WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 11, 2011

เกมต่อรอง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




ผ่านสัปดาห์แรกของปี 2554

ต้องยอมรับว่ารัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกสตาร์ตการเมืองปีใหม่ได้ไม่ค่อยดีนัก

เจอเรื่องปวดขมับกรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และคณะคนไทยอีก 6 คน ทะเล่อทะล่าเดินข้ามเขตเข้าไปให้ทหารกัมพูชาจับกุม

แค่เรื่องเดียวก็แทบกระอัก

ขณะที่สถานการณ์ภายในรัฐบาลเริ่มปะทุขึ้นมาอีกระลอก

สาเหตุจากความขัดแย้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาล

เกี่ยวกับสัดส่วนที่มาส.ส.แบ่งเขตกับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ว่าควรเท่าไหร่ดี

375 บวก 125 หรือว่าจะ 400 บวก 100

ล่าสุดมีรายงานข่าวจากแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาระดับตัวจริงเสียงจริง

ยืนยันพรรคร่วมรัฐบาลหารือและมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้อง 400 บวก 100 เท่านั้น

และพร้อมเปิดรับไมตรีจิตจากพรรคเพื่อไทยที่จะยกมือช่วยหนุนอีกแรง

ถ้ารูปเกมออกมาแบบนี้จริง โอกาสที่พรรคแกนนำซึ่งประกาศหนุนสูตร 375 บวก 125 จะเสียฟอร์มก็เป็นไปได้สูง

ต้องรอดูกันต่อไปว่าประชาธิปัตย์จะหาทางออกจากการถูกพรรคร่วมรัฐบาลกับฝ่ายค้านรุมกระชับวงล้อมนี้อย่างไร

จะยอมกลับลำเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับพรรคร่วมเอาไว้

หรือยังมั่นใจในเสียงของตนเองและแนวร่วมส.ว.อีกบางส่วน

เดินหน้าผลักดันสูตรสัดส่วนส.ส.ที่คิดว่าจะช่วยให้พรรคตนเองได้เปรียบในการเลือกตั้งต่อไป

มาถึงจุดนี้ นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจต้องเลือกการถอยออกจากปัญหา มากกว่าดันทุรังเดินหน้า

เพราะอย่าลืมว่าทันทีที่เปิดสมัยประชุมรัฐสภา 21 ม.ค.นี้ รัฐบาลยังมีศึกใหญ่คือการยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านรออยู่

ถ้าประชาธิปัตย์ยังยืนกรานเอาความเห็นตนเองเป็นใหญ่

จ้องแต่จะยึดเอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่ยอมประนีประนอมกับพรรคร่วม

เมื่อจังหวะการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมาถึง

ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่จะมีไพ่ในมือให้เลือกเล่นมากขึ้น โดยอาศัยรอยร้าวในหมู่พรรครัฐบาลมาขยายผลในทางการเมือง

แน่นอนว่าพรรคร่วมคงไม่ปล่อยให้รัฐบาลต้องล้มคว่ำไปทั้งยวง

แต่นายกฯ อภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ก็ต้องเผชิญกับเกมต่อรองขนาดหนักอีกครั้ง

ลอกทั้งดุ้น!! ลอกแบบหน้าตาเฉย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ลอกทั้งดุ้น!!  ลอกแบบหน้าตาเฉย




รากหญ้ารู้ทัน”จอมลอกเลียน”
“ประชาวิวัฒน์” –เรื่องเก่าชัดๆ
ของจริง... ของแท้... ของดั้งเดิม... เป็นเรื่องที่สังคมสามารถที่จะรับรู้ได้เอง โดยไม่ต้องทุ่มเทโฆษณาชวนเชื่อ
ในขณะที่ “ของลอกเลียนแบบ” ก็เป็นสิ่งที่คนรู้ได้ในทันทีว่าเป็นของก็อปปี้

ก็เหมือนกับสมัยก่อนบนถนนรังสิต สารพัดก๋วยเตี๋ยวเรือ ก็จะขึ้นยี่ห้อว่าเป็น “โกฮับ” โกนั่น โกนี่ สารพัดโก จนคนงงไปหมดว่าอะไรจะญาติเยอะปานนั้น...
แต่ด้วยความที่ของแท้เท่านั้น ที่จะมีรสชาติสมเป็นของจริง บรรดาสารพัดโกที่ลอกเลียนแบบก็ล้มหายตายจากไปเอง… นี่คือสัจจะธรรมที่เป็นจริง

ดังนั้น กรณีของนโยบายประชานิยม ที่กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในขณะนี้ ว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายประชาวิวัฒน์ ว่าจะใช้เป็นนโยบายหลักนั้น
จริงๆแล้วก็แค่เป็นการลอกเลียนแบบมาจากจากนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยนั่นเอง!!!

และเป็นการลอกเลียนมา เพื่อที่จะเป็นการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง ... เนื่องจากเป็นรัฐบาลมา 2 ปี ทำไมจึงมาชูนโยบายเอาในปีสุดท้ายที่อายุรัฐบาลจะครบเทอมแบบนี้
ถือเป็นกระแสคำถามที่รุนแรงอย่างยิ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ และบรรยากาศการเมืองของไทย

เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า กลไกประชาธิปไตยของประเทศไทยในห้วงเวลานับตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ทุกอย่างบิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่างผิดกติกาไปหมด เพราะปัจจัยจากขั้วอำนาจพิเศษและทหาร ที่ก่อให้เกิดการทำลายล้างทางการเมืองอย่างรุนแรงนั่นเอง
กติกาประชาธิปไตยทั่วโลก... คิดต่าง เห็นต่างได้ เพราะเป็นเรื่องของนานาทัศนะ

แต่ประชาธิปไตยไทยหลักรัฐประหาร... คิดต่าง เห็นต่าง จะต้องถูกทำลายในสารพัดรูปแบบ แม้แต่กระทั่งว่ารุนแรงชนิดเข่นฆ่าทำลายล้างกันอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย… ก็ยังเกิดขึ้นมาแล้ว
ทำให้สถานการณ์การเมืองของไทยในวันนี้ แม้ว่าจะรู้ดีว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะครบเทอมในช่วงปลายปี 2554 นี้แล้ว แต่หลายๆคนก็ยึงไม่แน่ใจว่า

ในปีนี้จะมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นหรือไม่???
ภายใต้ขั้วอำนาจพิเศษ ภายใต้รองเท้าบู๊ท และปากกระบอกปืน อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น!!!
แล้วแค่การที่พรรคประชาธิปัตย์จะลอกเลียนแบบ หรือจะนำนโยบายประชานิยมมาใช้จะแปลกตรงไหนกัน

จริงอยู่ในอดีตสมัยที่พรรคไทยรักไทย นำนโยบายประชานิยมมาใช้ พรรคประชาธิปัตย์จะเคยไม่เห็นด้วย เคยโจมตี เคยรังเกียจรังงอน แต่นั่นมันก็เพราะความเป็นพรรคฝ่ายค้าน ที่ต้องค้านดะเอาไว้ก่อน
รวมทั้งอาจจะขาดวิสัยทัศน์ในการที่จะรู้ว่า จริงๆแล้วนโยบายประชานิยมไม่ใช่นโยบายที่เลวร้าย แถมเป็นนโยบายที่ประชาชนรากหญ้ายอมรับและต้องการ... ดังนั้นตอนนั้นก็เลยค้านหัวชนฝา

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน นโยบายประชานิยมกลางเป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องการมากเสียยิ่งกว่าประชาชนคนรากหญ้าเสียอีก เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณรายจ่าย ซึ่งรัฐบาลผสมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้น ถือว่ามีข้อครหาอื้อฉาวในเรื่องงบประมาณอย่างมากที่สุด
ทุจริตมากเสียยิ่งกว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กลุ่มนายทหาร ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารมาแล้วด้วยซ้ำ

ฉะนั้นหากว่าจะมีการลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมมาจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดทั้งสิ้นสำหรับรัฐบาลชุดนี้
และไม่แปลกที่แม้แต่นายอภิสิทธิ์ จะลืมคำพูดที่โจมตีเรื่องประชานิยม แล้วหันมาชื่นชมแทนด้วยการเปลี่ยนชื่อ รวมทั้งฉวยจังหวะวันขึ้นปีใหม่ ประกาศซึ้อใจประชาชนด้วยประชานิยม 9 ข้อ

1. ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม จะมีการปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยจะเปิดโอกาสให้สมทบเงินไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน พร้อมเข้ามาอยู่ในระบบกองทุนประกันสังคมได้ แล้วจะได้สิทธิประโยชน์ในเรื่องของการชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต
2. เป็นสินเชื่อกรณีพิเศษให้ผู้ขับแท็กซี่ที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี สามารถเป็นเจ้าของรถแท็กซี่ใหม่ โดยผ่อนเงินดาวน์ต่ำสุด 5% ถ้ามีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี โดยมีวงเงินสินเชื่อให้ 1,600 ล้านบาท
3. เรื่องของการขึ้นทะเบียนให้รถจักรยานยนต์รับจ้างถูกกฎหมาย 100% จะมีการจัดระบบ ออกบัตรประจำตัว เลขเสื้อวิน หมวกนิรภัย ให้สอดคล้องต้องกันทั้งหมด ซึ่งบัตรประจำตัวก็จะพัฒนาไปสู่การพัฒนาระบบสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์ต่อไปได้
4. เรื่องของผู้ค้าขายหาบเร่ แผงลอย ใช้หลักการเดียวกันกับผู้ที่ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งจะดูแลในเรื่องของจุดผ่อนผัน ในหลายจุดที่จะมีการผ่อนผันเพิ่มเติม
5. เป็นการบริหารจัดการเกี่ยวกับกองทุนน้ำมัน โดยเลิกการอุดหนุนแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม โดยจะให้ไปใช้แอลพีจีในราคาตลาด ส่วนภาคครัวเรือนและภาคขนส่งจะตรึงราคาไว้เหมือนเดิม
6. ผู้ที่ใช้ไฟน้อยกว่า 90 หน่วย จะใช้ไฟฟรีอย่างถาวร โดยจะปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียม ใครใช้ไฟเยอะ ก็ต้องจ่ายเงินเยอะ แล้วนำเงินส่วนนั้นมาให้ผู้ที่ใช้ไฟน้อย
7. เรื่องต้นทุนของภาคเกษตร เรื่องของอาหารสัตว์ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ที่ปัจจุบันส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์สูงกว่าที่ควรจะเป็น จะพยายามทำให้เกิดความเป็นธรรมที่มากขึ้น
8. เรื่องการเปิดเผยต้นทุน ราคาต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ หรือสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวของราคาต้นทุนต่างๆ จะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการค้าขาย ส่วนไข่ไก่ จะพยายามให้มีการค้าขายกันเป็นกิโล
และสุดท้าย…….
9. เป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จะประกาศให้ภายใน 6 เดือน กรุงเทพฯ ปัญหาอาชญากรรมต่างๆจะลดลง 20% แนวทางคือ กำหนดพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงมากที่สุด 200 กว่าจุด จะมีกล้องวงจรปิด รวมถึงบุคลากรที่จะไปตรวจตราพื้นที่ โดยใช้งบ 200-300 ล้านบาท ในการปรับปรุงเรื่องของอุปกรณ์

ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พยายามชูว่าเป็นกระบวนการของการปฏิรูปประเทศไทย เป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งแผนทั้งหมดจะได้มีการนำเสนอ ครม. ในวันนี้ (อังคารที่ 11 ม.ค.)
แต่แค่เปิด 9 ข้อออกมา เสียงสะท้อนผ่านคำว่าลอกเลียน ก็ระงมจนประชาธิปัตย์ทนไม่ได้!!!
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมายืนกรานว่า ไม่มีส่วนใดที่คล้ายคลึงกับนโยบายในอดีต ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนให้รัฐบาลได้ผ่านเป็นมติ ครม. โดยถือว่าเป็นการยืนยันสัญญาประชาคมอีกครั้งหนึ่ง

ในขณะที่ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญและนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ (Cornell Institute for Public Affairs) มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) กล่าวว่า......

จากการสุ่มตัวอย่างครัวเรือนจากฐานข้อมูล 20 ล้านครัวเรือนของประเทศ เรื่องเชื่อมั่น “แผนประชาวิวัฒน์” กับนายกฯ อภิสิทธิ์ จำนวน 1,138 ตัวอย่าง โดยดำเนินการในช่วง 9 ม.ค. 2554 พบว่า
ผู้ชมรายการสดที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.0 ระบุว่า ได้รับความชัดเจนในแผนประชาวิวัฒน์ ในเรื่อง การช่วยลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง รองลงมาหรือร้อยละ 62.5 ได้รับความชัดเจนในเรื่องการช่วยแก้ปัญหาทางการเงิน การประกอบอาชีพ ของกลุ่มอาชีพ แท็กซี่ รถรับจ้าง หาบเร่ แผงลอย และร้อยละ 62.0 ได้รับความชัดเจนในเรื่องหลักประกันสังคม หลักประกันสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชมรายการสดไม่ได้รับความชัดเจนในแผนประชาวิวัฒน์ที่ตนเองคาดหวังไว้ว่าจะได้ยินความชัดเจน ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.3 ไม่ได้ความชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น
รองลงมาคือ ร้อยละ 56.6 ไม่ได้ความชัดเจนเรื่องการกระจายที่ดินและโฉนดชุมชน และร้อยละ 49.1 ไม่ได้ความชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตามลำดับ

ที่สำคัญส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.7 ระบุว่า เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ยินในรายการสดเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ล่าสุดนี้ เป็นเรื่องเก่าที่เคยได้ยินมาแล้ว
มีแค่ร้อยละ 31.3 ระบุเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งได้ยิน

ดร.นพดล กล่าวว่า สิ่งที่ประกาศไว้ในแผนประชาวิวัฒน์เวลานี้ส่วนใหญ่จะได้แค่ความรู้สึกทางจิตวิทยาเท่านั้น จึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลว่า ประชาชนกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะจับต้องสิ่งที่ประกาศออกมาได้เมื่อไหร่

นอกจากนี้ยังมีความน่าห่วงใยอย่างน้อย 3 ข้อ คือ
1. ความไม่ยั่งยืนในนโยบาย 2. ความอ่อนแอในกลุ่มประชาชนที่คอยแต่จะรับสิ่งที่รัฐบาลจะให้ และ 3. “ความเท็จ”ที่จะมีการปั่นตัวเลขรายงานถึงความสำเร็จในโครงการต่าง ๆ
ทางออกคือข้อเสนอ 3 เร่ง ได้แก่
1. เร่งหามาตรการสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืน 2. เร่งกระจายทรัพยากรให้ประชาชนและชุมชนได้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ทำกินโดยเร็ว และ 3. เร่งแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและการเลือกปฏิบัติในมาตรการต่าง ๆ ตามแผนประชาวิวัฒน์ครั้งนี้

ในขณะที่นายเมตตา บันเทิงสุข รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นโยบายให้คนไทยกว่า 9.1 ล้านครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 90 หน่วยต่อเดือนใช้ไฟฟ้าฟรี คิดเป็นเงินที่ต้องชดเชย 1,200-1,600 ล้านบาทต่อปี

ซึ่งกระทรวงอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างราคาใหม่ในลักษณะที่จะเก็บค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้ากับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าสูงกว่า 90 หน่วยต่อเดือนเข้ามาชดเชย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมคาดว่าจะรับภาระเพิ่มเฉลี่ยไม่เกิน 1% ต่อราย เพราะผู้ที่ใช้ไฟฟ้าฟรีคิดเป็นมูลค่าเพียง 4% ของมูลค่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลัง งาน กล่าวว่า กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเยอะจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงกว่า 50% ของมูลค่าใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีส่วนเข้ามารับผิดชอบตรงนี้

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าไม่ได้มีอะไรใหม่ ๆ ให้ประชาชนเลย เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำออกมานั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการเอื้ออาทรของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ทำเพื่อการซื้อเสียงอย่างชัดเจนเหมือนเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า

“โครงการที่รัฐบาลพยายามทำนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรที่จะทำมาตั้งแต่ 2 ปีก่อนหน้านี้แล้ว แต่เพิ่งจะมาคิดที่จะทำ จึงอยากถามว่า 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเอาเวลาไปทำอะไร เพิ่งจะมาคิดทำตอนนี้”

นางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายประชาวิวัฒน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบว่า โดยภาพรวมยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ต้องดูรูปแบบการประกันความเสี่ยงที่รัฐบาลจะเสนอออกมา

ซึ่งส่วนตัวคิดว่าการนำมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม มาใช้เพื่อเป็นสวัสดิการนั้นไม่เหมาะสมทั้งตัวเงินสมทบที่ต้องจ่าย และสิทธิที่ได้รับ

ก็คงต้องดูว่าโครงการเร่งรัฐปฏิบัติการด่วนเพื่อคนไทย หรือประชาวิวัฒน์ ที่อ้างว่าไม่ใช่นโยบายประชานิยม หรือลอกเลียนแบบใครมานั้น
สุดท้ายแล้วจะประทับใจประชาชนคนไทยจริงๆมากน้อยเพียงใด???

กล่องของขวัญที่ว่างเปล่า ....ขอโทษ(ครับ) ผมเสียดายภาษี

ที่มา มติชน



ผมแกะกล่องของขวัญของผู้นำ ที่แจกผ่านรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกอากาศผ่านสื่อของรัฐ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม 2554 ดูแล้ว (ครับ) ต้องบอกกันตรงๆ แบบชนชั้นกลางที่โดนรีดภาษีจนหลังอานว่า ผมไม่ได้อะไรเลยจาก ของขวัญ 9 ชิ้น

หนึ่ง ดึงแรงงานนอกระบบเข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคม สอง สินเชื่อพิเศษเพื่อแท็กซี่และผู้ค้าหาบเร่แผงลอย สาม เสื้อวิน ของขวัญสำหรับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง สี่ จุดผ่อนผันสำหรับหาบเร่แผงลอย ห้า ตรึงราคาแอลพีจี สำหรับครัวเรือนและขนส่ง หก ไฟฟ้าฟรี เจ็ด ต้นทุนภาคการเกษตร แปด เปิดเผยข้อมูลต้นทุนสินค้าโดยเฉพาะไข่ไก่ เก้า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ผมรู้สึกแบบเดียวกับ ประชาชนในผลสำรวจของเอแบคโพลล์ว่า ไม่มีอะไรใหม่ ล้วนเป็นเรื่องเดิมๆ

ใครจะว่า ชนชั้นกลางอย่างผม เห็นแก่ตัว ก็เชิญเลย แต่ผมก็เสียภาษีให้คุณรัฐบาลทุกชุดมาโดยตลอด

ไม่เคยเปิดตำรา How to รวยแบบ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียรและพวก ไม่เคยซื้อกองทุน LTF หรือ RMF เพื่อใช้หักภาษี

แต่ละวัน ใช้จ่าย ดื่มกิน โดยมีภาษีกำกับทุกรายการ ผมเชื่อว่า ชนชั้นกลางแบบผมเสียภาษีมากกว่า 500 เศรษฐีหุ้น"บางคน"ที่กำไรโดยไม่ต้องจ่ายภาษี

ภูมิใจเรื่อยมาว่า เงินภาษีของเราสร้างชาติ เราจ่ายเงินให้ข้าราชการและนักการเมืองดูแลประโยชน์สาธารณะโดยรวม

ไม่เคยไปเย้วๆ เรียกร้องสิทธิทางการเมือง โดยการชุมนุมปิดถนน ไม่เคยยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่เคยยึดสนามบิน ไม่เคยประกาศตัวว่า รักชาติมากกว่าใคร จนขนาดจะไปก่อสงครามกับเพื่อนบ้าน

นิยามความรักชาติของชนชั้นกลางแบบผมและเพื่อนๆ ก็คือ ทำหน้าที่พลเมืองดี เคารพกฎหมาย และจ่ายภาษีทุกเม็ด

แต่เมื่อแกะกล่องของขวัญ" 9 ชิ้น"ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แล้ว บอกได้คำเดียวว่า "เสียดายภาษี"(ครับ)

ตอนปลายรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมเคยวิจารณ์นโยบายประชานิยมของทักษิณ ผ่านรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทยคนหนึ่ง ว่า ชนชั้นกลางอย่างพวกผมไม่ได้อะไรเลย(นะ) จากนโยบายหาเสียงแบบเข้มข้นของคุณทักษิณ

ผมต่อว่าแบบไม่เกรงใจผ่านรัฐมนตรีไทยรักไทยว่า คุณเอาภาษีของผม ไปหาเสียงกับชนชั้นรากหญ้า(นี่หว่า )

รัฐมนตรีพรรคไทยรักไทยแก้ต่างว่า โดยอ้อมแล้วชนชั้นกลางอย่างผม จะได้อานิสสงค์แน่นอน เมื่อทุกคนอยู่ดีมีสุข สังคมจะน่าอยู่

พวกเขา บอกว่า มันจะค่อยๆหลั่งรินไปถึงทุกชนชั้น ...ใจเย็นๆ เดี๋ยวฝนก็ตกทั่วฟ้า

รัฐมนตรีพรรคไทยรักไทยคนนั้น บอกว่า ของขวัญสำหรับชนชั้นกลาง อย่างผมอยู่ในแพกเกจต่อไป ...โปรดอดใจรอ

แล้วไม่นานรัฐบาลประชานิยมของทักษิณก็ถูกรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

มาวันนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ กลับมาเล่นละครและคลิป เดียวกับรัฐบาลทักษิณ ชนชั้นกลางอย่างผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด

นอกจากไม่ได้อะไรจากกล่องของขวัญแล้ว ความรู้สึกในด้านความเป็นธรรม ความเสมอหน้ากันต่อหน้ากฎหมายยังแย่ลงเรื่อยๆ

วันนี้ มีแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่โชคดีซ้ำซาก ได้รับความอนุเคราะห์อย่างยิ่งต่อหน้าสิ่งที่เรียกว่า "ยุติธรรม"

แต่ประสบการณ์ของชาวบ้านส่วนใหญ่ คือ การเลือกปฎิบัติ และ 2 มาตรฐานในสังคมไทย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พบเห็นอยู่ทั่วไป

วันเดียวกับที่นายกฯอภิสิทธิ์ แจกของขวัญ เอแบคโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 74.7 % มองว่ามีการครอบครองที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศโดยคนตระกูลใหญ่ๆ เพียงไม่กี่กลุ่ม

ประชาชนส่วนใหญ่ 76.0 % ได้ยินเรื่องการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ และที่สำคัญคุณภาพของข้าราชการยังแย่เหมือนเดิม

มิใยต้อง พูดเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ชั่วโมงนี้ ความปลอดภัย มีให้บริการเฉพาะชนชั้นนำที่มีรถนำเท่านั้น

ชนชั้นกลางที่จ่ายภาษีอย่างผม ย่อมมีสิทธิคาดหวังว่า จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เราควรได้รับการปฎิบัติจากรัฐบาล อย่างเสมอภาค

แต่วันนี้ ภาษีที่จ่ายไป ดูเหมือนว่า ถูกเอาไปใช้จ่ายแบบไม่คุ้มค่า ถามจริงๆ เถิด ประเทศไทยจะยั่งยืน ด้วยกล่องของขัวญพวกนี้จริงๆ หรือ ?

จริงๆ แล้ว ชนชั้นกลางอย่างพวกผม อยากเรียกร้องให้ รัฐบาล นำแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคนเข้าสู่ระบบภาษีมากกว่า ไม่ใช่มุ่งแต่หาเสียงกับแรงงานนอกระบบ เพื่อหวังคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งครั้งหน้า

ชนชั้นกลางอย่างผมไม่ขออะไรจากรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้ว ทั้งความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและต่อหน้าการบังคับใช้กฎหมาย

หากจะทวงถามบ้าง ก็มีเพียงเรื่องเดียวคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะดองกันอีกนานไหม หรือว่า ต้องรอรัฐบาลชุดหน้ามาตัดสินใจ !(ครับ)


ขุนสำราญภักดี

11 มกราคม 2554

ทางตันและทางออกของชนชั้นนำไทย (1)

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ผมเดาไม่ออกหรอกว่า ขบวนการเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวอย่างไรในปีนี้ แต่ที่ผมแน่ใจก็คือ เขามีหนทางของเขาอย่างแน่นอน และถ้าดูจากความคึกคัก (ทั้งกิจกรรมและจำนวนผู้เข้าร่วม) ของการเคลื่อนไหว หลังจากการล้อมปราบอย่างป่าเถื่อนในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้ว ผมก็แน่ใจด้วยว่าขบวนการเสื้อแดงในปีใหม่นี้ จะไม่อ่อนกำลังลง มีแต่จะเข้มแข็งขึ้น

ส่วนจะผูกพันกับพรรคเพื่อไทยแค่ไหนนั้นเดาไม่ถูก แต่ผมออกจะสงสัยว่า จะผูกพันกันน้อยลงมากกว่ายิ่งเหนียวแน่นขึ้น อย่างน้อยก็เพราะขบวนการเสื้อแดงไม่ต้องอาศัยเครือข่ายของนักการเมือง ในการระดมกำลังเคลื่อนไหว จะเห็นความเป็นอิสระของเสื้อแดงได้ชัด หากย้อนกลับไปคิดถึงการเคลื่อนไหวในระยะแรกๆ ของ นปช.

ตรงกันข้ามกับเสื้อแดง ผมคิดว่าการเมืองของกลุ่มชนชั้นนำกลับหมดทางพลิกแพลง มองไม่เห็นว่าเขาจะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไรมากไปกว่าที่ได้ทำมาแล้วตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และการณ์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่สามารถนำ "สถานะเดิม" ทางการเมืองกลับมาได้ จนถึงนาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่าพวกเขามียุทธวิธีอะไรใหม่ๆ มากไปกว่าเดิม ฉะนั้นในปีใหม่นี้เขาก็คงทำอย่างที่ได้ทำมาแล้ว และล้มเหลวที่จะดึงประเทศไทยกลับไปสู่ "ความมั่นคง" ประเภทที่พวกเขาต้องการได้

กลุ่มชนชั้นนำคาดการณ์ผิดถนัด เมื่อร่วมกันก่อรัฐประหารในปี 2549 การใช้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเคลื่อนไหวการเมืองบนท้องถนน แม้ทำให้ความไม่พอใจต่อรัฐบาล ทรท.ซึ่งมีคุกรุ่นอยู่แล้วในหมู่คนชั้นกลางระดับบนปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่การรัฐประหารทำความพอใจให้เฉพาะคนกลุ่มนี้ สิ่งที่คาดการณ์ผิดก็คือ ประชาชนในส่วนอื่นจะเฉยชาต่อการรัฐประหารอย่างที่เคยเกิดขึ้น พวกเขากลับรวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหาร อย่างช้าๆ แต่ก็หนักแน่นและเพิ่มความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งในที่สุดก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อเนื่องกันมาได้ถึงสองชุด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชนชั้นนำคาดการณ์ผิดก็คือ การเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างกว้างขวางของคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งกระจายไปทั่วแผ่นดิน ทั้งในเขตเมืองและชนบท ไม่ว่าจะมีทักษิณหรือไม่ และไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญ 2540 หรือไม่ คนกลุ่มนี้ต้องการเปิดพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง ต้องการเปลี่ยนสถานะของตนเองจากคนที่ไม่ต้องนับทางการเมือง มาเป็นกลุ่มหนึ่งซึ่งต้อง "นับ" ความสำคัญทางการเมืองไทย เสียงของเขาต้องได้รับการฟัง (และได้ยิน) จากผู้บริหารประเทศ

ช่องทางเดียวที่จะทำให้เสียงของพวกเขาได้ยินคือผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง ขอย้ำว่าผ่านหีบบัตรเลือกตั้งไม่ใช่ผ่านการปฏิวัติ อย่าลืมว่า จำนวนไม่น้อยของคนชั้นกลางระดับล่างเหล่านี้ กำลังสะสมทุนขึ้นทีละน้อย มีความฝันที่ไม่แตกต่างจากคนชั้นกลางระดับบนว่า ครอบครัวของเขากำลังไต่ขึ้นบันไดสังคม (อย่างช้าๆ กว่า) แต่ก็กำลังไต่ขึ้น ฉะนั้นจึงไม่คาดหวังให้สังคมไทยวุ่นวายปั่นป่วนเสียจนบันไดที่เขากำลังไต่อยู่นั้นหักลงกลางคัน

แต่ช่องทางเดียวของเขาคือหีบบัตรเลือกตั้งนี่แหละ ที่ถูกกลุ่มชนชั้นนำกระทืบทำลายลง ทั้งโดยการรัฐประหาร, การเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ให้ตัวแทนของเขามีอำนาจน้อยลง, การปลดรัฐบาลของเขาลงจากตำแหน่งด้วยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ, และจนถึงที่สุดก็คือการใช้อำนาจนอกระบบจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้น

อันที่จริงหีบบัตรเลือกตั้งไม่ใช่เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวของประชาธิปไตยก็จริง แต่ในหมู่คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งกำลังพยายามเปิดพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง หีบบัตรเป็นช่องทางเดียวที่เป็นไปได้ แม้ว่าพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธเสรีภาพของสื่อ, สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ, การประท้วงในที่สาธารณะ และเสรีภาพส่วนบุคคล ฯลฯ แต่ประชาธิปไตยที่เขาคาดหวังว่าจะช่วยให้เสียงของเขาต้องถูกนับในนโยบายระดับชาติ ต้องมีหีบบัตรเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำประกาศของนักวิชาการบางท่านที่คอยย้ำอยู่เสมอว่า การเลือกตั้งไม่ใช่เงื่อนไขเดียวของประชาธิปไตย จึงเป็นการประกาศความจริงที่ไร้บริบท

นับเป็นโชคดีของสังคมไทย ที่คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่ผ่านมา เรียกร้องเพียงแค่หีบบัตรเลือกตั้ง เพราะหีบบัตรเลือกตั้งเปิดโอกาสให้แก่การต่อรองของทุกฝ่าย โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องรักษากระบวนการประชาธิปไตยไว้ให้เข้มแข็งในสังคมและการเมืองตลอดไป หีบบัตรเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตยจึงไม่เคยให้สิทธิขาดแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด สามารถจัดการทรัพยากรตามวิถีทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียวได้

แม้แต่ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับคะแนนเสียงจากหีบบัตรเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง ก็ปรากฏจากการวิจัยของนักวิชาการออสเตรเลียคนหนึ่งว่า ในหมู่บ้านของภาคเหนือบางแห่ง คะแนนเสียงของพรรค ทรท.มีขึ้นมีลง และในการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายใน พ.ศ.2549 คะแนนเสียงของพรรคกลับลดลงอย่างมาก ท่ามกลางการรณรงค์ต่อต้านทักษิณในกรุงเทพฯ ซึ่งก็คือหนึ่งในกระบวนการต่อรองที่ประชาธิปไตยอนุญาตให้ทำได้

แต่น่าเสียดายที่ชนชั้นนำไทยซึ่งยึดกุมการเมืองไทยต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษ ต่างขาดความสามารถในการต่อรองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย พวกเขามักง่ายพอที่จะรวมหัวกันใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ "ตัดบท" แทนที่จะสร้างกระบวนการต่อรองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ทำได้ไม่ยากนัก เพราะส่วนใหญ่ของประชากรไทยยังไม่มีเหตุและพลังพอจะอยากมีพื้นที่ทางการเมืองในระดับชาติ การต่อรองจึงกระทำในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันเอง พร้อมกับแสวงหาความชอบธรรมจากคนชั้นกลางระดับบนซึ่งถึงอย่างไรก็มีจำนวนน้อย และมีผลประโยชน์ผูกพันเชื่อมโยงกันอยู่กับชนชั้นนำอย่างแนบแน่นอยู่แล้ว

และการต่อรองนั้นก็หาใช่การต่อรองในกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด

แม้กระนั้นก็ยังมีการต่อรองที่ไม่ลงตัว จนเป็นเหตุให้ต้องปะทะกันถึงขั้นนองเลือดมาหลายครั้งแล้ว นับตั้งแต่ พ.ศ.2516 เป็นต้นมา

ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่า โอกาสที่ชนชั้นนำจะปรับตัวเพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะพวกเขาขาดประสบการณ์ และที่สำคัญกว่านั้น คือขาดกลไกการต่อรองที่มีประสิทธิภาพในระบอบประชาธิปไตย แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขาตกอยู่ในสภาพอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย เพราะเครื่องไม้เครื่องมือที่เคยใช้เพื่อกำกับควบคุมการเมืองอย่างได้ผล กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานไม่ได้ไปเป็นส่วนใหญ่

กองทัพอาจทำรัฐประหารเมื่อไรก็ได้ แต่ก็แน่นอนว่ารัฐประหารจะไม่นำความสงบกลับคืนมาได้ การประท้วงต่อต้านอาจแพร่กระจายจนกระทั่งต้องใช้วิธีสังหารหมู่ไปทั่วทุกหัวระแหง อย่างที่ใช้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์, บ่อนไก่, อนุสาวรีย์, ฯลฯ ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา หรือเกิดภาวะไร้อาญาสิทธิ์กระจายทั่วไปทั้งบนพื้นดิน, คลื่นความถี่, พื้นที่ไซเบอร์, หรือแม้แต่พื้นที่อากาศซึ่งกระสุนฉิวเฉียดผ่านไป ฯลฯ

ภาวะเช่นนี้ย่อมทำลายทั้งผลประโยชน์ทางธุรกิจ และความน่าเชื่อถือกับความชอบธรรมของชนชั้นนำ จนสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจถึงขั้นพื้นฐานในระยะยาว (แม้กระนั้นผมก็ไม่ปฏิเสธว่า ชนชั้นนำกลุ่มที่สายตาสั้นอาจเลือกทางนี้)

ตุลาการภิวัตน์ได้ถูกใช้มาจนถึงสุดทางเสียแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมาได้ทำลายกระบวนการยุติธรรมของไทยไปจนไม่เหลือชิ้นดี สถาบันที่มีศักยภาพจะนำ "ระเบียบ" กลับคืนมาในยามจำเป็น สูญเสียศักยภาพนั้นไปหมด หากยังขืนใช้ต่อไป ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการรัฐประหาร

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ส่งผลไปสู่คะแนนเสียงมากนัก ภายใต้โครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างร้ายกาจของไทย ผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้กระจายไปยังคนส่วนใหญ่ หากกระจุกอยู่กับคนชั้นกลางระดับบน ซึ่งถึงอย่างไรก็เลือก "ระบบ" (the establishment) อยู่แล้ว ในขณะที่คนชั้นกลางระดับล่างไม่รู้สึกตัวว่าได้รับผลดีแต่อย่างไร บรรษัทขนาดใหญ่อาจแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นให้ลูกจ้างระดับบน แต่ไม่สามารถแบ่งปันกำไรแก่แรงงานระดับล่างได้มากนัก คนที่ทำงานในตลาดอีกหลากหลายอาชีพไม่ได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียงพอจะชื่นชมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มคนที่มีภาวะการนำสูงเด่น หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว อย่างน้อยก็นับตั้งแต่การรัฐประหารใน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ว่ากันที่จริงแล้ว อะไรที่เคยเป็น "อาญาสิทธิ์" ในประเทศไทย ถูกท้าทายจนสูญเสียความชอบธรรมไปจนหมดแล้ว

สื่อกระแสหลักที่ยอมตนอยู่ภายใต้การกำกับของชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นทีวี, วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ สูญเสียอิทธิพลในการชี้นำสังคม สื่อทางเลือกต่างๆ ที่แพร่หลายมากขึ้นตามลำดับ (นับตั้งแต่อินเตอร์เน็ต, ใบปลิว, ข่าวลือ และข่าวซุบซิบ และสื่อต่างประเทศ) ได้พิสูจน์ให้คนไทยจำนวนมาก ทั้งที่เป็นคนชั้นกลางระดับบนและระดับล่างเห็นว่า สื่อกระแสหลักทุกประเภทเชื่อถือไม่ได้ หรือเชื่อถือได้น้อยกว่าเสียงกระซิบข้างหูของคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ

และเพราะหมดเครื่องมือใดๆ ในทางการเมือง ชนชั้นนำจึงไม่รู้จะกำกับควบคุมการเมืองไทยต่อไปได้อย่างไร นอกจากการใช้อำนาจดิบ เช่น การปิดเว็บนับหมื่นนับแสน, การแทรกแซงสื่ออย่างใกล้ชิด, การจับกุมคุมขังบุคคลที่คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อตน ด้วยกฎหมายซึ่งขาดความชอบธรรม, การอุ้มฆ่า, ฯลฯ แต่ในสังคมอะไรหรือ แม้แต่ในหมู่มนุษย์ถ้ำ ที่อำนาจดิบอย่างเดียวจะสามารถผดุงอาญาสิทธิ์ของผู้ปกครองใดไว้ได้

นอกเสียจากอำนาจดิบ ชนชั้นนำหันไปใช้การปลุกเร้าอุดมการณ์หลักสามประการของรัฐไทย แต่ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยบังคับให้ต้องนิยามสิ่งที่เรียกว่าสถาบันหลักทั้งสามนี้กันใหม่ และนั่นคือสิ่งที่ชนชั้นนำพยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำตลอดมา

การโหมโฆษณาอย่างหนักในช่วงนี้ จึงไม่เกิดผลที่จะทำให้คนเสื้อแดงยุติการผลักดันเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองของตนได้ ในทางตรงกันข้าม

กลับอาจทำให้คนชั้นกลางระดับบนซึ่งเป็นพันธมิตรในช่วงนี้ รู้สึกระอาหรือถดถอยความศรัทธาลงไปได้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 11/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เอาวาระ ซ่อนเร้น เป็นข้ออ้าง
เพื่ออำพราง ตัวตน คนสั่งฆ่า
เอาวาทะ เฉไฉ ไร้น้ำยา
ต่อเวลา รัฐบาล สันดานทราม....

จะปฏิรูป ความเหลื่อมล้ำ ระยำคิด
หลายชีวิต ติดบ่วง ยังทวงถาม
ยุติธรรม ล่องหน คนประณาม
ยังมาหยาม ด้วยเล่ห์ เพทุบาย....

ความเป็นธรรม ในสังคม โสมมนัก
ยังยึกยัก วกวน จนฉิบหาย
ความวิบัติ ถาโถม ล้มละลาย
จุดมุ่งหมาย หวังเพียง ชื่อเสียงตน....

เหิ้ยสั่งฆ่า หมาสั่งยิง ความจริงนั่น
ยังพากัน สับปลับ ให้สับสน
คิดจะทำ เป็นวาระ ประชาชน
อุบาทว์คน ต้นคิด จิตอัปรีย์....

ยุติธรรม เลือนหาย มลายสิ้น
คิดจะดิ้น อำพราง ทางหลบหนี
ใช้คำพูด เลิศหรู ให้ดูดี
ที่แท้มี ความนัย แฝงไว้ลวง....

เกาะโพเดียม ไปวันวัน มันสิ้นคิด
วิปริต จัญไร อย่างใหญ่หลวง
จึงแตกแยก มาก ล้น ชนทั้งปวง
เพราะติดบ่วง ไอ้ทรราช ไอ้ฆาตกร....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

คนดีที่เห็นแก่ตัว คือคนชั่วของแผ่นดิน

Re

โดย Darg-Dum

...จะซ่อนเร้น ซ่อนร่าง หว่างขาหนีบ
ซ่อนความชั่ว ให้ลีบๆ หนีบหว่างขา
โหมวาทะ วาที ดีแต่โฆษณา
ซ่อนวาระ ของการฆ่า ตีหน้าตาย
...คุณไม่เบื่อ บ้างหรือ ซื้อเวลา
คุณเบื่อไหม เป็นนักฆ่า มามากหลาย
คุณเบื่อไหม ที่แหกตา คนมากมาย
คงไม่อาย เป็นละซิ ชิมิชิมิ..

ประเทศไทยทำลายชื่อเสียงตนเองด้านผู้ลี้ภัยอีกครั้ง

ที่มา ประชาไท

Déjà vu เป็นคำฝรั่งเศส หมายถึงอะไรที่ “เคยเกิดขึ้นมาแล้ว” Refoulement ก็เป็นคำฝรั่งเศส ความหมายตรง ๆ ก็คือ “บังคับให้กลับ” หลังได้รับรายงานที่ออกเมื่อวันคริสต์มาสว่าทางการไทยเพิ่งจะผลักดันผู้ลี้ภัย 166 คนกลับพม่า ผมรู้ทันทีว่าเคยเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นมาก่อน อันที่จริงก็เกิดขึ้นเมื่อวันคริสต์มาสเมื่อปี 2552 นี่เอง

อันที่จริงแล้ว เมื่อหนึ่งปีก่อนในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อนร่วมงานและผมได้เขียนบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วิจารณ์สถิติของการคุ้มครองผู้ลี้ภัยในปี 2552 ของรัฐบาลไทย ในช่วงปลายธันวาคม ซึ่งน่าจะเป็นช่วงสัปดาห์ที่เนิ่นช้าสุดของปี กองทัพบกไทยก็ได้ส่งกลับชาวม้งจำนวน 4,500 คนไปยังประเทศลาว ในจำนวนนั้นมีอยู่ 158 คน ซึ่งได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัย และอีกหลายคนเป็นผู้แสวงหาที่พักพิง

หนึ่งปีต่อมา แม้ข้อเท็จจริงบางอย่างจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ทางการไทยก็ได้ผลักดันผู้ลี้ภัย 166 คนกลับไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม โดยที่พวกเขาหลบหนีการสู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลพม่าและกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยในภาคตะวันออกของพม่ามา ในจำนวนนี้ 120 คนเป็นผู้หญิงและเด็ก พวกเขามาหลบภัยอยู่ที่หมู่บ้านวาเล่ย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก และเป็นจุดเดียวกับที่เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางการไทยก็ได้ผลักดันผู้ลี้ภัยชาวพม่าออกไปอย่างน้อย 360 คน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ก็ผลักดันออกไปประมาณ 650 คน และเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ก็ผลักดันออกไปประมาณ 2,500 คน

ในช่วงเวลาเดียวกันของปลายปี การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงเกิดขึ้นเหมือนเดิม ทุกคนมีสิทธิแสวงหาที่พักพิง ผู้ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยมีสิทธิที่จะไม่ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่ที่มีการต่อสู้หรือมีการคุกคาม หรือที่เรียกว่าหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) แต่รัฐบาลไทยปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิของผู้ลี้ภัย 166 คนจากพม่า ทั้ง ๆ ที่มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยตามการรับรองของหน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR) การที่รัฐบาลไทยไม่ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติไม่ใช่ข้ออ้าง เนื่องจากเช่นเดียวกับข้อห้ามต่อการทรมาน หลักการไม่ส่งกลับเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ หมายถึงว่ามีผลบังคับใช้ต่อทุกรัฐไม่ว่าจะมีพันธกรณีตามสนธิสัญญาหรือไม่ก็ตาม อีกครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยได้ละเมิดกฎหมายผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา

แม้เหตุการณ์ที่เลวร้ายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับครั้งนี้จึงเป็นเรื่องน่าตกอกตกใจ เพราะจริง ๆ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของไทยประกาศปฏิเสธว่า ไม่มี “แผนจะส่งตัวผู้พลัดถิ่นกลับไปยังพม่าภายหลังการเลือกตั้ง (ในพม่า)” แต่ในวันเลือกตั้งนั้นเอง วันที่ 7 พฤศจิกายน ผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกประมาณ 20,000 คนจากพม่าก็เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย และในวันที่ 6 ธันวาคม แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ผลักดันกลับหลายครั้งก่อนหน้านั้น นายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดตากก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ระบุว่าประเทศไทยจะไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัยตราบที่การสู้รบยังดำเนินอยู่

น่าเสียดายที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้ว่าผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่จะเดินทางกลับไปพม่าแล้ว แต่อีกหลายคนอย่างเช่น 166 คนที่ต้องเดินทางกลับเมื่อวันคริสต์มาส พวกเขาเดินทางกลับอย่างไม่สมัครใจ และการสู้รบยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อนร่วมงานและผมได้เขียนเป็นข้อสรุปในบทความที่ตีพิมพ์เมื่อหนึ่งปีก่อนว่า “การที่ประเทศไทยไม่เคารพต่อพันธกรณีด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ประชาคมนานาชาติไม่อาจเพิกเฉยละเลยได้” ผมคงไม่สามารถเขียนประโยคนี้ซ้ำอีก UNHCR ซึ่งออกแถลงการณ์เมื่อปลายธันวาคม เรียกร้องรัฐบาลไทยไม่ให้ผลักดันผู้ลี้ภัย 166 คนกลับ ควรประณามการกระทำครั้งนี้ และควรเน้นย้ำถึงข้อเรียกร้องซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยทั้งหมดที่ยังคงอยู่ในไทย หรือที่กำลังจะเข้ามาเพิ่มเติม สถานทูตต่าง ๆ ที่กรุงเทพฯ ก็ควรกระทำเช่นเดียวกัน ส่วนประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยและโดยที่ทูตไทยประจำกรุงเจนีวาก็ดำรงตำแหน่งประธานของคณะมนตรีฯ) ก็ควรแสดงข้อกังวลต่อการละเมิดที่เกิดขึ้น

อันที่จริงแล้ว คงสายเกินไปสำหรับผู้ลี้ภัยชาวพม่า 166 คนที่ถูกผลักดันออกไปแล้ว เช่นเดียวกับผู้ลี้ภัยชาวม้งลาว 158 คนที่ออกไปเมื่อปีก่อนหน้า แต่สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพม่า คงยังส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนเข้ามาต่อไปในช่วงปี 2554 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นสู่อำนาจในไทย รัฐบาลไทยก็ควรยอมรับและปฏิบัติตามพันธกรณีด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่ตนมี แม้จะเป็นการพูดย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกราวกับเป็นเรื่องราวด้านสิทธิมนุษยชนที่เคยรู้ว่าเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

กวีประชาไท: ระหว่างการสิ้นสุดของทศวรรษ

ที่มา ประชาไท

ระหว่างการสิ้นสุดของทศวรรษ
สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์สุดท้ายของโลกเก่า
พวกเขา... ดื่มกินอย่างอิ่มหนำสำราญ
บนความปวดร้าวของประชาชนผู้หัวใจสลาย

หฤหรรษ์ยิ่งนักกับอำนาจบารมีดั่งเทพยดา
ที่เคยมีมา และหวังจะมีต่อไป
แต่นั่นเป็นเพียงภาพลวงตา
หาใช่ศรัทธาแท้จริงจากประชาชนไม่

ความขมขื่นของผู้ทุกข์ระทม
กลั่นออกมาเป็นหยาดเหงื่อไคล คราบน้ำตา
และริ้วรอยบนผิวหนังเดียงสา
ของเธอ ฉัน ...พวกเรา

มันเนิ่นนานเพียงพอแล้ว
ยุคสมัยแห่งความมืดบอดของสติปัญญา
และความสอพลอ
พวกเขารักษามันไว้เพื่อการกดขี่คนเยี่ยงทาส

คราบน้ำลายจากเหล่าสมุนสัตว์เลื้อยคลาน
จะท่วมท้นกินกลืนทุกสรรพสิ่ง
แม้เขาก็มิอาจตะเกียกตะกายว่ายฝ่าข้าม
ถึงจะใช้ความเพียรดุจเดียวกับพระเอกในชาดก

สงครามที่พวกเขาเป็นผู้ก่อ
จะกลายเป็นหลุมศพกลบฝัง
ถมทับความดีงามจอมปลอมภายใต้ซากประวัติศาสตร์
ด้วยมวลตะกอนธุลีประชาชน

มันกำลังเริ่มต้นแล้ว...ยุคใหม่ของพวกเรา!

นักวิชาการชี้ถกแก้สัมพันธ์โครงสร้างรัฐให้บ้านเมืองเดินต่อ

ที่มา ประชาไท

10 ม.ค. 54 - ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) คณะรัฐศาสตร์ จัดสัมมนาประจำปี 2554 เรื่อง " เมืองไทยหลังวิกฤติ : ทิศทางการเมือง การบริหาร และการต่างประเทศไทย" โดยเชิญนักวิชาการหลายคนมาร่วมเสวนา มี รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวในหัวข้อ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข : ที่มาและที่ไป" ใจความสำคัญว่า การปกครองที่ผ่านมาเป็นการปรองดองของชนชั้นนำไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 รอบเหตุการณ์ ซึ่งแบ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพลังนำ เนื้อหาและวิธีการปรองดองกับประชาธิปไตย โดยทุกเหตุการณ์ยังคงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอ

ได้แก่ 1.ระบอบประชาธิปไตยภายใต้การนำของคณะราษฎร 2.ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยความสามัคคีธรรมตามรัฐธรรมนูญ 3.ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 4.ระบอบประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาฯ 5.ระบอบกึ่งประชาธิปไตยใต้ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"เกษียร" ชี้ทหาร-ตุลาการน่าห่วง-นายกฯตกต่ำ

นาย เกษียร กล่าวต่อไปว่า ตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2492 โดยเฉพาะประเด็น นายปรีดี พนมยงค์ มองรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตย์โดยแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ใช้เป็น หลักในการวิพากษ์การเมืองไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสไว้ในช่วงที่เกิดวิกฤติทางการเมือง ระบุว่า “ จำไว้ว่า สถาบันจะลงไปเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว เมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมืองจริง ๆ อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516”

นายเกษียร ยังกล่าวถึงบทบาทสำคัญของนักกฎหมายมหาชน มีบทบาทต่อการตีความกฎหมาย โดยกล่าวถึงนายมีชัย ฤชุพันธ์ กรรมการกฤษฎีกา นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ว่า ขอให้นักกฎหมายเหล่านี้ต้องรักษาอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ให้ได้ ส่วนกรณีระบอบกึ่งประชาธิปไตยภายใต้ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะของอำนาจเครือข่ายของกองทัพ กับตุลาการเกิดขึ้น ทำให้อำนาจทหารถูกต่อต้านอย่างรุนแรง เนื่องจากที่ผ่านมา ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นทางการล่วงล้ำอำนาจที่เป็นทางการ เช่น การประชุมลับของตุลาการ หรือการหารือในมื้ออาหารย่านสุขุมวิท จนถูกมองว่า นายกรัฐมนตรีถูกคุกคามอำนาจ ถึงขั้นตกต่ำมาก โดยรวมถือว่าอำนาจดังกล่าวไม่เวิร์ก

"ประจักษ์ "ชี้กองทัพรัฐซ้อนรัฐ-รัฐประหารเกิดได้

ต่อ มา นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวในหัวข้อ "รัฐสองขั้ว ประชาสังคมสองเสี้ยว โครงสร้างความรุนแรงการเมืองไทย" ว่า ความขัดแย้งในภาคประชาสังคมไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะคนเราย่อมมีทัศนคติที่แตกต่างกัน แต่ในส่วนของคนไทยที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะการเผชิญหน้าเป็นสองฝักสองฝ่ายในภาคประชาสังคมที่เกิดขึ้นภายใต้บริบท อำนาจรัฐขาดเอกภาพ อีกทั้งสถาบันทางการเมืองไม่พัฒนาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของคนในสังคมจึง ทำให้เกิดความุรนแรง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา ในกรณีของไทยไม่เรื่องศักยภาพ แต่เป็นปัญหาที่สถานะทางการเมืองหลักถูกแทรกแซงจากศูนย์อำนาจนอกการเลือก ตั้ง ที่มีปรากฏการณ์ทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ ที่ทุกหน่วยงานมีภาวะความแตกขั้วของการจงรักภักดีทางการเมือง โดยเฉพาะกลไกภาครัฐด้านความมั่นคง กองทัพมีอิสระอย่างสูงเหนือจากกลไกรัฐที่มาจากการเลือกตั้งถือเป็นปัญหาใหญ่ รวมไปถึงกรณีที่บางฝ่ายฝากความจงรักภักดีไว้กับศูนย์อำนาจที่มาจากการเลือก ตั้ง และอีกฝ่ายยอมรับศูนย์อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

"กองทัพเป็นเหมือนสภาวะรัฐซ้อนรัฐ ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้นได้ การเมืองไทยมีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งหลักทางการเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง แต่เป็นความขัดแย้งที่มาจากศูนย์อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งและศูนย์อำนาจนอก เหนือจากการเลือกตั้ง ดังนั้น ทางออกอยู่ที่การปฏิรูปโครงสร้างรัฐและสถาบันการเมืองหลักของชาติ คือการเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายในพื้นที่สาธารณะด้วยเหตุผลที่สร้างสรรค์ เราจะวางตำแหน่งและวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ สถาบันองคมนตรี กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง รัฐสภา และขบวนการมวลชนอย่างไร"

นายประจักษ์ กล่าวสรุปว่า ทางออกป้องกันความรุนแรงคงหนีไม่พ้นต้องปฏิรูปโครงสร้างของรัฐและสถาบันการ เมืองหลักของชาติ ยกตัวอย่าง สเปน และ ญี่ปุ่น เกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงกองทัพต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่ดึงสถาบันลงมาเป็นคู่ขัดแย้ง ขณะเดียวกัน ต้องพิทักษ์ปกป้องพื้นที่ประชาธิปไตยอันเป็นที่แสดงออกของประชาชน ทั้งนี้ ต้องลดทอนอำนาจนอกระบบเลือกตั้งให้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อมาในช่วงบ่าย การสัมมนาหัวข้อ “ทิศทางการต่างประเทศไทย” โดยมีหัวข้ออภิปรายในบทความ “การต่างประเทศไทยในภาวะวิกฤติ” โดยนายจุลชีพ ชินวรรโณ ย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ใจความสำคัญระบุถึงสถานการณ์ด้านต่าง ประเทศของไทยในรอบปีที่ผ่านมา มีการชุมนุมจนนำไปสู่การใช้กำลังจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงการเมืองภายในกระทบต่อการเมืองการต่างประเทศด้วย โดยมีปัจจัย 3 ประการคือ 1.ความขัดแย้งแตกแยกภายในประเทศ 2.รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 โดยเฉพาะมาตรา 190 ที่ต้องเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร 3.คู่แสดงที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านการต่างประเทศมีผู้มีส่วนร่วม มากขึ้น ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีทั้งภาคประชาสังคม ทำให้ส่งผลกระทบต่อความละเอียดอ่อนด้านการต่างประเทศของไทย

"จุลชีพ"ห่วงปม"พระวิหาร-4.6ตร.กม.-เอ็มโอยู43"

นาย จุลชีพ อธิบายถึงช่วง 6 เดือนหลังของปี 2553 ว่า มีการท้าทายอย่างมากต่อเรื่องทางการไทยส่งตัวนายวิกเตอร์ บูท ให้สหรัฐอเมริกา โดยอ้างข้อตกลงการส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่ขณะเดียวกัน รัสเซียไม่ต้องการส่งตัวให้สหรัฐฯ มีกระแสวิพากษ์ว่า การตัดสินของศาลไทยกรณีนายวิกเตอร์ บูท ถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม วิกิลีกส์ เปิดเผยข้อมูลอ้างว่ามีการหารือระหว่างทูตสหรัฐฯ กับนายกรัฐมนตรีไทย ขอให้ดำเนินคดีกับนายวิกเตอร์ บูท

ซึ่งกรณีนายวิกเตอร์ บูท อาจทำให้อเมริกาต้องดำเนินการต่างตอบแทนกับรัฐบาลไทย แม้จะไม่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-รัสเซีย ถือเป็นการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกาด้วย กรณี พ.ต.ท.ทักษิณขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ด้วย อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตความสัมพันธ์ไทย- จีน - ญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์เฉื่อยลง เนื่องจากมีช่างภาพญี่ปุ่นเสียชีวิต

นายจุลชีพ ชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านว่า ด้านความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียดหลังจาก 7 คนไทยถูกกัมพูชาจับ ส่วนรัฐบาลไทยก็เจรจากับกัมพูชาเพื่อลดความตึงเครียด เรื่องเขตแนวชายแดน ประเด็นการพิจารณามรดกโลกปราสาทพระวิหาร ส่งผลให้กัมพูชาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ เกิดพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในรอบ 4 เดือน คือ 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ถอนตัวเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจกัมพูชา 2.การส่งทูตกลับคืน 3.มีการพบปะระหว่างผู้นำทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชา พัฒนาการดังกล่าวหลายฝ่ายมองว่าความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะดีขึ้น แต่กรณี 7 คนไทย โดยเฉพาะ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และนายวีระ สมความคิด ถูกจับกุมขึ้นศาลกัมพูชา ทำให้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศต้องร่วมมือกันดำเนินการประสานความเข้าใจที่ถูกต้อง

นายจุลชีพ เสนอประเด็นที่น่าเป็นห่วงระหว่างความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา มีดังนี้ 1.กรณีปราสาทพระวิหารมีข้อถกเถียงยังหาข้อสรุปไม่ได้ 2.พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ต่างฝ่ายจะอ้างสิทธิทับซ้อน 3.กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะเข้าสู่ที่ประชุมยูเนสโก้ กลางปีนี้ ที่บาห์เรน 4.ข้อตกลงตามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา(เอ็มโอยู 2543 ) ต้องนำมาพิจารณาตามคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เจบีซีถือเป็นปัญหาสำคัญ รัฐบาลทั้ง 21 ประเทศ ต่างใช้กระบวนการเจรจา และกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้มีอุปสรรคต่อการเจรจา

นายจุลชีพกล่าวด้วยว่า แนวโน้มความสัมพันธ์ไทยระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต คือ 1.การเมืองภายในของไทยและความสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้งภายในอำนาจรัฐและ ภาคประชาสังคม ถือเป็นตัวแปรสำคัญ 2.รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ามีบทบัญญัติกรณีใดบ้างต้องพิจารณาเข้าสู่สภา 3.ด้านภาคประชาสังคมขอให้มีสติในการดำเนินการใดๆ ที่จะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

"เตช"มองประชาสังคมไม่เป็นปัญหา-แต่ 2 ปีไร้ระเบียบ

ด้าน นายเตช บุนนาค อภิปรายว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งตราบใดการเมืองภายในของไทยไม่มีเสถียรภาพ การดำเนินการด้านต่างประเทศจะไม่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาตรา 190 มีปัญหาระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้มีปัญหาต่อกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ คิดว่าควรจะแก้ไขหรือมีพ.ร.บ.หรือกฎหมายลูกเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคม คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อการดำเนินการด้านการต่างประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น 2 ปีคือภาคประชาสังคมเข้าร่วมไม่มีระเบียบวินัย หรือไม่พิจารณานโยบายด้านการต่างประเทศได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพในการพิจารณา

นายเตช กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจ กรณีศึกษานายวิกเตอร์ บูท รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ถือว่าตกต่ำลงอย่างมากเมื่อเทียบกับพ.ศ.2546 ในฐานะไทยเป็นเจ้าภาพอาเซียน ถือว่าประวัติการทูตดีสูงสุด แต่ในฐานะที่ไทยไม่สามารถเป็นผู้นำสูงสุดได้ เนื่องจากการเมืองภายในประเทศ ในกรอบอาเซียน การประชุมอาฟต้า ฟรีเทรดแอเรีย ไทยถือเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งอาเซียน อาฟต้า หรือ"แอคมิค" ถือเป็นความริเริ่มของไทยทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การล้มประชุมอาเซียนที่พัทยา ถือเป็นความน่าละอายใจอย่างยิ่ง รัฐบาลนี้ได้อานิสงค์มาจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น

กรณีการจับกุมนายวิกเตอร์ บูท วิพากษ์รัฐบาลไทยควรจะร่วมมือจับกุมนายวิกเตอร์บูทหรือไม่ กรณีวิกิลีกส์เปิดเผยข้อมูลการทูตถึง 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับนายวิกเตอร์ บูท ที่นายอีริค จี จอห์น อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถือเป็นการพูดในทุกโอกาส ทุกระดับ และถือว่าเป็นการซึมซับข้อมูลไปยังทุกระดับ จนกระทั่งมีการส่งตัวนายวิกเตอร์ บูท เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังสหรัฐฯ

นายเตช กล่าวถึงกรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ส่วนกรณี 7 คนไทยถูกจับกุมและพิจารณาเข้าสู่ศาลของกัมพูชา จะไม่ขอพูดเนื่องจากจะมีผลต่อนโยบายด้านการต่างประเทศและการตัดสินคดีของศาล กัมพูชา

"ตราบใดการเมืองภายในไม่มีเสถียรภาพจะ ทำให้ไม่สามารถทำให้นโยบายด้านการต่างประเทศมีประสิทธิภาพได้ ผมเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่ได้ทำ เท่าที่จะทำได้ คือรัฐบาลเคยออกมาพูดว่าหวังว่าจะไม่มีการเชื่อมโยงกรณีนายพนิช กับความสัมพันธ์กับกัมพูชา แต่ศัพท์ที่รัฐบาลใช้ คือคำว่า ดีลิงค์ ความสัมพันธ์ ซึ่งส่งผลต่อการเจรจาการปักปันเขตแดน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับรองนายกฯกัมพูชา นายซก อัน จะหารือกับผู้แทนไทย นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมคิดว่าผู้จะได้ประโยชน์มากคือประเทศไทย ถนนบริเวณจังหวัดพิษณุโลก เหมือนกับที่นายกรณ์ จาติกวณิชย์ มักพูดเสมอเรื่องการท่องเที่ยวว่าควรดีลิงค์ การท่องเที่ยวกับจังหวัดอื่น ๆ ด้วย" นายเตช กล่าว

ที่มาข่าว: กรุงเทพธุรกิจ

หลายภาคส่วนอัด "ประชาวิวัฒน์" ไร้กระบวนท่า-ไม่ชัดเจน

ที่มา ประชาไท

เอกชน-นักวิชาการ วิพากษ์นโยบาย "ประชาวิวัฒน์" แค่นโยบายหาเสียงไร้ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชัดเจน ห่วงปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม เพิ่มต้นทุน ด้านแรงงานนอกระบบเผยนโยบายไม่ชัดเจน

10 ม.ค. 54 - ภาคเอกชนและนักวิชาการ ได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการเร่งรัฐปฏิบัติการด่วนเพื่อคนไทย (โครงการประชาวิวัฒน์) เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน 9 โครงการ ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ วันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในภาพรวม ส.อ.ท.ถือว่ามีเจตนาดีที่จะดูแลประชาชนและเพิ่มโอกาสผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็เห็นว่านโยบายดังกล่าวที่ออกมาช่วงนี้เป็นนโยบายหาเสียงทางการ เมืองอย่างชัดเจน และรัฐบาลไม่ควรคิดว่าการอุ้มประชาชนในทุกเรื่อง จะเป็นเรื่องดี เพราะอาจมีผลระยะยาว และถ้าพิจารณาในบางมาตรการที่ดูแลประชาชนจะกระทบกับส่วนอื่นด้วย อาทิเช่น นโยบายให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยได้ใช้ไฟฟ้าฟรี และนโยบายแยกราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ของครัวเรือนและการขนส่งออกจากภาคอุตสาหกรรมจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ของผู้ประกอบการ และเมื่อต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้นก็จะทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคา สินค้าขึ้น ชี้รัฐทิ้งภาคอุตสาหกรรม

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ควรมุ่งให้ความช่วยเหลือกับเอสเอ็มอีเป็นลำดับแรก ที่ไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนเครื่องจักร ที่ผ่านมารัฐบาลก็สนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจี แต่ปัจจุบันมีนโยบายลอยตัวราคาก๊าซในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถ้ารัฐบาลจะใช้มาตรการนี้จริง ก็เหมือนทิ้งการดูแลภาคอุตสาหกรรม โดยเห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางใดมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ และก่อนที่จะถึงเดือน ก.ค.2554 ที่มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ก็ต้องช่วยเหลือในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งการลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังตรึงราคาของภาคครัวเรือนและขนส่ง จะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซมาก เช่น เซรามิค หวั่นภาระงบฯ ระยะยาว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการดูแลประชาชนที่หลายเรื่องเป็นประชานิยม ซึ่งในหลักการเห็นด้วยเพราะประชาชนบางส่วนเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ และเชื่อว่ารัฐบาลมีเป้าหมายส่วนหนึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างรายได้เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอย โดยเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลออกมาตรการมาเป็นแพ็คเกจครอบคลุมหลายเรื่อง แต่ก็เป็นห่วงงบประมาณ ที่จะใช้ในอนาคต เพราะบางมาตรการให้แล้วเลิกไม่ได้และจะเป็นภาระของรัฐบาลตลอดไป โดยรัฐบาลคงจะมีแผนด้านภาษีไว้รองรับ แล้วร้องรัฐช่วยเอกชนเปลี่ยนเทคโนโลยี

นายพรศิลป์ กล่าวว่า มาตรการเก็บค่าไฟฟ้าของบ้านที่คนรวยที่ใช้ไฟฟ้ามากเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น แต่การเก็บค่าไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมสูง จะทำให้ผู้ประกอบการออกมาร้องเรียนซึ่งถ้าขึ้นค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมทันที อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน โดยเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการได้ใช้เทคโนโลยีลดการ ใช้พลังงาน ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ควรจะมีมาตรการส่งเสริมมากขึ้น โดยไม่ควรดูเฉพาะการลดภาษีนำเข้าที่ต่ำอยู่แล้วแต่อาจพิจารณาลดภาษีเงินได้ ด้วย

นายพีระ เจริญพร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในทีมโพลีซีวอทช์ กล่าวว่า ห่วงว่าโครงการลักษณะนี้ จะมีต้นทุนแฝงที่ค่อนข้างสูง และหลายโครงการมีความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของรัฐบาลในอนาคตด้วย

"หลายโครงการมีความเสี่ยง เช่น โครงการโฉนดชุมชน ซึ่งดูเหมือนเป็นการจูงใจให้คนบุกรุกที่ดินสาธารณะ และนักการเมืองก็มีแนวโน้มว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะเข้าไปช่วยเหลือ โดยการออกโฉนดที่ดินให้ แต่เกิดว่าวันหนึ่งรัฐบาลต้องใช้ที่ดินผืนนั้นในการพัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนน ขุดคลองเพิ่มเติม การจะเอาที่ดินที่ให้ไปคืนก็ทำได้ยาก ที่ทำได้ก็คือต้องจ่ายค่ารื้อถอน" นายพีระกล่าว

นายพีระ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากรู้ คือ รัฐจะเอาเงินจากไหนมาสนับสนุนในโครงการลักษณะนี้ เพราะท้ายสุดจะทำให้ภาระการคลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลถือว่าโชคดีที่เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้มีเงินมาสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้โดยไม่ต้องกู้เพิ่มเติม แต่หากอนาคตเศรษฐกิจเกิดชะลอตัว เกรงว่าจะเป็นปัญหากับภาระการคลังได้ ชี้แผนยังขาดยุทธศาสตร์

นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวทางที่ออกมายังขาดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นหลักที่ยังไม่ชัดเจน ได้แก่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การกระจายรายได้และการใช้พลังงาน ส่วนเรื่องการใช้งบประมาณในโครงการประชานิยม ความสำคัญอยู่ที่วินัยการคลังเป็นหลัก

“การกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนต้องกำหนดให้ชัด เพราะตอนนี้เราเหมือนเป็นแครกเกอร์หรือกล้วยปิ้งที่ประเทศที่มีความสามารถ สูงอยู่ ข้างล่างก็มีประเทศที่กำลังไล่เราขึ้นมา สังคมกำลังรอดูว่าจะไปทางไหน ยุทธศาสตร์ประเทศไทยยังไม่เห็นชัดเจน ที่น่าห่วงคือเอาเงินที่ไหนมาใช้”

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่าโครงการนี้แม้จะเป็นการปรับระบบทางโครงสร้าง แต่ก็ยังต้องใช้เม็ดเงินมากพอสมควร อย่างไรก็ตามเขามองว่าสิ่งที่ยังขาดหายไปคือ โครงการระดับแม็คโคร หรือโปรเจคระดับชาติ ที่ยังมีหลายโครงการที่ต้องแก้ไข ซึ่งไม่มีอยู่ในทั้ง 9 ข้อที่ประกาศมา อาทิเช่น การแก้ไขปัญหาน้ำ, การศึกษา, โลจิ สติกส์ และพลังงาน แต่เราก็อยากเห็นโครงการใหญ่ระดับแม็คโครควบคู่ไปด้วย ชี้รัฐต้องมีวินัยทางการเงิน

นพ.บุญ วนาสิน ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายโรงพยาบาลธนบุรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล โดยเฉพาะการช่วยคนจนในเรื่องสาธารณสุขพื้นฐาน การประกันสังคม โดยเฉพาะมาตรการไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟน้อย การขยายประกันสังคม แต่สิ่งรัฐบาลต้องควรระวังคือการปล่อยกู้ให้กับอาชีพต่างๆ อาทิเช่น กลุ่มแท็กซี่ รัฐบาลรอบคอบไม่ใช่เป็นการให้เปล่า เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นสร้างวินัยการใช้เงินที่ผิดให้กับประชาชน และทำให้ประชาชนนั่งรอการช่วยเหลือจากมาตรการประชาวิวัฒน์ที่ออกมาอย่าง เดียว

นางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเร่งด่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สวัสดิ การแรงงานนอกระบบร่วมประกัน สังคมตามมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม เพราะไม่เหมาะสมทั้งเรื่องของตัวเงินและสิทธิประโยชน์ ที่ได้รับ แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนว่าแรงงานเลือกจ่าย 100 150 หรือ 280 บาท มีรายละเอียด อย่างไรบ้าง

“ภาพรวมยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ส่วนใหญ่คือการเอื้อสวัสดิการและประกันความเสี่ยงให้กับแรงงานนอกระบบ เพราะแรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพมาก และยังคงไม่มีหลักประกันอะไรรับรอง” นางวรวรรณ กล่าว

สำหรับประเด็นที่รัฐบาลจะให้แรงงาน นอกระบบออมเงินผ่านระบบประกันสังคม นั้น นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอมองว่า ควรจะแยกการออมเงินชราภาพออกจากระบบประกันสังคมให้ชัดเจน และให้กองทุนการออมเพื่อการชราภาพ (กอช.) บริหารงานมากกว่า เพราะเชื่อว่า กอช.มีความเสี่ยงต่ำกว่าประกันสังคม และการบริหารงานในส่วนนี้ กอช.มีความสามารถมากกว่า รวมถึงระบบการจ่ายเงินก็เป็นแบบบำนาญซึ่งมีความเหมาะสมกับแรงงานในกลุ่มนี้

นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย (การพัฒนาแรงงาน) ทีดีอาร์ไอ มองว่า โดยหลักการเห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีนโยบายประชาวิวัฒน์เพื่อพัฒนาประเทศ แต่ต้องดูและวิเคราะห์ให้ลึกโดยเฉพาะแหล่งเงินที่ใช้ ส่วนในเรื่องนโยบายที่จะดึงคนงานเข้าสู่ประกันสังคมที่เลือกจ่ายใน 3 อัตรานั้นเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อผู้ประกันตนแต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด เชื่อว่ามาตรฐานนี้จะสามารถช่วยให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ มากกว่า 50% หากมีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ทราบ

โดยส่วนตัวนโยบายของรัฐ ดังกล่าวถ้าทำตามขั้นตอนอย่าง เป็นระบบและยึดหลักที่ประกาศไว้เชื่อว่าน่าจะช่วยได้ พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลต้องการคะแนนเสียง

นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการประกาศมาตราการดังกล่าว แม้ว่าจะยังไม่ดีมากนักและไม่เท่าเทียมกับแรงงานในระบบก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะที่ผ่านมาได้มีการเรียกร้องผลักดันเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม

นางสุจิน กล่าวว่า จากการพูดคุยกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานนอกระบบล้วนมีความเห็นตรงกันว่าสำนัก งานประกันสังคม (สปส.) ควรเก็บเงินสมทบกับแรงงานนอกระบบให้น้อยลงและให้รัฐบาลเข้ามาร่วมจ่ายมาก ขึ้น หรือไม่เช่นนั้นควรเพิ่มสิทธิ์ประโยชน์ให้มากขึ้น เพื่อจูงใจให้แรงงานนนอกระบบเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม นอกจากนี้อยากเปลี่ยนจากสิทธิ์บำเหน็จชราภาพมาเป็นบำนาญชราภาพ เนื่องจากเงินบำนาญถือเป็นหัวใจสำคัญของแรงงานนนอกระบบในการดำรงชีวิตใน สังคม ทั้งนี้การประกาศมาตราการดังกล่าว ทำให้สปส.มีสถานะอยู่ภายใต้ระบบประชาภิวัฒน์ที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งมีผลบังคับใช้ภายในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อหมดวาระรัฐบาลจะมีใครรับประกันได้ว่ามาตราการดังกล่าวจะไม่ล่ม ดังนั้น รัฐบาลจะทำอย่างไรให้เงินสมทบประเดิมกองทุนสปส.นี้มีผลระยะยาวและใช้ได้ตลอด ไป ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน

น.ส.วาสนา ลำดี ผู้ประสานงานโครงการสื่อสารแรงงาน กล่าวว่า การที่รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะในเรื่องของหลักประกันชีวิต ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะสามารถทำได้จริงและเข้าถึงแรง งานนอกระบบกลุ่มนี้ได้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวยังใหม่และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นรัฐบาลและสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะต้องประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เช่น ในเรื่องการติดต่อขอแบบฟอร์มและวิธีการจ่ายเงินสมทบ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องยาก หากจะทำควรจะเป็นในลักษณะคล้ายกับการขายประกันลงพื้นที่ทุกกลุ่ม ทั้งนี้หากมองในภาพรวมแล้วบุคลากรของสปส.ยังมีจำกัดและไม่สามารถทำได้

น.ส.วาสนา กล่าวว่า การที่นายกฯออกมาประกาศนำร่องแรงงานนอกระบบใน 3 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนขับรถแท็กซี่และหาบเร่แผงลอยเห็นจะไม่ถูกต้อง หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำจริงต้องไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มอาชีพเหล่านี้ นอกจากนี้ในส่วนของการเก็บเงินสมทบ จำนวน 2 อัตรา คือ 100 บาทและ150 บาทต่อเดือนนั้น เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและหวังผลในการเลือกตั้ง เพราะหากโปร่งใสจริงจะต้องมีการปรึกษาหารือถึงเกณฑ์การเก็บเงินสมทบดังกล่าว ก่อน ไม่ใช่กำหนดขึ้นมาลอยๆโดยไม่ทราบว่าใช้อะไรเป็นตัวตั้ง นอกจากนี้หากมีแรงงานนอกระบบเข้าสู่ประกันสังคมเป็นจำนวนมากกว่าที่รัฐบาล คาดการณ์ไว้ จะส่งผลกระทบต่อกองทุนประกันสังคมหรือไม่และรัฐบาลจะดำเนินอย่างไรต่อไป

ด้านนายธนธรณ์ แปงคำใส ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างย่านดินแดง กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างหรือวินมอเตอร์ไซด์ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกันการจัดระเบียบก็ยังมีช่องว่างทางกฎหมาย เมื่อมีการจัดระเบียบเกิดขึ้น เพราะเสื้อวินในกฎหมายกำหนดไว้ห้ามขาย แต่บางคนต้องซื้อเสื้อวินต่อจากคนอื่น หรือเช่าเสื้อ เพราะไม่สามารถทำเป็นรถรับจ้างป้ายสีเหลืองได้ เมื่อเจ้าหนี้ที่ตำรวจเรียกตรวจใบอนุญาตก็จะถูกเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกเก็บเงินจากวินมอเตอร์ไซด์บางวิน จึงอยากฝากรัฐบาลดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ ส่วนที่รัฐบาลต้องการให้กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งรวมไปถึงวินมอเตอร์ไซด์เข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคมโดยที่จ่ายใน 2 อัตรา คือ 100 บาทต่อเดือน รัฐช่วยสมทบ 30 บาท ซึ่งได้สิทธิประโยชน์ 3 กรณี คือชดเชยการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และ 150 บาท รัฐช่วยสมทบ 50 บาท ได้สิทธิ์ 4 กรณี โดยเพิ่ม สิทธิ์เงินออมบำเหน็จชราภาพนั้น ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากทราบรายละเอียดสิทธิประโยชน์ต่างๆที่จะได้รับให้ชัดเจนกว่านี้

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: กรุงเทพธุรกิจ, เนชั่นทันข่าว, โพสต์ทูเดย์

แถลงการณ์ขอให้ นปช. ทบทวนและยุติการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา ประชาไท

จากการที่แกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นหนังสือให้เอาผิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา และนายอานันท์ ปันยารชุน หมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูง และดูหมิ่นองค์รัชทายาท เมื่อวันที่ 6 มกราคม นี้

การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของเสื้อแดงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำตั้งแต่ การปิดกั้น โจมตีใส่ร้ายป้ายสี เอาผิดทางกฎหมาย จนถึงการใช้กำลังเข้าปราบปรามและเข่นฆ่า จึงไม่แปลกที่เสื้อแดงจะมีความไม่พอใจฝ่ายอำมาตยาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องแสวงหามาตรการตอบโต้

ในด้านกระบวนการยุติธรรม เสื้อแดงย่อมมีความรู้สึกไม่พอใจกับ “สองมาตรฐาน” ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำด้วยข้อหาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างจากข้อหาหมิ่นสถาบัน ในขณะที่ องคมนตรีได้มายุ่งเกี่ยวทางการเมืองและมีความเกี่ยวพันกับการรัฐประหาร 19 กันยายนที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและรัฐบาลจากการเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้ ยิ่งเพิ่มความไม่พอใจต่อฝ่ายอำมาตยาธิปไตย

การยื่นข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อ พล.อ.เปรม และผู้เกี่ยวข้อง เป็นการใช้ ม.112 เหมือนกับที่ นปช. และฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เคยถูกกล่าวหาด้วยข้อหาเดียวกัน ข้อกล่าวหานี้ได้รับการใช้เพื่อขจัดฝ่ายตรงข้ามมาอย่างยาวนาน ด้วยวิธีการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ความรุนแรงสูงสุดคือ การใช้ข้อหาหมิ่นที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519

แต่ทว่า การใช้ ม.112 จะเป็นส่งเสริมการบ่อนทำลายประชาธิปไตยด้วยปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ประการต่อมา การใช้ ม.112 จะทำลายเป้าหมายการสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ ตามที่ นปช.เคยแถลงเป้าหมายการเคลื่อนไหว เพราะกำลังใช้เครื่องมือที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ประการที่สาม นปช.ไม่ควรเคลื่อนไหวด้วยการใช้วิธีการอะไรก็ได้ เพียงแต่ขอให้ได้รับชนะเป็นพอ โดยไม่คำนึงถึงหลักการประชาธิปไตย

เราจึงขอให้

1. นปช. ทบทวนและยุติการใช้ข้อหาหมิ่นสถาบัน กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
2. ข้อหาหมิ่นสถาบันต้องไม่ได้รับใช้ในกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจากทุกฝ่าย

สมัชชาสังคมก้าวหน้า
10 มกราคม 2554