WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 23, 2011

ศาลมุกดาหารให้ประกันเสื้อแดงเพิ่ม

ที่มา ประชาไท

ผู้ต้องขังเสื้อแดงที่เรือนจำมุกดาหารซึ่งป่วยทางจิตได้ประกันอีกสอง รวมเป็นสามในสัปดาห์นี้ รายหนึ่งได้ปล่อยตัวชั่วคราวหลังลูกลืมตาดูโลกไม่กี่ชั่วโมง สำรวจพบยังเหลือผู้ป่วยที่ตกค้างยังไม่ได้ประกันตัวอีกห้าราย

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 54 ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางมุกดาหารอีก 2 ราย คือ นายดวง คนยืน และนายพระนม กันนอก หลังทั้งสองถูกคุมขังมานาน 8 เดือน จนมีอาการทางประสาทอย่างหนัก และถูกส่งตัวมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ศาลจังหวัดมุกดาหารมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ท่ามกลางความดีใจของญาติพี่น้องที่มารอฟังคำตัดสินของศาล

นางอ้อยทิพย์ กันนอก ภรรยานายพระนม กันนอก คนเสื้อแดงซึ่งตกเป็นผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร

นางอ้อยทิพย์ กันนอก ภรรยาของนายพระนม และบุตรชายซึ่งเพิ่งคลอดในคืนก่อนนายพระนมได้รับการปล่อยตัว

บุตรชายของนายพระนม ซึ่งเพิ่งคลอดในคืนก่อนนายพระนมได้รับการปล่อยตัว

โดยเฉพาะญาติของนายพระนม เนื่องจากคืนก่อนหน้านี้ ลูกชายคนที่สองของนายพระนมกับนางอ้อยทิพย์เพิ่งลืมตาดูโลก ทุกคนจึงตั้งความหวังให้พ่อได้ออกมาอุ้มลูกในวันนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ศาลจังหวัดมุกดาหารได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายวิชิต อินตะ ที่ป่วยเป็นโรคประสาทเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตำรวจมุกดาหารได้จับกุมประชาชนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนถึงปัจจุบันจับกุมรวมทั้งสิ้น 29 ราย อัยการไม่สั่งฟ้อง 1 ราย โดยมีผู้ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น 7 ราย ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งหมดเมื่อ 16 สิงหาคม 2553 และถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาศาลากลาง 21 ราย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่มีอาการป่วยทั้งทางร่างกายและทางจิต

สำหรับผู้ต้องขังที่ยังถูกคุมขังอยู่อีก 12 ราย จากการสอบถามจากญาติและทนายพบว่า ยังมีผู้ที่มีอาการป่วยแต่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอีก 5 รายแบ่งเป็นโรคทางกาย 3 ราย และโรคทางจิตหรือประสาท 2 ราย ทั้งนี้ มี 3 ราย ที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ จะให้ความช่วยเหลือด้านหลักทรัพย์ในการประกันตัว

ในจำนวนผู้ต้องขัง 12 รายดังกล่าว ถูกควบคุมตัวมานาน 8 เดือน จำนวน 7 ราย, 7 เดือน 2 ราย และ 2-4 เดือน จำนวน 3 ราย

สนธิชี้สลายแดงปี 53 คือปราบจลาจล ต้องมีการเสียชีวิต เป็นเรื่องช่วยไม่ได้

ที่มา ประชาไท

สนธิ” อัดอภิสิทธิ์ ปล่อยให้ พ.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิตช่วงเสื้อแดงชุมนุมปี 53 แถมบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ตัวเองหลบในราบ 11 แล้วให้ทหารออกมารับมือ แล้ววันนี้ให้ดีเอสไอส่งฟ้องทหาร โวยคดีลอบยิงตนเงียบ เพราะคนสั่งการอยู่ในรัฐบาล ชี้ พธม. ชุมนุม 25 ม.ค. ไม่มีครั้งไหนยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ สู้ทักษิณเรื่องเล็กไปแล้ว ลั่นถึงไหนถึงกัน เอาทหารมายิงก็จะให้ยิง

ในรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV เมื่อคืนวานนี้ (21 ม.ค.) นางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวถึงกรณีที่โจรใต้ยิงถล่มฐานทหารที่ นราธิวาส ทำให้ ร.อ.กฤช คัมภีรญาณ และทหารอีก 3 นายเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บอีก 6 นาย ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดือนเมษายน 2553 ที่มีทหารเสียชีวิต “ถามว่าวันนี้ คุณอภิสิทธิ์คุณเป็นผู้บริหารประเทศ คุณดูแลทหารกล้าอย่างผู้กองบอย หรืออีกหลายๆ คนที่เสียชีวิตไปอย่างไร ที่สำคัญมันอดคิดไม่ได้ว่า ย้อนกลับไปถึงเดือนเมษายนที่แดงเผาบ้านเผาเมือง เรามีทหารกล้าต้องเสียชีวิตไปกี่นาย คุณอภิสิทธิ์ ทหารออกไปรับมือกับเสื้อแดงที่มีอาวุธครบมือ” นางจินดารัตน์ ตั้งคำถาม

สนธิอัดอภิสิทธิ์ให้คนอื่นตายได้ ขอให้ภาพกูดี

นายสนธิ ตอบว่า “ถือ กระบองไป ถือโล่ไป สั่งไม่ให้ติดอาวุธ ถือกระบอง ถือโล่ โดนเสื้อแดงไล่ยิงจนกระทั่ง พ.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต เสร็จเรียบร้อยตัวเองขี้ขลาดตาขาวหลบไปอยู่ในราบ 11 นอนอยู่กับศิริโชค โสภา สองคน หลบอยู่ที่นั่น แล้วปล่อยให้คนซึ่งมีอาวุธร้าย อาวุธหนักไล่ยิง จนกระทั่งบ้านเมืองลุกเป็นไฟ”

ไม่อยากให้คนอื่นมอง หรือต่างชาติมองว่าตัวเองไม่รักสันติ ตัวเองนั้นต้องการแก้ปัญหา คือคนอื่นตายได้ขอให้ภาพกูดี”

นางจินดารัตน์ กล่าวเสริมว่า “ที่มันน่าเศร้า เมื่อวานนี้ DSI คุณธาริต หอบเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจนครบาล กรณีที่เสื้อแดงร้องเรียนไปว่า ตำรวจ ทหารฆ่าประชาชน ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง คุณธาริตหอบหลักฐานไปให้ตำรวจนครบาล ดูซิว่าตำรวจจะว่าอย่างไรเราต้องรอดูกันต่อเรื่องนี้”

ชี้สลายเสื้อแดงคือการปราบจลาจล ต้องมีการเสียชีวิต เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

นายสนธิ กล่าวว่า “อภิสิทธิ์ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นลูกผู้ชาย มีภาวะผู้นำ คุณอภิสิทธิ์จะต้องไม่มีการตรวจสอบว่าใครตาย ทหารยิงใครบ้าง เพราะว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นเหตุจลาจล การเข้าปราบปรามจลาจลโดยที่มีเสียงปืน มีระเบิด มีไฟ มันต้องมีการเสียชีวิต ภาษาอังกฤษเขาเรียก Collateral damage ก็คือมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ต้องมีการเสียชีวิตอย่างแน่นอนที่สุด คุณอภิสิทธิ์ต้องออกมาแล้วแอ่นอกรับ บอกเสื้อแดงเลย บอกก็เพราะวันนั้นมีการยิงกัน มีกลุ่มคนเสื้อแดงใช้อาวุธ มีภาพให้เห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นการปราบปรามย่อมมีการเสียชีวิต ลูกปืนย่อมหลงได้ของธรรมดา เพราะว่า พ.อ.ร่มเกล้า ยังตายเลย เพราะฉะนั้นการตายครั้งนี้ตายเพราะว่าความวุ่นวายในการปราบจลาจลนั้นย่อมมี การพลั้งพลาดได้ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ต้องสอบอะไรทั้งสิ้น ผมขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่กล้ารับผิดชอบ คุณอภิสิทธิ์ต้องการให้โลกเห็นว่าผมแฟร์ ตรวจสอบเลยถ้าทหารทำก็ทหาร แต่เวลาคุณใช้ทหารไปตาย คุณเคยไหมออกมารับผิดชอบ คุณใช้เขาไปด้วยมือเปล่า พ.อ.ร่มเกล้า โดนยิงเข้าหัวตาย อีกหลายคนพิการ เพราะความขี้ขลาดตาขาวของคุณ เพราะความที่คุณอยากจะโด่งดัง”

อัดอภิสิทธิ์เอาใจฮุน เซน มอบอำนาจอธิปไตยผ่านศาลกัมพูชา

นายสนธิ กล่าวต่อว่า “เหมือนคุณกับฮุน เซน คุณเอาใจฮุน เซน เพราะคุณต้องการให้นานาชาติเห็นว่า คุณรักสันติ ทั้งๆ ที่คุณกำลังมอบอำนาจอธิปไตยบนพื้นที่ประเทศให้เขมร โดยเขมรใช้ผ่านทางศาล ซึ่งคุณทำผิดมาตรา 120 อยู่แล้ว ซึ่งโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต และพรรคพวกคุณก็ออกมาดาหน้า พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าคนไทยล้ำแดน คนไทยล้ำแดน คนไทยล้ำแดน คนไทยล้ำแดน ทั้งๆ ที่ประชาชนชาวบ้านเขามายืนยันว่าที่นั้นเป็นที่ของคนไทย เอาล่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นที่ของใครก็ตาม ในเมื่อมันเป็นที่ที่ยังตกลงกันไม่ได้ มันเป็นที่ๆ ยังทับซ้อนกันอยู่ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาคนไทย 7 คน ไปขึ้นศาลเขมร เพราะเป็นการยกอำนาจอธิปไตยของแผ่นดินไทยไปให้เขมร เข้าข่ายมาตรา 120 ไม่ว่าคุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ คุณกษิต คุณชวนนท์ คุณศิริโชค โสภา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดนทั้งนั้น แล้วคุณเพียงต้องการที่จะเอาใจฮุน เซน คุณเอาใจฮุน เซน เรื่องอะไร คุณไม่ได้รักประเทศไทยเลยเหรอ คุณไม่ได้รักคนไทยเหรอ คุณไม่รักคนไทย 7 คน เพราะคุณเกลียดวีระ สมความคิด ใช่ไหม พวกคุณเกลียดวีระ ใช่ไหม พวกคุณก็เลยสมรู้ร่วมคิดให้จัดการซะ แล้วเวลาประกันตัว คุณก็เอาคนของคุณออกมาก่อน คือพนิช แล้วหลังจากนั้นค่อยเอาออกมาทีหลัง วันนี้คุณได้ยกอธิปไตยของประเทศไทยมอบให้กับเขมรไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ให้ชัด ผมยังไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้เป็นการกระทำแบบขายชาติหรือเปล่า แต่ว่าเข้าข่ายมาตรา 120 แน่นอนที่สุด ผมหวังว่าผลกรรมอันนี้จะต้องกลับเข้ามาหาพวกคุณ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เหมือนผลกรรมที่กลับมาหาทักษิณ ชินวัตร อีกหน่อยผลกรรมมันต้องกลับมาหาพวกคุณ” นายสนธิกล่าว

อัดอภิสิทธิ์ให้ทหารสลายการชุมนุม ตัวเองหลบในราบ 11 ถึงวันนี้ให้ดีเอสไอดำเนินคดีทหาร

ใครก็ตามที่เชียร์คุณอภิสิทธิ์ ขอให้รู้ นี่คือตัวตนที่แท้จริงของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวตนที่แท้จริง สั่งทหารไป ดูแลการจลาจลที่ราชประสงค์ ไม่ให้ติดอาวุธ กลัวว่าเดี๋ยวจะหาว่านายกรัฐมนตรีสั่งฆ่าประชาชน แล้วฝ่ายที่ก่อจลาจล ยิงทหารตาย ตัวเองนอนหลบอยู่ในราบ 11 หายเงียบไปเลย ไม่โผล่หน้ามาเลย กลัวจนตัวสั่นงันงก แล้วพอมาวันนี้ทำเป็นเก่งกล้า สาหัสสากรรจ์ แสดงออกว่าตัวเองนั้นยุติธรรม ตัวเองนั้นแฟร์ เอ้า ดีเอสไอตรวจสอบ ดีเอสไอก็บอกว่าทหารยิงคนตาย 13 คน เอ้า จัดการดำเนินคดีซะ คุณบ้าหรือเปล่า มีนายกฯ อย่างนี้อย่ามีเลยดีกว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีนักการเมือง นักการเมืองไม่ว่าจะเป็นทักษิณ ชินวัตร สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สมัคร สุนทรเวช หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น ประเทศไทยฉิบหายมาเพราะนักการเมือง ไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม ไม่ว่าจะจบจากแซม ฮูสตัน หรือจะจบจากออกซ์ฟอร์ด เหมือนกันหมด เอาตัวรอด เอาหน้าเอาตาตัวเอง เอาภาพลักษณ์ตัวเอง

แล้ววันที่ 16 มกราคม คุณออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ คุณก็ยังพูดชัดเจน คุณพูดชัดเจนว่าเอกสารสิทธิ์พี่น้องประชาชนมาแสดงให้ดูนั้น ถ้าดูจากแผนที่ลากเส้นนี้ๆ แสดงว่ายังมีลากเส้นปัจจุบัน แสดงว่าที่เหล่านั้นเป็นที่อยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้น ก็คุณเองทำไมมายอมรับว่าที่เหล่านั้นอยู่ในที่ประเทศไทย แล้วคุณไปยกอำนาจอธิปไตยของเราให้กับศาลเขมร คำพูดอันนี้ของคุณนี่ละ จะล็อกคุณตายสักวันหนึ่ง ผมภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครก็ตามทำอะไรผิดต่อดินแดนไทย ขอให้มันจงมีอันเป็นไป”

แนะอภิสิทธิ์ลาออกไปสอนหนังสือ ต่อสู้เพื่อสันติภาพโลก

นางจินดารัตน์กล่าวด้วยว่า “นอกจากทหารที่เสียชีวิตแล้ว คุณอภิสิทธิ์เคยรู้บ้างไหมว่า ทหารที่ทำหน้าที่อยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา เขาโดนเหยียบย่ำมากๆ เลยนะคะ จากทหารโจรใส่รองเท้าแตะของฮุน เซน เขา ถึงขั้นกระทั่งว่า สลักชื่อเอาไว้ สลักเอาไว้เลยว่า ทหารเขมร 1 ต่อทหารไทย 3 คน มันยังแพ้เรา คุณรู้ไหมว่าทหารที่ทำหน้าที่นั้นเขารู้สึกอย่างไรกันบ้าง”

นายสนธิตอบว่า “เขาพูดไม่ออก เพราะเขามีผู้บังคับบัญชา” และกล่าวต่อไปว่า “ผู้บังคับบัญชาก็พูดไม่ออก เพราะว่าดันทะลึ่งมีรัฐมนตรีกลาโหมแบบนี้ แล้วก็ทะลึ่งมีนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีแบบนี้ เขาพูดไม่ออก เขาจะกระอักเลือดตายกันอยู่แล้ว ทหารไทยวันนี้ศักดิ์ศรีอยู่ที่ไหน โดนเขมรเอารองเท้าแตะลูบหน้า”

ทางใต้ โดนบุกเข้ามาฆ่าหน้าตาเฉย ทางตะวันตก พม่าจับตัว พม่าจับตัวไปพอเราเรียกตัวคืน พม่าสั่งปิดพรมแดนเลย เห็นไหม คุณจะรักษาหน้าคุณไปถึงไหน ถ้าคุณต้องการที่จะได้รางวัลโนเบล ในสาขาสันติภาพ คุณลาออกจากการเป็นนักการเมือง นายกฯ แล้วคุณไปสอนหนังสือดีกว่า แล้วคุณมาเป็น NGO ต่อสู้เพื่อสันติภาพของโลก”

ปัญหาใต้เกิดจากทักษิณเลิก ศอ.บต. ปัญหาไทยกัมพูชาเกิดเพราะนักการเมือง

นายสนธิกล่าวด้วยว่า “ศพแล้วศพเล่าเกิดจากความไม่สงบในบ้านเมือง แต่ที่น่าสนใจอย่างไม่มีใครรู้ ปัญหาภาคใต้ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากนักการเมืองทั้งหมดเลย ครั้งแรกสุดเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สั่งยุบ ศอ.บต. โดยไปเชื่อคำพูดของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ แล้วจากวันนั้นมาภาคใต้พินาศฉิบหายมาตลอด ฝีมือนักการเมืองทั้งสิ้น พอมีการเมืองมาทีไร มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โครงการไปลงภาคใต้ สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม ไม่สามารถจะแก้ปัญหาที่มันถูกต้อง ตรงจุดได้ นักการเมืองเพียงต้องการงบประมาณ ต้องการโครงการลงไป โครงสร้างของความปลอดภัยเป็นอย่างไรไม่สนใจ ขอให้เงินไปถึงที่นั่น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หลุดปากออกมาว่า ปัญหาทางใต้ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดเพราะนักการเมือง

ปัญหาพรมแดนทางไทย-เขมร เกิดขึ้นเพราะนักการเมือง ปัญหาไทยที่รบกับลาวที่สมรภูมิร่มเกล้า เกิดเพราะนักธุรกิจการเมือง ที่ต้องการไปตัดไม้ในลาว การเมืองทั้งสิ้น วันนี้การเมืองไม่ได้คิดอะไร คิดแต่สูตรของการรวมกัน ผสมพันธุ์กัน สูตรเพื่อไทย ภูมิใจไทย+ชาติไทย+ประชาธิปัตย์ หรือว่าสูตรประชาธิปัตย์+เพื่อไทย สูตรไหนก็ได้ขอให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้ทั้งนั้น”

โวยคดีลอบยิงตนเงียบ เพราะคนสั่งการอยู่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์

นายสนธิกล่าวถึงกรณีที่ตนถูกลอบยิงว่า ตอนนี้คนที่สั่งการก็อยู่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดอภิสิทธิ์ การดำเนินคดีถึงได้เงียบไป มีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 2 คน แต่ตอนนี้ก็ยังลอยนวลอยู่ ไม่มีการดำเนินคดีต่อแต่อย่างใด เพราะคดีนี้ถือเป็นคดีการเมือง

แอนดูนี่ซิ เกือบ 200 นัด วันที่ 17 เมษายน อภิสิทธิ์ เป็นคนพูดว่าจะดำเนินคดีไปถึงที่สุด รับรองจะจับตัวผู้ต้องหาได้ ออกหมายจับ 2 ใบแล้วเงียบหาย เพราะอะไร เพราะคนทำมันอยู่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์” นายสนธิกล่าว นางจินดารัตน์ ถามว่า “อะไรมันท่วมปากอยู่รึเปล่าคะ”

นายสนธิกล่าวต่อว่า “อะไร มันท่วมปากอยู่รึเปล่า คุณหยุดพูดถึงความยุติธรรมกับผมซะทีได้ไหมเหม็นขี้ฟัน คุณหยุดพูดถึงภาพลักษณ์ที่ดีของคุณได้ไหม คุณเอาคนยิงผมกลับมาก่อนซิ คุณก็รู้อยู่แล้ว นั่งอยู่ใน ครม.คุณนั่นแหละ ใครๆ เขาก็รู้กัน คุณก็รู้ ทุกคนก็รู้ เรื่องผมถึงเงียบไง แหมมันน่าจะตายนะไอ้สนธิเสือกไม่ตาย แล้วจะไงพอไม่ตายแล้วทำไงดี ไม่แน่จริงนี่ คนถ้ารักความยุติธรรม ถ้าจริงจัง นิติรัฐ จะเป็นหน้าไหนใครไหนถ้าสืบคดีถึงก็ลากคอเข้ามาให้เข้าตาราง แล้วไอ้ 2 คนที่ถูกหมายจับก็ยังลอยนวลอยู่ เหมือนเดิม นี่หรอ จำได้ไหมที่ให้สัมภาษณ์ ทันทีที่ถูกยิง ตั้งธานี สมบูรณ์ทรัพย์ มาดำเนินการ พอหมดธานีไปแล้วเงียบสนิท ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นคดีที่น่าเกลียดที่สุด เงียบสนิทไปเลย เห็นชัดคดีการเมืองงานนี้”

แล้วคุณมาโม้อะไรเรื่องเกี่ยวกับ แหมอย่างโน้นอย่างนี้ ผมต้องทำบ้านเมืองให้โปร่งใส คุณโปร่งใสเรื่องคนยิงผมก่อนดีกว่า คุณแน่จริง เขาโกงกันโครมๆ ทุกกระทรวง คุณนั่งเฉย แล้วคุณไปจ้างโพลล์ออกมา แอบตั้งคำถามถามประชาชน ถามว่าคุณนี่ซื่อสัตย์สุจริต รัฐบาลคุณซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์สุจริตอะไร กระทรวงการคลังส่งอีเมล์พิเศษสุดไปหาสรรพากรทุกจังหวัดให้รีดภาษีประชาชนเพิ่ม”

เพราะว่ารัฐบาลถังแตกแล้ว ทำไมรัฐบาลถังแตก เอาเงินภาษีเราไปทุ่มประชานิยมเหมือนทักษิณทำ มากกว่าทักษิณอีก เพื่ออะไร เพื่อหาเสียง ไม่ใช่เพื่ออะไรเลยเพื่อหาเสียงอย่างเดียว”

ลั่นพันธมิตรฯ วันที่ 25 นี้ต้องถึงไหนถึงกัน เอาทหารมายิงก็จะให้ยิง

โดยนายสนธิ ยังได้กล่าวเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมในวันที่ 25 ม.ค. นี้ด้วย โดยกล่าวว่า “พี่น้องต้องออกมาทำหน้าที่ ผมทราบจากพี่ลองแล้วว่า อย่างไรก็ไม่เลิก พี่ลองพูดชัดเลยตายเป็นตายถ้าไม่ไล่รัฐบาลชุดนี้ออกไปให้ได้แกไม่ยอม ถึงไหนถึงกันเลยงานนี้ ถ้าจะเอาตำรวจ ทหารมายิงก็มาพร้อมจะให้ยิง”

นางจินดารัตน์ ถามนายสนธิว่า “มี วลีหนึ่งที่คนในสังคมบางกลุ่มที่บอก ธุระไม่ใช่ มักจะถามว่า ถ้าไม่ใช่อภิสิทธิ์แล้วเอาใครล่ะ ก็มีคนตอบแล้วนะคะว่า นี่มันเป็นวลีของโลกใต้กะลา ของคนที่อยู่โลกใต้กะลา” นายสนธิกล่าวต่อว่า “คนเขาถามผม คุณสนธิจะสู้ไปทำไมเรื่องเขมร ผมตอบเขาสั้นๆ สู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด พี่น้อง 25 ม.ค.นี้ ต่อเนื่องไปเราสู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด พวกที่นั่งอยู่ในสภาส่วนใหญ่เสียชาติเกิดทั้งนั้น ไม่ได้สู้เพื่อประเทศไทย มันสู้เพื่อตัวมันเอง บางคนสู้เพื่อภาพลักษณ์ตัวเองดูดี ใครจะตาย ใครจะฉิบหายกูไม่ว่า ปากก็บอกว่าอยากจะอย่างโน้นอย่างนี้ ลึกๆ แอบไปจับมือกัน เหยียบเท้ากัน มีตัวกลางเดินประสานงานระหว่างทักษิณกับพรรคประชาธิปัตย์ คุยกันเรียบร้อยแล้ว โธ่ไอ้พรรคของปลอม”

โดยนางจินดารัตน์ ได้นัดหมายให้มาชุมนุมในวันที่ 25 วันอังคาร ที่สะพานมัฆวานฯ ตั้งแต่บ่ายสองเป็นต้นไป โดยนายสนธิ กล่าวว่า “ไม่ให้เสียชาติเกิด สู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด”

ยกกรณีชาติอาเซียนและจีนเสือแย่งเกาะสแปรตลีย์เพราะมีทรัพยากร ไม่เหมือนรัฐบาลไทย

นอกจากนี้ นายสนธิ ได้กล่าวถึง หมู่เกาะสแปรตลีย์ ว่า เป็นหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ เป็นเกาะเล็กเกาะน้อย มีปะการัง ไม่มีอะไรน่าท่องเที่ยว ไม่มีอะไรเลย เป็นเกาะเล็กๆ ประมาณ 190 เกาะ ไม่มีมนุษย์อยู่ แต่เข้าใจว่ามีแหล่งพลังงานธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติสูงมาก จีนสำรวจแล้วว่าน่าจะมีปิโตรเลียมถึง 17.7 ล้านล้านตัน สูงมาก มี 6 ประเทศที่อ้างสิทธิในหมู่เกาะนี้ ไม่ว่าจะเป็นบรูไน ก็เอากับเขาด้วยนะ

ประเทศ เล็กๆ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เพราะฉะนั้นทุกคนอ้างสิทธิ์หมดเลย แล้วเวียดนามเคยเข้าไปสร้างป้อมทหาร จีนในปี 2517 ยกกองทัพไปขับไล่ออก ขับไล่เวียดนามออกไปเลย แต่ตัวป้อมตังอยู่ เวียดนามแก้เผ็ดด้วยการจัดทัวร์ มาทุกๆ 8 วัน พาทัวร์มาดูป้อม ฟิลิปปินส์ก็ต้องการ จีนก็ไปไล่ทหารฟิลิปปินส์ออก ฟิลิปปินส์ก็ประกาศ บอกถ้าล้ำเขตเข้ามาฟิลิปปินส์สู้ ถึงแม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่มีแสนยานุภาพที่ใหญ่ที่สุดหนึ่งในโลก และฟิลิปปินส์มีแสนยานุภาพที่อ่อนแอที่สุด เราก็จะสู้ ฟิลิปปินส์ใจใช้ได้นะหัน หน้าไปพึ่งพาสหรัฐฯ เวียดนามไปพึ่งพาสหรัฐฯ เวียดนามถึงเปิดซ้อมรบกับสหรัฐฯ แล้วฮิลลารี คลินตัน ถึงกับออกมาประกาศว่า ทะเลจีนตอนใต้ ไม่ใช่พื้นที่ของใครคนใดคนหนึ่ง จีนก็สวนกลับเหมือนกัน ว่า คุณไม่ได้อยู่ทะเลจีนตอนใต้ อย่า ส ใส่ เกือก เพราะฉะนั้นแล้ว พูดถึงพรมแดนที่ดินแล้ว ทุกคนใจเสือ มีประเทศไทยใจหมา รัฐบาลใจสุนัข ใจหมาจริงๆ นี่ผมพูดอย่างลูกผู้ชาย อย่างนักเลงเลย รัฐบาลชุดนี้ใจหมา หมาขี้เรื้อนด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่าใช้ไม่ได้ ขนาดหมู่เกาะสแปรตลีย์ 6 ประเทศนี่เขาฟัดกัน จนกระทั่งไม่หยุดไม่หย่อน

นายสนธิกล่าวต่อว่า รัฐบาลจีน ไม่มีใครยอมใคร ญี่ปุ่นจับลูกเรือจีน 16 คน พร้อมกัปตัน ข้อหาขับเรือไปชนเรือญี่ปุ่น ในเรื่องกรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ จะเอาขึ้นศาล จีนยื่นโนติสเลยว่า ถ้าเอาลูกเรือจีนขึ้นศาล มีเรื่องทันที ญี่ปุ่นปล่อยทันทีเลย ปล่อยลูกเรือหมด ยกเว้นกัปตัน จีนบอก ถ้าไม่ปล่อยกัปตันก็มีเรื่อง หลังจากนั้น ญี่ปุ่นปล่อยกัปตัน เพราะจีนเขาไม่ยอม เพราะว่าถ้าญี่ปุ่นเอาลูกเรือเขาไปขึ้นศาลที่ญี่ปุ่น แสดงว่า ญี่ปุ่นมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะ เขายังคิดเป็นเลย แล้วพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ มีบริษัทเชฟรอน ไปได้สัมปทานกับประเทศไหนไม่รู้ กำลังขุดเจาะน้ำมัน จีนเอาเรือรบไล่เลยนะ มาจอด แล้วบอกว่า ให้ออกจากแท่นขุดเจาะเดี๋ยวนี้ เพราะนี่คือพื้นที่ของจีน ถ้าไม่งั้น เรือปืนจะยิงถล่มแท่นเจาะ ฝรั่งเก็บข้าวของไปหมดเลย แล้วฝรั่งก็บอกว่า ให้มันตกลงกันเสร็จเรียบร้อยก่อน ทั้ง 6 ประเทศแล้วกูค่อยมาขุดเจาะน้ำมัน

ฉุนนักวิชาการโปรข้ามพรมแดนเป็นพวกหลงเงิน กราบตีนฝรั่ง รับเงินมาอัด พธม. ว่าคลั่งชาติ

นายสนธิกล่าวต่อไปว่า “แล้วใครบอกว่า พื้นที่ประเทศไม่สำคัญ ใครบอก ไอ้นักวิชาการซังกะบ๊วย ที่รับจ้างกระทรวงการต่างประเทศ มาบอกว่า มาพูดทำนอง ที่เรียกว่า ข้ามชาติ ไม่มีพรมแดนแล้ว ไร้พรมแดนแล้ว มีพวกนี้ รับเงินเขามา 7 ล้านกว่า หาว่าพวกเราคลั่งชาติ”

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า “อ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ก็ออกมาตอบโต้ว่า มันเป็นวลีที่จ้าวล่าอาณานิคมทั้งหลายพยายามปั้

สนธิ กล่าวต่อไปว่า “ไอ้พวกอาจารย์ที่ใช้คำพูดว่า คลั่งชาติ และก็โลกไร้พรมแดน คือไอ้พวกที่หลงฝรั่ง พวกนี้พวกกราบตีนฝรั่ง หลงเงินแน่นอนที่สุด รับเงินรับทองมา ไอ้ที่น่าเจ็บใจที่สุด คือกระทรวงการต่างประเทศ ซังกะบ๊วย”

นายสนธิกล่าวด้วยว่า ผมนี่อยากให้พวกเราเดินขบวน และเอาป้ายไปปิดหน้ากระทรวงการต่างประเทศ และเขียนเป็นภาษาเขมร กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา มันไม่เคยคิดอะไรเลย ที่จะปกป้องอธิปไตยไทย มันเล่นเป็นดนตรีวงเดียวกันหมดเลยนะ บอกนี่เป็นของเขมร เปลี่ยนป้ายซะเลยดีกว่าว่าเป็นกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ไล่มันตั้งแต่ปลัดเลย นอกจากนี้ นายสนธิยังโจมตีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศรายหนึ่งว่า "หน้าหม้อ"

เปรียบพิพาทดินแดน เหมือนเข้าไปสร้างส้วมในที่คนอื่น ย้ำชุมนุม 25 ม.ค. ไม่ต้องใส่สีเหลือง

นายสนธิ ยังเปรียบเทียบเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนางจินดารัตน์ ตั้งต้นว่า มีคนบอกว่าข้อพิพาทมันเป็นเรื่องยาก และไกลตัว เสียดินแดนนิดหน่อยเป็นไรไป โดยนายสนธิตอบว่า “ไอ้คนที่พูด มาพูดให้ผมฟังหน่อยนะ แล้วบอกว่า บ้านคุณอยู่ที่ไหน” นางจินดารัตน์ ถามว่า “ทำไมคะ จะไปทำไรเขาคะ”

นายสนธิตอบว่า “ไม่ ผมจะไปสร้างบ้านไปในพื้นที่บ้านมันไง นิดหน่อย ไม่ต้องมาก ปลูกส้วมอันหนึ่งก็พอ นิดหน่อยไง เสียดินแดนนิดหน่อย เข้าใจยัง”

โดยนายสนธิกล่าวถึงการชุมนุมวันที่ 25 นี้ว่า งานนี้ไม่มีแกนนำ งานนี้คนรักชาติมาเพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด ทุกคนเจ้าภาพหมด ไม่มีแกนนำ ไม่รู้นะส่วนตัวผมคิดอย่างนี้ ทุกคนเป็นแกนนำหมด ชาติบ้านเมืองไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ทุกคนเป็นเจ้าของหมด

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า “ไม่มีสีเสื้อนะคะ คุณผู้ชม” นายสนธิตอบว่า “ไม่มีสีเสื้อ มาเลย”

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า “จะใส่เสื้อสีอะไรมาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเหลือง อยากเป็นเสื้อสีอะไรก็ใส่มา วันนั้น จะเป็นวันที่คนไทยทั้งชาติจะออกมาร่วมปกป้องแผ่นดิน เพราะว่า รัฐบาล และคนที่รับผิดชอบเขาไม่ทำ เป็นหน้าที่ของเราแล้ว ออกมากันเยอะๆ คะ แสดงพลังให้คนที่ชอบรักษาหน้าให้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ จะอยู่ในตำแหน่งกันไปอีกนานแค่ไหน เพื่อประโยชน์คนกลุ่มเดียว”

เผยสู้กับอภิสิทธิ์เป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อย เพราะรูปหล่อหน้าตาดี แม่ยกพ่อหลายคนยังเชื่อ

ในช่วงท้ายรายการ นายสนธิ กล่าวถึงการที่เขาเคยสนับสนุนรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสุรยุทธ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ และต่อมาเปลี่ยนเป็นคัดค้านว่า

พล.อ.สุรยุทธ์ ผมก็สนับสนุนเขาตอนแรก จนตอนหลัง ผมเห็นว่าเขามีวาระซ่อนเร้นเรื่องเกี่ยวกับกรณีที่แอบประนีประนอมกับทักษิณ ผมก็เลยสู้เขา คุณอภิสิทธิ์ แรกๆ หลายคน พวกคุณก็ว่าผม คุณประพันธ์ คุณมี ยังว่าผมเลย พี่เชียร์อภิสิทธิ์อยู่เรื่อย บอกผมไม่ได้เชียร์เขา แต่ผมให้โอกาสเขาทำงาน ผมยังเคยพบเขาตั้ง 3-4 ครั้งเป็นการส่วนตัว แล้วแนะนำเขา ตอนหลังถึงรู้ว่าเขาไม่ฟังคำแนะนำเลย เขาเพียงแต่ต้องการแสดงออกว่าเขาคุยกับผมได้เท่านั้นเอง เรื่องอื่นเขาไม่สนใจ เมื่อเรื่องอื่นเขาไม่สนใจแล้วจะทำอย่างไรได้ ผมเห็นว่าไม่ไหวแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายกรณี การคอร์รัปชั่นของเขา การที่เขาปราบเสื้อแดงที่ราชประสงค์โดยเขาไม่แสดงความกล้าหาญ การที่เขาให้ทหารไปตายแล้วเขาหันกลับมาเล่นงานทหารอีกครั้ง การที่เขาเห็นฮุน เซนเป็นพ่อ แล้วการซึ่ง ส่วนตัวผมยังไม่ถือที่มีคนยิงผมแล้วเขาไม่ทำอะไร ผมยังเฉยๆ ยังเก็บเอาไว้ในใจ

เมื่อผมเห็นอย่างนี้แล้ว เขาไปไม่ได้แล้วงานนี้ เขาจะมาหลอกคนไทยอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ แล้วการสู้กับเขานี่เหน็ดเหนื่อย เพราะภาพเขาดี เขารูปหล่อ เขาหน้าตาดี แม่ยกพ่อยกหลายคนยังเชื่อเขาอยู่โดยไม่ดูเนื้อหาสาระที่แท้จริง แรกๆ ทุกคนบอกว่า แหมเห็นใจเขานะเขาต้องอยู่พรรคร่วม ไปๆ มาๆ ผมเห็นการกระทำของเขา การกระทำของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วผมมีความรู้สึกว่า 2 คนนี้จับมือกัน แบ่งกันเล่นคนละบท สุเทพเล่นบทผู้ร้าย อภิสิทธิ์เล่นบทผู้ดี แต่จบลงที่จุดเดียวกัน เหมือนกันหมด ผมเห็นเขาเริ่มโกหก แล้วจับได้ทีละข้อ จริงๆ แล้วเร็วๆ นี้ผมจะออกคำถาม 30 ข้อให้เขาตอบ เหมือนกับที่ผมออกให้กับคุณทักษิณตอบ แล้วคุณทักษิณไม่กล้าตอบ ผมว่าจะทำเร็วๆ นี้ ผมว่า จะถามคุณประพันธ์เลย ว่าคุณเจิมศักดิ์ เขาทำเรื่องรู้ทันทักษิณได้ แล้วคุณเจิมศักดิ์จะไม่มีวันที่จะทำรู้ทันอภิสิทธิ์หรอก งั้นคุณประพันธ์ กับคุณปานเทพ ช่วยทำให้หน่อยได้ไหม รู้ทันอภิสิทธิ์ ใช่ไหม”

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมเห็นคือ ไม่มีใครหรอกที่เป็นที่ คือ รู้จักคน รู้จักหน้า ไม่รู้จักใจ เห็นคนหน้าตาดี พูดเพราะ การศึกษาดี ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้เป็นคนชั่วร้าย ต้องดูการกระทำของเขา ใช่ไหม ผมพูดตั้งนานแล้วว่า นักการเมือง คือประเทศไทย ปัญหาทุกปัญหาแก้ได้หมด ถ้าเอาส่วนรวมตั้ง เขมร ถ้าเอาประเทศชาติเป็นตัวตั้งแก้ได้หมด เพราะถ้าเรายกเลิก MOU2543 เหตุผลเพราะว่า การจับคนไทย 7 คนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ดำเนินนโยบายยกเลิก MOU2543 เขมรก็จดทะเบียนมรดกโลกไม่ได้ เมื่อจดทะเบียนมรดกโลกไม่ได้ เราก็บอกให้ชุมชนเขมรที่อยู่ออกไปซะ”

สนธิชี้การชุมนุม 25 ม.ค. ไม่มีครั้งไหนยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ สู้ทักษิณเรื่องเล็กไปแล้ว

โดยนายสนธิ กล่าวท้ายรายการว่า “ก็ 25 นี้ เป็นวันที่ สำหรับผมแล้ว คือการไม่ให้เสียชาติเกิด ผมคิดว่า พี่ลองพูดถูก การต่อสู้ของพวกเรา หลายๆ เรื่อง ลูกเจ๊กลูกจีน คนหัวเกรียนอย่างพี่ลองมาสู้ทำไม แต่ในที่สุดแล้วมันทนไม่ไหว เพราะมันเกิดเป็นคนไทย แต่การต่อสู้ตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ ไม่มีครั้งไหนยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ สู้กับทักษิณ ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าสู้เรื่องดินแดนประเทศไทย สู้กับทักษิณเรื่องเล็กไปแล้วนะ สู้วันที่ 25 เป็นการสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการต่อสู้ เพราะว่าเราสู้เพื่อประเทศจริงๆ เราสู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด เราสู้เพราะเราไม่ยอม ที่จะสยบภายใต้สถุนอย่างฮุน เซน และเราสู้เพื่อไม่ให้คนในรัฐบาลของเราไปสมรู้ร่วมคิดกับกุ๊ยอย่างฮุน เซน ไปแอบขายชาติให้ฮุน เซน เราสู้เพื่อชาติจริงๆ งวดนี้ เลยอยากให้พ่อแม่พี่น้องออกมากันเยอะๆ สู้กันนานๆ งานนี้ ถึงไหนถึงกัน”

โดย นางจินดารัตน์ กล่าวเสริมว่า เราก็จะไปพบกันตอนบ่ายสองที่สะพานมัฆวาน พบกับคุณลุงจำลอง ที่ประกาศแล้วว่า ไม่ถอย ไม่เลิก งานนี้อยู่กันยาว เตรียมตัวมาให้พร้อม อย่าลืมกระเป๋ายังชีพของเราด้วยนะคะ ที่เราเคยมาร่วมชุมนุม โดยนายสนธิ ตอบว่า “แต่ละคนมีประสบการณ์อยู่แล้ว” ส่วนนางจินดารัตน์ ทิ้งท้ายว่า “ใช่ค่ะ คงไม่ต้องบอกว่าต้องเตรียมอะไรมาบ้าง”

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

นักข่าวพลเมือง: “นักวิชาการ” ชี้ “สื่อมวลชน” เป็นเครื่องเพาะความรุนแรงในสังคม

ที่มา ประชาไท

วงเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ แนะให้สื่อมวลชนเสนอข่าวเชิงให้ความรู้มากกว่าใส่อารมณ์ “สาธิต ปิตุเตชะ” ชี้คดีสาวซีวิค ตำรวจไม่กลัวอิทธิใหญ่ จึงได้ผลน่าพอใจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วานนี้ (23 ม.ค.) ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันอิศรา และมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีวิพากษ์การทำหน้าที่สื่อมวลชนปัจจุบัน ในหัวข้อ“เจาะลึก หรือ ละเมิด: จริยธรรมบนเส้นขนานสื่อมวลชน” โดยผู้เข้าอบรมหลักสูตรการสื่อสารมวลชนระดับต้น (กสต.) รุ่น 2 กลุ่ม 5 ซึ่งมีนายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.ระยอง และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เป็นวิทยากรร่วมสัมมนา

โดยนายไพโรจน์ กล่าวว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในปัจจุบันถือว่า มีความเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่ผ่านมาอย่างมาก คือ มีรายการของการเล่าข่าวเพิ่มขึ้นมาจากการอ่านข่าว หรือทำงานข่าวภาคสนาม นอกจากนั้นแล้วยังองค์กรสื่อยังเปลี่ยนเป็นองค์กรด้านธุรกิจ และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นสินค้าที่ผู้อ่านข่าวต้องใส่อารมณ์เข้าไปในเนื้อหา ให้ประชาชนได้สนใจและติดตาม เพื่อเรียกเรตติ้งของสถานี

“การนำเสนอข่าวของสื่อปัจจุบันจะเน้นในเรื่องการนำเสนอข้อเท็จจริงบวกกับอารมณ์ โดยไม่ได้สอดแทรกสิ่งที่เป็นความรู้ หรือปัญญาให้กับผู้รับชม ผมจึงเป็นห่วงว่าหากสื่อฯ สื่อสารข้อมูลไปพร้อมๆ กับบ่มเพาะความเคียดแค้น ชิงชัง ก็อาจจะทำให้กลายเป็นละเมิดสิทธิของประชาชนในระยะยาว ที่สื่อเป็นส่วนสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชัด” นายไพโรจน์ กล่าว

นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่าในข่าวที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนมีข้อสังเกตว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงได้นำบุคคลที่ถูกจับในคดีต่างๆ มาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ซึ่งตนได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าหน้าที่ก็ได้รับคำตอบว่า เพื่อไม่ให้คนทำตาม หรือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่หลักการแล้วตนไม่เห็นว่าเปอร์เซ็นต์การก่ออาชญากรรมหรือค้ายาจะลดน้อยลงจากเดิม หรือแม้แต่นำเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาร่วมแถลงข่าว ทั้งนี้ตนมองด้วยว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเด็กคือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำ ทั้งนี้อยากฝากไปยังผู้ที่เป็นสื่อมวลชนหากไม่ยึดหลักกฎหมายแล้วควรใช้มโนธรรมสำนึก ในการนำเสนอข่าวประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้านนายสาธิต กล่าวว่าตนมองการนำเสนอข่าวในปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาด หรือต้องการนำเสนอประเด็นให้เป็นไปตามความคิดหรือความรู้สึกของตนเอง ในแง่ของการทำหน้าที่สื่อมวลชนเช่นการทำข่าวเจาะในประเด็นอาชญากรรมหรือสืบสวนสอบสวน ซึ่งยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยไม่มีมาตรฐานมานานแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดบางอย่าง เช่น เทคโนโลยี ความเป็นมืออาชีพ จำนวนเจ้าหน้าที่ต่อจำนวนประชากร ดังนั้นบุคคลที่ทำหน้าที่สื่อควรจะทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบ แต่สำคัญไม่ควรตั้งธง หรือมีอคติต่อการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“การเจาะลึกข้อมูลของสื่อเพื่อนำเสนอให้กับสาธารณะรับทราบ มีเส้นแบ่งที่มีปัญหา ว่ามีส่วนกดดันการทำงานเจ้าหน้าที่ให้ตรงไปตรงมา หรือสร้างกระแส เพราะเท่าที่ติดตามข่าวคดีต่างๆ สื่อส่วนใหญ่มักตัดสินว่า คุณนั่นแหละผิด ซึ่งผมอยากให้สื่อยึดผลหรือคำตัดสินของศาลเป็นหลักเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

นายสาธิต กล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้ทางกมธ.การตำรวจได้เชิญเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีสาวซีวิคชนรถตู้มาชี้แจง เบื้องต้นได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนพยานแวดล้อม ผู้เสียหายแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งถือว่าการทำหน้าที่น่าพอใจ เพราะไม่ได้กลัวเรื่องอิทธิพลใหญ่ใดๆ

ทั้งนี้ช่วงสัมมนาได้เปิดให้ผู้ที่เข้าร่วมซักถาม โดยผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และองค์กรที่เกี่ยวกับสิทธิ์เด็กในเรื่องการประกาศเคอร์ฟิวเยาวชน ปรากฏว่ามีก้อนหินหลายก้อนเข้ามาทางสื่อ ซึ่งต้องยอมรับว่าองค์กรสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเด็กอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนยืนว่าจะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด

ด้านผู้สื่อข่าวประจำหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจถามว่า หากสื่อยึดตัวกฎหมายมากเกินไป อาจกลายเป็นว่าเข้าข้างเด็กที่ทำผิด โดยนายไพโรจน์ กล่าวว่าในความเข้าใจของสังคมทั่วไป สื่อฯได้ตอกย้ำคือ คนที่ทำผิดนั้นผิด อย่างเช่นบางสถานีที่ต้องการเพิ่มเรตติ้ง ก็พยายามสร้างอารมณ์ร่วมให้กับสังคม ซึ่งในวันนี้ตนอยากเห็นสื่อมวลชน ทำอะไรที่แตกต่างจากการนำเสนอข่าวแบบสร้างอารมณ์ ด้วยการให้ความรู้ ให้เกิดการเรียนรู้กับสังคม

สำหรับนายสาธิต กล่าวว่า ในตัวอย่างของสาวซีวิค ที่ขับรถชนรถตู้บนโทรลเวย์ แล้วมีผู้เสียชีวิต สื่อทำให้คนเข้าใจว่าสาวซีวิคเป็นฆาตกร แต่หลักที่แท้จริงเป็นการขับรถโดยประมาท ทำให้มีคนตาย และสื่อพยายามโยงว่าคนที่ตายนั้นเป็นคนดี เป็นมันสมองของประเทศ จนทำให้สังคมเกลียดชังสาวซีวิคทั้งนี้เหตุการณ์นั้นเป็นความประมาท ซึ่งต่างจากความหมายของคำว่าฆาตกร

Smile,Thailand

ที่มา Thai E-News


คำ:แงซาย
ภาพ:GAG LASVEGAS


โอ้ว่า ประชาธิปไตย......

ดั่งกล้าไม้.. อันอับเฉา
ถูกเหยียบยํ่า.. ถูกชำเรา
ดั่งเถ้า.. ธุลีดิน

พอเริ่มแยก แตกหน่อ ก็แสนยาก
ถูกขุดราก ถอนโคน จนหมดสิ้น
คนรดนํ้า พรวนกล้า นํ้าตาริน
กี่ชีพดิ้น ถูกฝัง ถูกสังเวย

ล้มลุก ทุกสมัย ใครขัดขวาง
คนเห็นต่าง พูดไม่ได้ ไม่กล้าเอ่ย
คนร้องถาม ความยุติธรรม เป็นจำเลย
ถูกเย้ย ถากถาง ในสังคม

กี่ครั้ง ประวัติศาสตร์ ถูกกวาดลบ
กี่กองศพ ตายซาก ซุกหมักหมม
เรียกหาคำ ตอบหาย กับสายลม
และความจริง ดิ่งจม เป็นลมลวง

ต้นกล้า ประชาธิปไตย...
เพียงผลิใบ น้อยนิด พลันปลิดร่วง
แค่เงยหน้า อ้าปาก อยากถามทวง
ก็ถูกช่วง ชิงสิทธิ์ เข้าริดรอน

โอ้ว่า สิทธิ เสรีภาพ....
แฝงคราบ.. ยาพิษซ่อน
เผยอหน้า.. มาต่อกร
ถูกต้อน.. นอนขังกรง

เห็นต่าง..ข้างละฝ่าย
ถูกสลาย ยิงไล่ส่ง
แค่คิด.. ก็ปลิดปลง
ไม่จงรัก.. ไม่ภักดี

เสรีภาพ..คือซาบซึ้ง
ห้ามดื้อดึง..ห้ามเสียดสี
เสนอหน้า..ปัญญามี
ต้องทุกข์ยาก ปิดปากพลัน

สิทธิ.. ของปวงชน
มายากล..ของคนปั้น
เสแสร้ง..ตะแบงกัน
ดัดจริต..ประดิษฐ์คำ

โอ้ว่า..ภราดรภาพ
ต้องหมอบราบ.. ก้มกราบซํ้า
ศักดิ์ศรี ถูกยียํ่า
เขาว่ากรรม.. ให้จำทน

ครอบงำ..ทางความคิด
ปกปิด..ความฉ้อฉล
ช่องว่าง..แห่งชั้นชน
คือดอกผล..ศักดินา

ลุกขึ้นเถิด ประชาชน ผู้ประเสริฐ
แม้เราเกิด จากไหน ใช่ไร้ค่า
สมองมี นึกคิด ติดปัญญา
จงหาญกล้า หยุดแบก ''แอกสามานย์''

By Ngaesai

ไฟใต้่ที่รัฐไม่กล้ามอง ไม่กล้าแก้ และไม่กล้าพูด!

ที่มา Thai E-News


นโยบายที่จะให้ “ทำงานแข่งกัน” เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ที่สูงขึ้น เป็นเดิมพัน จึงกลายเป็น “ทำงานปัดแข้งปัดขากัน” ท้ายสุดกลายเป็น “การทำลายล้างกัน”ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วจะมีคำว่า “เกลือเป็นหนอน,หนอนบ่อนใส้ หรือ มีใส้ศึก ” เกิดขึ้นในเหตุการณ์บุกทะลวงฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ในครั้งนี้


โดย ปาแด งา มูกอ
22 มกราคม 2554

สิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนของเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ (กลุ่มผี ? ) ยังคงสามารถก่อเหตุรุนแรงได้แทบทุกที่ ทุกเวลา เท่าที่ทางกลุ่มต้องการเหมือนเดิม!

กองกำลังทหาร,ตำรวจ,ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.) ปัจจุบัน ที่ประกอบด้วย (กำลังทหาร 30,000 นาย,กำลังตำรวจ 18,000 นาย,กำลังฝ่ายปกครอง (จ้างประชาชนให้มาตายแทน ทหาร,ตำรวจ ในนาม อาสาสมัครต่างๆ อาทิ ชรบ.อรบ.,อรม.,ทส.ปส.อส.รด.,อส.ตำรวจหมู่บ้าน ฯลฯ ) 18,000 นาย รวม 66,000 นาย

ซึ่งหลายคนบอกว่าเยอะ แต่เมื่อพิจารณาจากภารกิจแล้ว ยืนยันว่าไม่เยอะอย่างที่คิด

เพราะทุกวันนี้ทุกหน่วยงานของภาครัฐกำลังรบอยู่กับ(ผี?) ที่ไม่มีตัวตน และจะปรากฏตัวตนขึ้นมา ก็จากการให้สัมภาษณ์ของบรรดาหัวหลักหัวตอปัญญาอ่อนของบ้านเมือง ที่ใช้เป็นสูตรสำเร็จ ว่า

“ เหตุการณ์ครั้งนี้น่าเชื่อว่าเป็นการลงมือของนายอะไรต่อมิอะไร / สถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้นแล้ว / สถิติการก่อการร้ายลดลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา / การลงมือก่อเหตุอย่างอุกอาจและเหี้ยมโหดในครั้งนี้ เป็นการฉลองวันครบรอบการเปลี่ยนชื่อของกลุ่มขบวนการ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2530 จากขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติปัตตานี หรือ BNPP เป็นแนวร่วมอิสลามปลดปล่อยปัตตานี หรือ BIPP /


รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของผู้นำประเทศระดับ นนายกรัฐมตรีที่กล่าวว่า
“โดยปกติพอใกล้การประชุมโอไอซี จะมีความพยายามก่อเหตุหรือยั่วยุให้เกิดการตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพื่อนำไปใช้เป็นเงื่อนไข ซึ่งกำลังมีการสอบสวนอยู่เหมือนกันว่ามีข้อสังเกตต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางเรื่อง แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะต้องยึดกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุ และวงจรความรุนแรงเพื่อนำไปสร้างเป็นเงื่อนไข หรือขยายผลในเวทีต่างประเทศ”


หรือระดับ ผู้บัญชาการทหารบกแห่งประเทศไทย ที่ให้สัมภาษณ์ว่า
“ทำไมเหตุการณ์ในพื้นที่ยังไม่จบ อยากบอกว่าตราบใดคนเหล่านี้ ที่สมองถูกบ่มเพาะและถูกล้างสมอง ที่ทำทุกวันนี้เพื่อความถูกต้องหรือเพื่ออะไรต่างๆ ไม่ว่าชาติพันธุ์ทางประวัติศาสตร์ คนเหล่านี้ยังมีอยู่ ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสมองคนพวกนี้ได้ หรือคนเหล่านี้ยังเกิดความคับแค้นใจและความเข้าใจในรัฐ ไม่เข้าใจด้านกฎหมาย เขาก็พร้อมปฏิบัติการ แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะสามารถแบ่งประเทศเราออกไปได้ ยังไงก็แบ่งไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถรวมกำลังขนาดใหญ่ไปยึดพื้นที่ได้ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีการยึดครองเมื่อไร เราต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามเป็นลักษณะการสู้รบ ซึ่งเราไม่อยากปฏิบัติลักษณะนั้น เพราะจะทำให้สถานการณ์รุนแรงในสายตาชาวโลก
"

นี่คือสูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปัจจุบัน ครับ



เหตุการณ์ความรุนแรงรายวันใน จชต. ทุกวันนี้ จะไม่พูดถึงหรือวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำของ ใคร...? กลุ่มใด...? แต่จะพูดถึงข้อเท็จจริง ของตัวปัญหา ๓ ประเด็นหลัก ที่ทำให้รัฐแก้ปัญหาไฟใต้ไม่ได้

ประเด็นแรก : ความผิดพลาดในยุทธการของกองทัพ ( ปัญหาเรื่อง ผบ.ฉก.เลขตัวเดียว กับ ผบ.ฉก.เลขสองตัว)

ความผิดพลาดดังกล่าวก็คือ การจัดหน่วยกำลังในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา โดยการจัดวางกำลังในปัจจุบันอยู่ในรูปของ "หน่วยเฉพาะกิจ" หรือ ฉก. แยกเป็นจังหวัดและอำเภอไล่ลงไป โดยมีตัวเลขกำกับ กล่าวคือ

- หน่วยเฉพาะกิจยะลา (ฉก.1 เดิม) รับผิดชอบ จ.ยะลา ทั้งจังหวัด ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 6 กองพัน และกำลังตำรวจ 1 กองกำกับการ (ตำรวจตระเวนชายแดน / ตชด.)

- หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี (ฉก.2 เดิม) รับผิดชอบ จ.ปัตตานี ทั้งจังหวัด ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 5 กองพัน และกำลังนาวิกโยธิน (ทหารเรือ) 1 กองพัน

- หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.3 เดิม) รับผิดชอบ จ.นราธิวาส ทั้งจังหวัด ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 7 กองพัน และกำลังนาวิกโยธิน 2 กองพัน

- หน่วยเฉพาะกิจสงขลา (ฉก.4 เดิม) รับผิดชอบ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 1 กองร้อยทหารราบ และกำลังตำรวจ 1 กองกำกับการ (ตชด.)

นอกจากนั้นยังมี "หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน" หรือ ฉก.ทพ. กระจายอยู่ในพื้นที่ป่าเขาอีกหลายกองพัน รวมถึงหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (หมวกแดง) และ "หน่วยเฉพาะกิจอโณทัย" รับผิดชอบภารกิจเก็บกู้ทำลายล้างวัตถุระเบิดด้วย

จุดที่น่าสนใจก็คือ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจระดับจังหวัด หรือที่เรียกกันติดปากว่า "ผบ.ฉก.เลขตัวเดียว" ปัจจุบันเป็นนายทหารยศ "พลตรี" มีภารกิจ คุมกำลังระดับจังหวัด ซึ่งกองกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละจังหวัดมาจากต่างกองทัพภาคกัน

โดยหน่วยเฉพาะกิจยะลา เป็นทหารจาก (กองทัพภาคที่ 3)
หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี เป็นทหารจาก (กองทัพภาคที่ 2) และ(แค่เดินถนนในตัวเมืองก็หลงแล้ว)
หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เป็นทหารจาก (กองทัพภาคที่ 1)


ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจังหวัด หรือ ผบ.ฉก.เลขตัวเดียว เป็นทหารระดับรองแม่ทัพหรือเสนาธิการจากแต่ละกองทัพภาค ผู้ที่คิดสูตรนี้คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) (เจ้าพ่อเรือเหาะที่ยังเหาะไม่ได้ในทุกวันนี้) และนำการจัดกำลังลักษณะนี้มาใช้ตั้งแต่เขาก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.

วัตถุประสงค์ที่ พล.อ.อนุพงษ์ ตั้งเอาไว้ก็คือ ผบ.ฉก.แต่ละคนจะได้แข่งกันทำงาน คือมีความพร้อมทั้งฝ่ายเสนาธิการและยุทธการ

แต่ปัญหาที่มักไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ หรือ ผบ.ฉก.ระดับจังหวัดเหล่านี้มาจากต่างกองทัพภาค และไม่ได้ขึ้นตรงกับแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อ ผบ.ทบ.มีนโยบายให้ทำงานแข่งกัน สายการบังคับบัญชาของพวกเขาจึงต้องวิ่งเข้าหาแม่ทัพภาคของตัวเอง และตัว ผบ.ทบ.

เป้าหมายก็คือการขยับสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี อันเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นในกองทัพภาคของตัวเอง หาใช่กองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่

โครงสร้างที่เป็นอยู่ทำให้เกิดปัญหาแม่ทัพภาคที่ 4 (เจ้าของพื้นที่) ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาที่แท้จริง แต่ ผบ.ฉก.สามารถขับเคลื่อนงานยุทธการได้อย่างอิสระ ภายใต้การกำกับในระดับสูงสุดโดย ผบ.ทบ.

ยิ่งไปกว่านั้น ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังตั้ง "กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร" หรือ พตท.ขึ้นมาเพื่อดูแลหน่วยกำลังทั้งหมด โดยมีผู้บัญชาการเป็นนายทหารยศ "พลโท" จากเดิม "พลตรี" ซึ่งการขยับเพิ่มยศก็เพื่อให้สามารถบังคับบัญชาบรรดา ผบ.ฉก.ระดับจังหวัดได้นั่นเอง

จากนโยบาย "แข่งกันทำงาน" ทำให้ ผบ.พตท. ไม่ได้มีสภาพต่างไปจาก แม่ทัพภาคที่ 4 เท่าใดนัก จะเห็นได้ว่าบทบาทของ ผบ.พตท. ส่วนใหญ่จะทำได้แค่เรียกประชุม “ ผบ.ฉก.เลขสองตัว” คือหน่วยเฉพาะกิจระดับอำเภอ ซึ่งผู้บังคับหน่วยจะมียศ "พันเอก"

ที่หนักที่สุดคือนโยบายด้านยุทธการทั้งหมดถูกกำหนดมาจาก ผบ.ทบ. จะเห็นได้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ ในขณะนั้น(ปี 2551-2553) ลงพื้นที่ถี่ยิบ ราวกับว่าตัวเองเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และทุกนโยบายในพื้นที่ล้วนสั่งตรงมาจากข้างบน

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ในฐานะแม่ทัพดับไฟใต้ของรัฐบาล เคยเสนอในที่ประชุมวงจรปิดจนเป็นที่ฮือฮามาแล้วว่า เขาต้องการให้ถอนทหารจากกองทัพภาคอื่นๆ ออกไปจากพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้กองทัพภาคที่ 4 ในฐานะเจ้าของพื้นที่ได้ทำงานร่วมกับกองกำลังประชาชนที่จัดตั้งขึ้น ทั้ง อส. (อาสารักษาดินแดน) ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) อรบ. (อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน) และ อรม. (อาสาสมัครรักษาเมือง) เพราะทหารที่เกาะติดพื้นที่มานานย่อมเข้าใจพื้นที่มากกว่า และน่าจะสร้างปัญหาน้อยกว่าทหารจากนอกพื้นที่ที่ "มาแล้วก็ไป"

ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาขานรับแนวคิดนี้ แม้ท่าทีของฝ่ายการเมืองจะสอดรับกับแนวทางที่ ผบ.ทบ.วางเอาไว้ในท้ายที่สุด คือถอนทหารจากกองทัพภาคอื่นๆ ออกไปเมื่อสถานการณ์ความไม่สงบอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพื่อเปิดทางให้ "กองพลทหารราบที่ 15" หรือ "กองพลพัฒนาและพิทักษ์ทรัพยากร" รับไม้ต่อ ซึ่งกรอบเวลาคร่าวๆ ที่วางเอาไว้คือปีที่ 8-10 ในแผนดับไฟใต้ 10 ปีของ ผบ.ทบ.

ทว่าความไร้เอกภาพและยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดดังที่เห็นและเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ทำให้น่าคิดไม่น้อยว่ากว่าจะถึงวันนั้น สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้นได้จริงหรือไม่

นโยบายที่จะให้ “ทำงานแข่งกัน” เพื่อแก้ไขปัญหา นับเป็นเรื่องที่ดี น่ายกย่องสรรเสริญ แต่สิ่งที่ติดตามมาจากการ “ทำงานแข่งกัน” โดยมีสิ่งตอบแทนคือ ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ที่สูงขึ้น เป็นเดิมพัน “การทำงานแข่งกัน” จึงกลายเป็น “ทำงานปัดแข้งปัดขากัน”

จนท้ายสุดกลายเป็น “การทำลายล้างกัน”ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วจะมีคำว่า “เกลือเป็นหนอน,หนอนบ่อนใส้ หรือ มีใส้ศึก ” เกิดขึ้นในเหตุการณ์บุกทะลวงฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ในครั้งนี้


สิ่งที่น่าจับตามองในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ หลุมระเบิดจำนวน 20 หลุมจากอานุภาพของเครื่องยิงระเบิด M 79 ที่ถูกระดมยิงเข้าไปในฐานนั้น ตัวเครื่องยิงระเบิดพอจะทำใจได้ว่า กลุ่มผี อาจจะไปว่าจ้างโรงกลึงทำขึ้นมา แต่ที่ทำใจไม่ได้และยอมรับไม่ได้ก็คือ เจ้าตัวลูกระเบิดนี่แหล่ะ ที่กองทัพจะต้องตอบให้ประชาชนที่เสียภาษีให้กระจ่างหน่อยว่า มันมาจากไหน กลุ่มผี มันได้พัฒนาไปไกลถึงกับสั่งซื้อมาจากต่างประเทศเลยหรือ ข้องใจจริงๆ

ประเด็นที่สอง : ความผิดพลาดในนโยบาย

แนวคิดในการที่จะสลายมวลชนในแต่ละพื้นที่ที่มีปัญหา ไม่ว่าปัญหาที่พื้นที่นั้น เป็นแหล่งซ่องสุม แหล่งพักพิง หรือแหล่งหลบซ่อน อย่างที่บอกไว้

นี่คือนโยบายอันชาญฉลาดของนักการเมือง ที่จ้างให้ประชาชนในพื้นที่ที่ไม่มีงานทำอยู่แล้ว มาตายแทนเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเสียค่าจ้างน้อย ค่าเยียวยาช่วยเหลือก็น้อย ไม่ต้องมีพวงหรีดหรูหรา ไม่ต้องขอยศ,เงินเดือนเพิ่ม และไม่ต้องรับผิดชอบผูกพันไปถึงลูกๆของคนที่ตาย ที่ต้องหาโรงเรียนให้เรียนต่อ หรือหางานให้ทำ เหมือนเช่นเจ้าหน้าที่รัฐ จาก ร.อ.กระโดดเป็น พล.อ. ใครไม่อยากตายให้มันรู้ไป

ประเด็นสำคัญ นโยบายของรัฐ รวมถึงนโยบายห่วยๆที่เกิดจากก้อนสมองของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในการที่จะพยายาม แย่งมวลชนกลับคืนมา อาทิ นโยบายของจังหวัดยะลา “ นโยบาย สี่เสาหลัก (ฮูกุมปะก๊ะ) ” อันนี้แหละ ที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ ในหมู่บ้าน/ตำบล เกิดความหวาดระแวงกันเอง

วันดีคืนดีเห็นเพื่อนบ้านที่เคยร่วมวง ดื่มน้ำชา นินทานาย (นายในที่นี้ทางใต้เขาหมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐ) ทุกเช้า เกิดแต่งเครื่องแบบและพกอาวุธปืนทั้งสั้นและยาว เป็นใครก็ต้องตกใจกันทั้งนั้น และผลของการตกใจก็คือ ตายครับ ในห้วงระยะเวลาปลายปี 2553 ถึง ม.ค.2554 อาสาสมัครในสามจังหวัดชายแดนใต้ตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คน พร้อมกับของแถมคืออาวุธปืน

ปัญหาดังกล่าวขอถามบรรดาแม่ทัพนายกอง ผู้ว่าทุกคน รวมไปถึงรัฐบาลว่า รู้เรื่องเกี่ยวกับคำว่า “เขตงาน” ดีพอหรือไม่ หรือว่ารู้อยู่เต็มอกแต่ไม่กล้าพูดหรือให้สัมภาษณ์.......?????

จากข้อมูล “เขตงาน” ที่ระบุในรายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิบัติการของกลุ่มที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันเรียกว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” นั้น หากศึกษาในรายละเอียด และวิเคราะห์ถึงความเป็นจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมานั้น จะปรากฏเห็นชัดว่า การปฏิบัติการของกลุ่มลึกลับ (กลุ่มผี) จะพัฒนารุดหน้าไปมากในทุกๆด้าน ไม่ว่าทางด้านหฤโหด อำมหิต และความทันสมัยในยุคสงครามไซเบอร์ ที่หน่วยงานภาครัฐตามไม่ทัน

การพัฒนาดังกล่าว มิใช่พัฒนาในด้านกำลังรบหรือการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่เป็นการพัฒนาโดยไม่ใช้อำนาจทางทหาร แต่เน้นกลยุทธ์ที่ว่า "หากทำให้มวลชนเชื่อหรือศรัทธาไม่ได้..ให้ใช้วิธีทำให้กลัว" อันเป็นการปูทางเพื่อเตรียมการวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้น "ทับซ้อน" กับการปกครองของรัฐไทย

โดยเริ่มจากหมู่บ้าน,ตำบล ไปสู่อำเภอ,จังหวัด จนถึงภาค ประเด็นดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูง โดยศึกษาจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๒

ประเด็นสำคัญ แล้ว ใคร? และ กลุ่มใด? ที่สามารถวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา “ทับซ้อน” กับการบริหารงานของภาครัฐได้ นับเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับหน่วยงานของภาครัฐ ที่เพียบพร้อมไปด้วยกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และงบประมาณอันมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง


ประเด็นสุดท้าย : สงครามไซเบอร์เริ่มที่ชายแดนใต้

“ ปราชญ์ซุนวู” ท่านกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” อย่าไปดูถูกฝ่ายตรงข้ามเป็นเด็ดขาด อย่าเห็นว่าเขานุ่งโสร่งซอมซ่อ ทำงกๆเงิ่นๆ นั่นแหล่ะ นักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ล่ะครับ ปัจจุบันเขาใช้อินเตอร์เนทกันแล้ว ไม่เหมือนทหารไทยเรา ที่ยังสะพายปืนสงครามแต่งเครื่องแบบสนาม วิ่งซอกๆตามสวนยางอยู่นั่นแหล่ะ

ต้องยอมรับว่าในโลกยุคใหม่ เป็นโลกที่ไร้พรมแดน (แต่ก็ยังมีกลุ่มที่พยายามแบ่งแยกดินแดนอยู่ทุกวันนี้) อำนาจการสั่งการ,การโต้ตอบทางการเมือง รวมถึงการทำสงครามจิตวิทยา มันได้ก้าวไกลไปมากแล้ว รัฐบาลและกองทัพไทยอย่าได้หลงลำพองว่าเก่งกว่า ฉลาดกว่า มีคนหนุนหลังที่ดีกว่า เป็นอันขาด

มิฉะนั้นแล้วผมและท่านทั้งหลายอาจจะไม่มีที่สำหรับซุกหัวนอน
************8

กลุ่มขบวนการพูโลเผยแพร่บทความ วันที่ 8 มกราคม 2554:ถาวรหรือจะเปลี่ยนใจอันแน่วแน่ของนักสู้ปตานี

ต่อไปนี้เป็นเอกสารโฆษณาชวนเชื่อของPULO เผยแพร่ทางเวบไซต์ขององค์การPULOเมื่อ 8 มกราคมที่ผ่านมา การนำเสนอนี้เพื่อให้ได้รู้ท่าทีทัศนะของPULOต่อนโยบายของรัฐบาลไทย ไม่มีเจตนาอื่น

ตามที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการทำลายล้างชนชาวมลายูปตานี เปิดเผยกรณีคณะรัฐมนตรีจักรวรรดิ์นิยมไทยเมื่อ 4 ม.ค.2554 เห็นชอบการประกาศกำหนดบทลงโทษนักต่อสู้ปตานีที่กำลังบั่นทอนการคงอยู่ของจักรวรรดิ์นิยมไทย ณ เขตดินแดนยึดครอง(ปตานี) ในขณะนี้ ในนามของ มาตรา 21 แห่งพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในของจักรวรรดิ์นิยมไทย พ.ศ 2551

และตามที่กองอำนวยการรักษาผลประโยชน์ของจักรวรรดิ์นิยมไทย (กอ.รมน.) เสนอ เพื่อประกาศใช้ในพื้นที่นำร่อง 4 อำเภอของ จ.สงขลา เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการทำลายล้างอย่างละมุนละไมของรัฐบาล ซึ่งจะต้องรอคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดว่า จะจัดการอย่างไรกับนักสู้ปตานีในฐานความผิดที่ขัดขืนต่อทางการจักรวรรดิ์นิยมไทยทุกรูปแบบภายใน 1 สัปดาห์นั้น

รมช.คลั่งชาติไทย (ที่กลายพันธุ์จากมลายูฮินดู/พุทธศรีวิชัยก่อนถูกสุโขทัยรุกราน นัคาราศรีดารมาราชาและบริเวณใกล้เคียง) คนนี้พยายามจะกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลจักรวรรดิ์นิยมไทยมีจุดประสงค์เพื่อกล่อมใจผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำทุกรูปแบบที่ทางการจักรวรรดิ์นิยมไทยถือว่ามีความผิดอันเนื่องมาจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงโดยตรงนั้น ให้คิดใหม่และหลอกตัวเองว่า หลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และย้ำอีกว่าจะมีคณะกรรการที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ 3 คณะ

คือ 1.คณะกรรมการรับการยอมจำนน (เพื่อยุติการต่อสู้ตามหนทางของอัลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่เหนือพื้นพิภพ)

2.คณะกรรมการทรมานกายและใจในรูปของการกลั่นกรองกลั่นแกล้งและสอบสวนพิเศษในรูปของการข่มขู่ต่างๆนานา

3.คณะกรรมการสยบลบหลู่แล้วทำทีเยียวยา โดยเฉพาะการเยียวยาเพื่อกู้หน้าต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจักรวรรดิ์นิยมไทย โดยไม่ได้คำนึงถึงท่าทีความรู้สึกของผู้เสียหายแต่ประการใด ท้ายสุดจะถูกสั่งเข้ารับการอบรมล้างสมองในโรงเรียนที่ให้ชื่อสุดหรูว่า สันติสุข (จอมปลอม)

เพียงเท่านี้หรือที่นายถาวรทำได้ หลังกลับจากไปเที่ยวเตร่ที่ไอร์แลนด์เหนือ? ทำไมไม่เปิดโปงด้วยว่าคนไอร์แลนด์เขาอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างถาวร(ที่ไม่เสนเนียม)ได้ เนื่องจากพวกเขาสามารถปลดเปลื้องความคิดคลั่งชาติอย่างบ้าบิ่นหันหน้าไปสู่ความเป็นมนุษยธรรม?

ถ้าจะเริ่มแรกด้วยการเคารพในสิทธิอันชอบธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อันดับแรกสุดจำเป็นต้องพิจารณาตนเองยุติการกระทำอันเป็นอันธพาลด้วยวาจาและการกระทำต่อชนชาวมลายูมุสลิมปตานีผู้รักสันติ ณ ดินแดนที่พวกเขาตั้งสมญานามว่า ดินแดนแห่งสันติภาพ


อ่านข่าวสารนี้แล้วนึกไปถึงงบประมาณทหารปีละนับหมื่นล้านเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบลับกองทัพที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ การค้าอาวุธเถื่อนและตลาดมืด ซึ่งไม่รู้ใครหรือนักการเมืองหน้าไหนเกี่ยวข้องหรือได้ประโยชน์อยู่กับมันบ้าง ทำเอาสงสัยว่า ยุทธการทางการทหารที่ใช้กันแบบนี้ เป็นยุทธการดับไฟใต้

หรือเลี้ยงไฟใต้ (ไว้ให้นานๆ) กันแน่ !!!...

Saturday, January 22, 2011

Mystic value ‘คุณค่าหรือมูลค่าแฝงเร้น’ ของคนไทย

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มอ่านบทความของ อ.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ‘มติชน’ รายวันเสมอ เพราะท่านเขียนได้ดี มีหลายบทความที่ถูกใจผม
อาจารย์โกวิทฯเป็นนักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย รุ่นหลังผมหลายปี ท่านคุ้นเคยกับน้องชายผม และทราบจากน้องว่า อาจารย์ก็อ่านคอลัมน์ที่ผมเขียนเช่นกัน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจารย์เขียนบทความชื่อ น่าตกใจ รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 5 หมื่นล้านบาท ลงในมติชนรายวัน เมื่อ 12 มกราคม พ.ศ. 2554 ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จึงนำมาฝากท่านผู้อ่าน โดยจะสรุปย่อๆที่ท่านอาจารย์เขียน และขอต่อเติมความเห็นของตัวผมเอง ลงไปด้วย

อาจารย์โกวิทฯพูดถึงเรื่อง “มายาคติ” ว่าเป็นคำศัพท์ที่มีรากมาจากภาษากรีก คือ mythos แปลว่านิทานหรือตำนาน
ท่านบอกว่า “มายาคติ” ของคนไทยส่วนใหญ่มีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่อง ที่น่ารำคาญและน่าจะเปลี่ยนความเชื่อที่ไม่เป็นความจริง (มายาคติ) นี้ ไปกับการเปลี่ยนของปีด้วยก็จะดี
มายาคติทั้ง 2 เรื่อง คือ
มายาคติเรื่องที่ 1: การพิมพ์ธนบัตรนั้นต้องมีทองคำเป็นประกัน
ตรงนี้อาจารย์เขียนว่า การพิมพ์ธนบัตรนั้น เดิมชาติที่จัดพิมพ์ต้องมีทองคำหนุนหลัง แต่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ทำลายหลักการที่ใช้กัน แล้วประกาศให้สหรัฐอเมริกาออกจากมาตรฐานทองคำ โดยไม่เอาเงินดอลลาร์อเมริกันไปผูกติดกับทองคำอีกต่อไป ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2514
อาจารย์โกวิทฯ แสดงความเป็นห่วงใย เรื่องการพิมพ์ธนบัตรของสหรัฐอเมริกา โดยไม่มีทองคำหนุนหลัง เพราะหลังวิกฤติการเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐรอบหลังนี้ อเมริกายิ่งพิมพ์ธนบัตรของตัวเองออกมามากมาย จนดูเหมือนว่า ปริมาณของเงินดอลลาร์
จะล้นโลก!
ตรงนี้ ในฐานะผมที่เป็นผู้บรรยาย และเขียนตำราการสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ออกมาเป็นคนแรกของประเทศ รวมทั้งเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า “ฟอกเงิน” เอาไว้ อย่างที่เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแล้ว มีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า
ในที่สุดแล้ว ธนบัตรดอลลาร์ที่สหรัฐพิมพ์ออกมา เป็นจำนวนมหาศาลนั้น ส่วนหนึ่งก็จะไหลย้อนกลับเข้าไป เพื่อซื้อทรัพย์สินในสหรัฐเอง!
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด และเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่รัฐบาลและเอกชนจากประเทศจีน ได้เข้าไปซื้อหรือเข้าไปถือหุ้นบริษัทใหญ่ๆในสหรัฐ เป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้น จีนยังได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ที่เป็นเงื่อนไข หรือปัจจัยที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ เช่น ท่าเรือ บริษัทขนส่ง บริษัทอุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ เป็นต้น
หากเหตุการณ์ยังดำเนินไปเช่นนี้ ในที่สุดประชากรอเมริกันจำนวนมาก ก็จะกลายเป็น “ลูกจ้าง” ของนายทุนจีน อีกทั้งบริษัทใหญ่ๆในสหรัฐ ที่ตกเป็นสมบัติของจีน หรือจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และจากนี้ไป บริษัทอเมริกันและคนอเมริกันจำนวนมาก ก็จะต้อง...
รับฟังนโยบาย...จากปักกิ่ง!

นอกจากนั้น การที่จีนมีเงินดอลลาร์อยู่ในมือเป็นจำนวนมาก ในรูปของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และการครอบครองพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐจำนวนมหึมา มีผลกระทบถึงนโยบายต่างประเทศสหรัฐด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา วิกิลีกส์ได้เผยแพร่เรื่อง นายกรัฐมนตรี เควิน รัดด์ ของประเทศออสเตรเลีย พูดกับฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และได้บอกกับฝ่ายสหรัฐว่า
ควรเตรียมใช้กำลังกับจีน หากเกิดความผิดพลาด!
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะออสเตรเลียอยู่ในปาซิฟิก กลัวการขยายตัวของกำลังรบทางทะเลของจีน ซึ่งกำลังจะนำเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าประจำการเร็วๆนี้ นายกรัฐมนตรี เควิน รัดด์ จึงมีความยำเกรงต่อแสนยานุภาพทางทะเลของจีน จึงได้แนะนำนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ให้ดำเนินตามความคิดเห็นของตน
ลองหันไปดูทางคุณฮิลลารี่บ้าง…
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่เป็นสตรีคนนี้ ได้เคยพูดชัดเจนถึงกรณีที่จีนเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐ และหนี้สินของสหรัฐจำนวนมหาศาล ว่า
China Is Our Banker.
ผู้คนจึงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
“แล้วอย่างนี้ ‘ฮิลลารี่’ จะไปพูดกดดันกับ Banker ของตัวเอง ได้อย่างไรกัน!?”
นี่แสดงให้เห็นว่า การออกจากมาตรฐานทองคำโลกของสหรัฐ ซึ่งเคยทำให้โลกตะลึง นั้น
บัดนี้ ได้ย้อนศร เข้าไปเล่นงานสหรัฐ ต้นตอของปัญหาเรียบร้อยแล้ว เพราะสหรัฐไม่ได้เป็นชาติที่มีความมั่งคั่งเหมือนเดิมอีกต่อไป!
มายาคติที่ตัวเองได้สร้างขึ้นเองนั้น มาบัดนี้ กลับหวนกลับมาหลอกหลอนคนสร้าง เข้าให้แล้ว!!

มายาคติเรื่องที่ 2 คือความห่วงใยของอาจารย์โกวิทฯ ในเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่ถูกหลอกให้เชื่อคือ เรื่องของวิกฤตฟองสบู่แตก เมื่อ พ.ศ.2540
ในครั้งนั้น รัฐบาลไทยพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเอาหนี้สินของบรรดาบริษัทเอกชน และสถาบันการเงินต่างๆ จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท (เน้นตรง “ล้านล้านบาท” ไม่ใช่ล้านบาท) มาเป็นหนี้สินของรัฐแทน และรัฐจะต้องนำเอาที่เอาเงินภาษีอากรของคนไทยทั้งชาติ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และไม่ได้ร่วมกู้เงินจำนวน 1.14 ล้านล้านบาทด้วย ไปชำระหนี้แทนเอกชนและสถาบันการเงินที่ต้องปิดตัวไป
อาจารย์โกวิทฯ ได้บอกต่อไปว่า
นอกจากนั้น รัฐบาลไทยยังขอกู้เงิน ไอ.เอ็ม.เอฟ. มาเพื่อค้ำประกันความน่าเชื่อถือของการเงินไทยเป็นเงิน 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินกู้ของ ไอ.เอ็ม.เอฟ.ไทยเราใช้คืนหมดแล้ว แต่อาจารย์บอกว่า
ทำไมเราถึงได้ไปแสดงความยินดีกันเอิกเกริก ทั้งๆที่หนี้ 1.14 ล้านล้านบาท ยังใช้ไม่หมด?
ตรงนี้...ผมเห็นต่างไป

content/picdata/275/data/book.jpg

มว่าการเป็นหนี้ ไอ.เอ็ม.เอฟ.นั้น ทำให้ประเทศของเราต้องถูกตราหน้าจากสังคมระหว่างประเทศว่า ฐานะทางเศรษฐกิจของไทยเรายังตกต่ำอยู่ ครั้นรัฐบาลจะไปพูดเจรจาต๊ะอ้วยกับประเทศอื่น ก็มองหน้าเขาไม่สนิท คำพูดก็ไม่มีน้ำหนัก
ทักษิณฯจึงตัดสินใจ ที่จะชำระหนี้ก้อนนี้ก่อน!
สำหรับหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ภายในประเทศ เราก็ผ่อนไปใช้ไป แม้ว่าจะต้องใช้กันอีกหลายปี และดอกเบี้ยสูง จนทำให้งบประมาณที่นำมาพัฒนาประเทศมีน้อยลง แต่มันก็ยังเป็นเรื่องภายในของเรา
ลำดับความสำคัญเร่งด่วน คือเรื่องการเป็นหนี้ ไอ.เอ็ม.เอฟ. ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะว่า
ทำให้ ‘ศักดิ์ศรี’ ของประเทศ ด้อยลงไปแยะ!

ถ้าจะเปรียบให้เห็นกันชัดๆ แบบชาวบ้าน การเป็นหนี้ไอ.เอ็มเอฟ.ก็เหมือนกับเป็น “หนี้แขก” ที่ออกเงินกู้ ชาวบ้านเขารู้กันหมด เพราะไอ้บังมันมายืนทวงหนี้ ที่หน้าบ้านแต่เช้าทุกวัน ทำให้เพื่อนบ้านซุบซิบนินทากันได้ว่า บ้านเรานี้ฐานะไม่ดี ถึงกับต้องไปกู้เงินแขก โดยยอมเสียดอกแพงๆ แต่การเป็นหนี้ภายในประเทศนั้น เหมือนการเป็นหนี้ ธ.ก.ส. หรือหนี้ธนาคารออมสินนั้น ยังไงๆก็ดีกว่ากันเยอะเลย
การที่คุณทักษิณฯมาเป็นรัฐบาล ต่อจากพรรคประชาธิเปรตเขาจึงเร่งใช้หนี้ ไอ.เอ็ม.เอฟ. จึงเป็นเรื่องถูกต้อง
แล้วผลเป็นอย่างไรเล่า?
ถ้าหากท่านย้อนไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ คุณเตช บุนนาค ในบทความของผมสัปดาห์ก่อน ก็จะเห็นกันชัดๆได้เลยว่า
หลังจากที่ใช้หนี้ไอ.เอ็ม.เอฟ.แล้ว ทักษิณฯเดินเกมรุกในต่างประเทศ จนในปีพ.ศ. 2547 นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนนี้ ก็ได้พาประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ความเป็น ‘ผู้นำ’ ในกลุ่มประเทศอาเซียน และทำให้ประเทศไทยที่รักของเรา เฉิดฉายในเวทีต่างประเทศ ซึ่งคุณเตช บุนนาค ได้ให้สัมภาษณ์ยกย่องเอาไว้
แต่มาถึงวันนี้ ซึ่งเป็นยุคสมัยรัฐบาลโลซกของ นายมาร์ค มุกควาย ได้ทำให้กิจการต่างประเทศของเราล้มเหลว จนทำให้คุณเตชฯ กลุ้มอกกลุ้มใจยิ่งนัก ถึงกับบอกว่า
กิจการต่างประเทศของเรา...ตกต่ำสุดๆ!
ผมจึงต้องย้ำเตือนกับท่านผู้อ่าน ให้จดจำความอัปยศอดสู ที่ไอ้รัฐบาลโลซกปัจจุบัน มันได้ทำให้ประเทศเราขายหน้าแม้กระทั่งชาติอย่าง “เขมร-ดงเค็งกระเด็งราง” มันยังหยามน้ำหน้าเอาได้
ทุเรศชิบหายเลย จริงๆนะ...ไม่ได้แกล้งพูด!

สำหรับเรื่องหนี้สินของประเทศนั้น ซึ่งอาจารย์แสดงความเป็นห่วง โดยบอกว่ารัฐบาลปัจจุบันมีภาระหนี้ต้องชำระ ถึงห้าหมื่นล้านบาทต่อปีนั้น
ผมเองก็มีความห่วงใย เหมือนกับอาจารย์โกวิท และเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ แต่ที่พูดถึง เป็นหนี้ที่รัฐบาลพรรคประชาธิเปรต ก่อไว้ครั้งใหม่นี้ ซึ่งเป็นคนละก้อนกับหนี้กองทุนฟื้นฟู เพราะทันทีที่ได้เข้าบริหารประเทศ ไอ้พรรคดักดานนี้ ก็ก่อหนี้ก้อนโตอีกครั้ง ซึ่งภาระดอกเบี้ยและค่าจัดการนั้นสูงมาก โดยผมเขียนตั้งแต่ 18 กรกฎาคม 2552 อย่างนี้ครับ

...รัฐบาลตั้งท่ากู้เงิน 1 ล้าน/ล้าน บาท (แผนการกู้เต็ม 1.5 ล้าน/ล้าน) ก็จะเสียดอกเบี้ยและค่าการจัดการ (Management Fee) สูงถึงปีละ 50,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมหนี้เก่าและภาระการผ่อนชำระเงินต้น แต่รัฐบาลจะไถ่ถอนพันธบัตรและจ่ายดอกเบี้ยครบถ้วน ให้กับประชาชนผู้ซื้อพันธบัตรตามกำหนดระยะเวลา หรือไม่นั้น? ยังเป็นเรื่องอนาคต เพราะ...
Government Bond ที่ออกไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เงินก้อนใหญ่ที่กู้ประชาชนมา กลับถูกถลุงกันอย่างที่เห็นอย่างนี้...

ผมยังแสดงความห่วงใยพันธบัตรที่รัฐบาล ที่ออกไปเป็นจำนวนมากมาย และได้เล่าให้ฟังว่า แม้แต่ประเทศใหญ่ๆ ยังมีปัญหาการชำระหนี้คืน โดยเขียนเอาไว้ว่า

...แม้แต่รัฐบาลประเทศใหญ่ๆเอง ก็เคยชำระเงินคืนให้ผู้ซื้อพันธบัตรไม่ได้ มีให้เห็นอย่าง รัสเซีย, อาร์เจนติน่า เป็นต้น จนประชาชนที่ไม่ได้รับเงินคืน ต้องเอาพันธบัตรไปแปะข้างฝา เอาไว้เตือนใจตนด้วยความเจ็บช้ำ ใครไม่เชื่อผมลองไปค้นคว้าดูได้ และเรื่องอย่างนี้ ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันว่า จะไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทยของเรา?
การที่กู้เงินมาเป็นจำนวนมากอย่างนี้ ผมได้ยินผู้ดำเนินรายการวิทยุหลายแห่ง พูดแสดงความห่วงใยในทำนองเดียวกัน ว่า รัฐบาลจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ และจ่ายคืนเงินต้น แต่ผมอยากส่งสัญญาณ เพิ่มเติมอีกว่า
ในขณะนี้ มีคำเตือนออกมาแล้ว จากชาติเศรษฐกิจใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่ออกมาบอกว่าหากเศรษฐกิจจะพลิกฟื้น แต่ก็อย่าหวังว่า เมื่อฟื้นแล้วเศรษฐกิจจะดีเหมือนอย่างที่เคยเป็น เพราะฉะนั้น ใครที่คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะกลับมาสดใส ดีเหมือนยุคทักษิณนั้น คงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งได้รัฐบาลประชาธิปัตย์มาบริหารบ้านเมืองแบบสะเปะสะปะ มีเรื่องคดโกงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างนี้...
ยิ่งมืดมนอนธการ...หนักเข้าไปอีก!
(อ่านรายละเอียดใน พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ ไหน!?
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=160 และบทความที่เกี่ยวข้อง “ อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ มันยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!” http://vattavan.com/detail.php?cont_id=156)
เฉพาะหนี้เก่าบวกหนี้ใหม่ ภาระการจ่ายดอกเบี้ยคงอานบานทะโรค คือ
น่าจะเฉียดๆ...แสนล้านบาทเอาเสียด้วย!
เห็นตัวเลขก็กลุ้มใจแล้ว เอาไว้รอให้แผนการงบประมาณประเทศปี พ.ศ.2555 ออกมาให้เห็นก่อน จะมีตัวเลขที่ชัดเจน แล้วคงจะต้องพูดถึงกันอีกครั้ง

content/picdata/275/data/lego.jpg

ผมขอแสดงความเห็น ที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆของชาติ ไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่อยากให้ท่านดูภาพเด็กเยอรมันเอาเงินมาเล่นเป็นตัวต่อแทน Lego หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเงินเยอรมันเฟ้อจนไร้ค่า ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เป็นชาติที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และอำนาจกำลังรบเป็นที่ยำเกรง แต่เมื่อสิ้นสุดสงคราม บ้านเมืองก็ยับเยิน
ดังนั้น ไอ้พวก “เงี่ยน” สงครามบ้านเรา ต้องจำใส่กบาลกันไว้ และอยากให้ย้อนไปอ่านบทความ “คนไทย ‘เงี่ยน’ สงคราม!!!”
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=242 เพื่อเตือนใจกันไว้อีกสักครั้ง
ก็คงจะดี!

ก่อนจะจบบทความในวันนี้ ผมจะขอพูดถึงเรื่อง “มายาคติ” นอกเหนือไปจากที่ท่านอาจารย์โกวิทฯพูดถึง เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทย และผู้บริหารประเทศ ซึ่งพอมีสติปัญญา นำไปพิจารณากัน กล่าวคือ
เมืองไทยของเรานั้น มีมายาคติที่ผมคิดว่า เป็นคุณสมบัติหรือมูลค่าแฝงเร้น อันวิเศษของคนไทย หรือที่เราเรียกว่า Mystic value
ขอฉายภาพตัวอย่างให้พอเห็น เช่น
โรงแรมโอเรียลเต็ล กับโรงแรมริมฝั่งเจ้าพระยาด้วยกัน เมื่อเปรียบเทียบราคาค่าที่พัก อาหาร เครื่องดื่มกันแล้ว โอเรียลเต็ลดูจะสูงกว่าโฮเต็ลอื่นมาก ทั้งๆที่ห้องพักโรงแรมอื่นอาจดูใหม่กว่า เพราะสร้างขึ้นมาที่หลัง วัสดุที่ใช้อาจดูทันสมัยกว่า หรืออาจจะดูดีกว่า แต่เหตุที่โรงแรมโอเรียลเต็ล สามารถกำหนดราคาได้สูงกว่าได้ นั่นเป็นเพราะ
แขกผู้มาพักโรงเขามองเห็นคุณค่า หรือมูลค่าที่แฝงเร้นของโรงแรมโอเรียลเต็ล ซึ่งมีชื่อเสียงยาวนานทั้งด้านการบริการ และด้านอื่นๆ สามารถสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มาพัก เป็นเวลายาวนานนับศตวรรษ
นี่เองที่ทำให้โรงแรมโอเรียลเต็ล มีคุณค่าแฝงเร้นหรือ Mystic value ที่เหนือกว่าโรงแรมอื่นๆ อันมีผลไปสนับสนุนราคาค่าบริการให้สูงขึ้น

ผมคิดว่านายกฯทักษิณ ชินวัตร มองเรื่อง Mystic value นี้ชัดเจนมาก จึงได้นำนโยบายเรื่องโอทอปมาดำเนินการ เพราะเขาเห็นคุณค่าของงานฝีมือไทย ว่าอะไรก็ตามที่ตกมาอยู่ในมือของคนไทย ไม่ว่าเดิมจะเป็นของใดหรือมีรากฐานมาจากไหนก็ตาม หากตกมาอยู่ในมือของคนไทยแล้ว พวกเราก็สามารถประดิดประดอย ให้ดูดีกว่าของเดิม จนดูสวยงามแปลกตาได้เสมอ
นี่เป็น Mystic value ที่ทรงเสน่ห์ของคนไทย!
การที่ทักษิณฯมองเรื่อง Mystic value ออก อาจเป็นเพราะเขาถือกำเนิดเกิดมาในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีช่างฝีมือดีๆเป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งผลิตทั้ง ร่ม ผ้าทอ เครื่องเรือน งานฝีมืออื่นๆ ฯลฯ อีกทั้งตระกูลของเขา ก็ดำเนินธุรกิจเหล่านี้มาก่อนด้วย
นี่เองทำให้ทักษิณฯ ผลักดันโครงการโอทอป จนกลายเป็น “เสาหลัก” ทางเศรษฐกิจอีกต้นหนึ่ง ของประเทศไทยไปแล้ว
ตัวผมเองสังเกตมานานแล้วว่า มายาคติที่แฝงเร้นและทรงคุณค่าหรือมีมูลค่าที่เป็น Mystic value ของคนทางภาคอีสานนั้น สร้างความประทับใจให้กับคนต่างด้าวท้าวต่างแดนมาก โดยเฉพาะความมีเสน่ห์ที่เร้นลับของคนอีสาน ดูจากสาวอีสาน ที่ฝรั่งมังค่ามาติดพัน จนกระทั่งมาตั้งบ้านเรือนและอยู่กันเป็นชุมชน หรือหมู่บ้าน เช่น
กรณี “บ้านจาน-สวิส” ที่ผมเคยเขียนเล่าเอาไว้ใน กาแฟขม-ขนมหวาน ตอน ‘เมียเช่า’-‘เมียฝรั่ง’…มองกันอีกมุม!
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=167 ซึ่งน่าแปลกใจมาก เพราะการไปตั้งบ้านเรือนของพวกฝรั่งหลายชาติเหล่านั้น จนกระทั่งกลายเป็นหมู่บ้าน หรือชุมชน กลับไม่ปรากฏว่ามีขึ้นในภาคอื่นๆด้วย คงมีแต่เฉพาะภาคอีสานเท่านั้น
หากท่านถามว่า ทำไมคนอีสานถึงมีเสน่ห์นัก?
ตรงนี้ผมต้องตอบว่า มันเป็น Mystic value มาแต่บรรพบุรุษ สะสมมา และฝังอยูในวัฒนธรรมอีสาน ส่งผลให้คนอีสานมีความน่ารัก มองคนในแง่ดี มีความจริงใจต่อเพื่อนมนุษย์
ขอให้เข้าใจว่า วัฒนธรรมอีสานนั้น ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมอีสานนั้น สามารถขยายไปในลักษณะ Globalize ได้โดยง่ายด้วยซ้ำไป ดังเราจะเห็นได้ว่า
ในกรุงลอนดอนอังกฤษตอนนี้ วัฒนธรรมลาบส้มตำได้เผยแพร่เข้าไปอย่างกว้างขวาง และมีเรื่องเล่าที่ว่า มีอาจารย์ของ London School of Economics ถึงกับบอกด้วยความประหลาดใจว่า
เมืองอังกฤษจะถูกวัฒนธรรม ‘ลาบส้มตำ’ ของคนอีสาน รุกราน และยึดไปเสียแล้ว!
ใช่แต่ลอนดอนเท่านั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ยังเกิดในประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐด้วย

เป็นเรื่องที่น่าแปลก และผมสังเกตเห็นคือ เมื่อคนอีสานไปอยู่ต่างถิ่น โดยเฉพาะในต่างประเทศ พวกเขาสามารถสร้างชุมชนชาวอีสานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมอีสานที่แข็งแกร่ง อันเป็น Mystic value ทรงคุณค่านี่แหละ เป็นส่วนเสริมสร้างสังคมของคนอีสานขึ้นได้อย่างง่ายดาย และเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในต่างแดนด้วย
ผมประหลาดใจที่นักวิชาการ นักการเมือง ชอบเขียนหรือพูดในทำนอง “คนอีสาน-ซื้อได้” หรือ “คนอีสาน-ไม่มีความรู้” เหมือนอย่าง ส.ส.ที่น่าขยะแขยง ของพรรคดักดานเคยพูดถูกคนอีสาน จนโดนด่าแหลกลาญไปแล้ว
ไอ้พวกที่พูดอย่างนี้ เพราะมันฝังความคิดอย่างนี้ในหัวกบาลมานาน ซึ่งผมว่ามัน “โง่” เอามากๆ เพราะไม่แหกตาดูโลก เพราะมหาวิทยาลัยรามคำแหงเอง เขามีสถิติจดเอาไว้ว่า
บัณฑิตที่จบออกไปจากรามคำแหง จำนวนแปดแสนคนนั้น เป็นคนอีสานเสียกว่า...สี่แสนคน!
เกิน “ครึ่งหนึ่ง” ของทุกภูมิภาครวมกันทีเดียว!!

ใครที่ไปท่องเที่ยวอีสานตอนนี้ มองเห็นความเจริญก้าวหน้าของภูมิภาคนี้แล้ว
ท่านคงแปลกใจ!

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งคนอีสานได้ผสมกลมกลืน กับเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง อย่างคนจีน หรือที่เรียกกันว่า “จ.ป.ล” (จีนปนลาว) และ “ก.ป.ล” (แกวปนลาว) ลูกหลานของคนเหล่านี้ ก็ได้กลายเป็นหัวหอก ในการสร้างความเจริญให้อีสานเป็นอย่างมาก
ผมว่ารัฐบาลที่เฉลียวฉลาด จะต้องไม่มุ่งสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่เพียงอย่างเดียว เพราะเราจะไปสู้ชาติอย่างสิงคโปร์ คงจะยาก แต่การเน้นในเรื่องการส่งเสริม “คุณค่าหรือมูลค่าที่แฝงเร้น” หรือ Mystic value ให้เปล่งประกายจนเฉิดฉายออกมา น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะชาติอย่างสิงคโปร์ หรืออีกหลายชาติ
ไม่มีคุณสมบัติอันวิเศษนี้!!

ผมก็ได้แต่แนะนำไปเท่านั้น แต่ไอ้รัฐบาล ‘โลซก’ สกปรกเลอะเทอะ ของนายมาร์ค มุกควาย

มันคง ‘ไม่ฟัง’ หรอกครับ!!!

.........................

(บทความประจำสัปดาห์ Mystic value ‘คุณค่าหรือมูลค่าแฝงเร้น’ ของไทย ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2554)

เส้นทางไฟใต้

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




เหตุการณ์กลุ่มคนร้าย 30-40 คนใช้อาวุธปืนสงคราม

จู่โจมถล่มฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารราบที่ 15121 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ 38 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งยังปล้นปืนไป 50 กระบอก กระสุนอีก 5,000 นัด

ถือเป็นเหตุการณ์ปะทุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารประเทศ

ที่สำคัญยังสวนทางโดยสิ้นเชิงกับคำโฆษณาของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงที่ว่า

ปัญหาไฟใต้อันมีจุดเริ่มจากเมื่อต้นปี 2547 ผ่านมา 5-6 รัฐบาล บัดนี้ปัญหาทุกอย่างได้บรรเทาลงแล้ว

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รอบใหม่

เริ่มต้นนับ 1 จากกรณีกลุ่มคนร้ายบุกค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ปล้นปืนไปไม่ต่ำกว่า 400 กระบอก ยิงทหารตายไป 2 นาย เมื่อ 4 ม.ค. 2547

ซึ่งเปรียบเสมือนวันเสียงปืนแตก

ต่อมาเดือนมี.ค.ปีนั้น ยังเกิดกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ตามมาด้วยกรณีมัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี และกรณีตากใบ จ.นราธิวาส

ทั้ง 3 เหตุการณ์บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาวบ้านกับรัฐ อันเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ไฟใต้ลุกโชนและขยายวงรุนแรงมากขึ้น

จากการรวบรวมสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่ภาคใต้ของหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นทั้งสิ้น 11,523 ครั้ง มีผู้สังเวยชีวิต 4,370 ราย

รัฐบาลใช้งบดับไฟใต้ไปแล้วกว่า 145,000 ล้านบาท

โดยปี 2550 เป็นปีที่เกิดเหตุรุนแรงมากสุด 2,475 ครั้ง

จากนั้นในปี 2551-2552 ถึงได้ค่อยๆ ลดระดับลง ถึงปี 2553 ก็ลดลงเหลือ 1,164 ครั้ง

ตัวเลขสถิติที่ลดลงนี้เองทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ นำไปอ้างอิงแบบรวบรัดตัดตอนว่า

สถานการณ์ไฟใต้เบาลงแล้ว

กระทั่งเกิดเหตุปล้นปืนและถล่มฐานปฏิบัติการทหาร ฉก.นราธิวาสที่ 38 อ.ระแงะ เมื่อค่ำวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถอดแบบมาจากเหตุการณ์วันที่ 4 ม.ค. 2547

ทางที่ดีรัฐบาลจำเป็นต้องเก็บมาทบทวนอย่างจริงจังว่า ตลอด 7 ปีของการแก้ไขปัญหาไฟใต้ ซึ่งใช้งบไปแล้วนับแสนล้านบาท

การแก้ไขเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่

ถ้าถูกแล้ว ทำไมเส้นทางดังกล่าวถึงนำพาให้สถานการณ์วกกลับมาสู่จุดเดิม

เปิดรายละเอียดการไต่สวน 5 คนไทย ศาลเขมรซักละเอียดโยง"วีระ" แต่"พนิช"ปฏิเสธอ้างเพิ่งรู้จักกัน

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 มกราคม ผู้สื่อข่าวมติชนรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่าศาลชั้นต้นแห่งกรุงพนมเปญ เปิดการพิจารณาและพิพากษา คดีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ คนสนิท พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นางนฤมล จิตรวะรัตนา นายตายแน่ มุ่งมาจน และนายกิชพลธรณ์ ชุสนะเสวี รวม 5 คน โดยไม่มีนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์เอฟเอ็มทีวี เครือข่ายสันติอโศก ขณะเดินล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553

ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นแยกพิจารณาคดีเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มนายพนิชและพวกทั้ง 5 คน ใน 2 ข้อหา ข้อหาคือ 1.ลักลอบเข้าเมืองโดยทุจริต 2.การลักลอบเข้าพื้นที่หวงห้ามทางทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์เอฟเอ็มทีวี เครือข่ายสันติอโศก ศาลพิพากษา รวม 3 ข้อหา โดยเพิ่มเติมข้อหาการโจรกรรมข้อมูลความลับทางราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการพิพากษา ศาลชี้แจงเหตุผลถึงการเลื่อนการพิพากษาจากเดิมกำหนดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ มาเป็นวันที่ 21 มกราคมนั้น เนื่องจากเห็นว่าไม่กระทบต่อรูปคดีและคดีการจารกรรมข้อมูลจึงเห็นควรเลื่อนวันพิพากษาให้เร็วขึ้นได้ ส่วนนายวีระ และ น.ส.ราตรี ยังคงกำหนดการพิพากษาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ตามเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลเบิกความนายพนิชเป็นคนแรก โดยให้นายซก เรือน รองอัยการศาลชั้นต้นแห่งกรุงพนมเปญ เป็นโจทก์ซักถาม ประเด็นการซักถามนายพนิชถึงสาเหตุที่ข้ามมายังดินแดนของกัมพูชาโดยไม่มีใบอนุญาต นายพนิชยืนยันไม่มีเจตนาล่วงล้ำดินแดน ส่วนสาเหตุที่มาพื้นที่ดังกล่าวเพราะมีประชาชนร้องเรียนปัญหาที่ดิน และแม้แต่เห็นป้ายโฆษณาของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี (Cambodia People Party:CPP) ก็ยังไม่ทราบว่าเข้าสู่เขตกัมพูชาแล้ว

นายซก เรือน ซักอีกว่า ในคลิปวิดีโอ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ไปหาผู้บัญชาการบอกว่ากำลังเข้าไปในเขตเขมรเพื่อให้ทหารจับกุมใช่หรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า ไม่ได้พูดเช่นนั้น "ไม่มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น ในระหว่างทหารกัมพูชาจับกุมพวกผมนั้น ผมยังรู้สึกตกใจ ไม่รู้จริงๆ ว่า ได้ข้ามเขตแดน แม้ว่าจะเห็นป้ายภาษากัมพูชาแต่ไม่รู้ว่าเป็นเขตกัมพูชา อีกทั้งคนกัมพูชากับคนไทยหน้าคล้ายๆ กัน"

นายซก เรือนถามว่า "รู้จักนายวีระ สมความคิด มาก่อนหรือไม่" นายพนิชกล่าวว่า ไม่รู้จักกันมาก่อน เพิ่งจะรู้จักเมื่อวันที่ 29 ธันวาคมเป็นวันที่ทางการกัมพูชาจับกุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอนุญาตให้อัยการซักถามนายพนิชเป็นเวลาชั่วโมงครึ่งจากนั้นเบิกตัว ร.ต.แซมดิน นายตายแน่ นายกิชพลธรณ์ และนางนฤมล ให้ปากคำตามลำดับ โดยประเด็นที่ถามมีความคล้ายกับนายพนิช และยังมีการซักถึงสาเหตุที่แท้จริงโดยได้โยงชื่อนายวีระ สมความคิด เข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นหลังด้วย

พลาดไม่ได้ ท่าวังผา จ.น่าน มะขาม จ.จันทร์และ ตลาดมาณี จ.ชลบุรี…สด

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

พลาดไม่ได้ ท่าวังผา จ.น่าน มะขาม จ.จันทร์และ ตลาดมาณี จ.ชลบุรี…สด

จะมีการถ่ายทอดกิจกรรมของคนเสื้อแดง 3 จังหวัดด้วยกัน ต้องขอบคุณและยกเครดิตให้เว็บไซด์หลักคือ
ไทยว๊อยซ์และสปิดฮอส ที่ ได้มาถ่ายทอดสดจาก 3 จุดสำคัญๆดังนี้ จุดแรกเวที ท่าวังผา จ.น่าน by ga_salong
จุดที่ 2.อ.มะขามจันทรบุรี by ลุงหนาน จุดที่ 3.ตลาดมาณีจ.ชลบุรี by speedhorse พี่น้องท่านใดอยู่ใกล้
บริเวณงาน ทีมงานฝากข่าวมาบอก อย่าลืมไปร่วมกันทำกิจกรรมและทำความรุ้จักกับทีมงานด้วย…
จักเป็นพระคุณยิ่ง

ตะวันคล้อยช่วงบ่ายแก่ๆไปแล้ว เชิญเข้าไปฟังและชมได้จาก-

ที่มา http://thaivoice.org/
และ
ที่มา http://speedhorsetv.blogspot.com/
และ
ที่มา http://translate.google.com/translatehl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper.net/ww/
~av/redsiam.info/&rurl=translate.google.com&anno=2

และ
ที่มา http://www.smgermany.co.cc/

พรุ่งนี้ เราจะไปชูธงที่หน้าสตรีวิทยฯ(กระทู้ประชาสัมพันธ์และขออนุญาตใช้ logo เวป)

ที่มา thaifreenews

โดย ชายเหวง

ด้วยความเคารพ..วันอาทิตย์ที่ 23 เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป ฝ่ายยุทธการจะเข้าไปล๊อคพื้นที่ บริเวณ จุดทักทาย เป็นจุดทำกิจกรรมตรงหัวมุมด้านขวามือของแมคฯ หน้าอนุสาวรีย์ เป็นจุดนัดพบ เป็นจุดแลกเปลี่ยนความเห็น เป็นจุดระดมทุน เพื่อทำกิจกรรมเชิงสาธารณะกุศล ในนาม พี่น้องคนเสื้อแดง ทั้งประเทศ

โดย ได้กำหนดกิจกรรม คร่าว ๆ ไว้ดังนี้

1. เสื้อ Red Cyber

เสิ้อ "คนไทยด้วยกันเห็นต่างได้ ไม่ต้องยิงกู" ฝ่ายผลิต แจ้งว่า แล้วเสร็จแล้ว กับจำนวน 100 ตัวสุดท้าย (ในบล๊อคนี้) ซึ่งนับแต่นี้ เราจะผลิตของเอง (มีโรงงานเล็ก ๆ น้อง ๆ ในทีมหลังแข็งเนี่ยแหละ) ในนามของคนเสื้อแดง เป็นของตัวเองเสียที

นับเป็นวิัวัฒนาการ ยกระดับการต่อสู้ อย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

ที่อยากจะบอกกล่าวกันก็คือ เราจะทำขายในวลีนี้เพียง 70 ตัวสุดท้าย อีกประมาณ 30 ตัวใช้หนี้ ที่สั่งไว้แต่ยังไม่ได้

เราประชุมกันว่า ครั้งหน้าเราจะทำเสื้อที่เป็นสัญลักษณ์ ตัวใหม่ในการเคลื่อนไหว ครั้งหน้า เช่นอาจจะทำเป็นเสื้อ นักสู้หลังตู้เย็น โดยทำเป็นเสื้อ โปโล สีขาว ที่หัวไล่ จะปัก หรือ รีด สัญลักษณ์ของเวปไซด์ อันได้แก่ บ้านราชดำเนิน Internetfreedom ประชาทอล์ค หรือ TFN เรียงกันตรงไหล่ อันนี้ต้องตั้งกระทู้ถามเจ้าของเวปเขาก่อนว่า จะให้เราใช้หรือไม่ เพื่อ ใช้เป็นการต่อสู้ ในเชิงสัญลักษณ์ และเป็นเอกภาพในการสู้กับพวกมัน โดยอาจมีโลกโก้ เม้าส์ เล็ก ๆ สีแดง อยู่ตรงอกขวา ด้านหลังปักว่้า "นักสู้หลังต้เย็น" หรืออาจไม่ปัก (เสื้อจะสีขาว)

2. ส่งจดหมายบอกเทวดาว่า "พวกข้าก็เป็นคนไทย"

อันได้แก่..ปล่อยลูกโป่งสีแดง ห้อยด้วยนกกระดาษ สีแดง จำนวน 2 ตัว พร้อมด้วยจดหมายสีแดงใบน้อย ๆ (ตามข้อความที่แล้วแต่เราจะเขียน) เพื่อเรียกร้องให้ปลดปล่อย พี่น้องของเราที่ยังถูกจองจำอยู่ในคุก เรากะจำทำแค่ 200 ใบ โดยขอให้บริจาค คนละ 40 หรือ 50 บาท

ก็จะได้ จดหมายพร้อมอุปกรณ์ การส่ง ซึ่งหากส่งไปแล้ว เทวดาจะตอบหรือไม่ ก็ช่างหัวแม่มมัน

ซึ่งตามทฤษฏี ลูกโป่ง 1 ใบ นก 2 ตัว และจดหมายอีก 1 แผ่น ลูกโป่งจะค่อย ๆ ลอยขึ้น สวยมากกกกก...ครั้งที่แล้วพี่กาแฟดำสามช้อน ฝากปล่อยให้แก 10 ใบ มีคนมาถ่ายรูปลูกโป่ง ค่อย ๆ ลอย กันเต็มไปหมด

3. นิทรรศการ ภาพถ่าย ในกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ที่เราได้รวมตัวทำกันมาในนามของ คนเสื้อแดง มาโดยตลอด เป็นมุมพูดคุยทักทายกันในนามของ ชาว Red Cyber ด้วย

โดยสรุป กล่มพี่น้องของเรากว่า 40 ชีวิต จะไปรอทำกิจกรรมกับคนเสื้อแดงตรงนั้น ทีมพื้นที ทีมปฏิบัติการ ทีมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี พร้อมเต็มพิกัด

รายได้ทั้งหมด เราจะรวบรวมนำไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์โดยรวมกับการต่อสู้ภาคสนามของน้อง ๆ "กลุ่มเสื่้อแดง หลังขดหลังแข็ง" ครั้งต่อไป ซึ่งน่าจะเป็น จัดกิจกรรม การกุศล ผ้าป่า เสื้อแดง ถวายแก่วัดในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พระอาจารย์มหาโชว์ แห่งวัดชนะสงคราม ได้เคยหารือไว้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบทั่วกัน

ปล. ท่านที่จะรับเสื้อ ด้วยตัวเอง กรุณา แจ้งมา ณ กระทู้นี้ด้วย หรือจะ รอรับตามที่อยู่ที่ให้ไว้ก็ได้ครับ