WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 23, 2011

วันกองทัพไทยถึงอนาคตทหารไทยนี้รักสงบ

ที่มา Thai E-News


เนื่องจากวันกองทัพไทย โดยประเด็นพื้นฐานของความเข้าใจจากช่วงการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมของกองทัพง่ายๆ สู่อนาคตปรับโครงสร้างทหารไทยนี้รักสงบ เหมือนเพลงชาติไทย ในขณะที่เรากำลังวุ่นวายกับกระแสชาตินิยม


โดย อรรคพล สาตุ้ม

เนื่องจากวันกองทัพไทย(*) ก็มีความสลับซับซ้อนกับความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ไม่น้อย

จากวันที่ 28 กรกฎาคม 2484 คือ กำเนิดวันกองทัพบก เพราะเหตุการณ์ชัยชนะในสงครามอินโดจีน(1)

และต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงของวันของกองทัพบก เป็นวันที่25 มกราคม เชื่อมโยงกับวันยุทธหัตถีของพระนเรศวร

แล้วสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก ในปี พ.ศ.2502 กระทรวงกลาโหมเห็นสมควรรวมวันที่ระลึกของกองทัพบก,กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เป็นวันเดียวกัน คือ วันที่ระลึกกระทรวงกลาโหม คือวันที่ 8 เมษายน และให้เรียกว่า วันกองทัพไทย

จนกระทั่งต่อมา วันที่ 25 มกราคม กลายเป็นวันกองทัพไทยในสมัยพลเอกเปรม

ซึ่งการเมืองของไทยสมัยทักษิณ ก็มาเปลี่ยนวันที่ 25 มกราคม มาเป็นวันที่ 18 มกราคม ในทุกปีเป็นวันกองทัพไทย

โดยเราจะเห็นว่า การเมืองทำหน้าที่เชื่อมโยงวีรกรรมของพระนเรศวรในอดีตนั้นเอง ซึ่งแตกต่างจากวีรกรรมของชนชั้น ในคนธรรมดา สามัญ ซึ่งเราสามารถเข้าใจประเด็นชนชั้นจากวันดังกล่าว มาสู่ประเด็นทางการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง ความเชื่อ อุดมการณ์ ลัทธิทหารนิยม และสภาพแวดล้อมของกองทัพ ที่เหมือนมีบ้าน พ่อ แม่ พี่น้อง แล้วทหารเป็นคนดูแลรั้วบ้าน

ซึ่งอนาคตทหารไทยนี้รักสงบ เหมือนเพลงชาติ ในขณะที่เรากำลังวุ่นวายกับกระแสชาตินิยม ฉะนั้น จากวันที่18 มกราคมเป็นการสะท้อนอดีตในยุคชาติแบบวันยุทธหัตถี ก่อน 24 มิถุนา 2475

ก่อนและหลัง 24 มิถุนา 2475 ถึงกองทัพภายใต้อิทธิพลอเมริกา

เมื่อการเมืองของกองทัพ และยุคสมัยที่ทหารเปลี่ยนรากฐานจากกองทัพของราชา คือ โครงสร้างกองทัพจากอินเดีย ตามความเชื่อและอุดมการณ์ดังกล่าว มาเป็นแบบยุโรป ในสมัยร.5 สู่การปรับโครงสร้างของกองทัพเป็นแบบอเมริกาหลัง 2475

คือ สมัยจอมพล ป. การสร้างชาติ และกองทัพ โดยปี พ.ศ. 2482 "ประเทศสยาม" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ประเทศไทย" รัฐบาลจึงได้จัดประกวดเนื้อร้องเพลงชาติไทยใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขยังคงใช้ทำนองของพระเจนดุริยางค์อยู่เช่นเดิม แต่กำหนดให้มีเนื้อร้องความยาวเพียง 8 วรรคเท่านั้น และปรากฏคำว่า "ไทย" ซึ่งเป็นชื่อประเทศอยู่ในเพลงด้วย

ผลการประกวดปรากฏว่าเนื้อร้องของพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งประกวดในนามกองทัพบกได้รับรางวัลชนะเลิศ รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศรับรองให้ใช้เป็นเนื้อร้องเพลงชาติไทย โดยแก้ไขคำร้องจากต้นฉบับที่ส่งประกวดเล็กน้อย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

จากเราเรียนรู้เพลงชาติไทย แล้วช่วงรับอิทธิพลอเมริกา และนโยบายการต่างประเทศหลังเข้าร่วมรบกับสงครามเกาหลี เป็นต้นมา โดยเราก็รู้ว่า โมเดลของญี่ปุ่น ด้านการทหารจากสงครามโลก ก็กองทัพหมดบทบาทไป ภายใต้อิทธิพลของอเมริกา แต่ว่าประเทศไทย ไม่ใช่อยู่ในรูปแบบเหมือนญี่ปุ่น ที่แพ้สงคราม จึงทำให้เกิดข้อจำกัด ที่เราจะเป็นโมเดลของญี่ปุ่น และการวิเคราะห์ปัญหาจัดกำลังรบให้มีขนาดเล็ก และจัดการศึกษาร่วมกับพลเรือน รวมทั้งการกระจายอำนาจของการบังคับบัญชา ฯลฯ

นี่เป็นประเด็นปัญหาโดยหลายประเด็นของการปรับโครงสร้างกองทัพ ซึ่งนับตั้งแต่การเมืองหลังปี2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ก็ได้เปลี่ยนวันกองทัพ ดังกล่าว ซึ่งกองทัพ พยายามทำการปรับเปลี่ยนจากระบบโครงสร้างตามอเมริกา ภายใต้การต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ สมัยรัฐบาลทหารในช่วงปี2514-19นั้นเอง จนกระทั่ง ช่วงที่มีรัฐบาลพลเรือนขึ้นมา คือ มรว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม(27 สิงหาคม พ.ศ. 2519-23 กันยายน พ.ศ. 2519)โดยพลเรือนคนแรก ก็ยังไม่สามารถควบคุมกองทัพได้

จากการเมืองยุคนั้นต่อมา คือ 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา กรณีวาทกรรม ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และอุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่มีการฆ่าคนอื่น เป็นญวน หรือเวียดนาม ในเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา ซึ่งรัฐทหาร ฆ่าคนไม่ใช่ประชาชนไทย จนกระทั่ง การเปลี่ยนผ่านมาสู่ช่วงสมัย หลังพลเอก เปรม เป็นนายก ก็มาถึงยุคของชาติชาย ซึ่งแสดงความสามารถผ่านแบรนด์ ที่ว่า สามารถควบคุมกองทัพ ได้หลังจากผ่านช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ และเราได้นายกฯ จากการเลือกตั้ง ซึ่งสมัยนั้น พล.อ.ชวลิต เป็นผบ.ทบ. ก็ไม่มีการปฏิวัติ หรือ รัฐประหารขึ้นมา และชวลิต ก็แสดงออกถึงความเป็นทหารอาชีพ และลดบทบาทกองทัพจำกัด ภายใต้กรอบประชาธิปไตย

ข้อเสนอการปรับโครงสร้างกองทัพก่อนและหลังพฤษภา 2535

การเมืองไทย เกิดภาวการณ์เติบโตอย่างสูง ภายใต้การนำของ ชาติชาย ชูนโยบายเปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า ก็สอดคล้องกับการพยายามดึงทหารกับกรม กอง เพื่อให้ทหารเป็นทหารอาชีพ ไม่ยุ่งกับการปฏิวัติ และรัฐประหาร ในรัฐบาล ซึ่งนโยบายดังกล่าว เกี่ยวโยงกองทัพ และการปรับตัวภายใต้เศรษฐกิจโลก และไทย ก็ถือว่า กำลังจะกลายเป็นนิกส์ คือ เสือตัวที่ 5 ภายใต้โมเดล์นิกส์อันน่าสนใจว่านิกส์ ที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมตามเกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน

ซึ่งประเทศเหล่านี้ เป็นโมเดลหรือตัวแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งช่วงเวลานั้น กลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง ก็เคยเชิญพวกพันศักดิ์ และไกรศักดิ์ มาวิเคราะห์เศรษฐกิจในช่วงนั้น ก็มีประเด็นถกเถียงเรื่องโมเดลดังกล่าว ซึ่งน่าสังเกตว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมนั้น ไม่มีทหารมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองอีกแล้ว

แต่ว่าการเมืองไทย ก็ยังพลิกผันจากนโยบาย และเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งต่อมาเราก็รู้ว่า ประเทศไทย กำลังก้าวไปสู่ระบบทุนนิยม โดยทหารไม่สามารถมาบริหารประเทศได้เหมาะสม จากช่วงเหตุการณ์ก่อนพฤษภา 35 พรรคพลังธรรม พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องประชาธิปไตยและหาเสียงลดอำนาจทหาร

โดยต่อมาการเลือกตั้งต้องมีความชอบธรรม และประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะต่อมาไทยก็ได้รับบทเรียนจากวิกฤติการณ์ทางการเมือง ในช่วงพฤษภาปี 2535 ก็ไม่อาจสามารถอ้างว่า ฆ่าคนญวนได้อีกต่อไป เพราะเราก็รู้ว่าในโลกหลังสงครามเย็นทางการเมืองระหว่างประเทศอินโดจีน ซึ่งเราได้เคยเรียนรู้มาจากประวัติศาสตร์เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ทำให้เรารู้ว่า ชนชั้นกลาง และแรงงาน ต่างๆนานา รับไม่ได้กับการย้อนกลับสู่ระบบอำนาจนิยมโดยทหาร ทำให้เผด็จการครองประเทศอีกต่อไป

ฉะนั้น การเมืองไทย จึงมีไอเดียนำเสนอปฏิรูปกองทัพ เช่น แนวคิดนโยบายจิ๋วแต่แจ๋ว(2) โดยชวลิต สมัยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ผู้มีความซับซ้อนทางการเมืองจากฝ่ายกองทัพเกี่ยวพันพลเอก เปรม มาเป็นฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ในช่วงเหตุการณ์พฤษภา แต่ว่าไอเดียของชวลิต บางด้านก็น่าสนใจ

โดยแนวคิดการลดขนาดกองทัพ ลดงบประมาณ และงดซื้ออาวุธ ยุโธปกรณ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลของชูมากเกอร์ และความน่าสนใจของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธด้วย ในลักษณะของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ คือไม่ได้เน้นความรุนแรง ซึ่งตรรกะไม่เน้นความรุนแรง ก็ย่อมไม่สนับสนุนการซื้ออาวุธ สำหรับประหารคน และเรือรบ ก็ทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ นั่นเอง

แม้ว่าการปรับโครงสร้างของกองทัพ จะยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยเราอาจจะเห็นในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลชวลิต ซึ่งเกิดการเติบโตทางพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่อยมาจากยุคชาติชาย ในไทย ที่ไม่น่าจะย้อนกลับไปสู่ระบบเผด็จการ จากเศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งไม่มีทหารแทรกแซง จนกระทั่ง วิกฤติเศรษฐกิจ ปี2539 และการร่างรัฐธรรมนูญ ปี2540

รวมทั้งแนวคิดกระจายอำนาจ อบต.ต่างๆ ซึ่งรอยต่อ ทางการเปลี่ยนแปลงการเมืองของยุคโลกาภิวัตน์ กำลังเข้ามา ในการแก้ไขเรื่องที่ดิน ความยากจน และประชาธิปไตย โดยวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้กองทัพต้องปรับลดงบประมาณของกองทัพ ตามวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และกองทัพ ก็เป็นปัญหาของการจัดการงบประมาณของประเทศ ทั้งกรณีทหารกับหุ้นของทีวี ททบ.5 ที่ดิน ทำสนามกอลฟ์ และธนาคาร ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ทหาร มากกว่าประชาชนทั่วไป

ผู้เขียน ใช้ข้อมูลยกตัวอย่างง่ายๆ ในโครงการเออร์ลี่รีไทร์ จากนายพลจำนวนนับพันคน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยอมเข้าโครงการ เมื่อนโยบาย เพื่อรีดไขมันล้มเหลวต่อเนื่องเรื่อยมา กองทัพต่างๆ ก็ไม่สามารถนำส่วนที่ปรับลดได้จากงบฯบุคลากรไปโปะในงบฯเสริมสร้างกำลังกองทัพ โดยปีไหนภาวะเศรษฐกิจดี หรือปีไหนกองทัพมีอำนาจเหนือฝ่ายการเมือง งบฯเสริมสร้างกำลังกองทัพจึงอู้ฟู่ตามปกติ อยากจัดซื้อจัดหาอย่างไรก็ง่ายดาย แต่เมื่อปีไหนเศรษฐกิจฝืดเคือง ไปจนถึงขั้นวิกฤต ถึงกองทัพจะมีอำนาจเหนือฝ่ายการเมืองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้งบฯเสริมสร้างกำลังกองทัพอู้ฟู่เหมือนเดิม(3)

รัฐประหารโดยกองทัพ นำมาสู่อิทธิพลของทหาร และความเชื่อต่ออนาคต

การเมืองได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เมื่อสมัยรัฐบาลทักษิณ เนื่องจากมีความพยายามสร้างเพลงชาติ ฉบับแกรมมี่ และการปรับโครงสร้างกองทัพ ซึ่งทหาร เป็นเครือญาติของทักษิณ คือ ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ก็ได้ดำรงตำแหน่งทั้ง ผบ.ทบ. และผบ.สูงสุด รวมทั้งไอเดียการพยายามเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพเพื่อทันสมัย และดับไฟใต้ กรณีการตั้งสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผบ.ทบ.เพื่อแก้ไขปัญหาภาคใต้ต่อจากประวิตร(ปัจจุบันเป็นรมต.กลาโหม)

แล้วเหตุการณ์ ก็พลิกกลับสนธิ บุญฯ ตามกระแสปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มฯ มวลชนประชาชนของพันธมิตร สู่รัฐประหาร ทำให้รัฐบาลของทักษิณ ล้มลง และเราก็รู้ว่า คณะรัฐประหารที่ผ่านมานั้น เกี่ยวกับโหราศาสตร์ คือ เชื่อโหรฯคมช.มากและประชาชนต้องมาเห็นอดีตทหาร คือพลเอกสุรยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกฯ และต่อมา สมัยนายกฯ สมัครถึงสมชาย ในฐานะดูแลควบตำแหน่งกระทรวงกลาโหม ก็จัดการกับอิทธิพลของกองทัพ ไม่ได้

จนกระทั่ง การเปลี่ยนรัฐบาลจากที่เรารู้กันมา คือ ข้อมูลว่า อภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งหนีเกณฑ์ทหารต่างๆ และในปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีความคิดที่จะสร้างแนวทางในการรวมพลังสร้างความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ จึงจัดตั้งโครงการ ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง ขึ้น

โดยร่วมมือกับ หน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่นทุกจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร จัดการแสดงเพื่อคำนึงถึงเอกลักษณ์ของชาติ เสนอประวัติศาสตร์ในแต่ละจังหวัดโดยสังเขป จากนั้นจึงประกอบพิธีเคารพธงชาติ พร้อมบรรเลงและขับร้องเพลงชาติในเวลา 18:00 น. หมุนเวียนไปยังแต่ละจังหวัด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน - 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เป็นตัวอย่างชัดเจน

แต่นั่นแหละสิ่งตรงกันข้ามทหารไทยนี้รักสงบ จากการเมืองจากเมษา ปี2552 สู่เมษา ปี2553 โดยการเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง โดยเราสามารถทบททวนความทรงจำจากรายนามผู้บัญชาการทหารสูงสุดและกองทัพไทย กับรายนามผู้บัญชาการทหารบกแห่งกองทัพบกไทยได้จากวิกิพีเดียด้วย เนื่องจากการเมือง ก็มีประเด็นต่อการอนุมัติงบประมาณทหารจำนวนมาก และกรณีที่มีประเด็นคอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือข้อโต้แย้งเรื่อง ซื้ออุปกรณ์ ไม่มีคุณภาพ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น จีที 200 ฯลฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ การต่อสู้ทางสภา ก็มีการเรียกร้องปรับลดงบประมาณในกระทรวงกลาโหมจำนวน170,285,022,900 ล้านบาท โดยน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายขอปรับลดร้อยละ 10 จากงบทั้งหมด 1.7 แสนล้านบาท เนื่องจากเห็นว่า เป็นงบประมาณที่มากเกินไปทั้งที่สังคมยุคโลกาภิวัตน์ที่เน้นเรื่องการทำสงครามการค้า

นี่เป็นประเด็นหนึ่ง ซึ่งมีหลายประเด็นซับซ้อนในยุคสมัยที่กองทัพ กลับมามีอำนาจจัดซื้ออาวุธ เกี่ยวพันข่าวทั้งพลเอก เปรม และกองทัพต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราอยู่ในโลก ยุคโลกาภิวัตน์ โดยน่าจะปรับโครงสร้าง แต่ผบ.ทบ.คนล่าสุด กับข้อเสนอโครงสร้างกองทัพ รับมือสู้ภัยพิบัติโลก

เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.มีแนวคิดที่จะปรับโครงสร้างกองทัพใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจเฉพาะหน้า อย่างเช่น ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งใกล้ปี 2012 ที่ภัยพิบัติทวีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นไปตามคำทำนายของโหราศาสตร์ที่ทำนายไว้ว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักในช่วงเดือนต.ค.และจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น (4)

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างของกองทัพเคยมีการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในยุคใหม่ที่เรียกว่า “ยุคโลกาภิวัฒน์” ที่ทุกอย่างจะต้องปรับให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพของกองทัพ ทำให้กองทัพจำเป็นต้องทบทวนและปรับตัวเองพร้อมทั้งเหตุและผลเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

แน่นอน ว่าประเด็นใหญ่ ในความซับซ้อนของกองทัพ และทหาร ก็มีตั้งแต่เรื่องรัฐธรรมนูญ และทหาร ภายใต้โครงสร้าง ซึ่งปรับตามอเมริกา โดยรูปแบบการบังคับบัญชาแบบเสนาธิการเหล่าทัพ ลดอำนาจกองทัพ ในเรื่องงบลับ และสร้างปฏิทินแห่งความหวังจากรัฐสวัสดิการ โดยลดงบประมาณของกองทัพ มาเพิ่มงบจัดทำรัฐสวัสดิการให้ประชาชน เพราะยุคสมัยของการไม่มีสงครามภายนอก และบทบาทของการควบคุมทหารโดยพลเรือน จึงมีความหมายโดยตรงในงานด้านนโยบายในระดับทางยุทธศาสตร์(Strategy) และในระดับยุทธ์ศิลป์(Operational art) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดทำนโยบายและกระบวนการทางด้านงบประมาณ ซึ่งพลเรือนได้เข้ามามีส่วนร่วมนั่นเอง

ดังนั้น ยุคโลกาภิวัตน์ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสังคมต้องรู้เรื่องทหาร และทหารต้องปรับตัวต่อประชาชน ในอดีตเราเห็นได้ชัดเจน ถึงบทบาทสมัยพรรคไทยรักไทย ซึ่งเราจะเห็นโครงสร้างของรัฐบาล ที่มีความสามารถ ทำให้เห็นการเปลี่ยนผ่าน ที่รัฐบาลเข้มแข็งมาจากประชาชน สามารถควบคุมทหารได้

แต่ว่ารัฐบาลจากพรรคไทยรักไทย ที่เปลี่ยนวันกองทัพไทย ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว ซึ่งการเมือง เศรษฐกิจของการเปลี่ยนรัฐบาลในปัจจุบัน ที่มีการเรียกร้องรัฐบาล และทหารภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะวิกฤติการณ์ต่อเนื่อง จนกระทั่งเหตุการณ์นองเลือดในเมษา-พฤษภา 2553 เป็นสิ่งสะท้อนว่า ทหารจะต้องรักประชาชนอย่างง่ายๆ

โดยทหารไทยนี้รักสงบ ไม่ฆ่าประชาชนไทย ในอนาคต

*หมายเหตุ

ผู้เขียนเลือกเขียนเรื่องวันกองทัพไทย โดยปรับปรุงแนวคิด และข้อมูล ที่นำเสนอ ที่สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ ในการสนทนาชุด "เราจะก้าวต่อไปอย่างไรกัน" ครั้งที่ ๕ เรื่อง "สภาวะแวดล้อมสำหรับปรับโครงสร้างกองทัพไทย"สรุปความจากหนังสือ "ยกเครื่องเรื่องทหาร: ข้อคิดสำหรับกองทัพไทย ในศตวรรษที่ 21" เขียนโดย สุรชาติ บำรุงสุข เมื่อวันพุธที่ 15 ธันวาคม 2553 เวลา 13.30 น. โดยก่อนผ่านพ้นปี2010อย่างที่หนังสืออ้างไว้ในปี2540 สู่2011 แล้ว

ดังนั้น ผู้เขียน จึงเรียบเรียงเขียนบทความ ทั้งอ่านหนังสือของสุรชาติ บำรุงสุข เพิ่มเติม คือ สังคมต้องรู้เรื่องทหาร : ทำไม - อย่างไร และ รัฐและกองทัพในประเทศโลกที่สาม : ข้อพิจารณาทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ส่วนประกอบเพิ่มเติมของแนวคิด คือ หนังสือของRoger Kershaw “Monarchy in South East Asia: The Faces of Tradition in Transition”และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รำลึก "วันปฏิวัติ 24 มิถุนา" : ความเป็นมาของเพลงชาติไทยปัจจุบัน http://www.prachatai.com/journal/2008/06/17161 และผู้เขียนยังทบทวนดูนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยข้อมูลช่วงพฤษภา 35(ดูเพิ่มเติมวิกีพีเดียและหนังสือฯลฯ )และพล.อ.ชวลิต หรือบิ๊กจิ๋วถูกวิจารณ์ถึงบทบาทความซับซ้อนทางการเมือง และบทบาทไม่ประสบความสำเร็จด้านลดบทบาทกองทัพ ซึ่งบริบทและรายละเอียดต้องขยายความมากกว่าจะอธิบายเป็นบทความสั้นๆ

อ้างอิง

1.๒๕ มกราคม วันกองทัพบก http://www.rta.mi.th/history/jan_25.htm และวันกองทัพไทย
http://www.rta.mi.th/21100u/collum/kongtap/kongtap.htm และอรรคพล สาตุ้ม"24มิถุนา,28กรกฏา,4ธันวา,10ธันวา"และYoungPADผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไทย
http://www.prachatai.com/journal/2008/12/19265
2.แนวคิดนโยบายจิ๋วแต่แจ๋ว มาจากหนังสือ Small Is Beautiful: Economics As If People Mattered ที่มีแปลภาษาไทยว่า"จิ๋วแต่แจ๋ว : เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ"หรือ"เล็กนั้นงาม : การศึกษาเศรษฐศาสตร์โดยให้ความสำคัญกับผู้คน"
3.เผยงบกองทัพปี53 ติดลบสูงสุดรอบ 10 ปีกว่าหมื่นล้าน ชี้จะรักษาสถานะต้องรีดไขมัน-หนุนรบ.อยู่ครบวาระ มติชน 13 มิ.ย. 52 22.45 น.
4.ปรับโครงสร้างกองทัพ รับมือสู้ภัยพิบัติโลก เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม 2553 เวลา 19:46 น

"ผลงาน" บอก "ฝีมือ"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 22 มกราคม 2554)

รู้สึกไหมครับว่า เรื่องความสัมพันธ์กับต่างประเทศและความมั่นคง

ยิ่งนานวันยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ

ไม่ได้ว่าคุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีฝีมือ

เพียงแต่สงสัยว่าทำไมตั้งแต่ "อภิสิทธิ์" แต่งตั้ง "กษิต" ดูแลเรื่องต่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านจึงย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชาหรือพม่า

ด่านชายแดนที่เคยเป็นประตูระหว่างเพื่อนบ้านก็อยู่ในสภาพลักปิดลักเปิดเป็นประจำ

ทั้งที่ชายแดนของไทยติดกับ "พม่า" และ "กัมพูชา" ประมาณ 70-80% ของทั้งหมด

"คนฉลาด" เขาต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน

การวัดผลงานตามหลักการบริหาร เขาไม่ได้วัดว่าได้ไปประชุมร่วมกันกี่ครั้ง จับมือกันกี่หน

แต่เขาวัดกันที่ "ผลงาน" ครับ

คุณอภิสิทธิ์กล้าบอกไหมว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาและพม่าในยุค "กษิต" นั้นดีกว่าในอดีต

ยกหูคุยกันได้

เป็นเพื่อนที่พอเกิดเหตุไม่พอใจเรื่องเล็กเรื่องน้อย แต่ละคนไม่ติดใจกัน

หรือมีอะไรดีๆ ก็บอกเพื่อน ชวนเพื่อนไปลงทุน

กรณี 7 คนไทย คือคำตอบที่ดีที่สุด

"ผล" ที่แสดงออกมาเป็นคำตอบว่าการบริหารงานของรัฐบาลนั้นเป็นอย่างไร

เช่นเดียวกับเรื่อง "3 จังหวัดชายแดนใต้"

การบุกถล่มค่ายทหารเมื่อ 2-3 วันก่อน เป็นสัญญาณให้รู้ว่าการต่อสู้ได้ยกระดับขึ้นแล้ว

ใครที่บอกว่าสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ดีขึ้น

คนนั้นละเมอ!!!

เพิ่งเห็นตัวงบประมาณด้านการทหารที่รัฐบาลไทยใส่เข้าไป 1.4 แสนล้านบาท ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ในช่วงเวลาประมาณ 8 ปี

จากปี 2547 จำนวน 13,450 ล้านบาท ปี 2554 รัฐบาล "อภิสิทธิ์" ตั้งงบฯสำหรับดับไฟใต้ 19,102 ล้านบาท

สูงขึ้นเกือบ 50%

ตามหลักการบริหาร รัฐบาลใส่ "คน" และ "งบประมาณ" มากขึ้นทุกปี แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงกว่าเดิม

ถ้าคนเป็นนักบริหาร เขาจะตั้งคำถามว่า 1.ตัวผู้บริหารทำงานเป็นหรือเปล่า 2.ใช้คนทำงานถูกต้องหรือเปล่า

หรือ 3.ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาของเราถูกต้องหรือไม่

ทำแบบเดิมๆ มา 8 ปี ใส่เงินและคนเข้าไปมโหฬาร แต่ "ผล" ที่ออกมากลับแย่ลงกว่าเดิม

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานใหม่

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ งบประมาณด้านการทหารแม้จะเป็นเรื่องจำเป็น

แต่เป็นงบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ใส่ลงไปเท่าไร ก็ไม่มีผลทางเศรษฐกิจงอกเงย

ดังนั้น หากรัฐบาลมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน และทำให้ไฟใต้สงบลง

รัฐบาลจะได้มีงบประมาณไปใช้ในกิจการอื่นเพื่อก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น

เรื่องแบบนี้คุณอภิสิทธิ์ควรจะ "คิดนอกกฎ-บริหารนอกกรอบ" บ้าง

ไม่ใช่มัวแต่ "คิดนอกกรอบ" เรื่อง "ชั่งกิโลไข่ไก่"

หรือเป็นวิธีคิดใหม่ทางการบริหาร

สร้าง "รอยยิ้ม" ให้กับคนไทย

ลุ้นระทึก

ที่มา มติชน



(ที่มา คอลัมน์ ปิดไม่ลับ หน้าการเมือง หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 มกราคม 2554)

"กลางความมืด พวกเขาจุดตะเกียง" เป็นคำยกย่อง "รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" และ "กลุ่มนิติราษฎร์" คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็น 1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2553 ตามการจัดอันดับของมติชนออนไลน์

หลังจากกลุ่มเปิดตัวเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ก็มีการจัดสัมมนาวิชาการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ "ตุลาการ-มโนธรรมสำนึก-ประชาธิปไตย" เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553

หรือเดือนถัดมาในหัวข้อ "สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย" เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553

สร้างความฮือฮา จนเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของแวดวงสัมมนาวิชาการที่ปกติมักมีคนฟังโหรงเหรงไม่ถึง 50 คน แต่กลุ่มเรียกคนฟังได้ล้นห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มธ. ที่มีความจุ 500 คน จนต้องพ่วงเสียงถ่ายทอดออกมานอกห้องประชุม

ล่าสุดกลุ่มเตรียม "เปิดศักราชใหม่" จัดสัมมนาในหัวข้อซึ่งว่าด้วย "ทหารกับประชาธิปไตย" เอาไว้ โดยเตรียมนักวิชาการที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับ 1 ในการศึกษากองทัพอย่าง "รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข" และนักวิชาการในกลุ่มอย่าง "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ไว้คลี่คลายประเด็น

แต่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีเสียงวิจารณ์แซดในหมู่นักศึกษาว่าอาจไม่ได้จัดสัมมนาที่เดิมอีกแล้ว เพราะ "ฝ่ายความมั่นคง" สอบถามมายัง "ผู้บริหารมหาวิทยาลัย" พร้อมฝากฝังให้ช่วย "ดูแลเป็นพิเศษ"

เป็นผลให้ "ร.ศ.ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล" คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. ต้องเชิญคณาจารย์ในกลุ่มไปสอบถามรายละเอียดเมื่อสัปดาห์ก่อน จนบรรดาแฟนคลับต้องลุ้นระทึก

แต่สุดท้ายทุกฝ่ายก็ยิ้มออก เพราะคณบดี "ไฟเขียว" ให้จัดกิจกรรมต่อไปได้ เพราะเป็นงานวิชาการ

ถือเป็นอีกความพยายามในการพิสูจน์ว่า มธ. ยังมีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ภายใต้ยุคประชาธิปไตยครึ่งท่อน!!!

หัวใจสารภาพ"กรณ์"เปิดใจทุกประเด็นร้อน"แย่งซีนมาร์ค-อยากเป็นนายกฯ ?

ที่มา ประชาชาติ



สัมภาษณ์พิเศษ "กรณ์ จาติกวณิช" ตอบทุกคำถาม ทั้งกระแสข่าวขัดแย้งนายกฯอภิสิทธิ์ช่วงทำนโยบายประชาภิวัฒน์ ผลงาน2ปีพอใจหรือไม่ ทำไมหว่านประชานิยมไปเยอะ แต่ชาวบ้านไม่รัก ข้อกล่าวหาดีแต่กู้ และนายกฯสำรองอยากเป็นหรือไม่ คลิกอ่าน...

เปิดศักราชใหม่มาได้ไม่กี่วัน รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถช่วงชิงพื้นที่ข่าวได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการโชว์นโยบายอภิมหาประชานิยมชุดใหญ่เป็นของขวัญ 9 ชิ้นให้กับประชาชนฐานราก มาตรการชุดนี้ไม่เพียงแต่จะขย่มขวัญพรรคการเมืองคู่แข่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกระแสว่าสร้างรอยร้าวเล็ก ๆ จากทำเนียบรัฐบาลไปถึงกระทรวงการคลังว่างานนี้มีคนแย่งซีนนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในการแถลงนโยบาย บ้างก็ว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์ "กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึง 2 ปีในเก้าอี้ รมว.คลังกับกระแสร้อน ๆ ข้างต้น

@ มีข่าวลือว่า รมว.คลังขัดแย้งกับนายกฯอภิสิทธิ์ช่วงที่ทำโครงการประชาวิวัฒน์
ใช่...คนกล่าวหาว่าผมขโมยซีนนายกรัฐมนตรี คนที่คิดแบบนี้ ผมคิดว่าน่ามีน้อย คงแกล้งพูดให้พวกเราทะเลาะกันมากกว่า ผมได้นำโครงการประชาวิวัฒน์รายงานให้ท่านนายกฯ คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รับทราบมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. 2553 โดยผมขอให้หน่วยงาน 30 แห่งส่งเจ้าหน้าที่มาทำงานร่วมกัน เพื่อศึกษาหามาตรการมาช่วยเหลือประชาชนฐานราก กำหนดหัวข้อที่จะทำ ทั้งในเรื่องของการดูแลค่าครองชีพและสวัสดิการให้กับแรงงานนอกระบบ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ พอความคิดทุกอย่างตกผลึก และเริ่มกระบวนการประชาวิวัฒน์ ก่อนที่จะปิดโครงการในวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผมได้เรียนนายกฯอภิสิทธิ์ว่าผมอยากจะเชิญบรรณาธิการสื่อหลัก ๆ มาดูงานที่เราทำกันก่อนจะถึงวันปิดโครงการ 1 วัน จากนั้นพอวันรุ่งขึ้นนายกฯอภิสิทธิ์เดินทางมาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการนี้ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าผมไปแย่งซีนนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่านายกฯอภิสิทธิ์ไม่ได้คิดอะไร @ การตั้งชื่อโครงการประชาวิวัฒน์ก็มีปัญหา
ก่อนที่จะถึงวันปิดโครงการนี้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ผมได้เรียนนายกฯอภิสิทธิ์และทีมงานว่าโครงการนี้ต้องมีชื่อ (brand) เหมือนกับ "ไทยเข้มแข็ง" แต่พอถึงเวลามาประชุมกันอีกครั้ง ปรากฏว่าทุกคนคิดไม่ออก ผมจึงต้องมานั่งคิดเอง แต่พอผมคิดชื่อออก ผมก็ต้องกราบขอโทษนายกรัฐมนตรีด้วยที่ไม่ได้บอกท่านก่อน ซึ่งประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นกังวล คือชื่อที่ผมตั้งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า "ประชานิยม" แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว และชื่อก็ติดตลาดดี
ความหมายที่แท้จริงของ "ประชาวิวัฒน์" คือเป็นกระบวนการ การทำงานภายใต้หลักการ "คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ" นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่าประชาวิวัฒน์ ไม่ใช่ชื่อตัวมาตรการที่ออกมา
ข้อเท็จจริงประชาวิวัฒน์เป็นกระบวนการเอาไปใช้กับเรื่องอื่น ๆ ได้ อย่างเช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ศูนย์กลางการแพทย์ อุตฯท่องเที่ยว การพัฒนาระบบน้ำซึ่งมีกรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน ภาคเอกชน เกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน มาวางแผนกัน เพราะเม็ดเงินเป็นแสนล้านบาท จะมาจัดลำดับความสำคัญกันอย่างไร ซึ่งกระบวนการประชาวิวัฒน์ทำได้ ที่สำคัญต่อไปจะใช้เป็นการขับเคลื่อนนโยบายอื่น ๆ ด้วย @ พอใจกับผลงาน 2 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ และคิดอยากจะทำอะไรต่อไป
ทุก ๆ นโยบายที่จะทำต่อไปในอนาคต จะต้องตอบโจทย์ของประเทศได้ 1) ต้องช่วยเสริมสร้างฐานะการคลังให้มีความมั่นคงและยั่งยืน 2) ต้องช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ 3) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร บางคนเรียกว่าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ 4) เน้นความโปร่งใส และลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์ได้ทั้ง 4 เรื่อง แต่ต้องมีอย่างน้อย 1-2 เรื่อง
ยกตัวอย่าง การสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง ก็ได้มีการกำหนดเป้าหมายที่จะจัดทำงบฯสมดุลให้ได้ภายใน 5 ปี จะทำได้หรือไม่ได้ยังไม่ทราบ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนกระทรวงการคลังระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเข้าไปแก้ปัญหาการเบิกจ่ายงบฯรักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งทุก ๆ ปีจะเบิกกันจนเกินงบฯที่ตั้งไว้, ปัญหาภาระดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯ 80,000 ล้านบาทต่อปี และการบริหารเงินคงคลังให้ได้รับผลตอบแทน และการบริหารที่ดินราชพัสดุได้รับผลตอบแทนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเชิงสังคมหรือเศรษฐกิจ รวมไปถึงเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม, มีฐานภาษีกว้างขึ้น และมีรายได้ที่ยั่งยืน เป็นโจทย์ที่กระทรวงการคลังตั้งขึ้น และจะมีมาตรการออกมาเรื่อย ๆ
เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม สังเกตได้ว่าปัจจุบันไม่มีหน่วยงานใดเลยที่เข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบงานในส่วนนี้ ผมจึงจัดตั้งหน่วยงานในสังกัดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เข้ามาพัฒนาการเงินภาคประชาชน คอยประสานงานกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ แก้หนี้นอกระบบ การเพิ่มความรู้ทางด้านการเงินพื้นฐานให้กับประชาชนรากหญ้า

@ รัฐบาลชุดนี้ทำประชานิยมไปตั้งเยอะ ทำไมชาวบ้านไม่ค่อยรัก
เรื่องกระบวนการทำงาน และวิธีการสื่อสารของรัฐบาลต้องปรับปรุง ต้องมีพัฒนาการและมีลูกเล่นมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ.นี้ กระทรวงการคลังจะจัดงานสัมมนาให้กับเครือข่ายวิทยุชุมชน วิทยุท้องถิ่น เคเบิลท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้เข้าใจในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน พูดตรง ๆ พี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาจจะไม่เป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ได้เล่นเฟซบุ๊ก การเข้าถึงกลุ่มนี้ต้องอาศัยสื่อพื้นบ้าน โดยมีธนาคารของรัฐเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ด้วย เราทำมาตั้งเยอะก็ควรสื่อสารให้ชาวบ้านรู้ ถ้าชาวบ้านไม่รู้ ก็จะไปกู้เงินนอกระบบเหมือนเดิม


@ รัฐบาลชุดนี้ดีแต่กู้เงินมาทำประชานิยมจะชี้แจงอย่างไร
ขอถามหน่อยว่ามีรัฐบาลชุดไหนที่มีนโยบายแล้วไม่ใช้เงินบ้าง คือรัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาใช้เงินภาษี แต่ประเด็นคือใช้เงินคุ้มค่า และมีความโปร่งใสหรือไม่ น่าจะเป็นประเด็นคำถามมากกว่า ถ้าถามว่าคุ้มค่าแล้วหรือยัง ขอตอบตรง ๆ ว่ายังไม่คุ้มค่า ยอมรับยังมีรั่วไหลบ้าง แต่ก็จะพยายามแก้ไข
@ มักจะถูกสื่อวางตัวให้เป็นนายกฯสำรองคิดอย่างไร
เป็นการวางตัวโดยสื่อมวลชน แต่ไม่ได้ถูกวางตัวโดยพรรค ถามว่าอยากไหม ต้องพูดดี ๆ น่ะ ผมขอตอบเลยว่าไม่อยาก ทุกวันนี้ผมเข้ามาเล่นการเมืองเพราะอยากเข้ามาช่วยเพื่อน ตอนนั้นเพื่อนกำลังจะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลมีภารกิจใหญ่หลวงมาก คือ ต้องต่อสู้กับระบอบทักษิณ ในช่วงปี 2547-48 ยังมองไม่เห็นเลยว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จนถึงทุกวันนี้ ความคิดนั้นก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้คนเราทุกคนต้องทำอะไรเพื่อตัวเองด้วย แต่ตอนนี้ต้องขอช่วยเพื่อนต่อไป
ผมคิดว่านายกฯอภิสิทธิ์เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์แบบ แต่ในสายตาของผมคิดว่าเขาสมบูรณ์แบบที่สุด ส่วนตัวผมเองก็เห็นข้อจำกัดของตัวเอง ในขณะเดียวกัน ถ้าถามว่าผมอยากทำงานที่ไหน ผมขอบอกตรง ๆ ว่าอยากทำงานที่กระทรวงการคลัง ผมก็เติบโตมาในรั้วของกระทรวงการคลัง คุณพ่อเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง การทำงาน วิชาที่เรียนมาก็อยู่ในแวดวงตลาดเงิน ตลาดทุน พอมาเป็น ส.ส. ได้เพิ่มมิติของชาวบ้าน เรียนรู้ความต้องการของประชาชนเพิ่มขึ้น ได้ทำในสิ่งที่อยากทำอยู่แล้ว เหนื่อยแค่ไหน พอไปคิดถึงนายกรัฐมนตรี พบว่าเหนื่อยมากกว่าเราหลายเท่า ก็รู้สึกดีขึ้น และถ้าไปถามภรรยาผม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เธอไม่อยากให้ผมเป็นมากกว่านี้
คนทุกคนก็มีข้อจำกัด ตอนนี้เราอยู่ในงานที่ที่เรามีความมั่นใจในทุก ๆ ด้าน งานของกระทรวงการคลังผมทำได้ แต่ถ้าก้าวขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีคุมทุกกระทรวง คือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี งานมันร้อยแปดพันเก้าจริง ๆ ผมเชื่อว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนกล้าที่จะพูดออกมาได้อยากเต็มปากว่า มีความมั่นใจที่สุดในทุก ๆ เรื่องที่ตัดสินใจอะไรไป ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นนายกฯอภิสิทธิ์ อันนี้ผมพูดจริง ๆ นายกฯอภิสิทธิ์รู้เรื่องของรัฐมนตรีประจำกระทรวงในบางเรื่องมากกว่ารัฐมนตรีเสียอีก นี่เป็นเรื่องจริง @ คุณกรณ์มีคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่
อย่าให้ผมพูดเลย และขอไม่คิด ขอไปคิดเอาตอนนั้น ตอบยาก คือเพราะว่าเราเลือกทำงานการเมืองตรงนี้ บางทีต้องว่ากันไปตามสถานการณ์ ผมเข้ามาเป็น ส.ส. คาดว่าต้องเข้ามาเป็นฝ่ายค้าน บางช่วงก็หลุดออกจากการเป็น ส.ส. เพราะเกิดการปฏิวัติ แต่ก็ทำงานต่อไป สวมวิญญาณตัวแทนของประชาชนทำงานต่อไป 1 ปี โดยที่ไม่มีตำแหน่ง หลังจากนั้นก็ได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก ครั้งนี้ก็หวังว่าจะได้เป็น ส.ส.ฝั่งรัฐบาล พอได้เป็นก็ว่ากันไปตามบทบาท ก่อนเข้ามาเล่นการเมือง ผมก็ขีดเส้นไว้ให้กับตัวเองว่าจะทำงานการเมืองแค่ 15 ปี ตอนนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว ยอมรับว่าเหนื่อย สมัยหน้าก็อยากจะมานั่งที่กระทรวงการคลังอีก มีหลายเรื่องที่อยากจะทำ อย่างแผนการปฏิรูปงานที่กระทรวงการคลัง ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าไม่มีคนมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนแผน พูดกันตามตรง

ธรรมะหลวงพ่อชา : การปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด มันขายขี้หน้าตนเอง

ที่มา มติชน




พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)


พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)


หมายเหตุ : มติชนออนไลน์ ได้นำธรรมคำสอนดีๆ ของ พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) พระนักธรรมผู้มีชื่อเสียงแห่งแดนอีสาน ณ วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีผู้รวบรวมไว้มาเผยแพร่เพื่ออาจเป็นการเรียกสติ ข้อคิดบางอย่าง บางประการให้กับผู้อ่านเว็บไซต์ของเราได้ ท่ามกลางโลกปัจจุบันที่หมุนไปตามเทคโนโลยี พึ่งพาความสะดวกสบาย จนเคยตัว หลายคนลืมธรรมมะ ดับร้อนลุ่มภายในจิตใจ มัวแต่จะหวังพึ่งพาสิ่งสมมติภายนอก ที่เป็นแค่เปลือกหุ้มไว้ ลืมความจริงที่เกิดขึ้นโดยไม่เคยเหลียวมองความเป็นไปได้ และผลที่จะตามมา...ทำให้โลก เกิด"โรคไม่น่าอยู่"เพิ่มมากขึ้นๆ ทุกขณะ


เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ


เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ"


แมงกุดจี่มันก็เหาะได้" ท่านตอบ (แมงกุดจี่ - แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)


อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า


เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ"


ถามไกลเกินตัวไป มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"ท่านกล่าว

ขอของดีไปสู้กระสุน


ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ


ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า "เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย" ท่านชี้ไปที่พระประธาน


เอ๊า


มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวนหลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนกในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง


นกอะไร เอามาจากไหน"


ผมจับมาเอง"


เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า

ปวดเหมือนกัน


โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้


ดิฉันปวดขา หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"


โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ


อาย


ครั้งหนึ่งหลวงพ่อรับนิมนต์เข้าวัง ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งเข้ามาทักว่า


คุณชา สะพายบาตรเข้าวัง ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"


ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง" ท่านย้อน

อาจารย์ที่แท้จริง


ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่งไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม


เป็นไงบ้าง ชาคโร ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก


เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ" ท่านชาคโรตอบ


เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ"


เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกลครูบาอาจารย์เกินไป"


มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอาจารย์ทั้งหก อาจารย์ฟังให้ดี ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา

อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง


สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง แต่สอนตนเองไม่ได้ เพราะว่าสอนด้วยสัญญา (ความจำได้หมายรู้) จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที


หลวงพ่อเคยแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า


เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องบอกกัน ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา


ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมาก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนาให้มันเกิดชัดกับเจ้าของ


อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจแล้วมันจะหมดกิเลส ไม่ใช่อย่างนั้น ได้ความเข้าใจแล้วก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีกให้มันแน่นอนเป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง - รู้เห็นได้ด้วยตนเอง >รู้อยู่เฉพาะตน)

โรควูบ


นักภาวนาคนหนึ่งถามปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ


นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ แต่มันวูบ ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ"


เรียกว่าตกหลุมอากาศ" หลวงพ่อตอบ "ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"

นั่งมาก


วันหนึ่งหลวงพ่อนำคณะสงฆ์ทำงานวัด มีวัยรุ่นมาเดินชมวัดถามท่านเชิงตำหนิ


ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด"


นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ" หลวงพ่อสวนกลับ ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม


ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง ทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่ ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก


เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด มันขายขี้หน้าตนเอง"

ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า สะพานข้ามแม่น้ำมูล เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น"

ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่องภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม โอ๊ย...เสียหายหมด เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

พูดถึงหลวงพ่อชาเลยนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่งครับ ผมสังเกตเห็นพระวัดหนองป่าพงของหลวงพ่อชา กับพระวัดสวนโมกข์ของหลวงพ่อพุทธทาสไปมาหาสู่สนิทสนมกันดีมากเหมือนเป็นสำนักเดียวกัน ดูๆไปท่านจะสนมกันมากกว่าพระสายพระอาจารย์มั่นเสียอีกด้วยซ้ำไปครับ

เลยไปถามหลวงพ่ออิสระมุนี (อดีตพระเลขาหลวงพ่อชา)ถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองสำนักนี้ ท่านเล่าให้ฟังว่า เดิมทีเดียวมีคนนำเทปธรรมะหลวงพ่อพุทธทาสเรื่อง "สุญญตาปริทัศน์" มาให้หลวงพ่อชาฟัง (ตอนนั้นหลวงพ่อชาท่านอายุมากพอสมควรจนเป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว)

ท่านฟังแล้วชอบอกชอบใจมาก รับรองว่านี่แหละธรรมะที่ถูกต้อง แล้วท่านก็ชอบฟังทุกๆคืนก่อนนอน ท่านชมว่าหลวงพ่อพุทธทาสเทศน์ได้ไพเราะจับใจน้ำเสียงสงบถึงใจดีนัก หลวงพ่ออิสระมุนีถึงกับต้องเตรียมเทปให้ท่านฟังตอนกลางคืนแทบทุกคืนเพราะท่านชอบมากๆ

ด้วยกิตติศัพท์นี้จึงทำให้พระหนองป่าพงหลายรูปเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อพุทธทาสถึงสวนโมกข์ และนับแต่นั้นมาศิษย์สองสำนักนี้ก็สนิทสนมกันจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนหลวงพ่อพุทธทาสก็นิยมชมชื่นในธรรมะของหลวงพ่อชาไม่แพ้กันทีเดียว

วันหนึ่งท่านอาจารย์สุเมโธ (พระฝรั่ง) ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนสวนโมกข์ เห็นพระที่นั่นทำตัวสบายๆไม่เคร่งครัด จึงนึกดูถูกอยู่กลายๆ ว่า คงสู้สำนักหนองป่าพงไม่ได้ พอสบโอกาสจึงถามหลวงพ่อพุทธทาสว่าทำไมไม่กวดขันเรื่องวินัย

ท่านอาจารย์พุทธทาสนิ่งเฉยไปครู่ใหญ่ ส่ายหน้าช้าๆแล้วตอบเนิบนาบว่า "เรื่องวินัย มันเป็นเรื่องของเด็กๆ " แล้วนิ่งเสีย

ท่านอาจารย์สุเมโธ ไม่ชอบใจเลย หงุดหงิดกับคำตอบท่านมากๆ

หลังจากนั้นก็กลับหนองป่าพง ต่อมาไม่นาน หลวงพ่อชาให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดป่าแห่งหนึ่ง(เข้าใจว่าวัดป่านานาชาติ) ท่านต้องรับภาระปกครองพระภิกษุมากมาย ท่านก็กวดขันวินัยเคร่งครัดมากๆ

อยู่มาวันหนึ่งท่านเทศน์ในที่ประชุมสงฆ์ว่า การขบฉันของพระต้องสำรวม ไม่ให้มีเสียงดัง ต้องเรียบร้อย เทศน์จบรุ่งเช้าพอถึงเวลาฉัน มีพระฝรั่งเกเรรูปหนึ่งคงอยากลองดี เลยฉันอาหารต่อหน้าญาติโยมเสียงดังมาก สูดปาก ซูดๆ ดูดนิ้วด้วย เคี้ยวดัง จับๆ แบบว่าเอาเต็มที่เลย

ท่านอาจารย์สุเมโธโมโหมาก แต่จะทำอะไรก็ไม่ได้ ญาติโยมเต็มศาลา ก็ได้แต่อดใจข่ม

ทันใดนั้นเลยนึกถึงคำหลวงพ่อพุทธทาส "อ๋อ นี่มันเด็ก ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรดี อะไรไม่ดี ธรรมวินัยเขาเอาไว้ใช้กับพวกเด็กๆคงเป็นอย่างนี้เอง" ท่านซาโตริขึ้นมาทันที เลยหายโกรธ สบายใจได้

นับแต่นั้นมาท่านเลิกดูถูกภูมิปัญญาหลวงพ่อพุทธทาสไปเลยครับ

ทุกวันนี้ไปสวนโมกข์ หรือวัดชลประทาน ก็จะเห็นหนังสือธรรมะของหลวงพ่อชาวางจำหน่ายปนๆกับธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาสและหลวงพ่อปัญญาครับ

ไฟใต้เขย่าซ้ำ "รัฐบาลชั่กิโล"

ที่มา ข่าวสด



เหตุการณ์โจรใต้กลุ่มใหญ่กว่า 40 คนพร้อมอาวุธครบมือ บุก เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการทางทหารใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา

จนเป็นเหตุให้นายทหารยศร้อยเอก ระดับ ผบ.ร้อย เสียชีวิตพร้อมลูกน้องรวม 4 ศพ บาดเจ็บ 7 นาย ทั้งยังปล้นอาวุธปืนไปอีกหลายสิบกระบอก

แน่นอนการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปิดฉากไล่ล่ากลุ่มโจรใต้ชนิดพลิกเทือกเขาบูโด ไปพร้อมๆ กับ การเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งถูกต้อง

แต่ที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวรับมือต่อจากนั้น

คือแรงกดดันจากคำถามถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีประสิทธิภาพเพียงใดและเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่

ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ก็คือสถาน การณ์ไฟใต้รอบใหม่ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสมัย "รัฐบาลทักษิณ" เมื่อเดือนม.ค.2547 จากเหตุการณ์ปล้น ปืนค่ายทหารพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

จากนั้นสถานการณ์ความรุนแรงก็เกิดขึ้น ต่อเนื่อง

การที่ "ทักษิณ" ประเมินกลุ่ม ผู้ก่อความไม่สงบเป็นแค่ "โจรกระจอก"

บวกกับมาตรการอุ้มฆ่า ใช้ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน กลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ทำให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น

ในทางการเมืองถึง "รัฐบาลอภิสิทธิ์" จะมีปัญหาด้านความชอบธรรมเนื่องจากเข้ามาโดยทางลัดวิธีพิเศษ

แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นความหวังของชาวบ้าน ในพื้นที่ และคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความสงบสุข

บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.ภาคใต้มากที่สุด น่าจะมีความเข้าใจปัญหาได้ดีกว่ารัฐบาลทักษิณ

ที่เป็นพรรคของคนเหนือและอีสาน



รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาใช้งบประมาณปี2552 ในส่วนของการดับไฟใต้ที่รัฐบาลชุดก่อนจัดไว้ให้จำนวนกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท

และเมื่อถึงเวลาที่พรรคได้จัดทำงบปี 2553 ก็จัดงบดับไฟใต้ไว้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และในปี 2554 อีกกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

นั่นทำให้ยอดรวมงบดับไฟใต้ในระยะ 8 ปีมหาศาลถึง 1.45 แสนล้านบาท

ด้วยตัวเลขงบดังกล่าวจึงดูเหมือนรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาไฟใต้อย่างมาก

ในการเลือกตั้งปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์ เคยหาเสียงว่าหากได้เป็นแกนนำรัฐบาล จะตั้งรองนายกฯ ลงไปอยู่ประจำในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาไฟใต้เป็นการเฉพาะ

หรือในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายกฯ อภิสิทธิ์ได้จัดลำดับงานดับไฟใต้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการในปีแรก

ด้วยการจัดให้มีสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นองค์กรถาวร เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ยึดมั่นหลักการสร้างความสมานฉันท์และแนว ทาง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ใช้กระบวนการยุติธรรมกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

กำหนดจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สิทธิพิเศษด้านภาษี และอุตสาหกรรมฮาลาล

รวมทั้งสนับสนุนให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตามนโยบายที่รัฐบาลประกาศ เป็นจริงบ้างไม่เป็นจริงบ้าง เช่น การตั้งรองนายกฯ ดับไฟใต้ ก็ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ

ช่วงต้นปี 2553 กรณีการตายของ "จ่าเพียร" หรือ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมยา ผกก.บันนังสตา ทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เสียศูนย์ไปพักใหญ่

รวมทั้งข้อมูลอื้อฉาวเกี่ยวกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ดับไฟใต้ในส่วนของกองทัพ ที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เช่น เครื่องตรวจจับระเบิดจีที 200 เรือเหาะตรวจการณ์ และบอมบ์สูท

หลังจากเหตุการณ์ 19 ม.ค. เชื่อว่าจะมีคนงัดประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาโจมตีรัฐบาลอีกอย่างแน่นอน



เหตุการณ์ไฟใต้ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นระหว่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องรับมือกับมรสุมหลายด้าน

ไม่ว่ากรณี 7 คนไทยที่เพลี่ยงพล้ำให้กับทางฝ่ายกัมพูชา แม้ล่าสุดศาลกรุงพนมเปญจะตัดสินลงโทษจำคุก 9 เดือน แต่ให้รอลง อาญา 5 คน ไทย พร้อมอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศได้

ยกเว้น นายวีระ สมความคิด กับ นางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งโดนข้อหาจารกรรมข้อมูลด้านความมั่นคง ที่ยังต้องรอการตัดสินอีกครั้งวันที่ 1 ก.พ.

การที่คำตัดสินออกมาเช่นนี้ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้กลุ่มคน ไทยหัวใจรักชาติ ใช้เป็นประเด็นเคลื่อนไหวหนักหน่วงกว่าเดิม ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายในระดับใด

ขณะที่การเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดง กรณี 91 ศพเหยื่อเดือน พ.ค.53 ก็มีความคืบหน้าก้าวสำคัญในการผลักดันคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในจังหวะเดียวกับช่วงเวลาแห่งการชี้เป็นชี้ตายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใกล้จะได้ข้อสรุปในที่ประชุมร่วมรัฐสภาอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

ความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วม จะเป็นชนวนให้เกิดการยุบสภาหรือไม่ คือประเด็นที่ห้ามกะพริบตาภายในสัปดาห์นี้

"ไข่วิวัฒน์" ชั่งกิโลขาย ที่อุตส่าห์ทุ่มงบ 69 ล้านบาทจ้างบริษัทเอกชนออกแบบ ก็ยังถูกชาวบ้านร้านตลาดรุมสวดกันเสียงขรม กลบเรื่องอื่นที่พอถูไถไปจนหมด

มาตรการ "เคอร์ฟิวเด็ก" ที่แม้แต่ อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ก็ยังออกมาทักท้วงเสียงเข้มว่าอาจเป็นการลิดรอนสิทธิเด็ก

ทันทีที่เกิดปัญหาไฟใต้ปะทุแทรกซ้อนขึ้นมา

จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าถ้าหากเป็น เรื่องแก้ปัญหาการเมือง รัฐบาลยังพอพึ่งบริการมือที่มองไม่เห็นให้ช่วยประคับประคองฝ่า ฟันมาได้

แต่ถ้าเรื่องงานที่เป็น "งาน" จริงๆ บอกได้คำเดียวว่ายุบสภาเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่

ถ้าไม่ได้รับการอุ้มชูจากกลุ่มอำนาจพิเศษ เห็นทีคงจะกลับมาลำบาก

ติ่งหูนักล่าแม่มดควรอ่าน

ที่มา thaifreenews

โดย อามูโระ

จากเว็บนิติราษฎร์ โดย จันทร์จิรา เอี่ยมมยุรา

อ้างถึง
ระยะหลังๆ เราได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองต่อไปนี้บ่อยๆ ใช่ไหม เช่นว่า “แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ บางคนออกมาระบุว่าจะไม่รักษาคนไข้ตำรวจ (อันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑)” หรือ “กัปตันและแอร์โฮสเตสการบินไทยบางคนปฏิเสธไม่รับ ๓ สส. พปช.ขึ้นเครื่อง” หรือ “ ม.ศิลปากรตัดสิทธิ “ก้านธูป” เรียนคณะอักษรศาสตร์ เนื่องจากมีประวัติหมิ่นสถาบันเบื้องสูง” และ “องอาจ ปัด รัฐบาลกดดันทรู ปลด มาร์ค V11” ฯลฯ

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงข่าวคราวที่การ์ดเสื้อแดงถูกฆ่าตายโดยมีความสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รวมตลอดไปจนถึงการจับกุม คุมขัง การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในความมีอคติ เลือกปฏิบัติ กระทำโดยไม่เป็นธรรม กลั่นแกล้งต่างๆ นานา หรือแม้กระทั่งข่าวคราวที่หลุดลอดออกมาว่าบรรดาทหารแตงโมตำรวจมะเขือเทศถูกตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดยิบ หากเจ้านายสงสัยว่ามีความเกี่ยวดองสัมพันธ์กับพวกเสื้อแดงไม่ว่าทางใด เป็นถูกแขวนถูกดอง อนาคตมืดมนแน่นอน

ในฐานะนักกฎหมายเมื่ออ่านข่าวลักษณะนี้จบลง ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อสังเกตอย่างน้อย ๒ ประการที่ควรกล่าวถึง ประการแรก คือ ผู้ที่ปฏิเสธการให้บริการหรือผู้ใช้อำนาจกระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประการที่สอง ผู้ที่ถูกกระทำได้แสดงออกถึงทัศนะทางการเมืองของตน หรือเป็นนักการเมือง หรือ (ในกรณีตำรวจ) เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานของรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนนั้นมุ่งต่อต้าน ทั้งๆ ที่ในบางกรณี อย่างกรณีของก้านธูปและมาร์ค V11 นี้เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของเยาวชนไทยธรรมดาๆ สองคน และเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น

ถ้าเราพิจารณาปรากฏการณ์เหล่านี้ในภาพรวม เราเห็นอะไร.....

สำหรับผู้เขียน เห็นสภาวะที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพราะมีการกดดันคุมคามอย่างหนักต่อผู้ที่พูดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม หลากหลายรูปแบบวิธีการ แต่ถ้าคนที่กดดันเป็นประชาชนคนธรรมดาด้วยกันนั่นก็เรื่องหนึ่ง แม้ว่าวิธีการจะมีลักษณะกระทำเป็นขบวนการก็ตาม เช่น ลัทธิล่าแม่มด แต่นั่นก็ไม่มีน้ำหนักที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากนัก

ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การกดดันคุกคามการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่า เพราะว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้วางกฎ ตีความกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย ให้บริการสาธารณะต่างๆ หรือแม้แต่พิพากษาตัดสินคดีให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่คนที่แสดงความคิดเห็นได้ ในกรณีเช่นนี้หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจรักษาความเป็นกลางในทางการเมืองไว้ให้มั่นคง กลับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักคนกลุ่มนี้ โกรธเกลียดคนกลุ่มนั้น หรือหลงไปด้วยแรงจูงใจใดๆ ก็แล้วแต่ สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะอยู่ในอันตรายมากทีเดียว

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ต่อยอดมาจากเสรีภาพในการคิดของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์ย่อมมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ เสรีภาพในการคิดเป็น “เสรีภาพที่อยู่ภายในและใช้กับตัวเอง” จึงเป็นเสรีภาพที่มนุษย์มีโดยบริบูรณ์ มีสถานะสูงกว่าสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองได้มาตามกฎหมายบ้านเมือง รัฐไม่อาจบังคับควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพในการคิดได้ ขณะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็น “เสรีภาพที่แสดงออกภายนอกและแสดงต่อผู้อื่น” กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นวิถีทางในการแสดงออกซึ่งความนึกคิดของคน ไม่ว่าโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การชุมนุมประท้วง หรือโดยวิธีอื่น จึงมีโอกาสไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือสังคมได้ จึงเป็นเสรีภาพที่รัฐอาจจำกัดได้เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะที่สำคัญกว่า หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น

การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ในรัฐเสรีประชาธิปไตย แม้ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกจำกัดได้โดยรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจว่าจะจำกัดหรือไม่จำกัดการแสดงความคิดเห็นของผู้คน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับความคุ้มครองทั้งโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย1 และโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.19482 (Universal Declaration of Human Rights,1948) การให้ความคุ้มครองปรากฏโดยการตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา และ การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติ หลักทั้งสองประการนี้ล้วนผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับและปฏิบัติตามกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง

ผู้เขียนเห็นว่าในยุคสมัยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำนอกเหนืออำนาจ กระทำโดยไม่ถูกต้อง หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม จำเป็นต้องนำเอาหลักทั้งสองประการนี้มาคุยกับท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องปรามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยสาเหตุเช่นนี้ได้เรื่อยไป

1. การตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา ในรัฐประชาธิปไตย การสื่อสารถึงกันได้โดยอิสระซึ่งความคิดเห็นของบุคคลถือเป็นคุณค่าสูงสุดประการหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น บุคคลย่อมต้องสามารถแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องต่าง ๆ ได้โดยไม่จำต้องเกรงกลัวว่าจะถูกลงโทษอาญา ในกรณีนี้รัฐสภาจะถูกห้ามไม่ให้ตรากฎหมายเอาผิดและลงโทษอาญาแก่ผู้แสดงความคิดเห็น เว้นแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริตและเป็นกรณีที่มีกฎหมายห้ามไว้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเช่นว่านี้จะต้องสอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยและไม่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน เช่นว่า รัฐสภาจะบัญญัติในกฎหมายให้ใช้กระบวนวิธีพิจารณาความที่รวบรัดตัดความ หรือกำหนดบทลงโทษผู้แสดงความคิดเห็นที่รุนแรงเกินไปจนไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำที่เป็นความผิดไม่ได้ นอกจากนั้น ศาลจะถูกห้ามมิให้ลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยโทษที่รุนแรงเพื่อกำราบผู้นั้นหรือคนอื่น ๆ ให้เกรงกลัวมิกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อไปในอนาคต การตรากฎหมายหรือคำพิพากษาลักษณะนี้ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญของรัฐประชาธิปไตย

เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสยุคสาธารณรัฐที่ 3 (1870 ถึง 1940) ซึ่งรัฐสภาได้ตรากฎหมายออกมาจำนวนหนึ่งระหว่างปี ค.ศ.1893-1894 เรียกว่า “Lois scélérates” เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองและการต่อสู้ของขบวนการทางการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ชื่อว่า “Le mouvement anarchiste” ปัจจุบันคำว่า Lois scélérates กลายเป็นชื่อเรียกกฎหมายที่มีเนื้อหาเผด็จการ

ในประเทศไทย กฎหมายที่อาจยกขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบประเด็นนี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 โดยกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดฐานดูหมิ่นกษัตริย์ รัฐบาล และข้าราชการไว้ว่า ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด หมายความว่า การแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะเป็นการดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์หรือต่อรัฐบาล ถ้าได้กระทำไปภายใต้เจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นการกระทำที่สามารถกระทำได้ ไม่เป็นความผิด บทบัญญัติของกฎหมายแบบนี้ถือว่าสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบการปกครองของไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง3

แต่กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลังเข้าคลองสองครั้งภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของคณะราษฎร์ในปี พ.ศ.2490 ครั้งแรกในปี พ.ศ.2499 ได้ตัดเอาข้อยกเว้นดังกล่าวทิ้งไปพร้อมกับโทษปรับ คงเหลือแต่โทษจำคุก เป็นอันว่าการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์หรือรัฐบาล แม้จะเป็นการกระทำที่เป็นไปภายใต้ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้รับข้อยกเว้น และครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินกำหนดโทษจำคุกในมาตรานี้ให้สูงขึ้นจากเดิมไม่เกิน 7 ปี เปลี่ยนให้เป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี จนถึงทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน ศาลยุติธรรมก็มีแนวโน้มลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ด้วยโทษจำคุกในอัตราสูง ดังกรณีของนางบุญยืน ประเสริฐยิ่ง ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 6 ปี (คดีหมายเลขแดงที่ อ.4308/2551) หรือกรณีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 คดี ๆ ละ 6 ปี รวม 18 ปี ไม่ลดโทษ (คดีหมายเลขแดงที่ อ.2812/2552) ผู้ถูกลงโทษส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำให้ยอมรับสารภาพเพื่อให้ได้ลดโทษและใช้วิธีถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากคำพิพากษาถึงที่สุดเพื่อให้พ้นโทษโดยเร็ว

จะเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นี้ทั้งมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย (การตัดข้อยกเว้นออก) และทั้งขัดกับหลักความได้สัดส่วน (กำหนดลักษณะโทษสูงเกินกว่าลักษณะความผิด) เราจะเรียกมาตรา 112 ว่า Lois scélérates เมืองไทยได้หรือไม่ แต่กระนั้นกฎหมายที่เลวก็อาจถูกจำกัดขอบเขตความชั่วร้ายไว้ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

2. การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น หลักการข้อนี้มุ่งใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนโดยตรง มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงรักษาความเป็นกลาง และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หลักการนี้มุ่งบังคับเหนือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ ที่จะต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่แบ่งแยกว่ามิตรว่าศัตรูด้วยสาเหตุความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองระหว่างตัวเจ้าหน้าที่กับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน

หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น มีรากฐานมาจากหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างบุคคลซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ มุ่งบังคับใช้ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติกำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำเอาความคิดเห็นทางการเมืองหรือความเชื่อทางศาสนาของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้รับบริการสาธารณะมาเป็นเหตุให้มีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าในทางที่เป็นผลดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามมาตรฐานปกติธรรมดา ในประเทศฝรั่งเศส ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสตีความข้อห้ามนี้รวมไปถึงการแสวงหาหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทราบถึงความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางความเชื่อทางศาสนาของบุคคลด้วย เช่น การออกแบบเอกสารให้ประชาชนต้องกรอกช่อง “ศาสนา” เป็นต้น4

โดยเหตุนี้แพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ตลอดจนหน่วยงานให้บริการของรัฐทั้งหลาย ไม่สามารถปฏิเสธการให้บริการตามหน้าที่หรือตัดสิทธิประโยชน์อันพึงได้ของบุคคลด้วยเหตุผลว่าผู้นั้นได้แสดงทัศนะหรือแสดงออกโดยวิธีใด ๆ ซึ่งความเชื่อโดยสุจริตของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะเกี่ยวกับการเมืองหรือความเชื่อ (ไม่เชื่อ) ในทางศาสนา หากฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มีคำถามที่สมควรพิจารณาในประการสุดท้ายว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่ เพียงใด
ในที่นี้จะขอนำหลักกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสมาเป็นแนวทางเพื่อตอบคำถามนี้ ได้แก่ รัฐบัญญัติลงวันที่ 13 กรกฎาคม 1983 มาตรา 6 บัญญัติว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง” และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าว มาตรา 18 ของกฎหมายฉบับเดียวกันได้บัญญัติห้ามมิให้ผู้บังคับบัญชาเก็บรวบรวมจัดทำข้อมูลใดๆ ไว้ในแฟ้มประวัติของเจ้าหน้าที่รัฐใต้การบังคับบัญชาที่สามารถบ่งชี้ถึงแนวความคิดของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นในทางการเมือง ทางปรัชญาความเชื่อ หรือทางศาสนา รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับ ค.ศ.1946 ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการถูกกลั่นแกล้ง ถูกโยกย้าย หรือถูกกระทำให้เสียหายในหน้าที่การงานเพราะเหตุจากเชื้อชาติ การแสดงความคิดเห็นและการถือศาสนาของตน ทั้งผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแจ้งรายละเอียดเหล่านี้หากผู้นั้นไม่ยินยอม

เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศสทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชาในกรณีก้าวล่วงเข้าไปในแดนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 กรณี นั่นคือ กรณีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐ และกรณีการพักงาน การลงโทษทางวินัยข้ารัฐการ

การสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาคเท่าเทียมของบุคคลเช่นเดียวกัน บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับคัดเลือกให้ทำงานในหน่วยงานของรัฐอย่างเสมอภาคกัน หากรัฐจะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น ย่อมเป็นไปโดยเหตุผลเรื่องความรู้ความสามารถและคุณความดีของบุคคลเท่านั้น รัฐไม่อาจตัดสินให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับคัดเลือกให้ได้ตำแหน่งงานสาธารณะหรือไม่เพียงเพราะเหตุผลจากความคิดเห็นทางการเมือง ในกรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสจะนำหลักการไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุจากความคิดเห็นที่กล่าวมาแล้วมาใช้บังคับอย่างเคร่งครัด ผู้เขียนเห็นว่าสามารถปรับใช้หลักความเสมอภาคนี้กับกรณีการไม่พิจารณาความดีความชอบหรือไม่เลื่อนตำแหน่งให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดคนหนึ่งด้วยเหตุผลทางความคิดเห็นทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน

ท้ายที่สุด ผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งพักงานหรือสั่งลงโทษทางวินัยด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสได้เคยสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษให้ออกจากงานผู้ตรวจการสถานศึกษาด้วยสาเหตุที่บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์5

โดยสรุปแล้ว ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ดำรงรักษาความเป็นกลางทางการเมืองแม้ในกรณีการคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรือการพักงาน การลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย การฝ่าฝืนหลักการไม่เลือกปฏิบัติอาจเป็นเหตุให้คำสั่งและการกระทำของผู้บังคับบัญชาไม่ชอบด้วยกฎหมายและถูกเพิกถอนได้.

--------------------------------------------

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”

2. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.1948 (Universal Declaration of Human Rights,1948) ข้อ 19 “บุคคลมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอด และที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสาร และความคิดเห็น ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน”

3. ดู สมชาย ปรีชาศิลปกุล ใน “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”, กทม., จัดพิมพ์โดย โครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ.2553, หน้า 64-65.

4. CE. 9 juillet 1943, Ferrand, Rec., p.176.

5. CE., 1er octobre 1954, Guille, D., 1955, p.431.


สมควรต้องแจงส่งไปโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัมส์ไหม

ไอ้และอีพวกแก๊งติ่งหูไล่ล่าแมด

คึกคัก....อยากเห็นภาพแบบนี้อีกครั้ง และ หลายๆ ครั้ง

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยี่สิบสาม มกรา มาตามนัด
ใจเร่งรัด นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย
จุดนัดพบ ตรงนี้ มีคนตาย
แดงทุกสาย หล่อหลอม มาพร้อมเพรียง....

มาตะโกน ดังดัง เหิ้ยสั่งฆ่า
ฟ้องดินฟ้า อากาศ พร้อมสาดเสียง
ประจานความ ซ่อนเร้น ใครเอนเอียง
แดงคู่เคียง เต็มถนน ถิ่นคนตาย....

มารำลึก การปราบฆ่า ประชาราษฏร์
ความอุกอาจ ถาโถม จนล้มหาย
มารำลึก วีรชน คนชีพวาย
เขาเจ็บตาย หลายเดือน เหมือนเงียบงัน....


ให้พี่น้อง เสื้อแดง มีแรงสู้
ยืนหยัดอยู่ บนทาง ร่วมสร้างฝัน
หนึ่งดวงใจ หลอมไว้ ให้ผูกพัน
กันและกัน สีแดง คือแรงใจ....


เราไม่รอ โชคชะตา ฟ้ากำหนด
เราไม่รอ คำหวานหยด ว่าสดใส
เราไม่รอ เรื่องมารยา ฟ้าเปลี่ยนไป
เราไม่รอ ว่ามีใคร ที่ไหนรัก....

เพื่อลูกหลาน ภายหน้า อนาคต
อย่าละลด ท้อแท้ แม้เหนื่อยหนัก
ผมขอส่ง แรงใจ ให้คึกคัก
ด้วยความรัก สามัคคี พี่น้องแดง....


๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒๓ ม.ค.๕๔

ปฏิวัติ รัสเซีย บทเรียนที่ทุกชนชั้น ควรศึกษา

ที่มา thaifreenews

โดย otot

การปฏิวัติรัสเซีย 1/5



การปฏิวัติรัสเซีย 2/5



การปฏิวัติรัสเซีย 3/5



การปฏิวัติรัสเซีย 4/5



การปฏิวัติรัสเซีย 5/5

แม่ลูกจันทร์ ไทยรัฐ อนาถ“รัฐบาล”จ้าง“เอกชน”คิดนโยบาย ถลุงภาษีเพื่อโฆษณาตัวเอง

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“หมดท่าเลย”


กรณีพรรคฝ่ายค้านออกมาปูดว่ามีการใช้งบ 69 ล้านบาท จ้างบริษัทเอกชนให้คิดนโยบายประชาวิวัฒน์แทนรัฐบาล

แล้วรัฐบาลก็เอาไอเดียที่บริษัทเอกชนคิดให้ไปห่อของขวัญแจกประชาชนเพื่อหวังผลทาง การเมือง

แถมกล้าโฆษณาคำโตว่าเป็นนโยบายใหม่ที่รัฐบาลคิดเองทำเอง

ไม่ใช่แค่นั้น ฝ่ายค้านยังสวมวิญญาณนกกะปูดปูดเพิ่มเติมว่า ได้ตรวจพบความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้อีก 3 ประเด็น

1, ใช้เงินว่าจ้างแพงผิดปกติ ทั้งๆที่มีสัญญาว่าจ้างเพียง 35 วัน

2, บริษัทเอกชนผู้รับจ้างมีความใกล้ชิดกับคนในรัฐบาล

3, เป็นการจ้างวิธีพิเศษ ไม่เปิดประมูลตามระเบียบราชการ

"แม่ลูกจันทร์" ฟังข้อมูลฝ่ายค้านแล้วก็อยากฟังคำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาล

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงว่า เรื่องการจ้างบริษัทเอกชนเป็นความจริง

แต่รายละเอียดทั้งหมดโยนให้ รมว. คลัง "กรณ์ จาติกวณิช" ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบชี้แจงแทน

ล่าสุด รัฐมนตรีคลังออกมายอมรับว่าได้ใช้งบประมาณ 69 ล้านบาท จ้างบริษัทเอกชนเป็นที่ปรึกษาช่วยคิดแผนยุทธศาสตร์นโยบายประชาวิวัฒน์ร่วมกับรัฐบาล

ถึงแม้อัตราค่าจ้างจะสูงถึง 69 ล้านบาท แต่ผลงานที่ออกมาจะเป็นประโยชน์ คุ้มค่าจ้างอย่างแน่นอน!!

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าจะคุ้ม? หรือไม่คุ้ม? เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ต่อไป

แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลเสียรังวัดไปบานตะเกียง!!

เพราะเป็นการยอมรับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีไอเดียที่จะคิดนโยบายประชานิยมเพื่อหวังผลทางการเมือง

จึงต้องไปจ้างบริษัทเอกชนช่วยคิดแผนประชานิยมแทนรัฐบาล

หมดมุกขนาดนั้นเชียวหรือพระเดชพระคุณ??

แถมรัฐบาลยังตีปี๊บโฆษณาว่านโยบายประชาวิวัฒน์ที่มอบเป็นของขวัญปีใหม่ซื้อใจประชาชน เป็นนโยบายที่รัฐบาลคิดเองทำเอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร

แล้วยังคุยซะอีกว่านโยบายประชาวิวัฒน์เจ๋งแจ๋วกว่านโยบายประชานิยมเจ้าเดิม

รัฐบาลเพิ่งยอมรับความจริงหลังจากฝ่ายค้านเอาเรื่องนี้มาแฉโพย

หมดกันเลย...หมดหล่อไปบาน ตะเกียง

ความจริง ถ้าพูดกันแฟร์ๆ รัฐบาลจ้างบริษัทเอกชนทำงาน 35 วัน รับทรัพย์ไป 69 ล้านบาท มันก็แพงเกินควร


แต่สำหรับรัฐบาลที่ชอบถลุงเงินภาษีประชาชนไปโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ตัวเอง ต้องถือว่าไม่แพง


เพราะรัฐบาลนี้ได้ผลาญงบประมาณแผ่นดินเพื่อประชาสัมพันธ์รัฐบาลไปแล้วถึง 1,347 ล้านบาท และยังมีความสุขในการถลุงงบประมาณต่อไปอย่างไม่บันยะบันยัง

ทั้งๆที่เงินค่าโฆษณา 1,300 ล้านบาท เอาไปลงทุนสร้างโรงพยาบาลได้อย่างสบายๆ

"แม่ลูกจันทร์" ย้อนกลับมาที่นโยบายประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลต้องจ้างบริษัทเอกชนคิดนโยบายแทน

มิน่าล่ะถึงมีนโยบายประชาวิวัฒน์ "ขายไข่ไก่ชั่งกิโล"

หรือนโยบายตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ต่ำกว่าต้นทุนจริง 3 เท่าตัว

หรือนโยบายใช้ไฟฟ้าฟรีสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน แต่แทนที่รัฐบาลจะแบกภาระแทนคนยากคนจน กลับไปขูดรีดเก็บค่าไฟเพิ่มจากครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 90 หน่วยแทน

งานนี้ไม่มีเสียงเชียร์ มีแต่เสียงด่ากันตรึม

อย่างไรก็ตาม "แม่ลูกจันทร์" เชียร์ นโยบายประชาวิวัฒน์ที่ให้แรงงานนอกระบบได้เข้าถึงโครงการประกันสังคม

เพียงจ่ายเงินสมทบเดือนละ 100 บาท รัฐบาลสมทบให้อีก 50 บาททันที

ถ้าเจ็บป่วยจะได้เงินชดเชย 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วันต่อปี

ถ้าทุพพลภาพจะได้เงินชดเชยเดือนละ 1,000 บาท 15 ปี

ถ้าอายุครบ 60 ปี จะได้บำเหน็จชราอีก 500 บาทต่อเดือน

อันนี้ต้องเชียร์กันเต็มๆ.


"แม่ลูกจันทร์"


(ที่มา ไทยรัฐ , 21 ม.ค. 2554)