WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 22, 2011

การหลีกเลี่ยงความรับผิดของรัฐไทยไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี fromโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

Read more from นปช, โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


ผมอยากจะหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจในบทความล่าสุดของหนังสือพิมพ์
The Nation http://www.nationmultimedia.com/2011/01/21/national/Plea-to-ICC-Red-shirts-face-bumpy-road-ahead-30146881.html
ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ทีมงานของเราที่เตรียมยื่นรายงานต่อศาลอาญา
ระหว่างประเทศในนามของคนเสื้อแดง และเหยื่อความรุนแรงทางการเมือง
ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553
ประเด็นแรกที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ
ผู้เขียนไม่ได้อ่านรายงานเบื้องต้นที่ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศของเรา
ที่ตีพิมพ์ทั้งในภาษา
อังกฤษ http://www.scribd.com/doc/40176185/Preliminary-Report-into-the-Situation-of-the-Kingdom-of-Thailand-With-Regard-to-the-Commission-of-Crimes-Against-Humanity และ
ภาษาไทย http://www.scribd.com/doc/40179755/รายงานเบื้องต้นของการการะทำที่อาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในราชอาณาจักรไทย เลย
เพราะคำถามที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมานั้น ล้วนมีคำตอบอยู่ในรายงานดังกล่าว

ประเด็นที่สองคือ เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง แต่ไม่น่าแปลกใจ คือ
ผู้เขียนดูเหมือนจะ “ยินดี” กับรัฐไม่ต้องรับผิดต่อการกระทำของตนของครั้งแล้วครั้งเล่า
แทนที่จะประณามวิกฤตทางการเมืองของประเทศไทยถูกบิดเบือนอย่างมาก
แม้แต่ผู้สังเกตการณ์ก็ต้องสูญเสียความเข้าใจอย่างง่ายๆว่าอะไรคือ
อาชญากรรม และที่แย่ที่สุดคือ คุณค่าของชีวิตมนุษย์ นอกจาก
บทความของ The Nation จะพยายามปฏิเสธความรับผิดของรัฐ
ในการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ยังกล่าวอย่างเป็นนัยว่า
การที่กองทัพไทยฆ่าพลเรือนโดยไม่ต้องรับผิดนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อาทิเช่น
พฤติกรรมที่รัฐปฏิบัติต่อการเสียชีวิตของนักข่าวที่ไม่ฝักฝ่ายกับกลุ่มการเมืองใด
ภาพการเสียชีวิตของนายฮิโร มูรามูโต ซึ่งถูกถ่ายไว้โดยกล้องวงจรปิด แต่
รัฐบาลกลับไม่ยอมนำมาเปิดเผย http://cpj.org/reports/2010/07/in-thailand-unrest-journalists-under-fire.php
หรือครอบครัวของนายฟาปิโอ โปเลงกี
ก็ยังถูกรัฐบาลหัวรั้นดูหมิ่นและถากถาง http://robertamsterdam.com/thailand/?p=480
พร้อมทั้งยังไม่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายฟาปิโอ
เป็นเรื่องยากที่จะยกตัวอย่างของประเทศอื่นในโลกปัจจุบัน
ที่ประชาชนราว 90 รายถูกสังหารอย่างเลือดเย็นใจกลางเมืองหลวง
ในขณะที่รัฐบาลไม่กล่าวถึงหรือนำเสนอรายงานเพื่อหาคนรับผิดเลยแม้แต่คนเดียว
ซ้ำสื่อมวลชนหัวอ่อนยังชื่นชมกับการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล
เหตุการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันที่สุดในตอนนี้คือ
เหตุการณ์ล่าสุดในประเทศตูนีเซีย http://www.nytimes.com/2011/01/22/world/europe/22iht-letter22.html?_r=2
ซึ่งรัฐได้ใช้ทหารสังหารผู้ประท้วงราว 78ราย
ส่งผลทำให้ประธานาบดีเบน อาลีต้องลาออก
และหนีออกนอกประเทศเพื่อไปลี้ภัยในประเทศซาอุดิอาระเบีย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นต่างกัน
เพราะนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์กำลังเตรียมตัวที่จะขโมยการเลือกตั้ง
ที่ไม่เป็นอิสระและไม่ยุติธรรมครั้งต่อไป
สิ่งที่แยกคำร้องของเราต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
และรายการตัวอย่างเหตุการณ์รุนแรงอย่างคร่าวๆของบทความ The Nation คือ
เราจัดหมวดหมู่และนำเสนอหลักฐานอย่างระมัดระวัง

ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 นั้น
มีส่วนคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสี่ทศวรรษที่ผ่านมา
โดยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2514, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ ปี 2535
ไม่มีบุคคลใดรับผิดในการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมหลายราย
ไม่มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการร์สังหารหมู่ในปี 2514 ถูกสอบสวนหรือดำเนินคดี
ในขณะที่อาชญากรรมในเหตุการณ์ในปี 2519 และ 2535 ถูกเปลี่ยนจากดำให้เป็นขาว
และมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้เกี่ยวข้อง
เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์เหล่านี้
คงไม่มีผู้ที่สติดีคนใดจะคาดหวังการสอบสวนที่เป็นธรรม
และสมบูรณ์จากเหตุการณ์สังหารประชาชนครั้งล่าสุดในประเทศไทย
เป็นเรื่องโชคร้ายที่มีบุคคลบางคนในประเทศไทย
อยากให้ระบบการหลีกเลี่ยงความรับผิดของรัฐคงอยู่
โดยที่พวกเขาไม่คิดว่าจะเป็นสิ่งที่ทำลายระบบกฎหมายและสังคมอย่างมาก
เราไม่คาดหวังจะลบล้างระบบดังกล่าวและหาผู้รับผิดชอบเพียงชั่วคืน
แต่เราเลือกที่จะเริ่มกระบวนการที่ยาวนานนี้ขึ้น

บทความ The Nation ได้เปิดหัวข้ออภิปรายว่า
คนเสื้อแดงจะได้รับ “ชัยชนะ” ในศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่
แต่สิ่งง่ายๆที่พวกเขาไม่นึกถึงคือ
การยื่นฟ้องในครั้งนี้เป็นการแสดงข้อเท็จและหลักฐาน
การสังหารต่อประชาชนและต่อประชาคมโลกเป็นครั้งแรก
และนั้นคือชัยชนะ การนำเสนอบทคัดย่อทางกฎหมายที่ครอบคลุม
และการทำงานหลายพันชั่วโมงเพื่อร่างคำร้องนี้
คนเสื้อแดงได้แสดงความรับผิดชอบที่มีต่อคนไทยทั้งหมด
มากกว่ารัฐบาลทหารที่พยายามปกปิดอาชญากรรม



http://robertamsterdam.com/thai/?p=675

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 22/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ตัวเลขกับ ชีวิต ลิขิตบาป
เหมือนถูกสาป ตอแหลแลนด์ แดนอาถรรพ์
สิ่งไม่ดี เกิดให้เห็น ไม่เว้นวัน
เพราะใครนั้น ต่างก็รู้ อยู่แก่ใจ....

เล่นตุกติก โสมม ผสมผสาน
ด้วยสันดาน ร้อยเล่ห์ สุดเฉไฉ
ถึงบวกลบ กลบเกลื่อน เลือนลางไป
จะมากน้อย อย่างไร ไม่เกี่ยวกัน....

ต่างทำเพื่อ พวกพ้อง สนองตอบ
ชั่ว-ดี-ชอบ แฝงเร้น ตามเห็นนั้น
แล้วสมอ้าง เพื่อประชา สารพัน
ที่แท้มัน เกาะกลุ่ม ไว้รุมกิน....

โน่นก็ตาย นี่ก็ตาย มันหายเงียบ
เหมือนถูกเหยียบ จนมิด สนิทสิ้น
ความเจ็บปวด คั่งแค้น ทั่วแดนดิน
ยังเล่นลิ้น เคลือบแคลง แสดงละคร....

ยุติธรรม ไม่มี อัปรีย์นัก
ทำยึกยัก วุ่นวาย จนถ่ายถอน
ใช้วาจา งี่เง่า มาเว้าวอน
ยุคกะล่อน พวกมัน ช่างจัญไร....

ตัวเลขกับ ชีวิต ลิขิตฝัน
ยังรอวัน โชคชะตา ฟ้าสดใส
รอไอ้พวก เดนนรก ตายตกไป
ฟ้าอำไพ สีทอง คงผ่องมา....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมให้สัมภาษณ์ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น…31 ม.ค.นี้แน่นอน

ที่มา thaifreenews

โดย ting tuan

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมให้สัมภาษณ์ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น…31 ม.ค.นี้แน่นอน

ยกร่างคำฟ้องที่จะเสนอต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว สำนักงานกฎหมาย
อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ได้รวบรวมหลักฐานทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษและพยานบุคคล
เพิ่มขึ้น ขมวดเข้าไปเพิ่มเติมจากหลักฐานครั้งที่เสนอร่างคำฟ้องไปเมื่อ 2 เดือนก่อน และได้
ยืนยันเป็นที่แม่นมั่นจะยื่นเสนอแก่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) 31 มกราคม 2554 นี้แน่นอน

ฉะนั้น ศาลภายในประเทศ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งหรือไร้ความเที่ยงธรรมให้กับของประชาชน ไม่ว่า
จะเป็นเรื่องของบุคคลและส่วนรวม ทั้งยังถูกรัฐบาลและทหารที่ไร้ศีลธรรมอันดีงาม ได้กระทำการ
ฉ้อฉล ใส่ร้ายและบิดเบือน ศาลอาญาระหว่างประเทศก็จับตาเฝ้ามอง อย่างน่าสนใจและใส่ใจ
ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ยังสามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องความยุติธรรมที่ไปกระทบ
แก่ประชาชนทั่วโลก เพราะขอบเขตความรับผิดชอบและอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ
ได้มีอำนาจเพิ่มขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

ไปฟังและชมบทสัมภาษณ์ของท่านทั้งสองได้จาก-

ที่มา http://translate.googleusercontent.com/translate_chl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper
.net/ww/~av/www.youtube.com/watch%3Fv%3DNV-vsiwrNjE%26feature%3Dplayer_embedded&rurl=translate.google.com&anno=2&usg=ALkJrhibqBCVhf5IBVSeMXho4D4gaCqPrQ

บทวิเคราะห์ 9 มาตรการ โครงการประชาวิวัฒน์

ที่มา มติชน




โดย สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

1.มาตรการ คนไทยเท่าเทียม ประกันสังคมถ้วนหน้า ให้ผู้ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม 24 ล้านคน ได้รับสิทธิประโยชน์ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ประชาชนจ่ายเงิน 70 บาท รัฐสมทบ 30 บาท หรือ ถ้าจ่าย 100 บาท รัฐสมทบ 50 บาท ในกรณีนี้ จะได้รับบำเหน็จชราภาพด้วย

ข้อคิดเห็น

โดยปกติแล้ว ตามหลักเกณฑ์การส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม เปิดช่องให้ผู้มีรายได้ทุกคน รวมถึงแรงงานนอกระบบสามารถส่งเงินเข้ากองทุนได้เองแม้ไม่มีนายจ้างก็ตาม ซึ่งก็จะได้รับสิทธิต่างๆ เหมือนกัน

โครงการประกันสังคมถ้วนหน้า 24 ล้านคน แรงงานนอกระบบจะต้องมีปัญหาการส่งเงินสมทบ เพราะไม่มีรายได้ประจำ จึงควรเพิ่มสัดส่วนในการจ่ายเงินสมทบของภาครัฐ

เพื่อให้แรงงานนอกระบบได้รับผลประโยชน์สูงสุด รัฐบาลควรดำเนินการส่งเงินสมทบช่วยอย่างถาวร และควรมีมาตรการสำรองหากเกิดกรณีบางเดือนแรงงานไม่สามารถส่งเงินเข้ากองทุนได้

2.มาตรการ สินเชื่อทั่วถึง เปิดโอกาสให้กลุ่มแท็กซี่มืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี เป็นเจ้าของรถ โดยผ่อนเงินดาวน์ต่ำสุด 5 เปอร์เซ็นต์ กรณีมีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี มีวงเงินสินเชื่อที่จะให้ตรงนี้ถึง 1,600 ล้านบาท

ข้อคิดเห็น

มาตรการนี้ เป็นนโยบายที่พรรคไทยรักไทย ได้เคยทำมาแล้วในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการเจ้าของรถแท็กซี่คันแรก โครงการสินเชื่อเพื่อคนขับรถแท็กซี่ รัฐบาลควรทำให้มีประสิทธิภาพเหมือนที่พรรคเพื่อไทยได้ทำมาในอดีต

เพื่อให้ประชาชนทั้งกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และคนหาบเร่แผงลอยได้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินเชื่ออย่างสูงสุด รัฐบาลควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าในปัจจุบัน เป็นกรณีพิเศษ เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์คิดแบบคงที่ (Flat Interest rate:FIR) ซึ่งสูงเกินไป

3.มาตรการ มอเตอร์ไซค์รับจ้างทำมาหากินเป็นธรรม การขึ้นทะเบียนและจัดระบบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบสวัสดิการ มีการปรับปรุงวิน ป้ายราคาต้องชัด โดยจะเริ่มในเดือนมีนาคม ประเดิมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท

ข้อคิดเห็น

เป็นมาตรการที่เปิดช่องให้ กลุ่มอิทธิพลกลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องจ่ายค่าอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น การทำมาหากินก็จะยากขึ้น รายได้ก็จะเริ่มลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจจะไม่ดีขึ้นอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง

การดำเนินมาตรการนี้ให้เกิดความเป็นธรรม รัฐบาลต้องมีมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสด้วย เพื่อไม่ให้เกิดเหมือนกรณีโครงการประกันรายได้ที่เปิดให้มีการลงทะเบียนแต่ไม่มีการตรวจสอบว่าทำนาจริงหรือไม่ ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกจากการแจ้งลงทะเบียนสูงกว่าพื้นที่จริงมากกว่า 400,000 ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 12%

4.มาตรการ หาบเร่แผงลอยทำมาหากินเป็นธรรม เพิ่มจุดผ่อนผันให้ผู้ค้าจำนวน 20,000 ราย มีพื้นที่ค้าขายเพื่อลดรายจ่ายนอกระบบ และพัฒนาให้เป็นจุดท่องเที่ยว

ข้อคิดเห็น

เป็นเรื่องที่รัฐบาล ต้องดูแลอยู่แล้ว การเพิ่มช่องทางการหารายได้ของประชาชน เพียงแค่รัฐบาลต้องบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพ และปรับเปลี่ยนเขตผ่อนผันให้สมเหตุผล

นอกจากนี้ไม่ใช่แค่พ่อค้าแม่ค้า ในเขตกรุงเทพฯ เท่านั้น ที่ต้องการโอกาสในการค้าขายในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศรัฐบาลก็ต้องเพิ่มช่องโอกาสให้เช่นกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างที่รัฐบาลประกาศอยู่เสมอ

5.มาตรการ คนไทยเข้มแข็งลดภาระกองทุนน้ำมัน แก้ปัญหาค่าครองชีพโดยเฉพาะการแก้ปัญหากองทุนน้ำมัน โดยจะมีการยกเลิกการตรึงราคา LPG ในภาคอุตสาหกรรม แต่ยังตรึงราคาภาคครัวเรือนและขนส่งต่อไป เพื่อประชาชนจะได้ใช้ในราคาที่เป็นธรรม

ข้อคิดเห็น

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเป็นภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศทั้งภาคการผลิตและการบริโภคนั้น เกิดจากการที่รัฐบาลเก็บภาษีน้ำมันและเก็บเงินกองทุนน้ำมันสูงมากจนราคาขายปลีกในประเทศสูงเกินราคาน้ำมันกว่า 50% รัฐบาลเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันรวมแล้วกว่า 10 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ยังมีภาษีอื่นๆ อีก รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประชาชนต้องจ่าย รวมแล้วประชาชนต้องจ่ายเงินให้รัฐบาล 10-15 บาทต่อการเติมน้ำมัน 1 ลิตร

การลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต และท้ายที่สุดจะกลับมากระทบต่อราคาสินค้าและผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการลักลอบการใช้ LPG จากภาคครัวเรือนไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ และการตรึงราคาน้ำมันภาคการขนส่งจะเกิดปัญหาการลักลอบนำไปขายที่ชายแดนเพราะราคาที่แท้จริงสูงกว่าในประเทศ 3 เท่า

6.มาตรการ ทุกวันใช้ไฟฟรี การใช้ไฟฟ้าฟรีสำหรับคนที่ใช้ต่ำกว่า 90 หน่วยอย่างถาวรโดยการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมเก็บเงินจากคนที่ใช้ไฟมากในอัตราที่สูง

ข้อคิดเห็น

ปัจจุบันรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อนำมาชดเชยโครงการนี้ถึง 22,624.09 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืน และจะสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายภาระหนี้สินที่รัฐบาลก่อไว้ก็จะถูกผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบ โดยการเก็บภาษีมากขึ้น เช่น การเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มขึ้น การเก็บภาษีที่ดิน รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

การเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าต่างๆ ก็จะปรับเพิ่มขึ้น ประชาชนจะมีค่าครองชีพที่แพงขึ้นมากเมื่อเทียบกับการจ่ายค่าไฟเอง

แต่เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่มีมากขึ้นทุกวันในขณะนี้ รัฐบาลก็ควรจะชดเชยให้อย่างทั่วถึง ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด รัฐบาลอาจรับภาระเพียง 50 หน่วย ที่เหลือให้ประชาชนที่ใช้เกินจ่ายตามจริง ทั้งจะทำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและรัฐบาลก็ใช้มาตรการนี้ได้อย่างถาวร ไม่เป็นภาระคงคลังมากนัก

7.มาตรการ ร่วมลดต้นทุนเกษตรกร ดูแลเรื่องของอาหารสัตว์ และการเข้าถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไข่ ไก่เนื้อ และสุกร มากขึ้น เปิดเผยข้อมูลต้นทุนราคาต่างๆ อย่างทั่วถึงเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือมีสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้ประชาชนรับรู้การเคลื่อนไหวของราคาต้นทุนต่างๆ จะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากนั้น ในส่วนของไข่ไก่ จะมีการทดลองให้มีการเลือกซื้อขายกันเป็นกิโล ซึ่งจะเป็นการประหยัดต้นทุนการคัดแยกไป อาจจะประหยัดได้ระหว่าง 5-10 สตางค์

ข้อคิดเห็น

ปัจจุบันราคาสินค้าทั้งไก่ ไข่ และเนื้อหมู มีราคาตามกลไกของตลาดอยู่แล้ว วัฒนธรรมการซื้อขายเป็นกล่องกระดาษ คัดแยก Grade ก็ถูกต้องแล้ว

บางคนที่มีรายได้น้อยต้องการซื้อเพียงแค่ 2-3 ฟอง ก็คำนวณได้ง่าย แต่หากต้องชั่งเป็นกิโล ก็ต้องหาตาชั่งขนาดเล็กที่มีความละเอียดของช่วงมากขึ้นจึงจะคิดราคาขายได้และอาจถูกโกงตาชั่ง

เรื่องที่รัฐบาลควรดูแลอย่างมากในตอนนี้คือ ราคาสินค้าเกษตร ที่ถูกบิดเบือนและมีปัญหาอยู่ เช่น ข้าว น้ำตาล น้ำมันปาล์ม โดยเฉพาะราคาน้ำมันปาล์มที่มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ แต่ราคาในประเทศกลับไม่ลดลง โดยเพิ่มขึ้นถึง 9 บาทต่อลิตร ดังนั้น ผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มในวันนี้จะได้กำไรเลยทันทีลิตรละ 9 บาท แต่ประชาชนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 9 บาทต่อลิตร และจะส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้นอีก

รัฐบาลควรเจรจากับผู้กำหนดราคาสินค้าเกษตร รวมถึงราคาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลอยู่แล้ว ก็จะสามารถแก้ปัญหาต้นทุนดังกล่าวได้

8.มาตรการ ราคาอาหารเป็นธรรมโปร่งใส อาหารในส่วนของผู้ประกอบการ โดยจะดูแลให้ทั้งเกษตร ผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อาหารในส่วนของผู้บริโภคจะต้องมีทางเลือกมากขึ้น ต้องมีการเปิดเผยต้นทุนการผลิต ต้องมีความโปร่งใส ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยมีแนวคิดจำหน่ายไข่เป็นกิโลกรัม

ข้อคิดเห็น

ราคาอาหารที่เป็นธรรมต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าอยู่ได้ และผู้บริโภคยอมรับได้โดยไม่เดือดร้อน

เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องดูแลอยู่แล้ว ซึ่งในแผนงานของกระทรวงพาณิชย์ ก็มีโครงการธงฟ้า เพียงแค่ดำเนินหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนก็ไม่เดือดร้อนจาก ราคาอาหารที่ไม่เป็นธรรมอยู่ในขณะนี้

9.มาตรการ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คือคนไทยเข้มแข็ง ปลอดภัย อาชญากรรม โดยเฉพาะจุดเสี่ยงกว่า 200 จุด จะมีการบูรณาการ การเพิ่มบุคลากรในการตรวจตราเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 200-300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าลดปัญหาอาชญากรรมได้ร้อยละ 20 ภายใน 6 เดือน

ข้อคิดเห็น

เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และจะไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้มากนักเพราะปัญหาที่แท้จริง คือ คนตกงาน ไม่มีงานทำ ช่องทางการหารายได้น้อยลงเนื่องจากเศรษฐกิจภาคประชาชนไม่ได้ดีขึ้น

เป็นการหาเหตุผลในการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์กล้องซีซีทีวีเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ จนกว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น

สรุปข้อคิดเห็น

9 มาตรการเป็นเรื่องนโยบายหาเสียงทางการเมือง เป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น

วงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ 26,000 ล้านบาท ดูแล้วเป็นไปไม่ได้ และเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ประมาณ 10 ล้านล้านบาท นโยบายนี้ไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

ขอตั้งกะทู้เพื่อขอบคุณนาย อภิสิทธิ์ ยอดนายกรัฐมนตรี..กระทู้ประชด??

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

โหลดมาจากพันทิปราชดำเนิน กระทู้คุณ พระรองตลอด



ขอตั้งกะทู้เพื่อขอบคุณนาย อภิสิทธิ์ ยอดนายกรัฐมนตรี

ขอขอบคุณที่ทำให้คนไทยรู้จักคำว่า “ปรองดอง” มากขึ้น คนไทยได้รู้ว่าคำๆนี้มันเป็นเพียงนามธรรม ที่มีความหมายสวยงาม มีไว้เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของใครบางคนเท่านั้น ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่กรุณาเปลี่ยนชื่อโครงการประชานิยม เป็นประชาภิวัฒน์ ทำให้คนไทยรู้ว่าท่านมีนโยบายเป็นของตัวเอง ไม่ได้ลอกใครเขามา ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า ความยุติธรรมนั้นมีอยู่ที่ศาลไคฟงเท่านั้น หาได้มีอยู่ที่ศาลรัฐธรรนูญไม่ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณกับโครงการเรียนฟรี ที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองยังคงต้องไปใช้บริการสถานธนานุบาล(โรงจำนำ)กัน อย่างเนื่องแน่นเหมือนเดิมในช่วงเปิดเทอม ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการ สามารถหาเงินเข้ารัฐได้เป็นกอบเป็นกำจากโครงการนี้ นั่นทำให้คนไทยรู้ว่า ท่านก็มีนโยบายหาเงินเข้ารัฐ มิใช่ไม่มีเลยอย่างที่ใครเขากล่าวหา ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณเครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่ยังต้องเสียบปลั๊กอยู่ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งได้มีน้ำสะอาดไว้บริโภค แม้ต้องเสียค่าไฟฟ้าก็ตาม ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า ความเสมอภาคมีจริง จาก การที่ท่านจะจัดเก็บค่าไฟฟ้าผู้ที่ใช้เกิน 90 ยูนิตเพิ่มขึ้น เพื่อมาทดแทนการลดค่าไฟให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 90 ยูนิต ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ส่งนมบูดไปให้อนาคตของชาติอย่างเยาวชนนักเรียน จุลินทรีย์ แลตโตบาซิรัสในนมบูดเหล่านั้น มีมากกว่านมเปรี้ยวตามปกติในท้องตลาดมากมายนัก ทำให้สมองของนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล มีการพัฒนาจนเทียบเท่ากับเด็กนักเรียนตามโรงเรียนชั้นนำ ลดปัญหาค่านิยมการส่งลูกหลานไปศึกษาต่อในโรงเรียนดังๆได้มากโข ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านใช้นโยบายสิทธิมนุษยชนในการปราบปรามยาเสพติด จน จำนวนผู้ถูกวิสามัญและฆ่าตัดตอนในคดีเหล่านี้ ลดน้อยจนแทบจะไม่มี ส่วนเด็กและเยาวชนของชาติ ยังไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้เสพปล่อยให้ติดไปก่อน เพราะนั่นเป็นแค่ปัญหาระดับครอบครัว เป็นสิ่งที่ภายในครอบครัวต้องแก้ไขกันเอง มิใช่ปัญหาระดับชาติที่ท่านต้องมากังวลสนใจ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า ฝีมือด้านกราฟฟิคคอมพิวเตอร์ของไทย นั้นยอดเยี่ยมระดับโลก เพราะไม่ว่าจะมีคลิปใดๆออกมา ท่านก็จะบอกว่า “ตัดต่อ” ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า ท่านมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติมาก แค่ไหน ทั้งการรีบส่งปลากระป๋องเน่าไปช่วยเหลือประชาชนทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำการสั่ง ซื้อ(ซึ่งท่านอ้างภายหลัง) ทั้งการวางแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมในปีต่อไปก่อนที่จะลงไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ เดือดร้อนในปีนี้ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า ภัยก่อการร้าย เป็นภัยที่อันตรายและน่ากลัว จากกรณีนักรบชุดดำ(ตามท่านอ้าง)ในเหตุการณ์ปะทะแยกราชประสงค์ ซึ่งจนบัดนี้ยังจับไม่ได้สักคน ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า “งบลับ”อันมาจากเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ที่นำมาใช้ปราบปรามพี่น้องประชาชนเอง ไม่สามารถสอบถามได้ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้ประเทศชาติ เป็นที่จับตาของสายโลก จากกรณีการกระชับพื้นที่ ย่านราชประสงค์ ส่งผลให้ข่าวในประเทศไทยเป็นข่าวระดับโลก ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบพระคุณที่ท่านช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่แฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งรัสเชียในกรณีส่งนายวิคเตอร์ บูทให้สหรัฐ ทั้งอิตาลีกรณีช่างภาพ ทั้งญี่ปุ่นกรณีนักข่าว และที่ลืมไม่ได้คือ กัมพูชากรณี 7 คนไทย ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ช่วยจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมาให้ทหารในกองทัพได้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด GT200 รถหุ้มเกราะจากยูเครน(ซึ่งยังประกอบอยู่ คาดว่าไม่เกินชาตินี้คงได้ใช้) เรือเหาะ(ที่บัดนี้จอดนิ่งสงบอยู่ในโรงเก็บ ไม่เคยนำออกใช้ปฏิบัติการจริงสักครั้ง) ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าคนเรียนจบเมืองนอกเมืองนาจากมหาลัยระดับโลก ไม่จำเป็นจะต้องฉลาดกว่าคนด้อยโอกาสทางการศึกษาจบ กศน. จึงต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษา มาคิดหานโยบายให้ประเทศไทยในราคาแสนถูก แค่ 92 ล้านบาท ขอบพระคุณจริงๆ

และท้ายสุด คือ เรื่องไข่ไก่ชั่งกิโลขาย ขอบขอบคุณจริง ที่นายก อภิสิทธิ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ราคา 92 ล้านบาทออกมา เพื่อเป็นการกลบเสียงครหาว่าเป็นรัฐบาลขาลอก การเป็นคิดนอกกรอบตามที่เพื่อนสมาชิกหลายคนในนี้ ได้ทำการ อวย เอ้ย...ชื่นชมไว้ สิ่งนี้ทำให้ผมได้รู้ว่า นโยบายและแนวคิดของท่าน มีความแตกจากจากท่านอดีตผู้นำจริงๆ และนั้นก็ตอกย้ำ ความเชื่อส่วนตัวของผมที่เลือก ที่จะชื่นชอบและสนับสนุนในตัวของท่านอดีตนายก พ.ต.ท ดร ทักษิณ ชิณวัตร ให้มากขึ้นไปอีก เพราะผมได้รู้แล้ว ว่าผมตัดสินใจไม่ผิดพลาด ต้องขอขอบพระคุณจริงๆ

ผู้ต้องขังพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เขียนจม.ถึงกรรมการสิทธิฯ ร้องถูกทหารซ้อมขณะจับกุม

ที่มา ประชาไท

22 ม.ค.54 นายอานนท์ นำภา ตัวแทนทนายความจากสำนักทนายราษฎรประสงค์ กล่าวว่า ได้รับจดหมายเขียนด้วยลายมือ จากนายกฤษณะ ธันยชัยพงษ์ และนายสุรชัย พริ้งพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม ด้วยความผิดฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินช่วงที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพ.ค.53 โดยผู้ต้องขังทั้งสองได้ร้องขอให้ทางสำนักงานเป็นตัวกลางในการนำจดหมายร้องเรียนนี้ไปยื่นให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งก็ได้นำไปยื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ (21 ม.ค.)
จดหมายดังกล่าวระบุว่าผู้ต้องขังทั้งสองคนถูกจับกุม ขู่บังคับ และทำร้ายร่างกายโดยทหารซึ่งตั้งด่านอยู่บริเวณถนนบรรทัดทองระหว่างที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพ.ค.53 และเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิฯ เข้ามาตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว

กวีตีนแดง: หนุ่มสาวเอย...เจ้าเคยหรือยัง

ที่มา ประชาไท

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยหรือยัง

สู้เพื่อสร้าง โลกใหม่ใฝ่ฝัน

เพื่อดอกไม้บาน ต้านแสงตะวัน

เราเขาเธอฉัน เท่ากันทุกคน

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยใช่ไหม

เห็นผู้ยากไร้ ตายข้างถนน

ผู้ถูกกดขี่ แววตาที่ทุกข์ทน

เห็นใช่ไหมสายฝน ปนเลือดหยดหยาดมา

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยรู้ใช่ไหม

สายลมชนิดใด ให้หวนร่ำหา

เมล็ดพันธุ์ใด หยั่งรากไว้กลางท้องนา

ไหวใดดอกไม้ป่า ผลิท้าแรงลมบน

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยเชื่อใช่ไหม

เราจักจุดดวงไฟ ส่องทางไปทุกแห่งหน

จักทอดกายลงต้าน ทวนทานสายน้ำวน

จักพลีร่างเป็นทางทน ให้มวลชนฝ่าข้ามไป

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยหรือยัง

ลุกขึ้นสู้เพื่อสร้าง โลกแห่งฝันใฝ่

ลบรอยคราบน้ำตา ประชาราษฎร์ผู้ยากไร้

หยัดยืนอย่างท้าทาย มอบหัวใจให้ชาวนา

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยหรือยัง

ตายเพื่อสร้าง สังคมก้าวหน้า

ยืนยันสิทธิเสรี วิถีมวลประชา

หนุ่มสาวเอยลุกขึ้นมา เปลี่ยนโลกใหม่ด้วยมือเรา

เพียงคำ ประดับความ

21 มกราคม 2554

หมายเหตุ บทกวีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) ที่ตูนิเซีย และบทเพลงหนุ่มสาวเสรี ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ

อนุสรณ์ อุณโณ:รถด่วนขบวน 112

ที่มา ประชาไท

ขณะดูหนังฝรั่งฉากที่คนเป็นแม่กำลังว่ากล่าวตักเตือนลูกชายที่เกกมะเหรก เกเรว่า “อย่าไปมีปัญหากับกฎหมาย” ผมไพล่คิดไปว่าถ้าเป็นกรณีเมืองไทยพ่อแม่จะพูดว่าอย่างไร ผมจำไม่ได้ว่าในหนังหรือละครทีวีไทยเรื่องไหน แต่จำได้ว่าในท้องเรื่องพ่อแม่ซึ่งเป็นคนชนบทยากจนบอกลูกชายซึ่งก็ไม่ได้มี ทีท่าว่าจะออกนอกลู่นอกทางแต่อย่างใดว่า “อย่าไปมีเรื่องกับคนมีอำนาจ” เรื่องเล่าทั้งสองเรื่องชี้ให้เห็นความเข้าใจและความเป็นจริงของชีวิตที่แตก ต่างกันของคนในสองสังคมอย่างสำคัญ

ตัวละครฝรั่งคิดว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในสังคมที่กฎหมายเป็นแหล่งของระเบียบและ อำนาจ การทำผิดกฎหมายจะนำความเดือดร้อนมาสู่ชีวิต จึงควรเลี่ยงเสีย แต่ตัวละครไทยคิดว่าพวกเขาอยู่ในสังคมที่กติกาถูกกำหนดโดยคนที่มีอำนาจ ฉะนั้น แทนที่จะมัวกังวลว่าจะทำผิดกฎหมายข้อไหน คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขาจำต้องระมัดระวังว่าอย่าไปขวางทางผู้มี อำนาจคนใดเข้า หาไม่แล้วชีวิตจะลำบาก

แต่การให้ภาพที่ต่างกันอย่างสุดขั้วเช่นนี้ชวนให้ไขว้เขวและมองไม่เห็นความ สลับซับซ้อนที่แฝงอยู่ เพราะในสังคมฝรั่งมีหลายสถานการณ์ที่ระเบียบไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมาย เช่น ในย่านคนมีรายได้น้อยมักมี “ขาใหญ่” คุม ในเวลาเกิดความวุ่นวายในสนามกีฬา ตำรวจมักอาศัยความสามารถในการใช้ความรุนแรงในการควบคุมผู้คนแทนที่จะเป็นตัว บทกฎหมาย ฯลฯ ในทำนองเดียวกัน กฎระเบียบของคนที่มีอำนาจในสังคมไทยไม่ได้แยกขาดจากกฎหมาย เพราะนอกจากจะเอื้อให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ได้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นเจ้าพ่อ และผู้มีอิทธิพล กฎหมายไทยเป็นที่มาของการมีอำนาจนอกกฎหมายที่ถูกกฎหมาย

นักคิดฝรั่งคนหนึ่งเสนอว่าการทำความเข้าใจ “อำนาจเหนือหัว” (sovereignty ซึ่งมักแปลกันว่าอำนาจอธิปไตย) มักมุ่งไปที่อำนาจในการบังคับใช้กฎระเบียบ แต่ไม่สู้ให้ความสำคัญกับอำนาจในการงดใช้กฎระเบียบ ทั้งๆ ที่ความสามารถในการงดใช้กฎระเบียบคือหัวใจของอำนาจเหนือหัว เพราะคุณสมบัติสำคัญของ “เจ้าเหนือหัว” (sovereign) คือการมีความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการยกเว้นการประยุกต์หรือบังคับใช้กฎหมาย นักคิดคนดังกล่าวเสนอว่าเพราะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเว้นการบังคับใช้ กฎหมาย เจ้าเหนือหัวจึงวางตัวเองอยู่นอกกฎหมายอย่างถูกกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งคืออยู่นอกและในกฎหมายในเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์กับกฎหมายอย่างขัดกันจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของเจ้าเหนือหัว

คุณูปการสำคัญประการหนึ่งของการพิจารณาอำนาจในลักษณะเช่นนี้คือการชี้ให้ เห็นว่าอำนาจที่เชื่อว่าเป็นของคู่ยุคโบราณไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่ยังคงโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาในยุคปัจจุบันควบคู่ไปกับอำนาจสมัยใหม่ จำพวกระเบียบวินัยและข้อควรปฏิบัติ โดยเฉพาะในสถานที่จำพวกค่ายผู้อพยพ สถานกักกัน หรือแม้กระทั่งบางส่วนของสนามบิน เพราะถึงแม้ว่าสถานที่เหล่านี้จะดูมีความจำเพาะหรือเป็นข้อยกเว้น แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปฏิบัติการอำนาจประเภทนี้ที่มีให้เห็นโดยทั่วไป

สังคมไทยไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับอำนาจประเภทนี้ แต่ก็มีลักษณะจำเพาะที่จำเป็นต้องพิจารณาปัญหาแตกต่างออกไป เพราะความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของระเบียบความ สัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองไทย แทนที่จะจำกัดอยู่ในบางสถานที่หรือบางสถานการณ์เช่นในสังคมฝรั่ง กล่าวในระดับการเมืองการปกครอง “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ” (ซึ่งใกล้เคียงกับ Constitutional Monarchy แต่ก็ไม่ใช่) มีคุณลักษณะสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้นของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม อาทิ จากเดิมที่ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประหารชีวิต ปัจจุบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเพียงพระองค์เดียวที่สามารถพระราชทานอภัยโทษ ประหารชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งคือทรงสามารถยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายข้อนี้ได้ ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญก็บัญญัติให้พระองค์ทรงอยู่พ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย ทุกข้อ หรืออีกนัยหนึ่งคือทรงอยู่นอกและในกฎหมายในเวลาเดียวกัน

การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมโดยทั่วไปก็มีความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้น เป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น กฎระเบียบจำนวนมากสงวนไว้สำหรับเด็ก แต่ไม่บังคับใช้สำหรับผู้ใหญ่ เด็กจะไม่สามารถไว้ผมหรือแต่งกายตามที่ต้องการได้ตราบเท่าที่ยังไม่โตเป็น ผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ต้องอาศัยอำนาจของผู้ใหญ่ในการได้รับข้อยกเว้น หรือไม่อีกกรณีก็คือต้องฝ่าฝืนกฎระเบียบด้วยตนเอง ซึ่งหากประสบความสำเร็จ เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็น “หัวโจก” หรือเป็นผู้นำของกลุ่มเพราะความที่สามารถยกเว้นการบังคับใช้กฎระเบียบกับตน เองได้ ในทำนองเดียวกัน กฎศีลธรรมจำนวนมากใช้บังคับเฉพาะผู้หญิง ไม่หมายรวมผู้ชาย ผู้หญิงไม่ควรกินเหล้าสูบบุหรี่ ไม่ควรเที่ยวกลางคืน ไม่ควรพูดจาเอะอะมะเทิ่ง ฯลฯ การสวมบทบาท “ชายไทย” จึงกลายเป็นช่องทางของผู้หญิงไทยจำนวนหนึ่งในการที่จะได้รับข้อยกเว้นจากกฎ ศีลธรรมเหล่านี้ และ “ก๊วน” ของผู้หญิงไทยโดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจำนวนมากก็ก่อตัวขึ้นภายใต้ เงื่อนไขดังกล่าวนี้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการจัดความสัมพันธ์ภายในระบบราชการหรือแม้แต่สถาน ที่ทำงานทั่วไปที่ต่างมีความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้นเป็นองค์ประกอบ สำคัญทั้งสิ้น

แต่ระเบียบทางสังคมเช่นนี้มีปัญหา เพราะข้อยกเว้นหมายถึงความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรม ทรงผมและเครื่องแบบนักเรียนถูกคิดขึ้นบนฐานของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ สถาบันและอำนาจที่อยู่เบื้องหลังมากกว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างเงื่อนไขที่ เอื้อต่อพัฒนาการทางสติปัญญาและอารมณ์ของเด็กนักเรียน คติกุลสตรีไทยก็ไม่ได้คิดบนฐานของสุขภาพหรือสวัสดิภาพของผู้หญิงเท่าๆ กับการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอกันระหว่างเพศ การสวมบทบาทของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น “ผู้ใหญ่” หรือ “ชายไทย” โดยเด็กและผู้หญิงเพื่อจะได้รับสิทธิยกเว้นเช่นเดียวกันจึงไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่จะทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างวัยและเพศขาดสมมาตรยิ่งขึ้น

ในทำนองเดียวกัน ระเบียบทางการเมืองที่วางอยู่บนสภาวะยกเว้นก็ไม่ใช่คำตอบของคนส่วนใหญ่ และขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยและนิติรัฐที่ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคของ ประชาชนภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมไทยพึงกระทำจึงไม่ใช่ การโหน “รถด่วนขบวน 112” หรือสวมบทบาทของอีกฝ่ายภายใต้ข้ออ้างเพื่อความเท่าเทียมในการดำเนินคดีกับพลเอกเปรมและพวก เพราะจะยิ่งตอกย้ำสภาวะยกเว้นให้หนาแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น แต่ควรเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงการเอาผิด ในลักษณะดังกล่าวเสีย หากต้องการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 20 วันที่ 14-19 มกราคม 2554)

นักวิชาการถกบทบาท ‘นิวมีเดีย’ ชี้ ‘ปฏิรูปสังคม’ ต้องเชื่อม ออนไลน์-ออฟไลน์

ที่มา ประชาไท

เปิดตัวหนังสือ ‘สื่อออนไลน์ Born To Be Democracy’ ชวนนักวิชาการหลากสาขาถกบทบาทข้อเด่นข้อด้อยสื่อออนไลน์ ชี้เปลี่ยนแปลงสังคมต้องเชื่อมโลกออนไลน์กับออฟไลน์ เรียกร้องรัฐสร้างการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม

21 ม.ค.54 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “สื่อออนไลน์ Born To be democracy” และมีวงเสวนาว่าด้วยสื่อออนไลน์และวิจารณ์หนังสือดังกล่าว จัดโดยเว็บไซต์ประชาไท สนับสนุนโดยมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวเป็นการรวมบรวมบทสัมภาษณ์จากผู้สังเกตการณ์ ‘นิวมีเดีย’ จากแวดวงต่างๆ อาทิ รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ประธานกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.), ปราปต์ บุนปาน เว็บไซต์มติชนออนไลน์, สมบัติ บุญงามอนงค์ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง, สาวตรี สุขศรี นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ เครือเนชั่น, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศูนย์อาเซียนศึกษา สิงคโปร์, อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต, สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ทิวสน สีอุ่น เครือข่ายพลเมืองเน็ต, มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย, ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ

ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงชื่อหนังสือว่า ไม่แน่ใจว่าสื่อออนไลน์เป็นประชาธิปไตยโดยตัวเอง แต่น่าจะเป็นเครื่องมือนำไปสู่ประชาธิปไตยมากกว่า หรือเรียกว่า born to become democracy นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ซึ่งผู้คนมักมองเห็นพลังและแง่บวกของมันมากในการสร้าง “พื้นที่สาธารณะ” อย่างไร้พรมแดนว่า ถึงที่สุดโลกออนไลน์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับโลกออฟไลน์ พรมแดนทางออนไลน์ก็มีเช่น ภาษา หรือกฎกติกาในเว็บต่างๆ คำถามอยู่ที่ว่าคนจะมีส่วนร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ในสังคมออนไลน์นั้นได้อย่างไร รัฐก้าวล่วงมาได้มากแค่ไหนในพื้นที่อินเทอร์เน็ตซึ่งเหมือนกับพื้นที่ประชาสังคมในโลกออฟไลน์

ในแง่ความเท่าเทียม สื่อนี้กล่าวได้ว่าเป็นของกระฎุมพี สิ่งที่ทำได้เป็นเพียงขยายพื้นที่ของการสื่อสารทางการเมืองมากกว่าจะเป็นการส้างพื้นที่ใหม่ๆ อย่างสิ้นเชิง สิ่งที่โลกอินเทอร์เน็ตช่วยได้บ้างก็คือ การทำให้คนฉุกคิด แต่ก็คงอีกนานกว่าคนจะเข้าใจว่า สิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นสัจจะธรรมชาติ เป็นแค่ความเชื่อหนึ่งเท่านั้น

ยุกติเสนอว่า ควรเรียกร้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม เหมือนประเด็นสาธาณสุข และยังต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารอื่นๆ ในโลกจริง หรือต้องสร้างสังคมประชาธิปไตยในโลกออฟไลน์ให้เป็นจริงขึ้นมา และมีทางนี้เท่านั้นที่จะได้ประชาธิปไตยในโลกออนไลน์

ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับนิวมีเดียวในไทยว่า แม้แต่สื่อออนไลน์ที่ถือว่าเป็นสื่อทางเลือกก็ยังเซ็นเซอร์ในบางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่ขัดกับอุดมการณ์หลักของสังคม เช่น กรณีข่าววิกิลีกส์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย นอกจากนี้นิวมีเดียไม่สามารถส่งผลสะเทือนได้ กำหนดประเด็นหลักได้โดยตัวเองแต่จำเป็นต้องการเครื่องมืออื่นในการผลิตซ้ำ และเนื่องจากเฟซบุ๊กเริ่มมีบทบาทมากขึ้นจนกกลายเป็นเครื่องมือรณรงค์ทางการเมืองที่สำคัญหลังวิกฤตการเมืองและสื่อเสื้อแดงทั้งหลายถูกปิด เสรีภาพการแสดงความเห็นในสังคมตกต่ำลง แต่ก็มีข้อท้าทายสำคัญที่เกิดขึ้นใหม่ว่า นิวมีเดียจะรับบทบาทเป็นแหล่งสร้างชื่อเสียงให้คนหรือจะเป็นหน่วยงผลิตองค์ความรู้กันแน่ โดยยกตัวอย่างปรากฏการณ์การแชร์บทความอย่างกว้างขวางโดยไม่ได้อ่านในเฟซบุ๊ก

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ฐานคิดคำว่า “ประชาธิปไตย” ของหนังสือเล่มนี้คือ เสรีประชาธิปไตย ซึ่งให้คุณค่าสูงสุดกับเสรีภาพ และเนื้อหาโดยรวมของหนังสือให้ภาพว่าสื่อออนไลน์เป็นพื้นที่ที่คนสามารถแสดงออกในมิติต่างๆ อย่างหลากหลาย มีสภาพเป็น “ตลาดความคิด” ซึ่งสภาพแบบนี้แปลว่ามันต้อง “มั่ว” อย่างสุดๆ และเราไม่ต้องกลัวกับ “ความมั่ว” ดังกล่าว

ชลิดาภรณ์ยังพูดถึงบทบาทการเป็น “พื้นที่ทางเลือกของสื่อออนไลน์” ว่า มันเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารความคิด เป็นพื้นที่ทางเลือกสำหรับคนจำนวนมากที่ถูกเบียดขับจากค่านิยม ความเชื่อ กระแสหลัก เช่น คนมีเพศวิถีทางเลือก, เกย์ ฯลฯ และยังเป็นพื้นที่ของ “จินตนาการ” ที่คนจำนวนมากสามารถแสดงออก แสวงหาหรือเสพอะไรก็ตามที่เขาชอบแต่ทำไม่ได้ในพื้นที่ออฟไลน์ ซึ่งพวกเขาไม่ “กล้าหาญ” พอจะทำในโลกจริง

“นี่คือ ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เราอยากได้ แต่ปัญหาก็คือ มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งบังเอิญเสียงดัง เชื่อว่าคนแสดงออกออนไลน์จะเชื่อมไปสู่พฤติกรรมออฟไลน์ เช่น ความรุนแรง เพศนอกกรอบ ทำให้รัฐไทย ซึ่งไม่ได้สมาทานเสรีนิยม ไม่ลังเลที่จะไล่เซ็นเซอร์พื้นที่ออนไลน์ในทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องการเมือง แต่แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวมากๆ อย่างเรื่องเพศวิถี เป็นการเซ็นเซอร์แม้กระทั่งจินตนาการของมนุษย์ โคตรมหาโหดนะรัฐไทย” ชลิดาภรณ์กล่าว

ชลิดาภรณ์กล่าวถึงลักษณะของพื้นที่ออนไลน์อีกว่า มันมีลักษณะเป็น “พื้นที่กล่อมประสาท” ทำให้คนเกิดสภาพปิดใจ ปิดหูต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงน่าคิดว่าเราในฐานะผู้ใช้สื่อออนไลน์จะใช้สภาพตลาดความคิดให้เป็นประโยชน์ ด้วยการพยายามละลายสี สลายขั้วได้อย่างไร และที่สำคัญที่ต้องส่งเสริมคือ ความอดทนอดกลั้น ซึ่งพูดง่ายแต่ทำได้ยาก

สมบัติ บุญงามอนงค์ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ข้อเด่นของอินเทอร์เน็ตคือการใให้สิทธิคนธรรมดา ด่าหรือวิจารณ์ในทางสาธารณะได้ และข้อมูลมีอายุยืนยาวในออนไลน์ นอกจากนี้มันยังทำลายวาทะเรื่องผู้ชนะ หรือรัฐเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันผู้คนต่างเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง ส่วนการเชื่อมโยงโลกออนไลน์กับออฟไลน์นั้นจำเป็นต้องเดินไปคู่กัน และสปีดของออนไลน์นั้นสื่อสารได้รวดเร็วประมาณ 7 เท่าซึ่งน่าจะมีผลให้โลกออฟไลน์เปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้นด้วย

เปิดจม.นักโทษแดงร้องกก.สิทธิถูกทหารทรมานน้ำมันราดขู่เผา ชีวิตคุกสุดโหดวอนอย่าทอดทิ้งกัน

ที่มา Thai E-News


ทหารไม่เชื่อได้ซ้อมพวกเรา ทำร้ายร่างกายทั้งมือและเท้า เอาแส้มาฟาด นำน้ำมันมาราดตัวเราสองคน จะจุดไฟแช็กเตรียมเผาพวกเรา ขู่ฆ่าพวกเรา ถ้าไม่ยอมบอกข้อมูลชายชุดดำในราชประสงค์ จากนั้นทหารอีกกลุ่มหนึ่งมาทรมานพวกเราต่อ โดยทหารสวมหมวกคลุมหน้าบอกว่าเป็นหน่วยสังหารได้บีบคอพวกเราจนหายใจไม่ออกทรมานมาก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 มกราคม 2554

ทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ ได้เผยแพร่จดหมายของนักโทษการเมืองฉบับหนึ่งที่ส่งถึงนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของพวกเขาที่โดนทำร้ายอย่างทารุณ ในช่วงของการจับกุมในเหตุการณ์ชุมนุมเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

จดหมายของนักโทษการเมือง 2 รายคือนายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ และนายสุรชัย พริ้งพงษ์ ลงวันที่ 17 มกราคม 2554 ส่งจากเรือนจำคลองเปรม (แดน 8) 33/2 มีใจความว่า

"กระผมเป็นนักศึกษาถูกเจ้าหน้าที่ทหารตั้งด่านจับกุมหลังสนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ขณะขับรถยนต์เดินทางกลับบ้านในวันที่ 16 พฤษภาคม 53 ถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจยัดเยียดข้อกล่าวหาโดยมิชอบ ข่มขู่บังคับให้รับสารภาพ โดนดำเนินคดีละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศาลตัดสินจำคุก 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา ทั้งที่พวกกระผมไม่ได้กระทำผิดต่อชีวิตและทรัพย์สินใดๆทั้งสิ้น

สืบเนื่องจากพวกกระผมสัญจรเส้นทางถนนบันทัดทองปกติทุกวัน โดยระหว่างขับรถยนต์เดินทางกลับบ้านได้เจอทหารตั้งด่าน ทหารได้เรียกให้จอดรถ ให้ลงจากรถไปยืนพิงกำแพงมัดมือพวกเราค้นตัวพวกเราไม่เจออะไร ทหารได้ถามว่ารู้จักชายชุดดำที่ราชประสงค์หรือไม่ พวกเราเป็นนักศึกษากำลังจะกลับบ้านซึ่งอยู่ในวัดชัยมงคล ถนนพระราม1ห่างจากด่านจับกุม200เมตร ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับชายชุดดำที่ราชประสงค์

ทหารไม่เชื่อได้ซ้อมพวกเราสองคน ทำร้ายร่างกายทั้งมือและเท้า ได้เอาแส้มาฟาด นำน้ำมันมาราดตัวเราสองคน จะจุดไฟแช็กเตรียมเผาพวกเรา ขู่ฆ่าพวกเรา ถ้าไม่ยอมบอกข้อมูลในราชประสงค์ จะให้ทหารสังหารอีกกลุ่มหนึ่งมาทรมานพวกเราต่อ พวกเราไม่ทราบทั้งสิ้น หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 นาที ได้มีทหารที่บอกไว้เข้ามาหาพวกเรา ทหารสวมหมวกคลุมหน้าบอกว่าเป็นหน่วยสังหารได้บีบคอพวกเราจนหายใจไม่ออกทรมานมาก แถมเตะด้วยเท้าทำร้ายร่างกายโดยอำมหิต ขู่พวกเราว่าเดี๋ยวจะเรียกนักข่าวมา ถ้าปากดีบอกอะไรไม่ดีโดนฆ่าแน่

หลังจากนั้นนักข่าวจากที่ไหนไม่รู้กว่า10คนมาถ่ายรูปพวกเรา นักข่าวถามพวกเราบอกว่าเป็นนักศึกษา ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการชุมนุมเลย หลังจากนั้นทหารได้จับพวกเราส่งสน.ปทุมวัน ทหารจะมาข่มขู่ตำรวจให้ยัดเยียดพวกเราในสน. ทหารมาคุมตำรวจทำคดีถึงในห้องสอบสวน พวกเราได้ยินมาว่าเป็นทหารจาก ร.31 พัน2 รอ.มีประมาณ10กว่าคน พวกเราจำหน้าได้ทุกคน และตำรวจที่ยัดเยียดข้อกล่าวหาด้วย

ซึ่งกระผมและทนายขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ทุกคนในการจับกุมพวกกระผม คำให้การของพวกเราเป็นจริงทุกประการ ขอแสดงความเคารพอย่างสูง"

นักโทษการเมืองที่ไม่ใช่แกนนำเผยชีวิตในคุก ขอบคุณห้องแคมฟร็อกไม่ทอดทิ้ง

ขณะที่กระดานสนทนาอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม ได้ลงจดหมายจาก"ผู้ต้องขังนิรนาม"รายหนึ่งเพื่อ ขอขอบคุณสหายกลุ่มเรดแคมฟร็อก โดยมีเนื้อหาดังนี้

สวัสดีครับพี่พิชัย และพี่มิโกะที่นับถือ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบคุณ พี่ทั้ง 2 คนรวมถึงคณะทำงานในกลุ่ม “เรดแคมฟร็อก” ทุกท่านสำหรับการให้ความช่วยเหลือพวกเรา เหล่าผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำอื่นๆ ที่ทางกลุ่มได้ยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือใน 2 ครั้งที่ผ่านมา และต้องกราบขออภัยจริงๆ ที่ผมยังไม่เคยได้แสดงการขอบคุณทางกลุ่ม “เรดแคมฟร์อก” อย่างเป็นทางการซักที (เพราะลืมขอที่อยู่ในการติดต่อกลับ) ดังนั้นผมขอถือเอาโอกาสนี้ ในการแสดงความขอบคุณในน้ำใจ และความเสียสละ ที่ช่วยเหลือพวกเราแบบปิดทองหลังพระมาโดยตลอด

ผมขอบอกตามตรงนะครับว่า ภายหลังจากที่พวกเราหลายคน รวมถึงแกนนำถูกจับกุมคุมขังมาตั้งแต่เริ่มชุมนุมใหญ่ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน 12 มีนาคม 2553 พวกเราต่างประสบความยากลำบากแตกต่างกันไป ในที่นี้ผมจะไม่ขอกล่าวถึงกลุ่มแกนนำที่พวกเขาอาจได้รับความสะดวกสบาย มากกว่า เพราะทาง นปช ได้ให้การดูแลอยู่ในฐานะแกนนำ ซึ่งพอจะมีทุนอยู่บ้าง และแน่นอนถ้าพูดตามหลักความจริงแล้ว แกนนำย่อมสำคัญกว่าเสมอ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีนักโทษอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สำหรับผมแล้วคิดว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ การสนับสนุนต่างๆ ตลอดเวลาทีอยู่ในเรือนจำบางคนไม่มีเงินสำหรับใช้จ่ายเลย บางคนไม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น บางคนต้องต่อสู้คดีโดยลำพัง อย่างโดดเดียวไร้การแนะนำทางคดี บางคนไม่มีแม้ญาติพี่น้องมาเยี่ยม หรือบางคนญาติไม่กล้ามาก็มี เหล่านี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับพวกเราในปัจจุบันนี้ ซึ่งใครไม่เคยเข้าคุกมาก่อนย่อมไม่เข้าใจหรอกว่ามันมีความทุกข์ทรมานเพียงใด ซึ่งผมเองก็อยู่ในกลุ่มหลังนี้ และเข้าใจในจุดนี้ดี

บางคนไม่รู้ ก็อาจจะได้ทราบข่าวว่า มีการยื่นมือเข้ามาช่วยของภาพส่วนต่างๆ เช่นตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนของฝ่าย นปช.เอง หรือองค์กรอื่นๆ เข้ามาดูแลเอาใจใส่พวกเราเป็นอย่างดี แต่ในความจริงแล้ว มีการเข้ามาจริง แบบนับครั้งได้ นั้นคือครั้งแรกเมื่อตอนหลังสลายการชุมนุมใหม่ๆ มีคณะ สส.จากเพื่อไทยเข้ามาขอพบพวกเราทั้งหมด และครั้งนั้นได้มอบเงินช่วยเหลือคนละ 2,000 บาท พร้อมข้าวของเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง รวมถึงอาหาร 1 มื้อ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยเข้ามาอีกเลย ครั้งที่ 2 เมื่อไม่นานมานี้ คือการได้รับเงินช่วยเหลือจากทาง นปช จำนวน 5,000 บาท (ทราบว่าเป็นเงินที่ได้จากการจัดคอนเสิร์ต) และล่าสุดหลังจากที่ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการประชาชน นปช.ใหม่ๆ ก็มีการเข้ามาพบครั้งใหญ่ และบอกว่าจะช่วยเหลือเงินคนละ 1,000 บาท แต่จนถึงวันนี้พวกเราหลายๆ คนก็ยังไม่ได้รับเลย

การใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำดูแล้วอาจจะเหมือนง่าย เพราะมีอาหารให้กันครบ 3 มื้อ ไม่ต้องเสียเงิน แต่ “อาหารคุก” ก็จะมีคุณภาพในระดับหนึ่ง ซึ่งผมเองคงไม่สามารถจะบรรยายให้เห็นภาพได้ แต่คิดว่าพวกเราน่าจะเข้าใจดีว่ามันจะให้ดีเท่ากับข้าวแกง ถุงละ 20 บาทที่เราหาซื้อได้ตามข้างถนนก็คงเป็นไปไม่ได้

ดังนั้นถ้าเราอยากจะกินของดี เราก็ต้องซื้อเอง ไหนจะสบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม แฟ๊บของใช้ส่วนตัวจิปาถะ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น (ไม่นับรวมค่าขนมที่บางทีเราอยากจะกินอะไร,เล่นๆ บ้าง) มิหนำซ้ำบางคนจะมี คชจ.ในการจ้างงานเข้ามาอีก เพราะการอยู่ในคุกก็ต้องทำงาน เช่นทำถ้วยกระดาษ งานเย็บรองเท้า เป็นต้น เหล่านี้ล้วนต้องมีค่าใช่จ่ายทั้งสิ้น ถามว่าไม่จ้างได้มั้ย ? ตอบว่าได้นะ แต่เราก็คงต้องเหนื่อยกันทั้งวัน บางทีก็อยากจะพักบ้าง เอาเป็นว่าการใช้ชีวิตอยู่ในนี้ มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินบ้างเป็นธรรมดา ลองคิดดูละกันว่า จนถึงวันนี้บางคนเข้าเดือนที่ 8 บ้างก็ 9 กับเงินได้รับการช่วยเหลือมามันจะเพียงพอหรือไม่?

อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าการได้รับกำลังใจจากเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ ซึ่งบอกตามตรงเลยว่าพวกเราได้รับน้อยมาก เพราะพี่น้องส่วนใหญ่ที่มาเยี่ยม ก็จะเยี่ยมแต่แกนนำ แกนนำมีคนมาเยี่ยมทุกวัน มีของฝากทุกวันอย่างเหลือใช้ แถมมีคนมาให้กำลังใจทุกวัน แล้วพวกที่ไม่ใช่แกนนำละ เค้าแตกต่างจากแกนนำตรงไหน ทุกคนก็รู้สึกอยากได้กำลังใจบ้าง อยากมีคนมาเยี่ยมบ้าง อยากได้ของฝากบ้างเช่นกัน แต่พวกเราหลายคน จนถึงตอนนี้ บางคนก็ไม่เคยมีญาติมาเยี่ยมเลยก็มี

ขออภัยที่คุยนอกเรื่องไปมาก ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพราะต้องการจะขอนำเสนอความจริงที่เกิดขึ้น ให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ ได้รับรู้และเข้าใจความจริงจากคนที่อยู่ในคุกจริงๆ อย่างผมบ้างก็เท่านั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในขณะที่พวกเรา ต่างเฝ้าคอยการช่วยเหลือ เอาใจใส่ดูแลจากกลุ่มบุคคล องค์กรที่เราต่างก็คาดหวัง และฝากความหวังไว้ และท้ายสุดก็พอกับความผิดหวัง แต่กลับมีกลุ่มบุคคลที่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา นั้นคือกลุ่ม “เรดแคมฟร็อก” ที่มีพี่พิชัย พี่มิโกะ และอีกท่านหนึ่งที่ผมขออภัยที่จำชื่อท่านไม่ได้ (พี่พิชัยบอกชื่อผมแล้วและผมลืม)

การเข้ามาช่วยเหลือในครั้งแรก ผมจดไว้ว่ามาวันที่ 12 ตุลาคม 2553 (มีพี่พิชัย,พี่มิโกะ,คุณเปมิกาและคุณสุนัน) ครั้งนั้นทราบว่าพี่ๆ ได้รายได้จากการจัด โบว์ลิ่งการกุศล และได้มอบเงินช่วยเหลือให้ผม 2,000 บาท รวมถึงสบทบทุนช่วยค่าใช้จ่ายแก่บุตรผมเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาทเช่นกัน ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบสหายที่รู้จักทางไซเบอร์ คนแรกตั้งแต่ผมถูกจับเข้ามา คือ พี่มิโกะ พี่สาวคนสวยของผม และครั้งนี้เองที่ทำให้ผมได้พบกับพี่ชายที่น่ารักอย่างพี่พิชัย (พี่ๆ อีก 2 คน ที่มาด้วยกันผมก็ดีใจที่ได้พบเช่นกันนะครับ) และครั้งนี้เช่นกันที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “เพื่อนๆ ทางไซเบอร์ ไม่ได้ทอดทิ้งผม

พี่มิโกะบอกว่ากลุ่มเรดแคมฟร็อก เป็นกลุ่มทำงานเล็กๆ ที่ทำกันเพียงไม่กี่คน และพี่พิชัยก็เคยเล่าให้ผมฟังว่า พวกพี่ๆ และทีมงานเพียงไม่กี่ชีวิตนี่แหละ ที่เสียสละความสุขส่วนตัวกัน โดยการไปยืนถือกล่องรับบริจาคเงินให้กับพวกเราโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พี่เชื่อมัยว่าผมจินตนาการเห็นภาพ พี่ๆ ยืนถือกล่องรับบริจาคเงินเพื่อมาช่วยพวกผมแล้ว ผมตื้นต้นใจจริงๆ เพราะแน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่กว่าจะได้เงินแต่ละบาทมาช่วยเหลือพวกเรา เหรียญบาท 5 บาท 10 บาท แบงก์ 20 แบงก์ 50 จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน, เป็นหมื่น ที่หามาให้พวกเรา จากน้ำใจพี่น้องของเราเอง มันได้สร้างความประทับใจมิอาจจะลืมได้ กับพวกเราทุกคน ที่ได้รับเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ผมกราบขอบคุณแทนพวกเราที่อยู่ในเรือนจำแห่งนี้จริงๆ ครับ

และสำหรับล่าสุด กับการช่วยเหลือครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554 พี่มิโกะ พี่พิชัย ก็ได้กรุณาช่วยพวกเราอีกครั้ง ทราบมาว่าได้มาจากการจัดงานโบว์ลิ่งการกุศล แต่รายได้หลักมาจากได้รับความเมตตา บริจาคใส่กล่องมาให้ ครั้งนี้ พี่พิชัยได้กรุณามาเยี่ยมผม เพราะมีมิโกะต้องทำหน้าทีโอนเงินเข้าบุ๊ค (บัญชี) พวกเรา ซึ่งดูเหมือนครั้งนี้จะให้จำนวนคนมากกว่าครั้งก่อน

พี่พิชัย ดูออกจะเหนื่อยๆ สักนิด แต่ยังคงความหล่อเนี๊ยบเหมือนเช่นครั้งก่อนๆ ผมเองทราบดีว่าพี่ๆ ทุกคนต่างทุ่มเทและเสียสละเพื่อพวกเราจริงๆ ผมไม่ทราบว่าพี่จะสามารถตีเยี่ยมผู้ต้องขังที่อยู่ในลิสต์ได้ครบทุกคนหรือ เปล่า แต่เข้าใจว่าไม่น่าจะทำได้ด้วยเวลาอันจำกัด และอาจจะโอนเงินได้อย่างเดียว ซึ่งแน่นอนทุกคนที่ได้รับเงินคงจะแปลกใจว่ามีเงินเข้ามาในบัญชีได้อย่างไร และพวกเค้าเหล่านั้น จะรู้มัยว่ากลุ่มพวกพี่ “เรดแคมฟอกซ์” เป็นผู้ให้มา แล้วกลุ่ม นปช.จะรู้มัยว่าพี่ๆ ได้ช่วยแบ่งเบาภาระจากเค้า เอเชียอัพเดทจะประกาศสดุดีในการทำประโยชน์ของ “เรดแคมฟรอก” ให้คนเสื้อแดงทั่วโลกได้รับรู้ถึงความเสียสละของพวกพี่หรือเปล่า คำถามเหล่านี้เอง ที่ผมพอจะทราบคำตอบถึงได้กล้าบอกว่า การช่วยเหลือของพวกพี่คือ การ “ปิดทองหลังพระ”จริงๆ

ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงจำเป็นที่จะต้องเขียนหนังสือแสดงความขอบคุณ ในความเสียสละของพวกพี่ๆ ทุกคน ในฐานะที่เป็น “สื่อเสื้อแดง” คนหนึ่ง แม้เสียงของผมจะเป็นเพียงเสียงเล็กๆ ที่สะท้อนออกมาจากเรือนจำก็ตาม แต่มันมีความหมายกับผมมากถึงมากที่สุด และผมอยากให้พี่น้องของผมอีกหลายๆ คนได้รับรู้ถึงความเสียสละของพวกพี่ด้วยความจริงใจ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้พี่ช่วยอ่านข้อความของผมอ่านออกอากาศในช่องทางของพี่ นี่คือความจริงที่ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ ถ้าไม่ลำบากจนเกินไปนะครับ เพราะผมเชื่อว่าข้อความของผม จะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คน ทุกๆ ส่วนอีกมากมาย เพราะความดีควรได้รับเปิดเผย ตีแผ่ ข้อผิดพลาดควรได้รับการแก้ไขจริงมัยครับ

ผมไม่มีเจตนาที่จะก่อความเสียหายให้ใครที่ผมได้อ้างอิ้งอยู่ในข้อความฉบับ นี้ และผมไม่มีเจตนาที่จะเชิดชูยกย่องใครจนเกินจริง ผมเพียงแต่ต้องการบอกความจริงที่เกิดขึ้น เท่านั้นจากมุมมอง และความคิดของผู้ต้องขังเสื้อแดงคนหนึ่งเท่านั้น

กราบขอบคุณสำหรับความเสียสละของพี่ๆ เพื่อนๆ ทีมงาน “เรดแคมฟร็อก” รวมถึงแฟนรายการห้องเรดแคมฟรอก และพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านที่เคยร่วมบริจาคเงินให้กับทางกลุ่ม เงินทุกบาททุกสตางค์ของพวกท่านได้ทำให้พวกเราหลายคนอยู่ได้ระยะเวลาหนึ่ง และมีกำลังใจที่จะเผชิญอุปสรรคต่อไป พร้อมๆ กับคนเสื้อแดงทุกคนครับ

เชื่อมั่น ศรัทธา ตลอดไป

จาก ผู้ต้องขังนิรนาม

ขณะที่กลุ่มเรดแคมฟร็อกแจ้งว่า เมื่อคืนวันที่ 21 มกราคม 2554 เอกสารฉบับนี้เราได้อ่านให้คนในห้อง Cam frog ฟังกันประมาณ 80 คนได้ จากที่ได้อ่านแล้ว คุณแต้ม (Tammpa) และตัวมิโกะ ต้องน้ำตาร่วง หดหู่ เศร้าใจ สงสารพวกเขา พวกเราทำได้แค่เพียงเยียวยาให้กำลังใจ แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่รู้เมื่อไรพวกเขาจะได้รับอิสระภาพออกมา

พี่น้องร่วมอุดมการณ์ ขอให้เข้าใจเจตนาที่พวกเราขอรับบริจาคเงิน เราได้นำไปให้ถึงพวกเขาแล้วคะเงินที่ได้จากการจัดงานโบว์ลิ่ง กับเงินรับบริจาคเราจะกระจายให้ถึงพวกเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีพี่น้องที่โดนขังที่ ตชด. คิดว่าแค่ 7 คนแต่ไปจริงกลับเพิ่มเป็น 14 คน ทางน้องเอ็มเลยต้องกระจายเหลือแค่คนละ 500 บาท ขั้นตอนเยี่ยมก็ยุ่งยากพอสมควร

ได้ข่าวอีกว่าบางคนโดนย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปลพบุรี เพราะเขาเห็นกิจกรรมเคลื่อนไหวของกลุ่มเรา กรรมจริงๆ พวกเขาลำบากไปไกลมากขึ้นอีก ขอให้พวกเขาอย่าคิดสั่น ตัดสินใจทำร้ายตัวเองซะก่อน ให้พระคุ้มครองพวกเขาด้วยเทอญ

ขอชี้แจ้งรายละเอียดคร่าวๆ ตามรายการนี้คะ

รายการ จำนวนเงิน วันที่
เงินฝากคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 35 คนๆ 1,000 บาท 35,000.00 6/1/2554
เงินฝากในเรือนจำกลางคลองเปรม 7 คนๆ 1,000 บาท 7,000.00 6/1/2554
ซื้อของใช้เยี่ยมคนในเรือนจำ 3,000 บาท 3,000.00 6/1/2554
ให้เงินทนายอานนท์ นำภา 10,000.00 6/1/2554
ให้ทีมงาน "บ้านกบแดง" เยียวยาช่วยเหลือคนในเรือนจำ 10,000.00 9/1/2554
เงินฝากคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 4 คนๆ 1,000 บาท 4,000.00 13/1/2011
เงินฝากคนในเรือนจำ ทัณสถานหญิง 3 คนๆ 1,000 บาท 3,000.00 18/1/2554
เงินฝากคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 3 คนๆ 1,000 บาท 3,000.00 18/1/2554
จ่ายให้ (น้องที่ออกจากเรือนแล้ว 3 คน) 3,000.00 19/1/2554
ให้ทนายอานนท์ นำไปช่วยคนในเรือนจำขอนแก่น 4,000.00 ซื้อเป็นสิ่งของ
ให้น้องเสกสิทธิ์ (ตาบอด 2 ข้าง) 3,000.00
เงินฝากเรือนจำธัญุบุรี ปทุมธานี 14 คนๆละ 500 บาท 7,000.00 19/1/2554
ค่ารถน้องเอ็มไปเรือนจำปทุมธานี 500.00 19/1/2554
รวมยอดที่จ่ายไปแล้ว 92,500.00

ยอดเงินช่วยเหลือทั้งหมด 105,750.00
หัก นำไปช่วยเหลือพี่น้องในเรือนจำ 92,500.00
เหลือเงิน 13,250.00

ทีมงาน Red Cam frog มี Mivakoe,Tammpa,BUN,Fullmoonnight ,และบ้านกบแดง มีน้องนก น้องทาทา น้องเอ็ม น้องโต้ และอีกหลายคน คงต้องช่วยหาทุนไปเยี่ยวยา ให้กำลังใจต่อ ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้รับการปล่อยตัว พวกเราก็คงต้องทำต่อไปคะ

ฝากขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่มีส่วนช่วย ปั่นน้ำใจสู่เรือนจำ พี่น้องเราไม่ทิ้งกัน คะ

แกนนำก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าเยี่ยมกันได้ง่ายๆ

ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมบรรดาแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)ที่ถูกควบคุมตัวมานานกว่า 8 เดือน ยังไม่ได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี ว่า ได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจกลุ่มเพื่อนๆ ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ ทั้งนี้ระหว่างเข้าเยี่ยมได้มีเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาขอสอบปากคำ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ น.พ.เหวง โตจิราการ พอดีตามที่ได้เคยร้องเรียนไว้ในเรื่องการคุมขังโดยมิชอบ จึงไม่ได้พบกับบุคคลทั้งสองนี้ ส่วนกรณีการยื่นขอประกันตัวแกนนำนี้คงต้องพยายามกันต่อไป