ที่มา มติชน เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมคณะเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) กับตัวแทนผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ เพื่อทำความเข้าใจกรณีผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยนายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการอยากสร้างความเข้าใจว่า 1.ไม่เคยต่อต้านหรือขัดขวางอุดมการณ์คนเสื้อแดง 2.ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใดและไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง 3.ไม่ต่อต้านการชุมนุม และ 4.เป็นห่วงการชุมนุมทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะที่ราชประสงค์ ด้านนายจตุพรกล่าวว่า การไปพบนายกรัฐมนตรี เหมือนผลักไสให้คนเสื้อแดงเป็นผู้ร้าย เหมือนผู้ประกอบการใส่ชุดขาวไปล้างถนน คนเสื้อแดงไม่ใช่ชุมนุมแล้วไปปล้นสะดม จุดการชุมนุมเป็นการย้อนประวัติศาสตร์ จุดเทียนแล้วก็แยกย้ายกัน ต้องมาช่วยจัดการอำนวยความสะดวก ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันมิตร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเจรจาผ่านไป 30 นาที ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีอารมณ์ใส่กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญสื่อมวลชนออกห้องประชุม จากนั้น พล.ต.ท.จักรทิพย์กล่าวภายหลังการเจรจาว่า การหารือเป็นไปในทิศทางที่ดี การชุมนุมครั้งต่อไปในวันที่ 23 มกราคมนี้ จะลดความเดือดร้อนของประชาชนให้น้อยลง ฝ่ายเสื้อแดงยืนยันว่าจะชุมนุมต่อไป 2 ครั้งต่อเดือน ส่วนผู้ค้าก็พอใจระดับหนึ่ง โดยจะนัดพูดคุยกันก่อนในวันที่ 20 มกราคม นายชายกล่าวว่า พอใจการเจรจาครั้งนี้ แต่ต้องดูในวันที่ 23 มกราคม เรื่องการจัดการ หลังจากนั้นค่อยคุยกันต่อไป ด้านนางธิดากล่าวว่า วันที่ 23 มกราคม คนเสื้อแดงนัดหมายเวลา 13.00 น.ที่ราชประสงค์ และเคลื่อนขบวนเวลา 15.00 น.ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยอยู่ที่ราชประสงค์แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, January 15, 2011
"ผบช.น."กาวใจ"เสื้อแดง-กลุ่มราชประสงค์" เดือด"จตุพร"ฉุน"ชาย"ผลัก"เสื้อแดง"เป็นผู้ร้าย
ล้มฉุกเฉิน
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
การเมืองตอนนี้มี 2-3 เรื่องใหญ่ให้ติดตามกันชนิดห้ามกะพริบตา
ประกอบด้วยเรื่องไทย-กัมพูชา การแก้ไขรัฐธรรม นูญ และกรณี 91 ศพเหยื่อพฤษภาཱ
ถ้ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคลียร์ไม่ได้หรือประมาทไม่ยอมหาข้อยุติที่ชัดเจนให้ได้โดยเร็ว
ลำพังแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็อาจทำให้รัฐบาลล้มทั้งยืน
อย่างกรณี 91 ศพ 8 เดือนผ่านไป 'ความจริง' เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อพฤหัสฯ ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้าให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการของวุฒิสภา ระบุในจำนวน 91 ศพ มีอยู่ 13 ศพ
เชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ
ก่อนหน้านี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เคยนำสำนวนการสอบสวนออกมาเปิดเผยแล้วครั้งหนึ่ง แต่เพราะเป็นนายจตุพร ฝ่ายรัฐบาลก็เลยบิดพลิ้วได้
แต่พอเรื่องเดียวกันออกจากปากคนดีเอสไอ ก็ต้องรอดูกันว่ารัฐบาลจะหาทางตะแบงเอาตัวรอดได้อีกหรือไม่
ในจังหวะที่ศึกในกำลังกระเพื่อมหนัก
พรรคร่วมรัฐบาลจับมือกัน'กระชับวงล้อม'แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลักดันสูตรส.ส. 400+100 ขึ้นประชันกับสูตร 375+125 แบบไม่เกรงใจพรรคแกนนำ
จนเป็นเหตุให้มีการปล่อยข่าวข่มขู่กันกลายๆ
ว่าท้ายสุดถ้าเกมนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ชนะ นายกฯอภิสิทธิ์ อาจตัดสินใจ'ยุบสภา' เพื่อคงสถานะความได้เปรียบของพรรคตนเองไว้ในการลงสู่สนามเลือกตั้ง
เรื่องสุดท้ายกรณี 7 คนไทย ถูกกัมพูชาจับตัวขึ้นศาลกรุงพนมเปญในข้อหารุกล้ำเขตแดน
หนำซ้ำคนของกลุ่มพันธมิตรฯ นายวีระ สมความคิด ยังถูกตั้งข้อหาจารกรรมเพิ่มอีกกระทง ในขณะที่ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ คนของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการประกันตัว
สองมาตรฐานที่กัมพูชาจัดให้
เป็นเหตุให้ 'กองทัพธรรม' ขุมกำลังใหญ่ของพันธมิตรฯ โผล่ออกมาจนได้
บรรดาสาวก 'พ่อท่าน' ยกพลออกมาล้อมทำเนียบรัฐบาล
ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวขับไล่นายกฯ อภิสิทธิ์ และนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ
ด้านสถานการณ์แนวชายแดน กลุ่มชาวบ้านก็ตั้งท่าพร้อมตะลุมบอนกับกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติที่เข้ามาจุดชนวนก่อความเดือดร้อนถึงถิ่น
เงื่อนไขต่างๆ ใกล้สุกงอมเต็มที
ปลายปีที่แล้วรัฐบาลได้ฉายา' รอดฉุกเฉิน'
ขึ้นปีใหม่ไม่ทันไรหลายเรื่องรุมจนทำท่าจะ'ล้มฉุกเฉิน'ซะแล้ว
โอบามาร์ค
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สับไก กระสุนธรรม
เหตุการณ์หนุ่มอเมริกันบุกยิงส.ส.หญิงที่เป็นข่าวใหญ่ตลอดสัปดาห์นี้ สะท้อนว่า สังคมอเมริกันก็แบ่งขั้วเหมือนกัน
ถึงจะไม่ใช้ 'สี' เป็นสัญลักษณ์แบบของไทย แต่ขั้วการเมืองซ้าย-ขวาแบ่งชัดเจน
เป็นบรรยากาศที่ลากยาวมาตั้งแต่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายปี 2544 ที่รัฐบาล (จอร์จ ดับเบิลยู. บุช) ในตอนนั้นปลุกกระแส "รักชาติ" ขึ้นมา
ชัยชนะของ บารัก โอบามา ในศึกประธานาธิบดีเมื่อปี 2551 ทำให้ฝ่ายขวา-อนุรักษ นิยม ไม่แฮปปี้
ประเด็นการใช้วาทะ-โวหารปลุกระดมทางการเมืองโหมจึงร้อนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ
แม้การสอบสวนคดียิงส.ส.หญิง เกเบรียล กิฟ ฟอร์ดส์ ยังไม่สรุปว่า เชื่อมโยงกับบรรยากาศทางการเมืองที่ปลุกเร้ามือปืนหนุ่มวัย 22 ปี ให้ก่อเหตุมากน้อยแค่ไหน แต่ชาวอเมริกันจำเป็นต้องถกเถียงเรื่องนี้
ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก แต่ต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจสังคมให้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหา
เรื่องที่น่าติดตามคือประเทศประชาธิปไตยแบบสหรัฐจะเยียวยาอาการ 'แตกขั้ว-แบ่งแยก' นี้อย่างไร
บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดี สนับสนุนว่า ความแตกต่างทางการเมืองไม่ควรเดินไปสู่การสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
โดยเฉพาะในยุคที่อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อปลุกเร้าบรรยากาศให้ลุกลามได้รวดเร็ว
ส่วนท่าทีของระดับผู้นำคนปัจจุบัน บารัก โอบามา ไม่ตอกย้ำซ้ำแผลเดิม เพราะอยู่ในฐานะ 'หัว หน้าทีมเยียวยา'
ในขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวากล่าวโทษกันว่า ปลุกเร้าการเผชิญหน้าและเกลียดชัง โอบามาไม่ตำหนิว่าเป็นความผิดของฝ่ายไหน
แต่โอบามาไม่ถล่มซ้ำฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม ไม่มัวแต่ด่าคนร้าย
ทว่ากล่าวไว้อาลัยให้กับ'คนตาย' ก่อน
ตามด้วยวาทะ "ผมเชื่อว่าเราจะต้องดีขึ้น" ซึ่งเป็นการสร้างอารมณ์ร่วมของชาวอเมริกันโดยรวม
นอกจากนี้ ยังเลือกมุมมองที่ให้กำลังใจในเหตุการณ์ เช่น พลเมืองที่ช่วยกันระงับเหตุ ไม่ให้มือปืนยิงคนตายไปมากกว่านี้
เป็นการมองความหวังจากโศกนาฏกรรมที่ผ่านมา
'โอบามา'แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำแล้ว 'โอบามาร์ค' น่าจะศึกษาดูบ้าง
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 15/01/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
นับว่ายัง โชคดี มีชีวิต
ตะโกนฟ้อง ตามสิทธิ์ พึงคิดได้
“ผมถูกยัด ข้อหา” ก็ว่าไป
น้ำตาไหล กู่ก้อง ร้องตะโกน....
ความชั่วช้า สามานย์ ประจานไว้
ปากจัญไร หลายหลาก มีมากล้น
ทั้งคนสั่ง คนทำ ระยำตน
เลวมากจน ไม่กล้า สาธยาย....
จึงเห็นความ แตกต่าง ระหว่างทุกข์
สิ่งผิดถูก ตามย่ำยี ไม่หนีหาย
แต่อีกฝั่ง ทุกข์ทน จนต้องตาย
ถูกใส่ร้าย ยัดข้อหา มานานวัน....
อยากตะโกน ออกไป ให้รู้บ้าง
ว่าเส้นทาง ชีวิต ลิขิตนั้น
ต่างอยากได้ ความจริง สิ่งเหมือนกัน
มิใช่กั้น ไพร่ฟ้า ประชาชน....
เมื่อเวรกรรม ตามไล่ ไม่หยุดหย่อน
ได้ยอกย้อน กลับไป ให้สับสน
จึงร้อนรุ่ม กลุ้มใจ ในบันดล
สนองคน อัปรีย์ ให้มีภัย....
๓ บลา / ๑๕ ม.ค.๕๔
| | |
| | |
บทความข่าวสด ตอก“พ่อค้าราชประสงค์”ไม่เห็นแก่ชีวิตคน ไล่ไปทวงความรับผิดชอบจากรัฐ
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
ไม่เห็นแก่ชีวิต
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
โดย เภรี กุลาธรรม
นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจราชประสงค์ นำพนักงานและผู้ประกอบการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องไม่ให้ใช้พื้นที่ราชประสงค์ในการชุมนุม
นายชายยังอ้างว่าการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ทำให้ผู้ประกอบการย่านราชประสงค์จำนวน 2,088 รายเสียหาย
คิดเป็นเงิน 11,275 ล้านบาท กระทบต่อความมั่นคงในอาชีพของพนักงานในธุรกิจจำนวน 30,661 คน
พร้อมกับออกแถลงการณ์ว่าการชุมนุมกันอย่างเรื้อรังต่อไปเดือนละ 1-2 ครั้ง ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการ
กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว สูญเสียรายได้ การจราจรมีปัญหา และเกิดความไม่มั่นคงในอาชีพของผู้ประกบอการ
น่าสลดใจก็คือ แถลงการณ์และข้อเรียกร้องของนักธุรกิจกลุ่มนี้ ไม่มีข้อใดเลยที่แสดงความห่วงใยและเห็นใจต่อผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ
หรือเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม
ทั้งๆ ที่ความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้ตายกว่า 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันชีวิต
โดยเฉพาะที่ราชประสงค์นั้น เป็นพื้นที่ที่มีการสั่งใช้กำลังความรุนแรงจากรัฐบาล
มีคนตายและได้รับบาดเจ็บ
เป็นที่รับรู้ไปทั่วโลก
การออกมาชุมนุมและทวงถามความรับผิดชอบของผู้คนนับหมื่นๆ ก็เพื่อทวงถามความรับผิดชอบ
ทวงความยุติธรรมให้ผู้ตายและผู้ได้รับบาดเจ็บ
ถ้าไม่ชุมนุมที่ราชประสงค์แล้วจะให้ไปชุมนุมที่ไหน
ราชประสงค์ในปัจจุบัน จึงเป็นพื้นที่ทางการเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ตั้งแต่มีการปราบปรามประชาชน
ท่าทีของนักธุรกิจกลุ่มนี้ จึงเป็นการมองเฉพาะด้านมากเกินไป ยิ่งพูดแต่ตัวเลขธุรกิจ โดยมองข้ามชีวิตคนตาย ยิ่งดูแห้งแล้งไร้หัวจิตหัวใจ
อันที่จริงชาวราชประสงค์ต้องช่วยกันจี้รัฐบาลให้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้มากกว่า
อย่ารำคาญแต่การชุมนุมของชาวบ้าน ต้องมองไปที่ต้นตอปัญหาคือผู้มีอำนาจไม่ยอมรับผิดชอบ
ถ้ามีความเป็นธรรมเมื่อไร การชุมนุมที่ราชประสงค์ย่อมไม่ต้องมีอีกแน่นอน
(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 13 มกราคม 2554)
เสร็จนา..ฆ่าโคถึก
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
“ผมต้องพูดแรงนิดหนึ่ง
ผมว่ากระทรวงการต่างประเทศคือกระทรวงขายชาติ ทุกวันนี้
คุณกษิต ภิรมย์ นี่ผมผิดหวังในตัวคุณกษิตมาก
คุณกษิต ภิรมย์ กับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ
รู้เห็นเป็นใจกันทุกเรื่อง
คุณกษิต ภิรมย์ ฉกฉวยโอกาสในช่วงของการชุมนุมพันธมิตรฯไปสร้างชื่อตัวเอง
สมัยคุณกษิต ภิรมย์ อยู่ก็ขึ้นเวทีด่าเขมร อย่างโน้นด่าเขมรอย่างนี้
วันนี้คุณกษิต ภิรมย์ ออกมาพูดในเรื่องนี้เป็นการปกป้องเขมรหมด”
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แสดงความไม่พอใจอย่างมากกับท่าทีของรัฐบาลและกองทัพ
ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางเอเอสทีวีเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา
กรณีกัมพูชาจับ 7 คนไทย
ที่มีนายวีระ สมความคิด กับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพฯ
พรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วย แต่ท่าทีของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
โดยเฉพาะนายวีระ สมความคิด กับนางราตรี ไพรพัฒนไพบูลย์ ถูกตั้งข้อหาเพิ่มว่า
พยายามประมวลข่าวสารซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ
ตามมาตรา 27 และมาตรา 446 ของกฎหมายกัมพูชา
“เป็นเรื่องที่เจ็บช้ำน้ำใจที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา เจ็บช้ำน้ำใจตรงไหนรู้ไหม
ตรงที่ว่าพอมีเรื่องแล้วรัฐบาลไทย ทหารไทย ข้าราชการไทย
นักการเมืองไทยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักดิ์ศรี เหมือนกับว่า
เรายอมเขมรมันหมดทุกเรื่อง แล้วเขมรคือใคร ไอ้ประเทศซึ่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มัน
จนทุกวันนี้มันยังไม่สามารถจะหาธรรมาภิบาลในประเทศชาติของมันได้เลย”
นายสนธิยังถามว่า นายอภิสิทธิ์และ พล.อ.ประวิตรมีหัวใจเป็นคนไทยหรือเปล่า
“การที่เขมรจะเอาคนทีมคุณวีระ คุณพนิชไปขึ้นศาล
ถ้านายกรัฐมนตรีมีความเป็นลูกผู้ชายแล้วกล้าปกป้องประเทศไทย
ถ้า พล.อ.ประวิตรเป็นอดีตทหารเสือราชินี เป็นทหารจริงๆ มีจิตใจเป็นทหาร
ถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เป็นคนไทยจริงๆ
ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าคุณเอา 7 คนไปขึ้นศาลไม่ได้ เพราะนี่ดินแดนไทย
ต้องปล่อยออกมาเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณไม่ปล่อยมีเรื่องกับเราทันที
เพราะนี่พื้นที่เรา บ้านเราเขาทำตรงกันข้าม
เขาไปเป็นพยานให้กับเขมรว่าคนไทยรุกดินแดนไทย นี่คุณหัวใจคนไทยหรือเปล่า”
ย้อนคดียิง “สนธิ”
คำพูดของนายสนธิยิ่งทำให้หลายคนต้องย้อนไปถึงการลอบสังหาร
นายสนธิเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 จนถึงวันนี้
ยังไม่สามารถจับคนยิงหรือคนบงการได้
อีกทั้งเรื่องยังเงียบหายไปอย่างน่าประหลาด
ทั้งที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนยันว่าคดีนี้จะไม่เป็นมวยล้ม
หลังจากมีการออกหมายจับนายทหารชั้นประทวน
สังกัดศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี
ซึ่งมีการพยายามพาดพิงไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น
ขณะที่นายสนธิได้ออกมาแถลง
ถึงขบวนการสังหารตนเองหลังจากรักษาตัวและเก็บตัวเงียบมาระยะหนึ่ง
โดยยืนยันว่ามีผู้พยายามส่งเจ้าหน้าที่มาพูดคุยว่าผิดเป้าหรือไม่
แต่เชื่อว่าเป็นกฐินสามัคคี
ทั้งยังฝากถึงนายอภิสิทธิ์ว่าอย่าปกครองบ้านเมืองด้วยคำพูด
แต่ต้องจับคนยิงให้ได้
ไม่อย่างนั้นประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านป่าเมืองเถื่อน
ที่ใครมีอำนาจ มีปืนก็ยิงใครก็ได้
“ขบวนการที่ยิงผม
เท่าที่ทราบมี 14 คน เป็นทหาร 13 คน เป็นตำรวจ 1 คน และทหาร
มีพื้นเพมาจากป่าหวายทั้งหมด
บางคนบอกว่าคนบางคนในดีเอสไอเป็นคนวางแผนฆ่าผม
แต่ผมบอกว่าคนในดีเอสไอคงจะไปสั่งทหารป่าหวายไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นน่าจะเป็นกฐินสามัคคี
ผมไม่ติดใจอะไร จับได้ก็ได้ จับไม่ได้ต้องถือเป็นโชคร้ายของบ้านเมือง
คนอย่างผมถูกลอบสังหารได้
อย่างนายอภิสิทธิ์หรือสูงกว่านายกฯก็ต้องถูกสังหารได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เกือบตายเพราะ “สี”
การลอบสังหารนายสนธิครั้งนั้นเชื่อว่า
มาจากการปราศรัยที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 โดยนายสนธิได้พูดเป็นปริศนาเรื่องของ “สี”
ซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า
“ทำไมต้องจับมือกับเนวิน (ชิดชอบ)
และใครไปบังคับให้พรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมกับประชาธิปัตย์
ทำไมถึงมี “สีน้ำเงิน” มาฆ่า “สีแดง”
และ “สีฟ้า” ขอยืม “สีกากี” มาฆ่า “สีเหลือง”
และพี่น้องจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อย่างลึกซึ้ง
เพราะว่าเรื่องพวกนี้ถ้าไม่อธิบายกันแบบป่าทั้งป่าจะไม่เข้าใจ
และผมอยากให้คนใต้ที่ไม่ชอบผมตอนนี้ให้ตั้งใจฟังดีๆ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ยืนบนเวที
หรือยืนบนพระแม่ธรณีเพื่อให้คนชอบหรือไม่ชอบ
แต่นายสนธิจะยืนอยู่บนความถูกต้อง”
นับตั้งแต่นั้นมานายสนธิก็ประกาศแตกหักกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน
เพราะแม้แต่ “เปลวสีเงิน” คอลัมนิสต์ชื่อดังใน “ไทยโพสต์” ยังตั้งข้อสังเกต
เกี่ยวกับวันที่ 18 เมษายน 2552 ว่าเป็นวิกฤตการเมืองที่ต้องเตือนสติ
ทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง โดยใช้หัวข้อเรื่องว่า “ลับแลอำนาจ “ฆ่าสนธิ”
ปั่นเหลือง-แดงฆ่ากัน” โดยระบุว่า
คนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงต่างตกเป็นเครื่องมือของคนบางคน
ที่จ้องฉกฉวยโอกาสหลอกล่อให้ฆ่ากันเอง ซึ่งเกิดจาก “มือที่มองไม่เห็น”
ที่สร้างสถานการณ์เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง
พันธมิตรฯศัตรู ปชป.
ดังนั้น กว่า 2 ปีที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ
โดยเฉพาะนายสนธิได้ออกมาโจมตีนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งนายสนธิประณามว่า ระบบการเมือง
ขณะนี้เป็นลักษณะการสืบทอดอำนาจต่อเนื่องจากตนเองไปที่เมีย ลูก เพื่อน
แล้วยังจับมือกันกินรถเมล์ 69,000 ล้านบาท
สนามบินรันเวย์ที่ 3 อีก 75,000 ล้านบาท
ถนนไร้ฝุ่นอีกกี่หมื่นล้านบาท เบ็ดเสร็จงบประมาณแผ่นดิน 180,000 ล้านบาท
ถูกชัก 10 เปอร์เซ็นต์คือ 180,000 ล้านบาท
หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ 270,000 ล้านบาท
เอามาจัดสรรเข้ากระเป๋าพวกนักการเมือง
เพื่อเอาเงินก้อนนี้กลับไปซื้อเสียงอีกครั้งหนึ่ง
แล้วกลับมาเพื่อกินงบประมาณกันอีก
นายสนธิยังประณามว่า พรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้
เหมือนปล้นกลางแดด มือถือดาบ คาดผ้าประเจียด ไอ้เสือเอาวา ปล้น
ไม่เหมือนยุคทักษิณที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ใช้กฎหมายบีโอไอ
หรือแก้กฎหมายสรรพสามิตให้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานเพื่อเอื้อธุรกิจของตนเอง
แต่ยุคนี้เปลี่ยนเป็นการทำโครงการที่ใช้งบประมาณมากๆ เช่น
ถนนไร้ฝุ่น จำนำข้าว มือใครยาวสาวได้สาวเอา
นายอภิสิทธิ์จึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เพราะกลัวพรรคร่วมรัฐบาลจะถอนตัว
แต่วันนี้นายสนธิคงไม่ปฏิเสธว่า
นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่เป็น “ผู้นำฟันน้ำนม” หรือ “หุ่นเชิด” ที่ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว
เพราะแม้แต่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย
และนายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ยังออกปากอย่างเกรงขาม
และถากถางว่าใหญ่โตจนไม่เห็นหัวคนแก่แล้ว
ดังนั้น ใครจะเย้ยหยันว่า “รักนะ...เด็กโง่”
แต่สำหรับพันธมิตรฯและนายสนธิที่ประกาศชุมนุมใหญ่ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
และกรณีชายแดนไทย-กัมพูชานั้นกลายเป็นเรื่องของการใช้หนี้แผ่นดิน
ซึ่งนายสนธิยืนยันว่าจะชุมนุมแม้จะมีไม่กี่คนก็ตาม
เพราะวันนี้บรรดาแม่ยกนายอภิสิทธิ์ต่างหลงใหลในกิเลส ซึ่งน่าสงสารที่สุดในโลก
“ในวันข้างหน้าถ้ามีคนหล่อกว่านายอภิสิทธิ์ พูดเพราะกว่า ก็จะเปลี่ยนไปชอบอีกคน
คนที่หนาด้วยกิเลสพูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์
คนพวกนั้นมุ่งที่ความสวยงาม ความหล่อเหลา
มองคนที่ภายนอกจริงๆ
คนพวกนี้ผมรังเกียจมาก รู้ว่าไม่ควรพูดแต่ต้องพูด
เพราะรู้สึกว่าไม่อยากเสียเวลากับคนไร้สาระแบบนี้”
“อภิสิทธิ์โมฆะบุรุษ”
แต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้วนายอภิสิทธิ์คือผู้ต้องหาในการสั่งฆ่าประชาชน
แม้วันนี้หลายฝ่ายจะเชื่อว่ายากจะเอาผิดได้ตามกระบวนการยุติธรรม
แต่ก็ดีกว่า “ตายฟรี” และถูก “ขังฟรี”
อย่างที่อาจารย์กฤตยา อาชวนิชกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง
ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์
“เมษา-พฤษภาอำมหิต” 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน
สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการถูกยิงบริเวณศีรษะ
โดยใช้อาวุธสงคราม และแพทย์ยังให้ความเห็นว่า
ถูกกระสุนความเร็วสูง ซึ่งตรงกับผลการชันสูตรศพที่ถูกเปิดเผยออกมา
โดยเฉพาะกรณี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม
ยิ่งหลังวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้วาทกรรม “ก่อการร้าย” กล่าวหา
และไล่ล่าคนเสื้อแดง
ขณะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ใช้คำว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” เท่านั้น
การที่รัฐบาลคิดคำนี้ขึ้นมา
เพื่อสร้างความสกปรกให้สะอาด สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล
แล้วสร้างความอัปลักษณ์ให้กับคนเสื้อแดง
ทั้งที่สิ่งที่รัฐบาลใช้อำนาจอำมหิต
จัดการกับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่สกปรกและน่าผิดหวัง
ซึ่งประชาชนสามารถเกลียดรัฐบาลได้
แต่รัฐบาลไม่มีสิทธิเกลียดประชาชน
และไม่มีอำนาจสั่งฆ่าประชาชน
“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เคยพูดกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ว่านายสมชายเป็นคนหรือไม่
แต่ดิฉันจะไม่ถามว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนหรือไม่ เพราะรู้ว่าเป็นคนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายโจมตีนายบรรหาร ตอนหนึ่งนายอภิสิทธิ์กล่าวหา
นายบรรหารว่าเป็นโมฆะบุรุษ
แต่กับเหตุการณ์นี้มีการสั่งสลายการชุมนุมทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก
แต่นายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในอำนาจ นายอภิสิทธิ์จึงเป็นโมฆะบุรุษ
และรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นโมฆะรัฐบาล”
เสร็จศึกฆ่าพันธมิตรฯ
กรณีกัมพูชาจับ 7 คนไทยจนถึงบทบาทของพันธมิตรฯวันนี้
จึงถูกเปรียบเปรยเหมือนคำพังเพย “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าพันธมิตรฯ”
อย่างที่พันธมิตรฯออกมาประณามพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ว่า “เนรคุณ”
ทั้งที่พันธมิตรฯเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนสามารถล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ขณะเดียวกันการชุมนุมยืดเยื้อนานเกือบ 200 วัน
จนสามารถล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช
และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายอภิสิทธิ์จึงได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเพราะพันธมิตรฯเช่นกัน
แม้จะตั้งรัฐบาลโดยมีกองทัพจับมือกับกลุ่มนายเนวินก็ตาม
ชะตากรรมของกลุ่มพันธมิตรฯและนายสนธิ
ก็ไม่ต่างกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
ที่เคยยิ่งใหญ่และกุมอำนาจเด็ดขาด แต่ปัจจุบันเป็นได้แค่หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อมีการเลือกตั้งจะเป็นพรรคต่ำสิบหรือต่ำห้า
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกคาดการณ์ว่าจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนนายอภิสิทธิ์เสียอีก
จึงไม่แปลกที่นายสนธิจะแสดงความไม่พอใจ
และโจมตีนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ว่า
เนรคุณต่างๆนานา ทั้งยังโกหก ตระบัดสัตย์เป็นเนืองนิจ
โดยเฉพาะนายกษิตที่เป็นเหมือนคนของพันธมิตรฯแต่กลับออกมาตอบโต้
และกล่าวหากลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง
เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วยังปลุกระดมให้เกิดความโกรธแค้น
และไม่สมควรจะเอากองทัพมากดดัน
มาร์คปุกคุ้ง
นายสนธิสรุปว่า นายกษิตกับนายอภิสิทธิ์เป็น “ของเก๊” ทั้งหมด
ทั้งตั้งฉายานายอภิสิทธิ์ว่า “มาร์คปุกคุ้ง” หมายถึงกระบี่วิญญูชนจอมปลอม คือ
นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจฆ่าคู่ต่อสู้ทางการเมือง
ฆ่าญาติมิตร ฆ่าเพื่อนฝูงผู้หวังดี
แม้แต่คนที่ต่อสู้ให้ตนเองขึ้นมาใหญ่ก็ฆ่า
ในช่วงที่ตัวเองเป็นใหญ่ก็ต้องการโชว์ว่าซื่อสัตย์
แต่พอลับหลังก็แอบไปจับมือกับโจรเพื่อจะปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน
แกนนำพันธมิตรฯและกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ
จึงไม่เชื่อความจริงใจของนายอภิสิทธิ์
ทั้งยังมีบางคนมองว่านายอภิสิทธิ์และคนในกองทัพบางคนถือโอกาส
ยืมมือสมเด็จฮุน เซน ทำลายพันธมิตรฯ
เพราะหากปล่อยให้พันธมิตรฯกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่
ซึ่งไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มอีลิตอย่างปัจจุบัน
โดยกลุ่มพันธมิตรฯยืนยันจะชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในวันที่ 25 มกราคมนี้แน่นอน
เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกเอ็มโอยู 2543
แต่นายสนธิอาจลืมไปว่าความยิ่งใหญ่ของพันธมิตรฯก่อนหน้านี้
ส่วนหนึ่งมาจากบรรดาแม่ยกของนายอภิสิทธิ์ คนของพรรคประชาธิปัตย์
และกลุ่มอีลิตที่มีพลังมหาศาลจาก “สีพิเศษ”
“มันทุเรศไง เมืองไทยเป็นเมืองซึ่งด้อยปัญญา
รัฐบาลทำไมเราถึงมีนักการเมืองชั่วๆ ทหารเลวๆบางคนเกิดขึ้นมาได้
เหตุผลเพราะว่าคนไทยไร้ปัญญา
เมื่อคนไทยไร้ปัญญาแล้วมันหลอกเรื่องอะไรก็หลอกได้
แต่มันหลอกเรื่องกฎแห่งกรรมไม่ได้ ผมเชื่อเหลือเกินในเรื่องกฎแห่งกรรม
ผมคิดว่ามันใกล้มาแล้ว”
นายสนธิกล่าวอย่างเจ็บปวด ซึ่งคงไม่ปฏิเสธว่า
สภาพของคนเสื้อเหลืองวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากคนเสื้อแดงมากนัก
ที่โดนต้ม โดนหลอกจากนักการเมืองเลวๆ กลุ่มอีลิต
และกองทัพที่วันนี้ปูอำนาจไว้อย่างมั่นคงแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องใช้บริการจากบรรดา “โคถึก” อีกต่อไป
พรรคประชาธิปัตย์จึงกล้าออกมาประกาศว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.เขตต้องมี 375 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 125 คน
รวมทั้ง ส.ว.สรรหาก็ยังมีอยู่ต่อไป
เพราะนั่นคือฐานอำนาจของกลุ่มอีลิตในรัฐสภา
อีกทั้งยังเป็นการลดอำนาจ
พรรคเพื่อไทยและกลุ่มที่ยังจงรักภักดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณอีกด้วย
เสียงขู่ของนายสนธิและกลุ่มพันธมิตรฯจึงมีแต่ลดลงเรื่อยๆ
เพราะกลุ่มที่เคยสนับสนุนค่อยๆถอยห่างออกไป
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯและเครือข่ายจึงไม่มีพลังเหมือนในอดีต
ขณะที่พรรคการเมืองใหม่เองก็เหมือนแท้งตั้งแต่เกิด
จนถูกสบประมาทว่าอาจไม่ได้ ส.ส. แม้แต่ที่นั่งเดียวหากมีการเลือกตั้ง
“เหลือง-แดง” ปลดวิกฤต
จึงไม่สายเกินไปที่
นายสนธิจะกลับไปทบทวนที่เคยพูดถึงคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงว่า
มีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคืออุดมการณ์ที่ต้องการ “ปฏิวัติสังคม”
แม้ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน
แต่ไม่ได้ปิดประตูตาย เพราะไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็คือประชาชน
ที่ต้องการความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง
ที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่ให้พวกเหลือบการเมืองมาแสวงหาผลประโยชน์
ที่สำคัญคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงไม่เคยคิดจะเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย
ขณะที่นายอภิสิทธิ์และคนในกองทัพ
กลับไม่สะทกสะท้านกับการใช้กำลังปราบปรามประชาชนจนตายไปเกือบร้อย
การเดินหน้าปฏิวัติสังคม
โดยประชาชนจึงเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถปลดแอกการเมืองน้ำเน่า
ภายใต้เงาอุบาทว์ของกลุ่มอีลิตและ “มือที่มองไม่เห็น” ได้
เพราะไม่เช่นนั้น
นายสนธิและพันธมิตรฯก็ยากจะต้องรับชะตากรรมเช่นเดียวกับคนเสื้อแดง
ขณะนี้ที่ถูกยัดเยียดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และติดคุกยาวเพื่อไม่ให้เป็น “หอกข้างแคร่”
แม้แต่นายอภิสิทธิ์เองก็ตาม
แม้วันนี้จะเป็น “คนโปรด” ของกลุ่มอีลิตและคนในกองทัพ
แต่เมื่อ “เสร็จศึก” ก็หนีไม่พ้น “กฎแห่งกรรม”
และเป็น “โคถึก” ที่มิแคล้วต้องถูกฆ่าเช่นเดียวกับนายสนธิในวันนี้
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 294 วันที่ 15-21 มกราคม พ.ศ. 2554
หน้า 16 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=9339
“บก.ลายจุด”วอนเห็นใจ“เสื้อแดง” แนะ“พ่อค้า”เอาสินค้ามาขายแทนปิดร้านหนี
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“บก.ลายจุด”วอน“ผู้ประกอบการราชประสงค์”เห็นใจ“ม็อบแดง”
แนะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสเอาสินค้ามาขายแทนปิดร้านหนี
เมื่อวันที่ 13 ม.ค.นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มผู้ประกอบการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุนนุมคนเสื้อแดง เพราะทำให้ธุรกิจการค้าย่านราชประสงค์ได้รับผลกระทบอย่างหนักนั้น ทั้งนี้ในความคิดเห็นของตนมองว่าผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวมีสิทธิที่จะแสดงออกหากเขาคิดว่าตัวเองได้รับความเดือนร้อนจากการชุมนุมดังกล่าว แต่การห้ามคนเสื้อแดงไปชุมนุมกันบริเวณราชประสงค์นั้นคงยาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นพื้นที่การค้าอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปแล้ว ผู้ประกอบการควรที่จะเปิดใจกว้าง และออมชอมเนื่องจากการชุมนุมในแต่ละครั้งชุมนุมเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็สลายตัวไป
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ใจจริงการชุมนุมในแต่ละครั้งที่แยกราชประสงค์ก็ไม่อยากเห็นคนเสื้อแดงลงมาชุมนุมกันบพื้นถนน อยากให้มายืนชุมนุมกันบนฟุตบาท แต่ปรากฏว่ามีประชาชนเดินทางมาร่วมจัดกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก และหากจะมาห้ามให้หยุดชุมนุมหรือจัดกิจกรรมคงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเดือนร้อนของกลุ่มผู้ประกอบการครั้งนี้ขอรับไว้พิจารณา และจะพยายามหาทางพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อให้เข้าใจในการชุมนุมของคนเสื้อแดง และคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมในแต่ละครั้งนี้จะเห็นว่าผู้ร่วมชุมนุมนั้นเป็นคนฐานะระดับกลาง ทางกลุ่มผู้ประกอบการควรจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเอาสินค้าที่มีอยู่ออกมาวางจำหน่าย ไม่ใช่ปิดร้านหนี ยกตัวอย่างกรณีร้านแม็คโดนัล บริเวณแยกราชประสงค์ ช่วงที่คนเสื้อแดงไปชุมนุมในแต่ละครั้งพบว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าไม่เห็นต้องกลัวอะไร เพราะคนเสื้อแดงเป็นมิตรกับประชาชนทุกคน
(ที่มา ข่าวสด , 13 มกราคม 2554)
ความรู้ที่หาไม่ได้ในโรงเรียน............สู้ต่อไปครับ
ที่มา thaifreenews
โดย NuDang
ความรู้ที่หาไม่ได้ในโรงเรียน............สู้ต่อไปครับ
คลิปรายงานพิเศษ ผู้ค้าราชประสงค์เดือดร้อนเพราะเสื้อแดงชุมนุม จริงหรือ
ที่มา thaifreenews
โดย namome
สหายต๋าคำ
13 1 54 รายงานพิเศษ ผู้ค้าราชประสงค์เดือดร้อนเพราะเสื้อแดงชุมนุม จริงหรือ
http://www.youtube.com/watch?v=r5W1TF-PxmI&feature=player_embedded