WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 14, 2011

บทวิเคราะห์:เมื่อเว็บบล็อกกำลังจะกลายเป็นสื่อกระแสหลักใหม่

ที่มา Thai E-News


โดย Tammy, Thai Intel’s humanity journalist
ที่มา เวบThaiintelligenigentnews
แปลเรียบเรียง ทีมข่าวไทยอีนิวส์

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กรณี Wikileaks ทิ้งไว้ซึ่งความเสียหายอย่างสิ้นเชิงของแผนที่สื่อกระแสหลักของไทย

เว็บบล็อกได้มีส่วนที่รายงานความจริง และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเทศไทยจาก Wikileaks และสื่อดั้งเดิมกระแสหลักของไทยเงียบเชียบ

ความเงียบที่ไม่บริการคนอ่านด้วยข่าวและข้อมูล ซึ่งเป็นความจริงที่หนีไม่พ้น

ปัจจุบันพบว่า เวบบล็อกเช่น New Mandala, Prachatai, Bangkok Pundit, Siam Voice และ Thai Intel ได้กวาดเอาครีมของครีมออกจากสื่อหลักเช่น บางกอกโพส เนชั่น Manager และไทยรัฐ

ใครคือ ครีมของครีม คำตอบคือ ผู้อ่านที่ต้องการที่จะรู้สถานการณ์จริงโดยไม่ต้องเสริมแต่ง พวกที่ต้องการข้อมูลเช่นนี้ ได้แก่ นักการทูต นักการเงิน ผู้ลงทุน หรือ ประชาชนทั่วไปทั่วโลกที่ต้องการมาตรฐานที่สูงขึ้น ในการบริโภคข่าวสาร และติดตามสื่อที่ก้าวหน้า

พูดการตามตรง คนที่มีการศึกษาดีจากอังกฤษที่ชอบหนังสือพิมพ์เช่น Financial Times, Guardian และ The Economist จะหาคุณค่าได้ยากจากสื่อหลักในไทย

คุณค่าที่สื่อกระแสหลักในไทยให้คือ ไม่มีอะไรนอกจากหนทางทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ปัญหาก็คือ มุมมองทางการเมืองในประเทศไทย ตอบสนองเป้าหมายได้น้อยต่อผู้อื่น ที่ไม่ใช่พวกที่มีความคิดคลั่งสถาบัน เผด็จการทหารในประเทศไทย ซึ่งนอกจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ให้คุณค่าในการวิเคราะห์พื้นฐานความจริงที่ผู้อ่านที่มีความคิดลึกซึ้งต้องการในการช่วยการตัดสินใจ

สิ่งที่สื่อไทยเป็น คือไม่มีอะไรนอกเหนือจากการโฆษณาชวนเชื่อ

ตัวอย่าง Thai Intel ได้รับการติดต่อจาก หน่วยงานสำคัญทางการข่าว เช่น National Journal CIA และ องค์การข่าวที่สำคัญ ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่คือ ครีมของครีม ที่ต้องการรู้ความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

Thai Intel กล่าวว่าปัจจุบันบล็อกเกอร์ในประเทศไทยกลายเป็นสื่อกระแสหลักภาษาอังกฤษไปแล้ว เนื่องจากสื่อไทยหมดความน่าเชื่อถือ โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างข่าวโคมลอย

ตัวอย่างในปัจจุบันเช่น วิกฤต ไทย-กัมพูชา เมื่อพบว่านายกรัฐมนตรีส่ง 7 คนไปที่กัมพูชา เพื่อภารกิจค้นหาความจริง

ภารกิจค้นหาความจริง ที่เขตแดนประเทศอื่นเขาเรียกว่าจารกรรม

Thai Intel รายงานเมื่อวานว่ากิจกรรมนี้เกี่ยวกับการจารกรรม แต่ Bangkok Post และไทยรัฐ ไปปั่นว่าเป็นแผนของฮุน เซน ผู้นำของกัมพูชา เป็นสาเหตุของวิกฤต

เป็นที่ชัดเจนว่าองค์กรความมั่นคงของชาติ ทางการทูตหรือคนที่ทำงานในระดับมาตรฐานสูงจะรายงานว่า Bangkok Post และ ไทยรัฐไม่ได้เป็นอะไรนอกจากการสร้างข่าวโคมลอย ซึ่งให้คุณค่าน้อยต่อผู้อ่าน

Bangkok Pundit, Prachatai, New Mandala และ Thai E-News เป็นสิ่งที่นักเขียนจำนวนมากอ่าน ซึ่งเว็ปเหล่านี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หาการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อการค้าเลย

ในขณะที่ Bangkok Post, Nation, Manager และ ไทยรัฐ ดำเนินการโดยกองทัพนักเขียนและการเงินเป็นพันล้านหนุนหลังอยู่

******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง

Thursday, January 13, 2011

หมัดเหล็กไทยรัฐ เขียนถึง ประเทศบ้าๆ ส.ว.ให้เลือกครึ่งเดียวแถมลด สส.เขตอีกต่างหาก

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“นักการเมือง”กาฝาก


ระยะนี้ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองให้ใกล้ชิด ประเด็นร้อนทางการเมือง ส่วนใหญ่ก็จะมาจากพฤติกรรมส่วนตัวของการเมืองซีกรัฐบาลทั้งนั้น บทบาทของฝ่ายค้านในยุคนี้ไม่ค่อยจะมีฝีไม้ลายมือ ชั้นเชิงทางการเมืองยังเทียบชั้นเมื่อครั้งประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านไม่ได้ มีตัวชูโรงอยู่ไม่กี่คน ใช้งานมากเข้า มุกแป้ก แทนที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านจะเด่น ความชัดเจนเลยไปโฟกัสที่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมากกว่า นี่ถ้าฝ่ายค้านไม่มีเสื้อแดงคงจืดพอสมควร

ในสภาจะเล่น ลิเกหลงโรง กันหนักขึ้นทุกวัน ดูอย่าง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นปะไร สมมติต่อรองเรื่องของสัดส่วนจำนวน ส.ส.แบบเขตกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ลงตัวจะทำอย่างไร ถ้าจะให้เดาล่วงหน้า พรรคร่วมรัฐบาลก็คงยอมตามความต้องการของประชาธิปัตย์ คือสูตร 375+125 จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าสูตรที่ว่าคิดคำนวณจากเหตุผลอะไร

อันที่จริงจะให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ นักการเมืองทุกประเภท ทุกสาขาอาชีพควรจะผ่านการเลือกตั้ง อย่างน้อยในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตนักการเมืองก็น่าจะมีโอกาสสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ลงคะแนนเลือกเข้าไปสักครั้งหนึ่ง ตอนที่หาเสียงเลือกตั้งก็ยังดี เพราะปัจจุบันกรรมการหมู่บ้านก็ต้องเลือกตั้ง

ประชาธิปไตยเมืองไทยยิ่งใช้นานก็ยิ่งถอยหลัง ดูอย่างส.ว.ที่มาจากการสรรหา ใกล้จะครบวาระต้องสรรหาหรือลากตั้งกันเข้ามาใหม่ ทำกระบิดกระบวนว่าควรจะลาออกก่อนตอนนี้ดีไหมเพื่อไปลงสมัครรับการสรรหาใหม่ในรอบหน้า เพราะในวันที่ 17 ก.พ.นี้ ก็จะหมดสมาชิกภาพกันแล้ว

อันที่จริงส่วนนี้ของรัฐธรรมนูญน่าจะได้รับการแก้ไขมากที่สุดเพราะการหมกเม็ดเผด็จการเอาคนที่ไม่พึงปรารถนาเข้ามาอยู่ในสภาโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง แต่มีอภิสิทธิ์ดีกว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าครบวาระแล้วก็ต้องหยุดพักเว้นวรรคไปก่อนจึงจะมาลงสมัครเป็น ส.ว.ใหม่ได้ แต่ ส.ว.ที่มาจากการลากตั้งกลับสมัครเข้าเป็น ส.ว.ได้เลย อันลิมิต

หมกเม็ดชัดๆ

ระยะทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์คน จนบัดนี้ก็เห็นพฤติกรรมนักการเมืองที่มาจากการลากตั้งกันแล้วว่ามาทำเลอะเทอะอะไรกันไว้บ้าง ขนาดชาวบ้านยังไม่ยอมรับ สื่อก็ไม่ยอมรับ จัดให้เป็นดาวดับแห่งปี

ไม่รู้ทนอยู่กันได้อย่างไร

วันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสะดวกโยธินหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่ความขัดแย้งเรื่องของสัดส่วนของจำนวน ส.ส. 2 ประเภท แต่อยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจต้องการจะให้แก้รัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่

อันที่จริงถ้าเมืองไทยสลัดหลุดจากการเมือง ก็จะเจริญขึ้นเยอะ รัฐธรรมนูญจะแก้หรือไม่แก้ก็ไม่ได้ทำให้เงินในกระเป๋าชาวบ้านมากขึ้นหรือน้อยลง 7 คนไทยจะติดคุกเขมรหรือจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร นักการเมืองก็ไปว่ากันเอง ปล่อยให้เป็นบัวใต้น้ำต่อไป.


หมัดเหล็ก


(ที่มา ไทยรัฐ , 12 มกราคม 2554)

สัมภาษณ์ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม รายงานความเคลื่อนไหว คดีสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ

ที่มา thaifreenews

โดย speedhorse

ขอเชิญติดตาม
ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น สัมภาษณ์ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
รายงานความเคลื่อนไหว คดีสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ
ต่อศาลโลกตามด้วยการร้องเรียนเรื่องการยุบพรรค
และการตัดสิทธินักการเมืองไทยโดยไม่ชอบธรรม

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2554, 22.00น.
ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2543-2549
สัมภาษณ์ ทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ผ่าน MV iNews รายงานความเคลื่อนไหวล่าสุด
คดีการสังหารหมู่ในประเทศไทยขึ้นศาลโลก รวมทั้งสหภาพรัฐสภา
กรณีการรับร้องเรียนของ IPU เรื่องการยุบพรรคการเมืองไทย
และการตัดสิทธินักการเมืองไทย 215คน โดยไม่ชอบธรรม

ออกอากาศ สดพร้อมกันทั่วเอเชีย “รายการไทยทูเดย์”
ศุกร์ที่ 14 มกราคม 2554 เวลา 22.00-23.00น.
สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV iNews
และจะออกอากาศทาง “รายการมองไทยมองเทศ กับ ดร.วิบูลย์”
สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV Bangkok Today
เสาร์ที่ 15 มกราคม 2554 เวลา 22.30-23.30น.
และสามารถชมรายการย้อนหลังได้ที่
http://thaitodaytv.blogspot.com/ และ
http://www.youtube.com/thaitodaytv
ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่
http://www.facebook.com/drwiboon
หรือ 083-705-1234 / 0863-706-1234




บันทึกการเข้า

http://speedhorsetv.blogspot.com

http://www.facebook.com/album.php?aid=37090&id=100001062320867&l=3a82d63e7a.และสามารถชมรายการย้อนหลังได้ที่ http://thaitodaytv.blogspot.com/ และ http://www.youtube.com/thaitodaytv ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ http://www.facebook.com/drwiboon หรือ 083-705-1234 / 0863-706-1234 ....

ถ้า.....คุณทักษิณยังเป็นนายกฯจนถึงวันนี้

ที่มา thaifreenews

โดย ทวดเอง

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้ ผบ.ตร.ต้องว่างเว้นเป็นเวลานานอย่างนั้น เพราะนั่นหมายถึงการขาดวุฒิภาวะของความเป็นผู้นำ

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้กองทัพซื้ออาวุธที่ไร้ประสิทธิภาพอย่าง จีที 200 หรือ เรือเหาะตรวจการ เพราะรู้ดีว่านั่นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านความมั่นคงแต่อย่างไร

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องตกรำกำลำบาก ในขณะที่จีดีพี การส่งออกและตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตมากมายอย่างเช่นปัจจุบัน

คุณทักษิณคงจะนำเงินงบประมาณพันกว่าล้านต่อปี มาสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนมากกว่าที่จะนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ ผลงานของรัฐบาล

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้สื่อฯเป็นผู้นำร่องในการช่วยเหลือประชาชนยามประสบภัยธรรมชาติ ทั้งๆที่มีงบประมาณฉุกเฉินอยู่แล้ว

คุณทักษิณคงไม่พาครอบครัวไปพักผ่อน ในเมื่อพี่น้องร่วมชาติกำลังประสบกับความทุกข์ของภัยธรรมชาติ

คุณทักษิณคงไม่แก้ปัญหาไข่แพงด้วยการชั่งกิโลขาย เพราะคุณทักษิณย่อมรู้ดีว่า ต้นทุนที่แพงไม่ใช่เกิดจากการคัดแยก

คุณทักษิณคงไม่เพิ่มจำนวนของสลากกินแบ่ง เพียงเพื่อให้สลากกินแบ่งขายตามราคา เพราะคุณทักษิณคงรู้ดีว่า สาเหตุที่แพงไม่ใช่เกิดจากปริมาณ แต่เป็นเพราะการผูกขาดต่างหาก

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้ยาเสพติดแพร่หลายราวกับยาแก้ปวด แล้วค่อยมาปราบตอนใกล้เลือกตั้ง แถมต้องการให้ลดแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ แล้วปล่อยให้อีก 80 เปอร์เซ็นต์ขายกันต่อไปหรืออย่างไร

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้พรรคร่วมกดดันในเรื่องที่คุณทักษิณเห็นว่าไม่ถูกต้อง

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้มีการทุจริตอย่างโจ๋งครึ่มที่สุดอย่างรัฐบาลปัจจุบัน

คุณทักษิณคงไม่ปล่อยให้พม่าปิดด่านตั้งเจ็ดแปดเดือน โดยปล่อยให้พี่น้องที่ทำธุรกิจตามชายแดนต้องเดือดร้อนโดยไม่เหลียวแล

คุณทักษิณคงไม่รอช้าจนคนไทยทั้งเจ็ดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วสุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยไปตามการตัดสินของศาลกัมพูชา

คุณทักษิณคงไม่ใช้ พรก.ฉุกเฉิน ในการจำกัดสิทธิ์ผู้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

คุณทักษิณคงใช้วิธียุบสภาแทนการใช้กำลังกับผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากมาย

คุณทักษิณคงไม่หว่านเงิน โดยไม่มีมาตรการรองรับ ดังเห็นได้จากนโยบาย 4 ปีสร้าง 4 ปีซ่อม

คุณทักษิณคงไม่พูดถึงเรื่องให้ของขวัญกับพี่น้องประชาชน เพราะคุณทักษิณรู้ดีว่า จะเป็นของขวัญของรัฐบาลได้อย่างไรในเมื่อทั้งหมดก็เป็นเงินของพี่น้อง ประชาชนเอง

คุณทักษิณคงจะทำให้สินค้าโอท็อปสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวรากหญ้า ไม่ต้องเดือดร้อนมากมายยามเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ

คุณทักษิณคงไม่ต้องป่าวประกาศว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ในขณะที่ต่างชาติกลับมองว่าเป็นรัฐทหาร

คุณทักษิณคงจะออกไปเชิญชวนต่างชาติเข้ามาลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้นเพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างของตลาดหุ้น

คุณทักษิณคงทำให้ประชาชนทุกคนมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ยามเมื่อต้องเผชิญกับคนต่างประเทศ

และสุดท้ายคุณทักษิณอาจทำให้เอเชียมีเงินในสกุลของเอเชียเอง แล้วเราคงไม่ต้องปวดหัวกับค่าเงินที่เดี๋ยวแข็งเดี๋ยวอ่อนอย่างเช่นปัจจุบัน นี้

แต่เพราะมีคนกลุ่มหนึ่ง เกรงว่าจะไม่ได้อำนาจ จึงสร้างกระแสให้คนไทยเกิดความแตกแยก คนไทยเกลียดกันเอง จนวันนี้..........เมื่อเราไม่มีคุณทักษิณ

ประชาชนจำต้องยอมรับกับรัฐธรรมนูญปี 50 ที่หวังสร้างพรรคการเมืองให้อ่อนแอ แล้วเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง

ประชาชนจำต้องยอมรับกับรัฐบาลที่ไม่เคยสอบผ่านในเรื่องการบริหารประเทศ

ประชาชนจำต้องยอมรับกับหนี้ที่รัฐบาลก่อไว้มากมาย เพื่อนำมาหาเสียงเชิงนโยบาย

ประชาชนต้องทนกับการทุจริตในเกือบทุกโครงการด้วยเม็ดเงิน 20-30 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่เข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้

ประชาชนต้องยอมรับกับการแก้ปัญหาของชาติด้วยการปล่อยให้ปัญหาเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา

ประชาชนต้องทนเห็นคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก โดยที่ยังหาคนผิดมาลงโทษไม่ได้

ประชาชนต้องยอมรับกับการบริหารแผ่นดินโดยใช้ พรบ.ความมั่นคง

ประชาชนต้องยอมรับกับความเป็นสองมาตรฐานระหว่างกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกับชาวรากหญ้า

ประชาชนทุกคนคงต้องยอมรับกับหนี้สินของประเทศที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

และสุดท้ายประชาถึงจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

บัวแก้วทุบกำแพงหนีม๊อบกลุ่มรักชาติ

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut

(13ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติที่ ชุมนุมกดดันหน้ากระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงได้ปิดประตูทางเข้า-ออกอย่างหนาแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกเข้ามาภายในได้ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ใช้โซ่คล้องประตูจากด้านนอกเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่และ ข้าราชการกระทรวงออกเช่นกัน ทำให้บรรยากาศตั้งแต่ช่วงบ่าย กระทั่งเวลา 18.00 น. เป็นไปด้วยความตรึงเครียด

ทั้งนี้ ในเวลา 16.00 น. นายธีรกุล นิยม ปลัดกระทรวงต่างประเทศ ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการที่เสร็จงานเดินทางกลับบ้านได้โดยใช้ประตูลับและให้ ทิ้งทรัพย์สินอื่นๆ ไว้ภายใน ขณะที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มีรถยนต์ไม่สามารถนำรถยนต์ออกไปได้ต้องติด อยู่ภายใน ซึ่งข้าราชการออกไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากมีผู้ชุมนุมบางคนไปดักด้านข้างกระทรวง ใช้มือตบและด่าทอไม่ให้ข้าราชการออก จากนั้น กระทรวงจึงได้พยายามเปิดทางออกใหม่โดยทุบกำแพงปูน

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า กระทั่งเวลา 18.00 น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 ได้มาเจรจากับผู้ชุมนุมเพื่อขอให้เปิดทางให้ข้าราชการกระทรวงเดินทางกลับ บ้านได้

ส่วนบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 16.00 น. ว่า ประชาชนเริ่มทยอยเข้ามาร่วมชุมนุมกันอย่างหนาแน่น โดยมีถยนต์จอดยาวถึงสะพานชมัยมรุเชษฐ รวมถึงกินพื้นผิวจราจรไปแล้ว 2 ช่องทาง ทำให้การจราจรเส้นถนนพิษณุโลกติดขัดยาวเหยียด ทั้งยังได้มีการกางเต๊นท์เพิ่มบนบาทวิถีฝั่งสำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตคอรัปชั่น (ป.ป.ช.)ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการของกลุ่มเครือข่ายฯได้มีการประชุมกันภายในโรงอาหารใต้อาคารสำนัก งานคณะกรรมการข้าราชการและพลเรือน (ก.พ.) โดยเมื่อเวลา17.20 น. ภายหลังการประชุม นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายฯแถลงว่า กลุ่มเครือข่ายฯจะชุมนุมต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งจนกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาลงทะเบียนเข้าชุมนุมให้ได้ 50,000 รายชื่อ เพื่อที่จะยื่นถอดถอนบุคคลได้ตามหลักรัฐธรรมนูญคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเเละคณะ ซึ่งหากได้รายชื่อครบตามเป้าหมายก็จะกำหนดกิจกรรมสุดท้ายได้ รวมถึงจะกระจายกันไปชุมนุมที่หน้ากระทรวงกลาโหมเพิ่มอีกหนึ่งจุดด้วย

นายไชยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเดินทางไป อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นั้น คงต้องรอให้การประชุมลับเสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะวันนี้แกนนำเครือข่ายฯบางส่วนยังเดินทางมาถึงเเละไม่พร้อม โดยในวันที่ 14 ม.ค.เวลา 11.00 น. จะมีการแถลงข่าวอีกครั้ง
http://



บันทึกการเข้า

จดหมายวันเด็ก ถึงท่านนายกรัฐมนตรี...บทความของ คำ ผกา

ที่มา thaifreenews

โดย Nitikon_P

จดหมายวันเด็ก ถึงท่านนายกรัฐมนตรี...บทความของ คำ ผกา
รอบคอบ

สวัสดีค่ะ ท่านนายกฯ (จริงๆ แล้วหนูอยากเขียนว่านายกผู้รูปหล่อ แต่เกรงว่าจะเป็นการคุกคามทางเพศด้วยวาจา เลยได้แต่พูดในใจ ไม่เขียนออกมา) การเขียนจดหมายมันเชยไปหน่อยนะคะ หนู้ว่าท่านนายกฯมี FB แต่ใน FB ของท่านไม่ค่อยมีใครไปแสดงความเห็นแบบตรงไปตรงมากับท่าน เท่าที่เห็นก็มีแต่อวยพรกันไปมา เพราะขืนไปด่าอาจโดนแฟนคลับของท่ารุมสกรัมกลางโลกไซเบอร์ได้

อย่าง แรกที่หนูจะบอกท่นคือ คำขวัญของท่านที่มีให้แก่เด็กๆมันไม่เร้าใจเอาเสียเลย” รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ” หนูว่มันเป็นคำขวัญที่นอกจากจะดูถูกสติปัญญาเด็กแล้วยังขาดซึ่งตรรกะอย่าง รุนแรง มันเหมือนคิดอะไรไม่ออกก็สักแต่หยิบคำอะไรก้ไม่รู้มาต่อๆกัน

รอบคอบ แบบว่ามันสำคัญมากเลยหรือคะสำหรับความรอบคอบ หนูงงค่ะ รู้ว่าความรอบคอบเป็นสิ่งที่ดี แต่มันถึงกับเป็นวาระแห่งชาติสำหรับเด็กเชียวหรือ?

หนูลิมนุ่งกางเกงลิงไปโรงเรียนเพราะขาดความรอบคอบแล้วมันถึงกับให้ประเทศชาติล่มจมเช​ียวหรือคะ?

หรือ ว่ท่านนายกฯ ควรเอาคำขวัญ รอบคอบ นี้ไปเสนอผู้ใหญ่ดีกว่าไหม เช่น ฝ่ายกฏหมายของท่าน จะไปเจรจาต้าอวยกับใครที่ไหนก็ให้รอบคอบไว้อย่าให้ต้องได้ถูกถ่ายคลิปมา ประจาน ต่อให้พรรคของท่านรอดคดียุบพรรคมาได้ แต่คลิปที่คนของพรรคท่านไปเตี๊ยม ไปเจรจา ไปเล่นเกมสกปรกนอกเวทีนั้นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เยาวชนของชาติ อย่างหนูจะจดจำ บันทึกไว้ใน ซีดีรอมเพื่อประจานความฉ้อฉลของพรรคการเมืองท่าน

หนูเป็นนักเรียนนะ คะ หนูไม่รู้จะเปรียบเทียบมันกับอะไรดี มันเหมือนพรรคของท่านสอบได้ที่หนึ่ง เพราะไปติดสินบนกรรมการคุมข้อสอบให้ท่านเอาข้อสอบมาหัดทำก่อนเข้าสอบ แทนที่จะละอาย เปล่าเลย ท่านกลับภาคภุมิใจในความสำเร็จ แถมยังเที่ยวเกทับคนอื่นที่เขาสอบตก
ตลกจัง พอดีมีคนมาถ่ายคลิปตอนที่ท่านไปเจรจาซื้อข้อสอบ ท่านกลับบอกว่า อ้ายคนถ่ายคลิปมันชั่ว มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคล มันไม่มีมารยาท มันเป็นตัวขี้อิจฉา
ท่านนายกฯคะ หนูเป็นเด็ก หนูไม่รู้หรอกว่าโลกของผู้ใหญ่เขาตัดสินดี เลว ผิด ชอบ ชั่วดีกันอย่างไร แต่เด็กๆอย่างหนู รับไม่ได้หรอกค่ะกับพฤติกรรมแบบนี้ นอกจากจะรับไม่ได้แล้วยังเคารพไม่ลง และเข้าใจไม่ได้จริงๆว่า ท่านกล้ายืนอยู่ในตำแหน่งและสบตากับคนไทยทั้งประเทสได้อย่างไร แถวบ้านนอกบ้านหนูเค้าเรียกกันว่า คนหน้าด้าน นะคะท่าน
เมื่อเป็นอย่างนี้หนูเลยไม่แน่ใจว่า คำขวัญ รอบคอบ นี่ท่านเอาไว้เตือนสติเด็กในพรรคของท่านเองหรือเปล่า

รู้คิด

ต่อมา รู้คิด แหม หนูว่าคนที่กล้าสอนอะไรแบบนี้กับคนอื่นนี่น่าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิด สักเท่าไหร่นะคะ สำหรับเด็กๆอย่างหนู การ คิด นี่เป็นพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่เลยไม่ใช่หรือคะ?

วันนี้หนูจะไป โรงเรียน หรือไม่ไปโรงเรียน ไปเพราะอะไร ไม่ไปเพราะอะไร แค่นี้ก็ต้องใช้ความคิดแล้ว เที่ยงนี้จะกินก๋วยเตี๋ยวหรือขนมจีน หนูก็ต้องใช้ความคิด ใคร่ครวญ เปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนักจนได้คำตอบว่าควรจะกินอะไร คนนะคะ ไม่ใช่หมู จะได้คิดไม่เป็น

แต่ กลไกที่ทำให้หนูไม่รู้จักคิด น่าจะมาจากพวกท่านมากกว่า เช่นไม่ยอมให้หนูคิดเองว่าหนังสืออะไรที่หนูอยากอ่าน หนังสืออะไรที่หนูไม่อยากอ่าน เพราะประเทศเราดันมีลิสต์หนังสือร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน
ประทานโทษ ถ้าหนูไม่อ่านหนังสือร้อยเล่มนั้น หนูจะหลุดจากความเป็นคนไทยหรือเปล่านั่น

อาทิตย์ ที่แล้วหนูอ่านบทความของท่าน รมว ยุติธรรม ที่ออกมาชี้แจงว่าทำไมแบนหนังเรื่อง แมลงในสวนหลังบ้าน แล้วต้อง อึ้ง ทึ่ง เสียวกับคำอธิบายของท่านที่ว่า ท่านอุตส่าห์ยอมถูกด่ ถูกประนาม ถูกประจาน ยอมเจ็บเนื้อเจ็บตัวได้ก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ เพียงเพราะท่านยินดีที่จะเปลืองตัวเพื่อให้ประเทศนี้มีมาตรฐานทางศีลธรรมให้ แอบอิง

แค่นี้มันก็สำแดงให้เห็นว่าท่านไม่เคยเชื่อว่าพลเมืองของรัฐไทยนั้นคิดเป็น
แล้วท่านนายกฯ จะมาเซ็ตคำขวัญให้เด็กๆรู้จักคิดไปทำไม? เพราะคิดไปก็เท่านั้น ท้ายที่สุดพวกท่านก็มา ปิดปาก ปิดหู ปิดตาพวกเราอยู่ดี

พูด เรื่องคิดเป็นแล้วหนูขำอ่ะ ตอนที่มีคลิปทหารถือปืนวิ่งว่อนไปทั่วเนต รับบาลของท่านออกมาชี้แจงว่า ประชาชนครับ ที่เห็นทหารวิ่งอยู่นั้นเขาไม่ได้ถือปืนไปยิงใครนะครับ เขากำลังวิ่งไปส่งข้าว พิโธ่พิถัง กะละมังแตก หากท่านเชื่อว่าประชาชนมีรอยหยักในสมองอยู่บ้างและคิดเป็นด้วย ท่านจะกล้าออกมาแก้ตัวอะไรอย่างนั้นมั้ยเนีย เพราะฟังแล้วประชาชนอย่างเราฮากลิ้งเลยนะคะ วิ่งอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมืองแบบนั้น ยังมีแก่ใจส่งข้าว ถ้าข้าวที่ส่งเป็นกระเพรา ไข่ดาว ไข่มันคงเละตุ้มเปะไปหมด

จริงๆแล้ว เนี่ย หนูว่าหนูรู้นะ ว่าท่านพูดออกมาไม่หมด ท่านไม่ได้อยากบอกว่า คิดเป็น หรอก ท่านอยากจะบอกว่า คิดให้เหมือนกับที่รัฐบาลอยากให้ท่านคิด อันนี้ตรงกว่ามั้ยคะ?

หนูมีตัวอย่างอีกเยอะนะคะ ถ้าจะให้เขียนคงมีร้อยหน้าพันหน้ากระดาษที่ชี้ให้เห็นว่า ท่านไม่เคยเชื่อหรือปารถนาจะเห็นคนไทยคิดเป็น ท่านมีความสุขที่เห็นคนไทยโง่เป็นควายเพราะมันสบายต่อการปกครองครอบงำ เพราะประชาชนออกมาสำแดงพลัง สำแดงความคิด สำแดงอุดมการณ์ให้ท่านประจักษณ์ว่า เพราะพวกเขาคิด พวกเขามีเจตจำนง และพวกเขาเชื่อว่าอนาคตของชาติบ้านเมืองนั้นจักต้องถูกกำหนดและชี้ชะตาจาก ประชาชน เพียงเท่านี้เอง ท่านและพรรคพวกก็ใช้สรรพกำลังมาเข่นฆ่าพวกเราเสียป่นปี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำขวัญว่าด้วยการ คิดเป็น ของท่านมันจึงฟังดูน่าเย้ยหยันพิลึกในสายตาเด็กๆ อย่างหนู


จิตสาธารณะ


อันสุดท้ายนี้ ขอบอกว่าอย่างฮาเลยนะท่าน จิตสาธารณะ ท่านคงประทับใจชาวกรุงที่ออกมากวาดถนน ล้างคราบเลือดกันมากมายเลยสิคะ จากท่านและบรรดาซาหริ่มก็กระโจนเข้าใส่คำว่า จิตสาธารณะ กัน ด้วยมันฟังดูไพเราะเพราะพริ้งดีอยูหรอกค่ะ

แต่ด้วย ความที่หนูเป็นเด็กนะคะ หนูคิดอะไรไม่ได้ลึกซี้ง และหนูยังไม่ได้ถูกดูดกลืนเข้าไปในสนามความหมายสามานย์ที่ก่อรูปขึ้นมาจาก ภาษาอันไม่เกี่ยวกับ คำ แต่คือความหมายที่ทั้ง พระสงฆ์ นักเขียน สื่อ แลปัญญาชนสาธารณะที่ชื่นชมกับการหมอบกราบสมยอมกับอำนาจครอบงำของรัฐช่วยกัน เต้า คำ เพื่อหลอกล่อประชาชนหลงเพลินอยู่ในกากของถ้อยคำจอมปลอม
อันคำว่า จิตสาธารณะ ก็เป็นหนึ่งในถ้อยคำจอมปลอมเหล่านี้

ลอง มาดูคำคำนี้ด้วยสายตาเด็กๆอย่างหนูสิ คำว่า จิต แปลว่าอะไร? หนูไม่รู้จักคำว่า จิต นะคะ หนูรู้จักแต่คำว่า จิตใจ แต่ทำไมเขาถึงไม่เลือกใช้คำว่า จิตใจสาธารณะ

ที่นี้หากใช้คำว่า จิตใจสาธารณะ มันแสดงให้เห็นว่า รัฐกำลังสนับสนุนให้เราวางจิตใจของเราให้เป็นของส่วนรวม? อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง อาจจะลามปามไปถึงความ เงีxxx ของเราก็เป็นเรื่องสาธารณะด้วยงั้น?

ถ้า โลกสมัยใหม่ก่อรูปขึ้นจากแนวคิดว่าด้วยการตัดขาดจากกันระหว่าง พื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ หนูคิดว่าการโปรโมตส่งเสริมให้เอาจิตใจของเราออกมาเป็นของสาธารณะและโดยนัย ของมันคือการเหยียดทุกอย่างที่เป็นเรื่องส่วนตัวลงไปให้อยู่ใกล้เคียงกับคำ ว่า “เห็นแก่ตัว” หนูว่ารัฐไทยมีความโหยหาอยู่ลึกๆ ที่อยากผลักดันชาติบ้านเมืองของเรากลับไปอยู่ในยุคก่อนสมัยใหม่หรือเปล่าคะ?

ที นี้นอกจากจะไม่ใช้คำว่า จิตใจสาธารณะ คำว่า จิตสาธารณะ ที่ก่อรูปขึ้นมาในสังคมไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จงใจใช้คำว่า จิต โดยให้มีความหมายคาบเกี่ยวกับความหมายของ จิต ในทางพุทธศาสนา และเอาเข้าจริงพวกเราก้ไม่รู้หรอกว่า จิต ในเชิงพุทธ นั้นแปลว่าอะไร รู้แตว่าพูดคำว่า จิต จิต ออกมาแล้วมันดูแนว ดูผุดผ่อง ดูเป็นนามธรรม ดูว่างๆ( กลวงด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ) ดูเหมือนจะนิพพาน อย่างไรบอกไม่ถูก
บวก ไปกับคำว่า สาธารณะ อันเป็นกลิ่นอายของความเป็น การเมือง ผลลัพธ์ของ จิตสาธารณะ มันจึงเป็นสมการของการผนวกเอาแนวคิดแบบพุทธทีดูคลุมเครือ กับปรัชญาการเมืองที่ไม่ชัดเจน แต่ใช้หลอกซาหริ่มได้หมดจด เพราะซาหริ่ม จะกระโดตะครุบความหมายของจิตสาธารณะได้ทันทีว่าหมายถึง การคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าส่วนตน

ท่านนายกฯคะ ในแบบเรียนชั้นประถมที่หนูเคยอ่านมาก็มีเรื่องทำนองนี้ค่ะ ทางการจะตัดถนนเฉือนที่ดินบ้านเราออกไปกลายเป็นถนน ตำราสอนว่าเราควรให้ที่ดินแก่หลวงไปด้วยความปิติยินดี และเป็นเรื่องที่เราต้องภาคภูมิใจใหญ่ยิ่งเพราะนี่คือการที่เราได้เสียสละ ประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

ถ้าหลวงจะเอาป่าบ้านเราไป ทำเขื่อน เราควรมอบให้ด้วยใจปิติ เพราะเราได้เสียสละส่วนตนเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของบ้านเมือง กระไรเลยจะมาอาลัยกับการเก็บเห็ด หาฟืน ทำไร่ในป่า ไร้สาระ เห็นแก่ตัว
มัน จะเป็นการเกินเลยหรือเปล่า ถ้าหนูจะบอกว่า คำว่า จิตสาธารณะ นั้นมีไว้เพียงเพื่อมิให้ประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของตน และเป็นการใช้วาทกรรมของรัฐ มาล่อลวง ตบทรัพย์ ตบสิทธิ ตบเสียง ของประชาชนอย่างพวกเรา

เพราะเมื่อไหร่ ที่เราลุกขึ้นมาขัดขืนต่ออำนาจรัฐ เราจะถูกมองว่าเห็นแก่ตัว ก่อความวุ่นวาย ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่เห็นแก่ความสุขสงบของเพื่อนร่วมชาติ

ท่านนานยกฯ คะ หนูเศร้า chip หายเลย

สุด ท้ายนี้ หนู อยากจะฝากท่านไว้ประการหนึ่งว่า ในสังคมประชาธิปไตย เราแทบจะไม่มีความจำเป็นในการพ่นคำพูดกลวงๆอย่าง จิตสาธารณะออกมาให้เปลืองน้ำลาย
โดยระบบการเลือกตั้ง โดยระบบทีประชาชนสามารถต่อรองผลประโยชน์กับอำนาจรัฐได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยพื้นฐานทางอุดมการณ์ที่เชื่อว่า ชาติ นั้นมีความหมายเท่ากับ ประชาชน อย่างจริงแท้แน่นอน
สิ่งที่จะจรรโลงความเป็นธรรมในเชิงสาธารณะคือ หลักการและกฎหมาย มิใช่ จิต ที่ฟังแล้ว ชวนเป็นโรคจิตอย่างยิ่ง
หนูไม่มั่นใจนะคะว่าท่านจะเข้าใจ แต่หนูก็อยากจะเขียนมันออกมาอยู่ดี

ขอแสดงความนับถือ

ไพร่หนูที่อยากเป็นพลเมืองจะแย่

______________________________
บทความของ คำ ผกา

ต้องหันมาเชื่อในภูมิภาคนิยม โดย ร.ต.อ. ดร. นิติภูมิ นวรัตน์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



พฤหัสบดี ๑๓ มกราคม ๒๕๕๔


คนที่เคยเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงของไทยหลายคนออกมาแสดง
แถลงต่อสาธารณะในทำนองว่าต้องการให้ไทยปิดชายแดนด้านเขมร
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่านหนึ่งถึงขนาดพูดจาว่าต้องใช้สงคราม
พระสงฆ์องค์เจ้าที่เราเคยกราบไหว้บางรูป
ท่านก็เอากะเขาด้วยเรื่องหนุนความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน
อยากจะเรียนนะครับ ไม่ว่าพวกท่านจะเป็นใคร อยู่ในสถานะไหน
ถ้าท่านยังคิดแต่จะหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกะเพื่อนบ้าน
ผมว่าท่านเชยระเบิด เป็นไอ้พวกมนุษย์ตกโลก สร้างค่านิยมประเภท ‘ชาตินิยม’ อย่างผิดๆ
โลกในปัจจุบันทุกวันนี้ ต้องเป็นเรื่องของภูมิภาคนิยม
ไทย กัมพูชา พม่า มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และลาว
ต้องรักกัน ต้องหาเครื่องมือทางการทูตมาสร้างสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกัน



คนกิ๊กก๊อกที่ไม่มีวาสนาได้เป็นแม้แต่ขี้ทูตอย่างนิติภูมิ
ชอบดูความสามารถของผู้นำของประเทศต่างๆ แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
ผู้นำบางประเทศไม่มีหลัก แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันหนึ่งๆ
ทว่าผู้นำของหลายประเทศจะสะสมเครื่องมือทางการทูตเพื่อเอาไว้ใช้แก้ไขปัญหา เช่น
สะสมไมตรีจิตระหว่างประเทศ หรือ Comity
คนที่สามารถงัดเอาเครื่องทางการทูตประเภทไมตรีจิตระหว่างประเทศมาใช้ได้ดี
จะต้องเป็นผู้นำที่มีแนวความคิดไม่เหยียดหยามคน
เชื่อในเรื่องความเสมอภาคกันของประเทศต่างๆ
และใช้ความถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน
สุดท้ายทั้งสองชาติรัฐก็จะมีแต่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
ผู้อ่านท่านจะพบเห็นว่าในปัจจุบัน หลายประเทศในทวีปยุโรปใช้เครื่องมือประเภทนี้
ทั้งที่ในอดีตเคยรบพุ่งห้ำหั่นกันมายาวนานหลายร้อยปี



ผู้นำ (ทีดี+มีคุณภาพ) ของประเทศที่เคยมีความขัดแย้งระหว่างกันขั้นพื้นฐานมายาวนาน
เมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำแล้ว
ท่านจะต้องปรับปรุงสภาวะแวดล้อมเพื่อลดความขัดแย้ง
เครื่องมือทางการทูตที่ผู้นำประเภทนี้นำมาใช้
ก็ควรเป็น Détente การผ่อนคลายความตึงเครียด
บางท่านใช้เครื่องมือ Negotiation หรือการเจรจา
เจรจาเพื่อระงับข้อพิพาทกันอย่างสันติ และเสริมสร้างผลประโยชน์แห่งชาติ
ผู้นำที่ดีต้องเก่งการด้านเจรจา ต้องรู้ว่าจะเจรจายังไงเพื่อให้ฝ่ายตนเสียประโยชน์น้อยที่สุด
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้นำและผู้คนของอีกประเทศหนึ่งก็พอใจด้วย



เท่าที่ติดตามถามข่าวของพวกที่เหี้ยนกระหือรือฮือสร้างสงคราม
กลุ่มคนพวกนี้มีแต่ใช้เครื่องมือประเภท “ยื่นคำขาด” และ “พูดจาก้าวร้าวคุกคาม”
อะไรก็บุกเลย ปิดพรมแดนเลย โดยมีความเชื่อผิดๆ ว่าเมื่อปิดพรมแดนแล้ว
เขมรทั้งหลายจะอดตาย ซึ่งผมเรียนไปหลายครั้งแล้วนะครับ
ว่าวันนี้ แม้ไม่ต้องพึ่งไทย เขมรก็อยู่ได้อย่างปกติ



ทุกทีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
เหตุการณ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านจะแย่ทุกครั้ง
เมื่อก่อนตอนเป็นรัฐบาลครั้งที่แล้ว ในสมัยนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
ไทยกะพม่าก็มีปัญหามาก
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมรแย่
ปัญหากะเวียดนามในสมัยนั้นก็เยอะ กับเพื่อนบ้านทางใต้อย่างมาเลเซียนี่ก็มี
แม้แต่เพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่ไม่มีพรมแดนประชิดติดกับเราอย่างอินโดนีเซีย
ไทยก็ยังอุตสาห์ไปมีปัญหากะเขา
เรื่องเป็น ๑ ในผู้ยุยงส่งเสริมให้มีการแยกจังหวัดติมอร์ตะวันออก
ให้กลายมาเป็นประเทศเอกราชชาติใหม่



ทันที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ลงจากเวทีบริหารประเทศ
รัฐบาลใหม่ต้องหันมาใช้เครื่องมือทางการทูตประเภท Rapprochement
การฟื้นสัมพันธไมตรี ทุกที เพราะยุคประชาธิปัตย์
ไทยกับเพื่อนบ้านมักจะเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หมางเมินห่างเหินกัน มองหน้ากันไม่ติด



ได้ฟังสมาชิกกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติพูดจาปราศรัยผ่านสื่อแล้ว
ผมรู้เลยว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้ท่านทำการดังกล่าว
สิ่งหนึ่งซึ่งซ่อนเป็นก้อนแข็งอยู่ใต้สมองของคนที่แสดงออกอย่างที่ว่าก็คือ
“ความรู้สึกว่าพวกเราดีกว่าพวกเขา” หรือ Ethnocentrism



คนพวกนี้มีความรู้สึกว่า พวกตนดีกว่าคนอื่น
สัจธรรมของตนดีกว่าของคนอื่น
ความงามของพวกตนก็เป็นความงามสูงสุด
หลักศีลธรรมจริยธรรมของพวกตนก็เป็นหลักศีลธรรมจริยธรรมที่สูงกว่าของใครๆ
ความยุติธรรมของพวกตน ของชาติตน เป็นความยุติธรรมสูงสุด
ประเทศชาติบ้านเมืองของตนไม่มีการปฏิบัติใดที่เป็นไปอย่างสองมาตรฐาน



และอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเราจับได้จากคำพูดจาปราศรัยของคนพวกนี้ ก็คือ
“การใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจตีความประวัติศาสตร์”
เมื่อได้ยินการปราศรัยโจมตีกัมพูชาในกรณีที่กัมพูชาจับ ส.ส. ไทยและคณะ
เราก็จึงถึงรู้เลยว่าใต้สมองของคนที่พูดจาปราศรัยมีความเป็นคอมมิวนิสต์ซ่อนอยู่
คอมมิวนิสต์มีทฤษฎีหนึ่งซึ่งเรียกว่า Economic Interpretation of History
แปลเป็นไทยก็คือการใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจตีความประวัติศาสตร์
พวกนี้เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน (ปัจจัยการผลิตของสังคม) เป็นตัวกำหนด
โครงสร้างพื้นฐานทางการเมือง ศีลธรรม กฎหมาย วัฒนธรรมฯลฯ
เมื่อเขมรมีเศรษฐกิจที่แย่กว่าเรา เขมรจึงด้อยกว่าเราทุกด้านด้วย
ซึ่งผมขอแย้งว่าไม่ใช่นะครับ


ส่วน ฯพณฯ อดีตรัฐมนตรี....


ที่จับไมโครโฟนตะโกนด่าผู้นำเขมรว่ามีพฤติกรรมสองมาตรฐานนั้น


ท่านกำลังอ้างชื่อสมเด็จฮุนเซ็นด่า ‘ใคร’ ในประเทศของท่านอยู่หรือเปล่า?


http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=3690&ipagenum=

ฟังคลิปสุนัยอินชิคาโก้ ตาสว่างพรึบทั่วโลก

ที่มา Thai E-News

ชมภาพชุดส.ส.สุนัยอินชิคาโก้ คลิ้ก
รับฟังคลิปเสียง ส.ส.สุนัย จุลพงศธร เสวนากับคนไทยในชิคาโก้,อิลลินอยส์
-http://www.mediafire.com/?rpm4be04j36trwm
-http://www.4shared.com/audio/sGX7U5Ou/Drsunai-chicaco2011-01-09.html



โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ ประจำนครชิคาโก้
13 มกราคม 2554

ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ ประจำนครชิคาโก้ มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา รายงานรบรรยากาศเสวนาตาสว่างกลางอเมิกา ที่ชิคาโก้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กิจกรรมสำเร็จลงอย่างงดงาม ประกอบไปด้วยความบันเทิง และกิจกรรมทางการเมืองที่สมบูรณ์ ต่อจากนั้นในวันที่ 10 มกราคม ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันได้เชิญส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธรไปบรรยายสถานการณ์การเมืองไทย มีนักศึกษาและแวดวงวิชาการมารับฟังจำนวนมากและพากันตาสว่างไปตามๆกัน

สำหรับกิจกรรมตาสว่างในชิคาโก้นั้น มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลินอยส์ ได้พากันฝ่าดงหิมะ อากาศติดลบ 14องศา มาฟังส.ส.ดร.สุนัย กันแน่นขนัดห้องจัดงาน อากาศข้างนอกที่ว่าหนาวจนสุดขั้วหัวใจ กลับอบอุ่นเมื่อทุกคนพากันมาอยู่ในห้องที่อบอวลไปด้วยมิตรไมตรีจิต ตั้งอกตั้งใจฟังการพูดคุยบรรยาย แบบเรียกว่าลืมหายใจ ไม่มีใครยอมลุกจากเก้าอี้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ ได้จัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่ร้าน มณีไทย ชิคาโก เวลา 17:00 โดยได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดย ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในหัวข้อ "ความจริงประเทศไทย" โดยมีชาวไทยในชิคาโก และรัฐใกล้เคียง ได้ให้ความสนใจ และได้ไปลงทะเบียนก่อนเวลา และเมื่อถึงเวลา17:30 ห้องประชุม ก็เต็มไปด้วย พี่น้องคนไทย ที่รักความเป็นธรรม ร่วมร้อยคน

ส.ส.ดร.สุนัย ได้ บรรยายถึง วิกฤตการเมืองไทย โดยลําดับท้าวความมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ทําให้เราได้เห็น วิวัฒนาการของการเมืองไทยว่า ประชาธิปไตย และระบบการเมืองไทย นั้น มีอำนาจนอกระบบ แทรกแซงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น มีการปฏิวัติ รัฐประหารมากที่สุด มีการใช้กฏหมายสองมาตรฐาน อย่างเห็นได้ชัดเจน

แต่ผลจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี และ ระบบสื่อสาร ทำให้ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสาร และตื่นตัว ที่จะเรียกร้อง เพื่อให้ได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนอารยะประเทศอื่นๆ หากเรายังปล่อยให้คนไทยมีความแตกแยกอย่างนี้ ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย เหมือนเมื่อตอนที่เราเสียกรุงก็ได้

ส.ส.ดร.สุนัยยังได้เปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 และเปิดเอกสารว่าใครสังหารเสธ.แดงด้วย พร้อมเสนอทางออกบ้านเมืองว่าต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมือง เป็นสถาบันที่ทันสมัยแบบอังกฤษ ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย

การบรรยายจบลงด้วยการตอบคำถามจากผู้เข้าฟังและมีการเสนอแนวคิด เกี่ยวกับบทบาทของคนไทยในต่างแดน ในการหาทางออกแก่วิกฤติประเทศไทย โดยเรียกร้องให้ คนไทยทุกคน ทุกสีเสื้อ ขอให้มองทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม เคารพในกฏกติกาที่ถูกต้อง เพราะคนเราสามารถที่จะคิดต่างกัน แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยเคารพใน สิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น

ทางชมรมผู้รักประชาธิปไตยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ก็ได้ยืนยันบทบาท และเจตจำนงค์ ที่จะต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ ต่อต้านระบบสองมาตรฐาน และ เรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยแก่ประเทศไทยต่อไป และเชื่อแน่ว่าเมื่อส.ส.ดร.สุนัยเดินทางกลับประเทศไทยจะมีเรื่องราวอันตื่นตาตื่นใจจากอเมริกาไปฝากพี่น้องหญิงชายของเราผู้รักในเสรีภาพและประชาธิปไตย

ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์ให้ความรู้ กับชาวเสื้อแดงไทยในอเมริกา

In Newyork,Saturday Jan 8 at:5.30-11.30 pm @ New Broadway Seafood Resturant 83-17 Broadway Elmhurst,NY 11373(รายละเอียดตามโปสเตอร์ด้านล่าง)

*ฟังคลิปเสียงสุนัยพูดที่นิวยอร์ก


*In Chicago, The event will be on Sunday Jan 9 at 5 pm at Manee Thai Restaurant 3558 N. Pulaski Road Chicago, IL


ล่าสุดนี้ส.ส.ดร.สุนัยเดินทางไปที่ฟลอริด้า โดยมีกำหนดการดังนี้
*In Florida, The event will be on Sun 1/16 at 11 am @ Thailand Restaurant 5252 S. Dale Mabry Tampa, FL

*In Dallas, Tx, will be on Wed 19 Jan. 2011 from 6:00 PM-10:00 PM at: Radisson Hotel & Suites Dallas-Love Field

1241 West Mockingbird Lane, Dallas TX 75247,
Reservations: 1-800-395-7046 US/Canada Toll-free
Telephone: (214) 630-7000

*In Los Angeles,CA, The event will be on Sun 1/23 from 3 PM - 8 PM at:Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd., 2nd Floor Hollywood, CA 90027 Tel: 323-993-9000

*Also could be In San Francisco and Las Vegas สำหรับลาสเวกัส งานมีในวันเสาร์ที่ 29มกราคม เวลา 6 โมงเย็น-2ทุ่ม ณ ร้านLittle Bangkok 3111 S.Valley View Blvd # M101,Lasvegas,NV 89102 (คลิ้กดูโปสเตอร์สวยๆที่คุณGAG LASVEGAS การ์ตูนนิสต์ของไทยอีนิวส์บรรเลงสุดฝีมือ และกำลังเป็นเจ้าภาพด้วยความขะมักเขม้นเวลานี้ อย่าพลาดไปมากันมากๆ)

จึงขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา และผู้รักชาติรักมาตุภูมิ รักประชาธิปไตยเตรียมตาสว่างกันให้พร้อม

กิจกรรมตาสว่างกลางออสเตรเลีย


26 มกราคม 2011 นี้ ทางองค์กรThai Red Australia ได้จัดให้มีกิจกรรม วันตาสว่างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ในงานจะเป็นชุมนุมและมีการปิกนิค โดยเพื่อนๆสมาชิกและผู้ที่สนใจต่างนำอาหารมาร่วมรับประทานร่วมกัน และในงานจะมีการพูดถึงเกี่ยวกับวันตาสว่างด้วย

โดยงานจะจัดขึ้นที่ Belmore Park ใกล้กับ Central Station และ Thai Town งานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 หรือ เที่ยงตรง เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนไปร่วมกันเยอะๆ และช่วยกันกระจายข่าวและบอกต่ิอๆกับคนที่ไม่รู้ ได้ทราบด้วย

นอกจากนี้Thai Red Australiaได้ประกาศ Boycott สินค้า มาม่า และ การบินไทย โดยจัดทำประกาศทั้งฉบับภาษาไืทยและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ทางองค์กรก็ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยหยุดให้การสนับสนุนสินค้าดังกล่าว เพราะว่าเจ้าของสินค้าเหล่านี้ให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้มาฆ่า และทำร้ายประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย

ดังนั้นทางองค์กรจึงขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันกระจายข่าวบอกต่อกับคนที่ไม่รู้ด้วย และช่วยกันพิมพ์เอกสาร Boycott นี้ ไปติดตามที่สาธารณะและเผยแพร่ไปตามชุมชนต่างๆได้รับทราบกันด้วย ซึ่งเพื่อนสมาชิกทุกคนสามารถทำไ้ด้เลยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ตาสว่างกลางยุโรป นปช.ไทยในสหภาพยุโรป พบกันหลังวันหิมะละลาย

The United Front for Democracy Against Dictatorship Thai of Europe (UDD Thai of Eu) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งสหภาพยุโรป หรือ "นปช.เสื้อแดงไทยในอียู" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของชาวไทยในยุโรปหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ขอเชิญชาวเสื้อแดงในยุโรปชุมนุมพบกันหลังวันหิมะละลาย ประสานกขมิ้นแดงและมวลชนคนหัวใจสีแดง

ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม ที่เมือง wuppertal เวลา 15.00 เป็นต้นไป ณ Bangkok haus, Beckmanshof 20
42275 Wuppertal-barmen ถามรายละเอียดที่ คุณบี 0202 515 820 40 คุณพัช 0163 844 1898 ***

บรรยากาศต่างประเทศที่คึกคักอย่างนี้ ทำให้หวนนึกถึงการรวมตัวของคนไทยในต่างประเทศ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475และการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศเพื่อปลดแอกไทยจากญี่ปุ่น ส่วนการรวมพลังในต่างประเทศหนนี้ จะมีหลักหมายสำคัญในการก่อการไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด...โปรดรอชมด้วยดวงหฤทัยระทึกตึ๊กๆตั๊กๆ

นักวิชาการวิเคราะห์ "การต่างประเทศ" ของไทย ผ่านอิทธิพลสื่อนอกและปัจจัยการเมืองในประเทศ

ที่มา มติชน


(ภาพประกอบข่าว)



เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดสัมนา "เมืองไทยหลังวิกฤติ?: ทิศทางการเมือง การบริหาร และการต่างประเทศไทย" โดยในงานมีการสัมนาหัวข้อ "ทิศทางการต่างประเทศไทย" มีรศ.ดร. จุลชีพ ชินวรรโณ นำเสนอบทความเรื่อง "การต่างประเทศไทยในภาวะวิกฤติ" และผศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นำเสนอบทความเรื่อง "สื่อต่างประเทศไทยกับวิกฤติการเมืองไทย"


การต่างประเทศในภาวะวิกฤต พ.ศ.2553


รศ. ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับภาวะการต่างประเทศของไทยเคยคิดว่า เราเกิดภาวะวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเห็นได้ว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นการต่างประเทศของไทยค่อนข้างจะวิกฤติ เพราะรัฐบาลไทยละวางสงครามไปร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ถูกยึดครองเหมือนญี่ปุ่นหรือเยอรมัน ช่วงค.ศ. 1975 ไทยก็เผชิญภาวะวิกฤติอีกทางด้านการต่างประเทศ


ในปัจจุบันภาวะวิกฤติของประเทศไทยไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอก แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงภายใน ที่ผ่านมาเราเผชิญกับภาวะวิกฤติอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอก ภาวะวิกฤติของไทยเป็นภาวะวิกฤติจากภายในสถานการณ์ความขัดแย้งของการเมืองภายใน ที่มีความรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 ที่มีการยึดอำนาจจากรัฐบาลของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้น จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งแตกแยกส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อการเมืองระหว่างประเทศหรือต่อการต่างประเทศของไทย เห็นได้จากการชุมนุมประท้วงนำไปสู้การยึดสนามบิน การยึดทำเนียบรัฐบาลในปี 2009 และมีการบุกเข้าไปในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน


การเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อภายในประเทศแต่ยังส่งผลกระทบต่อการต่างประเทศของไทย กล่าวได้ว่าการเมืองระหว่างของไทยอาจเป็นผลจากปัจจัย 3 ประการคือ หนึ่ง ความขัดแย้งแตกแยกภายในของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการต่างประเทศของไทย, สอง รัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่อง การดำเนินการต่างประเทศต้องมีความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฏรเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะในอดีตที่ผ่านมา การดำเนินการทางการทูตก็จะดำเนินไปโดยกระทรวงการต่างประเทศ และ สาม ผู้แสดงที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายมีมากขึ้น ทางด้านการต่างประเทศมีผู้มีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ 3-4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผู้เกี่ยวของมีทั้งภาคประชาสังคม ทั้งคนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการต่างประเทศ และคนที่ไม่ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนต่างๆ นี่ก็จะเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบ


ทั้งนี้ เมื่อขัดแย้งกันต้องแก้ไขข้อพิพาทด้วยการเจรจาอย่างสันติวิธี อีกทั้งยังควรสร้างความร่วมมือในการสร้างเขตการค้าเสรีหรือที่เรียกกันว่าอาฟต้า นอกจากนั้นแล้วประเทศไทยยังเป็นเจ้าภาพการจัดความมั่นคงในภูมิภาค ในการจัดประชุมเอเชียยุโรป เป็นต้น


สื่อต่างประเทศกับวิกฤติการเมืองไทย


ผศ. พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤติการณ์ของการเมืองไทยในปีพ.ศ. 2553 สำนักข่าว CNN ได้มีการรายงานข่าวโดยผู้สื่อข่าวทื่ชื่อ "แดน ริเวอร์" มีการรายงานและทำให้เกิดกระแสที่มีการต่อต้านสื่อโดยชนชั้นกลางไทย จะเห็นได้ว่าวิกฤติทางการเมืองปี 2553 ไม่ใช่เฉพาะผู้นำหรือชนชั้นนำทางการเมืองเท่านั้น แต่มีการปะทะกันทางประชาสังคมด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งที่มีการปะทะกัน คือในเรื่องของสื่อ


เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ เมืองไทยเป็นด่านกั้นประตูที่คัดกรองข่าวสารต่างๆที่จะเข้าเมืองไทยและอีกส่วนหนึ่งเหมือนเป็นตัวกรองข้อมูลข่าวสาร ตัวกรองตรงนี้หลายคนอาจมองว่า สื่อไทยมีหน้าที่ในการไปเอาข้อมูลและเนื้อหาสื่อจากต่างประเทศมาแปลมาตีความ เป็นผู้กรอง แต่เมื่อมองลึกลงไปอาจไม่ใช่แค่สื่อไทยเท่านั้นที่เป็นตัวกรองหรือว่าเป็นด่านกั้นประตู นอกจากสื่อไทยแล้วยังมีระบบกฏหมาย ระบบการปกครองและชนชั้นนำในช่วงนั้น ซึ่งมาประกอบโครงสร้างของสื่อและความสัมพันธ์ของสื่อกับตัวชนชั้นนำในเมืองไทยที่เหมือนเป็นตัวกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศอีกทีหนึ่ง


"สื่อไทย" กับ "ชนชั้นนำไทย" มีความสัมพันธ์กันแบบระบบอุปถัมภ์ในลักษณะที่ใครเป็นนักข่าวก็จะรู้ว่าเวลาเราจะหาข้อมูลต่างๆได้ต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว สืบเสาะข้อมูลข่าวสารให้ได้มากที่สุดตามสไตล์นักข่าวไทย ในขณะเดียวกันนักข่าวไทยคือต้องรู้รักษาตัวรอดด้วย ลำพังเงินเดือนก็น้อยอยู่แล้ว ต้องมาทำงานเสี่ยงชีวิตอีก เราก็ควรที่จะเห็นใจ การรู้รักษาตัวรอดตรงนี้มันก็เลยทำให้มีอิทธิพลของสื่อต่างประเทศเข้ามาด้วย ซึ่งอิทธิพลของสื่อต่างประเทศตรงนี้จะเห็นได้ว่าการรู้รักษาตัวรอดของสื่อไทยจะต้องเอาไปใช้ประโยชน์จากสื่อต่างประเทศ และสิ่งที่สื่อต่างประเทศพูด ก็อาจเอามานำมาเสนอในสื่อไทยอีกรอบหนึ่ง อาจจะเป็นการหยิบเนื้อหาบางส่วนหรือว่าทั้งหมดมาใช้ก็แล้วแต่สื่อไทย นี่คือสิ่งที่สื่อไทยต้องปรับตัว และก็สามารถปรับได้ในระดับหนึ่ง


จากการวิจัยที่ทำมา จะเห็นได้ว่าในช่วงสงครามเย็น "สื่อใหม่" ได้เข้ามาในบริบทของสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป มีการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และเสรีนิยม จะเห็นได้ว่าผู้คัดกรองข่าวสารไม่ว่าจะเป็นสื่อไทยหรือชนชั้นนำของไทยเอง คือ รัฐบาลทหาร ถูกกล่อมเกลาด้วยวัฒนธรรมที่เรียกว่า "ชาตินิยม"

ดังนั้น เมื่อมีข้อมูลข่าวสารต่างประเทศจากต่างประเทศเข้ามาในช่วงปลายสงครามเวียดนาม สื่อไทยก็เริ่มมาตรวจสอบ ในเรื่องขอการตรวจวางฐานทัพต่างๆ ในประเทศไทย แล้วมองว่าเรากลายเป็นฐานทัพของเครื่องบินสหรัฐฯ ที่บินไปบอมบ์ประเทศเพื่อนบ้านตามที่ต่างๆ กลายเป็นว่าตอนนั้นไทยได้อยู่ในกรอบวัฒนธรรม "เสรีนิยม"


แต่ต่อมา นักข่าวไทยเองก็รู้สึกว่าชาวต่างชาติจะมารู้เรื่องเหล่านั้นได้ดีกว่าคนไทยได้อย่างไร ตรงนี้เองถือเป็นการสร้าง "ความเป็นอื่น" ให้สื่อต่างประเทศ ว่าข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศที่เข้ามาในยุคสงครามเย็นตอนนั้นไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทย ขณะที่สื่อใหม่ที่เข้ามาคือสื่อโทรทัศน์กับวิทยุซึ่งเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็ถูกควบคุมและนำเข้ามาโดยชนชั้นนำไทย ซึ่งอยู่ในส่วนรับผิดชอบของกรมประชาสัมพันธ์


มาถึงช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2535 เราเริ่มมีชนชั้นกลางขึ้นมาแล้วและไปเป็นส่วนหนึ่งในส่วนของผู้ผลิตเองด้วย แต่ยังคงมีระบบอุปถัมภ์โทรทัศน์วิทยุอยู่ สื่อสิ่งพิมพ์เองจะออกมาในเรื่องที่ค่อนข้างเป็นไปในการเรียกร้องให้มีการสร้างอุตสาหกรรมในแนวเสรีนิยมประชาธิปไตยด้วย ซึ่งเขาจะมีอิสระมากกว่า ตรงนี้เองจะมีการปะทะกันเองระหว่างชนชั้นกลางที่มีโครงการเสรีนิยมประชาธิปไตยกับอีกกลุ่มคือยังมีอุดมการณ์เก่าๆในลักษณะที่เป็นของหน่วยงานทหารอยู่ เกิดการปะทะกัน ตรงนี้เองเห็นได้ว่า ตอนนั้นสื่อต่างประเทศมาอยู่ในรูปของวีรบุรุษ เนื้อหาของสื่อต่างประเทศเอื้อประโยชน์ต่อกระบวนการเสรีนิยมประชาธิปไตยให้กับกลุ่มสื่อบางกลุ่มของประเทศไทยด้วย


ในเหตุการณ์ปี 2535 เรามีเทคโนโลยีการสื่อสารในลักษณะที่มีการรายงานโดยตรงจากนักข่าวไทยไปถึงสำนักข่าวอื่นๆ มีการรายงานข่าวของ CNN และ BBC ในเหตุการณ์ที่ราชดำเนินนั้น คนที่จะเข้าถึงสื่อได้ในตอนนั้นคือคนที่เข้าถึงสื่อต่างประเทศ เห็นภาพความจริงจริงๆ เพราะสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไทยถูกปิดหมด เมื่อชนชั้นกลางที่เข้าถึงสื่อต่างประเทศเห็นแล้วก็พยายามที่จะติดต่อสื่อสารไปที่คนที่อยู่ในม็อบด้วยมือถือว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขณะนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตตามบ้านเรือน ตอนนั้นเองจะเห็นการติดต่อกันระหว่างสื่อกระแสหลักกับการสื่อสารแบบส่วนบุคคล ที่คล้ายกับเฟซบุ๊คในปัจจุบันแต่ว่าคุณจะโทรหาแต่คนที่คุณรู้จักเท่านั้น การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็จะโทรกันแต่ในหมู่เพื่อน

ฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นข้อมูลการติดต่อที่สามารถเป็นตัวกรองท้ายสุดที่จะต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในช่วงนั้นได้ และผลประโยชน์ของชนชั้นกลางภายในประเทศไทยช่วงนั้นเองก็เชื่อมโยงกับสื่อต่างประเทศในเรื่องที่สื่อต่างประเทศจะมีอุดมการณ์เสรีนิยมทางประชาธิปไตย นอกจากนั้น สื่อต่างประเทศยังให้ภาพความหวังในในวาทกรรมที่เรียกว่า "โลกาภิวัฒน์" ดังนั้นจะเห็นได้ว่าชนชั้นกลางยังมีความหวังในการเปิดประเทศเพื่อให้ตนเองเป็นเสรีนิยมทางประชาธิปไตยที่จะเปิดตัวเองไปเชื่อมโยงกับต่างประเทศด้วย

ช่วงพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2553 ในการประชุมของนปช.เป็นการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์เสรีนิยมอุดมการณ์แบบประชาชาธิปไตย ฝั่งหนึ่งอยากจะให้มีการถ่วงดุลอำนาจก็มาในนามของเสื้อหลากสีเป็นกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศและอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่เชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยการโหวตลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในปี 2553 นี้สื่อต่างประเทศไม่ได้เป็นฮีโร่ของชนชั้นกลางไทยอีกแล้วเพราะว่า ภาพที่ออกมา คือสื่อต่างประเทศเองก็ได้รายงานแบบที่อยู่ในอุดมการณ์เดิมของเขาก็คือประชาธิปไตย


"ผู้กรองข่าวสารของเราก็เห็นว่ารายงานของสื่อต่างประเทศไม่ได้เกิดประโยชน์กับสิ่งที่เราต้องการ จึงทำให้เกิดการปะทะกันในเรื่องของสื่อ สื่อกระแสหลักเป็นของชนชั้นกลางและก็มีแรงกดดันจากชนชั้นกลางต่างๆซึ่งทำให้มองว่าสื่อต่างประเทศกำลังคุกคามสังคมไทย"

ในการรับรู้ของคนไทยยุคนี้ อินเทอร์เน็ตมาแรงมาก แต่คนยังเชื่อถือข่าวสารในสื่อโทรทัศน์อยู่ สำหรับการนำเสนอข่าวสารในโทรทัศน์ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ข่าวในเมืองไทยทั้งหมดจะเน้นหนักข่าวเสื้อแดงในช่วง เมษายน-พฤษาภาคม โดยสังเกตการณ์ถึงความสูญเสียต่างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น และมองรัฐในแง่ลบหรือนำเสนอเกี่ยวกับความรุนแรงของผู้ชุมนุม มากกว่าจะทำการวิเคราะห์ แต่สื่อต่างประเทศกลับสัมภาษณ์แกนนำผู้ชุมนุม ลงลึกในพื้นที่ไปพูดคุยกับกลุ่มชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุม และพยายามนำเสนอว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง รวมทั้งฉายภาพว่าการดำรงชีวิตของชาวบ้านเหล่านั้นเป็นอย่างไร โดยเน้นในเรื่องของการทำงานหนักของคนต่างจังหวัด ที่ว่าไม่ได้เป็นพวกรอรับของแจก หรือเป็นพวกที่ขออย่างเดียว

กู้ชาติติงต๊อง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




หลายคนอ่านข่าวคำกล่าวปราศรัยของ นายกฯ ฮุนเซน แล้วมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า

ปฏิบัติการรัฐบาลไทยในการ 'ขอคืน' ตัวนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และคณะ 7 คนไทยจากฝ่ายกัมพูชานั้น

ใครเคยคิดว่าเป็นเรื่องง่าย เห็นทีต้องเปลี่ยนความคิดใหม่

โดยเฉพาะท่าทีแข็งกร้าวของนายกฯ ฮุนเซน ที่ระบุตอนนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญแล้ว

"ไม่มีใครเรียกร้องให้ปล่อยตัวได้"

ไม่ว่าส.ส.พรรคเพื่อไทย เกลอเก่าอย่างทักษิณ หรือแม้แต่องค์การนานาชาติ

นายกฯ กัมพูชายังเตือนรัฐบาลไทยและกลุ่มคนไทยที่กำลังเคลื่อนไหวออกแถลงการณ์โจมตีกัมพูชา

ให้หยุดการกระทำดังกล่าวเสียถ้าไม่อยากให้สถานการณ์ในภายภาคหน้ายุ่งยากไปกว่านี้ และขอให้เคารพกระบวนการศาลของกัมพูชา

"อย่ามาพูดข่มขู่ว่าให้ปล่อยทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข"

ประโยคหลังนี้เข้าใจว่านายกฯ ฮุนเซน ต้องการสื่อไปถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยตรง

เพราะถ้ายังจำกันได้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นคนประกาศกร้าวใส่ทางกัมพูชาก่อนในตอนแรกว่า จะต้องปล่อยตัว 7 คนไทยโดยไม่มีเงื่อนไข

เชื่อว่าตอนนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ทันได้รอบคอบ รู้คิด ว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อให้คนไทยบางกลุ่มที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรก

ต้องการนำเรื่องนี้มาขยายผลจุดชนวนกระแสคลั่งชาติบ้าๆ บอๆ อย่างที่เคยทำมาตลอดในประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร

โดยไม่สนใจว่าพฤติกรรมการยุยงให้รัฐบาลที่ตนเองมีส่วนปลุกปั้นขึ้นมา นำพาประเทศชาติเข้าสู่สมรภูมิการสู้รบกับเพื่อนบ้านนั้น

จะสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้ประชาชนโดย เฉพาะที่อยู่อาศัยตามแนวชายแดนอย่างไรบ้าง

ยังดีที่สังคมไทยมีเหตุมีผลเพียงพอ รู้จักรักชาติรักแผ่นดินในทางที่ถูกต้อง

กระแสกู้ชาติติงต๊องก็เลยปลุกไม่ขึ้น

แล้วถ้าหากใครจะควานหาความมีสติของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง หลังผ่านเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงจนมือเปื้อนเปรอะไปหมด

ก็จะพบว่ารัฐบาลยัง 'บ้องตื้น' ไม่พอที่จะเห็นดีเห็นงามกับคำยุยงให้รบเช้ารบเย็นของคนกลุ่มนี้

ส่วนคนกลุ่มนี้จะใช่กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มพันธมิตรหรือไม่

คงไม่ต้องบอก