WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 18, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 18/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เอาผักชี โรยหน้า หลอกสาวก
พวกจิตตก ก็แฮ้ปปี้ ดีนักหนา
กู้เงินสร้าง ประชาวิวัฒน์ จัดสรรมา
แล้วโฆษณา ผลงาน ประจานตัว....

คนสั่งฆ่า ยังลอยนวล ชวนสมเพช
ยังแอบแฝง ความทุเรศ พวกเปรตชั่ว
หลงอำนาจ วาสนา แบบตามัว
ไม่เกรงกลัว เพราะมีเส้น แฝงเร้นทะมึน....

สั่งปลุก นักธุรกิจ จิตอุบาทว์
เพื่อผูกขาด นักช้อปปิ้ง ยิ่งระรื่น
เติมความสุข ให้กัน ทุกวันคืน
แล้วชื่นมื่น เฮฮา จนหน้าบาน....

จุดกระแส คลั่งชาติ แบบขาดสติ
อุตริ อิงแอบ แบบฟุ้งซ่าน
ล้วนสร้างภาพ มายา สุดสามานย์
สืบสันดาน ต่ำช้า มานานปี....

งบกองทัพ ทุ่มไม่อั้น มันจัดให้
แล้วเฉไฉ ความมั่นคง งงไหมนี่
อ้างคนดี มีคุณธรรม แต่ย่ำยี
ปากอัปรีย์ โสมม สมพวกเลว....

สั่งบิดเบือน 91 ศพ แล้วกลบมิด
หว่านเงินปิด ความจริง ให้ดิ่งเหว
สมเป็นยุค จัญไร ดั่งไฟเปลว
สุดแหลกเหลว จริงหนอ ตอแหลแลนด์....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717

ประวิตร โรจนพฤกษ์: จดหมายเปิดผนึกถึงคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

จาก An open letter to the red shirts
http://www.nationmultimedia.com/home/An-open-letter-to-the-red-shirts-30146164.html

ถึงชาวเสื้อแดงทั้งหลาย

ผมได้ติดตามการชุมนุมครั้งล่าสุดของพวกคุณ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเยอะขึ้นเป็นหลายหมื่นคน เพื่อต่อสู้กับเหล่าอำมาตย์ จึงขอถือโอกาสแสดงความเห็นและแนะนำสักเล็กน้อย

อย่างแรก กรุณาอย่าลืมว่า ถึงแม้พวกคุณจะถูกกดขี่และเชื่อว่ากำลังต่อสู้เพื่อสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกการกระทำของพวกคุณจะมีความชอบธรรม ถูกต้องและเป็นประชาธิปไตยไปโดยปริยาย

ตัวอย่างเช่น กรณีการที่คนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง อ้างนาม นปช. ในการรณรงค์ให้มีการจัดการกับ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน และพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
หลังจากที่มีรายงานจากวิกิลีคส์ว่า ทั้งสามได้พูดถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารฯ
ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์กับทูตสหรัฐฯ

พวกคุณควรจะตระหนักว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นกฎหมายแห่งระบอบเผด็จการและไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ผมรู้ว่าพลเอกเปรมเป็นศัตรูตัวสำคัญของคุณ หากแต่พวกคุณลองถามตัวเองก่อนดีไหมว่า
การเล่นงานศัตรูของคุณด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะทำให้สังคมนี้เป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตยขึ้นได้จริงหรือ? และถ้าคุณทำเช่นนี้แล้ว พวกคุณจะแตกต่างอย่างไรจากพวกคนเสื้อเหลือง ที่เชื่อว่า "รัฐ ประหารที่ดี" เป็นเหมือนยาวิเศษที่สามารถรักษาทุกปัญหาการเมืองได้

สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การทำลายศัตรูด้วยวิธีอะไรก็ได้ หากต้องเป็นวิธีที่เป็นประชาธิปไตย และยิ่งกว่านั้น
คุณควรมีจุดมุ่งหมายและปณิธานร่วมกันที่จะไปให้ไกลกว่าแค่การทำลายศัตรูทางการเมือง หากควรมีจินตนาภาพร่วมกันว่า สังคมที่เท่าเทียม ยุติธรรม และเป็นประธิปไตย ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้นย่อมไม่มีที่ให้กับกฎหมายที่จำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็น
พูด คิด อ่าน เขียน อย่างเท่าทัน เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย ควรจะมีสิทธิที่จะแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันทางการเมือง อย่างไม่ต้องกลัวจะถูกลงโทษ

การที่พวกคุณตัดสินใจใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาจัดการกับศัตรูทางการเมืองของคุณ จึงมีแต่จะทำให้ประชาธิปไตยไทยตกต่ำลง

ที่ผ่านมา ผมรู้สึกเสมอว่า คนเสื้อแดงคือกลุ่มคนที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับชนชั้นนำอย่างแท้จริงโดยปราศจากความกลัวในที่สาธารณะได้ พวกคุณจึงไม่จำเป็นจะต้องไปกระหน่ำซ้ำเติมให้สังคมอยู่ในสภาพหวาดกลัวในเรื่องนี้มากกว่าที่เป็นอยู่

กลุ่มคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้าควรออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้กฎหมายหมิ่นฯ โดยคนเสื้อแดง มิฉะนั้นแล้ว
ขบวนการคนเสื้อแดงก็คงไม่ต่างอะไรขบวนการปฏิกิริยานิยม มุ่งแต่ทำลายฝ่ายตรงข้าม โดยมิสนใจว่า ผลที่ตามมาคืออะไร

ชาวเสื้อแดงทั้งหลาย การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่เท่าเทียมและเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่สามารถบรรลุได้ หากพวกคุณไม่ตรวจสอบ เพ่งพินิจพิจารณาการกระทำของตนเอง

สังคมที่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมที่คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้กฎหมายอันไม่เป็นประชาธิปไตยเล่นงานซึ่งกันและกัน ทว่าเป็นสังคมที่ไม่มีที่ให้กับกฎหมายเผด็จการแบบนั้นอย่างสิ้นเชิง

ผมยังภาวนาด้วยว่า พวกคุณจะวิพากษ์วิจารณ์แกนนำของพวกคุณ อย่างเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กัน เพราะการที่สังคมจะบรรลุอุดมการณ์แห่งประชาธิปไตยได้นั้น คนเสื้อแดงต้องปฏิบัติมากกว่าแค่การเชื่อในทักษิณ และแกนนำ

เวลาที่ผมเห็นปฏิทินและ ส.ค.ส.ปีใหม่ที่มีรูปทักษิณอยู่ ผมได้แต่หวังว่า คนเสื้อแดงคงจะไม่ต้องการเพียงล้มล้าง "ไอดอล" หรือผู้อุปถัมภ์คนหนึ่งไป เพียงเพื่อไปเชิดชูบูชา "ไอดอล" อีกคนแทน สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงย่อมไม่มีที่สำหรับลัทธิบูชาตัวบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น

การคลั่งไคล้ตัวบุคคลโดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำประเทศและนักการเมืองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ควรได้รับการยอมรับ สนับสนุน ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม และสิ่งนี้ควรเป็นลักษณะหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง

ด้วยความปรารถนาดี

นักข่าวผู้ซึ่งถูกมักกล่าวหาเสมอๆ ว่าเป็นแดง และเป็นพวกทักษิณ

สัมภาษณ์ ภัควดี ไม่มีนามสกุล : เอ็นจีโอไทย ไม่ใช่ นิยามของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

ที่มา ประชาไท

กลุ่ม “จับตาขบวนการประชาสังคมไทย” จับ “ภัควดี ไม่มีนามสกุล” นั่งสัมภาษณ์ ในประเด็นเอ็นจีโอไทยกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
สืบเนื่องจากเวที “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประเด็นน่าสนใจมากมายทิ้งไว้ให้คิดต่อ โดยเฉพาะข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อขบวนการเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ในประเด็นที่ว่าขบวนการดังกล่าวไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย
เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย (TSMW) จึงสัมภาษณ์ ภัควดี ไม่มีนามสกุล นักแปลอิสระที่ติดตามขบวนการภาคประชาชนในระดับสากล เกี่ยวกับทัศนะต่อขบวนการเคลื่อนไหวในสังคมไทยโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
TSM Watch จากที่เวทีสัมมนาที่ผ่านมามีข้อสังเกตที่น่าสนใจของ อ.ดร.เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ ที่บอกว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย ไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย แต่เมื่อไปคุยกับเอ็นจีโอและนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ทำงานกับเอ็นจีโอก็มีคำอธิบายว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั่นแหละคือการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะได้สร้าง “การมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงเสียยิ่งกว่าขบวนการเคลื่อนไหวที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นในระบบรัฐสภา หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียอีก
ภัควดี ไม่มีนามสกุล โดยส่วนตัวยังงงว่าในเมืองไทยมีขบวนการสังคมใหม่จริง ๆ หรือ? หรือจะเรียกว่าเป็น Social Movement ได้หรือเปล่า? เคยเถียงกับเก่งกิจที่เขานิยามว่าเอ็นจีโอเป็น New Social Movement (NSM) แต่มันไม่ใช่ตามความหมายที่เราเข้าใจ หรือขบวนการนั้นมีแต่เอ็นจีโอหรือเปล่า มันก็เข้าข่ายบางเรื่อง ก็แล้วแต่จะตั้งนิยาม แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเก่งกิจเขาใช้แนวคิดไหน อาจจะอ่านหนังสือคนละเล่มหรือเปล่า
New Social Movement เป็นคำที่คลุมเครือมาก อาจจะเพราะคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรก็เรียกว่า ใหม่ไว้ก่อน คำจำกัดความของขบวนการสังคมใหม่ก็กว้างมากเสียจนไม่ว่าจะพยายามจำกัดความยังไง ก็จะมีบางขบวนการที่ไม่เข้ากับคำนิยาม แต่คุณก็จะต้องยอมรับว่าขบวนการนั้นอยู่ในขบวนการสังคมใหม่ เนื่องจากขบวนการสังคมใหม่รวมเอาอะไรที่ขัดแย้งกันมาอยู่ด้วยกันได้ ดังนั้นจึงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าขบวนการสังคมใหม่คืออะไร แต่ก็มีการใช้คำนี้กันมาก จึงต้องตอบคำถามก่อนว่าอะไรที่ ใหม่
ตามความเข้าใจของตัวเองจากการอ่านหนังสือและสังเกตขบวนการ อย่างแรกที่ใหม่คือ อุดมการณ์ ซึ่งเป็นจุดหักเลี้ยวที่แตกต่างจากช่วงที่แนวคิดสังคมนิยมหรือมาร์กซิสม์กำลังแพร่ขยาย ในช่วงเวลานั้นอุดมการณ์ยังชัดเจน มีภาพทางสังคมที่ชัดเจน พูดเรื่องการต่อสู้เชิงโครงสร้าง ความเป็นธรรม แต่อุดมการณ์สังคมใหม่ค่อนข้างมีความหลากหลาย ไม่ได้พูดชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรหรือบอกว่าตัวเองอยู่ในลัทธิอะไร แต่มันเป็นอุดมการณ์ในประเด็นใกล้ตัว เช่น เพศสภาวะ อาหาร วิถีชีวิต ฯลฯ และส่วนใหญ่จะไม่ยอมประกาศว่าตัวเองเป็นอะไร เช่น ขบวนการ MST ในบราซิล ที่ถือว่าตนเองเป็นขบวนการสังคมใหม่ ทั้ง ๆ ที่คนในขบวนการ แกนนอน หรือแกนอะไรทั้งหลายอ่านสังคมนิยมหมดเลย มีแนวคิดแบบสังคมนิยม แต่เขาจะไม่ยอมเรียกตัวเองว่าสังคมนิยม เพราะเขารู้สึกว่าการประกาศลัทธิเป็นการจำกัดบางสิ่งบางอย่างในการเคลื่อนไหว เป็นต้น ขบวนการสังคมใหม่จะมีความหลากหลาย มีประเด็นร่วม แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และมีข้อขัดแย้งได้
สิ่งที่ใหม่อย่างที่สองคือ โครงสร้างประชากร ในขบวนการจะมีกลุ่มคนสองลักษณะ ในตะวันตกเป็นคนกลุ่มที่ไม่คิดว่าจะลุกขึ้นมากบฏหรือต่อสู้ แต่กลายมากบฏได้อย่างไม่น่าเชื่อ คือพวกชนชั้นกลางผิวขาว มีการศึกษา มีทั้งฐานะดีและไม่ดี แต่ลุกขึ้นมาต่อต้านทุนนิยม ส่วนในโลกที่สามจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของนักสังคมนิยม หรือนักมาร์กซิสต์สมัยก่อน เป็นชนชั้นที่ไม่เคยได้รับเกียรติให้เป็นชนชั้นปฏิวัติ ซึ่งก็คือชนพื้นเมืองและแรงงานนอกระบบ สถานการณ์ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ทำให้ชนพื้นเมืองถูกแย่งชิงทรัพยากร และทำให้เกิดแรงงานนอกระบบจำนวนมาก ในหลาย ๆ ประเทศ พวกเขากลายเป็นชนชั้นที่ลุกขึ้นมานำการเปลี่ยนแปลงสังคม
สิ่งใหม่อย่างที่สามคือ กระบวนการประชาธิปไตยในองค์กร ประเด็นนี้มีความชัดเจนมาก ใช้การจัดตั้งแบบเครือข่าย วิถีระนาบ อนาธิปไตย จับมือร่วมกันเป็นแนวนอน ซึ่งไม่เหมือนการจัดตั้งแบบองค์กรที่มีลักษณะแบบปิรามิด
TSM Watch มีตัวอย่างไหมว่าเขาจัดความสัมพันธ์กับพี่เลี้ยงยังไง
ภัควดี ไม่มีนามสกุล จากหนังสือที่อ่านมา กรณีซาปาติสตามีเอ็นจีโออยู่บ้างแต่ก็แค่เปรย ๆ ถึง ในประเทศอย่างเวเนซุเอลา หรือโบลิเวีย เอ็นจีโอไม่ค่อยมีบทบาทในด้านการจัดตั้ง เช่น แรงงานนอกระบบของเวเนซุเอลาอยู่ในสลัม สภาพแวดล้อมมีแต่ความรุนแรง ยาเสพติด อะไรต่าง ๆ ไม่มีเอ็นจีโอเข้าไปทำงานในเรื่องพวกนี้ การจัดตั้งเกิดขึ้นมาเอง หรืออย่างการจัดตั้งของโบลิเวียที่มีมานานมากที่สุดคือกลุ่มเกษตรกรในโคคา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายมาตั้งแต่แรก จึงไม่มีเอ็นจีโอเข้าไป เพราะเอ็นจีโอจะขอทุนจากที่ไหนเพื่อไปทำงานในพื้นที่แบบนั้น เกษตรกรมีประสบการณ์ในการจัดตั้งมาก่อนเพราะบางส่วนมาจากคนงานในเหมืองแร่ พอเหมืองเลิกไปก็เปลี่ยนมาเป็นเกษตรกร พวกเขาก็ใช้ประสบการณ์เดิมมาจัดตั้ง บอกตามตรงว่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีเอ็นจีโอเข้าไปหรือไม่ แต่ถ้าดูวิธีการดำเนินงาน ดูในสารคดี เท่าที่เห็นคือไม่มีเอ็นจีโอเข้าไปเป็นแกนกลางในการจัดตั้งและต่อรองกับรัฐ
ขบวนการที่ไม่มีเอ็นจีโอ สิ่งแรกที่เขาจะทำคือยึดโยงกับอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง และจะไม่เรียกร้องอะไรอย่างเกษตรอินทรีย์ เกษตรพอเพียง แต่พูดถึงความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ การกระจายความมั่งคั่ง การศึกษา การรักษาพยาบาล ไม่มีอุดมคติในเชิงวิถีชีวิต ส่วนตัวจึงคิดว่าขบวนการเสื้อแดงมองอะไรใกล้เคียงกับขบวนการแบบในเวเนซุเอลา โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่มาจากแรงงานนอกระบบเหมือนกัน และพยายามใช้กระบวนการประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งเข้าไปกำหนดนโยบายรัฐ คนเหล่านี้จะไม่พูดถึงชีวิตที่อุดมคติอะไรมาก
TSM Watch ทำไมจึงมองว่าขบวนการเอ็นจีโอในไทยไม่ใช่ NSM
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ตามความเข้าใจของตัวเอง เอ็นจีโอเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการสังคมใหม่ได้ แต่เอ็นจีโอของไทยไม่ใช่ขบวนการสังคมใหม่ที่แท้จริงเพราะยังอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ถ้ามองขบวนการประชาชนในโลกที่สาม หรือลาตินอเมริกาซึ่งตนเองรู้จักมากกว่าที่อื่น ประชาชนรวมกลุ่มกันเองแล้วจับกันเป็นเครือข่าย ไม่ได้เรียกร้องแบบประเด็นเดี่ยว ๆ แต่เรียกร้องในระดับโครงสร้าง เขาอาจเคยมีพี่เลี้ยงมาก่อนแต่ก็สามารถสนับสนุนกันเองในกลุ่มได้ ความแตกต่างอยู่ที่เขาพยายามไปยึดโยงกับอำนาจรัฐมากกว่า
การขยายตัวของเอ็นจีโอเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 10-20 ปี มานี้ แนวคิดอย่างเช่นของ เดวิด ฮาร์วี บอกว่าเอ็นจีโอเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งต้องการลดบทบาทของภาครัฐลง เอ็นจีโอเข้ามาทำหน้าที่แทนในด้านสวัสดิการสังคมหรือการแก้ปัญหาในท้องถิ่น เปรียบเสมือนการแปรรูปสวัสดิการสังคมให้เอกชนทำแทน
ลักษณะของเอ็นจีโอเมืองไทยจะจับเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งในท้องถิ่น เป็นประเด็นที่ให้ประโยชน์แก่เขา และอาจไม่เชื่อมโยงปัญหาในเชิงโครงสร้างทั้งหมด ลักษณะการต่อสู้เน้นไปที่การต่อรองกับรัฐเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะบอกว่าเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยก็คงไม่ใช่ เพราะไม่ได้แตะปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องการกระจายความเท่าเทียม หรือการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้าง
เอ็นจีโอในเมืองไทยไม่ได้เกาะกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่จะผลักดันแนวนโยบายขนาดใหญ่ได้ เท่าที่เข้าใจเหมือนกับว่าเอ็นจีโอแต่ละที่ไม่ได้มีความพร้อมในตัวเอง ถ้ามีการประชุมหรือสัมมนาร่วมกันก็ไม่ได้ผลักดันในเชิงการเมืองเพื่อให้เกิดแนวนโยบายของรัฐเป็นระบบโดยรวม แต่ละภาคส่วนทำงานโดยเน้นการต่อรองมากกว่า ถ้าองค์กรไหนมีอำนาจในการล็อบบี้เก่งกว่าก็จะได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่เอ็นจีโอที่ไม่เข้มแข็งเท่า มีเงินทุนน้อยกว่า หรือขนาดเล็กกว่าก็ต่อรองไม่ได้ อย่างนี้จะเรียกว่าการพัฒนาประชาธิปไตยได้จริงหรือเปล่า ในขณะที่ประชาธิปไตยทางตรงต้องการให้คนทั้งหมดมีส่วนร่วม แต่แบบนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจของแต่ละเอ็นจีโอ ซึ่งแต่ละแห่งก็มีอำนาจไม่เท่ากัน
อย่างนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการต่อรองธรรมดามากกว่าจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรงเพราะทำเฉพาะประเด็น
TSM Watch การทำงานในประเด็นเฉพาะอย่างที่เอ็นจีโอไทยจำนวนมากกำลังทำอยู่ ที่สุดแล้วจะเกิดคุณูปการต่อส่วนรวมได้ อย่างเช่นว่าการมีพื้นที่นำร่องเพื่อรังวัดแนวเขตระหว่างพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน กับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือการทำโฉนดชุมชนโดยคาดหวังว่าจะมีการทำเช่นเดียวกันในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป หรือการกระทำดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมตัวอย่างที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ระบบ หรือโครงสร้างในที่สุด เอ็นจีโอในเครือข่ายทรัพยากรอธิบายว่าสุดยอดของประชาธิปไตยที่เครือข่ายอยากเห็นคือการกระจายอำนาจให้คนในท้องถิ่นได้บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างเช่นในกรณีป่าอนุรักษ์ทับที่ดินของชาวบ้าน ปัจจุบันมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน กำหนดแนวเขต ตกลงร่วมกันว่าถ้าต่อไปจะจับกุมชาวบ้านภายในแนวเขตที่กำหนดไว้ไม่ได้ นี่คือรูปธรรมของการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมที่มีทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ เอ็นจีโอ ฯลฯ เข้ามาร่วมกันสร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาซึ่งคาดหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งระบบ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล นั่นเป็นความเชื่อของเอ็นจีโอ คือมีความเชื่อตามแนวคิดเรื่องภาคประชาสังคมว่าในที่สุดแล้วภาคประชาสังคมจะกดดันรัฐ และจะสามารถบังคับให้รัฐทำสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในระยะหลังจนกระทั่งมีคนปฏิเสธแนวคิดเรื่องภาคประชาสังคมไปเลย ก็คือมันไม่ประสบความสำเร็จ ในเชิงปฏิบัติมันไม่เกิดขึ้น หากไม่ยึดอำนาจรัฐก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายเชิงโครงสร้างได้
มีตัวอย่างในลาตินอเมริกา มีเครือข่ายองค์กรประชาชนจริง ๆ ซึ่งไม่ได้มีเอ็นจีโอเข้ามาร่วม หรือมีเอ็นจีโอเกี่ยวข้องจำนวนน้อย เครือข่ายเหล่านี้ต่อสู้แล้วก็ยึดโยงกับอำนาจรัฐได้ เช่น เวเนซุเอลาหรือโบลิเวีย ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายรัฐได้ระดับหนึ่ง จึงกลายเป็นตัวอย่างที่ทำให้นักคิดหลายคนชี้ให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วถ้าคุณไม่ยึดอำนาจรัฐ คุณก็แก้ปัญหาไม่ได้ อาจจะไม่ถึงกับต้องไปยึดอำนาจรัฐโดยตรง แต่ก็ต้องยึดโยงกับอำนาจรัฐ
TSM Watch ประเด็นที่ว่าไม่เกิดผล เอ็นจีโอก็อาจบอกว่ายังไม่เกิด ไม่ใช่จะไม่เกิด และที่ผ่านมาก็มีรูปธรรมในทางบวกมากมายที่เห็นว่าขยับไปได้เยอะ รัฐเปลี่ยนไปมาก อย่างเช่นว่าวันนี้คุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติได้มากแล้ว จากที่เคยคุยกันไม่ได้เลย ชาวบ้านก็ถูกจับกุมน้อยลงถ้าเทียบกับเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา นี่เป็นรูปธรรมที่สะท้อนให้เห็นว่ามีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ไม่มีใครปฏิเสธคุณความดีของเอ็นจีโอ แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เพราะว่าถึงที่สุดแล้วการแก้ไขปัญหาก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองเป็นครั้ง ๆ ไป
ไม่มีใครปฏิเสธว่าเอ็นจีโอมีส่วนทำให้ปัญหาบางอย่างบรรเทาเบาบางลงไป หรือช่วยให้ดีขึ้น แต่มีข้อสังเกตว่าสิ่งที่เอ็นจีโอทำยิ่งไปสนับสนุนให้รัฐลดบทบาทตนเองในด้านสวัสดิการสังคมหรือในเชิงบริการสังคมลงไปได้เรื่อย ๆ โดยให้เอ็นจีโอมาทำหน้าที่แทน ซึ่งเอ็นจีโอก็เข้ามาทำเป็นส่วน ๆ ในแต่ละที่มีปัญหาไม่เท่ากัน และเอ็นจีโอในแต่ละที่ก็มีความสามารถไม่เท่ากัน เมื่อเป็นลักษณะแบบนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถของเอ็นจีโอในแต่ละแห่งที่จะต่อรอง ถ้าชุมชนไหนไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อรอง รัฐก็สามารถละเลยไปได้เลยใช่หรือเปล่า เพราะว่ามันไม่ได้เป็นแนวนโยบาย แต่เป็นเรื่องของการต่อรองเป็นส่วน ๆ
TSM Watch ถ้าสมมติว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนออกมา หรือแก้ไขกฎหมายป่าไม้ได้ มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายมิใช่หรือ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล แนวนโยบายเขียนอะไรก็ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีการกดดันอยู่เรื่อย ๆ การปฏิบัติก็ไม่เกิดขึ้น อย่างเช่นเม็กซิโกเป็นประเทศที่รัฐธรรมนูญเขียนเรื่องการปฏิรูปที่ดินที่ดีที่สุดในโลก แต่ก็ไม่เคยมีการปฏิบัติ กลับมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องที่ดินมาก ถ้าหากว่าประชาชนเข้าไปมีอิทธิพลต่ออำนาจรัฐได้ เช่น ผ่านการเลือกตั้ง หรือการกดดันผ่านตัวแทนของตนเองในระบบรัฐสภา ก็จะช่วยให้นอกจากมีการเปลี่ยนแนวนโยบายให้คำนึงถึงคนข้างล่างแล้ว ก็ยังจะมีการกดดันให้ปฏิบัติด้วย
TSM Watch รัฐคืออะไร ตกลงควรมีหรือไม่มี ถ้ามีควรเป็นแบบไหน ผู้คนตามแนวพรมแดนมีปัญหาเพราะไร้รัฐ พวกเขาต้องการการปกป้องจากรัฐ ขณะที่เรามีรัฐแต่เราก็ไม่พอใจ แบบนั้นก็ไม่ดี แบบนี้ก็ไม่เอา
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เป็นคำถามโลกแตก ไม่มีใครบอกได้ รัฐทำมากไปก็ยุ่งมาก ทำน้อยไปก็ไม่ดีอีก ถามว่าพี่ว่ายังไง พี่ไม่ว่ายังไง ก็แล้วแต่จะตกลงกัน (หัวเราะ)
TSM Watch อีกประเด็นหนึ่ง คือการพูดถึงการยึดอำนาจรัฐ รูปธรรมคืออะไร แล้วจะเป็นจริงได้แค่ไหนในยุคสมัยนี้ ทุนนิยมแบบนี้ และรัฐซับซ้อนขนาดนี้ มีงานเขียนที่อ้างแนวคิดประชาสังคมแบบหมอประเวศที่บอกว่า การเปลี่ยนทางสังคมจะไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าเราไม่ “ร่วมมือ” กับรัฐ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการยึดอำนาจรัฐ และมันมีปัญหาตรงที่รัฐกับทุนร่วมมือกัน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เดี๋ยวนี้แนวคิดของ New Social Movement ไม่ได้เหมือนสมัยก่อนที่มีหัวขบวนไปยึดอำนาจรัฐโดยตรง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการยึดโยงอำนาจรัฐ เช่น กรณีเวเนซุเอลามีขบวนการประชาชนที่สนับสนุนอูโก ชาเวซ เป็นประธานาธิบดี แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะสนับสนุนชาเวซในทุกเรื่อง เพราะมีบางครั้งชาเวซก็แพ้ในการลงประชามติ สมมติว่าชาเวซขอให้มีการลงประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญบางส่วน แล้วถ้าเขาอธิบายไม่ดีพอ เขาก็แพ้การลงประชามติได้ หรือในกรณีของโบลิเวีย ประธานาธิบดีโมราเลสมาจากการผลักดันของเครือข่ายเกษตรกรชาวนาชาวไร่และชนชั้นล่าง แต่ก็มีการประท้วงเกิดขึ้น เช่น เมื่อโครงการเหมืองของรัฐไปขัดแย้งกับเกษตรกรหรือชนพื้นเมืองอื่น ๆ อำนาจรัฐแบบนี้ตั้งอยู่บนการสนับสนุนของประชาชนจริง ๆ ถ้าประชาชนไม่สนับสนุนก็อยู่ไม่ได้
พอมาดูภาคปฏิบัติของไทยที่ผ่านมา อย่างเช่น พ.ร.บ.ป่าชุมชน เมื่อออกมาแล้วมีปัญหา ถามว่าเอ็นจีโอจะไปกดดันรัฐบาลยังไง เนื่องจากกระบวนการล็อบบี้สว. วิ่งเต้น เส้นสาย พอใช้ไปแล้วมันจะไปผูกมัดตัวเอง เพื่อรักษาเส้นสายบางอย่างบางทีก็ไม่สามารถกดดันได้เต็มที่ บางทีก็เหมือนกับว่าถูกซื้อตัวไปแล้ว การพูดว่าถูกรัฐซื้ออาจจะแรงไป แต่มันเป็นการรักษาสายสัมพันธ์ เป็นระบบอุปถัมภ์
วัฒนธรรมในองค์กรเอ็นจีโอเองก็ไม่ได้มีกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่เฉพาะเอ็นจีโอไทย แต่ทั่วโลก ถ้ารัฐจะเขียนแนวนโยบายมา ดีหรือไม่ ปฏิบัติหรือไม่ก็ตามแต่ เอ็นจีโอจะกดดันอย่างไรถ้าหากว่าอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์นั้นแล้ว
TSM Watch ในด้านหนึ่งเอ็นจีโอบอกว่าเป็นแค่พี่เลี้ยงขององค์กรการประชาชน อีกด้านหนึ่ง เอ็นจีโอก็ยอมรับว่ากำลังร่วมมือกับรัฐ หรือทำงานแทนรัฐเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีกว่าต่อประชาชน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล แต่จะพูดแทนประชาชนไม่ได้ และถ้าเราไม่เรียกร้องอะไรจากรัฐเลย รัฐก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เช่น เน้นชุมชนเข้มแข็งดูแลตนเอง เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นแบบพอเพียงเลี้ยงตัวเอง สมมติทำได้จริงรัฐก็ไม่มีหน้าที่ต้องให้อะไรเลยหรือ? ปัญหาบางอย่าง เช่น ระบบการศึกษา มันต้องไปแก้ที่รัฐ สมมติว่าชุมชนไม่สามารถให้การศึกษาแก่เด็กด้วยตนเองได้ ก็ต้องส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนของรัฐ ก็ต้องไปดูว่ารัฐสอนอะไรแก่เด็ก พอกำหนดในเรื่องการศึกษาไม่ได้ สิ่งที่คุณสร้างมา วิถีชีวิตที่คิดว่าดีแล้ว แต่ลูกหลานกลับเข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่ถูกสอนเพื่อออกไปเป็นแรงงาน เป็นพลเมืองหัวอ่อนที่ว่านอนสอนง่าย แล้วชุมชนจะทำอย่างไร?
คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเป็นองค์กรที่ไม่มีเอ็นจีโอ ขบวนการเคลื่อนไหวจะมุ่งตรงเข้ายึดอำนาจรัฐเลยหรือเปล่า อย่างกรณีเสื้อแดง เวเนซุเอลา โบลิเวีย ซึ่งไม่ได้มาจากการจัดตั้งของเอ็นจีโอ แต่เป็นการจัดตั้งของประชาชนเองเป็นส่วนใหญ่ พวกนี้มักจะไปยึดโยงกับอำนาจรัฐ แต่ถ้าสมมติเป็นขบวนการที่มีระบบพี่เลี้ยง มักไม่มีแนวคิดเรื่องการยึดอำนาจรัฐ แต่จะมีตัวกลางระหว่างประชาชนกับรัฐ ไม่คิดเรื่องการยึดอำนาจรัฐโดยตรง แต่ใช้การต่อรอง หรือการกดดันแบบอื่น ๆ ส่วนองค์กรประชาชนที่จัดตั้งตัวเองขึ้นมาจะไม่มีตัวกลางนี้ เขาคิดของเขาเอง เขาจึงคิดถึงเรื่องการยึดกุมอำนาจรัฐเลย โดยผ่านกระบวนการบางอย่าง เช่น การเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวกดดัน การสร้างเครือข่าย ประชาธิปไตยทางตรง ฯลฯ
TSM Watch ตัวกลางนี่แหละที่บิดเบือนภาพของชาวบ้าน สร้างภาพที่ตัวเองอยากเห็นแม้แต่การพูดถึงความต้องการของชาวบ้าน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เอ็นจีโอมักจะมีภาพในอุดมคติที่นึกถึงวิถีชีวิตทางเลือกมากกว่าประชาชนธรรมดา การจัดตั้งของแรงงานนอกระบบในเวเนซุเอลาที่แม้จะเป็นการจัดตั้งในแนวนอน แต่ก็มีความสัมพันธ์กับรัฐในแนวดิ่งเช่นกัน เขาก็คิดว่าหากพรรคการเมืองเป็นตัวกลางจะช่วยลดปัญหาของความสัมพันธ์ในแนวดิ่งลงไป เท่าที่อ่านมาก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งเลย ยกเว้นอนาธิปไตยที่เป็นอุดมคติอีกประเภทหนึ่ง แต่ความสัมพันธ์แนวดิ่งก็เป็นปัญหา ขณะเดียวกันก็มีการตั้งองค์กรที่เข้ามาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนที่ไม่ต้องเป็นพรรคการเมือง แต่เป็นสภาที่มาจากประชาชน นี่คือความพยายามที่ไม่รู้ว่าทำสำเร็จแล้วหรือยัง
TSM Watch องค์กรที่ว่ามาเชื่อมความสัมพันธ์รูปแบบเหมือนสภาองค์กรชุมชนหรือเปล่า
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ไม่ใช่แบบนั้น เป็นสหภาพ หรือสหกรณ์ หรือมีได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่เป็นโมเดลลงไป แต่ให้ประชาชนพยายามรวมตัวและสัมพันธ์กับรัฐในลักษณะต่าง ๆ เช่น กลุ่มสหกรณ์ที่ดำเนินการเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างกับรัฐ กลุ่มแม่บ้านแก้ปัญหาของผู้หญิง ฯลฯ
TSM Watch ในบ้านเราเท่าที่มีเป็นระบบแต่งตั้งมากกว่า ไม่ใช่เลือกตั้ง เช่นการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่เสนอความคิดเห็นแต่ไม่มีอำนาจที่ชัดเจน หรือไม่มีอำนาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีงบประมาณ ไม่มีบทบาทขนาดนั้น เลยไม่รู้ว่าจะมีทำไม ช่วยอธิบายเรื่องอนาธิปไตยหน่อยว่าทำไมภาพพจน์ของกลุ่มคนที่มีแนวคิดแบบนี้จึงดูเลวร้าย
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยที่อนาธิปไตยมีความหมายเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย ในประเทศอื่น ๆ ก็เช่นกัน กลุ่มคนที่สนใจแนวทางและเชื่อในอนาธิปไตยบอกว่า อนาธิปไตยไม่ใช่ลัทธิ แต่เป็นความเชื่อในแนวทางปฏิบัติ และเน้นประเด็นของแนวทางการจัดตั้งมากกว่าเรื่องเล่าแม่บทเกี่ยวกับสังคม มีคนเสนอว่าแนวทางการจัดตั้งแบบอนาธิปไตยมีมายาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ นับตั้งแต่ยุคสังคมชนเผ่า เป็นวิธีการจัดตั้งในแนวระนาบ ใช้ประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการรวมตัวหรืออยู่ร่วมกันของมนุษย์อยู่แล้ว แต่มีช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรปที่นักอนาธิปไตยบางคนเชื่อว่า การใช้ความรุนแรงเป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วใช้วิธีการก่อวินาศกรรม ทำให้คำว่า อนาธิปไตย ถูกมองความหมายในเชิงลบ ส่วนคำว่า อนาธิปไตย ในความหมายของขบวนการสังคมใหม่ หมายถึงแนวทางการจัดตั้ง เกือบทั้งหมดไม่ใช้วิธีการรุนแรงอีกต่อไป
TSM Watch ตามที่เข้าใจ อนาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ไม่ต้องการรัฐด้วยใช่ไหม เมื่อไม่ต้องการรัฐ แล้วต่างกันอย่างไรกับเสรีนิยมใหม่ที่ต้องการลดบทบาทของรัฐ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เสรีนิยมใหม่ต้องการลดบทบาทของรัฐในบางด้าน เช่น สวัสดิการ แต่เพิ่มอำนาจรัฐในด้านอื่น ๆ เช่น การบังคับประชาชนไม่ให้ต่อต้านระบบทุนนิยม ส่วนอนาธิปไตยมองว่ารัฐคือความชั่วร้าย นักอนาธิปไตยส่วนใหญ่มักมีแนวคิดแบบสังคมนิยมหรือมาร์กซิสต์ เพียงแต่เป้าหมายสุดท้ายของอนาธิปไตยคือไม่มีรัฐ นักอนาธิปไตยกับนักสังคมนิยมจึงมักร่วมมือกันเป็นเครือข่ายการต่อสู้ได้บ่อย ๆ
TSM Watch คำถามสุดท้าย คิดอย่างไรกับข้อสังเกตของ อ.ดร.เก่งกิจ ที่ว่าพวกเรายังคิดเรื่องรัฐไทยน้อยไป
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เห็นด้วยว่าเราคิดเรื่องรัฐไทยไม่พอ รวมถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ในฐานะที่เป็นอำนาจที่ชัดเจน แต่เป็นอำนาจนอกระบบ บางช่วงเราก็สนใจเรื่องข้ามรัฐ เชื่อว่ารัฐจะหมดบทบาท แต่เราก็พบว่าเราคิดเกี่ยวกับรัฐน้อยไป ส่วนเรื่องสถาบันกษัตริย์ เมื่อก่อนเราไม่ค่อยมีข้อมูลเชิงประจักษ์มากนักว่าสถาบันกษัตริย์มีบทบาทอะไรบ้าง ไม่รู้จะไปเริ่มศึกษายังไง แต่เหตุการณ์ล่าสุดอาจทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า สถาบันมีบทบาทแค่ไหน อำนาจอยู่ตรงไหนบ้าง มีข้อมูลมากขึ้น มีกระบวนการการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
TSM Watch ในช่วงก่อนหน้านี้สถานการณ์ปัญหาทางสังคมทำให้เราต้องสนใจเรื่องอื่น ๆ มากกว่า เช่น ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ปัญหาจากองค์กรโลกบาล องค์กรข้ามชาติ ฯลฯ ทำให้ไม่ได้ไปนึกถึงเรื่องนั้น หรือรู้สึกกังวลมากเท่าไร แต่ความจริงก็ไม่ใช่ไม่มีประเด็น อย่างเช่นการเคลื่อนไหวเรื่องที่ดินก็พูดกันมานานว่าคนจนเมืองไม่มีที่อยู่อาศัย คนจนไม่มีที่ดินทำกิน แต่ก็ไม่ได้ไปดูกันว่าที่ดินกระจุกตัวอยู่ที่สำนักงานไหน และไม่มีการเรียกร้องให้กระจายที่ดินตรงนั้นออกมาให้ประชาชน แต่เราเพิ่งมาเริ่มพูดกันวันนี้ เรามัวแต่ไปพูดกันว่าคนจนเป็นผลผลิตจากการพัฒนา ใช้ทฤษฎีการพึ่งพา ทฤษฎีการพัฒนา หรือวิเคราะห์แต่ปัญหาของทุนนิยม แต่ไม่ได้ดูไปที่รัฐและสถาบันภายในประเทศที่มีอิทธิพลต่อรัฐว่ามีบทบาทอย่างไรบ้าง
ภัควดี ไม่มีนามสกุล การที่เราถูกวิจารณ์ว่าเราไม่เห็นประเด็นรัฐกับสถาบันกษัตริย์นี้ ก็เป็นการวิจารณ์ที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่เพราะเราปากว่าตาขยิบ แต่เพราะเมื่อก่อนถูกบดบัง ไม่มีข้อมูลวิเคราะห์มากพอ ไม่ทันได้คิดอะไรอย่างนี้มากกว่า เมื่อก่อนเราเน้นประเด็นปัญหาโลกาภิวัตน์อะไรมาก เพราะว่ากระแสมันแรงมาก และลองคิดดูว่า ถ้าเกิดข้อตกลง WTO และ FTA ผ่าน ระบบเศรษฐกิจตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเลย จะมีทรราชตัวใหม่ที่ใหญ่กว่าด้วย ป่านนี้เราก็อาจไม่พูดถึงเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่ แต่บังเอิญว่าข้อตกลงพวกนั้นมันไม่ผ่าน เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไม่ยอมอ่อนข้อให้ประเทศพัฒนาแล้ว และบวกกับที่ระบบเสรีนิยมใหม่ไปทำให้ระบบเศรษฐกิจในโลกถึงจุดวิกฤติ
TSM Watch และถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เราก็จะไม่มาพูดเรื่องรัฐ หรือเรื่องพวกนี้กัน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ใช่ ถ้าไม่มีใครถูกฆ่า เราก็มองไม่เห็น เราเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัด แต่การมีข้อจำกัดหมายถึงความชั่วช้าไม่มีจริยธรรมหรือเปล่า?

นักข่าวพลเมือง: ชีวิตลูกเมียผู้ต้องขัง คดีแดงปะทะเหลืองเชียงใหม่

ที่มา ประชาไท





เช้าวันเด็กแห่งชาติเมื่อเสาร์ก่อนที่สนามเด็กเล่นเล็กๆ ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง อุดมพาลูกสาววัยสามขวบซึ่งจริงๆ แล้วเป็นลูกของน้องสาวตัวเองที่รับมาช่วยเลี้ยงดูร่วมกับสมศักดิ์ อ่อนไสว สามีที่ตอนนี้ถูกจับและถูกจองจำตลอดมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2552 ด้วยคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับฝ่ายตรงข้ามในการชุมนุมทางการเมือง (อ่านเพิ่มเติม: สั่งจำคุก 20 ปี ไม่รอลงอาญา-ห้ามประกัน 5 แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ / รักเชียงใหม่ 51 ปะทะเดือดเจ็บ 2 ฝ่าย พ่อแกนนำทหารเสือพระราชาดับ)
มองเผินๆ แล้วเด็กหญิงคนนี้ก็เหมือนเด็กอื่นทั่วไปที่อยากเล่นอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อสังเกตติดตามไปสักพักหนึ่งก็เห็นว่า เด็กมีนิสัยเก็บตัวไม่กล้าเข้าร่วมกลุ่มกับเด็กอื่นๆ หนึ่งในนักศึกษาที่เป็นทีมงานจัดกิจกรรมวันเด็กครั้งนี้เข้าไปพูดคุยและชวนน้องเล่นกันสองคน เด็กหญิงก็เล่นด้วย แต่เมื่อชวนให้ร่วมกิจกรรมเล่นเกมหรือวาดรูปแข่งกับคนอื่น เด็กหญิงกลับหลบไปแอบเกาะติดอยู่กับแม่ จะเป็นด้วยความที่ตัวเล็กกว่าคนอื่น หรือด้วยความที่ขาดบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ ที่ทำให้เด็กหญิงไม่กล้าเข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน การพบเจอกันเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ คงไม่สามารถจะสรุปได้ แต่ใครๆ ก็คงรู้สึกได้ไม่ต่างกันนัก
จากที่มีโอกาสได้พูดคุยกับอุดมในวันถัดมา ได้ความว่า หลังจากที่สมศักดิ์ถูกจับ ชีวิตก็ต้องระหกระเหินย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง อาชีพการงานไม่เป็นหลักแหล่ง สมศักดิ์เคยขับสามล้อรับจ้างหาเลี้ยงดูแลครอบครัว แต่เมื่อถูกจับกุมก็ไม่เคยได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่เลย ยังไม่ถึงปีดีก็มีคำพิพากษาศาลให้จำคุก 20 ปี ซึ่งทนายความแจ้งกับอุดมว่าคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่ในสำเนาคำพิพากษาระบุว่าสมศักดิ์ "ไม่ได้ยื่นคำให้การ" ... แม้จากปากคำของอุดมจะเล่าว่าสมศักดิ์ในขณะที่ต้องขังอยู่นี้ยังคงเชื่อว่า "ถ้าเราไม่ได้กระทำผิดจริงคงจะไม่เป็นอะไรหรอก" แต่คำแนะนำของทนายความคือให้รอ...
แม้อุดมจะได้รับการติดต่อจากหน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่มีหน้าที่ช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าเงินช่วยเหลือส่วนตัวเพื่อการศึกษาเด็กจำนวน 3,000 บาทจากเจ้าหน้าที่บางรายที่เห็นอกเห็นใจ
อุดมประสบชะตากรรมเหมือนกับอีกหลายครอบครัวที่ไม่รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้จากที่ไหนอีก ไม่ว่าในทางคดีหรือทางความยากลำบากในชีวิตส่วนตัว
ปัจจุบันอุดมรับจ้างนวดแผนโบราณอยู่ที่โรงแรมเล็กๆ และอาศัยอยู่ในโรงแรมแห่งนั้นกับลูกสาววัยสามขวบ

ดาวน์โหลด: คำพิพากษา

นิธิ เอียวฯ:ทางตันและทางออกของชนชั้นนำไทย (2)

ที่มา Thai E-News


หากชนชั้นนำต้องการปรับตัว..ควรผลักดันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็ว และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับผลนั้นโดยไม่แทรกแซง ควรเลิกอุ้มพรรคการเมืองที่ไม่มุ่งจะเล่นการเมืองในระบบเลือกตั้งเสียที..แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มีน้อยมาก


โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา มติชน

เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อเกิดคนกลุ่มใหม่จำนวนมากที่ต้องการเข้ามาแบ่งพื้นที่ทางการเมืองบ้าง ชนชั้นนำสามารถปรับตัวให้ทันการณ์ได้หรือไม่?

โอกาสเช่นนั้นเกิดขึ้นได้เหมือนกัน แต่ไม่ง่ายนัก และมักจะมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่กดดันชนชั้นนำร่วมไปด้วย

ดังกรณีอังกฤษหลังการปฏิวัตินองเลือดของครอมแวลล์ ชนชั้นนำสามารถประนีประนอมกันเองได้ เพื่อปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ ในขณะเดียวกันก็จำกัดอำนาจของสถาบันกษัตริย์ลง โดยเชิญเจ้านายต่างประเทศขึ้นครองบัลลังก์ แล้วสร้างอำนาจที่แข็งแกร่งของสภาขึ้น

แต่เพราะชนชั้นนำอังกฤษมีรากฐานของผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ชนชั้นนำจึงไม่ได้ประสานกันจนเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกันนัก การแข่งขันของชนชั้นนำในสภาจึงเป็นผลให้ขยายสิทธิประชาธิปไตยออกไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงเสียงสนับสนุนจากประชาชนระดับล่าง ซึ่งกำลังต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตนเองพอดี

แม้จะขัดแย้งกัน แต่ชนชั้นนำอังกฤษก็ยังมีฉันทามติร่วมกันอยู่อย่างน้อยสามประการคือ

1) รักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้เพื่อเป็นผู้อำนวยความชอบธรรมทางกฎหมายของอำนาจที่จัดสรรกัน และแย่งกันมาได้

2) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเรียกร้อง ม.7 เพราะทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าต้องจำกัดอำนาจของสถาบันกษัตริย์เอาไว้

และ 3) ต้องหลีกเลี่ยงการปฏิวัติของประชาชนระดับล่าง


บทเรียนในสมัยครอมแวลล์ชี้ให้เห็นว่า การปฏิวัติจะนำมาซึ่งการรื้อทำลายโครงสร้างอำนาจจนเละเทะ

โอกาสแห่งความสำเร็จเช่นนี้ไม่เกิดกับชนชั้นนำรัสเซีย, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, และไทย

ในกรณีของไทย แม้ว่าก่อนการปฏิวัติใน พ.ศ.2475 ชนชั้นนำระดับบนแตกร้าวกันเองอย่างหนัก แต่ที่จริงแล้วรากฐานของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำไทยในช่วงนั้น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คืออภิสิทธิ์จากกำเนิด

ความแตกร้าวจึงมาจากการแย่งชิงความโปรดปรานของอำนาจสูงสุด ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนสังคมเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเอง

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทยจึงออกจะแข็งทื่อ ไม่สามารถปรับตัวเองเพื่อรองรับการขยายตัวของคนชั้นกลางผู้มีการศึกษาซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้

ชนชั้นนำไทยอาจมีชื่อเสียงในการปรับตัว เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก เช่นจักรวรรดินิยมของคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามเย็น

แต่ชนชั้นนำไทยไม่เคยแสดงความสามารถเท่ากันเมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายใน

ร้ายไปกว่านั้น ชนชั้นนำไทยยังไม่มีองค์กร, สถาบัน หรือเครื่องมือสำหรับการปรึกษาหารือระดมความคิด แต่กลับเคยชินกับการตัดสินใจของผู้นำที่ชาญฉลาดและมีบารมีเพียงคนเดียว ปราศจากผู้นำลักษณะนั้น ชนชั้นนำก็เหลือกลวิธีในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างเดียว คือความรุนแรงซึ่งมักจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง (ดังเช่นการจัดการกับ พคท.)

ฉะนั้น เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตแล้ว ความเป็นไปได้ที่ชนชั้นนำไทย จะปรับตัวเพื่อเผชิญวิกฤตที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงภายในในครั้งนี้ จึงดูจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ในทางตรงกันข้าม วิกฤตครั้งนี้ก็ดูจะไม่ร้ายแรงเท่ากับวิกฤตในอดีต

อย่างน้อยการเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางระดับล่างไม่ได้มุ่งไปสู่การ "ปฏิวัติ" ไม่ถึงกับมุ่งจะโค่นล้มอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นอย่างเด็ดขาด จึงแตกต่างจากการเคลื่อนไหวของ พคท. ไม่น่ากลัวเท่าการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร (ซึ่งในขณะนั้นถูกคนบางกลุ่มตีความว่าเป็นสาธารณรัฐนิยม) และไม่น่าหวั่นวิตกเท่ากับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาหลัง 14 ตุลาด้วยซ้ำ

จนถึงนาทีนี้ คนเสื้อแดงเพียงแต่ต้องการเปิดพื้นที่ทางการเมืองผ่านระบบเลือกตั้ง และให้ทุกฝ่ายเคารพผลของการเลือกตั้งเท่านั้น

ในแง่นี้ หากชนชั้นนำต้องการปรับตัวเพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จึงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก นั่นคือยอมให้การเมืองเลื่อนไหลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ขัดขวางบิดเบือนอำนาจอธิปไตยอันเป็นของประชาชน

อย่างน้อยก็ต้องไม่ลืมว่า การเมืองระบอบนี้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ต่อรอง และในเกมการต่อรอง ชนชั้นนำมีพลังในการต่อรองสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

นับเป็นการสิ้นคิดอย่างมาก หากชนชั้นนำไปเข้าใจว่า เครื่องมือของการต่อรองมีแต่เพียงอำนาจดิบจากกองทัพ

ชนชั้นนำควรผลักดันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็ว และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับผลนั้นโดยไม่แทรกแซง ไม่ว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาล ชนชั้นนำก็ยังเป็นฝ่ายต่อรองได้สูงสุดอยู่นั่นเอง ชนชั้นนำจึงควรเลิกอุ้มพรรคการเมืองที่ไม่มุ่งจะเล่นการเมืองในระบบเลือกตั้งเสียที

การกลับคืนสู่บรรยากาศประชาธิปไตยยังหมายถึง การปลดปล่อยนักโทษทางมโนธรรมสำนึกซึ่งต้องจำขังหรือติดคดีใดๆ เวลานี้ทั้งหมด ประกันสิทธิพลเมืองตามกฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งเสรีภาพของสื่อทุกชนิด ซึ่งจะไม่ถูกคุกคามโดยทางลับหรือเปิดเผย

อย่าลืมว่า บรรยากาศประชาธิปไตยนั้น แม้จะให้โอกาสแก่คนกลุ่มอื่นๆ แต่ก็ให้โอกาสการต่อสู้แก่ชนชั้นนำได้เหมือนกัน ซ้ำชนชั้นนำยังมีทรัพยากรทางการเมือง และวัฒนธรรมเหนือกลุ่มใด ที่จะใช้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาธิปไตยอย่างได้ผลกว่าด้วย

ในขณะที่การต่อสู้ทางการเมืองที่อาศัยการโฆษณาชวนเชื่อไม่ได้ผลแล้ว บรรยากาศประชาธิปไตยจะทำให้ต้องหันมาต่อสู้กันด้วยเหตุผลและข้อมูลความรู้ ชนชั้นนำกุมทรัพยากรการเมืองประเภทนี้ไว้มากที่สุด จึงไม่ควรคิดว่าบรรยากาศประชาธิปไตยจะนำความอัปราชัยย่อยยับแก่ตนง่ายๆ

ยิ่งกว่านั้นการโต้เถียงกันด้วยเหตุผลยังช่วยทำให้ชนชั้นนำรู้ตัวว่า จะต้องปรับตัวในก้าวต่อไปอย่างไร จึงจะสามารถรักษาการนำทางการเมืองของตนไว้ได้

การปิดกั้นความคิดเห็นของผู้อื่นจึงมีผลเท่ากับปิดกั้นตนเอง

กองทัพหมดความสำคัญทางการเมืองเสียแล้ว ฉะนั้นควรเร่งนำกองทัพกลับกรมกอง กองทัพจะไม่สามารถได้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนเดิม และจะหมดภาวะการนำไปจนสิ้นเชิงในอนาคต ในส่วนกองทัพเองก็ยังอาจมีบทบาทใหม่ ปรับตัวเองให้มีศักยภาพในการเผชิญกับภัยคุกคามทางทหารจากศัตรูภายนอก ในสถานการณ์ใหม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมืองภายใน กองทัพก็จะเป็นที่ต้อนรับของประชาชน เพราะไม่คุกคามใคร เป็นกลไกของรัฐที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นขาดไม่ได้ สถานะของกองทัพกลับจะมีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่าการเป็นเครื่องมือของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

นี่เป็นเพียงตัวอย่างว่า ชนชั้นนำจะสามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเท่าใดนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มีน้อยมาก

ชนชั้นนำไทยนั้นประกอบขึ้นจากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มไม่ได้มีการนำภายในกลุ่มของตนเอง และมักจะแก่งแย่งผลประโยชน์กันพอสมควร ฉะนั้นในแง่ของบทบาทและสถานะทางการเมืองของชนชั้นนำ จึงต้องอาศัยการนำของผู้ที่มีอำนาจทางวัฒนธรรมสูง เกาะเกี่ยวกันอยู่ได้ด้วยการยอมรับการนำของผู้นำ

แต่ภาวะการนำของผู้นำหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา อ่อนแอลงตามลำดับ เป็นผลให้กลุ่มต่างๆ ในเครือข่ายเกิดความแตกร้าวภายในมากขึ้น (เช่นผู้สื่อข่าวต่างประเทศบางรายวิเคราะห์ว่า มีความหวาดระแวงและแตกร้าวในกองทัพมากขณะนี้ ยังไม่พูดถึงทุนธุรกิจและพรรคการเมือง)

ปีกเสรีนิยมของชนชั้นนำที่เคยอาศัยบารมีของผู้นำสร้างการปรับตัวครั้งใหญ่ในพ.ศ.2540 สูญเสียอิทธิพลของตนลง การจัดระบบของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้รับความเชื่อถือว่าจะประกันความมั่นคงของชนชั้นนำได้ (จนนำมาสู่การรัฐประหาร) ในขณะที่ตัวบุคคลในปีกนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนน้อยลง ไม่เฉพาะในหมู่คนเสื้อแดงเท่านั้น แต่รวมถึงคนชั้นกลางระดับบนบางส่วนด้วย

ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า แม้การปรับตัวของชนชั้นนำไทย เพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดในประเทศไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่โอกาสที่จะทำได้มีน้อยมาก

และหากชนชั้นนำไม่ปรับตัว ก็จำเป็นต้องเลือกทางเลือกที่เลือกไม่ได้ อันจะนำไปสู่ความระส่ำระสายครั้งใหญ่ในสังคมไทย

คนกลุ่มเดียวที่ผมหวังว่า จะเป็นผู้นำปรับระบบการเมืองไทยโดยสงบ เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วก็คือคนชั้นกลางระดับกลางและระดับบน มีช่องทางมากกว่าที่คนชั้นกลางระดับนี้จะประสานประโยชน์ทางการเมืองกับคนชั้นกลางระดับล่าง เช่นการเลื่อนไหลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ย่อมเพิ่มอำนาจต่อรองของคนชั้นกลางระดับกลางและระดับบนไปด้วยในตัว ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ในทางเศรษฐกิจ ตัวเองก็ถูกเอาเปรียบจากชนชั้นสูงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะสามารถต่อรองเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมในตลาดขึ้นได้

ในทางการเมือง แม้ว่า ส.ส.ของตนจะเป็นคนละกลุ่มกับคนชั้นกลางระดับล่าง แต่การต่อรองทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีอยู่เฉพาะในสภา ยังมีพื้นที่ต่อรองอื่นๆ อีกมาก ซึ่งคนชั้นกลางระดับกลางย่อมได้เปรียบกว่า เช่น พื้นที่สื่อ, พื้นที่วิชาการ, พื้นที่เคลื่อนไหวอื่นๆ หรือพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น ในระยะยาว คนชั้นกลางระดับล่างเองเสียอีกที่จะหันมาเลือก ส.ส.คนเดียวกับคนชั้นกลางระดับกลางและบน

แท้ที่จริงแล้ว การนำเอาสถานะและความมั่นคงของตนไปผูกไว้กับชนชั้นสูง ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรที่แท้จริงแก่คนชั้นกลางระดับกลางและบนมากนัก ยกตัวอย่างเช่น การที่พวกเขาต้องซื้อที่อยู่อาศัยในราคาแพงลิบลิ่วขึ้นทุกทีในเวลานี้ ก็เพราะชนชั้นสูงเก็งกำไรกับที่ดินอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ที่ดินไปกระจุกตัวอยู่ในมือของคนไม่กี่คน

เงินฝากที่คนชั้นกลางระดับกลางถือบัญชีอยู่ในธนาคาร ประกอบเป็นสัดส่วนเพียงยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือทั้งหมดอยู่ในมือของคนเพียงหมื่นกว่าคนซึ่งเป็นชนชั้นสูง

ทรัพย์สินจำนวนมากของชนชั้นสูงนี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะระบบที่ทำให้การเฉลี่ยทรัพย์สินเป็นไปอย่างไร้ความเป็นธรรม หากจะมีการเฉลี่ยทรัพย์สินที่ดีกว่านี้ คนชั้นกลางระดับกลางก็มีส่วนที่จะเป็นฝ่ายได้เหมือนกัน ไม่เฉพาะแต่คนชั้นกลางระดับล่างและคนจนเท่านั้น

สำนึกเช่นนี้ในหมู่คนชั้นกลางระดับกลางคงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก และเมื่อเกิดสำนึกเช่นนี้ขึ้นแล้ว พวกเขาก็จะคิดได้เองว่า จะเป็นหนูที่กระโจนลงจมทะเลเมื่อเรือล่ม หรือควรจะยึดเรือเสียก่อนที่จะล่ม โดยร่วมมือกับคนชั้นกลางระดับล่างในการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้นในทุกด้าน

ไม่ว่าจะเป็นการเมือง, สังคม หรือเศรษฐกิจ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ทางตันและทางออกของชนชั้นนำไทย (1)

การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มคนที่มีภาวะการนำสูงเด่น หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว อย่างน้อยก็นับตั้งแต่การรัฐประหารใน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ว่ากันที่จริงแล้ว อะไรที่เคยเป็น"อาญาสิทธิ์"ในประเทศไทย ถูกท้าทายจนสูญเสียความชอบธรรมไปจนหมดแล้ว

Monday, January 17, 2011

ไม่ปล่อยลอยนวล ศาลอาญาระหว่างประเทศมาไทย ฮิวแมนไรต์ฯชี้ฝ่ายฆ่าต้องเข้าสู่กระบวนยุติธรรมด้วย

ที่มา Thai E-News


ที่มา โลกวันนี้

วันที่ 21 ม.ค. นี้จะมีผู้แทนศาลอาญาระหว่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมเสวนากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย และร่วมสังเกตการณ์การค้นหาความจริงเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง

นักวิชาการชี้นักวิชาการทั่วโลกทั้งในยุโรปและสหรัฐกำลังนำสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไปเป็นกรณีศึกษา เพราะเห็นว่าเป็นประเทศต้นแบบของกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ระบุถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจว่าอยากอยู่ใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยหรือว่าจะให้ประเทศเป็นรัฐทหาร ด้านฮิวแมนไรท์วอทช์เตรียมเสนอรายงานตรวจสอบเหตุรุนแรงในไทยภายในเดือน ก.พ. นี้ เผยครอบคลุมทุกเหตุการณ์และชี้ชัดว่าใคร ฝ่ายไหนต้องรับผิดชอบอย่างไร ย้ำต้องนำทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสมเหตุสมผลจึงจะเกิดความสมานฉันท์ปรองดองได้

ดร.จารุพรรณ กุลดิลก นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า ตัวแทนศาลโลกมาสังเกตการณ์

ดร.จารุพรรณกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากต่างประเทศ ล่าสุดวันศุกร์ที่ 21 ม.ค. นี้ทางศูนย์เยอรมนีได้เชิญผู้แทนจากศาลอาญาระหว่างประเทศ เดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมงานเสวนากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย พร้อมสังเกตการณ์ และติดตามการทำงานของรัฐบาลในการหาความจริงเหตุการณ์การสังหารหมู่คนไทย พร้อมทั้งจะพบปะหารือกับตัวแทนหรือญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

เสี่ยงกลับไปสู่ยุคทหารมีอำนาจ

“วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่บนเส้นทางที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะยืนอยู่บนปากเหวหรือตกลงไปในเหวที่อาจจะย้อนกลับไปสู่การปกครองแบบทหารมีอำนาจ ซึ่งมีทางเดียวคือการรัฐประหาร เชื่อว่าหากทำอีกครั้งจะมีคนไทยอีกหลายล้านคนพร้อมจะตายและพร้อมตอบโต้การกระทำของผู้มีอำนาจและกองทัพอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ วันที่ 23 ม.ค. นี้กลุ่มนิติราษฎร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะจัดสัมนาเรื่อง “ทหารกับประชาธิปไตย” เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าประเทศไทยถูกตีตราว่าเป็นรัฐทหาร เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายหลายมาตราที่อนุญาตให้ทหารเอาอาวุธสงครามออกมาบนถนนในการไล่ล่าสังหารประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวโลกกำลังจับตาดูและมีความเชื่อว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยกำลังถดถอย ดังนั้น ทางกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เล็งเห็นว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยกำลังมีปัญหาจึงจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาจัดมาหลายครั้งและได้รับความสนใจเป็นอย่างดี

ดีเอสไอทำผิดขั้นตอนสอบสวน

“การสืบสวนสอบสวนคดีผู้ชุมนุมเสียชีวิตเมื่อเดือน เม.ย. และ พ.ค. 2553 เป็นไปอย่างล่าช้า แม้จะมีรายงานหลุดออกมาค่อนข้างแน่ชัดว่าการเสียชีวิตของประชาชนบางส่วนเป็นน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการต่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งนี้ เรื่องนี้ควรเป็นคดีพิเศษที่พนักงานสอบสวนต้องร่วมกับอัยการดำเนินการให้แล้วสร็จภายใน 60 วัน แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำงานมานานกว่า 6 เดือนแล้ว และยังดำเนินการผิดขั้นตอน เพราะส่งเรื่องกลับไปให้สำนักงานตำรวงจแห่งชาติ ไม่ได้ส่งเรื่องให้อัยการตามที่กฎหมายระบุ”

เข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ดร.จารุพรรณกล่าวว่า พฤติกรรมของดีเอสไอและรัฐบาลเข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรม เพราะดูเหมือนว่ามีเจตนาที่จะไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากคนเสื้อแดงมองว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มองว่าความยุติธรรมจากที่อื่นซึ่งมีช่องทางดำเนินการได้คือ นำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือนำเรื่องฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ

ดร.จารุพรรณกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยถือว่าล้าหลังมากเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ หากเราหันกลับไปเป็นรัฐทหารจะยิ่งทำให้ประเทศล้าหลังมากขึ้น ประชาชนจะไม่มีสิทธิมีเสียง ถูกปิดกั้นในทุกเรื่อง กองทัพจะเข้ามามีบทบาทเหนือรัฐบาล ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีก

ไทยต้นแบบยุติธรรมสองมาตรฐาน

“ทุกวันนี้ต่างชาติมองว่าเราเป็นประเทศต้นแบบของกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ซึ่งในวงการวิชาการต่างประเทศนำเรื่องในประเทศไทยไปเป็นกรณีศึกษา ทั้งเรื่องการใช้อำนาจของกองทัพ เรื่องรัฐบาลบริหารผิดพลาดล้มเหลวแต่ยังอยู่ในอำนาจได้ เรื่องการสังหารหมู่ประชาชนโดยไม่ต้องมีคนรับผิดชอบ และเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ไร้มาตรฐาน เรื่องนี้นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ในยุโรปและอเมริกาต่างนำไปเป็นกรณีศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก”

คนนอกประเทศรู้มากกว่าคนในประเทศ

ดร.จารุพรรณกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคนที่อยู่ต่างประเทศรู้เรื่องราวภายในประเทศไทยมากกว่าคนไทย เขารู้ว่ามีการระดมทหารมากกว่า 80,000 นายมากระชับพื้นที่ ซึ่งมากกว่าการสู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตย มีทหารพร้อมอาวุธครบมือขึ้นไปอยู่ตามอาคารสูงโดยรอบบริเวณที่ชุมนุม ทั้งอาคารเกสรพลาซ่า เซ็นทรัลเวิลด์ และอาคารต่างๆเป็นจำนวนมาก มีการใช้อาวุธจริงยิงลงมาที่ผู้ชุมนุมจนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งทหารยอมรับเองว่ายิงลงมาจริง การสอบสวนของดีเอสไอก็พบข้อมูลเรื่องนี้ และรู้ว่ากำลังชุดไหน นำโดยใคร อยู่จุดไหน

ไม่พยายามหาตัวคนผิดฝ่ายรัฐ

“เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดที่ทหารต้องยิงประชาชนมือเปล่า เพราะมีคนสั่งการ ตอนนั้นกำลังทหารล้อมไว้หมด ไม่มีใครเข้าไปได้ แม้แต่ในเซ็นทรัลเวิลด์ก็มีทหารเป็นจำนวนมาก ขนาดยามยังโดนไล่ออกมา แต่เกิดไฟไหม้ได้ จึงมีคำถามว่าใครกันแน่เป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะการใช้น้ำมันมากขนาดนั้นใครจะขนเข้าไปได้นอกจากคนที่อยู่ข้างใน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นไม่มีใครออกมายอมรับว่าเป็นคนสั่งการ และยังไม่มีความพยายามหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงอีกด้วย”

กาชาดสากลไม่ยอมรับไทย

ดร.จารุพรรณกล่าวต่อว่า วันนี้กาชาดสากลยอมรับไม่ได้ที่มีภาพของทหารจำนวนหนึ่งเอาปืนจี้ให้เจ้าหน้าที่กาชาดที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บลงจากรถ และยังมีการตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า “ถ้าเข้าไปจะยิงให้ตายเพราะถือเป็นผู้ก่อการร้าย” เรื่องนี้กาชาดสากลรับไม่ได้จริงๆ ในขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยไม่เคยออกมายอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิในประเทศไทย ทั้งที่รัฐบาลพยายามจะปิดกั้นข่าวสารที่ออกไปต่างประเทศ มีการปิดเว็บไซต์ที่จะเผยแพร่การกระทำของเจ้าหน้าที่กับการกระทำของรัฐบาลไปสู่สายตาชาวโลกกว่า 20,000 เว็บไซต์ ซึ่งเรื่องนี้ทั่วโลกเฝ้าจับตาดูอยู่

ฮิวแมนไรท์วอทช์ใกล้สรุปรายงาน

ด้านนายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำรายงานประจำปี 2554 ของฮิวแมนไรท์วอทช์ โดยเฉพาะการตรวจสอบปัญหาการสลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากว่า ขณะนี้การจัดทำรายงานดังกล่าวมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 80 โดยสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอยู่ระหว่างการเขียนรายงาน คาดว่าน่าจะเสร็จในเดือน ก.พ. ใกล้เคียงกับรายงานชั่วคราวของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการตรวจสอบปัญหาความรุนแรงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนเป็นผู้กระทำ

ย้ำรายงานครอบคลุมตรงไปตรงมา

“เนื้อหาของรายงานเท่าที่เสร็จมีความตรงไปตรงมา โดยจะไล่ไปตามเงื่อนเวลาของแต่ละเหตุการณ์ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)แดงทั้งแผ่นดิน การกระทำของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ รวมถึงการกระทำของคนชุดดำ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มถูกพูดถึงทั้งสิ้น” นายสุนัยกล่าวและว่า

ในรายงานยังมีการพูดถึงการพยายามหาทางอย่างสันติวิธีแต่ล้มเหลว โดยได้วิเคราะห์ว่าความล้มเหลวเกิดจากอะไรกันแน่ รวมทั้งบทบาทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง มีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงการเสียชีวิตของ เสธ.แดงด้วย

จะชี้ชัดใครต้องรับผิดชอบอย่างไร

นายสุนัยกล่าวว่า รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์จะชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว ที่สำคัญหวังว่าการเสนอรายงานลักษณะอย่างนี้จะทำให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายที่ยังไม่ตระหนักในสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบได้สำนึกในสิ่งตัวเองกระทำลงไป ไม่ใช่เอาแต่ชี้หน้าคนอื่นว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ต้องรับผิดทุกฝ่ายจึงเกิดปรองดอง

“ถ้าแต่ละฝ่ายยังไม่รับผิดก็ไม่ทางเกิดความสมานฉันท์ปรองดองได้ ดังนั้น แต่ละฝ่ายต้องยอมรับก่อนว่าฝ่ายตัวเองมีคนผิดด้วย ประเด็นนี้มีความสำคัญในแง่การจะเปลี่ยนทัศนคติของสังคม เพราะที่ผ่านมาสังคมไทยมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ ความผิดของตัวเองจะไม่รับ จะโทษคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ทัศนคติอย่างนี้ทำให้ความขัดแย้งไม่สิ้นสุด เพราะฝ่ายตัวเองจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิด แต่ฝ่ายตรงข้ามต้องเอาให้ตายไปข้างหนึ่ง เช่น ปล่อยให้ติดคุกยาวนานไปเลย ดังนั้น การแก้ปัญหาความขัดแย้งจะต้องเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ให้ได้”

ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายสุนัยย้ำว่า ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายที่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นองเลือดคือต้องมีการดำเนินคดีทั้ง 3 กลุ่มนี้ และต้องหาตัวให้เจอว่ามีใครบ้างที่ต้องถูกดำเนินคดี ไล่ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ฝ่ายคนเสื้อแดงกลุ่มไหน หรือฝ่ายคนชุดดำจริงๆเป็นใครกันแน่ต้องเปิดโปงออกมา และมีส่วนเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดงอย่างไร ทุกกลุ่มต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีการดำเนินคดีอย่างเหมาะสมและตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาได้

ต้องดูอำนาจสั่งการใน ศอฉ.

ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องนั้น นายสุนัยกล่าวว่า ต้องตรวจสอบว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อย่างไร หรือไปตัดตอนอยู่ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการใน ศอฉ. ซึ่งจะเป็นการเปิดทางไปสู่การทำความกระจ่างในหลายเรื่อง และถ้ามองย้อนกลับมาในส่วนของคนเสื้อแดงต้องดูว่าเป็นคนเสื้อแดงกลุ่มไหน เพราะคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม เช่น แกนนำก็มีแกนนำสันติวิธี แกนนำหัวรุนแรง ต้องดูว่าคนไหน สิ่งเหล่านี้จะเป็นก้าวแรกในการนำไปสู่ความกระจ่าง

นายสุนัยยังกล่าวถึงกรณีที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. ยื่นเรื่องขอประกันตัวแกนนำคนเสื้อแดงแต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐว่า การประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหามีสิทธิจะขอได้ ศาลต้องพิจารณาแยกแยะเป็นรายๆไป

เขื่อนน้ำอูนอาดูรน้ำตาเกือบ50ปี ขอสิทธิ์เยียวยาแบบเดียวกับยายไฮโดยไม่ต้องพังเขื่อน..แค่นี้ให้ได้ไหม?!

ที่มา Thai E-News


ตำนานทรหด-ยายไฮ ขันจันทา หรือยายไฮพังเขื่อนเป็นวีรสตรีชาวบ้านที่ปลุกให้ประชาชนผู้ที่เคยทนแบกรับชะตาแบบเดียวกันออกมาขอใช้สิทธิ์นั้นบ้าง ล่าสุดคือกรณีชาวบ้านที่ได้รับความทุกข์แสนสาหัสจากกรณีเขื่อนน้ำอูนมานานเกือบ 50 ปี


โดย บรรพต ศรีจันทร์นิตย์
รายงานเพิ่มเติมจากการชุมนุม “เครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนน้ำอูน” หน้าสันเขื่อนน้ำอูน สกลนคร


น้ำอูนและน้ำตา-ภูมิทัศน์ของเขื่อนน้ำอูน สกลนคร อันสวยงาม แต่แลกมาด้วยการไล่ที่ชาวบ้านที่ยากจน3,000กว่าหลังคาเรือนที่เผชิญน้ำท่วม หมดสิ้นไร่นาทำกิน ต้องกลายเป็นขอทาน เพราะเมื่อจะลงหาปลาในเขื่อนก็โดนจับ หนีขึ้นภูไปหาของป่าก็เจออุทยานเล่นงาน (อ่านลำดับเหตุการณ์และสรุปข้อเรียกร้องท้ายรายงานข่าวนี้)



เรื่องราวการต่อสู้อันทนทรหด 32 ปีกว่าจะได้รับการเยียวยาของยายไฮ ขันจันทรา หรือยายไฮพังเขื่อน เป็นกรณีศึกษาซึ่งเป็นที่รับรู้แพร่หลายไปทั่วประเทศ...เชื่อหรือไม่ทรหดกว่ายายไฮ และมาราธอนกว่านี้คือเกือบๆจะ50ปีเข้าไปแล้วก็ยัง ท่านเคยได้ยินไหม? กรณีเขื่อนน้ำอูน

เส้นทางขึ้นภูเขาที่คดโค้งลัดเลาะเทือกเขาภูพานก่อนจะเข้าเมืองสกลทวาปี หรือสกลนครในปัจจุบัน ราว 52 กิโลเมตร เราเลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอกุดบาก และน้ำอูนอีกราว 40 กิโลเมตร เพื่อตระเวนพบปะพูดคุยกับชาวบ้านในเขตอำเภอกุดบาก อำเภอน้ำอูน อำเภอพังโคน และพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร

ได้พบกับตัวแทนของคนทุกข์ยากที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน กว่า 3,000 ครอบครัว ถูกปล่อยปละละเลยไม่มีการแก้ไขปัญหามานานมากกว่า 40 ปี เฉียดๆ50ปี แม้ว่าถนนหนทางจะคดเคี้ยวสักปานใด

แต่เส้นทางชีวิตของคนเหล่านี้กลับคดเคี้ยวยิ่งกว่าเส้นทางเสียอีก

40 ปีกว่าๆแห่งความหลัง
เจรจาขอให้เยียวยา-หลังเหตุการณ์ผ่านไป 40 ปีเศษผู้นำชาวบ้านได้เข้าเจรจากับนายสาธิต วงศ์หนองเตย ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอให้เยียวยาย้อนหลังในแบบเดียวกับที่ยายไฮได้รับ โดยที่ไม่ต้องให้ชาวบ้านไปพังเขื่อนเลียนแบบ ข้อเจรจามีอยู่แค่ว่าขอรับสิทธิ์เดียวกับยายไฮ ส่วนรัฐบาลวนสู่โหมด"ตั้งกรรมการแก้ปัญหา"


พื้นที่ลุ่มน้ำอูนมีสภาพเป็นที่ราบลุ่มระหว่างลำน้ำ และมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา พื้นที่ริมน้ำอูนประกอบด้วยทามที่มีน้ำไหลหลากในช่วงฤดูฝน จึงทำให้พื้นที่อุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพรรณ และอาหารตามธรรมชาติ

จึงมีชุมชนตั้งถิ่นฐาน และหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์พอสมควร ทั้งชุมชนชาวภูไท ไทโส้ ไทอีสาน และไทญ้อ ยึดทำเลทำมาหากินตั้งแต่ริมน้ำไปจนถึงภูเขา จนเกิดความสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยของคนต่างวัฒนธรรมในการดำรงชีพอย่างน่าอัศจรรย์

เขื่อนน้ำอูนเริ่มดำเนินงานก่อสร้าง เมื่อปี 2506 มีชาวบ้าน และชุมชนที่ได้รับการอพยพย้ายออกจากพื้นที่ ราว 60 กว่าชุมชน ครอบคลุมพื้นที่รอยต่ออำเภอต่างๆ 5 อำเภอ คือ อำเภอพังโคน สถานที่ตั้งเขื่อน อำเภอพรรณนานิคม อำเภอวาริชภูมิ อำเภอกุดบาก และอำเภอน้ำอูน โรงเรียนถูกน้ำท่วมกว่า 10 แห่ง รวมผู้คนที่ต้องโยกย้ายหนีจากแผ่นดินถิ่นเกิดมาตุภูมิกว่า 3,000 คน

ทุกข์ของผู้เสียสละ

ยายไฮภาค2-ยายแขไข แสงสีลา ผู้นำสตรีเหล็กของชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์กับการสร้างเขื่อนน้ำอูนปราศรัยกับการชุมนุมของชาวบ้านที่เริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว


ราษฎรกว่า 3,000 ครอบครัวเหล่านี้ต้องกลายเป็นผู้เสียสละ และต้องเผชิญสถานการณ์หักเหกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งสำคัญของพวกเขา

จากชาวนาเจ้าของที่ดินกลายเป็นชาวเขา ชาวนาบ้านแตก ชาวประมง ชาวนาขอทาน และชาวนารับจ้างไปโดยปริยาย โดยแต่ละคนไม่มีใครได้ตั้งตัวกันมาก่อน

ตอนเขาปั้นเขื่อนน้ำเริ่มท่วมไร่นา ชาวบ้านได้แต่ยืนเบิ่งดู ไม่รู้จะทำอะไร หาปลาก็ไม่เป็น เพราะน้ำมันหลาย ไม่เคยหาปลาน้ำมากๆ มาก่อน น้ำมันหลาย มีแต่คนทางอื่นมาหาปลากัน แต่ละคนย่านน้ำ ย่านแข้ (จระเข้) เพราะมันหลายนอนลี้อยู่ตามห้วยตามหนอง
(แกนนำชาวบ้านอภิปรายเกริ่นนำบนเวทีปราศรัยหน้าเขื่อนน้ำอูน เช้าวันที่ 5 ธันวาคม) ทำให้เห็นภาพคนทำนา แต่ต้องมาตื่นตะลึงกับน้ำท่วมหลังการสร้างเขื่อน จนไม่รู้จะทำอะไรกิน

นายเขามาบอกว่าจะชดใช้ค่าที่นาให้ไร่ละ 800 บาท จะจัดที่ทำกินให้ใหม่ในเขตนิคมสร้างตนเองน้ำอูน ตอนแรกทำนาอยู่กับ ฉันมีนากว่า 40 ไร่ ได้ข้าวเป็นพันถัง เอาเกวียนขนข้าวสี่เกวียนห้าเกวียน ขนขึ้นเล้ากว่าจะแล้ว พอสร้างเขื่อนน้ำท่วมหมด ไม่เหลือ ตอนนั้นอายุได้ 41 ปี อาศัยอยู่กับปู่ เขาให้ค่าที่นา 800 บาท/ไร่ ที่อยู่อาศัย 4,000 บาท
(ยายแขไข แสงสีลา วัย 62 ปี ชาวบ้านบ้านกลาง เท้าความถึงอดีตให้เราฟังถึงความยิ่งใหญ่ของชาวนาลุ่มน้ำอูนในอดีตให้เราฟัง)

ทุกวันนี้ไม่มีนา ต้องรับจ้างทั่วไป หาหน่อไม้ ผักตามห้วยหนอง ตามป่ามาขาย แลกข้าวกิน ช่วงไหนไม่มีงานทำก็ไปขอข้าววัดกิน ช่วงเดือนกันยายนแต่ละปีไม่มีงานทำ ต้องไปขอข้าววัดมาให้หลานกินทุกวัน
(ยายแขไข สาธยายความทุกข์ให้ฟังทั้งน้ำตาเพิ่มเติม จนเพื่อนบ้านร่วมวงเสวนาอดน้ำตาคลอตามไปด้วยไม่ได้ จนต้องหลบสายตาเบือนหน้าหนี หันไปมองท้องน้ำเวิ้งว้างหน้าบ้านยายแขไขที่น้ำเริ่มขึ้นมาเยือนถึงตีนหมู่บ้านแล้ว)

ตอนนี้อาศัยอยู่กับลูกกับหลาน 6 คน ลูกชายสติไม่ดี 1 คน หลาน 4 คน ชายสองคน หญิงสองคน ลูกสาวเอามาฝากให้ช่วยดูแล ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ เพื่อหนีไปทำงานกรุงเทพฯ บอกว่าจะส่งเงินมาให้ใช้ จนทุกวันนี้ไม่ได้ข่าวคราวเธอเลย
ยายแขไข อาศัยเงินเบี้ยยังชีพคนชราเจียดเป็นค่าขนม ค่าข้าวให้หลานกินประทังชีวิต เวลากินให้หลานกินก่อน

หลานเรียนหนังสืออยู่ ป.4, ป.1 อนุบาล 1 คน และอายุ 2 ขวบอีกหนึ่งคน ลูกชายคนที่สติไม่ดี อายุ 35 ปี สานสุ่มไก่ขายพอช่วยงานได้บ้าง

ไร่นาก็ไม่มีทำ มีที่อยู่อาศัย ประมาณ 1 งาน แบ่งขายออกไปบางส่วนแล้ว เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวให้หลานกิน หลานไม่ได้เงินไปโรงเรียนทุกวัน มีคนมาขอไปเป็นลูกบุญธรรม ก็ให้เขาไปแล้ว 2 คน เหลืออีก 2 คน ตอนแรกว่าจะมาดู เขาอยากได้ผู้หญิง ก็จะให้เขาไปเพราะเลี้ยงบ่ไหว

อายุมากขนาดนี้ต้องไปทำงานรับจ้างทุกวัน แบกอ้อย ขนอ้อยขึ้นรถกับพวกเด็กน้อย กลับมาต้องกินยาแก้ปวดทุกวัน ย่านตายปะหลานก่อน (ยายแขไข กล่าวพร้อมทั้งน้ำตา สงสารหลายน้อย 4 ชีวิตที่รอคนมารับไปช่วยเลี้ยงดูอีก 2 คน)

ลูกๆ เขาโตมาแล้วไม่มีที่ดินทำกินเขาก็ต่างคนต่างออกไปทำงานที่อื่นกันหมด ญาติพี่น้องเขาก็พอช่วยได้เป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น

หลานๆ ย่านเรียนบ่จบ เคยไปบอกครูว่าจะไม่ให้เรียน ยายไปคุยกับ ผอ. แล้ว แกก็บอกว่ามีปัญหาอะไรก็บอก (ยายกล่าวเสริมอีก ก่อนที่เราจะหันไปถามข้อมูลกับแกนนำชาวบ้านที่พาไปตระเวนพื้นที่ต่อ)


ครอบครัวที่อยู่ในสภาพเดียวกับยายแขไข ในหมู่บ้านนี้มีประมาณ 10 ครัวเรือน ฝ่ายรัฐก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไร การดูแลไม่ทั่วถึง (แกนนำชาวบ้านตอบคำถามเราถึงเรื่องคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ครอบครัวแตกสลายเช่นนี้หลังการสร้างเขื่อนน้ำอูน)

ลงน้ำเจอประมง ขึ้นภูเจออุทยานฯ จับ


ร้องขอความเป็นธรรม-ชาวบ้านที่เข้าร่วมการประท้วงที่น้ำอูน สกลนคร


ทางนิคมสร้างตนเอวฯ เขาก็มาบอกว่าจะจัดที่ดินให้คนละ 15 ไร่ พอย้ายมาไม่มีที่ดินจัดให้ชาวบ้าน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ดินที่ขายให้คนอื่นไปแล้ว เพราะไม่มีจะกิน ทุกข์มา 40 กว่าปีแล้ว เขาไม่มีที่ดินจะจัดให้คนที่ถูกย้ายออกมาจากเขื่อนน้ำท่วม ไปจัดที่ดินที่อยู่อาศัยตามหัวไร่ปลายนาของคนอื่น มีเจ้าของอยู่แล้ว ไม่กล้าไปอยู่เพราะกลัว จะมีเรื่องกับเจ้าของที่ดินเดิม

ส่วนมากรับจ้างได้เงินมาเอาเงินไปซื้อกะยัง 50 บาท/ใบ หรือช่วงไหนไม่มีงาน เอากะยัง (ตะกร้า) ไปแลกข้าวเปลือกได้ 2 กระป๋อง/ใบ (ประมาณ 8-9 กก.) หาผัก หน่อไม้ตามริมห้วยไปแลกข้าวด้วย บางทีเหมารถไปเก็บผือแถวหนองหาน อำเภอพังโคน ค่ารถ 80 บาท/คน ทอเสื่อแลกข้าวเหมือนกัน เมื่อก่อนแถวบ้านมีเยอะ แต่ตอนนี้น้ำท่วมตายหมด เลยไปหาที่อื่น

เด็กลูกหลาน โอกาสการศึกษาด้อยกว่าเด็กในหมู่บ้านอื่นๆ ส่วนมากจบภาคบังคับเท่านั้น จบแล้วไปหาทำงาน กทม. พอได้กินดูแลตนเองเท่านั้น ไม่พอจะช่วยเหลือพ่อแม่
(อุทิศ แสงสีลา อายุ 54 ปี ชาวบ้านเหยื่อการพัฒนาอีกคน กล่าวอย่างหมดอาลัย และหมดอนาคต)

ชุมชนคนขอทาน...ชีวิตคนหลังเขื่อน

น้ำท่วมปี 2511-2512 ไม่มีนาทำ เมื่อก่อนมี 30 ไร่ ตอนนี้เอาไม้ไผ่มาสานหวดนึ่งข้าว 50-70 บาท/ใบ ใช้เวลาประมาณ 3 วันต่อใบ ตีเป็นเงิน แต่ส่วนมากเอาไปแลกข้าว เสียค่ารถไปหาขอข้าว 120 บาท/คน แถวอำเภออากาศอำนวย และพรรณนานิคม (จังหวัดสกลนคร)

บางทีไม่มี เอาข้าวเขามากินก่อน เวลาหาหน่อไม้บนภูพาน 3-4 กิโล เอามาคืนให้เขาทีหลัง เวลามีปลาก็ซื้อเขามาทำปลาส้ม ปลาแห้ง ห่อเป็นถุงๆ เอาไปแลกข้าวเรือนละถุง แล้วแต่เขาจะให้ข้าวมากน้อยเท่าไหร่ก็เอา (ยายแจ เรือรีรักษ์ วัย 60 ปี ชาวบ้านนาทันบอกเล่าชีวิตชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ดำรงชีพด้วยการขอข้าวคนอื่นมากิน)

ในชีวิต เกิดมาทุกข์ที่สุด หลังน้ำท่วมนา ชีวิตเมื่อก่อนม่วนหลาย เวลาว่างไปวัดฟังธรรม แต่ทุกวันนี้สมองมีแต่หาอยู่หากิน พระมาอยู่ไม่กี่พรรษาก็หนีไปอยู่ที่อื่น เพราะแม้แต่พระก็อดข้าว (ยายแจ กล่าวเพิ่มเติม)

ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันมีนาทำแค่ 6 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลือหาของป่าเพื่อมาแลกข้าว เข้าป่าเจอแต่คนหาหน่อไม้เต็มไปหมด แย่งกันหากินระหว่างชาวบ้านระหว่างหมู่บ้านต่างๆ

ลงน้ำเจอประมงไล่จับ ขึ้นเขาเข้าป่าเจออุทยานฯ จับอีก เคยไปลงหาปลาในอ่างฯ ถูกจับ 1,000-30,000 บาท หากินก็ยาก ไม่มีนาทำยังพึ่งพาธรรมชาติไม่ได้อีก
(พ่อเฒ่า บ้านนาทันกล่าวเสริมสะท้อนปัญหาชาวบ้านอีกคน)

บทเรียนจากน้ำอูน เพื่อแก้ปัญหาเขื่อนอื่นๆ ในประเทศ

วิถี-ผู้ชุมนุมใส่บาตรทำบุญแต่เช้า พวกเขาปรารถนาชีวิตที่ปกติเรียบง่าย และการเยียวยาที่เป็นธรรม


ปัญหา และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูนที่กล่าวมาแล้ว ยังพบว่ามีเขื่อนอื่นๆ ในภาคอีสาน และประเทศที่ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาอย่างสมน้ำสมเนื้อกับการเสียสละอาชีพ ประวัติศาสตร์รากเหง้าของบรรพบุรุษ และอนาคตของตนเอง จนสถานภาพต้องตกระกำลำบาก

หากเจาะลึกถึงกลไกการดำเนินงานนับตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการทำงาน สิ่งหนึ่งที่พบ ก็คือ ความไม่โปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน และการมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนลำตะคอง เขื่อนพองหนีบ และอื่นๆ อีกมากมาย ลองล้วงลูกเจาะลึกกันดูปะไรล้วนแต่พบข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันทั้งนั้น

ยอมรับความจริงกันเสียทีกับมาตรการปัดฝุ่นไว้ใต้พรม จริงใจในการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์มากกว่า 40 ปี ทั้งในด้านค่าชดเชยที่เสียโอกาสไม่ได้ที่ดินทำกินตามสัญญา รวมทั้งค่าเสียโอกาสในการดำรงชีพที่สูญเสียไป และมาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจในระยะยาว

เพราะเงินไม่อาจเยียวยาคนในชาติได้จริง นอกจากความจริงใจ และความมีน้ำใจของผู้ปกครองบ้านเมืองเท่านั้น

***********

อะไรนะ?เขื่อนน้ำอูน สาหัสกว่ากรณียายไฮพังเขื่อน



*โครงการชลประทานเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร และนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไม่สามารถจัดหาที่ดินแก่ราษฎรที่ถูกอพยพออกจากเขตน้ำท่วมตามนโยบายได้ 15 ไร่/ราย (ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และที่ทำกิน 13 ไร่) เนื่องจากไม่มีที่ดินเพียงพอ และปัญหาซ้อนทับสิทธิ์ในที่ดินกับราษฎรในพื้นที่เดิมก่อนการดำเนินการโครงการ

*ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จึงเรียกร้องให้รัฐจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินทดแทนที่ดินที่ไม่ได้รับหลังจากการสร้างเขื่อนน้ำอูนให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับพื้นที่อื่นๆ ที่รัฐได้ให้ความช่วยเหลือ เช่น กรณียายไฮ และเขื่อนอื่นๆ

*การพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านราคาที่ดินของท้องถิ่นในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ในราคาไร่ละ 10,000 บาท

*การพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ไม่ได้คำนวณค่าเสียโอกาสทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสังคมของราษฎรผู้เดือดร้อนที่ต้องสูญเสียโอกาสไป รวม 43 ปี (2510-2553)

เนื่องจากรัฐไม่สามารถจัดสรรที่ดินให้ตามนโยบาย และเลือกปฏิบัติไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับพื้นที่อื่นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นเขื่อนน้ำก่ำ 50,000-100,000 บาท/ไร่, เขื่อนห้วยหลวง ไร่ละ 30,000 บาท/ไร่, เขื่อนราศีไศล 32,000 บาท/ไร่ และยายไฮ ที่ได้รับทั้งที่ดินคืน ค่าเสียโอกาสในการทำกิน และค่าเสียโอกาสทางการศึกษาของบุตร

*ราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนบางส่วนได้อพยพย้ายครอบครัวหนีไปตั้งภูมิลำเนาในพื้นที่อื่นๆ หลังจากถูกอพยพออกจากเขตน้ำท่วมของโครงการชลประทานน้ำอูน และไม่ได้รับความช่วยเหลือตามสิทธิ และโอกาสที่ควรจะได้รับ

*ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร จำแนกออกได้ 2 กลุ่ม รวมทั้งหมด 2,798 ราย คือ
ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเวนคืนที่ดิน และให้เป็นเขตชลประทานน้ำอูน รวม 75,000 ไร่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

.ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ และตกสำรวจข้อมูลจาก กรมชลประทาน เนื่องจากที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ และไม่ได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ (อาจจะสาเหตุจากการไม่รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารของราษฎรที่ประกอบด้วยชนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆ) รวมประมาณ 1,076 ราย ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐ

.ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ และมีรายชื่อในผลการสำรวจ ของ กรมชลประทาน ที่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินให้ หรือบางส่วนได้ไม่เต็มจำนวน 15 ไร่ บางส่วนต้องซื้อที่ดินเอง ยังคงหลงเหลืออีก รวม 527 ราย (จากทั้งหมด 3,351 ราย)

*ราษฎรที่สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน และไม่ได้รับ หรือได้รับการจัดสรรที่ดินได้ไม่เต็มจำนวน 15 ไร่ บางส่วนต้องซื้อที่ดินเอง รวม 1,195 ราย

*แม้ว่าราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ที่มีรายชื่อในผลการสำรวจ ของ กรมชลประทาน จะได้รับความช่วยเหลือจากค่าชดเชยที่ดินไปแล้ว รวม 1,961 ราย แต่ไม่สามารถหาซื้อที่ดินได้ เพราะการอนุมัติจ่ายค่าชดเชยไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับพื้นที่อื่นๆ จึงมีเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชยในมาตรฐานเช่นเดียวกับพื้นที่อื่น และสอดคล้องกับราคาที่ดินในปัจจุบัน


*******

ลำดับเหตุการณ์ 48 ปีแห่งความขมขื่น

ปัญหา และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร



ปี พ.ศ. 2506

*มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2506 เสนอโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รมต. กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เกี่ยวกับการช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเวนคืนที่ดิน เนื่องจากการสร้างการชลประทาน-พลังงาน รวม 2 ประการ คือ

.ให้ กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง เพื่อสงเคราะห์ราษฎรที่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ (เขื่อนน้ำอูน) ตลอดจนราษฎรที่อยู่นอกเขตเวนคืน แต่จะต้องถกระทบกระเทือนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากเวนคืน (โดยจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 15 ไร่ (ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และที่ดินทำกิน 13 ไร่))

.ทรัพย์สินของราษฎรที่อยู่นอกเขตการเวนคืนที่ดิน แต่ปรากฏว่าจะต้องได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานตามโครงการ ให้พิจารณาจ่ายเงินค่าทดแทนให้ด้วย

การอนุมัติให้สร้างเขื่อนน้ำอูน ใช้ระยะเวลาก่อสร้างตามแผนงานจนเสร็จสิ้นโครงการรวม 15 ปี (ปี พ.ศ.2510 – 2524)

ปี พ.ศ. 2507

*มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2507 เสนอโดย กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ในเรื่องการช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเสนคืนที่ดิน เนื่องจากการสร้างชลประทาน-พลังงาน รวม 2 ประการ คือ

-การจ่ายเงินค่าทดแทนต้นไม้ และบ้านเรือน ให้จ่ายแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนทุกราย

-สำหรับค่าทดแทนที่ดิน ให้จ่ายแก่ผู้ไม่ประสงค์จะเข้าไปอยู่ในนิคมสร้างตนเอง ที่รัฐจัดสรรให้ทุกราย ส่วนผู้ที่ประสงค์จะเข้าไปอยู่ในนิคมฯ ควรพิจารณาจ่าย ดังนี้

-ถ้าที่ดินที่ได้รับจัดสรรให้มีสภาพคล้ายคลึงกัน และมีจำนวนเท่าเทียมกับที่ดินเดิมของราษฎร ก็ไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนที่ดินให้
-ถ้าที่ดินที่ได้รับจัดสรรมีสภาพแตกต่างกัน หรือมีพื้นที่น้อยกว่าที่ดินเดิม ก็ควรจ่ายค่าทดแทนที่ดินให้ตามสมควร เพื่อให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนใช้เป็นทุนทำกินในที่ดินใหม่ในขั้นต้น หรือพิจารณาจ่ายให้เป็นทุนกู้ยืม

ปี พ.ศ. 2509

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2509 เสนอโดย กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ คือ

เปลี่ยนแปลงหลักการจ่ายเงินชดเชย และการจัดสรรที่ดินใหม่ให้เหมาะสม โดยไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากเดือดร้อนแก่ราษฎรที่จะต้องอพยพ และเห็นควรจ่ายเงินชดเชยให้แก่ทุกครอบครัวที่จะต้องอพยพจากเขตโครงการ รวมตลอดถึงการช่วยเหลือในการโยกย้ายไปยังที่ดินใหม่ ส่วนการราษฎรจะเลือกไปอยู่ในนิคมฯ หรือสถานที่อื่นควรจะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของราษฎรเอง

ในหลักการควรถือว่า รัฐบาลมีพันธะที่จะต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้อพยพ โดยจัดให้ได้ประกอบอาชีพดีกว่า หรือ/หรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิม และจะต้องให้ความช่วยเหลือในการอพยพทุกประการ โดยมิให้ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกบังคับอพยพ

ปี พ.ศ. 2510-11

เริ่มมีการอพยพราษฎรออกจากเขตน้ำท่วมในพื้นที่โครงการชลประทานน้ำอูน จังหวัดสกลนคร (ในขณะที่โครงการจัดตั้งนิคมฯ พื้นที่รองรับการอพยพไม่มีความพร้อมดำเนินการ)

ปี พ.ศ. 2511

มติที่ประชุมในการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน จากจังหวัดสกลนคร ให้ใช้พื้นที่ภูวง-ป่าภูล้อมข้าว-ป่าภูเพ็ก เขตอำเภอวาริชภูมิ และพรรณนานิคม ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ ซึ่งผู้แทน กรมป่าไม้ ไม่เห็นด้วยในการจัดสรรแก่ราษฎร จึงต้องเสนอรับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยมอบให้ กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเจ้าของเรื่องดำเนินขอใช้พื้นที่ต่อไป

ปี พ.ศ. 2512

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2512 เสนอโดย พลเอกประภาส จารุเสถียร รมต. กระทรวงมหาดไทย ในการขอใช้พื้นที่ป่าภูวง และป่าภูล้อมข้าว จัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูนรองรับการอพยพราษฎรออกจากเขตน้ำท่วมตามโครงการชลประทานน้ำอูน รวม 2 แปลง คือ

พื้นที่ป่าภูวง ในท้องที่อำเภอวาริชภูมิ อำเภอพรรณนานิคม และอำเภอกุดบาก เนื้อที่ประมาณ 35.820 ตารางกิโลเมตร หรือ 22,387.5 ไร่

พื้นที่ป่าภูล้อมข้าว-ภูเพ็ก ในท้องที่อำเภอพรรณนานิคม และอำเภอกุดบาก เนื้อที่ประมาณ 58.550 ตารางกิโลเมตร หรือ 36,593.75 ไร่

ปี พ.ศ. 2514

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2514 เสนอโดย นายบุญรอด บิณฑสันต์ รมช. กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ขอเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเดิมเฉพาะแห่ง โดยจำแนกพื้นที่ป่าภูวง เนื้อที่ 63.093 ตารางกิโลเมตร หรือ 39,433.125 ไร่ ให้ กรมประชาสงเคราะห์ ไปดำเนินการจัดสรรให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานน้ำอูน

ปี พ.ศ. 2515

เริ่มปิดเขื่อน และเก็บกักน้ำในเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร และการอพยพราษฎรสิ้นสุดลง

ได้มีการประชุมปัญหาราษฎรไม่อพยพไปอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ของ จังหวัดสกลนคร เนื่องจากมีราษฎรกลุ่มอื่นเข้ามาบุกเบิกจับจองพื้นที่ บ้านดงคำโพธิ์ (เขตนิคมฯ) เมื่อปี 2503 เนื้อที่ประมาณ 15,000 ไร่ อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่สามารถจัดสรรให้ราษฎรที่จะอพยพหนีเขื่อนเข้าไปอยู่ได้ (การประกาศพื้นที่ซ้อนทับกับที่ดินของราษฎรที่ทำกินก่อนการขอใช้พื้นที่ของโครงการฯ)

ปี พ.ศ. 2516

น้ำท่วมพื้นที่เก็บกักสูงสุดของเขื่อนน้ำอูน

-เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2516 คอมมิวนิสต์ นำกำลังบุกเข้าโจมตีนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน เผาทำลายอาคารสถานที่ และเครื่องจักรกล ผู้ปกครองนิคมฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสียชีวิต

-มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2516 เสนอโดย พลเอกประภาส จารุเสถียร รมต. กระทรวงมหาดไทย อนุมัติหลักการเพื่อดำเนินการตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน จังหวัดสกลนคร

-แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ราษฎรผู้ต้องอพยพออกจากเขตน้ำท่วมในการสร้างเขื่อนน้ำอูน ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2516

-แต่งตั้งกรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรที่ต้องอพยพออกจากเขตน้ำท่วมเขื่อนน้ำอูน ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2516

ปี พ.ศ. 2518

ได้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้อพยพจากเขตน้ำท่วม ระหว่างโครงการชลประทานน้ำอูน และนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่เพื่อขอขยายเขตนิคมฯ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2518 เพื่อแก้ไขปัญหาผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม

ปี พ.ศ. 2520

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2520 ให้โอนภารกิจการจัดสรรที่ดินให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนน้ำอูน จาก กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ให้เป็นหน้าที่ของ กรมชลประทาน กระทรงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการแทน

ปี พ.ศ. 2532

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 อนุมัติหลักการให้ กรมชลประทาน จ่ายค่าชดเชยที่ดินให้ราษฎรที่ถือครองที่ดิน การทำประโยชน์ในที่ดิน ป่าสงวนฯ อุทยานฯ ที่ดินสาธารณะประโยชน์ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่จะต้องเข้าถือครองทำประโยชน์ก่อนที่ กรมชลประทาน จะเข้ามาดำเนินโครงการสร้างเขื่อนน้ำอูน

ปี พ.ศ. 2537

เริ่มมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน โดยมี นายทองดี ตุพิลา เป็นประธานเครือข่ายราษฎรผู้ได้รับผลกระทบ และได้ยื่นหนังสือข้อเรียกร้องผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และ กอ.รมน. กองทัพภาค 2 (ตรงกับสมัย นายบรรหาร ศิลปะอาชา นายกรัฐมนตรี)

ปี พ.ศ. 2539

เครือข่ายราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเขื่อนน้ำอูน ได้เข้าร่วมกับสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอีสาน (สกย.อ.) นายบำรุง คะโยธา เป็นเลขาธิการและเครือข่าย ผรท.-ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เพื่อจัดทำเอกสารข้อร้องเรียน และนำไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ ผ่านสำนักงานเลขาฯ

ปี พ.ศ. 2541

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541 เรื่องราษฎรร้องเรียนได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน (ตั้งแต่ปี 2539 ข้างต้น) คือ

.ให้คณะกรรมการที่ทางราชการได้แต่งตั้งขึ้นที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดำเนินการตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง

.หากคณะกรรมการเห็นว่าได้รับความเดือดร้อนจริงให้แจ้งผลการพิจารณาไปให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นรายๆ ไป

ปี พ.ศ. 2546

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 เห็นชอบในหลักการที่จะต้องให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน

ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปพิจารณาทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ราษฎรมีโอกาสได้รับที่ดินสำหรับการประกอบอาชีพ

ปี พ.ศ. 2547

มติคณะรัฐมนตรี (สมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2547 อนุมัติในหลักการให้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) จัดหาที่ดินส่วนเกินสิทธิ์จากผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินเดิม และส่วนที่ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินเดิมขาดคุณสมบัติที่จะได้รับที่ดินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน

จัดที่ดินให้แก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รายละ 15 ไร่ และขออนุมัติงบประมาณ (กลาง) เพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชยการสูญเสียโอกาสในการทำประโยชน์จากที่ดินที่รัฐตกลงจะจัดสรรให้หลังจากการอพยพออกจากเขตน้ำท่วม อัตราไร่ละ 10,000บาท (ข้อเรียกร้องสิทธิ์ของราษฎร และมติกรรมการที่เกี่ยวข้อง คือ อัตราไร่ละ 30,000 บาท ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับมติ ครม. ในการจ่ายค่าชดเชยที่ดินแก่ราษฎรในพื้นที่ได้รับผลกระทบเขื่อนอื่นๆ เช่น ยายไฮ, เขื่อนปากมูล, เขื่อนราษีไศล)

มติมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ให้จ่ายค่าชดเชยที่ดินแก่ราษฎรที่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดิน รายละ 15 ไร่ๆ ละ 10,000 บาท (นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีเสนอให้จ่าย 32,000 บาท/ไร่ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับพื้นที่อื่นๆ)

ปี พ.ศ. 2548

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เห็นชอบในการจ่ายเงินชดเชยแก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูนที่ขอรับเป็นเงินทดแทนที่ดิน ไร่ละ 10,000 บาท (15 ไร่/ราย รวม 150,000 บาท) (ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องของราษฎร และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้มีมติ และนำเสนอให้จ่ายค่าชดเชยไร่ละ 30,000 บาท รวม 450,000 บาท/ราย)

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รวม 894 ราย (จากการเสนอรายชื่อราษฎรผู้เดือดร้อนรอบแรกทั้งหมด 895 ราย) ได้รับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ไม่ได้รับการจัดสรรให้ตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไร่ละ 10,000 บาท รวม 150,000 บาท/ราย (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม)

ปี พ.ศ. 2550

จังหวัดสกลนคร ได้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการชลประทานเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร
ปี พ.ศ. 2551

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รวม 888 ราย ได้รับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ไม่ได้รับการจัดสรรให้ตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไร่ละ 10,000 บาท รวม 150,000 บาท/ราย

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำอูน รวม 179 ราย ได้รับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ไม่ได้รับการจัดสรรให้ตามโครงการนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน ไร่ละ 10,000 บาท รวม 150,000 บาท/ราย เช่นเดียวรุ่นก่อนๆ

ปี พ.ศ. 2552

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 การแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับตัวแทนราษฎรผู้เดือดร้อน ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงความเดือดร้อน

วันที่ 24 มิถุนายน 2552 กรมชลประทาน ได้มีการกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหารายชื่อราษฎรที่ตกค้างถึงจังหวัดสกลนคร ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหา

วันที่ 27 สิงหาคม 2552 หนังสือแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงแก้ไขปัญหา ลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เฉพาะผู้ที่มีรายชื่อในผลการสำรวจ ของ กรมชลประทาน รวม 2,653 ราย เท่านั้น

ปี พ.ศ. 2553

วันที่ 24 มิถุนายน 2553 ยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายก เพื่อให้แก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนทุกกลุ่มปัญหา (ดูข้อมูลจากสรุปข้อเท็จจริงปัญหาเขื่อนน้ำอูน)

วันที่ 23 พฤศจิกายน-17 ธันวาคม 2553 เครือข่ายราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนน้ำอูน ได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาแบบยืดเยื้อ และมีตัวแทนรัฐบาลลงมารับเรื่องร้องเรียน คือ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์

วันที่ 29 ธันวาคม 2553 ยื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่อ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ปัจจุบัน-ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบชุมนุมต่อที่เขื่อนน้ำอูน โดยทอดผ้าป่าระดมทุน รวมทั้งขายข้าวเปลือกหาทุนชุมนุมเรียกร้อง ส่วนรัฐบาลกลับสู่โหมดเดิม"ตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหา"เหมือน 40 กว่าปี เกือบๆจะ50 ปีที่ผ่านมา