WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 26, 2011

กระบอกเสียงพธม.นับเลขผิดฟุ้งม็อบเรือนหมื่น สื่อนอกตบหน้าแค่2พัน หยันเสื้อแดงเดินเล่นยัง3หมื่น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มกราคม 2554

กระบอกเสียงพันธมิตรว่ามานับหมื่น

ไทยโพสต์ของเปลว สีเงิน ที่มีจุดยืนสนับสนุนพันธมิตรและต่อต้านเสื้อแดงมาตลอด พาดหัวหน้า 1 วันนี้ว่า เสื้อเหลืองมาแล้วหมื่นคน ปักหลักหน้าทำเนียบฯ

ขณะที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่สนับสนุนพันธมิตรและตามราวีเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่องระบุจำนวนผู้ชุมนุม"ครึ่งหมื่น" โดยรายงานว่า ในช่วงเย็น บรรยากาศการชุมนุมเริ่มคึกคักมากขึ้น เมื่อกลุ่มผุ้ชุมนุมาจากต่างจังหวัดเริ่มทยอยเดินทางมาถึง รวมทั้งมีมวลชนในพื้นที่กทม.ที่เลิกจากงานเดินทางมาสมทบ ทำให้บรรยากาศหนาตาไปด้วยผู้ชุมนุมกว่า 5 พันคน

ขณะที่เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงชวนเชื่อของพันธมิตรไม่กล้ารายงานยอดผู้ชุม นอกจากอ้างว่า คึกคัก ขณะที่เสนอข่าวพล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เรียกร้องว่า ถ้าไม่ออกมาให้มากเสียดินแดนแน่

AFPชี้มาแค่2,000คน




สำนักข่าวAFP รายงานว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมราว2,000คนกับกลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยม

รอยเตอร์ว่ามาแค่3,000คน ขณะที่เสื้อแดงมาวันก่อน30,000คน


สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า กลุ่มชาตินิยมเสื้อเหลืองราว 3,000คน ออกมากดดันรัฐบาลแก้ไขปัญหาพิพาทเขตแดนกัมพูชา หลังจาก 2 วันก่อนหน้านี้กลุ่มเสื้อแดงราว30,000 คนออกมาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยและปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม นี่เป็นสัญญาณความแตกแยกทางการเมืองและความไร้เสถียรภาพ ก่อนการจัดเลือกตั้งในปีนี้

********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


กลุ่มชาตินิยมเสื้อเหลืองราว3,000คนออกมากดดันรัฐบาลแก้ไขปัญหาพิพาทเขตแดนกัมพูชา หลังจาก 2 วันก่อนหน้านี้กลุ่มเสื้อแดงราว30,000คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม นี่เป็นสัญญาณความแตกแยกทางการเมืองและความไร้เสถียรภาพ ก่อนการจัดเลือกตั้งในปีนี้(ภาพและคำบรรยาย:รอยเตอร์)


การปลุกกระแสคลั่งชาติของพันธมิตรเสื้อเหลือง คือการทำงานเพื่อกลบเกลื่อนการต่อสู้ทางชนชั้นให้กลายเป็นเรื่องคนไทยแตกแยกกัน เพราะปัญหาความขัดแย้งทางชนชาติใช่หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องฐานะครอบงำของชนชั้นสูงให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามและทรงบารมีต่อไป (ภาพ:รอยเตอร์)



โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา เฟซบุ๊ควิสา คัญทัพ



บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย:หยุดเอาความขัดแย้งทางชนชาติมากลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น

ภาพ:AP

เมื่อใดก็ตามที่ปัญหาความขัดแย้งทางชนชั้นดำเนินไปอย่างดุเดือดแหลมคมและรุนแรง องค์ประกอบและแนวร่วมต่างๆของ “คนชั้นสูง” บวก “คนชั้นกลางส่วนบน” ซึ่งรวมกันเป็นชนชั้นปกครองก็จะดำเนินการสร้างเรื่องปลุกระดมความคลั่งชาติเพื่อให้เกิดความขัดแย้งทางชนชาติ

ขอย้ำว่า ความขัดแย้งทางชนชั้นถึงที่สุดแล้วคือเรื่องผลประโยชน์ อำนาจบารมี ความไร้ซึ่งความเสมอภาค ภราดรภาพ และความเป็นธรรม

ส่วนความขัดแย้งทางชนชาติเป็นผลสืบเนื่องมาจากชนชั้นสูงที่ต้องการสร้างอิทธิพลและครอบครองผลประโยชน์ จึงสร้างรัฐชาติขึ้นมา แล้วทำสงครามรบราแย่งชิงดินแดน สร้างแคว้นสร้างอาณาจักร

ทั้งๆที่ประชาชนธรรมดาสามัญมิได้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้เพื่อขัดแย้งและต่อสู้ หากดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ด้วยความรักความสัมพันธ์อันดีน้ำใจไมตรี และภราดรภาพ

ชายแดนของทุกประเทศในโลกที่ความขัดแย้งทางชนชั้นอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำที่สุดมักจะเป็นชายแดนที่สันติสงบ ประชาชนไปมาหาสู่สัมพันธ์กัน สืบผสมเผ่าพันธุ์กัน เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติกัน ทำมาค้าขาย ไปมาหาสู่ ข้ามแดน make love not war อยู่ร่วมกันโดยปกติสุข

สังคมไทยวันนี้เป็นอย่างไร ความขัดแย้งทางชนชั้นดุเดือดแหลมคม บารมีและอำนาจของคนชั้นสูง ขุนศึก ศักดินาถูกท้าทายลึกซึ้งและกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ความขัดแย้งทางชนชาติจึงถูกกลุ่มสมุนบริวารที่รับใช้อำนาจเก่าหยิบยกขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น หมายลวงให้คนเสื้อแดงบางส่วนหลงทาง

ดีที่แกนนำหลักขององค์กรเสื้อแดงยึดกุมแนวทางการต่อสู้ทางชนชั้นได้มั่นคง ทั้งเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาเรื่องข้อพิพาทระหว่างดินแดนไทยกัมพูชาแจ่มชัด

ส่วนคนชั้นล่างอันเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมก็ตื่นตัวในเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น และไม่ใส่ใจจดจำการศึกษาประวัติศาสตร์ชาตินิยมบิดเบือนที่กระทรวงศึกษาธิการของรัฐชาติพยายามยัดเยียดให้ตลอดมาทุกรุ่นของเยาวชนตลอดร่วมร้อยปีที่ผ่านมา

หลวงวิจิตรวาทการไปเอาแผนที่จากเวียดนามที่เขียนโดยฝรั่งเศสมาอธิบายความให้จอมพล ป.พิบูลสงครามฟังว่า คนไทยมีเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เลยเกิดความคิดที่จะรวมชาติไทย ซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า เพื่อทำลายความหลากหลายทางชนชาติที่มีอยู่ในอาณาจักรสยาม (ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ถูกปกครอง)

คำถามก็คือประชาชนธรรมดาทั่วไปพูดภาษาอะไรกันบ้าง และชนชั้นผู้ปกครองพูดภาษาอะไรในเวลานั้น โดยที่ภาษาไทยกับภาษาลาวแทบไม่ได้ต่างกันอยู่แล้วโดยพื้นฐาน พูดกันโดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลก็เข้าใจเรียกว่า 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เว้นเสียแต่สำเนียงเสียงที่ต่างกันไปเท่านั้น

ชนชั้นผู้ปกครองในเมืองเวลานั้นอาจพูดภาษาลาวสำเนียงเมืองหลวงก็ได้ หรือพูดเหน่อแบบสุพรรณฯ

สำเนียงเมืองหลวงสมัยอยุธยาเป็นอย่างไร หรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน กระทั่งสำเนียงพูดสมัยหลวงวิจิตรวาทการเองก็คงไม่เหมือนสำเนียงคนกรุงเทพฯในปัจจุบันนี้ (ชิมิ) เช่นนี้เป็นต้น

ผมขออนุญาตยกข้อความซึ่งเรียบเรียงจากเค้าความบางตอนในต้นฉบับของหนังสือ "MA VIE MOUVEMENTEE" ฯ โดยปรีดี พนมยงค์ เขียนที่ชานกรุงปารีส เมื่อ 2 เมษายน 2517

(สาเหตุแห่งการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม(ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในบรรดารัฐมนตรีแห่งรัฐบาลนั้น มีข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)

ต่อมาประมาณอีก 4-5 เดือน หลวงวิจิตรวาทการได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงว่ามีคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ ในพม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย

ครั้นแล้วผู้ฟังวิทยุกระจายเสียงได้ยินและหลายคนยังคงจำกันได้ว่า สถานีวิทยุกรมโฆษณาการ (ต่อมาปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) ได้กระจายเสียงเพลงที่หลวงวิจิตรฯรำพันถึงชนเชื้อชาติไทยที่มีอยู่ในดินแดนต่างๆ และมีการโฆษณาเรื่อง "มหาอาณาจักรไทย" ที่จะรวมชนเชื้อชาติไทยในประเทศต่างๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่างๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน

ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่างๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่า "สยาม" มาจากภาษาสันสกฤต "ศยามะ" แปลว่า "ดำ" จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทยซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า "สยาม" แผลงมาจากจีน "เซี่ยมล้อ"


การเปลี่ยนชื่อสยามมาเป็นประเทศไทย นอกจากจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในสยามลงไปแล้ว แท้จริงข้อที่ว่าได้ “รวบรวมชนเผ่าไทย” นั้นยังน่าสงสัยว่า “ชนเผ่าไทย” มีจริงหรือไม่

ลำพังแผนที่ที่เอามาจากฝรั่งเศสย่อมไม่มีน้ำหนักพอเพียงที่จะทำให้เชื่อได้ตามฝรั่งว่า การที่บอกว่ามีไทยอยู่ในที่ต่างๆทั่วอินโดจีน อาจหมายถึงไทยในความหมายที่เป็น “คน” ก็ได้เพราะในภาษาลาว คำว่า “ไท” มีความหมายว่า “คน” “ไทบ้านใด๋” ก็คือ “คนที่ไหน” เท่านั้นเอง จึงเป็นความเข้าใจผิดพลาด

ผมมีความเชื่อว่าสิ่งยืนยันถึงลักษณะการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ที่ดีที่สุดน่าจะอยู่ที่ภาษา ภาษาที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของภาษาไทย อย่างศิลาจารึกสมัยสุโขทัยก็ถูกนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ ปฏิเสธด้วยหลักฐานยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทำขึ้นในภายหลัง

ดังนั้นจึงแทบไม่จำเป็นต้องสงสัยเลย หากศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบคำตอบว่ารากที่มาของภาษาไทยอาจมาจากภาษาลาว ภาษาเขมร และภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาไทยเหมือนภาษาลาวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยล่ามแปลดังกล่าว

ส่วนภาษาเขมร มีคำไทยเหมือนคำเขมรกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าตัวเลขไทย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ แท้จริงแล้วเอามาจากเขมรหรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่าค้นคว้า

พ้นจากเรื่องของภาษาก็คงเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ซึ่งจะยืนยันถึงอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

พูดให้ถึงที่สุด ปรางค์แขก ปรางค์สามยอดที่ลพบุรี ปราสาทหินพิมายที่โคราช หรือเขาพนมรุ้งที่บุรีรัมย์ และอื่นๆ ฯลฯ ย่อมเป็นของขอม หรือขแมร์ทั้งสิ้น หากพิจารณาย้อนไปยังยุคแห่งอานาจักรชัยวรมันที่ 7

เพราะฉะนั้น การพิจารณาปัญหาการปักปันเขตแดนจะเอายุคอาณาจักรซึ่งไม่เคยมีแผนที่แบ่งเขต มาปะปนกับยุครัฐชาติในปัจจุบันไม่ได้ ลองฟังทัศนะของนักประวัติศาสตร์อย่าง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

“ปัญหามันเกิดเมื่อ 100 กว่าปีก่อน สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเข้ามา ก็นำแผนที่ พิกัด การปักปันเขตแดนเข้ามาในภูมิภาคนี้ ทั้งที่สมัยนั้น ไม่มีหรอกคำว่าเขตแดน รัฐชาติก็ยังไม่มี ยังเป็นอาณาจักร ซึ่งอาณาจักรจะเล็กหรือใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับศูนย์กลาง ว่ามีอำนาจแค่ไหน ถ้ามีมากก็ขยายกว้าง ถ้ามีน้อยก็หดลง ครั้งหนึ่งกัมพูชาเคยกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่พอเสื่อมก็หดลงอย่างที่เห็นปัจจุบัน เรื่องเขตแดนจึงเป็นมรดกของฝรั่งโดยแท้ ประเทศไทยก็รับมาจากสยาม กัมพูชาก็รับมาจากฝรั่งเศส ซึ่งบางคนคิดว่าไทยกับสยามเหมือนกัน ผมว่าไม่เหมือนนะ วิธีคิดไม่เหมือนกัน เหมือนกัมพูชาสมัยนั้นกับสมัยนี้ก็คิดไม่เหมือนกัน”

“กระแสชาตินิยมมันปลุกได้เป็นครั้งคราวแล้วแต่ประเด็น ถ้าประเด็นมันฮอตก็ปลุกขึ้นได้ แต่สมัยปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปเยอะ คนมีข้อมูลข่าวสารมาก ทำให้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้ สิ่งที่เคยรู้เฉพาะในหมู่ผู้ปกครองก็รู้กันมากขึ้น บ้านเมืองเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รุนแรงมาก เปลี่ยนจากความคิดเดิมมาเป็นความคิดใหม่ แต่หลายอย่างมันเปลี่ยนไม่ทัน อย่างตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พูดเฉพาะการเสียดินแดน 14 ครั้ง แต่ไม่เคยบอกว่า ได้ดินแดนอะไรมาบ้าง

ถ้าคุณไปเปิดหนังสือ “แผนที่ภูมิศาสตร์ไทย” ของ ทองใบ แตงน้อย ที่ให้เด็กม.4 ม.5 เรียน หนังสือเล่มนี้ได้สร้างอคติให้กับคนไทยได้อย่างวิเศษสุด เพราะทำให้มองอะไรด้านเดียว เขียนแผนที่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย-อยุธยาว่ามีอาณาเขตเท่าไร ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีแผนที่ ไม่มีเขตแดน ยังเป็นอาณาจักรอยู่ การทำแผนที่ของไทย เริ่มครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 5 ที่รัฐบาลสยามจ้าง James McCarthy ทำ แผนที่ เมื่อปี ค.ศ.1888/พ.ศ.2431 ก่อนหน้านั้นสยามไม่มีแผนที่ มีแต่แผนการเดินทัพ ซึ่งไม่ได้บอกเขตแดนอะไรเลย บอกแค่ว่าหงสาวดีมาเจอกับอยุธยาแถวๆนี้แหล่ะ แต่หนังสือของทองใบ กลับบอกว่าสุโขทัย-อยุธยามีเท่าไร แล้วเขียนแค่ว่าไทยเสียดินแดนไปเท่าไร โดยไม่ได้บอกว่าเคยได้มาเท่าไร ทำให้คนไทยคิดว่า ไอ้นี่ก็ของเราๆ

แผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามให้ทำครั้งแรก หรือแผนที่ McCarthy ตอนนั้นยังไปกินลาวและเขมรอยู่ แต่ค่อยๆหดลงไปเรื่อยๆ แต่เวลาทองใบ แดงน้อยเขียนหนังสือกลับบอกว่ามี ซึ่งหมายความว่า ตำราเรียนนั้นไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็น อประวัติศาสตร์ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก อ.ธงชัย วินิจกูล เป็นคนแรกที่ชี้ประเด็นนี้* ถ้าไม่แก้ตำราเรียนของทองใบ แตงน้อย ก็ยากมากที่จะแก้ไขอคติของคน คนไทยก็จะบอกว่าไอ้นี่ก็ของเรา ทั้งที่ความจริงมันเป็นของเขา ลาวเป็นของใคร ก็ต้องของคนลาว แต่คนไทยเอามาหนหนึ่ง แล้วหลุดมือไป ถามว่าตอนนี้จะไปเอากลับมาได้ไหม ไม่ได้แล้ว..เพราะมันเกิดชาตินิยมในลาว หรือเราจะไปเอาเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณคืนจากกัมพูชาได้หรือเปล่า..ก็ไม่ได้”


เมื่อศิลาจารึกที่นับว่าเก่าที่สุดยังถูกพิสูจน์ทราบว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาภายหลัง เพื่อเขียนประวัติศาสตร์ตัวเองให้ยิ่งใหญ่ แล้วยังจะมีอะไรอีกเล่าที่บอกว่าเป็น “ของไทย” เครื่องดนตรี พิณ แคน ระนาด ซอ เมื่อขุดค้นรากที่มาแล้วก็หาไม่พบความเป็นของไทย ชนชั้นสูงที่ผูกขาดการปกครองในอดีตบิดเบือนประวัติศาสตร์หลายเรื่อง

ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นไทย ได้ส่อเค้าให้เห็นการเปลี่ยนความรักสามัคคีของทุกหมู่เหล่าเผ่าพันธุ์อันหลากหลายให้กลายไปเป็นไทยเดียวที่มีแต่ชื่อหากปราศจากวิญญาณ

ศูนย์รวมความเป็นชาติย่อมอยู่ที่ประชาชน ถ้าไทยเป็นชื่อที่ขุนวิจิตรมาตราและจอมพล ป.พิบูลสงคราม คิดขึ้นจากแผนที่ฝรั่งเศสที่อาจไม่รู้เรื่องชาวอุษาคเนย์ที่แท้จริง เหตุที่คิดในวันนั้นกำลังจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในวันนี้ด้วยน้ำมือของ “ชนชั้นสูง” กลุ่มเดิม

เพราะปัญหาชนชาติ เนื้อแท้ก็คือปัญหาชนชั้น ถ้าเรายังเป็นประเทศสยาม พิณแคนระนาดซอก็ย่อมเป็นเครื่องดนตรีสยามอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสยามอยู่มานับเป็นพันปีแล้ว ขณะที่ประเทศไทยของ จอมพล ป.อยู่มายังไม่ถึงเจ็ดสิบปีเลย

เพราะฉะนั้นการต่อสู้ทางชนชั้นขณะนี้ กำลังขับเคลื่อนไปม้วนเอาความขัดแย้งทางชนชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะรวมไปพัวพันถึงความสงสัยในเรื่องชื่อประเทศไทย ที่ทำไมต้องเปลี่ยนจากสยาม ทำไม เพราะเหตุใด เปลี่ยนแล้วดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด ทำให้ชาติเจริญก้าวหน้าหรือเสื่อมโทรมถอยหลัง สามัคคีหรือแตกแยก

โดยที่เวลานี้ตัวละครที่เปิดการแสดงนำร่องก่อนเป็น “กัมพูชา” แต่หากจัดการไม่ถูก ตัวละครก็จะเป็นเพื่อนบ้านชาติอื่นๆต่อไป เท่ากับว่าชื่อประเทศไม่เป็นมงคลนำมาซึ่งความแตกแยกทั้งชาวสยามด้วยกันเองและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

อย่าลืมว่าเมื่อเรานึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง เรามักจะนึกถึงพระสยามเทวาธิราช ไม่เห็นมีใครอ้างถึงพระไทยเทวาธิราชเลย ลองไปฟัง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เปรียบเทียบสยามเป็นบ้านทรายทอง ส่วนประเทศไทยเป็นแค่บ้านสว่างวงศ์

“คำว่าสยาม หรือ Siam นั้นหมายถึงดินแดนหรือแผ่นดิน หมายถึงบ้านเมือง ส่วนคำว่าไทย Thai/Tai หมายถึงคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ อาศัยร่วมกับคนชนเชื้อชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไทย/ไท ลาว คนเมือง คนอีสาน มอญ เขมร กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า ขะมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่งชาติต่างๆ แขกชาติต่างๆ ลูกครึ่งอีกเยอะมาก..

ดังนั้นเราจะต้องไม่สับสนระหว่างบ้านเมืองกับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านในเมืองนี้ ยกตัวอย่าง อุปมาอุปมัยให้เห็นชัดๆ ก็คือบ้านทรายทองเป็นนามของบ้าน แต่คนที่อยู่ในบ้านนั้น มีทั้งสว่างวงศ์ มีทั้งพินิตนันท์ ถ้าอยู่ๆ วันดีคืนร้ายพวก สว่างวงศ์ลุกขึ้นมายึดอำนาจแย่งชิงไป แล้วก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นบ้านสว่างวงศ์ก็คงพิลึกพิลั่น” (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ)


ถึงวันนี้ ความพยายามที่จะ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” โดยบิดเบือนความจริงแห่งความเป็นมาของสยามเดิมทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะชาติเชื้อต่างๆในสยาม แท้จริงแล้วก็มิได้มี “คนไทย”เป็นส่วนใหญ่

หรือหนักกว่านั้น“ไทย”อาจไม่มีจริง ไทยเป็นเพียงคำที่แปลว่า “คน” ดังที่ได้กล่าวมา ที่สำคัญ ทุกคนที่ถูกบังคับให้เป็นไทยต้องเป็นไพร่เป็นข้าของคนชั้นสูงที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบ แม้ในยุคโลกเจริญรุดหน้าเป็นโลกไร้พรหมแดนขณะนี้เสรีภาพที่แท้จริงก็ยังไม่บังเกิดขึ้น

ถึงที่สุดคนก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูเป็นคนไทยหรือเปล่า” และถ้ากูไม่ใช่คนไทย แผ่นดินนี้เป็นของกูหรือเปล่า ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “สยาม” แผ่นดินนี้ก็เป็นของกู แต่ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “ประเทศไทย” แผ่นดินนี้กูก็ต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชกลับคืนมา

เหมือนดั่งเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งลึกๆแล้ว รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องเพราะคนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกไม่ใช่ไทยดังกล่าว และแผ่นดินที่เขาอยู่วันนี้ก็ไม่ใช่แผ่นดินสยามเดิม หากเป็นแผ่นดินประเทศไทยซึ่งมิใช่แผ่นดินของเขา

เราต้องยอมรับว่า การปราบปรามเข่นฆ่าไล่ล่าคนเสื้อแดง ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมวันนี้ นอกจากปลุกจิตสำนึกการต่อสู้ทางชนชั้นแล้ว ยังปลุกประเด็นปัญหาชนชาติขึ้นมาเป็นเงาตามตัว เพราะคนที่ถูกปราบปรามดังกล่าวเป็นคนชั้นล่างจากท้องถิ่นต่างจังหวัด เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ซึ่งไม่ได้พูดภาษาไทยบางกอกอยู่แล้ว
ภาพ:รอยเตอร์

ดังนั้นจึงอยากถามว่า การปลุกกระแสคลั่งชาติของพันธมิตรเสื้อเหลือง คือการทำงานเพื่อกลบเกลื่อนการต่อสู้ทางชนชั้นให้กลายเป็นเรื่องคนไทยแตกแยกกันเพราะปัญหาความขัดแย้งทางชนชาติใช่หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องฐานะครอบงำของชนชั้นสูงให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามและทรงบารมีต่อไป

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ความขัดแย้งทางชนชาติ ล้วนมาจากการปลุกกระแสของคนชั้นสูงที่ดำรงฐานะเป็นผู้ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นด้านหลัก ประชาชนจำต้องฉลาด รู้เท่าทัน แยกแยะประเด็นให้ออก ไม่ตกเป็นเครื่องมือ หลงวู่วามไปตามกระแส

ซึ่งจะส่งผลเสียหายให้กับประเทศชาติในท้ายที่สุด.

(บันทึกเขียนเสร็จ วันที่ 25 มกราคม 2554)

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บันทึกวิสาคัญทัพ ฉบับที่8 และฉบับที่1-8

วิสา คัญทัพ เขียนถึง ธีรยุทธ บุญมี

ที่มา Thai E-News


คราวนั้นทำให้เกิด “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” เคลื่อนไหวจนทั้งคุณธีรยุทธ ผมและเพื่อนรวม 13 คนถูกจับเป็นกบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็สนิทสนมกับ ธีรยุทธ บุญมี ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง


โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา เฟซบุ๊ควิสา คัญทัพ


ผมเคยเขียนถึงธีรยุทธ บุญมีไว้ในคอลัมน์ "เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ" ในหนังสือ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ เมื่อร่วมสองปีที่ผ่านมา

อ.สมศักดิ์ เจียมฯ และเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนอาจไม่ได้อ่าน จึงคัดมาให้อ่านกันย้อนหลังโดยมิได้ปรับปรุงอะไรเพิ่มเติม ด้วยเห็นว่าสอดคล้องกับบรรยากาศที่ อ.สมศักดิ์พูดถึง สู้ตอนหนุ่ม กับสู้ตอนแก่ครับ (อ่าน สมศักดิ์ เจียมฯเขียนถึงทองใบ ทองเปาด์ )

ธีรยุทธ บุญมี “ไม่เคยรับรู้ สนับสนุน และเห็นชอบกับการทำรัฐประหาร”



ธีร ศาสตร์สดับทั้ง สุนทรี

ยุทธ ศิลปะกวี ประดับสร้าง

บุญ ทำก่อกรรมดี บริสุทธิ์

มี สุขอย่ารู้ร้าง รุ่งรุ้ง เรืองโพยม



ผมรู้จัก ธีรยุทธ บุญมี ก่อน 14 ตุลาคม 2516 เมื่อผมถูกลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงพร้อมเพื่อนนักศึกษาเก้าคน ผมกับบุญส่ง ชเลธร เป็นคนเดินทางไปพบเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาในสมัยนั้นคือ คุณธีรยุทธ ที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ

ไปเพื่อขอให้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักศึกษา เนื่องจากทำหนังสือ “มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ” อันมีข้อความบางส่วนกระทบกระเทือนผู้มีอำนาจเผด็จการ

ศูนย์นิสิตฯ นำการเคลื่อนไหวชุมนุมนักศึกษาประชาชนเรือนหมื่น ซึ่งนับว่ามากที่สุดเป็นครั้งแรกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่สำคัญได้รับชัยชนะ นักศึกษาเก้าคนได้กลับเข้าไปเรียน อธิการบดีรามฯต้องพ้นจากตำแหน่ง และ ประเด็นสุดท้ายที่เป็นประหนึ่งสัญญาประชาคมคือการเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากเผด็จการ

กรณี 21-22 มิถุนายน 2516 คราวนั้นทำให้เกิด “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” เคลื่อนไหวจนทั้งคุณธีรยุทธ ผมและเพื่อนรวม 13 คนถูกจับเป็นกบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร

จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็สนิทสนมกับ ธีรยุทธ บุญมี ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง (ขออนุญาตใช้ศัพท์ฝ่ายซ้ายที่อธิบายได้ใกล้เคียงที่สุด) หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม นักศึกษาบางส่วนที่จบการศึกษาไปแล้วอย่าง คุณประสาร และคุณธีรยุทธก็ก่อตั้ง กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ปช.ปช)ขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่อง

ผมก็เข้าร่วมทำงานกับกลุ่มนี้ อภิปราย, ปราศรัย, เดินสาย ไฮปาร์คไปตามม็อบกรรมกรชาวนาต่างๆที่มีขึ้นไม่ขาดสาย

จนสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการลอบฆ่าลอบสังหารผู้นำนักศึกษา ผู้นำกรรมกรชาวนา ผู้นำนักการเมือง พวกเราถูกข่มขู่คุกคามจากอำนาจที่มองไม่เห็นถึงขั้นเอาชีวิต

ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว มีทางให้หนีไปสู้อยู่สองทาง คือ หลบไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ หรือหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อสู้กับภัยมืดเผด็จการ

ผมตัดสินใจเข้าป่าซึ่งตอนแรกๆก็ไม่รู้ว่าจะได้เข้าไปพร้อมกับใครอย่างไร ก่อนวันเดินทางไม่นานนักผมจึงรู้ว่าคณะนี้มีพี่ประสาร มฤคพิทักษ์พร้อมภรรยา, คุณธีรยุทธ บุญมีพร้อมภรรยา, และมีพี่ชัยวัฒน์ สุรวิชัย, คุณมวลชน สุกแสง, น้องในรามฯชื่อวิสุทธิ์หรือ
สหายตรง และลูกหลานอาจารย์ประวุฒิ ศรีมันตะ อีกสองสาว รวมสิบคน

เราเดินทางเข้าป่าทางภาคเหนือ เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลงรถจากถนนลาดยางก็ดั้นด้นเดินดงพงป่าด้วยเท้าเหยียบก้าวย่างขึ้นภูลงห้วยข้ามเขาไม่นับลูก รอนแรมอยู่หลายวันกว่าจะถึงจุดพักบนดอยยาวสำนักสหายเล่าเต็ง ไม่ต้องพูดถึงความยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และเหงื่อหยดที่มิอาจนับเป็นหยาด

ไม่น่าเชื่อว่าคนหนุ่มคนสาวที่มีชีวิตสุขสบายในเมืองใหญ่อย่างพวกเราจะฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ ผ่านชีวิตเป็นตายร้ายดีมาด้วยกันถึงขั้นนี้จะให้ลืมความรักความผูกพันอันเป็นรอยอดีตร่วมกันได้อย่างไร

ตรงจุดพักกินข้าวเย็นริมถนนลาดยางแห่งหนึ่ง ก่อนถึงจุดนัดหมายที่สหายในป่ามารับ ผมเสนอให้ผู้นำนักศึกษาที่มีชื่อเขียนจดหมาย ประกาศการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธส่งไปให้พวกเราในเมืองแจ้งให้ประชาชนได้ทราบ เหมือนที่อดีตเลขาฯศูนย์ฯอย่างเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ และผู้นำนักศึกษาคนอื่นๆเคยทำมาแล้ว ด้านหนึ่งเพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ด้านหนึ่งเพื่อเป็นกำลังขวัญให้พวกเรากันเอง

จำได้ว่า คุณธีรยุทธไม่เห็นด้วย ก็เลยไม่มีการส่งจดหมายดังกล่าว แต่เมื่อไปถึงสำนัก A 30 ที่มีลุงอุดม สีสุวรรณเป็นหัวหน้าใหญ่ การประกาศการต่อสู้ดังกล่าวก็ทะยอยออกมาเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ชื่อของผมดูเหมือนจะร่วมอยู่ในกลุ่มของคุณธีรยุทธ บุญมี และคุณประสาร มฤคพิทักษ์ นี่แหละ

งานในสำนักแนวร่วม A 30 ผมได้รับมอบหมายให้ทำงานนิตยสาร “สามัคคีสู้รบ” อันมีทีมงานในกองบรรณาธิการสี่คนคือคุณธีรยุทธ บุญมี, คุณสมาน เลือดวงศ์หัด (หรือเลิศวงรัฐ ในปัจจุบัน), คุณประยงค์ มูลสาร และผม

สามัคคีสู้รบ เป็นหนังสือที่ส่งเผยแพร่ส่วนใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อสามัคคีพันธมิตรในแนวร่วมอันหลากหลาย ตอนนั้นมีประเด็นถกเถียงกันว่าพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้อยู่ในฐานะนำแนวร่วม แต่ควรเป็นองค์กรหนึ่งในแนวร่วม ซึ่งมีนโยบายเฉพาะหน้าของแนวร่วมที่จะสามัคคีกำลังรักชาติรักประชาธิปไตยไปเอาชนะรัฐบาลปฏิกิริยาไทย

เวลานั้นจึงมีการตั้ง กป.ชป. หรือคณะกรรมการประสานงานกำลังรักชาติรักประชาธิปไตยขึ้นเพื่อเตรียมสร้างแนวร่วมที่เป็นรูปการในอนาคต มี “สามัคคีสู้รบ”เป็นกระบอกเสียง

ธีรยุทธ บุญมี ปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวมีบทบาทเสนอแนะและชี้นำทางการเมืองในประเด็นสำคัญๆเป็นระยะตลอดมาในทุกรัฐบาล โดยทั่วไปก็เป็นที่ยอมรับกันได้ในแวดวงปัญญาชนคนชั้นกลางที่รักความเป็นธรรม อยากให้ระบอบประชาธิปไตย

บ้านเราพัฒนาไปทางที่ดีขึ้นไปเรื่อย ไม่ว่าธีรยุทธ จะออกมาปะทะกับนายกรัฐมนตรีคนไหน อย่างดีก็มีเสียงโต้ตอบออกมาจากนักการเมืองที่ปกป้องรัฐบาลเท่านั้น ไม่เคยล่วงล้ำลามมาสร้างความไม่พอใจให้กับมวลชนที่กว้างขวางเหมือนกับที่กำลังถูกมองในทางลบเช่นทุกวันนี้ ดังที่ธีรยุทธได้กล่าวไว้เองว่า

“ผมก็ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเผด็จการ ทั้งที่ความเป็นจริง ผมไม่เคยเบี่ยงเบนความคิดจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ไม่เคยสนับสนุนระบอบทักษิณ ไม่เคยรับรู้ สนับสนุน และเห็นชอบกับการรัฐประหาร เพราะวันที่ 18 ก.ย.2549 ผมพร้อมค้วยอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และคณบดีอีก 5 คณะได้ร่วมกันประชุมหารือเพื่อหาทางออก โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า จะมีการรัฐประหาร แต่ก็ไม่ทันการณ์ เพราะในวันรุ่งขึ้นก็มีการยึดอำนาจ ดังนั้นผมขอยืนยัน ผมไม่เคยใยดีกับตำแหน่งอำนาจวาสนาหลังรัฐประหาร ถือเป็นและได้ทำหน้าที่วิจารณ์ คมช.และรัฐบาลสุรยุทธ์ ให้คลี่คลายวิกฤติและไม่สืบทอดอำนาจ”


ข้อความดังกล่าวโผล่ขึ้นมาในตอนหนึ่งของการกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ตุลาการภิวัตน์กับการรอมชอมในสังคมไทย”

การกล่าวข้อความเยี่ยงนี้ สำหรับผมไม่ถือว่าเป็นคำแก้ตัวใดๆ โดยความที่เคยสนิทสนมเชื่อมั่นศรัทธากันมาก่อน ผมเป็นห่วงสุขภาพของเขาด้วยซ้ำไปเวลาที่ต้องใช้ความคิดหนักๆ ยิ่งการแถลงครั้งล่าสุด เส้นผมบนศีรษะเบาบางลงมาก ไม่อยากให้เกิดความรู้สึกที่เจ็บช้ำใดๆ ท่านไม่ใยดีกับตำแหน่งอำนาจวาสนาหลังรัฐประหารนั้นถูกควรแล้ว หากทำเหมือนเพื่อนพ้องน้องพี่ของท่านบางคน อาการก็อาจจะหนักไปมากกว่านี้

อันที่จริง 5 ภาวะเสื่อมที่ อ.ธีรยุทธเสนอมา ไม่มีอะไรใหม่ เป็นภาวะเสื่อมที่เห็นกันมานานแล้ว โดยเฉพาะข้ออมาตยาธิปไตยเสื่อมนั้นถูกต้อง ส่วนข้อคุณธรรมเสื่อมนั้นน่าจะไม่ใช่ เพราะไม่มีใครเห็นว่าคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา และไม่มีใครคิดว่า โกงก็ได้ขอให้ทำงาน มีแต่คิดหาทางจะกำจัดคอรัปชั่น และถ้าโกงจริงก็ต้องขึ้นศาลเอาเข้าคุก

ข้อความสามัคคีในบ้านเมืองเสื่อมนั้นมุ่งชี้เป้าไปโทษรากหญ้าโทษประชาชน โดยธีรยุทธชี้ว่าการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน เกิดจากทิฐิมานะ ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่เข้าถึงใกล้ชิดมากกว่าชนชั้นนำซึ่งห่างไกลแปลกแยก ผมไม่ทราบว่าชนชั้นนำไหน พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่ชนชั้นนำหรือชนชั้นนำที่คุณธีรยุทธพูดหมายถึงใคร และทำไมดูถูกประชาชนว่าเลือกผู้แทนด้วยทิฐิมานะ เรื่องภาคการเมืองเสื่อม ภาคสังคมเสื่อม พรรคการเมือง รัฐสภา สถาบันทางวิชาการ...การแตกแยกทางความคิดเห็น ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีผู้ใหญ่คอยไกล่เกลี่ยที่ธีรยุทธพูดมาที่จริงก็เป็นเรื่องของพวกท่านทั้งหลายนี่แหละที่ไปรับรองรัฐธรรมนูญปี 50 ของ คมช. เมื่อผู้ใหญ่เปล่งเสียงร้องเพลงเดียวกับ คมช.เยี่ยงนี้ ก็เท่ากับผู้ใหญ่ทำลายคุณค่าของตัวเองลง

ทำไมจึงไม่ได้ฟังสำเนียงไม่เอารัฐธรรมนูญปี 50 ทำไมจึงไม่ได้ฟังสำเนียงต้านรัฐประหาร ทำไมจึงไม่ได้ยินสำเนียงคัดค้านทัดทานพวกกลุ่มพันธมิตรฯจากอาจารย์ธีรยุทธบ้าง

ซ้ำกลับมาบอกว่าอย่ารีบร้อนแก้รัฐธรรมนูญเพราะจะเกิดการเผชิญหน้ากัน อาจารย์ธีรยุทธต้องตะโกนคำว่า ”ไม่เคยรับรู้ไม่เคยสนับสนุนและเห็นชอบกับการรัฐประหาร” ให้ดังกว่านี้หน่อยนะครับ

และตะโกนคำว่า “เอารัฐธรรมนูญเผด็จการออกไป” ส่วนประชาธิปไตยประชาชนนั้นเราต้องร่วมกันเพรียกหาต่อไป.


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สมศักดิ์ เจียมฯเขียนถึงทองใบ ทองเปาด์ การเป็นนักสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการยังคงเป็น หรือเพิ่งเป็น เมื่อแก่ อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?

Tuesday, January 25, 2011

พลาดเต็มเปา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
ผู้นำคณะคนไทยไปให้ทหารเขมรจับที่ชายแดน พร้อมคนไทยอีก 4 คน
ก็บินกลับบ้านอย่างสะดวกโยธิน

หลังจากศาลพนมเปญได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 5 คน คนละ 9 เดือน
ฐานรุกล้ำเขตแดนประเทศกัมพูชา

แต่เนื่องจากจำเลยทั้ง 5 ยอมรับสารภาพผิด อ้างว่า
เดินเข้าไปในเขตแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ

ศาลจึงให้รอลงอาญาโทษจำคุกที่เหลืออีก 8 เดือน

และอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศ ไทยได้อย่างสบายแฮ

"แม่ลูกจันทร์" มีข้อสังเกตว่าการพิจารณาคดีนี้แตกต่างจากการพิจารณาคดีทั่วไป 2 ประการ

1, ศาลพนมเปญได้กำหนดวันตัดสินคดีนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

แต่เมื่อรัฐบาลไทยต้องการให้คดีนี้ ยุติโดยเร็ว
ศาลก็ยอมลัดคิวตัดสินคดีนี้ เร็วกว่ากำหนดถึง 12 วัน

2, การพิจารณาคดีและการตัดสินคดีแบบม้วนเดียวจบในวันเดียว
โดยศาลเรียกฝ่ายโจทก์และจำเลยขึ้นให้การตั้งแต่ บ่ายสองโมงจนเสร็จสิ้นในเวลาหนึ่งทุ่มตรง

จากนั้น ศาลก็อ่านคำตัดสินในเวลา 2 ทุ่ม ซึ่งเลยเวลาทำงานปกติไปกว่า 3 ชั่วโมง

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าผลการตัดสินที่ออกมาเป็นตามที่คาดไว้ทุกประการ

ในแง่รัฐบาลไทย การที่สามารถเอาตัวคนไทย 5 คน กลับมาได้รวดเร็ว
และ "ส.ส.พนิช" ก็ไม่ต้องพ้นสภาพ ส.ส. เพราะศาลรอลงอาญา

ถือว่าภารกิจประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ในแง่รัฐบาลกัมพูชา การที่ ส.ส. รัฐบาล อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศไทย
ยอมรับในศาลว่าได้ล่วงล้ำเขตแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ

ถึงแม้โทษจำคุกศาลให้รอลงอาญา
แต่ในทางคดีถือว่าคนไทยทั้ง 5 ยอมรับว่ากระทำความผิดจริง

นี่คือหลักฐานสำคัญที่นายกฯฮุน เซน จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่าง มโหฬาร


ทีนี้ก็ยังเหลือ "วีระ สมความคิด"
และ "ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์" ที่ยืนหยัดปฏิเสธข้อหารุกล้ำเขตแดนกัมพูชา

เลยโดนยัดข้อหาจารกรรมเพิ่มพิเศษอีกกระทง!!

"แม่ลูกจันทร์" ชื่นชม "วีระ-ราตรี" ที่กล้าหาญเลือกแนวทางต่อสู้คดี
เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่ที่ 7 คนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุมเป็นแผ่นดินของไทย 100 เปอร์เซ็นต์!!

มีพยานเอกสารและพยานบุคคลชี้ ชัดเจนว่า
บริเวณที่ดินตรงนี้เป็นดินแดนไทย อยู่ในเขตประเทศไทย
และราษฎรไทยได้ใช้ทำกินมายาวนานหลายชั่วคน

ก่อนจะถูกกัมพูชาใช้กำลังทหารแอบเข้ามายึดครอง

พูดง่ายๆ "วีระ สมความคิด"
ยอมใช้อิสรภาพของตัวเองเป็นเดิมพัน ต่อสู้คดีเพื่อปกป้องดินแดนไทย

แต่ในเมื่อจำเลย 5 คนใน 7 คนไปยอมรับผิดต่อศาลว่า
บุกรุกดินแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ

ก็เท่ากับเหตุผลของ "วีระ" ถูกหักล้างจากพวกเดียวกันเอง

สรุปว่าเราได้ ส.ส.พนิช และ 4 คนไทยกลับคืนมา

แต่เราอาจต้องเสียดินแดนตรงนี้ให้กัมพูชาสะง่อมไปฟรีๆ!

ถึงแม้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมายืนยันว่า
คำตัดสินของศาลมีผลผูกพันเฉพาะจำเลย 7 คน

ไม่มีผลผูกพันการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา

แต่ "แม่ลูกจันทร์" ไม่เชื่อสิ่งที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" ชี้แจง

เพราะเชื่อว่าเขี้ยวลากดินอย่าง "นายกฯฮุน เซน"
จะเอาประเด็นนี้ไปขยายผลเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือเขต แดนไทย

เพราะพยานปากสำคัญที่ยืนยันว่า 7 คนไทยถูกจับกุม
ในเขตแดนกัมพูชาคือ นายกฯอภิสิทธิ์เอง!!


แบบนี้มันก็จบเห่น่ะซีโยม.


"แม่ลูกจันทร์"


http://www.thairath.co.th/column/pol/greenhead/143444

ความคืบหน้า คดีลอบยิงข่ายวิทยุชุมชน อ.ฮอด

ที่มา thaifreenews

โดย namome

ประชาธรรม : เปิดความคืบหน้า คดีลอบยิงข่ายวิทยุชุมชน อ.ฮอด
Mon, 2011-01-24 02:40
เมื่อ เร็วๆนี้ ผกก.สถานีภูธรฮอด จ.เชียงใหม่ ได้ออกจดหมายแจ้งความคืบหน้าคดีลอบยิงนายบุญจันทร์ ดี จันหม้อ ซึ่งเป็นแกนนำเครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ โดยแจ้งว่าขณะนี้กำลังนำสืบรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุ และตามหัวกระสุนที่คาดว่าใช้ก่อเหตุเพื่อใช้เป็นหลักฐานนำจับต่อไป
คดี ลอบยิงนายบุญจันทร์ และนางปอยดี จันหม้อ เกิดขึ้นเมื่อวันเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ณ หมู่ 5 บ้านดงดำ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้นางปอยดี จันหม้อ ภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนของภาคประชาชน ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนกว่า 20 สถานี สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ จำนวน 150 สถานีทั่วประเทศ เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาค เหนือ และเครือข่ายกระเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมได้ยื่นหนังสือต่อกอง บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ให้เร่งรัดสืบสวนคดีเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดและผู้บงการมาลงโทษตามกฎหมายให้ เร็วที่สุด
ทั้ง นี้การลอบสังหารนายบุญจันทร์ ถูกองค์กรสื่อภาคปชช.มองว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อระดับท้องถิ่น เพราะนายบุญจันทร์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัวกับใคร เพียงแต่นำเสนอข่าวที่ดินในหมู่บ้านดงดำ ต. ฮอด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ที่บางกลุ่มออกโฉนดทับเขตป่าชุมชน และการคัดค้านโครงการทวิภาษา ที่จะสร้างอักษรไทยในภาษากระเหรี่ยง อย่างต่อเนื่องเท่านั้น

ที่มา : ประชาธรรม

http://prachatai.com/journal/2011/01/32764

วลีเด็ด สะเก็ดข่าว จากแกนนำที่คิดถึงในสังคมชาวแดงFacebook

ที่มา thaifreenews

โดย namome





"การ สื่อสารในสังคมโลกทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facebook คือจุดที่สื่อสารในสังคมออนไลน์ที่น่าติดตาม ทั้งข่าวสารที่เรียกได้ว่าเร็วกว่าสื่อหลักของประเทศ เพราะเป็นการส่งข่าวจากสังคมชุมชนออนไลน์ ความจริงหลายอย่างปรากฏในFacebook จนเป็นที่ฮือฮา และจนน่ากลัวสำหรับอำมาตย์ วันนี้เราขอนำประเด็นเด็ดมาเสนอต่อท่านที่ยังไม่มีFacebook"

เริ่ม ต้นที่เจ้าพ่อFacebook ที่สร้างสังคมใหม่ให้คนเสื้อแดงได้พบกันในวันที่เราถูกปิดหูปิดตา และนำพาชาวFacebook ปลุกกระแสเสื้อแดงมาจนกลับเหมือนเดิมอีกครั้ง



สมบัติ บุญงามอนงค์

นอก จากผมขาวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีแล้ว รอบเอวก็เป็นตัวบอกจำนวนอายุด้วย ที่แปลกคือ เอวผมเพิ่มปีละ 1 นิ้วทุกปี แล้วมีขนาดเท่ากับอายุผมเสียด้วย ตลกดี
________________________________________
"ในนาม Free-Thai ขอให้สุขสันต์วันเกิด และรักษาสุขภาพด้วยนะครับ"

---------------------------------------------------------



Arisman Pongrueangrong

ตอนนี้ผมคงต้องเขียนจดหมายถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพราะท่านผู้นำเหล่านั้นได้รู้แล้วว่าผมเป็นตัวจริงเสียงจริง และสนใจในเนื้อหาสาระขอจดหมายมากเพราะอยากรู้เรื่องลึก ๆ มากกว่านั้น ว่าการสลาย การสังหารประชาชนที่ราชประสงค์ ใครอยู่เบื่องหน้าใครอยู่เบื่องหลัง ใครเป็นคนสั่ง ตอนนี้เขาขอหลักฐานสำคัญเพิ่มเติม ผมคงต้องรบกวนเพื่อน ๆใครที่มีหลักฐานเด็ด ๆ บ้างขอให้ผมด้วยนะครับ

เราจะรุกทางด้านต่างประเทศเทศต่อไปอย่างหนัก ถึงแม้ว่านายกษิต ได้ไปลอบบี้ประเทศต่าง ๆ ไว้แล้ว ซึ่งประเทศเหล่านั้นมีความสงสัยอยู่ว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงต้องลอบบี้เรื่องการ สังหารประชาชนเพราะอะไร ทำไมจึงกล่าวหาว่าคนเสีอดำเป็นคนสังหารประชาชน และกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเอง ซึ่งตอนนี้เขาต้องการหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่านี้จากพวกเรา ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ทางการเมือง ผมขอรายงานความคืนหน้าให้กับประชาชนได้ทราบเท่านี้นะครับ
________________________________________



การุณ โหสกุล
ผมสังเวชใจกับนายกของไทยในเรื่องวุฒิภาวะ เมื่อคืนวันที่ 23 มค. มาออกทีวีชี้แจงในเรื่องที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ผมเชื่อว่าหลังจากนี้รัฐบาลกัมพูชาคงจะขังลืม 2 คนไทยที่ยังเหลืออยู่ หลังจากที่นายกประสบความสำเร็จในการช่วย สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาได้แล้ว ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ออกมาพูด โคตรปากดีเลย กูเซ็ง
________________________________________



สมยศ พฤกษาเกษมสุข

‎ชุมนุมใหญ่ วันกองทัพไทย"คิดบัญชีเผด็จการ ต้านภัยรัฐประหาร ไม่เอาสงครามไทย-เขมร" ที่ 25 มกราคม 2554 เวลา17.00-23.00น. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยพบกับ4ส และสมยศ พฤกษาเกษมสุข,อติเทพ ไชยสิทธิ์,จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ,พลท เฉลิมแสนจัดโดย...สนนท.,กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มสองขาเพื่อประชาธิปไตย, เครือข่ายนักกิจกรรมสังคมเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มพลังหญิงสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-5007232 begin_of_the_skype_highlighting 089-5007232 end_of_the_skype_highlighting

จากความเคลื่อนไหวของเครือข่ายม็อบคนเสื้อแดงที่แยกกันเดินร่วมกันตีโดยนัด หมายชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยวันอังคารที่ 25 มค.นี้ทำให้พล.ท.อุดมเดชสีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 แสดงความวิตกว่าอาจมีมือที่ 3
เข้ามาสร้างสถานการณ์จนลุกลามบานปลาย จึงเตรียมแผนรับมือโดยสั่งกำลังทหารเตรียมพร้อมในที่ตั้งขณะเดียวกันก็ส่ง สัญญาณปรามไม่ให้ม็อบเสื้อแดงสร้างสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลาย-แนวหน้า 24มค.54
________________________________________



แรมโบ้ อิสาน

ขอคารวะหัวใจคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย
เมื่อคืนผมนั่งชมการปราศรัยถ่ายทอดสดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถึงแม้สัญญาณจะถูกก่อกวนจากพวกมารเผด็จการแต่ก็พอได้เห็นภาพการเสียสละที่ ยิ่งใหญ่ของพี่น้องคนเสื้อแดง..ที่ได้ออกมาร่วมการชุมนุมกันเป็นเรือนแสน นับวันยิ่งมากขึ้นๆพี่น้องเราไม่มีคำว่าอ่อนแอและท้อถอย"นี่ไงตายหนึ่งเกิด แสน"กำลังจะเป็นความจริงขึ้นมาทุกขณะ ทั้งที่รู้ว่าพลังประชาชนออกมามากมายขนาดนี้แต่พวกรัฐบาลทรราชย์หน้าด้านก็ คงไม่มีความรู้สึกมีจิตสำนึกรับผิดชอบใดๆต่อความต้องการของพี่น้องเรา..พี่ น้องคนเสื้อแดงเราไม่ไปต้องสนใจกับพวกคนหน้าด้าน..สิ่งที่เราได้อย่างยิ่ง ใหญ่และน่าภาคภูมิใจคือ..การแสดงออกถึงความต้องการประชาธิปไตย ต้องการความถูกต้อง ต้องการความเป็นธรรมและการสิทธิเสรีภาพอิสรภาพคืนให้กับพี่น้องเราที่ถูกกัก ขังในเรือนจำ คนในรัฐบาลทรราชย์อาจตาบอด แต่สื่อสารมวลชนข่าวสารต่างๆตลอดจนสังคมชาวโลกไม่ได้ตาบอดตามไปด้วย..นี่คือ ความจริงที่พี่น้องคนเสื้อแดงเราต้องภาคภูมิใจ สู้ต่อไป สู้ตยืนหยัดต่อไป ตราบที่หัวใจพวกเรามีจุดยืนต่ออุดมการณ์อย่างมั่นคง ต้องมีสักวันที่ชัยชนะจะเป็นของประชาชน เพราะประเทศไทยคนเที่ป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงคือ.."ประชาชน"มิใช่พวก อำมาตย์บ้าอำนาจอย่างพวกเจ้าทั้งหลาย..ด้วยดวงจิตขอคารวะพี่น้องเสื้อแดง ..จากใจจริง.."แรมโบ้ อิสานคนพลัดถิ่น"


แล้วเราจะหมั่นรวบรวม วลีเด็ดๆ จากท่านเหล่านี้อื่นๆมาฝากในโอกาสต่อไป แต่เหนืออื่นใตท่านต้องเข้าไปคนดูแวะดูได้เองจะพบกับสังคมออนไลน์อีกสังคม หนึ่งที่น่าทึ่ง และชวนติดตาม

http://www.free-thai.info/

รุมชัง 'กษิต' ตัวเพาะศัตรู!

ที่มา บางกอกทูเดย์



ขยันท้าตีท้าต่อยเพื่อนบ้านทุกวัน
คนไทยรับเคราะห์ถูกจับเป็นว่าเล่น
แม้แต่ชาวบ้านธรรมดา ก็ยังรู้ว่า การมีเพื่อนบ้านที่ดีอยู่รอบข้างนั้น มีประโยชน์อย่างไร
อย่างในยุคปัจจุบัน ที่สังคมเมืองทำให้คนในกรุงเทพฯรู้จักเพื่อนบ้านน้อยลง เพราะเช้าก็ออกจากบ้าน กว่าจะกลับก็ค่ำมืด เลยไม่เคยเจอหน้า ไม่เคยรู้ว่าเพื่อนบ้านหน้าตาเป็นอย่างไร
สังคมแบบนี้แหละที่กลายเป็นจุดอ่อนให้อาชญากรรมลักเล็กขโมยน้อย ไปจนกระทั่งถึงการปล้น การสวมรอยเข้ามา สามารถทำได้ง่ายๆ โดยเพื่อนบ้านไม่ได้รู้เลยว่า ที่กำลังขนของขึ้นรถกันจ้าละหวั่นนั้น ไม่ใช่เจ้าของบ้าน แต่เป็นโจร เป็นขโมย
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของตำรวจ จึงได้มีการแนะนำให้บรรดาคนกรุง หันมาคบเพื่อนบ้านมาทำความรู้จักมักคุ้นกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้น เกิดอะไรขึ้นจะได้พึ่งพากันได้ เรียกว่ามีเพื่อนบ้านเอาไว้เป็นรั้ว เป็นหูเป็นตาให้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ในสังคมชนบท ในสังคมไทยแต่ดั้งเดิม ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย กับประเทศไทยในตอนนี้ก็คือ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้ถึงวิธีคิดวิถีตะวันออกแบบนี้เลยสักนิด
เพราะนับตั้งแต่เข้ามาเป็นบริหารประเทศ ปรากฏว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านไปหมด
ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะเจ้าประจำ กัมพูชา ที่มีสมเด็จฯฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
แต่บรรดาประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง ไม่ว่าพม่า จีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้งสิงคโปร์ ปรากฏว่าสัมพันธภาพทางการทูตระหว่างประเทศเป็นในลักษณะที่ลุ่มๆดอนๆทั้งสิ้น

หลายประเทศอยู่ในภาวะที่เอือมระอา ในขณะที่หลายประเทศทำเพียงแค่รักษามารยาททางการทูต โดยที่ไม่ต้องการที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น
ในขณะที่บางประเทศ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ให้รักษาระยะห่างเอาไว้เป็นดีที่สุด
ซึ่งเรื่องนี้นายอภิสิทธิ์นั่นแหละควรที่จะรู้ดีที่สุดว่า ในช่วง 2 ปี ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลโดยที่ติดภาพในเรื่องของการเป็นรัฐบาลที่ได้รับการโอบอุ้มโดยทหาร ที่ผ่านการทำรัฐประหารมานั้น เพื่อนบ้านให้ความสนิทสนมแค่ไหน

ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากเป็นการประชุมนานาชาติตามรอบวาระแล้ว มีกี่ประเทศที่อยากให้นายอภิสิทธิ์ไปเยือน บางประเทศว่ากันว่า พยายามที่ขอไปเยือนยังเจอข้ออ้างว่า ยังหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมไม่ได้ จนสุดท้ายต้องอาศัยบารมีกลุ่มอำนาจทหารให้ช่วยประสานให้

ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็รู้ดี เพราะเคยต้องช่วยประสานให้มาแล้วอย่างน้อย 1 ประเทศ
จุดอ่อนนี้ หากจะมองว่าเป็นบาปกรรมที่ตกทอดมาจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ก็สามารถที่จะกล่าวอ้างได้ เพราะในนานาประเทศทั่วไปแล้ว ย่อมไม่อยากจะสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศที่มีรัฐบาลซึ่งมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงสักเท่าไรนัก

เพราะไม่รู้ว่า วันดีคืนดีประชาชนในประเทศของตนจะออกมาประท้วงรัฐบาล ว่าไปคบกับรัฐบาลทหารทำไม???
ขึ้นชื่อว่ารัฐบาลทหาร ไม่ว่าประเทศใดในโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีภาพที่เป็นลบมากกว่าเป็นบวกด้วยกันทั้งนั้น
ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลไทยจะเป็นรัฐบาลทหารแฝงรูป แต่สังคมโลกก็รับรู้ทั่วกัน เพราะนิตยสารไทม์ ยังยกให้เหตุการณ์สลายการชุมนุมนองเลือด พฤษภาอำมะหิต เป็น 1 ในเหตุการณ์ดังในรอบปี 2553

แล้วจะมีใครไม่รู้บ้างว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีที่มาที่ไปอย่างไร หรือมีอำนาจพิเศษอะไรหนุนหลังบ้าง
แต่อีกประเด็นหนึ่งที่นายอภิสิทธิ์ ซึ่งก็เป็นถึงนักเรียนนอก จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดังของโลก ซึ่งน่าจะรู้ดีว่า ภาพลักษณ์ในเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ในระบบสากลแล้ว ทุกๆประเทศที่เจริญแล้วให้ความสำคัญมากเพียงใด?

กลับปรากฏว่าในการตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์จะด้วยความจำเป็นในการตอบแทนคุณบรรดากลุ่มต่างๆ ที่ช่วยหนุนและสร้างโอกาสให้แทรกวาระขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หรือเพราะไม่สามารถที่จะปฏิเสธคำขอพิเศษบางประการได้
ได้มีการตั้งนายกษิต ภิรมย์ แกนนำกลุ่มม็อบพันธมิตร ที่มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ยึดและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติในสายตาของประชาคมโลก แต่กลับได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แถมก่อนหน้านั้นก็รู้ทั้งรู้ว่า นายกษิตได้เคยมีคำพูดคำจาพาดพิงถึงผู้นำรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศอย่างไรบ้าง
จุดนี้แหละที่ทำให้ในสายตาของประเทศเพื่อนบ้าน ต่างไม่เข้าใจ และกลายเป็นระยะห่างในความสัมพันธ์ระดับประเทศขึ้นมาในทันที!!!

ที่สำคัญและยิ่งกลายเป็นการเพิ่มความอึดอัดให้กับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน และมิตรประเทศต่างๆของไทย ก็คือเรื่องการทำหน้าที่ในการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนออกนอกหน้าของนายกษิต

หนังสือขอความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ ที่ออกไปยังประเทศต่างๆในยุคที่นายกษิตนั่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้สร้างความพะอืดพะอมอิหลักอิเหรื่อให้กับประเทศต่างๆเป็นจำนวนมาก
แต่ตลอดมาเช่นกัน นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้เลยสักนิด

ทั้งๆ ที่หากใช้วิจารณญาณคิดง่ายๆว่า หากประเทศอื่นๆเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนอย่างที่กระทรวงการต่างประเทศยุคของนายกษิตมองจริงๆ การส่งตัวก็คงเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะนี่เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว
แต่เพราะต่างประเทศรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2549 นั้นคืออะไร? จึงเป็นไปได้หรือไม่ว่า ต่างประเทศมองในมุมของการเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองเสียมากกว่า

ทำให้ทุกวันนี้ไม่มีใครที่จะสนใจให้ความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยเลย
และไม่ใช่เพียงแค่ประเทศกัมพูชาประเทศเดียวอย่างที่นายกษิตคิด หรือนายอภิสิทธิ์เข้าใจ
ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ การสอบตกในเรื่องผลงานของกระทรวงการต่างประเทศ ยุคที่มีนายกษิต เป็นรัฐมนตรีว่าการ กำลังสะท้อนปัญหาออกมาให้สังคมเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างเช่นกรณีการจับกุมคนไทยของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทยเอง
ไม่ใช่แค่ 7 คนไทยที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัว ซึ่งอาจจะมองได้ว่า เป็นเรื่องระหองระแหงกันต่อเนื่อง เพราะยังมีประเด็นปราสาทพระวิหาร มีประเด็นม็อบพันธมิตร และกลุ่มสื่อที่สนับสนุน ที่กดดันในเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุให้เกิดการจับกุม 7 คนไทยแบบจริงๆจังๆก็ได้

แต่ถึงขณะนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ประเทศกัมพูชาแล้วที่จับกุมคนไทย ประเทศพม่าก็มี โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 ทหารรัฐบาลพม่าก็มีการจับราษฎรไทย บ้านออกฮู ตำบลวาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 8 คนไทยบริเวณบ้านห้วยโพมูบอ ในเขตชายแดนของพม่าด้วยเช่นกัน
โดยคนไทยทั้งหมดได้ข้ามไปหาปลา ระหว่างนั้นทหารรัฐบาลพม่าได้ลาดตระเวนไปพบ จึงเข้าทำการจับกุมทั้งหมด
ประกอบด้วย นายเมธี คีรีทัศนัย นายแพทู คีรีไกลวัลย์ นายตะนุ คีรีไกลวัลย์ นายหม่อชิ ไม่มีนามสกุล นางมะหมี่ คีรีไกลวัลย์ นางตะลา ไม่มีนามสกุล นางปาละโม และนายพะคึ โดยทั้งหมดทหารพม่าได้ควบคุมตัวไว้ที่กองบังคับยุทธวิธีที่ 3

ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของไทย และแกนนำชาวบ้านพยายามติดต่อทหารพม่าเพื่อให้ปล่อยตัวราษฎรไทยทั้งหมด แต่การติดต่อประสานงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก
อย่างไรก็ตามนายสามารถ ลอยฟ้า ผวจ.ตาก ได้สั่งการให้ นายพจน์ หรูวรนันท์ นอภ.พบพระ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ที่มีความมักคุ้นกับทางพม่า ช่วยเจรจาให้มีการปล่อยตัว เพราะคนไทยทั้งหมดไม่ใช่สายข่าวของทหารกะเหรี่ยง เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่เข้าไปเก็บข้าวโพดที่ปลูกไว้
ถึงขนาดที่ว่าหากการเจรจาไม่เป็นผลก็ต้องให้ทางชุดประสานงานชายแดนไทย หรือ (ทีบีซี)เจรจากับ ทีบีซีของพม่า อีกทีหนึ่ง

ยังโชคดีที่ไม่มีการเจรจาโดยกระทรวงต่างประเทศของไทย ทำให้สุดท้ายทางการพม่าได้ปล่อยตัวราษฎรไทยมาหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นไม่รู้ว่าเรื่องจะบานปลายอีกหรือไม่หากกระทรวงต่างประเทศยื่นมือเข้ามา

หรืออย่างก่อนหน้านั้นในช่วงปลายปีที่แล้ว หน่วย “มารีนทาม” ซึ่งเป็นหน่วยปราบปรามทางทะเลของประเทศมาเลเซีย ก็ได้มีการจับกุมผู้โดยสารและลูกเรือ โดยสารระหว่าง จ.สตูล-รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ชื่อเรือ “บุหงานาวา2”โดยถูกจับกุมทั้งหมด 9 คน ข้อหา “นำสิ่งของออกจากประเทศมาเลเซีย”โดยไม่ได้รับอนุญาต

และได้นำผู้ต้องหาคนไทยทั้งหมดไปควบคุมตัวที่โรงพักเมืองกาง่า รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย มาแล้วเช่นกัน ยังโชคดีที่ศาลรัฐเปอร์ลิส ได้สั่งเปรียบเทียบปรับคนละ 1 แสนบาท เนื่องจากบางคนอาศัยโดยสารมากับเรือที่เกิดเหตุและไม่มีสิ่งของผิดกฎหมายติดตัวมาแต่อย่างใด

ซึ่งเรื่องทำนองนี้ในฐานะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงสมควรจะเกิดหรือไม่ เป็นสิ่งที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะต้องตอบ และจะต้องตระหนักด้วยว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร???

หรืออย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 54 ก็มีรายงานข่าวจากฮ่องกงว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงได้ควบคุมตัว นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญสภาฯ ในสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปเพื่อศึกษาดูงานด้านการตลาดยางพารา เพื่อพิจารณา พ.ร.บ.ยางพารา ที่ฮ่องกง ไว้ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา

เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ต้องสงสัยว่า นายสาคร ได้ขโมยของในร้านปลอดภาษีที่สนามบินฮ่องกง ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่สถานกงศุลใหญ่กำลังประสานงานเรื่องดังกล่าวอยู่

ซึ่งสุดท้ายนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมายืนยันแล้วว่า นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.ของพรรคถูกทางการฮ่องกงควบคุมอยู่จริง

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า รู้สึกแปลกใจที่นายสาครโดนจับ โดยเห็นว่าคงเป็นเพียงความเข้าใจผิด เนื่องจากนายสาครเป็นคนมีฐานะ

แม้ว่าสุดท้ายเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่บอกว่าแคชเชียร์ที่ไม่ได้สแกนบาร์โค้ดสินค้าให้ครบทุกชิ้น เมื่อนายสาคร เดินออกจากจุดชำระเงินเครื่องตรวจจับจึงดังขึ้น และเจ้าหน้าที่ในร้านก็กล่าวหาว่าลักทรัพย์ แต่ก็ได้เคลียร์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือให้นายสาคร ชำระเงินของสินค้าในส่วนที่ไม่ได้สแกน

ขณะที่ทางกระบวนการยุติธรรมของประเทศฮ่องกง ได้ตัดสินเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้พิจารณาเป็นกรณีของการทะเลาะวิวาทไม่ใช่เรื่องขโมยสินค้า และนายสาครสามารถที่จะกลับประเทศไทยได้แล้ว

แต่เรื่องเหล่านี้หากทางกระทรวงการต่างประเทศของไทย มีสัมพันธภาพที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องเล็กๆเหล่านี้อาจจะมีการขอกันได้ ไม่กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอย่างที่เกิดขึ้นกับหลายกรณีหลายประเทศในช่วง ปี 2 ปีนี้

คำถามจึงวกเข้าใส่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่า แล้วเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าประเทศไทยจะอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไ??ร

ไทยซึ่งเคยคิดว่าเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ ยังเป็นพี่ใหญ่ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่???
ที่สำคัญในเมื่อนายอภิสิทธิ์ ก็รู้ดีว่า ประเทศเพื่อนบ้านไม่ชอบนายกษิต และนายกษิตคือจุดอ่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทำไมนายอภิสิทธิ์ จึงไม่คิดจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด
หรือจะปล่อยให้การตอบแทนบุญคุณ สร้างผลกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านให้ครบเสียก่อน
วันนั้นประเทศไทยคงวังเวงน่าดู.....!!!

แจ้งข่าวด่วนจาก น้องแก้ม....สิริสกุล ใสยเกื้อ

ที่มา thaifreenews

โดย namome





นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

เฟสบุคที่ใช้ชื่อว่า "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ที่มีรูปโพรไฟล์พี่เต้นใส่สูทนั้น ไม่ใช่ของพี่เต้นนะค่ะ ข้อความที่โต้ตอบทางจดหมายหรือหน้าเพจใดๆ ก็ตามพี่เต้นและแก้มไม่ได้มีส่วนรับรู้นะค่ะ รบกวนฝากช่วยกระจายข่าวหน่อยค่ะ เพราะไม่แน่ใจว่าผู้ดูแลคือใคร เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกเราหรือไม่ ระวังกันด้วยนะค่ะ

แก้ม... สิริสกุล ใสยเกื้อ

เพี้ยนแล้วมั้ง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

แจ๋วริมจอ





เบื่อหน่ายกับการสร้างภาพลักษณ์ ของรัฐบาลชุดนี้อย่างมาก
โดยเฉพาะพรรคแกนนำประชาธิปัตย์
ที่ส่งคนไปคุมสื่อรัฐอย่างช่อง 11 เคยประเมินความรู้สึกของประ-ชาชนบ้างหรือไม่??!!

ปากก็ว่า...รัฐบาลพร้อมสร้างความปรองดอง ยุติวิกฤติชาติ เพื่อการเดินก้าวไปของประเทศ

แต่พฤติกรรมจริงแล้ว พวกท่านกระทำเหมือนปากที่พูดหรือเปล่า??

ทำไมยังปล่อยให้รายการไม่สร้างสรรค์ "มัดปม" ความแตกแยกของคนในชาติ ไม่รู้ จักจบจักสิ้น!!

ทำไมยังใช้สื่อรัฐประเคนด่าอีกฝ่ายด้วยโมหะจริต โดยที่สื่อนั้นไม่รู้ร้อนรู้หนาว รัฐบาลไม่รู้สึกรู้สา??

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องอื่นๆ ไม่ปรากฏพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ไม่สร้างปรากฏ-การณ์แตกแยกให้ลุกลาม

ผิดกับช่อง 11 ตรงข้ามกับรัฐบาลประชาธิปัตย์
กลับใช้สื่อรัฐ เงินภาษีอากรของประชาชน มาขยายปม
แผลของคนในชาติให้บาดลึกยิ่งขึ้น!!

สั่งสมความแค้นไปมา เหมือนประเทศใกล้สิ้นชาติ มันถูกต้องแล้วหรือ???

รัฐบาลกลัวอะไรมิทราบ...
ทำไมถึงไม่กล้าปลดรายการไม่สร้างสรรค์นี้ออกไปจากสื่อรัฐ

ปากว่าปรองดอง
ก็ต้องลงมือกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบอย่างที่เป็นอยู่

อนาถปนสลดใจกับรายการนี้เหลือเกิน

ศักดิ์ศรีคนสื่อช่อง 11 มัวหมอง
ไร้ค่าถูกตราหน้าว่ารับใช้การเมืองจนลืมอุดมการณ์ เสียสิ้น!!

ใครชมเมื่อวันอาทิตย์ก็คงจะรู้ว่า
อะไรเกิดขึ้นกับภาพที่ปรากฏผ่านจอ ไร้สิ้นซึ่งความ ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ผลิตทีวี

พิธีกรท่านเอาผ้าอนามัยมาสูดดม
เอามาเช็ดใบหน้า เป็นแผ่นผ้าที่ผู้หญิงมีไว้เพื่อซับรอบเดือน??!!

ไปเปิดดูเทปซะนะ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" ท่านอาจจะอาเจียน

ช่อง 11 มันตกต่ำจนน่าใจหายแล้วนะท่านรัฐมนตรี!!

"แจ๋วริมจอ"


http://www.thairath.co.th/column/ent/tv/143752

เพ็ญ ภัคตะ: ศรัทธา?

ที่มา ประชาไท

ศรัทธาที่มืดบอด เหมือนถ่านมอดไร้จุดหมาย
เปลวเทียนแท่งสุดท้าย แทบมลายในสายลม

ศรัทธาสวามิภักดิ์ ทุ่มเทรักกองทับถม
มายาค่านิยม หยุดงายงมเลิกงงงวย

ศรัทธาในความดี หากใครพลีชีวิตช่วย
ปวงชนพ้นมรณ์ม้วย ด้วยเมตตาแลบารมี

ศรัทธาในความซื่อ หากใครถือมรรควิถี
เคารพสิทธิ์เสรี ประชาชีทุกชั้นชน

ศรัทธาในความจริง หากทุกสิ่งเปิดเผยตน
ความลับความสับสน ว่าใครปล้นอธิปไตย

ศรัทธาเราศรัทธา คนมีค่าไม่ฆ่าใคร
วีรชนคนยิ่งใหญ่ เขานั้นไซร้ควรศรัทธา

ศรัทธาไม่มืดบอด กองไฟมอดเกิดปัญญา
เพ่งมองสยามา หยาดน้ำตาท่วมธาตรี

ศรัทธาเถิดสหาย ผ่านฝันร้ายไฟริบหรี่
เถ้ามอดถ่านยังมี พลีใจโถมเผื่อลมผวน

ศรัทธาเถิดศรัทธา เทียนปัญญาฝ่าเปลวทวน
สัจจะประจักษ์หวน ยืนหยัดสวนกระแสทมิฬ