WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 19, 2011

จรัล ดิษฐาอภิชัย:สารแสดงความยินดีต่อการปฏิวัติตูนีเซีย/Congratulatory Message on the Tunisian Revolution

ที่มา Thai E-News


โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย
19 มกราคม 2554

สารแสดงความยินดีต่อการปฏิวัติตูนีเซีย

ข้าพเจ้า จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประเทศไทย และผู้เข้าร่วมต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยมายาวนาน ขอแสดงความชื่นชมยินดีและยกย่องชัยชนะของประชาชนชาวตูนีเซียที่ลุกขึ้นต่อสู้ขับไล่นายซีน เอล อบิดีน เบน อาลี ประธานาธิบดีจอมเผด็จการผู้ครองอำนาจมา ๒๓ ปี ไปได้เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ที่ผ่านมา

ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชนตูนีเซียครั้งนี้ มิใช่ชัยชนะของการลุกขึ้นสู้ หากเป็นการปฏิวัติ เพราะนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาหรับสมัยใหม่ที่รัฐบาลอาหรับถูกโค่นล้มโดยประชาชน ชัยชนะของประชาชนตูนีเซียสร้างกำลังใจอย่างใหญ่หลวงแก่นักสู้เพื่อเสรีภาพประชาธิปไตย และสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่นักเผด็จการและกษัตริย์ทั่วโลก

การปฏิวัติตูนีเซียแสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า พลังประชาชนเป็นปัจจัยชี้ขาดของชัยชนะ เยาวชนคนหนุ่มสาวเป็นกองหน้าในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย และสื่อมวลชนทางสังคมโดยเฉพาะอินเทอร์เนต เฟสบุคส์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข่าวและปลุกระดมมวลชนมาร่วมต่อสู้ และหลังจากทรราชย์ล้มลงแต่ละที่ การต่อสู้ของประชาชนเพื่อเสรีภาพและการเคลื่อนไหวปฏิวัติประชาธิปไตยจะขึ้นสู่กระแสสูงทั่วประเทศ

ข้าพเจ้าเชื่อว่า ประเทศตูนีเซียจะเป็นประชาธิปไตยและประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพสูงขึ้น แต่ชนชั้นปกครองจะไม่ยอมพ่ายแพ้ พวกเขาจะปล้นชัยชนะ และจะพยายามรักษาและรื้อฟื้นอำนาจทางสังคมและการเมืองทุกวิถีทาง ประชาชนตูนีเซียจะต้องยืนหยัดต่อสู้ต่อไปเพื่อปกป้องเสรีภาพและทำให้การปฏิวัติสำเร็จจงได้

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือขบวนการคนเสื้อแดงลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมแท้จริงมา ๔ ปีกว่าแล้ว จะศึกษาและสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนตูนีเซีย และปรารถนาให้การปฏิวัติตูนีเซียก้าวรุดหน้าไปสู่ชัยชนะโดยเร็ว

ประชาชนตูนีเซีย จงเจริญ
ทรราชย์ จงพินาศ



Congratulatory Message on the Tunisian Revolution

I am Jaran Ditapichai, a former member of the National Human Rights Commissioner of Thailand, and a fighter for Freedom and Democracy, I would like to send this congratulatory solidarity message on the victory of the Tunisian people who stood up against the dictator President Zine El Abidine Ben Ali, and drove him off from power on Friday, January 14, 2011 after 23 years in power.

This great victory is not an uprising but a revolution. Moreover, this is the first time in modern Arab history that an Arab government has been overthrown by very public protests. The victory of Tunisian people encourages fighters for Democracy, and it also frightens dictators and monarchies around the world.

The Tunisian revolution showed that the mass of people is the decisive factor of the victory. Youths are the vanguard of fighting for Freedom and Democracy. The social media especially the Internets such as Face book played major role in circulation of mass information and mobilization. In addition, after the fall of each tyranny, the people’s struggle for freedom and democratic revolution enter high tide period all over the country.

Tunisia will be democratic where people will enjoy full rights and liberty. However, the dominate class is not completely defeated; they’ll be working on stealing the victory and attempting to maintain their socio-political power. The people must continue to protect freedom and finish the political revolution.

The United Front for Democracy against Dictatorship(UDD) which is known as the Red shirts have been fighting for Thailand Democracy and Justice for 4 years. We will learn from Tunisian People and will support their cause. We wish the revolution in Tunisia well.

Long live the people of Tunisia!
Down with the Tyranny!

วาทกรรมการเมือง (Discourse)

ที่มา มติชน



โดย ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ

มิเชล ฟูโก (Michael Foucault) ปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้ให้ความหมาย “วาทกรรม” (Discourse) ไว้ว่า เป็นเรื่องที่มากกว่าการเขียน และการพูด ยังรวมถึงระบบและกระบวนการในการสร้าง การผลิต(Constitute) เอกลักษณ์(Identity) และความหมาย(Significant) ให้กับสรรพสิ่งในสังคมที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความรู้ ความจริง หรือแม้กระทั่งตัวตนของเรา และนอกจากวาทกรรมจะทำหน้าที่ดังกล่าวแล้ว ยังทำหน้าที่ในการยึดตรึง สิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป

ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่ในการเก็บกดปิดกั้น มิให้เอกลักษณ์ หรือความหมายของบางอย่าง หรือความหมายอื่นเกิดขึ้น หรือไม่ก็ทำให้เอกลักลักษณ์และความหมายของบางสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมเลือนหายไปได้ พร้อมๆ กันอีกด้วย วาทกรรมสามารถแสดงบทบาทหน้าที่ดังกล่าวได้ โดยผ่านทางภาคปฏิบัติการของวาทกรรม (Discursive Practice) ได้แก่ จารีตประเพณี ความคิด ความเชื่อ คุณค่า ค่านิยม ผ่านทางสถาบัน และช่องทางในการเข้าถึงผู้คนในสังคม

ส่วนคำว่า วาทกรรมการเมือง (Political Discourse) มีนักปรัชญาหลายคน สรุปไว้ว่า เป็นแนวคิดที่ให้ความสนใจและความสำคัญในกิจกรรมของการสื่อความหมายทางภาษา การแสดงความคิดทางการเมือง และกลไกในการควบคุมระบบการสื่อความหมาย ของการแสดงความคิดทางการเมืองนั้น โดยมีการถ่ายทอดและอบรมสั่งสอน เพื่อการบังคับ ดำรงรักษา หรือนำการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ชุดของความคิดทางวาทกรรมการเมืองจะต้องใช้ความชอบธรรม (Legitimacy) ในการสื่อวาทกรรมแต่ละชุดออกไป เพื่อเปลี่ยนแปลง ยึดตรึงสิ่งต่างๆ ด้วยความถูกต้อง

นอกจากนั้น Thomas Jefferson ประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำนิยามว่าวาทกรรมการเมือง “คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย” โดยวาทกรรมการเมืองก็คือการแลกเปลี่ยนความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอันจะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาของสังคม และชุดของความคิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของพลเมือง จูงใจให้เชื่อถือด้วยหลักตรรกะและข้อมูลที่ชัดแจ้ง และแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากระบวนการใดที่จะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้สังคมได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม “วาทกรรมการเมือง” จึงมีความสัมพันธ์กับอำนาจในสังคมการเมือง เพราะทุกบริบทในสังคมการเมืองย่อมมีการใช้อำนาจแทรกซึมอยู่ทั่วไป ซึ่งพลังแห่งอำนาจนั้น แสดงผ่านทางวาทกรรมการเมือง และวาทกรรมแต่ละชุดจะสามารถกำหนดความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ของมนุษย์ นั่นคือ วาทกรรมการเมืองจึงเป็นกิจกรรมทางการเมืองทั้งความคิดและทางการปฏิบัติ ไปพร้อม ๆ กัน

ในอีกแง่มุมหนึ่งจึงสามารถกล่าวได้ว่า วาทกรรมการเมืองคือกระบวนการต่อสู้ แย่งชิง อำนาจในการนิยามความหมายของสิ่งที่ดี หรือไม่ดี ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องในทางการเมือง และผู้อยู่ในอำนาจจะได้เปรียบในการต่อสู้แย่งชิงนี้

เมื่อพิจารณาถึงกระบวนการสร้าง ผลิต (Constitute) กำหนดเอกลักษณ์(Identity) และความหมาย(significant) ให้กับสรรพสิ่ง อันจะเป็นที่มาของการสั่งสมอำนาจ ความนิยมชมชอบจากประชาชน(Populist) เพื่อที่จะเป็นกลไกช่วยผลักดันและเกื้อหนุนให้เกิดเสถียรภาพในการดำรงอยู่ และมีความ “เป็นต่อ” ฝ่ายตรงกันข้ามให้มากที่สุด นั่นคือ กระบวนการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในการนิยาม ความหมายของสิ่งต่างๆ ซึ่งอำนาจในการนิยามสิ่งนั้นๆ จะต้องมีที่มาจากความชอบธรรม (Legitimacy)

การผลิตวาทกรรมการเมืองของพรรคการเมือง ของรัฐบาล แต่ละยุคสมัย รวมถึงยุคปัจจุบัน มีกระบวนการผลิตชุดของวาทกรรม ขึ้นมามากมาย แม้บางอย่างจะเป็นการผลิตซ้ำ อาทิ วาทกรรมเพื่อสร้างประชานิยม(Populism) ทั้งหลาย เช่น ในสมัยที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี วาทกรรม “เงินผัน” อันเป็นแนวคิด “เคนเซี่ยน” (Keyensianism) คือการหว่านเม็ดเงินกระตุ้นรากหญ้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็นับเป็นวาทกรรมการเมือง ที่ได้ผลในการสร้างและยึดตรึงความพึงพอใจของประชาชนในแง่ของผลที่ได้รับ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพของรัฐบาลในระดับที่น่าพึงพอใจ

เมื่อมองให้ลึกซึ้ง การผันเงินสู่ชนบทของรัฐบาลในขณะนั้น ก็เป็นเพียงการสร้างชุดของวาทกรรม ที่เนื้อแท้แล้ว ประโยชน์ของประชาชนเป็นเรื่องรอง และผลสะท้อนด้านประชานิยมต่างหากที่เป็นวัตถุประสงค์หลัก อีกทั้งไม่สามารถฝ่าอุปสรรคความไม่โปร่งใสทั้งมวลไปได้ ว่ากันว่า “เงินผันคึกฤทธิ์” คนหลายกลุ่มร่ำรวยกันถ้วนหน้า

หลังจากนั้น รัฐบาลในยุคต่างๆ ก็พากันผลิตวาทกรรมการเมือง เพื่อจูงใจประชาชนทั้งสิ้น กระทั่งรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เสนอวาทกรรมการเมือง “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” นับเป็นวาทกรรมที่ยังได้รับการกล่าวขานถึงในแง่มุมของวิสัยทัศน์ผู้นำในการก้าวสู่เวทีโลก แต่ “ สนามการค้า” ดังกล่าวได้นำมาซึ่งเค้าลางแห่งการก่อเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่(Bubble Economy ) และการคอร์รัปชั่นแบบ “ Buffet Cabinet”

ในที่สุดการเลือกตั้งแต่ละยุคพรรคการเมืองจะรังสรรค์วาทกรรมการเมืองใหม่ๆ ขึ้นเสมอเพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง เป็นต้นว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่” หรือ “คนของเราพรรคของเรา” หรือ “เลือกคนบ้านเราเป็นนายก” หรือ “ จำลองพาคนไปตาย”เป็นต้น จนกล่าวกันว่าเป็นการเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น

ก่อนการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ได้ก่อให้เกิดการรังสรรค์ วาทกรรมจากบรรดานักวิชาการ(Technocrat) เช่น การเมืองภาคประชาชน การมีส่วนร่วม (participation) ประชาสังคม(civil society) ซึ่งนับเป็นวาทกรรมการเมืองที่เสมือนเป็นการหยิบยืมมาจากโลกเสรีประชาธิปไตยที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมาเนิ่นนานแล้ว

ทั้งๆที่ในบริบทของการเรียกร้องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน หรือประชาสังคม (civil Society) ของไทยมีมานานพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน (Civic Movement) จนก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดมาหลายครั้ง แต่วาทกรรมดังกล่าวก็เพิ่งจะถูกขานรับเมื่อไม่นานมานี้เอง ทำให้ประชาสังคม (civil Society) เสมือนเป็นวาทกรรมใหม่สำหรับสังคมไทย ที่ได้สร้างกระบวนการให้เกิดความรับรู้ ความเชื่อ และอุดมการณ์ตามมา

อย่างไรก็ดี วาทกรรมการเมืองเดิมๆ กลับไม่ยืนยงและครอบงำ(Domination) ประชาชนอย่างท่วมท้น เฉกเช่นที่พรรคไทยรักไทยนำเสนอ ทั้งนี้ว่ากันว่ามีกระบวนการผลิตวาทกรรมการเมืองที่ลึกซึ้งแยบยล จูงใจให้ประชาชนรู้สึกถึงความดูแลเอาใจใส่ เป็นต้นว่า “โครงการเอื้ออาทร” “โครงการเอสเอ็มอี” หรือ “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณธ์” ที่รัฐกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ( Policy Patronage ) วาทกรรมชุดนี้ได้สร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาอย่างเด่นชัด ทำหน้าที่ปิดกั้นมิให้เอกลักษณ์ ของพรรคฝ่ายค้านมีพื้นที่ (sphere )ได้แม้แต่น้อย จนต้องสร้างวาทกรรม “ธนกิจการเมือง” ขึ้นมา ก่อให้เกิดดุลภาวะในสมรภูมิทางการเมืองบ้างพอสมควร

วาทกรรม “โครงการเอื้ออาทร” หรือ “ โครงการเอสเอ็มอี” หรือ “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” แม้ถูกมองว่าเป็นประชานิยมแต่รัฐบาลจากรัฐประหารที่ห่อหุ้มด้วยอำนาจทหาร ก็มิได้ยกเลิก ทำได้เพียงแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ หรือเปลี่ยนอัตลักษณ์ใหม่ให้เป็นของตน แต่วิธีการยังคงเดิม นั่นหมายความว่ารัฐบาลทหารยอมรับวาทกรรมการเมืองเหล่านั้นเช่นเดียวกับประชาชน

วาทกรรม“ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ทั้งๆที่อำนาจรัฐคืออำนาจประชาชนที่ไม่ต้องมีใครมากำหนดให้เพิ่มหรือลด เป็นความผิดพลาดในการรังสรรค์วาทกรรม ที่รัฐเข้าใจว่ามีอำนาจเหนือประชาชน ทั้งๆ ที่รัฐมิได้มีอำนาจอยู่แต่เดิม แต่เป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการปกครองโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน ที่เป็นวาทะอมตะของ อับราฮัม ลินคอร์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

การสร้างชุดวาทกรรมการเมือง ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ก็เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าอำนาจรัฐที่มีบริบูณณ์เหนือประชาชนนั้น ต่อไปนี้จะได้แบ่งสรรมาให้ประชาชนด้วยตระหนักว่าประชาชนมีความสำคัญและไม่เคยมีอำนาจนั้นอยู่เลย ความเมตตานี้จึงเป็นความเอื้ออาทรอีกประการหนึ่ง ที่ประชาชนมีหน้าที่ต้องตอบแทนความมีน้ำใจของรัฐอีกเช่นเคย

นอกจากนั้นยัง ได้สร้างวาทกรรมใหม่ที่ให้เข้าใจกันว่า “ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง” หรือ “คนรวยใช่ว่าจะไม่โกง” หรือ “ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเป็นพวกไม่รักชาติรักแผ่นดิน” ซึ่งเป็นวาทกรรมที่แยกเขาแยกเราทำให้เขากลายเป็นอื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกันในสังคม และที่สำคัญวาทกรรมการเมืองยังทำให้รัฐบาลที่เข้มแข็งต้องพังครืนลงมาแล้วอย่างคำว่า “ระบอบทักษิณ” แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงยังคงรู้จัก

ดังนั้นชุดของวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นแต่ละยุคสมัยได้ก่อให้เกิดความหมาย และสัญลักษณ์ต่างๆ ในสังคมการเมือง ที่สามารถครอบงำ ยึดตรึง ปิดกั้นความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ของผู้คนในสังคมเป็นอย่างดี การเสพย์วาทกรรมจึงต้องแยกแยะความถูกต้องชอบธรรมและที่มาของวาทกรรมนั้นๆด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกครอบงำ และการบิดเบือนที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกทางสังคมโดยผู้เสพย์เองก็ไม่ทันตั้งตัว

( เรื่อง: ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง Thanajaithai@hotmail.com)

จูบปากชื่นมื่น! นักการเมืองร่วมงานแต่ง "อาจหาญ อยู่บำรุง" คับคั่ง "มิ่งขวัญ-เฉลิม"โชว์กอดกันกลม

ที่มา มติชน



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 18 มกราคม ภาพบรรยากาศงานแต่ง นายอาจหาญ อยู่บำรุง ลูกชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิร์ล โดยมีนักการเมืองทั้งใหญ่และเล็กร่วมงานคับคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกจับตาอย่างมากถึงปัญหาภายในพรรคเพื่อไทย ภายหลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าจะลาออกจากพรรคเพื่อไทยเนื่องจากขัดแย้งกรณีพรรคเสนอชื่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีกระแสข่าวว่าจะดึงนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ มาตั้งพรรคใหม่

เมื่อนายมิ่งขวัญ มาถึงบริเวณจัดงาน ถ่ายรูปกับคู่บ่าวสาวเสร็จแล้วเดินตรงเข้าไปหาร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งกำลังคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ โดยนายมิ่งขวัญมีสีหน้ายิ้มแย้มและยกมือไหว้ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยความอ่อนน้อม ร.ต.อ.เฉลิมได้สวมกอดนายมิ่งขวัญและบอกว่า "โอ้ น้องมิ่งขวัญมา งานหลานทั้งทีไม่มาไม่ได้" นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิมยังบอกระหว่างให้สื่อมวลชนถ่ายรูปคู่ว่า "เราต้องอยู่ด้วยกัน ระบอบประชาธิปไตยแตกต่างได้แต่ต้องไม่แตกแยก ฝ่ายค้านเราแตกแยกได้แต่เป็นการแตกเพื่อผนึก และนำไปสู่ชัยชนะ" ทำให้นายมิ่งขวัญกล่าวตอบว่า "ผมขอบอกพี่ไว้เลยนะ ไม่ว่าพรรคจะเลือกใคร พี่เหลิมต้องช่วยผมนะ" ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวตอบเสียงดังทันทีว่า "พี่ต้องช่วยน้องอยู่แล้ว ข้อมูลเพียบ..เดี๋ยวพี่ยกให้"


นายมิ่งขวัญ ให้สัมภาษณ์ว่า 1.พรรคกำลังพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้นำการอภิปรายไม่ไว้วางใจและเป็นแคนดิเดตนายกฯ 2.ร.ต.อ.เฉลิม กับตนผูกพันกันดี ท่านเป็นทรัพยากรของพรรคที่มีคุณค่า ถ้าพรรคเลือกตนเป็นผู้นำการอภิปราย ตนก็จะไปขอให้ร.ต.อ.เฉลิมมาร่วมอภิปราย สำหรับกรณีมีปัญหาว่าส.ส.กลุ่มมิ่งขวัญไปพูดกระแนะกระแหนร.ต.อ.เฉลิมนั้น ก็ยอมรับว่าพรรคใหญ่ย่อมมีคนที่คิดเห็นแตกต่างกันเป็นธรรมดา

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัก'พท.'ตั้ง'ทางเลือกใหม่'

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




ข่าวความขัดแย้งแตกแยกในพรรคเพื่อไทย มีมาเป็นระลอก

สะท้อนได้จากการแต่งตั้งผู้นำ ที่จนบัดนี้ยังไม่มีความชัดเจน

ยังผลให้การขับเคลื่อนของพรรคทั้งในสภา และการตรวจสอบรัฐบาลขาดเอกภาพ พูดกันไปคนละทิศละทาง

โดยเฉพาะการสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่กลายเป็นปมปัญหาล่าสุด

กระแสข่าวทางหนึ่งระบุพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สนับ สนุนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นผู้นำอภิปราย

อีกฝ่ายก็ว่าต้องขึ้นกับเสียงส่วนใหญ่ของส.ส.ในพรรค

รอยร้าวถ่างชัดขึ้นอีกเมื่อมีกระแสข่าวร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เตรียมแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่

ร.ต.อ.เฉลิม เปิดใจกับสื่อระหว่างงานแต่งงานลูกชาย เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ไว้ดังนี้

กระแสข่าวตั้งพรรคการเมือง

ยอมรับว่ามีแนวคิดนี้ ที่ผ่านมาผมทำงานให้พรรคเต็มที่ ทั้งรณรงค์หาเสียงเมื่อมีการเลือกตั้ง บรรยายให้สมาชิกพรรค ทำให้เห็นว่ามีประชาชนชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณมาก จึงได้ขายแนวคิดนี้ ไม่ใช่อยู่ๆ ไปประกาศจะเอาพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน

แต่ได้อธิบายว่าตั้งแต่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร มีรัฐประหารและมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น วันนี้ต้องลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง ผมเสนอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 และรับพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน

แต่คนในพรรคหลายคนออกมาคัดค้าน และเห็นว่าใครก็ตามที่ผูกพันกับพ.ต.ท.ทักษิณ แปลว่าไม่ได้ออกเงินและหวังได้ดี ซึ่งไม่ใช่ ผมไม่ได้ออกเงินจริง เพราะไม่มีเงิน และไม่มีเงินมาเล่นการเมืองเนื่องจากไม่เคยทุจริต ผมไม่มีเงินมากพอที่จะไปแจกคนในพรรค

เมื่อเริ่มมีแนวคิดไม่ตรงกันก็ต้องแสดงความเห็น เมื่อในพรรคยังพิจารณาว่าจะไม่ขายพ.ต.ท.ทักษิณ แล้วจะขายใครเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง เพราะขี้เหร่ทั้งนั้น ผมก็ขายไม่ได้ เพราะมีตำหนิและถูกมองว่ารักลูกเกินไป

อีกกรณีหนึ่ง ผมเคยเสนอแนวคิดว่ากรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่ มีส.ส. 36 คน พรรคควรปรับปรุงบ้าง แต่ไม่ใช่ผมจะมากุมอำนาจ

เสนอให้แบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 3 โซนคือ รอบนอก กรุงเทพฯ ตรงกลาง และกรุงเทพฯ ฝั่งธนฯ แต่พรรคก็เฉย ตรงกันข้ามกลับสกัดกั้น พูดจาแขวะไปมาทำนองว่าผมจะเอาบุตรชายลงสมัครรับเลือกตั้ง ยืนยันว่าบุตรชายจะไม่ลงสมัครส.ส.

เรื่องญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมไม่ได้น้อยใจ แต่มีข่าวว่าการอภิปรายครั้งนี้จะดุเดือดเลือดพล่านเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ แสดงว่าคุณแขวะใคร ทำไมเมื่อก่อนคุณไม่แขวะผม เพราะรับประโยชน์มาหรือไม่

การอภิปรายเป็นแนวทางที่ไม่ตรงกับผม แนวทางผมคือเมื่อเราเป็นฝ่ายค้านไม่ไว้วางใจรัฐบาล ต้องเน้นเรื่องทุจริต การบริหารงานที่ผิดพลาด ต้องเต็มที่ เปิดโปง เปิดแผล เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง มั่นใจว่าที่ผ่านมาผมได้ฝากแผลเป็นให้กับพรรคประชาธิปัตย์

หากข้อเสนอของผม พรรคเพื่อไทยปฏิเสธแล้วยังเดินแนวทางตามเดิม ไม่ยอมขายพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ปรับปรุงกทม. ไม่คิดทำแนวทางใหม่ๆ ผมก็มี 2 ทางเลือก คือ 1.ยุติการเมือง 2.ถ้าจะเล่นการเมืองต้องตั้งพรรคขึ้นใหม่ แต่จะถึงขั้นนั้นหรือไม่ขอดูท่าทีก่อน

ยืนยันถ้าผมออกจากพรรคจะไม่ทำให้พรรคปั่นป่วน ผมมาคนเดียว ขอไปคนเดียว และไม่ได้พูดคุยกับพ.ต.ท. ทักษิณ เรื่องนี้

ไม่ต้องห่วง ผมเป็นหัวหน้าพรรคมาตั้งแต่ปี 2529 ถ้าตั้งพรรคใหม่ก็หวังได้ 5 ที่นั่งก็พอใจแล้ว การหาเสียงก็จะนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน เพราะพรรคเพื่อไทยเขาขอให้ก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ก้าวข้าม

พรรคใหม่ก็จะดึงคนที่พรรคเพื่อไทยไม่รับจำนวนมาก หรือเรียกว่าเป็นไวน์น้ำสอง เอามาลงรับสมัคร อย่านึกว่าผมไม่มีพวกนะ เพราะพวกของผมเกิดจากที่ผมทำงาน ไม่ได้เกิดจากการที่ผมเอาสตางค์มาไล่แจก และผมไม่มีวันทำอย่างนั้น

การตั้งพรรคใหม่จะได้ข้อสรุปเมื่อใด

อย่างน้อย 3 เดือนนับจากนี้ เพราะถ้าปล่อยยาวไปจะเตรียมตัวไม่ทัน ผมยังชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนเดิม ไปหาเสียงก็จะพูดว่าอยู่พรรคเพื่อไทยช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ก็ให้มาทางนี้

สำหรับชื่อพรรคคิดไว้แล้วจะใช้ชื่อ "พรรคทางเลือกใหม่" หรือ "นิว อัลเทอร์เนทีฟ ปาร์ตี้" โดยมีจุดมุ่งหวังลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง และผมจะลงสมัครเขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นการพิสูจน์ พวกปากหอยปากปูจุ๊บจิ๊บในพรรคว่าคนกรุงเทพฯไม่เลือกเฉลิม น้องชายผมได้คะแนนสูงสุด ส.ก. ผมมีที่มาที่ไป

ขอบอกถึงนายมิ่งขวัญ ขอให้ตั้งใจทำงานให้ดี อย่ามาห่วงผม แล้วใครก็ตามที่ออกมาพูด ถ้าเป็นคนที่รับเงินจากคุณ คุณต้องห้ามเขาเพราะพวกในพรรคผมก็มี เดี๋ยวเขาก็ออกไปสวนบ้าง เดี๋ยวไปกันใหญ่ ผมอดทนมามาก อะไรก็ไม่เคยพูด

นึกว่าผมไม่รู้หรือไปจ่ายสตางค์กันชั้นไหน ที่สภาใครจ่ายเงิน ผมรู้ทั้งนั้น ใครจ่ายอะไรผมรู้หมด แต่ว่าอย่าทำลายกัน เพราะผมไม่ได้เป็นอุปสรรคในพรรค

การจ่ายเงินส.ส.เพื่อให้มาเป็นพวกมีจำนวนมากน้อยเท่าใด

เวลาจ่ายสตางค์ผู้แทนฯ ก็รับทั้งนั้น แต่เวลามาเป็นพวก เป็นหรือไม่ผมไม่ทราบเพราะไม่เคยใช้วิธีการนี้ ผมใช้สมอง ไม่ได้ใช้สตางค์ และยังหลับตานึกไม่ออกว่าที่แอ๊กชั่นกันอยู่ในขณะนี้ ในสภาจะพูดอะไรกัน เพราะไปข้างนอกนั่งกันเงียบกริบฟังผมพูดทั้งนั้น

วันดีคืนดีได้รับเงินทองไปหน่อยมาด่าผม อย่างนี้มันไม่ยุติธรรม หัวใจผมทำด้วยเนื้อไม่ใช่เหล็ก

แกนนำพรรคใหม่ที่จะตั้ง

ไม่มี ผมคิดว่าจะคุยกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และร.ต.อ. นิติภูมิ นวรัตน์ รวมถึงคนที่อยากลงกรุงเทพฯ แต่ถูกสกัดกั้น ผม 3 คนตอนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้ 1.7 แสนคะแนน ร.ต.อ.นิติภูมิ ลงส.ว. ได้ที่หนึ่ง นายชูวิทย์ได้ 3.38 แสนคะแนน รวมกันมันก็ไปได้

แต่ก่อนไปถึงจุดนั้นจะขอดูท่าทีพรรคเพื่อไทยก่อน ถ้าปฏิเสธแนวคิดที่บอกก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจง่ายขึ้น

พุดคุยกับนายชูวิทย์ และร.ต.อ.นิติภูมิ แล้วใช่หรือไม่

กับนายชูวิทย์ พูดคุยแล้ว แต่ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ได้คุย ต้องให้ผมตัดสินใจก่อนว่าพรรคเพื่อไทยไม่เอาแนวทางที่ผมคิดเลย เมื่อตัดสินใจแล้วถึงจะพูดคุยกับร.ต.อ.นิติภูมิ

ในส่วนของนายชูวิทย์ ที่ตั้งพรรค"รักประเทศไทย" สามารถพูดคุยกันได้แล้วค่อยมาเปลี่ยนชื่อภายหลัง

ถ้าพรรคเพื่อไทยแก้ไขบางเรื่องใน 3 แนว ทางที่ให้ไว้พร้อมจะอยู่กันต่อไปหรือไม่

ต้อง 3 ข้อ ถ้าไม่ทำทั้ง 3 ข้อผมก็คิดใหม่ และไม่ได้บังคับเพราะข้อเสนอของผมเป็นเรื่องดี

ขอถามนิดนึงถ้าขายนายมิ่งขวัญ เอาอะไรไปขาย ขายผมก็ไม่ได้ ต้องขายพ.ต.ท.ทักษิณ คุณเก่งกันนักเคยออกพื้นที่ไหม ก็ไอ้นักรบห้องแอร์ สร้างความปั่นป่วน บางคนมีสตางค์หน่อยก็สร้างความยุ่งยากในพรรค ผมรับไม่ได้

เชื่อว่าเรื่องนี้อยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจ เพราะในพรรคไม่มีใครตัดสินใจได้ มีพ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว ถามว่าผมเอาประโยชน์อะไรเข้าตัว ที่ผมเสนอไป 3 ข้อ ถ้าคุณมาเป็นราหูอมจันทร์อย่างนี้ มันไม่ได้ แล้วมันไม่ชนะ มันพากันแพ้หมด

พรรคเพื่อไทยวันนี้ถ้าอยู่ในพื้นที่อันตราย ถ้าคุณไม่ได้เกินกึ่งหนึ่งไม่ได้ตั้งรัฐบาล ถ้าได้เกินกึ่งแต่ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่รับรอง แต่หากคุณได้มากก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง

ฉะนั้นคราวนี้ต้องชนะแลนด์สไลด์ ซึ่งมีทางเดียวต้องขายทักษิณ จะเอานายมิ่งขวัญ ประกบคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) หรือ มันไม่ได้ แต่ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไปได้ ชายหล่อกับหญิงสวย ทั้งสองคนนักเรียนนอก

ไม่ใช่ว่าผมคัดค้านนายมิ่งขวัญ ก็เพราะมันไม่ชนะ

อังคณา-แม่น้องเกด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




น่ายกย่องและเชิดชูอย่างยิ่งสำหรับการทวงความยุติธรรมของ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ "น้องเกด"กมนเกด อัคฮาด ผู้ช่วยพยาบาล 1 ใน 6 ศพที่ถูกสังหารหมู่ในวัดปทุมวนาราม

นางพะเยาว์เคลื่อนไหวในฐานะผู้สูญเสียลูกสาวไปในเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดง

เพราะไม่มีคนไหนที่จะยอมให้ลูกตัวเองตายฟรี

ต้องทำทุกวิถีทางที่จะนำตัว"คนสั่งการ"มารับโทษให้ได้

ที่สำคัญการเคลื่อนไหวของนางพะเยาว์ยังส่งผลต่อสังคมโดยรวม

เป็นการตีแผ่อำนาจรัฐใช้อาวุธสงครามปราบปรามประชาชน

ยิ่งการเดินทางไปให้การต่อคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษย ชนของประเทศอังกฤษของนางพะเยาว์ในช่วงปลายเดือนม.ค.นี้

ยิ่งมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อการทวงความยุติธรรมของคนเสื้อแดงในเมืองไทย

เพราะสามารถให้โลกได้รับรู้ถึง"ข้อเท็จจริง"จากปาก ของผู้ที่สูญเสีย ไม่ได้รับฟังคำชี้แจงของรัฐบาลไทยเพียงฝ่ายเดียว !?

ในอดีตก็เคยมีผู้หญิงไทยที่ออกมาทวงความยุติธรรมในลักษณะนี้มาแล้ว

นางอังคณา นีละไพจิตร ได้รับการยกย่องในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

เพราะเคยออกมาทวงความยุติธรรมคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร สามีซึ่งเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม

ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ !

นางอังคณาก็เคยนำเรื่องทนายสมชายไปตีแผ่ในองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติได้รับทราบ

จนกลายเป็นตัวจักรสำคัญในการต่อต้านการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเวลาต่อมา

ทั้งนางพะเยาว์และนางอังคณาต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องทวงความยุติ ธรรม

เพราะต้องสูญเสียคนที่รักไป

แต่ผลของการเรียกร้องก็ขยายวงกว้าง

กระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

บทบาทของทั้ง 2 คนดูเหมือนจะล้ำหน้าการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีนางอมรา พงศาพิชญ์ เป็นประธานฯเสียด้วยซ้ำ

เพราะทุกวันนี้คณะกรรมการชุดนี้ยังทํางานไม่เต็มที่

อาจพูดได้ว่ายังไม่ได้ช่วยเหลือเหยื่อ 91 ศพและผู้บาดเจ็บเกือบ 2 พันคนอย่างจริงจัง

จะเห็นได้ว่าจนถึงตอนนี้ยังคงเห็นญาติผู้สูญเสียจากเหตุ การณ์สลายม็อบแดงเรียกร้องความยุติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการสิทธิฯแทบไม่มีบทบาทอะไรเลยกับการปกป้องสิทธิให้เหยื่อ 91 ศพ

กลับปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิกันตั้งแต่ก่อนจะมีการสลายม็อบแดงด้วยซ้ำ

ฉะนั้น ไม่ต้องไปคาดหวังอีกแล้วว่าองค์กรอิสระของไทย

จะเป็นตัวจักรสำคัญในการติดตามดำเนินคดีกับคนสั่งการสังหารหมู่ประชาชน

แม่ทัพภาค 3 ประกาศชัดขจัดขบวนการล้มเจ้าทุกรูปแบบ

ที่มา thaifreenews

โดย namome




พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 ประกาศชัดเจน 4 ประเด็นหลักคือ
1.สกัดกั้น ปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดน
2.ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
3.สกัดกั้นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
4.ทำความเข้าใจต่อมวลชนใน 17 จว.ภาคเหนือ ต่อกรณีเหตุการณ์วันที่ 17 เม.ย.2553

พล.ท.วรรณ ทิพย์ กล่าวย้ำด้วยว่า “มีผู้ไม่หวังดีสร้างความไม่สงบในพื้นที่ ไม่หวังดีต่อสถาบัน” “ที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดความสับสนไม่รู้บทบาทของตัวเอง ผมขอบอกพวกเราทุกคนเพื่อไม่ให้สับสน ว่า ตราบใดที่สังคมไทยยังเป็นเช่นนี้ และมีรัฐธรรมนูญอย่างนี้ พวกเราทุกคนในที่นี้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” "ผู้คนบางกลุ่มพยายามในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง ดังนั้น ทหาร ซึ่งมีภารกิจหน้าที่โดยตรงในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงต้องทำทุกวิถีทางในการรักษาไว้ซึ่งสถาบันดังกล่าว รวมไปถึงข้าราชการ ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กำนัน และผู้ใหญ่บ้านทุกคน ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังที่จะปกป้องสถาบันหลักนี้ไว้ให้จงได้" "หลายฝ่ายไม่รู้และด้วยความไม่เข้าใจของประชาชนมาบิดเบือนใส่ร้ายและจาบจ้วง เบื้องสูง ในเรื่องนี้ทางทหารมีนโยบายชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะสนับสนุนทางตำรวจอย่างเต็มที่หากมีการร้องขอ นอกจากนี้ หากมีกรณีการหมิ่นสถาบันในอนาคต จะให้ทหารในพื้นที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที ตอกย้ำให้เห็นถึง “การมีอยู่” ของขบวนการล้มเจ้า

เขียนโดย JJ_Sathon

เรื่องการบล็อกเว็บไซต์

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


เมื่อวานไทยฟรีนิวส์ก็โดนบล็อกนะครับ ไม่ใช่มีสิทธิพิเศษมากกว่า IF หรือ ประชาท็อล์ก นะครับ แต่บังเอิญเรามีเว็บมาสเตอร์ที่มีฝีมือดี จึงสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็ยังโดนบล็อกอยู่นะครับ

ผมจับได้ว่าเขาบล็อกโดย ISP ของบริษัท CS Loxinfo เฉพาะบริการอินเตอร์เน็ตที่ผ่านบริษัทนี้เท่านั้นที่โดนบล็อก ผมลองใช้ ISP ของบริษัทอื่น ปรากฎว่าไม่โดนบล็อก

ทำให้ผมเชื่อว่า "เขากำลังมีปฎิบัติการใหม่" และอยู่ในช่วง ทดสอบปฎิบัติการใหม่ของเขาอยู่ และอาจประเมินการตอบโต้

การบล็อกโดย ISP ผมคิดว่าเป็นการกระทบที่ผิดกฎหมายนะครับ แต่ใครที่มีความรู้ทางกฎหมายช่วยหาคำตอบด้วยครับ

ผมไม่วิตกกับแก้รัฐธรรมนูญ 375/125 ของ ปชป. พรรคเล็กจะเสียประโยชน์ไม่ใช่เพื่อไทย

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



คือบางคนอาจวิตกกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ปชป. จะเพิ่มสัดส่วน สส.จากระบบสัดส่วนเป็น 125 เสียง และมี สส.เขตเพียง 375 เสียง ซึ่งมีบางคนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ สส.สัดส่วนเพิ่มขึ้น 25 เสียง แต่ไม่ได้บอกว่า 25 เสียงที่เพิ่มขึ้นนี่แย่งมาจากฐานเสียง เพื่อไทยหรือเปล่า ผมคาดว่าไม่ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จะมาจากฐานของพรรคเล็กที่จะหดตัวลง

สส. สัดส่วน ชื่อมันก็บอกว่าเป็น สส.สัดส่วน แม้จะแบ่งออกเป็น 8 เขต แต่คะแนนที่นำมาคิด ก็จะมาจากจำนวนคะแนนทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะได้อยู่ดี และผมเชื่อว่า "การเมืองไทย" ได้แบ่งออกเป็น สองฝากอย่างเต็มที่แล้ว ทำให้คนเสื้อแดงยากที่จะไปลงคะแนนให้พรรคเล็ก หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าในพื้นทีอาจไม่ชอบตัวผู้สมัครที่ลงในบางเขต แต่คะแนนพรรคก็ต้องลงให้พรรคเพื่อไทยอยู่ดี ดังนั้นสัดส่วนคะแนนที่ลงให้กับ ประชาธิปัตย์ กับเพื่อไทย ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่พรรคที่จะได้รับผลกระทบคือ พรรคเล็กมากกว่า

ผมเชื่อว่า 125 เสียงในระบบสัดส่วน ส่วนใหญ่จะแบ่งกันระหว่าง เพื่อไทยกับ ประชาธิปัตย์

ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความหวังที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน โดยใช้ผลงานของตนแล้ว ดังนั้นวิธีการเอาชนะจึงมีแต่เพียง หาความได้เปรียบเล็กๆ น้อยๆ จากกติกา ซึ่งอาจสร้างความได้เปรียบเล็กๆ น้อยๆ แต่ภาพรวมคือ "ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาพรรคนี้อยู่ดี"

เรื่องแก้ไขกติกาให้ได้เปรียบนี่มันเป็นดาบสองคม เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่พวกเขาแก้ไขหวังว่าจะทำให้รัฐบาลนายชวน หลีกภัยได้เปรียบทางการเมือง มีการวางกลไกต่างๆ สนับสนุนเอาไว้ แต่ "คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต" ประชาชนเขาไม่เอาด้วย สุดท้ายก็เกิดทักษิณขึ้นมา และได้ใช้รัฐธรรมนูญนั้น ทำให้การอภิปรายนายกรัฐมนตรีทำไม่ได้ เพราะไปเขียนกติกาเอาไว้เองว่าต้องใช้เสียง ไม่ต่ำกว่า 200 เสียง เพื่อไม่ให้นายชวนโดนอภิปราย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เหมือนกัน คิดจะทำให้ตัวเองได้เปรียบ แต่ผลมันจะไม่เป็นอย่างนั้น และมันจะเป็นดาบสองคม กลับมาแทงตัวเอง

ผมคิดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องให้มันเป็นธรรม เป็น Fair game เพราะความนิยมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อเราไม่ได้อำนาจรัฐเราจะได้ไม่เสียเปรียบมากเกินไป

พรรคการเมืองควรมีฐานสนับสนุนที่แท้จริงคือประชาชน ไม่ใช่แสวงหาความได้เปรียบจากกติกา หรืออำนาจอื่น เพราะหากประชาชนสนับสนุนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ก็ไม่ล่มสลาย ก็เหมือนพรรคเพื่อไทยวันนี้ แม้นักการเมืองในพรรคจะโดนกลั่นแกล้งตัดสินไปแล้วสองรอบ สส.ของพรรคปัจจุบันเป็นพวกแถว 4 แถวห้า พรรคอ่อนแอเต็มที่ แต่ก็ไม่ล่มสลาย เพราะเสียงที่แท้จริงของประชาชนสนับสนุนอยู่ ความอ่อนแอปัจจุบันจึงเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น รอวันฟิ้นตัวกลับมาใหม่ เมื่อนักการเมืองที่โดนกลั่นแกล้งกลับเข้ามาอีก หรือมีการพัฒนาลบจุดอ่อนแอนั้นไป

การได้อำมาตย์สนับสนุน ทำให้คุณอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่มีฐานกำลังที่แท้จริง สุดท้ายจะล่มสลายไป

ผมเชื่อว่าการเมืองไทยจะยังวุ่นวายไม่ลงตัวไปอีก 4-5 ปี จนถึงจุด "เปลี่ยนแปลง" ที่ใครก็รู้ แล้วจะค่อยๆ กับเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตยที่เข็มแข็ง เพราะประชาชนต่อสู้กันมาเอง

สำหรับระบอบอำมาตย์ นี่คือวันคืน ท้ายๆ ก่อนหายไปกับกาลเวลาแบบกู้กลับคืนไม่ได้ เป็นแค่ "สายฟ้าแลบ" ก่อนหายไปเท่านั้น พวกเขาซ่าซ์ได้จนถึงจุดเปลี่ยนที่อยู่ไม่ไกลเท่านั้น พวกเขาเอา "อนาคตทั้งหมด" มาแลกกับการสนับสนุนนายอภิสิทธิ์แค่ 4-5 ปีเท่านั้น

วันคืนเก่าๆ ของอำมาตย์ไม่กลับมาอีกแล้ว

มีการจัดปราศรัย เริ่มศุกร์ที่ 21 ขอนแก่น มาจบที่จันทบุรี เสาร์ที่ 22

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

มีการจัดปราศรัย เริ่มศุกร์ที่ 21 ขอนแก่น มาจบที่จันทบุรี เสาร์ที่ 22

ขอมาเผยแพร่ข่าวสาร ขอนแก่น ร่วมฟังการปราศรัย ในงานชุมนุมคนเสื้อแดงขอนแก่น
ณ ลานอเนกประสงค์ ถนนเลี่ยงเมือง ก่อนถึงหมู่บ้านแลนด์แอนด์ เฮ้าส์ จ.ขอนแก่น ใน
วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม 54 ตั้งแต่เวลา บ่าย 3 โมง จนถึง เที่ยงคืน ร่วมปราศรัยโดย
จตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำคนสำคัญ จัดงานโดย สถานีวิทยุ อิสานอัฟเดท เอฟเอ็ม
92.25 Mhz.และ 98.7 Mhz.

ส่วนงาน ตาสว่างทั้งแผ่นดินของ จันทบุรี ก็จะเป็นวันเสาร์ 22 ม.ค.2554 เวลา 16.00 น.-
24.00 น.พบการปราศรัย นปช.ชุดใหญ่ อภิวัน อ.ธิดา จตุพร ประแสง วรชัย ณ.รร.หนอง
สลุด ต.ปัถวี อ.มะขาม จ.จันทบุรี (อาหารฟรี)

มีการถ่ายทอดสดครั้งใด เว็บไซด์ด้านล่างนี้ จะมีการลิงค์สัญญาณกันและกัน ติดตามได้จาก-

ที่มา http://thaivoice.org/
และ
ที่มา http://speedhorsetv.blogspot.com/
และ
ที่มา : http://webwarper.net/ww/~av/www.norporchoreusweden.org/
และ
ที่มา http://www.smgermany.co.cc/
และ
ที่มา http://translate.google.com/translatehl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper.net/
ww/~av/redsiam.info/&rurl=translate.google.com&anno=2

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 19/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เมื่อต่างคน ต่างอวดดี เพราะมีเส้น
จึงได้เห็น ภาพลวงตา พากันสร้าง
เอาล่อหลอก เหล่าสาวก ตกหลุมพราง
แล้วก็อ้าง เพื่อชาติ อุบาทว์มัน....

เส้นเจอเส้น เล่นตามบท กำหนดไว้
แฝงอัปรีย์ จัญไร ได้ทั้งนั้น
ทำปากว่า ตาขยิบ มุบมิบกัน
หลอกคนโง่ ไปวันวัน ไม่หวั่นกลัว....

แสดงละคร ย้อนยุค ปลุกกระแส
หวังเพียงแค่ พวกตน ได้พ้นชั่ว
บอกรักชาติ มากล้น จนตามัว
หลงลืมตัว แค่หยิบมือ มาถือดี....

มือถือสาก ปากถือศีล รอสิ้นชาติ
ยังบังอาจ เพ้อฝัน เรื่องนั่นนี่
ปลุกกระแส คนชั่ว ทั่วปฐพี
เพื่อไว้มี ต่อรอง สนองตน....

จะเบี่ยงเบน คนสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
แล้วเติมวาด เฉไฉ ให้สับสน
เพราะสันดาน ชั่วช้า พาสัปดน
จึงเล่นกล ย้อนคืนมัน จนบรรลัย....

จะเส้นเล็ก เส้นใหญ่ ไม่ว่าหรอก
เพียงมาบอก กันก่อน สังวรณ์ไว้
รอวันชด ใช้กรรม เคยทำใคร
ความหมองไหม้ รอเชือด อย่างเดือดดาล....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554