WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 16, 2011

คิดแบบ "ไข่ไก่"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 มกราคม 2554)

ต้องถือว่าโชคดีที่วันนี้ คุณสมัคร สุนทรเวช ไม่อยู่แล้ว

ไม่เช่นนั้นเราคงได้ยินคำวิจารณ์นโยบายขายไข่ไก่เป็นกิโลกรัมของรัฐบาลชุดนี้อย่างแสบสันต์

เพราะ "สมัคร" เป็นคนเดินตลาด

เขาเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์เดินดินเป็นอย่างดี

ไม่ได้อยู่แต่ในห้องแอร์

แนวคิดเรื่องการขายไข่ไก่ตามน้ำหนักถือเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งที่แสดงให้เห็นว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" มองภาพการแก้ปัญหาไม่ครบทุกส่วน

คิดแค่การลดต้นทุนการผลิต คือการแยกไข่ไก่ของเกษตรกร

คิดว่าถ้าขายเป็นกิโลกรัม ก็ไม่ต้องแยกขนาดไข่ไก่

ต้นทุนก็ลดลง

แต่ลืมทำความเข้าใจพฤติกรรมของพ่อค้าและลูกค้าว่าเขาซื้อขายกันอย่างไร

จิตวิทยาการซื้อขายเบื้องต้นเวลาขายของที่ขนาดไม่เท่ากัน

คนจะเลือกไซซ์ใหญ่ก่อนเสมอ

และสุดท้ายไซซ์เล็กก็จะไม่มีคนซื้อ

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเรื่องใหญ่มากในเชิงการตลาด

ไม่เชื่อลองถาม "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" ที่เคยบริหารเป๊ปซี่ มันฝรั่งเลย์ ทรู แกรมมี่ ฯลฯ มาก่อนดูก็ได้

หรือไม่มั่นใจก็ให้ถาม "กนก วงษ์ตระหง่าน" ที่เคยทำ "โรบินสัน" ก็ได้

ไม่ใช่ว่าผู้บริโภคจะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้

เปลี่ยนได้...แต่ยาก

และต้องใช้พลังการขับเคลื่อนมากกว่าแค่การประชุมและสั่งการ

ไม่เช่นนั้นจะเหมือนงบแก้ปัญหาน้ำท่วม

น้ำแห้ง จนหนาว และกำลังจะแล้ง

แต่งบน้ำท่วมยังไปไม่ถึงไหนเลย

การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม เราจะต้องมองภาพรวมให้ครบ

ผู้ผลิต พ่อค้า และผู้บริโภค

ไม่ใช่มองเพียงฝั่งเดียว กดเครื่องคิดเลขเสร็จก็คิดว่าลดต้นทุนการผลิตได้แล้ว

สำเร็จแล้ว

ลืมมองปัญหาแบบคนเดินตลาด และไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร

ผู้บริโภคนั้นใช่ว่าใครจะสั่งซ้ายหัน-ขวาหันได้

แม่ค้าก็เหมือนกัน เขาจะปรับตามผู้บริโภค

ลูกค้าอยากได้อะไร เขาก็ตอบสนองอย่างนั้น

เรื่องแบบนี้คนที่ไม่เคยเดินตลาดไม่เข้าใจหรอกครับ

คาดว่านโยบายขายไข่ไก่ตามน้ำหนักของรัฐบาล

ไม่เกิน 2 เดือน เรื่องนี้จะเงียบหายไป

ไม่แปลกที่รัฐบาล "อภิสิทธิ์" จะถูกวิจารณ์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ว่ามองบัญชีด้านเดียว

ดูบัญชีรายจ่าย โดยไม่เคยพูดเรื่อง "รายได้" เลยว่าจะมาจากไหน

นึกถึงคำขวัญวันเด็กของ "อภิสิทธิ์"

"รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ"

ครับ ถ้าเด็กวันนี้ที่จะต้องใช้หนี้ในวันหน้าคิดคำขวัญเพื่อมอบให้กับรัฐบาลชุดนี้

เขาคงบอกว่า

"รอบคอบบ้าง รู้คิดบ้าง อะไรบ้าง แต่อย่าสร้างหนี้สาธารณะ"

พันธมิตร แยกวง วง ของ สนธิ ลิ้มทองกุล กับ วีระ สมความคิด

ที่มา ข่าวสด



เป็นอันว่า การระดมมวลชนผ่านองค์กรเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ นับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2553 เป็นต้นมา

ไม่เวิร์ก

ไม่ว่าจะอาศัยเครดิต ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ทั้งในฐานะที่มี "ม.ล." นำหน้า ทั้งในฐานะที่อ้างตนเป็นนักวิชาการ

ก็ไม่เวิร์ก

แม้ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมจะอาศัยตำแหน่งประธานสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทยมาเป็นเครื่องการันตี

ก็ไม่เวิร์ก

ได้มาอย่างมากที่สุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2554 เพราะมีคนจากกองทัพธรรมมูลนิธิแห่งสันติอโศกเข้าร่วมก็มากที่สุด 500

ทำไมคนไทยซึ่งมีหัวใจรักชาติจึงมีจำนวนนิดน้อยอย่างนั้น

แปลกอย่างยิ่งที่ไม่ปรากฏเงาร่างทั้งจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง บนเวทีปราศรัย ประตู 4 บริเวณทำเนียบรัฐบาล

ทั้งๆ ที่ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ถูกจับ

หากยังไม่ลืมกันเร็วนัก ก็ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ท่านนี้มิใช่หรือคือคนที่กำกับดูแลการ์ดพันธมิตรในการชุมนุม ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนธันวาคม 2551 ที่เรียกกันว่าการชุมนุม 193 วันพันธมิตร

แล้วเหตุใด นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงไม่เป็นห่วง แล้วเหตุใด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ไม่ให้ความสนใจอย่างจริงจัง

ทำเหมือนกับกำลังจะลอยแพ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ราวกับไม่เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมาก่อน

บางคนบอกว่าเป็นเพราะมี นายวีระ สมความคิด อยู่ในจำนวน 7 คนด้วย

ครั้งหนึ่ง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อาจเคยให้ความช่วยเหลือทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ต่อ นายวีระ มุสิกพงศ์

แต่ก็มีปัญหากันในระยะหลัง

มีปัญหาถึงกับ นายวีระ สมความคิด ไม่ได้จัดรายการผ่านสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ผู้จัดการจนต้องไปอยู่กับสถานีโทรทัศน์ของสันติอโศก

มีปัญหาถึงกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกหนังสือเวียนเรื่องระงับมิให้จัดรายการและประกาศแยกตู้บริจาคออกจากกัน

เช่นนี้เอง นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเหมือนกับเย็นชาต่อชะตากรรม นายวีระ สมความคิด

เหมือนกับเป็นเรื่องของอุดมการณ์ อันเกี่ยวเนื่องกับความรักชาติรักประชาธิปไตย

แต่ความรักชาติก็มีค่าใช้จ่าย เช่นเดียวกับ การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยก็มีค่าใช้จ่ายทุกอย่างดำเนินไปใต้คำขวัญ อันความสามัคคีนั้นดีอยู่ แต่ต้องให้ตัวกูได้เป็นใหญ่

ในที่สุด คำตอบก็อยู่ที่ปัญหาว่าด้วย "ผลประโยชน์"

3ปมร้อนตีวง กระชับ"มาร์ค"

ที่มา ข่าวสด


ผ่านไปเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ดูเหมือนสถานการณ์การเมืองจะมีเค้าลางเป็นไปอย่างที่นักวิเคราะห์และนักโหรา ศาสตร์หลายคนทำนาย

ปีกระต่ายจะดุเดือดไม่แพ้ปีเสือ

แม้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะพยา ยามปิดเกมโหมโครงการประชาวิวัฒน์ 9 ของขวัญ เพื่อต่อยอดกระแส "ขาขึ้น" ภายหลังจากพ้นบ่วงคดียุบพรรค

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงปรา กฏว่าประชาวิวัฒน์กลายเป็นมุขแป้กเอาดื้อๆ

สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาบ้างก็ว่าเป็นการลอกเลียนแบบไม่ต่างอะไรจาก "ประชานิยม" ยุครัฐบาลทักษิณในอดีต

ขณะที่ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ การเมือง มองว่าเป็นนโยบายที่มาจากการแข่งขันทางการเมือง หวังผลในเรื่องการเลือกตั้ง มากกว่าแก้ไขปัญหาในเชิงหลักวิชาการและตามโครงสร้างของสังคม

ที่สำคัญนโยบาย 9 ของขวัญ บางอย่างอาจจะสร้างปัญหาเสถียร ภาพทางเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว

โครงการส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับคนกรุงเทพฯ หรือคนในเมืองหลวงซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์มากเกินไป เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย

ของขวัญ"ซานต้ามาร์ค"ไปไม่ถึงคนจนส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด

ดังนั้น แทนที่จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ผลที่ได้อาจเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

แล้วก็เป็นอะไรที่กลบกระแสประชาวิวัฒน์เสียสนิท

กรณี 7 คนไทยถูกกัมพูชาจับกุมส่งตัวขึ้นศาลกรุงพนมเปญข้อหารุกล้ำเขตแดน โดย 2 ใน 7 คนยังถูกตั้งข้อหาจารกรรมข้อมูลความมั่นคงเพิ่มอีกกระทง

รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เน้นไปที่ 2 สูตรสัด ส่วนส.ส.แบบแบ่งเขตกับปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งกำลังเป็นปมขัดแย้งกันภายในรัฐบาลระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วม

จนนำไปสู่ข่าวรัฐบาลอาจสังเวยความขัดแย้งนี้ด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

จริงเท็จอย่างไรเป็นเรื่องต้องตามกันต่อไป

แต่ข้อสรุปหนึ่งจากสถานการณ์รุมเร้ารัฐบาลขณะนี้ก็คือกระแส"ขาขึ้น"ของพรรคประชาธิปัตย์

ยุติลงแล้วในช่วงเวลาสั้นๆ

กรณี 7 คนไทยถูกกัมพูชาจับกุม

แม้ศาลกรุงพนมเปญจะอนุญาตให้ประกันตัวจำนวน 2 คนซึ่งรวมถึง นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ด้วยนั้น แม้จะเป็นสัญญาณดีสำหรับรัฐบาลไทย

แต่การที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหว ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลและหลายจุดในกรุงเทพฯ รวมทั้งการขู่เคลื่อนขบวนไปปิดด่านชายแดนค้าขายระหว่าง 2 ประเทศ

เพื่อกดดันทั้งรัฐบาลไทยและกัมพูชาให้ปล่อยตัว 7 คนไทย

โดยอ้างว่าจุดพื้นที่การจับกุมนั้นอยู่ในเขตดินแดนประเทศไทย อีกทั้งยังออกแถลงการณ์แสดงท่าทีไม่ยอมรับกระบวนการศาลของกัมพูชา

อาจทำให้เรื่องลุกลามบานปลาย ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งภายในและนอกประเทศ กระทบต่อแผนการเจรจาช่วยเหลือของรัฐบาล

ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของคนไทยทั้ง 7 คน

อย่างไรก็ตามการที่กัมพูชาไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องนี้ หากมองย้อนหลังกลับไปจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของทั้ง 2 ประเทศ

มาจากการที่นายกฯอภิสิทธิ์ ดึงเอานายกษิต ภิรมย์ มานั่งเป็นรมว.การต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ไล่ล่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และยังเป็นการตอบแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ไปในตัว

ทั้งที่รู้ว่า นายกษิต และกลุ่มพันธมิตรฯ เคยปราศรัย ด่า นายกฯฮุนเซน ไว้อย่างสาดเสียเทเสียในกรณีปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนรอบๆ

จึงเท่ากับเป็นการตบหน้านายกฯฮุนเซน แบบจังๆ

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดำเนินมาแบบเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย กระทั่งเกิดกรณี 7 คนไทยเดินข้ามฝั่งไปให้ทหารกัมพูชาจับกุม

จะด้วยความตั้งใจหรือพลัดหลงก็ ตาม แต่ก็ถือว่ารัฐบาลไทยเผลอทำลูกหลุดเข้าตีนกัมพูชา

การคาดหวังจะให้กัมพูชาปล่อยตัวกลับ มาเฉยๆ เหมือนอย่างที่มิตรประเทศพึงกระทำต่อกันนั้น จึงเป็นเรื่องยากแม้แต่ ในความฝัน

นายกฯอภิสิทธิ์ ก็รู้ข้อจำกัดของตนเองในเรื่องนี้อย่างดี

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้คือจะคุมอย่างไรไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหว นำเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเข้าไปสุ่มเสี่ยงมากกว่านี้

แต่ที่เชื่อกันว่าแรงกระเพื่อมอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในน่าจะมาจากเรื่องการแก้ไขรัฐธรรม นูญที่กำลังเป็นประเด็นร้อนตีคู่กันมากับกรณีไทย-กัมพูชา

ความขัดแย้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรม นูญรอบใหม่นี้

มีจุดเริ่มมาจากการที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนกรานผลักดันสูตรสัดส่วน ส.ส.แบ่งเขตกับปาร์ตี้ลิสต์ แบบ 375+125 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์

เพราะเชื่อว่าสูตรนี้จะทำให้พรรคได้ที่นั่งส.ส.เพิ่มมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสจะได้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทย แท็กทีมผลักดันสูตร 400+100 ที่เป็นประโยชน์กับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมากกว่า โดยมีพรรคเพื่อไทยพร้อมโหวตหนุน

อย่างไรก็ตามก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะถูกส่งเข้าไปตัดสินชี้ขาดกันในที่ประชุมรัฐสภา ประมาณเดือนก.พ.-มี.ค. พรรคประชาธิปัตย์ยังมีเวลาเจรจาต่อรองกับพรรคร่วมอีกเฮือกใหญ่

ผลจะออกมาอย่างไรต้องติดตามห้ามกะพริบตา

ในจังหวะที่คดี 91 ศพเหยื่อปราบปรามเดือนพฤษภา"53 กลับมาร้อนวูบวาบอีกครั้ง

ไม่ใช่แค่เรื่องที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้าให้ข้อมูลกับกรรมาธิการวุฒิสภาว่า มี 13 ศพที่เชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

ยังต้องจับตากรณีกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของประเทศอังกฤษ ออกหนังสือเชิญ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น้องเกด เหยื่อ 6 ศพวัดปทุมวนาราม ไปให้ข้อมูลเรื่องที่เกิดขึ้นในไทย

ทั้ง 3 เรื่องตีวงกระชับพร้อมกัน

จนรัฐบาลแทบไม่เหลือทางเลือกอื่นนอก จากยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจว่าประเทศชาติควรเดินต่อไปในทิศทางใด

แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายคุมอำนาจตัวจริงประเมินสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร

วันอาทิตย์สีแดง...เหนื่อยนัก พักก่อน

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



หากเหนื่อยนัก พักหน่อย ค่อยเดินต่อ
คำว่าท้อ แอบกองไว้ มองไม่เห็น
สี่ปีสู้ ห้าปีสร้าง ช่างเลือดเย็น
ยังซ่อนเร้น แอบแฝง แห่งมายา....

กำลังใจ แสนงาม คอยตามส่ง
ถลาลง แนบทรวง เพราะห่วงหา
เคยร่วมเรียง เคียงกัน ทุกวันมา
เหนื่อยไม่ว่า ขออยู่ เพื่อสู้มัน....

วันอาทิตย์ สดใส หัวใจสวย
อากาศเย็น หนาวด้วย ช่วยเติมฝัน
ให้ความรัก สวัสดี ชั่วนิรันดร์
จิตผูกพัน ร่วมสนอง พี่น้องแดง....

พักเถิดหนา คนดี สุดที่รัก
ส่งคำทัก ทายมา อย่าสิ้นแสง
เอาพลัง ต่อเติม เพื่อเพิ่มแรง
ทุกหนแห่ง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย....

ดอกกุหลาบ เบ่งบาน สะท้านหวาม
ช่างงดงาม วันนี้ ที่สดใส
ให้พี่น้อง สีแดง มีแรงใจ
รอวันใหม่ หวังสู้ อยู่เคียงกัน....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดงที่ ๑๖ ม.ค.๕๔

เสื้อแดงปลูกต้นไม้ 91 ต้นที่เขายายเที่ยง

ที่มา ข่าวสด



รำลึก 91 ศพ

เมื่อ 15 ม.ค. ที่บริเวณหน้าห้างเทสโก้โลตัส ปากช่อง นครราชสีมา ริมถนนมิตรภาพ กลุ่มแนวร่วม นปช. และ กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงโคราช จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาธิปไตยถามหาความเป็นธรรม และปลูกต้นไม้ คืนแผ่นดินให้ประเทศ โดยมี นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำกลุ่มสยามแดง พร้อมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บรรณาธิการลายจุด แกนนำ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และ ศิลปินคนเสื้อแดง แป๊ะ บางสนาน นำกลุ่มมวลชนแต่งกายด้วยเสื้อสีแดง จำนวนกว่าสองร้อยคน ขับขี่รถจักรยานปั่น รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และรถยนต์ออฟโรด รวมจำนวนหลายสิบคัน แล่นมุ่งหน้าไปในเขตเทศบาลเมืองปากช่อง อ.ปากช่อง โดยมีรถปิกอัพ ติดเครื่องขยายเสียงแล่นนำหน้า ก่อนจะขับวนรอบ เพื่อรณงค์ ประชาสัมพันธ์การปกครองระบอบประชาธิปไตย เชิญชวนชาว อ.ปากช่อง และพี่น้องประชาชน ที่สัญจรผ่านไปมา เข้าร่วมกิจกรรมประชาธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่ได้ให้ความสนใจ

จากนั้นช่วงบ่าย ทั้งหมดได้เดินทางไปเขายายเที่ยง เพื่อร่วมปลูกต้นไม้ยืนต้น 91 ต้น และ ยิงลูกไม้มะค่า จำนวน 2 พันลูก ที่บริเวณหน้า บ้านเลขที่ 6 บ้านเขายายเที่ยงใต้ หมู่ 11 ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว ซึ่งเคยเป็นบ้านพักตากอากาศ ของพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และองคมนตรี


บก.ลายจุด กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ เราต้องการให้สังคมและชาวโลกรับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย การปลูกต้นไม้ 91 ต้น และ ยิงลูกไม้นับพันลูก เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่แสดงออกโดยสงบ ระลึกถึงมวลชนรักความเป็นธรรม และรักประชาธิปไตย ถูกยิงรัฐบาล ใช้ความรุนแรงสลายการชุมชน จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต 91 ศพ และ บาดเจ็บกว่า 2 พันราย ส่วนเป้าหมายต่อไป พวกเราจะรณรงค์ให้ พี่น้องประชาชน ที่จะไม่ค่อยให้ความสนใจ ได้รับรู้ถึงพฤติกรรม ของ สว.สรรหา ที่จะหมดวาระในเร็วๆ นี้ โดยมีบางคนมีความพยายามแสดงความกระสันจะขอเข้ากลับเข้ามา โดยไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง แต่ สว.สรรหา ท่านนั้น ยังเสพติดอำนาจ สร้างเกมทางการเมือง โดยยอมลาออกไปก่อน

จากม๊อบพระราชทาน...สู่ขอทานข้างทำเนียบ พันธมิตรกำลังกลายเป็นสินค้าหมดอายุ

ที่มา thaifreenews

โดย poonnook

เมื่อพูดถึงพันธมิตร..คนทั่วไปก็มักจะนึกถึงภาพของกลุ่มมวลชนจำนวนมากมายหลายหมื่นคนที่รวมตัวกันเพื่อขับไล่รัฐบาลท่านนายกทักษิณ ขินวัตร, นายกสมัคร สุนทรเวช, และท่านนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพันธมิตรก็คือ นำมวลชนจำนวนมากเข้าไปบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT, ทำเนียบรัฐบาล, และสนามบินสุวรรณภูมิ มาแล้ว.. ในช่วงเวลาที่พันธมิตรกำลัง Peek สุดๆ นั้น ถึงขั้นใช้อาวุธไล่ทำร้าย และเอาปืนไล่ยิงประชาชนกลางถนน กลางวันแสกๆ กันเลยทีเดียว.. ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถนำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้สักคดีเดียว..

เมื่อถามว่า “พันธมิตร” คือใคร และประกอบด้วยมวลชนกลุ่มใดบ้าง..คำตอบที่ควรจะตอบได้ก็คือ
1. มวลชนที่เป็นแนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนมากมาจากภาคใต้..ส่วนภาคอื่นมีประปราย
2. มวลชนกลุ่มสันติอโศก
3. มวลชนผู้เป็นประชาชนพลังอันบริสุทธิ์ที่รักความยุติธรรม.. แต่หลงเชื่อคำหลอกลวงของ สนธิ ลิ้มทองกุล
4. ทหารที่ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมในม๊อบเพื่อเป็นกองกำลังติดอาวุธ


เหล่านี้คือมวลชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตร” ประกอบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และสันติอโศก มีเครือข่ายสื่อทีวีและหนังสือพิมพ์เป็นของตนเอง ดังนั้นพันธมิตร จึงไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มมวลชนธรรมดา แต่เป็นมวลชนจัดตั้งพื้นฐาน ที่ได้รับการจัดตั้งทางความคิดจากสื่อในเครือของ ASTV และสันติอโศก

และเมื่อ กลุ่ม “มือที่มองไม่เห็น, อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ, พรรคประชาธิปัตย์” ต้องการล้มรัฐบาลที่เป็นของประชาชนคือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย กลุ่มอำนาจเหล่านี้ก็ยืมมือนายสนธิ ลิ้มทองกุล และมวลชนสันติอโศก ซึ่งเป็นมวลชนจัดตั้ง มาปลุกกระแสมวลชนบริสุทธิ์ให้ได้รับความจริงผสมความเท็จ.. สร้างความวุ่นวายภายในประเทศตั้งแต่ปี 2547 โดยขณะนั้นอาจหาญถึงขั้นที่เรียกตนเองว่า “ม๊อบพระราชทาน” มีผ้าพันคอสีฟ้า และเสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตร และสันติอโศก ถือได้ว่าเป็นมวลชนกลุ่มเดียวกันที่รวมตัวเรียกว่า “พันธมิตร” โดยในระยะแรกมีเป้าหมายเดียวกันก็คือ “ล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และเครือข่ายของท่านนายกทักษิณ ทั้งหมด” โดยกลุ่มหนึ่งทำงานอยู่ในสภา (คือประชาธิปัตย์) และอีกกลุ่มทำงานอยู่นอกสภา (คือพันธมิตร) และแน่นอนว่าเป็นเป้าหมายหรือความต้องการสูงสุดของ “มือที่มองไม่เห็นที่สยายอำนาจครอบประเทศไทยนี้อยู่ด้วยเช่นกัน” ดังนั้นการกล่าวอ้างของกลุ่มพันธมิตรว่าเป็น “ม๊อบพระราชทาน” หรือการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ด้วยการบุกยึดสถานที่ต่างๆ โดยไม่มีความผิดนั้น จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปตามแผนการยึดอำนาจไปจากประชาชนตามพิมพ์เขียวที่ได้ทำเอาไว้..

ปูนนก

Re:

โดย poonnook

เมื่อทุกอย่างสำเร็จลงปัจจุบันอำนาจรัฐมาอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีอำนาจหนึ่งเข้ามาแทรกตรงกลางระหว่าง พันธมิตรกับประชาธิปัตย์คือ อำนาจของนักการเมืองกลุ่มของภูมิใจไทย ซึ่งมีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง.. พันธมิตร และสันติอโศกซึ่งไม่มีกลุ่มการเมืองในสภาอยู่เลยก็กลายเป็น “สินค้าหมดอายุ” ไปในทันที..

การต่อรองผลประโยชน์จากสิ่งที่พันธมิตรได้ทำงานนอกสภามาตลอดหลายปี.. กลายเป็นภาระ และสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาแย่ง “กระดูกชิ้นใหญ่” ของรัฐบาลประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ไปในทันที.. คำกล่าวที่ว่า “ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร” ยังคงเป็นความจริงและใช้ได้เสมอ.. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลประชาธิปัตย์จะเห็นได้ว่าบทบาทของ “พันธมิตร” เริ่มลดความสำคัญลงตามลำดับ.. ประกอบกับมวลชนบริสุทธิ์ที่เป็นประชาชนผู้รักความเป็นธรรมแท้ๆ เริ่ม “ตาสว่าง” มากขึ้นหลังจากเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. 2553 เป็นต้นมา..

ปรากฏการณ์ 7 คนไทยที่ถูกจับในดินแดนกัมพูชา แสดงให้เห็นชัดถึงความต้องการที่จะขจัดกลุ่มพันธมิตรออกไปจากเส้นทางผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรค ประชาธิปัตย์.. ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่วันนี้ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ที่เป็นพันธมิตรตัวเอ้.. (ที่เคยนำพลพรรคปิดเส้นทางถนนมิตรภาพที่โคราชมาแล้ว) นั้น จะไม่สามารถระดมประชาชนให้ออกมาร่วมได้ดังแต่ก่อนเสียแล้ว.. นอกจากกลุ่มมวลชนจัดตั้งที่มีอยู่ในมือคือ “สันติอโศก” เท่านั้นเพราะถูกพรรคประชาธิปัตย์ “ลอยแพ” แล้วนั่นเอง และการ “ลอยแพ” ที่พูดถึงนี้ อันตรายถึงชีวิตทีเดียว

ดูเหมือนว่า “ม๊อบพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ในอดีต” กำลังจะกลายเป็นตำนาน และรอยด่างในประวัติศาสตร์ไทย ที่จะจางหายไปตามกาลเวลา... เสือไม่ยอมทิ้งลายของมันฉันใด..พันธมิตรโดยการนำของสนธิ ลิ้มทองกุล ก็คงจะไม่ยอมถูกทิ้งให้กลายเป็น “สิ้นค้าหมดอายุ..ที่ต้องถูกลอยแพ” ฉันนั้น ขึ้นอยู่กับว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะใช้เวลาใดที่จะทิ้ง “ไพ่เด็ด” ใบสุดท้ายที่ตนถืออยู่ในเมือออกมานั่นเอง.. และเมื่อถึงเวลานั้น “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญคงจะต้องสั่นสะเทือนจนถึงราก” แน่นอน

ปูนนก

บทกวี : ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้

ที่มา thaifreenews

โดย ting tuan

บทกวี : ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้

ตอนเป็นเด็กน้อย ผู้ใหญ่มักจะเล่าและบอกอยู่เสมอ แล้วยังแสดงอาการชี้มือขึ้นไปบนท้องฟ้า
“บนฟ้ามีเทวดา” ความคิดตอนนั้นตามประสาเด็ก เทวดาคงรูปงาม มีอิทธิฤทธิ์และเป็นผู้มีอิทธิ
พลสูงสุดอยู่บนสวงสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ มีนางฟ้าอยู่ข้างกายมากมาย แต่คงไม่ทำท่าจะบ๊อง
จ้องมองลงมาดูเรา กำลังมีความทุกข์หรือมีความสุข คงจะมาช่วยเหลือเราได้ แต่เหตุการณ์
“10 เมษา-19พฤษภาอำมหิต “ เกิดขึ้นมา อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ของโลกใบนี้ เห็นทะเอี้ย
เดิน วิ่งสลับฟันปลาพร้อมอาวุธ ไล่ยิงประชาชน ล้มแล้วล้มอีก มีทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย

จากการที่ได้เห็นภาพจากสื่อทีวี สื่ออินเตอร์เน็ตและสื่อสิ่งพิมพ์ ตอกย้ำในการแพร่ข่าวสารและ
ภาพเรื่อยมา ทำให้มากระทบด้านจิตใจ จึงฉุกคิดขึ้นได้ “ไม่มีแล้วเทวดาท่าจะบ๊องบนฟ้านี้” จะ
มองเห็นหรือมองไม่เห็น ก็ไม่เห็นมาช่วยเหลือพวกเราได้เลย หรือเทวดาคิดจะแกล้งให้เราตา
สว่างอย่าได้หลงงมงาย คิดถึงและฝันไว้ในยามเด็ก จึงทำให้ ต้องสิ้นรัก หักสวาท ขาดสะบั้น
ในบัดดลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ใครคนหนึ่งคนใด ยังคิดว่ามีเทวดาอยู่จริงบนท้องฟ้า ….ก็คงจะ
มีบางคนเป็นส่วนน้อย แต่คนส่วนใหญ่ต้องคิดคล้อยตามและเห็นชอบตามกลอนบทนี้แน่นอน……จริงมั้ย

เมื่อสิ้นรัก หักสวาท ขาดสะบั้น
ก็สิ้นชาติ ขาดกัน แต่เพียงนี้
ที่เคยหลง จงรัก และภักดี
มาบัดนี้ ไม่มีเยื่อ ไม่เหลือไย

เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ชั่วชีวิต
เคยหลงผิด ถึงขั้น ตายแทนได้
หลงตามลม ชวนเชื่อ ทุกเมื่อไป
บัดนี้ไทย ตาสว่าง เห็นทางธรรม


แต่งโดย ปีกซ้าย จาก ไทยอีนิวส์ ยังมีต่อ…..ไม่ต้องการให้เสียอรรสรถความไพเราะของบทกลอน

ควรเข้าไปอ่านเพิ่มขึ้นจาก-

ที่มา http://arayachon.org/forum/arayachon/1741

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: เป้าหมายการเคลื่อนไหว

ที่มา ประชาไท

รุ่นน้องผมที่ไม่ใช่เสื้อแดงแต่เอาใจช่วยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (มิกล้าเรียกว่าสองไม่เอา อิอิ) บ่นทันทีที่เจอหน้ากันวันจันทร์ว่า “เสียของ” เพราะมวลชนเสื้อแดงมาชุมนุมกันล้นหลามถึง 3 หมื่นกว่าคน แต่กลับลงเอยด้วยการโฟนอินของทักษิณ

โอเค ผมเข้าใจดีว่ามวลชนเสื้อแดงไม่ได้เจตนาจะมาฟังทักษิณโฟนอิน มีทักษิณหรือไม่มีเขาก็มา ในทางตรงข้าม น่าจะเป็นทักษิณต่างหากที่กลัวตกกระแส จนต้องต่อสายมาโฟนอิน

แต่เรื่องนี้ต้องตำหนิแกนนำ ที่ไม่มีความชัดเจนในแง่เป้าหมายของการเคลื่อนไหว การนำยังไม่เป็นเอกภาพ และยังไร้ทิศทางเช่นเคย แบบใครใคร่พูดพูด ไม่คิดว่าจะได้อานิสงส์ส่งผลดีผลเสียอย่างไร

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ปฏิเสธทักษิณ ต้องห้ามยุ่งห้ามเกี่ยว เราไม่อาจปฏิเสธว่าทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ต่างฝ่ายต่างต้องจัดบทบาทที่เหมาะสม ทักษิณควรอยู่ในบทบาทผู้สนับสนุน หรือเดินสายรณรงค์ต่างประเทศ ปล่อยให้เสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างเป็นตัวของตัวเอง ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน ถ้ามัวแต่เลอะเทอะปนเปื้อนกันไปมาก็มีแต่ผลลบ

ประเด็นสำคัญที่ต้องพูดคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องทักษิณไม่ทักษิณ แต่มันเป็นเรื่องที่ขบวนเสื้อแดงยังไม่รู้ว่ากรูมีเป้าหมายอะไร มาชุมนุมเพื่ออะไร รู้แต่ว่านัดกันมาชุมนุม เดือนละ 2 ครั้ง

แน่นอน เราต้องแยกแยะทีละด้าน ในส่วนของมวลชน เราได้เห็นความเข้มแข็ง พร้อมเพรียง “ใจถึง” แบบกรูไม่กลัวเมริง แสดงพลังว่าพร้อมจะสู้กับ “ระบอบอภิสิทธิ์ชน” ถึงที่สุด

แต่ในส่วนของแกนนำ เห็นชัดเจนว่ายังไม่รู้เลยว่าจะนำมวลชนไปทางไหน การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งต้องการอะไร และจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดอย่างไร

การชุมนุมครั้งหน้า 23 ม.ค.เชื่อได้ว่า มวลชนจะมาอีก และมาเยอะกว่านี้ แต่ถ้ามีความก้าวหน้าแค่ทักษิณโฟนอินในระบบ 3D ก็เสียของ เสียแรง และนานไปจะมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี

หลังการชุมนุมเสื้อแดง วันถัดมาก็มีสมาคมผู้ค้าราชประสงค์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหาพื้นที่ให้ชุมนุม โดยไม่สร้างความเสียหายกับผู้ค้า (ซึ่งมีความ “ก้าวหน้า” อย่างน่าประหลาดใจ รู้จักเร่งรัดให้มี พ.ร.บ.ชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ)

ดูข่าวแล้วอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับข่าวชาวสระแก้วออกมาคัดค้าน “เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ” ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นสาขาพันธมิตรฯ แปลงร่าง จะไปประท้วงเขมรให้ปล่อย 7 คนไทยและยกเลิก MOU ปี 43

เปล่า ผมไม่ได้บอกว่าอย่ามาม็อบอีกเลย เดี๋ยวคนกรุงคนชั้นกลางเดือดร้อนแล้วจะถูกต่อต้าน แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนว่า ระบอบอภิสิทธิ์ชนกำลังขี่กระแสรักสงบแบบไทยๆ โดดเดี่ยวทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองออกไปอยู่ด้านข้าง

ภายหลังจาก “นวด” กันมา 5 ปีเศษ ระบอบอภิสิทธิ์ชนใช้รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความยุติธรรม 2 มาตรฐาน รวมทั้ง “ลูกเสือชาวบ้านยุคใหม่” เป็นเครื่องมือ ให้ท้ายยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ยั่วยุให้เกิดการตอบโต้ด้วยอารมณ์จากเสื้อแดง ยึดอนุสาวรีย์ชัย ยึดราชประสงค์ พันธมิตรตายไปสิบกว่าศพ เสื้อแดงตายไปเกือบแปดสิบ

สุดท้าย ระบอบอภิสิทธิ์ชนก็ฉวยกระแสความเบื่อหน่าย “อยากให้จบๆ เสียที จะได้ทำมาหากิน” ของคนส่วนใหญ่ในสังคมโดยเฉพาะคนกรุงคนชั้นกลาง ถีบหัวส่งทั้ง “การเมืองใหม่ใสสะอาด” ของเสื้อเหลือง และ “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” ของเสื้อแดง ให้สังคมไทยจำยอมรับการเมืองเก่าเน่าโคตร และประชาธิปไตยพิกลพิการที่พวกเขามอบให้

คนกรุงคนชั้นกลางจึงไม่แยแสสนใจ ไม่ว่ารัฐบาลนี้จะบริหารงานห่วยแตกไร้ประสิทธิภาพเพียงไร ทุจริตคอรัปชั่นเพียงไร หรือเอาเงินภาษีของตัวเอง (คนชั้นกลางคิดว่าตัวเองจ่ายภาษี คนจนไม่ได้จ่าย) ไปถลุง 7 หมื่นล้านเพื่อตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 เพราะพวกเขาคิดเพียงว่าให้บ้านเมืองสงบ แล้วจะได้ทำมาหากิน กรูเอาตัวรอดได้ ไม่ว่ามันจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็น ไม่ว่าจะทุจริตคอรัปชั่นกันอย่างไร กรูก็ทำมาหากินได้ มีความสุขกับการชอปปิ้ง เที่ยวห้าง เที่ยวเมืองปาย กอดเมืองไทย หันไปต่อสู้ดิ้นรนด้วยการส่งลูกกวดวิชา เรียนอินเตอร์ สองภาษา เรียนจบมาถ้าไม่อยากอยู่เมืองไทยก็ไปทำงานเมืองนอก

อ้อ ลืมไป เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองสามานย์ คนชั้นกลางก็จะท่องคุณธรรมจริยธรรม “รักในหลวง” อ่านหนังสือท่านพุทธทาส ท่านปยุตต์ ท่าน ว.วชิรเมธี เห่อดอกเตอร์ไฮโซที่เขียนหนังสือขายโดยเอาภาษาท่านพุทธทาสท่านปัญญามาแปลงใหม่ให้สวยๆ เห่อสำนักสงฆ์ที่ไปสร้างรีสอร์ทอยู่ในป่า แล้วตอนนี้ก็มีศัพท์ใหม่คือ “จิตสาธารณะ” ช่วยกันทำสังคมรอบตัวให้ดีขึ้น แต่ระบบสังคมช่างหัวมัน

ในสภาพเช่นนี้เราคงไม่ต้องพูดถึงพันธมิตร ซึ่งหมดอนาคตโดยสิ้นเชิงแล้ว พันธมิตรจะมีราคาก็ต่อเมื่อออกมาต่อต้านเสื้อแดง ออกมาด่าทักษิณ ถึงจะเป็นหัวข่าว แต่ถ้าพันธมิตรไล่รัฐบาล ลำเลิกบุญคุณ หรือหันไปเล่นเรื่องเขมร เรื่อง MOU ปี 43 ก็กลายเป็นหมาหัวเน่า กระบอกเสียงของคนชั้นกลางทั้งสื่อ นักวิชาการ ไม่เพียงตีจากแต่ยังทุบหัวเอา (เถ้าแก่เปลวก็ทุบไปเปรี้ยงสองเปรี้ยง เลยโดนด่า “ขายชาติ” อิอิ)

พลังที่จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงระบบ จึงเหลือแต่มวลชนเสื้อแดง กับนักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่าคนเสื้อแดงหยุดการเติบโตทางปริมาณ แต่ขยายนิวเคลียสจนเข้มข้น นั่นแปลว่า นปช.พร้อมจะระดมมวลชนเป็นแสนๆ มาปิดราชประสงค์อีกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่จะเอาชนะ “กระแสสังคม” ได้อย่างไรนี่สิ เป็นปัญหา

ผมไม่ใช่ทั้งนักวิชาการนักทฤษฎีหรือนักเคลื่อนไหว มีคนเก่งกว่าผมเยอะ แต่คนอยู่วงในอาจจะ in จนบังตา จึงต้องเสนอความเห็นจากวงนอก เพื่อให้ช่วยกันขบคิด หาลู่ทาง กำหนดแนวทาง

ในแง่หนึ่ง ฝ่ายประชาธิปไตยอาจจำเป็นต้อง “รอ” ให้ระบอบอภิสิทธิ์ชนเน่าเฟะ เสื่อมทราม ไร้ประสิทธิภาพจนถึงจุดล่มสลาย ไปไม่รอด หรือสังคมเหลืออด โดยใช้การเคลื่อนไหวระหว่างนี้รักษามวลชน หล่อหลอมมวลชน ขยายมวลชนเท่าที่จะทำได้

ในอีกแง่หนึ่ง ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องแปรการเคลื่อนไหวให้ “แสวงจุดร่วม” กับผู้คนส่วนอื่นๆ ในสังคมให้มากขึ้น พร้อมกับไปการเคลื่อนไหวในประเด็นของตน เช่น การเรียกร้องให้ประกันตัวคนเสื้อแดง การวิพากษ์วิจารณ์ความยุติธรรมสองมาตรฐาน

แสวงจุดร่วมอย่างไร ต้องช่วยกันคิด และกำหนดประเด็นการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง ให้เชื่อมโยงประโยชน์สาธารณะมากขึ้น

เอ้า สมมติเช่นเวลามาม็อบ คุณก็เพิ่มเนื้อหาโจมตีรัฐบาลเรื่องสินค้าแพง ให้แม่ค้ากล้วยแขก แม่ค้าลูกชิ้นที่เป็นเสื้อแดง สลับกันขึ้นเวทีมาด่าเรื่องราคาน้ำมันปาล์มมั่ง ให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างขึ้นมาวิพากษ์นโยบายประชาวิวัฒน์ มันจะเป็นจริงได้ไงในเมื่อตำรวจตั้งด่านรีดไถมอเตอร์ไซค์แทบทุกหัวถนน ยุคทักษิณที่ว่าตำรวจมีอำนาจ ยังไม่เก็บส่วยกันมากขนาดนี้

หรือไม่ก็รู้จักด่า ปตท.มั่ง เรื่องราคาหน้าโรงกลั่น ไม่ใช่ไม่แตะเรื่องนี้เลย จนถูกกล่าวหาอยู่ซ้ำซากว่าทักษิณแอบถือหุ้น ปตท. (ตอนนี้โอกาสดี รสนาหมดมุขแล้ว ไม่ยักออกมาโวย ปตท.อีก) บางครั้งบางโอกาส ก็สามารถเอามาเป็นประเด็นเรียกร้องได้ด้วย

หรือถ้าจะมาม็อบวันที่ 23 คุณก็อาจจะกำหนดประเด็น ทวงคำมั่นรัฐบาลที่ว่าจะรีบแก้รัฐธรรมนูญแล้วยุบสภา เพราะตอนนี้เริ่มมีทีท่าว่า พวก สว.ลากตั้งกำลังจะลาออกก่อนครบวาระ เพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ์ได้รับการสรรหาอีก จนอาจทำให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่สามารถพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ นี่เป็นเรื่องน่าเกลียดที่ต้องประณาม เพราะเสวยอำนาจจนอยากงอกราก ทอดทิ้งหน้าที่ เพียงเพื่อให้ตัวเองมีสิทธิลากตั้งอีกครั้ง

อันที่จริงควรจะฉวยโอกาสนี้ เคลื่อนไหวต่อต้าน สว.จากการลากตั้ง ถ้าทำได้ก็ไปให้ถึงการเข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญ ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ถ้าไปไม่ถึงอย่างน้อยก็ทำให้การสรรหาโดยตุลาการอำมาตย์ กลายเป็นเรื่องเน่าเหม็นไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน ถามว่าเรื่องนี้มีจุดร่วมกับคนที่ไม่ใช่เสื้อแดงไหม มีสิ เพราะถ้าเลือกตั้ง ก็ได้ สว.เพิ่มทั้งคนกรุงเทพฯ คนอีสาน คนเหนือ คนใต้ และเป็นชัยชนะของ “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” ในขั้นหนึ่ง

การคิดประเด็นเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับผลประโยชน์สาธารณะไปพร้อมๆ กัน เป็นภารกิจที่ผู้นำการเคลื่อนไหวต้องใช้สติปัญญามากกว่าการนำเย้วๆ แล้วก็ต้องระดมสมอง มีฐานข้อมูล มีนโยบาย มีแนวคิดทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ไม่ใช่คิดแต่เอาคนมาให้มากๆ เพราะแม้คนมากจะสามารถ “คุกคาม” หรือ “เขย่า” อภิสิทธิ์ชน แต่ในเชิงคุณภาพยังไม่สามารถนำไปสู่ชัยชนะ

เว้นแต่จะคิดเอาม็อบมาสู้แตกหักแบบครั้งที่แล้วอีก

ผมชื่นชมข้อเขียนล่าสุดของ อ.ใจ “ข้อถกเถียงที่สร้างสรรค์ในขบวนการเสื้อแดง” คือถึงเวลาที่จะต้องถกเถียงกันเพื่อกำหนดแนวทางอย่างมีวุฒิภาวะ กำหนดเป้าหมายอุดมการณ์ปฏิรูปประชาธิปไตยว่าจะทำอย่างไร เสนอให้ชัดเจนว่า ต้องการปฏิรูปประชาธิปไตยอย่างไร ปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ศาล และองค์กรอิสระ อย่างไร เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจว่านี่คืออุดมการณ์ที่จะปฏิรูปสังคมไทยไปสู่คุณภาพใหม่ และไม่ “เลยธง” อย่างที่คนบางส่วนเกรงกลัว

เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้วก็ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ซึ่งถ้ามองว่า “ชัยชนะ” คือการปฏิรูปประชาธิปไตยให้สำเร็จ โดยดึงหลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่ชัยชนะของเสื้อแดงหรือพรรคเพื่อไทย ยุทธศาสตร์ก็จะไม่ใช่การแตกหัก แต่ก็ไม่ใช่การประนีประนอม หากเป็นการใช้พล้งมวลชน พลังสาธารณชน ปิดล้อมกดดันไปสู่การเปลี่ยนแปลง

มันอาจจะไม่สะใจเสื้อแดงบางส่วน แต่ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงและความเป็นไปได้

ใบตองแห้ง

15 ม.ค.54

เสื้อแดงขอนแก่นบุกเรือนจำให้กำลังใจ 4 ผู้ต้องขังคดีเผา ลุ้นอัยการสูงสุดชี้ขาดยกฟ้อง 17 ม.ค.

ที่มา ประชาไท

เสื้อแดงขอนแก่นบุกเรือนจำ เยี่ยม 4 ผู้ต้องขังคดีเผาศาลกลาง อัยการสูงสุดชี้ขาด 17 ม.ค. สั่งยกฟ้องหรือไม่ หลังอัยการจังหวัดยกฟ้องแล้วดีเอสไอทำหนังสือค้าน ผู้ต้องขังระบุแค่ร่วมชุมนุม ญาติโอดขังลืมกว่า 7 เดือนไม่ได้ประกัน

เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2554 คนเสื้อแดงขอนแก่น นำโดยเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุชุมชนขอนแก่นประมาณ20คน เข้าเยี่ยมผู้ถูกกุมขังที่เรือนจำกลางขอนแก่น ซึ่งยังเหลือผู้ถูกกุมขังอีก 4 ราย ในคดีวางเพลิงสถานที่ราชการ ได้แก่ 1.นายสุทัศน์ สิงห์บัวขาว อายุ 29 ปี 2.นายอดิศัย วิบูลย์เสริฐ อายุ 52 ปี 3.นายจิรัฐตระกูล สุมะหา อายุ 52 ปี 4.นายอุดม คำมูล อายุ 45ปี
ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า อัยการขอนแก่นมีมติเห็นพ้องว่าควรยกฟ้องและถอนฟ้องทุกกรณีรวมแล้วประมาณ 40 คนรวมถึงคดีที่ไปบุกหน้าบ้าน สส. คดีเผาสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที คดีวางเพลิงศาลากลางจังหวัด เพราะไม่มีมูลและเป็นแค่ชาวบ้านที่ไปร่วมชุมนุม อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 พ.ย. 53 ศาลสั่งยกฟ้องคดี แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีหนังสือคัดค้านบางราย จึงต้องรอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดวันที่ 17 ม.ค.นี้
นางสาวสิทธิพร สุมะหา พี่สาว นายจิรัฐตระกูล ผู้ต้องขังอดีตข้าราชการ เจ้าของธุรกิจเพาะพันธุ์สุนัข กล่าวว่า เหตุที่น้องยังคงอยู่ข้างในเพราะเป็นเรื่องของการเมือง อยากให้น้องได้รับการประกันตัวตามสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แต่ตอนนี้เหมือนมีเจตนาขังลืม ทำให้ตนลำบากเวลามาเยี่ยมเพราะบ้านอยู่ไกลถึงมหาสารคามต้องมาที่นี่ทุกวันเพื่อให้กำลังใจน้องชาย
นายจิรัฐตระกูล หนึ่งในผู้ต้องขังกล่าวกับทนายความว่า เหตุที่เขาเข้าร่วมการชุมนุมเพราะเห็นทหารยิงประชาชน มีการลอบยิงเสธ.แดง ซึ่งแม้คนเหล่านั้นไม่ใช่ญาติ แต่ก็คิดว่าไม่ควรทำกับประชาชนแบบนี้ ขณะที่นายอุดมผู้ต้องขังอีกคนหนึ่งกล่าวว่า เหตุที่เข้าร่วมชุมนุมเพราะต้องการเพียงแค่ให้รัฐบาลยุบสภา เลือกตั้งใหม่
นายชนะ คำมูล พี่ชายนายอุดม กล่าวว่า น้องชายมีอาชีพทำนา รับจ้างทั่วไป ปกติจะไปช่วยเหลืองานต่างๆ ที่วัด ชอบช่วยเหลือคนอื่น เพื่อนๆ รักใคร่ ตอนนี้อยู่ข้างในมา 7 เดือนแล้วตนเองมาเยี่ยมประจำหากได้หยุดงาน
ในส่วนของ”เหมียว”แฟนสาวของนายสุทัศน์ กล่าวพร้อมน้ำตาคลอว่า ตั้งแต่นายสุทัศน์อยู่ในเรือนจำได้ 2 เดือนตนก็ออกจากงานเพื่อจะได้มาเยี่ยมให้กำลังใจทุกวันไม่เคยขาดเพราะอยากให้กำลังใจและสัญญาว่าจะรอเขาออกมาเพื่อแต่งงานกัน ทราบว่าเขาเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำที่กรุงเทพว่าอยากตาย แต่ตนก็พยายามให้กำลังใจตลอด ไม่อยากได้อะไรแล้วนอกจากอยากให้เขาออกมาโดยเร็ว อยากให้ประกันตัวออกมา

ยอดลงขันผ่านแสนหนุนสนง.กม.ราษฎรประสงค์ เพื่อนฝรั่งลั่น'นักโทษเสื้อแดงรอด=พวกเรารอด'

ที่มา Thai E-News


จดหมายสหายฝรั่งเสื้อแดงเยอรมัน-พวกเราจะช่วยโอนเงินสนับสนุนราว 350 ยูโร /ต่อเดือน ไปถึงสิ้นปีนี้ และจะเฝ้าดูว่าแผนงานกิจกรรมช่วยเหลือคดีนักโทษการเมืองจะมีผลอย่างไร..? หากกระบวนการต้องยืดยาวออกไป เราก็จะคงการสนับสนุนทนายอานนท์ และสหายของคุณต่อๆไป พวกเราหวังอย่างเปี่ยมล้นว่า ทุกๆคนนอกจากพวกเราก็จะปฏิบัติแบบเดียวกันนี้ เพราะ "ความอยู่รอดของเสื้อแดง=ความอยู่รอดของเรา" คำขวัญของเราคือ"เราไม่หยุดจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนสู่ประเทศไทย"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 มกราคม 2554

พี่น้องหญิงชายทั่วไทยทั่วโลกลงขันระดมทุนหนุนตั้งสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์




นับตั้งแต่เปิดบัญชีรับบริจาคเพื่อตั้งสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์นับแต่วันที่ 6 มกราคมผ่านมาราว 1 สัปดาห์ พี่น้องหญิงชายทั่วไทยและทั่วโลกได้พากันลงขันระดมทุนตามกำลัง มีตั้งแต่ 100 บาทต่อท่าน ไปถึง14,137.38บาทต่อท่าน

รวมเงินลงขันระดมทุนในสัปดาห์แรกทั้งสิ้น 131,008.31 ( หนึ่งแสนสามหมื่นหนึ่งพันแปดบาท สามสิบเอ็ดสตางค์)ซึ่งนี่จะทำให้การเปิดสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ในวันอังคารที่ 18 มกราคมนี้มีความหวังว่า จะมีทุนทำงานช่วยเหลือคดีนักโทษการเมืองเสื้อแดง,นักโทษคดีทางความคิด ไปได้ขั้นต้น 2 เดือน โดยเป้าหมายการระดมทุนอยู่ที่ขั้นต้น 600,000บาท หรือตกเดือนละ50,000บาท เพื่อทำงานในระยะ 1 ปีข้างหน้านี้

ผู้บริจาครายใหญ่เป็นฝรั่งเสื้อแดงเยอรมันเผย"ความอยู่รอดของเสื้อแดง=ความอยู่รอดของเรา"

ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดมียอดบริจาค14,137.38บาท ทำให้เราสงสัยว่าเป็นท่านใด ได้รับการเฉลยว่าเป็นฝรั่งเสื้อแดงชาวเยอรมันที่ลงขันบริจาคมา 350 ยูโร เมื่อแปลงเป็นเงินไทยจึงเป็นจำนวนเงินบริจาคดังกล่าว

คุณ Volker Schmitz จากแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี แจ้งมายังทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ว่า

"ขอบคุณที่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการระดมทุน พวกเราจะช่วยโอนเงินสนับสนุนราว 350 ยูโร (อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทไทย=38บาทโดยประมาณ) ผมหวังว่าคุณจะได้รับเป็นเงินไทยไม่ต่ำกว่า 13,300บาทต่อเดือน (ค่าเงินบาทไทยก็แข็งเหลือเกิน)พวกเราจะพยายามอย่างดีที่สุด และจะอุดหนุนเป็นรายเดือนอย่างน้อยเดือนละ10,000บาท ไปถึงสิ้นปีนี้ และจะเฝ้าดูว่าแผนงานกิจกรรมช่วยเหลือคดีนักโทษการเมืองจะมีผลอย่างไร..? หากกระบวนการต้องยืดยาวออกไป เราก็จะคงการสนับสนุนคุณและสหายของคุณต่อๆไป

พวกเราหวังอย่างเปี่ยมล้นว่าทุกๆคนนอกจากพวกเราก็จะปฏิบัติแบบเดียวกันนี้

"ความอยู่รอดของเสื้อแดง=ความอยู่รอดของเรา"
คำขวัญของเราคือ"เราไม่หยุดจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนสู่ประเทศไทย"


จดหมายของมิตรจากเยอรมันครั้งนี้ ทำให้เราได้ตระหนักว่า ประชาธิปไตยเป็นคุณค่าระดับสากลที่อารยชนต่อสู้โดยไม่มีพรมแดนกีดกั้น ทั้งนี้มีมิตรสหาย"ฝรั่งเสื้อแดง"โดนจับกุม 2 รายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 19 พฤษภาคม คือคอนเนอร์ เพอร์เซล ชาวออสเตรเลีย กับเจฟฟ์ ชาเวจ ชาวอังกฤษ ทั้งสองติดคุกราว 3 เดือนแล้วถูกเนรเทศ แต่ก็ยังอุทิศตัวในการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยต่อไป
(จดหมายฉบับภาษาอังกฤษ)

Dear attorney Anon Numpa,

thank you for all the informations. We did contact our bank and the
transaction money transfer amount of 350,- Euro (rate 1 Euro = 38 THB?)
it went through.
I hope, you will get the minimum of 13.300,- THB. (The Thai Baht is so
strong!) We will try our best, keep continue monthly support (donation)
to the lawyer at least amount of 10.000,- Baht until the end of this
year, and let's see how the process of this matter will be done...?
If the progress take longer, we will continue support you and your
partners.
We hopefully everyone out there did the same!
"Redshirts survivor" = "our survivor"
Our motto: "We don't stop until we get true democracy back to Thailand".
The transaction will take 3 to 4 days, please let us know if the amount
of money mentioned above is in the save place.

Best regards from Frankfurt, Germany



เสื้อแดงแอลเอ อเมริการะดมทุนหนุนถึงแม้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่

ท่านที่ใช้ชื่อว่า เร็ดแอลเอรุ่นหกสิบ ได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนมิตรเสื้อแดง และผู้รักประชาธิปไตยในL.A.ดังต่อไปนี้

หวัดดีครับเพื่อนๆ

ผมขอเริ่มต้นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของพวกเราในขณะนี้ ผมเองลำบากแบบที่อาจเรียกว่าไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต เงินหลักร้อยก็มีความสำคัญมากๆทีเดียว และผมเชื่อว่าพวกเราอีกไม่น้อยที่อยู่ในสถานะใกล้เคียงกับผม

ในขณะเดียวกันหากได้มีโอกาสอ่านบทความของคุณอานนท์แล้ว ผมมีความเชื่อเลยว่าความยากลำบากของผมหรือพวกเรานั้นน้อยกว่ากลุ่มพี่น้องเสื้อแดงดังกล่าวแบบที่เรียกว่าเทียบกันไม่ได้เลย

เรามีความลำบากเพียงด้านเศรษกิจแต่เขาเหล่านั้นเดือดร้อนไปทุกด้าน ครอบครัวที่ขาดสมาชิกไป ภาระที่ต้องไปเยี่ยมเยือน กำลังใจที่ถดถอยลงไปทุกวัน สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกับพวกเขานี้เป็นผลมาจากความจริงใจที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความยุติธรรมถ้วนหน้าอันเป็นความตั้งใจเดียวกันกับพวกเรา

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่าทางเมืองไทยขอมาโดยตรง ผมอยากขอให้มองย้อนกลับไปสักนิดว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายเป็นต้นมา เราเองมีโอกาสทำหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเราไปมากน้อยเพียงใด

ขณะที่เราเองมีข้อปลอบใจตัวเองว่าเราไม่ได้มีหรือร่ำรวยอย่างที่เขาคิดหรอก และลงเอยด้วยการส่งความว่างเปล่ากลับคืนไปให้เขา ผมเชื่อว่า คนทางเมืองไทยเขาคิดไม่ผิดหรอกครับ เราเองอาจมีไม่มาก หรืออยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ลำบาก แต่เราเองสบายกว่าพี่น้องในคุกอย่างที่เทียบกันไม่ได้

ผมอยากขอเสนอว่า ครั้งนี้อย่าให้ความหวังของพี่น้องเรา เป็นแค่ความรู้สึกที่ผ่านไปอย่างว่างเปล่าอีกครั้งเลย ร่วมกันหาสตางค์ให้เขาสักปีหนึ่งเถิด ใครจะให้บาทหรือห้าบาทสิบบาท มากน้อยไม่เป็นไร แต่ขออย่างเดียว ขอให้กัดฟันรับผิดชอบกันทุกเดือนเป็นเวลาหนึ่งปี รับปากเขาเลยว่าเรดแอลเอจะช่วยเป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากนี้อีกเก้าเดือนมาคุยกันอีกที

ร่วมกันอีกสักครั้งเถอะครับ ร่วมกันแปรความรัก ความจริงใจของเราให้เห็นออกมาเป็นรูปธรรม ช่วยกันสร้าง “เราไม่ทอดทิ้งกัน...แน่หรือ” ให้เป็นความจริงในแอลเอ และเกิดขึ้นต่อๆไปทั่วโลก

รักและนับถือในน้ำใจของทุกๆท่าน

เร็ดแอลเอรุ่นหกสิบ

หมายเหตุ ผมเองขอบริจาคสร้อยคอหนักสองบาท แต่น้ำหนักคงไม่ถึงสองบาทแล้วเพราะใช้มากว่าห้าสิบปี


บัญชีเพื่อการลงขันระดมทุนทั้งในและต่างประเทศ

แม้ช่วงสัปดาห์แรกจะมีพี่น้องหญิงชายทั่วโลกอุดหนุนบริจาคมาแล้วเบื้องต้นมากกว่า 130,000 บาท แต่ก็ยังต้องระดมทุนอีกราว 500,000 บาท เพื่อให้มีเงินทุนทำคดีช่วยเหลือนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ และนักโทษคดีทางความคิดต่อไป


"เราไม่ทอดทิ้งกัน..?" ท่านสามารถเปลี่ยนจากแค่เพียงคำปลอบประโลมใจเหยื่ออยุติธรรมให้เป็นจริงและทรงพลังในทางปฏิบัติได้แล้ววันนี้ ด้วยการร่วมใจระดมทุนสนับสนุนการก่อตั้งสำนักกฎหมาย'ราษฎรประสงค์'เพื่อทำคดีช่วยเหลือนักโทษเสื้อแดงที่ยากไร้(ที่ไม่ใช่แกนนำ)และนักโทษคดีทางความคิด ผ่าน บัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เลขที่บัญชี 183-238662-8 ชื่อบัญชี นายอานนท์ นำภา และ/หรือ นส.วริศา กิตติคุณเสรี และ/หรือ นส.ไอดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา

สำหรับการโอนผ่านบัญชีจากต่างประเทศ โปรดโอนตามชื่อบัญชีนี้

-Account Names:Mr.Anon Numpa and/or Miss Warisa Kittikhunseree and/or Miss Ida Aroonwong Na Ayudhaya
-Bank Name: Siam Commercial Bank Public Company Limited
-Bank Branch: Central Pinklao Branch
-Account Number: 183-238662-8
-Swift Code: SICOTHBK
-ที่อยู่ธนาคาร 232/1 2th floor Central Pinklao Center
Phrabaromrajchonani Rd.,
Arunamarin, Bangkok noi,
Bangkok 10700
-ที่อยู่ทนายอานนท์ นำภา 505/12 Ramkamhang Rd.,
Plappla, Wangtonglang,
Bangkok 10310

ทนายอานนท์แจ้งว่า ขอให้ผู้บริจาคกรุณาระบุมาด้วยว่า ท่านบริจาคสมทบเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก คือ เป็นค่าใช้จ่ายในการทำคดี,ลงพื้นที่ติดตามคดี+ดูแลญาติ หรือมอบเงินให้แก่ตัวจำเลยคดีการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่


*******
ข่าวและรายงานที่เกี่ยวข้องแนะนำว่า"ควรต้องอ่านอย่างยิ่ง"

-'เราไม่ทอดทิ้งกัน' ..ไม่ใช่แค่คำประโลมใจอีกต่อไป มิตรสหายทั่วโลกลงขันหนุนก่อตั้งสนง.กฎหมายราษฎรประสงค์ปลดปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดง

-ทนายคนเสื้อแดง:หากใครเห็นความจำเป็นว่าต้องสู้คดีอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยไปตามมีตามเกิด ก็มาร่วมกัน

-รายงานและบทกวี:แดงแท้...เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

-กก.สิทธิฯจี้รัฐบาลให้ประกันตัวนักโทษเสื้อแดง พบละเมิดสิทธิมนุษยชนเลวร้ายทารุณ