WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 25, 2011

วลีเด็ด สะเก็ดข่าว จากแกนนำที่คิดถึงในสังคมชาวแดงFacebook

ที่มา thaifreenews

โดย namome





"การ สื่อสารในสังคมโลกทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facebook คือจุดที่สื่อสารในสังคมออนไลน์ที่น่าติดตาม ทั้งข่าวสารที่เรียกได้ว่าเร็วกว่าสื่อหลักของประเทศ เพราะเป็นการส่งข่าวจากสังคมชุมชนออนไลน์ ความจริงหลายอย่างปรากฏในFacebook จนเป็นที่ฮือฮา และจนน่ากลัวสำหรับอำมาตย์ วันนี้เราขอนำประเด็นเด็ดมาเสนอต่อท่านที่ยังไม่มีFacebook"

เริ่ม ต้นที่เจ้าพ่อFacebook ที่สร้างสังคมใหม่ให้คนเสื้อแดงได้พบกันในวันที่เราถูกปิดหูปิดตา และนำพาชาวFacebook ปลุกกระแสเสื้อแดงมาจนกลับเหมือนเดิมอีกครั้ง



สมบัติ บุญงามอนงค์

นอก จากผมขาวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีแล้ว รอบเอวก็เป็นตัวบอกจำนวนอายุด้วย ที่แปลกคือ เอวผมเพิ่มปีละ 1 นิ้วทุกปี แล้วมีขนาดเท่ากับอายุผมเสียด้วย ตลกดี
________________________________________
"ในนาม Free-Thai ขอให้สุขสันต์วันเกิด และรักษาสุขภาพด้วยนะครับ"

---------------------------------------------------------



Arisman Pongrueangrong

ตอนนี้ผมคงต้องเขียนจดหมายถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพราะท่านผู้นำเหล่านั้นได้รู้แล้วว่าผมเป็นตัวจริงเสียงจริง และสนใจในเนื้อหาสาระขอจดหมายมากเพราะอยากรู้เรื่องลึก ๆ มากกว่านั้น ว่าการสลาย การสังหารประชาชนที่ราชประสงค์ ใครอยู่เบื่องหน้าใครอยู่เบื่องหลัง ใครเป็นคนสั่ง ตอนนี้เขาขอหลักฐานสำคัญเพิ่มเติม ผมคงต้องรบกวนเพื่อน ๆใครที่มีหลักฐานเด็ด ๆ บ้างขอให้ผมด้วยนะครับ

เราจะรุกทางด้านต่างประเทศเทศต่อไปอย่างหนัก ถึงแม้ว่านายกษิต ได้ไปลอบบี้ประเทศต่าง ๆ ไว้แล้ว ซึ่งประเทศเหล่านั้นมีความสงสัยอยู่ว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงต้องลอบบี้เรื่องการ สังหารประชาชนเพราะอะไร ทำไมจึงกล่าวหาว่าคนเสีอดำเป็นคนสังหารประชาชน และกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเอง ซึ่งตอนนี้เขาต้องการหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่านี้จากพวกเรา ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ทางการเมือง ผมขอรายงานความคืนหน้าให้กับประชาชนได้ทราบเท่านี้นะครับ
________________________________________



การุณ โหสกุล
ผมสังเวชใจกับนายกของไทยในเรื่องวุฒิภาวะ เมื่อคืนวันที่ 23 มค. มาออกทีวีชี้แจงในเรื่องที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ผมเชื่อว่าหลังจากนี้รัฐบาลกัมพูชาคงจะขังลืม 2 คนไทยที่ยังเหลืออยู่ หลังจากที่นายกประสบความสำเร็จในการช่วย สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาได้แล้ว ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ออกมาพูด โคตรปากดีเลย กูเซ็ง
________________________________________



สมยศ พฤกษาเกษมสุข

‎ชุมนุมใหญ่ วันกองทัพไทย"คิดบัญชีเผด็จการ ต้านภัยรัฐประหาร ไม่เอาสงครามไทย-เขมร" ที่ 25 มกราคม 2554 เวลา17.00-23.00น. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยพบกับ4ส และสมยศ พฤกษาเกษมสุข,อติเทพ ไชยสิทธิ์,จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ,พลท เฉลิมแสนจัดโดย...สนนท.,กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มสองขาเพื่อประชาธิปไตย, เครือข่ายนักกิจกรรมสังคมเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มพลังหญิงสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-5007232 begin_of_the_skype_highlighting 089-5007232 end_of_the_skype_highlighting

จากความเคลื่อนไหวของเครือข่ายม็อบคนเสื้อแดงที่แยกกันเดินร่วมกันตีโดยนัด หมายชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยวันอังคารที่ 25 มค.นี้ทำให้พล.ท.อุดมเดชสีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 แสดงความวิตกว่าอาจมีมือที่ 3
เข้ามาสร้างสถานการณ์จนลุกลามบานปลาย จึงเตรียมแผนรับมือโดยสั่งกำลังทหารเตรียมพร้อมในที่ตั้งขณะเดียวกันก็ส่ง สัญญาณปรามไม่ให้ม็อบเสื้อแดงสร้างสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลาย-แนวหน้า 24มค.54
________________________________________



แรมโบ้ อิสาน

ขอคารวะหัวใจคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย
เมื่อคืนผมนั่งชมการปราศรัยถ่ายทอดสดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถึงแม้สัญญาณจะถูกก่อกวนจากพวกมารเผด็จการแต่ก็พอได้เห็นภาพการเสียสละที่ ยิ่งใหญ่ของพี่น้องคนเสื้อแดง..ที่ได้ออกมาร่วมการชุมนุมกันเป็นเรือนแสน นับวันยิ่งมากขึ้นๆพี่น้องเราไม่มีคำว่าอ่อนแอและท้อถอย"นี่ไงตายหนึ่งเกิด แสน"กำลังจะเป็นความจริงขึ้นมาทุกขณะ ทั้งที่รู้ว่าพลังประชาชนออกมามากมายขนาดนี้แต่พวกรัฐบาลทรราชย์หน้าด้านก็ คงไม่มีความรู้สึกมีจิตสำนึกรับผิดชอบใดๆต่อความต้องการของพี่น้องเรา..พี่ น้องคนเสื้อแดงเราไม่ไปต้องสนใจกับพวกคนหน้าด้าน..สิ่งที่เราได้อย่างยิ่ง ใหญ่และน่าภาคภูมิใจคือ..การแสดงออกถึงความต้องการประชาธิปไตย ต้องการความถูกต้อง ต้องการความเป็นธรรมและการสิทธิเสรีภาพอิสรภาพคืนให้กับพี่น้องเราที่ถูกกัก ขังในเรือนจำ คนในรัฐบาลทรราชย์อาจตาบอด แต่สื่อสารมวลชนข่าวสารต่างๆตลอดจนสังคมชาวโลกไม่ได้ตาบอดตามไปด้วย..นี่คือ ความจริงที่พี่น้องคนเสื้อแดงเราต้องภาคภูมิใจ สู้ต่อไป สู้ตยืนหยัดต่อไป ตราบที่หัวใจพวกเรามีจุดยืนต่ออุดมการณ์อย่างมั่นคง ต้องมีสักวันที่ชัยชนะจะเป็นของประชาชน เพราะประเทศไทยคนเที่ป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงคือ.."ประชาชน"มิใช่พวก อำมาตย์บ้าอำนาจอย่างพวกเจ้าทั้งหลาย..ด้วยดวงจิตขอคารวะพี่น้องเสื้อแดง ..จากใจจริง.."แรมโบ้ อิสานคนพลัดถิ่น"


แล้วเราจะหมั่นรวบรวม วลีเด็ดๆ จากท่านเหล่านี้อื่นๆมาฝากในโอกาสต่อไป แต่เหนืออื่นใตท่านต้องเข้าไปคนดูแวะดูได้เองจะพบกับสังคมออนไลน์อีกสังคม หนึ่งที่น่าทึ่ง และชวนติดตาม

http://www.free-thai.info/

รุมชัง 'กษิต' ตัวเพาะศัตรู!

ที่มา บางกอกทูเดย์



ขยันท้าตีท้าต่อยเพื่อนบ้านทุกวัน
คนไทยรับเคราะห์ถูกจับเป็นว่าเล่น
แม้แต่ชาวบ้านธรรมดา ก็ยังรู้ว่า การมีเพื่อนบ้านที่ดีอยู่รอบข้างนั้น มีประโยชน์อย่างไร
อย่างในยุคปัจจุบัน ที่สังคมเมืองทำให้คนในกรุงเทพฯรู้จักเพื่อนบ้านน้อยลง เพราะเช้าก็ออกจากบ้าน กว่าจะกลับก็ค่ำมืด เลยไม่เคยเจอหน้า ไม่เคยรู้ว่าเพื่อนบ้านหน้าตาเป็นอย่างไร
สังคมแบบนี้แหละที่กลายเป็นจุดอ่อนให้อาชญากรรมลักเล็กขโมยน้อย ไปจนกระทั่งถึงการปล้น การสวมรอยเข้ามา สามารถทำได้ง่ายๆ โดยเพื่อนบ้านไม่ได้รู้เลยว่า ที่กำลังขนของขึ้นรถกันจ้าละหวั่นนั้น ไม่ใช่เจ้าของบ้าน แต่เป็นโจร เป็นขโมย
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของตำรวจ จึงได้มีการแนะนำให้บรรดาคนกรุง หันมาคบเพื่อนบ้านมาทำความรู้จักมักคุ้นกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้น เกิดอะไรขึ้นจะได้พึ่งพากันได้ เรียกว่ามีเพื่อนบ้านเอาไว้เป็นรั้ว เป็นหูเป็นตาให้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ในสังคมชนบท ในสังคมไทยแต่ดั้งเดิม ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย กับประเทศไทยในตอนนี้ก็คือ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้ถึงวิธีคิดวิถีตะวันออกแบบนี้เลยสักนิด
เพราะนับตั้งแต่เข้ามาเป็นบริหารประเทศ ปรากฏว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านไปหมด
ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะเจ้าประจำ กัมพูชา ที่มีสมเด็จฯฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
แต่บรรดาประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง ไม่ว่าพม่า จีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้งสิงคโปร์ ปรากฏว่าสัมพันธภาพทางการทูตระหว่างประเทศเป็นในลักษณะที่ลุ่มๆดอนๆทั้งสิ้น

หลายประเทศอยู่ในภาวะที่เอือมระอา ในขณะที่หลายประเทศทำเพียงแค่รักษามารยาททางการทูต โดยที่ไม่ต้องการที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น
ในขณะที่บางประเทศ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ให้รักษาระยะห่างเอาไว้เป็นดีที่สุด
ซึ่งเรื่องนี้นายอภิสิทธิ์นั่นแหละควรที่จะรู้ดีที่สุดว่า ในช่วง 2 ปี ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลโดยที่ติดภาพในเรื่องของการเป็นรัฐบาลที่ได้รับการโอบอุ้มโดยทหาร ที่ผ่านการทำรัฐประหารมานั้น เพื่อนบ้านให้ความสนิทสนมแค่ไหน

ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากเป็นการประชุมนานาชาติตามรอบวาระแล้ว มีกี่ประเทศที่อยากให้นายอภิสิทธิ์ไปเยือน บางประเทศว่ากันว่า พยายามที่ขอไปเยือนยังเจอข้ออ้างว่า ยังหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมไม่ได้ จนสุดท้ายต้องอาศัยบารมีกลุ่มอำนาจทหารให้ช่วยประสานให้

ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็รู้ดี เพราะเคยต้องช่วยประสานให้มาแล้วอย่างน้อย 1 ประเทศ
จุดอ่อนนี้ หากจะมองว่าเป็นบาปกรรมที่ตกทอดมาจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ก็สามารถที่จะกล่าวอ้างได้ เพราะในนานาประเทศทั่วไปแล้ว ย่อมไม่อยากจะสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศที่มีรัฐบาลซึ่งมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงสักเท่าไรนัก

เพราะไม่รู้ว่า วันดีคืนดีประชาชนในประเทศของตนจะออกมาประท้วงรัฐบาล ว่าไปคบกับรัฐบาลทหารทำไม???
ขึ้นชื่อว่ารัฐบาลทหาร ไม่ว่าประเทศใดในโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีภาพที่เป็นลบมากกว่าเป็นบวกด้วยกันทั้งนั้น
ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลไทยจะเป็นรัฐบาลทหารแฝงรูป แต่สังคมโลกก็รับรู้ทั่วกัน เพราะนิตยสารไทม์ ยังยกให้เหตุการณ์สลายการชุมนุมนองเลือด พฤษภาอำมะหิต เป็น 1 ในเหตุการณ์ดังในรอบปี 2553

แล้วจะมีใครไม่รู้บ้างว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีที่มาที่ไปอย่างไร หรือมีอำนาจพิเศษอะไรหนุนหลังบ้าง
แต่อีกประเด็นหนึ่งที่นายอภิสิทธิ์ ซึ่งก็เป็นถึงนักเรียนนอก จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดังของโลก ซึ่งน่าจะรู้ดีว่า ภาพลักษณ์ในเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ในระบบสากลแล้ว ทุกๆประเทศที่เจริญแล้วให้ความสำคัญมากเพียงใด?

กลับปรากฏว่าในการตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์จะด้วยความจำเป็นในการตอบแทนคุณบรรดากลุ่มต่างๆ ที่ช่วยหนุนและสร้างโอกาสให้แทรกวาระขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หรือเพราะไม่สามารถที่จะปฏิเสธคำขอพิเศษบางประการได้
ได้มีการตั้งนายกษิต ภิรมย์ แกนนำกลุ่มม็อบพันธมิตร ที่มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ยึดและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติในสายตาของประชาคมโลก แต่กลับได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แถมก่อนหน้านั้นก็รู้ทั้งรู้ว่า นายกษิตได้เคยมีคำพูดคำจาพาดพิงถึงผู้นำรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศอย่างไรบ้าง
จุดนี้แหละที่ทำให้ในสายตาของประเทศเพื่อนบ้าน ต่างไม่เข้าใจ และกลายเป็นระยะห่างในความสัมพันธ์ระดับประเทศขึ้นมาในทันที!!!

ที่สำคัญและยิ่งกลายเป็นการเพิ่มความอึดอัดให้กับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน และมิตรประเทศต่างๆของไทย ก็คือเรื่องการทำหน้าที่ในการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนออกนอกหน้าของนายกษิต

หนังสือขอความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ ที่ออกไปยังประเทศต่างๆในยุคที่นายกษิตนั่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้สร้างความพะอืดพะอมอิหลักอิเหรื่อให้กับประเทศต่างๆเป็นจำนวนมาก
แต่ตลอดมาเช่นกัน นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้เลยสักนิด

ทั้งๆ ที่หากใช้วิจารณญาณคิดง่ายๆว่า หากประเทศอื่นๆเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนอย่างที่กระทรวงการต่างประเทศยุคของนายกษิตมองจริงๆ การส่งตัวก็คงเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะนี่เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว
แต่เพราะต่างประเทศรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2549 นั้นคืออะไร? จึงเป็นไปได้หรือไม่ว่า ต่างประเทศมองในมุมของการเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองเสียมากกว่า

ทำให้ทุกวันนี้ไม่มีใครที่จะสนใจให้ความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยเลย
และไม่ใช่เพียงแค่ประเทศกัมพูชาประเทศเดียวอย่างที่นายกษิตคิด หรือนายอภิสิทธิ์เข้าใจ
ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ การสอบตกในเรื่องผลงานของกระทรวงการต่างประเทศ ยุคที่มีนายกษิต เป็นรัฐมนตรีว่าการ กำลังสะท้อนปัญหาออกมาให้สังคมเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างเช่นกรณีการจับกุมคนไทยของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทยเอง
ไม่ใช่แค่ 7 คนไทยที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัว ซึ่งอาจจะมองได้ว่า เป็นเรื่องระหองระแหงกันต่อเนื่อง เพราะยังมีประเด็นปราสาทพระวิหาร มีประเด็นม็อบพันธมิตร และกลุ่มสื่อที่สนับสนุน ที่กดดันในเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุให้เกิดการจับกุม 7 คนไทยแบบจริงๆจังๆก็ได้

แต่ถึงขณะนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ประเทศกัมพูชาแล้วที่จับกุมคนไทย ประเทศพม่าก็มี โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 ทหารรัฐบาลพม่าก็มีการจับราษฎรไทย บ้านออกฮู ตำบลวาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 8 คนไทยบริเวณบ้านห้วยโพมูบอ ในเขตชายแดนของพม่าด้วยเช่นกัน
โดยคนไทยทั้งหมดได้ข้ามไปหาปลา ระหว่างนั้นทหารรัฐบาลพม่าได้ลาดตระเวนไปพบ จึงเข้าทำการจับกุมทั้งหมด
ประกอบด้วย นายเมธี คีรีทัศนัย นายแพทู คีรีไกลวัลย์ นายตะนุ คีรีไกลวัลย์ นายหม่อชิ ไม่มีนามสกุล นางมะหมี่ คีรีไกลวัลย์ นางตะลา ไม่มีนามสกุล นางปาละโม และนายพะคึ โดยทั้งหมดทหารพม่าได้ควบคุมตัวไว้ที่กองบังคับยุทธวิธีที่ 3

ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของไทย และแกนนำชาวบ้านพยายามติดต่อทหารพม่าเพื่อให้ปล่อยตัวราษฎรไทยทั้งหมด แต่การติดต่อประสานงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก
อย่างไรก็ตามนายสามารถ ลอยฟ้า ผวจ.ตาก ได้สั่งการให้ นายพจน์ หรูวรนันท์ นอภ.พบพระ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ที่มีความมักคุ้นกับทางพม่า ช่วยเจรจาให้มีการปล่อยตัว เพราะคนไทยทั้งหมดไม่ใช่สายข่าวของทหารกะเหรี่ยง เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่เข้าไปเก็บข้าวโพดที่ปลูกไว้
ถึงขนาดที่ว่าหากการเจรจาไม่เป็นผลก็ต้องให้ทางชุดประสานงานชายแดนไทย หรือ (ทีบีซี)เจรจากับ ทีบีซีของพม่า อีกทีหนึ่ง

ยังโชคดีที่ไม่มีการเจรจาโดยกระทรวงต่างประเทศของไทย ทำให้สุดท้ายทางการพม่าได้ปล่อยตัวราษฎรไทยมาหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นไม่รู้ว่าเรื่องจะบานปลายอีกหรือไม่หากกระทรวงต่างประเทศยื่นมือเข้ามา

หรืออย่างก่อนหน้านั้นในช่วงปลายปีที่แล้ว หน่วย “มารีนทาม” ซึ่งเป็นหน่วยปราบปรามทางทะเลของประเทศมาเลเซีย ก็ได้มีการจับกุมผู้โดยสารและลูกเรือ โดยสารระหว่าง จ.สตูล-รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ชื่อเรือ “บุหงานาวา2”โดยถูกจับกุมทั้งหมด 9 คน ข้อหา “นำสิ่งของออกจากประเทศมาเลเซีย”โดยไม่ได้รับอนุญาต

และได้นำผู้ต้องหาคนไทยทั้งหมดไปควบคุมตัวที่โรงพักเมืองกาง่า รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย มาแล้วเช่นกัน ยังโชคดีที่ศาลรัฐเปอร์ลิส ได้สั่งเปรียบเทียบปรับคนละ 1 แสนบาท เนื่องจากบางคนอาศัยโดยสารมากับเรือที่เกิดเหตุและไม่มีสิ่งของผิดกฎหมายติดตัวมาแต่อย่างใด

ซึ่งเรื่องทำนองนี้ในฐานะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงสมควรจะเกิดหรือไม่ เป็นสิ่งที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะต้องตอบ และจะต้องตระหนักด้วยว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร???

หรืออย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 54 ก็มีรายงานข่าวจากฮ่องกงว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงได้ควบคุมตัว นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญสภาฯ ในสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปเพื่อศึกษาดูงานด้านการตลาดยางพารา เพื่อพิจารณา พ.ร.บ.ยางพารา ที่ฮ่องกง ไว้ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา

เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ต้องสงสัยว่า นายสาคร ได้ขโมยของในร้านปลอดภาษีที่สนามบินฮ่องกง ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่สถานกงศุลใหญ่กำลังประสานงานเรื่องดังกล่าวอยู่

ซึ่งสุดท้ายนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมายืนยันแล้วว่า นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.ของพรรคถูกทางการฮ่องกงควบคุมอยู่จริง

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า รู้สึกแปลกใจที่นายสาครโดนจับ โดยเห็นว่าคงเป็นเพียงความเข้าใจผิด เนื่องจากนายสาครเป็นคนมีฐานะ

แม้ว่าสุดท้ายเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่บอกว่าแคชเชียร์ที่ไม่ได้สแกนบาร์โค้ดสินค้าให้ครบทุกชิ้น เมื่อนายสาคร เดินออกจากจุดชำระเงินเครื่องตรวจจับจึงดังขึ้น และเจ้าหน้าที่ในร้านก็กล่าวหาว่าลักทรัพย์ แต่ก็ได้เคลียร์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือให้นายสาคร ชำระเงินของสินค้าในส่วนที่ไม่ได้สแกน

ขณะที่ทางกระบวนการยุติธรรมของประเทศฮ่องกง ได้ตัดสินเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้พิจารณาเป็นกรณีของการทะเลาะวิวาทไม่ใช่เรื่องขโมยสินค้า และนายสาครสามารถที่จะกลับประเทศไทยได้แล้ว

แต่เรื่องเหล่านี้หากทางกระทรวงการต่างประเทศของไทย มีสัมพันธภาพที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องเล็กๆเหล่านี้อาจจะมีการขอกันได้ ไม่กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอย่างที่เกิดขึ้นกับหลายกรณีหลายประเทศในช่วง ปี 2 ปีนี้

คำถามจึงวกเข้าใส่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่า แล้วเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าประเทศไทยจะอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไ??ร

ไทยซึ่งเคยคิดว่าเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ ยังเป็นพี่ใหญ่ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่???
ที่สำคัญในเมื่อนายอภิสิทธิ์ ก็รู้ดีว่า ประเทศเพื่อนบ้านไม่ชอบนายกษิต และนายกษิตคือจุดอ่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทำไมนายอภิสิทธิ์ จึงไม่คิดจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด
หรือจะปล่อยให้การตอบแทนบุญคุณ สร้างผลกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านให้ครบเสียก่อน
วันนั้นประเทศไทยคงวังเวงน่าดู.....!!!

แจ้งข่าวด่วนจาก น้องแก้ม....สิริสกุล ใสยเกื้อ

ที่มา thaifreenews

โดย namome





นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

เฟสบุคที่ใช้ชื่อว่า "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ที่มีรูปโพรไฟล์พี่เต้นใส่สูทนั้น ไม่ใช่ของพี่เต้นนะค่ะ ข้อความที่โต้ตอบทางจดหมายหรือหน้าเพจใดๆ ก็ตามพี่เต้นและแก้มไม่ได้มีส่วนรับรู้นะค่ะ รบกวนฝากช่วยกระจายข่าวหน่อยค่ะ เพราะไม่แน่ใจว่าผู้ดูแลคือใคร เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกเราหรือไม่ ระวังกันด้วยนะค่ะ

แก้ม... สิริสกุล ใสยเกื้อ

เพี้ยนแล้วมั้ง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

แจ๋วริมจอ





เบื่อหน่ายกับการสร้างภาพลักษณ์ ของรัฐบาลชุดนี้อย่างมาก
โดยเฉพาะพรรคแกนนำประชาธิปัตย์
ที่ส่งคนไปคุมสื่อรัฐอย่างช่อง 11 เคยประเมินความรู้สึกของประ-ชาชนบ้างหรือไม่??!!

ปากก็ว่า...รัฐบาลพร้อมสร้างความปรองดอง ยุติวิกฤติชาติ เพื่อการเดินก้าวไปของประเทศ

แต่พฤติกรรมจริงแล้ว พวกท่านกระทำเหมือนปากที่พูดหรือเปล่า??

ทำไมยังปล่อยให้รายการไม่สร้างสรรค์ "มัดปม" ความแตกแยกของคนในชาติ ไม่รู้ จักจบจักสิ้น!!

ทำไมยังใช้สื่อรัฐประเคนด่าอีกฝ่ายด้วยโมหะจริต โดยที่สื่อนั้นไม่รู้ร้อนรู้หนาว รัฐบาลไม่รู้สึกรู้สา??

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องอื่นๆ ไม่ปรากฏพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ไม่สร้างปรากฏ-การณ์แตกแยกให้ลุกลาม

ผิดกับช่อง 11 ตรงข้ามกับรัฐบาลประชาธิปัตย์
กลับใช้สื่อรัฐ เงินภาษีอากรของประชาชน มาขยายปม
แผลของคนในชาติให้บาดลึกยิ่งขึ้น!!

สั่งสมความแค้นไปมา เหมือนประเทศใกล้สิ้นชาติ มันถูกต้องแล้วหรือ???

รัฐบาลกลัวอะไรมิทราบ...
ทำไมถึงไม่กล้าปลดรายการไม่สร้างสรรค์นี้ออกไปจากสื่อรัฐ

ปากว่าปรองดอง
ก็ต้องลงมือกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบอย่างที่เป็นอยู่

อนาถปนสลดใจกับรายการนี้เหลือเกิน

ศักดิ์ศรีคนสื่อช่อง 11 มัวหมอง
ไร้ค่าถูกตราหน้าว่ารับใช้การเมืองจนลืมอุดมการณ์ เสียสิ้น!!

ใครชมเมื่อวันอาทิตย์ก็คงจะรู้ว่า
อะไรเกิดขึ้นกับภาพที่ปรากฏผ่านจอ ไร้สิ้นซึ่งความ ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ผลิตทีวี

พิธีกรท่านเอาผ้าอนามัยมาสูดดม
เอามาเช็ดใบหน้า เป็นแผ่นผ้าที่ผู้หญิงมีไว้เพื่อซับรอบเดือน??!!

ไปเปิดดูเทปซะนะ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" ท่านอาจจะอาเจียน

ช่อง 11 มันตกต่ำจนน่าใจหายแล้วนะท่านรัฐมนตรี!!

"แจ๋วริมจอ"


http://www.thairath.co.th/column/ent/tv/143752

เพ็ญ ภัคตะ: ศรัทธา?

ที่มา ประชาไท

ศรัทธาที่มืดบอด เหมือนถ่านมอดไร้จุดหมาย
เปลวเทียนแท่งสุดท้าย แทบมลายในสายลม

ศรัทธาสวามิภักดิ์ ทุ่มเทรักกองทับถม
มายาค่านิยม หยุดงายงมเลิกงงงวย

ศรัทธาในความดี หากใครพลีชีวิตช่วย
ปวงชนพ้นมรณ์ม้วย ด้วยเมตตาแลบารมี

ศรัทธาในความซื่อ หากใครถือมรรควิถี
เคารพสิทธิ์เสรี ประชาชีทุกชั้นชน

ศรัทธาในความจริง หากทุกสิ่งเปิดเผยตน
ความลับความสับสน ว่าใครปล้นอธิปไตย

ศรัทธาเราศรัทธา คนมีค่าไม่ฆ่าใคร
วีรชนคนยิ่งใหญ่ เขานั้นไซร้ควรศรัทธา

ศรัทธาไม่มืดบอด กองไฟมอดเกิดปัญญา
เพ่งมองสยามา หยาดน้ำตาท่วมธาตรี

ศรัทธาเถิดสหาย ผ่านฝันร้ายไฟริบหรี่
เถ้ามอดถ่านยังมี พลีใจโถมเผื่อลมผวน

ศรัทธาเถิดศรัทธา เทียนปัญญาฝ่าเปลวทวน
สัจจะประจักษ์หวน ยืนหยัดสวนกระแสทมิฬ

พระสงฆ์กับงานสังคมสงเคราะห์: ความเชื่อมโยงระหว่างการดับทุกข์ทางจิตวิญญาณกับทุกข์ทางสังคม

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา ผมไปร่วมฟังการเสวนาเรื่อง “พระสงฆ์กับงานสังคมสงเคราะห์: หน้าที่หรือมิใช่?” ที่ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสน่ห์การจัดเสวนาของที่นี่คือ เป็นการเสวนาตามวิธีคิดของอาจารย์ทางปรัชญา (เช่น ศ.ดร.วิทย์ วิศทเวทย์, ศ.กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ฯลฯ) ที่มีวิทยากรเสนอประเด็นแล้วเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความเห็นได้อย่างหลากหลาย ไม่ต้องมีข้อสรุป ให้แต่ละคนตรวจสอบความเห็นสอดคล้องหรือความเห็นแย้งต่างๆ แล้วหาข้อสรุปด้วยตนเอง

สิ่งที่ผมอยากชวนผู้อ่านคิดต่อคือ เวลาที่เราบอกว่างานสังคมสงเคราะห์ (เช่น การช่วยคนตกงานให้มีอาชีพอย่างที่พระพยอมทำ การจัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ของพระอาจารย์สุบิน หรือธนาคารข้าวของหลวงพ่อนาน การช่วยรักษาผู้ป่วยเอดส์ของพระอาจารย์อลงกต ฯลฯ) ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เพราะกิจของสงฆ์คือการปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลส หรือเพื่อบรรลุนิพพาน แล้วก็มักจะอ้างพระไตรปิฎกว่า ตอนที่พระพุทธองค์ส่งพระสาวก 60 รูป ไปประกาศพุทธธรรม พระสาวกทั้ง 60 รูปล้วนแต่หลุดพ้นแล้ว ฉะนั้นท่านจึงพร้อมที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น พระสงฆ์ที่ยังไม่หลุดพ้นจำเป็นต้องทำหน้าที่เพื่อความหลุดพ้นก่อนค่อยไปสอนหรือช่วยเหลือสังคมในด้านอื่นๆ

การอ้างพระไตรปิฎกดังกล่าว แม้จะถูกแต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะในสมัยพุทธกาลเองพระสงฆ์ที่สอนพุทธธรรม หรือทำประโยชน์แก่สังคมในแง่อื่นๆ มีทั้งพระสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ และที่เป็นปุถุชน เวลาที่พระพุทธองค์พูดถึงความเจริญของพุทธศาสนาพระองค์ก็ระบุว่า ความเจริญของพุทธศาสนาเป็นไปได้เพราะภิกษุผู้บวชใหม่ ปานกลาง หรือเป็นพระเถระเอาใจใส่ในการศึกษาปฏิบัติ เผยแผ่ธรรม (รวมทั้งอุบาสกอุบาสิกาเอาใจใส่เช่นนั้นด้วย) ฉะนั้น พระสงฆ์ที่ยังไม่หลุดพ้นก็ต้องมีหน้าที่สอนธรรมหรือทำประโยชน์ด้านอื่นๆ แก่สังคมด้วย

ผมรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ฟังพระสงฆ์ท่านหนึ่งพูดในที่เสวนาว่า “พระสงฆ์เราเข้าใจดีว่าการสังคมสงเคราะห์เป็นมลทินแก่พรหมจรรย์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม” ซึ่งดูเหมือนวิธีคิดแบบนี้จะไม่มีในพระสงฆ์ฝ่ายมหายาน

เช่น พุทธศาสนาแบบธิเบต เราจะเห็นความประสานกลมกลืนระหว่างมิติทางพิธีกรรม มิติทางการเมือง ทางสังคม และมิติทางจิตวิญญาณ องค์ทะไลลามะนั้นเป็นทั้งประมุขทางศาสนา ผู้นำของรัฐ พระองค์ทำงานการเมืองทั้งในฐานะผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่น เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ การเมืองระดับโลก แน่นอนว่างานสังคมสงเคราะห์ด้านอื่นๆ พระองค์ก็ย่อมกระทำด้วย แต่เราจะเห็นว่า การเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ เหล่านั้นที่สะท้อนออกมาผ่านคำสอนขององค์ทะไลลามะทั้งในรูปคำปราศรัย งานเขียน การสนทนากับนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นงานที่สะท้อนแก่นแท้ของคำสอนของพุทธศาสนา หรือเป็นการยืนยันความประสานกลมกลืนระหว่างมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางสังคมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติทางปัญญาและเมตตาของจิตมนุษย์ และสันติภาพทางสังคม

แต่พระสงฆ์ไทย (และชาวพุทธไทย) มักสร้าง “มายาคติ” หลอกตัวเองว่าดีกว่ามหายานตรงที่พระสงฆ์ไทยเป็นอิสระจากการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือสร้างมายาคติว่าวิถีชีวิตของพระสงฆ์เป็นเรื่องทางธรรมไม่เกี่ยวข้องกับทางโลก ทว่าในความเป็นจริงพระสงฆ์ไทยในรูปสถาบันสงฆ์อยู่ภายใต้การเมืองหรือภายใต้อำนาจรัฐตั้งแต่มีระบบ “สมณศักดิ์” หรือฐานันดรศักดิ์ของพระซึ่งพระราชา (หรือรัฐ) เป็นผู้แต่งตั้ง การมีฐานันดรศักดิ์ และมีบทบาทหน้าที่ตามฐานันดรศักดิ์นั้นๆ ก็คือการที่พระสงฆ์อยู่ภายใต้การเมืองของรัฐ หรือมีบทบาททางการเมืองตามที่ผู้มีอำนาจรัฐยอมรับหรือกำหนดให้มี (พระสงฆ์จะเกี่ยวข้องกับการเมืองไม่ได้เฉพาะการเมืองในความหมายของการตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐเท่านั้น)

สภาพขององค์กรสงฆ์ภายใต้ระบบสมณศักดิ์ดังกล่าวแทบไม่มีบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ หรือด้านจิตวิญญาณเลย พระสงฆ์ที่มีบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์หรือด้านจิตวิญญาณคือพระสงฆ์ที่เป็นปัจเจกบุคคล เช่น พระพยอม พระอาจารย์อลงกต ฯลฯ ด้านจิตวิญญาณก็เช่นท่านพุทธทาส หลวงพ่อชา ฯลฯ ต่างจากพุทธศาสนาของธิเบตที่องค์กรสงฆ์มีบทบาทชัดเจนทั้งเรื่องสังคมสงเคราะห์ การเมือง และจิตวิญญาณ และทำเรื่องทั้งหมดนั้นให้กลมกลืนไปด้วยกัน

เวลานี้เมื่อสังคมต้องการพระสงฆ์ ไม่มีใครถามหาพระสงฆ์ในรูป “สังฆะ” หรือ “สถาบันสงฆ์” (สังคมแทบไม่รู้ว่าสถาบันสงฆ์มีบทบาทหน้าที่อะไร) แต่ผู้คนจะถามหาพระสงฆ์ในรูปปัจเจกบุคคล เช่น ถามหาพระพยอม พระไพศาล ท่าน ว.วชิรเมธี ฯลฯ

ผมจึงรู้สึกแปลกใจมากที่พระสงฆ์คิดว่า “งานสังคมสงเคราะห์เป็นมลทิน” แต่ระบบสมณศักดิ์ไม่เป็นมลทิน แถมยังคิดกันว่าเป็นระบบที่มีความจำเป็นต่อความเจริญมั่นคงของพุทธศาสนาอีกต่างหาก

ที่จริงแล้วงานสังคมสงเคราะห์ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักทางพระธรรมวินัย หัวใจพุทธศาสนาคือการดับทุกข์ และพุทธศาสนาก็ให้ความสำคัญต่อการดับทุกข์ทางจิตวิญญาณและทุกข์ทางสังคมด้วย หรือให้ความสำคัญต่อสันติภาพภายในจิตใจกับสันติภาพทางสังคมด้วย หรือในทัศนะของพุทธศาสนาเราแต่ละคนต่างต้องรับผิดชอบต่อความทุกข์ของตนเองโดยการปฏิบัติตามจริยธรรมเชิงปัจเจก และต้องรับผิดชอบต่อทุกข์ของสังคมด้วยการปฏิบัติตามจริยธรรมเชิงสังคม (เช่น ด้วยหลักศีล การเสียสละ ฯลฯ)

ในการดับทุกข์หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจ “ทุกขสัจจะ” แน่นอนว่าทุกข์ทางจิตใจกับทุกข์ทางสังคมย่อมเกี่ยวเนื่องกัน ผมไม่เชื่อว่าคน (หรือพระสงฆ์) ที่ใส่ใจแต่ตัวคำสอนของพุทธศาสนาที่บรรยายเกี่ยวกับการดับทุกข์และสนใจเฉพาะแต่ความทุกข์ของตนเองจะเข้าใจความทุกข์ในชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง คนบางคนแม้ไม่ใช่ชาวพุทธหากเขาใส่ใจปัญหาชีวิตปัญหาสังคม ลงไปร่วมสุขร่วมทุกข์กับสังคมเขาอาจเข้าใจความทุกข์จริงๆ ลึกซึ้งกว่าคนที่เทศนาคำสอนของพุทธศาสนาได้อย่างแตกฉานเสียอีก

ฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าการที่พระสงฆ์ทำงานสังคมสงเคราะห์จะช่วยให้พระสงฆ์เข้าใจความทุกข์ในมิติต่างๆ ของชีวิตได้ชัดขึ้น จะทำให้ท่านเข้าใจโครงสร้างที่อยุติธรรมต่างๆ ทางสังคม หรือเข้าใจทุกขสัจจะทางสังคมที่มีเหตุปัจจัยซับซ้อนตามหลักอิทัปปัจจยตาชัดขึ้น และในที่สุดจะเป็นประโยชน์แก่การที่พระสงฆ์จะสามารถปรับใช้หลักพุทธธรรมเพื่อลดความทุกข์ในชีวิตตนเองและทุกข์ทางสังคมได้อย่างสอดคล้องกับบริบทที่เป็นจริง

ปัญหาของพระสงฆ์ในสังคมไทยปัจจุบัน คือการหันหลังให้กับ “ทุกขสัจจะ” ของสังคม ในขณะเดียวกันก็ไม่แน่ว่ามุ่งไปสู่การดับทุกข์ของตนเอง แต่ที่แน่ๆ คือสังคมไม่รู้ว่าสถาบันสงฆ์ภายใต้โครงสร้างการเมืองแบบสมณศักดิ์ทำหน้าที่อะไรที่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ทางจิตวิญญาณและทุกข์ทางสังคม!

สมศักดิ์ เจียมฯเขียนถึงทองใบ ทองเปาด์

ที่มา Thai E-News


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้มาจากบันทึกในเฟซบุ๊คของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชื่อบทความเต็มๆคือ "พี่ใบ" คือ "มณี ศูทรวรรณ" ผู้เขียน "โฉมหน้าจักรวรรดิ์นิยม" บทความคู่กับ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ใน นิติศาสตร์ 2500 อันลือลั่น ส่วนอีกบทความเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน


"พี่ใบ" ถึงแก่กรรมแล้ว ผมคิดว่า น่าจะพอ "เปิดเผย" หรือบอกกันได้ (เผื่อที่ผมทราบมาผิด จะได้มีคนทักท้วง - แต่คิดว่า ไม่น่าจะผิด ดูข้างหน้า) ว่า "พี่ใบ" คือเจ้าของนามปากกา "มณี ศูทรวรรณ" ผู้เขียน "โฉมหน้าจักรวรรดิ์นิยม" ทีตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "นิติศาสตร์ 2500" อันลือลั่น

ในหนังสือเล่มดังกล่าว มีบทความที่ชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "โฉมหน้า.." อยู่ 2 บทความ คือ "โฉมหน้าจักรวรรดิ์นิยม" (สะกดแบบนี้) อยู่ที่หน้า 137-176 ของหนังสือ กับ "โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน" อยู่ที่หน้า 356-491

ผู้เขียนบทความแรก ใช้นามปากกา "มณี ศูทรวรรณ" ขณะที่ผู้เขียนบทความหลัง ใช้นามปากกา "สมสมัย ศรีศูทรพรรณ" ซึ่งเราทราบกันดีแล้วว่า คือ จิตร ภูมิศักดิ์

แต่ที่คนทั่วไปไม่ทราบคือ "มณี ศูทรวรรณ" คือ พี่ใบ นี่เอง

ขอให้สังเกตว่า ไม่เพียงแต่ชื่อบทความทีขึ้นต้นเหมือนกัน ("โฉมหน้า") อันที่จริง นามปากกาของคนเขียนทั้งสอง ก็คล้ายกันมาก เรียกได้ว่าเหมือนกันเลยก็ได้ คือ "ศูทรวรรณ" (วรรณะศูทร - คือชนชั้นต่ำสุด บวกกับชื่อต้นแปลว่า "แก้วงามของวรรณศูทร" หรือ "แก้วงามของชนชั้นล่าง") กับ "ศรีศูทรพรรณ" ("ความงามของวรรณะศูทร" หรือ "ความงามของชนชั้นล่าง") อันที่จริง แม้แต่ย่อหน้าขึ้นต้นแรกสุดของงานทั้งสอง ก็คล้ายๆกัน ดังนี้

ย่อหน้าแรกของ "โฉมหน้าจักรววดิ์นิยม" ของ "มณี ศูทรวรรณ":

จักรวรรดิ์นิยมเป็นคำที่เราได้ยินคุ้นหูในระยะนี้ ไม่ว่าจะเป็นในหน้าหนังสือพิมพ์หรือในการอภิปราย ในการพูด ในการชุมนุมสาธารณะ ในสภาของชาติ หรือในวงการกรรมกร เสียงสาปแช่งจักรวรรดิ์นิยมได้ดังขึันอย่างกึกก้องและกังวาฬไกลเช่นเดียวกับเสียงเรียกร้องให้ผู้รักชาติทั้งหลายสามัคคีกัน ผนึกกำลังต่อต้านและขับไล่ให้พ้นจากแผ่นดินไทย


ย่อหน้าแรกของ "โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน" ของ "สมสมัย ศรีศูทรพรรณ" (ตัวเอนตามต้นฉบับ):

ในกระแสคลื่นแห่งความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ, การเมือง และวัฒนธรรมในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ประชาชนไทยได้ยินและกล่าวขวัญถึงจำเจเป็นปัญหาประจำวันคือ จักรวรรดินิยม (ซึ่งรวมทั้ง นายทุนนายหน้า และ นายทุนขุนนาง ผู้เป็นสมุนของมัน) และ ศักดินา. สถาบันของประชาชนทั่วไป จะเป็นหนังสือพิมพ์ก็ดี, การอภิปรายในที่สาธารณะเช่นท้องสนามหลวง ของจังหวัดพระนครและในบริเวณศาลากลาง หรือตลาดของต่างจังหวัดก็ดี, และแม้ในความเคลื่อนไหวอื่นๆ ของประชาชน เป็นต้นว่า การเดินขบวนก็ดี เสียงที่ดังที่สุดก็คือ เสียงคัดค้านและประนามจักรวรรดินิยมและศักดินา


ผมได้รับการบอกเล่ามาว่า ช่วงนั้น "พี่ใบ" กับจิตร สนิทกันมาก และทั้งคู่ก็ตกลงกันที่จะเขียนบทความ 2 บทความนี้ เพื่อเปิดโปง "โฉมหน้า" ของ "ศัตรูประชาชน" ตามทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้น-กึ่งศักดินา ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ฝ่ายซ้ายไทยทุกคนยึดถือกันในขณะนั้น (ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือไม่ ไม่มีข้อยกเว้นในประเด็นนี้)

ความสนิทสนมของทั้งคู่ ดำเนินต่อไปถึงใน "คุกลาดยาว" เมื่อทั้ง "พี่ใบ" และจิตร อยู่ในกลุ่ม "ปีกซ้าย" ของนักโทษการเมืองในนั้น ในระหว่างการดีเบต (ทะเลาะ) ของคนในคุก ที่ "พี่ใบ" เขียนพาดพิงถึงบางส่วน ในหนังสือ "คอมมิวนิสต์ลาดยาว"

ผมเคยถาม "พี่ใบ" ตรงๆว่า ใช่เจ้าของนามปากกา "มณี ศูทรวรรณ" หรือไม่ "พี่ใบ" ไม่ตอบตรงๆว่า "ใช่" แต่หัวเราะแล้วพูดทำนองว่า "ใครบอกคุณนี่?" [หรือไม่ก้อ "คุณไปรู้มาได้ยังไงนี่?"] "อันนี้ความจริงเป็นความลับมากๆนะ" ซึ่งผมถือว่าเท่ากับยอมรับโดยปริยาย

อันที่จริง "พี่ใบ" ยังเล่า "เบื้องหลัง" บางอย่างเกียวกับการทะเลาะในคุกลาดยาว ทีแกไม่ได้เขียนไว้ใน "คอมมิวนิสต์ลาดยาว" ด้วย แต่เรื่องนี้ ผมขอคิดดูก่อนว่าจะเล่าหรือไม่ ยังไง

....................

การเป็นนักสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการยังคงเป็น หรือเพิ่งเป็น เมื่อแก่ อย่างไหนสำคัญกว่ากัน? จากประเด็น"ทองใบ ทองเปาด์"ถึงแก่กรรม

(ภาพนักโทษการเมืองในเรือนจำลาดยาว สมัยการกวาดล้างของรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในภาพแถวกลาง คนที่สองจากซ้ายคือทองใบ ทองเปาด์ ส่วนคนที่สามจากซ้ายซึ่งนั่งติดกับทองใบ คือ จิตร ภูมิศักดิ์ (ภาพได้รับการเอื้อเฟื้อจาก http://bit.ly/jit_phumisak))

ที่มา เฟซบุ๊ค

ผมออกจากบ้านทั้งวัน เพิ่งกลับมาเมื่อครู่ ระหว่างอยู่นอกบ้าน ก็ทำธุระเยอะแยะ ตกใจเหมือนกัน ที่เห็นคุณ Oh Arthichart โพสต์ข้างล่างเรื่องกำหนดการสวดศพ "พี่ใบ" ทองใบ ทองเปาด์

ไม่กี่วันมานี้ เพิ่งจะ (ก) มีคนโพสต์ถามผมเรื่องลูกชายแก ยืนยันว่า "พี่ใบ" ไมใช่คอมมิวนิสต์ และผมเขียนอธิบายไปยืดยาวเหมือนกัน

เกี่ยวกับประวัติชีวิตการต่อสู้ ของ "พี่ใบ" และความสัมพันธ์ของแกกับ พคท. และ

(ข)วันก่อนที่ ทนายอานนท์ จะเปิดสำนักงาน ผมยังนึกถึง "พี่ใบ" (มาจากข้อสังเกตของ บ.ก. สมบัติ เรื่อง "อานนท์" เหมือน "ทองใบ" แห่งยุคนี้ ..

ผมยังนึกจะเขียนอะไรให้กับการเปิดสำนักงาน "ราษฎรประสงค์"

โดยอภิปรายประเด็นที่ "พี่ใบ" ในช่วงไม่กี่ปีหลัง มีจุดยืนทางการเมืองที่น่าเสียใจ

สรุปคือ เพิ่งพูดและคิดถึง "พี่ใบ" อยู่หยกๆ .. ตกใจเหมือนกันที่มารู้ว่าแกถึงแก่กรรมแล้ว ...

ไม่ว่าจะอย่างไร ในแง่ของการที่ "พี่ใบ" มีท่าทีทางการเมืองที่ผมไม่เห็น ด้วย และเสียใจ (เช่น กรณีที่ชัดๆ ที่ผมเสียใจมาก คือเมื่อเสื้อแดง เริ่มโจมตี เปรม "พี่ใบ" เขียนใน นสพ.ว่า องคมนตรี เป็นอำนาจในหลวง ดังนั้น การเคลื่อนไหวโจมตี เปรม จะเป็นการเสี่ยงต่อเรื่อง"หมิ่นฯ") แต่ "พี่ใบ" ก็มีบุญคุณกับผม และเพื่อนๆ 6 ตุลามากๆ และก็มีคุุณูปการ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในอดีตมาก...

ตอน ที่ผมคิดจะเขียนเรื่อง "พี่ใบ" กรณีทนายอานนท์ เปิดสำนักงานนั้น ผมคิดถึงประเด็นหนึ่งคือ "คนเรา การเป็นนักสู้ เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ในวัยหนุ่ม กับการ ยังเป็นอยู่ หรือเพิ่งมาเป็น ในวัยแก่ อย่างไหนสำคัญ กว่ากัน" ผมมีคำตอบบางอย่างอยู่ วันหลังอยากเขียนออกมาเหมือนกัน (ผมนึกถึงกรณีอย่างเสกสรรค์ ธีรยุทธ ด้วย)

ที่จริง วันนี้ ผมเจอ "อ.ป๊อก" (ปิยบุตร) อยู่เหมือนกัน (ตอนเที่ยงๆ) สงสัย ถ้าไม่ใช่เพราะ อ.ป๊อก เองก็ไม่รู้ ก็คงเพราะเรามัวแต่คุยเรื่องอื่น จน อ.ป๊อก ถ้ารู้ก็ไม่มีโอกาสหยิบเรื่อง "พี่ใบ" ถึงแก่กรรม ขึ้นมาคุย .. (ไม่มีอะไรครับ เล่า เพราะยัง "ช้อค" ไม่หาย เรื่องจู่ๆ กลับมาก็ได้ข่าวนี้)

ผม hurt มากนะ อ่านที่พี่ใบเขียน วิพากษ์ คนที่ออกมาโจมตีเปรม แล้ว ตอนที่แกไปร่วมงานสัมมนา เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ ที่นิติ มธ. (กับนิธิ เกษียร) แกบอกว่า ตัวกฎหมายไม่มีปัญหา อยู่ที่การใช้มากกว่า .. เฮ้อ ผมนึกว่า แกจะบอกว่า สนับสนุนให้เลิก ฟังแล้ว hurt มาก เสียดาย วันนั้น เขาไม่ยอมเปิดให้คนฟังพูด ไม่งัน ผมจะไปติงแกเรื่องนี้จริงๆ

การเป็นนักสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการยังคงเป็น หรือเพิ่งเป็น เมื่อแก่" อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?" อันนี้ "สืบเนื่อง" จากประเด็น ที่ผมเพิ่งเขียนในกรณีข่าวการถึงแก่กรรมของ "พี่ใบ" (ทองใบ ทองเปาด์) คือ หลังๆ ผมคิดเรือ่งนี้บ่อยเหมือนกัน .. สงสัยเพราะตัวเองแก่น่ะ แหะๆ

เปล่าหรอก จริงๆ ผมคิดนี่ไมใช่นึกถึงกรณีตัวเอง เพราะไม่คิดว่า ตัวเองตอนนี้ กับตอน "หนุ่ม" มีความเปลี่ยนอะไรเท่าไร (อาจจะไม่เปลี่ยน จน "ผิดปรกติ" ด้วยซ้ำ คือควรเปลี่ยนมากกว่านี้ตามวัย - ฮา) แต่ผมนึกถึงกรณี ธีรยุทธ, เสกสรรค์ และ ครับ กรณี "พี่ใบ" ด้วย ยิ่งวันก่อน คุณ "บ.ก.ลายจุด" ตั้่งข้อสังเกตเรือ่ง ทนายอานนท์ เหมือน "ทองใบ ทองเปาด์ ยุคนี้" ทำให้ผมคิดมากยิ่งขึ้น

(ภาพ ทองใบ ทองเปาด์ สมัยเป็นนักโทษการเมืองในเรือนจำลาดยาว สมัยการกวาดล้างของรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภาพนี้ยังเป็นภาพประกอบปกหลังของหนังสือ "คอมมิวนิสต์ลาดยาว" ซึ่งเขาเป็นผู้เขียน หนังสือเล่มดังกล่าวตีพิมพ์เมื่อปี 2517)

ผม คิดว่า คำตอบสำหรับผม คือ บอกไม่ได้ว่า อย่างไหนสำคัญกว่ากัน คือ ผมว่า เราควรยอมรับว่า ต่อให้คนๆหนึ่ง เมื่อแก่แล้ว "เปลี่ยนไป" แทนที่จะยังคงต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย เหมือนเมื่อยังหนุ่มยังสาว กลับเลิก

หรือที่แย่กว่านั้นคือ หันไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเสรีภาพ ประชาธิปไตย ก็ตาม .. เราก็ไม่ควรบอกว่า การเป็นนักสู้ของเขา สมัยหนุ่มสาว ไม่มีความสำคัญ หรือสำคัญน้อยกว่า การที่เขาเปลี่ยนไปตอนแก่ ..

คือผมคิดว่า "คุณูปการ" ที่คนๆหนึ่งทำไว้ ในวัยหนุ่มสาว ไม่ว่าจะ "สั้น" เพียงใด ก็ยังคงเป็น "คุณูปการ" ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ ที่ควรนับถืออยู่นั่นเอง

อย่างกรณีธีรยุทธ หรือ เสกสรรค์ เป็นต้น คุณูปการของพวกเขาต่อการเคลื่อนไหว 14 ตุลาเป็นอะไรทีเราไม่ควรปฏิเสธ แต่ควรให้ความสำคัญ ยกย่องอยู่นันเอง ไม่ว่าตอนแก่แล้ว พวกเขาจะมีท่าที จุดยืนแย่อย่างไร

ที่ จริง ที่ผมคิดเรือ่งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่ง ฟังแล้ว อาจจะแปลก คื่อเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ตอนผมดีเบตกับ บวร ที่ แอบอ้าง ตั้ง "ศนท." ขึ้นมาใหม่ แล้วคุณบวร ก็อ้างความที่ตัวเองเคยเป็นกรรมการ สจม.และ ศนท. มาก่อน ผมยังเขียนไปว่า แม้ว่า คุณบวร ถ้าพูดกันจริงๆ ในแง่บทบาทต่อการลุกขึ้นสู้นั้น ก็ไม่สามารถจะเทียบได้กับกรณี เสกสรรค์ ธีรยุทธ แต่ในฐานะหนึงในกรรมการ สจม. และ ศนท. ที่แม้จะเป็น "กระแสนิยมเจ้า" ในขณะนั้น (ศนท. มีหลายกระแส กระแสนิยมเจ้า นอกจากบวร ก็ได้แก่ สมบัติ อธิการบดี นิด้า ตอนนี้เป็นต้น)

แต่ก็เรียกได้ว่า มีด้านที่ต่อต้านรัฐบาลทหารอยู่ ซึงก็ยังเป็นด้านที่ผมให้ความนับถืออยู่ (แต่ด้านที่นิยมเจ้า ที่ทำให้เกิดเป็นกรณีที่มาคัดค้านเสกสรรค์ ในคืนวันที่ 13 ก็สะท้อนลักษณะด้านลบของกระแสแบบคุณบวร ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น)

พูดง่ายๆคือ คนที่เคยมี "คุณูปการ" ต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วเปลี่ยนไป หรือกระทัง ในขณะที่มี ก็ยังไมใช่ มีแบบสุดๆ (อย่างกรณีบวร) เราก็ควรต้องยกย่องความเป็นจริงของคุณูปการของพวกเขาในอดีตอยู่นั่นเอง

สรุปแล้ว การเป็นนักต่อสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการเลิกเป็น หรือเพิ่งมาเป็นในวัยแก่ บอกไม่ได้ (ในความเห็นของผม) ว่าอันไหนสำคัญกว่ากัน

แต่ที่บอกได้แน่ๆ คือ การเป็นในวัยหนุ่มสาว นั้น ง่าย กว่าการเป็นในวัยแก่

คง เคยได้ยินคำของฝรั่ง (เชอร์ชิลล์?) เรื่อง "ถ้าอายุ 20 ไม่เป็นนักปฏิวัติ แสดงว่าไม่มีหัวใจ แต่ถ้าอายุ 40 ยังไม่เป็นนักปฏิวัติ แสดงว่า ไม่มีหัว(คิด)" ผมคิดว่า คำพูดแบบนี้... มันสะท้อนความจริงในเรื่องนี้แหละ ว่า การเป็นในวัยหนุ่มสาวนั้น จริงๆแล้ว แม้จะเป็นเรื่องเสียสละ และควรยกย่อง แต่ก็ไมใช่เรืองที่ยาก เพราะอารมณ์ความรู้สึกเร่าร้อนในวัยหนุ่มสาวที่รู้กันดี (คือเป็นวัยที่ "มีหัวใจ") ที่ยากคือ ทำอย่างไร จึงจะยังรักษาจุดยืนเช่นนั้นได้ในอีก 30-40 ปีหลังจากนั้น

ผม จำได้ว่า เคยเขียนเรื่องนี้กับคุณ "สหายดอกหญ้า" ที่ตื่นตัวขึนมาจากการ รปห.19 กันยา ตั้งแต่ยังอยู่ปี 1 จุฬา ว่าผมดีใจมากๆเรื่องที่คนในวัย เขาตื่นตัว ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ก็บอกด้วยว่า ถ้าให้ดีคือ ต้องให้ยาวๆ คือ อีก 30-40 ปีข้างหน้า หวังว่า เขาจะยังรักษาลักษณะเร่าร้อนของการไม่พอใจความไม่ชอบธรรม ทีเป็นอยู่ในขณะนี้ไว้ได้ ...

เพราะ ผมเห็นคนรุ่นเดียวกัน (หรือ "รุ่นพี่" ผมเล็กน้อย - เพราะผมนี่ "จูเนียร์" ที่สุดแล้ว ตอน 6 ตุลา) ที่ "เปลี่ยนไป" ด้วยความเสียใจ (ธีรยุทธ เสกสรรค์ เป็นตัวอย่างทีเด่น ยังมีอีกเยอะ พวกพันธมิตร ที่ตอนนี้ "เชียร์เจ้า" แบบสุดๆ ไม่มีเหตุผล อย่าง "พี่ชัช" (ชัชวาลย์ ปทุมวิทย์ - ตอนนี้ นามสกุล "ชาติสุทธิชัย"), และอีกหลายต่อหลายคน (อ.ชลธิราที่ขึ้นเวที เชียร์จำลอง ระหว่างชุมนุมพันธมิตร ทั้งๆที่ไม่กี่ปีที่แล้ว เพิ่งเป็น "ประธานคณะกรรมการหาความจริง 6 ตุลา" .. ไล่เรียงได้อีกเยอะ ..

และแน่นอน กรณี "พี่ใบ" ด้วย

-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-

สนนท.:ปฏิรูปกองทัพ-ทหารต้องจงรักภักดีต่อประชาชน

ที่มา Thai E-News



แถลงการณ์ สหพันธ์นิสัตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
“ปฏิรูปกองทัพ - ทหารต้องจงรักภักดีต่อประชาชน”


นับตั้งแต่คำปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ในอันที่จะรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถูกทำลายลงด้วยการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙

คุณค่า และความศักดิ์สิทธิ์ของคำปฏิญาณจากเหล่าทหารในกองทัพไทย ก็ไม่อาจนับเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือได้อีกต่อไป หลักการคุณค่าเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ, รัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงมติของปวงชน, และระบอบประชาธิปไตยที่อนุญาตให้มีกษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจเป็นสิ่งที่ทหารในกองทัพไม่อาจเข้าใจได้โดยแท้จริง

การให้คำปฏิญาณจึงล้วนแต่เป็นเรื่องเชิงพิธีการ ที่ปราศจากความหวงแหนที่จะพิทักษ์ไว้ซึ่งความจงรักภักดีต่อประชาชนทั้งหลาย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยแท้จริงในประเทศนี้ ทั้งยังเป็นหนึ่งในสดมภ์หลักทั้ง ๔ ของกองทัพไทย ตามคำขวัญที่กล่าวว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน”

หรือแท้จริงแล้ว คำว่า “ประชาชน” และตัวตนของ “ประชาชน” จะไม่เคยมีพื้นที่อยู่จริง ในความทรงจำของเหล่าทหาร สิ่งที่พวกเขารู้จักอาจเป็นเพียงอริราชศัตรูที่ต้องทำลายล้างให้หมดสิ้น การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนเป็นสิ่งแปลกปลอมของระบอบจารีตนิยมอำนาจนิยมที่มีเครือข่ายล้าหลังของอำมาตยาธิปไตยครอบงำอยู่ กองทัพเป็นเพียงเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของผู้นำจารีตนิยมอำนาจนิยม ที่ไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตย และใช้มันเป็นเพียงเครื่องมือพ่วงท้าย หรือต่อไว้ข้างหน้า ปกปิดความเป็นเผด็จการแอบแฝงของตนเอาไว้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.), สหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน (สนนอ.) และองค์กรนิสิตนักศึกษาที่เป็นสมาชิกทั่วประเทศ จึงขอแสดงจุดยืนเพื่อการปฏิรูปกองทัพไทย จากการเป็นเครื่องมือของเครือข่ายจารีตนิยมอำนาจนิยม เพื่อใช้ในการปราบปรามประชาชน รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการปลุกกระแสชาตินิยมอย่างล้าหลัง เพื่อสร้างปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เกิดความร้าวฉาน

รวมถึงทั้งอาจนำไปสู่การละเมิดคำปฏิญาณครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการรัฐประหารเพื่อรักษาระบอบเผด็จการจารีตนิยมอำนาจนิยมแอบแฝง ที่มีกองทัพเป็นผู้คุ้มชูเสถียรภาพของมันเอาไว้, ดังนั้น, ท้ายที่สุด เราจึงขอยื่นข้อเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพดังต่อไปนี้


1.) กองทัพต้องมีจุดเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับประชาชน การคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพต้องมาจากการสรรหาของสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่โดยคณะกรรมาธิการของกองทัพ หรือบุคคลผู้มีบารมีนอกกองทัพ ซึ่งมีอำนาจในการตัดสิน ปรับเปลี่ยนรายชื่อการโยกย้ายทหารได้ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

2.) ระบบการศึกษาของทหารต้องปลูกฝังให้เห็นคุณค่าในการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพของประชาชนไว้เป็นอันดับหนึ่ง และส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในกองทัพ ทหารสามารถขัดคำบังคับบัญชาได้ หากคำสั่งนั้นเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ละเมิดความเป็นมนุษย์ และละเมิดสามัญสำนึกของทหารผู้ใต้บังคับบัญชา

หากกองทัพไทยสามารถปฏิรูปตามแนวทางข้างต้นได้ ย่อมเป็นการออกห่างจากวงจรอุบาทว์ และก้าวสู่การเป็นทหารอาชีพที่จงรักภักดีต่อประชาชนในท้ายที่สุด

25 มกราคม 2554

เนื่องในอดีตวันกองทัพไทย

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) และองค์กรสมาชิก

ปมไฟใต้ ที่รัฐแก้ไม่ออก

ที่มา Thai E-News


สุดท้าย คือการจัดตั้งในระดับ มณฑล หรือกลุ่ม วีลายะห์ เรียกว่า “กัส” ซึ่งถือเป็นเขตอำนาจที่ใหญ่ที่สุดใน “รัฐปัตตานีดารุสลาม” มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ควบคุมที่เรียกว่า “กัส” เช่นเดียวกัน และมีผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลที่เทียบเท่าตำแหน่งแม่ทัพภาคด้วย



โดย ปาแด งา มูกอ
25 มกราคม 2554

จากข้อมูล “เขตงาน” ที่ระบุในรายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิบัติการของกลุ่มที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันเรียกว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” นั้น ..

หากศึกษาในรายละเอียด และวิเคราะห์ถึงความเป็นจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมานั้น จะปรากฏเห็นชัดว่า การปฏิบัติการของกลุ่มลึกลับ (กลุ่มผี) จะพัฒนารุดหน้าไปมากในทุกๆด้าน

ไม่ว่าทางด้านหฤโหด อำมหิต และความทันสมัยในยุคสงครามไซเบอร์ ที่หน่วยงานภาครัฐตามไม่ทัน

การพัฒนาดังกล่าว มิใช่พัฒนาในด้านกำลังรบหรือการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่เป็นการพัฒนาโดยไม่ใช้อำนาจทางทหาร แต่เน้นกลยุทธ์ที่ว่า "หากทำให้มวลชนเชื่อหรือศรัทธาไม่ได้..ให้ใช้วิธีทำให้กลัว"

อันเป็นการปูทางเพื่อเตรียมการวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้น "ทับซ้อน" กับการปกครองของรัฐไทย โดยเริ่มจากหมู่บ้าน,ตำบล ไปสู่อำเภอ,จังหวัด จนถึงภาค

ประเด็นดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูง โดยศึกษาจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๒

ประเด็นสำคัญ แล้ว ใคร? และ กลุ่มใด? ที่สามารถวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา “ทับซ้อน” กับการบริหารงานของภาครัฐได้

นับเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับหน่วยงานของภาครัฐ ที่เพียบพร้อมไปด้วยกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และงบประมาณอันมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง

การจัดตั้งในระดับหมู่บ้านหรือระดับชุมชน ที่เรียกว่า “อาเยาะห์” จะมีการจัดหา “ผู้นำอาเยาะห์” ขึ้นมาคนหนึ่งและจัดตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอันประกอบด้วย

1. ฝ่ายเปอมูดอ (เปอนือรางัน) ทำหน้าที่ควบคุมพลังของกลุ่มเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน/ชุมชน บางหมู่บ้านมีการจัดกิจกรรมกีฬา ตั้งทีมฟุตบอล นอกจากได้รวบรวมสมัครพรรคพวก เกาะแน่นเป็นกลุ่มกันแล้ว ยังเป็นการฝึกเรื่องพละกำลังด้วย

ส่วนการฝึกการติดอาวุธนั้นได้กระทำกันก่อนแล้ว

2. ฝ่ายอูลามะ (เปออิสตีฮารัน) หรือผู้รู้ ความจริงตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่เป็นโครงสร้างปกติของการรวมกลุ่มในศาสนาอิสลาม ที่จะให้เกียรติผู้รู้มหาคัมภีร์อัลกุรอาน และกลุ่มขบวนการได้นำมาใช้เป็นตำแหน่งรวบรวมจิตวิญญาณของมวลชน เพื่อตัดสินชี้ขาด หรือบิดเบือนหลักคำสอนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของขบวนการ

และ ทำพิธีซูเปาะ(สาบาน)ให้กับเหล่ากองกำลัง

3. ฝ่ายลอจิสติค (แซแปนัน) หรือฝ่ายส่งกำลังสนับสนุน ทำหน้าที่ดูแลและสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้เครือข่าย อาทิ การเก็บเงินจากมวลชนคนละ 1 บาทต่อวัน สร้างสหกรณ์ชุมชน รณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกผัก ทั้งนำมาบริโภคกันภายในและส่งขาย เพื่อนำรายได้เข้ามาสู่ อาเยาะห์ รวมทั้งการสนับสนุนให้มวลชนประกอบธุรกิจส่วนตัว และปันผลส่วนหนึ่งเข้าสู่กระบวนการ

ที่ถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่เป็นพิเศษ คือ ร้านซ่อมมอเตอร์ไชค์ในหมู่บ้านต่างๆ ที่เปิดร้านเพื่อบังหน้าและนำรายได้เข้าสู่ อาเยาะห์ แล้ว ส่วนหนึ่งของร้านซ่อมมอเตอร์ไชค์เหล่านี้ ด้านหลัง มีการประกอบวัตถุระเบิด เพื่อมอบให้กลุ่ม RKK นำไปใช้ปฏิบัติการด้วย

ทั้งหมดเพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองของ BRN-Coordinate นั่นเอง

4. ฝ่ายเหรัญญิก (กืออาวารัน) ที่ทำหน้าที่ควบคุมค่าใช้จ่ายของเครือข่าย

นี่คือภาพรวมของเครือข่ายในระดับ อาเยาะห์ หรือระดับ หมู่บ้าน ที่นอกเหนือจะยึดกุมอำนาจทางการเมืองแล้ว แต่ละ อาเยาะห์ จะมี กองกำลัง RKK ประจำอยู่ประมาณ 6 คน ซึ่งทำหน้าที่กดดัน คุกคาม ข่มขู่และลอบสังหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจรัฐไทย ให้ยอมจำนนตกอยู่ภายใต้แนวร่วมในภาวะจำยอมในที่สุด ไม่สามารถแสดงบทบาทของอำนาจรัฐลงสู่ประชาชนระดับรากหญ้าได้

กรณีชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงและเด็กออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่อำนาจรัฐ นี่คือผลงานการขับเคลื่อนของ อาเยาะห์ การจัดตั้งในระดับ ตำบลหรือกลุ่ม อาเยาะห์ ที่เรียกว่า “ลีการัน”


มีหัวหน้าผู้ควบคุมที่ได้รับการแต่งตั้งเรียกว่า “กูมิต” ซึ่งมีฝ่ายต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งคล้ายกับระดับ อาเยาะห์ อีกทั้งยังทำหน้าที่ควบคุมองค์กรในระดับ อาเยาะห์ อีกทอดหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ในระดับ ลีการัน ยังมี ผู้บัญชาการทหารระดับตำบล ซึ่งมีหน่วยทหารคอมมานโดหรือทหารหลักจำนวน 6 คน อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา รวมทั้งยังเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงต่อกองกำลัง RKK

ในแต่ละ อาเยาะห์ การจัดตั้งเขตอำนาจในระดับ อำเภอ หรือกลุ่มลีการัน ที่เรียกว่า “แดอาเราะห์”

มีหัวหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งที่เทียบเท่ากับนายอำเภอ คือตำแหน่ง “สะกอม” และมีผู้บัญชาการทหารในระดับนี้ด้วย

การจัดตั้งในระดับ จังหวัด หรือกลุ่ม แดอาเราะห์รวมกันเรียกว่า “วีลายะห์”

มีตำแหน่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเรียกว่า “สะกอมเวล” ประหนึ่งว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ในขณะที่ด้านการทหารก็มีผู้บัญชาการทหาร ในระดับนี้อีกตำแหน่งหนึ่ง

สุดท้าย คือการจัดตั้งในระดับ มณฑล หรือกลุ่ม วีลายะห์ เรียกว่า “กัส”

ซึ่งถือเป็นเขตอำนาจที่ใหญ่ที่สุดใน “รัฐปัตตานีดารุสลาม” มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ควบคุมที่เรียกว่า “กัส” เช่นเดียวกัน และมีผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลที่เทียบเท่าตำแหน่งแม่ทัพภาคด้วย

นอกจากนี้ BRN-Coordinate ยังจัดโครงสร้างเพื่อหลอมรวมงานมวลชนและงานด้านการทหารไว้ที่ตำแหน่ง “ตุรงแง” หรือ “ทหารบ้าน” ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวในพื้นที่ทุกรูปแบบ

ส่วนใหญ่บุคลากรในกลุ่มนี้เป็นเด็กหนุ่มที่ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถผ่านขั้นตอนไปเป็นนักรบหลักอย่างคอมมานโดหรือกองกำลังติดอาวุธประจำหมู่บ้านอย่าง RKK ได้ แต่ได้ทำ พิธีซูเปาะ (สาบานตน) มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จึงได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ในงานโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของขบวนการ จัดทำใบปลิว และนำพาตนเองไปอยู่ ในร้านน้ำชาประจำหมู่บ้าน เพื่อพูดชักจูงใจและสร้างภาพอันเหี้ยมโหดอำมหิตของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ชาวบ้านเกิดอาการหวาดกลัวและเกลียดชัง ในที่สุดนำไปสู่ความร่วมมือกับขบวนการ

มากไปกว่านั้น บางส่วนของ “ตุรงแง” ที่เข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลือการปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ได้สวมโอกาสดังกล่าว ในการปล่อย ข่าวลวง ชี้นำ บิดเบือน และเบี่ยงเบนข้อมูลที่เป็นจริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐ เกิดความไขว้เขวหรือเข้าใจผิด อาทิ การใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มบุคคลหรือสถาบันทางสังคม เช่น ปอเนาะ มัสยิด หรือกลุ่มประชาชนที่เป็นกลาง เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้กำลังปิดล้อมหรือตรวจค้นกลับจะเป็นการผลักกลุ่มบุคคลหรือสถาบันทางสังคมเหล่านี้ ไปสู่ความร่วมมือกับขบวนการและต่อต้านต่อสู้กับอำนาจรัฐในที่สุด

“ตุรงแง” ยังมีหน้าที่หลักอีก 3 ประการ ดังนี้

1.สืบข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ และสมาชิกใน อาเยาะห์ ทุกคนที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งพฤติกรรมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำศาสนาในหมู่บ้านจัดตั้ง (อาเยาะห์)

2.ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารแก่กลุ่มนักรบ ด้วยการจัดหาอาวุธจากแหล่งซุกซ่อนใน อาเยาะห์ หรือจัดเก็บอาวุธที่ใช้ปฏิบัติการและอาวุธที่ยึดได้จากเจ้าหน้าที่ไปเก็บซุกซ่อนไว้ ณ แหล่งซุกซ่อนอาวุธในพื้นที่ อาเยาะห์

3.ปฏิบัติการขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้การปฏิบัติการของกลุ่มนักรบประสบความสำเร็จ เช่น การตัดต้นไม้ขวางถนน โปรยตะปูเรือใบ ขัดขวางการไล่ติดตามหรือส่งกำลังมาสนับสนุนของเจ้าหน้าที่รัฐ

นี่คือบทบาทหน้าที่อันสำคัญของ “ตุรงแง” ที่สร้างปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ตุรงแง” คืออะไร? ใคร?คือ “ตุรงแง” ใครจุดไฟใต้ ? ปมที่รัฐคิดไม่ออก! บอกไม่ถูก!

-ไฟใต้่ที่รัฐไม่กล้ามอง ไม่กล้าแก้ และไม่กล้าพูด! ..นโยบายที่จะให้ “ทำงานแข่งกัน” เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ที่สูงขึ้น เป็นเดิมพัน จึงกลายเป็น “ทำงานปัดแข้งปัดขากัน” ท้ายสุดกลายเป็น “การทำลายล้างกัน”ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วจะมีคำว่า “เกลือเป็นหนอน,หนอนบ่อนใส้ หรือ มีใส้ศึก ” เกิดขึ้นในเหตุการณ์บุกทะลวงฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ในครั้งนี้

ทางเท้าที่ดานัง

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



งานเลิกตอนเย็นในดานังคงไม่ต่างจากช่วงเวลาอย่างนี้ในเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก นั่นคือมีคนเดินขวักไขว่กันเต็มทางเท้าไปหมด ในขณะที่มีรถขวักไขว่ส่งเสียงแตรกันแทบจะทุกอึดใจบนถนน

นอกจากมีคนเดินขวักไขว่บนทางเท้าแล้ว ร้านรวงก็เริ่มรุกคืบพื้นที่ทางเท้า เช่นแม่ค้าขายผลไม้เริ่มวางเข่งขยับรุกทางเท้าเข้ามา ร้านขายเฝอวางโต๊ะเก้าอี้เล็กๆ กระจายออกมาจากตัวร้าน ถึงร้านกาแฟหรูๆ ริมถนนไม่ได้รุกทางเท้าเลย แต่เมื่อตั้งโต๊ะไว้นอกชานจนชิดทางเท้า การสัญจรของพนักงานในช่วงเย็นก็ต้องใช้ทางเท้าอยู่ดี คนที่เดินขวักไขว่บางกลุ่มหยุดซื้อและต่อราคาสินค้าขวางทางจราจรของคนที่เดินขวักไขว่ หนุ่มสาวเดินหยอกล้อชี้ชวนดูโน่นดูนี่อย่างไม่รีบเร่ง เด็กวิ่งไล่กันและหลบหลีกไปมาระหว่างช่องของคนเดินถนนอย่างสนุกสนาน

แม้กระนั้น ชีวิตและกิจกรรมอันหลากหลายก็สามารถดำเนินไปได้บนทางเท้าที่ดานัง เพราะดานังมีทางเท้าขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ

ชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่อยู่บนทางเท้า พบและรักกันบนทางเท้า ได้ใกล้ชิดกันโดย "ลำพัง" ก็บนทางเท้า คนอีกมากที่ไม่สามารถเข้าไปสู่แหล่งซื้อขายที่เรียกว่า "ตลาด" (market place) ก็ใช้ทางเท้าสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเพื่อเลี้ยงชีวิต ทางเท้าจึงเป็นทรัพยากรสาธารณะที่เอื้อต่อคนจนๆ ได้มาก และหากไม่นับการล้วงกระเป๋าแล้ว ส่วนใหญ่ของกิจกรรมเหล่านั้นก็มักจะอำนวยความสะดวก หรือแม้แต่ทำให้ชีวิตในเมืองเป็นไปได้แก่คนอื่นที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหนือขึ้นไป เด็กเล็กได้วิ่งไล่จับกันก็บนทางเท้า ทางเท้าจึงเป็นที่โล่งซึ่งมีอยู่น้อยในเมืองสำหรับกิจกรรมในชีวิตหลากหลายประเภทแก่ทุกคน

และบนทางเท้านี่แหละที่เราได้พบคนต่างเพศ, ต่างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม, ต่างปูมหลัง, ต่างความคิด ฯลฯ มากมายจนนับไม่ถ้วน มีเหมือนกันอยู่อย่างเดียวคือความเป็นชาวเมืองดานังร่วมกัน

ทางเท้าจึงเป็นพื้นที่เดียวที่ทำให้ชาวเมืองสำนึกถึงคนอื่น ซึ่งใช้ทรัพยากรร่วมกันในชุมชนที่ค่อนข้างแออัดอันเรียกว่าเมือง ซ้ำเป็นการใช้ทรัพยากรชนิดเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกันด้วย จะอยู่เป็นสุขกันต่อไปได้ก็ต้องเรียนรู้การประนีประนอมในวิถีทางการใช้ทรัพยากรที่ต่างกัน ด้วยเหตุดังนั้น ในเมืองที่ไม่ให้ความสำคัญแก่ทางเท้า ชาวเมืองนั้นจึงแปลกหน้ากัน ช่วงชิงทรัพยากรสาธารณะของเมือง เช่นทางเท้าเพื่อประโยชน์ตนถ่ายเดียว เพราะไม่เคยมีสำนึกว่ามี "คนอื่น" ในชีวิต

ในเมืองเช่นนั้น ทางเท้ากลับกลายเป็นพื้นที่สำหรับการสังหารหมู่อย่างบ้าคลั่ง แต่ชาวเมืองกลับพากันฟูมฟายกับการสูญเสียอาคารมากกว่าชีวิตของผู้คน

แต่มิติทางกายภาพเป็นเพียงผลบั้นปลายที่ทำให้ทางเท้ามีขนาดใหญ่ ทางเท้าจะใหญ่ได้ก็เพราะมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากมิติทางกายภาพเกื้อหนุนให้เกิดขึ้นด้วย

ส่วนใหญ่ของรถบนถนนที่ดานังคือจักรยานยนต์ อันเป็นพาหนะที่เหมาะแก่กำลังทางเศรษฐกิจของผู้คน ทั้งมิได้หมายความถึงเงินในกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการประกอบการขนาดเล็กที่จักรยานยนต์สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีในการขนส่ง ฉะนั้น จักรยานยนต์ที่ขนสินค้าจนเพียบแปล้จำนวนมากในดานัง จึงสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเปิดประเทศแล้ว โอกาสทางเศรษฐกิจได้กระจายถึงคนเล็กคนน้อยกว้างขวางเพียงไร

นอกจากนี้ รัฐยังเก็บภาษีรถยนต์ในราคาแพง ขณะที่แทบไม่เก็บภาษีจากจักรยานยนต์ขนาดเล็กเลย ส่วนใหญ่ของพาหนะบนถนนที่ดานังจึงเป็นจักรยานยนต์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีรถยนต์เสียเลย ก็นับว่าหนาแน่นไม่น้อยทีเดียวเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม กฎจราจรที่ดานังเอื้อต่อพาหนะของคนเล็กๆ อยู่มาก นับตั้งแต่การกำหนดความเร็วไว้ไม่ให้สูงเกินไป (ถึงอย่างไรก็วิ่งเร็วได้ยากอยู่แล้ว เพราะถนนส่วนหนึ่งค่อนข้างแคบ และจำนวนของจักรยานและจักรยานยนต์ที่มาก) อัตราความเร็วที่ไม่สูงทำให้ทุกฝ่ายหลบหลีกกันได้อย่างปลอดภัย คนขับรถที่ดานังบอกว่า ขับรถที่นั่น ไม่ต้องระวังด้านข้างหรือหลัง ให้ดูข้างหน้าอย่างเดียว อย่าได้ไปชนใครเข้าเป็นอันขาด ส่วนด้านข้างและหลังนั้น คนอื่นที่ต้องระวังด้านหน้าเหมือนกันจะเป็นผู้ระวังเอง

แล้วรถหนาแน่นคลาคล่ำที่ดานังก็เคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วกว่าในกรุงเทพฯเป็นอันมาก โดยแทบจะมองไม่เห็นตำรวจจราจรสักกี่คน แม้ว่าจะใช้เสียงแตรกันจนดังสนั่นไปหมดก็ตาม (หากล้วนเป็นเสียงแตรที่เตือนคนข้างหน้า ไม่ใช่เสียงลำเลิกบรรพบุรุษกัน)

ไม่มีเมืองใหญ่ไหนในโลกที่ไม่มีปัญหาจราจร แต่แนวทางแก้ปัญหาจราจรของเมืองต่างๆ วางอยู่บนพื้นฐานอะไรต่างหาก ที่ทำให้การจราจรเป็นปัญหาแก่ผู้คนมากขึ้นหรือน้อยลง

แนวทางของดานังตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า คนเล็กๆ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของเมืองต้องมาก่อน จักรยานและจักรยานยนต์มาก่อน มีอิสระเสรีที่จะวิ่งบนท้องถนนได้ทุกเลน โดยไม่ถูกกันให้ไปแอบชิดอยู่ที่เลนใดเลนหนึ่ง เป็นหน้าที่ของรถยนต์ที่จะต้องคอยระวังเอาเอง

และไม่มีวันที่จะขยายถนนโดยตัดทางเท้าให้เล็ก เพราะทางเท้าคือชีวิตของชาวเมือง ทั้งกิจกรรมทางสังคม และเศรษฐกิจล้วนเกิดอยู่บนทางเท้า ทั้งยังเป็นช่องทางสำหรับการเดินทางที่สำคัญอีกด้วย จึงต้องสงวนทางเท้าไว้สำหรับผู้คน ไม่ใช่ที่จอดรถยนต์หรือจักรยานยนต์ ทางเท้าของดานังปราศจากมาเฟียในเครื่องแบบ (ซึ่งบางครั้งเป็นเครื่องมือของนายทุน) ยึดเอาทางเท้าไปขายต่อ

ฐานคิดที่ว่า คนเล็กๆ ต้องมีศักดิ์ศรีเท่ากับคนใหญ่ๆ มองเห็นได้จากกฎที่ว่า พ่อแม่ไม่สามารถขี่รถเก๋งไปส่งลูกหน้าโรงเรียนได้ แต่กฎหมายบังคับว่าจะต้องส่งลูกลงเดินให้ห่างจากโรงเรียน 1 กม.เสมอ เพื่อนและครูไม่ได้เห็นเบนซ์ของพ่อตำตาจนระย่อทุกวัน

นอกจากนี้ ตลอดเวลาประมาณ 2 วันที่ผู้เขียนอยู่ในดานัง ไม่เคยเห็นขบวนของผู้ใหญ่คนใด ที่มีรถตำรวจคอยอารักขาหนาแน่นบนท้องถนนสักขบวนเดียว จะมีก็แต่ขบวนแห่ของผู้ที่นับถือคาทอลิกในวันสุกดิบก่อนคริสต์มาส

ทั้งนี้มิได้หมายความว่าดานังไม่มีปัญหาจราจร เช่นดานังซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะการไหลเข้าของทุนต่างชาติ มีการขนส่งสาธารณะน้อยมากอย่างเหลือเชื่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ดานังคงมีพัฒนาการที่แตกต่างออกไปอย่างแน่นอน ในขณะที่กรุงเทพฯพยายามขยายถนนให้ใหญ่ เพื่อทำให้คนใหญ่ๆ สามารถเดินทางได้สะดวกมากขึ้นด้วยรถยนต์ แต่คนเล็กๆ ที่ต้องเดินถนนบนทางเท้า แทบจะเคลื่อนตัวเองในชั่วโมงเร่งด่วนแทบไม่ได้เพราะความแออัด เนื่องจากทางเท้าถูกทำให้แคบลงตลอดมา กิจกรรมบนทางเท้าถูกจำกัดและควบคุม เพื่อให้คนใหญ่ๆ เดินได้สะดวก

ทางเท้าของกรุงเทพฯ มีไว้สำหรับเท้า ไม่ได้มีไว้สำหรับชีวิต เราจึงห่างเหินกันและแปลกหน้ากันตลอดมา เราริบทางเท้าอันเป็นทรัพยากรสาธารณะจากคนเล็กๆ เพื่อให้คนใหญ่ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้นฝ่ายเดียว ทางเท้าที่เล็กและแคบทำให้เราถูกสอนให้รังเกียจหาบเร่แผงลอย โดยอ้างเมืองของโลกตะวันตกเป็นแบบอย่าง แต่เราไม่เคยมองเห็นว่าบนทางเท้าของเมืองในโลกตะวันตก มีกิจกรรมของคนเล็กๆ อีกมากมาย ทั้งเพื่อหาสตางค์และไม่ได้หาสตางค์ นับตั้งแต่วาดรูปบนทางเท้าด้วยชอล์กสี ดนตรีขอเงินหรือเล่นให้ฟังฟรี คนไร้บ้าน "ขอยืม" สตางค์เหรียญสักอัน ป้ายโฆษณาของทุน เด็กขายบุหรี่และหมากฝรั่ง หญิงชายยืนจูบกันนานจนน่าเบื่อ ฯลฯ

เพราะคนเล็กคนน้อยไม่ได้รับความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรี ทางเท้าของกรุงเทพฯ จึงมีได้แค่ "ประชาวิวัฒน์" (หรือประชาวิวัตน์ก็ไม่ทราบ) ในเทศกาลหาเสียงเท่านั้น