WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 13, 2011

ช็อตเด็ดควันหลง9111:ไม่ฮา..ให้มาเหยียบ

ที่มา Thai E-News


มุกลึก-นักวิชาการด้านนิรุกติศาสตร์กำลังเร่งวิจัยอยู่ว่า รากศัพท์ของคำว่า"ม่ายรุ"มีที่มาจากภาษาตระกูลไหน ส่วนครูภาษาไทยเห็นแล้วปรี๊ดแตก อย่างไรก็ดีข่าวว่าเจ้าของผลงานป้าย(ใครวะ..?)เป็นปลื้มเอามากกับการที่มีคนแห่มาถ่ายรูป แต่อย่าไปอยากรู้เลยว่าเจ้าของป้ายเป็นใคร เดี๋ยวงานเข้า

เจ๊อมเพชรก็มา-ไม่เฉพาะพวกเสื้อแดงรากหญ้าหรอก ไฮโซก็มา..รายนี้เป็นเจ๊ไฮโซมาพร้อมกับเพชรซาอุที่DSIกำลังตามหา พอดีว่าอมได้ดี อมได้ถูกต้อง อมจนหมดอายุความ เลยออกมาปรากฎตัว (ภาพ:จอนคูโบต้า)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มาเฟซบุ๊ค อชิต อชิต



เสื้อแดงรักสัตว์ รักหมารักแมว แต่กับเหี้ย..เลิกรักแล้วจ้ะ ไม่ไหวจะเคลียร์จ้ะ


กูมาอีกแย้ว มึงอย่าเพิ่งกระอักตายซะหละ



เดินไปเดินมา ได้ยินเสียงคนคุยโทรศัพท์ “...ท่านทักษิณ ขา ตอนนี้ของแพงมากเลยค่ะ....”
พอหันไปหาเจ้าของเสียง ก็เจอสุภาพสตรี???? ท่านนี้..เจ๊แกบอกว่าทักษิณไม่อยู่เมืองไทยมันล้าหลัง 3จง3จีไม่มี ทอระสับก็ยังเป็นแบบเงี๊ยะอยู่เลย...อะไรของมานน

'.............555'

บอยคอตมาม่าก็มาแรง คนถือป้ายหน้าตาดีคร๊าบ แล้วมาด่าว่าไม่มีการศึกษา เดี๋ยวฉึกๆ

ยันต์8ทิศเอาไว้กัน"กระสุนฟรีจากภาษีประชาชน"


นปช.รุ่น2 แร๊งงงงส์

คนไทยเรา เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

ซะจายมีรัยป่ะ..?!

อันนี้เป็น"พร็อพ"ประกอบการขอทานในวันเสื้อแดงม็อบครับ ต้อง"อิน"กับกระแส ถึงจะรุ่ง เงินงี้เต็มขัน เอ๊ย แก้ว..ไอ้พวกอ้างเป็นพ่อค้าแถวราชประสงค์ หัดรู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาสแบบพี่เขามั่งดิ นี่อะไรคนเสื้อแดงไปม็อบทีเป็นหมื่นเป็นแสน มาไล่ลูกค้า..ชิ!

ดอกเตอร์กิตติมศักดิ์ ดอกเตอร์ห้องแถว และดอกเตอร์ประเทศโลกที่สาม

ที่มา Thai E-News



ดร.วีระ สมความคิด,ดร.หญิงเป็ด,ดร.กล้าณรงค์ และดร.ฯลฯ-(ภาพบน)กำธน สินธุวานนท์ องคมนตรี และนายกสภามหาวิทยาลัย กับดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ถ่ายภาพร่วมกับ วีระ สมความคิด ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ซ้ายสุด)ส่วนภาพล่างเป็นการมอบดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ คตส.ทั้งชุด งานนี้เลยมีดร.หญิงเป็ด ดร.กล้าณรงค์ และดร.ใหม่อีกราว 1 โหล


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ประเด็นปัญหาของมาตรฐานการศึกษาไทยในปัจจุบันก็คือ การที่เรามีดอกเตอร์กิตติมศักดิ์ ดอกเตอร์ห้องแถว และดอกเตอร์โลกประเทศโลกที่สามอยู่เกลื่อนเมืองจนแทบจะเดินชนกันตาย

ซึ่งไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนเสมือนจริงและอันไหนเก๊ ผมในฐานะอาจารย์ในหลักสูตรดอกเตอร์ด้วยกันกับเขาคนหนึ่ง จึงอยากจะร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ดังนี้

ดอกเตอร์กิตติมศักดิ์

ปัญหาที่ถกเถียงในเรื่องนี้ก็คือว่า คนที่ได้ปริญญาเอกปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ใช้ ดร. นำหน้าชื่อได้หรือเปล่า มีทั้งบอกว่าใช้ได้ กับที่บอกว่าใช้ไม่ได้

โดยที่คนที่บอกว่าใช้ได้ให้เหตุผลว่า ก็เขาได้ปริญญาเอกแล้ว ต้องใช้ได้ซิ ส่วนคนที่บอกว่าไม่ได้ก็ให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้จบปริญญาเอก จริง ๆ เป็นการให้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นเกียรติเท่านั้น จึงไม่สมควรที่จะใช้คำว่า “ดอกเตอร์”

คำว่าปริญญากิตติมศักดิ์นั้น มาจากภาษาลาตินว่า honoris causa ad gradum เป็นสิ่งที่ได้จากผลงานที่เกี่ยวกับทางวิชาการ ถือเป็นสิ่งประดับตัวบุคคล เพราะปกติแล้วการจะได้ปริญญาต้องไปสอบเข้าและเรียนเป็นเวลาหลายปี ส่วนปริญญากิตติมศักดิ์มักจะเป็นการให้จากสถาบันศึกษาแก่ผู้รับ โดยปริญญาที่ให้อาจจะเป็นปริญญา ตรี โท หรือเอก ซึ่งที่พบบ่อยสุดคือปริญญาเอก

โดยวันรับปริญญาจะเป็นวันที่ทำพิธีกันอย่างเอิกเกริกเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้รับ และมหาวิทยาลัยที่ให้ก็จะได้ประโยชน์ในแง่ที่ได้คนที่มีชื่อเสียงมาเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยมีชื่อออกไปสู่สังคม และ เป็นการเพิ่มเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเอง

ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิคนแรกที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ คือ Lionel Woodville ปี ๑๔๗๐ ของ Oxford

ปริญญากิตติมศักดินั้น มักจะมอบให้พร้อมกับพิธีประสาทปริญญาโดยทั่วไป และในต่างประเทศผู้รับมักจะได้รับเชิญให้กล่าวคำปราศรัยด้วยในงานรับปริญญาเพื่อแสดงภูมิหรือ “กึ๋น”ของตนเอง

ซึ่งการกล่าวคำปราศรัยนี้มักจะเป็นจุดเด่นของงาน โดยปกติแล้ว ทางมหาวิทยาลัยจะเสนอชือผู้จะได้รับหลายคน ซึ่งชื่อเหล่านี้จะผ่านการกลั่นกรองจากกรรมการมหาวิทยาลัย เพื่อพิจารณาความเหมาะสม โดยผู้มีชื่อรับเลือกมักจะไม่ทราบว่าทางมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อตนเอง จนกว่าจะได้รับเลือกเป็นทางการ และปกติแล้วการเลือกผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์นี้ถือเป็นความลับอย่างมาก

ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มว่าผู้ได้รับกลายเป็นพวกคนดัง เช่น นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจใหญ่ นักแสดง ฯลฯ แทนที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ทรงคุณวุฒิเช่นในอดีต

คำว่า ปริญญากิตติมศักดิ์หรือ honorary degree นี้ แท้จริงแล้วเป็นการประสาทหรือให้เป็นตัวปริญญาจริง ๆ ตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งต่างจากปริญญาที่ต้องเรียนมา (earned degree) โดยทางมหาวิทยาลัยยกเว้นการใช้เวลาศึกษาในห้องเรียน วิจัย การต้องเข้าชั้นเรียน หรือ ผ่านการสอบ

เพราะผู้ที่ได้รับการยกเว้นที่ว่านี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีชื่อเสียงและเป็นปราชญ์ในสาขานั้นๆ จึงได้รับการยกเว้นตามความต้องการของมหาวิทยาลัย

แต่ในปัจจุบันความหมายเดิมค่อยๆเปลี่ยนความหมายไป ปริญญากิตติมศักดิ์กลายเป็นปริญญาที่ไม่เท่ากับปริญญาที่ต้องเรียนต้องสอบมา ซึ่งหมายความว่าของเดิมนั้นให้คนเก่งจริงๆ ฉะนั้น ปริญญากิตติมศักดิ์จึงมีศักดิ์ศรีมาก

แต่ปัจจุบันไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นแล้ว

แม้ว่าปริญญาเอกหรือดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ทางมหาวิทยาลัยจะให้ปริญญาีเป็น DSc, DLitt, ฯ ซึ่งมักจะหมายความว่าแม้จะใ้ห้เป็นแบบกิตติมศักดิ์ก็ตาม แต่ปริญญาเหล่านี้ ( DSc, DLitt ฯ) สามารถจะได้จากการศึกษาเล่าเรียนเช่นกัน คือ ทำการศึกษาเพื่อให้่ได้ปริญญาจริง ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักร โดยสามารถยื่นผลงานการทำวิจัย ซึ่งมักจะทำอยู่หลายปี และผลงานนี้ มีผลต่อวงการวิชาการสาขาวิชานั้นเป็นอย่างมาก โดยทางมหาวิทยาลัยจะตั้งกรรมการศึกษาผลงาน และรายงานผลการตัดสินให้ทางมหาวิิทยาลััยว่าจะให้ผ่านได้รับปริญญาที่ว่าหรือไม่

โดยปกติผู้เสนอเข้ารับปริญญามักจะเกี่ยวข้องกับสาขานั้นๆ เช่น เป็นอาจารย์สอน หรือ จบมาและดีเด่นอยู่หลายปี

มีหลายมหาวิทยาลัยที่พยายามให้มีความแตกต่างระหว่างดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ( Univ หรือ Doctor of the University') กับดุษฎีบัณฑิตธรรมดา โดยให้เห็นถึงความแตกต่างของสองขั้ว คือ ฝ่ายให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้มีชื่อเสียง กับ ฝ่ายที่ให้แก่ผู้ที่มีความรู้จริง

ผู้ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์โดยปกติแล้วจะไม่ใช้คำนำหน้าว่า 'doctor หรือ ดร.' แต่หากผู้ที่ได้รับนั้นได้มาเพราะมีความสามารถในสาขานั้นจริงๆ ก็อาจจะเหมาะสมที่จะใช้เป็นคำนำหน้า ชื่อของตนเอง

ในหลายๆประเทศ เช่น United Kingdom, Australia, New Zealand, and United States ถือว่าการใช้ doctor หรือ ดร. ของผู้ได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะได้มาโดยทางใดก็ตาม

มีข้อยกเว้นอยู่คนเดียว คือ ในสหรัฐอเมริกาที่ Benjamin Franklin ซึ่งได้รับดุษฎีบัณฑิตจาก University of St. Andrews ในปี ๑๗๕๙ และ University of Oxford ในปี ๑๗๖๒ จากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น เขาจะอ้างถึงตนเองว่า "Doctor Franklin."

ผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ อาจจะใช้ตัวย่อต่อท้ายชื่อได้ แต่ต้องให้เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นกิตติมศักดิ์ โดยเพิ่มคำว่า "honorary" หรือ "honoris causa" หรือ"h.c." เข้าไปในวงเล็บ และในหลายประเทศ ผู้ได้รับดุษฎีบัณฑิต อาจจะใช้คำนำหน้าว่า doctor โดยใช้คำย่อว่า Dr.h.c. หรือ Dr.(h.c.). ในบางครั้งอาจจะใช้ Hon ก่อนปริญญาว่า Hon DMus.

ในปัจจุบันนี้เนื่องจากมีความยุ่งยากสับสนเรื่องดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยหลายๆแห่งพยายามแยกออกเพื่อให้ชัดเจนโดยให้ดุษฎีบัณฑิตใช้ LLD หรือ Hon.D. เท่านั้น แทน Ph.D. และมีหลายมหาวิทยาล้ย รวมทั้งมหาวิทยาล้ยเปิดใช้ Doctorates of the University (D.Univ.) และใช้ Ph.D หรือ Ed.D สำหรับปริญญาเอกที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียน

สำหรับของไทยเรานั้น สกอ.ได้มีหนังสือ ที่ ศธ.๐๕๐๖(๒) ว/๕๐๕ ลงวันที่ ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๒ เรื่อง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปริญญากิตติมศักดิ์ โดยระบุว่า คำนำหน้าว่า ดร. ใช้เฉพาะกับผู้ศึกษาจบระดับปริญญาเอก มิได้รวมถึงปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

หรือพูดง่าย ๆ ผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ใช้คำว่า ดร. ไม่ได้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนัก ผมคิดว่าหากอยากจะเรียกดอกเตอร์ก็เรียกไป เพราะเป็นรับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า คำเรียกขานดอกเตอร์ใช้กับคนที่ได้รับปริญญาในระดับดุษฎีบัณฑิต หรือแพทย์ศาสตร์บัณฑิต(Medical Doctor-M.D.) ซึ่งเขาก็ได้รับดุษฎีบัณฑิตมาแล้วเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นกิตติมศักดิ์ก็ตาม

แต่ต้องใช้ว่า “ดร.(กิตติมศักดิ์)”เพราะจะเป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นกิตติมศักดิ์ แต่หากเป็นดอกเตอร์กิตติมศักดิ์แล้วไปพิมพ์นามบัตรหรือเรียกตนเองว่าว่าดอกเตอร์เฉยๆก็ถือได้ว่าอยู่ในข่ายหลอกลวงประชาชน ปลิ้นปล้อน คบไม่ได้ ฯลฯ ดังเหตุผลที่ผมยกตัวอย่างจากต่างประเทศ มาข้างต้นนั้นเอง

ที่สำคัญก็คือในนานาอารยประเทศทั้งหลายคำว่าดอกเตอร์นั้น ส่วนใหญ่เขาจะเอาไว้ใช้เรียกผู้ที่เป็นแพทย์เสียเป็นส่วนใหญ่ เห็นมีแต่พี่ไทยเราเท่านั้นแหละครับ ที่นิยมใช้คำว่าดอกเตอร์นำหน้าชื่อตัวเอง ทั้งดอกเตอร์ธรรมดาและ ดอกเตอร์กิตติมศักดิ์ จนมีเรื่องเล่าว่าในเครื่องบินโดยสาร ลำหนึ่งมีคนป่วยฉุกเฉิน แอร์โฮสเตสประกาศว่า มีใครเป็นดอกเตอร์(หมอ)บ้าง ปรากฏว่าพี่ไทยเรายกมือกันตั้งหลายคนเล่นเอาแอร์โฮสเตสเป็นงงไปเลย

ดอกเตอร์ห้องแถว

สมัยก่อนเราเคยได้ยินแต่เพียงว่า มีอยู่ในเมืองนอกที่คนมีสตางค์ส่งลูกหลานไปชุบตัว แล้วได้ปริญญากลับมาโดยไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่ไปติดต่อ แล้วเสียสตางค์ให้แก่มหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเป็นห้องแถว มีกิจการขายใบปริญญาบัตรเป็นการเฉพาะ แต่ในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยได้มีมหาวิทยาลัยดังกล่าวมาตั้งสาขากันอยู่ทั่วไป

ที่สำคัญก็คือมีมหาวิทยาลัยไทยเราเอง ที่เปิดการเรียนการสอนในลักษณะนี้ มีการขยายสาขาไปทั่วประเทศ เข้าลักษณะ “จ่ายครบ จบแน่” ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะหมายความถึงมหาวิทยาลัยเอกชนที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังตัวอย่างที่ว่ามีการรับนักศึกษาปริญญาเอก เพียงแต่ลงทะเบียนและจ่ายเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท รอให้เวลาใกล้ ๒ ปี ค่อยไปสอบปากเปล่ากับอาจารย์เพียง ๔ คน

และก่อนไปสอบ จะมีคนมาช่วยสอนให้พูดด้วย มิหนำซ้ำยังมีการขึ้นชื่อผู้ทีมีชื่อเสียงต่างๆ หรือตำแหน่งสูงๆ ในวงราชการว่าเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยตนอีกด้วย (อย่าให้ยกตัวอย่างเลยครับเดี๋ยวเคืองกันเปล่าๆ)

ดอกเตอร์ประเทศโลกที่สาม

คำว่าดอกเตอร์ประเทศโลกที่สามนี้ เป็นคำที่ใช้เรียกขานบรรดาดอกเตอร์ทั้งหลายที่แม้ว่า จะจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐก็ตาม แต่เป็นหลักสูตรที่เปิดสอนไม่เป็นไปตามที่มาตรฐานกำหนด เช่น จะต้องมีอาจารย์จบวุฒิปริญญาเอก หรือ เป็นรองศาสตราจารย์จำนวนเท่านั้นเท่านี้

หรือหากไม่มีจริงๆก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามคุณวุฒิที่กำหนด แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้น หรือมีการละเลยมาตรฐานขั้นต่ำในระดับความรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา เป็นต้น และโดยส่วนใหญ่กรรมการในสภามหาวิทยาลัยเหล่านั้น บางคนก็เป็นกรรมการหลายแห่งจนไม่มีเวลามาเอาใจใส่ในเรื่องนี้ หรือถึงแม้จะพยายามเอาใจใส่ก็ไม่ได้ข้อมูลอยู่ดี

ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีคดีไปถึงศาลปกครองแล้ว เพียงแต่ยังไม่ปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายไปในวงกว้างเท่านั้นเอง

ฉะนั้น ผู้ที่อยากได้คำว่า “ดร.”โดยไม่อยากยุ่งยากเสียเวลาและเสียเงินเป็นแสนเป็นล้าน ผมขอแนะนำให้ไปยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อที่อำเภอเป็น “ดร”(อ่านว่า”ดอน”แปลว่า พ่วงหรือแพ)เป็นชื่อแรก และใช้ชื่อเดิมเป็นชื่อรอง เสียเงินไม่กี่สิบบาทก็มีคำว่า”ดร”เช่นกันเพียงแต่ไม่แต่ไม่มีจุด (.)เท่านั้นเอง

--------------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔

Wednesday, January 12, 2011

แง้มโพล"ลับ"เพื่อไทยลุ้นเลือกตั้ง ก้าวคู่"ทักษิณ" ก้าวข้าม"มิ่งฝัน"

ที่มา มติชน



ชั่วโมงนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจัดเรียงโครงการลงทุนทยอยเข้าสู่ห้องประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างถ้อยที-ถ้อยอาศัยกันทั้ง 35 รัฐมนตรี 20 กระทรวง


ขณะที่ในสภา กำลังสาละวน ในวาระแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ จำนานและที่มาของส.ส. ระหว่างสูตร 375+125 กับ สูตร 400+100

อีกด้าน สนามการเมืองของฝ่ายคู่แข่ง-คู่ขัดแย้ง-ฝ่ายค้าน "ทักษิณและพวก" ทั้งเพื่อไทย-อดีตพลังประชาชน-อดีตไทยรักไทย ผนึกรวมกันหนาแน่น เตรียมลงสนามเลือกตั้ง

แกนนำพรรคเพื่อไทย-เครือข่ายทักษิณจึงตั้งสมมติฐานการเลือกตั้งสมัยหน้าไว้ 3 ทาง

แนวทางแรก เลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แนวทางนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่เลวร้ายที่สุด

แนวทางที่ 2 เลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ฉบับแก้ไข แนวทางนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพันธมิตรเก่าอย่างน้อย 3 พรรค อาทิ รวมชาติพัฒนา-เพื่อแผ่นดิน และชาติไทยพัฒนา

แนวทางที่ 3 แม้เป็นไปได้น้อยที่สุด แต่อยู่ในสมมติฐาน คือ ไม่มีการเลือกตั้ง เพราะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง

ดังนั้น ทั้งวาระในสภาผู้แทนราษฎรและวาระนอกสภาจึงไม่ได้อยู่ในความใส่ใจของ "ทักษิณและพวก"

เพราะแม้ว่าเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุด เลือกตั้งในระบบเดิมพรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่าจะรักษาฐานที่มั่น-ฐานเสียงไว้ได้ไม่น้อยกว่าเดิม 180 เสียง

ทั้ง "ทักษิณและพวก" จึงใจจดจ่อ-มีความหวังอยู่กับการลงสนามเลือกตั้ง

"พวกเราวางแผนไปไกลถึงการออกแคมเปญการเลือกตั้งแล้ว และการได้ทำโพลความนิยมทุกพื้นที่ เพื่อวางแผนการจัดกำลังคน กำลังทรัพยากร ไว้พร้อมปูพรมทุกพื้นที่" แกนนำคนสำคัญพรรคเพื่อไทยกล่าว

แกนนำคนเดิมกล่าวถึงเหตุผลของความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า "การทำสำรวจความนิยมได้มีการดับเบิลเช็กกับกลุ่มตัวอย่างที่มีทั้งฝ่ายที่ชอบเราและไม่ชอบเรา เช่น เราตรวจสอบความเห็นต่อการเลือกตั้งด้วยการสัมภาษณ์ความเห็นของข้าราชการ-นักปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ผลออกมาชัดเจนมากว่า ขณะนี้แม้เขาไม่พอใจรัฐบาล แต่เขาจำเป็นต้องอยู่กับฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อถึงเวลากาบัตรเลือกตั้งเขาจะเลือกเรา"

วาระที่ถูกเสนอจากนักคิด-ปัญญาชนของพรรคที่ต้องการให้เพื่อไทยกำหนดวาระปลดแอก "ก้าวข้ามทักษิณ" นั้น ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากนักเลือกตั้งในพรรค

เพราะนักจัดการการเลือกตั้งในพรรคเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า "เป็นไปไม่ได้ที่เพื่อไทยจะหาเสียงว่าก้าวข้ามทักษิณมีแต่แพ้กับแพ้ ดังนั้นทางเดียวที่จะใช้หาเสียงคือ ก้าวคู่ไปกับทักษิณ เราจึงจะชนะเลือกตั้ง คนที่เสนอให้ก้าวข้ามไม่เข้าใจคนเลือกตั้ง"

ส่วนแคมเปญหาเสียงนั้น ขณะนี้แม้ว่ากรรมการบริหารพรรค "ตัวจริง เสียงนอมินี" จะพยายามเสนอเนื้อหานโยบาย แต่ฝ่ายจัดการเลือกตั้ง "ตัวจริง-เสียงจริง" บอกว่า ทุกแคมเปญที่ออกมาเป็นดอกเห็ดในขณะนี้ "ของปลอม"

ส่วนเนื้อหานโยบาย-แคมเปญหาเสียงของจริงอยู่ในระหว่างการจัดทำโดย "ทักษิณ" เท่านั้น

เสียงที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจและภาพแคมเปญระหว่างนี้จึงเป็นเพียง "เป้าหลอก" เพื่อให้นักการเมืองหน้าใหม่ในพรรคได้เป็น "สิงห์สนามซ้อม" ในสภาผู้แทนฯก่อนที่จะได้ลงสนามจริงในอนาคต

นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงแคมเปญที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ยังไม่ลงตัว เพราะอยู่ระหว่างการเตรียมการ

ส่วนกรณีรายชื่อบุคคลที่จะถูกเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยซึ่งปรากฏผ่านสื่อมวลชนนั้น

นายสมาน กล่าวว่า "มีแต่คนอยากจะเป็นนายกฯแต่ไม่มีใครอยากเป็นหัวหน้าพรรคเลย การพูดถึงว่าที่นายกฯโดยที่ยังไม่รู้ผลการเลือกตั้ง จะทำให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะเราเสียมากกว่า เพราะเหมือนกับยังไม่ได้ปล้นแต่จะมาแบ่งสมบัติกันแล้ว"

พรรคเพื่อไทยขณะนี้จึงระทึกใจอยู่กับความจริงหลังเลือกตั้งมากกว่าความฝันของ


"มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ที่ระทึกอยู่กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้ใส่ตำแหน่ง "ว่าที่นายกรัฐมนตรี"

เพราะคราวนี้สัญญาณชัดเจนที่ถูกส่งตรงมาจาก "ดูไบ" นั้น มีประโยคเดียว "ท่อน้ำเลี้ยงยาว นโยบายโดนใจ ใครไม่ไปพรรคอื่นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย"

( อ่านบทวิเคราะห์ โดยละเอียด คลิกที่www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1294812914&grpid=no&catid=03 )

ศาลเขมรไต่สวน "วีระ" ข้อหาใหม่แล้ว เจ้าตัวลั่นถูกยัดข้อหา "ราตรี" คิวถัดไป

ที่มา มติชน

ศาลกัมพูชาไต่สวนนายวีระ สมความคิด ในข้อหาพยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมไต่สวน น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ เป็นคนต่อไป

นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่า เมื่อเวลา 8.30 น.ที่ผ่านมาว่า ศาลกัมพูชาได้เรียกนายวีระไปรับทราบข้อกล่าวหา และไต่สวนเพิ่มเติมในข้อหาใหม่คือ พยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ ใช้เวลา 45 นาที เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ของกัมพูชาก็ควบคุมตัวนายวีระกลับไปที่เรือนจำเปรย์ซอร์ ก่อนจะไต่สวนน.ส.ราตรีต่อทันที ขณะนี้ทนายความชาวกัมพูชากำลังหารืออยู่กับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญเกี่ยวกับแนวทางการสู้คดีหลังจากนี้

ส่วนอีก 5 คนไทยที่ไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนั้น ศาลกัมพูชายังไม่ได้มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติมว่าจะไต่สวนต่อหรือจะพิจารณาคดี ดังนั้นคงต้องรอฟังผลเรื่องการขอประกันตัวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากประเทศกัมพูชา เมื่อเวลา 07.50 น. เจ้าหน้าที่นำตัวนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ไปที่ศาลกรุงพนมเปญ เพื่อรอไต่สวนเพิ่มเติม หลังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม ในข้อหาจารกรรมข้อมูลทางทหาร

ผู้สื่อข่าวพยายามถามนายวีระ ขณะเดินทางไปศาล โดยนายวีระตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า " เขายัดข้อหาผม "

ขณะที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยสั่งให้คนไทยทั้ง 7 คนรับสารภาพ เพื่อเตรียมขออภัยโทษ แต่ให้พูดไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า เข้าไปดูปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านตามแนวชายแดนที่ร้องเรียนมา ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปในพื้นที่ที่กัมพูชาดูแล

โดน2เด้ง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




การชุมนุมรำลึกครบรอบ 10 เดือนเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 10 เม.ย.2553 ของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

เป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกของนปช. หลังประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

คนเสื้อแดงกว่า 3-4 หมื่นคนชุมนุมกันแน่นราชประสงค์

มีนัยยะสำคัญ !

เพราะเป็นการแสดงพลังให้เห็นว่าคนเสื้อแดงไม่ได้"ฝ่อ"เหมือนกับที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้

แสดงให้เห็นด้วยว่านโยบายประชาวิวัฒน์

หรือ 9 ของขวัญปีใหม่ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประ เคนให้นั้น

ไม่ได้มีผลทำให้คนเสื้อแดงลืมเลือนการสังหารหมู่ 91 ศพ ได้เลยแม้แต่น้อย

ประเด็นหลักของการชุมนุมครั้งนี้

ต้องการให้รัฐบาลรับผิดชอบการฆ่าหมู่ 91 ศพ และให้รัฐบาลปล่อยนักโทษการเมืองหลายร้อยคน

เสียงเรียกร้องดังกระหึ่มไปทั่วราชประสงค์ !

เชื่อว่าต่อจากนี้ไปจะมีการเคลื่อนไหวที่หนักหน่วงยิ่ง กว่าเดิม

ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้น

แต่จะหนักหน่วงในด้าน"ข้อมูลและข้อเท็จจริง"ยิ่งขึ้น

การเปิดข้อมูลเอกสารลับต่างๆ เกี่ยวกับคดีคนเสื้อแดงจะมีมากขึ้น

ขุดคุ้ยว่าใครอยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารหมู่ !?

และยิ่งตอกย้ำความ 2 มาตรฐานของรัฐบาลไปพร้อมๆ กัน

ที่สำคัญการทวงความยุติธรรมจะเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นในเวทีนานาชาติ

การแสดงพลังของคนเสื้อแดงครั้งล่าสุดเป็นการฟ้องต่อสายตาชาวโลก

ยืนยันว่ายังมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นกับนักโทษเสื้อแดง

รัฐบาลยังคงลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนเสื้อแดง

เชื่อว่าในเร็ววันนี้จะเห็นองค์กรโลกหันมาให้ความสนใจ เรื่องนี้ยิ่งขึ้น

แต่ที่จะเห็นผลชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังมีการเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนฯในวันที่ 21 ม.ค.นี้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ในฐานะส.ส. พรรคเพื่อไทย

ประกาศชัดว่าคดีความทุกอย่างจะเอาไว้พูดในที่ประ ชุมรัฐสภา

เพราะพรรคเพื่อไทยให้อภิปรายได้แบบไม่จำกัดเวลา

เมื่อถึงตอนนั้นสังคมก็จะได้รู้ความจริงทั้งหมด

น่าหนักใจแทนนายอภิสิทธิ์ เพราะปัญหา 7 คนไทยถูกขังในเรือนจำเขมรยังหนักอกหนักใจอยู่เลย

พลาดพลั้งให้นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ทะเล่อทะล่าเข้าไปให้ทหารเขมรจับกุม

จนโดนม็อบที่เพิ่งผิดใจกันอัดเละว่าขายชาติ

ต้องมาเผชิญปัญหาถูกฝ่ายค้านเตรียมขย่มซ้ำในสภาเข้าไปอีก

แบบนี้เรียกว่าโดน 2 เด้ง !?

จักรภพ เพ็ญแข โฟนอินพัทยา-10-01-2011

ที่มา thaifreenews

โดย mamome

ดาบมะเขือเทศ

http://www.4shared.com/audio/RXmEPhsZ/JP...-2011.html

ใบตองแห้งออนไลน์.. อุดมการณ์สื่อ saga: ปลดแอก?

ที่มา ประชาไท

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลโดย ฯพณฯ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตีปี๊บร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งไทยโพสต์พาดหัวข่าวได้ตรงเป้า เข้าประเด็น ว่า จ่อคลอดกฎหมาย คุ้มครองสิทธิสื่อ ปลดแอกนายทุน
หัวร่อกลิ้งเลยครับ รัฐบาลซึ่งประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ควบคุมสื่อ ปิดเว็บไซต์มาเกือบปี คุยฟุ้งว่าจะให้เสรีภาพสื่อ ยกเอาการ “ปฏิรูปสื่อ” มาเป็นหนึ่งในวาระ “ปฏิรูปประเทศไทย”
แกล้งทำเป็นลืมฉายา “กริ๊ง สิงสื่อ” ของตี๋สาทิตย์ไปซะแล้ว ที่เที่ยวโทรไปชี้นำกำหนดประเด็นข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ นั่นน่ะหรือ “ปลดแอก”
องอาจผู้มีคอนเนคชั่นอันดีกับสื่อ บอกว่านี่เป็นกฎหมายที่องค์กรวิชาชีพสื่อร่างเอง รัฐบาลไม่ได้แทรกแซง ผมเชื่อครับ แต่จะให้เชื่อว่าในโลกนี้มีกฎหมายที่ คุ้มครองสิทธิสื่อ ปลดแอกนายทุน คงสนตะพายกันยาก เพราะสภาพความเป็นจริงมันไม่มี
ถามหน่อยเหอะ ไอ้การคุ้มครองสิทธิสื่อในฝัน แบบที่จินตนาการว่าจะให้นักข่าว หัวหน้าข่าว คอลัมนิสต์ เป็นกบฎต่อนายจ้าง แล้วยังทำหน้าที่อยู่ได้ มันมีจริงๆ หรือ ในประวัติศาสตร์สื่อไทย มีเจ้าของหนังสือพิมพ์คนเดียวที่ใจกว้าง ให้ลูกน้องเขียนขัดคออยู่ได้ตั้ง 3 ปี คือเถ้าแก่เปลว สีเงิน ของผม นอกนั้นไม่เคยมี
แต่ก็ไม่ใช่ว่า “นายทุน” หนังสือพิมพ์จะทำตัวเหมือนเจ้าของโรงงานนรก สั่งอะไรทุกคนต้องทำตาม ถ้าคิดอย่างนั้นก็ผิดตั้งแต่แรก นายทุนสื่อไทยมี 2 ประเภท คือนายทุนที่เติบโตมาจากสื่อ เช่น ขรรค์ชัย บุนปาน, สนธิ ลิ้มทองกุล, สุทธิชัย หยุ่น, ระวิ โหลทอง กับนายทุนคนนอก แบบตระกูลจิราธิวัฒน์เจ้าของค่ายบางกอกโพสต์ ส่วนไทยรัฐกับเดลินิวส์ แม้ไม่ได้มาจากคนข่าว แต่ตระกูลวัชรพล, เหตระกูล ก็ทำธุรกิจสื่อมาครึ่งศตวรรษ จนรู้ธรรมชาติสื่อเป็นอย่างดี
นายทุนแบบแรกเนี่ยนอกจากเป็นนายทุนแล้วยังมีความเป็น “ศาสดา” ด้วย คือมีบารมีทางความคิดเหนือนักข่าว หัวหน้าข่าว คอลัมนิสต์ บางสำนักก็ปวารณาเป็นสาวกตั้งแต่หัวจดหาง แข่งกันยกย่องเชิดชูศาสดาในหน้าหนังสือพิมพ์ตัวเอง (คงไม่ต้องบอกว่าสำนักไหน ฮิฮิ)
แต่ต่อให้เป็นนายทุนจริงๆ ปัจจุบัน นายทุนกับสื่อส่วนใหญ่ก็อยู่แบบอะลุ่มอล่วย นายทุนเข้าใจสื่อว่าไอ้พวกบ้าน้ำลายพวกนี้ต้องปล่อยให้มันมีเสรีภาพในการแกว่งปากบ้าง สื่อก็เข้าใจนายทุนว่าต้องหารายได้ ต้องขายโฆษณา ซึ่งบ่อยครั้งที่ต้องพัวพันกับนักการเมือง กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ บุคคลระดับสูงของสังคม แต่ทำไงได้ เพราะปัจจุบันสื่อเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ มูลค่ามหาศาล รายรับรายจ่ายต่อปีเป็นหลายร้อยหรือพันล้าน หมดสมัยแล้วที่จะทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่ออุดมการณ์หัวชนฝา เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าใครใคร่ซื้อ ซื้อ ทั้งนายทุนทั้งสื่อ รู้ดีว่าต้องหาที่ยืนที่พอจะอะลุ่มอล่วยกันได้ระหว่างอุดมการณ์กับผลประโยชน์
สมมติเช่นข่าวการเมืองเรื่องสาธารณะ เราต้องเล่น เพราะเราไม่เล่น ฉบับอื่นก็เล่น แต่ถ้านักการเมืองที่ตกเป็นเป้า ซึ้ปึ้กกับเจ้าของสื่อ หรือเป็น “ขาใหญ่” ให้โฆษณาหน่วยงานของรัฐ มันก็มีวิถีทางถ้า คุณขอมา เช่น ลดน้ำหนัก ลดอันดับข่าว จากหัวไม้ตัวเป้งไปเป็นข่าวรอง ลดความรุนแรงของหัวข่าว-โปรยข่าว และให้โอกาสชี้แจงเผื่อน้ำใจไมตรี เหล่านี้เป็น “ศิลปะแห่งวิชาชีพ” ซึ่งรู้กันระหว่างนายทุนกับสื่อ โดยไม่มีสอนในคณะนิเทศศาสตร์ที่ไหน
ตัวอย่างเช่น คุณทำสัมภาษณ์พิเศษ ก็ต้องรู้ว่าบางครั้งมันต้องเอื้อให้ ผู้มีอุปการะคุณ แต่เราจะจัดให้เหมาะสมอย่างไร ปีหนึ่งมี 52 สัปดาห์ คุณขอมา สัก 2-3 สัปดาห์ ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ที่เหลือยังถือเป็นอิสระมากมายล้นพ้น เพียงแต่ต้องคุยกันสรรหาประเด็นให้มันน่าสนใจบ้าง แล้วก็ต้องเชื่อใจกันระดับหนึ่ง ไม่ใช่สัมภาษณ์แล้วขอดูต้นฉบับก่อนตีพิมพ์ แล้วแก้มาแดงเถือก
นี่คือความเป็นจริงที่มีอยู่ในสื่อทุกฉบับ ทุกคลื่น ทุกสถานี
ฉะนั้น ความคิดที่ว่า “ปลดแอกนายทุน” จึงเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะสภาพความเป็นจริงไม่มีหรอกที่สื่อจะเป็นกบฎต่อนายจ้างแล้วยังทำหน้าที่อยู่ ความขัดแย้งมีบ้างแต่ก็ต่อรองถ้อยทีถ้อยอาศัย ถ้าขัดแย้งจริงๆ มากๆ เข้า ก็ทางใครทางมัน จะไปเอากฎหมายที่ไหนมาบังคับว่าต้องให้สิทธิอิสระกับสื่อ
สมัยซัก 20 ปีก่อนยังพอมี ที่สื่อกับนายทุนขัดแย้งกันแล้วยกทีมออก ย้ายค่าย เลือกอุดมการณ์แทนหม้อข้าว แต่สมัยนี้สื่อแต่ละค่ายต่างก็สถาปนาตนเป็นยักษ์ใหญ่ ให้ค่าตอบแทนสูง ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าขององค์กร มีศักดิ์ศรี มีบารมี ร่วมกับหัวหนังสือที่ตัวเองสังกัด สมัยนี้จึงไม่มีแล้วครับ สื่อย้ายค่าย เว้นแต่นักข่าวเด็กๆ ในพื้นที่ ส่วนพวก Dead Wood ถ้าลาออก มีแต่ตกงานสถานเดียว (ฮา)
ส่วนตัว-ส่วนรวม
เรื่องของสื่อรับทรัพย์ รับจ้างเขียน มีมาตั้งแต่สมัยไหนผมก็ไม่ทราบ จำได้ว่าเป็นเด็กนุ่งขาสั้นก็มีข่าวยิงกันตาย เกี่ยวพันกับคอลัมนิสต์บันเทิงชื่อดัง เมื่อหลายปีก่อนก็เกิดเหตุนักข่าวภูธรประชุมโต๊ะกลม ซัลโวกันสนั่น ตายเกือบยกจังหวัด และเมื่อหลายปีก่อนก็เกิดคดีฆ่าหัวหน้าข่าวภูมิภาคหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ คนวงนอกอาจสงสัย เอ๊ะ ทำไมต้องถึงขั้นฆ่ากัน คนวงในอธิบายว่า หัวหน้าข่าวภูมิภาคเปรียบได้กับรัฐมนตรีมหาดไทยของยักษ์ใหญ่ค่ายนั้น มีอำนาจแต่งตั้งหรือปลดนักข่าวทุกจังหวัด ซึ่งความเป็นนักข่าวยักษ์ใหญ่ ผู้ว่าฯ ผู้การ ผู้กำกับ ฯลฯ ล้วนต้องเกรงใจ เอื้อให้ประกอบธุรกิจอื่น
นั่นคือพฤติกรรมส่วนบุคคลของนักข่าว คอลัมนิสต์ ในอดีต (และปัจจุบันก็ยังไม่หมด) ซึ่งมีที่มาจากหนังสือพิมพ์ต้นสังกัดให้เงินเดือนน้อย ปล่อยให้เป็น “นักบิน” หากินเอง วงการหนังสือพิมพ์เพิ่งมาปรับฐานเงินเดือนครั้งใหญ่ สมัยสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อตั้งผู้จัดการ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วนี่เอง นักข่าวรุ่นหลังๆ ที่รายได้ดีสวัสดิการเพียบในสมัยนี้ ต้องกราบสนธิ ลิ้ม งามๆ 3 ทีนะครับ เพราะสนธิมีคุณูปการอย่างสูงต่อวิชาชีพ ให้เงินเดือนนักข่าวสูงกว่าตลาดเกือบ 2 เท่า ค่ายอื่นๆ กลัวสมองไหล หรือถูกนักข่าวเรียกร้อง ก็ต้องปรับด้วย สมัยนั้นผมอยู่แนวหน้า เป็นรีไรเตอร์แล้วขึ้นเป็นหัวหน้าข่าว จำได้ว่าเงินเดือนหมื่นต้นๆ บารมีสนธิทำให้ผมเงินเดือนพุ่งขึ้นไปถึง 17,500 (เอ้า! กราบ)
ส่วน “กาแฟดำ” น่ะหรือ สมัยนั้นนักข่าวรวมหัวกันตั้งสหภาพ ผลคือถูกเฉดหัวออกหมด
สนธิยังตั้งศูนย์ข่าวภูมิภาค ให้นักข่าวมีเงินเดือนประจำ มติชนก็ทำตาม สมัยก่อนนักข่าวภูมิภาคได้แค่ค่าข่าว คิดกันเป็นคอลัมน์นิ้ว ฉะนั้นส่วนใหญ่ก็จะต้องประกอบอาชีพ “นักบิน” หรือทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตรวจหวยไปด้วย (สมัยนี้ก็ยังมี แต่เริ่มปรับเป็นมืออาชีพมากขึ้น)
อย่างไรก็ดี ถ้ากล่าวเฉพาะนักข่าวการเมือง ส่วนใหญ่แล้ว clean มาตั้งแต่สมัยกัดก้อนเกลือกิน แม้จะมีคอลัมนิสต์ที่เรียกกันว่า 18 อรหันต์ รับจ้างเขียนเชียร์หรือวิ่งเต้นปัดเป่า โดยอาศัยความเป็นรุ่นใหญ่ น้องๆ นุ่งๆ เกรงใจ รวมทั้งยังต่อสายคอนเนคชั่นไปถึงเจ้าของหนังสือพิมพ์
แต่หน้าที่ (หรือจุดขาย) ของสื่อคือการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ ซึ่งก็คือรัฐบาล คือนักการเมือง มันจึงเลี่ยงไม่พ้นที่ต้องปะทะกันโดยตรง การที่นักการเมืองจะมาจ่ายเงินปิดปากสื่อ 10 ฉบับ ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์พร้อมกันจึงทำได้ยาก โดยเฉพาะเวลาที่นักการเมืองคนนั้นตกเป็นเป้ากระแสสังคม (อย่าว่าแต่จ่ายสื่อเลย บางคนเป็นเพื่อนซี้เจ้าของหนังสือพิมพ์ยังเอาตัวไม่รอด ตัวอย่างเช่น บิ๊กสุเป็นเพื่อนขรรค์ชัย บุนปาน ตั้งแต่นุ่งขาสั้น พอ เสียสัตย์เพื่อชาติ ขึ้นมา ร้อยขรรค์ชัยก็ช่วยไม่ไหว)
มีบ้างเหมือนกันที่นักการเมือง ซื้อ นักข่าวบางคน แต่ถ้าติดสอยห้อยตามกันผิดสังเกต หรือความแตกเกิดเรื่องอื้อฉาว เช่นที่เคยเกิดเมื่อ 5-6 ปีก่อน นักข่าวคนนั้นก็อยู่ไม่ได้ เพื่อนไม่คบ ต้องพ้นไปจากวิชาชีพ (ไปรวยกว่าเป็นนักข่าว-ฮา) ฉะนั้นนักการเมืองส่วนใหญ่ จึงหาวิธี ซื้อใจ มากกว่า เช่น ผูกมิตร ทักทาย ให้ข่าว แพลมข่าวเอ็กซ์คลูซีฟ หรือเอาข้อมูลมาให้แฉฝ่ายตรงข้าม สนิทกันแล้วนานๆ ค่อยเลี้ยงข้าวที (เรื่องแบบนี้ ปชป.ถนัดนัก)
ให้สังเกตว่า นักการเมืองที่ตกเป็นเป้าของสื่อ ส่วนใหญ่ก็คือพวกที่อยู่ทำเนียบ สภา มหาดไทย แต่ถ้าเป็นกระทรวงสังคมหรือกระทรวงเศรษฐกิจ จะเป็นเป้ารองลงมา เพราะหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะแยกโต๊ะข่าวการเมืองกับโต๊ะข่าวเศรษฐกิจ แล้วโต๊ะข่าวการเมืองมักคุมหน้าหนึ่ง หรือ บก.ข่าวหน้าหนึ่งมาจากโต๊ะการเมือง มักจะสนใจ ข่าวปิงปอง มากกว่าโครงการหมื่นล้านแสนล้าน พวกรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจจึงสบายไป กระทรวงพวกนี้ไม่เป็นข่าวรายวัน ว่างๆ ยังจัดสัมมนา ดูงาน ทั้งในและต่างประเทศ
ช่วงหลังหนังสือพิมพ์ก็ปรับตัวขึ้นนะครับ เริ่มสนใจกระทรวงคลัง คมนาคม พาณิชย์ ไอซีที แต่ก็ยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร
นักข่าวเศรษฐกิจ พวกที่อยู่ตามกระทรวงไม่ค่อยมีปัญหา จะมีก็พวกสายข่าวธุรกิจเอกชน ข่าวการตลาด เพราะแน่นอนว่าเราลงข่าวให้เขา เขาก็ได้ผลประโยชน์ เอ๊ะแล้วเราจะทำให้ฟรืทำไม มันจึงเป็นเรื่องที่แยกแยะลำบาก สมัยก่อนๆ อาจไม่มีอะไรมาก สิ้นปี หรือวันเกิด บริษัทห้างร้านก็จะหิ้วกระเช้ามาให้ ผมเคยทำงานแห่งหนึ่ง โต๊ะข่าวการเมืองกับโต๊ะข่าวเศรษฐกิจศรศิลป์ไม่กินกัน โห นั่งอดอยากปากแห้งดูกระเช้าผลไม้ เค้ก เหล้า กาแฟ ฯลฯ กองเต็มโต๊ะเศรษฐกิจ ขณะที่โต๊ะการเมืองว่างเปล่า (มาอยู่ไทยโพสต์ดีหน่อยเพราะจัดระบบเป็นของส่วนรวม)
ต่อมาเศรษฐกิจเฟื่องฟู บริษัทใหญ่ๆ จัดแถลงข่าว เปิดตัวสินค้า หรือจัดงานปีใหม่ ก็มีจับสลากแจกของขวัญนักข่าว ถ้าแจกแค่เสื้อยืดก็คงไม่เป็นไร แต่มันลามไปถึงแจกมือถือ แจกเครื่องใช้ไฟฟ้า แจกสร้อยทอง ฯลฯ เพื่อนนักข่าวสายอื่นก็โวยสิครับ สโมสรผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจึงเข้ามาควบคุม สื่อสำนักต่างๆ ก็ควบคุม จึงดีขึ้น แต่ก็ยังมีเล็ดรอดอยู่บ้าง
อย่างเช่นเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมานี่เอง บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จัดงาน เชิญพิธีกรเล่าข่าวบางคน คอลัมนิสต์บางคน เป็นการเฉพาะตัว แต่ก็มีนักข่าวไป 2-3 คน จับสลากของขวัญ รางวัลสูงสุดเป็นถุงไม้กอล์ฟ สนนราคาราว 5 หมื่น รางวัลต่ำสุดเป็น i-phone ราคาราวสองหมื่น ใครได้ไปบ้างผมไม่ทราบ แต่ความแตกเพราะมีนักข่าวเครือเนชั่นรายหนึ่งได้พัตเตอร์ราคา 3 หมื่น แล้วไม่รับ เอาไปคืน ต้องปรบมือให้
ก่อนหน้านั้นก็มีค่ายมือถือจัดงาน แล้วแจก i-phone รับกันทั่วหน้า แต่นักข่าวไอซีทีโวยว่าแบกหม้อก้นดำ เพราะนักข่าวไม่ได้ไป แต่ดันมีพวกคอลัมนิสต์กับฝ่ายการตลาดของสื่อต้นสังกัดไปแทน รวมทั้งพวกนักข่าวนิตยสาร
งานนี้ได้ยินว่าพิธีกรเล่าข่าวก็ไปด้วย แต่ได้ของขวัญหรือเปล่าไม่รู้ ถึงได้ก็พูดลำบาก เพราะสถานะเขาไม่น่าจะเป็นนักข่าวแล้ว เป็นเซเลบส์มากกว่า เซเลบส์ไปโชว์ตัวก็คิดว่าเขาควรได้ค่าตอบแทน
นักข่าวสายอื่นๆ ที่เหนื่อยหน่อยก็สายตำรวจ ไม่ใช่ว่านักข่าวตำรวจแย่ไปเสียหมดนะครับ แต่ต้องมีศิลปะในการเลี้ยงตัว เพราะตำรวจอยู่กับเรื่องสกปรก พัวพันผลประโยชน์ยุบยับไปหมด รักจะคบตำรวจก็ต้องยืดหยุ่นได้ แต่ต้องไม่ถลำไปด้วย บางครั้งมันก็มีเรื่องแลกเปลี่ยน เช่นโรงพิมพ์หรือหัวหน้าข่าวฝากเอาใบสั่ง เพื่อนฝากเอาใบสั่ง เล็กๆ น้อยๆ ขอกันได้ แต่ถ้าถึงขั้นรับเงินวิ่งเต้นย้ายตำรวจ ก็ขึ้นกับต้นสังกัดว่าแข็งพอหรือเปล่า
ต้องยอมรับว่านักข่าวตำรวจวางตัวยากที่สุด เพราะหนังสือพิมพ์ถ้าไม่ด่าตำรวจ จะไปขายใครได้ แต่ขณะเดียวกัน ตัวนักข่าวก็ต้องสร้างความสัมพันธ์กับตำรวจ
อย่างไรก็ดี นักข่าวสายหลักยังถูกตรวจสอบหรือตรวจสอบกันเองมากกว่านักข่าวสายรอง อย่างสายบันเทิงเมื่อก่อนเป็นแดนสนธยายาวนาน ถึงขั้นเจ้าพ่อยึดเก้าอี้นายกสมาคมจนตายคาเก้าอี้ สายกีฬา สมาคมกีฬาต่างๆ คือแหล่งที่นักการเมือง เจ้าพ่อ บิ๊กราชการ ใช้ ฟอกตัว พวกนี้เปย์ไม่อั้น แต่ก็ขึ้นกับตัวนักข่าวและต้นสังกัด ว่าดูแลกันดีหรือเปล่า
นอกจากนี้ก็มีพวกนักข่าวผี ช่างภาพผี มีสังกัดมั่ง ไม่มีสังกัดมั่ง (จำพวกติดป้าย “ข่าว” ตัวโตๆ หลังรถ แต่ไม่เคยได้ยินชื่อหนังสือ) พวกช่างภาพผีชอบโผล่สลอนเวลามีงานใหญ่ๆ ถ่ายภาพให้นักการเมือง พ่อค้า บิ๊กราชการ แล้วเก็บตังค์ บางคนก็เป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์หลัก แต่รับงานอดิเรก ถ่ายภาพให้นักการเมืองแล้วจัดทำเป็นอัลบั้มมาให้อย่างสวยงาม ข่าวทีวีสมัยเริ่มแรก ก็ทำมาหากินแบบนี้ มีผู้ช่วยช่างภาพ (คนขับรถนั่นแหละ) เป็นตัวเรียกรับ ต่อมาพอข่าวทีวีเป็นหลักเป็นฐานแข่งขันกันมากขึ้นค่อยหายไป (กลายเป็นข่าวธุรกิจที่สถานีรับตรง)
คอลัมน์ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ ก็มีไม่น้อยที่เป็นการ ขายพื้นที่ในรูปแบบของการเสนอข่าวสาร ยกตัวอย่างง่ายๆ คอลัมน์แนะนำรถยนต์ คุณเขียนแนะนำรถรุ่นใหม่ให้เขาขายได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ถามหน่อยว่าคุณจะเขียนฟรีหรือ ฟายสิครับ! หนังสือพิมพ์ก็ต้องเสียค่าหมึกค่ากระดาษ ร้อยทั้งร้อยต้องมีค่าตอบแทน ซึ่งก็มีหลายรูปแบบ เช่น พ่วงสัญญาโฆษณา โดยคนเขียนคอลัมน์ได้ค่านายหน้า หรือไม่ก็ถือเป็นเนื้อที่โฆษณา จ่ายตรง แล้วคนเขียนคอลัมน์ไปจ่ายนายทุนอีกทอดหนึ่ง
วิธีหลังเขาเรียกว่า ซื้อหน้า คือมีมืออาชีพเข้ามาซื้อพื้นที่ แล้วบริหารจัดการเป็นหน้าๆ อาทิเช่น หน้ารถยนต์ หน้าพระเครื่อง หรือแม้แต่หน้าบันเทิง ลงข่าวแจกที่ประชาสัมพันธ์ค่ายต่างๆ เขียนข่าวซุบซิบดารางี่เง่าไร้สาระส่งมาให้ ขนาดนั้นก็เป็นเงินเป็นทอง
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือผลประโยชน์ในวงการสื่อตั้งแต่อดีต ซึ่งมีทั้งผลประโยชน์ส่วนตัวและบางส่วนก็เป็นผลประโยชน์เจ้าของหนังสือด้วย สภาพเช่นนี้ปัจจุบันก็ยังมีอยู่บ้าง แต่สื่อหลายๆ ค่ายและองค์กรสื่อคุมเข้มกวดขันมากขึ้น ผลประโยชน์หลายอย่างมีลักษณะ “ทางการ” มากขึ้น เช่น นักข่าวไปทำข่าวจนสนิทสนมกับแหล่งข่าวแล้วได้โฆษณามา ก็ได้เปอร์เซ็นต์ไปเหมือนเซลส์ขายโฆษณาคนหนึ่ง
อย่างนี้ผมก็เคยได้ ปี 50 ผมสัมภาษณ์ทุกพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้ง แล้วมีพรรคหนึ่งให้โฆษณา บริษัทให้เปอร์เซ็นต์มาแบ่งกับน้องๆ ถามว่าผิดไหม ก็เราไม่ได้เรียกรับ ไม่ได้บอกว่าต้องลงโฆษณาถึงจะสัมภาษณ์ เพราะพรรคอื่นๆ ก็ไม่ได้ให้โฆษณา และไม่ใช่ว่าให้ค่าโฆษณาแล้วจะเขียนให้ดีกว่าคนอื่นๆ
แต่ถ้าเกิดความผูกพัน เรารับโฆษณาพรรคนี้บ่อยๆ มีอะไรก็ยกหูกริ๊งกร๊างกัน อันนั้นละเป็นเรื่อง ดังจะกล่าวต่อไป
โฆษณารัฐ
PR องค์กร
ค่าโฆษณา-รายได้หลักของสื่อ ในอดีตสมัยที่ยังโฆษณายาแก้ไอชวนป๋วยปี่แป่กอตราลูกกตัญญูหรือน้ำปลาทั่งซังฮะ ไม่เคยเป็นปัญหากับจุดยืนของสื่อ เว้นแต่จะมีจิ้งจกตกลงไปตายในขวดน้ำปลา
แต่ที่มันเริ่มมีปัญหา ก็เมื่อมีการใช้งบประมาณแผ่นดินมาโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐ โครงการของรัฐ ซึ่งเริ่มมีมากในยุคชวน 2 (สนธิ ลิ้ม เคยโวยว่าไม่ได้โฆษณาของรัฐบาลซักชิ้น เพราะด่าธารินทร์ นิมมานเหมินทร์)
งบก้อนนี้เพิ่มขึ้นมหาศาลในยุคทักษิณ ผู้เชี่ยวชาญโปรโมชั่น แล้วก็ยิ่งทุ่มไม่อั้นในยุค “ไทยเข้มแข็ง” ที่เคยด่าทักษิณว่าซื้อสื่อ
ขณะเดียวกัน เมื่อธุรกิจการเมืองเติบโตขึ้น ธุรกิจยักษ์ใหญ่ก็เลี่ยงไม่พ้นความผูกพันกับการเมือง ยกตัวอย่าง AIS แบงก์กรุงเทพฯ แบงก์กสิกร ซีพี สหพัฒน์ ฯลฯ (ทีพีไอคงไม่ต้องพูดถึง) แม้กลุ่มธุรกิจส่วนใหญ่จะยังไม่ถึงกับแยกค่ายแบ่งสีลงโฆษณา
ยิ่งไปกว่านั้นคือ วิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในยุคนี้ เขาไม่ใช้การโฆษณาทื่อๆ ว่าสินค้าของตัวเองดี ใช้นาน ทนทานกว่าเพื่อน แบบถ่านไฟฉายตรากบ แต่มันเปลี่ยนมาเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กร ที่เรียกว่า CSR โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อก่อน “เป๊ปซี่ดีที่สุด” แต่สมัยนี้ “เป๊ปซี่ จิตอาสา น้ำดำที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย โฆษณาว่าไปสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้ยากไร้ ปตท.หลบเสียงด่าน้ำมันแพงด้วยการปลูกป่า 1 ล้านกล้าถวายพ่อ” ซีพีไก่แ-กด่วน ก็โปรโมท “CPF เพื่อชีวิตยั่งยืน เป็นต้น
โฆษณาพวกนี้มันเป็น “ข่าว” ได้ด้วย สามารถสอดแทรกโฆษณาเข้ามาในการนำเสนอข่าวได้ “เนียน” กว่าเดิม เช่น สื่อสามารถไปสัมภาษณ์เจ้าสัวซีพีว่าด้วย ชีวิกที่ยั่งยืง ปตท.พาทัวร์ไปดูพื้นที่ปลูกป่าแล้วกลับมาเขียนเชียร์ (คือเชียร์ปลูกป่า แต่เท่ากับเชียร์ ปตท.ไปในตัว)
ปัญหาคือมันทำให้ยิ่งสับสน ว่าสื่อได้ตังค์หรือเปล่า กับข่าว PR พวกนี้ ฉบับเล็กๆ อาจจะไม่ได้ อาจจะพ่วงมากับสัญญาโฆษณา แต่ฉบับใหญ่หรือรายการทีวีที่เวลาเป็นเงินเป็นทองยิ่งไม่แน่ใจ
เอ้า ยกตัวอย่าง พิธีกรเล่าข่าวพูดปิดท้ายรายการ เชิญชวนไปงานวันเด็กของธนาคารออมสิน คุณคิดว่าไม่มีอะไรใช่ไหม น่าจะเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่อย่าลืมนะว่า ธนาคารออมสินเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีงบโฆษณาประชาสัมพันธ์องค์กร และงานวันเด็กก็เป็นงาน event สำคัญที่เชิญชวนคนมาเยอะๆ จะได้เพิ่มจำนวนลูกค้า
ข่าวแบบนี้ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์เล็กๆ เราเรียกว่า ข่าวแจก ลงให้บรรทัดสองบรรทัด แลกกับมิตรจิตมิตรใจ แต่เวลาสามสิบวิ ของรายการทีวีเป็นเงินเป็นทองนะครับ
ยิ่งถ้าพูดถึงการจัดงาน event ของเอกชน ก็ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ ส่วนข่าวธุรกิจประเภทเปิดตัวสินค้าใหม่คงไม่ต้องพูดถึง ถ้าผู้ชมไม่โง่เกินไปคงเดาได้
งาน event ก็เป็นรูปแบบใหม่ของการโฆษณา เพราะสามารถทำให้เป็นข่าว งาน event ยังเป็นไลน์ธุรกิจใหม่ของสื่อบางสำนัก ที่แยกไปตั้งบริษัทลูกรับจัดงาน event ให้บริษัทห้างร้านและหน่วยงานราชการ รับเหมาครบวงจร ประชาสัมพันธ์ ตัดริบบิ้นเปิดงาน ทำวีดิทัศน์ให้เสร็จสรรพ สื่อบางค่ายว่ากันว่ารายได้งาน event แซงยอดขายหนังสือพิมพ์ไปแล้ว
ภายใต้รูปแบบการโฆษณาแบบ CSR นี้ เมื่อรัฐทุ่มเงิน PR ไม่อั้น มันก็ทำให้การรับผลประโยชน์ของสื่อ เนียน กว่ายุค 18 อรหันต์ หรือนักข่าวผี ช่างภาพปีศาจ
เพราะโฆษณา CSR มันคือการรับหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ ไม่ใช่ให้ตังค์ไปลงสี่สีเต็มหน้าหรือออกสปอตโฆษณาเฉยๆ สมมติ จส.100 ออกอากาศทุกวันว่า Easy Pass ทำให้รถติดมากขึ้น (เพราะต้องแบ่งช่องเป็น easy กับ difficult แล้วไม่สามารถแบ่งให้สมดุลกับปริมาณรถที่เปลี่ยนแปรไปตามวันเวลา) คุณว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะยังอยากจ่ายค่าสปอตโฆษณา จส.100 ไหม
ประเด็นสำคัญคือ โฆษณาหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้ติดต่อซื้อขายตรงไปตรงมา แบบบริษัทเอกชนจ้างเอเยนซี แล้วเอเยนซีไปจัดลำดับให้ว่าเงิน 100 ล้านจะลงช่อง 3 ช่อง 7 เท่าไหร่ ไทยรัฐ บางกอกโพสต์ กรุงเทพธุรกิจ เดลินิวส์ ข่าวสด ฯลฯ เท่าไหร่ ตามบทบาทความสำคัญที่มีต่อสินค้า (เช่น คอนโดหรูขายฝรั่งเขาก็จะลงบางกอกโพสต์ เนชั่น หมู่บ้านจัดสรรลงไทยรัฐ)
แต่โฆษณาของรัฐ อยู่ในอำนาจนักการเมืองโดยตรง ว่าจะจัดสรรปันส่วนให้สื่อไหน เท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกับฝ่ายขายโฆษณา แต่ส่วนใหญ่ติดต่อกับนักข่าว คอลัมนิสต์ หรือผู้บริหารสื่อโดยตรง
ตรงนี้สิครับ ที่กำลังจะกลายเป็น แอก ตัวจริงของสื่อ ถึงแม้ในภาพรวม การทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ ระบอบอภิสิทธิ์ จะเป็นเพราะ อคติ หรือ สุคติ (ตามความเชื่อของสื่อ) ต่อ ระบอบทักษิณ มาตั้งแต่เชียร์รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ให้ท้ายพันธมิตร แต่ระยะหลังๆ เริ่มรู้สึกว่าโฆษณา มาร์คเข้มแข็ง มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ
หนังสือพิมพ์ที่ไม่ต้องพึ่งโฆษณารัฐ ดูเหมือนจะมีแค่ไทยรัฐ ที่ใหญ่ยักษ์จนบริษัทห้างร้านแย่งกันจองคิวโฆษณา ส่วนที่เหลือถ้าถูกถอนโฆษณา ก็มีผลกระทบทั้งสิ้น แม้ตอนนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์พยายามสร้างสัมพันธ์กับสื่อทุกฉบับ แต่ก็เริ่มมีสัญญาณน่ากังขา เช่นค่ายมติชนไม่มีโฆษณา เชื่อมั่นประเทศไทย เลย ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมืองหรือเปล่า
โฆษณารัฐส่วนใหญ่อนุมัติโดยรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง แต่บางพรรคก็มีศูนย์รวม มีรัฐมนตรีที่คอนเนคชั่นกับสื่อโดยตรง กระทรวงที่มีงบโฆษณามากที่สุด ดูเหมือนจะเป็นกระทรวงการคลัง เพราะดูแลรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ หลายแห่ง
เมื่อเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดคดีเด็ด เป็นที่ฮือฮาในวงการสื่อ กล่าวคือ หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เข้าเวรข่าวหน้า 1 ทำงานเสร็จสรรพกลับบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาอ่านหนังสือพิมพ์ตัวเองแทบช็อก เพราะมีข่าวๆ หนึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้ ระบุว่ามีหัวหน้าข่าวเศรษฐกิจรายหนึ่ง อาศัยความใกล้ชิดหนิดหนมกับรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยเป็นโบรกเกอร์ แอบอ้างชื่อรัฐมนตรีไปตั้งบริษัทจ้างทำสื่อ
เฮ้ย ก็ปิดข่าวเองกับมือ ตอนสามทุ่ม ไหงตอนเช้ามันมีข่าวนี้โผล่มาได้ ใครวะปฏิบัติการ เถาถั่วต้มถั่ว
ข่าวที่ลงจะจริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เบื้องหลังข่าวเขาเล่าว่าในกอง บก.มีคนเขม่น หน.ข่าวรายนี้มานานแล้ว ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่พัวพันอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง แต่ยังพบว่า บก.ข่าวเงินเดือนแสนนึง ขณะที่ หน.ข่าว (ตำแหน่งต่ำกว่า) รับเดือนแสนสอง เจ้าของหนังสือพิมพ์ชี้แจงว่าเป็นเพราะ หน.ข่าวหารายได้เข้าบริษัท (บก.ข่าวเลย วีนแตก)
กรณีแบบนี้เคยเกิดกับนักข่าวกระทรวงสาธารณสุขในยุคหนึ่ง คือนักข่าวรวมหัวกันตั้งบริษัท รับงานพีอาร์ให้หน่วยงานในกระทรวง แล้วกระจายกันไปลงหนังสือพิมพ์ตัวเอง
งบโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐยังเป็นบ่อน้ำมันให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นง่ายที่สุด เพราะอัตราค่าโฆษณาหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ มีอัตราเต็มกับอัตราลด สมมติโฆษณาเต็มหน้า 2 แสน เอาเข้าจริงอาจลดให้ 30% แต่เขียนบิลเต็ม นี่เป็นตลกร้าย เพราะสื่อถือตัวเป็นแนวหน้ารณรงค์ต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ตรวจสอบ ขับไล่คนโกง แต่ถึงคราวตัวเองบ้าง ทำไงได้
วิธีที่จะ ปลดแอก สื่อจริงๆ จึงต้องกำหนดระเบียบเปิดเผยข้อมูลการจ้างทำสื่อ จ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐ แต่ละปี เอามาขึ้นเว็บไซต์ของกระทรวง ของกรม ของทั้งรัฐบาล ว่าคุณใช้งบโฆษณาไปเท่าไหร่ ใช้ผ่านใคร ลงหนังสือพิมพ์ฉบับไหนบ้าง วิทยุ ทีวี ช่องไหนบ้าง สังคมจะได้ตรวจสอบซักถาม สมมติเช่น ถาม ฯพณฯ รัฐมนตรี อู๊ดด้า ว่าทำไมกระทรวงสาธารณสุขถึงต้องลงโฆษณาเดลินิวส์ตะบี้ตะบัน
ข้อสำคัญคือต้องดูความคุ้มค่าของโฆษณานั้นด้วย รัฐบาลจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึง โครงการต่างๆ ของรัฐบาล สมมติเช่นโฆษณาโครงการเรียนฟรี ก็คือให้เข้าใจว่าอย่างไหนฟรี อย่างไหนไม่ฟรี เด็กและผู้ปกครองมีสิทธิอะไรบ้าง ไม่ใช่โฆษณาเอาหน้าชินวรณ์มาโชว์ให้ชาวบ้านเห็น หรืออยู่ๆ ก็เอารูปอภิสิทธิ์เก๊กหล่อมาให้ดู แล้วบอกว่า เชื่อมั่นประเทศไทย
แบบนี้มันเป็นการล้างผลาญงบประมาณแผ่นดิน ไม่ต่างจากที่ด่ารัฐบาลทักษิณไว้ ยิ่งหนักข้อกว่าด้วยซ้ำ เพราะทักษิณ ซื้อสื่อ ส่วนหนึ่งยังใช้โฆษณา AIS ของตัวเอง
ใบตองแห้ง
11 ม.ค.54

นิติราษฏร์ ฉบับ ๑๒ : ความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ที่มา ประชาไท

ระยะหลังๆ เราได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองต่อไปนี้บ่อยๆ ใช่ไหม เช่นว่า “แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ บางคนออกมาระบุว่าจะไม่รักษาคนไข้ตำรวจ (อันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑)” หรือ “กัปตันและแอร์โฮสเตสการบินไทยบางคนปฏิเสธไม่รับ ๓ สส. พปช.ขึ้นเครื่อง” หรือ “ ม.ศิลปากรตัดสิทธิ “ก้านธูป” เรียนคณะอักษรศาสตร์ เนื่องจากมีประวัติหมิ่นสถาบันเบื้องสูง” และ “องอาจ ปัด รัฐบาลกดดันทรู ปลด มาร์ค V11” ฯลฯ

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงข่าวคราวที่การ์ดเสื้อแดงถูกฆ่าตายโดยมีความสงสัย ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รวมตลอดไปจนถึงการจับกุม คุมขัง การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในความมีอคติ เลือกปฏิบัติ กระทำโดยไม่เป็นธรรม กลั่นแกล้งต่างๆ นานา หรือแม้กระทั่งข่าวคราวที่หลุดลอดออกมาว่าบรรดาทหารแตงโมตำรวจมะเขือเทศถูก ตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดยิบ หากเจ้านายสงสัยว่ามีความเกี่ยวดองสัมพันธ์กับพวกเสื้อแดงไม่ว่าทางใด เป็นถูกแขวนถูกดอง อนาคตมืดมนแน่นอน

ในฐานะนักกฎหมายเมื่ออ่านข่าวลักษณะนี้จบลง ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อสังเกตอย่างน้อย ๒ ประการที่ควรกล่าวถึง ประการแรก คือ ผู้ที่ปฏิเสธการให้บริการหรือผู้ใช้อำนาจกระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประการที่สอง ผู้ที่ถูกกระทำได้แสดงออกถึงทัศนะทางการเมืองของตน หรือเป็นนักการเมือง หรือ (ในกรณีตำรวจ) เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานของรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่เจ้าหน้าที่ของ รัฐคนนั้นมุ่งต่อต้าน ทั้งๆ ที่ในบางกรณี อย่างกรณีของก้านธูปและมาร์ค V11 นี้เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของเยาวชนไทยธรรมดาๆ สองคน และเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น

ถ้าเราพิจารณาปรากฏการณ์เหล่านี้ในภาพรวม เราเห็นอะไร.....

สำหรับผู้เขียน เห็นสภาวะที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพราะมีการกดดันคุมคามอย่างหนักต่อผู้ที่พูดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม หลากหลายรูปแบบวิธีการ แต่ถ้าคนที่กดดันเป็นประชาชนคนธรรมดาด้วยกันนั่นก็เรื่องหนึ่ง แม้ว่าวิธีการจะมีลักษณะกระทำเป็นขบวนการก็ตาม เช่น ลัทธิล่าแม่มด แต่นั่นก็ไม่มีน้ำหนักที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากนัก

ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การกดดันคุกคามการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่า เพราะ ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้วางกฎ ตีความกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย ให้บริการสาธารณะต่างๆ หรือแม้แต่พิพากษาตัดสินคดีให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่คนที่แสดงความคิดเห็น ได้ ในกรณีเช่นนี้หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจรักษาความเป็นกลางในทาง การเมืองไว้ให้มั่นคง กลับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักคนกลุ่มนี้ โกรธเกลียดคนกลุ่มนั้น หรือหลงไปด้วยแรงจูงใจใดๆ ก็แล้วแต่ สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะอยู่ในอันตรายมากทีเดียว

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ต่อยอดมาจากเสรีภาพในการคิด ของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์ย่อมมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ เสรีภาพในการคิดเป็น “เสรีภาพที่อยู่ภายในและใช้กับตัวเอง” จึงเป็นเสรีภาพที่มนุษย์มีโดยบริบูรณ์ มีสถานะสูงกว่าสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองได้มาตามกฎหมายบ้านเมือง รัฐไม่อาจบังคับควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพในการคิดได้ ขณะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็น “เสรีภาพที่แสดงออกภายนอกและแสดงต่อผู้อื่น” กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นวิถีทางในการแสดงออกซึ่งความนึกคิดของคน ไม่ว่าโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การชุมนุมประท้วง หรือโดยวิธีอื่น จึงมีโอกาสไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือสังคมได้ จึงเป็นเสรีภาพที่รัฐอาจจำกัดได้เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะ ที่สำคัญกว่า หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น

การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ในรัฐเสรีประชาธิปไตย แม้ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกจำกัดได้โดยรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจว่าจะจำกัดหรือไม่จำกัด การแสดงความคิดเห็นของผู้คน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับความคุ้มครองทั้งโดยรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย1 และโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.19482 (Universal Declaration of Human Rights,1948) การ ให้ความคุ้มครองปรากฏโดยการตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา และ การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติ หลักทั้งสองประการนี้ล้วนผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับและปฏิบัติตามกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง

ผู้เขียนเห็นว่าในยุคสมัยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำนอก เหนืออำนาจ กระทำโดยไม่ถูกต้อง หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองฝ่าย ตรงกันข้าม จำเป็นต้องนำเอาหลักทั้งสองประการนี้มาคุยกับท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องปรามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยสาเหตุ เช่นนี้ได้เรื่อยไป

1. การตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา ในรัฐประชาธิปไตย การ สื่อสารถึงกันได้โดยอิสระซึ่งความคิดเห็นของบุคคลถือเป็นคุณค่าสูงสุดประการ หนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น บุคคลย่อมต้องสามารถแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องต่าง ๆ ได้โดยไม่จำต้องเกรงกลัวว่าจะถูกลงโทษอาญา ในกรณีนี้รัฐสภาจะถูกห้ามไม่ให้ตรากฎหมายเอาผิดและลงโทษอาญาแก่ผู้แสดงความ คิดเห็น เว้นแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริตและเป็นกรณีที่มีกฎหมายห้ามไว้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเช่นว่านี้จะต้องสอดคล้องกับหลักการของระบอบ ประชาธิปไตยและไม่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน เช่นว่า รัฐสภาจะบัญญัติในกฎหมายให้ใช้กระบวนวิธีพิจารณาความที่รวบรัดตัดความ หรือกำหนดบทลงโทษผู้แสดงความคิดเห็นที่รุนแรงเกินไปจนไม่ได้สัดส่วนกับการ กระทำที่เป็นความผิดไม่ได้ นอกจากนั้น ศาลจะถูกห้ามมิให้ลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยโทษที่รุนแรงเพื่อกำราบผู้นั้น หรือคนอื่น ๆ ให้เกรงกลัวมิกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อไปในอนาคต การตรากฎหมายหรือคำพิพากษาลักษณะนี้ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญของรัฐประชาธิปไตย

เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสยุคสาธารณรัฐที่ 3 (1870 ถึง 1940) ซึ่งรัฐสภาได้ตรากฎหมายออกมาจำนวนหนึ่งระหว่างปี ค.ศ.1893-1894 เรียกว่า “Lois scélérates” เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองและการต่อสู้ของขบวนการ ทางการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ชื่อว่า “Le mouvement anarchiste” ปัจจุบันคำว่า Lois scélérates กลายเป็นชื่อเรียกกฎหมายที่มีเนื้อหาเผด็จการ

ในประเทศไทย กฎหมายที่อาจยกขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบประเด็นนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 โดยกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดฐานดูหมิ่นกษัตริย์ รัฐบาล และข้าราชการไว้ว่า ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด หมายความว่า การแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะเป็นการดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์หรือต่อรัฐบาล ถ้าได้กระทำไปภายใต้เจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นการ กระทำที่สามารถกระทำได้ ไม่เป็นความผิด บทบัญญัติของกฎหมายแบบนี้ถือว่าสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยซึ่งเป็น ระบอบการปกครองของไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง3

แต่กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลังเข้าคลองสองครั้งภาย หลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของคณะราษฎร์ในปี พ.ศ.2490 ครั้งแรกในปี พ.ศ.2499 ได้ตัดเอาข้อยกเว้นดังกล่าวทิ้งไปพร้อมกับโทษปรับ คงเหลือแต่โทษจำคุก เป็นอันว่าการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์หรือรัฐบาล แม้จะเป็นการกระทำที่เป็นไปภายใต้ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้รับข้อ ยกเว้น และครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินกำหนดโทษจำคุกในมาตรานี้ให้สูงขึ้นจากเดิมไม่ เกิน 7 ปี เปลี่ยนให้เป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี จนถึงทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน ศาลยุติธรรมก็มีแนวโน้มลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ด้วยโทษจำคุกในอัตรา สูง ดังกรณีของนางบุญยืน ประเสริฐยิ่ง ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 6 ปี (คดีหมายเลขแดงที่ อ.4308/2551) หรือกรณีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 คดี ๆ ละ 6 ปี รวม 18 ปี ไม่ลดโทษ (คดีหมายเลขแดงที่ อ.2812/2552) ผู้ถูกลงโทษส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำให้ยอมรับสารภาพเพื่อให้ได้ลดโทษและใช้ วิธีถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากคำพิพากษาถึงที่สุดเพื่อให้พ้นโทษโดย เร็ว

จะเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นี้ทั้งมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย (การตัดข้อยกเว้นออก) และทั้งขัดกับหลักความได้สัดส่วน (กำหนดลักษณะโทษสูงเกินกว่าลักษณะความผิด) เราจะเรียกมาตรา 112 ว่า Lois scélérates เมืองไทยได้หรือไม่ แต่กระนั้นกฎหมายที่เลวก็อาจถูกจำกัดขอบเขตความชั่วร้ายไว้ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

2. การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น หลักการข้อนี้มุ่งใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับ ประชาชนโดยตรง มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงรักษาความเป็นกลาง และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หลักการนี้มุ่งบังคับเหนือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ ที่จะต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่แบ่งแยกว่ามิตรว่าศัตรูด้วยสาเหตุความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมือง ระหว่างตัวเจ้าหน้าที่กับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน

หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น มีรากฐานมาจากหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างบุคคลซึ่งได้รับการรับรอง โดยรัฐธรรมนูญ มุ่งบังคับใช้ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติ กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำเอาความคิดเห็นทางการเมืองหรือความเชื่อ ทางศาสนาของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้รับบริการสาธารณะมาเป็นเหตุให้มีการเลือก ปฏิบัติต่อบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าในทางที่เป็นผลดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามมาตรฐานปกติธรรมดา ในประเทศฝรั่งเศส ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสตีความข้อห้ามนี้รวมไปถึงการแสวงหาหรือเก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อทราบถึงความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางความเชื่อทางศาสนาของบุคคล ด้วย เช่น การออกแบบเอกสารให้ประชาชนต้องกรอกช่อง “ศาสนา” เป็นต้น4

โดยเหตุนี้แพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ตลอดจนหน่วยงานให้บริการของรัฐทั้งหลาย ไม่สามารถปฏิเสธการให้บริการตามหน้าที่หรือตัดสิทธิประโยชน์อันพึงได้ของ บุคคลด้วยเหตุผลว่าผู้นั้นได้แสดงทัศนะหรือแสดงออกโดยวิธีใด ๆ ซึ่งความเชื่อโดยสุจริตของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะเกี่ยวกับการเมืองหรือความเชื่อ (ไม่เชื่อ) ในทางศาสนา หากฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มีคำถามที่สมควรพิจารณาในประการสุดท้ายว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่ เพียงใด
ใน ที่นี้จะขอนำหลักกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสมาเป็นแนวทางเพื่อตอบคำ ถามนี้ ได้แก่ รัฐบัญญัติลงวันที่ 13 กรกฎาคม 1983 มาตรา 6 บัญญัติว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง” และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าว มาตรา 18 ของกฎหมายฉบับเดียวกันได้บัญญัติห้าม มิให้ผู้บังคับบัญชาเก็บรวบรวมจัดทำข้อมูลใดๆ ไว้ในแฟ้มประวัติของเจ้าหน้าที่รัฐใต้การบังคับบัญชาที่สามารถบ่งชี้ถึงแนว ความคิดของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นในทางการเมือง ทางปรัชญาความเชื่อ หรือทางศาสนา รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับ ค.ศ.1946 ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการถูกกลั่นแกล้ง ถูกโยกย้าย หรือถูกกระทำให้เสียหายในหน้าที่การงานเพราะเหตุจากเชื้อชาติ การแสดงความคิดเห็นและการถือศาสนาของตน ทั้งผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแจ้งรายละเอียดเหล่า นี้หากผู้นั้นไม่ยินยอม

เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศสทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ บังคับบัญชาในกรณีก้าวล่วงเข้าไปในแดนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้ใต้ บังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 กรณี นั่นคือ กรณีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐ และกรณีการพักงาน การลงโทษทางวินัยข้ารัฐการ

การสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาค เท่าเทียมของบุคคลเช่นเดียวกัน บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับคัดเลือกให้ทำงานในหน่วยงานของรัฐอย่างเสมอภาค กัน หากรัฐจะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น ย่อมเป็นไปโดยเหตุผลเรื่องความรู้ความสามารถและคุณความดีของบุคคลเท่านั้น รัฐไม่อาจตัดสินให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับคัดเลือกให้ได้ตำแหน่งงานสาธารณะ หรือไม่เพียงเพราะเหตุผลจากความคิดเห็นทางการเมือง ในกรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสจะนำหลักการไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุจากความ คิดเห็นที่กล่าวมาแล้วมาใช้บังคับอย่างเคร่งครัด ผู้เขียนเห็นว่าสามารถปรับใช้หลักความเสมอภาคนี้กับกรณีการไม่พิจารณาความดี ความชอบหรือไม่เลื่อนตำแหน่งให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดคนหนึ่งด้วยเหตุผล ทางความคิดเห็นทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน

ท้ายที่สุด ผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งพักงานหรือสั่งลงโทษทางวินัยด้วยเหตุที่เจ้า หน้าที่ผู้นั้นมีอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองอย่างหนึ่ง อย่างใดได้ ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสได้เคยสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษให้ออกจากงานผู้ตรวจ การสถานศึกษาด้วยสาเหตุที่บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์5

โดยสรุปแล้ว ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ดำรงรักษาความเป็นกลางทาง การเมืองแม้ในกรณีการคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรือการพักงาน การลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย การฝ่าฝืนหลักการไม่เลือกปฏิบัติอาจเป็นเหตุให้คำสั่งและการกระทำของผู้ บังคับบัญชาไม่ชอบด้วยกฎหมายและถูกเพิกถอนได้.

--------------------------------------------

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”

2. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.1948 (Universal Declaration of Human Rights,1948) ข้อ 19 “บุคคลมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอด และที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสาร และความคิดเห็น ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน”

3. ดู สมชาย ปรีชาศิลปกุล ใน “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”, กทม., จัดพิมพ์โดย โครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ.2553, หน้า 64-65.

4. CE. 9 juillet 1943, Ferrand, Rec., p.176.

5. CE., 1er octobre 1954, Guille, D., 1955, p.431.

“ธาริต” ยื่นศาลขอถอนประกัน “จตุพร”

ที่มา ประชาไท

“ธาริต” ยื่นศาลขอถอนประกัน “จตุพร” ขณะที่ “จตุพร” เข้าคิวยื่นคัดค้านการขอถอนประกันทันที สะกิดถามจะต้องถูกถอนประกันอีกสักกี่ครั้ง ศาลนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 ม.ค.นี้

ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย

12 ม.ค. 54 - ที่ศาลอาญา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ายื่นคำร้องต่อศาลอาญาด้วยตนเอง เป็นครั้งที่ 3 เพื่อขอถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย โดยนายจตุพร ได้เดินทางมาถึงศาลก่อนนายธาริต เพื่อรอยื่นคัดค้านการถอนประกันทันที

นายธาริต กล่าวว่า การยื่นขอถอนประกันนายจตุพร วันนี้ (12 ม.ค.) ดีเอสไอ เตรียมพยานไว้เบื้องต้น 2 ปาก คือตนในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย และพ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง พนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย พร้อมเบิกความต่อศาล และได้เตรียมหลักฐานการเคลื่อนไหวและคำพูดของนายจตุพร เมื่อวันที่ 9-10 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าอาจกระทบกระเทือนต่อการสอบสวนและการดำเนินคดี ของศาล มีการข่มขู่พนักงานสอบสวนและศาล

ด้านนายจตุพร ซึ่งยื่นขอคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนประกันของดีเอสไอทันที ให้สัมภาษณ์ ยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวของศาล โดยเฉพาะการต่อโทรศัพท์ถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือการพูดถึงนายธาริต ว่า เป็นข้าราชการซี 10 ก็เป็นข้อเท็จจริงปกติ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับคดี การเดินทางมาศาลวันนี้ เพราะเห็นว่าถูกคุกคามเสรีภาพ และอยากถามนายธาริต ว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตนจะต้องถูกยื่นถอนประกันอีกกี่ครั้ง และหากเปิดสภาเมื่อใด ตนจะอภิปรายในสภาซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมให้เวลาตนพูดเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายธาริต ยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนประกันตัวนายจตุพร นายจตุพรได้ยืนเข้าแถวต่อจากนายธาริต เพื่อยื่นคัดค้านคำร้องของดีเอสไอทันที และสะกิดถามนายธาริต ด้วยว่า จะต้องถูกถอนประกันอีกสักกี่ครั้ง ซึ่งนายธาริต ตอบว่า ทำตามหน้าที่ นายจตุพรมีหน้าที่อย่างไรก็ทำไป จะยื่นถอนประกันกี่ครั้งขึ้นกับการกระทำของนายจตุพร ไม่ได้ขึ้นกับนายธาริต สำหรับการยื่นคำร้องขอถอนประกันนายจตุพร ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ที่อธิบดีดีเอสไอยื่นคำร้องด้วยตนเอง แต่ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่ดีเอสไอยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนประกันนายจตุพร โดยครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่นายจตุพร เดินทางมาพบนายธาริต ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ศาลนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งในวันดังกล่าว เป็นวันเดียวกันกับที่ ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยคู่ความในคดีที่ นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยานายธาริตฟ้องหมิ่นประมาทนายจตุพร กรณีกล่าวหา นางวรรษมล เรียกรับเงินเคลียร์คดีเลี่ยงภาษี และคดีที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร ฟ้องหมิ่นประมาท นายจตุพร กรณีกล่าวหา นางรสนา เชิญตำรวจกับดีเอสไอ ไปเคลียร์คดีพันธมิตรฯ ปิดสนามบินด้วย

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

คุณขอมาไม่เขินโดนจับได้เกณฑ์ม็อบต้านเสื้อแดง ผุดแผนชั่วป่วนการชุมนุมทำลายความชอบธรรม

ที่มา Thai E-News



ปรองดองดีแท้..-คนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งได้นัดหมายชุมนุมรำลึกวีรชน 19 มกราคมนี้พร้อมเชิญชวนบอยคอตห้างฯย่านราชประสงค์ โดยสุรชัย แซ่ด่าน แดงสยามก็มีนัดวันเวลาเดียวกัน ส่วนเสื้อแดงนปช.แดงทั้งแผ่นดินมีนัด23มกราคม ขณะที่มีการออกมาแจ้งข่าวว่า"คุณขอมา"มีแผนจ้างนักเลงหัวไม้ก่อเหตุเพื่อทำลายความชอบธรรมการชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ หลังจากเริ่มจุดประกายไปแล้วเมื่อวานนี้ แม้จะโดนจับได้เพราะข่าวรั่วก็ตาม

ส่วนภาพบนเป็นการเปิดเฟสบุ๊ค"ระดมคนกรุงเทพฯต่อต้านเสื้อแดงชั่ว"ให้นำกาใส่น้ำร้อนเทราดลงมาขณะคนเสื้อแดงจัดชุมนุม เมื่อราดโดนหัวแล้วให้ลากไปซ้อมให้สลบตามซอกตึก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มกราคม 2554

ผู้เขียนกระทู้ข่าวรั่วเรื่อง"คุณขอมา"ให้ห้างเซ็นทรัลด์เวิลด์และห้างย่านราชประสงค์เกณฑ์คนมาชุมนุมที่แยกราชประสงค์เพื่อโจมตีคนเสื้อแดง โดยอ้างผลกระทบต่อธุรกิจ และผลออกมาแม่นยำตามที่ให้ข่าว ได้ออกมาตอกย้ำอีกครั้งกับข่าวใหม่ ในหัวข้อกระทู้เรื่อง ข่าวรั่ว (ภาค 2) บอกก่อน 11 วัน ถ้ายังดื้อทำก็เปลี่ยนใจซะเถอะ

โดยมีรายละเอียดในกระทู้ของกระดานสนทนาInternet Freedom ดังนี้

ท่านคิดว่า เผด็จการและสมุน จะทนดูการออกมาเรียกร้องชุมนุมประท้วง ที่นานวันคนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ ต่อไปได้สักกี่หน...

การชุมนุมโดยสงบและไปกลับตามเวลาไม่กี่ชั่วโมง ถือเป็นอาวุธร้ายแรงที่เขาทำอะไรเราไม่ได้ ตราบใดที่เรายังอยู่ภายในกรอบกติกา ดังนั้น เขาต้องหาทุกวิธี สารพัดวิธีการที่จะทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมของคนเสื้อแดงลงให้ได้

เมื่อวาน...
การออกมาชุมนุมเรียกร้องจากผู้ประกอบการค้าย่านราชประสงค์ ที่นำโดย นายชาย ศรีวิกรม์ ผู้บริหารและเจ้าของเกษรพลาซ่า ในนามนายกสมาคมผู้ค้าฯ ที่เราเปรียบกันว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับพลังมวลชนคนเสื้อแดง มันเป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะประกาศต่อสื่อและสื่อสารไปยังสังคมว่า ณ บัดนี้ มีผู้ไม่เห็นด้วย มีผู้เดือดร้อนจากการชุมนุมรวมตัวกันเท่านั้นเองละค่ะ เขาประเมินมูลค่าความเสียหายของพวกตัวเองนับหมื่นล้านบาท และเมื่อวันนี้เขาไปยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ ภาระหน้าที่ของเขาที่ “คุณขอมา” ก็เป็นอันจบสิ้น (ศรีวิกรม์ เป็นหุ้นส่วนในสยามพารากอน ร่วมกับตระกูลล่ำซำ ธ. กรุงเทพ ภิรมย์ภักดี และ XXX (จำเป็นต้องสงวนนาม) ในนามบอง บ. สยามพิวรรธน์)

หลังจากที่ดิฉันได้พูดถึง “ข่าวรั่ว” ที่โพสเป็นกระทู้ข่าวรั่ว.. ก่อนการชุมนุมผู้ค้าไม่กี่นาที แหล่งข่าวคนเดิมเล่าให้ฟังต่อไปว่า หลังจากที่มีการชุมนุมของผู้ค้าไปแล้ว ความคืบหน้าถึงเวลานี้ มีการระดมจ้างพนักงานโรงงานในกลุ่มหัวเหลือง พวกอันธพาลหัวไม้ ฯลฯ ให้ออกมายั่วยุมวลชนในวันที่ 23 มค. ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอ ขว้างปา เพื่อให้มวลชนโกรธแค้น..น่ายินดีที่คนโรงงานส่วนใหญ่ปฏิเสธ และนำข่าวมาบอก แต่เชื่อว่าเงินสามารถจ้างผีมาทำงานนี้จนได้ พฤติกรรมคงจะเหมือนพวกนางเลิ้ง พวกเพชรบุรีซอย 5 ตอนเราดาวกระจายรอบกรุงเทพฯ (รายละเอียดก็ไม่ทราบว่าจะถึงระดับไหน) เพื่อที่จะขยายผลทางสื่อ และทำให้คนเสื้อแดงกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่ชอบธรรมในที่สุด

สรุปที่จะพูดก็คือ เขากลัวการชุมนุมโดยสงบมากๆ จนถึงมากที่สุด เพิ่มคนชุมนุมขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง เขาต้องทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่เท่ากับเร่งเวลาให้สุกงอมเร็วขึ้น(ไม่กล้าวิเคราะห์หรอกค่ะ) ที่สำคัญ ต้องอดทนต่อการยั่วยุทุกรูปแบบ ทั้งป้องกัน ห้ามปราม อย่าให้การชุมนุมของเราต้องเสียแนวทางไป (ฝากถึงทุกๆ ท่าน และแกนนำย่อยให้บอกกันด้วยนะคะ)

เหมือนเดิมค่ะ แต่คราวนี้ขอบอกข่าวรั่วนี้ล่วงหน้า 11 วัน และยินดีหากจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอให้ืท่านรวมพลัง สู้อย่างมีสติ อดทน มันใกล้เต็มทีแล้ว....


ขณะเดียวกันมีรายงานว่านายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยามจะไปจัดกิจกรรมรำลึกวีรชนราชประสงค์ในวันที่ 19มกราคมนี้ด้วย ก่อนหน้าวันที่นปช.แดงทั้งแผ่นดินนัดหมายจะไปชุมนุมในวันที่ 23 มกราคมนี้

ขณะเดียวกันคนเสื้อแดงอีกกลุ่มก็ได้นัดหมายไปชุมนุมกันในวันที่ 19 ที่แยกราชประสงค์ โดยออกหนังสือเวียนเชืญชวนกันว่า
จากการออกมาต่อต้านการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยอ้างความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ค้าย่านราชประสงค์
ตามข่าวเวบผู้จัดการ เราจึงจะรวมตัวกันในวันที่ 19 มกราคม 2554 นี้เพื่อแสดงจุดยืนในการชุมนุมเรียกร้อง ทวงถามความเป็นธรรมให้กับเสื้อแดงที่เสียชีวิต ที่ถูกคุมขัง ว่าเราจะไปชุมนุมทุกวันที่ 19 ที่ราชประสงค์ จนกว่าเราจะได้รับความเป็นธรรมให้เพื่อนวีรชน และเพื่อนของเราที่โดนคดีต่างๆ และร่วมกันบอยคอตห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ (เกษร,เซ็นทรัลเวิลด์)

พบกันที่แยกราชประสงค์ เวลา 17.00 น.วันที่ 19 มกราคม 2554

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า กรณีมีการออกมาต่อต้านการชุมนุมคนเสื้อแดงว่ากระทบธุรกิจนั้น ได้มอบหมายให้ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบเจรจาระหว่างนปช.กับผู้ค้าย่านราชประสงค์แล้ว


เขินจัง!โดนจับได้จะๆคุณขอมาสั่งเซ็นทรัล เกณฑ์พนักงานจัดม็อบจำเป็นตลบหลังดิสเครดิตเสื้อแดง
งามไส้-หนังสือที่ลงชื่อว่า พวกเราชาวย่านราชประสงค์นัดก่อม็อบต่อต้านคนเสื้อแดงออกตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม นัดชุมนุมกันในเที่ยงวันที่ 11 เพื่อหวังตลบหลังเสื้อแดง 1 วัน แต่ไม่มีใครสนใจเข้าร่วม สุดท้ายผู้บริหารเซ็นทรัลด์เวิลด์กับดุสิตธานีโดน"คุณขอมา"ขอให้เกณฑ์พนักงานแผนกละ 3 คนมาเป็นม็อบจำเป็น โดยวางแผนให้สื่อสมุนบริวารโหมโฆษณาชวนเชื่อทำลายการต่อสู้คนเสื้อแดง



ลำดับเหตุการณ์

7 มกราคม-พวกเราชาวราชประสงค์ออกจดหมายเชิญชุมนุม11.30น.วันที่11
10 มกราคม-คนเสื้อแดงราว30,000คนชุมนุมแยกราชประสงค์
11 มกราคม-10.50น.มีการแฉว่าเซ็นทรัล,ดุสิตธานีเกณฑ์พนักงานแผนกละ3คนมาเป็นม็อบจำเป็น
11 มกราคม-ราวเที่ยงม็อบจำเป็นออกมายืนแข็งทื่อถือป้ายแบบเดียวกันเป๊ะๆต้านเสื้อแดง
11 มกราคม-บ่ายๆเย็นๆสื่อสายอำมาตย์ตีข่าวชาวราชประสงค์ต้านเสื้อแดงชุมนุมกระทมบธุรกิจ


ก่อนที่จะมีข่าวผู้ค้าย่านราชประสงค์ออกมาถือป้ายประท้วงคนเสื้อแดงไม่ให้มาชุมนุมที่ราชประสงค์ในช่วงค่ำวานนี้ (11ม.ค.) ปรากฎว่ามีคนออกมาแฉดักหน้าตั้งแต่ช่วงเช้าว่า จะมีข่าวนี้เกิดขึ้น เป็นแผนการทำลายความน่าเชื่อถือของคนเสื้อแดง

ทั้งนี้มีการตั้งกระทู้ไว้ในบอร์ดสนทนาการเมืองInternet freedom ในช่วงเวลา10.50 น.ของวานนี้ ในหัวข้อกระทู้เรื่อง ข่าวรั่ว... !!! พนักงาน "เซ็งท่าน" จะออกมาชุมนุมวันนี้ที่ราชประสงค์ โดยรายละเอียดกระทู้ระบุว่า

ข่าวรั่วจากวงในของห้าง "เซ็งท่าน..เวร" ได้มีการกำหนดให้พนักงานแผนกละ 3 คน ออกมาทำการประท้วงการใช้พื้นที่ราชประสงค์ของคนเสื้อแดง เพื่อประท้วงว่าทำให้พนักงานและคนค้าขายแถบนั้นเดือดร้อนจากการชุมนุม งานนี้ เจ้าของ "เซ็งท่าน" จำใจหรือจงใจไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นรายการ "คุณขอมา" เช่นเดียวกับพนักงานโรงแรมดุสิตธานี

คนประท้วงจะมากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญที่สื่อหลักๆ ทั้งทีวี นสพ. จะรีบประโคมโหมข้่าว ว่าคนเสื้อแดงที่ว่ามากันสองสามพันในวันที่ 9 มค.ได้สร้างความเสียหายให้กับคนแถวๆ นั้น เห็นไหมล่ะ เขาออกมาต่อต้าน จุดประสงค์ก็เพื่อจุดแนวร่วมต่อต้านมาอีกครั้ง

งานนี้แผนแตกเพราะ "ไส้ศึก" คนเสื้อแดงในเซ็งท่าน ถึงได้มาบอกกล่าวกันที่นี่ เมื่อได้ทราบแล้วว่าแผนแตกและเกิดรู้กันล่วงหน้า จะดำเนินตามแผนเดิมต่อไป

[b]หรือจะยกเลิกแผนให้หนูเสียหน้า กลายเป็นว่า หนูเป็นคนปล่อยข่าวโคมลอย[/b]

เรื่องนี้หนูไม่ว่าค่ะ... หนูไม่มีอะไรจะเสียกว่านี้หรอกค่ะ งานนี้ ขอให้มองในแง่ดีนะคะ เขา กลัว เขาถึงดิ้น


1-2-3 Action-โฉมหน้าม็อบชาวราชประสงค์พากันยืนแข็งทื่อถือป้ายที่ตัวหนังสีอเดียวกัน ฟ้อนท์เดียวกันเป็นระเบียบเหมือนเข้าแถวกำลังอ่านสคริปต์ที่มีคนเตรียมไว้ให้


ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามข่าวรั่วเบื้องต้น ในเวลาต่อมาราว18.00 น. สำนักข่าวเนชั่นพาดหัวข่าวเรื่อง ผู้ค้าราชประสงค์ จี้นายกฯคุมม็อบยึดพื้นที่การค้าใช้ชุมนุม

เนื้อข่าวระบุว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เวลา 12.00 น. ผู้ค้าย่านราชประสงค์เรียกร้องเรื่องการบริหารจัดการชุมนุมในที่สาธารณะพร้อมอ่านจดหมายเปิดผนึก ที่หน้าห้างเกสรพลาซ่า 14.00 น. หลังจากนั้นตัวแทนผู้ค้าย่านราชประสงค์ จะเดินทางยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องเรื่องการบริหารจัดการชุมนุมในที่สาธารณะถึงนายกรัฐมนตรี


ต่อมากระดานสนทนาIFยังได้นำเอกสารฉบับหนึ่งออกมาแฉว่า มีการออกหนังสือในนาม"พวกเราชาวย่านราชประสงค์"ถึงชาวราชประสงค์ อ้างว่าการชุมนุมกระทบต่อธุรกิจและความเป็นอยู่ชาวราชประสงค์ จึงขอนัดหมายให้ออกมารวมตัวกันที่แยกราชประสงค์ในเวลา11.30น.วันที่11ม.ค. และเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลยื่นหนังสือนายกฯในเวลา14.00น

เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 7 มกราคม ก่อนหน้ากลุ่มคนเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์ในวันที่ 10 มกราคม และนัดหมายกันช่วงเที่ยงว้นที่ 11 มกราคม เพื่อจะกล่าวโทษว่าการชุมนุมคนเสื้อแดงทำให้รถติด และธุรกิจ แต่ก็ไม่มีใครสนใจออกมาร่วมชุมนุม ผู้บริหารเซ็นทรัลและดุสิตธานีจึงต้องเกณฑ์พนักงานออกมาแผนกละ 3 คนเพื่อทำม็อบราชประสงค์ดังกล่าว