุมหรือมอบหมายหรือไปขอความร่วมมือจากเอกชนแต่อย่างใด

จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้โปรดพิจารณาเพิ่มเติมด้วย

พูดง่ายๆว่า ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องนายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีไปแบบเกิดคำถามตามมามากมายแล้วก็จริง

แต่นายเรืองไกรก็ตามกัดต่อในในแง่การตีความของ ป.ป.ช. ว่าเกินกว่าอำนาจหรือไม่???

แถมยังจี้ในเรื่องของการเป็น ส.ส. แล้วมีการรับผลประโยชน์ด้วย

ซึ่งแน่นอนว่านายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์นั้น เป็น ส.ส.อยู่ก่อนแน่นอนแล้ว ดังนั้นก็น่าจะเป็นการรับผลประโยชน์ที่ชัดเจนด้วยหรือไม่???

งานนี้ไม่รู้เหมือนกันว่า ระหว่าง ป.ป.ช. กับ นายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ ใครจะเหนือกว่ากัน เมื่อเจอ ส.ว.จอมแฉ กัดติดในเรื่องข้อกฎหมายไม่ปล่อยแบบนี้

แต่ที่เหนื่อยแน่ๆ ก็คือระบบยุติธรรมของไทยนั่นเอง ที่ยังคงถูกครหาว่าวนเวียนติดปลักอยู่กับ 2 มาตรฐานไม่เลิกรา

แต่สังคมไทยที่ป่วยหนักอยู่ในเวลานี้ ก็ต้องการคนแบบ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ”ให้มีเยอะๆยิ่งดี ไม่ใช่หรือ???

ดร.เกษียร เตชะพีระ วิพากษ์รัฐบาล-วิจารณ์กองทัพ-กระชับพื้นที่มวลชน จับตาจัดแถว...

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ดร.เกษียร เตชะพีระ วิพากษ์รัฐบาล-วิจารณ์กองทัพ-กระชับพื้นที่มวลชน
จับตา จัดแถววางโครงสร้างอำนาจใหม่




ปี 2553 เป็นปีแห่งความขัดแย้ง อย่างถึงราก

นักวิชาการ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ นักกฎหมาย ต้องนอนก่ายหน้าผาก-พลิกตำราเก่าแก่รับมือ

ดร.เกษียร เตชะพีระ ในฐานะคอลัมนิสต์-นักรัฐศาสตร์ ฟันธงว่า
ปี 2554 จะเป็นปีแห่งการจัดโครงสร้างอำนาจของสถาบันหลักของชาติใหม่

พร้อม ๆ กับการกระชับพื้นที่ให้มวลชนสีแดง-สีเหลือง ค้นหาเหตุผลมาต่อสู้กัน
แทนการใช้กำลัง ความรุนแรง

หากสีใดยังใช้มวลชนเป็น "เบี้ย" ถือว่าเป็นการกระทำที่ "ทุเรศ"
และต้องส่งเสริมให้เกิดการ "ทะเลาะกันโดยสันติ"

บรรทัดจากนี้ไป เป็นคำทำนาย ข้อวิเคราะห์ บทวิพากษ์ และวิจารณ์ทุกโครงสร้างอำนาจ

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดของการเมืองปี 2554 มีอะไรบ้าง


มันทับซ้อนกัน 2 เรื่อง
อันแรก เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร 2549 ก็คือ
จะจัดระเบียบการเมืองยังไงให้ลงตัว เพราะว่ามันมีกลุ่มอำนาจ ซึ่งเขาดำรงอยู่จริง
ในทางสังคม ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีกระบวนการที่กลั่นกรองทางการเมือง
แต่กระบวนการที่กลั่นกรองนั้น ใน 3-4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า
มันก่อปัญหามากกว่าด้วยซ้ำ แปลว่าคุณจะจัดระเบียบการเมืองยังไง
ที่จะดึงเอากลุ่มพลังที่ถูกกันออกไป ให้เข้ามามีที่ทางในระเบียบการเมือง
และสู้กันในวงการเกมกฎกติกาทางการเมืองได้


ในแง่กลับกัน ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา สถาบันสำคัญของประเทศ
มีการแสดงบทบาทวางตำแหน่งฐานะที่ลักลั่นเปลี่ยนไปจากเดิม พูดตรง ๆ เช่น
สถาบันองคมนตรี สถาบันตุลาการ สถาบันทหารได้ถูกดึงเข้ามา
จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่เข้ามาพัวพันกับการเมืองมากขึ้น มันก่อให้เกิดปัญหามากขึ้น


ผมคิดว่า ย้อนไป 4 ปีที่ผ่านมา เห็นชัดว่า
สถาบันเหล่านี้มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นทั้งสิ้น
ลองนึกไปก่อนปี 2549 สถาบันตุลาการมีภาพลักษณ์ที่ดี
สถาบันทหารมีภาพลักษณ์ที่ดี สถาบันองคมนตรีไม่มีใครตั้งคำถาม
แต่ปัจจุบันเข้าไปพัวพันการเมืองมากขึ้น


ฉะนั้น จะจัดวางบทบาทตำแหน่งแห่งที่บทบาทฐานะของกลุ่มพลังทางการเมือง
ที่ถูกกันออกไปจากการเมืองนั้นอย่างไร คือการจัดระเบียบการเมืองใหม่
ที่ให้กลุ่มพลังทางการเมืองและสถาบันที่สำคัญของสังคมทั้งหลาย
มีบทบาทฐานะที่อยู่ในกรอบของระเบียบการเมือง อยู่ในกฎกติกาของระเบียบการเมือง
และเล่นบทที่เหมาะสมของตัว

ที่อาจารย์บอกว่า กลุ่มพลังอำนาจที่ถูกกันออกจากการเมืองนั้น
ความจริงเขาอยากกันตัวเองออกจากการเมือง หรือคนอื่นกันเขาออกไป



(หัวเราะ) ตอนต้น เขาก็คงอยากออก มีคนเชิญเขาออกไปหลายรอบใช่ไหม...คือ
พอพูดแล้ว เขาก็มีเหตุผลบางอย่าง ที่เขาอยากอยู่ หรือเพราะห่วงผลประโยชน์เขา
ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดา แต่พอเราผลักกัน...ในที่สุด ก็ไม่ใช่เรื่องของเขาคนเดียว
เพราะในที่สุด คุณไม่ได้ดีลกับตัวคุณทักษิณคนเดียว
แต่คุณกำลังดีลกับเครือข่ายอำนาจของคุณทักษิณ จะจัดการกับเครือข่ายอำนาจของคุณทักษิณ
ในที่สุด ก็กันออกไปไม่หมด เช่น กลุ่มนักการเมือง กลุ่มมวลชน


ผมคิดว่า วิธีการจัดการที่ผ่านมา มันไม่ได้เรื่อง มันไม่นำไปสู่ความสงบเรียบร้อย
ทำให้ทุกคนยอมรับอย่างที่คุณตั้งใจ อันนี้คือปัญหาคาราคาซัง
ทีนี้ ปัญหาเฉพาะหน้าที่ซับซ้อนเข้ามา และทำให้ปัญหาคาราคาซังเรื้อรัง ยิ่งแก้ยากเข้าไปอีก คือ
การฆ่าคน ตอนเหตุการณ์เมษา-พฤษภาที่ผ่านมา คือปัญหาเดิม ก็แก้ยากอยู่แล้ว
แต่เพิ่มเรื่องนี้เข้ามา ก็เหมือนไปเพิ่มล็อกอีกตัวหนึ่ง แล้วทำให้การแก้ปัญหาพื้นฐานแก้ยาก

ทำให้มีแนวโน้มเกิดความรุนแรงปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง
กระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ ยิ่งหนักหนาเข้าไปอีก คือเรื่องทั้งหมด
ก็ไม่ใช่เรื่องฝ่ายความมั่นคงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของฝ่ายผู้ชุมนุมด้วย
เรื่องแบบนี้ ก็เห็นมาตั้งแต่การล้มรัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) การล้มรัฐบาลสมชาย (วงศ์สวัสดิ์)

ต้องทำอย่างไร

ผมคิดว่า เรื่องด่วนที่สุด คือเรื่องเฉพาะหน้า
ปัญหาความยุติธรรม ปัญหาความรุนแรง ที่คาราคาซังมาจากเดือนเมษา-พฤษภา
ถ้าไม่มีความยุติธรรม ไม่มีกระบวนการที่โปร่งใส เป็นที่ยอมรับในการหาความจริง
โอกาสที่จะเกิดความวุ่นวายและรุนแรงก็จะเกิด เหมือนกับเป็นแผลบ่มหนองไปเรื่อย ๆ
ประสบการณ์ของไทยที่ผ่านมาในอดีต ก็มีตัวอย่างเหมือน 14 ตุลา 16 พฤษภา 35
ขบวนการอย่างนี้ ต้องเปลี่ยนการนำทางการเมือง เปลี่ยนรัฐบาล
พอเปลี่ยนการนำทางการเมืองแล้ว คือเปลี่ยนหัวก่อน
พูดง่าย ๆ สมัยนั้น ถนอม ประพาส ณรงค์ออกไป สมัยพฤษภา 35 สุจินดาออกไป


อันที่ 2 คือเปลี่ยนการนำของสถาบันหลักในทางความมั่นคงที่เข้าไปเกี่ยวพันกับความรุนแรง ก็คือ
ตัว ผบ.ทบ. หรือใครก็แล้วแต่ที่เข้าไปใช้กำลังตอนนั้น
และเปลี่ยนแกนนำหน่วยงานราชการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปราบปราม
การเปลี่ยนรัฐบาลและการนำหน่วยงานราชการ
เพื่อว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวพันไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะล็อกการไต่สวนของกระบวนการยุติธรรมได้
ไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะล็อกการค้นหาความจริงได้ นำไปสู่ข้อยุติในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับ
แล้วหลังจากนั้นค่อยจัดสรรผลประโยชน์อำนาจกันใหม่

แต่ละตำแหน่งมีที่มาตามระบบราชการ หรือมาจากการเลือกตั้ง

มันไม่ง่ายหรอก...คือผมคิดว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
ก็น่าจะเป็นโอกาสหนึ่งที่จะเปลี่ยนการนำทางการเมือง...จะเกิดขึ้นหรือเปล่า ผมไม่รู้นะ
ก็อยู่ที่ผลการเลือกตั้ง แต่ถ้าไม่ทำสิ่งเหล่านี้ เรื่องไม่จบ



เป็นการเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือเปล่า


ผมใช้คำว่า เปลี่ยนการนำดีกว่า คือพูดด้วยความจริงใจ
ในฐานะนักรัฐศาสตร์ จากประสบการณ์การเมืองไทย
ถ้าอยากแก้ปัญหาเรื่องนี้ คนที่นั่งอยู่ในอำนาจรัฐบาลตอนเกิดเหตุ
ไม่ควรจะนั่งอยู่ในตำแหน่งรัฐบาลอีก อันที่ 2 ก็คือ
ต้องเปลี่ยนการนำของสถาบันหน่วยราชการฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตุลาการ และองคมนตรี
เพื่อให้กระบวนการคลี่คลาย ไม่งั้นมันจะโดนล็อก และกระบวนการไม่คลี่คลาย


คือผมไม่อยากพูดเรื่องตัวบุคคล แต่เป็นการเปลี่ยนการนำ
เพราะสถาบันเหล่านี้เข้าไปพัวพันทางการเมือง โดยเฉพาะเมษา-พฤษภาที่ผ่านมา
ทำให้ความชอบธรรมเสื่อมถอยลงทั้ง 3 สถาบัน ไม่เคยมียุคไหน
ที่สถาบันตุลาการ สถาบันกองทัพ สถาบันองคมนตรีมีภาพลักษณ์ขนาดนี้มาก่อน

ถ้าแก้ไม่ได้ อย่างเลวร้ายที่สุด ปี 2554 จะเกิดอะไรขึ้น


อย่างเบาที่สุดก็คือ un-governability ก็คือปกครองไม่ได้
ปกครองอย่างอำนวยให้เศรษฐกิจ สังคมดำเนินไปอย่างปกติสุข เป็นไปไม่ได้
ใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีแนวโน้มใช้อำนาจอย่างฉุกเฉิน
ใช้กฎหมายความมั่นคง อำนาจนิยม ส่วนฝ่ายมวลชน
ก็จะมีแนวโน้มต่อต้านการปกครองอำนาจใหม่ที่ขึ้นมา และมีแนวโน้มอนาธิปไตย
ก็คือข้างบนอำนาจนิยม ข้างล่างอนาธิปไตย
แล้วก็จะเรื้อรังกันไปแบบนี้ เรื้อรังกันไปเรื่อย ๆ แบบนี้
เพราะเป็นมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 23 ธันวา 2550 แล้ว

สาเหตุที่เสื้อแดงควบคุมยาก
เพราะแกนนำยังไม่ได้ประกันตัว เรื่องนี้เป็นปัญหาที่แท้จริงหรือไม่



ผมคิดว่า ปัญหาทับซ้อน 2 ส่วน คือในส่วนแกนนำ
ก็มีปัญหาการต่อสู้ทางแนวทางของแกนนำที่อยู่ข้างใน
จากการเปิดเผยของคุณวีระ มุสิกพงศ์ และพี่วิสา คัญทัพ แกนนำ นปช.ในระยะเวลาที่ผ่านมา แล้ว
ในที่สุด ดูเหมือนว่าแนวทางต่อสู้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบขาด ฉับพลัน
เอาชนะอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน เป็นฝ่ายที่แพ้


ผมคิดว่า อันนี้เป็นบทเรียนที่ต้องสรุป คือหลีกเลี่ยงความรุนแรง
แล้วมองการต่อสู้อย่างที่เป็นจริง
ไม่ใช่อย่างที่ใจตัวเองต้องการ ไม่ว่าใจนั้นจะเป็นใจในประเทศ
หรือใจนอกประเทศก็ตาม ต้องเริ่มจากความเป็นจริง


เขากำลังพยายามเปลี่ยนวิธีคิดของคนไทยทั้งประเทศ เกี่ยวกับการเมือง
พยายามเปลี่ยนวิธีคิดของคนไทยทั้งประเทศ เกี่ยวกับปัญหา
ความเสมอภาคในสังคม ทางเศรษฐกิจ อะไรต่าง ๆ อันนั้นเป็นเรื่องยืดเยื้อยาวนาน
ก็คงจะเร่งรัดให้มันเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น เผด็จศึก...ไม่ได้


ในส่วนของมวลชน ผมยินดีที่สุดเลย
ที่คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เขาทำการเคลื่อนไหว
แต่คุณูปการที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของการต่อสู้แบบ บก.ลายจุด คือการต่อสู้แบบสันติ


คุณ บก.ลายจุดและพรรคพวกได้เอาอิสรภาพตัวเองเป็นเดิมพัน
เพื่อหาทางออกให้คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ว่าเราต่อสู้แบบสันติได้
ถ้าฝ่ายความมั่นคงไม่หน้ามืดเกินไป แนวทางของ บก.ลายจุดควรได้รับการส่งเสริม
สำหรับเป็นแนวทางต่อสู้นอกเวทีรัฐสภา
อาจารย์ไม่อยากให้ปฏิเสธกันที่สีเสื้อ แต่อยากให้ปฏิเสธวิธีการรุนแรง


ผมอยากให้เปิดยุคใหม่ของการต่อสู้ในความขัดแย้งทางการเมือง จาก 3-4 ปีที่ผ่านมา
ด้วยความเชื่อทางการเมืองอย่างจริงใจจริงจังของคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดง
ได้ทำการต่อสู้อย่างเข้มข้น ในที่สุด ก็ทำให้การต่อสู้ส่งผลไปถึงความรุนแรงทั้ง 2 ฝ่าย

ดูแนวโน้มต่อไปข้างหน้า วันที่เราเจอจุดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างแนวคิดที่ต่างกันในเรื่องนี้
ระหว่างเสื้อสีที่ต่างกันในเรื่องนี้ มันคงไม่เกิดเร็ว เมื่อไม่เกิดเร็ว ก็ต้องสร้างวิธีการต่อสู้ ที่สู้กันได้
โดยไม่ต้องฆ่ากัน มันจะเป็นประโยชน์ต่อคนเสื้อเหลืองเอง และจะเป็นประโยชน์ต่อคนเสื้อแดงเอง


สักวันหนึ่ง คงจะมีจุดที่ทั้ง 2 ฝ่ายประนีประนอมกันได้ และทะเลาะกันต่อไปบนการประนีประนอมนั้น
แต่ถ้าเราจะไปถึงจุดตรงนั้นได้ ก็คือเราจะต้องไม่ฆ่ากัน
เพราะถ้าฆ่ากัน จุดที่จะเจอกันตรงนั้น หากันไม่เจอหรอกครับ จะถูกผลักห่างออกไปเรื่อย ๆ


แน่นอน ทางรัฐก็ต้องเข้าใจด้วยว่า คุณพลาดทางยุทธศาสตร์นะ
ที่คุณไปปราบ ฆ่าเขารุนแรงขนาดนั้น

ทั้งฝ่ายผู้ฆ่าและฝ่ายผู้ถูกฆ่าก็มีเหตุผลรองรับการกระทำของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายชุมนุม



ผมคิดว่า ทุกฝ่ายลองหายใจลึก ๆ แล้วถามตัวเองว่า คุณมีคำอธิบายเสมอ ว่า
คุณจะต้องทำแบบนี้ ต้องปราบ ต้องใช้ความรุนแรง
เพราะ...แล้วอธิบายไป แล้วผลที่ได้มาเนี่ย มันแก้ปัญหาไหม หรือมันเพิ่มปัญหา
ผลที่ได้มา มันทำให้บ้านเมืองบอบช้ำน้อยลงไหม หรือบอบช้ำมากขึ้น
ลองเบิกตาดูดี ๆ แล้วถามตัวเอง

ถ้าประเมินแล้ว คิดว่าเพิ่มปัญหาให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น แตกลายปัญหาออกไปอีกกว้างไกลยิ่งขึ้น
งั้นก็อย่าทำอีก มันไม่คุ้ม...อะไรจะดีกว่ากัน ระหว่างฆ่าคนที่เห็นต่างจากคุณ หรือชนะใจเขา
แล้วเปลี่ยนแปลงความคิดเขาได้

ช่วงที่มีการชุมนุมของเสื้อแดง ศอฉ.ก็ฉายภาพที่ทหารถูกคนเสื้อแดงทุบตีทำร้าย
อันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัฐ หรือจะยิ่งสร้างความเกลียดชังให้ฝ่ายตรงข้าม



ในความรู้สึกผม เมื่อมีเหยื่อของความรุนแรงเกิดขึ้น...เครื่องแบบที่เขาใส่ไม่สำคัญ
แต่มันคือความรุนแรงและความสูญเสีย สภาพทุกวันนี้ ก็ด้วยความเห็นอกเห็นใจนะ
ต่างฝ่ายต่างก็เน้นไปที่การสูญเสีย รวมไปถึงการบาดเจ็บล้มตายของฝ่ายตัวเอง
คือต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของคนที่สู้กับคุณ
ถ้าคุณเห็นความเป็นมนุษย์ของคนที่สู้กับคุณแล้ว โอกาสที่คุณจะใช้ความรุนแรงทำร้ายเขา
มันก็จะลดน้อยลง

ผู้ชุมนุมถูกปลุกระดมให้เกลียดฝ่ายรัฐ ส่วนฝ่ายรัฐปฏิบัติราวกับผู้ชุมนุมเป็นศัตรู
ถือเป็นข้ออ่อนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเปล่า



ข้ออ่อนนี้ เป็นกันทุกฝ่ายนะครับ เสื้อเหลืองก็เป็น เสื้อแดงก็เป็น ฝ่ายรัฐก็เป็น
ประเทศไทยสัก 100 ปีข้างหน้า เราก็ยังต้องมีกองทัพไทย
เราก็ยังมีคนที่เชื่อในอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบเสื้อแดง
เราก็ยังมีคนที่เชื่อในอุดมการณ์เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์
เรื่องการรักชาติแบบเสื้อเหลือง มันไม่มีอะไรที่จะหายไปหรอก
คุณตั้งใจที่จะทำให้เสื้อแดงหายไปหมดเหรอ ?
คุณตั้งใจที่จะทำให้เสื้อเหลืองหายไปหมดเหรอ ?
คุณตั้งใจที่จะทำให้กองทัพไทยหายไปจากประเทศไทยเหรอ ?
ไม่มี...วันนั้นจะไม่มี


คือจินตนาการบรรเจิดที่ว่า
ประเทศไทยไม่มีกองทัพ ประเทศไทยไม่มีเสื้อแดง ประเทศไทยไม่มีเสื้อเหลือง
มันต้องเลิก มันต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีหลายกลุ่ม
หลายฝ่าย มีความแตกต่างทางการเมือง เรายังต้องทะเลาะกันอีกยาวนาน

มวลชนทุกสีเสื้อคงทะเลาะกันที่ความคิดเลือกข้าง
แต่ระดับนำของทั้ง 2 ฝ่ายมีผลประโยชน์มหาศาลเป็นเดิมพัน และใช้ชีวิตมวลชนมาต่อรอง



ในความหมายนี้ ผมจึงคิดว่า แกนนอนของคุณสมบัติมีความสำคัญ
คงต้องคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมวลชนกับแกนนำในการเคลื่อนไหวเสียใหม่ทุกสี
ผมว่า ที่ผ่านมามีการเรียกร้องประชาธิปไตย
แต่ภายในองค์กรไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่
มีลักษณะนำเดี่ยว หรือนำไปตามใจ หรือพร้อมที่จะเอามวลชนเป็นเบี้ย
เพื่อแลกกับชัยชนะ อันนี้พูดด้วยความเคารพ ว่าทุเรศที่สุด
ผมนึกคำที่แรงกว่านี้ไม่ได้ มันทุเรศ...อย่าทำแบบนั้น...คือ
ต้องคิดใหม่ในหมู่แกนนำ เรื่องการเอาชีวิตคนเป็นเบี้ย เป็นเครื่องมือ


ในแง่กลับกัน ผมคิดว่า มวลชนก็อย่าได้ปล่อยให้ตัวเองเป็นเครื่องมือของแกนนำ
การเข้าไปร่วมเนี่ย คุณก็มีอุดมการณ์ร่วม คุณมีแนวคิดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีร่วมกับเขา
ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณคิดว่ามันชอบกล ไม่เข้าท่า มวลชนก็อย่าไปยอม

ทุกครั้งที่มีการชุมนุมของทุกสี ก็ต้องปลุกอารมณ์


ถ้าใช้อารมณ์ คุณก็ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายที่อยากจะใช้คุณเป็นเครื่องมือ คือ
เราคงไม่สามารถหลีกพ้นสภาวะอันนี้ ในโลกของเราต่อไปข้างหน้า
ก็ยังมีคนที่ใช้อารมณ์มวลชนเป็นเครื่องมือ


มวลชนอาจจะบอกว่าเต็มใจ ตายก็ยอม ขณะที่คนได้ประโยชน์คือแกนระดับนำระดับบน


อืม...ม ผมเห็นด้วยนะ คือคนที่เขามีความเชื่อ พร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลกและยอมตาย
เพราะความเชื่อ ผมเคารพนะ แต่ที่ผมกลัว คือพลิกนิดเดียว ไปเป็นเขายอมฆ่า
เพราะความเชื่อ สิ่งนี้ผมอยากจะให้คิดซะใหม่
คุณยอมตายเพราะความเชื่อเพื่ออุดมการณ์คุณ ผมนับถือ
แต่อย่ายอมฆ่าเพราะความเชื่อ มันต่างกันนิดเดียวจริง ๆ ต้องระวัง

คุณทักษิณเป็นตัวแปรสำคัญของการเมืองไทย
เขาควรมีท่าทีอย่างไรต่อมวลชนและฝ่ายตรงข้ามภายในประเทศ



คุณทักษิณในฐานะสิ่งมีชีวิตทางการเมืองอย่างหนึ่ง
ซึ่งมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แน่นอนของตัว
จะไม่ให้เขาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเขา ก็คงไม่ได้
ในความคิดความเข้าใจของเขา ก็คงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งก็มีสิทธิที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมนั้น

หน้าที่ของพวกเรา ก็คือจะออกแบบระเบียบการเมือง ระเบียบการปกครองอย่างไร
ที่จะมีที่ให้คุณทักษิณ รวมทั้งกลุ่มอื่นอยู่ตรงข้าม ต่อสู้แสวงหาความเป็นธรรม
โดยไม่ทำให้บ้านเมืองทั้งหมดพังฉิบหายด้วย
เพราะมีคนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าถูกคุณทักษิณรังแกเอาเปรียบ เขาคงรู้สึกเหมือนกันว่า
ในยุคคุณทักษิณ เขาก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าไหร่ เราจะออกแบบอย่างไร
เพื่อให้คนเหล่านี้เล่นได้ โดยไม่ทำให้ทั้งหมดฉิบหายไปด้วย อันนี้สำคัญกว่า


ผมคิดว่า ถ้าจะไม่ให้คุณทักษิณมีบทบาททางการเมืองเลย
หรือจะไม่ให้คนที่รู้สึกว่าถูกคุณทักษิณรังแกมีบทบาททางการเมืองเลย
มันผิดวิสัยมนุษย์ว่ะ มนุษย์มันก็เป็นสัตว์การเมือง มันก็เคลื่อนไหวแบบนี้แหละ
แต่ว่า เรากำลังปล่อยให้ความขัดแย้งของกลุ่มคนเหล่านี้
ทำลายระเบียบการเมืองของเรา ของลูกหลานเราฉิบหายไปหมดเลย
จนกระทั่งการเมืองแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องยิงกัน ต้องมาฆ่ากัน


เราต้องหาวิธีที่ต่อให้คุณทักษิณ หรือฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณ
นึกอยากจะใช้วิธีที่เลวร้าย ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ คือ
ระเบียบการเมืองมีความแข็งแรงพอที่จะทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
เป็นธรรมดาในทางผลประโยชน์ของกลุ่มคนเหล่านี้เดินไปตามวิถีของมัน

วิธีคิดที่ว่าทำใจ ทีใครทีมัน จะทำให้บ้านเมืองสงบได้ไหม
จะไปเปลี่ยนความคิดเรื่องทำใจ ทีใครทีมันคงไม่ได้ แต่เราต้องสร้างระเบียบการเมือง
ที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนได้ที ก็ต้องไม่ทำร้ายส่วนรวม
ควรจะทีใครทีมันให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกา ไม่ทำลายส่วนรวม อันนี้คือระเบียบการเมือง
ขั้นต่ำ คือมีกติกาแน่นอน ยอมรับว่า
ใครชนะแล้ว เล่นเกมใหม่ ไม่ใช่พอฝ่ายตรงข้ามชนะแล้ว บอกว่า
กูจะไม่ยอมให้มรึงปกครอง แล้วทำทุกวิถีทาง เอามรึงลงให้ได้
ซึ่งผมรู้สึกว่า อันนี้มันเล่นกันซะจนบ้านเมืองฉิบบหายหมด
แบบนี้ตายทั้ง 2 ฝ่าย กลับไปสู่วงจรอุบาทว์เก่า อำนาจนิยมโดยรัฐบาล อนาธิปไตยโดยมวลชน

การชุมนุมแบบเดิม มักวัดกันที่จำนวนมวลชน เปลี่ยนไปเป็นวัดกันที่ประเด็นความต้องการ

ก็เป็นความก้าวหน้าขึ้น ผมคิดว่า กว่าจะมาถึงปัจจุบัน เริ่มชัดเจนแล้วว่า
ความขัดแย้งมันเป็นเรื่องอะไรบ้าง ถึงทุกวันนี้
ผมคิดว่า การเมืองไทย ไม่มีใครคิดล้มเจ้าเพื่อเป็นสาธารณรัฐ
แม้แต่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แกก็ไม่ได้บอกว่าจะล้มเจ้า


ฉะนั้น ประเด็นสำคัญ ไม่ใช่เรื่องจะล้มเจ้า หรือไม่ล้มเจ้า แต่เป็นประเด็นว่า
คุณจะสร้างระเบียบการเมืองอย่างไร ที่จะมีที่ทางให้พลังการเมืองฝ่ายต่าง ๆ
และสถาบันหลักต่าง ๆ ของสังคมได้วางฐานะตัวเองได้เหมาะสม
นี่คือโจทย์ระยะยาว แต่ตอนนี้ ถูกถมทับด้วยโจทย์ระยะสั้น เรื่องที่ฆ่ากัน อันนี้ก็ปวดหัวเข้าไปอีก

มีกระแสมวลชนบางกลุ่มคิดว่าต้องล้มเจ้าเพื่อแก้ปัญหา

คงมีคนที่คิดแบบนั้นอยู่บ้าง แต่ในแง่กลับกัน ในเมืองไทย
มีคนรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุผลที่ดีที่สุด...
เราอยู่ในประเทศที่มีคนทั้ง 2 แบบ เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน จะฆ่ากันเหรอ ?
มีช่องทางใด ไหมที่จะมานั่งถกเถียงด้วยเหตุผลว่าอะไรคือ
ปัญหาที่ติดขัดข้องใจ อะไรคือฐานะบทบาทตำแหน่งของสถาบันสำคัญของประเทศที่ควร



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1294287901&grpid=no&catid=04

แกนนำ นปช.แจกส.ค.ส.ปีใหม่ชุดที่2

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





เมื่อวันที่ 6 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง จำนวน 8 คน
ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นพ.เหวง โตจิราการ
นายก่อแก้ว พิกุลทอง
นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา
นายนิสิต สินธุไพร
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
นายสมชาย ไพบูลย์ และ
นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก

ได้สั่งให้คนใกล้ชิดจัดทำ ส.ค.ส.ปีใหม่ เป็นชุดที่ 2
เพื่อแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศ จำนวน 30,000 ใบ


ทั้งนี้ รูปแบบของ ส.ค.ส.แกนนำเสื้อแดงชุดที่ 2 คล้ายคลึงกับชุดแรก เป็นแผ่นพับ 4 หน้า
แต่จะมีพื้นที่เป็นสีแดงทั้งหมด

หน้าแรกเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีแดง พร้อมข้อความว่า
"สวัสดีปีใหม่ ปี 2554 ส่งความรักและความห่วงใยให้พี่น้องเสื้อแดง"

ส่วนหน้าที่ 2 และหน้าที่ 3 เป็นข้อความเดียวกัน ส.ค.ส.ชุดแรก
หน้าสุดท้ายจะเป็นรูปนายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง
อยู่ในชุดนักโทษภายในกรงขังของเรือนจำ โดยมีตราสัญลักษณ์ของ นปช.
และข้อความว่า
"ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"

โดย ส.ค.ส.ทั้งหมดจะทยอยแจกจ่ายตั้งแต่วันที่ 6 มกราคมนี้
ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร จ.อุดรธานี และ
จ.ร้อยเอ็ด ในพื้นที่ที่นายนิสิตเคยเป็น ส.ส.



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294285400&grpid=02&catid=&subcatid=

คิดถึง จาตุรน ฉายแสงไหม มาแล้วจ้า 71 นาที ม้วนเดียวจบ

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2010-03-23@1934 RedMarch ผ่านฟ้า อดิศร จาตุรน

ทัศนะใคร? โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย Yang Wenli

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง ทัศนะใคร
โดย กาหลิบ

หลัก ฐานที่มัดตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ากับแผนยั่วยุกัมพูชา จนข้าช่วงใช้ทั้งหลายถูกจับกุมตัวเรียบหมด ๗ คนนั้น เอาเข้าจริงยังสำคัญน้อยกว่าทัศนะของนายอภิสิทธิ์ฯ ที่แสดงออกอย่างชัดเจนในคลิปที่น่าสนใจนี้

การแอบมอบหมาย นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งเป็น ส.ส. พรรคตนให้เดินทางไปปฏิบัติงานลับโดยไม่แจ้งให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้ รับรู้ และไม่ยอมปริปากใดๆ กับผู้ร่วมรับผิดชอบในคณะรัฐมนตรีและฝ่ายการเมืองได้ทราบเลยนั้น เป็นสิ่งส่อแสดงว่านายอภิสิทธิ์ฯ รับงานเรื่องนี้มาจากผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ หรือคนที่ชาวบ้านตาสว่างเขาเรียกกันว่า “มือที่มองไม่เห็น” นั่นเอง

มือ หรือตีนที่ (นึกว่าคนเขา) มองไม่เห็นนี้ มีทัศนะที่น่าตกใจเกี่ยวกับการดำรงของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์หรือ อุษาคเนย์มานาน เหตุการณ์ไร้สาระล่าสุดนี้ ความจริงก็ยืนยันถึงสันดานอันต่อเนื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แถมยังโยงมาถึงพฤติกรรมเลวร้ายอย่างสม่ำเสมอที่เขากระทำต่อคนไทยด้วยกัน

คนๆ นี้เชื่อว่าเมืองไทยที่เขานึกว่าเขาครอบครองอยู่แต่เพียงผู้เดียวนั้น จะเจริญก้าวหน้าโดดเด่นได้ก็ต่อเมื่อเพื่อนบ้านรอบทิศเขาตกต่ำ ยากจน และเต็มไปด้วยความขัดแย้งจนโงหัวไม่ขึ้น

เมื่อใดที่เพื่อนบ้านรอบไทย ไม่ว่าจะเป็นพม่า มาเลเซีย ลาว และกัมพูชา และแม้กระทั่งเวียดนามที่มิได้มีพรมแดนติดต่อกัน เกิดสันติภาพและเตรียมพัฒนาตัวเองให้หลุดจากความล้าหลัง จะพบว่าคนใหญ่ของเมืองไทยกลับทำทุกอย่างที่จะให้เขากลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์ แห่งความโง่ จน เจ็บ เหมือนกับตัวทำกับคนไทยครึ่งค่อนประเทศมาตลอดระยะเวลาแห่งการครองชาติ

ใน กรณีพม่านั้น ก็ถึงขนาดให้ทหารไทยปลอมตัวเป็นกองกำลังไทยใหญ่ แอบโจมตีจนทหารพม่าเขาล้มตายไปเป็นร้อย เพราะความเกลียดชังมาแต่ครั้งประวัติศาสตร์ที่โคตรตระกูลของตัวเองถูกฝ่าย เขาโค่นอำนาจลงด้วยความโง่

ลาวนั้นเจ็บหลายแบบ ทั้งส่งทหารรับจ้างสัญชาติไทยเข้าไปโค่นรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้ อำนาจมาด้วยการปฏิวัติของประชาชนและพยายามยึดครองดินแดนของเขาด้วยกำลัง

มาเลเซียก็โดนทั้งเรื่องดินแดน การขนส่งสินค้าผิดกฎหมายข้ามประเทศ และอื่นๆ

กัมพูชา นั้นเรียกว่าถูกรางวัลที่ ๑ มาตลอด คนๆ นี้เกลียดชังกัมพูชามาแต่ครั้งที่เขาเป็นคนหนุ่มและเจ้าชีวิตของกัมพูชาก็ ยังอยู่ในวัยคะนอง การขับเคี่ยวแข่งขันของเด็กเสียคนสองคน ความขี้อิจฉาริษยาอย่างหนักของฝ่ายไทย และการแข่งขันระหว่างประเทศ ทำให้ผู้มีอำนาจไทยเข้าไปแทรกแซงจนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจและสายที่ ต่างกันทางอุดมการณ์ระเบิดขึ้นเป็นสงครามกลางเมืองยืดเยื้อยาวนานและทำลาย โอกาสของกัมพูชามากว่าสามทศวรรษ และทำให้ไม่อาจหลุดพ้นจากวงจรอันยากลำบากทางเศรษฐกิจมาจนถึงทุกวันนี้

การ หาเรื่อง เรื่องปราสาทและดินแดน ทั้งๆ ที่ผู้เกี่ยวข้องเขากำลังแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นทางการอยู่ เป็นเครื่องชี้ว่าผู้มีอำนาจไทยมีวิสัยและทัศนะที่เป็นอันธพาล พร้อมจะกวนน้ำให้ขุ่นและปลุกเร้าลัทธิคลั่งชาติมาเป็นเครื่องมือของตัวเอง ตลอดเวลา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สนิทกับใคร ใครแสดงตัวว่ารักใคร่และพร้อมอุปถัมภ์ เราก็รู้อยู่แก่ใจจากการแสดงออกบ่อยครั้งผ่านข่าวของรัฐทุกช่อง ไม่ต้องเสียเวลาปฏิเสธ และไม่ต้องมาอ้อนวอนให้เห็นใจคนแก่

คงเสี้ยม สอนกันมาแล้วสิว่า การจะครอบครองประเทศไทยให้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ นายอภิสิทธิ์ฯ จะต้องทำลายความสำเร็จและโอกาสก้าวหน้าของประเทศเพื่อนบ้านในทุกเวลาที่ทำ ได้

ทำแล้วผู้อุปถัมภ์ที่นั่งสั่งฆ่าคนอย่างเลือดเย็นอยู่บนที่สูงคง จะพึงพอใจ เติมคะแนนให้กับคนรับใช้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แผนการยั่วยุกัมพูชาจึงได้เกิดขึ้น

เวรกรรมคงมีจริง อุตส่าห์อำพรางตัวเองว่าฉลาดเลิศคนมาหลายปี มาบัดนี้ทำอะไรก็หลุดก็รั่วไปหมด ราวกับไฟธาตุใกล้จะแตก

พอแผนแตกคาที่อย่างนี้แล้ว ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ซัวสะเดยสิครับงานนี้.

"ใบตองแห้ง"ออนไลน์:2554 ปีแห่งการยกระดับ

ที่มา ประชาไท

2554 เป็นปีแห่งการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหรือปลายปีก็ตาม แต่การเลือกตั้งได้ลดความหมายต่อชัยชนะของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยลงไปแล้ว

การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจะชนะ แต่ไม่ได้มีนัยสำคัญชี้ขาดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะถ้ามองกลับกัน หากทักษิณและพรรคเพื่อไทยชนะ พ่อไอ้ปื๊ด เจ๊ใหญ่ เจ๊แดง ออกมาลอยหน้าลอยตา ไม่ว่าจะได้เจ๊มิ่งหรือเจ๊ยิ่งเป็นนายกฯ ก็ไม่ได้แปลว่าฝ่ายประชาธิปไตยชนะซักหน่อย จริงไหม

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังต้องคดเคี้ยวและใช้เวลา ใช้สถานการณ์ให้การศึกษาประชาชน เพราะเป้าหมายของประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่แค่โค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่เป็นการ “ปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย” ครั้งใหญ่ เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง ลดอำนาจนอกระบบ อำนาจศาล ทหาร รัฐราชการ ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

นี่เป็นการต่อสู้ที่จะต้องสู้กันทุกปริมณฑล ทั้งความคิด ทฤษฎี กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ข้อมูลข่าวสาร หลักการ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม พร้อมไปกับการช่วงชิงมวลชน ทำให้มวลชน “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ “เลยธง”

ปัจจัยของการต่อสู้วันนี้ขึ้นอยู่กับ 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ขบวนเสื้อแดง คนชั้นกลางฝ่ายสองไม่เอา กับความอ่อนแอเน่าในของระบอบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ (โชคชะตาฟ้าดินไม่นับ อย่าไปฝากความหวัง) โดยมีคนชั้นกลางชาวกรุงเป็นตัวแปรอันโลเล และมวลชนส่วนที่เหลือเป็นเป้าหมายให้ช่วงชิง

เหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ส่งผลต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งด้านบวกและลบ ด้านบวกคือ มวลชนเสื้อแดงพัฒนาการเรียนรู้ “ตาสว่าง” ผนึกพลังเหนียวแน่น แสดงจิตใจกล้าต่อสู้ถึงที่สุด ไม่ว่าถูกปราบถูกจับกุมคุมขังอย่างไร ก็ยังมีมวลชนหลายหมื่นคนพร้อมออกมาชุมนุม นี่คือขบวนการที่มีพื้นฐานมวลชนเข้มแข็งที่สุด ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย (แต่ก็มีหัวขบวนห่วยแตกที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน)

ด้านลบคือการแสดงพลังของ “ไพร่แดง” ซึ่งระเบิดออกมาด้วยอารมณ์ร้อนแรง และได้แรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากคนจนคนชั้นล่างในกรุงเทพฯ ได้สร้างความหวาดกลัวและตื่นตระหนก ต่อคนกรุงคนชั้นกลาง นักธุรกิจ ซึ่งหวาดกลัวว่าถ้า “กองทัพไพร่แดง” ชนะ ถ้าแท็กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซค์ แม่บ้าน คนขับรถ ฯลฯ ชนะ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถอนรากถอนโคน โดยไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตความเป็นอยู่ สถานะของตนเอง คนเหล่านี้จึงผนึกกำลังเป็น “แนวร่วม” กับระบอบอภิสิทธิ์ สนับสนุนรัฐราชการ โดดเดี่ยวเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ทั้งยังพร้อมใจกันปกป้องเชิดชู “สัญลักษณ์จารีตนิยม” ทั้งที่ความจริงก็ไม่ได้ผูกพันอะไรนักหนา แต่ถือเป็น “ยันต์” กันเสื้อแดงและทักษิณ ซึ่งทำให้ฝ่ายจารีตนิยมฉวยโอกาสขยายอำนาจบารมีมากขึ้น

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีเนื้อหาสาระ นำเสนออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของทั้งคนชั้นกลางและชั้นล่างร่วมกัน ลดอำนาจชนชั้นนำ รัฐราชการ ขุนนางอำมาตย์ ที่เป็นตัวขัดขวางการพัฒนาประเทศ เบียดบังผลประโยชน์และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของทั้งคนชั้นกลางชั้นล่าง

เสื้อแดง-แดงเข้ม
เหตุการณ์พฤษภาส่งผลให้มวลชนเสื้อแดงเรียนรู้และพัฒนาไปอีกระดับ แต่ก็ยังมีปัญหาบางประการ

ในแง่การต่อสู้ มวลชนได้เรียนรู้แล้วว่านี่จะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน จากเดิมพวกเขาคิดเพียงว่าเรียกร้องให้ยุบสภา แล้วพรรคเพื่อไทยจะชนะ ทักษิณจะกลับมา (หรือคิดเพียงว่ามาม็อบกันมากๆ เกิดความรุนแรง แตกหัก แล้วจะได้ชัยชนะ) ณ วันนี้เขารู้แล้วว่าการต่อสู้ไม่ได้ง่ายดายปานนั้น พวกเขาจะต้องต่อสู้กับอำนาจแฝงนอกระบบ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงจะได้ชัยชนะ

เป้าหมายการต่อสู้ของมวลชนที่ยกระดับขึ้น ทำให้พวกเขา “ก้าวข้าม” ทักษิณและพรรคเพื่อไทยโดยอัตโนมัติ แม้มวลชนพื้นฐานยังรักและผูกพันทักษิณ แต่ตราบใดที่ทักษิณไม่ต่อสู้ถึงที่สุด ยังคิดแต่จะต่อรอง “ปรองดอง” เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง มวลชนก็ไม่เอาด้วย

ซึ่งแกนนำระดับกลางและมวลชนจำนวนหนึ่ง ก็มองเห็นกระจ่างแจ้งในเหตุการณ์พฤษภาอำมหิตแล้วว่า ทักษิณคิดแต่จะใช้มวลชนเป็นเครื่องต่อรอง

แม้แต่พรรคเพื่อไทยก็เช่นกัน ส.ส.ของพรรคที่ดูแลรับผิดชอบมวลชนเสื้อแดง จะยังได้รับแรงสนับสนุนอย่างแข็งขัน แต่ ส.ส.ที่ทอดทิ้งมวลชน เหินห่าง หรือไม่จริงใจ ก็มีข่าวว่าแกนนำเสื้อแดงในบางพื้นที่จะผละไปเข้าพรรคขัตติยะธรรม ซึ่งแม้มองไม่เห็นทางชนะเลือกตั้ง ไม่ต่างจากพรรคการเมืองใหม่ แต่หากยึดเอาพรรคการเมืองเป็นฐานในการสร้างขบวนการประชาชน ก็ยังมีอนาคตกว่าพรรคการเมืองใหม่

การที่แกนนำ นปช.ถูกกวาดเข้าคุก ทำให้มวลชนเสื้อแดงอยู่ในสภาพไร้หัว แต่ก็ส่งผลดีคือทำให้แกนนำระดับกลางเติบโต มวลชนเริ่มต่อสู้อย่างเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมต่อข้ามสายกันเป็นเครือข่าย “แกนนอน” ผ่านโทรศัพท์มือถือ อีเมล์ เว็บไซต์

หลังพฤษภาอำมหิต มวลชนเสื้อแดงไม่ขยายตัว และสูญเสียแนวร่วมไปบางส่วน แต่ในหมู่มวลชนที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหว พบว่า “นิวเคลียส” ของเสื้อแดงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใน 7-8 เดือน มวลชนจำนวนมากได้เปลี่ยนจากสีแดงหรือชมพูกลายเป็นแดงเข้ม ด้วยการสื่อสารทางมือถือ อีเมล์ เว็บไซต์ ซีดี หรือถ่ายเอกสารข่าว “วิกิลีกส์” แจกกันไปทั่ว

ปรากฏการณ์นี้มีทั้งด้านบวกและลบ ด้านบวกคือมวลชน “ตาสว่าง” ได้รับ “การศึกษา” อย่างลึกซึ้งจากสถานการณ์ที่เป็นจริง พร้อมจะต่อสู้ถึงที่สุด แต่ก็มีแรงผลักดันจากความคั่งแค้น ซึ่งทำให้เป้าหมายของการต่อสู้ “เลยธง” ไปจากการปฏิรูปประชาธิปไตย แน่นอนว่าเป็นธรรมดาของคนเพิ่งตื่นตัวใหม่ๆ จะ “เลยธง” แต่ถึงระดับหนึ่งต้องพัฒนาไปสู่ความมีสติ มีเหตุผล กำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะมวลชนส่วนใหญ่ก็น่าจะเข้าใจแล้วว่า อารมณ์ฮาร์ดคอร์ คิดแต่จะแตกหัก ทำให้พ่ายแพ้ในเหตุการณ์พฤษภา

ขบวนเสื้อแดงจึงจำเป็นต้องรีบกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เสนอแนวทาง “ปฏิรูประบอบประชาธิปไตย” อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เป็นกระแส ชูให้เป็นคำขวัญ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวในเชิงเนื้อหา อาทิเช่น การเคลื่อนไหวเพื่อแก้รัฐธรรมนูญทีละประเด็น การเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพ (ที่ไม่เฉพาะสิทธิเสรีภาพของเสื้อแดง) การเรียกร้องรัฐสวัสดิการ (ที่ไม่ใช่ประชาวิวัฒน์) การกระจายอำนาจ และอำนาจตัดสินใจของชุมชน (ที่ไม่ใช่ลัทธิประเวศ)

อ.ธิดาน่าจะมีบทบาทในเชิงวิชาการเช่นนี้มากกว่าเป็นแกนนำเย้วๆ นัดชุมนุมเอาผิดคนก้าวล่วงสถาบัน เพราะไม่ใช่แนวทางของฝ่ายประชาธิปไตยที่จะต้องไปห้อยโหนตามอย่างพันธมิตร

ขบวนเสื้อแดงจะต้องนำเสนอเป้าหมาย “ปฏิรูปประชาธิปไตย” ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทุกฝ่าย จากนั้นก็ต้องทำงานแนวร่วม และขยายมวลชน เพราะสภาพปัจจุบันขบวนเสื้อแดงหยุดการเติบโตทางปริมาณ แต่ “ขยายนิวเคลียส” ดังกล่าว ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา จะให้พัฒนาทั้งสองด้านตามทฤษฎีเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่จากนี้ไปต้องมุ่งทำงานความคิด ดึงคนเข้าร่วม ด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เปิดกว้าง กำหนดประเด็นหลากหลาย ไม่หมกมุ่นอยู่เฉพาะประเด็นของตัวเอง

การกำหนดเป้าหมายและการเคลื่อนไหวเชิงเนื้อหา จะต้องทำให้ได้ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งคาดว่าพรรคร่วมรัฐบาลชนะแน่นอน การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและการเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง จะทำให้มวลชนไม่ท้อแท้ไปกับความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย เปลี่ยนไปตั้งความหวังกับการสร้างขบวนการประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ เพื่อรอรับความเปลี่ยนแปลงผันผวนในภายหน้า

เพราะเป็นที่คาดว่าแม้พรรคร่วมรัฐบาลชนะ อภิสิทธิ์เป็นนายกฯอีก แต่ก็อยู่ไม่ครบ 4 ปี เนื่องจากกลางปี 2555 นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 จะพ้นพันธนาการ ปลายปี 2556 บ้านเลขที่ 109 จะพ้นพันธนาการ นักการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ปัจจุบันไม่ได้อยู่พรรคเพื่อไทย แต่อยู่ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล เพิ่งเห็นหน้ากันหลัดๆ สุวัจน์ พินิจ ไพโรจน์ ปรีชา นักการเมืองที่มี “มลทิน” ตามคำตัดสินของตุลาการภิวัตน์ทั้งนั้น เข้าไปอวยพรปีใหม่ประธานองคมนตรี (นี่ไงสังคมไทย)

คนชั้นกลางตัวแปร(ปรวน)
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่อาจปราศจากคนชั้นกลาง (อันที่จริงมวลชนเสื้อแดงจำนวนมากก็เป็นคนชั้นกลางเกิดใหม่ในชนบท) เพียงแต่เราคงไม่ยึดทฤษฎีเดิมๆ หวังพึ่งพลังคนชั้นกลางอันฉาบฉวย เฮโลสาระพาไปตามกระแสสื่อ คนชั้นกลางในที่นี้จึงได้แก่นักวิชาการ นักคิด นักเขียน ฝ่ายสองไม่เอา ซึ่งมีภารกิจสำคัญคือต้องพยายามสร้างกระแสประชาธิปไตยที่มีสติ มีเหตุผล พร้อมกับพยายามโน้มน้าวเหนี่ยวนำมวลชนเสื้อแดงเข้าสู่การต่อสู้อย่างมีเป้าหมายที่เป็นจริงและเป็นไปได้

แนวทางปฏิรูปประชาธิปไตยดังกล่าวข้างต้น ก็คงจะต้องกำหนดมาจากนักคิดนักวิชาการฝ่ายสองไม่เอา เพราะลำพังพรรคเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดง ยังไม่มีนักคิดนักวิชาการที่จะทำงานนี้ได้ (ทักษิณและพรรคเพื่อไทย อาจจะพยายามกีดกันฝ่ายสองไม่เอา แต่ถ้ามีการเสนอวาระที่ชัดเจน เข้าถึงมวลชน พวกเขาก็ขัดขวางยาก)

ภาระทั้งสองด้านหนักหน่วงไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะการสร้างกระแสประชาธิปไตยที่มีสติ มีเหตุผล แต่ก็ยังพอมีช่องทาง หลังการล้มละลายของพันธมิตรประชาชนเพื่ออุดมการณ์ราชาชาตินิยมสุดขั้วสุดโต่ง

พันธมิตรคือปรากฏการณ์ของกระแสอารมณ์ความรู้สึกคนชั้นกลาง ที่เตลิดเปิดเปิงไปจนไร้สติ ไร้เหตุผล สิ่งที่เรียกว่า “กระแสสังคม” ของคนชั้นกลางก็คืออารมณ์ที่บ่มเพาะสั่งสมมาจากความไม่พอใจ ต่อความไม่เป็นธรรม ความไม่ยุติธรรม ความไม่เป็นประชาธิปไตย หรือผู้นำไม่ฟังเสียงประชาชน ซึ่งมีพื้นฐานจากความเป็นจริง มีเหตุผล แต่ยังไม่ตกผลึก ไม่เป็นระบบ ยังใช้อารมณ์ความรู้สึกชี้นำ ปะทุขึ้นมาด้วยจุดสะเทือนใจ เช่น “เสียสัตย์เพื่อชาติ” “ขายชินขายชาติ” “ขายหุ้นไม่เสียภาษี” หรือแจก สปก.ให้เครือญาติ โดยมีสื่อ ฝ่ายค้าน หรือนักเคลื่อนไหว เป็นผู้กระพือกระแส ปกติจะมีนักวิชาการคอยประมวลยกระดับอารมณ์ความรู้สึกขึ้นเป็นเหตุผล ประคับประคองให้มีสติ แต่กรณีไล่ทักษิณ นักวิชาการกลับแปลงร่างเป็นนักเคลื่อนไหวไปด้วย

กระแสของคนชั้นกลางถ้าเปรียบเทียบกรณี “ล่าแม่มดอายุ 16” ก็เห็นได้ชัด พื้นฐานมีเหตุผลคือสาธารณชนเกรงว่าเป็นทายาทตระกูลใหญ่ ผู้ตายผู้เสียหายจะไม่ได้รับความยุติธรรม จุดสะเทือนใจอยู่ที่ภาพเล่น BB หลังชนคนตาย 9 ศพ แต่พอก่อกระแสขึ้นมาได้ก็โน้มเอียงสร้างความเกลียดชังจนสุดขั้ว กรณีนี้ครอบครัวเธอเข้าใจเกม ถ้าต้านกระแส ถ้าออกมาโวยวายว่าไม่ให้ความเป็นธรรม ก็จะถูกบดขยี้ นี่พวกเขาใช้วิธีขอโทษขอโพยอ่อนน้อมถ่อมตน (โดยไม่ได้ยอมรับว่าผิด) จะให้ลูกไปบวชชี ฯลฯ ถ้าทำให้กระแสโทรมลงได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมอลุ่มอล่วยลูบหน้าปะจมูกแบบไทยๆ (แล้วส่งลูกไปเรียนเมืองนอก)

แต่ผู้นำทางการเมืองมักเลี่ยงกระแสไม่พ้น ถ้าไม่ยอมแพ้ตัดไฟแต่ต้นลม ยิ่งดิ้นยิ่งถูกบดขยี้ ทักษิณเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นผู้นำจากการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กระแสคนชั้นกลางจึงปะทะกับฐานเสียงมวลชนในชนบท เมื่อไม่ชนะ อารมณ์เกลียดชังก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงกระทั่งไร้สติไร้เหตุผล จนออกบัตรเชิญรัฐประหาร สนับสนุนตุลาการภิวัตน์ ทำลายหลักนิติรัฐ ทำลายหลักการประชาธิปไตย ทำทุกอย่างไม่เลือกวิธีการเพื่อไปให้ถึงชัยชนะสถานเดียว โดยขายฝัน “การเมืองใหม่ใสสะอาดปราศจากคอรัปชั่น” เป็นเป้าหลอก เพื่อปฏิเสธอำนาจจากการเลือกตั้ง

แต่หลังจากฉุดกระชากลากถู ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน Chaos จนเหนื่อยหน่าย พอได้ชัยชนะระดับหนึ่ง เมื่ออำมาตย์และกองทัพอุ้มประชาธิปัตย์สมสู่เนวิน คนชั้นกลางก็พอใจ ทั้งที่เป็นการเมืองเก่าเน่าสุดๆ ถอยหลังยิ่งกว่ายุคชวนกับงูเห่า ข่าวคอรัปชั่นฉาวโฉ่ยิ่งกว่า “ระบอบทักษิณ” เมื่อเปรียบเทียบกันใน 2 ปีแรก แต่คนชั้นกลางก็ช่วยกันปกป้อง

อภิสิทธิ์เข้าใจจริตคนชั้นกลางและรู้จักเล่นกับกระแส จึงช่วงชิงคนชั้นกลางไปจากพันธมิตร ทิ้งให้พันธมิตรหัวเน่า สื่อ นักวิชาการ ซึ่งเคยแซ่ซ้องเป็นกองเชียร์ แยกตัวไปเป็นสมุนรัฐบาล พันธมิตรยิ่งดิ้นยิ่งเข้าสู่จุดอับ เช่น ความพยายามเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ปี 43 หรือปฏิบัติการ “ตายแน่ มุ่งมาให้จับ” เพราะจริงๆ แล้วอุดมการณ์ชาตินิยมสุดขั้วขายไม่ได้ กรณีปราสาทพระวิหารเป็นแค่เครื่องมือของความเกลียดชังสมัคร ทักษิณ นพดล เท่านั้น

ภาวะล้มละลายของพันธมิตร จึงเปิดช่องให้กับการโต้แย้งเชิงหลักการ เพื่อ “ขอคืนพื้นที่” ให้กับความมีสติมีเหตุผล และค่อยๆ ก่อกระแสตีโต้กลับ ผมจึงชูคำขวัญว่า “การเย้ยหยันพันธมิตรคือพันธกิจของเรา” ฝ่ายสองไม่เอาต้อง “กระชับพื้นที่” พันธมิตรในเชิงหลักการ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะแกนนำ 5-6 คน แต่รวมถึงสื่อและนักวิชาการ ที่เคยเป็นกองเชียร์ให้ท้ายพันธมิตร แต่ตอนนี้กลับไปรับใช้ระบอบอภิสิทธิ์ อย่างไร้ยางอายยิ่งกว่า

นักคิดนักวิชาการฝ่ายสองไม่เอาอาจมีจำนวนน้อยนิด เมื่อเทียบกับคอกพันธมิตร แต่มีพื้นที่กว้างขวางทางหลักการและเหตุผล ในปี 2554 อภิสิทธิ์อาจยังขี่กระแสคนชั้นกลางจริตนิยม แต่กระแสอีกด้านกำลังเริ่มก่อตัวขึ้น โดยเฉพาะหลังคดี(ไม่)ยุบพรรค ซึ่งโพลล์คนชั้นกลางยกให้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ยอดแย่แห่งปี

รัฐบาลจะชนะการเลือกตั้ง แต่จะเต็มไปด้วยข้อกังขา และได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรสองมาตรฐาน หลังจากนั้นพวกเขาอาจเต้นแร้งเต้นกาตีปีกได้ขณะหนึ่งว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิ แต่ไม่นานก็เข้าสู่จุดเสื่อม ทั้งจากความไร้ประสิทธิภาพ และการแย่งชิงผลประโยชน์ในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งบรรดานักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่คนชั้นกลางเกลียดนักเกลียดหนาจ่อคิวกลับมา

ถ้าปรับขบวนเสื้อแดงได้ ถ้าสามารถเสนอแนวทางปฏิรูปประชาธิปไตยที่เข้าถึงคนชั้นกลาง ถึงตอนนั้นเราอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพระดับหนึ่ง

ใบตองแห้ง
6 ม.ค.2554

นช.พนิช-นช.วีระซีดเขมรใส่ชุดนักโทษขึ้นศาล นอนคุกต่อติดหยุดยาว ไปลุ้นประกันวันจันทร์10มกราคม

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 มกราคม 2554

การไต่สวนกรณี 7 คนไทยรุกล้ำชายแดนกัมพูชา มีรายงานว่าในเวลา 17.00 น.ได้ไต่สวนไป5 รายจากทั้งหมด 7 ราย ปกติศาลกัมพูชาจะปิดทำการในเวลา 17.00 น. แต่มีรายงานอาจขยายเวลาทำการออกไปเพื่อไต่สวนให้แล้วเสร็จในวันนี้ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อติดตามสถานการณ์และหาทางออก

ทั้งนี้ฝ่ายไทยจะยื่นขอประกันตัวในวันจันทร์ที่ 10 ม.ค.แปลว่าทั้งหมดต้องถูกคุมขังต่อไป ไม่ได้ถูกปล่อยตัวในวันนี้ตามที่หวังไว้แต่ต้น

ช่วงบ่ายวันนี้ นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในการที่ศาลกัมพูชานัดไต่สวนนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. กทม.และพวกรวม 7 คน ว่า วันนี้ไม่ใช่การพิพากษาคดี แต่เป็นการไต่สวนเพิ่มเติม โดยผู้พิพากษาสามารถสอบสวนคนไทยทั้ง 7 คนได้โดยตรงและไต่สวนเป็นรายบุคคล ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 8.00 น. จนถึงขณะนี้ ได้ไต่สวนแล้ว 3 คน โดยได้ไต่สวนนายพนิชเป็นคนแรก โดยหวังว่า จะเสร็จสิ้นภายในวันนนี้ แต่หากไม่เสร็จคงไต่สวนต่อได้ในวันจันทร์ที่ 10 ม.ค. 54 เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ เป็นวันหยุดราชการของกัมพูชา

ทั้งนี้เมื่อเวลาประมาณ 7.30น. คณะ 7 คนไทยที่ถูกกัมพูชาจับกุม นำโดยนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์และอดีตผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศ และนายวีระ สมความคิด ได้เดินทางมาถึงศาลพนมเปญ เพื่อเข้าห้องพิจารณาคดีในห้องไต่สวนชั้น 2 กรณีที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำเขตแดนกัมพูชา โดยนายพนิชและคณะสวมชุดนักโทษกัมพูชา สีน้ำเงินขอบขาว ซึ่งนายพนิชมีสีหน้าซูบซีดอิดโรย หนวดเคราขึ้นหลังถูกขังคุกมา 7 วัน หันมาโบกมือให้กับสื่อมวลชน ขณะที่นายวีระมีสีหน้าวิตกกังวล หลังมีข่าวอาจโดนข้อหาจารกรรมเพิ่มอีกฐาน ขณะที่ญาติๆของ 7 คนไทยได้มาให้กำลังใจอยู่ด้วย

ด้านรองอัยการของกัมพูชาที่จะเข้าร่วมการไต่สวนในคัร้งนี้ ยืนยันว่า7 คนไทยจะถูกไต่สวนใน 2 ข้อหาคือ ละเมิดชายแดนเขตทหาร โทษจำคุก 5 เดือน และเข้าเมืองผิดกฎหมาย โทษจำคุก 5 เดือน และปรับ7,500-1.5หมื่นบาท โดยในส่วนของนาย วีระ สมความคิด อาจจะเพิ่มข้อหาจารกรรมข้อมูลเข้าไปด้วย

ซึ่งหลังจากที่มีการไต่สวนแล้ว ทนายความจึงจะมีสิทธิ์ยื่นประกันตัว แต่การไต่สวนจะไม่มีการเปิดเผยว่าจะไต่สวนใครก่อนหรือหลัง

ขณะที่ ทนายของ 7 คนไทย กล่าวว่า จะทำเต็มที่ และตอนนี้กัมพูชาได้มีกฎหมายใหม่ คือโทษไม่ถึง 3 ปีอาจบรรเทาโทษ หรือให้รอลงอาญา ซึ่งอาจเป็นช่องทางสำหรับ 7 คนไทยได้

เจ้าหน้าที่ของสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลประเทศกัมพูชาได้ไต่สวนหญิงไทย 2 คน ที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ และนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เสร็จสิ้นแล้ว รวม 3 คน ส่วนอีก 4 คนที่เหลือ จะไต่สวนในช่วงบ่าย ซึ่งรวมถึงนายวีระ สมความคิด ด้วย แต่ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่าศาลจะมีคำพิพากษาในวันนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งอีกว่า ทางศาลกัมพูชาไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของสถานทูตเข้าไปในศาล

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้า 7 คนไทย ว่า ศาลกัมพูชาได้ทำการไต่สวนทีละคน โดยทั้งนี้คาดว่าจะยังไม่มีการตัดสินเพราะเป็นขั้นตอนของการไต่สวนเพิ่ม ยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาคดี ส่วนจะยืดเยื้อออกไปเป็นสัปดาห์หน้าหรือไม่นั้น คงต้องรอคำสั่งศาลว่าจะออกมาอย่างไร เนื่องจากติดวันหยุดยาวของกัมพูชา

ทั้งนี้กลุ่มพันธมิตรฯได้พากันไปเรียกร้องที่หน้าทำเนียบรัฐบาลของไทยให้เร่งปล่อย 7 คนไทย ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทยเปิดคลิปที่อ้างว่าเป็นของแท้ไม่มีการตัดต่อ ยืนยันนายอภิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งการหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และเห็นได้ชัดว่ามีการร่วมมือกับพันธมิตรร่วมกันกระทำผิด

ขณะเดียวกันเมื่อเวลา 10.00 น. นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ แกนนำนำนปช. ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดต่อองค์รัชยาท ประกอบด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรี , พล.อ.อ.สิทธิ เศวศิลา องค์มนตรี และนายอนันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างข้อมูลจากเวปไซท์ วิกิลีกส์ ที่ได้เผยแพร่เนื้อหาโทรเลขของสถานฑูตอเมริกา ที่ส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ของประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสาม กับนายอิริค จอห์น อดีตเอกอัคราราชฑูตสหรัฐ โดยมีความจงใจพาดพิงต่อองค์รัชยาท เข้าความผิดร้ายแรง

นอกจากนั้นได้เรียกร้องให้ปล่อยแกนนำนปช.7ราย ดีกว่าไปสาละวนปล่อยตัว7คนไทยที่รุกล้ำแดนเขมรโดยจงใจและมีหลักฐานชัดเจน

โฆษก นปช.อ้างปชป.ส่ง"พนิช"ให้เขมรจับ เพื่อกลบข่าวไม่ดี รบ.

ที่มา มติชน

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาจับกุมตัวนายพนิช วิกิตเศรษฐ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมคนไทยอีก 6 คน ในข้อหารุกล้ำดินแดนว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นเกมของ ปชป.ที่ส่งนายพนิชไปให้โดนจับเพื่อกลบข่าวไม่ดีของรัฐบาล ทั้งกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. นำสำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณี 91 ศพมาเปิดเผย กรณีศาลไม่ยอมให้แกนนำ นปช.ทั้ง 7 คนได้รับการประกันตัว รวมถึงกรณีวิกีลิกส์ที่บุคคลสำคัญ 3 คนกล่าวพาดพิงสถาบันเบื้องสูงในทางที่ไม่สมควร

ศาลเขมรไต่ส่วน"พนิช"กว่า 4 ชั่วโมง กระทรวงการต่างประเทศคาด ยังไม่ตัดสินภายในวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลกัมพูชาได้ไต่สวนนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เสร็จสิ้นแล้วหลังใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ขณะที่กัมพูชาไม่อนุญาตให้ญาติ สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่สถานทูตเข้าไปภายในบริเวณศาล ทั้งนี้ ศาลกัมพูชาได้ตั้งข้อหา 7 คนไทยใน 2 ข้อกล่าวหา ตามมาตรา 473 ในฐานความผิดรุกล้ำพื้นที่ทหารมีโทษจำคุก 3 เดือน และมาตรา 29 ในฐานความผิดหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมีโทษจำคุก 3-6 เดือน ทั้ง 2 ข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดลหุโทษ สามารถเปลี่ยนจากโทษจำคุกเป็นการปรับเป็นเงิน 15,000 บาทได้


นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ(กต.) เปิดเผยว่า คาดว่าศาลกัมพูชาจะยังไม่มีการตัดสินคดีในวันนี้เพราะยังเป็นขั้นตอนการไต่สวน ยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาล ส่วนจะยืดเยื้อออกไปเป็นสัปดาห์หน้าหรือไม่ คงต้องรอคำสั่งศาลว่าจะออกมาอย่างไร