ที่มา มติชน เมื่อไม่นานมานี้ กองทุน 60 ปี อคิน รพีพัฒน์ เพื่อสังคม, สำนักงานสุขภาวะและพัฒนาสังคม และมูลนิธิชุมชนไท จัดเสวนาวิชาการ “ลดเหลื่อมล้ำ สร้างยุติธรรม : บูรณะหรือรื้อล้างแล้วสร้างใหม่สังคมไทย ?” ในงานแสดงมุทิตาจิต “78 ปี อคิน รพีพัฒน์….ตามหาความยุติธรรม” ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ กรุงเทพฯ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ กรรมการปฏิรูป ในฐานะประธานอนุกรรมการปฏิรูป ระบบการจัดการที่ดิน ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและน้ำ ในคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) กล่าวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสได้พบกับความยุติธรรมที่แท้จริง ซึ่งความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีปัญหาสะสมเรื่อยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งในรูปแบบที่ดีขึ้น และถดถอยลง แต่ปัจจุบันเรียกได้ว่า อยู่ในระดับเลวลงจนต่ำกว่าที่เคยจะเป็น เนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำในสังคมสูง คนจนได้รับความทุกข์จากความไม่เป็นธรรมมากขึ้น สาเหตุสำคัญเกิดจากการครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม บริโภคนิยม ดังกรณีเรื่องที่ดินทำให้คนกลุ่มเล็กเพียง 10% ถือครองที่ดินกว่า 90% ของทั้งประเทศ “ความเป็นจริงประชาธิปไตยไม่ใช่ของเลว ไม่ใช่ของที่น่ารังเกียจ แต่เมื่อมีการแอบแฝงรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบ การหวังผลประโยชน์ส่วนตนตามแนวคิดทุนนิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เราเกลียดประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา” ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ กล่าวว่า สังคมต้องร่วมกันสร้างกลไกบางอย่างให้คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ ขณะเดียวกันต้องทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดสำนึกขึ้นในจิตใจว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องดี โดยส่วนตัวยังเชื่อว่า ทุกคนอยากเป็นคนดี เพียงแต่คนเหล่านี้มองไม่เห็นหนทางที่จะสร้างให้เกิดขึ้น หากสังคมช่วยกันปลุกกระแสกระตุ้นให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่ยินดีจะยืนอยู่ข้างประชาชน แม้จะลำบากและมีอุปสรรค เชื่อว่าปัญหาเรื่องความอยุติธรรมก็พอจะมีทางออก ขณะที่ รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวถึงระบบทุนนิยมเข้ามา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในประเทศไทย ระบบกติกาภายในบางอย่างขัดแย้งกับกติกาสากล มิติความไม่เป็นธรรมจึงเกิดขึ้น ในขณะที่สมัยก่อนแม้จะมีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อวิถีชุมชน ซึ่งถือว่า มีความยุติธรรมมากกว่าปัจจุบัน “หากมองบนพื้นฐานชาวบ้านในอดีตที่มีวิถีชีวิตเกษตรกร อยู่กับดิน ป่า น้ำ เมื่อเทียบเคียงกับปัจจุบันจะพบว่า อยู่ในทิศทางที่เลวลง โดยเฉพาะการใช้สิทธิความชอบธรรมด้วยกฏหมายไปแย่งทรัพยากรของชาวบ้าน จึงก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้” รศ.ดร.บรรเจิด กล่าวว่า หากความอยุติธรรมยังมีบทบาทอยู่ในสังคม จนไม่สามารถมีกลไกใดเข้าไปลดอำนาจลงได้ ท้ายที่สุดกระบวนการทางสังคมจะนำไปสู่ “การรื้อล้างเปลี่ยนแปลง” เพราะเมื่อประชาชนได้เรียนรู้ และรับรู้ถึงความทุกข์ยากจนเกินขีดจำกัด รวมถึงความผิดพลาดของระบบการเมือง จะสั่งสมกลายเป็นพลังบางอย่างที่ทุกคนจะลุกขึ้นมารวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม “แม้ระบบการเมืองจะเป็นการลงทุนที่สูง จนต้องเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ซึ่งสร้างความทุกข์ให้กับชาวบ้านมหาศาล หากภาครัฐไม่เปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง ท้ายที่สุดสังคมจะไม่มีทางเลือก อาจลุกขึ้นรวมตัวกันปฏิวัติระบบการเมือง เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างทางอำนาจ” ส่วนรศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงความยุติธรรมในระดับปัจเจกชน ว่า สมัยโบราณหากสร้างความพอใจส่วนตัวให้เกิดขึ้นในระดับบุคคลได้ แม้จะถูกกดขี่ข่มเหง ก็จะไม่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ ขณะเดียวกันเมื่อมีอำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงก่อให้เกิดปัญหาขึ้น ทำให้ประชาชนหาทางออกได้ 2 วิธี คือหนีเข้าป่าไปเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนสมัยก่อน กับ “ดื้อเงียบ” ปิดหู ปิดตา ไม่รับรู้เรื่องราวจากรัฐ อย่างไรก็ตามปัจจุบันสื่อสารมวลชนทำให้ประชาชนรับรู้เรื่องราวความอยุติธรรม จนมองเห็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมที่จะให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นมา ส่วนเรื่องความยุติธรรมในสายตาชาวบ้าน นายบุญเลี้ยง สุตะชา ตัวแทนชุมชนบะขาม จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ในระดับชุมชนมีการบริหารจัดการอย่างไม่เป็นทางการหลายภาคส่วน ประกอบด้วยสถาบัน องค์กร ประธานชุมชน และกรอบวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ขณะที่ภาครัฐเข้ามากำหนดนโยบายที่ส่งผลกระทบถึงทรัพยากรในชุมชน ทำให้ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ส่งผลให้ทุกวันนี้ชาวบ้านไม่รู้อะไรถูกหรือผิด ต้องรอให้คนอื่นมาตัดสินให้ ( เรื่องและภาพ เจนศักดิ์ แซ่อึ้ง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฎิรูปประเทศไทย )
“หากเรารื้อบ้านทั้งหลังพร้อมกัน แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน” ประธาน กสม. กล่าว และว่า แนวทางการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมนั้นไม่สามารถรื้อทั้งระบบพร้อมกันได้ ต้องอาศัยวิธีการบูรณาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป สร้างกฏเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาเยียวยาแก้ไข เพื่อให้ผู้ที่บริหารประเทศ หรือสังคมที่มีอำนาจเกิดจิตสำนึกที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง
ปลาไหลพัฒนายืนยัน!!
ต้อง 400+100สูตรเดียว
ไม่ว่าประเทศใด หากนักการเมืองยังเน้นการแพ้ชนะเป็นสำคัญ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าได้อย่างราบรื่น
โดยเฉพาะหากมีพรรคการเมืองที่คิดแต่จะเอาดีเข้าตัว เอาชั่วโยนให้คนอื่น
หรือคิดแต่ว่าจะทำอะไรก็ได้ แต่พรรคตนเองจะต้องได้เปรียบ จะต้องได้มากกว่าพรรคอื่น
หรือแม้แต่กระทั่งว่า จะให้โหนใคร ให้คุกเข่าให้ใคร ขอแค่ได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทำได้ทั้งนั้น
หากบังเอิญประเทศไทยมีพรรคการเมืองมีนักการเมืองแบบนี้ก็ต้องยอมรับชะตากรรมกันแล้วว่า
ในช่วงที่บ้านเมืองอ่อนแอ เสาหลักต่างๆ พากันเป็นแค่ไม้หลักปักเลน นักการเมืองก็ย่อมจะต้องช่วงชิงผลประโยชน์และอำนาจทางการเมืองกันอย่างอุตลุด โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะมอง จะรู้สึกอย่างไร
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดเป็นอย่างยิ่งว่า หรือประเทศไทยกำลังตกอยู่ในห้วงเวลาดังกล่าวแล้วจริงๆ!!!
เพราะในขณะที่ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นกระฉ่อนฉาว ในขณะที่ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังร้อนระอุ แต่รัฐบาลกลับมาทะเลาะถกเถียงกับพรรคร่วมรัฐบาล ในเรื่องเพียงแค่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยสัดส่วน ส.ส.แบบเลือกตั้ง กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะมีเท่าไร
และเป็นการแก้แบบยึดเอาผลประโยชน์ของพรรคตนเองเป็นที่ตั้งด้วยกันทั้งนั้น
สูตร 375 + 125 ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นเพราะไม่มั่นใจว่า ส.ส.เลือกตั้งจะฝ่าด่านความรู้สึกประชาชนได้มากน้อยเพียงใด แต่มั่นใจในคะแนนของพรรคที่จะกวาด ส.ส.สัดส่วนได้มาก
ก็เลยเลือกที่จะให้มี ส.ส.เลือกตั้งแค่ 375คน แล้วมีส.ส.สัดส่วน 125คน
ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเอง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นไก่รองบ่อนแม้ว่าจะได้กินอิ่มนอนหลับ เหมือนตกอยู่ในยุ้งข้าวเปลือก ไม่ต้องอดอยากปากแห้ง
แต่ในแง่ของการเลือกตั้งที่จะมาถึง แต่ละพรรคล้วนรู้ดีว่า ส.ส.สัดส่วนที่จะได้คงแค่กระหยิบมือเดียว ที่จะได้เป็นเนื้อเป็นหนัง มีจำนวน ส.ส.มากพอที่จะเอาไว้ต่อรองได้เวลาจัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องได้จาก ส.ส.เลือกตั้งเท่านั้น
พรรคร่วมรัฐบาล ก็เลยต้องการใช้สูตร 400+100
คือมีจำนวนส.ส.เลือกตั้ง 400 คน ส.ส.สัดส่วนแค่ 100 เดียวก็พอ
เป็นการเถียงกันลากยาวเป็นเดือน ก็เพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัวอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อประชาชนเริ่มเอียน เพราะเป็นการขัดแย้งที่เห็นชัดว่าเป็นการทำเพื่อตัวเอง ก็เลยมีสูตรออกมาเพื่อรอมชอมในการเมืองซีกรัฐบาล นั่นคือในเมื่อประชาธิปัตย์อยากได้ ส.ส.สัดส่วน 125 ก็เอาไป 125 ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอยากได้เก้าอี้ ส.ส.เลือกตั้ง 400 ก็เอาไป 400
กลายเป็นสูตร 400+125 อะร้าอร่ามไปอีกแบบ เพราะเท่ากับจะไม่ใช่ สภา500 แล้วแต่จะเป็นสภา 525 แทน
ทำยังกับการต่อรองเรียกสินบนใต้โต๊ะในยุคปัจจุบันอย่างนั้นแหละ มียืดได้หดได้ ตั้งแต่ 25% 30% ไปถึง35% แล้วแต่ว่าเส้นใครจะแข็งเส้นใครจะใหญ่กว่ากัน???
แต่เรื่องของตัวเลขจำนวน ส.ส. กลายเป็นตลกชวนหัวในทางการเมืองไปแล้ว เพราะตอนนี้กำลังคิดสูตรกันอย่างสนุกสนานบานเบอะไปถึงขนาด 21 สูตรกันแล้ว
ถึงขนาดที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ยังต้องขอหารือด่วนกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 21 มกราคม
และต้องใช้เวลาในการหารือกันถึงประมาณ 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ซึ่งนายบรรหารได้บ่นกรณีที่ ส.ส.ขอสงวนคำแปรญัตติ 21 สูตร ว่า
“แหม ...ผมก็ไม่รู้ ชักปวดหัวแล้วนะเนี่ย มันเยอะแยะ สูตรอะไรบ้างก็ไม่รู้ เวลานี้สูตร 375+125 มี 400+100 มี 400+125 รู้เพียงเท่านี้ แล้วที่มีหลาย 10 สูตรไม่รู้มีสูตรอะไรบ้าง”
สุดท้ายแม้ว่านายบรรหารจะพูดแบบประนีประนอมว่า แต่ละสูตรก็ดีหมด และมีเหตุผลดีพอสมควร รวมทั้งสูตร 400+125 ที่ต้องการออมชอม
แต่ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “เรายืนหยัดในสูตรที่ 400+100 เท่านั้น”
ส่วนเรื่องพรรคประชาธิปัตย์จะยืนยัน 375+125 ก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล!!!
รวมทั้งสุดท้ายสูตร 400+100 จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.และ ส.ว.ค่อนข้างเยอะจริงหรือไม่ นายบรรหารก็บอกเพียงว่า ยังไม่ทราบ ไม่ได้พูดกับใคร
“เมื่อมีมติเราก็ถือตามนั้น”นายบรรหารประกาศชัด
ในขณะที่นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ โฆษกพรรคกิจสังคม ก็ได้ออกมาแสดงท่าทีที่แตกต่างไปจากพรรคชาติไทยพัฒนา คือพร้อมที่จะลู่ลมได้ โดยอ้างว่าจุดยืนของพรรคกิจสังคมนั้นเห็นด้วยกับแนวทางที่สามารถยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลได้
โดยยกว่าการที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เสนอสูตร 400+125 ขึ้นมานั้นก็ถือว่าเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ที่จะสามารถทำให้สบายใจกันทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและประชาธิปัตย์
เหมือนพบกันครึ่งทาง
งานนี้เรียกว่าพรรคกิจสังคมพร้อมจะเอาใจทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตามทางนายเทวฤทธิ์ กล่าวว่าเบื้องต้นแกนนำประชาธิปัตย์ติดต่อประสานงานมายังแกนนำพรรคกิจสังคม เพื่อพูดคุยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่าจะตกลงกันที่สูตรไหน
และอาจจะต้องรอมติจากงานเลี้ยงของพรรคร่วมรัฐบาลวันที่ 24 มกราคม
“พรรคที่ไม่เห็นด้วยกับสูตร 375+125 ก็คงไม่พอใจที่ไปลดจำนวน ส.ส.ของเขา ซึ่งต้องเข้าใจเขาด้วยแต่ละพรรคก็มีเหตุผล แต่พรรครับได้ทุกสูตร แต่ต้องมีการพูดคุยกันก่อน ไม่ใช่จู่ๆ จะตอบเอง เออเองว่าจะเอาแบบนั้นแบบนี้ โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดเสียก่อน สำหรับผมเห็นด้วยกับสูตร 400+125 เพราะคิดว่าน่าจะลดความขัดแย้งได้ ส่วนพรรคจะสนับสนุนส่วนไหนนั้นต้องรอให้มีมติอีกครั้ง” นายเทวฤทธิ์ กล่าว
เห็นท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้แล้ว
ชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่คิดแต่ผลประโยชน์นักการเมืองล้วนๆ...
ประชาชนไม่เกี่ยวเลยจริง!!!