WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 25, 2011

สมศักดิ์ เจียมฯเขียนถึงทองใบ ทองเปาด์

ที่มา Thai E-News


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้มาจากบันทึกในเฟซบุ๊คของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชื่อบทความเต็มๆคือ "พี่ใบ" คือ "มณี ศูทรวรรณ" ผู้เขียน "โฉมหน้าจักรวรรดิ์นิยม" บทความคู่กับ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ใน นิติศาสตร์ 2500 อันลือลั่น ส่วนอีกบทความเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน


"พี่ใบ" ถึงแก่กรรมแล้ว ผมคิดว่า น่าจะพอ "เปิดเผย" หรือบอกกันได้ (เผื่อที่ผมทราบมาผิด จะได้มีคนทักท้วง - แต่คิดว่า ไม่น่าจะผิด ดูข้างหน้า) ว่า "พี่ใบ" คือเจ้าของนามปากกา "มณี ศูทรวรรณ" ผู้เขียน "โฉมหน้าจักรวรรดิ์นิยม" ทีตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "นิติศาสตร์ 2500" อันลือลั่น

ในหนังสือเล่มดังกล่าว มีบทความที่ชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "โฉมหน้า.." อยู่ 2 บทความ คือ "โฉมหน้าจักรวรรดิ์นิยม" (สะกดแบบนี้) อยู่ที่หน้า 137-176 ของหนังสือ กับ "โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน" อยู่ที่หน้า 356-491

ผู้เขียนบทความแรก ใช้นามปากกา "มณี ศูทรวรรณ" ขณะที่ผู้เขียนบทความหลัง ใช้นามปากกา "สมสมัย ศรีศูทรพรรณ" ซึ่งเราทราบกันดีแล้วว่า คือ จิตร ภูมิศักดิ์

แต่ที่คนทั่วไปไม่ทราบคือ "มณี ศูทรวรรณ" คือ พี่ใบ นี่เอง

ขอให้สังเกตว่า ไม่เพียงแต่ชื่อบทความทีขึ้นต้นเหมือนกัน ("โฉมหน้า") อันที่จริง นามปากกาของคนเขียนทั้งสอง ก็คล้ายกันมาก เรียกได้ว่าเหมือนกันเลยก็ได้ คือ "ศูทรวรรณ" (วรรณะศูทร - คือชนชั้นต่ำสุด บวกกับชื่อต้นแปลว่า "แก้วงามของวรรณศูทร" หรือ "แก้วงามของชนชั้นล่าง") กับ "ศรีศูทรพรรณ" ("ความงามของวรรณะศูทร" หรือ "ความงามของชนชั้นล่าง") อันที่จริง แม้แต่ย่อหน้าขึ้นต้นแรกสุดของงานทั้งสอง ก็คล้ายๆกัน ดังนี้

ย่อหน้าแรกของ "โฉมหน้าจักรววดิ์นิยม" ของ "มณี ศูทรวรรณ":

จักรวรรดิ์นิยมเป็นคำที่เราได้ยินคุ้นหูในระยะนี้ ไม่ว่าจะเป็นในหน้าหนังสือพิมพ์หรือในการอภิปราย ในการพูด ในการชุมนุมสาธารณะ ในสภาของชาติ หรือในวงการกรรมกร เสียงสาปแช่งจักรวรรดิ์นิยมได้ดังขึันอย่างกึกก้องและกังวาฬไกลเช่นเดียวกับเสียงเรียกร้องให้ผู้รักชาติทั้งหลายสามัคคีกัน ผนึกกำลังต่อต้านและขับไล่ให้พ้นจากแผ่นดินไทย


ย่อหน้าแรกของ "โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน" ของ "สมสมัย ศรีศูทรพรรณ" (ตัวเอนตามต้นฉบับ):

ในกระแสคลื่นแห่งความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ, การเมือง และวัฒนธรรมในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ประชาชนไทยได้ยินและกล่าวขวัญถึงจำเจเป็นปัญหาประจำวันคือ จักรวรรดินิยม (ซึ่งรวมทั้ง นายทุนนายหน้า และ นายทุนขุนนาง ผู้เป็นสมุนของมัน) และ ศักดินา. สถาบันของประชาชนทั่วไป จะเป็นหนังสือพิมพ์ก็ดี, การอภิปรายในที่สาธารณะเช่นท้องสนามหลวง ของจังหวัดพระนครและในบริเวณศาลากลาง หรือตลาดของต่างจังหวัดก็ดี, และแม้ในความเคลื่อนไหวอื่นๆ ของประชาชน เป็นต้นว่า การเดินขบวนก็ดี เสียงที่ดังที่สุดก็คือ เสียงคัดค้านและประนามจักรวรรดินิยมและศักดินา


ผมได้รับการบอกเล่ามาว่า ช่วงนั้น "พี่ใบ" กับจิตร สนิทกันมาก และทั้งคู่ก็ตกลงกันที่จะเขียนบทความ 2 บทความนี้ เพื่อเปิดโปง "โฉมหน้า" ของ "ศัตรูประชาชน" ตามทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้น-กึ่งศักดินา ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ฝ่ายซ้ายไทยทุกคนยึดถือกันในขณะนั้น (ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือไม่ ไม่มีข้อยกเว้นในประเด็นนี้)

ความสนิทสนมของทั้งคู่ ดำเนินต่อไปถึงใน "คุกลาดยาว" เมื่อทั้ง "พี่ใบ" และจิตร อยู่ในกลุ่ม "ปีกซ้าย" ของนักโทษการเมืองในนั้น ในระหว่างการดีเบต (ทะเลาะ) ของคนในคุก ที่ "พี่ใบ" เขียนพาดพิงถึงบางส่วน ในหนังสือ "คอมมิวนิสต์ลาดยาว"

ผมเคยถาม "พี่ใบ" ตรงๆว่า ใช่เจ้าของนามปากกา "มณี ศูทรวรรณ" หรือไม่ "พี่ใบ" ไม่ตอบตรงๆว่า "ใช่" แต่หัวเราะแล้วพูดทำนองว่า "ใครบอกคุณนี่?" [หรือไม่ก้อ "คุณไปรู้มาได้ยังไงนี่?"] "อันนี้ความจริงเป็นความลับมากๆนะ" ซึ่งผมถือว่าเท่ากับยอมรับโดยปริยาย

อันที่จริง "พี่ใบ" ยังเล่า "เบื้องหลัง" บางอย่างเกียวกับการทะเลาะในคุกลาดยาว ทีแกไม่ได้เขียนไว้ใน "คอมมิวนิสต์ลาดยาว" ด้วย แต่เรื่องนี้ ผมขอคิดดูก่อนว่าจะเล่าหรือไม่ ยังไง

....................

การเป็นนักสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการยังคงเป็น หรือเพิ่งเป็น เมื่อแก่ อย่างไหนสำคัญกว่ากัน? จากประเด็น"ทองใบ ทองเปาด์"ถึงแก่กรรม

(ภาพนักโทษการเมืองในเรือนจำลาดยาว สมัยการกวาดล้างของรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในภาพแถวกลาง คนที่สองจากซ้ายคือทองใบ ทองเปาด์ ส่วนคนที่สามจากซ้ายซึ่งนั่งติดกับทองใบ คือ จิตร ภูมิศักดิ์ (ภาพได้รับการเอื้อเฟื้อจาก http://bit.ly/jit_phumisak))

ที่มา เฟซบุ๊ค

ผมออกจากบ้านทั้งวัน เพิ่งกลับมาเมื่อครู่ ระหว่างอยู่นอกบ้าน ก็ทำธุระเยอะแยะ ตกใจเหมือนกัน ที่เห็นคุณ Oh Arthichart โพสต์ข้างล่างเรื่องกำหนดการสวดศพ "พี่ใบ" ทองใบ ทองเปาด์

ไม่กี่วันมานี้ เพิ่งจะ (ก) มีคนโพสต์ถามผมเรื่องลูกชายแก ยืนยันว่า "พี่ใบ" ไมใช่คอมมิวนิสต์ และผมเขียนอธิบายไปยืดยาวเหมือนกัน

เกี่ยวกับประวัติชีวิตการต่อสู้ ของ "พี่ใบ" และความสัมพันธ์ของแกกับ พคท. และ

(ข)วันก่อนที่ ทนายอานนท์ จะเปิดสำนักงาน ผมยังนึกถึง "พี่ใบ" (มาจากข้อสังเกตของ บ.ก. สมบัติ เรื่อง "อานนท์" เหมือน "ทองใบ" แห่งยุคนี้ ..

ผมยังนึกจะเขียนอะไรให้กับการเปิดสำนักงาน "ราษฎรประสงค์"

โดยอภิปรายประเด็นที่ "พี่ใบ" ในช่วงไม่กี่ปีหลัง มีจุดยืนทางการเมืองที่น่าเสียใจ

สรุปคือ เพิ่งพูดและคิดถึง "พี่ใบ" อยู่หยกๆ .. ตกใจเหมือนกันที่มารู้ว่าแกถึงแก่กรรมแล้ว ...

ไม่ว่าจะอย่างไร ในแง่ของการที่ "พี่ใบ" มีท่าทีทางการเมืองที่ผมไม่เห็น ด้วย และเสียใจ (เช่น กรณีที่ชัดๆ ที่ผมเสียใจมาก คือเมื่อเสื้อแดง เริ่มโจมตี เปรม "พี่ใบ" เขียนใน นสพ.ว่า องคมนตรี เป็นอำนาจในหลวง ดังนั้น การเคลื่อนไหวโจมตี เปรม จะเป็นการเสี่ยงต่อเรื่อง"หมิ่นฯ") แต่ "พี่ใบ" ก็มีบุญคุณกับผม และเพื่อนๆ 6 ตุลามากๆ และก็มีคุุณูปการ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในอดีตมาก...

ตอน ที่ผมคิดจะเขียนเรื่อง "พี่ใบ" กรณีทนายอานนท์ เปิดสำนักงานนั้น ผมคิดถึงประเด็นหนึ่งคือ "คนเรา การเป็นนักสู้ เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ในวัยหนุ่ม กับการ ยังเป็นอยู่ หรือเพิ่งมาเป็น ในวัยแก่ อย่างไหนสำคัญ กว่ากัน" ผมมีคำตอบบางอย่างอยู่ วันหลังอยากเขียนออกมาเหมือนกัน (ผมนึกถึงกรณีอย่างเสกสรรค์ ธีรยุทธ ด้วย)

ที่จริง วันนี้ ผมเจอ "อ.ป๊อก" (ปิยบุตร) อยู่เหมือนกัน (ตอนเที่ยงๆ) สงสัย ถ้าไม่ใช่เพราะ อ.ป๊อก เองก็ไม่รู้ ก็คงเพราะเรามัวแต่คุยเรื่องอื่น จน อ.ป๊อก ถ้ารู้ก็ไม่มีโอกาสหยิบเรื่อง "พี่ใบ" ถึงแก่กรรม ขึ้นมาคุย .. (ไม่มีอะไรครับ เล่า เพราะยัง "ช้อค" ไม่หาย เรื่องจู่ๆ กลับมาก็ได้ข่าวนี้)

ผม hurt มากนะ อ่านที่พี่ใบเขียน วิพากษ์ คนที่ออกมาโจมตีเปรม แล้ว ตอนที่แกไปร่วมงานสัมมนา เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ ที่นิติ มธ. (กับนิธิ เกษียร) แกบอกว่า ตัวกฎหมายไม่มีปัญหา อยู่ที่การใช้มากกว่า .. เฮ้อ ผมนึกว่า แกจะบอกว่า สนับสนุนให้เลิก ฟังแล้ว hurt มาก เสียดาย วันนั้น เขาไม่ยอมเปิดให้คนฟังพูด ไม่งัน ผมจะไปติงแกเรื่องนี้จริงๆ

การเป็นนักสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการยังคงเป็น หรือเพิ่งเป็น เมื่อแก่" อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?" อันนี้ "สืบเนื่อง" จากประเด็น ที่ผมเพิ่งเขียนในกรณีข่าวการถึงแก่กรรมของ "พี่ใบ" (ทองใบ ทองเปาด์) คือ หลังๆ ผมคิดเรือ่งนี้บ่อยเหมือนกัน .. สงสัยเพราะตัวเองแก่น่ะ แหะๆ

เปล่าหรอก จริงๆ ผมคิดนี่ไมใช่นึกถึงกรณีตัวเอง เพราะไม่คิดว่า ตัวเองตอนนี้ กับตอน "หนุ่ม" มีความเปลี่ยนอะไรเท่าไร (อาจจะไม่เปลี่ยน จน "ผิดปรกติ" ด้วยซ้ำ คือควรเปลี่ยนมากกว่านี้ตามวัย - ฮา) แต่ผมนึกถึงกรณี ธีรยุทธ, เสกสรรค์ และ ครับ กรณี "พี่ใบ" ด้วย ยิ่งวันก่อน คุณ "บ.ก.ลายจุด" ตั้่งข้อสังเกตเรือ่ง ทนายอานนท์ เหมือน "ทองใบ ทองเปาด์ ยุคนี้" ทำให้ผมคิดมากยิ่งขึ้น

(ภาพ ทองใบ ทองเปาด์ สมัยเป็นนักโทษการเมืองในเรือนจำลาดยาว สมัยการกวาดล้างของรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภาพนี้ยังเป็นภาพประกอบปกหลังของหนังสือ "คอมมิวนิสต์ลาดยาว" ซึ่งเขาเป็นผู้เขียน หนังสือเล่มดังกล่าวตีพิมพ์เมื่อปี 2517)

ผม คิดว่า คำตอบสำหรับผม คือ บอกไม่ได้ว่า อย่างไหนสำคัญกว่ากัน คือ ผมว่า เราควรยอมรับว่า ต่อให้คนๆหนึ่ง เมื่อแก่แล้ว "เปลี่ยนไป" แทนที่จะยังคงต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย เหมือนเมื่อยังหนุ่มยังสาว กลับเลิก

หรือที่แย่กว่านั้นคือ หันไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเสรีภาพ ประชาธิปไตย ก็ตาม .. เราก็ไม่ควรบอกว่า การเป็นนักสู้ของเขา สมัยหนุ่มสาว ไม่มีความสำคัญ หรือสำคัญน้อยกว่า การที่เขาเปลี่ยนไปตอนแก่ ..

คือผมคิดว่า "คุณูปการ" ที่คนๆหนึ่งทำไว้ ในวัยหนุ่มสาว ไม่ว่าจะ "สั้น" เพียงใด ก็ยังคงเป็น "คุณูปการ" ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ ที่ควรนับถืออยู่นั่นเอง

อย่างกรณีธีรยุทธ หรือ เสกสรรค์ เป็นต้น คุณูปการของพวกเขาต่อการเคลื่อนไหว 14 ตุลาเป็นอะไรทีเราไม่ควรปฏิเสธ แต่ควรให้ความสำคัญ ยกย่องอยู่นันเอง ไม่ว่าตอนแก่แล้ว พวกเขาจะมีท่าที จุดยืนแย่อย่างไร

ที่ จริง ที่ผมคิดเรือ่งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่ง ฟังแล้ว อาจจะแปลก คื่อเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ตอนผมดีเบตกับ บวร ที่ แอบอ้าง ตั้ง "ศนท." ขึ้นมาใหม่ แล้วคุณบวร ก็อ้างความที่ตัวเองเคยเป็นกรรมการ สจม.และ ศนท. มาก่อน ผมยังเขียนไปว่า แม้ว่า คุณบวร ถ้าพูดกันจริงๆ ในแง่บทบาทต่อการลุกขึ้นสู้นั้น ก็ไม่สามารถจะเทียบได้กับกรณี เสกสรรค์ ธีรยุทธ แต่ในฐานะหนึงในกรรมการ สจม. และ ศนท. ที่แม้จะเป็น "กระแสนิยมเจ้า" ในขณะนั้น (ศนท. มีหลายกระแส กระแสนิยมเจ้า นอกจากบวร ก็ได้แก่ สมบัติ อธิการบดี นิด้า ตอนนี้เป็นต้น)

แต่ก็เรียกได้ว่า มีด้านที่ต่อต้านรัฐบาลทหารอยู่ ซึงก็ยังเป็นด้านที่ผมให้ความนับถืออยู่ (แต่ด้านที่นิยมเจ้า ที่ทำให้เกิดเป็นกรณีที่มาคัดค้านเสกสรรค์ ในคืนวันที่ 13 ก็สะท้อนลักษณะด้านลบของกระแสแบบคุณบวร ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น)

พูดง่ายๆคือ คนที่เคยมี "คุณูปการ" ต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วเปลี่ยนไป หรือกระทัง ในขณะที่มี ก็ยังไมใช่ มีแบบสุดๆ (อย่างกรณีบวร) เราก็ควรต้องยกย่องความเป็นจริงของคุณูปการของพวกเขาในอดีตอยู่นั่นเอง

สรุปแล้ว การเป็นนักต่อสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการเลิกเป็น หรือเพิ่งมาเป็นในวัยแก่ บอกไม่ได้ (ในความเห็นของผม) ว่าอันไหนสำคัญกว่ากัน

แต่ที่บอกได้แน่ๆ คือ การเป็นในวัยหนุ่มสาว นั้น ง่าย กว่าการเป็นในวัยแก่

คง เคยได้ยินคำของฝรั่ง (เชอร์ชิลล์?) เรื่อง "ถ้าอายุ 20 ไม่เป็นนักปฏิวัติ แสดงว่าไม่มีหัวใจ แต่ถ้าอายุ 40 ยังไม่เป็นนักปฏิวัติ แสดงว่า ไม่มีหัว(คิด)" ผมคิดว่า คำพูดแบบนี้... มันสะท้อนความจริงในเรื่องนี้แหละ ว่า การเป็นในวัยหนุ่มสาวนั้น จริงๆแล้ว แม้จะเป็นเรื่องเสียสละ และควรยกย่อง แต่ก็ไมใช่เรืองที่ยาก เพราะอารมณ์ความรู้สึกเร่าร้อนในวัยหนุ่มสาวที่รู้กันดี (คือเป็นวัยที่ "มีหัวใจ") ที่ยากคือ ทำอย่างไร จึงจะยังรักษาจุดยืนเช่นนั้นได้ในอีก 30-40 ปีหลังจากนั้น

ผม จำได้ว่า เคยเขียนเรื่องนี้กับคุณ "สหายดอกหญ้า" ที่ตื่นตัวขึนมาจากการ รปห.19 กันยา ตั้งแต่ยังอยู่ปี 1 จุฬา ว่าผมดีใจมากๆเรื่องที่คนในวัย เขาตื่นตัว ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ก็บอกด้วยว่า ถ้าให้ดีคือ ต้องให้ยาวๆ คือ อีก 30-40 ปีข้างหน้า หวังว่า เขาจะยังรักษาลักษณะเร่าร้อนของการไม่พอใจความไม่ชอบธรรม ทีเป็นอยู่ในขณะนี้ไว้ได้ ...

เพราะ ผมเห็นคนรุ่นเดียวกัน (หรือ "รุ่นพี่" ผมเล็กน้อย - เพราะผมนี่ "จูเนียร์" ที่สุดแล้ว ตอน 6 ตุลา) ที่ "เปลี่ยนไป" ด้วยความเสียใจ (ธีรยุทธ เสกสรรค์ เป็นตัวอย่างทีเด่น ยังมีอีกเยอะ พวกพันธมิตร ที่ตอนนี้ "เชียร์เจ้า" แบบสุดๆ ไม่มีเหตุผล อย่าง "พี่ชัช" (ชัชวาลย์ ปทุมวิทย์ - ตอนนี้ นามสกุล "ชาติสุทธิชัย"), และอีกหลายต่อหลายคน (อ.ชลธิราที่ขึ้นเวที เชียร์จำลอง ระหว่างชุมนุมพันธมิตร ทั้งๆที่ไม่กี่ปีที่แล้ว เพิ่งเป็น "ประธานคณะกรรมการหาความจริง 6 ตุลา" .. ไล่เรียงได้อีกเยอะ ..

และแน่นอน กรณี "พี่ใบ" ด้วย

-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-

สนนท.:ปฏิรูปกองทัพ-ทหารต้องจงรักภักดีต่อประชาชน

ที่มา Thai E-News



แถลงการณ์ สหพันธ์นิสัตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
“ปฏิรูปกองทัพ - ทหารต้องจงรักภักดีต่อประชาชน”


นับตั้งแต่คำปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ในอันที่จะรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถูกทำลายลงด้วยการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙

คุณค่า และความศักดิ์สิทธิ์ของคำปฏิญาณจากเหล่าทหารในกองทัพไทย ก็ไม่อาจนับเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือได้อีกต่อไป หลักการคุณค่าเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ, รัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงมติของปวงชน, และระบอบประชาธิปไตยที่อนุญาตให้มีกษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจเป็นสิ่งที่ทหารในกองทัพไม่อาจเข้าใจได้โดยแท้จริง

การให้คำปฏิญาณจึงล้วนแต่เป็นเรื่องเชิงพิธีการ ที่ปราศจากความหวงแหนที่จะพิทักษ์ไว้ซึ่งความจงรักภักดีต่อประชาชนทั้งหลาย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยแท้จริงในประเทศนี้ ทั้งยังเป็นหนึ่งในสดมภ์หลักทั้ง ๔ ของกองทัพไทย ตามคำขวัญที่กล่าวว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน”

หรือแท้จริงแล้ว คำว่า “ประชาชน” และตัวตนของ “ประชาชน” จะไม่เคยมีพื้นที่อยู่จริง ในความทรงจำของเหล่าทหาร สิ่งที่พวกเขารู้จักอาจเป็นเพียงอริราชศัตรูที่ต้องทำลายล้างให้หมดสิ้น การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนเป็นสิ่งแปลกปลอมของระบอบจารีตนิยมอำนาจนิยมที่มีเครือข่ายล้าหลังของอำมาตยาธิปไตยครอบงำอยู่ กองทัพเป็นเพียงเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของผู้นำจารีตนิยมอำนาจนิยม ที่ไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตย และใช้มันเป็นเพียงเครื่องมือพ่วงท้าย หรือต่อไว้ข้างหน้า ปกปิดความเป็นเผด็จการแอบแฝงของตนเอาไว้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.), สหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน (สนนอ.) และองค์กรนิสิตนักศึกษาที่เป็นสมาชิกทั่วประเทศ จึงขอแสดงจุดยืนเพื่อการปฏิรูปกองทัพไทย จากการเป็นเครื่องมือของเครือข่ายจารีตนิยมอำนาจนิยม เพื่อใช้ในการปราบปรามประชาชน รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการปลุกกระแสชาตินิยมอย่างล้าหลัง เพื่อสร้างปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เกิดความร้าวฉาน

รวมถึงทั้งอาจนำไปสู่การละเมิดคำปฏิญาณครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการรัฐประหารเพื่อรักษาระบอบเผด็จการจารีตนิยมอำนาจนิยมแอบแฝง ที่มีกองทัพเป็นผู้คุ้มชูเสถียรภาพของมันเอาไว้, ดังนั้น, ท้ายที่สุด เราจึงขอยื่นข้อเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพดังต่อไปนี้


1.) กองทัพต้องมีจุดเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับประชาชน การคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพต้องมาจากการสรรหาของสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่โดยคณะกรรมาธิการของกองทัพ หรือบุคคลผู้มีบารมีนอกกองทัพ ซึ่งมีอำนาจในการตัดสิน ปรับเปลี่ยนรายชื่อการโยกย้ายทหารได้ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

2.) ระบบการศึกษาของทหารต้องปลูกฝังให้เห็นคุณค่าในการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพของประชาชนไว้เป็นอันดับหนึ่ง และส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในกองทัพ ทหารสามารถขัดคำบังคับบัญชาได้ หากคำสั่งนั้นเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ละเมิดความเป็นมนุษย์ และละเมิดสามัญสำนึกของทหารผู้ใต้บังคับบัญชา

หากกองทัพไทยสามารถปฏิรูปตามแนวทางข้างต้นได้ ย่อมเป็นการออกห่างจากวงจรอุบาทว์ และก้าวสู่การเป็นทหารอาชีพที่จงรักภักดีต่อประชาชนในท้ายที่สุด

25 มกราคม 2554

เนื่องในอดีตวันกองทัพไทย

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) และองค์กรสมาชิก

ปมไฟใต้ ที่รัฐแก้ไม่ออก

ที่มา Thai E-News


สุดท้าย คือการจัดตั้งในระดับ มณฑล หรือกลุ่ม วีลายะห์ เรียกว่า “กัส” ซึ่งถือเป็นเขตอำนาจที่ใหญ่ที่สุดใน “รัฐปัตตานีดารุสลาม” มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ควบคุมที่เรียกว่า “กัส” เช่นเดียวกัน และมีผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลที่เทียบเท่าตำแหน่งแม่ทัพภาคด้วย



โดย ปาแด งา มูกอ
25 มกราคม 2554

จากข้อมูล “เขตงาน” ที่ระบุในรายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิบัติการของกลุ่มที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันเรียกว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” นั้น ..

หากศึกษาในรายละเอียด และวิเคราะห์ถึงความเป็นจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมานั้น จะปรากฏเห็นชัดว่า การปฏิบัติการของกลุ่มลึกลับ (กลุ่มผี) จะพัฒนารุดหน้าไปมากในทุกๆด้าน

ไม่ว่าทางด้านหฤโหด อำมหิต และความทันสมัยในยุคสงครามไซเบอร์ ที่หน่วยงานภาครัฐตามไม่ทัน

การพัฒนาดังกล่าว มิใช่พัฒนาในด้านกำลังรบหรือการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่เป็นการพัฒนาโดยไม่ใช้อำนาจทางทหาร แต่เน้นกลยุทธ์ที่ว่า "หากทำให้มวลชนเชื่อหรือศรัทธาไม่ได้..ให้ใช้วิธีทำให้กลัว"

อันเป็นการปูทางเพื่อเตรียมการวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้น "ทับซ้อน" กับการปกครองของรัฐไทย โดยเริ่มจากหมู่บ้าน,ตำบล ไปสู่อำเภอ,จังหวัด จนถึงภาค

ประเด็นดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูง โดยศึกษาจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๒

ประเด็นสำคัญ แล้ว ใคร? และ กลุ่มใด? ที่สามารถวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา “ทับซ้อน” กับการบริหารงานของภาครัฐได้

นับเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับหน่วยงานของภาครัฐ ที่เพียบพร้อมไปด้วยกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และงบประมาณอันมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง

การจัดตั้งในระดับหมู่บ้านหรือระดับชุมชน ที่เรียกว่า “อาเยาะห์” จะมีการจัดหา “ผู้นำอาเยาะห์” ขึ้นมาคนหนึ่งและจัดตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอันประกอบด้วย

1. ฝ่ายเปอมูดอ (เปอนือรางัน) ทำหน้าที่ควบคุมพลังของกลุ่มเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน/ชุมชน บางหมู่บ้านมีการจัดกิจกรรมกีฬา ตั้งทีมฟุตบอล นอกจากได้รวบรวมสมัครพรรคพวก เกาะแน่นเป็นกลุ่มกันแล้ว ยังเป็นการฝึกเรื่องพละกำลังด้วย

ส่วนการฝึกการติดอาวุธนั้นได้กระทำกันก่อนแล้ว

2. ฝ่ายอูลามะ (เปออิสตีฮารัน) หรือผู้รู้ ความจริงตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่เป็นโครงสร้างปกติของการรวมกลุ่มในศาสนาอิสลาม ที่จะให้เกียรติผู้รู้มหาคัมภีร์อัลกุรอาน และกลุ่มขบวนการได้นำมาใช้เป็นตำแหน่งรวบรวมจิตวิญญาณของมวลชน เพื่อตัดสินชี้ขาด หรือบิดเบือนหลักคำสอนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของขบวนการ

และ ทำพิธีซูเปาะ(สาบาน)ให้กับเหล่ากองกำลัง

3. ฝ่ายลอจิสติค (แซแปนัน) หรือฝ่ายส่งกำลังสนับสนุน ทำหน้าที่ดูแลและสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้เครือข่าย อาทิ การเก็บเงินจากมวลชนคนละ 1 บาทต่อวัน สร้างสหกรณ์ชุมชน รณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกผัก ทั้งนำมาบริโภคกันภายในและส่งขาย เพื่อนำรายได้เข้ามาสู่ อาเยาะห์ รวมทั้งการสนับสนุนให้มวลชนประกอบธุรกิจส่วนตัว และปันผลส่วนหนึ่งเข้าสู่กระบวนการ

ที่ถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่เป็นพิเศษ คือ ร้านซ่อมมอเตอร์ไชค์ในหมู่บ้านต่างๆ ที่เปิดร้านเพื่อบังหน้าและนำรายได้เข้าสู่ อาเยาะห์ แล้ว ส่วนหนึ่งของร้านซ่อมมอเตอร์ไชค์เหล่านี้ ด้านหลัง มีการประกอบวัตถุระเบิด เพื่อมอบให้กลุ่ม RKK นำไปใช้ปฏิบัติการด้วย

ทั้งหมดเพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองของ BRN-Coordinate นั่นเอง

4. ฝ่ายเหรัญญิก (กืออาวารัน) ที่ทำหน้าที่ควบคุมค่าใช้จ่ายของเครือข่าย

นี่คือภาพรวมของเครือข่ายในระดับ อาเยาะห์ หรือระดับ หมู่บ้าน ที่นอกเหนือจะยึดกุมอำนาจทางการเมืองแล้ว แต่ละ อาเยาะห์ จะมี กองกำลัง RKK ประจำอยู่ประมาณ 6 คน ซึ่งทำหน้าที่กดดัน คุกคาม ข่มขู่และลอบสังหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจรัฐไทย ให้ยอมจำนนตกอยู่ภายใต้แนวร่วมในภาวะจำยอมในที่สุด ไม่สามารถแสดงบทบาทของอำนาจรัฐลงสู่ประชาชนระดับรากหญ้าได้

กรณีชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงและเด็กออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่อำนาจรัฐ นี่คือผลงานการขับเคลื่อนของ อาเยาะห์ การจัดตั้งในระดับ ตำบลหรือกลุ่ม อาเยาะห์ ที่เรียกว่า “ลีการัน”


มีหัวหน้าผู้ควบคุมที่ได้รับการแต่งตั้งเรียกว่า “กูมิต” ซึ่งมีฝ่ายต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งคล้ายกับระดับ อาเยาะห์ อีกทั้งยังทำหน้าที่ควบคุมองค์กรในระดับ อาเยาะห์ อีกทอดหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ในระดับ ลีการัน ยังมี ผู้บัญชาการทหารระดับตำบล ซึ่งมีหน่วยทหารคอมมานโดหรือทหารหลักจำนวน 6 คน อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา รวมทั้งยังเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงต่อกองกำลัง RKK

ในแต่ละ อาเยาะห์ การจัดตั้งเขตอำนาจในระดับ อำเภอ หรือกลุ่มลีการัน ที่เรียกว่า “แดอาเราะห์”

มีหัวหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งที่เทียบเท่ากับนายอำเภอ คือตำแหน่ง “สะกอม” และมีผู้บัญชาการทหารในระดับนี้ด้วย

การจัดตั้งในระดับ จังหวัด หรือกลุ่ม แดอาเราะห์รวมกันเรียกว่า “วีลายะห์”

มีตำแหน่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเรียกว่า “สะกอมเวล” ประหนึ่งว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ในขณะที่ด้านการทหารก็มีผู้บัญชาการทหาร ในระดับนี้อีกตำแหน่งหนึ่ง

สุดท้าย คือการจัดตั้งในระดับ มณฑล หรือกลุ่ม วีลายะห์ เรียกว่า “กัส”

ซึ่งถือเป็นเขตอำนาจที่ใหญ่ที่สุดใน “รัฐปัตตานีดารุสลาม” มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ควบคุมที่เรียกว่า “กัส” เช่นเดียวกัน และมีผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลที่เทียบเท่าตำแหน่งแม่ทัพภาคด้วย

นอกจากนี้ BRN-Coordinate ยังจัดโครงสร้างเพื่อหลอมรวมงานมวลชนและงานด้านการทหารไว้ที่ตำแหน่ง “ตุรงแง” หรือ “ทหารบ้าน” ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวในพื้นที่ทุกรูปแบบ

ส่วนใหญ่บุคลากรในกลุ่มนี้เป็นเด็กหนุ่มที่ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถผ่านขั้นตอนไปเป็นนักรบหลักอย่างคอมมานโดหรือกองกำลังติดอาวุธประจำหมู่บ้านอย่าง RKK ได้ แต่ได้ทำ พิธีซูเปาะ (สาบานตน) มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จึงได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ในงานโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของขบวนการ จัดทำใบปลิว และนำพาตนเองไปอยู่ ในร้านน้ำชาประจำหมู่บ้าน เพื่อพูดชักจูงใจและสร้างภาพอันเหี้ยมโหดอำมหิตของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ชาวบ้านเกิดอาการหวาดกลัวและเกลียดชัง ในที่สุดนำไปสู่ความร่วมมือกับขบวนการ

มากไปกว่านั้น บางส่วนของ “ตุรงแง” ที่เข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลือการปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ได้สวมโอกาสดังกล่าว ในการปล่อย ข่าวลวง ชี้นำ บิดเบือน และเบี่ยงเบนข้อมูลที่เป็นจริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐ เกิดความไขว้เขวหรือเข้าใจผิด อาทิ การใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มบุคคลหรือสถาบันทางสังคม เช่น ปอเนาะ มัสยิด หรือกลุ่มประชาชนที่เป็นกลาง เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้กำลังปิดล้อมหรือตรวจค้นกลับจะเป็นการผลักกลุ่มบุคคลหรือสถาบันทางสังคมเหล่านี้ ไปสู่ความร่วมมือกับขบวนการและต่อต้านต่อสู้กับอำนาจรัฐในที่สุด

“ตุรงแง” ยังมีหน้าที่หลักอีก 3 ประการ ดังนี้

1.สืบข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ และสมาชิกใน อาเยาะห์ ทุกคนที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งพฤติกรรมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำศาสนาในหมู่บ้านจัดตั้ง (อาเยาะห์)

2.ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารแก่กลุ่มนักรบ ด้วยการจัดหาอาวุธจากแหล่งซุกซ่อนใน อาเยาะห์ หรือจัดเก็บอาวุธที่ใช้ปฏิบัติการและอาวุธที่ยึดได้จากเจ้าหน้าที่ไปเก็บซุกซ่อนไว้ ณ แหล่งซุกซ่อนอาวุธในพื้นที่ อาเยาะห์

3.ปฏิบัติการขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้การปฏิบัติการของกลุ่มนักรบประสบความสำเร็จ เช่น การตัดต้นไม้ขวางถนน โปรยตะปูเรือใบ ขัดขวางการไล่ติดตามหรือส่งกำลังมาสนับสนุนของเจ้าหน้าที่รัฐ

นี่คือบทบาทหน้าที่อันสำคัญของ “ตุรงแง” ที่สร้างปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ตุรงแง” คืออะไร? ใคร?คือ “ตุรงแง” ใครจุดไฟใต้ ? ปมที่รัฐคิดไม่ออก! บอกไม่ถูก!

-ไฟใต้่ที่รัฐไม่กล้ามอง ไม่กล้าแก้ และไม่กล้าพูด! ..นโยบายที่จะให้ “ทำงานแข่งกัน” เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ที่สูงขึ้น เป็นเดิมพัน จึงกลายเป็น “ทำงานปัดแข้งปัดขากัน” ท้ายสุดกลายเป็น “การทำลายล้างกัน”ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วจะมีคำว่า “เกลือเป็นหนอน,หนอนบ่อนใส้ หรือ มีใส้ศึก ” เกิดขึ้นในเหตุการณ์บุกทะลวงฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ในครั้งนี้

ทางเท้าที่ดานัง

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



งานเลิกตอนเย็นในดานังคงไม่ต่างจากช่วงเวลาอย่างนี้ในเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก นั่นคือมีคนเดินขวักไขว่กันเต็มทางเท้าไปหมด ในขณะที่มีรถขวักไขว่ส่งเสียงแตรกันแทบจะทุกอึดใจบนถนน

นอกจากมีคนเดินขวักไขว่บนทางเท้าแล้ว ร้านรวงก็เริ่มรุกคืบพื้นที่ทางเท้า เช่นแม่ค้าขายผลไม้เริ่มวางเข่งขยับรุกทางเท้าเข้ามา ร้านขายเฝอวางโต๊ะเก้าอี้เล็กๆ กระจายออกมาจากตัวร้าน ถึงร้านกาแฟหรูๆ ริมถนนไม่ได้รุกทางเท้าเลย แต่เมื่อตั้งโต๊ะไว้นอกชานจนชิดทางเท้า การสัญจรของพนักงานในช่วงเย็นก็ต้องใช้ทางเท้าอยู่ดี คนที่เดินขวักไขว่บางกลุ่มหยุดซื้อและต่อราคาสินค้าขวางทางจราจรของคนที่เดินขวักไขว่ หนุ่มสาวเดินหยอกล้อชี้ชวนดูโน่นดูนี่อย่างไม่รีบเร่ง เด็กวิ่งไล่กันและหลบหลีกไปมาระหว่างช่องของคนเดินถนนอย่างสนุกสนาน

แม้กระนั้น ชีวิตและกิจกรรมอันหลากหลายก็สามารถดำเนินไปได้บนทางเท้าที่ดานัง เพราะดานังมีทางเท้าขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ

ชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่อยู่บนทางเท้า พบและรักกันบนทางเท้า ได้ใกล้ชิดกันโดย "ลำพัง" ก็บนทางเท้า คนอีกมากที่ไม่สามารถเข้าไปสู่แหล่งซื้อขายที่เรียกว่า "ตลาด" (market place) ก็ใช้ทางเท้าสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเพื่อเลี้ยงชีวิต ทางเท้าจึงเป็นทรัพยากรสาธารณะที่เอื้อต่อคนจนๆ ได้มาก และหากไม่นับการล้วงกระเป๋าแล้ว ส่วนใหญ่ของกิจกรรมเหล่านั้นก็มักจะอำนวยความสะดวก หรือแม้แต่ทำให้ชีวิตในเมืองเป็นไปได้แก่คนอื่นที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหนือขึ้นไป เด็กเล็กได้วิ่งไล่จับกันก็บนทางเท้า ทางเท้าจึงเป็นที่โล่งซึ่งมีอยู่น้อยในเมืองสำหรับกิจกรรมในชีวิตหลากหลายประเภทแก่ทุกคน

และบนทางเท้านี่แหละที่เราได้พบคนต่างเพศ, ต่างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม, ต่างปูมหลัง, ต่างความคิด ฯลฯ มากมายจนนับไม่ถ้วน มีเหมือนกันอยู่อย่างเดียวคือความเป็นชาวเมืองดานังร่วมกัน

ทางเท้าจึงเป็นพื้นที่เดียวที่ทำให้ชาวเมืองสำนึกถึงคนอื่น ซึ่งใช้ทรัพยากรร่วมกันในชุมชนที่ค่อนข้างแออัดอันเรียกว่าเมือง ซ้ำเป็นการใช้ทรัพยากรชนิดเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกันด้วย จะอยู่เป็นสุขกันต่อไปได้ก็ต้องเรียนรู้การประนีประนอมในวิถีทางการใช้ทรัพยากรที่ต่างกัน ด้วยเหตุดังนั้น ในเมืองที่ไม่ให้ความสำคัญแก่ทางเท้า ชาวเมืองนั้นจึงแปลกหน้ากัน ช่วงชิงทรัพยากรสาธารณะของเมือง เช่นทางเท้าเพื่อประโยชน์ตนถ่ายเดียว เพราะไม่เคยมีสำนึกว่ามี "คนอื่น" ในชีวิต

ในเมืองเช่นนั้น ทางเท้ากลับกลายเป็นพื้นที่สำหรับการสังหารหมู่อย่างบ้าคลั่ง แต่ชาวเมืองกลับพากันฟูมฟายกับการสูญเสียอาคารมากกว่าชีวิตของผู้คน

แต่มิติทางกายภาพเป็นเพียงผลบั้นปลายที่ทำให้ทางเท้ามีขนาดใหญ่ ทางเท้าจะใหญ่ได้ก็เพราะมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากมิติทางกายภาพเกื้อหนุนให้เกิดขึ้นด้วย

ส่วนใหญ่ของรถบนถนนที่ดานังคือจักรยานยนต์ อันเป็นพาหนะที่เหมาะแก่กำลังทางเศรษฐกิจของผู้คน ทั้งมิได้หมายความถึงเงินในกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการประกอบการขนาดเล็กที่จักรยานยนต์สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีในการขนส่ง ฉะนั้น จักรยานยนต์ที่ขนสินค้าจนเพียบแปล้จำนวนมากในดานัง จึงสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเปิดประเทศแล้ว โอกาสทางเศรษฐกิจได้กระจายถึงคนเล็กคนน้อยกว้างขวางเพียงไร

นอกจากนี้ รัฐยังเก็บภาษีรถยนต์ในราคาแพง ขณะที่แทบไม่เก็บภาษีจากจักรยานยนต์ขนาดเล็กเลย ส่วนใหญ่ของพาหนะบนถนนที่ดานังจึงเป็นจักรยานยนต์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีรถยนต์เสียเลย ก็นับว่าหนาแน่นไม่น้อยทีเดียวเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม กฎจราจรที่ดานังเอื้อต่อพาหนะของคนเล็กๆ อยู่มาก นับตั้งแต่การกำหนดความเร็วไว้ไม่ให้สูงเกินไป (ถึงอย่างไรก็วิ่งเร็วได้ยากอยู่แล้ว เพราะถนนส่วนหนึ่งค่อนข้างแคบ และจำนวนของจักรยานและจักรยานยนต์ที่มาก) อัตราความเร็วที่ไม่สูงทำให้ทุกฝ่ายหลบหลีกกันได้อย่างปลอดภัย คนขับรถที่ดานังบอกว่า ขับรถที่นั่น ไม่ต้องระวังด้านข้างหรือหลัง ให้ดูข้างหน้าอย่างเดียว อย่าได้ไปชนใครเข้าเป็นอันขาด ส่วนด้านข้างและหลังนั้น คนอื่นที่ต้องระวังด้านหน้าเหมือนกันจะเป็นผู้ระวังเอง

แล้วรถหนาแน่นคลาคล่ำที่ดานังก็เคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วกว่าในกรุงเทพฯเป็นอันมาก โดยแทบจะมองไม่เห็นตำรวจจราจรสักกี่คน แม้ว่าจะใช้เสียงแตรกันจนดังสนั่นไปหมดก็ตาม (หากล้วนเป็นเสียงแตรที่เตือนคนข้างหน้า ไม่ใช่เสียงลำเลิกบรรพบุรุษกัน)

ไม่มีเมืองใหญ่ไหนในโลกที่ไม่มีปัญหาจราจร แต่แนวทางแก้ปัญหาจราจรของเมืองต่างๆ วางอยู่บนพื้นฐานอะไรต่างหาก ที่ทำให้การจราจรเป็นปัญหาแก่ผู้คนมากขึ้นหรือน้อยลง

แนวทางของดานังตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า คนเล็กๆ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของเมืองต้องมาก่อน จักรยานและจักรยานยนต์มาก่อน มีอิสระเสรีที่จะวิ่งบนท้องถนนได้ทุกเลน โดยไม่ถูกกันให้ไปแอบชิดอยู่ที่เลนใดเลนหนึ่ง เป็นหน้าที่ของรถยนต์ที่จะต้องคอยระวังเอาเอง

และไม่มีวันที่จะขยายถนนโดยตัดทางเท้าให้เล็ก เพราะทางเท้าคือชีวิตของชาวเมือง ทั้งกิจกรรมทางสังคม และเศรษฐกิจล้วนเกิดอยู่บนทางเท้า ทั้งยังเป็นช่องทางสำหรับการเดินทางที่สำคัญอีกด้วย จึงต้องสงวนทางเท้าไว้สำหรับผู้คน ไม่ใช่ที่จอดรถยนต์หรือจักรยานยนต์ ทางเท้าของดานังปราศจากมาเฟียในเครื่องแบบ (ซึ่งบางครั้งเป็นเครื่องมือของนายทุน) ยึดเอาทางเท้าไปขายต่อ

ฐานคิดที่ว่า คนเล็กๆ ต้องมีศักดิ์ศรีเท่ากับคนใหญ่ๆ มองเห็นได้จากกฎที่ว่า พ่อแม่ไม่สามารถขี่รถเก๋งไปส่งลูกหน้าโรงเรียนได้ แต่กฎหมายบังคับว่าจะต้องส่งลูกลงเดินให้ห่างจากโรงเรียน 1 กม.เสมอ เพื่อนและครูไม่ได้เห็นเบนซ์ของพ่อตำตาจนระย่อทุกวัน

นอกจากนี้ ตลอดเวลาประมาณ 2 วันที่ผู้เขียนอยู่ในดานัง ไม่เคยเห็นขบวนของผู้ใหญ่คนใด ที่มีรถตำรวจคอยอารักขาหนาแน่นบนท้องถนนสักขบวนเดียว จะมีก็แต่ขบวนแห่ของผู้ที่นับถือคาทอลิกในวันสุกดิบก่อนคริสต์มาส

ทั้งนี้มิได้หมายความว่าดานังไม่มีปัญหาจราจร เช่นดานังซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะการไหลเข้าของทุนต่างชาติ มีการขนส่งสาธารณะน้อยมากอย่างเหลือเชื่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ดานังคงมีพัฒนาการที่แตกต่างออกไปอย่างแน่นอน ในขณะที่กรุงเทพฯพยายามขยายถนนให้ใหญ่ เพื่อทำให้คนใหญ่ๆ สามารถเดินทางได้สะดวกมากขึ้นด้วยรถยนต์ แต่คนเล็กๆ ที่ต้องเดินถนนบนทางเท้า แทบจะเคลื่อนตัวเองในชั่วโมงเร่งด่วนแทบไม่ได้เพราะความแออัด เนื่องจากทางเท้าถูกทำให้แคบลงตลอดมา กิจกรรมบนทางเท้าถูกจำกัดและควบคุม เพื่อให้คนใหญ่ๆ เดินได้สะดวก

ทางเท้าของกรุงเทพฯ มีไว้สำหรับเท้า ไม่ได้มีไว้สำหรับชีวิต เราจึงห่างเหินกันและแปลกหน้ากันตลอดมา เราริบทางเท้าอันเป็นทรัพยากรสาธารณะจากคนเล็กๆ เพื่อให้คนใหญ่ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้นฝ่ายเดียว ทางเท้าที่เล็กและแคบทำให้เราถูกสอนให้รังเกียจหาบเร่แผงลอย โดยอ้างเมืองของโลกตะวันตกเป็นแบบอย่าง แต่เราไม่เคยมองเห็นว่าบนทางเท้าของเมืองในโลกตะวันตก มีกิจกรรมของคนเล็กๆ อีกมากมาย ทั้งเพื่อหาสตางค์และไม่ได้หาสตางค์ นับตั้งแต่วาดรูปบนทางเท้าด้วยชอล์กสี ดนตรีขอเงินหรือเล่นให้ฟังฟรี คนไร้บ้าน "ขอยืม" สตางค์เหรียญสักอัน ป้ายโฆษณาของทุน เด็กขายบุหรี่และหมากฝรั่ง หญิงชายยืนจูบกันนานจนน่าเบื่อ ฯลฯ

เพราะคนเล็กคนน้อยไม่ได้รับความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรี ทางเท้าของกรุงเทพฯ จึงมีได้แค่ "ประชาวิวัฒน์" (หรือประชาวิวัตน์ก็ไม่ทราบ) ในเทศกาลหาเสียงเท่านั้น

"บิ๊กจิ๋ว"ปูดกลางที่ประชุมแกนนำเพื่อไทย ระบุยังเหลือเชื้อ"รัฐประหาร" แนะปลุกมวลชนตื่นตัวสู้

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 24 มกราคม รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย(พท.) แจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. พท.มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค นำโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธาน พท. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง

ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิตได้กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการประชุมว่า ความพยายามก่อการรัฐประหารยังมีเชื้อหลงเหลือ ดังนั้น โอกาสการทำรัฐประหารเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง เพราะอีกฝ่ายต้องการยื้ออำนาจต่อไป ดังที่มีการปล่อยข่าวรัฐประหารเพื่อโยนหินถามทาง แต่เชื่อว่าทำได้ยากเพราะประชาชนตื่นตัว ดังนั้น วิธีแก้ไม่ให้เกิดรัฐประหารมีทางเดียวคือ ต้องให้มวลชนตื่นตัว ใครคิดเปลี่ยนแปลงในทางไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องไม่ยอมรับ

ข่าวแจ้ง นอกจากนี้ยังมีการประชุมคณะกรรมการประสานภารกิจ พท.ซึ่งมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค เป็นประธานร่วมกับแกนนำ หารือประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข้อสรุปว่า พท.ไม่ควรเร่งรีบแสดงท่าที ควรรอดูท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เสียก่อน หากพท.มีมติออกไปตอนนี้ก็จะถูกพรรครัฐบาลนำไปใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรครัฐบาลจะเจรจาแก้ไขรัฐธรรมนูญจนสำเร็จ และมีโอกาสยุบสภาเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะรัฐบาลอยู่ในช่วงขาลง คงไม่ให้ตัวเองช้ำไปมากกว่านี้ ดังนั้น พท.ต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดยเชื่อว่าจะได้รับการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากอีกครั้ง

"เพื่อไทย"ปูด"บรรหาร"ยกหูคุย"สมชาย" ล็อบบี้ให้หนุนสูตร"400+100" ตั้งเงื่อนไขดึง"เนวิน"ร่วมด้วย

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 24 มกราคม รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย (พท.) แจ้งว่า ก่อนหน้านี้นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) ได้โทรศัพท์ไปหานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี แกนนำ พท. ขอให้ พท.สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 เกี่ยวกับวิธีเลือกตั้งและจำนวน ส.ส. ตามสูตร 400+100 ซึ่ง พท.ได้รับข้อเสนอไว้พิจารณา โดยระบุว่านายบรรหาร จะต้องไปคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.) เพื่อขอเสียงสนับสนุนให้ได้ เพราะเท่าที่ผ่านมา นายเนวินแสดงออกว่าต้องการให้เป็นเขตเล็ก แต่ไม่เกี่ยงว่าอัตรา ส.ส.จะเป็นสูตร 400 +100 หรือ 375 +125

นอกจากนี้ นายบรรหาร จะต้องรวบรวมเสียง ส.ว.ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 40 เสียง ซึ่งหากทำได้ พท.พร้อมสนับสนุน เพราะอัตราส่วน ส.ส. 400+100 ถือว่าเป็นหลักการรูปแบบเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ พท.มีจุดยืนสนับสนุนมาตลอด ทั้งนี้ พท.เคยมีมติที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไปแล้ว โดยความเป็นไปได้มากที่สุดคือจะมีมติให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.

ชี้เตรียมบึ้มทำเนียบโยงระเบิดป่วนกรุง

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel

คืบเตรียมระเบิดทำเนียบ เจ้าหน้าที่ชี้โยงบึ้มป่วนกรุงหลายจุด บิ๊กซี ราชประสงค์-รางน้ำ เร่งขยายผลจับผู้ร่วมขบวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา สบ 10 เดินทางมาร่วมสอบปากคำผู้ต้องหาที่เตรียมนำระเบิดไปวางที่ทำเนียบรัฐบาล ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (บก.น.6) ล่าสุด มีรายงานว่า ชายคนดังกล่าวทราบชื่อ คือ นายธวัชชัย เอี่ยมนาค อายุ 37 ปี อาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง วินเจริญนคร 28 โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุมได้ขณะที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า นูโว หมายเลขทะเบียน สยบ676 กทม. ตรวจค้นภายในตัวพบระเบิดแสวงเครื่อง เป็นระเบิดชนิดทีเอ็นที น้ำหนัก 1 ปอนด์ จุดชนวนด้วยการตั้งเวลาประกอบเรียบร้อยพร้อมก่อเหตุ ขณะที่อีก1 ลูก เป็นระเบิดแสวงเครื่องยังไม่ได้ประกอบ มีพลุส่องสว่าง ประกอบเชื้อปะทุไฟฟ้า จุดชนวนด้วยโทรศัพท์โนเกีย 3310 โดยจับกุมตัวได้ที่บริเวณแยกสวนมิกสวัน จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลผู้ร่วมขบวนการที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่กลางซอยพระราม 2 ซอย 28 ในบ้านพักพบเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี 1 กระบอก ลูกยิงอาร์พีจี 3 ลูก ลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 34 ลูก เครื่องกระสุนอีกหลายรายการ ก่อนนำผู้ต้องหาที่จับกุมได้อีก 4 คนมาสอบปากคำ

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า จะนำระเบิดไปวางที่บริเวณด้านหลังทำเนียบรัฐบาล บริเวณน้ำพุ ริมคลองผดุงกรุงเกษม แต่เนื่องจากมีการวางแผงเหล็กและรั้วลวดหนามกั้น คนร้ายจึงเปลี่ยนใจไปวางอีกจุดหนึ่ง ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัว

ด้านพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของกองบัญชาการตำรวจนครบาล -บก.น.6 ร่วมกับชุดสืบสวนของ พล.ต.อ.อัศวิน สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่เตรียมก่อเหตุบริเวณใกล้กับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งจากการตรวจสอบวงจรระเบิดจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความเชื่อมโยงกับระเบิดป่วนกรุงหลายจุดใน กทม. ที่ห้างบิ๊กซี ราชดำริ ระเบิดที่ สน.ลุมพินี ระเบิดซ.รางน้ำ และระเบิดที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนต่อไป

ผบช.น. กล่าวอีกว่า ปกติลักษณะการก่อเหตุของคนร้าย เชื้อปะทุไฟฟ้าและโทรศัพท์จะไม่อยู่รวมกัน แต่กรณีนี้อยู่รวมกันเพราะว่าเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งหลังจากนี้ได้สั่งการให้บก.น.1-9 ตั้งด่านตรวจเข้ม เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีมาสร้างสถานการณ์ นอกจากนี้ กลุ่มของผู้ต้องหาครั้งนี้เป็นลักษณะของระเบิดซ้ำ ก็คือมีการนำระเบิดลูกแรกไปวางก่อนเพื่อให้ ตร.ไปตรวจสอบ จากนั้น 30 นาทีก็จะมีการจุดชนวนระเบิดลูกที่ 2 ซึ่งก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) กล่าวว่า ชุดสืบสวนได้มีการแกะรอยมานาน และทราบว่าผู้ต้องหาจะมาก่อเหตุบริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล โดยสามารถจับกุมได้ขณะผู้ต้องหาเตรียมก่อเหตุ สอบสวนผู้ต้องหายอมรับตั้งใจมาก่อเหตุบริเวณหลังทำเนียบฯ แล้วเปลี่ยนใจย้ายจุดมาวางที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ก่อนจะถูกจับกุม ทั้งนี้ผู้ต้องหารับไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และตั้งใจสร้างสถานการณ์ แต่จะหวังผลอะไรนั้นต้องมีการสืบสวนขยายผลต่อไป

“หากพิจารณาพฤติการณ์ของคนร้าย คือลูกแรกมีการวางระเบิดตั้งเวลา 30 นาที ซึ่งหากเกิดระเบิดขึ้นจะมีรัศมีทำลายล้าง 10 เมตร หากมีประชาชนอยู่ใกล้อาจทำให้เกิดการสูญเสีย ส่วนลูกที่ 2 จะมีการวางใกล้กับจุดที่เกิดเหตุ เพื่อให้เกิดระเบิดซ้ำ หากอยู่ใกล้ก็จะได้รับอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้า พฐ.เข้าตรวจสอบวัตถุระเบิดดังกล่าวอีกครั้ง” ผบก.น.6 กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอาวุธที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการจับกุมได้นั้น ประกอบด้วย ลูกยิงอาร์พีจี จำนวน 3 นัด , เครื่องยิงอาร์พีจี 1 กระบอก , ดินขับ 3 ชุด ,ตัวชนวน 4 อัน , กระสุนซ้อมยิงใช้กับปืนขนาด 20 มม. จำนวน 2 นัด , ลูกระเบิดขนาด 40 มม. เป็นแบบลูกปราย 3 นัด แบบเจาะเกราะ 4 นัด แบบสังหาร 27 นัด ซึ่งใช้กับ เอ็ม 79 , กระสุนขนาด 7.62 ใช้กับปืนอาก้า 23 นัด ,กระสุนขนาด 5.56 ใช้กับ เอ็ม16 จำนวน 115 นัด , กระสุนแบบเอ็ม 60 ขนาด 7.62 จำนวน 35 นัด ,กระสุนปืนคาร์บิ้น 117 นัด และรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว หมายเลขทะเบียน บท-4330 ลำปาง

สำหรับรายชื่อผู้ต้องหา ทั้ง 5 คนประกอบด้วย 1.นายธวัชชัย หรือดำ เอี่ยมนาค อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 784 ถ.เจริญนคร แขวงบางลำพูล่าง เขตคลองสาน กทม. 2.นายดร มาตา อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 ม.3 ต.นาแส่ง อ.เกาะคา จ.ลำปาง 3.นายนพคุณ ศรีวงศ์มงคล อายุ 60 ปี อยู่บ้านลขที่ 37 ซ.พระราม 2ซอย 69 แยก 2-8 แขวงสแมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. 4.นายวิวัฒน์ หรือ เซี๊ยะ วัฒนสกุลยิ้ม อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79/125 ซ.ศิลปเดช ถ.จอมทอง แขวงบางค้อ เขตบางขุนเทียน กทม. และ5.นายมานัส รันรัตน์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/2 ต.ท่าช้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่


http://www.posttoday.com/ข่าว/อาชญากรรม-สังคม/71154/ชี้เตรียมบึ้มทำเนียบโยงป่วนกรุง

66ศพยังไร้ค่า?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




การแถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อสัปดาห์ก่อนถึงการสอบสวนคดี 91 ศพเสื้อแดง

แม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่

แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดปากครั้งแรกของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ยอมรับว่า 13 ศพเสื้อแดงเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

ในจำนวนนี้มี 2 ศพในวัดปทุมวนาราม และนักข่าว ญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย

นายธาริตยังระบุด้วยว่าอีก 12 ศพ รวมพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เป็นฝีมือของกลุ่มนปช.

ตรงนี้ก็ถือว่าชัดเจนขึ้นบ้าง

แต่ก็แปลกใจว่าแล้วอีก 65-66 ศพเป็นฝีมือใคร ??

ดีเอสไอใช้เวลาสอบสวนคดีนี้นาน 8-9 เดือนสรุปได้แค่นี้เองหรือ !!

อีก 66 ศพที่นายธาริตบอกได้แค่ว่ายังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด

ในจำนวนนี้ มีการเสียชีวิตของเสธ.แดง น้องเกด และนักข่าวอิตาลี

ตรงนี้ยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปอีก

การสรุปผลสอบแค่ 25 ศพของนายธาริตต้องการจะบ่งบอกอะไร

คนเสื้อแดง-เจ้าหน้าที่รัฐตายเท่าๆ กันแค่นั้นหรือ !?

ทั้งที่อีก 66 ศพส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมนปช. และประชา ชนผู้บริสุทธิ์

เอากันง่ายๆ ถ้าดีเอสไอตั้งใจทำคดีอย่างจริงจัง

คงไม่มีคำว่า "ยังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด"

ความจริงการชันสูตรศพผู้เสียชีวิต บ่งบอกข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างแล้ว

แค่หลักการชันสูตรศพเบื้องต้น ยังไม่ต้องมีพยานมาประกอบ

บาดแผลรอยกระสุนก็เพียงพอบอกได้แล้วว่า

ผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยปืนชนิดไหน หัวกระสุนแบบไหน หัวกระสุนสีอะไร

เอาให้ลึกลงไปอีกก็ต้องบอกได้ว่าวิถีกระสุนมาจากทิศ ทางใด

ยิงจากบนลงล่าง ล่างขึ้นบน หรือระนาบเดียวกัน

เมื่อเอาบาดแผล ชนิดปืน วิถีกระสุน มาประมวลจากจุดที่ถูกยิง

ก็คงบอกได้ว่าเสธ.แดงถูกกระสุนปืนสไนเปอร์หรือไม่

น้องเกดถูกกราดยิงจากบนรางรถไฟฟ้าหรือเปล่า

แต่นายธาริตกลับไม่ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

แถมยังโยนสำนวนกลับไปให้ตำรวจชันสูตรศพเพิ่มเติม

คงหวังประวิงเวลาไปได้อีกหลายเดือน

ต้องถามต่อไปว่ามีเหตุผลอะไรถึงสรุปแค่ 25 ศพ

แล้วอีก 66 ศพไร้ค่าไร้ความหมายหรืออย่างไร

ผู้บาดเจ็บจากการถูกลอบยิงอีกนับพันคน

ทำไมไม่มีการพูดถึง !?

บางคนทุพพลภาพ บางคนพิการตาบอด บางคนต้องตัดแขนตัดขา

ทำไมดีเอสไอถึงไม่สอบสวนทำคดีให้เลย

ทั้งที่บุคคลเหล่านี้เห็นกะตาตัวเองด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนลั่นไก

คนเหล่านี้คงสิ้นหวังกับการทวงความยุติธรรมแล้ว

ยิ่งการสาวให้ถึงคนสั่งการ

คงไม่ต้องไปคาดหวังอีกเลย

ฟ้าสีหม่นหมอง ท้องถนนมีแต่สีแดง 555

ที่มา thaifreenews

โดย หงส์ศาลาแดง

สลบไสลไปวันเต็มๆTongue
วันนี้ขอชื่นใจกับความประทับใจ
ความภูมิใจว่าครั้งหนึ่ง
ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น
ตัวเราก็มีส่วนร่วม
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ
กูก็จะสู้มึงไปทุกวัน

เช้าวันที่ 23 -11-2554
เตรียมตัวไปร่วมขบวนกันตั้งแต่เช้า
ข้าวก็ต้องซื้อกินค่าน้ำมันก็ต้องช่วยกันออก

[ภาพ: 2554-01-23%2009-35-38%20-%200015%20%5B800x600%5D.JPG]

คลิ้กชมภาพทั้งหมดที่นี่ครับ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 25/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยุคไข่ ชั่งกิโล แกล้งโง่ชิมิ
อุตริ คิดอุบาทว์ อนาถล้น
เสียเงินจ้าง ผู้วิจัย ให้สัปดน
ทุเรศคน ต้นคิด จิตอัปรีย์....

โดนชาวบ้าน ตะโกนด่า ว่าบัดซบ
ยังเลี่ยงหลบ ทดลองก่อน อ้อนโน่นนี่
แล้วจ้างสื่อ กระพือข่าว เรื่องราวมี
โครงการดี ไข่วิวัฒน์ ของรัฐบาล....

แก้ปัญหา เฉื่อยชา ไม่มาพูด
บทพิสูจน์ พวกโง่ เก่งโวหาร
พูดแต่เรื่อง เพ้อฝัน โดยสันดาน
เพื่อสืบสาน พรรคชั่วช้า มานานปี....

คุณภาพ เบาหวิว แต่หิวโหย
หวังกอบโกย ให้อิ่มหนำ ย้ำสุขี
การทำงาน แค่ศูนย์ พูนทวี
ช่างเหมาะดี สมสมัย จัญไรชน....

มีแต่เรื่อง เหลวไหล ใจวิปริต
ไม่เคยรู้ ถูกผิด จิตสับสน
ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ ระยำคน
หนี้ท่วมท้น ยังยิ้มร่า ว่าถูกทาง....

รัฐบาล ไข่กิโล โง่หรือบ้า
สร้างปัญหา เอาไว้ ใครสะสาง
ลูกหลานเหลน นั้นหนอ รออับปาง
ช่างเลือนลาง จริงหนอ ตอแหลแลนด์....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554