WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 17, 2011

วันอาทิตย์สับราง ...ตามดูเส้นทาง ...แดง.......

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารักก็ไม่บอก

วันอาทิตย์สีแดงวันครู เช้านี้...ตื่นตั้งแต่ตี5..ขับ10ล้อ บ่ายหน้าออกจากพุทธมณฑลสาย4...มุ่งหน้าเส้นทาง บางบัวทอง
.
.ถึงลาดหลุมแก้ว เห็นเสา ธงสีแดง ไกลๆ เลยแวะจอดดู เป็นร้าน COFFEE RED ของคนเสื้อแดง เลยเข้าไปอุดหนุนสักหน่อย




...เข้าไปภายในร้าน เห็นมีเอเชียอัพเดท ให้ดู เป็นภาพ รปส. คุณจตุพรกำลังพูด หลังท่านทักษิณโฟนอินผ่านไป





กาแฟจัมโบ้แก้วนี้ ราคา 50 บาท ไม่แพงนัก ดื่มตั้งแต่ ลาดหลุมแก้ว จนถึง ลานจอดรถ ชั้น 8 ของ รพ.มหาราช นครราชสีมา



แวะปั๊ม จิ๊ฟฟี่ ปตท. ที่สระบุรี... เห็นมี ขบวนคาราวาน ของชาวเสื้อแดง ที่เพิ่งกลับจาก เวที อ.ปากช่อง ..เมื่อคืนนี้... จอดรถ พักกันอย่างมากมาย..



....ได้เวลาอาหารเช้า....เลยแวะ ที่น้ำตก มวกเหล็ก เพื่อจัดการกับ เข้าวเหนียว +ส้มตำ...ร้านอร่อย ที่เคยแวะประจำ....น้ำก็ยังไหลแรง ไม่แห้ง ขอด...
เจอสาวๆที่ เรียนศิลปะ มานั่งวาดภาพ เป็นกลุ่มๆ.... เลยถือโอกาสเก็บภาพมาฝากหนุ่มๆเสือแดงในบอร์ดไทยฟรีนิวส์ เสียเลย....

สัมภาษณ์ ‘พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย’: Back to Basic พิเคราะห์ประชาธิปไตยไทยผ่าน 3 ขาอำนาจ

ที่มา ประชาไท

“คีย์เวิร์ดของหลักระบอบเสรีประชาธิปไตย คือ limited government ...
สำหรับผมมองรวมไปถึงทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ที่ต้องเอาประชาชนเป็นสรณะ
แต่บ้านเรา ถ้าไล่ดูทั้ง 3 อำนาจจะเห็นว่า ความตระหนักเรื่องการยึดโยงกับประชาชน
และการใช้อำนาจด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชนยังไม่น่าพอใจ
ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งจบปริญญาเอกด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการออกกฎหมายในสภาของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากแต่เป็นตรายางประทับรับรองการใช้อำนาจ
ส่วนฝ่ายบริหารยิ่งมีสภาพเข้มข้นในเชิงการบังคับใช้กฎหมาย เช่น กฎหมายความมั่นคง ที่ตอนนี้กลายเป็นมีอำนาจครอบจักรวาล เหนือกฎหมายสูงสุดเสียด้วยซ้ำ ขณะที่ฝ่ายศาล ยังไม่ค่อยเคลียร์กับความสัมพันธ์ของบทบาทตนเองกับความเชื่องโยงกับประชาชน
ในโอกาส ก่อนเปิดสภาสมัยสามัญทั่วไปปี 2554 อาจารย์หนุ่มวัย 31 ได้สนทนากับผู้สื่อข่าวมติชน ย้อนกลับไปตรวจสอบหลักการสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย ผ่าน 3 สถาบันหลักผู้ใช้อำนาจอธิปไตย
สิทธิเสรีภาพของประชาชนน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของประชาธิปไตย แต่ถ้ามองผ่าน 3 สถาบันหลักที่ใช้อำนาจอธิปไตย มักเห็นภาพการใช้อำนาจบังคับแต่เพิกเฉยในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเสียมากกว่า
ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 แทนที่ประชาชนจะมีอำนาจมากขึ้นแต่ในทางปฏิบัติกลับมีลักษณะกลับหัวกลับหาง ภาครัฐกลับมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นอยู่เรื่อยๆ ภาคประชาชนเองที่ต้องการแชร์อำนาจก็โดนปราบปรามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ประชาชนบางกลุ่มจำต้องยอมจำนนเนื่องจากไม่มีเครื่องมือและกลไกในการต่อรองมากพอ
ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เคยมีปัญหาทำนองนี้อยู่เหมือนกันในสมัยก่อน แต่เขายังมีองค์กรตุลาการในการเข้ามาช่วยสร้างสมดุลในการใช้อำนาจระหว่างภาครัฐกับประชาชน แต่ในประเทศไทยภาพของศาลยังค่อยไม่ชัดเจนเท่าเขา แต่กลับมีภาพว่า ศาลไทยเข้าไปช่วยเสริมอำนาจเสียด้วยซ้ำ กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2496 ศาลเองได้ไปรับรองคำสั่งของคณะรัฐประหารให้มีสถานะในทางกฎหมาย
ผมคิดว่า เราเริ่มกันง่ายๆที่คำว่า “กฎหมาย” ก็ยังได้ ความเข้าใจกับคำๆ นี้โดยเฉพาะจากฝั่งผู้ใช้อำนาจ หรือนักนิติศาสตร์ส่วนใหญ่ ตอบเหมือนๆกันว่า กฎหมาย คือ คำสั่ง หรือ คำบัญชาของรัฐฏาธิปัตย์ หากผู้ใดฝ่าฝืน ผู้นั้นต้องได้รับโทษ แล้วก็พร่ำสอนกันมาอย่างนกแก้วนกขุนทอง โอเค กฎหมายเป็นตัวกำหนดและควบคุมความประพฤติของประชาชนในสังคมให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ แต่ความหมายแบบนี้ มันมีปัญหามาก เพราะสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการเข้าควบคุมความประพฤติของคนในสังคม หากคุณฝ่าฝืนไม่เชื่อฟังตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ คุณก็จะโดนแซงชั่น (sanction) คือ โดนลงโทษ เช่น ในทางกฎหมายอาญา หากคุณละเมิดก็จะโดนโทษมีตั้งแต่ขั้นประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน แต่อีกด้านหนึ่ง ปัญหาคือ ไม่ค่อยมีการทำให้นักกฎหมายถกเถียงและตระหนักว่า เนื้อหาและที่มาของกฎหมายนั้นควรเป็นเช่นไรด้วย
ผลคือ กลายเป็นเรื่องธรรมดาในมุมมองของรัฐที่จะออกกฎหมายใดๆแม้ว่าจะไปล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ บนข้ออ้างที่ว่า “ทำไปเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม” ซึ่งคำว่า public order นี้ค่อนข้างกำกวมและตรวจสอบลำบากว่า อย่างไร แค่ไหน จึงถือได้ว่า ทำไปเพื่อความสงบเรียบร้อย แล้วยิ่งไปใส่ความคิดให้กับภาครัฐว่า เขาสามารถกระทำการใดๆ ก็ได้กับประชาชนหากว่ามันอยู่ในรูปของกฎหมาย ท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ระบอบการปกครองที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อใช้อำนาจไปโดยมิชอบ กลายเป็น rule by law ไม่ใช่ rule of law ซึ่งประเทศไทยเป็นแบบนี้อยู่
อย่าง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่ชัดเลย รัฐบาลชอบอ้างว่า ถึงประกาศใช้ คนทั่วไปก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เอ้า .. การใช้ชีวิตปกติของผมมันคือ สามารถพูดคุย แสดงออกทางความคิดได้ ต่อมารัฐบอกว่า ห้ามพูดเรื่องนี้นะ ห้ามแสดงออกเรื่องนั้นนะ แต่ผมไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพคุณนะ ไม่ต้องตกใจ หากคุณไม่ทำอะไรไม่ต้องกลัว เฮ้ย... แล้วสิ่งที่ผมทำไปเนี่ย ผมต้องกลัวไหม หรือหากประชาชนดำรงชีวิตตามปกติ เอ้า แล้วมันจะ ฉุกเฉิน ยังไง แล้วจะประกาศภาวะฉุกเฉินทำไม
ควรตั้งต้นว่า ประชาชนยอมสละสิทธิเสรีภาพบางส่วนเพื่อให้มีกติกา รัฐมีหน้าที่ดูแลให้เรียบร้อย แต่มีอำนาจไม่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติเพราะจะไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ?
ใช่ มันควรเน้นย้ำว่า จริงๆ แล้วกฎหมายไม่ได้มาจากตัวรัฏฐาธิปัตย์เองโดยสภาพ แต่จริงๆ แล้วกฎหมายนั้นมาจากประชาชน เป็นของประชาชน เพราะเราต้องไม่ลืมว่า ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เขาจึงเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันหมายถึงการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ รัฐฏาธิปัตย์เป็นผู้ปกครองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในทางปฏิบัติจริง แต่ต้องไม่ลืมว่า ที่เขาเป็นผู้ปกครองซึ่งใช้อำนาจมันคือ การที่เขาได้รับมอบอำนาจจากประชาชน เพราะอยู่ดีๆ เขาไม่สามารถที่จะเข้าไปนั่งเป็น ครม. หรือ นายกรัฐมนตรี ได้เองโดยสภาพ แต่เพราะเราเลือกเขาเข้าไป
อย่างอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ส.ส.ส.ว.ที่เข้าไปในสภาแล้วออกกฎหมายมาบังคับใช้ก็เหมือนกัน ดังนั้นการออกกฎหมายแต่ละฉบับ จึงต้องตระหนักว่า คุณกำลังใช้อำนาจแทนประชาชนอยู่ แล้วคุณเอาอำนาจของเขาไปออกกฎหมายมาเพื่อไปละเมิดสิทธิเสรีภาพเขาเองมันเมกเซ้นส์(สมเหตุสมผล) เหรอ ตรงนี้มันจะเชื่อมกับประเด็นเนื้อหาสาระของตัวบทกฎหมายพอดี ผมไม่ได้บอกนะว่า คุณจะออกกฎหมายแล้วไปกระทบสิทธิหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ได้เลย หากแต่มันจะต้องไม่มากจนเกินไป
โฟกัสที่ฝ่ายนิติบัญญัติ กระบวนการออกกฎหมายในรัฐสภา เราไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้กันเลย
ใช่ แม้ในรัฐธรรมนูญของเราจะบัญญัติไว้ด้วยนะ ลองดู มาตรา 29 บัญญัติว่า การตรากฎหมายนั้นห้ามไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินความจำเป็น หรือเกินกว่าเหตุ แต่ในทางปฏิบัติเป็นอย่างไรล่ะ มันก็เกินความจำเป็น อาทิ พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นต้น บางคนอาจจะแย้งว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตรงนี้มันก็ยิ่งชัดไงว่า คนออกกฎหมายไม่ได้มาจากประชาชน เขามาจากการแต่งตั้งโดยคณะทหาร เขาจึงไม่จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชนไง
อย่างไรก็ดี คำถามต่อมาคือ เมื่อมีตัวแทนประชาชนแล้ว มีความพยายามแก้ไขกฎหมายจำพวกนี้หรือเปล่าล่ะ ซึ่งก็ไม่มี ส.ส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ทำอะไรไหม โอเค สมมติว่า ส.ส.ฝ่ายค้านผลักดัน เสียงในสภาน้อยกว่าอาจผลักดันให้แก้แล้วไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยมันทำให้มีการถกเถียงกันมากขึ้นในสังคม สังคมจะกดดันผู้แทนของตนเองว่า ได้เข้าไปดูแลเรื่องสิทธิเสรีภาพของเราหรือเปล่า ถ้าเขาไม่ดู หมายความว่า เขาสนใจประชาชนแค่ไหนล่ะ หรือ มีอำนาจอื่นๆค้ำยันเขา จึงไม่ต้องมาสนใจมาก มันก็สะท้อนการเมืองภาพรวมได้ด้วยแหละ
ในต่างประเทศที่ประชาธิปไตยก้าวหน้ากว่าบ้านเรา เขาคิดในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนในกระบวนการออกกฎหมาย
มาก(ตอบสวน) คือ เอาเข้าจริงรัฐธรรมนูญของไทยเอง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ ที่เป็นการย้ำเตือนฝ่ายนิติบัญญัติในการตราตัวบทกฎหมายขึ้นมาเพื่อบังคับใช้อยู่แล้ว โดยกำหนดให้ต้องมีการอ้างถึงมาตราของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายมาจำกัดสิทธิเสรีภาพ หลักการนี้เราเอามาจากประเทศเยอรมัน ซึ่งเขามีเจตนารมณ์อยู่อย่างน้อย 2 ประการคือ 1.เพื่อย้ำเตือนต่อ ส.ส. และ ส.ว. ว่า คุณกำลังออกกฎหมายที่มีผลเป็นการเข้าไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่นะ ฉะนั้น การออกกฎหมายตรงนี้คุณต้องระวังรอบคอบมิให้มันก้าวล้วงเกินไป
2.เพื่อเป็นการตรวจเช็คในภายหลังได้ว่า สิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัดไปเพราะตัวบทกฎหมายฉบับนั้นๆ เป็นสิทธิเสรีภาพประเภทที่ในทางหลักการแล้วสามารถจะถูกจำกัดสิทธิได้หรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติของบ้านเรา ฝ่ายนิติบัญญัติ ทำกันแบบเหมือน ... มีแบบฟอร์มให้กรอก ก็กรอก เหมือนเวลาที่เราไปสมัครงานเราก็ต้องไปกรอกๆๆ ทั้งที่ ตรงนี้ มีไว้เพื่อย้ำเตือนให้ผู้ออกกฎหมายตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผลคือ เลยอ้างๆกันไปว่า เนี่ย กฎหมายตัวนี้มีการเข้าไปจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพอย่างนี้อย่างนั้นนะ ผมอ้างแล้วนะ ดังนั้น ต่อไปนี้ในเนื้อหาผมสามารถจำกัดสิทธิเสรีภาพของคุณได้ล่ะเพราะผมเขียนไปในกฎหมายแล้ว จบ ... อ้าว ! มันไม่ใช่
ฝ่ายบริหารที่บังคับใช้กฎหมายยิ่งมีปัญหา รอบ 10 ปีมานี้ ทั้งรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไล่มาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนจะยิ่งหนักขึ้นหรือไม่
เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติยึดหลักการดังกล่าว ฝ่ายบริหารก็ต้องยึดแนวทางนี้ด้วยเช่นกัน เพราะ 2 ฝ่าย มีความสัมพันธ์กันมาก โดยฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกของฝ่ายนิติบัญญัติที่รับมอบอำนาจจากประชาชน ฉะนั้น คุณมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภา นั่นก็คือคุณรับผิดชอบต่อประชาชน จึงต้องตระหนักและเตือนตนเองอยู่เสมอว่า การบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ต้องไม่เป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินกว่าเกินกว่าเหตุ ไม่เลือกปฏิบัติ
คีย์เวิร์ดของหลักระบอบเสรีประชาธิปไตยและนิติธรรมคือ limited government คำว่า government หลายคนแปลความว่า รัฐบาล หมายถึง ฝ่ายบริหารจะถูกจำกัดอำนาจ ไม่ให้ใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ ซึ่งถูกต้อง แต่สำหรับผม ผมมองรวมไปถึงการปกครองทั้งหมดที่ต้องถูกจำกัดและอยู่ในขอบเขต
คือ ไม่ว่าจะองค์กรใดก็แล้วแต่ นิติบัญญัติ บริหาร หรือแม้กระทั่งตุลาการ เพราะเมื่อประชาชนทุกคนยินยอมให้ผู้ปกครองเข้ามาบริหารจัดการแทนตนเอง เพื่อคนหมู่มากหรือประโยชน์มหาชน ตรงนี้มันก็คือหลัก government by consent ดังนั้น ภาครัฐพึงต้องตระหนักเสมอว่า ประชาชนเขายินยอมให้คุณมาถึงเข้ามาได้ ว่ากันง่ายๆ ทั้ง 3 องค์กรหลักๆ จะต้องเอาประชาชนเป็นสรณะ แต่บ้านเรา ถ้าไล่ดูทั้ง 3 อำนาจจะเห็นว่า ความตระหนักเรื่องการยึดโยงกับประชาชน และการใช้อำนาจด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชนยังไม่น่าพอใจ ซึ่งหากไม่จำกัด ประเทศไหนฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจมากเกินไป ก็จะเป็นระบอบสมัชชาไป หากฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไปก็อาจจะกลายเป็นเผด็จการ หรือหากฝ่ายตุลาการมีอำนาจมากก็จะกลายเป็นรัฐตุลาการ หรือตุลาการธิปไตยไป ดังนั้น จึงต้องมีการจำกัด เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะไม่ถูกล่วงละเมิด
ศาลที่เป็นนักกฎหมายแท้ๆ ก็ดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้หรือเปล่า
ท่านอาจจะยังไม่ค่อยเคลียร์กับความสัมพันธ์ของบทบาทตนเองกับความเชื่องโยงกับประชาชน ผมเคยฟังอาจารย์นิธิ (เอียวศรีวงศ์) อธิบายได้ชัดเจนมากว่า การพิพากษาคดีของศาลถือเป็นละเมิดสิทธิพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเขา การยึดทรัพย์เขา การจับเขาขังคุก นี่ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เรื่องใหญ่อย่างนี้ทำไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ทำได้ในนามอธิปไตยของปวงชนชาวไทยเท่านั้น แล้วใครใช้อำนาจอธิปไตยก็คือ พระเจ้าอยู่หัว ...อ่อ นี่คือ มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญไง จึงต้องพิพากษาในพระปรมาภิไธย แต่ไม่ใช่แทนพระเจ้าอยู่หัว แต่แทนอำนาจอธิปไตยของเรา ซึ่งตรงนี้ ผมก็คิดว่า ไม่ต่างกับกรณีที่จะมีการออกกฎหมายมากระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาอันประกอบไปด้วยตัวแทนของประชาชนนั่นเอง ดังนั้น เมื่อมีความชัดเจนตรงประเด็นความสัมพันธ์ของศาลกับประชาชนตรงนี้แล้วก็จะส่งผลให้ศาลนั้นเห็นบทบาทของตนเองที่พึงกระทำต่อประชาชนได้ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ สามอำนาจ ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แยกออกจากกันก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่า ไม่ถูกตรวจสอบจากกันและกัน คือถูกตรวจสอบได้แต่ไปสั่งเขาไม่ได้ แต่เราไม่เคยไปตรวจสอบ เวลานี้เราให้อำนาจตุลาการใหญ่สุดซึ่งต่อไปจะเป็นปัญหามากหากไม่รีบแก้ไข ถ้าในอเมริกา ผู้พิพากษาบางตำแหน่ง เช่น ผู้พิพากษาศาลสูง รัฐสภาต้องรับรอง นี่คือการตรวจสอบ
ตกลงรัฐธรรมนูญที่รับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนพร้อมทั้งมีกลไกต่างๆ มันใช้ไม่ได้จริง
มันก็มีใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้ เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญไทยซึ่งขาดความศักดิ์สิทธิ์เพราะไม่สามารถที่จะลงหลักปักฐานในสังคมได้ ถามว่าจะทำอย่างไร ผมคิดว่า มันต้องใช้ ใช้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานขึ้น คือ โดยหลัก ตัวผู้ใช้อำนาจในองค์กรต่างๆ ต้องเคารพต่อประชาชน หากปรากฏว่ามีการเพิกเฉย หรือละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ไม่สนใจสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่ถูกสถาปนาโดยรัฐธรรมนูญที่จะเข้าไปตรวจสอบและบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป
อย่างไรก็ดี ไอ้ที่ว่านี้มันก็เป็นกลไกในเชิงเทคนิค รัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพประชาชนในเชิงรูปแบบ ไม่ได้ให้ในเชิงเนื้อหา มันจึงต้องมีการสร้างอำนาจต่อรอง ตรวจสอบ กดดันการใช้อำนาจของผู้แทน หรือผู้ปกครองได้จริงๆ ต้องกดดันให้เขาทำตามเรา ตรงนี้มันก็ต้องใช้อะไรหลายอย่าง เช่น ระบบการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร พื้นที่สื่อที่ต้องพยายามเปิดให้ทุกฝ่ายได้เข้าถึง ได้ใช้ ได้ส่งเสียง เพราะพวกนี้นี่แหละคือการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองให้กับประชาชน ส่วนในเรื่องของกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญต่างๆ มันถือเป็นส่วนเสริมให้มันเติมเต็มสมบูรณ์มากขึ้น
เราปฏิเสธประชาธิปไตยแบบตัวแทนไม่ได้ ดังนั้นมันจะไปพร้อมกับประชาธิปไตยทางตรงอย่างไร
จริงๆ แล้วประชาธิปไตยแบบตัวแทน ชื่อมันบอกว่าตัวแทน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะต้องเป็นการกระทำผ่านตัวแทนเสียหมด นานาอารยประเทศเขาก็เอากลไกของประชาธิปไตยทางตรงมาใช้ควบคู่กันและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ในมุมของผมๆ ว่ามันเป็นการถ่วงดุลกับระบบตัวแทนเสียด้วยซ้ำ เพราะเราการันตีไม่ได้ว่าตัวแทนที่เราเลือกเขาไปจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง หรือจะทำการใดๆ ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนแท้จริง ว่ากันง่ายๆ คุณอย่าไปฝากความหวังไว้กับคนดี หรือตัวแทนที่ดี เพราะมันไม่มีหรอกครับ ฉะนั้น จึงต้องสร้างระบบควบคุมตรวจสอบและอุดช่องว่างควบคู่กันมาในกรณีที่ตัวแทนของคุณไม่ได้ทำตามหน้าที่ๆ เขาพึงกระทำ
ถ้ามาตั้งหลักที่แนวคิดสัญญาประชาคม ถ้าเราไม่พอใจ เราเรียกอำนาจอธิปไตยคืนได้ นั่นคือกลไกการถอดถอน (recall) ผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง หากคุณเห็นว่า เขาใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และความยุติธรรม แต่บ้านเราเหมือนกับว่า เมื่อมอบอำนาจให้เขาไปแล้ว ให้แล้วให้เลย เรียกคืนไม่ได้ ซึ่งเมื่อดูรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 พบว่า การถอดถอนต้องไปผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาเสียก่อน แล้วหากเขาไม่ถอนเพราะมีการล็อบบี้ในทางการเมืองล่ะ
บางฝ่ายอาจจะกลัวว่า ให้ประชาชนถอดถอนเอง เดี๋ยวมีปัญหา ประชาชนไม่มีความรู้ เดี๋ยวโดนหลอก ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ คนเดี่ยวนี้เขาไม่โง่หรอก เหมือนที่พยายามตอกย้ำกันว่า ประชาชนโดนซื้อเสียงง่าย แต่งานวิจัยก็มีแยะที่พิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น จะมาให้ สองร้อย สามร้อย ห้าร้อย เพื่อที่จะเลือกคนนั้นคนนี้ ถ้าเขาไม่มีอารมณ์ร่วมผมว่าคุณซื้อเขาไม่ได้หรอก ไม่ต่างกับการไปชุมนุมนั่นแหละ อย่างน้อยมันต้องมีเรื่องอารมณ์ร่วม มันต้องมีจุดเกาะเกี่ยวบ้าง ตรงนี้ก็เหมือนกัน เป็นไปไม่ได้หรอกที่ ส.ส. คนนี้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดคุณ แต่อยู่ดีๆ มีใครก็ไม่ทราบมาซื้อเสียงคุณ กลับกัน หากส.ส.ไม่ได้ใส่ใจ ไม่เคยเป็นปากเป็นเสียงให้ แบบนี้ ต่อให้ซื้อเสียงประชาชนก็ไม่เลือก
...........................
สัญญาประชาคม หลักการพื้นฐานประชาธิปไตย ที่ถูกลืม
ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อธิบายหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย คือการที่อำนาจในการปกครองประเทศมีจุดยึดโยงกับประชาชน ซึ่งก็คือ หลักสัญญาประชาคม อันมีใจความหลักว่า เมื่อประชาชนมาอยู่ร่วมกัน แต่ละคนก็ยอมที่ยกอำนาจอธิปไตยที่ตนเองเป็นเจ้าของร่วมกันอันรวมถึงสิทธิเสรีภาพบางส่วนให้กับผู้ปกครองได้เข้ามาใช้อำนาจนั้นแทนตนเอง ทั้งนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า อำนาจที่ผู้ปกครองได้รับมอบไปนั้นจะต้องถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์มหาชน หาใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ เมื่อใดที่ผู้ปกครองใช้อำนาจนั้นไปโดยมิชอบ ใช้ไปตามอำเภอจิตอำเภอใจเมื่อใด ก็เป็นการชอบธรรมและเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเรียกอำนาจที่ตนเคยให้กับผู้ปกครองไปนั้นกลับคืนมาได้
แนวคิดนี้ถูกพัฒนาไปเป็นหลักความรับผิดชอบ (Accountability) ต่างๆ ของผู้ปกครองที่พึงจะต้องมีต่อประชาชน ซึ่งก็รวมถึงหลักการอุทธรณ์ร้องทุกข์ต่อประชาชน (Appeal to the people) ซึ่งในรู้จักกันดีในนามของ “การยุบสภา” กล่าวคือ เมื่อมีการประกาศยุบสภาโดยฝ่ายบริหารแล้ว อำนาจนั้นก็จะกลับคืนมาสู่ประชาชนอีกครั้ง และประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า ที่ผ่านมาผู้ปกครองของเขาที่เขาเคยมอบอำนาจอธิปไตยไปและเข้าไปทำงานในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินั้น เข้าไปใช้อำนาจแทนตนเองได้ถูกต้องตามความประสงค์ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด หากประชาชนเห็นว่า ทำตามพันธสัญญาที่ได้ให้ไว้ก็จะมีการเลือกกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ การยินยอมพร้อมใจกันที่จะมอบอำนาจอธิปไตยนั้นกลับคืนไปสู่ผู้ปกครองตามเดิมอีกครั้งหนึ่ง
ในทางกลับกัน เมื่อพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ผ่านมาตัวแทนของตนเองไม่ค่อยได้ทำหน้าที่ในฐานะของตัวแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนก็จะไม่ยอมที่จะยกอำนาจอธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของตนเองกลับคืนไปสู่พวกเขาเหล่านั้นอีกต่อไป หากแต่จะมีการมอบอำนาจและสิทธิเสรีภาพบางส่วนดังกล่าาวให้กับบุคคลอื่นที่เห็นว่าสามารถดำรงตนเป็นปากเป็นเสียงให้ตนเองได้ดีกว่านั่นเอง

รายงาน: 138 แม่พิมพ์ที่สูญเสีย ณ ชายแดนใต้-นโยบายส่วนกลางกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

ี่มา ประชาไท

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อบุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษานับว่ามีผลกระทบต่อการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นอย่างมาก 138 ตัวเลขความสูญเสียของครู ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก นร. ในพื้นที่แต่คงไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ลดลง รัฐยังไม่ส่งเสริมการศึกษาที่เหมาะสมและสอดคล้องต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนคำขวัญวันเด็กในแต่ละปีเพียงแค่ให้เด็กท่องจำ แต่เด็กขาดความเข้าใจในจุดประสงค์
ความสูญเสียบุคคลกรทางการศึกษา
ครบรอบปีที่ 7 ของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นจำนวนไม่น้อย และรายล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 54 ก่อนวันครูหนึ่งวันเป็นครูโรงเรียนเดชะฯ นายมาโนช ชฎารัตน์ ข้าราชการครู สอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูลปัตตานี อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57/19 ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.สะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี เหตุเกิดในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี บริเวณ ถ.ยะรัง ซอย 3 ต.จะบังติกอ
จากสถิติที่ทางศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 12 ได้สรุปข้อมูลครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 ถึง วันที่ 24 ตุลาคม 2553 ไว้ดังนี้
สถิติครูและบุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิต และบาดเจ็บแยกเป็นรายจังหวัด
เสียชีวิต 138 คน
- จังหวัดนราธิวาส 41 คน
- จังหวัดปัตตานี 59 คน
- จังหวัดยะลา 37 คน และ
- จังหวัดสงขลา(บางส่วน) 1 คน
บาดเจ็บ 122 คน
- จังหวัดนราธิวาส 36 คน
- จังหวัดปัตตานี 38 คน
- จังหวัดยะลา 45 คน และ
- จังหวัดสงขลา(บางส่วน) 3 คน
สถิตินักเรียน และนักศึกษาเสียชีวิต และบาดเจ็บแยกเป็นรายจังหวัด
เสียชีวิต 36 คน
- จังหวัดนราธิวาส 10 คน
- จังหวัดปัตตานี 12 คน
- จังหวัดยะลา 12 คน และ
- จังหวัดสงขลา(บางส่วน) 2 คน
บาดเจ็บ 162 คน
- จังหวัดนราธิวาส 62 คน
- จังหวัดปัตตานี 37 คน
- จังหวัดยะลา 63 คน
การเรียนการสอนภาษาแม่
จากสถิติเมื่อมาดูตัวเลขของการเสียชีวิตทั้งบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และนักศึกษาแล้วอยู่ที่ 173 คน และบาดเจ็บ 284 คน ซึ่งเป็นตัวเลขไม่น้อยและส่งผลเป็นอย่างมาต่อระบบ ระเบียบ และวิถีของการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เห็นได้ชัดเจนคือการเดินทางไปทำการสอนของครู เวลาที่เริ่มทำการเรียนการสอนของโรงเรียนโดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา บางแห่งต้องมาเริ่มต้นการเรียนการสอนที่เวลา 9.00น.
ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในพื้นที่ก็ตกลงไปที่ 3 อันดับสุดท้ายของประเทศ ซึ่งคงไม่ใช่ด้วยเหตุเพราะผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงแต่เพียงอย่างเดียว ดูเหมือนว่าการใช้ภาษาในการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาก็เป็นปัญหาด้วย ด้วยเหตุที่เด็กระดับประถมที่มีเชื่อสายมลายูเริ่มเรียนรู้ และสามารถพูดภาษาแม่ได้ก่อนภาษาราชการ หรือสามารถพูดมลายูได้ก่อนและดีกว่าภาษาไทย ทำให้เด็กไม่เข้าใจในความหมายของเนื้อหาที่เรียนที่ใช้ภาษาไทย แต่ถ้าหากว่าครูสามารถที่จะใช้ภาษาเดียวกับเด็กนักเรียนการเรียนการสอนก็จะทำให้เด็กเข้าใจในเนื้อหาการเรียนมากขึ้น
เมื่อปัญหาอยู่ที่การสื่อสารกันระหว่างผู้ส่งสาร(ครู)กับผู้รับสาร(นักเรียน)ไม่เข้าใจในภาษาที่สื่อถึงกัน แล้วจะสามารถสร้างความเข้าใจในเนื้อหาที่ต้องการสื่อได้อย่างไร ภาษาที่ใช้คนละภาษา เมื่อภาษาหนึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตประจำวัน กับอีกภาษาต้องใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งเกรด ลำดับหรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา หรือเพื่อติดต่อในสถานที่ราชการ ซึ่งนับว่าจำเป็นเช่นเดียวกัน แต่เกรดกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน สถานที่ราชการไม่ได้เข้าไปติดต่อตลอดทุกวัน ดังนั้นการศึกษาก็ควรที่จะต้องจัดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมความเป็นของชุมชน สังคมพื้นที่นั้นๆ
ในการประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ 293/2551 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 กำหนดให้สถานศึกษาในสังกัด จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรฯ ดังกล่าว ซึ่งมีกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นตัวชี้วัดหรือเป็นวิชาหลักที่เด็กทุกคนจะต้องเรียน อย่าง 1.กลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาไทย 2.กลุ่มสาระเรียนรู้คณิตศาสตร์ 3.กลุ่มสาระเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4.กลุ่มสาระเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5.กลุ่มสาระเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 6.กลุ่มสาระเรียนรู้ศิลปะ 7.กลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และสุดท้าย 8.กลุ่มสาระเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
เมื่อมาสังเกตแต่ละกลุ่มสาระแล้วความจำเป็นการในภาษาในการสื่อสารเพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจในเนื้อหา และเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์บางอย่างแล้ว กลุ่มสาระที่ 1. กลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาไทย กับ 7.กลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เท่านั้นที่เป็นภาษาที่แปลกปลอมที่เข้ามาในชีวิตนับตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนจนจบได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยออกมา แต่ถ้าหากว่า อีก 6 กลุ่มสาระเรียนรู้สามารถที่จะสอนเป็นภาษาท้องถิ่น หรือภาษาแม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาม้ง ภาษากะเหรี่ยง ภาษาอาข่า ภาษาลีซอ ภาษาคำเมือง ภาษาทางกลุ่มชาติพันธุ์ และภาษามลายูที่ใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถสร้างความเข้าใจเนื้อหาและจุดประสงค์ของการศึกษาชัดเจนขึ้นว่าศึกษาเพื่อต้องการที่จะสร้างความมั่นคงให้กับแค่ตนเอง หรือสังคม ชุมชน
การจัดการการเรียนรู้โดยชุมชน หรือการจัดการการเรียนรู้แบบบูรณาการในชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความขัดแย้งที่มีต้นเหตุของปัญหาจากหลายปัจจัย ปัจจัยด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ ภาษา และศาสนา นับว่าเป็นเชื่อไฟอย่างดีในการจุดกระแสเพื่อสร้างความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้
เมื่อเหตุปัจจัยทางการศึกษาคือข้ออ้างหนึ่งในการสร้างความขัดแย้ง การแก้ปัญหาก็จะต้องแก้ที่ระบบการศึกษา หลักสูตรวิชาต่างๆ ที่เหมาะสมกับชุมชนพื้นที่ท้องถิ่น บนฐานความต่างทางด้านภาษา วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีการพูดถึงกันมามากในเวทีวิชาการ เวทีสัมมนาด้านการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่กลับไม่มีกระแสตอบรับอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมจากผู้มีอำนาจทางด้านการศึกษาในรัฐบาล แม้ในอดีตมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี โดย พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการฯ มีรายละเอียดข้อเสนอต่อนายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่กลับไม่ได้ให้ความสนใจต่อรายละเอียดดังกล่าว
หนึ่งในข้อเสนอของ กอส. เสนอต่อนายกฯ คือ คงสภาพความหลากหลายในระบบการศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาสามัญ และให้ความสำคัญกับนักเรียนไทยในต่างประเทศ รัฐไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้การจัดการศึกษาวิชาศาสนานั้นลดลงหรือหมดไป รัฐควรแก้ไขปรับปรุงการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา โดยให้ใช้ภาษามลายูท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอนวิชาสามัญ ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการเรียนวิชาสายสามัญ เพื่อให้นักเรียนเหล่านี้มีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินทางเข้าไปในตลาดงานในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ แม้ว่ามีคำสั่งยุบ กอส. แต่ตลอดระยะเวลา 6 ปีหลังจากตั้ง กอส. ยังไม่มีการนำข้อเสนอดังกล่าวมาใช้เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่แต่อย่างใด
และเมื่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (2552-2561) โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ที่เน้นการปฏิรูปใน 3 เรื่อง ทั้งทางด้าน คุณภาพของครู สถานศึกษา การบริหากรจัดการ อันดับสองโอกาสทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งสถาบันครอบครัว ศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นับว่าเป็นการปฏิรูปที่เปิดโอกาสให้แก่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เป็นอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติจะสามารถนำมาใช้อย่างเห็นผลชัดเจนและเป็นรูปธรรมหรือไม่นั้น ย่อมอยู่ที่ผู้บริหารประเทศ และหน่วยงานรับผิดชอบมีความชัดเจนในการปฏิบัติ หากว่าการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ฝ่ายการเมืองไม่ได้มีความเข้าใจการศึกษา และขาดหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจนในการรับผิดชอบ ก็ทำให้การปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้ล้มเหลวเหมือนครั้งที่ผ่านมา
ชุมชนท้องถิ่นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอัตลักษณ์ ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง มีการนับถือศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันกับพื้นที่อื่นๆ และพื้นที่อื่นก็ย่อมมีเอกลักษณ์ ประเพณีที่ต่าง และเป็นจุดเด่นเช่นเดียวกัน จึงมีความจำเป็นเช่นกันที่จะต้องมีการสนับสนุนให้ชุมชน องค์กร สถาบันในท้องถิ่นมีส่วนในการจัดการศึกษาของตนเอง และรัฐก็ควรจัดเตรียมระเบียบการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องและรองรับความรู้ที่จะมาจากการจัดการของชุมชน
ประถมศึกษาเป็นชั้นการศึกษาที่จะต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เด็กนักเรียนในวัยนี้ควรได้รับการศึกษาที่จะเรียนรู้อันเหมาะสม
คำขวัญวันเด็กกับการศึกษา
เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ม.ค. 54 ที่ผ่านมาเป็นวันเด็กแห่งชาติ ทุกๆปีจะมีคำขวัญวันเด็กที่มอบโดยนายกรัฐมนตรี ในปีนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบคำขวัญให้กับเด็กไทยว่า “รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ” เด็กทุกคนจะต้องท่องจำให้ได้ แม้ว่าจะทราบในความหมาย และจุดประสงค์หรือไม่ก็ตาม แต่นายกรัฐมนตรีจะเน้นย้ำตลอดว่า ถ้าหากว่าเด็กทำตามคำขวัญที่มอบให้จะเป็นเด็กที่ดี มีอนาคตและผู้ใหญ่ที่ดี แต่สังคมในวันนี้ผู้ใหญ่ภายในสังคมแสดงตัวไม่ดี แสดงว่าตอนที่เป็นวัยเด็กพวกเขาเหล่านั้น ไม่ท่องจำคำขวัญวันเด็กและไม่ปฏิบัติตามคำขวัญที่นายกฯมอบให้เมื่อตอนที่เป็นเด็ก
ในคำขวัญของนายกรัฐมนตรีแต่ละคน โดยส่วนใหญ่แล้วเน้นในเรื่องของการศึกษา การเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับเด็ก และอนาคตของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง คำขวัญที่เน้นย้ำถึงการศึกษา เป็นสิ่งที่ดี แต่จะกลายเป็นแค่ วาทกรรม และจะมีลักษณะประเพณีปฏิบัติสืบทอดปีต่อปี
คำขวัญวันเด็กเริ่มตั้งแต่มีเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 47 ยังคงเน้นย้ำในเรื่องของการศึกษาหาเรียนรู้เช่นเดิม แต่ในทางปฏิบัติและหลักสูตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่นพื้นที่ที่ต่างวัฒนธรรม ต่างประเพณี และศาสนา ยังคงต้องใช้หลักสูตรที่ทางรัฐส่วนกลางมอบให้เป็นการบังคับ ซึ่งชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถที่บริหารจัดการการศึกษาด้วยตนเอง
พ.ศ. 2547 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน
พ.ศ. 2548 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
พ.ศ. 2549 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด
พ.ศ. 2550 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
พ.ศ. 2551 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
พ.ศ. 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
พ.ศ. 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
พ.ศ. 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ

'วันครู' ชายแดนใต้เศร้า ครูถูกยิงเสียชีวิต

ที่มา ประชาไท

ศพของนายมาโนช ชฏารัตน์ ครูโรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2554 ถูกบรรจุลงในโลงโดยมีภรรยาและลูกยืนมองด้วยความเศร้าโศก เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2554 ที่วัดนพวงศาราม ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี(ภาพถ่ายโดยอารีเป็ง ปะนาฆอ)
นางกัลยวรรธน์ ชฏารัตน์ ครูโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ภรรยานายมาโนช ชฏารัตน์ ข้าราชการครูโรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2554 ในตัวเมืองปัตตานี เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 มกราคม 2554 ตนจะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่โรงแรมซีเอสปัตตานี ระหว่างเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานคุรุวีรชนชายแดนใต้ ครั้งที่ 3 เพื่อขอย้ายออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเร่งด่วน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย
“ดิฉันมีลูก 3 คน ต่อไปก็คงต้องเลี้ยงลูกคนเดียวและตอนนี้ดิฉันไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบยังเกิดขึ้นทุกวัน โดยจะขอย้ายไปเป็นครูที่จังหวัดสงขลา เพราะจะได้อยู่อาศัยกับแม่ และแม่จะได้ช่วยดูแลลูกๆ ให้ด้วย” นางกัลยวรรธน์ กล่าว
ส่วนบรรยากาศในงานศพของนายมาโนชที่วัดนพวงศาราม ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี เป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีผู้ใหญ่และบุคลากรทางการศึกษามาร่วมงานศพและเยี่ยมให้กำลังใจนางกัลยวรรธน์และครอบครัวตลอดทั้งวัน เช่น รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
โดยรองศาสตราจารย์ธงทอง รับปากกับนางกัลยวรรธน์ว่า จะช่วยส่งเสียลูกทั้ง 3 คนของนายมาโนช ให้ได้รับการศึกษาสูงสุด และเมื่อเรียนจบพร้อมรับเข้าบรรจุเป็นข้าราชการทันที
สำหรับเหตุคนร้ายยิงนายมาโนช อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57/19 ถนนเจริญประดิษฐ์ ตำบลสะบารัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เกิดขึ้น บริเวณ ถนนยะรัง ซอย 3 ตำบลจะบังติกอ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2554 ก่อนถึงวันครูหนึ่งวัน โดยเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตจากความไม่สงบเป็นคนที่ 138
สถิติความสูญเสียบุคคลกรทางการศึกษา
ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 12 ได้สรุปข้อมูลครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 ถึง วันที่ 24 ตุลาคม 2553 ดังนี้
สถิติครูและบุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิต และบาดเจ็บแยกเป็นรายจังหวัด
เสียชีวิต 138 คน แยกเป็น นราธิวาส 41 คน ปัตตานี 59 คน ยะลา 37 คน และ สงขลา (บางส่วน) 1 คน
บาดเจ็บ 122 คน แยกเป็นนราธิวาส 36 คน ปัตตานี 38 คน ยะลา 45 คน และ สงขลา (บางส่วน) 3 คน
สถิตินักเรียน และนักศึกษาเสียชีวิต และบาดเจ็บแยกเป็นรายจังหวัด
เสียชีวิต 36 คน แยกเป็น นราธิวาส 10 คน ปัตตานี 12 คน ยะลา 12 คน และ สงขลา (บางส่วน) 2 คน
บาดเจ็บ 162 คน แยกเป็น นราธิวาส 62 คน ปัตตานี 37 คน ยะลา 63 คน

ตูนีเซียเร่งตั้งรัฐบาลรักษาการ หลัง ปธน. หนีไปซาอุฯ

ที่มา ประชาไท

ขณะที่สถานการณ์การชุมนุมในตูนีเซียยังไม่สงบลง ก็มีเหตุเพลิงไหม้เรือนจำในเมืองโมนาสเทอ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 42 ราย โดยประธานาธิบดี Zine al-Abidine Ben Ali ได้หลบหนีไปยังซาอุดิอารเบีย ขณะที่ในประเทศจะมีการตั้งรัฐบาลรักษาการ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นหลังจากที่โฆษกรัฐสภาประกาศให้ Foued Mebazaa ขึ้นเป็นรักษาการประธานาธิบดี และนอกจากนี้ยังมีการขอให้นายกรัฐมนตรี Mohammed Ghannouchi จัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ

Wyre Davis ผู้สื่อข่าว BBC ที่รายงานสถานการณ์ในพื้นที่กล่าวว่า "พบรถถังอยู่ทุกมุมในย่านใจกลางเมือง" ขณะเดียวกันก็รายงานว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นดูจะผกผันกับความคืบหน้าทางการเมือง และทั้งกองทัพและรถถังก็ออกมาคุ้มกันสถานที่ราชการไว้ ทำให้ท้องถนนถูกทิ้งร้าง ขณะที่ประชาชนยังคงเฝ้าหาทางประเมินว่ารัฐบาลรักษาการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองในวงกว้างได้หรือไม่

มีผู้พบเห็นเหตุการณ์เพลิงไหม้คนแรกรายงานเรื่องนี้กับสำนักข่าว Reuters บอกว่าเรือนจำทั้งหมดตกอยู่ใต้เปลวเพลิง มีการปล้นชิงข้าวของในเขตชานเมืองช่วงกลางคืน ซึ่งส่วนใหญ่เป้าหมายที่ถูกขโมยจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีเจ้าของเป็นชาวฝรั่งเศส สถานีรถไฟสายหลักของเมืองถูกเพลิงลุกลามได้รับความเสียหายอย่างมาก

การประท้วงในตูนีเซียยาวนานกว่า 4 สัปดาห์มาจากเรื่องความไม่พอใจเกี่ยวกับปัญหาการว่างงานในวงกว้าง ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น และการคอร์รัปชั่น ขณะที่มีการประท้วงทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ยิงกระสุนจริงเข้าใส่ผู้ชุมนุมจนเป็นเหตุให้ประชาชนหลายสิบคนเสียชีวิต จนทำให้สหภาพแอฟริกาออกแถลงการณ์ประณาม "การใช้กำลังเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุม"

โดยที่ประธานาธิบดี Ben Ali ผู้อยู่ในตำแหน่งยาวนาน 23 ปี ก็ลงจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่มีเหตุวุ่นวายจากการชุมนุมใหญ่ในตูนิส เขาหนีออกจากตูนีเซียพร้อมครอบครัวและหลังจากที่ฝรั่งเศสปฏิเสธที่จะให้เครื่องบินลงจอดในประเทศ จึงมีการนำเครื่องลงเติมเชื้อเพลิงที่ซาร์ดีเนีย ก่อนออกเดินทางไปยังซาอุดิอาระเบียต่อ

สำนักพระราชวังซาอุฯ ออกแถลงการณ์ว่า"ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงต่อสถาณการณ์ที่ประชาชนชาวตูนีเซียผู้เป็นเสมือนพี่น้องกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ และเพื่อเป็นการสนับสนุนความมั่นคงและมีเสถียรภาพของประเทศพวกเขา รัฐบาลซาอุดิจึงขอต้อนรับประธานาธิบดี Zine al-Abidine Ben Ali และครอบครัวเข้ามาสู่ประเทศ"

ทางด้านประธานาธิบดีฝรั่งเศส Nicholas Sarkozy กล่าวว่าประชาชนชาวตูนีเซียได้ "แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงแห่งประชาธิปไตย" และเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้เร็วที่สุด

ส่วนเลขาฯ การต่างประเทศของอังกฤษแสดงการประณามการใช้ความรุนแรงและการปล้นชิงทรัพย์จากทั้ง 2 ฝ่าย และขอให้กลับมาอยู่ในความสงบ ประเทศอาหรับในภูมิภาคใกล้เคียงไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ต่อเหตุการณ์มากนัก เว้นแต่กลุ่มสหพันธ์อาหรับ (Arab League) เรียกร้องให้กลุ่มทางการเมืองในตูนีเซีย "มีความกลมเกลียวปรองดองกัน" เพื่อรักษาสันติ

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก Tunisia: Deadly jail fire in unrest after Ben Ali exit, 15-01-2011, BBC

http://www.bbc.co.uk/news/world-africa-12198396

ลึกๆเบื้องหลังแดงขึ้นเวทีเหลือง

ที่มา Thai E-News


แดงขึ้นเวทีเหลือง-กลุ่มเส้นทางสีแดง นำโดยคุณฟอร์ดขึ้นเวทีให้กำลังใจกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งแปลงร่างมาจากพันธมิตรสายสันติอโศก จนตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของมวลชนคนเสื้อแดงถึงความเหมาะสมอย่างกว้างขวาง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มกราคม 2553

ก่อนจะเป็นข่าวใหญ่คือไม่เป็นข่าว

ทั้งนี้กลุ่มเส้นทางสีแดงนำโดยผู้ใช้นามว่าคุณฟอร์ด และร.ต.ธนะสิทธิ์ พิพุฒ ได้เปิดโครงการเส้นทางสีแดงจากราชประสงค์สู่เชียงราย ระยะทาง2,800 กิโลเมตร เมื่อ10โมงเช้าวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม ทางกลุ่มแจ้งว่าสื่อมวลชนไม่ได้ให้ความสนใจทำข่าว ขณะที่เงินทุนร่อยหรอลง อาจจะเป็นมูลเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้โครงการเส้นทางสีแดงแวะไปเวทีคนไทยหัวใจรักชาติ และขึ้นเวทีให้กำลังใจ จนตกเป็นข่าวใหญ่

แต่ข่าวใหญ่ดังกล่าวได้ถูกวิจารณ์จากนักกิจกรรมและมวลชนเสื้อเดงอย่างกว้างขวาง

มวลชนเสื้อแดงวิพากษ์ไม่เห็นด้วยแดงขึ้นเวทีเหลือง

หลังจากมีข่าวกลุ่มนักกิจกรรมเส้นทางสีแดงปั่นจักรยานผ่านไปให้กำลังใจกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งตั้งเวทีอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล และได้ขึ้นเวทีเพื่อให้กำลังใจด้วยนั้น เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหมู่คนเสื้อแดงว่า เป็นผลลบมากกว่าทางบวก

"ผมคนหนึ่ง ที่ไม่อาจยอมรับการกระทำของกลุ่มคุณฟอร์ด เส้นทางสีแดงได้ หากกลุ่มคุณฟอร์ดเส้นทางสีแดง ไม่ใส่เสื้อแดง ไม่ประกาศตัวเป็นคนเสื้อแดง ผมก็จะไม่ว่า ไม่ตำหนิเลย เพราะถือเป็นสิทธิส่วนตัว คำว่า "คนเสื้อแดง" วันนี้มีความหมาย ไม่ใช่แค่ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือความเท่าเทียมกันของคนไทยแล้ว แต่ได้หมายรวมถึงชีวิตที่ตายไปนับร้อย และบาดเจ็บ พิการอีกนับพัน ของ"คนเสื้อแดง" ซึ่งส่วนหนึ่ง สาเหตุมาจากกลุ่มและเครือข่ายของกลุ่มคนที่อยู่หน้าทำเนียบฯตอนนี้นั่นเอง


ผมเห็นว่า ต่อให้กลุ่มคุณ ปั่นจักรยาน ไปอีกกี่พันกิโลเมตร ก็ไม่อาจกู้ความเชื่อถือคืนมาได้ มีแต่ คนทั้งหมดที่ทำไป ควรต้องออกมาขอโทษ "คนเสื้อแดง" " นักกิจกรรมเสื้อแดงรายหนึ่งกล่าวแสดงความเห็นในอีเมล์ที่ส่งถึงมิตรสหายเสื้อแดง และมีเสียงวิจารณ์ทำนองไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มเส้นทางสีแดงอย่างกว้างขวางตามกระดานสนทนา และเฟซบุ๊คของคนเสื้อแดง

แป๊ะบางสนานย้ำชัดไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มขึ้นเวทีเสื้อเหลือง

ไม่เกี่ยวข้องแล้ว-แป๊ะ บางสนาน เจ้าของเพลงรักคนเสื้อแดง เจ้าของโครงการสองขาเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มบก.ลายจุด,นที สรวารี ที่เคยร่วมกับคุณฟอร์ดเปิดโครงการเส้นทางสีแดงไปภาคอีสาน ประกาศว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับกลุ่มเส้นทางสีแดงที่เป็นข่าวขึ้ยเวทีพันธมิตรในขณะนี้ โดยตอนนี้แป๊ะ บางสนานอยู่แถวสกลนคร


ขณะที่"แป๊ะ บางสนาน"เจ้าของเพลง"รักคนเสื้อแดง"และผู้ริเริ่มกิจกรรมโครงการ"สองขาเพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนนำขบวนเส้นทางสีแดงไปให้กำลังใจและขึ้นเวทีคนไทยหัวใจรักชาติ ได้ชี้แจงทางเฟซบุ๊คว่า "พี่น้องครับตอนนี้ผมอยู่สกลนคร มีข่าวว่าทีมสองขาประชาธิปไตย ไปขึ้นเวที พธม. ทีมสองขา ฯ ไม่ได้ไปขึ้นเวทีนะครับ ทีมที่ขึ้นนั้นคือทีมเส้นทางสีแดงครับขอโปรดเข้าใจด้วยครับ"

เปลือยเบื้องหลังก่อนขึ้นเวทีเหลืองเงินบริจาคร่อยหรอ

อนึ่งก่อนหน้าจะมีกิจกรรมเปิดโครงการในว้นที่ 16 มกราคม และไปขึ้นเวทีให้กำลังใจแก่คนไทยหัวใจรักชาตินั้น คุณฟอร์ด ผู้นำโครงการเส้นทางสีแดงได้มีหนังสือ ถึง"สื่อมวลชนและเพื่อนเสื้อแดง"ดังนี้

เหลืออีกเพียง 2 วันขบวนเดินทางเส้นทางสีแดง (ราชประสงค์-เชียงราย) กิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเสื้อแดงจะออกเดินทางจากราชประสงค์ในเวลา 12.00 น. เช่นเคย กิจกรรมนี้ดำเนินโดยภาคประชาชนและไม่มีกลุ่มการเมืองใดอยู่เบื้องหลัง พวกเราจะออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนพีน้องเสื้อแดงและผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเป็นระยะเวลา 28 วัน 20 จังหวัด รวมระยะทาง 2,438 กม. และขณะนี้เรามีเงินอยู่เพียง 1,500 บาท ( ในบช.500 และเงินบริจาค 1,000 บาท ) ที่เหลือคงต้องไปหาเอาข้างหน้า!

หากสื่อมวลชนและเพื่อนเสื้อแดงเห็นว่ากิจกรรมนี้มีประโยชน์ในการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้กับครอบครัวผู้สูญเสียและเรียกร้องความยุติธรรมกลับสู่สังคมไทย เพื่ออนาคตที่ีดีกว่าของพวกเราและลูกหลานไทย ท่านสามารถสมทบทุนโครงการ หรือประชาสัมพันธ์ข้อมูลการร่วมสนับสนุนกิจกรรม ดังนี้

ธนาคารกรุงไทย (สาขาย่อยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์) ออมทรัพย์ ชื่อบช. นายฉลาด สงเคราะห์สุข หรือ ร.ต. ธนะสิทธิ์ พิพุฒ เลขที่บช. 691-0-08342-3 พบกัน 10.00 น. อาทิตย์ 16 มค.ที่ราชประสงค์ !/FORD


เส้นทางสีแดงเปิดปูมไม่ลงรอยกับแป๊ะบางสนานเลยแยกทางทำกิจกรรม

ทั้งนี้ร.ต.ธนะสิทธิ์ พิพุฒ 1ในแกนนำเส้นทางสีแดง และเป็นคนที่ปั่นจักรยานไปให้กำลังใจคนไทยหัวใจรักชาติ ได้ทำหนังสือแจ้งถึงไทยอีนิวส์ ชี้แจงความเป็นมาของโครงการเส้นทางสีแดง ดังนี้

....ความเดิม....

..........1. กลุ่มสองฃาเพื่อประชาธิปไตย กำเหนิดโดย แป๊ะ บางสนาน มาตั้งแต่คราวปั่นจักรยานจากกทม.ไปร่วมงาน เพื่อนร่วมร้องพี่น้องร่วมรบที่ เขาใหญ่ระยะทาง 200 กว่า กม.ภารกิจเสร็จสิ้นแยกย้ายกันไปทำมาหากิน แต่ยังมีคนกลุ่มนึง ยังปั่นจักรยานรักษาสถานะภาพและชื่อกลุ่มอยู่ ประกอบด้วย
....1.1. แป๊ะ บางสนาน ( ศิลปิน ) โทร. 086-167XXXX
....1.2. ร.อ. พิสิทธิ์ พิพุฒ ( นอกราชการ ) โทร. 085-365XXXX
....1.3. ร.ต. ธนะสิทธิ์ พิพุฒ ( นอกราชการ ) โทร. 089-228XXXX
....1.4. คุณ สมใจ ( ค้าฃายส่วนตัว ) โทร.081-905XXXX
....1.5. คุณ ศิริชัย ( ประธานนักศึกษา ) โทร.084-730XXXX

..........2. โครงการเส้นทางสีแดง กำเนิดโดย คุณ ฟอร์ด เพื่อปั่นจักรยานไปทั้ง 4 ภาค โดยมีวัตถุประสงค์ เยียวยา รักษาแผลใจคนเสื้อแดง และอีก 4 ฃ้อคือ
....2.1. ปล่อย นักโทษการเมือง...........
....2.2. ยุติสองมาตรฐาน....................
....2.3. ยุติรัฐประหาร ละเมิดสิทธิ์.........
....2.4. พ.ต.ท ทักษิณ กลับบ้าน..........

....ปัจจุบัน....

.......1. หลังภารกิจที่ 1 " เยียวยารักษาแผลใจ " เสื้อแดงภาคอีสานสำเร็จอย่างสวยงาม สังคมทุกส่วนให้การยอมรับ ว่าแดงแท้ / ฃี่จักรยานแท้ / นอบน้อม ถ่อมตน / สมถะไม่ฟุ่มเฟือย / ไม่โกหก /เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ถึงมือพี่น้อง

........2. ภารกิจที่ 2 " เส้นทางสีแดงสู่ภาคตะวันออก " ถูกวางแผนอย่างเรียบง่าย ปัญหาทุกอย่างที่เกิดฃึ้นระหว่างเดินทางไปภาคอิสานถูกนำมาวิเคราะห์เจาะลึก ปรับปรุง แก้ไฃ ( ตามเอกสารที่มอบให้สมาชิก เส้นทางสีแดงทุกคน )แต่ระหว่างนี้เองมีคนคิดแผนการใส่ร้ายป้ายสีให้แตกแยก และชักชวนนักปั่นให้เลิกล้มโครงการเส้นทางสีแดง

....การตัดสินใจ....

.......ผมและนักปั่นจักรยานสองฃาเพื่อประชาธิปไตย อีก 3 ท่าน จึงปรึกษาคุณฟอร์ด ยืนยันอุดมการณ์และวัตถุประสงค์เดิมฃอง " เส้นทางสีแดง " โดยขอเปลี่ยนเส้นทางไปตะวันตกและเหนือแทน โดยจะใช้ชื่อกลุ่มใหม่ เป็น MILITARY DEMOCRACY / ทหารประชาธิปไตย / และใซ้โลโก้ใหม่ เพื่อเข้าร่วมกับเส้นทางสีแดงต่อไป โดยไม่ขอรับผิดชอบใดๆ กับการกระทำของกลุ่มสองขาเพื่อประชาธิปไตยของคุณแป๊ะ บางสนาน


แดงเชียงใหม่ประกาศไม่ยินดีต้อนรับกลุ่มแดงขึ้นเวทีเหลือง

ดาบชิต เลขานุการ ผู้ประสานงาน ศูณย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่ ประกาศว่า ในนามของ ศูณย์ประสานงานกลาง "แดงเชียงใหม่" ขอประกาศให้ทราบว่า เราไม่สนับสนุนการกระทำของกลุ่มนี้ ดังนั้นทางศูณย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่จะไม่ทำกิจกรรม หรือจัดกิจกรรมร่วมกับ "ทีมเส้นทางสีแดง" ที่จะเดินทางมาภาคเหนือ

...ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการต้อนรับหรือทำกิจกรรมร่วม อนึ่งได้รับประสานจากทาง สายฝาง แม่อาย ไชยปราการ เครือข่ายแดงเชียงใหม่
ได้แจ้งเข้ามาแล้วว่าขอยกเลิกการจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มนี้ด้วย

หากกลุ่มนี้นำชื่อของศูณย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่และเครือข่าย ไปใช้ว่าให้การสนับสนุน ทางกลุ่มขอยืนยันว่า ไม่ให้การสนับสนุนกลุ่มนี้ไม่รับรู้ในการกระทำใดๆทั้งสิ้น

ศูนย์ประสานงานกลาง "แดงเชียงใหม่"

*******

Sunday, January 16, 2011

แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐ ห่วง“รัฐบาล”ให้“พนิชและพวก”สารภาพล้ำแดนเขมร ทำ“ไทย”เสียดินแดน

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

เหนื่อยแทน


มีข่าวจากสื่อในกัมพูชาว่า พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. ประชาธิปัตย์ และคนไทยอีก 6 คน จะได้ประกันตัวออกจากเรือนจำพนมเปญ

แต่ถึงได้ประกันตัวก็ยังเดินทางกลับเมืองไทยไม่ได้ อยู่ดี เพราะต้องรอให้ศาลพิพากษาตัดสินคดีนี้เสียก่อนตามกติกา

อย่างไรก็ตาม การได้ย้ายออกจากเรือน-จำพนมเปญไปอาศัยอยู่ในสถานทูตไทย ย่อมสะดวกกายสบายใจกว่าติดคุกทุกประการ

"แม่ลูกจันทร์" มั่นใจว่าศาลจะใช้ เวลาพิจารณาคดีนี้อีกไม่นาน

มั่นใจว่าไม่นาน เพราะ ส.ส.พนิช และคนไทยที่ถูกจับกุมได้ให้การต่อศาลยอมรับว่าได้บุกรุกดินแดนกัมพูชาโดยไม่ ตั้งใจ

เมื่อจำเลยยอมรับผิดตามข้อกล่าวหากระบวนการดำเนินคดีก็จะสั้นลง

ถึงแม้การยอมรับผิดอาจจะถูกศาลตัดสินลงโทษ (ก็ยังมีช่องทางขออภัยโทษ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน)

แต่ถ้าจะเลือกการต่อสู้คดีด้วยการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หรือพิสูจน์หลักเขตแดนเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาว่า 7 คนไทยล่วงล้ำดินแดนกัมพูชา คดีอาจต้องยืดเยื้ออีกหลายเดือน หรืออาจต้องลากยาวเป็นปี??

แถมโอกาสที่จะชนะคดีนี้ในศาลกัมพูชาก็คงยากน่าดู

อนึ่ง มีกระแสข่าวว่า การที่จำเลยทั้ง 7 คน ได้ให้การยอมรับผิดในขั้นไต่สวนของศาลเป็นไปตามคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้คดียุติโดยเร็ว

เรื่องนี้จะจริงเท็จอย่างไร "แม่ลูกจันทร์" ไม่กล้ายืนยัน

สรุปว่าถ้าทำให้คดีจบเร็ว คนไทย 7 คนก็จะได้กลับบ้านเร็ว (ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องการ)

นอกจากนั้น การยอมรับว่าได้ล่วงล้ำดินแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ อาจเป็นเหตุบรรเทาโทษให้ศาลพิจารณาลดโทษครึ่งราคา??

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าถ้ามุ่งไปที่การแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และคนไทยอีก 6 คนให้ได้อิสรภาพโดยเร็ว การเลือกแนวทางยอมรับผิด (โดยไม่ตั้งใจ) น่าจะเป็นผลดีต่อคนไทยทั้ง 7 คน

เพียงแต่ผลดีที่เกิดขึ้นอาจจะกลายเป็นผลร้ายในระยะยาว??

เพราะการยอมรับผิดของคนไทย 7 คน จะกลายเป็นหลักฐานที่รัฐบาลฮุน เซน จะใช้อ้างว่าพื้นที่บริเวณนั้นเป็นของกัมพูชา

ทั้งๆที่ในข้อเท็จจริงและมีหลักฐานชี้ชัดว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นดินแดนของไทย แต่ถูกกัมพูชาย่องเบาเข้ามายึดครองในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา

ล่าสุดมีหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมและแผนที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติ ที่ยืนยันได้ว่าอยู่ในดินแดนไทยแน่นอน!!

นอกจากนั้น การที่กัมพูชาจับกุม 7 คนไทยยังเป็นการข่มขู่คนไทยกลุ่มอื่นๆที่คิดจะเข้าไปตรวจพิสูจน์หลักเขตแดนว่า ถ้าแหลมเข้าไปเมื่อไหร่ ก็จะต้องถูกจับติดคุกแบบเดียวกัน

ข้อสำคัญ การจับกุม ส.ส.ไทยในข้อหาบุกรุกดินแดน ยังเป็นโอกาสให้ สมเด็จฮุน เซน ได้เล่นบทผู้นำเข้มแข็งในการปกป้องดินแดนของตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ นายกฯฮุน เซน ประกาศปิดประตูลงกลอนไม่เจรจาต่อรองกับรัฐบาลไทยทุกกรณี

โดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของศาลกัมพูชาจะตัดสินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

เพราะฮุน เซน มั่นใจว่ามีไพ่แต้ม ต่ออยู่ในมือ

"แม่ลูกจันทร์" เห็นใจ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่ต้องอุ้มเผือกร้อนเต็มเปา

เพราะถ้าไม่ดำเนินการช่วยเหลือให้ 7 คนไทยได้กลับบ้านโดยเร็ว ก็จะถูกโจมตีว่ารัฐบาลไม่มีนํ้ายา

แต่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์มุ่งแก้ปัญหา 7 คนไทยถูกจับกุมอย่างเดียว โดยไม่แสดงจุดให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับปัญหาที่กัมพูชารุกลํ้าดินแดน ก็จะถูกโจมตีว่ารัฐบาลยอมให้กัมพูชาเอาเปรียบประเทศไทย

อนึ่ง ถึงแม้ปัญหานี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ 20 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้น "อภิสิทธิ์" ยังไม่ได้ เล่นการเมือง

แต่ในเมื่อเรื่องมันแดงขึ้นมาในยุครัฐบาลนี้ ก็เป็นหน้าที่ที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" ต้องเรียกร้องแผ่นดินของเราคืน

โอ๊ย...ปวดหัวจริงๆพระเดชพระคุณ.


"แม่ลูกจันทร์"


(ที่มา ไทยรัฐ , 13 ม.ค. 2554)

กลุ่มเส้นทางสีแดง [แวะให้กำลังใจมอบหน้าทำเนียบ] นำโดย ร.อ.พิสิทธิ์ พิพุฒ

ที่มา thaifreenews

โดย Nitikon_P



ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 มกราคม ว่า ที่ถนนพิษณุโลก ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสะพานชมัยมรุเชษฐ ซึ่งกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ นำโดยนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายได้ปิดถนนพิณุโลก เพื่อชุมนุมกดดันให้รัฐบาลช่วยเหลือ 7 คนไทยที่ทางการกัมพูชาจับกุมตัวข้อหารุกล้ำเขตแดนตามปกติ

ต่อมาเวลา 12.30 น. กลุ่มคนเสื้อแดงในนามกลุ่มเส้นทางสีแดง นำโดย ร.อ.พิสิทธิ์ พิพุฒ ซึ่งจะเดินทางไปแรลลี่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย เพื่อให้กำลังใจและเยี่ยมเยียนครอบครัวผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.) ที่แยกราชประสงค์ โดยออกเดินทางจากแยกราชประสงค์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการทหารที่เกษียณอายุราชการแล้ว ประมาณ 20 คน ได้แวะเยี่ยมกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นครั้งที่ 2 พร้อมขึ้นเวทีปราศรัย

ร.อ.พิสิทธิ์ระบุว่า "มาเพื่อให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชนต่างสี เพราะมีอุดมการณ์เดียวกัน คือความรักชาติและอยากได้ความยุติธรรม ทุกเสื้อต้องเรียกร้องความยุติธรรมด้วยกัน"

หลังจากที่ ร.อ.พิสิทธิ์พูดจบ พิธีกรบนเวทีของกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ กล่าวว่า "เหลืองและแดง ไม่ใช่ศัตรู แม้จะอยู่ต่างสี แต่ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน"

ทั้งนี้ นายไชยวัฒน์ยืนมองการขึ้นเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ด้านล่าง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเข้าไปต้อนรับและพูดคุยอย่างเป็นกันเองประมาณ 10 นาที ต่อมาเวลา 13.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้เคลื่อนขบวนออกไปทันที โดยมีกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติเดินไปส่งพร้อมโบกมือลา

[มติชน]

มวลชนตูนีเซียชี้ทางล้มทรราช

ที่มา Thai E-News



โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา Redsiam

ปี 2554 เปิดฉากด้วยการลุกขึ้นสู้ของมวลชนในประเทศ ตูนีเซีย จนสามารถขับไล่ ประธานาธิบดี เบน อาลี ออกจากประเทศได้

เบน อาลี เป็นเผด็จการที่ครองอำนาจมา 23 ปี ตั้งแต่ทำรัฐประหารในปีค.ศ. 1987

หลังจากนั้นเขาโกงการเลือกตั้งมา 5 ครั้ง โดยที่แต่ละครั้งจะอ้างว่าได้คะแนนเสียงมากกว่า 90% และเบน อาลี ประกาศตัวว่าจะเป็นประธานาธิบดี “ตลอดชีพ”

ลักษณะเผด็จการของ เบน อาลี ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดกับชาติตะวันตก ซึ่งมองว่าเขาเป็นแนวร่วมที่ดีในการต้านขบวนการมุสลิม

การปฏิวัติของประชาชนครั้งนี้ ระเบิดขึ้นเพราะมีความไม่พอใจในอัตราการว่างงานและการเพิ่มราคาสินค้าจำเป็นในขณะที่ตระกูลของ เบน อาลี ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยท่ามกลางความร่ำรวย

โทรเลขจากสถานทูตอเมริกาที่ถูกเปิดเผยใน วิคิลีคส์ วาดภาพครอบครัวของ เบน อาลี ว่าสั่งซื้อไอค์ครีมโดยตรงทางเครื่องบินมาจากยุโรป และมีสัตว์ป่าราคาแพงเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่ประชาชนทุกข์ยาก เกินครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวที่เรียนจบจากวิทยาลัยต่างๆ กำลังตกงาน

และทั้งๆ ที่เศรษฐกิจ ตูนีเซีย ขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 5 % แต่ทรัพยากรต่างๆ ไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มอภิสิทธิชนเท่านั้น

การประท้วงรอบนี้ ถูกจุดประกายขึ้นมาเมื่อนักศึกษา อายุ 26 ปี ที่กำลังขายผักผลไม้เพื่อเสริมรายได้ ถูกยึดรถเข็นโดยตำรวจ หลังจากนั้นนักศึกษาคนนี้ก็จุดไฟเผาตัวเอง

ซานา เบน อากูว จากขบวนการสตรีเพื่อประชาธิปไตย บอกว่า “ความกลัวหายไปแล้ว เรารอวันนี้มา 20 ปี”

เราต้องเข้าใจว่าในเมืองหลวงของประเทศ ตูนีเซีย ตามถนนทุกแห่งจะมีรูปภาพทรราช เบน อาลี ขนาดใหญ่ ในภาพดังกล่าว เบน อาลี อายุ 74 ปี จะย้อมผมสีดำและตัดต่อภาพเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยเหี่ยวย่น แต่หลังจากการลุกขึ้นสู้ของประชาชน ภาพดังกล่าวถูกฉีกทิ้ง

มันเป็นครั้งแรกในหลายสิบปีที่ประชาชนกล้าออกมาตะโกนว่า “เบน อาลี ฆาตรกร” “ลีล่า เทรปเบลซี่ จอมโกง” (เมียของ เบน อาลี)

เบน อาลี ได้สร้างรัฐเผด็จการที่คาดว่ามีตำรวจ 1 คน ต่อประชาชนทุก 40 คน และสองในสามของตำรวจดังกล่าวเป็นตำรวจลับนอกเครื่องแบบที่คอยสอดส่องการพูดคุยของประชาชน

การลุกขึ้นสู้ของประชาชน ตูนีเซีย เป็นการผสมประเด็นเศรษฐกิจปากท้องกับประเด็นการเมืองประชาธิปไตย และไม่มีการนำศาสนาอิสลามเข้ามาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

มีการโบกขนมปังฝรั่งเศสเป็นสัญลักษณ์ว่าประชาชนทุกข์ยาก และมีการประท้วงในรูปแบบเดียวกันในประเทศเผด็จการข้างเคียง เช่นประเทศอัลจีเรีย

ต่อมาหลังจากที่ เบน อาลี ถูกล้ม ประชาชนในประเทศจอร์แดนที่ปกครองด้วยกระษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ 5000 คน ก็ออกมาโบกขนมปังประท้วง

และที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ มีชาวอียิปต์ยืนฉลองหน้าสถานทูตตูนีเซีย และตะโกนบอกว่า “ไอ้ เบน อาลี ไปบอก มูบารัค (ประธานาธิบดี อียิปต์) ว่ามีเครื่องบินรอมันอยู่ด้วย”

สำหรับชาวเสื้อแดงในประเทศไทย การลุกขึ้นสู้ของชาวตูนีเซีย เป็นบทเรียนสำคัญที่พิสูจน์ว่า การต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาดในการล้มทรราช ไม่ใช่แนวทางจับอาวุธหรือการเคลื่อนไหวใต้ดิน ที่สำคัญคือมวลชน ตูนีเซีย พร้อมที่จะก่อจลาจลท่ามกลางเมืองหลวง และต่อสู้ต่อไปเมื่อทหารหรือตำรวจไล่ฆ่าประชาชน

เราไม่ทราบว่า การปฏิวัติในตูนีเซียจะจบลงอย่างไร แต่ถ้าไม่มีการจัดตั้งทางการเมืองและเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างรัฐใหม่ พวกฉวยโอกาสจากกลุ่มอำมาตย์เก่าก็อาจจะกลับเข้ามาได้

ในกรณีไทยเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน จัดตั้งทางการเมือง และเราต้องเข้าใจลักษณะแท้ของอำมาตย์ว่าเป็นเครือข่ายคณะบุคคล หรือเป็นระบบ ไม่ใช่คนๆเดียว

แต่ถ้าจะสรุปบทเรียนสั้นๆ เราต้องประกาศว่า “ถ้าชาวตูนีเซียทำได้ ชาวเสื้อแดงก็ทำได้เช่นกัน”

คิดแบบ "ไข่ไก่"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 มกราคม 2554)

ต้องถือว่าโชคดีที่วันนี้ คุณสมัคร สุนทรเวช ไม่อยู่แล้ว

ไม่เช่นนั้นเราคงได้ยินคำวิจารณ์นโยบายขายไข่ไก่เป็นกิโลกรัมของรัฐบาลชุดนี้อย่างแสบสันต์

เพราะ "สมัคร" เป็นคนเดินตลาด

เขาเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์เดินดินเป็นอย่างดี

ไม่ได้อยู่แต่ในห้องแอร์

แนวคิดเรื่องการขายไข่ไก่ตามน้ำหนักถือเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งที่แสดงให้เห็นว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" มองภาพการแก้ปัญหาไม่ครบทุกส่วน

คิดแค่การลดต้นทุนการผลิต คือการแยกไข่ไก่ของเกษตรกร

คิดว่าถ้าขายเป็นกิโลกรัม ก็ไม่ต้องแยกขนาดไข่ไก่

ต้นทุนก็ลดลง

แต่ลืมทำความเข้าใจพฤติกรรมของพ่อค้าและลูกค้าว่าเขาซื้อขายกันอย่างไร

จิตวิทยาการซื้อขายเบื้องต้นเวลาขายของที่ขนาดไม่เท่ากัน

คนจะเลือกไซซ์ใหญ่ก่อนเสมอ

และสุดท้ายไซซ์เล็กก็จะไม่มีคนซื้อ

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเรื่องใหญ่มากในเชิงการตลาด

ไม่เชื่อลองถาม "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" ที่เคยบริหารเป๊ปซี่ มันฝรั่งเลย์ ทรู แกรมมี่ ฯลฯ มาก่อนดูก็ได้

หรือไม่มั่นใจก็ให้ถาม "กนก วงษ์ตระหง่าน" ที่เคยทำ "โรบินสัน" ก็ได้

ไม่ใช่ว่าผู้บริโภคจะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้

เปลี่ยนได้...แต่ยาก

และต้องใช้พลังการขับเคลื่อนมากกว่าแค่การประชุมและสั่งการ

ไม่เช่นนั้นจะเหมือนงบแก้ปัญหาน้ำท่วม

น้ำแห้ง จนหนาว และกำลังจะแล้ง

แต่งบน้ำท่วมยังไปไม่ถึงไหนเลย

การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม เราจะต้องมองภาพรวมให้ครบ

ผู้ผลิต พ่อค้า และผู้บริโภค

ไม่ใช่มองเพียงฝั่งเดียว กดเครื่องคิดเลขเสร็จก็คิดว่าลดต้นทุนการผลิตได้แล้ว

สำเร็จแล้ว

ลืมมองปัญหาแบบคนเดินตลาด และไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร

ผู้บริโภคนั้นใช่ว่าใครจะสั่งซ้ายหัน-ขวาหันได้

แม่ค้าก็เหมือนกัน เขาจะปรับตามผู้บริโภค

ลูกค้าอยากได้อะไร เขาก็ตอบสนองอย่างนั้น

เรื่องแบบนี้คนที่ไม่เคยเดินตลาดไม่เข้าใจหรอกครับ

คาดว่านโยบายขายไข่ไก่ตามน้ำหนักของรัฐบาล

ไม่เกิน 2 เดือน เรื่องนี้จะเงียบหายไป

ไม่แปลกที่รัฐบาล "อภิสิทธิ์" จะถูกวิจารณ์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ว่ามองบัญชีด้านเดียว

ดูบัญชีรายจ่าย โดยไม่เคยพูดเรื่อง "รายได้" เลยว่าจะมาจากไหน

นึกถึงคำขวัญวันเด็กของ "อภิสิทธิ์"

"รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ"

ครับ ถ้าเด็กวันนี้ที่จะต้องใช้หนี้ในวันหน้าคิดคำขวัญเพื่อมอบให้กับรัฐบาลชุดนี้

เขาคงบอกว่า

"รอบคอบบ้าง รู้คิดบ้าง อะไรบ้าง แต่อย่าสร้างหนี้สาธารณะ"