WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 17, 2011

เขื่อนน้ำอูนอาดูรน้ำตาเกือบ50ปี ขอสิทธิ์เยียวยาแบบเดียวกับยายไฮโดยไม่ต้องพังเขื่อน..แค่นี้ให้ได้ไหม?!

ที่มา Thai E-News


ตำนานทรหด-ยายไฮ ขันจันทา หรือยายไฮพังเขื่อนเป็นวีรสตรีชาวบ้านที่ปลุกให้ประชาชนผู้ที่เคยทนแบกรับชะตาแบบเดียวกันออกมาขอใช้สิทธิ์นั้นบ้าง ล่าสุดคือกรณีชาวบ้านที่ได้รับความทุกข์แสนสาหัสจากกรณีเขื่อนน้ำอูนมานานเกือบ 50 ปี


โดย บรรพต ศรีจันทร์นิตย์
รายงานเพิ่มเติมจากการชุมนุม “เครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนน้ำอูน” หน้าสันเขื่อนน้ำอูน สกลนคร


น้ำอูนและน้ำตา-ภูมิทัศน์ของเขื่อนน้ำอูน สกลนคร อันสวยงาม แต่แลกมาด้วยการไล่ที่ชาวบ้านที่ยากจน3,000กว่าหลังคาเรือนที่เผชิญน้ำท่วม หมดสิ้นไร่นาทำกิน ต้องกลายเป็นขอทาน เพราะเมื่อจะลงหาปลาในเขื่อนก็โดนจับ หนีขึ้นภูไปหาของป่าก็เจออุทยานเล่นงาน (อ่านลำดับเหตุการณ์และสรุปข้อเรียกร้องท้ายรายงานข่าวนี้)



เรื่องราวการต่อสู้อันทนทรหด 32 ปีกว่าจะได้รับการเยียวยาของยายไฮ ขันจันทรา หรือยายไฮพังเขื่อน เป็นกรณีศึกษาซึ่งเป็นที่รับรู้แพร่หลายไปทั่วประเทศ...เชื่อหรือไม่ทรหดกว่ายายไฮ และมาราธอนกว่านี้คือเกือบๆจะ50ปีเข้าไปแล้วก็ยัง ท่านเคยได้ยินไหม? กรณีเขื่อนน้ำอูน

เส้นทางขึ้นภูเขาที่คดโค้งลัดเลาะเทือกเขาภูพานก่อนจะเข้าเมืองสกลทวาปี หรือสกลนครในปัจจุบัน ราว 52 กิโลเมตร เราเลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอกุดบาก และน้ำอูนอีกราว 40 กิโลเมตร เพื่อตระเวนพบปะพูดคุยกับชาวบ้านในเขตอำเภอกุดบาก อำเภอน้ำอูน อำเภอพังโคน และพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร

ได้พบกับตัวแทนของคนทุกข์ยากที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน กว่า 3,000 ครอบครัว ถูกปล่อยปละละเลยไม่มีการแก้ไขปัญหามานานมากกว่า 40 ปี เฉียดๆ50ปี แม้ว่าถนนหนทางจะคดเคี้ยวสักปานใด

แต่เส้นทางชีวิตของคนเหล่านี้กลับคดเคี้ยวยิ่งกว่าเส้นทางเสียอีก

40 ปีกว่าๆแห่งความหลัง
เจรจาขอให้เยียวยา-หลังเหตุการณ์ผ่านไป 40 ปีเศษผู้นำชาวบ้านได้เข้าเจรจากับนายสาธิต วงศ์หนองเตย ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอให้เยียวยาย้อนหลังในแบบเดียวกับที่ยายไฮได้รับ โดยที่ไม่ต้องให้ชาวบ้านไปพังเขื่อนเลียนแบบ ข้อเจรจามีอยู่แค่ว่าขอรับสิทธิ์เดียวกับยายไฮ ส่วนรัฐบาลวนสู่โหมด"ตั้งกรรมการแก้ปัญหา"


พื้นที่ลุ่มน้ำอูนมีสภาพเป็นที่ราบลุ่มระหว่างลำน้ำ และมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา พื้นที่ริมน้ำอูนประกอบด้วยทามที่มีน้ำไหลหลากในช่วงฤดูฝน จึงทำให้พื้นที่อุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพรรณ และอาหารตามธรรมชาติ

จึงมีชุมชนตั้งถิ่นฐาน และหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์พอสมควร ทั้งชุมชนชาวภูไท ไทโส้ ไทอีสาน และไทญ้อ ยึดทำเลทำมาหากินตั้งแต่ริมน้ำไปจนถึงภูเขา จนเกิดความสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยของคนต่างวัฒนธรรมในการดำรงชีพอย่างน่าอัศจรรย์

เขื่อนน้ำอูนเริ่มดำเนินงานก่อสร้าง เมื่อปี 2506 มีชาวบ้าน และชุมชนที่ได้รับการอพยพย้ายออกจากพื้นที่ ราว 60 กว่าชุมชน ครอบคลุมพื้นที่รอยต่ออำเภอต่างๆ 5 อำเภอ คือ อำเภอพังโคน สถานที่ตั้งเขื่อน อำเภอพรรณนานิคม อำเภอวาริชภูมิ อำเภอกุดบาก และอำเภอน้ำอูน โรงเรียนถูกน้ำท่วมกว่า 10 แห่ง รวมผู้คนที่ต้องโยกย้ายหนีจากแผ่นดินถิ่นเกิดมาตุภูมิกว่า 3,000 คน

ทุกข์ของผู้เสียสละ

ยายไฮภาค2-ยายแขไข แสงสีลา ผู้นำสตรีเหล็กของชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์กับการสร้างเขื่อนน้ำอูนปราศรัยกับการชุมนุมของชาวบ้านที่เริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว


ราษฎรกว่า 3,000 ครอบครัวเหล่านี้ต้องกลายเป็นผู้เสียสละ และต้องเผชิญสถานการณ์หักเหกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งสำคัญของพวกเขา

จากชาวนาเจ้าของที่ดินกลายเป็นชาวเขา ชาวนาบ้านแตก ชาวประมง ชาวนาขอทาน และชาวนารับจ้างไปโดยปริยาย โดยแต่ละคนไม่มีใครได้ตั้งตัวกันมาก่อน

ตอนเขาปั้นเขื่อนน้ำเริ่มท่วมไร่นา ชาวบ้านได้แต่ยืนเบิ่งดู ไม่รู้จะทำอะไร หาปลาก็ไม่เป็น เพราะน้ำมันหลาย ไม่เคยหาปลาน้ำมากๆ มาก่อน น้ำมันหลาย มีแต่คนทางอื่นมาหาปลากัน แต่ละคนย่านน้ำ ย่านแข้ (จระเข้) เพราะมันหลายนอนลี้อยู่ตามห้วยตามหนอง
(แกนนำชาวบ้านอภิปรายเกริ่นนำบนเวทีปราศรัยหน้าเขื่อนน้ำอูน เช้าวันที่ 5 ธันวาคม) ทำให้เห็นภาพคนทำนา แต่ต้องมาตื่นตะลึงกับน้ำท่วมหลังการสร้างเขื่อน จนไม่รู้จะทำอะไรกิน

นายเขามาบอกว่าจะชดใช้ค่าที่นาให้ไร่ละ 800 บาท จะจัดที่ทำกินให้ใหม่ในเขตนิคมสร้างตนเองน้ำอูน ตอนแรกทำนาอยู่กับ ฉันมีนากว่า 40 ไร่ ได้ข้าวเป็นพันถัง เอาเกวียนขนข้าวสี่เกวียนห้าเกวียน ขนขึ้นเล้ากว่าจะแล้ว พอสร้างเขื่อนน้ำท่วมหมด ไม่เหลือ ตอนนั้นอายุได้ 41 ปี อาศัยอยู่กับปู่ เขาให้ค่าที่นา 800 บาท/ไร่ ที่อยู่อาศัย 4,000 บาท
(ยายแขไข แสงสีลา วัย 62 ปี ชาวบ้านบ้านกลาง เท้าความถึงอดีตให้เราฟังถึงความยิ่งใหญ่ของชาวนาลุ่มน้ำอูนในอดีตให้เราฟัง)

ทุกวันนี้ไม่มีนา ต้องรับจ้างทั่วไป หาหน่อไม้ ผักตามห้วยหนอง ตามป่ามาขาย แลกข้าวกิน ช่วงไหนไม่มีงานทำก็ไปขอข้าววัดกิน ช่วงเดือนกันยายนแต่ละปีไม่มีงานทำ ต้องไปขอข้าววัดมาให้หลานกินทุกวัน
(ยายแขไข สาธยายความทุกข์ให้ฟังทั้งน้ำตาเพิ่มเติม จนเพื่อนบ้านร่วมวงเสวนาอดน้ำตาคลอตามไปด้วยไม่ได้ จนต้องหลบสายตาเบือนหน้าหนี หันไปมองท้องน้ำเวิ้งว้างหน้าบ้านยายแขไขที่น้ำเริ่มขึ้นมาเยือนถึงตีนหมู่บ้านแล้ว)

ตอนนี้อาศัยอยู่กับลูกกับหลาน 6 คน ลูกชายสติไม่ดี 1 คน หลาน 4 คน ชายสองคน หญิงสองคน ลูกสาวเอามาฝากให้ช่วยดูแล ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ เพื่อหนีไปทำงานกรุงเทพฯ บอกว่าจะส่งเงินมาให้ใช้ จนทุกวันนี้ไม่ได้ข่าวคราวเธอเลย
ยายแขไข อาศัยเงินเบี้ยยังชีพคนชราเจียดเป็นค่าขนม ค่าข้าวให้หลานกินประทังชีวิต เวลากินให้หลานกินก่อน

หลานเรียนหนังสืออยู่ ป.4, ป.1 อนุบาล 1 คน และอายุ 2 ขวบอีกหนึ่งคน ลูกชายคนที่สติไม่ดี อายุ 35 ปี สานสุ่มไก่ขายพอช่วยงานได้บ้าง

ไร่นาก็ไม่มีทำ มีที่อยู่อาศัย ประมาณ 1 งาน แบ่งขายออกไปบางส่วนแล้ว เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวให้หลานกิน หลานไม่ได้เงินไปโรงเรียนทุกวัน มีคนมาขอไปเป็นลูกบุญธรรม ก็ให้เขาไปแล้ว 2 คน เหลืออีก 2 คน ตอนแรกว่าจะมาดู เขาอยากได้ผู้หญิง ก็จะให้เขาไปเพราะเลี้ยงบ่ไหว

อายุมากขนาดนี้ต้องไปทำงานรับจ้างทุกวัน แบกอ้อย ขนอ้อยขึ้นรถกับพวกเด็กน้อย กลับมาต้องกินยาแก้ปวดทุกวัน ย่านตายปะหลานก่อน (ยายแขไข กล่าวพร้อมทั้งน้ำตา สงสารหลายน้อย 4 ชีวิตที่รอคนมารับไปช่วยเลี้ยงดูอีก 2 คน)

ลูกๆ เขาโตมาแล้วไม่มีที่ดินทำกินเขาก็ต่างคนต่างออกไปทำงานที่อื่นกันหมด ญาติพี่น้องเขาก็พอช่วยได้เป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น

หลานๆ ย่านเรียนบ่จบ เคยไปบอกครูว่าจะไม่ให้เรียน ยายไปคุยกับ ผอ. แล้ว แกก็บอกว่ามีปัญหาอะไรก็บอก (ยายกล่าวเสริมอีก ก่อนที่เราจะหันไปถามข้อมูลกับแกนนำชาวบ้านที่พาไปตระเวนพื้นที่ต่อ)


ครอบครัวที่อยู่ในสภาพเดียวกับยายแขไข ในหมู่บ้านนี้มีประมาณ 10 ครัวเรือน ฝ่ายรัฐก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไร การดูแลไม่ทั่วถึง (แกนนำชาวบ้านตอบคำถามเราถึงเรื่องคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ครอบครัวแตกสลายเช่นนี้หลังการสร้างเขื่อนน้ำอูน)

ลงน้ำเจอประมง ขึ้นภูเจออุทยานฯ จับ


ร้องขอความเป็นธรรม-ชาวบ้านที่เข้าร่วมการประท้วงที่น้ำอูน สกลนคร


ทางนิคมสร้างตนเอวฯ เขาก็มาบอกว่าจะจัดที่ดินให้คนละ 15 ไร่ พอย้ายมาไม่มีที่ดินจัดให้ชาวบ้าน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ดินที่ขายให้คนอื่นไปแล้ว เพราะไม่มีจะกิน ทุกข์มา 40 กว่าปีแล้ว เขาไม่มีที่ดินจะจัดให้คนที่ถูกย้ายออกมาจากเขื่อนน้ำท่วม ไปจัดที่ดินที่อยู่อาศัยตามหัวไร่ปลายนาของคนอื่น มีเจ้าของอยู่แล้ว ไม่กล้าไปอยู่เพราะกลัว จะมีเรื่องกับเจ้าของที่ดินเดิม

ส่วนมากรับจ้างได้เงินมาเอาเงินไปซื้อกะยัง 50 บาท/ใบ หรือช่วงไหนไม่มีงาน เอากะยัง (ตะกร้า) ไปแลกข้าวเปลือกได้ 2 กระป๋อง/ใบ (ประมาณ 8-9 กก.) หาผัก หน่อไม้ตามริมห้วยไปแลกข้าวด้วย บางทีเหมารถไปเก็บผือแถวหนองหาน อำเภอพังโคน ค่ารถ 80 บาท/คน ทอเสื่อแลกข้าวเหมือนกัน เมื่อก่อนแถวบ้านมีเยอะ แต่ตอนนี้น้ำท่วมตายหมด เลยไปหาที่อื่น

เด็กลูกหลาน โอกาสการศึกษาด้อยกว่าเด็กในหมู่บ้านอื่นๆ ส่วนมากจบภาคบังคับเท่านั้น จบแล้วไปหาทำงาน กทม. พอได้กินดูแลตนเองเท่านั้น ไม่พอจะช่วยเหลือพ่อแม่
(อุทิศ แสงสีลา อายุ 54 ปี ชาวบ้านเหยื่อการพัฒนาอีกคน กล่าวอย่างหมดอาลัย และหมดอนาคต)

ชุมชนคนขอทาน...ชีวิตคนหลังเขื่อน

น้ำท่วมปี 2511-2512 ไม่มีนาทำ เมื่อก่อนมี 30 ไร่ ตอนนี้เอาไม้ไผ่มาสานหวดนึ่งข้าว 50-70 บาท/ใบ ใช้เวลาประมาณ 3 วันต่อใบ ตีเป็นเงิน แต่ส่วนมากเอาไปแลกข้าว เสียค่ารถไปหาขอข้าว 120 บาท/คน แถวอำเภออากาศอำนวย และพรรณนานิคม (จังหวัดสกลนคร)

บางทีไม่มี เอาข้าวเขามากินก่อน เวลาหาหน่อไม้บนภูพาน 3-4 กิโล เอามาคืนให้เขาทีหลัง เวลามีปลาก็ซื้อเขามาทำปลาส้ม ปลาแห้ง ห่อเป็นถุงๆ เอาไปแลกข้าวเรือนละถุง แล้วแต่เขาจะให้ข้าวมากน้อยเท่าไหร่ก็เอา (ยายแจ เรือรีรักษ์ วัย 60 ปี ชาวบ้านนาทันบอกเล่าชีวิตชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ดำรงชีพด้วยการขอข้าวคนอื่นมากิน)

ในชีวิต เกิดมาทุกข์ที่สุด หลังน้ำท่วมนา ชีวิตเมื่อก่อนม่วนหลาย เวลาว่างไปวัดฟังธรรม แต่ทุกวันนี้สมองมีแต่หาอยู่หากิน พระมาอยู่ไม่กี่พรรษาก็หนีไปอยู่ที่อื่น เพราะแม้แต่พระก็อดข้าว (ยายแจ กล่าวเพิ่มเติม)

ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันมีนาทำแค่ 6 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลือหาของป่าเพื่อมาแลกข้าว เข้าป่าเจอแต่คนหาหน่อไม้เต็มไปหมด แย่งกันหากินระหว่างชาวบ้านระหว่างหมู่บ้านต่างๆ

ลงน้ำเจอประมงไล่จับ ขึ้นเขาเข้าป่าเจออุทยานฯ จับอีก เคยไปลงหาปลาในอ่างฯ ถูกจับ 1,000-30,000 บาท หากินก็ยาก ไม่มีนาทำยังพึ่งพาธรรมชาติไม่ได้อีก
(พ่อเฒ่า บ้านนาทันกล่าวเสริมสะท้อนปัญหาชาวบ้านอีกคน)

บทเรียนจากน้ำอูน เพื่อแก้ปัญหาเขื่อนอื่นๆ ในประเทศ

วิถี-ผู้ชุมนุมใส่บาตรทำบุญแต่เช้า พวกเขาปรารถนาชีวิตที่ปกติเรียบง่าย และการเยียวยาที่เป็นธรรม


ปัญหา และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูนที่กล่าวมาแล้ว ยังพบว่ามีเขื่อนอื่นๆ ในภาคอีสาน และประเทศที่ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาอย่างสมน้ำสมเนื้อกับการเสียสละอาชีพ ประวัติศาสตร์รากเหง้าของบรรพบุรุษ และอนาคตของตนเอง จนสถานภาพต้องตกระกำลำบาก

หากเจาะลึกถึงกลไกการดำเนินงานนับตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการทำงาน สิ่งหนึ่งที่พบ ก็คือ ความไม่โปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน และการมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนลำตะคอง เขื่อนพองหนีบ และอื่นๆ อีกมากมาย ลองล้วงลูกเจาะลึกกันดูปะไรล้วนแต่พบข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันทั้งนั้น

ยอมรับความจริงกันเสียทีกับมาตรการปัดฝุ่นไว้ใต้พรม จริงใจในการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์มากกว่า 40 ปี ทั้งในด้านค่าชดเชยที่เสียโอกาสไม่ได้ที่ดินทำกินตามสัญญา รวมทั้งค่าเสียโอกาสในการดำรงชีพที่สูญเสียไป และมาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจในระยะยาว

เพราะเงินไม่อาจเยียวยาคนในชาติได้จริง นอกจากความจริงใจ และความมีน้ำใจของผู้ปกครองบ้านเมืองเท่านั้น

***********

อะไรนะ?เขื่อนน้ำอูน สาหัสกว่ากรณียายไฮพังเขื่อน



*โครงการชลประทานเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร และนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไม่สามารถจัดหาที่ดินแก่ราษฎรที่ถูกอพยพออกจากเขตน้ำท่วมตามนโยบายได้ 15 ไร่/ราย (ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และที่ทำกิน 13 ไร่) เนื่องจากไม่มีที่ดินเพียงพอ และปัญหาซ้อนทับสิทธิ์ในที่ดินกับราษฎรในพื้นที่เดิมก่อนการดำเนินการโครงการ

*ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จึงเรียกร้องให้รัฐจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินทดแทนที่ดินที่ไม่ได้รับหลังจากการสร้างเขื่อนน้ำอูนให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับพื้นที่อื่นๆ ที่รัฐได้ให้ความช่วยเหลือ เช่น กรณียายไฮ และเขื่อนอื่นๆ

*การพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านราคาที่ดินของท้องถิ่นในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ในราคาไร่ละ 10,000 บาท

*การพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ไม่ได้คำนวณค่าเสียโอกาสทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสังคมของราษฎรผู้เดือดร้อนที่ต้องสูญเสียโอกาสไป รวม 43 ปี (2510-2553)

เนื่องจากรัฐไม่สามารถจัดสรรที่ดินให้ตามนโยบาย และเลือกปฏิบัติไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับพื้นที่อื่นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นเขื่อนน้ำก่ำ 50,000-100,000 บาท/ไร่, เขื่อนห้วยหลวง ไร่ละ 30,000 บาท/ไร่, เขื่อนราศีไศล 32,000 บาท/ไร่ และยายไฮ ที่ได้รับทั้งที่ดินคืน ค่าเสียโอกาสในการทำกิน และค่าเสียโอกาสทางการศึกษาของบุตร

*ราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนบางส่วนได้อพยพย้ายครอบครัวหนีไปตั้งภูมิลำเนาในพื้นที่อื่นๆ หลังจากถูกอพยพออกจากเขตน้ำท่วมของโครงการชลประทานน้ำอูน และไม่ได้รับความช่วยเหลือตามสิทธิ และโอกาสที่ควรจะได้รับ

*ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร จำแนกออกได้ 2 กลุ่ม รวมทั้งหมด 2,798 ราย คือ
ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเวนคืนที่ดิน และให้เป็นเขตชลประทานน้ำอูน รวม 75,000 ไร่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

.ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ และตกสำรวจข้อมูลจาก กรมชลประทาน เนื่องจากที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ และไม่ได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ (อาจจะสาเหตุจากการไม่รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารของราษฎรที่ประกอบด้วยชนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆ) รวมประมาณ 1,076 ราย ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐ

.ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ และมีรายชื่อในผลการสำรวจ ของ กรมชลประทาน ที่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินให้ หรือบางส่วนได้ไม่เต็มจำนวน 15 ไร่ บางส่วนต้องซื้อที่ดินเอง ยังคงหลงเหลืออีก รวม 527 ราย (จากทั้งหมด 3,351 ราย)

*ราษฎรที่สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน และไม่ได้รับ หรือได้รับการจัดสรรที่ดินได้ไม่เต็มจำนวน 15 ไร่ บางส่วนต้องซื้อที่ดินเอง รวม 1,195 ราย

*แม้ว่าราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ที่มีรายชื่อในผลการสำรวจ ของ กรมชลประทาน จะได้รับความช่วยเหลือจากค่าชดเชยที่ดินไปแล้ว รวม 1,961 ราย แต่ไม่สามารถหาซื้อที่ดินได้ เพราะการอนุมัติจ่ายค่าชดเชยไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับพื้นที่อื่นๆ จึงมีเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชยในมาตรฐานเช่นเดียวกับพื้นที่อื่น และสอดคล้องกับราคาที่ดินในปัจจุบัน


*******

ลำดับเหตุการณ์ 48 ปีแห่งความขมขื่น

ปัญหา และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร



ปี พ.ศ. 2506

*มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2506 เสนอโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รมต. กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เกี่ยวกับการช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเวนคืนที่ดิน เนื่องจากการสร้างการชลประทาน-พลังงาน รวม 2 ประการ คือ

.ให้ กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง เพื่อสงเคราะห์ราษฎรที่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ (เขื่อนน้ำอูน) ตลอดจนราษฎรที่อยู่นอกเขตเวนคืน แต่จะต้องถกระทบกระเทือนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากเวนคืน (โดยจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 15 ไร่ (ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และที่ดินทำกิน 13 ไร่))

.ทรัพย์สินของราษฎรที่อยู่นอกเขตการเวนคืนที่ดิน แต่ปรากฏว่าจะต้องได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานตามโครงการ ให้พิจารณาจ่ายเงินค่าทดแทนให้ด้วย

การอนุมัติให้สร้างเขื่อนน้ำอูน ใช้ระยะเวลาก่อสร้างตามแผนงานจนเสร็จสิ้นโครงการรวม 15 ปี (ปี พ.ศ.2510 – 2524)

ปี พ.ศ. 2507

*มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2507 เสนอโดย กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ในเรื่องการช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเสนคืนที่ดิน เนื่องจากการสร้างชลประทาน-พลังงาน รวม 2 ประการ คือ

-การจ่ายเงินค่าทดแทนต้นไม้ และบ้านเรือน ให้จ่ายแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนทุกราย

-สำหรับค่าทดแทนที่ดิน ให้จ่ายแก่ผู้ไม่ประสงค์จะเข้าไปอยู่ในนิคมสร้างตนเอง ที่รัฐจัดสรรให้ทุกราย ส่วนผู้ที่ประสงค์จะเข้าไปอยู่ในนิคมฯ ควรพิจารณาจ่าย ดังนี้

-ถ้าที่ดินที่ได้รับจัดสรรให้มีสภาพคล้ายคลึงกัน และมีจำนวนเท่าเทียมกับที่ดินเดิมของราษฎร ก็ไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนที่ดินให้
-ถ้าที่ดินที่ได้รับจัดสรรมีสภาพแตกต่างกัน หรือมีพื้นที่น้อยกว่าที่ดินเดิม ก็ควรจ่ายค่าทดแทนที่ดินให้ตามสมควร เพื่อให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนใช้เป็นทุนทำกินในที่ดินใหม่ในขั้นต้น หรือพิจารณาจ่ายให้เป็นทุนกู้ยืม

ปี พ.ศ. 2509

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2509 เสนอโดย กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ คือ

เปลี่ยนแปลงหลักการจ่ายเงินชดเชย และการจัดสรรที่ดินใหม่ให้เหมาะสม โดยไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากเดือดร้อนแก่ราษฎรที่จะต้องอพยพ และเห็นควรจ่ายเงินชดเชยให้แก่ทุกครอบครัวที่จะต้องอพยพจากเขตโครงการ รวมตลอดถึงการช่วยเหลือในการโยกย้ายไปยังที่ดินใหม่ ส่วนการราษฎรจะเลือกไปอยู่ในนิคมฯ หรือสถานที่อื่นควรจะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของราษฎรเอง

ในหลักการควรถือว่า รัฐบาลมีพันธะที่จะต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้อพยพ โดยจัดให้ได้ประกอบอาชีพดีกว่า หรือ/หรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิม และจะต้องให้ความช่วยเหลือในการอพยพทุกประการ โดยมิให้ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกบังคับอพยพ

ปี พ.ศ. 2510-11

เริ่มมีการอพยพราษฎรออกจากเขตน้ำท่วมในพื้นที่โครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร (ในขณะที่โครงการจัดตั้งนิคมฯ พื้นที่รองรับการอพยพไม่มีความพร้อมดำเนินการ)

ปี พ.ศ. 2511

มติที่ประชุมในการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน จากจังหวัดสกลนคร ให้ใช้พื้นที่ภูวง-ป่าภูล้อมข้าว-ป่าภูเพ็ก เขตอำเภอวาริชภูมิ และพรรณนานิคม ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ ซึ่งผู้แทน กรมป่าไม้ ไม่เห็นด้วยในการจัดสรรแก่ราษฎร จึงต้องเสนอรับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยมอบให้ กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเจ้าของเรื่องดำเนินขอใช้พื้นที่ต่อไป

ปี พ.ศ. 2512

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2512 เสนอโดย พลเอกประภาส จารุเสถียร รมต. กระทรวงมหาดไทย ในการขอใช้พื้นที่ป่าภูวง และป่าภูล้อมข้าว จัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูนรองรับการอพยพราษฎรออกจากเขตน้ำท่วมตามโครงการชลประทานน้ำอูน รวม 2 แปลง คือ

พื้นที่ป่าภูวง ในท้องที่อำเภอวาริชภูมิ อำเภอพรรณนานิคม และอำเภอกุดบาก เนื้อที่ประมาณ 35.820 ตารางกิโลเมตร หรือ 22,387.5 ไร่

พื้นที่ป่าภูล้อมข้าว-ภูเพ็ก ในท้องที่อำเภอพรรณนานิคม และอำเภอกุดบาก เนื้อที่ประมาณ 58.550 ตารางกิโลเมตร หรือ 36,593.75 ไร่

ปี พ.ศ. 2514

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2514 เสนอโดย นายบุญรอด บิณฑสันต์ รมช. กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ขอเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเดิมเฉพาะแห่ง โดยจำแนกพื้นที่ป่าภูวง เนื้อที่ 63.093 ตารางกิโลเมตร หรือ 39,433.125 ไร่ ให้ กรมประชาสงเคราะห์ ไปดำเนินการจัดสรรให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน

ปี พ.ศ. 2515

เริ่มปิดเขื่อน และเก็บกักน้ำในเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร และการอพยพราษฎรสิ้นสุดลง

ได้มีการประชุมปัญหาราษฎรไม่อพยพไปอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ของ จังหวัดสกลนคร เนื่องจากมีราษฎรกลุ่มอื่นเข้ามาบุกเบิกจับจองพื้นที่ บ้านดงคำโพธิ์ (เขตนิคมฯ) เมื่อปี 2503 เนื้อที่ประมาณ 15,000 ไร่ อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่สามารถจัดสรรให้ราษฎรที่จะอพยพหนีเขื่อนเข้าไปอยู่ได้ (การประกาศพื้นที่ซ้อนทับกับที่ดินของราษฎรที่ทำกินก่อนการขอใช้พื้นที่ของโครงการฯ)

ปี พ.ศ. 2516

น้ำท่วมพื้นที่เก็บกักสูงสุดของเขื่อนน้ำอูน

-เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2516 คอมมิวนิสต์ นำกำลังบุกเข้าโจมตีนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน เผาทำลายอาคารสถานที่ และเครื่องจักรกล ผู้ปกครองนิคมฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสียชีวิต

-มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2516 เสนอโดย พลเอกประภาส จารุเสถียร รมต. กระทรวงมหาดไทย อนุมัติหลักการเพื่อดำเนินการตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน จังหวัดสกลนคร

-แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ราษฎรผู้ต้องอพยพออกจากเขตน้ำท่วมในการสร้างเขื่อนน้ำอูน ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2516

-แต่งตั้งกรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรที่ต้องอพยพออกจากเขตน้ำท่วมเขื่อนน้ำอูน ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2516

ปี พ.ศ. 2518

ได้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้อพยพจากเขตน้ำท่วม ระหว่างโครงการชลประทานน้ำอูน และนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่เพื่อขอขยายเขตนิคมฯ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2518 เพื่อแก้ไขปัญหาผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม

ปี พ.ศ. 2520

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2520 ให้โอนภารกิจการจัดสรรที่ดินให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนน้ำอูน จาก กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ให้เป็นหน้าที่ของ กรมชลประทาน กระทรงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการแทน

ปี พ.ศ. 2532

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 อนุมัติหลักการให้ กรมชลประทาน จ่ายค่าชดเชยที่ดินให้ราษฎรที่ถือครองที่ดิน การทำประโยชน์ในที่ดิน ป่าสงวนฯ อุทยานฯ ที่ดินสาธารณะประโยชน์ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่จะต้องเข้าถือครองทำประโยชน์ก่อนที่ กรมชลประทาน จะเข้ามาดำเนินโครงการสร้างเขื่อนน้ำอูน

ปี พ.ศ. 2537

เริ่มมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน โดยมี นายทองดี ตุพิลา เป็นประธานเครือข่ายราษฎรผู้ได้รับผลกระทบ และได้ยื่นหนังสือข้อเรียกร้องผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และ กอ.รมน. กองทัพภาค 2 (ตรงกับสมัย นายบรรหาร ศิลปะอาชา นายกรัฐมนตรี)

ปี พ.ศ. 2539

เครือข่ายราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเขื่อนน้ำอูน ได้เข้าร่วมกับสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอีสาน (สกย.อ.) นายบำรุง คะโยธา เป็นเลขาธิการและเครือข่าย ผรท.-ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เพื่อจัดทำเอกสารข้อร้องเรียน และนำไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ ผ่านสำนักงานเลขาฯ

ปี พ.ศ. 2541

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541 เรื่องราษฎรร้องเรียนได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน (ตั้งแต่ปี 2539 ข้างต้น) คือ

.ให้คณะกรรมการที่ทางราชการได้แต่งตั้งขึ้นที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดำเนินการตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง

.หากคณะกรรมการเห็นว่าได้รับความเดือดร้อนจริงให้แจ้งผลการพิจารณาไปให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นรายๆ ไป

ปี พ.ศ. 2546

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 เห็นชอบในหลักการที่จะต้องให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน

ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปพิจารณาทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ราษฎรมีโอกาสได้รับที่ดินสำหรับการประกอบอาชีพ

ปี พ.ศ. 2547

มติคณะรัฐมนตรี (สมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2547 อนุมัติในหลักการให้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) จัดหาที่ดินส่วนเกินสิทธิ์จากผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินเดิม และส่วนที่ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินเดิมขาดคุณสมบัติที่จะได้รับที่ดินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน

จัดที่ดินให้แก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รายละ 15 ไร่ และขออนุมัติงบประมาณ (กลาง) เพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชยการสูญเสียโอกาสในการทำประโยชน์จากที่ดินที่รัฐตกลงจะจัดสรรให้หลังจากการอพยพออกจากเขตน้ำท่วม อัตราไร่ละ 10,000บาท (ข้อเรียกร้องสิทธิ์ของราษฎร และมติกรรมการที่เกี่ยวข้อง คือ อัตราไร่ละ 30,000 บาท ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับมติ ครม. ในการจ่ายค่าชดเชยที่ดินแก่ราษฎรในพื้นที่ได้รับผลกระทบเขื่อนอื่นๆ เช่น ยายไฮ, เขื่อนปากมูล, เขื่อนราษีไศล)

มติมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ให้จ่ายค่าชดเชยที่ดินแก่ราษฎรที่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดิน รายละ 15 ไร่ๆ ละ 10,000 บาท (นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีเสนอให้จ่าย 32,000 บาท/ไร่ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับพื้นที่อื่นๆ)

ปี พ.ศ. 2548

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เห็นชอบในการจ่ายเงินชดเชยแก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูนที่ขอรับเป็นเงินทดแทนที่ดิน ไร่ละ 10,000 บาท (15 ไร่/ราย รวม 150,000 บาท) (ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องของราษฎร และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้มีมติ และนำเสนอให้จ่ายค่าชดเชยไร่ละ 30,000 บาท รวม 450,000 บาท/ราย)

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รวม 894 ราย (จากการเสนอรายชื่อราษฎรผู้เดือดร้อนรอบแรกทั้งหมด 895 ราย) ได้รับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ไม่ได้รับการจัดสรรให้ตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไร่ละ 10,000 บาท รวม 150,000 บาท/ราย (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม)

ปี พ.ศ. 2550

จังหวัดสกลนคร ได้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการชลประทานเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร
ปี พ.ศ. 2551

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รวม 888 ราย ได้รับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ไม่ได้รับการจัดสรรให้ตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไร่ละ 10,000 บาท รวม 150,000 บาท/ราย

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รวม 179 ราย ได้รับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ไม่ได้รับการจัดสรรให้ตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไร่ละ 10,000 บาท รวม 150,000 บาท/ราย เช่นเดียวรุ่นก่อนๆ

ปี พ.ศ. 2552

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 การแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับตัวแทนราษฎรผู้เดือดร้อน ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงความเดือดร้อน

วันที่ 24 มิถุนายน 2552 กรมชลประทาน ได้มีการกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหารายชื่อราษฎรที่ตกค้างถึงจังหวัดสกลนคร ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหา

วันที่ 27 สิงหาคม 2552 หนังสือแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงแก้ไขปัญหา ลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เฉพาะผู้ที่มีรายชื่อในผลการสำรวจ ของ กรมชลประทาน รวม 2,653 ราย เท่านั้น

ปี พ.ศ. 2553

วันที่ 24 มิถุนายน 2553 ยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายก เพื่อให้แก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนทุกกลุ่มปัญหา (ดูข้อมูลจากสรุปข้อเท็จจริงปัญหาเขื่อนน้ำอูน)

วันที่ 23 พฤศจิกายน-17 ธันวาคม 2553 เครือข่ายราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนน้ำอูน ได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาแบบยืดเยื้อ และมีตัวแทนรัฐบาลลงมารับเรื่องร้องเรียน คือ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์

วันที่ 29 ธันวาคม 2553 ยื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่อ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ปัจจุบัน-ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบชุมนุมต่อที่เขื่อนน้ำอูน โดยทอดผ้าป่าระดมทุน รวมทั้งขายข้าวเปลือกหาทุนชุมนุมเรียกร้อง ส่วนรัฐบาลกลับสู่โหมดเดิม"ตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหา"เหมือน 40 กว่าปี เกือบๆจะ50 ปีที่ผ่านมา

ประท้วงปาไข่ ร้องรัฐเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ที่มา VoiceTV

by wiroon

ประท้วงปาไข่ ร้องรัฐเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

Home> News> Thailand> ประท้วงปาไข่ ร้องรัฐเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ประท้วงปาไข่ ร้องรัฐเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

กลุ่ม 24 มิถุนาฯเรียกร้องให้ รัฐบาลเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ก่อนนำรูป นายกรัฐมนตรี มาตั้งด้านหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล และนำไข่ไก่มาปาใส่รูป

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข พร้อมด้วยประชาชน จำนวนหนึ่ง เคลื่อนขบวนจาก ลานพระบรมรูปทรงม้า มาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งถนนราชดำเนินตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ โดยปาไข่ และราดน้ำมันพืชใส่รูปนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้อง ให้รัฐบาล ยกเลิก ภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ราคาน้ำมันราคาถูกลงอีกลิตรละ 7 บาท / ตรึงราคาแก๊ส แอลพีจี แก๊สหุงต้มในครัวเรือน จึถึงสิ้นปีนี้ / ทบทวนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารแห่งประเทศไทย / ควบคุมราคาสินค้า อุปโภค บริโภค / และให้มีการจัดเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีอัตราก้าวหน้า เพื่อนำมาเงินมาจัดทำรัฐสวัสดิการ



นอกจากนี้ ทางกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และกลุ่ม นปช.ภาคตะวันตกจะจัดให้มีการชุมนุมใหญ่ ติดตามความคืบหน้า ข้อเรียกร้องที่ยื่นต่อรัฐบาล ในวันที่ 29 มกราคมนี้ ที่ หาดปึกเตียน จังหวัดเพชรบุรี โดยจะมีขบวนแรลลี่ออกจากห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว เดินขบวนไปยังกองพันทหารราบที่ 11 ก่อนที่จะไปสมทบกลุ่มผู้ชุมนุมที่หาดปึกเตียน
อย่างไรก็ตามการประท้วงในครั้งนี้ เป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน ไม่อยากให้รัฐบาลมองเป็นเรื่องการเมือง


อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมุนุมได้นำรูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาตั้งด้านหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล และนำไข่ไก่มาปาใส่รูป และนำน้ำมันพืชมาราด เพื่อเป็นการประท้วงด้วย

Produced by VoiceTV

"มาร์ค-สุเทพ" เป้าใหญ่ศึกซักฟอก คุ้ย ศอฉ.-มท."เพื่อไทย" แบ่ง 3 ทีมเศรษฐกิจ-ทุจริต-ความมั่นคง

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 มกราคม ถึงความคืบหน้าในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทย ได้แบ่งคณะทำงานออกเป็น 3 คณะ คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ จะมีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน เป็นหัวหน้าทีม 2.การสลายชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 มีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน แกนนำคนเสื้อแดง 3.การทุจริตในโครงการต่างๆ อาทิ โครงการประมูลสินค้าเกษตร ของกระทรวงพาณิชย์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ของกระทรวงคมนาคม และการบริหารงานของกระทรวงมหาดไทย โดยมี ส.ส.ระดับแกนนำเข้ามาร่วมคณะทำงานหลายคนและเป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้น้ำหนักมากที่สุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ โดยมีนายมิ่งขวัญ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. และผู้อำนวยการสำนักปราบโกง (สปก.) นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน เป็นผู้รวบรวมข้อมูล

"แกนนำพรรคได้ให้แกนนำแต่ละคณะไปรวบรวมประเด็นและข้อมูลหลักฐาน แล้วเก็บเป็นความลับของแต่ละคณะ จากนั้นจะมีการนัดหมายประชุมเพื่อพิจารณาภาพรวม และตัดสินใจเลือกประเด็นก่อนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจจริงในเวลาไม่นานนัก เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล" แหล่งข่าวระบุ


นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า เป้าหมายใหญ่อยู่ที่งานด้านความมั่นคง และการบริหารงานของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหลายประเด็นทำให้เห็นว่าเกิดการทุจริตขึ้น โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ร่วมกันดูแลงานด้านความมั่นคง และหลายกรณีเกิดการบริหารที่ผิดพลาด และมีการทุจริต เช่น การทำงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในช่วงสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จะเป็น 2 ตัวละครสำคัญ

ตรงกันเป๊ะ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด



เริ่มชัดเจนขึ้นบ้างแล้ว แม้ว่าจะอืดอาดล่าช้าไปหน่อยก็ตามสำหรับคดี 91 ศพเสื้อแดง

วันก่อนคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เรียกนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงคดีอาญาเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค.2553

มีพ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน พนักงานสอบสวนดีเอสไอเป็นตัวแทนเข้าชี้แจง

การชี้แจงก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น

เพราะพ.ต.ท.พเยาว์ระบุว่าการสอบสวนพบว่า 13 ศพน่าเชื่อว่าเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

ในจำนวนนี้มี 3 ศพวัดปทุมวนาราม นักข่าวญี่ปุ่นที่คอกวัว ชายหนุ่มที่ถูกยิงตายในเขาดิน รวมทั้งทหารที่โดนยิงตายที่อนุสรณ์สถาน

พ.ต.ท.พเยาว์ยังระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ทหาร 5 นายยอมรับว่ายิงปืนเข้าไปในวัดปทุมฯจริง

ที่บอกว่าเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากขึ้น

เพราะคำชี้แจงของพนักงานสอบสวน ไม่ได้แตกต่างจากเอกสารลับที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.เคยเปิดโปงเลย

ตอนนั้นเอกสารระบุว่าคดีสังหาร 13 ศพอาจเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ !!

ยังมีรายงานการสอบสวนเจ้าหน้าที่ 8-9 นายบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตรงหน้าวัดปทุมฯ ให้การว่าใครใช้ปืนสไนเปอร์บ้าง ใครยิงไปกี่นัด

ข้อมูลของพ.ต.ท.พเยาว์กับเอกสารของนปช.ตรงกันเป๊ะ !?

แล้วทำไมนายธาริตถึงเป็นเดือดเป็นแค้นนายจตุพร

ถึงขนาดประกาศแจ้งความจับข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการ

ที่น่าแปลกใจเข้าไปอีก

เพราะข้อมูลหลักฐานที่ดีเอสไอรวบรวมนั้นถือว่าครบถ้วนแล้ว

แต่กลับไม่มีการสอบสวนเอาผิดถึง"ผู้สั่งการ"

ดันโยนสำนวนไปให้ตำรวจสอบสวนแทนซะงั้น

ไม่เข้าใจจริงๆ !?

แต่ก็ไม่เป็นไร การเอาผิดกับคนสั่งการสลายม็อบ 91 ศพใช่ว่าจะไม่มีหนทาง

ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงหันไปพึ่งองค์กรโลกต่างๆ ให้ช่วยตรวจสอบกรณีนี้

ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชีย

รวมทั้งส่งหนังสือร้องเรียนไปตามสถานทูตทั่วโลก

ล่าสุดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศอังกฤษเชิญนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน้องเกด อาสาพยาบาล 1 ใน 6 ศพสังหารหมู่วัดปทุมฯ ให้บินไปให้ข้อมูลการเสียชีวิตของน้องเกดในวันที่ 30 ม.ค.นี้

เพราะอังกฤษสนใจคดีสังหารเสื้อแดง 91 ศพ

แม่น้องเกดประกาศการเดินทางไปครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า

เพราะรวบรวมไว้หมดแล้วหลักฐานคลิป ภาพถ่าย ช่วงอำนาจรัฐสั่งสลายการชุมนุมทั้งที่สี่แยกคอกวัวและราชประสงค์

นับเป็นก้าวสำคัญในการทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต

เป็นโอกาสที่จะตีแผ่การละเมิดเสรีภาพ-สังหารหมู่ในไทย

ซึ่งจะนำไปสู่การเอาผิด"คนสั่งการ"ในที่สุด !

ประทีป อึ้งทรงธรรม 8เดือนที่หายไปหลังพ.ค.เลือด

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ




นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ หรือ 'ครูประทีป' แห่งมูลนิธิดวงประทีป และหนึ่งในแนวร่วม นปช. ผู้เคยร่วมขบวน การต่อสู้ทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 ก่อนจะเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลานานเกือบ 8 เดือนเต็ม นับจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม

ล่าสุดครูประทีป เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อต้นเดือนม.ค.2554 ที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาที่หายไป

ช่วงเวลาที่หายไป อยู่ที่ไหนมาบ้าง

8 เดือนที่หายไป ไปมา 7 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เกาหลี และกัมพูชา

ช่วงนั้นเห็นว่าบ้านเมืองรุนแรงมาก มีคนถูกยิงบาดเจ็บ เลยออกไปขอร้องให้ใช้การเจรจากันและขอให้ใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันก็สกัดคนไม่ให้เข้าไปในบริเวณราชประสงค์และบ่อนไก่

ดิฉันอยู่บริเวณสามแยกคลอง เตยซึ่งเขาปิดถนนอยู่แล้ว เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจึงอธิบายให้ ฟังว่า ต้องการเห็นประเทศชาติใช้แนวทางที่นานาประเทศยอมรับ คือ การใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจมากันเยอะแยะมากมาย มีทหารปลอมตัวเข้ามาด้วย แต่เขาก็เห็นอยู่ว่าเราพยายามหยุดคนไม่ให้เข้าไป แล้วตอนหลังทั้งทหารและตำรวจก็มาบอกว่า ครูประทีป ผมเข้าใจนะ ให้คุณหลบไป มันจะแรงมาก

แล้วก็บอกว่าครูจะโดนหมายจับ เขาไม่อยากมาจับครู ดิฉันเลยหลบไปก่อน

ประกอบกับมีงานต่างประเทศด้วย เลยหลบออกไปและไปทำงานในต่างประเทศ ทั้งงานยูเอ็น งานมูลนิธิ และก็ไปรับรางวัลด้วย คือรางวัลด้านสิทธิเด็กจาก Children right foundation หรือ มูลนิธิเพื่อสิทธิเด็กโลก ที่ประเทศสวีเดน

ไม่ได้ไปอยู่ประจำที่ไหน

ใช่ค่ะ แต่หลักๆ อยู่ที่ญี่ปุ่น สามีกับลูกอยู่ที่นั่น ระหว่างนั้นจะเดิน ทางไปที่โน่น 2 อาทิตย์ ที่นี่ 2 อาทิตย์ ไปตรงโน้นตรงนี้ตลอด

ไปประชุมที่ออสเตรเลีย 11 วัน ไปสตอกโฮล์ม 8-9 วัน ไป สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เกาหลี และกัมพูชา

กัมพูชาเป็นประเทศแรกที่ไป จากนั้นไปญี่ปุ่น ตอนไปกัมพูชาไม่ได้มีงานทำอะไรที่นั่น เพียงแต่ไปชมบ้านชมเมือง ดูการพัฒนาของเขาซึ่งก้าวไปอย่างรวดเร็วมาก

ตอนนั้นโดนหมายเรียกจากศอฉ.แล้ว เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่

ช่วงนั้นมีแต่คนบอกว่า ครูโดนหมายเรียกจาก ศอฉ. ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะไม่มีการประกาศอะไรออกมา เรื่องยึดทรัพย์ทราบแล้ว แต่การประกาศจับยังไม่ทราบ

แต่มีคนบอกว่าให้ออกมาก่อน เป็นคนที่รู้เรื่องราว มีตำแหน่ง เป็นเจ้าหน้าที่ทางราชการ ตอนออกจากประเทศก็ไปแบบปกติ ไม่มีปัญหาเพราะยังไม่มีหมายอะไร ออกไปตอนคืนวันที่ 19 พ.ค.

เจอนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง กับพวกบ้างหรือไม่

หลังได้รับแนะนำจากตำรวจที่รู้จักกัน ดิฉันไปกัมพูชาพร้อมคนใกล้ชิด แต่ไม่เจอคุณอริสมันต์ ไม่ได้ติดต่อใคร พยายามไปให้เงียบที่สุด ไม่อยากให้ใครรู้ว่าอยู่ที่นั่น

เสียงวิจารณ์ว่าหายไปเพราะหนีหมายเรียก ศอฉ. และกลับมาเพราะเหตุการณ์สงบแล้ว

ใช่ค่ะ ถูกต้อง จริงๆ แล้วไม่ใช่หนี แต่มีภารกิจที่จะต้องไปปฏิบัติอยู่แล้ว เลยไปเสียก่อนแล้วรอให้เหตุการณ์คลี่คลาย ทุกคนฟังกันด้วยเหตุด้วยผลก็กลับเข้ามา

บ้านเมืองมันไม่ควรที่จะใช้อำนาจ คนยิ่งมีอำนาจมากจะต้องฟังคนอื่นให้มากขึ้น ยิ่งมีอำนาจต้องยิ่งพาประเทศให้พัฒนา ไม่ใช่ดึงให้ประเทศถอยหลัง คนที่มีอำนาจต้องรู้จักใช้อำนาจในทางสร้างสรรค์ ให้เกิดความสันติสุข

ไม่ใช่แค่บอกว่าทำเพื่อให้เกิดความสงบ แต่จริงๆ แล้วมันสงบจริงหรือไม่

ตราบใดที่ยังไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีการพูดคุยกัน และไม่มีการนำไปปฏิบัติ การสมานฉันท์คงยากจะเป็นรูปธรรม ยากที่จะนำประเทศชาติกลับมาสู่ความสงบ สันติ และสร้างสรรค์ เป็นเพียงความสงบชั่วคราว

ติดต่อแกนนำคนเสื้อแดงระหว่างอยู่นอกประเทศบ้าง หรือไม่

ดิฉันไม่ให้ใครติดต่อ แต่จะติดต่อมาเองที่มูลนิธิ เมื่อกลับมาถึงไทยก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดให้ไปติดต่อขอพบ ใช้ชีวิตตามปกติ

หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

ดิฉันกลับมาทำงานในส่วนของดิฉัน คือทำงานที่มูลนิธิดวงประทีป และมูลนิธิสิกขาเอเซีย ส่วนมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ที่ตัวเองเป็นผู้ก่อตั้ง คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมาก มีผู้ใหญ่หลายคนดูแลอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ก็เป็นกรรมการโรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนาและช่วยงานด้านสังคมในพื้นที่ต่างๆ ที่เขาขอร้องมา

งานมูลนิธิเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาผูกโยงกับเรื่องความเป็นประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชน หากไม่มีประชา ธิปไตย ปัญหาสังคมก็เกิดขึ้นมาก ดังนั้น จึงต้องเอ่ยถึง แต่อาจไม่ได้ไปมีงานอะไรมากนัก

อย่างน้อยๆ เราก็ต้องส่งเสียงบ้างว่าขณะนี้สังคมเกิดปัญหาอะไร ทุกฝ่ายถ้าหันหน้ามาคุยกันจะนำพาประเทศชาติพัฒนาไปได้ เพราะขณะนี้เราตกต่ำมาก

ถ้าคนเสื้อแดงชวนไปร่วมกิจกรรมจะไปมั้ย

ตอนนี้ยังไม่ไป ไม่พร้อม ปัญหาเราเยอะมาก ที่ผ่านมาตอนเขาจัดกิจกรรมที่ราชประสงค์ ก็ไม่เคยขึ้นเวทีกับเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นที่สะพานผ่านฟ้า หรือราชประสงค์ ไม่ได้ขึ้น

ช่วงปี 2549-2550 ดิฉันไปขึ้นจริง แต่ปี 2553 ไม่เคยขึ้นเลยสักเวที เพราะตัวเองยังรอคอยให้ประเทศชาติใช้สันติวิธีกัน

แต่เมื่อการใช้อำนาจยังเป็นวิถีทางที่ประเทศไทยนิยมกัน ดิฉันก็ออกมายืนดูห่างๆ ดูว่าใช้อำนาจแล้วบ้านเมืองจะเจริญขึ้น หรือตกต่ำลง

ประเทศที่เจริญรุ่งเรืองล้วนแต่ให้โอกาสประชาชนแสดงความคิดเห็น มีสิทธิในการชุมนุม การเดินขบวน เป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารต่างหากว่าจะจัดการอย่างไร ให้ปัญหาคลี่คลายลงด้วยวิธีการใด รวดเร็วแค่ไหน

นั่นคือศักยภาพของผู้บริหาร หากเป็นผู้บริหารที่มีสายตายาวไกล มีวิสัยทัศน์ดี มีปัญหาปุ๊บจะรีบแก้ทันที

มีคำพูดว่าคนฉลาดชอบแก้ไขปัญหา แต่คนเป็นอัจฉริยะจะป้องกันปัญหา ฉะนั้น ถ้าเรามีรัฐบาลที่ไม่ฉลาด ปัญหาอาจไม่ได้รับการแก้

แต่ถ้าสามารถหารัฐบาลที่เป็นอัจฉริยะได้ ปัญหาก็จะไม่เกิด ประเทศชาติจะเจริญรุ่งแรือง

ต่อจากนี้การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความอยุติธรรม ในสังคมจะทำในนามของตัว เอง

ใช่ จะทำในนามตัวเอง จะเคลื่อนไหวในฐานะครูประทีปที่ทำงานอยู่กับคนยากคนจน ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ศัตรูกับรัฐบาลเราก็ไม่ได้เป็น กับทหารถึงแม้ไม่ชอบวิธีการ แต่เราก็ไม่เป็นศัตรู

ผู้คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราเห็นใจเขา แต่การไปขึ้นเวทีใดๆ เราคงไม่ได้ขึ้น

ที่มีการไปออกข่าวตามทีวีช่องต่างๆ ว่าครูประทีปจะไปขึ้นเวที จะไปปราศรัย เขาเข้าใจผิด เราเป็นมิตรกับทุกคน โดยเฉพาะเป็นมิตรกับผู้ยากไร้ และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

การดำเนินการของรัฐบาลหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง

ในแง่การต่างประเทศ ประเทศเราเสียหายมาก เพราะยุคนี้ระบบเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพล เกี่ยวข้องกับทุกชีวิตของผู้คนในโลก เราคงไม่สามารถไปหลอกใครต่อใครในโลกได้ เพราะเขาก็มีข้อมูลเหล่านั้น

ในแง่ของเศรษฐกิจจะเห็นว่า เศรษฐกิจของชาวบ้านลำบากแค่ไหน ข้าวของแพงมาก ปัญหายาเสพติดยังมีอยู่มาก ปัญหาเยาวชน ยังแก้ไขไม่หมด

ปัญหาที่ดูเหมือนว่าไม่ได้รับการแก้ไขอะไรเลยนอกจากเอาอิฐกดทับไว้ คือเรื่องความสมานฉันท์ อยากให้รัฐบาลพูดและปฏิบัติให้ได้อย่างที่พูด

การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงยุคปัจจุบัน

เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ต้องการแสดงความรู้สึกตามที่เห็นว่าตนเองมีสิทธิ และเขาเห็นว่ามันควรจะเป็นไปเพื่อสิทธิของประชาชน จึงออกมารณรงค์ รัฐบาลต้องเคารพสิทธิของเขา

ต่างประเทศก็ใช้ระบบเหล่านี้ ทำให้เกิดการรับฟังกันแล้วปรับนโยบายต่างๆ กระทั่งประเทศเขาพัฒนาไปด้วยดี แต่หากรัฐบาลไม่รับฟัง ไม่ดำเนินการ จะมีความขัดแย้งไปเรื่อยๆ

ผู้กำหนดว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นหรือไม่คือรัฐบาล ไม่ใช่ประชาชน อยู่ที่ว่ารัฐบาลจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ทุกประเทศก็มีการเสนอข้อคิดเห็น อย่างอังกฤษ ประชาชนก็ออกมาเรียกร้อง รัฐบาลก็จัดการเลือกตั้ง ประเทศเขาก็ไม่เสียหายอะไรเลย

ทำให้มองว่าขณะนี้รัฐบาลต้องการรักษาอำนาจของตัวเองมากกว่า

2011-01-17@0731 เส้นทางสีแดงขึ้นเวทีไทยหัวใจรักชาติ ไปฟังมันพูดสดๆกัน

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo
2011-01-17@0731 เส้นทางสีแดงขึ้นเวทีไทยหัวใจรักชาติ ไปฟังมันพูดสดๆกัน,ยะใสโวยศาลเขมรไม่มีสิทธิ์



Re:

โดย แม่ปังคุง

สรุปแล้วว่าแดงของปลอมนะคะ จากกระทู้นี้

http://www.tfn3.info/board/index.php?topic=19898.0

เสื้อแดงขึ้นเวทีเสื้อเหลืองหน้าทำเนียบ ทำไปทำไม ผมไม่เห็นด้วยนะครับ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมไม่เห็นด้วยที่คนเสื้อแดงจะเข้าไปข้องแวะหรือสังฆกรรมอะไรกับพวกเสื้อเหลือง

จากกระทู้นี้

http://www.tfn3.info/board/index.php?topic=19892.0

ผมรู้สึกแปลกใจกระทู้ที่เห็นมีภาพคนเสื้อแดงไม่ทราบกลุ่มไหน ไปขึ้นเวทีของพวกเสื้อเหลืองที่ทำเนียบ สร้างภาพว่าคนต่างสีกันก็มีความเห็นร่วมกันได้



ผมยอมรับนครับว่าทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกสีไหนก้ได้ หากเขาทำอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ที่ผ่านมาคนเสื้อเหลืองทำตัวเป็นปฎิปักษ์กับคนเสื้อแดงโดยตลอดและเป็นคู่ปรปักษ์ทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกัน

ผมเห็นด้วยว่าเราควรสู้กันอย่างสันติ และในวิถีทางที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาคนเสื้อเหลืองโดยเฉพาะแกนนำ พธม.ทั้งหลายไม่เคยยึดถือแนวทางนี้ แต่ไปดึงอำนาจนอกระบบเข้ามา ทำให้การเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย

ตอนนี้พวกเสื้อเหลืองบางกลุ่ม กำลังมีปัญหากับ "อดีตนายจ้าง" ของตน จึงพยายามสร้างอำนาจต่อรอง โดยการชุมนุม

ตอนนี้เขาก็สร้างอำนาจต่อรอง โดยพยายามสร้างภาพว่าคนเสื้อแดงสนับสนุนพวกเขา ดึงกระแสคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เข้าไปรับใช้แนวทางของเขา

ผมไม่ทราบว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะได้ประโยชย์อะไรจากการเคลื่อนไหวของพวกเสื้อเหลือง สันติอโศกครั้งนี้ นอกจากเป็นการปลุกกระแสคลั่งชาติ

ตอนนี้พวกเสื้อเหลืองก็เอาภาพการขึ้นเวทีของเสื้อแดงบางกลุ่มบางคน ไปหากินปลุกกระแสคลั่งชาติ ซึ่งเป็นปรปักษ์โดยตรงกับประชาธิปไตย

ผมไม่ออกความเห็นนะครับว่ากลุ่มที่ไป ที่มี ร.อ.พิสิทธิ์ พิพุฒ เป็นแกนนำเป็นใคร ผมไม่ได้ยินคนกลุ่มนี้มาก่อน ไม่คุ้นและมีเจตจำนงค์อย่างไร หากทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับคนเสื้อแดง และผลของการกระทำก็ไปรับใช้ หรือไปเสริมพวกเสือเหลือง "คลั่งชาติ" โดยเฉพาะ

ผมไม่ทราบว่า เสื้อแดงกลุ่มนั้นต้องการสร้างภาพอะไร เป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในทางยุทธศาสตร์อย่างไร

"ยุทธศาสตร์แดงกับเหลืองร่วมมือกันโค่นอำมาตย์" อย่างนั้นหรือ

ผมไม่คิดว่ายุทธศาสตร์นี้พวกเสื้อเหลืองส่วนใหญ่เขาจะร่วมมือด้วย เพราะพื้นฐานของเสื้อเหลืองคือ "อนุรักษ์นิยม" และเป็นพวก Royalist เต็มที่ ดังนั้นการร่วมมือกับพวกเสื้อเหลืองในทางยุทธศาสตร์แล้วเป็นไปไม่ได้

หรือมียุทธศาสตร์แค่ "โค่นรัฐบาลมาร์ก"
ผมก็ไม่เห็นว่าการโค่นรัฐบาลมาร์ก โดยที่พวกอำมาตย์ยังมีอำนาจอยู่ จะมีประโยชน์อะไร นอกจากได้นายกฯชื่อใหม่ แต่เป็นคนของอำมาตย์เหมือนเดิม

ดังนั้นการไปจับมือกับพวกเสื้อเหลือง จึงรับใช้ยุทธศาสตร์และผลประโยชน์ของพวกเสื้อเหลืองสันติอโศก และไปส่งเสริมแนวคิด "ชาตินิยมสุดขั้ว" ที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยเท่านั้น

ผมเชื่อว่าเสื้อแดงกลุ่มที่ไป ไปโดยพละการ และเป็นกลุ่มที่ไม่คุ้นมาก่อน

Re:

พึงสังวรณ์เอาไว้นะครับว่า พวกเสื้อเหลืองหน้าทำเนียบ เป็นพวกเสื้อเหลือง "ขวาสุดขั้ว" อยู่ปลีกขวาสุดของพวกเสื้อเหลือง อุดมการณ์และแนวคิดตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคนเสื้อแดง ยิ่งแดงสุดขั้วแบบแดงสยามหรือแดงสังคมนิยมด้วยแล้ว ยิ่งอยู่ตรงข้ามกับพวกเสื้อเหลืองหน้าทำเนียบในเวลานี้อย่างสิ้นเชิง

เสื้อแดงขึ้นเวทีเสื้อเหลือง (ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร) เท่ากับสร้างภาพความชอบธรรมให้กับเสื้อเหลือง "ชาตินิยมสุดขั้ว" นี้โดยตรง และบั่นทอนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ทำไปทำไม ทำไปด้วยความคะนอง (แต่บอกว่าเป็นข้าราชการเกษียณ) บุ่มบ่าม หรือเป็นเจตนาอื่นๆ

นี่ผมยังไม่วิจารณ์แรงกว่านี้นะครับ เพราะผมยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นกลุ่มไหน มีที่มาที่ไปอย่างไร เบื้องหลังเป็นอย่างไร

ผมบอกตรงๆ นะครับ ระบอบประชาธิปไตยเป็นปฎิปักษ์โดยตรงกับ "ลัทธิคลั่งชาติ" หรือชาตินิยมสุดขั้ว ประเภททวงดินแดน สร้างกระแสว่าชาติตนเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่ (แต่ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่จริงๆ ) และแนวคิดคลั่งชาติ ก็นำไปสู่ลัทธิเผด็จการขวาจัด

ตัวอย่างชัดเจนคือ "ระบอบนาซีเยอรมัน" ที่เป็นลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว อีกเหมือนกัน ที่คิดว่า เยอรมันเชื้อสายอารยันเท่านั้นที่เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ และสมควรปกครองโลก

ความรักชาติ กับ "ชาตินิยมสุดขั้ว" นั้นแตกต่างกัน

ความรักชาติก็คือเราปกป้องชาติเราไม่ให้มีใครมารุกราน แต่เราก็พร้อมที่จะร่วมมือและอยู่ร่วมกับคนเชื้อชาติอื่นอย่างเสมอภาคกัน ไม่คิดว่าชาติใด สูงส่งกว่าคนชาติอื่น คนแต่ละเชื้อชาติอาจแตกต่างกันได้จาก ระดับเศรษฐกิจ การศึกษา แต่ไม่มีเชื้อชาติใด มียีนส์พิเศษ สูงส่งกว่าเชื้อชาติใด ความแตกต่างกันมีเพียงโอกาสทางเศรษฐกิจ และการศึกษาเท่านั้น

Re:

พวก พธม. นี้วิชามารเยอะเหลือเกิน แสดงให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์ในการเคลื่อนไหว เป็นกลุ่มที่ไว้ใจไม่ได้ในทางการเมือง ทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น

บอกให้รู้ว่าคนำพวกนี้โดยพื้นฐานแล้วไม่ใช่คนดีอะไร ไม่ใช่วิญญูชนที่ประชาชนทั่วไปจะสมควรไปรับฟัง

การเคลื่อนไหวทางการเมืองตามความเชื่อของคนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อันนี้ผมไม่ถืออะไร แต่ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจและโปร่งใส ไม่ใช่มีความเจ้าเล่ห์อะไรทั้งสิ้น คนสนับสนุนน้อยก็ต้องยอมรับว่าประเด็นที่เราเคลื่อนไหวไม่โดนใจประชาชน เขาจึงไม่เข้าร่วม ไม่ใช่เจ้าเล่ห์เพทุบายและแบบนี้

พวกคุณอาจหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา อาจหลอกคนส่วนใหญ่ได้บ้างครั้งบางความ แต่ไม่สามารถหลอกคนส่วนใหญ่ได้ตลอดไปอย่างแน่นอน สักวันหนึ่งความจริงก็ต้องปรากฎว่าพวกคุณของแท้หรือของปลอม

ของจริงจะทนต่อการพิสูจน์ เหมือนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงทั้งหลาย ที่ทนต่อการพิสูจน์ แม้จะโดนปราบปรามอย่างไร ก็ไม่อาจสลายของจริงได้

สันติอโศกนี่ เป็น" ขบวนการประชาชนทางธรรมมะ" ธรรมย่อมยึดถือความจริงเป็นที่ตั้ง มีสัจจะ และเชื่อถือได้

แต่จากการกระทำที่ผ่านมาหรือแม้แต่ครั้งนี้ พวกคุณก็เจ้าเล่ห์เพทุบายหลอกลวง จนผมไม่เชื่อว่าพวกคุณเป็นกลุ่มคนที่เคร่งธรรมแล้วครับ คนที่เคร่งธรรมมะย่อมไม่อาจประนีประนอมกับการหลอกลวงได้ อย่างน้อยจริยธรรมขั้นพื้นฐานคือความจริง ต้องเป็นสิ่งที่ยึดถือเอาไว้ ไม่ใช่แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ศีลธรรม จริยธรรมของผู้ที่เคร่งศาสนาแล้ว

ไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ผัก แต่หลอกลวง เจ้าเล่ห์ มันจะมีประโยชน์อะไร ก็แค่ "รสนิยมการชอบอาหารบางประเภท" เท่านั้น แต่ไม่ได้บรรลุธรรมอะไร ธรรมมะแตกต่างอะไรกับคนที่ทานเนื้อสัตว์แต่มีศีลมีธรรม มีสัจจะไม่เจ้าเล่ห์เพทุบาย

ผมว่า "สาวกสันติอโศก" ไปทบทวนดูนะครับ

Re:

คุณ boonmie
ครับ

อย่าไปติดกัปดักของฝ่ายตรงข้าม ก็แสดงข้อมูลอย่างที่พวกเราทำอยู่ตรงนี้ และปฎิเสธว่าแดงกลุ่มนั้นไม่ใช่คนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวที่ราชประสงค์และที่อื่นๆ มีเจตนาแอบแฝง

ผมไม่คิดว่า การปฎิเสธการขึ้นเวทีของพวกเสื้อแดงแอบแฝง เราจะปฎิเสธไม่ได้ เราบอกชัดเจนว่าเราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย ใครจะสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่มีปัญหาอะไร

แต่สำหรับคนเสื้อเหลือง ก็ให้เขาสู้ของเขาไป คนเสื้อแดงไม่ร่วมมือด้วย จะปรองดองหรือไม่ไม่สำคัญ

และที่สำคัญคนเสื้อแดงไม่ได้ต้องการ "ความปรองดอง"

คนเสื้อแดงต้องการประชาธิปไตย ความเท่าเทียมกัน และความไม่มีสองมาตรฐาน

หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ การปรองดองก็ไม่มีประโยชน์อะไร เราไม่ต้องการความปรองดองแล้วยังอยู่ใต้เผด็จการ

บอกไปเลยว่าเสื้อแดงไม่ต้องการ "ความปรองดอง" แต่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง

ไม่ต้องไปแคร์กับใครทั้งสิ้น ทุกวันนี้สังคมไทยแบ่งออกเป็นสองขั้วอยู่แล้ว

คนเสื้อแดงก็เข้าใจคนเสื้อแดง ส่วนพวกเสื้อเหลือง ไม่เข้าใจก็เรื่องของพวกเขา

เราต้องการประชาธิปไตย เราไม่ได้ต้องการความปรองดอง

ชาวมุสลิมตูนิเซี่ยนแหกม่าน ส่องนำทางเสรีภาพทางด้านปชต…ตาสว่างทั้งโลก

ที่มา thaifreenews

โดย ting tuan

ชาวมุสลิมตูนิเซี่ยนแหกม่าน ส่องนำทางเสรีภาพทางด้านปชต…ตาสว่างทั้งโลก

ประธานาธิบดีซิเน เอล อาบิดีน เบน อาลีของตูนิเซีย ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร
ซึ่งไร้การนองเลือดในปี 1987 ครองอำนาจมาสองทศวรรษกว่า ด้วยการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยผสมผสานกึ่งเผด็จการ ได้วางเครือข่ายกองทัพตำรวจของตัวเองกว่า 80%
โดยใช้สายลับตำรวจคอยสอดส่องพฤติการณ์ของประชาชน คอยสอดส่องการพูดคุยของ
ประชาชน คล้ายกับหน่วยเกสตาโป (Gestapo)ของเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชน ที่มีแนวคิด ไม่เห็นด้วยและเป็นปฏิปักษ์ต่อต้าน
อำนาจรัฐ แต่เพราะตัวนายเบน อาลีเอง มีหัวค้อนข้างก้าวหน้าในสายมุสลิมชีอะห์ ซึ่ง
ต่างจากโลกมุสลิมแถบทะเลทรายของทวีปแอฟริกาตอนเหนือและมุสลิมแถบทะเลทราย
ตะวันออกกลางในอาเซีย มองดูแล้วประชาชนจะได้เสรีภาพทางด้านศาสนามากกว่า
ประเทศอื่นๆที่เคร่งครัดกว่า กรณีเช่น ผู้หญิงไม่ต้องปิดหน้า การแต่งกายก็ไม่บังคับและ
ไม่ห้ามสื่อดาวเทียม สามารถมีใช้จานดาวเทียมและชมกันได้อย่างอิสระเสรี

แต่ความพลิกผันที่สืบเนื่อง คุกกรุ่นมายาวนานของชนชั้นที่ถูกปกครอง ถูกเหยียบย่ำ
ถูกเอารัดเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมในโลกของสังคม เพียงแค่น้ำผึ้งหยดเดียว เหมือน
สมัยหนึ่งที่ประชาชนเดินไปขอขนมปังหน้าพระราชวังของพระเจ้าซาร์ นิโคลัสแห่งรัสเซีย
แล้วถูกทหารม้าคอสแซครักษาการณ์อยู่ด้านหน้าประตูพระราชวังยิงประชาชนตรงนั้นและ
ยังลุยตามติดไปปราบปรามอีกหลายแห่ง จนประชาชนล้มตายและบาดเจ็บหลายคน เป็น
มูลเหตุและเชื้อปะทุทำให้เกิดการปฏิวัติประชาชนครั้งนั้น ตามประเทศฝรั่งเศสขึ้นมาอีกชาติหนึ่ง

ก็เพราะตัวนายเบน อาลี ครองอำนาจมายาวนาน จนมองข้ามประขาชนและยังประกาศตัวเองจะเป็น
ประธานาธิบดีตลอดกาล เปิดศักราช 2554 แห่งการต่อสู้ระบอบประชาธิปไตยที่กำลังครอบ
คลุมไปทั่วโลก มองยังไงก็ต้องเกี่ยวพันธ์ เกี่ยวข้องด้านประชาธิปไตยอย่างหลีกหนีไม่พ้น
เรื่องเลยมาเกิดขึ้นในตูนิเซีย เกิดผลกระทบจากอัตราการว่างงาน ราคาสินค้าทั่วไปขึ้นราคา
อย่างสุดโต่ง แต่พวกวงศาคณาญาติของตนเอง กลับใช้ชีวิตอู้ฟู่ ฟุ่มเฟือยท่ามกลางความร่ำรวย
ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจ ตูนีเซีย ขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 5 % แต่ทรัพยากรต่างๆ ไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มอภิ
สิทธิชนเท่านั้น รากเหง้าแห่งความขัดแย้งระหว่างอำนาจเผด็จการกับประชาชน ฝังลึกแนบแน่น
อยู่กับกาลเวลามาร่วม 20 ปี การกระทำการ การใช้อำนาจข้างเดียวและมีผลประโยชน์มากมาย
นั้น กำลังถูกลิดรอน ถูกประชาชนจ้องจะเอาคืนกลับตลอดมา

ความสำเร็จของการเรียกร้องของประชาชนครั้งนี้ ก็มาจากเรื่อง การจุดประกาย เมื่อนักศึกษา
อายุ 26 ปี ที่กำลังขายผักผลไม้เพื่อเสริมรายได้ ถูกยึดรถเข็นโดยตำรวจ หลังจากนั้นนักศึกษา
คนนี้ก็จุดไฟเผาตัวเอง พร้อมกับการใช้หน้าตาการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ก็ถูกชูประเด็น คือ
การโบกขนมปังฝรั่งเศสขึ้นมา เป็นการประท้วงผสมประเด็นเศรษฐกิจปากท้องกับประเด็นการ
เมืองประชาธิปไตย และไม่มีการนำศาสนาอิสลามเข้ามาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวแต่
อย่างใด ความกล้าหาญชาญชัย เป็นครั้งแรกในหลายสิบปีที่ประชาชนกล้าออกมาตะโกนว่า
“เบน อาลี ฆาตกร”และ “ลีล่า เทรปเบลซี่ จอมโกง” (เมียของ เบน อาลี “) ประชาชนรวมตัว
ประท้วงขยายวงกว้าง จนทำให้ประชาชนต้องสังเวยชีวิตไปถึง 23 คน เผด็จการประธานาธิบ
ดีเบน อาลี พร้อมครอบครัว ต้องเผ่นหนีไปลี้ภัยอยู่ในดินแดนประเทศซาอุดิอาระเบีย และให้
นายกรัฐมนตรีรักษาการแทนต่อไป

ประเทศอื่นๆในกลุ่มมุสลิมไม่ว่าจะเป็นประเทศอัลจีเรีย อียิปต์และจอร์แดน ประชาชนในประเทศเหล่านี้
ต่างก็ตาสว่างและคงพร้อมจะแหกม่านเรียนแบบเช่นเดียวกับประเทศตูนิเซีย ยักษ์หลับแห่งโลกมุสลิม
ผลพวงการปฏิวัติของประชาชนครั้งนี้ จะเป็นอุทาหรณ์ให้ชนชั้นปกครองของประเทศต่างๆคงต้อง
รวมมาถึงประเทศเราเองด้วย ต้องลงมาเหลียวมองดูและใส่ใจ ในเรื่องการต่อสู้ เรียกร้องสิทธิ์ เพื่อเสรี
ภาพ เพื่อความเสมอภาค ความเที่ยงธรรมทางกฎหมายและสังคม ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

มีรายละเอียดมากมายจาก-

ที่มา http://www.go6tv.com/2011/01/blog-post_1551.html
และ
ที่มา http://www.gunsandgames.com/smf/index.php?topic=88185.0;wap2
และ
ที่มา http://translate.googleusercontent.com/translate_chl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper.
net/ww/~av/www.huffingtonpost.com/2011/01/14/tunisiarevolutionliveu_n_809294.html
&rurl=translate.google.com&anno=2&usg=ALkJrhglk5ijpOr06Uq9J-i3JYF6dQ2xZg

และ
ที่มา http://thaienews.blogspot.com/2011/01/blog-post_6600.html

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 17/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เพียงต้องการ สิทธิ์ที่มี เสรีภาพ
เคยถูกฆ่า ถูกปราบ ท่านทราบไหม
กี่ชีวิต ล้มหาย เขาตายไป
ยังเฉไฉ หลีกเลี่ยง หวังเพียงตน....

ก็ที่นี่ มีคนตาย ตั้งหลายศพ
เขาคิดกลบ เงียบงัน ให้มันพ้น
คืนได้ไหม คนตาย หลายหลายคน
อย่าสัปดน เห็นแก่ตัว ชั่วเกินไป....

แล้วมาพูด เพ้อเจ้อ เสมอภาค
คำสำรอก จากปาก ไม่อยากได้
อยากได้เพื่อน คืนมา ว่ายังไง?
อย่าจัญไร พูดมั่ว เพื่อตัวเอง....

เพราะสังคม แบ่งแยก จึงแตกต่าง
แล้วสมอ้าง วาจา มาข่มเหง
จึงคิดชั่ว ทำชั่ว ไม่กลัวเกรง
พวกเส็งเคร็ง อมนุษย์ สุดบรรยาย.....

คืนความสุข เร็วไว ให้นักช้อบฯ
สนองตอบ ว่าที่นี่ มีของขาย
คงลืมไป ว่าที่นี่ มีคนตาย
ช่างไม่อาย การกระทำ ระยำคน....

ไม่เคยพูด ใครต้นตอ ก่อปัญหา
ไม่เคยถาม ใครสั่งฆ่า พาสับสน
ไม่เคยรู้ ใครเจ็บแค้น แสนอดทน
เพียงพวกตน ได้ค้าขาย หมายกอบโกย....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

เกี่ยวกับ"เส้นทางสีแดง" เครดิตจากคุณ Friend-of-Red ที่ IF

ที่มา thaifreenews

โดย Yang Wenli



...และแล้ว จากการช่วยกันสืบหาข้อเท็จจริงของเรื่องราว ความจริงก็ปรากฎขึ้น ในบรรดาคนที่ไปขึ้นเวที
นายฟอร์ดก็ซาบซึ้งหาที่สุดมิได้แถมยังมีคดีโกงเงินกลุ่มเรดแคมฟร็อคและชมรม คนรักอุดร​ ฯลฯ ผู้กองเต่าก็เคยทำงานอยุ่มูลนิธิชัยพัฒนาเมื่อปีก่อน คนหนึ่งอ้างชื่อเสธ.ดำก็แอบอ้างชื่อและบุคลิคเสธ.แดงมาหากินกับพี่น้อง

และโดยเฉพาะสุดๆก็คนนี้ เรืออากาศตรี ธนะสิทธิ์ พิพุฒ ทำงานสายการบินมาก่อน และเป็นคนออกมาชูป้ายแช่งลุงสมัครในยามที่ลุงสมัครกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง ตอนนั้นใช้ชื่อแฝงว่านายคิว สืบไปสืบมาอยู่กลุ่ม ธรรมยาตราสันติอโศฏ ซะอย่างงั้น!! จึงฮ๋อ ขึ้นมาทันที ว่าทำไมแกนนำพันธมิตรต้อนรับอย่างดี และมีนักข่าวมารอทำข่าวมากมาย มันเป้นอย่างนี้นี่เอง!!! จบข่าว!!

ขอบคุณภาพจากNut Kim และเบาะแสต่างๆจากพี่Maxim Redsiam พี่Wasu โหรวสุ สหายเดียร์ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ฯลฯ ที่มิได้เอ่ยนามครับ

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=1...0&comments

ไปเยี่ยมเยียนพวกเขาได้ที่นี่ครับ
http://www.facebook.com/profile.php?id=100000835991631

รบกวนพี่น้องช่วยกันแชร์ข่าวนี้ให้ เพื่อนๆสมาชิกกันด้วยนะครับ แจ้งกันให้ทั่วเพื่อไม่ให้พวกนี้มาสร้างอันตรายและความปั่นป่วนกับพี่น้อง เราได้อีกค​รับ

เครดิตจากคุณ Friend-of-Red ที่ IF

Re:



ภาพสด นายการุน ใสงาม แกนนำเสื้อเหลือง แต่ใส่เสื้อแดงเพื่อให้ทางกัมพูชาเข้าใจผิด ว่าเป็นการชุมนุมเสื้อแดง และมีป้ายด่าฮุนเซ็น

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=181730051850508&set=a.121512821205565.13805.121504027873111

Re:

โดย jomyut

ตอนนี้มีพวกเหลือบ และสัมเวสี มาพึ่งใบบุญคนเสื้อแดงเยอะ เพราะตอนนี้เสื้อแดงมาแรง ตาสว่างกันไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่อีกหลายๆประเทศแล้ว ก็ต้องช่วยกันระวังสอดส่องกันด้วยนะครับ เพราะสีแดงของจริงงงงงงง



Re:

โดย Friend-of-Red


และมีเรื่องน่าแปลกตรงที่แกนนำพันธมิตรอย่าง "ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์" ก็ออกมารับลูก ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี รวมถึงมีนักข่าวของฝ่ายรัฐออกมารอทำข่าวอย่างผิดสังเกตุ ทั้งๆที่เป็นการแวะขึ้นเวทีพันธมิตรแบบไม่มีอยู่ในกำหนดการณ์ของกลุ่มเส้นทางสีแดง แต่กลับมีสื่อรับรู้การแวะไปขึ้นเวทีครั้งนี้จำนวนมาก

แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในเรื่องที่คนเสื้อแดงจะเข้าไปเหยียบผ่านในม็อบพันธมิตร หรือแม้แต่การไปขึ้นเวทียิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ แล้วยิ่งน่าสงสัยเข้าไปอีกที่มีสื่อจำนวนมากมารู้เห็น

คงเป็นไปไม่ได้เลย หากจะปฏิเสธว่า แกนนำพันธมิตรที่ออกมาต้อนรับ จะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องเหล่านี้ด้วย!!

และยิ่งปฏิเสธไม่ได้เข้าไปอีกว่า คนที่ไปขึ้นเวทีนั้น จงใจ ที่จะขึ้นไป และ จงใจอย่างยิ่ง ให้เกิดภาพข่าว"แดงเหลืองปรองดอง" ไม่ว่าจะด้วยการสื่อไปถึงใครก็ตามหรือรับงานใครมาก็ตาม หลายชั่วโมงต่อมา แกนนำพันธมิตรคนหนึ่ง ที่ชื่อ การุณ ใสงาม ก็ได้สวมเสื้อแดงมาขึ้นเวทีพันธมิตร และมีข้อความด่าสมเด็จฮุนเซ็น โดยที่ตนเองเป้นเสื้อเหลือง แต่ด้วยเหตุผลอะไร จึงต้องเอาเสื้อแดงมาสวมใส่เพื่อใช้ด่าประเทศเพื่อนบ้านหรือ ? ดังรูปนี้

บอกได้เลยว่า กลุ่มคนที่ไปขึ้นเวทีพวกนี้ "รับงานมา" อย่างแทบไม่ต้องสงสัย จึงมีการรับลูกต่อกันเป็นทอดๆทั้งจากสื่อของรัฐ และจากแกนนำพันธมิตรแบบนี้

ทีนี้ เรามารู้จักโฉมหน้าแต่ละคนกันดีกว่า ว่าคนที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรครั้งนี้ เป็นใครกันบ้าง

1.นายอนุรักษ์ จินตวนิช (ฟอร์ด) ไอดี เรด ทรู้ธ http://www.facebook.com/profile.php?id=100001524930164 เบอร์โทรศัพท์ 081-583-6964 หากใครอยากโทรไปสอบถาม ซึ่งถ้าใครอยู่กลุ่มเรดแคมฟร๊อค หรือชมรมคนรักอุดร ก็คงรู้ดีว่าเขาเคยมีประเด็นอะไรมาบ้างเรื่องเงินบริจาค

2. ส.อ.ฉลาด สงเคราะห์สุข (ผู้กองเต่า) ไอดี ผู้กองเต่า บนเส้นทางสีแดง http://www.facebook.com/profile.php?id=100001646066053 อายุ 61 ปี อดีตทีมรับบริจาคมูลนิธิ"ชัยพัฒนา" และผู้จัดกิจกรรม"ปั่นจักรยานทางไกลบอกรักแม่"
เบอร์โทรศัพท์ 08-441-34296

3. เรืออากาศตรี ธนะสิทธิ์ พิพุฒ (เล็ก) ไอดี ร.ต.ธนะสิทธิ์ พิพุฒ http://www.facebook.com/profile.php?id=100000835991631 อดีตพนักงานการบินไทย

ล่าสุดมีพี่น้องเราไปสบค้นมาจนได้ ว่าเขาผู้นี้เป็นพวก"ธรรมยาตราสันติอโศก" เคยไปชูป้ายประท้วง สมัคร สุนทรเวช ที่ฮูสตัน ในขณะที่สมัครกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งตามลิ้งค์นี้
http://shiningjessica.wordpress.com/2008/11/07/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AF%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B3/
ซึ่งเป็นคนคนเดียวกับ"นายคิว" ตามภาพนี้

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพันะมิตรหน้าทำเนียบให้การต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี!!


4. รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง ที่อ้างตัวเป็น เสธ.ดำ ซึ่งแต่งตัวเลียนแบบ เสธ.แดงออกมาเดินถือกล่องบริจาคเรี่ยไรตามม็อบ จนสร้างความไม่พอใจให้น้องเดียร์และแฟนคลับหลายคน "ของแท้มีคนเดียวก็เพียงพอ"

ผมคงไม่อาจหาญกล้าไฟฟันธงได้หรอกว่าใครเป็นของแท้ ใครเป็นของเทียม ให้พี่น้องใช้วิจารณญาณกับพฤติกรรมต่างๆที่ได้เห็นกันเอาเองเถิด

แต่ก่อนจะตัดสินประเด็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมแค่อยากบอกว่า ผมยังไม่ลืมภาพเหล่านี้ในยามที่พันธมิตรทำร้ายพี่น้องเรา







อยากปิดท้ายไว้แค่ว่า ผมไม่รู้หรอกว่าพวกคุณเป็นใคร มาจากไหน ใครแอบหนุนพวกคุณอยู่บ้าง ทั้งในและนอกเสื้อแดง ผมรู้แค่ว่าการกระทำของคุณในการขึ้นเวทีพันธมิตร สำหรับผม มันคือการเหยียดหยามพี่น้องเราอย่างมาก และผมคงจะไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้อย่างแน่นอน

การจะไปทำกิจกรรมอะไรที่ละเอียดอ่อนทั้งประเด็นเปราะบาง ละเอียดอ่อนทั้งการเสียการเมือง ในเรื่องประเด็นพวกนี้

----ในเมื่อคุณอยู่จุดนั้น คุณมีโอกาสมากมายที่จะสอบถามความสมัครใจหรือความคิดเห็นพี่น้องมวลชน ...แต่พวกคุณเลือกที่จะไม่ทำ แต่กลับทำอะไรตามใจคุณเองโดยไม่ฟังมวลชน ตอนนี้โอกาสถามเหล่านั้นของคุณหมดไปพร้อมกับการกระทำการขึ้นเวทีพันธมิตรของพวกคุณในวันนี้ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับผม พวกคุณเหมาะแล้ว กับเวทีพันธมิตร ไม่ต้องลงมาใส่เสื้อแดงให้มันฝืนใจก็ได้ครับ----

ขอขอบคุณเครดิตภาพจากพี่คำเกิ่งและคุณมนตืรักลูกทุ่ง รวมถึงสหายเสื้อแดงอื่นๆทุกท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามครับ

http://www.facebook.com/note.php?note_id=146359045417185&id=100001689815468

อ้างจาก: 'puk_lanna'

ในนามของ ศูณย์ประสานงานกลาง "แดงเชียงใหม่"
ขอประกาศให้ทราบว่า เราไม่สนับสนุนการกระทำของกลุ่มนี้
ดังนั้นทางศูณย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่จะไม่ทำกิจกรรม
หรือจัดกิจกรรมร่วมกับ "ทีมเส้นทางสีแดง" ที่จะเดินทางมาภาคเหนือ

...ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการต้อนรับหรือทำกิจกรรมร่วม
อนึ่งได้รับประสานจากทาง สายฝาง แม่อาย ไชยปราการ เครือข่ายแดงเชียงใหม่
ได้แจ้งเข้ามาแล้วว่าขอยกเลิกการจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มนี้ด้วย

หากกลุ่มนี้นำชื่อของศูณย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่และเครือข่าย
ไปใช้ว่าให้การสนับสนุน ทางกลุ่มขอยืนยันว่า
ไม่ให้การสนับสนุนกลุ่มนี้ไม่รับรู้ในการกระทำใดๆทั้งสิ้น

ศูณย์ประสานงานกลาง "แดงเชียงใหม่"

ประกาศโดย ดาบชิต
เลขานุการ ผู้ประสานงาน ศูณย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่