WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 15, 2011

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ขยายความ "ดินแดน-ชาตินิยม"

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย พนัสชัย คงศิริขันธ์, พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 14 มกราคม 2554)



ไม่น่าเชื่อว่า "เส้น" บนแผนที่เพียงเส้นเดียว จะให้ชีวิตคนไทย 7 คน ต้องตกอยู่ในฐานะ "ตัวประกัน" จะทำให้คนเคยรักออกมาเดินขบวนขับไล่กัน

และยังทำให้ "กัมพูชา" มีอำนาจต่อรองเหนือ "ไทย" บนเวทีระหว่างประเทศ

"ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์อุษาคเนย์แถวหน้าของเมืองไทย เห็นปรากฏการณ์ "อคติ" เรื่องเชื้อชาติ-ดินแดน ต่อ "ความไม่รู้" ในเรื่องพรมแดน-แผนที่ และต่อ "ความพยายาม" ในการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมา

จึงขอโอกาสอธิบายข้อมูล-ข้อเท็จจริง ถึงกรณีพิพาทดังกล่าว ในเชิงประวัติศาสตร์ โดยหวังเพียงว่าหากคนไทยได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันกว่า 800 กิโลเมตรมากขึ้น

มีข้อสังเกตอะไรต่อกรณีคนไทย 7 คนถูกจับบ้างครับ

เกมนี้คงยาว เรื่องคงซับซ้อน พูดง่ายๆ คล้ายกับ 7 คนไปให้กัมพูชาจับเป็นตัวประกัน อำนาจต่อรองของรัฐบาลพนมเปญจึงสูงมาก มีไพ่อยู่ในมือ แต่ก็น่าสนใจว่า ตอนนี้ไพ่ชาตินิยมไทย-เสียดินแดน มีคนเล่นอยู่พวกเดียว นายกรัฐมนตรีก็ไม่เล่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่เล่น ทหารก็ไม่เล่น ดังนั้น ถ้าดูไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่ากระแสมันไม่ขึ้น จึงต้องไปดูว่าการชุมนุมใหญ่วันที่ 25 มกราคมนี้ กระแสจะขึ้นหรือไม่ เพราะเป็นไพ่ใบเดียวที่เหลืออยู่

ทำไมนายกฯกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่เล่นไพ่ใบนี้

เพราะการเล่นไม้แข็ง จนไปไกลถึงเกิดสงคราม มันเป็นสิ่งที่โลกปัจจุบันไม่ต้องการ เขาอยากให้มีการเจรจา ดังนั้นกระแสโลกก็ไม่ได้ มันเลยกลายเป็นเกมล้าสมัยมาก ที่เคยได้ผลในระหว่าง ค.ศ.1940-1960 คือสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามถึงสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่สมัยนี้มันไม่ได้แล้ว มันกลายเป็นกระสุนด้าน

ทำไมเกมนี้จึงตกยุคและล้าสมัย

เขาก็อยู่ในฐานะลำบาก เพราะเป็นไพ่ใบเดียวที่เล่นได้ ไพ่อื่นก็ใช้ไปหมดแล้ว ทั้งไพ่สถาบัน ไพ่คอร์รัปชั่น ตอนนี้มันเหลือแค่ไพ่ชาตินิยม ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียความนิยม เพราะนำมาซึ่งความแตกร้าวสามัคคีในหมู่คนไทย เหมือนอย่างการทุบตีกันที่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และเผชิญหน้ากันที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้วไม่นานมานี้

แต่ไพ่ชาตินิยมก็เคยโค่นรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลงได้

ตอนนั้นเป้าอยู่ที่คุณสมัคร คุณนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่เป้าตอนนี้กลายเป็นกลุ่มที่เคยร่วมกันมาก่อน การกล่าวหาว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณกษิต ภิรมย์ ขายชาติมันไม่ได้ผล มันกลายเป็นว่าแตกกันโกรธกัน เลยมาโจมตีกัน กลายเป็นปัญหาระหว่างกลุ่ม ไม่ใช่ปัญหาระดับชาติ

ความจริงปัญหาเรื่องเขตแดนและดินแดนเป็นปัญหาเรื่องเทคนิค ต้องรังวัด ทำพิกัด ต้องมีนายช่างเทคนิค แต่พอทำให้เป็นการเมืองปุ๊บ มันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง มันกลับกลายเป็นว่ากัมพูชาถือไพ่เหนือกว่า ถ้าไทยไปทำอะไร เวทีระหว่างประเทศก็จะมองว่าไทยไปรังแกเขา ในแง่บริบทการเมือง ไทยไม่ได้คะแนน

ไพ่ 7 คนไทยจะถูกรัฐบาลกัมพูชานำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ใช้ได้เยอะ สมเด็จฯฮุน เซน อยู่ในตำแหน่งนายกฯกัมพูชามานาน เรียนรู้มาตั้งแต่สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ยังเป็นนายกฯ ฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ก็รู้จักรัฐมนตรีต่างประเทศไทยมาสัก 20 คนแล้วมั้ง ดังนั้น ความเจนจัดทางการเมืองของเขาจึงสูงมาก เพราะมีความต่อเนื่องมากกว่าเรา

ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ในทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นได้อย่างไร

แต่ก่อนคำว่าเขตแดน มันไม่มี ขึ้นอยู่กับศูนย์กลางอาณาจักรว่ามีอำนาจแค่ไหน ถ้ามีมากก็ขยายกว้าง ถ้ามีน้อยก็หด ครั้งหนึ่งกัมพูชาก็เคยกว้างขวางใหญ่โตมาก พอเสื่อมก็หดอย่างที่เห็นปัจจุบัน ในอดีตรัฐแบบโบราณในอุษาคเนย์ไม่มีเขตแดน แต่เมื่อฝรั่งเข้ามาก็กำหนดว่าต้องมี เอาแผนที่ พิกัด การปักปันเขตแดนมา ไทยก็รับมรดกจากสยาม สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสยามกับไทย มีวิธีคิดไม่เหมือนกัน ส่วนกัมพูชาก็รับมรดกจากฝรั่งเศส เมื่อต่างคนต่างอ้างแผนที่-สนธิสัญญา ซึ่งมาจากสมัยฝรั่ง ถ้ามีปัญหาก็ต้องเจรจา ไม่เจรจาก็ฟ้องศาล เหมือนที่ศาลโลกเคยตัดสินคดีปราสาทพระวิหารว่าเป็นของกัมพูชา ด้วยมติ 9:3 แต่ทั้งกรณี 4.6 ตารางกิโลเมตร และบ้านหนองจาน จะต้องเจรจา ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็อาจให้องค์กรที่ 3 เข้ามา บั้นปลายจริงๆ ถึงจะใช้สงครามตัดสิน ซึ่งต้องเอาให้เด็ดขาดไปถึงกรุงพนมเปญเลย แต่ผมไม่คิดว่าใครจะเอาด้วย เพราะความเสียหายมันมหาศาล ดังนั้น ต้องกลับไปเจรจา และให้คนที่รู้เรื่อง คือกรมแผนที่ทหาร และกรมสนธิสัญญามาเจรจา

ในอดีตไทยมักขัดแย้งกับพม่า แต่ทำไมสมัยใหม่ ไทยถึงขัดแย้งกับกัมพูชาแทน

เพราะเขมรถูกใช้เป็นเกมในการล้มรัฐบาลสมัคร ทั้งนี้ เกมชาตินิยมมันจะต้องถูกปลูกโดยผู้นำที่เป็นชาติ อย่างน้อยจบปริญญาตรี อยู่ในเมืองหลวง หรือถูกชุบตัวใน กทม.แล้ว ชาวบ้านทั่วไปหรือผู้หญิงปลุกไม่ได้

ทำไมต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างนั้น

มันผลิตมาโดยคนพวกนี้ ที่สำคัญมันต้องจินตนาการเยอะ ต้องคิดว่าตัวเองมีเชื้อชาติบริสุทธิ์ อพยพลงมาจากเมืองจีน ชาตินิยมต้องมีผู้นำ อย่างอาเจ็กข้างบ้าน คนขายข้าวเหนียวปิ้ง หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างปากซอย คงไม่สนใจ และนำไม่ขึ้น

ประเมินว่าขบวนการชาตินิยม พ.ศ.นี้จะจบอย่างไร

คงต้องปล่อยให้มันเดินไปถึงที่สุดของมัน ธนูออกจากแล่งไปแล้ว มันก็ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ จนหมดแรง หรือไปชนอะไรสักอย่าง

เบื่อเรื่อง ๗ คนไทยในคุกเขมรเต็มที โดย ร.ต.อ. ดร. นิติภูมิ นวรัตน์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ศุกร์ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔



วันอาทิตย์มะรืนนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์จัดงานวันครู
เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.นายกิติตพงศ์ พวงศิริ พูด ‘“ การพัฒนาครู...สู่ความก้าวหน้า...
ในการให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษาตามแนวทางใหม่”

เวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. นิติภูมิพูด "มิติโลก มิติรัฐ กับการจัดการศึกษาท้องถิ่นไทย"
ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษามหาราชา ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์



ผู้อ่านท่านที่เคารพครับ
เรื่องของ ๗ คนไทยนี่ดูเหมือนว่า
จะชักนำทำให้สถานะของราชอาณาจักรไทยตกต่ำในเวทีระหว่างประเทศ
ยากที่จะดึงขึ้นให้กลับมาสู่สถานะปกติดังเดิมแล้วนะครับ
อยู่ดีๆ ท่านเหล่านี้ก็เดินเข้าไปที่ชายแดน ไป
ทำให้คนไทยทั้งประเทศตกหลุมแห่งความอับอายขายขี้หน้า
ยิ่งมีคนไทยไปพูดจาเรื่องดึงกฎเจนีวามาอ้าง
มันยิ่งทำให้นานาอารยะประเทศมองเห็นเราเป็นพวกป่าเถื่อนที่ไม่มีความรู้
ทะลึ่งไปอ้างกฎที่ใช้กับเชลยศึกสงคราม
ทั้งคนเขมรและคนไทยก็เลยสงสัยว่าพวกเอ็งกลายเป็นเชลยศึกสงครามไปตั้งแต่เมื่อใด
ตอนจะไปสร้างเรื่องก่อราว คนไทยไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย มีเพียงนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่รู้
พอขัดสนอับจนปัญญาก็จะก็มาขอให้สหประชาชาติช่วย


สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี ราชอาณาจักรไทยของเรา
มีศัตรูประเทศคอมมิวนิสต์รอบข้าง


ประเทศไทยไชโยของเรามีสถานะดีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ในยุคพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน ผู้ที่มีวิชั่นกว้างไกล
ทำให้สนามรบรอบบ้านกลายเป็นสนามการค้า
พอนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี อ้าว เราก็มีปัญหาระหองระแหง
กินแหนงแคลงใจกันระหว่างเพื่อนบ้านอีกแล้ว
กระทั่งสมัยของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ความสัมพันธ์ของไทยกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ
จึงกลับมาเป็นปกติ และกับบางประเทศ เรามีความสัมพันธ์ดีกว่าเดิมซะด้วยซ้ำ



การกระทำของ ๗ คนไทย + นายกษิต ภิรมย์ + กลุ่มพันธมิตรฯ ฯลฯ
ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทย
คนไทยที่ทำไว้ดีมากในเวทีโลกก่อนหน้านี้ต้องมลายหายไป
ผู้อ่านท่านลองนึกถึงคนไทยเหล่านี้ซีครับ
ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีต ผ.อ. การค้าโลก,
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน หรือแม้แต่
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่ไต่ไปจนได้เป็นแคนดิเดทเลขาธิการของสหประชาชาติ
ท่านเหล่านี้สร้างชื่อเสียงในทางดีให้ประเทศชาติบ้านเมืองทั้งนั้น



ก่อนหน้ารัฐบาลยุคนี้
คนไทยและรัฐบาลไทยไปจีน จีนเกรงใจ
ไปญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเกรงใจ
ไปที่ไหนมีแต่รัฐบาลและประชาชนผู้คนของประเทศนั้นๆ เกรงใจ
เพราะในสมัยนั้นผู้นำไทยเข้มแข็ง เก่งทางด้านการเจรจาต่อรอง มีให้ มีรับ ฯลฯ



แต่พอมาถึงวันนี้ เรากลับมีสถานการณ์ในประเทศเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้าน
เหมือนในยุคของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์
ซึ่งเป็นผลพวงมาจากสงครามเย็น
ซึ่งไทยเราเลือกข้างอยู่กับทางสหรัฐอเมริกา



ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน + ศักดิ์ศรีของประเทศและประชาชนคนไทย
ที่เคยดีมากที่สุดในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
และสมัยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร
กลับมาละลายหายไปในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีจนหมดสิ้น
คนไทยแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้ว
เดินทางไปประเทศไหนต้องเอาปี๊ปคลุมหน้าไปด้วย
มันน่าอายจริงๆ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์
โดนสมเด็จฮุนเซ็นเอามือตบหน้าสั่งสอนเบาๆ แทบทุกวัน


แม้แต่วันพุธที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับเปิดฟ้าส่องโลกของศุกร์วันนี้
สมเด็จฮุนเซ็นก็ออกแถลงการณ์ชี้แจงจุดยืนความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
แถมสมเด็จฮุนเซ็นยังเรียกกลุ่มคนไทยที่เคลื่อนไหวสร้างปัญหา
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ในขณะนี้ว่า เป็นพวกหัวรุนแรง


ผู้บริหารระดับหัวหน้ารัฐบาลและระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของฝ่ายไทย
พยายามบอกกับประชาชนคนไทยว่า
ไม่มีอะไรในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นความสัมพันธ์ขั้นปกติ
เพราะการไปเยือนของตน
ทว่าสมเด็จฮุนเซ็นออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างเป็นทางการเลยนะครับว่า
เหตุที่ราชอาณาจักรไทยกับพระราชอาณาจักรกัมพูชากลับมามีความสัมพันธ์ขั้นปกติกันอีกนั้น
ไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนี้
แต่มาจากการที่ทหารไทยถอนทหารที่ได้รุกล้ำในบริเวณพระเจดีย์วัดแก้วฯ
เมื่อ ๑๐.๓๐ น.ของวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓


ก็ไม่รู้ว่า รัฐบาลชุดนี้บริหารชาติบ้านเมืองกันเป็นมากน้อยแค่ไหน ถึงได้มีแต่ปัญหา
แตะไปตรงไหนในประเทศนี้เป็นได้เจอแต่น้ำหนองเยิ้มเลอะเปรอะมือมาด้วย
มีอย่างที่ไหน
วันดีคืนนี้ รัฐบาลก็ประกาศระงับการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชผัก
อัก ๑๖ ชนิด ๕ กลุ่มที่จะส่งออกไปขายใน ๒๗ ประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป
โดยให้ระงับตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
กะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู
มะเขือยาว มะเขือเปราะ มะเขือม่วง มะเขือขาว ฯลฯ

แม้แต่พืชมูลค่าเล็กน้อยกระจอกงอกง่อยอย่างมะระขี้นกนี่ ก็ยังโดน


http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=3691&ipagenum=

ดินแดนที่ “เกือบไม่มี” เสรีภาพ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

Read more from ประเทศไทย, สิทธิมนุษยชน




วันนี้หนังสือพิมพ์และแหล่งข่าวหลายแห่งพากันกล่าวถึง
การจัดอันดับ “เสรีภาพในโลก” ขององค์กร
Freedom house ในวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา
ประเทศไทยยังคงถูกจัดอยู่ในประเภทของ “ประเทศที่มีเสรีภาพเพียงบางส่วน”
โดยอยู่ในประเภทดังกล่าวติดกันเป็นเวลา 4 ปี
ส่วนลำดับของสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพของพลเรือน
ยังอยู่ในลำดับเดิมตั้งแต่ปีที่แล้ว
องค์กร Freedom House กล่าวอย่างคร่าวๆว่า
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เสรีภาพของพลเรือนลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในหลายปีที่ผ่านมา
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ หากพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

แม้องค์กร Freedom House จะสังเกตเห็นว่า
ว่า ความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยนั้นตกต่ำลง
แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ควรจะดีใจที่องค์กร Freedom House ไม่ได้ประนามรัฐบาลรุนแรงกว่านี้
เพราะมันยากที่จะเชื่อว่าเสรีภาพโดยรวมของประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากปีที่แล้ว
เพราะมีการใช้พรก.ฉุกเฉินติดต่อกันเป็นเวลาถึง 9เดือน จะเห็นว่า
รัฐบาลไทยได้ประโยชน์จากการจัดลับดับที่เต็มไปด้วยอคติขององค์กร Freedom House
ที่มีมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น นักรัฐศาสตร์อย่าง Kenneth Bollen ได้แสดงทัศนะว่า
องค์กร Freedom House มักจะผ่อนปรนกับเผด็จการที่เป็นมิตรกับรัฐบาลอเมริกามากกว่า
เราลองจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการจัดลำดับเสรีภาพในเวเนซูเอล่า
หาก Hugo Chavez สังหารผู้ชุมนุมกว่า 90 รายบนท้องถนนกรุงคาราคัส
หรือบิดเบือนการใช้กฎหมายฉุกเฉิน
ข้อเท็จจริงคือ ลำดับของสิทธิพลเรือนในเวเนซูเอล่าลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในหลายปีที่ผ่านมา แม้ Hugo Chavez ไม่ได้กระทำเรื่องดังกล่าวเลยก็ตาม

นอกจากนี้ ใครก็ตามที่หวังดีกับประเทศไทยอย่างแท้จริง
ก็ต้องรู้สึกแย่เมื่อต้องทนดูประเทศไทยกำลังจมดิ่งลงสู่หุบเหวภายการนำของรัฐบาลนี้
เพราะการจัดลำดับ “สิทธิทางการเมือง” ในประเทศไทย (ได้คะแนนลำดับ 5)
ถูกจัดให้อยู่ในลำดับเดียวกับประเทศอย่างประเทศบูร์กินาฟาโซ, บุรุนดี,
สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, แกมเบีย, อูกานดา, กินี, อิรัค, โคโซโว,คีร์กีซสถาน,
เลบานอน, โมรอคโค, ไนเจอร์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, โทโก และเวเนซูเอล่า

ในขณะที่คะแนนในเรื่อง “สิทธิพลเรือน” นั้นดีกว่านิดหน่อย (ได้ 4คะแนน)
และอยู่ในลำดับเดียวกับประเทศอาร์มาเนีย, บังคลาเทศ, โคลัมเบีย, โคโมรอส,
ติเมอร์ตะวันออก, ฟิจิ, กัวเตมาลา, กินี-บิสเซา, ฮอนดูรัส, โคโซโว, ลิเบอร์เลีย,
มาดากัสการ์, มาลาวี, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, โมรอคโค, เนปาล, นิคาร์รากัวร์,
ไนเจอร์, ไนจีเรีย, สิงคโปร์, ศรีลังกา, โทโก, อูกานดา และแซมเบีย


แม้ว่ามาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยของไทยจะตกต่ำเป็นเวลาหลายปี
แต่การที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ลำดับเดียวกับประเทศเหล่านั้นถือเป็นสิ่งที่น่าอับอาย

ประการแรกคือ ประเทศไทยพัฒนาไปไกลกว่าประเทศอื่นที่อยู่ในลำดับเดียวกัน
ในการจัดลำดับสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเรือน
ซึ่งยกเว้นประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ที่พัฒนากว่าประเทศไทย
ในแง่ของความมั่งคั่ง อายุขัยของประชากร และระบบการศึกษาเท่านั้น
แต่ทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้เป็นประเทศตัวอย่างที่ดี
ในแง่ของเสรีภาพและระบอบประชาธิปไตยเลย ประเทศอย่างแซมเบีย,
แกมเบีย, มาลาวี, กินี,สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ,บูร์กินาฟาโซ,
ลิเบอร์เลีย, กินี-บิสเซา, บุรันดี และไนเจอร์
ถูกจัดให้อยู่ใน 20 ลำดับสุดท้ายของประเทศด้อยพัฒนาที่สุด

ประการที่สอง สถาบันทางประชาธิปไตยในประเทศไทยได้เริ่มพัฒนามายาวนาน
โดยประเทศส่วนใหญ่ที่ถูกจัดให้อยู่ในลำดับเดียวกับประเทศไทยนั้น
ต่างเคยเป็นประเทศในอาณานิคมของตะวันตกมาก่อน
และเมื่อไม่นานมานี้มีเหตุการณ์วุ่นวาย
และสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในบางประเทศเหล่านี้ด้วย
ส่งผลให้ประชาชนหลายแสนคนเสียชีวิต เป็นเวลากว่า 8ทศวรรษแล้ว
ที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
แต่ประเทศไทยยังคงถูกจัดให้อยู่ในลำดับเดียวกันกับประเทศ
อย่างเลบานอน, ลิเบอร์เลีย, ไนจีเรีย หรือศรีลังกา

ประเทศที่องค์กร Freedom House จัดให้อยู่ในลำดับเดียวในประเทศไทยนั้น
อาจมีข้ออ้างที่ฟังขึ้นว่าเหตุใดจึงไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
แต่ประเทศไทยนั้นหมดข้ออ้างไปนานแล้ว
ปัญหาของระเทศไทยไม่ได้อยู่ที่เรื่องความไม่พัฒนา
หรือขาดความคุ้นเคยกับประชาธิปไตย
แต่อยู่ที่ตัวของผู้นำกลุ่มอำมาตย์ที่ปกครองประเทศโดยไม่ฟังเสีียงประชาชน
มักชอบอ้างว่าตนเองนั้นเป็น “คนดี” และ “มีคุณธรรม”
ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศไทยสมควรมีรัฐบาลที่ดีเท่ากับประชาชน
แต่เป็นที่ชัดเจนว่า หนทางนั้นยังอีกไกล



http://robertamsterdam.com/thai/?p=662

สินค้าปลอม โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa





คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง สินค้าปลอม (ตอนที่ ๑)
โดย กาหลิบ

ในสมัยก่อน ผู้บริโภคที่พบสินค้าปลอมแปลงอาจจะโยนของชิ้นนั้นทิ้งไปโดยไม่คิดอะไรมาก
และไม่คิดจะดำเนินการอะไรต่อ หน้าที่ในการแจ้งความดำเนินคดีเป็นของฝ่ายรัฐ
และผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่บัดนี้ผู้บริโภคตระหนักในสิทธิของตน
และอันตรายในการสินค้าหลอกลวงเช่นนี้มากขึ้น
การประท้วงทวงสิทธิจึงเริ่มจะรุนแรงขึ้น
และได้ก้าวหน้าไปถึงขั้นที่ลากคนที่เกี่ยวข้องมากระทืบเสียแทบเป็นภัสม์ธุลี

สินค้าปลอมแปลงล่าสุดที่ถูกส่งสู่ตลาดใหญ่ที่มีผู้บริโภคถึง ๖๕ ล้านคน
และกำลังจะถูกประจาน ประณาม
และชี้ถึงอันตรายอันใหญ่หลวง ก็คือนโยบายล่าสุดของรัฐบาลไทยปัจจุบัน
ซึ่งเป็นกรรมต่อเนื่องของระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตย ที่เรียกอย่างหรูว่า
โครงการประชาวิวัฒน์
และในชื่อจริงว่าโครงการเร่งรัดปฏิบัติการด่วนเพื่อคนไทยจำนวน ๙ ข้อ

๙ ข้อนี่แหละที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลของเขา
สู่ประชาชนผู้เสียภาษีอากร

ลองมาวิสัชนากันหน่อยปะไร แล้วจะรู้ว่าหาก ๙ ข้อนี่เป็นของขวัญ
ก็ไม่ต่างอะไรจากซื้อเหล้าเป็นของขวัญในเทศกาลต่างๆ
ซึ่งอาจจะลงท้ายด้วยอุบัติเหตุจราจรหรือเกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้รับขึ้นมาเฉยๆ

๑. “ให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมได้รับสิทธิประโยชน์
เจ็บป่วยเสียชีวิต รวมถึงเบี้ยชราภาพ
หรือประชาชนจ่ายเงิน ๑๐๐/๑๕๐ บาทต่อเดือน
จ่าย ๗๐ บาทรัฐสมทบ ๓๐ บาท
หรือ จ่าย ๑๐๐ บาทรัฐสมทบ ๕๐ บาท กรณีหลังจะประกันกรณีชราภาพด้วย”

นายอภิสิทธิ์ฯ รู้หรือไม่ว่า โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า
หรือโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลที่นำโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ซึ่งเขาพยายามเลียนแบบเพื่อเอาคะแนนนิยมสู่พรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นโครงการ
ที่มิได้แอบอิงทุนสะสมของกองทุนประกันสังคมเอาเลย
ผู้ใดที่เอะอะก็คว้าเอาเงินในกองทุนประกันสังคมมาใช้
ผู้นั้นก็คือมนุษย์ลวงโลกที่สะสมปัญหาไว้ให้ลูกหลานเหลนโหลนไปแก้ไขในวันข้างหน้า

กองทุนประกันสังคมถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ๓ ฝ่ายคือ
ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล เป็นเรื่องของความเป็นธรรม
ในหมู่ผู้สร้างงาน (productivity) ให้กับบ้านกับเมือง
มิได้ออกแบบมารองรับสิทธิในการรับการรักษาพยาบาลในกรอบใหญ่ขนาดทั้งประเทศไทย

หากนายอภิสิทธิ์ฯ จะแย้งว่าตนจะใช้เงินกู้ยืมจากต่างประเทศและในประเทศ
จะไม่แอบใช้ในกองทุนประกันสังคมเลย (ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้)
ก็จะเดินตรงไปสู่ปัญหาที่สอง คือโยนเงินกู้ที่ต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยเข้าสู่ระบบสาธารณสุขแห่งชาติ
ที่ยังฉ้อฉลและขาดประสิทธิภาพอย่างรุนแรง

รัฐบาลทักษิณจึงริเริ่มโครงการ ๓๐ บาท ซึ่งแท้ที่จริงคือ
วิธีการใหม่ในการบริหารต้นทุนและการบริการของระบบสาธารณสุขของประเทศ
หลักการที่สำคัญคือ ยึดเอาความพอใจและสิทธิของผู้ป่วยเป็นหลัก
ไม่ใช่เอาผลประโยชน์และความสะดวกของโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก
อย่างที่ทำมาตั้งแต่รัชกาลก่อนๆ
หลังจากนั้นแต่ละสถานพยาบาลเริ่มเรียนรู้ที่จะพัฒนาระบบบริการเพื่อผูกใจคน
เพื่อรักษา “ค่าหัว” ของผู้ป่วยแต่ละรายมารวมเป็นงบประมาณของตน

แต่วิธีการจอมปลอมของรัฐบาลอภิสิทธิ์
นอกจากจะทำให้เกิดระบบรักษาพยาบาลที่ด้อยประสิทธิภาพทั้งประเทศแล้ว
ยังสิ้นเปลืองเงินทุนมหาศาลจากกองทุนประกันสังคม และเงินงบประมาณอื่นๆ
จนอาจถึงขั้นทำให้กองทุนนั้นขาดทุนในระยะยาว รัฐบาลมีปัญหางบประมาณในระยะไกล
ส่งผลกระทบถึงสิทธิของผู้ใช้แรงงานในทุกระดับและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ถ้าสื่อมวลชนและนักวิชาการส่วนใหญ่ของไทยยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง
ขอให้ไปติดตามผลการดำเนินการของนโยบายข้อนี้อย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะการบริหารต้นทุนเอาเองเถิด แล้ว
จะเกิดสยองขวัญขึ้นเองว่าสิทธิของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้กำลังจะถูกทำลายลงอย่างไร

ยังไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการแข่งขันของชาติที่จะถูกกระหน่ำซ้ำเติมอย่างหนัก (ยังมีต่อ)



http://democracy100percent.blogspot.com/2011/01/blog-post_15.html

อังกฤษเชิญ 'แม่เกด'ให้การคดี 6ศพ

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red



โพสโดยคุณ NNAANN http://www.internetfreedom.us/thread-9381.html

การสอบสวนคดีทุจริต...ประสิทธิภาพที่ต่ำทราม!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ก่อนที่จะเข้าเรื่องที่ตั้งใจเขียน ขอย้อนไปถึงบทความสัปดาห์ที่แล้ว คือ “บริหารแบบไม่บริหาร!... สู้แม้วไม่ได้เลย!!” ซึ่งผมได้ยกคำพูดของ สนธิ ลิ้มทองกุล บอสใหญ่ของค่ายโพกผ้าเหลือง ที่ยืนยันผ่าน ASTV ว่าการบริหารงานของนายมาร์ค มุกควาย ไม่อาจเทียบได้กับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในทุกกระบวนท่า
มาถึงสัปดาห์นี้ เรื่องที่คนไทยกำลังตื่นกัน คือส.ส.หมาดๆของพรรคดักดาน ที่เคยมีบทบาทไล่ล่าคุณทักษิณ โดยหมายจะเอานายกรัฐมนตรีฯ ที่ถูกโค่นล้มด้วยปากกระบอกปืน กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เขาผู้นั้นชื่อ
นายพนิช วิกิตเศรษฐ์
อีตาคนนี้แกเบาปัญญา เพราะไปรับบัญชาของ เถนโพธิรักษ์ แล้วเซอะซะซุ่มซ่ามไปถูกจับกุม พร้อมกับคนไทยอีกหลายคนในดินแดนของกัมพูชา ทำให้เกียรติภูมิของชาติ ต้องตกต่ำลงไปอีก
ทุกขะโต ทุกขะฐานัง!
ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว อย่างพระท่านว่าจริงๆ จะเอาทักษิณเข้าคุก แต่ตัวเองต้องเข้าคุกเขมร ไปนอนให้หนูและแมลงสาป แทะหัวก่อน!!

ในกรณีดังกล่าว ผู้คนในบ้านเมืองที่กำลังร้าวฉานแบ่งค่ายแบ่งขั้วกันอย่างล้ำลึก ก็มีความรู้สึกแตกต่างกันไป
บางพวกก็ ‘สะใจ’ บ้างก็ห่วงใย!

content/picdata/273/data/cambodai.jpg

ได้มีการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเสียงตำหนิแสดงความไม่พอใจ รวมทั้งการด่าทอบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีรัฐมนตรีพันธ์โลซก ซึ่งมักก่อเรื่องนรกด้วยการทะเลาะเบาะแว้งกับผู้คน และประเทศเพื่อนบ้านเขาไปทั่วเป็นประจำตามสันดานของแก
มาถึงวันนี้ ความเหนือชั้นในการบริหารประเทศของทักษิณฯ ตามบทความของผมในสัปดาห์ก่อนนั้น ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ
เรื่องกิจการต่างประเทศ
ทั้งนี้ เพราะคุณเตช บุนนาค ซึ่งเป็นที่เคารพของคนในกระทรวงการต่างประเทศ เพราะท่านเคยเป็นข้าราชการประจำที่มีตำแหน่งสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบัวแก้ว ในสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช มาก่อน
คุณเตชได้กล่าวยืนยัน เมื่อ 11 ม.ค.2554 นี้เองว่า...
การต่างประเทศของไทยตอนนี้ ถือว่าอยู่ในยุคตกต่ำอย่างมาก จากที่เคยขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปี 2546 ที่ไทยขึ้นมาเป็นผู้นำบนเวทีนานาชาติได้
ปี พ.ศ.2546 ประเทศไทยเรามีนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถสูง ชื่อ...
พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร!
มาถึงพ.ศ.นี้ การต่างประเทศของเรา ตกต่ำจนเป็นที่ดูถูกดูแคลนของคนทั่วโลก เพราะบ้านเราโชคร้ายสุดๆ ดันมีเคราะห์ไปได้ นายมาร์ค มุกควาย มาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้
ขอให้พี่น้องผองไทยจำกันไว้ อย่าลืมเชียว ช่วยจำใส่ใจเอาไว้ และนำไปสอนลูกสอนหลานเรา ในวันข้างหน้าด้วย!

ากนี้ไป ผมก็จะเข้าเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนถึงในวันนี้ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ไม่กี่วันนี้มีข่าวหนึ่ง ที่ควรจะกลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องคอรัปชั่น ของผู้บริหารในองค์กรการเมืองส่วนท้องถิ่น เลยขอนำข่าวมาเล่าเกริ่น สำหรับท่านผู้อ่าน ที่ไม่ได้ติดตามข่าวนี้มาก่อน นั่นคือ

การที่ตำรวจจับกุมตัว "นายเมธา ใจบริสุทธิ์”นายกเทศมนตรีเมืองคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานีในข้อหาทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ก่อนเข้าทำการจับกุม หลังจากที่ นายเจริญ โชคทวีวิศาลกุล อายุ 38 ปี เจ้าของบริษัทสันฐิตาจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เข้ายื่นซองกระดาษสีน้ำตาลที่บรรจุเงินสดไว้ให้แก่นายเมธา ในห้องทำงาน ภายในสำนักงานเทศบาลเมืองคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
แผนการจับกุมครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อ นายเจริญ เข้าพบกับ พ.ต.อ.วีระพันธ์ ทันใจ ผกก.2 บก.ปปป. เพื่อขอหารือ หลังจากถูกกลั่นแกล้งจากผู้ที่เกี่ยวข้องในการตรวจงาน หลังจากประมูลงานชนะเข้าไปก่อสร้างโครงการโรงงานสูบน้ำ
"ผู้เสียหายเข้ามาปรึกษาหารือ เพราะทนไม่ไหวจากการที่ถูกอ้างว่ากลั่นแกล้ง ทำนองว่า งานไม่สมบูรณ์จนกระทั่งเสียค่าปรับ ซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าบริษัทอื่นๆ ก็ถูกกระทำ ก็เลยบอกไปว่า ให้ไปรวมกันมาแจ้งความ แต่การจับกุมต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ผู้เสียหายต้องให้ความร่วมมือ นายเจริญก็ขอกลับไปคิด แล้วก็เงียบหายไป" พ.ต.อ.วีระพันธ์ ระบุ
การเงียบหายไปของนายเจริญ ทำให้ตำรวจคาดว่า นายเจริญคงไม่อยากดำเนินคดี เพราะยังไงต้องประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ต้องประมูลงานตามสถานที่หน่วยงานราชการต่างๆ ในอนาคต แต่แล้วช่วงสายวันที่ 5 มกราคม 2554 นายเจริญได้เข้าพบ พ.ต.อ.วีระพันธ์ อีกครั้ง พร้อมขอร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับนายเมธา
หลังจากรับคำร้องทุกข์ พ.ต.อ.วีระพันธ์รายงานเหตุที่เกิดขึ้นต่อ พล.ต.ต.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบก.ปปป.ทราบ ก่อนได้คำสั่งให้เร่งสืบสวนจับกุม เมื่อนายเจริญนำเงินสด พร้อมซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุเงินสดไว้ถ่ายสำเนาทั้งหมดแล้วตำรวจนำไปจดในบันทึกประจำวัน ก่อนเดินทางไปที่สำนักงานเทศบาลเมืองคูคต หลังจากนั้นให้นายเจริญเข้าไปพบนายเมธาในห้องทำงาน พร้อมยื่นซองบรรจุเงินให้แก่นายเมธา แล้วนายเมธาก็นำเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานด้านขวา พ.ต.อ.วีระพันธ์จึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบว่า
นายเจริญแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่า นายเมธาเรียกรับผลประโยชน์
จากตัวอย่างที่เป็นเรื่องจริง ตามข่าวที่ลอกมานี้ ผมขอเล่าย้อนสักนิด เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบเกี่ยวกับหน่วยตำรวจ ที่ทำการจับกุมคดีดังไปทั่วประเทศ แบบคาหนังคาเขา ดังต่อไปนี้

ก่อนที่จะมีคณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้น เดิมการสอบสวนคดีทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น “ตำรวจ” เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน และหน่วยที่รับผิดชอบในการดำเนินการ เพื่อต่อสู้กับปัญหาการทุจริตของชาตินั้น คือ
กองกำกับการที่ 6 กองบังคับการกองปราบปราม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางอีกชั้นหนึ่ง
หน่วยงานที่มีหน้าที่ ปราบปรามคอรัปชั่น!
ใครเป็นนายตำรวจสมัยนั้น ก็ไม่อยากไปอยู่กองกำกับการนี้ เพราะไม่มีผลประโยชน์ หรือรายได้ทางอื่น นอกเหนือจากเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยงที่จะได้รับ ก๋ต่อเมื่อออกจากที่ตั้งไปทำการสอบสวนในต่างจังหวัด
นายตำรวจส่วนใหญ่ของหน่วยนี้ จะต้องดำรงชีวิตเรียบง่าย เพราะจะถูกจับตาจากผู้บังคับบัญชา ที่ห่วงใยในเรื่อง “คอรัปชั่นซ้อน” แต่ก็มีนายตำรวจลูกหม้อจากกองกำกับการนี้ ชื่อ พล.ต.ต.สงวน คล่องใจ สามารถตีแหวกขึ้นมา ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปรามได้
เป็นที่ฮือฮากันมาก!

ความซื่อสัตย์ของผู้การสงวนฯ เป็นที่เลื่องลือนัก เพราะท่านมีชีวิตที่เรียบง่าย ปกติแล้วจะรับประทานอาหารในที่ทำงาน โดยมักกินข้าวต้มกับถั่วลิสงคั่ว ทั้งมื้อกลางวันและเย็น จนเป็นที่ชินตาของลูกน้อง
ท่านเป็นคนร่างผอมสูง ถึงแม้จะเป็นผู้บังคับการแล้ว ก็สามารถใส่เสื้อผ้าสมัยเป็นนักเรียนนายร้อยได้ เพราะรูปร่างไม่เปลี่ยนแปลง สามารถรักษาน้ำหนัก ไว้คงเส้นคงวาได้ดีที่เดียว
วันหนึ่ง ท่านนั่งทำงานกลางดึกในกองปราบปราม สามยอด แล้วเป็นลมล้มตึงจากเก้าอี้ ลูกน้องต้องนำส่งโพงพยาบาล
ผลการวินิจฉัย แพทย์บอกว่า ท่านเป็น...
“โรคขาดอาหาร!”
จึงเป็นที่กล่าวขานกันนักว่า คนที่เป็น “ผู้บังคับการกองปราบปราม” เป็นโรคขาดอาหารอย่างไรกัน ไม่น่าเป็นไปได้
แต่ก็เป็นไปแล้ว!!

ที่เล่ามานี้ ก็เพื่อแสดงของผู้ที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสอบสวนคดีทุจริตของประเทศ ดำรงชีวิตเรียบง่าย ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ แต่วันเวลาเปลี่ยนไป นักการเมืองตั้งหน่วยงานใหม่ มารับโอนเอางานสอบสวนคดีลักษณะนี้ไป แต่กลับทำให้การสอบสวนปราบปรามคอรัปชั่น
ด้อยประสิทธิภาพลง อย่างน่าใจหาย!
เมื่อต้องโอนงานสอบสวนให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น ตำรวจมีสำนวนการสอบสวนอยู่ระหว่างการดำเนินการเพียง 300 คดี และคดีระหว่างการสืบสวนประมาณ 600 คดี รวมกันไม่ถึง 1,000 เรื่อง
สำนวนการสอบสวนตำรวจ ไม่มีเรื่องเสียหาย และอนุกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ที่มารับมอบสำนวนการสอบสวนในครั้งนั้น ก็เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งต่อมาก็ได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภา ให้เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และได้รับการลงคะแนนเสียงจากคณะกรรมการ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกด้วย
หลังจากโอนงานสอบสวนไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ตำรวจยังมีหน่วยสอบสวนคดีทุจริต โดยมีข้อจำกัด เพราะสอบสวนได้โดยมีกำหนด 30 วัน แล้วต้องส่งสำนวนการสอบสวนให้ ป.ป.ช. หน่วยงานนี้มีชื่อ เรียกว่า
กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ป.ป.ป.)
หน่วยตำรวจที่ทำการจับกุมตัว นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นั่นแหละครับ!

การสอบสวนที่อยู่กับตำรวจนั้น ไม่เคยคั่งค้าง จนได้รับความเสียหาย เพราะมีการกำกับดูแลตามลำดับชั้นเป็นอย่างดี มีการตรวจสอบสำนวนค้างเป็นรายสัปดาห์ และรายเดือน แต่เมื่อโอนงานมาอยู่กับ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพียงไม่กี่ปี กลับมีเรื่องคั่งค้างแบบดินพอกหางหมู อย่างน่าตกใจถึงกว่า 1 หมื่นเรื่อง
ทั้งนี้ เพราะกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช. เป็นไปอย่างเยิ่นเย้อ ยืดยาด อีกทั้งเมื่อเริ่มตั้ง ป.ป.ช. คณะกรรมการก็ประชุมกันสัปดาห์ละครั้งเดียวเท่านั้น จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ก็มาเพิ่มเป็น 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ทันการต่อสำนวนการสอบสวน ที่คั่งค้างมากมายขนาดนั้น
นี่ขนาดเพิ่งตัดโอนคดีทุจริต ของข้าราชการระดับ ซี 8 ลงไป ให้กับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ของกระทรวงยุติธรรม แต่ถึงกระนั้น เรื่องก็ยังคั่งค้างอยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. อีกครึ่งค่อนหมื่น

ารสอบสวนคดีต่างๆของ ป.ป.ช. เป็นไปอย่างล่าช้า ยกตัวอย่าง เช่น
คดีของอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ร่วมกระทำความผิดในฟากสหรัฐ รับโทษจำคุกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ของเรายังเพิ่งเริ่ม และไม่รู้อนาคตด้วยว่า
จะต้องใช้เวลาไปอีกกี่ปี หรือกี่ชาติ!?
ถ้าตำรวจยังสอบสวนอยู่ ป่านนี้อดีตผู้ว่าการท่องเที่ยว ถูก รวบตัวและฟ้องร้องไปนานแล้ว
เช่นเดียวกับคดีนายอภิรักษ์ฯ อดีตผู้ว่า กทม. ป่านนี้จะต้องถูกจับกุม หรือศาลอาจพิพากษาเรียบร้อยไปแล้วก็ได้ เพราะเวลาผ่านไปหลายปีดีดักแล้ว!

ที่น่าเกลียดน่าชังมากคือ คดีที่เข้ามาสู่ ป.ป.ช.นั้น หากเป็นคดีการเมือง หรือฝ่ายตรงข้ามกับพรรคประชาธิเปรต คือพรรคพวกทักษิณ เป็นผู้ถูกกล่าวหา อย่างเช่นคดี พันตำรวจเอก ธนายุตม์ วุฒิจรัสธรงค์ (ฤทธิรงค์ เทพจันดา) หรือ “โอ๋ สืบหก” ก็จะถูกหยิบยกมาสอบสวนอย่างรวดเร็ว โดยนำมาพิจารณาก่อนเรื่องอื่นที่เข้าคิวรออยู่ก่อนหน้าเกือบหมื่นเรื่อง
อย่างนี้มันก็ทำกัน!
เดชะบุญที่ลงท้าย คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะนายวิชา มหาคุณ ประธานอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ กลับต้องฝ่ายเสียหน้าอย่างแรง เพราะนายตำรวจผู้นี้ ก็สามารถกลับมารับราชการได้ตามเดิม ตามคำสั่งคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขดำที่ 332/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 203/2551
(ดูคอลัมน์ ป.ป.ช. องค์กร ‘กบโปร่งใส’ หรือ ‘คางคกหนังหนา’ !!!?
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=154)
เฉกเช่นเดียวกับคดีของ นายตำรวจอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ซึ่งมีนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม หรือนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเอง ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดนี้ รีบเร่งหยิบยกมาสอบสวนดำเนินการก่อน ทำให้ผู้คนก็มองออกว่า
กรรมการคณะนี้ ทำลงไปเพื่อสนองความต้องการของฝ่ายพันธมาร และพรรคประชาธิเปรตเท่านั้น
หรือใครเถียงว่าไม่จริง!?

ที่รับกันไม่ได้ คือ
นายตำรวจอย่าง พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีตผู้บังคับการอุดรธานี ที่ถวายอารักขาพระบรมวงศานุวงศ์อยู่แท้ๆ ซึ่งมีกรมวังผู้ใหญ่ให้การเป็นพยานด้วย แต่กลับถูกกล่าวหาว่า
ละทิ้งหน้าที่ เพราะไม่ไปดูแลพวกพันธมาร...เท่านั้น!
มันเห็นไอ้พวกนี้ สำคัญกว่าเรื่องเจ้านายหรือไง ก็ไม่ทราบ?
อย่างไรก็ตาม นายตำรวจเหล่านี้ ซึ่งทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินมาตลอด ก็ ‘พ้นพงหนาม’ ชีวิตไปได้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมได้เขียนบทความถล่มไอ้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้อย่างไม่มีความเกรงอกเกรงใจ ทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ และเว็บไซด์ของตัวเอง (ดูบทความ สุดกังขา…นายวิชา มหาคุณ!!!
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=146)
ทั้งนี้ เพราะผมเห็นว่าคณะกรรมการโลซก ไม่ตรงไปตรงมา เพราะถ้าเป็นคดีของฝ่ายพรรคประชาธิเปรต ไอ้กรรมการชุดนี้ มันจะเร่งดำเนินการนัก แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้กล่าวหาบ้าง พวกมันกลับดำเนินการอย่างล่าช้า?
ยิ่งไปกว่านั้น...
คดีที่นักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาล เป็นผู้ถูกกล่าวหา เช่น คดีทุจริตทางด่วน คดีทุจริตคดีทุจริตโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ก็จวนขาดอายุความ หรือข้อหาเล็กๆ อาจขาดไปแล้ว
คดีหลังนี่ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบออกมาให้ข่าวยืนยัน เมื่อ 22 ต.ค.2553 ว่า
จะเสร็จสิ้นภายในปีที่ผ่านมา
แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เสร็จตามคำแถลง แถมยังมีข่าว ซึ่งไม่ทราบว่านายวิชัยฯ รู้หรือเปล่าว่าการพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ ให้หน่วงเหนี่ยว หรือชะลอเรื่องเอาไว้

หึ่งออกมาอีก!

ที่ผมเห็นว่าเป็นความ “ระยำสุดๆ” คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ ปล่อยให้คดีใหญ่มาก อย่างคดีธนาคารอาคารสงเคราะห์ขาดอายุความ ซึ่งผมได้เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ พิจารณาถอดถอนคณะกรรมการดังกล่าว ออกจากตำแหน่งเสียทั้งหมด (เว้นแต่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่) เพราะถือว่า
กรรมการชุดนี้ ขาดสมรรถภาพ ในการเป็นเจ้าหน้าที่สำคัญของรัฐ อีกทั้งยังได้กระทำความผิดอาญาอีกด้วย
ผมจะไม่เล่าซ้ำ เพราะขนาดเขียนด่าว่า เป็นคณะกรรมการ “โลซก”
ไอ้พวกนี้ มันยัง ‘หน้าด้าน’ อยู่กันได้!
(กรณาดูบทความที่เกี่ยวข้องประกอบ “ซุปเปอร์...จังไร”
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=246
ป.ป.ช.โลซก! (ไม่มีปัญญาจัดการ กะอีแค่ ‘คดีดินสอหนีบตูด’!!) http://vattavan.com/detail.php?cont_id=247)

content/picdata/273/data/cover.jpg

ากผมเป็นรัฐบาลในตอนนี้ จะต้องให้ตำรวจกลับมามีบทบาทสอบสวนคดีทุจริต เพราะในขณะนี้การสอบสวนคดีลักษณะดังกล่าว กำลังเสียหายอย่างร้ายแรง และตั้งแต่พรรคประชาธิเปรตวิ่งราวอำนาจมาได้ การทุจริตของรัฐบาล ก็เริ่มอย่างฉับพลันทันที และกระจายไปในแทบทุกกระทรวงทบวงกรม อย่างที่ผมบรรยายเอาไว้ ในข้อเขียนหลายต่อหลายตอน
แม้มันยากที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการสอบสวนคดีทุจริต เพราะดันไปถวายอำนาจ ให้ไอ้องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ซึ่งพวกมันได้ก่อความเสียหายร้ายแรง ชนิดอัปรีย์ต้องเรียก “พี่”
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ “ตำรวจ” กลับมาสอบสวนคดีประเภทนี้อีกให้ได้!
ต้องขอให้ฝ่ายนิติบัญญัติ นักกฎหมาย และนักวิชาการ ทั้งหลาย จงช่วยกันตรองดู แล้วท่านจะเห็นจริงตามที่ผมแนะนำ

มื่อตอนเรียนกฎหมายใหม่ๆ ได้รับการสั่งสอนการดำเนินคดีหรือตัดสินคดีความต่างๆ จะต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และมีภาษิตกฎหมาย ที่ดูเหมือนจะกลายเป็น Cliché ไปแล้ว เพราะว่าได้ยินกันซ้ำๆซากๆ ว่า
"Justice delay is Justice Deny"
หรือความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม เป็นการปฏิเสธความยุติธรรม แต่ไอ้ คณะป.ป.ช.ที่ผมเห็นว่าเลวร้ายชุดนี้ นั่นมันไม่ได้แค่ล่าช้านะ เพราะมันปล่อยคดีขาดอายุความไปเฉยๆเลย ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐเสียหาย ทำให้คนผิดยังลำพอง และเสวยสุขจากเงินที่เอาไปจากพี่น้องประชาชน
แล้วอย่างนี้ ประชาชนอย่างพวกเรา จะไปไว้ใจไอ้พวกเวรนี่ ให้มันทำหน้าที่ต่อไป...ได้อย่างไรกัน?

ผมเคยเรียกร้อง ให้บรรดาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกทั้งหลาย ช่วยกันลงนาม ในหนังสือยื่นรายชื่อถอดถอน ไอ้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หอกหักหนักแผ่นดินชุดนี้ ให้พ้นจากหน้าที่ไปเสียโดยเร็ว พร้อมกับส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง
ให้ดำเนินคดีกับ ไอ้พวกโลซกนี้ โดยด่วนด้วย!

มาถึงวันนี้ แม้จะยังไม่มีการเคลื่อนไหว เพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่ “ไอ้บัง กบฏ” มันแต่งตั้งนี้ก็ตาม แต่การที่พวกมัน ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในตำแหน่งนั้น ผมจึงต้องขอตะโกน บอกพี่น้องว่า...

“พวกมันหน้าด้าน...ชิบหายเลย!!”

**********

(คอลัมน์ การสอบสวนคดีทุจริต...ประสิทธิภาพที่ต่ำทราม! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2554)

พระคุณ ครู

ที่มา thaifreenews

โดย Maquid

16 มค. "วันครู" อุทิศบุญกุศล แด่ คุณครู

พระคุณครู
http://www.youtube.com/watch?v=lHiZ0eisc7E&feature=player_embedded#!

ตามรอยไม้เรียว
http://www.youtube.com/watch?v=wX0bfymJMj0&feature=related

พระคุณ ครู

“ปาเจราจริยาโหนฺติ คุณุตฺตรานุสาสกา ปญฺญาวุฑฺฒิกเร เต เต ทินฺโนวาเท นมามิหํ”

เด็กไทยที่ผ่านการศึกษาตามหลักสูตรจะจำ “บทสวดเคารพครู” เนื่องในวันครูได้ดี ซึ่งวันที่ 16 มกราคมของทุกปีถือเป็น “วันครูแห่งชาติ”

แม้เด็กนักเรียนวันนี้จะเข้าใจความหมาย “วันครู” น้อยลง ขณะที่ “ครู” ก็อาจไม่สนใจกับ “วันครู” เช่นกัน แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าครูในความรู้สึกของคนไทยนั้นเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่ 2 ของลูกหลาน เพราะครูคือผู้อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดความรู้ และสร้างภูมิปัญญา เพื่อให้ลูกศิษย์เป็นคนดีและมีความรู้ความสามารถ

ครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสังคม แม้วันนี้ครูจะมีความใกล้ชิดกับลูกศิษย์น้อยกว่าในอดีต แต่ครูยังเป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุดกับลูกศิษย์ เพราะเป็นผู้ให้ทั้งความรัก ความเมตตา ความห่วงใย และความเสียสละ ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่เป็นลูกจ้างหรือข้าราชการที่รับเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนไปวันๆ

แม้ครูไทยจะมีปัญหามากมายจนถือว่าอยู่ในขั้น “วิกฤต” แต่ครูส่วนใหญ่ก็ยังทำหน้าที่อย่างไม่ท้อแท้ ทั้งที่ครูประสบปัญหาสารพัด ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ที่ไม่เพียงพอกับภาวะค่าครองชีพเท่านั้น แต่ปัญหาสำคัญคือนโยบายการศึกษาในทุกระดับยังเหมือนยืนตายซาก

เพราะที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาเป็นแค่เศษกระดาษหรือนโยบายที่สวยหรู และไม่มีรัฐบาลใดเลยที่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้อย่างที่แถลง ระบบการศึกษาไทยจึงวิกฤตมาจนทุกวันนี้ ขณะที่ครูในฐานะผู้สอนและใกล้ชิดที่สุดกับลูกศิษย์ก็ต้องประสบปัญหาทั้งในระบบการศึกษาและระบบการบริหารภายในที่เหมือนหัวมังกุท้ายมังกร

แต่ไม่ว่าระบบการศึกษาจะวิกฤตและมีปัญหาอย่างไร ครูก็ยังเป็นครูที่ต้องให้การอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์เหมือนลูกหลานของตัวเอง

ครูจึงเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทุกสังคม เพราะครูคือบุคคลแรกที่จะสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

ครูจึงไม่ได้ให้การศึกษาแค่ด้านวิชาการ แต่ยังต้องมีความเสียสละในการดูแลอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ เพื่อให้ลูกศิษย์ได้แสงสว่างแห่งปัญญาและเป็นคนดีของสังคม

วันที่ 16 มกราคมของทุกปีจึงไม่ใช่แค่เด็กจะต้องระลึกถึงพระคุณของครูเท่านั้น แต่ทุกคนในสังคมควรระลึกถึงพระคุณครูที่ต้องทำงานด้วยความเสียสละ เพื่อทำให้คนในสังคมเป็นคนดีและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่เก่งแต่โกงหรือเก่งแต่ชั่ว

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

"ผบช.น."กาวใจ"เสื้อแดง-กลุ่มราชประสงค์" เดือด"จตุพร"ฉุน"ชาย"ผลัก"เสื้อแดง"เป็นผู้ร้าย

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมคณะเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) กับตัวแทนผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ เพื่อทำความเข้าใจกรณีผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยนายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการอยากสร้างความเข้าใจว่า 1.ไม่เคยต่อต้านหรือขัดขวางอุดมการณ์คนเสื้อแดง 2.ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใดและไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง 3.ไม่ต่อต้านการชุมนุม และ 4.เป็นห่วงการชุมนุมทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะที่ราชประสงค์

ด้านนายจตุพรกล่าวว่า การไปพบนายกรัฐมนตรี เหมือนผลักไสให้คนเสื้อแดงเป็นผู้ร้าย เหมือนผู้ประกอบการใส่ชุดขาวไปล้างถนน คนเสื้อแดงไม่ใช่ชุมนุมแล้วไปปล้นสะดม จุดการชุมนุมเป็นการย้อนประวัติศาสตร์ จุดเทียนแล้วก็แยกย้ายกัน ต้องมาช่วยจัดการอำนวยความสะดวก ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันมิตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเจรจาผ่านไป 30 นาที ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีอารมณ์ใส่กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญสื่อมวลชนออกห้องประชุม จากนั้น พล.ต.ท.จักรทิพย์กล่าวภายหลังการเจรจาว่า การหารือเป็นไปในทิศทางที่ดี การชุมนุมครั้งต่อไปในวันที่ 23 มกราคมนี้ จะลดความเดือดร้อนของประชาชนให้น้อยลง ฝ่ายเสื้อแดงยืนยันว่าจะชุมนุมต่อไป 2 ครั้งต่อเดือน ส่วนผู้ค้าก็พอใจระดับหนึ่ง โดยจะนัดพูดคุยกันก่อนในวันที่ 20 มกราคม

นายชายกล่าวว่า พอใจการเจรจาครั้งนี้ แต่ต้องดูในวันที่ 23 มกราคม เรื่องการจัดการ หลังจากนั้นค่อยคุยกันต่อไป ด้านนางธิดากล่าวว่า วันที่ 23 มกราคม คนเสื้อแดงนัดหมายเวลา 13.00 น.ที่ราชประสงค์ และเคลื่อนขบวนเวลา 15.00 น.ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยอยู่ที่ราชประสงค์แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ล้มฉุกเฉิน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




การเมืองตอนนี้มี 2-3 เรื่องใหญ่ให้ติดตามกันชนิดห้ามกะพริบตา

ประกอบด้วยเรื่องไทย-กัมพูชา การแก้ไขรัฐธรรม นูญ และกรณี 91 ศพเหยื่อพฤษภาཱ

ถ้ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคลียร์ไม่ได้หรือประมาทไม่ยอมหาข้อยุติที่ชัดเจนให้ได้โดยเร็ว

ลำพังแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็อาจทำให้รัฐบาลล้มทั้งยืน

อย่างกรณี 91 ศพ 8 เดือนผ่านไป 'ความจริง' เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อพฤหัสฯ ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้าให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการของวุฒิสภา ระบุในจำนวน 91 ศพ มีอยู่ 13 ศพ

เชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

ก่อนหน้านี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เคยนำสำนวนการสอบสวนออกมาเปิดเผยแล้วครั้งหนึ่ง แต่เพราะเป็นนายจตุพร ฝ่ายรัฐบาลก็เลยบิดพลิ้วได้

แต่พอเรื่องเดียวกันออกจากปากคนดีเอสไอ ก็ต้องรอดูกันว่ารัฐบาลจะหาทางตะแบงเอาตัวรอดได้อีกหรือไม่

ในจังหวะที่ศึกในกำลังกระเพื่อมหนัก

พรรคร่วมรัฐบาลจับมือกัน'กระชับวงล้อม'แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลักดันสูตรส.ส. 400+100 ขึ้นประชันกับสูตร 375+125 แบบไม่เกรงใจพรรคแกนนำ

จนเป็นเหตุให้มีการปล่อยข่าวข่มขู่กันกลายๆ

ว่าท้ายสุดถ้าเกมนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ชนะ นายกฯอภิสิทธิ์ อาจตัดสินใจ'ยุบสภา' เพื่อคงสถานะความได้เปรียบของพรรคตนเองไว้ในการลงสู่สนามเลือกตั้ง

เรื่องสุดท้ายกรณี 7 คนไทย ถูกกัมพูชาจับตัวขึ้นศาลกรุงพนมเปญในข้อหารุกล้ำเขตแดน

หนำซ้ำคนของกลุ่มพันธมิตรฯ นายวีระ สมความคิด ยังถูกตั้งข้อหาจารกรรมเพิ่มอีกกระทง ในขณะที่ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ คนของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการประกันตัว

สองมาตรฐานที่กัมพูชาจัดให้

เป็นเหตุให้ 'กองทัพธรรม' ขุมกำลังใหญ่ของพันธมิตรฯ โผล่ออกมาจนได้

บรรดาสาวก 'พ่อท่าน' ยกพลออกมาล้อมทำเนียบรัฐบาล

ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวขับไล่นายกฯ อภิสิทธิ์ และนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ

ด้านสถานการณ์แนวชายแดน กลุ่มชาวบ้านก็ตั้งท่าพร้อมตะลุมบอนกับกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติที่เข้ามาจุดชนวนก่อความเดือดร้อนถึงถิ่น

เงื่อนไขต่างๆ ใกล้สุกงอมเต็มที

ปลายปีที่แล้วรัฐบาลได้ฉายา' รอดฉุกเฉิน'

ขึ้นปีใหม่ไม่ทันไรหลายเรื่องรุมจนทำท่าจะ'ล้มฉุกเฉิน'ซะแล้ว

โอบามาร์ค

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

สับไก กระสุนธรรม




เหตุการณ์หนุ่มอเมริกันบุกยิงส.ส.หญิงที่เป็นข่าวใหญ่ตลอดสัปดาห์นี้ สะท้อนว่า สังคมอเมริกันก็แบ่งขั้วเหมือนกัน

ถึงจะไม่ใช้ 'สี' เป็นสัญลักษณ์แบบของไทย แต่ขั้วการเมืองซ้าย-ขวาแบ่งชัดเจน

เป็นบรรยากาศที่ลากยาวมาตั้งแต่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายปี 2544 ที่รัฐบาล (จอร์จ ดับเบิลยู. บุช) ในตอนนั้นปลุกกระแส "รักชาติ" ขึ้นมา

ชัยชนะของ บารัก โอบามา ในศึกประธานาธิบดีเมื่อปี 2551 ทำให้ฝ่ายขวา-อนุรักษ นิยม ไม่แฮปปี้

ประเด็นการใช้วาทะ-โวหารปลุกระดมทางการเมืองโหมจึงร้อนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ

แม้การสอบสวนคดียิงส.ส.หญิง เกเบรียล กิฟ ฟอร์ดส์ ยังไม่สรุปว่า เชื่อมโยงกับบรรยากาศทางการเมืองที่ปลุกเร้ามือปืนหนุ่มวัย 22 ปี ให้ก่อเหตุมากน้อยแค่ไหน แต่ชาวอเมริกันจำเป็นต้องถกเถียงเรื่องนี้

ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก แต่ต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจสังคมให้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหา

เรื่องที่น่าติดตามคือประเทศประชาธิปไตยแบบสหรัฐจะเยียวยาอาการ 'แตกขั้ว-แบ่งแยก' นี้อย่างไร

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดี สนับสนุนว่า ความแตกต่างทางการเมืองไม่ควรเดินไปสู่การสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

โดยเฉพาะในยุคที่อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อปลุกเร้าบรรยากาศให้ลุกลามได้รวดเร็ว

ส่วนท่าทีของระดับผู้นำคนปัจจุบัน บารัก โอบามา ไม่ตอกย้ำซ้ำแผลเดิม เพราะอยู่ในฐานะ 'หัว หน้าทีมเยียวยา'

ในขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวากล่าวโทษกันว่า ปลุกเร้าการเผชิญหน้าและเกลียดชัง โอบามาไม่ตำหนิว่าเป็นความผิดของฝ่ายไหน

แต่โอบามาไม่ถล่มซ้ำฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม ไม่มัวแต่ด่าคนร้าย

ทว่ากล่าวไว้อาลัยให้กับ'คนตาย' ก่อน

ตามด้วยวาทะ "ผมเชื่อว่าเราจะต้องดีขึ้น" ซึ่งเป็นการสร้างอารมณ์ร่วมของชาวอเมริกันโดยรวม

นอกจากนี้ ยังเลือกมุมมองที่ให้กำลังใจในเหตุการณ์ เช่น พลเมืองที่ช่วยกันระงับเหตุ ไม่ให้มือปืนยิงคนตายไปมากกว่านี้

เป็นการมองความหวังจากโศกนาฏกรรมที่ผ่านมา

'โอบามา'แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำแล้ว 'โอบามาร์ค' น่าจะศึกษาดูบ้าง