ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
ไม่เห็นแก่ชีวิต
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
โดย เภรี กุลาธรรม
นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจราชประสงค์ นำพนักงานและผู้ประกอบการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องไม่ให้ใช้พื้นที่ราชประสงค์ในการชุมนุม
นายชายยังอ้างว่าการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ทำให้ผู้ประกอบการย่านราชประสงค์จำนวน 2,088 รายเสียหาย
คิดเป็นเงิน 11,275 ล้านบาท กระทบต่อความมั่นคงในอาชีพของพนักงานในธุรกิจจำนวน 30,661 คน
พร้อมกับออกแถลงการณ์ว่าการชุมนุมกันอย่างเรื้อรังต่อไปเดือนละ 1-2 ครั้ง ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการ
กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว สูญเสียรายได้ การจราจรมีปัญหา และเกิดความไม่มั่นคงในอาชีพของผู้ประกบอการ
น่าสลดใจก็คือ แถลงการณ์และข้อเรียกร้องของนักธุรกิจกลุ่มนี้ ไม่มีข้อใดเลยที่แสดงความห่วงใยและเห็นใจต่อผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ
หรือเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม
ทั้งๆ ที่ความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้ตายกว่า 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันชีวิต
โดยเฉพาะที่ราชประสงค์นั้น เป็นพื้นที่ที่มีการสั่งใช้กำลังความรุนแรงจากรัฐบาล
มีคนตายและได้รับบาดเจ็บ
เป็นที่รับรู้ไปทั่วโลก
การออกมาชุมนุมและทวงถามความรับผิดชอบของผู้คนนับหมื่นๆ ก็เพื่อทวงถามความรับผิดชอบ
ทวงความยุติธรรมให้ผู้ตายและผู้ได้รับบาดเจ็บ
ถ้าไม่ชุมนุมที่ราชประสงค์แล้วจะให้ไปชุมนุมที่ไหน
ราชประสงค์ในปัจจุบัน จึงเป็นพื้นที่ทางการเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ตั้งแต่มีการปราบปรามประชาชน
ท่าทีของนักธุรกิจกลุ่มนี้ จึงเป็นการมองเฉพาะด้านมากเกินไป ยิ่งพูดแต่ตัวเลขธุรกิจ โดยมองข้ามชีวิตคนตาย ยิ่งดูแห้งแล้งไร้หัวจิตหัวใจ
อันที่จริงชาวราชประสงค์ต้องช่วยกันจี้รัฐบาลให้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้มากกว่า
อย่ารำคาญแต่การชุมนุมของชาวบ้าน ต้องมองไปที่ต้นตอปัญหาคือผู้มีอำนาจไม่ยอมรับผิดชอบ
ถ้ามีความเป็นธรรมเมื่อไร การชุมนุมที่ราชประสงค์ย่อมไม่ต้องมีอีกแน่นอน
(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 13 มกราคม 2554)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, January 15, 2011
บทความข่าวสด ตอก“พ่อค้าราชประสงค์”ไม่เห็นแก่ชีวิตคน ไล่ไปทวงความรับผิดชอบจากรัฐ
เสร็จนา..ฆ่าโคถึก
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
“ผมต้องพูดแรงนิดหนึ่ง
ผมว่ากระทรวงการต่างประเทศคือกระทรวงขายชาติ ทุกวันนี้
คุณกษิต ภิรมย์ นี่ผมผิดหวังในตัวคุณกษิตมาก
คุณกษิต ภิรมย์ กับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ
รู้เห็นเป็นใจกันทุกเรื่อง
คุณกษิต ภิรมย์ ฉกฉวยโอกาสในช่วงของการชุมนุมพันธมิตรฯไปสร้างชื่อตัวเอง
สมัยคุณกษิต ภิรมย์ อยู่ก็ขึ้นเวทีด่าเขมร อย่างโน้นด่าเขมรอย่างนี้
วันนี้คุณกษิต ภิรมย์ ออกมาพูดในเรื่องนี้เป็นการปกป้องเขมรหมด”
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แสดงความไม่พอใจอย่างมากกับท่าทีของรัฐบาลและกองทัพ
ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางเอเอสทีวีเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา
กรณีกัมพูชาจับ 7 คนไทย
ที่มีนายวีระ สมความคิด กับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพฯ
พรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วย แต่ท่าทีของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
โดยเฉพาะนายวีระ สมความคิด กับนางราตรี ไพรพัฒนไพบูลย์ ถูกตั้งข้อหาเพิ่มว่า
พยายามประมวลข่าวสารซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ
ตามมาตรา 27 และมาตรา 446 ของกฎหมายกัมพูชา
“เป็นเรื่องที่เจ็บช้ำน้ำใจที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา เจ็บช้ำน้ำใจตรงไหนรู้ไหม
ตรงที่ว่าพอมีเรื่องแล้วรัฐบาลไทย ทหารไทย ข้าราชการไทย
นักการเมืองไทยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักดิ์ศรี เหมือนกับว่า
เรายอมเขมรมันหมดทุกเรื่อง แล้วเขมรคือใคร ไอ้ประเทศซึ่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มัน
จนทุกวันนี้มันยังไม่สามารถจะหาธรรมาภิบาลในประเทศชาติของมันได้เลย”
นายสนธิยังถามว่า นายอภิสิทธิ์และ พล.อ.ประวิตรมีหัวใจเป็นคนไทยหรือเปล่า
“การที่เขมรจะเอาคนทีมคุณวีระ คุณพนิชไปขึ้นศาล
ถ้านายกรัฐมนตรีมีความเป็นลูกผู้ชายแล้วกล้าปกป้องประเทศไทย
ถ้า พล.อ.ประวิตรเป็นอดีตทหารเสือราชินี เป็นทหารจริงๆ มีจิตใจเป็นทหาร
ถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เป็นคนไทยจริงๆ
ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าคุณเอา 7 คนไปขึ้นศาลไม่ได้ เพราะนี่ดินแดนไทย
ต้องปล่อยออกมาเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณไม่ปล่อยมีเรื่องกับเราทันที
เพราะนี่พื้นที่เรา บ้านเราเขาทำตรงกันข้าม
เขาไปเป็นพยานให้กับเขมรว่าคนไทยรุกดินแดนไทย นี่คุณหัวใจคนไทยหรือเปล่า”
ย้อนคดียิง “สนธิ”
คำพูดของนายสนธิยิ่งทำให้หลายคนต้องย้อนไปถึงการลอบสังหาร
นายสนธิเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 จนถึงวันนี้
ยังไม่สามารถจับคนยิงหรือคนบงการได้
อีกทั้งเรื่องยังเงียบหายไปอย่างน่าประหลาด
ทั้งที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนยันว่าคดีนี้จะไม่เป็นมวยล้ม
หลังจากมีการออกหมายจับนายทหารชั้นประทวน
สังกัดศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี
ซึ่งมีการพยายามพาดพิงไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น
ขณะที่นายสนธิได้ออกมาแถลง
ถึงขบวนการสังหารตนเองหลังจากรักษาตัวและเก็บตัวเงียบมาระยะหนึ่ง
โดยยืนยันว่ามีผู้พยายามส่งเจ้าหน้าที่มาพูดคุยว่าผิดเป้าหรือไม่
แต่เชื่อว่าเป็นกฐินสามัคคี
ทั้งยังฝากถึงนายอภิสิทธิ์ว่าอย่าปกครองบ้านเมืองด้วยคำพูด
แต่ต้องจับคนยิงให้ได้
ไม่อย่างนั้นประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านป่าเมืองเถื่อน
ที่ใครมีอำนาจ มีปืนก็ยิงใครก็ได้
“ขบวนการที่ยิงผม
เท่าที่ทราบมี 14 คน เป็นทหาร 13 คน เป็นตำรวจ 1 คน และทหาร
มีพื้นเพมาจากป่าหวายทั้งหมด
บางคนบอกว่าคนบางคนในดีเอสไอเป็นคนวางแผนฆ่าผม
แต่ผมบอกว่าคนในดีเอสไอคงจะไปสั่งทหารป่าหวายไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นน่าจะเป็นกฐินสามัคคี
ผมไม่ติดใจอะไร จับได้ก็ได้ จับไม่ได้ต้องถือเป็นโชคร้ายของบ้านเมือง
คนอย่างผมถูกลอบสังหารได้
อย่างนายอภิสิทธิ์หรือสูงกว่านายกฯก็ต้องถูกสังหารได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เกือบตายเพราะ “สี”
การลอบสังหารนายสนธิครั้งนั้นเชื่อว่า
มาจากการปราศรัยที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 โดยนายสนธิได้พูดเป็นปริศนาเรื่องของ “สี”
ซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า
“ทำไมต้องจับมือกับเนวิน (ชิดชอบ)
และใครไปบังคับให้พรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมกับประชาธิปัตย์
ทำไมถึงมี “สีน้ำเงิน” มาฆ่า “สีแดง”
และ “สีฟ้า” ขอยืม “สีกากี” มาฆ่า “สีเหลือง”
และพี่น้องจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อย่างลึกซึ้ง
เพราะว่าเรื่องพวกนี้ถ้าไม่อธิบายกันแบบป่าทั้งป่าจะไม่เข้าใจ
และผมอยากให้คนใต้ที่ไม่ชอบผมตอนนี้ให้ตั้งใจฟังดีๆ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ยืนบนเวที
หรือยืนบนพระแม่ธรณีเพื่อให้คนชอบหรือไม่ชอบ
แต่นายสนธิจะยืนอยู่บนความถูกต้อง”
นับตั้งแต่นั้นมานายสนธิก็ประกาศแตกหักกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน
เพราะแม้แต่ “เปลวสีเงิน” คอลัมนิสต์ชื่อดังใน “ไทยโพสต์” ยังตั้งข้อสังเกต
เกี่ยวกับวันที่ 18 เมษายน 2552 ว่าเป็นวิกฤตการเมืองที่ต้องเตือนสติ
ทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง โดยใช้หัวข้อเรื่องว่า “ลับแลอำนาจ “ฆ่าสนธิ”
ปั่นเหลือง-แดงฆ่ากัน” โดยระบุว่า
คนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงต่างตกเป็นเครื่องมือของคนบางคน
ที่จ้องฉกฉวยโอกาสหลอกล่อให้ฆ่ากันเอง ซึ่งเกิดจาก “มือที่มองไม่เห็น”
ที่สร้างสถานการณ์เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง
พันธมิตรฯศัตรู ปชป.
ดังนั้น กว่า 2 ปีที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ
โดยเฉพาะนายสนธิได้ออกมาโจมตีนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งนายสนธิประณามว่า ระบบการเมือง
ขณะนี้เป็นลักษณะการสืบทอดอำนาจต่อเนื่องจากตนเองไปที่เมีย ลูก เพื่อน
แล้วยังจับมือกันกินรถเมล์ 69,000 ล้านบาท
สนามบินรันเวย์ที่ 3 อีก 75,000 ล้านบาท
ถนนไร้ฝุ่นอีกกี่หมื่นล้านบาท เบ็ดเสร็จงบประมาณแผ่นดิน 180,000 ล้านบาท
ถูกชัก 10 เปอร์เซ็นต์คือ 180,000 ล้านบาท
หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ 270,000 ล้านบาท
เอามาจัดสรรเข้ากระเป๋าพวกนักการเมือง
เพื่อเอาเงินก้อนนี้กลับไปซื้อเสียงอีกครั้งหนึ่ง
แล้วกลับมาเพื่อกินงบประมาณกันอีก
นายสนธิยังประณามว่า พรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้
เหมือนปล้นกลางแดด มือถือดาบ คาดผ้าประเจียด ไอ้เสือเอาวา ปล้น
ไม่เหมือนยุคทักษิณที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ใช้กฎหมายบีโอไอ
หรือแก้กฎหมายสรรพสามิตให้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานเพื่อเอื้อธุรกิจของตนเอง
แต่ยุคนี้เปลี่ยนเป็นการทำโครงการที่ใช้งบประมาณมากๆ เช่น
ถนนไร้ฝุ่น จำนำข้าว มือใครยาวสาวได้สาวเอา
นายอภิสิทธิ์จึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เพราะกลัวพรรคร่วมรัฐบาลจะถอนตัว
แต่วันนี้นายสนธิคงไม่ปฏิเสธว่า
นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่เป็น “ผู้นำฟันน้ำนม” หรือ “หุ่นเชิด” ที่ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว
เพราะแม้แต่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย
และนายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ยังออกปากอย่างเกรงขาม
และถากถางว่าใหญ่โตจนไม่เห็นหัวคนแก่แล้ว
ดังนั้น ใครจะเย้ยหยันว่า “รักนะ...เด็กโง่”
แต่สำหรับพันธมิตรฯและนายสนธิที่ประกาศชุมนุมใหญ่ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
และกรณีชายแดนไทย-กัมพูชานั้นกลายเป็นเรื่องของการใช้หนี้แผ่นดิน
ซึ่งนายสนธิยืนยันว่าจะชุมนุมแม้จะมีไม่กี่คนก็ตาม
เพราะวันนี้บรรดาแม่ยกนายอภิสิทธิ์ต่างหลงใหลในกิเลส ซึ่งน่าสงสารที่สุดในโลก
“ในวันข้างหน้าถ้ามีคนหล่อกว่านายอภิสิทธิ์ พูดเพราะกว่า ก็จะเปลี่ยนไปชอบอีกคน
คนที่หนาด้วยกิเลสพูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์
คนพวกนั้นมุ่งที่ความสวยงาม ความหล่อเหลา
มองคนที่ภายนอกจริงๆ
คนพวกนี้ผมรังเกียจมาก รู้ว่าไม่ควรพูดแต่ต้องพูด
เพราะรู้สึกว่าไม่อยากเสียเวลากับคนไร้สาระแบบนี้”
“อภิสิทธิ์โมฆะบุรุษ”
แต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้วนายอภิสิทธิ์คือผู้ต้องหาในการสั่งฆ่าประชาชน
แม้วันนี้หลายฝ่ายจะเชื่อว่ายากจะเอาผิดได้ตามกระบวนการยุติธรรม
แต่ก็ดีกว่า “ตายฟรี” และถูก “ขังฟรี”
อย่างที่อาจารย์กฤตยา อาชวนิชกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง
ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์
“เมษา-พฤษภาอำมหิต” 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน
สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการถูกยิงบริเวณศีรษะ
โดยใช้อาวุธสงคราม และแพทย์ยังให้ความเห็นว่า
ถูกกระสุนความเร็วสูง ซึ่งตรงกับผลการชันสูตรศพที่ถูกเปิดเผยออกมา
โดยเฉพาะกรณี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม
ยิ่งหลังวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้วาทกรรม “ก่อการร้าย” กล่าวหา
และไล่ล่าคนเสื้อแดง
ขณะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ใช้คำว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” เท่านั้น
การที่รัฐบาลคิดคำนี้ขึ้นมา
เพื่อสร้างความสกปรกให้สะอาด สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล
แล้วสร้างความอัปลักษณ์ให้กับคนเสื้อแดง
ทั้งที่สิ่งที่รัฐบาลใช้อำนาจอำมหิต
จัดการกับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่สกปรกและน่าผิดหวัง
ซึ่งประชาชนสามารถเกลียดรัฐบาลได้
แต่รัฐบาลไม่มีสิทธิเกลียดประชาชน
และไม่มีอำนาจสั่งฆ่าประชาชน
“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เคยพูดกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ว่านายสมชายเป็นคนหรือไม่
แต่ดิฉันจะไม่ถามว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนหรือไม่ เพราะรู้ว่าเป็นคนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายโจมตีนายบรรหาร ตอนหนึ่งนายอภิสิทธิ์กล่าวหา
นายบรรหารว่าเป็นโมฆะบุรุษ
แต่กับเหตุการณ์นี้มีการสั่งสลายการชุมนุมทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก
แต่นายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในอำนาจ นายอภิสิทธิ์จึงเป็นโมฆะบุรุษ
และรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นโมฆะรัฐบาล”
เสร็จศึกฆ่าพันธมิตรฯ
กรณีกัมพูชาจับ 7 คนไทยจนถึงบทบาทของพันธมิตรฯวันนี้
จึงถูกเปรียบเปรยเหมือนคำพังเพย “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าพันธมิตรฯ”
อย่างที่พันธมิตรฯออกมาประณามพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ว่า “เนรคุณ”
ทั้งที่พันธมิตรฯเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนสามารถล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ขณะเดียวกันการชุมนุมยืดเยื้อนานเกือบ 200 วัน
จนสามารถล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช
และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายอภิสิทธิ์จึงได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเพราะพันธมิตรฯเช่นกัน
แม้จะตั้งรัฐบาลโดยมีกองทัพจับมือกับกลุ่มนายเนวินก็ตาม
ชะตากรรมของกลุ่มพันธมิตรฯและนายสนธิ
ก็ไม่ต่างกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
ที่เคยยิ่งใหญ่และกุมอำนาจเด็ดขาด แต่ปัจจุบันเป็นได้แค่หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อมีการเลือกตั้งจะเป็นพรรคต่ำสิบหรือต่ำห้า
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกคาดการณ์ว่าจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนนายอภิสิทธิ์เสียอีก
จึงไม่แปลกที่นายสนธิจะแสดงความไม่พอใจ
และโจมตีนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ว่า
เนรคุณต่างๆนานา ทั้งยังโกหก ตระบัดสัตย์เป็นเนืองนิจ
โดยเฉพาะนายกษิตที่เป็นเหมือนคนของพันธมิตรฯแต่กลับออกมาตอบโต้
และกล่าวหากลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง
เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วยังปลุกระดมให้เกิดความโกรธแค้น
และไม่สมควรจะเอากองทัพมากดดัน
มาร์คปุกคุ้ง
นายสนธิสรุปว่า นายกษิตกับนายอภิสิทธิ์เป็น “ของเก๊” ทั้งหมด
ทั้งตั้งฉายานายอภิสิทธิ์ว่า “มาร์คปุกคุ้ง” หมายถึงกระบี่วิญญูชนจอมปลอม คือ
นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจฆ่าคู่ต่อสู้ทางการเมือง
ฆ่าญาติมิตร ฆ่าเพื่อนฝูงผู้หวังดี
แม้แต่คนที่ต่อสู้ให้ตนเองขึ้นมาใหญ่ก็ฆ่า
ในช่วงที่ตัวเองเป็นใหญ่ก็ต้องการโชว์ว่าซื่อสัตย์
แต่พอลับหลังก็แอบไปจับมือกับโจรเพื่อจะปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน
แกนนำพันธมิตรฯและกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ
จึงไม่เชื่อความจริงใจของนายอภิสิทธิ์
ทั้งยังมีบางคนมองว่านายอภิสิทธิ์และคนในกองทัพบางคนถือโอกาส
ยืมมือสมเด็จฮุน เซน ทำลายพันธมิตรฯ
เพราะหากปล่อยให้พันธมิตรฯกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่
ซึ่งไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มอีลิตอย่างปัจจุบัน
โดยกลุ่มพันธมิตรฯยืนยันจะชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในวันที่ 25 มกราคมนี้แน่นอน
เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกเอ็มโอยู 2543
แต่นายสนธิอาจลืมไปว่าความยิ่งใหญ่ของพันธมิตรฯก่อนหน้านี้
ส่วนหนึ่งมาจากบรรดาแม่ยกของนายอภิสิทธิ์ คนของพรรคประชาธิปัตย์
และกลุ่มอีลิตที่มีพลังมหาศาลจาก “สีพิเศษ”
“มันทุเรศไง เมืองไทยเป็นเมืองซึ่งด้อยปัญญา
รัฐบาลทำไมเราถึงมีนักการเมืองชั่วๆ ทหารเลวๆบางคนเกิดขึ้นมาได้
เหตุผลเพราะว่าคนไทยไร้ปัญญา
เมื่อคนไทยไร้ปัญญาแล้วมันหลอกเรื่องอะไรก็หลอกได้
แต่มันหลอกเรื่องกฎแห่งกรรมไม่ได้ ผมเชื่อเหลือเกินในเรื่องกฎแห่งกรรม
ผมคิดว่ามันใกล้มาแล้ว”
นายสนธิกล่าวอย่างเจ็บปวด ซึ่งคงไม่ปฏิเสธว่า
สภาพของคนเสื้อเหลืองวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากคนเสื้อแดงมากนัก
ที่โดนต้ม โดนหลอกจากนักการเมืองเลวๆ กลุ่มอีลิต
และกองทัพที่วันนี้ปูอำนาจไว้อย่างมั่นคงแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องใช้บริการจากบรรดา “โคถึก” อีกต่อไป
พรรคประชาธิปัตย์จึงกล้าออกมาประกาศว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.เขตต้องมี 375 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 125 คน
รวมทั้ง ส.ว.สรรหาก็ยังมีอยู่ต่อไป
เพราะนั่นคือฐานอำนาจของกลุ่มอีลิตในรัฐสภา
อีกทั้งยังเป็นการลดอำนาจ
พรรคเพื่อไทยและกลุ่มที่ยังจงรักภักดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณอีกด้วย
เสียงขู่ของนายสนธิและกลุ่มพันธมิตรฯจึงมีแต่ลดลงเรื่อยๆ
เพราะกลุ่มที่เคยสนับสนุนค่อยๆถอยห่างออกไป
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯและเครือข่ายจึงไม่มีพลังเหมือนในอดีต
ขณะที่พรรคการเมืองใหม่เองก็เหมือนแท้งตั้งแต่เกิด
จนถูกสบประมาทว่าอาจไม่ได้ ส.ส. แม้แต่ที่นั่งเดียวหากมีการเลือกตั้ง
“เหลือง-แดง” ปลดวิกฤต
จึงไม่สายเกินไปที่
นายสนธิจะกลับไปทบทวนที่เคยพูดถึงคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงว่า
มีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคืออุดมการณ์ที่ต้องการ “ปฏิวัติสังคม”
แม้ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน
แต่ไม่ได้ปิดประตูตาย เพราะไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็คือประชาชน
ที่ต้องการความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง
ที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่ให้พวกเหลือบการเมืองมาแสวงหาผลประโยชน์
ที่สำคัญคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงไม่เคยคิดจะเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย
ขณะที่นายอภิสิทธิ์และคนในกองทัพ
กลับไม่สะทกสะท้านกับการใช้กำลังปราบปรามประชาชนจนตายไปเกือบร้อย
การเดินหน้าปฏิวัติสังคม
โดยประชาชนจึงเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถปลดแอกการเมืองน้ำเน่า
ภายใต้เงาอุบาทว์ของกลุ่มอีลิตและ “มือที่มองไม่เห็น” ได้
เพราะไม่เช่นนั้น
นายสนธิและพันธมิตรฯก็ยากจะต้องรับชะตากรรมเช่นเดียวกับคนเสื้อแดง
ขณะนี้ที่ถูกยัดเยียดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และติดคุกยาวเพื่อไม่ให้เป็น “หอกข้างแคร่”
แม้แต่นายอภิสิทธิ์เองก็ตาม
แม้วันนี้จะเป็น “คนโปรด” ของกลุ่มอีลิตและคนในกองทัพ
แต่เมื่อ “เสร็จศึก” ก็หนีไม่พ้น “กฎแห่งกรรม”
และเป็น “โคถึก” ที่มิแคล้วต้องถูกฆ่าเช่นเดียวกับนายสนธิในวันนี้
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 294 วันที่ 15-21 มกราคม พ.ศ. 2554
หน้า 16 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=9339
“บก.ลายจุด”วอนเห็นใจ“เสื้อแดง” แนะ“พ่อค้า”เอาสินค้ามาขายแทนปิดร้านหนี
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“บก.ลายจุด”วอน“ผู้ประกอบการราชประสงค์”เห็นใจ“ม็อบแดง”
แนะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสเอาสินค้ามาขายแทนปิดร้านหนี
เมื่อวันที่ 13 ม.ค.นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มผู้ประกอบการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุนนุมคนเสื้อแดง เพราะทำให้ธุรกิจการค้าย่านราชประสงค์ได้รับผลกระทบอย่างหนักนั้น ทั้งนี้ในความคิดเห็นของตนมองว่าผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวมีสิทธิที่จะแสดงออกหากเขาคิดว่าตัวเองได้รับความเดือนร้อนจากการชุมนุมดังกล่าว แต่การห้ามคนเสื้อแดงไปชุมนุมกันบริเวณราชประสงค์นั้นคงยาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นพื้นที่การค้าอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปแล้ว ผู้ประกอบการควรที่จะเปิดใจกว้าง และออมชอมเนื่องจากการชุมนุมในแต่ละครั้งชุมนุมเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็สลายตัวไป
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ใจจริงการชุมนุมในแต่ละครั้งที่แยกราชประสงค์ก็ไม่อยากเห็นคนเสื้อแดงลงมาชุมนุมกันบพื้นถนน อยากให้มายืนชุมนุมกันบนฟุตบาท แต่ปรากฏว่ามีประชาชนเดินทางมาร่วมจัดกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก และหากจะมาห้ามให้หยุดชุมนุมหรือจัดกิจกรรมคงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเดือนร้อนของกลุ่มผู้ประกอบการครั้งนี้ขอรับไว้พิจารณา และจะพยายามหาทางพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อให้เข้าใจในการชุมนุมของคนเสื้อแดง และคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมในแต่ละครั้งนี้จะเห็นว่าผู้ร่วมชุมนุมนั้นเป็นคนฐานะระดับกลาง ทางกลุ่มผู้ประกอบการควรจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเอาสินค้าที่มีอยู่ออกมาวางจำหน่าย ไม่ใช่ปิดร้านหนี ยกตัวอย่างกรณีร้านแม็คโดนัล บริเวณแยกราชประสงค์ ช่วงที่คนเสื้อแดงไปชุมนุมในแต่ละครั้งพบว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าไม่เห็นต้องกลัวอะไร เพราะคนเสื้อแดงเป็นมิตรกับประชาชนทุกคน
(ที่มา ข่าวสด , 13 มกราคม 2554)
ความรู้ที่หาไม่ได้ในโรงเรียน............สู้ต่อไปครับ
ที่มา thaifreenews
โดย NuDang
ความรู้ที่หาไม่ได้ในโรงเรียน............สู้ต่อไปครับ
คลิปรายงานพิเศษ ผู้ค้าราชประสงค์เดือดร้อนเพราะเสื้อแดงชุมนุม จริงหรือ
ที่มา thaifreenews
โดย namome
สหายต๋าคำ
13 1 54 รายงานพิเศษ ผู้ค้าราชประสงค์เดือดร้อนเพราะเสื้อแดงชุมนุม จริงหรือ
http://www.youtube.com/watch?v=r5W1TF-PxmI&feature=player_embedded
คลิป นปช เสื้อแดงภาคตะวันตก(หลายจังหวัด) แถลงข่าว แรลลี่
ที่มา thaifreenews
โดย namome
สหายต๋าคำ
นปช เสื้อแดงภาคตะวันตก แถลงข่าว แรลลี่
http://www.youtube.com/watch?v=lk2sXP7BkxM&feature=player_embedded
เสียงจากนักโทษคดีหมิ่นฯ: ประวัติชีวิตบนเส้นทางสายแดง “ผิดด้วยหรือที่เลือกยืนฝั่งนี้” (1)
ที่มา ประชาไท
| จดหมายของนักโทษ ม.112 คดีหมิ่นเบื้องสูง “ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล” Single-Dad ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์นปช.ยูเอสเอ เขาเขียนบันทึกชิ้นนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ด้วยความตั้งใจจะเปิดเผยตัวตนและความคิดทางการเมืองของเขาแก่คนร่วมชนชั้น ในฐานะ “มนุษย์ธรรมดา” คนหนึ่ง ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้วที่เขาถูกจองจำอยู่ในแดน 8 เรือจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะมีการสืบพยานในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ |
สถานการณ์เสรีภาพไทยตกต่ำเหตุใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม
ที่มา ประชาไท
องค์กรจัดอันดับด้านเสรีภาพ ฟรีดอมเฮาส์เผยรายงาน สถานการณ์เสรีภาพโลกประจำปี 2554 ระบุเสรีภาพในประเทศไทยตกต่ำลงเช่นเดียวกับอาฟกานิสถาน, กัมพูชา, ฟิจิ, แคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย, ศรีลังกา
13 ม.ค. 2554 - ฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) แถลงข่าวพร้อมเปิดตัวรายงาน "สถานการณ์เสรีภาพโลกประจำปี 2554" ซึ่งเป็นรายงานประจำปีเกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองทั่วโลก โดยระบุว่าในปี 2553 สถานการณ์เสรีภาพของโลกตกต่ำลงติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แล้ว ถือเป็นความตกต่ำยาวนานติดต่อกันมากที่สุดในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้จำนวนประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศเสรี (Free Country) และประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งมีจำนวนลดลง รวมถึงความตกต่ำของเสรีภาพโดยรวมในประเทศแถบแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง
โดยฟรีดอมเฮาส์รายงานอีกว่า มีประเทศ 25 ประเทศที่แสดงให้เห็นถึงความตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญในปี 2553 ที่ผ่านมา ขณะที่อีก 11 ประเทศพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จำนวนประเทศที่จัดเป็นประเทศเสรีลดจำนวนลงจาก 89 ไปเป็น 87 ประเทศ จำนวนประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งลดลงเหลือ 115 ต่ำกว่าในปี 2548 ที่มีอยู่ 123 นอกจากนี้แล้ว ประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างจีน, อียิปต์, อิหร่าน, รัสเซีย และ เวเนซุเอลลา เริ่มใช้มาตรการปราบปรามรุนแรงขึ้นโดยมีเสียงห้ามปรามเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจาประเทศประชาธิปไตย
ในการรายงานสถานการณ์เสรีภาพโลกประจำปีของฟรีดอมเฮาส์นั้น มีการแบ่งประเทศออกเป็นสามรูปแบบคือ ประเทศเสรี, ประเทศเสรีบางส่วน (Partly Free) และ ประเทศไม่มีเสรี (Not Free) ผ่านการวัดผลโดยหลักการประชาธิปไตย
ในปีที่ผ่านมา มี 4 ประเทศ ที่ตกต่ำลงจาก ประเทศเสรีกลายเป็นประเทศเสรีเพียงบางส่วน เช่นยูเครน, เม็กซิโก ประเทศเม็กซิโกตกต่ำลงเนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถหยุดยั้งความรุนแรงจากกลุ่มผู้ค้ายาได้ ขณะที่ยูเครนย่ำแน่ลงในแง่ของเสรีภาพสื่อ การโกงการเลือกตั้ง และการที่ศาลถูกการเมืองแทรกแซงมากขึ้น จีบูติ และ เอธิโอเปีย ถูกลดอันดับจากเสรีเพียงบางส่วนกลายเป็นประเทศไม่มีเสรี ประเทศอื่น ๆ เช่น บาห์เรน, โกตติวัวร์, อิยิปต์, ฝรั่งเศส, ศรีลังกา และเวเนซุเอลลา ก็ตกต่ำลงเช่นกัน
ขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอันดับต่ำสุดในเรื่องเสรีภาพในปี 2553 ซึ่งถือว่าย้ำแย่ลงไปอีกปีต่อปีจากที่มีระดับฐานประชาธิปไตยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว
ฟรีดอมส์เฮาส์ยังกล่าวในรายงานอีกว่า ประเทศอำนาจนิยมหลายประเทศก็เพิ่มมาตรการขึ้นในปี 2553 เช่นในจีน ที่มีการกดดันรัฐบาลต่างประเทศในการบอยคอตต์รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่มอบให้กับหลิวเสี่ยวโป ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ถูกกักขัง
ด้านฮิวโก้ ชาเวซ ของเวเนซุเอลลาก็ผลักดันร่างกฏหมายที่อนุญาตให้เขาดำรงตำแหน่งต่อและเข้มงวดต่อองค์กรเอกชนรวมถึงสื่อมากขึ้นด้วย รัสเซียก็มีกรณีที่ศาลถูกแทรกแซงในการดำเนินคดีกับนักวิจารณ์รัฐบาล มิคาอิล โคดอร์คอฟสกี ซึ่งคนจำนวนมากเห็นว่าการดำเนินคดีนี้เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนอิยิปต์และเบลารุสก็มีการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใส กรณีของเบลารุสนั้นหลังการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ก็ใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงต่อผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบ
นโยบายเรื่องผู้อพยพก็เป็นอีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศในยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯ เช่นประเทศฝรั่งเศสมีคะแนนด้านเสรีภาพพลเมืองลดลงเนื่องจากปฏิบัติต่อชาวโรมาที่มาจากยุโรปตะวันออก รวมถึงปัญหาในการจัดการกับผู้อพยพจากตะวันออกกลางและจากอเมริกาเหนือ
มีเรื่องดี ๆ เล็กน้อยในรายงานชิ้นนี้ คือการที่ประเทศคีร์กีซสถาน และกีนี ถูกเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีเสรีกลายเป็นประเทศที่มีเสรีบางส่วนหลังจากที่มีการจัดการเลือกตั้งที่ค่อนข้างเสรีและโปร่งใส รวมถึงประเทศอย่างเคนย่า, โมลโดวา, ไนจีเรีย และฟิลิปปินส์ และ ทาร์ซานเนีย ที่มีอันดับเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันฟรีดอมเฮาส์ก็กล่าวถึงประเทศไทยโดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ตกต่ำลงในแถบเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับ อาฟกานิสถาน, กัมพูชา, ฟิจิ, แคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย, ศรีลังกา
โดย ในรายงานหน้า 7-8 ที่กล่าวถึงเอเชีย-แปซิฟิกนั้น ให้รายละเอียดว่า ในประเทศกัมพูชา, ไทย, ฮ่องกง และแคว้นแคชเมียร์ นั้นถดถอยลงเมื่อพิจารณาจากการให้พื้นที่ประท้วงอย่างสงบในประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง โดยมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามบางกรณีมีการจับกุม ใช้ความรุนแรงถึงชีวิต ในการสลายการชุมนุม
คว่ำบาตร1เดือนสะเทือนมาม่า ยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ เริ่มวันนี้หยุดซื้อ'เปา'+90แบรนด์
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 มกราคม 2554
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศยกระดับคว่ำบาตรสินค้าหนุนเผด็จการ จากเดือนแรกก่อผลสะเทือนมาม่า ยกสองขยายเวลา 3 เดือน พุ่งเป้าเครือสหพัฒน์ยกแผง คิกออฟวันนี้ถึง15เมษายนรวม3เดือน เน้นสินค้ามวลชนแบรนด์ดังทั้งมาม่า ผงซักฟอกเปา ยาสีฟันSALZ แป้งโคโดโมะ น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN ร้านสะดวกซื้อ108SHOP
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศว่า หลังจากคนไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมรณรงค์คว่ำบาตรมาม่ามาเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2553-8 มกราคม 2554 แม้จะก่อผลสะเทือนขนานใหญ่ ทว่าผู้บริหารในเครือสหพัฒนพิบูลยังไม่ได้แสดงความสำนึกหรือขอขมาต่อลูกค้าผู้บริโภคชาวไทยผู้มีพระคุณ ที่รักประชาธิปไตยชิงชังเผด็จการ และยังไม่ได้แสดงตนว่าจะยุติการรับใช้เผด็จการแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเห็นสมควรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรดังต่อไปนี้
1.ขยายเวลาการรณงค์หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าออกไปอีก 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 มกราคม -15 เมษายน 2554 หรือจนกว่าผู้บริหารของมาม่า และสหพัฒน์จะสำนึกผิดและขอขมาคนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศยุติการรับใช้เผด็จการ
2.ยกระดับคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งหมด 90 แบรนด์สินค้า โดยระยะ 3 เดือนแรกให้เริ่มจากสินค้าที่เป็นสินค้ามวลชน ผู้บริโภคจดจำตราสินค้าได้ง่าย โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้
2.1 ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ( ดูรายชื่อสินค้าหมวดนี้ของเครือสหพัฒน์ ) มุ่งโฟกัสการคว่ำบาตรมาม่า เป็นหลัก

2.2ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ( ดูรายชื่อสินค้า ) มุ่งโฟกัสคว่ำบาตรหยุดซื้อ หยุดใช้ผงซักฟอกเปา รองลงมาคือน้ำยาล้างจานไลป้อน

2.3ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล (ดูสินค้าหมวดนี้เครือสหพัฒน์) มุ่งเป้าโฟกัสการคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดใช้ ยาสีฟันSALZ และแป้ง+ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กKODOMO น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN เป็นต้น
2.4ธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ 108 SHOP หยุดเข้า หยุดซื้อ
"เหตุที่ต้องประกาศยกระดับการคว่ำบาตรเครือสหพัฒน์ในวันนี้ ก็เนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะคุณแม่บ้านมักจะช็อปปิ้งในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หากคุณแม่บ้านเสื้อแดง หรือประชาชนไทยทั่วประเทศที่เคยเทคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคไทยรักไทย 19 ล้านเสียง บวกกับคนในครอบครัวอีกครอบครัวละ 3คน รวมกันราวๆ50ล้านคนทั่วประเทศ เริ่มหยุดซื้อมาม่า หยุดซื้อผงซักฟอกเปา หยุดซื้อยาสีฟันSALZ แป้งเด็กKODOMOในช่วง2วันของการเริ่มต้น คือ15-16มกราคมนี้ จะก่อผลสะเทือนแก่เครือสหพัฒน์แค่ไหน"เครือข่ายฯระบุ
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกล่าวว่า จึงขอความร่วมมือคนเสื้อแดงร่วมกันคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ตั้งแต่นี้ไป มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน หรือจนกว่าจะสำนึกกลับตัวกลับใจ แต่หากไม่ยอมกลับตัวกลับใจก็ต้องเจอแบนตลอดชีวิต
พร้อมกันนี้ได้ประกาศเตือนไปยังองค์กรธุรกิจต่างๆที่ยังทำตัวเป็นมือตีนสมุนรับใช้เผด็จการ เกื้อหนุนเผด็จการก็อาจตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรของประชาชนไทยเช่นกัน โดยมีบัญชีที่ต้องจับตา เช่น อินเตอร์เน็ตTRUE ห้างสะดวกซื้อ7-ELEVEN สินค้าเครื่องดื่มกระทิงแดง คาราบาวแดง เป็นต้น แต่ยังให้โอกาสปรับปรุงพฤติกรรมซักระยะก่อน หากยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องขึ้นบัญชีดำบอยคอตแบบเครือสหพัฒน์ต่อไป
ลำดับเหตุการณ์และผลสะเทือนการคว่ำบาตรมาม่า 1 เดือนแรก
8 ธันวาคม 2553 คิกออฟคว่ำบาตรมาม่า-เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุนระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ของบริษัท ไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ ในเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ
สินค้าเผด็จการ-ลังมาม่าที่ผู้บริหารเครือสหพัฒน์ส่งไปบำรุงพันธมิตรในช่วงยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
9 ธันวาคม 2553 มั่นใจเกิน 20 ล้านคนร่วมคว่ำบาตร-โดยเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกำหนดเวลาการคว่ำบาตร ไม่ซื้อ ไม่บริโภคเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ถึง 8 มกราคม 2554 โดยตั้งเป้าหมายเชิญชวนให้ผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล และถูกระบอบอำมาตย์กับกลุ่มทุนบริวารโค่นล้ม ไม่น้อยกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้
13 ธันวาคม 2553 มาม่าเอะใจทำไมส่วนแบ่งการตลาดวูบ10%-ช่วงเดียวกันนี้มีการศึกษาวิจัยหัวข้อเรื่อง "เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าจึงมีสัดส่วนที่ลดลง" ทั้งนี้กลุ่มผู้ทำการศึกษาวิจัยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไว้ในระบบข้อมูลlearners ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของมาม่าที่เคยสูงถึงง 60%ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลดวูบลงมาเหลือราว 50%ในปัจจุบัน
รายงานระบุว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” ลดลงอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ”มาม่า” จึงต้องทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใด “มาม่า”จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง และจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นได้กลับมามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้
15 ธันวาคม 2553 ผู้บริหารมาม่าไหวตัวโดนรุมต้าน กระจายข่าวบิ๊กบริษัท-นางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้รายย่อยของบริษัทที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
18 ธันวาคม 2553 ผู้บริหารกราดใส่คนบอยคอตไร้การศึกษา-มีรายงานว่า บิ๊กของบริษัทระดับการศึกษาสูงได้แสดงปฏิกริยาในทางลบหลังจากได้รับหนังสือเวียนจากนางสาวพจนา โดยระบุว่า
"ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่แจ้งมา
ฉันคิดว่า คุณคงทราบดี อะไรจริงไม่จริง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่า จะถูกประชาชนบอยคอตหากว่ามันมีเหตุผลที่ถูกต้อง หากกล่าวอย่างเกือบที่สุดแล้วก็คือว่า บริษัทของเรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง หากเพียงเพราะว่ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒนพิบูล แล้วพาเราไปสู่ความยุ่งยาก เราก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนี้
ฉันหวังว่า ผู้ที่มีการศึกษาจะสามารถทำในสิ่งที่ดีที่สุด และเลือกในสิ่งที่เป็นทางเลือกดีที่สุด"
ซึ่งได้สร้างปฏิกริยาต่อต้านให้ขยายวงออกไป เนื่องจากผู้บริโภคมาม่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีดีกรีการศึกษาสูงระดับด๊อกเตอร์ แต่เป็นคนจน เกษตรกร แรงงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย เป็นส่วนใหญ่
20 ธันวาคม 2553 สามนักวิชาการสาวชี้คว่ำบาตรมาม่าเทียบเคียงคานธีบอยคอตอังกฤษ-3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)ดำเนินรายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในแคมเปญการรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้ากลุ่มทุนที่สนับสนุนเผด็จการ
ทั้งนี้นักวิชาการทั้งสามชี้ว่า หากใครเห็นว่าเรื่องนี้ตลก หรือคงไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ขอให้ลองย้อนมองไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญกรณีหนึ่ง คือกรณีที่ มหาตมะ คานธี เคยรณรงค์ในด้านเศรษฐกิจเพื่อเรียกร้องเอกราชอินเดียจากอังกฤษ
โดยมหาตมะ คานธี ใช้การดื้อแพ่งนำพาชาวอินเดียผลิตเกลือบริโภคเอง แม้อังกฤษจะมีกฎหมายบังคับให้ซื้อเกลือจากอังกฤษเท่านั้น และเป็นกรณีสำคัญที่นำไปสู่เอกราชของอินเดียใในเวลาต่อมา
22 ธันวาคม 2553 หุ้นมาม่าร่วง กลต.จี้เคลียร์ข่าว-ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า ราคาหุ้นมาม่าได้ร่วงลงหลังจากเสื้อแดงพากันคว่ำบาตร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)เปิดเผย มีนักลงทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นมาม่าร้องเรียนมายังสำนักงานขอให้แจ้งต่อบริษัท ไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ชี้แจงเป็นการด่วนเรื่องมีกระแสข่าวถูกคว่ำบาตร
"ผู้ถือหุ้นของไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์(TF)ร้องเรียนมายังสำนักงานฯว่า ปรากฎข่าวโจมตีบริษัทไทยเพรสสิเด้นฟู้ดส์แพร่หลายในอินเตอร์เน็ตและสื่อต่างๆ ชักชวนให้คนต่อต้านไม่ซื้อสินค้ามาม่า ซึ่งเป็นรายได้หลักของTF อ้างว่าสนับสนุนเผด็จการ โดยแจ้งว่าจะมีคนเข้าร่วมการคว่ำบาตรเกิน20ล้านคน จึงขอให้สำนักงานกลต.ได้แจ้งให้บริษัทชี้แจงแก้ไขข่าวด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย" รายงานจากกลต.ระบุ พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ
ต่อมากลต.เผยว่าได้แจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประสานงานกับTF เจ้าของมาม่าแล้ว
25 ธันวาคม 2553 เครือข่ายลูกค้ารายใหญ่ของมาม่า 36 องค์กรแถลงการณ์หนุนคว่ำบาตร-องค์กรเครือข่ายต่างๆ 36 องค์กร ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษา คนจนเมือง เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และเครือข่ายประชาชนต่างๆรวมทั้งนักกิจกรรม และประชาชนทั้งในและต่างประเทศพากันออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง สนับสนุนกิจกรรมรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ
7 มกราคม 2554 มาม่าประกาศตรึงราคาถึงสิ้นมี.ค. ส่อหนีตายไปหากินอินเดีย-นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ -"มาม่า" เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมตรึงราคามาม่าออกไปอีก 3 เดือน จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2554 แต่ยอมรับว่าในขณะนี้ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าปรับตัวขึ้นสูงมาก ทั้งน้ำมันปาล์ม และแป้งสาลี รวมทั้งราคาวัตถุดิบในด้านอื่นๆ ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันเดียวกันนี้กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์ม บรรจุขวดอีกขวดละ 9 บาท เป็น 47 บาท ทำให้ต้นทุนมาม่าพุ่ง ขณะที่ขึ้นราคาก็ไม่ได้ เพราะเจอแรงคว่ำบาตรกดดัน
นายพิพัฒกล่าวว่า มีแผนจะลงทุนในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นบริษัทมีแผนลงทุนในหลักหลายสิบล้านบาท เพื่อเปิดโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศอินเดีย
8 มกราคม 2554 คว่ำบาตรมาม่าต่อเฟส2ถึงสิ้นมีค54 ฮึ่มยกระดับคว่ำบาตรสหพัฒน์ทั้งเครือ-เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประเมินผลว่า ระยะ 1 เดือนแรกมีผลสะเทือนจากการคว่ำบาตรสูงเกินคาด จากการประเมินแล้ว มวลชนที่เข้าร่วมเกินกว่า 20 ล้านคน ต้องการให้บทเรียนสั่งสอนมาม่าต่อไปอีก 3 เดือน
'มีประชาชนที่ร่วมการรณรงค์เสนอเข้ามาว่าทำไมไม่แบนถาวร หรือบอยคอตยาวไปเลย คำตอบคือแคมเปญในลักษณะนี้ควรมีการกำหนดตัวสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน จำกัดวง โฟกัสระยะเวลาที่แน่นอน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรณรงค์มีความตื่นตัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรม และก่อผลสะเทือนชัดเจน หากกระจายไปในหลายๆสินค้า และกำหนดกรอบกว้างๆเช่น แบนตลอดชาติ การตื่นตัวที่จะเข้าร่วมแคมเปญจะไม่ดีนัก"เครือข่ายฯระบุ
15 มกราคม 2554 ยกระดับคว่ำบาตรสินค้าสหพัฒน์ทั้งเครือเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศคิกออเริ่มต้นการคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งเครือ กำหนดระยะเวลาช่วงแรก 3 เดือน นับจากวันที่ 15 มกราคม2554 -15 เมษายน 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒน์จะสำนึกกลับตัวกลับใจเลิกรับใช้เผด็จการ และประกาศขอขมาต่อประชาชนชาวไทยผู้รักประชาธิปไตย ชิงชังเผด็จการ