WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 20, 2011

สูตรใหม่"400+125"แค่เริ่มก็เละ

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




ไชยันต์ ไชยพร
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช
ทันทีที่สูตรทางเลือกใหม่ ส.ส.เขตกับปาร์ตี้ลิสต์ 400+125 ได้รับการเสนอจากนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ทำนองว่าช่วยลดความขัดแย้งภายในรัฐบาล

เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างตัวเลขสูตรของประชาธิปัตย์ 375+125 กับข้อเสนอพรรคร่วม 400+100

ปรากฏว่าได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากคนในแวดวงการเมือง และนักวิชาการที่ติดตามประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด

ไชยันต์ ไชยพร

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ตัวเลขส.ส.มีหลักการอยู่ว่าส.ส. 1 คน ต่อจำนวนประชากรหรือต่อเขตเท่าไหร่ มีหลักคิดของมัน

แต่อยู่ดีๆ มาเพิ่มเป็น 525 คน คนเสนอสูตรนี้เป็นเจ้าแห่งการประสานผลประโยชน์เสียเหลือเกิน ขอให้ตัวเองมีแนวความคิดสักหน่อยก็เท่านั้น

การเพิ่มส.ส.แบบดื้อๆ อย่างนี้ มันไม่ใช่ ถ้าเด็กเห็นจะเป็นตัวอย่างไม่ดี เพราะไม่มีหลักคิดอะไร นึกจะเพิ่มก็เพิ่มตามใจชอบ ไม่มีคำอธิบาย นอกจากการประสานผลประโยชน์ลงตัวกันเฉพาะนักการเมือง

การอ้างว่าพบกันครึ่งทางคือการประสาน แห่งผลประโยชน์ เป็นนักการเมืองแนวปฏิบัติ นี่คือจุดเด่นนายเนวิน จึงเสนอสูตรนี้ขึ้นมาทั้งที่ไม่มีหลักการอะไร

หากส.ส.หรือพรรคร่วมรัฐบาลยอมรับ ก็ว่ากันไป แต่ผมในฐานะประชาชนไม่ยอม รับ เพราะอธิบายไม่ได้ว่ามีหลักคิดจากอะไร เพื่อผลประโยชน์เฉพาะนักการเมืองเท่านั้นหรือ

การจะเพิ่มต้องมีหลักการ มีการถกเถียงกันอย่างมีหลักการ ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าเพิ่มเพื่ออะไร ถ้าตอบในส่วนของหลักการไม่ได้ มันก็มั่วไปหมด

เมื่อเพิ่มจำนวนส.ส.แล้วประเทศไทยจะดีขึ้นหรือไม่ ตรงนี้ผมไม่รู้ ต้องถามนายเนวิน คนเสนอต้องตอบตรงนี้ให้ได้ก่อน

ถ้าตอบบนหลักการไม่ได้จะถือว่าร้ายแรงมาก เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี นึกจะเพิ่มก็เพิ่มจำนวนตามอำเภอใจ

หรือหากจะแก้รัฐธรรมนูญในมาตราอื่นขึ้นมาอีก ก็จะคิดกันเพียงแค่เพิ่มจำนวนตามใจชอบ โดยไม่คำนึงถึงหลักการที่ถูกต้อง

ดิเรก ถึงฝั่ง
ตระกูล มีชัย


เป็นเรื่องไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง





พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ส.ว.สรรหา

ไม่เห็นด้วย ส.ส.ในสภาขณะนี้มี 480 คน หากเพิ่มเป็น 525 คนอย่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ เท่ากับเพิ่มส.ส.มาอีก 45 คน เป็นการเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 เลยทีเดียว

การอภิปรายของส.ส.ส่วนใหญ่ในวันที่มีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หลายคนระบุว่าทุกวันนี้ปริมาณส.ส.ในสภาไทยมีมากเกินไป ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็บอกอย่างนี้ จนส.ส.จะเดินชนกันในสภาอยู่แล้ว

การเพิ่มจำนวนส.ส.ไม่เกิดประโยชน์ในการทำงาน ผมรับไม่ได้กับการมีส.ส. เกิน 500 คน ไม่มีประโยชน์แล้วยังสิ้นเปลืองงบประมาณ ทำงานยากขึ้นอีก

ส.ส.ไม่เกิน 500 คนเป็นตัวเลขที่มากพอแล้วถ้าเทียบกับจำนวนประชากร ประเทศอื่นอย่างสหรัฐมีประชากร 300 กว่าล้านคน เขามีส.ส.และส.ว.รวมกันแค่ 600 คน สามารถทำงานให้ประชาชนได้

ส่วนจะเป็นการฮั้วกันระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยหรือไม่ ไม่ขอแสดงความเห็น เอาเป็นว่าส.ว.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็แล้วกัน ในการแปรญัตติมี ส.ว.ที่เห็นด้วยกับสูตร 400+100 มากกว่า

ส.ว.หลายคนยังมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลไม่ควรแก้เพื่อเป็นการเฉพาะกิจ

เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูง สุดของประเทศจำเป็นต้องใช้ได้อย่างยาวนาน





ดิเรก ถึงฝั่ง

ส.ว.นนทบุรี

เป็นเจตนาและแนวคิดที่ดีของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอสูตรมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่การเพิ่มส.ส.จากเดิม 500 คน ขึ้นมาอีก 25 คน เป็นการแก้ไม่ถูกจุด

ประชาชนจะคิดอย่างไรถ้านักการเมืองแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ ส.ส.บ้านเรายังไม่มีคุณภาพ ขาดวินัยในการเข้าประชุมสภา การเพิ่มมา 25 คนจะยิ่งเพิ่มภาระในด้านงบประมาณ กินภาษีของประชาชนอีกเท่าไหร่

ยังทำให้สภาผู้แทนราษฎรทำงานยากลำบาก เพราะมีส.ส.จำนวนมาก ทุกวันนี้ประชุมแต่ ละครั้ง องค์ประชุมยังไม่ค่อยครบ ถ้าเพิ่มมาอีก สภาจะเลอะเทอะเข้าไปใหญ่ สิ่งที่จะตามมาอีกคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่รับไม่ได้

การเพิ่มจำนวนส.ส.จึงไม่เกิดประโยชน์อะไร

ประเด็นการสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายคือ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ประโยชน์ พรรคร่วมรัฐบาลก็ได้ประโยชน์นั้น ไม่อยากออกความคิดเห็น

แต่ไม่ว่าสูตรไหนหากส.ส.บัญชีรายชื่อยังเป็น 125 คน ยังไงพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ประโยชน์อยู่ดี

จึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาที่ยังอยู่บนความได้เปรียบเสียเปรียบ ยืนยันว่าสูตร 400+100 เป็นสูตรที่เหมาะสมที่สุด และขอพูดในฐานะคนกลางว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผลประโยชน์ควรตกอยู่ที่ประชาชนถึงจะถูก

การแก้ไขจึงควรลดองค์กรที่เป็นพรรค การเมืองให้มีขนาดเล็กลง พัฒนาคุณภาพของส.ส.ให้มากขึ้น

ยกตัวอย่างไต้หวัน ทุกวันนี้ลดจำนวน ส.ส.ลงเหลือ 200 คนเพื่อประหยัดงบประ มาณภาษีประชาชน และมุ่งเน้นพัฒนาคุณ ภาพส.ส.

บ้านเราวันนี้ส.ส. 500 คนถือว่ามากพอแล้ว อย่าไปเพิ่มภาระให้ประชาชนที่ต้องเสียภาษีให้ส.ส.อีกเลย



ตระกูล มีชัย

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ต้องถามคนคิดกลับไปว่าใช้ฐานอะไรคิด การกำหนดตัวเลขของส.ส.ต้องมีเหตุมีผล จึงแสดงถึงภูมิปัญญาคนคิด

ถ้าคิดเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ไม่ถูก เพราะไม่มีเหตุมีผลในตัวมันเอง ส.ส.มี 500 คนถือว่ามากเกินไปแล้ว ถ้าคิดกับสัดส่วนจำนวนประชากรไทยที่มีแค่ 60-70 ล้านคน

หากไปเพิ่มจำนวนส.ส.อีก เพื่อหวังแก้ไขปัญหาหรือปมต่างๆ ทางการเมืองของพวกนักการเมืองกันเอง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งจำนวนส.ส.ให้มากขึ้น เพื่อการจัดตั้งรัฐบาล หรือคิดเพียงแค่เพิ่มจำนวนส.ส.เพื่อยุติความขัดแย้ง

ตรงนี้มันต้องใช้ภาษีของรัฐเพื่อไปจ่ายเงินเดือนกับส.ส.ที่มีจำนวนเพิ่มเข้าไปอีก เป็นปัญหากับบ้านเมือง ไม่เกิดประโยชน์ บ้านเมือง ไปไม่รอดเพราะไม่มีเหตุมีผลในตัว มันเอง

ข้ออ้างที่ระบุว่าพบกันครึ่งทาง เป็นวิธีคิดของนักการเมือง มองแต่เพียงผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มองระบบโครงสร้างใหญ่ของประเทศ

นักการเมืองไทยก็คิดได้เท่านี้ นับจากนี้ประเทศคงหวังอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ของส.ส.เป็นสำคัญ ถ้าเป็นยุคสมัยก่อนที่ไม่มีการกระจายอำนาจ ส.ส.สามารถอ้างได้ว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน นำปัญหาประชาชนมาบอกรัฐบาล

แต่ปัจจุบันมีการกระจายผ่านไปยังองค์กรส่วนท้องถิ่นแล้ว เช่น อบต. อบจ. สามารถแก้ปัญหาประชาชนเฉพาะหน้าได้แล้ว การเพิ่มจำนวนส.ส.คงไม่จำเป็น

ในความเห็นผม จำนวนส.ส.ควรลดลงด้วยซ้ำ ขณะนี้ส.ส.มีเหลือเฟืออยู่แล้ว

ต่อไปถ้าจะเพิ่มเป็นหลัก 100 ตามอำนาจอำเภอใจ แบบนี้ไม่ไหว หลักคิดของนักการเมืองพวกนี้คิดบนผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น

การคงจำนวน 400 ไว้ เขาจะไม่มีปัญหาเรื่องเขตเลือกตั้ง ตรงนี้ เป็นสิ่งที่นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาอ้างมาตลอด เพราะเขาไม่อยากเหนื่อย เขาทะเลาะกันมากเรื่องการแบ่งเขต แย่งพื้นที่ จัดสรรตำแหน่งไม่ลงตัว

ส่วนบัญชีรายชื่อ 125 คน ทำให้พรรค การเมืองใหญ่ๆ 2 พรรค ไม่ว่าเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ หรือแม้ภูมิใจไทย มีโอกาสได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เข้ามาอีก

แนวความคิดนี้มีแต่ได้เฉพาะนักการเมืองแต่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย

ถ้านักการเมืองทุกข้างฝ่ายยอมรับสูตรนี้จริง ประชาชนเขายอมรับไม่ได้ มันไม่มีเหตุ มีผล ประเทศไทยมีส.ส. 525 คน แล้วมีส.ว.อีก มันจะทำอะไรกันหนักหนากับบ้านเมือง

ที่ผ่านมาหน้าที่ก็ไม่มีการทำหรือเดินหน้าอะไรเลย โดยเฉพาะการออกกฎหมาย

ขอเรียนว่าเพิ่มจำนวนส.ส.ไปมีแต่เปลืองเงินเปลืองภาษีของประชาชน ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลย

ทำไม-วีระ ไม่สมความคิด?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำไม-วีระ ไม่สมความคิด?



ปริศนาที่ 'มาร์ค' ต้องหาคำตอบ
ปริศนาเบื้องลึกจากคุกเขมร!

เหลือติดคุกอยู่คนเดียว "วีระ สมความคิด" ยังถูกจองจำต่อเพราะศาลกัมพูชายังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ศาลอุทธรณ์ ณ กรุงพนมเปญ กัมพูชา ได้พิจารณาการยื่นขอประกันตัวของ 5 คนไทยปรากฏว่าศาลพิจารณาให้ประกันตัว แค่ 4 คน ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์, นายตายแน่ มุ่งมาจน, นายกิจพลธรณ์ ชุสนะเสวี และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์

ยกเว้น นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ

และในขณะที่คนไทยทั้ง 5 คน เดินออกจากห้องพิจารณา นายวีระ ได้แสดงอารมณ์ ฉุนเฉียว พร้อมตะโกน บอกว่า
“ผมไม่ได้ประกันคนเดียว”
“ผมจะสู้กับมันจนถึงที่สุด”

นั่นคือคำพูดวีระก่อนถูกส่งกลับเรือนจำเปรย์ซอว์

ทั้งนี้ ศาลกัมพูชายังไม่ได้บอกเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไม ถึงไม่ให้ประกันตัวนายวีระ ซึ่งทนายความให้เหตุผลว่า ที่ศาลไม่ให้ประกันตัว อาจเพราะข้อหาจารกรรมข้อมูล ที่นายวีระถูกตั้งโทษอยู่นั้น ถือว่าเป็นข้อหาที่ร้ายแรง

เป็นอันว่า 7 คนไทยที่ถูกจับกุม ณ เวลานี้ 6 คนได้รับการประกันตัว และถูกนำตัวไปยังสถานทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ มีเพียงนายวีระเท่านั้นที่ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำเปรย์ซอว์

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมต้องเป็นวีระ? และอะไรกันแน่ที่ทำให้วีระไม่รอดคุกกัมพูชาเสียที?

เพราะหากนับจากวันที่ถูกจับกุม คือ 29 ธันวาคม 2553 มาถึงวันนี้เท่ากับ 21 วันเข้าไปแล้ว ที่ต้องนอนอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์

ยังดีที่เป็น 29 ธันวาคมนะ เพราะหากเป็น 29 พฤศจิกายน คงต้องถือเป็นตลกร้ายมากกว่านี้ เพราะจะเท่ากับว่าหลังครบรอบวันเกิดอายุ 54 เพียงแค่วันเดียวนายวีระก็ติดคุกเสียแล้ว เนื่องจากนายวีระนั้นเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2500

แต่หลายคนที่เชื่อเรื่องดวง ก็บอกว่ายังไงก็เป็นโชคร้ายอยู่ดี เพราะหลังวันเกิดเพียงแค่เดือนเดียวกลับโดนจับกุมติดคุกแบบนี้... ไม่รู้ว่าในปีที่อายุ 54 นี่ นายวีระจะระหกระเหินอีกสักขนาดไหน???

เพราะแม้ว่านายณฐพร โตประยูธ ที่ปรึกษากฎหมายชาวไทย จะบอกว่าในวันนี้ (19 ม.ค.) เวลาประมาณ 11.00น.จะเดินทางไปพบนาย วีระ ที่เรือนจำเปรย์ซอว์ ประเทศกัมพูชา เพื่อสอบถามข้อมูลนายวีระ และจะทำเรื่องยื่นขอประกันตัวต่อศาลกัมพูชาในชั้นฎีกาทันที

นายณฐพร ยอมรับว่ายังไม่ทราบเหตุผลที่ศาลกัมพูชาไม่ให้ประกันตัวนายวีระ อย่างไรก็ดี ส่วนตัวไม่เชื่อว่า ที่ศาลไม่ให้ประกันตัวเฉพาะนายวีระ เพราะมีข้อหาการจารกรรมข้อมูล

เพราะนางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่มีข้อหาเดียวกันก็ยังได้รับการประกันตัว
ดังนั้นน่าจะใช้เหตุผลเพราะนายวีระไม่ให้การใดๆกับศาลมากกว่า

นี่คือมุมมองของทนายความ

ซึ่งหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนแรกที่มีการพิจารณาให้ประกันตั้งแต่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และนางนฤมล จิตรวะรัตนา ซึ่งทั้งคู่ยอมรับว่าได้พลัดหลงเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อยอมรับเช่นนี้ก็เลยง่ายขึ้น

เพราะหลายฝ่ายมีการคาดการณ์ เมื่อมีการยอมรับความผิดเรื่องก็จบ และระวางโทษก็จะไม่รุนแรง ซึ่งก็เป็นไปตามที่ทีมทนายให้ความช่วยเหลือได้บอกให้ยอมรับผิดไปซะ เพราะจะง่ายต่อการประกันตัว

ดังนั้นหากมองในตรรกะนี้ ก็คือว่าการที่นายวีระยังไม่ยอมรับจึงทำให้ยังไม่ได้รับการประกันตัว

แต่ขณะเดียวกันก็คงต้องมองให้ลึกลงไปด้วยว่า ข้อหาของนายวีระไม่ได้มีแค่การรุกล้ำ แต่ยังมีการพ่วงข้อหาจารกรรมทางทหารอยู่ด้วย... การยอมรับจะต้องหมายถึงการยอมรับทั้ง 2 ข้อกล่าวหาด้วยหรือไม่?

ตรงนี้เป็นอีกประเด็นที่น่าคิด

ยิ่งเมื่อหากย้อนดูพฤติกรรมของนายวีระที่มีประวัติเคยบุกรุกพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง ตรงนี้ก็ยิ่งต้องระมัดระวังให้มากด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญนายวีระเป็นหนึ่งในแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ซึ่งไม่เพียงถูกมองว่าเป็นม็อบมีเส้น แต่ยังถูกมองว่ามีสัมพันธ์ลึกกับพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงนั้น กระทั่งทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้

และมีการตอบแทนกลุ่มม็อบพันธมิตรด้วยการแต่งตั้งให้นายกษิต ภิรมย์ จากม็อบพันธมิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าโยงความสัมพันธ์ในอดีต กับการที่จะต้องยอมรับข้อกล่าวหาในเรื่องจารกรรม ตรงนี้ดีไม่ดีแม้แต่นายอภิสิทธิ์เองก็อาจจะไม่สนุกนักด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันก็ไปสอดคล้องกับที่หลายๆภาคส่วนในสังคมไทยมีความเป็นห่วงว่า ถ้ายอมรับความผิดไปแล้ว จะทำให้ยากต่อการต่อสู้เรื่องดินแดนของประเทศในภายหลังนั้นหรือไม่???

เพราะต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ที่ต้องตั้งรับและตกหลุมพราง หมากเกมที่ทางกัมพูชาวางและออกแบบไว้ทั้งหมด

จึงทำให้มีความวิตกกังวลกันว่าในระยะยาวไทยจะเสียเปรียบกัมพูชาในเรื่องดินแดนที่คนไทยทั้ง7 คนถูกจับตัวไปอย่างแน่นอน

เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้มีการนำเรื่องนี้ไปประท้วงอย่างเป็นทางการให้ประชาคมโลกได้รับรู้ว่า พื้นที่ดังกล่าวมีหลักฐานว่าเป็นพื้นที่ฝั่งไทยไม่ได้เป็นของกัมพูชา

การไม่ประท้วงก็เหมือนเป็นการยอมรับ ซึ่งทางกัมพูชาก็สามารถที่จะนำประเด็นนี้ไปใช้ประโยชน์ในการกล่าวอ้างในอนาคตได้

ดังนั้นรัฐบาลไทยจะต้องเป็นผู้ตอบคำถามว่าเหตุในกัมพูชาจึงให้ประกันคนไทยเกือบครบ แต่เหลือแค่นายวีระคนเดียว

เป็นเรื่องของขบวนการยุติธรรมของศาลกัมพูชา จริงหรือไม่ หรือเป็นกระบวนการที่เกิดตามมาจากการเข้าไปเจรจาของรัฐบาลไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้ตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมจึงหลือเพียงนายวีระ

ทั้งๆที่นายวีระและ นางราตรี พิพัฒนไพบูรน์ ถูกตั้งข้อหาจารกรรมข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งก็ถือว่ามีโทษหนักด้วยกันทั้งคู่ แต่กลับรอดเพียงคนเดียว!!!

และถึงวันนี้ การที่มีภาพออกมาสู่สังคมในทำนองว่านายกรัฐมนตรีวางเฉย หรือเหมือนไม่ใส่ใจต่อปัญหาเท่าที่ควร จึงกลายเป็นผลเสียต่อตัวนายกรัฐมนตรีเอง เนื่องจากภาวการณ์เป็นผู้นำจะหายไป

ก็คงต้องดูว่าสุดท้ายแล้ว คดีของนายวีระจะเป็นอย่างที่รัฐบาลหวังว่า จะแค่ตัดสินช้าไปหน่อย แต่สุดท้ายยังไงก็จะไปจบที่การขอพระราชทานอภัยโทษได้ในที่สุด

ก็ต้องลุ้นระทึกกันว่า ระหว่างการที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติยกระดับการชุมนุมมาเป็นการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ กับการช่วยเหลือนายวีระ

อะไรจะอึดกว่ากัน

ภาำพและหนังสือที่แดงเชียงใหม่ส่งผ่านผู้ว่าฯเชียงใหม่ ประท้วงอภิสิทธิ์

ที่มา thaifreenews

โดย namome

ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่

วันพุธ ที่ 19 มกราคม 2554

เรื่อง ขอให้เลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดดอกเบี้ยเงินกู้ คุมราคาสินค้า
เรียน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

ในช่วงการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคน 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชีวะ ได้ประกาศเป็นสัญญาว่า แผนปฏิบัติการ 99 วันทำได้จริง หากได้เป็นรัฐบาล จะให้เลิกส่งเงินกองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์เพื่อให้น้ำมันถูกลง แต่ความเป็นจริงแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันและยังได้ขยายเพดาน การจัดเก็บภาษีน้ำมันจากที่เคยเก็บไม่เกิน 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตร โดยมีการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันในอัตราลิตรละ 7 บาท ทำ ให้น้ำมันมีราคาแพงเกินปกติเนื่องจาก น้ำมันออกจากโรงกลั่นมีต้นทุนเพียงลิตรละ 15 -17 บาท เท่านั้น แต่รัฐบาลได้เก็บภาษีซ้ำซ้อนหลายตัวด้วยกันเช่น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 7 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.10 บาท ภาษีท้องถิ่น 0.70 บาท หักเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน 6 บาท และกองทุนพลังงาน 0.75 บาท รวมแล้วเป็นการรีดนาทาเร้นประชาชนถึงลิตรละ 16.55 บาท ราคาน้ำมันจึงแพงเกินจริงทำให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และเกษตรกรรมมีราคาสูง ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมีราคาแพงอีกด้วย
รัฐบาลยังได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีก 0.25 % เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา เป็นการรีดนาเร้นต่อธุรกิจและลูกหนี้ธนาคารที่ต้องผ่อนชำระเงินกู้และสินเชื่อบ้าน-รถยนต์

นอก จากนี้รัฐบาลยังได้อนุมัติการปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร อีก 9 บาท จากขวดละ 38 บาท เป็น 47 บาท ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมันปาล์ม ส่วนราคาไข่ไก่แพงใบละ 6 บาท ราคาน้ำตาลทรายขายกันที่ กก.ละ 27-28 บาทสูงกว่าราคาปกติ และเริ่มขาดตลาดกันแล้ว ส่วนมะพร้าวจากเดิมจะจำหน่ายไม่เกินลูกละ 12 บาท แต่ปัจจุบันราคาพุ่งสูงถึง ลูกละ 25 บาท

การขึ้นภาษีน้ำมัน ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ และการปล่อยให้พ่อค้าฉวยโอกาสค้ากำไรเกินตัว ย่อมนำมาสู่ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนแสนสาหัส ทำให้ประเทศไทยสูญเสียศักยภาพด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาระการครองชีพที่หนักอึ้งของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และเกษตรกรรม กลุ่มแดงเชียงใหม่ประชาธิปไตยจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลเป็นการเร่งด่วนดังต่อไปนี้

1. ให้รัฐบาลยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลงอีกลิตรละ 7 บาท เพราะรัฐบาลเก็บภาษีน้ำมันซ้ำซ้อน มากเกินไป เป็นการรีดนาทาเร้นประชาชน
2. ให้รัฐบาลตรึงราคาแก๊ส LPG แก๊สหุงต้มในครัวเรือนไปจนถึงสิ้นปี 2554 และให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอุดหนุนราคาแก๊สที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้ ราคาถูกกว่าท้องตลาดตามปกติ ช่วยลดต้นทุนการผลิตในสภาพที่ต้นทุนด้านต่างๆพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
3. ให้รัฐบาลทบทวนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือจัดทำมาตรการเยียวยาลูกหนี้ผู้ชำระเงินกู้ทางธุรกิจ ผู้ผ่อนส่งบ้าน และรถยนต์
4. ให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ป้องกันการฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร ตรวจสอบการกักตุนสินค้าน้ำมันปาล์ม มะพร้าวและน้ำตาล
5. ให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีอัตราก้าวหน้า เพื่อนำเงินมาจัดทำรัฐสวัสดิการ

ทั้งนี้ขอให้รัฐบาลดำเนินการเป็นการเร่งด่วน และให้ชี้แจงความคืบหน้าในการตอบสนองข้อเรียกร้องดังกล่าวให้กับสาธารณชนได้รับทราบ ภายในวันที่ 31 มกราคม 2554 โดย ทางกลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วมทั่วทั้งประเทศ จะติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการตามข้อเรียกร้อง


ขอแสดงความนับถือ
กลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
19 มกราคม 2554

Re:

แดงเชียงใหม่ แสดงพลัง หน้าศาลากลางเชียงใหม่
รูปภาพของประเสริฐ บุญประสิทธิ์

















เลิกเก็บภาษีน้ามัน

โดย Prakan Luxthaidang

















2011-01-20@0601 ไฟใต้ นราฯ ระแงะ ยิงถล่มฐานทหาร ตาย๖ เจ็บ๖ รอ.กฤช หน.ฐานตาย

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-01-20@0601 ไฟใต้ นราฯ ระแงะ ยิงถล่มฐานทหาร ตาย๖ เจ็บ๖ รอ.กฤช หน.ฐานตาย


2009-06-09@1650 ไฟใต้ นรา เจาะไอร้อง ยิงมัสยิดตาย11 ฟาดหัวพันล้านเยียวยา สุเทพลั่นเข้าถึงมวลชน


2011-01-17@1148 ไฟใต้ ปัตตานี มาร์คบินคาราวะศพครู สุเทพลั่นมาถูกทาง หมื่นล้านพัฒนา


2011-01-20@1214 ไฟใต้ นราฯ เยี่ยมทหารเจ็บ สุเทพลั่นชาวบ้านเป็นพวกรัฐ โจรใต้แสดงศักยภาพ

แม๊ว…..เหยียบอมริกาแน่นอน….เสียงนี้มาจากดัลลัส เท็กซัส

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

แม๊ว…..เหยียบอมริกาแน่นอน….เสียงนี้มาจากดัลลัส เท็กซัส

เป็นการโฟนอินของท่านทักษิณ เข้าไปในรายการ “ตาสว่างกลางอเมริกา” พูดโดย ดร.สุนัย จุลพงศธร ที่เมืองดัลลัสรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมืองที่ประธานาธิบดีคนที่ 35 จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกมือปืนลอบ
สังหาร บนรถเปิดประทุน กลางถนน วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 เป็นเหตุการณ์ช็อคโลกครั้ง
หนึ่งในประวัติศาสตร์โลกมาแล้ว

การที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดให้ดร.สุนัยฯมาพูดที่เมืองดัลลัสครั้งนี้ ก็แปลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงในเมืองฮุสตัน
ยังไม่สามารถขับเคลื่อนแสดงพลังแทรกตัวออกมาเป็นเอกเทศมากกว่าคนเสื้อเหลือง หลังจากคนเสื้อ
เหลืองเจเนอเรชั่นรุ่นที่ 2 ของคนไทยที่นั่น ยังสำแดงฤทธิ์เดชอยู่ด้วยมันสมองด้อยความคิดก้าวไกล
เป็นพวกคอนเซอร์เวทิฟ ยังมีความคิดเก่าแก่ โบราณ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและเคยทำสิ่งไม่ดีงามกับ
ท่านสมัครไว้ตอนเดินทางไปรักษาตัวที่นั้นมาแล้ว

ท่านทักษิณ ชินวัตรโฟนอินเข้าไปในรายการดร.สุนัยฯ ได้กล่าวว่า ขอให้พวกเราอดทนและท่านก็จะ
อดทนด้วย ให้รัฐบาลเทพประทานชุดนี้บริหารอยู่ไปนานๆ ระยะเวลาใกล้ถึงฝั่งแล้ว สักวันหนึ่งทำอะไร
ก็จะเป็นวัวพันหลัก เตะขาตัวเองล้มลุกคุกคลานเอง ไม่ต้องไปทำอะไร และยังได้กล่าวอีกว่า ประมาณ
เดือนหน้าท่านจะไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาแน่นอน นี่คือคำพูดของท่านทักษิณ ผ่านมาชั่วโมงกว่านี่เอง…….

ที่มา http://www.dek-d.com/board/view.php?id=678560

ลิ้งวิทยุ ฟังสด ***แต่อย่าลืมใช้ ultrasurf หรือ Hotspot Shield ทะลวงก่อนฟังhttp://www.norporchorusa.com/html/media/npc1.htm http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html http://norporchorusa.com/upload/norporchorusa1.pls http://norporchorusa.com/html/cbox/2cbox.htm http://norporchorusa.com/html/cbox/2cbox_1rsio.htm http://norporchorusa.com/html/cbox/npc1.htm วันนี้มีรายการถ่ายทอดสด สส.ดร.สุนัย จากDALLAS TEXAS USA เวลา 08.00น.เช้า เวลาประเทศไทย รับฟังได้จากวิทยุ นปชusa

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 20/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla


เอาไปโก อินเตอร์ สมเธอว์อยาก
ให้น้องม๊าก สมหวัง ดั่งใฝ่ฝัน
เมื่อยุติธรรม บ้านนี้ ไม่มีกัน
จึงจัดให้ เร็วพลัน ในทันที....

ใครสั่งฆ่า ก็รับกรรม ที่ทำซะ
ซ่าส์จริงนะ ผยองนัก เรื่องศักดิ์ศรี
ทำมารยา สาไถย ได้เกือบปี
มาคราวนี้ คงได้สม อารมณ์ปอง....

ยุติธรรม ของไทย ใครก็เห็น
ความเลือดเย็น สอดใส้ ให้ทั้งฝอง
เล่นตามธง ที่ปัก สลักจอง
ทั่วโลกมอง ขำกลิ้ง ในสิ่งเป็น....

ยุติธรรม สากล แห่งชนชาติ
เติมส่วนขาด เสียที ตามที่เห็น
มันสั่งฆ่า แล้วอำพราง อย่างเลือดเย็น
แถมซ่อนเร้น บิดเบือน จนเลือนลาง....

ยัดข้อหา ล่าไล่ ไม่หยุดนิ่ง
ขอความจริง เผยไว้ ให้สะสาง
เราทุกข์ร้อน ทั่วแผ่นดิน จนสิ้นทาง
ช่วยล้างบาง เสียที อัปรีย์ชน....

เอาไปโก อินเตอร์ ดั่งเธอว์ฝัน
ความชั่วมัน ชัดแจ้ง แสดงผล
เพื่อเลือดของ น้อง-พี่ วีรชน
จะอดทน รออยู่ ดูพวกมัน(ตาย)....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

คุณทอม ดันดี จะมาเปิดใจ…ควรเข้าไปฟังเรื่องคนเสื้อแดงทางทวีปยุโรป

ที่มา thaifreenews

โดย ting tuan

คุณทอม ดันดี จะมาเปิดใจ…ควรเข้าไปฟังเรื่องคนเสื้อแดงทางทวีปยุโรป

วันศุกร์ที่ 21 มค.54 เวลา 20.00-21.30 น.คุณทอม ดันดีจะมาเป็นแขกในรายการ: วิเคราะห์สถานการณ์
กับคุณ George คุณทอม ดันดี จะมาเปลือยกาย ล่อนจ้อน มีหลายเรื่องราว ไม่ต้องการตอกย้ำถึงการ
แตกแยกของเรื่องกลุ่มคนเสื้อแดงในยุโรป เข้าไปฟังด้วยเสียงพูดจากปากเขาเองและพวกท่านก็ต้องฟัง
ด้วยหูตัวเอง

นี่เป็นเรื่องธรรมดาของการต่อสู้ในสถานการณ์รุกไล่ เอาคืนกลับ ที่กำลังเข้มข้น ชิงไหวพริบและทันเกมส์
กัน ทุกอย่างที่จะได้เห็นภาพเชิงซ้อน ในเรื่องราวต่างๆมากระทบเส้นทางเดินของคนเสื้อแดงทางยุโรป
อย่าไปวอรี่กับมัน แต่จะนำพาให้เรา ได้เห็นตัวตนและกลุ่มคนเข้ามาพัวพันเส้นทางของประชาธิปไตย
บางพวก บางคนอาจอ่อนด้อยปัญญาในการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย ขาดตกบกพร่อง ไร้อุดมการณ์
และจิตวิญญาณที่ฝังแน่นในเรื่องแนวทางของประชาธิปไตย ก็ต้องมองผ่านไปและให้อภัยกันบ้าง

แต่คุณทอม ดันดีนั้น ก้าวล่วงหน้าเลยเกินคำว่าประชาธิปไตยไปนานแล้ว เพราะวิถีชีวิตของเขาคลุกคลี
ผูกพันธ์และใกล้ชิดกับคนรากหญ้ามาตั้งแต่เกิด….เขาจึงเข้าถึงสัจจธรรมจนได้เห็นแก่นแท้ เบื้องลึกของ
ชีวิตชาวรากหญ้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง….จึงไม่ต้องมาอธิบายให้มากความ……และเขามีใจปรารถนา
เปี่ยมล้น ที่ได้เข้ามาร่วมต่อสู้อยู่ในขบวนการประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง คงจะได้เห็นเขาร่วมชูธงนำ
คนเสื้อแดงไปสู้เส้นทางแห่งชัยชนะ…..ไม่ไกลเกินรอ

พยายามฝ่าด่านอรหันต์เข้าไปฟังให้ได้ ถ้าเข้าได้ตาม ที่มา ข้างล่างแล้ว ให้คลิ๊กที่คำว่า สถานีวิทยุ
กระจายเสียงอินเตอร์เน็ตเสรี อยู่ด้านบนซ้ายมือ หน้าต่างนี้จะกระพริบและคืนกลับ ให้เลื่อนลงมาข้าง
ล่างที่ ช่องสี่เหลี่ยม USTREAM ด้านล่างจะเห็นรูปลำโพงให้คลิ๊กที่รูปลำโพง จะมีเสียงดังขึ้นมา
(ต้องเข้าก่อนรายการจะเริ่มขึ้นสัก 30 นาที)…….โชคดีคงเป็นของทุกท่าน

ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/www.redudd.com/?p=49
และ
ที่มา http://translate.google.com/translate?hl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper.net
/ww/~av/www.redudd.com/%3Fp%3D49&rurl=translate.google.com&anno=2

คุณอ่างขางที่นับถือ... ขออภัยที่ข้อเขียนนี้จะยาวสักหน่อย

ที่มา thaifreenews

โดย poonnook

จากกระทู้ http://www.tfn2.info/board/index.php?topic=19956.0


ผมพยายามอ่านบทความของคุณอ่างขางอยู่หลายรอบ..และใช้วิจารณญาณใคร่ครวญ..เพื่อพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่คุณอ่างขางกำลังพยายามสื่อกับพี่น้องคนเสื้อแดงทั้งหลายในบทริบทที่เป็นประเด็นแนวคิดที่ว่า ““เจ้งเป็นเจ้ง” มาร่วมกันพังประเทศนี้กันดีกว่า ไม่ใช่ของเราคนเดียว” ในที่สุดผมคิดว่าผมน่าจะได้ข้อสรุป และพอจะเข้าใจแนวคิดหรือความหมายของคุณอ่างขางที่นำเสนอในประเด็นนี้..(แม้ผมจะไม่มั่นใจว่าจะตรงกับใจคุณอ่างขางคิดทั้งหมดหรือเปล่าก็ตาม)

ในประเด็นนี้โดยสรุปคุณอ่างขางกำลังพยายามสื่อไปถึงพี่น้องคนเสื้อแดงทั้งหลายให้ฉกฉวยโอกาสขณะที่ “กลุ่มพันธมิตรแปลงกาย” กำลังพยายามขับไล่รัฐบาลเทพประทานนี้ โดยคุณอ่างขางมองไปที่เป้าหมายเดียวกันระหว่าง “คนเสื้อแดง” กับ “พันธมิตรแปลงกาย” เวลานี้ที่จะล้มรัฐบาลให้ได้ โดยคุณอ่างขางได้วิเคราะห์ว่า ถ้าคนเสื้อแดงฉกฉวยโอกาสอันดีนี้ แฝงเข้าไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตร เพื่อทำลายโครงสร้างอำนาจทางการปกครองของรัฐบาลเทพประทาน.. การกระทำเช่นนั้นจะส่งผลให้เกิด “ปราบปรามประชาชน” ขึ้นในบ้านเมืองอย่างแน่นอน พูดง่ายๆ ก็คือการเข้าร่วมของคนเสื้อแดงกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อล้มรัฐบาลนั้น คุณอ่างขาง พยายามสื่อให้เห็นว่าจะเป็นเหมือน “การไปแหย่รังแตน” ให้อำนาจทางทหารออกมาใช้กำลังอำนาจเถื่อน ปราบปรามประชาชน อีกครั้ง และคราวนี้คงจะรวมทั้งเหลืองและแดงด้วย ซึ่งครั้งนี้คงจะเป็นการ “ต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่” สำหรับประชาชนโดยรวมเพื่อที่จะล้มอำนาจทั้งหมดของโครงสร้างอำนาจที่ ครอบประเทศนี้อยู่.. และเมื่อล้มอำนาจมืดที่ครอบประเทศนี้ได้แล้ว ค่อยไปไล่เช็คบิลเอากับคนอื่นที่เป็นเครือข่ายของอำนาจมืดนี้ในภายหลัง

โดยคุณอ่างขางได้จัดแบ่งแนวทางออกเป็น 4 แนวทางตามความถนัดหรือตามความต้องการของคนเสื้อแดงแต่ละกลุ่ม..ดังที่ได้กล่าวไว้ในกระทู้.. (ซึ่งผมไม่ขอกล่าวซ้ำอีก) แต่จะขอเสนอเป็นความเห็นในประเด็นนี้บ้างเล็กน้อย เท่าที่สติปัญญา พอจะคิดได้บ้างครับ..

กรณีที่คุณอ่างขางกำลังพยายามสื่อให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยอาศัยชนวนจากการล้มรัฐบาลเทพประทาน ในขณะนี้โดยหวังผลว่าในที่สุดแล้ว ประเทศชาติจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญโดยอาศัยพลังจากมวลชนที่ลุกขึ้นสู้พร้อมๆ กัน ตามแนวทาง 4 แนวทางที่คุณอ่างขางกล่าวไว้นั้น.. กรณีลักษณะนี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า General Strike คือการลุกขึ้นต่อสู้อำนาจการปกครองของประชาชนทั้งหมด เป็นการทำลายโครงสร้างอำนาจโดยเด็ดขาด ระบบทุกอย่างในประเทศพังทลายลง เพื่อแสดงให้เห็นว่านี่เป็นการต่อสู้กับอำนาจที่ปกครองอยู่... ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาและ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศสำเร็จมาแล้ว เช่น ฝรั่งเศส, หรือใน ตูนีเซีย ขณะนี้.... แน่นอนครับว่าผลที่จะได้รับก็คือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอำนาจและของประเทศขนานใหญ่อย่างถึงราก.. แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะต้องสูญเสียมวลชน หรือประชาชนทั้งฝ่ายเหลือง..แดง หรือกำลังทหารเอง.. มิใช่น้อยก็ตาม (เหตุการณ์พฤษภาคม 2553 คงจะกลายเป็นเด็กๆ ไปเลย)

ปูนนก

Re:

แต่ทว่า..กรณี General Strike ในแบบที่คุณอ่างขาง กำลังนำเสนอนี้นั้น... จะไม่สามารถทำให้ประเทศไทยได้รับประชาธิปไตยมาได้ตามที่คนเสื้อแดงต้องการแน่นอนครับ.. ถ้าเกิดเหตุการณ์ “ปราบปรามประชาชนอย่างบ้างคลั่ง” จริงๆ กรณีที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะมีอยู่ 2 แนวทางเท่านั้นก็คือ

1. ประเทศไทยจะถูกปกครองโดยเผด็จอำนาจรูปแบบใหม่ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในแบบ “ปิดประเทศ” เหมือนพม่า.. (ตัวอย่างเหมือนที่ฝรั่งเศสเมื่อเกิด General Strike แล้ว ก็ไม่ได้ประชาธิปไตย กลับได้เผด็จการจักรพรรดิ์นโปเลียนขึ้นมาแทน) เพราะจะต้องมีกองกำลังฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจสูงสุด และยึดครองประเทศนี้ไว้โดยใช้เป็นข้ออ้างในการปรับปรุงประเทศ (แต่จะใช้อำนาจนี้ได้นานเท่าใดไม่สามารถตอบได้ แต่ห้วงเวลานั้นจะกลายเป็น ยุคแห่งความกลัว ที่ครอบงำประเทศนี้ต่อไปจนกว่าอำนาจจะถูกโค่นอีกครั้ง)

2. ประเทศไทยอาจจะแตกแยกเป็นกองกำลังหลายฝ่ายเหมือนเขมรสมัยที่เกิดเป็นเขมร 3 ฝ่าย ถ้าเกิดกรณีที่ว่าแต่ละกลุ่มมีกำลังอำนาจใกล้เคียงกัน.. ไม่สามารถยึดครองอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด.. อาจจะเกิดไทยเหนือ + ไทยอิสาน, ไทยภาคกลาง + กรุงเทพฯ , ไทยภาคใต้ ก็เป็นได้ และทั้งสามฝ่ายก็สู้รบกันด้วยกองกำลังเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเองต่อไป.. จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะสามารถรบจนชนะกับกองกำลังฝ่ายอื่นๆ ได้จนหมดสิ้น ซึ่งจะกินเวลากี่ปีไม่ทราบได้.. (เหมือนท่านนายกฮุนเซน สามารถเอาชนะกำลังฝ่ายอื่นได้) จากนั้นจึงค่อยๆ สร้างชาติกันใหม่.. แต่ก่อนหน้านั้นในสภาพเช่นนั้นเป็นสภาพที่เรียกว่า “กลียุค..บ้านแตกสาแหรกขาด” แน่นอน.. การฆ่าสังหารจะเกิดขึ้นอย่างหาที่สุดมิได้

บางท่านอาจจะกล่าวว่า ผมพูดเกินจริงไป เป็นไปไม่ได้เพราะอย่างน้อยต่างชาติ (UN) ก็คงจะต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเมื่อมีความขัดแย้งถึงขั้นนั้น.. ถ้าท่านใดคิดเช่นนั้นผมอยากจะให้ระลึกไปถึงเหตุการณ์ของ ติมอร์ตะวันออกเมื่อหลายปีมาแล้ว... เวลานั้น UN ก็เข้าไปแทรกแซงโดยกองกำลังต่างชาติเช่นกัน..ผลคือ ติมอร์แยกตัวออกไปจากอินโดนีเซีย

และที่สำคัญในขณะที่การต่อสู้กำลังรุนแรง และฝุ่นตลบอยู่นั้น ต่างชาติที่ว่าจะเข้ามาแทรกแซงในความขัดแย้งของประเทศไทยนั้น “ควรจะเป็นใคร” ผมมั่นใจว่า จะมี 2 ชาติคือ จีน กับ สหรัฐ ทั้งสองชาติย่อมจะไม่ยอมสูญเสียอำนาจอิทธิพลที่จะมีต่อประเทศไทยไปโดยง่าย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ของโลกในด้านเอเซีย.. ที่เรียกว่าดินแดน Land Bridge มีพื้นที่ต่อเชื่อมกับมหาสมุทรสองด้านคือ แปซิฟิค (ทางอ่าวไทย) , และมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน)

ขณะที่พื้นแผ่นดินก็สามารถเชื่อมต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของเอเชียได้.. ดังนั้นพื้นที่ Land Bridge ตรงนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการควบคุมการค้า เส้นทางการเดินเรือ การขนส่ง และอำนาจทางทหาร ด้วยภูมิศาสตร์แบบนี้แหละที่ท่านนายกทักษิณ จึงมีวิสัยทัศน์ในการสร้าง สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจทางภาคเหนือ (ไทย, พม่า, ลาว, จีน) และสามเหลี่ยมเศรษฐกิจทางภาคใต้ (ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย) ไงครับ...

ทีนี้มาสู่ประเด็นว่าทำไมผมจึงคิดว่าการเข้าร่วมของคนเสื้อแดงจะไม่สามารถทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนโครงสร้างเป็นประชาธิปไตยได้ทันที ทั้งๆ ที่มีมวลชนมากมาย.. เหตุผลก็เพราะว่า “คนเสื้อแดงปัจจุบันขาดการจัดตั้งเป็นองค์กรที่ชัดเจนครับ” ต้องยอมรับว่าเวลานี้คนเสื้อแดงไม่มีองค์กรนำที่เป็นหลักยึด, คนเสื้อแดงมีแต่อุดมการณ์, คนเสื้อแดงไม่มี “พรรคการเมืองอุดมการณ์คนเสื้อแดง” มีแต่พรรคนายทุนทักษิณ ดังนั้นเราจึงไม่เคยเห็นนโยบายใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของประเทศนี้จากพรรคเพื่อไทย (มีใครเคยได้ยินท่านนายกทักษิณ พูดถึงเป้าหมายการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของประเทศบ้าง) นอกจากนโยบายประชานิยม เพื่อต้องการได้รับเลือกตั้งเข้าไปมีอำนาจรัฐ. (แล้วก็ถูกอำนาจเถื่อนล้มอีก) ..

คนเสื้อแดงไม่มี “กองกำลังติดอาวุธ” ที่ทำงานประสานกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง.. (คนเสื้อแดงคาดหวังความช่วยเหลือจากกองกำลังที่อื่นเสมอทำให้ล้มเหลวมาตลอด)..

ดังนั้นในมุมมองของผม สำหรับกรณีของ พันธมิตรแปลงร่าง ที่กำลังขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ผมมองว่า ทั้งฝ่ายพันธมิตร (เหลือง) และรัฐบาล (น้ำเงิน) กำลังต่อสู้กันเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งผลประโยชน์จากการได้อำนาจรัฐนั้น น่าจะเป็นการต่อสู้กันเพื่อ “เขี่ย” ให้พันธมิตร ออกไปจากเส้นทางแห่งผลประโยชน์.. และเป็นการต่อสู้กันจริงๆ อย่างเอาเป็นเอาตายด้วย.. ต่อไปนี้จะไม่มีคำว่า “พันธมิตร” อีกต่อไปแล้ว.. คอยดูการชุมนุมวันที่ 25 มกราคม นี้ก็ได้.. พันธมิตรจะถูกแยกสลาย เหลือแต่การเอาตัวรอดของแต่ละบุคคล.. สนธิไปทาง, จำลองไปทาง, และคนอื่นๆ ก็หนีตายกันไปคนละทิศละทาง แล้วแต่ว่าใครจะเข้าไปซุกปีกใครเท่านั้น.. แต่จะไม่มีมวลชนพันธมิตรอีกต่อไปแล้ว ทีนี้ก็คอยดูกันว่า สนธิ จะมีอะไรออกมา Surprise เหมือนที่เคยขู่เอาไว้หรือเปล่า หรือไม่ถูกสั่งให้ปิดปากเงียบเสียงด้วยโบนัสก้อนโต แล้วให้มายอมสยบอยู่ใต้ตีนเหมือนเดิม อะไรก็เกิดขึ้นได้ให้คอยดูกัน

แต่ที่แน่ๆ ก็ฟาดฟันกันครั้งนี้ระหว่าง พันธมิตร (เหลือง) กับรัฐบาล (น้ำเงิน) จะไม่มีใครยอมใครง่ายๆ เพราะหมายถึงชีวิต ซึ่งก็หมายความว่า ต้องมีฝ่ายหนึ่งแพ้ และฝ่ายหนึ่งชนะ (แต่ก็เลือดสาดบาดเจ็บสาหัส เผลอๆ ตายทั้งคู่)

ด้วยเหตุที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น ผมจึง “ขออนุญาต” เห็นต่างจากคุณอ่างขาง ตรงที่ว่า “เวลานี้คนเสื้อแดงควรจะ สงบอยู่ในที่ตั้ง แต่ให้สั่งสมกำลังและจัดระบบโครงสร้างภายในให้ชัดเจนก่อนจะดีกว่า..(แต่ไม่ได้หมายความว่าทิ้งจังหวะเวลาไปตัองคอยสังเกต shot ต่อ shot)” ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาตัวไปยุ่งเกี่ยวกับการ ฟัดกันของสองเสือนี้.. เพราะถ้าคนเสื้อแดงยังไม่มีโครงสร้างของแนวทางที่เป็นหลักยึดที่ชัดเจน จนกลายเป็นอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนแล้ว แค่กำลังมวลชนไม่พอครับ เราคงจะต้องรอจนกว่าจะมีการจัดตั้งเป็นรูปขององค์กรนำที่ชัดเจนก่อน.. มิฉะนั้นสุดท้ายประเทศไทยก็จะหนีจากอำนาจเผด็จการแบบมือที่มองไม่เห็น... กลายเป็นอำนาจเผด็จการแบบขุนศึก แทนครับ

ถึงอย่างไรการต่อสู้ระหว่างคนเสื้อแดงกับอำนาจที่มองไม่เห็นเพื่อเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตยต้องเกิดขึ้นครับ..แต่คงจะยังไม่ใช่วันนี้

ปูนนก

กรณีสวรรคตในหลวงอานันท์: พระอนุชา อยู่ที่ใดเมื่อเสียงปืนดังขึ้น

ที่มา Thai E-News


โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ข้อความข้างล่างนี้ ความจริงนี่เป็นเรื่องที่ผมคิดจะเขียนเป็นบทความออกมาสักระยะแล้ว แต่ไม่มีเวลา และสมาธิที่จะทำให้เสร็จเสียที แต่เมือครู่ จู่ๆความคิดมันก็ "แล่น" ขึ้นมา เลยลองเขียนแบบสดๆที่ status นี่แหละ ปรากฏว่า เขียนๆไป เอ๊ะ พอใช้ได้แฮะ คงเอาไปทำเป็นบทความต่อได้ ....


ประเด็นที่เป็น "หัวใจ" ของกรณีสวรรคต ที่สำคัญมากๆประเด็นหนึ่ง (มีจริงๆอยู่ไม่กี่ประเด็น) คือ "พระอนุชา" (ในหลวงภูมิพลในปัจจุบัน) ทรงอยู่ที่ใด เมื่อเสียงปืนดังขึ้น

ในปี 2491 เมื่อพระองค์เจ้าธานี องคมนตรีคนสำคัญที่สุดในขณะนั้น พบกับ ลอร์ดหลุยส์ เม้าท์แบตเตน แล้วฝ่ายหลังหยิบยกกรณีสวรรคตขึ้นมา (เพื่อแย้งการพยายามของพระองค์ธานี ที่จะให้ในหลวงภูมิพลไปอังกฤษอย่างเป็นทางการเพื่อศึกษาการทหารและชีวิตราชสำนักอังกฤษ)

พระองค์เจ้าธานี ได้ใช้คำว่า "พระอนุชา" ทรงมี "cast-iron alibi" ("อะละไบ หุ้มเหล็ก" คือหนาแน่นมากๆ คำว่า alibi เท่าที่ผมเข้าใจ ไม่มีคำแปลในภาษาไทยทีดี ความหมายของคำคือ "พยานหรือหลักฐานยืนยันว่า ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ" ซึ่งยาวมาก หาคำสั้นๆกว่านี้ไม่ได้)

และว่า "When the shot had been fired, the present King had been in his bed room, which did not adjourn that of the late King" ("เมื่อเสียงปืนดังขึ้น, ในหลวงองค์ปัจจุบันทรงอยู่ในห้องบรรทมของพระองค์เอง ซึ่งไม่ได้เป็นห้องที่ติดกับห้องบรรทมของในหลวงในพระบรมโกษฐ์")


แผนที่ข้างบน ซึ่งมีการผลิตซ้ำแพร่หลายในงานเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ทำขึ้นโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย และ สรรใจ แสงวิเชียร ในหนังสือโปรเจ้าแอนตี้ปรีดี เกี่ยวกับกรณีสวรรคต แสดงให้เห็นตำแหน่งที่ประทับของพระอนุชาขณะเสียงปืนดังขึ้น ตามการอธิบายของพระองค์เจ้าธานีข้างต้น

ในความเป็นจริง ผู้เดียวที่ยืนยันได้จริงๆว่า พระอนุชา ทรงอยู่ในห้องบรรทมของพระองค์เองขณะเสียงปืนดังขึน คือ พระอนุชา เองเท่านั้น ไม่มีผู้อืนยืนยันได้ ยิ่งกว่านั้น "พี่เลี้ยงเนื่อง" ที่บอกว่า "เดินไปเดินมา" ในห้องบรรทมพระอนุชาและห้องติดกัน ขณะเสียงปืนดังขึ้น บอกว่า "ไม่เห็นใคร" อยู่ใน 2 ห้องนั้น

อีกคนที่อาจจะยืนยันทางอ้อมได้ว่า พระอนุชาทรงอยู่ในห้องบรรทมพระองค์เอง คือ นางสาวจรูญ ซึ่งอ้างว่า ได้พบพระอนุชาที่บริเวณใกล้ๆห้องบรรทมของพระอนุชาและพระราชชนนี แต่ตัว นางสาวจรูญ เอง อยู่ที่ใดจริงๆ มีปัญหา เพราะหลังจากนั้น เมือนางสาวจรูญอ้างว่า ได้วิ่งไปตามระเบียงหน้า เพื่อไปยังห้องบรรทมในหลวงอานันท์ (หลังจากกล่าวว่าได้พบพระอนุชาแล้ว) ปรากฏว่า พยานอีกคน (นายฉลาด) ที่อยู่แถวระเบียงหน้า และเห็นใครต่อใครวิ่งผ่านไป กลับไม่ได้บอกว่าเห็นนางสาวจรูญแต่อย่างใด (พูดอีกอย่างคือ นางสาวจรูญ ที่ให้ alibi ทางอ้อม แก่พระอนุชาเอง ก็ไม่สามารถอ้าง alibi ให้ตัวเองได้จริงๆ)

ผมต้องย้ำอยางหนักๆว่า ที่พูดนี้ ไม่ได้แปลว่า พระอนุชา ทรงเกี่ยวข้องกับการรสวรรคต เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นความจริงพื้นๆ ที่เป็น "กุญแจ" สำคัญมากๆของกรณีนี้ เกี่ยวกับปัญหา alibi ของแต่ละคน ซึ่งในกรณีพระอนุชาทรงอยู่ที่ใดในวินาทีที่เสียงปืนดังขึ้นนั้น ความจริงไม่ได้ทรงมี "อะละไบ หุ้มเหล็ก" อย่างที่พระองค์เจ้าธานีอ้างแต่อย่างใด

แน่นอน เรื่องนี้ ก็กลับมาที่คำให้การของมหาดเล็ก 2 คน ที่อยู่หน้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์ที่ว่า พระอนุชา หลังจากทรงแวะมาหน้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์ ก่อนเสียงปืนไม่นานแล้ว ไม่ได้ทรงเข้าไปในห้องบรรทมในหลวงอานันท์ (ย้ำ - ไม่ได้ทรงเข้าไปในห้องบรรทมในหลวงอานันท์ - นี่คือคำให้การของมหาดเล็ก 2 คน) แต่ทรงเดินกลับไปในทิศทางห้องบรรทมของพระอนุชาเอง

ในแง่นี้ "อะละไบ" ของพระอนุชาจริงๆ ขึ้นอยู่กับคำให้การของมหาดเล็ก 2 คนนี้ . . .

นี่คือ "ปม" หรือ "หัวใจ" ที่สำคัญ ของกรณีนี้ . . .

จริงๆแล้วผมอยากเขียนเรื่องการพบกันระหว่าง เม้าท์แบตเตนกับพระองค์เจ้าธานี ในปี 2491 ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนอภิปรายกรณีสวรรคตเป็นหลัก (ปรีดี เป็นคนแรกที่พูดถึงเอกสารบันทึกการสนทนานี้ ตั้งแต่ปี 2525) แต่ยังไม่มีเวลาพอเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องยากมากๆที่จะเล่าภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายไทย

แต่ในการพบกันนั้น พระองค์เจ้าธานี ทรงกล่าวหา ร.อ.วัชรชัย น่าจะเป็นมือปืน และปรีดี รู้ แต่ปกปิดความจริงไว้ (คือพระองค์ธานี ไม่ได้กล่าวหาปรีดีทำโดยตรง ในแง่วางแผน แต่กล่าวหาทำนองว่า ลูกน้องทำให้ แล้วปรีดี cover-up ให้ ซึ่งความจริง ก็เป็นการกล่าวหาที่แย่พอๆกัน ตอนผมอ่านเอกสารนี้ครั้งแรก ผมฉุนกึกขึ้นมาเลย และยัง "แปลกใจ" ว่า ทำไมปรีดีไม่ยอมโจมตี พระองค์ธานี ในเรื่องนี้

ว้นที่มีการสัมมนาของ อ.กุลลดา ที่ จุฬาฯ เมื่อปีกลาย ผมเจอ สุลักษณ์ และถามเรื่องนี้ สุลักษณ์พูดทำนองว่า เพราะปรีดี กับพระองค์เจ้าธานี มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันในอดีต ทำนองกึ่งๆ อาจารย์-ศิษย์ ปรีดีเลยเกรงใจอยู่ (นี่ถ้าผมจำที่ อ.สุลักษณ์พูดไม่ผิดนะ ผมไม่ได้จดโน้ตไว้) ผมฟังแล้ว ก็ส่ายหัวเลย

(นี่เป็นการตอบคอมเมนต์อันหนึ่ง ที่ถามว่า มหาดเล็ก 2 คนที่เขียนข้างบน ใช่คนที่ถูกประหารชีวิตหรือไม่)

คนที่ถูกประหารนั่นแหละครับ ชิต สิงหเสนีย์ และ ยุศย์ ปัทมศรินทร์ ทั้ง 2 คนนั่งอยู่หน้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์ตลอดเวลา ก่อน-ระหว่าง-หลัง เสียงปืนดัีงขึน และทางเข้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์ มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือทางที่ทั้ง 2 คนนั่งเฝ้าอยู่

ดังนั้น ถ้ามีใครก็ตามเข้าไปในห้องบรรทมในหลวงอานันท์ จะต้องผ่าน 2 คนนี้ ไมมีทางอื่น

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


-ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก

-ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง

-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(9):ไขปมปริศนากรณีสวรรคต

-มติชนสุดสัปดาห์:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..?

-ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตใน หนังสือ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หนังสือเล่มใหม่ของวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย

ผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหารหลายคนคิดสั้นฆ่าตัวตายต้องส่งจิตเวช สนง.กฎหมายราษฎรประสงค์เปิดตัวสู้

ที่มา Thai E-News



เปิดสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์-มิตรสหายชาวเสื้อแดงพากันไปร่วมงานเปิดตัวและร่วมระดมทุนสมทบสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ โดยมีทนายอานนท์ นำภา เป็นหัวหน้าสำนักงาน ย่านห้วยขวางเมื่อค่ำวานนี้ โดยมีภารกิจหลักเพื่อทำคดีว่าความให้นักโทษการเมืองเสื้อแดง และนักโทษคดีทางความคิด รวมทั้งเยียวยาญาติของนักโทษทางการเมือง กับรณรงค์ปลดปล่อยนักโทษการเมือง



ที่มา ประชาไท
ภาพ เฟซบุ๊ค

นักโทษเสื้อแดงมุกดาหารเครียดจัด พยายามฆ่าตัวตายอีก หมอในเรือนจำต้องส่งจิตเวชดูอาการ ส่วนอีกคนซัดผงซักฟอก เจ้าหน้าที่ห้ามไว้ทัน อีกหนึ่งก็อาการน่าเป็นห่วง แต่ยังไม่ถึงคิว อ้างเจ้าหน้าที่ยังไม่ว่าง

ประชาไท รายงานเมื่อ18 ม.ค.54 ถึงความคืบหน้าในการให้ประกันตัวผู้ต้องขังคดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร หลังจากญาติเดินทางไปร้องเรียนต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.53 ซึ่งทนายอาสาจากศูนย์ข้อมูลประชาชนฯ (ศปช.) ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องขังที่ป่วยหนัก 2 คน เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. และผู้ต้องขังที่เหลือทั้งหมดอีก 17 คน เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ทั้งสองครั้งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพียง 4 คนซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ป่วยหนัก แม้ว่าก่อนหน้านั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังที่มุกดาหาร 15 คน อีกทั้งกองทุนยุติธรรมก็อนุมัติเงินช่วยเหลือในการประกันตัว 8 ราย เป็นเหตุให้ญาติต้องเดินทางไปทวงถามความคืบหน้ากับนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เมื่อ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา

ล่าสุด ทีมทนายอาสาเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังเมื่อ 14 ม.ค. ได้รับการเปิดเผยจากญาติว่า เจ้าหน้าที่จากกองทุนยุติธรรม จังหวัดมุกดาหาร ได้ยื่นประกันตัวผู้ต้องขังไปแล้ว 3 ราย โดยวางเงินประกันจำนวน 45,000 บาท จากวงเงินประกันที่ศาลกำหนด 500,000 บาท ศาลจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน เมื่อสอบถามไปยังกองทุนยุติธรรม จังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ แจ้งว่ากำลังดำเนินการเพื่อขอซื้อประกันอิสรภาพจากบริษัทประกันจากนั้นจะยื่นขอประกันตัวอีกครั้งแต่ยังไม่ระบุกำหนดเวลาที่ชัดเจน

ส่วนทางด้านผู้ต้องขัง เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ทางเรือนจำมุกดาหารได้ส่งตัวนายวิชิต อินตะ หนึ่งในผู้ต้องขังเสื้อแดงเข้ารับการรักษาทางจิตเวชที่ รพ.มุกดาหาร เนื่องจากนายวิชิตมีอาการนอนไม่หลับ อยากฆ่าตัวตาย แพทย์ให้นอนพักรักษาตัวที่ รพ. เพื่อดูอาการ ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ม.ค.54 แพทย์แผนกจิตเวชมีความเห็นว่าวิชิตมีอาการทางประสาท และให้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจิตเวช จังหวัดนครพนม ซึ่งญาติเตรียมยื่นขอประกันตัวในวันนี้เพื่อให้เป็นผลดีต่อการรักษาตัว ทั้งนี้ วิชิตเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่ได้รับอนุมัติจาก ครม.และกองทุนยุติธรรมให้ได้รับสิทธิในการประกันตัวด้วยแต่ยังไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับการแจ้งจากนางอ้อยทิพย์ คล่องแคล่ว ภรรยาของนายพระนม กันนอก ผู้ต้องขังเสื้อแดงอีกรายว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายพระนมพยายามที่จะกินผงซักฟอก แต่ขณะที่กินไปแล้ว 1 ช้อนกาแฟ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ไปพบเห็นและห้ามไว้ แต่ไม่มีการส่งตัวออกมา รพ.แต่อย่างใด นางอ้อยทิพย์ยังเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้นายพระนมมีอาการเครียดมาก เนื่องจากตนเองท้องแก่ใกล้คลอดโดยมีกำหนดคลอดในเดือนนี้ อีกทั้งพ่อนายพระนมก็ล้มป่วยจากโรคหัวใจและหอบหืด ต้องนอนโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ทางพยาบาลวิชาชีพที่ประจำอยู่ในเรือนจำได้ให้ยาจิตเวชแก่นายพระนมมาระยะหนึ่งแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น นางอ้อยทิพย์จึงได้ขอร้องให้นำตัวนายพระนมมาทำการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล แต่พยาบาลแจ้งว่าได้ให้ยาทานแล้ว ไม่น่าวิตก และจะนำออกมาตรวจเมื่อมีคิว จนกระทั่งนายพระนมมากินผงซักฟอก แต่ทางเรือนจำก็ยังไม่ส่งออกมาตรวจรักษา

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายสำราญ เมืองโคตร พยาบาลวิชาชีพประจำเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ถึงกรณีนายพระนมและผู้ต้องขังเสื้อแดงรายอื่นๆ นายสำราญชี้แจงว่า นอกจากนายวิชิตที่ส่งตัวออกมาโรงพยาบาลแล้ว ก็มีอีก 2 ราย ที่มีอาการป่วยทางจิตเวชอย่างหนัก คือ นายพระนม กันนอก และนายดวง คนยืน ทั้งสองคนมีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย ตนเองได้ให้ยาจิตเวชตามที่ทั้งสองมีประวัติรับยามาก่อนหน้านี้ และเปลี่ยนยาให้นายดวงไปแล้วหลังจากที่นายดวงยังไม่ดีขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นที่จะต้องส่งตัวทั้งสองคนมารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล แต่เนื่องจากมียาทานอยู่แล้ว ประกอบกับมีคิวต้องส่งผู้ต้องขังรายอื่นๆ ในเรือนจำมารักษาตัวก่อน จึงต้องรอจนกว่าผู้คุมที่ทำหน้าที่มาเฝ้าที่โรงพยาบาลจะมีคิวว่าง จึงจะนำทั้งสองออกมาตรวจรักษาได้