WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 26, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 26/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



แค่รางข้าว เลี้ยงหมู ดูอิ่มอ้วน
ประโยชน์ล้วน จัดให้ ได้พวกพ้อง
หวังตำแหน่ง ล่วงหน้า ตีตราจอง
ตามครรลอง พวกชั่ว ทุกตัวตน....

ชาวประชา หวังอะไร อย่าได้คิด
แถมปกปิด เงื่อนงำ ทำสับสน
ระบบดี แต่เหลวแหลก แปลกพิกล
มันวกวน แต่อุบาทว์ อนาถนัก....

เป็นตัวแทน ปวงชน ของคนเลือก
แต่ดันเสือก กอบโกย หิวโหยหนัก
รอดูพวก ชั่วระยำ ทำยึกยัก
มันแปรพักตร์ ขายตัว ทั่วถึงกัน....

นักการเมือง โคตรเลว ยังเหลวแหลก
ทำร้องแรก แหกกระเฌอ ดั่งเพ้อฝัน
ผลประโยชน์ ถาโถม เข้าโรมรัน
จึงเฮสนั่น เป็นปลื้ม ลืมประชา....

เป็นพวกลิ้น สองแฉก ไม่แปลกหรอก
แต่ขอบอก เอาเงินทอง สนองตัณหา
หากวันหนึ่ง แดดิ้น สิ้นชะตา
คงเหมือนหมา ข้างถนน ไร้คนมอง....

มันร่วมฆ่า คนตาย ตั้งหลายศพ
ยังเลี่ยงหลบ กลบข่าว อันเศร้าหมอง
ไม่มีวัน ฝันใฝ่ ได้ปรองดอง
พวกมันต้อง รับกรรม ที่ทำกัน....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

“อภิสิทธิ์” เผยเป็นไปได้ยุบสภาเมษายน

ที่มา ประชาไท

“อภิสิทธิ์” ระบุมีความเป็นไปะยุบสภาเดือน เม.ย. เพราะหมดเงื่อนไขปัญหาเศรษฐกิจ-และการแก้ รธน. สุเทพ ปัดแจกโควตา รมต.แลกโหวตแก้ รธน.

26 ม.ค. 54 - “อภิสิทธิ์” ระบุมีความเป็นไปได้จะยุบสภาประมาณเดือนเมษายน เพราะหมดเงื่อนไขปัญหาเศรษฐกิจ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนการชุมนุมจะไม่นำมาเกี่ยวข้อง ถ้าชุมนุมอย่างสงบ คงไม่มีปัญหา โต้จัดฉากจับกุมคนลอบประกอบระเบิด ย้ำรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมทุกสี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การตัดสินใจยุบสภายังเป็นไปตามเงื่อนไขตารางเวลาที่พูดเอาไว้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การแก้ไขกฎกติกา หรือรัฐธรรมนูญ และความสงบเรียบร้อย ซึ่งตนจะเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกับการชุมนุม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้ข้อยุติในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ จากนั้นเป็นกระบวนการเพื่อให้ประกาศใช้ คาดว่าจะประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม ก็จะหมดไปอีกเงื่อนไขหนึ่ง ส่วนการชุมนุมนั้น หากรักษาแนวทางการชุมนุมว่าเป็นการชุมนุมที่สงบ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปได้ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะยุบสภาในช่วงเดือนเมษายน จึงเป็นไปได้

สำหรับกรณีที่ได้สั่งการให้ติดตามกลุ่มที่ยังคงใช้ความรุนแรงนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการข่าวยังมีหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่หลบหนี และจากกลุ่มที่สามารถขยายผลได้จากการสอบสวนกลุ่มที่ถูกจับกุมแล้ว ก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ซึ่งพยายามไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และจากการสอบสวนคดีที่่เจ้าหน้าที่จับกุมคนลอบประกอบระเบิดข้างทำเนียบ รัฐบาลได้ น่าจะหมดข้อสงสัยว่าเป็นเรื่องการจัดฉาก เพราะรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม

ส่วนที่แกนนำของผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มยังบอกว่ารัฐบาลจัดฉากนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร แต่น่าเสียดายว่าคนที่เป็นแกนนำพยายามจะหยิบยกทุกเรื่องขึ้นมา ทั้งที่รัฐบาลพยายามดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเอง ตนถือว่าไม่ว่าจะเสื้อสีไหน ก็เป็นคนไทย จะพยายามดูแลความปลอดภัยให้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีความพยายามหยิบยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาโจมตีรัฐบาล

ต่อข้อถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้คนที่เคยเป็นมิตรกับรัฐบาลกลายเป็น ศัตรูหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่เป็นศัตรูกับใคร เมื่อถามว่าการที่ยื่นเงื่อนไขที่เชื่อว่ารัฐบาลทำตามไม่ได้ จะเป็นการบีบให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปถามผู้ชุมนุม เพราะเห็นว่าแกนนำยังขัดแย้งกันเอง เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่ามาไล่ตน และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้ประสานงานบอกว่าไม่ได้มาไล่ แต่นายสนธิคนเดียวที่เป็นคนไล่

สุเทพ ปัดแจกโควตา รมต.แลกโหวตแก้ รธน.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 ในวาระ 2 ตามสูตรเลือกตั้งส.ส.เขต 375 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน ตามสูตรที่รัฐบาลเสนอ ว่า ตนเรียนมาหลายครั้งแล้วว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมือง เพราะเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา จะเป็นผู้ชี้ขาดทิศทางของบ้านเมือง ซึ่งตนมั่นใจอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น และการลงมติเมื่อวันที่ 25ม.ค.ที่ผ่านมา เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ตนรู้สึกสบายใจเพราะหมดเงื่อนไขเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไข 3 ประเด็นที่นายกรัฐมนตรี ระบุดำเนินการแล้วเสร็จก็จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในปี 54

ฉะนั้น จึงรู้สึกโล่งใจที่หมดปัญหาไปหนึ่งประเด็น ขณะนี้เงื่อนไขเรื่องเศรษฐกิจและการแก้รัฐธรรมนูญ ดูท่าทางจะไปได้ดี ที่เหลือคือเราต้องพูดคุยเพื่อหาทางคลี่คลายความเห็นที่ไม่ตรงการทางการ เมือง เรื่องการชุมนุม หากเรื่องเหล่านี้สงบบ้านเมืองปกติสุขก็จะเดินหน้าต่อไป เมื่อถามว่ารู้สึกสบายใจขึ้นบ้างหรือไม่ที่พรรคร่วมหันมาสนับสนุนสูตรเลือก ส.ส.375+125 นายสุเทพ กล่าวว่า “ผมไม่ได้มีอะไรที่กลุ้มใจ มีแต่คนอื่นที่กลุ้มใจ ท่านทั้งหลายมาถาม ผมก็บอกว่าไม่มีปัญหา”

เมื่อ ถามถึงข้อเท็จจริงถึงข่าวที่ว่าได้ไปตกลงกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เกี่ยวกับการให้โควตารัฐมนตรี นายสุเทพ กล่าวว่า “เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเลย และต้องเรียนว่าน่าเสียดายที่มีข่าวเช่นนี้และทำให้ประชาชนสับสน จะไปคิดถึงการแบ่งโควตารัฐมนตรีอย่างไร เพราะตอนนี้ยังไม่ได้ยุบสภา และต้องมีกระบวนการว่าเมื่อไหร่ที่นายกฯจะยุบสภา และเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะได้หรือตกเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ ใครจะไปจับมือกับใครเป็นรัฐบาลก็ยังไม่รู้ แล้วผมจะเอาหน้าที่ไหนไปสัญญากับคนโน้นคนนี้ และแจกโควตาลมๆแล้ง เป็นไปไม่ได้”

ส่วนมั่นใจว่าการพิจารณาลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 จะผ่านความเห็นชอบขอรัฐสภาหรือไม่ เพราะส.ว.บางส่วนระบุว่าจะสนับสนุนสูตร 400+100 นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้าที่ทำให้เราวิตกกังวล ไม่มีอะไรหรอก ตนเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประจักษ์เชื่อนายกฯไม่ยุบสภาเร็วขึ้น

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แม้ญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ในวาระที่ 2 ไปได้ด้วยความเรียบร้อย แต่เรื่องนี้ไม่น่าจะทำให้ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจยุบสภาเร็วขึ้น ส่วนในการลงมติวาระที่ 3 นั้น เห็นว่า ยังคาดเดาไม่ได้ว่า ส.ส.จะมีมติตามความเห็นของคณะกรรมาธิการ ที่ให้ ส.ส.เขต มีจำนวน 375 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อมี 125 คน เนื่องจากไม่มีใครรับทราบความคิดเห็นของ ส.ส.แต่ละคนได้ ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ก็พยายามควบคุมเสียงของ ส.ส.อยู่ ขณะเดียวกัน นายประจักษ์ กล่าวอีกว่า การที่ฝ่ายค้าน ได้กล่าวหาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะฝ่ายค้าน ต้องมีหน้าที่คัดค้านอยู่แล้ว

“ตู่” ลั่นไม่เชื่อน้ำยา “มาร์ค” แย้มยุบสภาเมษา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 2 ไปแล้ว ว่า ตนได้บอกกับเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ต้นแล้วว่าอย่าผลีผลาม เพราะช่วงแรกนั้นพรรคร่วมรัฐบาลเสียงแข็ง สุดท้ายก็เป็นเกมปั่นราคาแลกผลประโยชน์

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ มีสัดส่วนส.ส.ที่ 375 +125 คน แต่พรรคเพื่อไทยไม่หวั่นไหว พร้อมสู้ทุกรูปแบบ แต่พรรคประชาธิปัตย์นั้นแพ้มาสองครั้งแล้วทั้งสูตรส.ส.400 +100คน และ 400 + 80 คน วันนี้จะเปลี่ยนใหม่ก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าแพ้แล้วอย่าโวยวาย และอย่าใช้วิธีปล้นอำนาจตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก

นอกจากนี้ยังขอฝากไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ไปจัดเขตเลือกตั้งให้ดี โดยอิงข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ อย่าแบ่งซอยเฉพาะเขตที่พรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงแน่นหนาหรือไขว้กันแบบน่า เกลียด แต่ถ้ารัฐบาลยังบริหารประเทศบนความเสี่ยงอย่างนี้ ตนก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระและเกิดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกว่าจะยุบสภาในช่วงเดือน เม.ย.นั้นตนไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง.

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย, ไทยรัฐออนไลน์, ไอเอ็นเอ็น, เดลินิวส์

กวีตีนแดง: เพียงเฒ่านี้

ที่มา ประชาไท




ก่อนประเทศเกิดปรากฏกบฏกล้า
ใครผู้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาเล่าทหารหาญ ?
ใครอ้างความจงรักฉีกหลักการ ?
ใครโค่นล้มรัฐบาลประชาชน ?

ยกตนเป็นมนุษย์ผู้สุจริต
นั่นก็เลว , โน่นก็ผิด , นี่ฉ้อฉล ฯลฯ
กี่อำนาจกระบอกปืนเข้าปลอมปน
ทำประเทศทุกข์ทนบนกองทุกข์

แถลงการณ์อย่างมักง่าย----ว่าขายชาติ
อ้างชาติ มาปล้นชาติ เสวยอำนาจสนุก
ก่อกบฏในกะลามากี่ยุค
หรือดัชนีความสุขไม่ปลุกเร้า

กี่ยุคสมัยย่ำเวียนวนเข้าปล้นทรัพย์
คนคิดต่างถูกจับไปยิงเป้า
ต้องตอบสนองความใคร่ใต้ร่มเงา
อำนาจอันมัวเมาเพียงเฒ่านี้

แล้วร่างอำนาจนอกระบบขึ้นกลบเกลื่อน
ล้วนข้อมูลบิดเบือนขึ้นป้ายสี
การเติบโตของประชาธิปไตยมันไม่ดี
กระทบกระเทือนความมั่งมีอันยาวนาน

เลิกหลักการ,ปรารถนาโลกาภิวัตน์
ตบเท้าสนองความกำหนัดอันกลัดกร้าน
เร่งสถาปนาเถิดระบอบการหมอบคลาน
สร้างวิวัฒนาการของหลักกู

อีกสักกี่อำนาจอันปลอมปน
ยิ่งบีบบังคับ ประชาชนยิ่งลุกขึ้นสู้
ตาสว่างมองเห็นชัดแล้วศัตรู
ใครคือผู้ทำลายความเป็นอยู่ประชาชน

เร่งสถาปนาเถิดระบอบการหมอบคลาน
สร้างเมืองจากจินตนาการอันฉ้อฉล
ห่ากระสุนปืนจากภาษีประชาชน
จะยิ่งเร่งประชาชนให้รับรู้

อีกสักกี่อำนาจอันปลอมปน
ยิ่งบีบบังคับ ประชาชนยิ่งลุกขึ้นสู้
ตาสว่างมองเห็นชัดแล้วศัตรู
ใครคือผู้ทำลายความเป็นอยู่ประชาชน

REDแอลเอจัดงานตาสว่างได้5หมื่นฝากสส.สุนัยให้ทนายอานนท์ช่วยประกันนักโทษการเมือง-คดีหมิ่น

ที่มา Thai E-news


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มกราคม 2554

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ ประจำมหานครลอสแอนเจลีส (LA.)รายงานข่าวกิจกรรม"ตาสว่างกลางอเมริกา"ที่LA เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาว่า งานเต็มไปด้วยความคึกคัก คนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยมาร่วมงานล้นหลามกว่าจำนวนที่นั่ง ซึ่งคณะผู้จัดงานได้เตรียมไว้รองรับเพียง 150 ที่นั่ง นอกจากจะได้ความรู้จน"ตาสว่าง"กว่าเดิมแล้ว ยังได้เงินเหลือจากการจัดงานราว 1,500เหรียญฯ หรือกว่า 50,000 บาทเพื่อนำมอบให้สำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ ของทนายอานนท์ นำภา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่ติดคุกคดีการเมืองอีกทางหนึ่งด้วย (อ่าน:ลงขันช่วยทนายอานนท์ปลดปล่อยนักโทษเสื้อแดง)






ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา เริ่มต้นที่นิวยอร์ก ต่อด้วยชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัส และแอลเอ ก่อนจะไปที่ลาสเวกัส ในวันที่ 29 มกราคมนี้

สำหรับกิจกรรมที่LAจัดขึ้นที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า ถนนฮอลลีวู้ด งานเริ่มประมาณ บ่าย 2 โมงตามเวลาท้องถิ่น ช้ากว่าเมืองไทยที่เพิ่งจัดกิจกรรมเดินขบวนใหญ่จากราชประสงค์ถึงราชดำเนิน

เดิมทีงานกำหนดจะเริ่มในเวลาราวบ่าย 3 โมง แต่เนื่องจากส.ส.ดร.สุนัย ต้องการมาดูความพร้อมในการการจัดงานของ Red USA ที่มีชื่อเสียงว่า ทำได้เรียบร้อยและเร็ว และ ได้มาตรฐานในการจัดงานชุมนุม ของคนเสื้อแดง ในอเมริกา เรียกได้ว่าสามารถ เรียกคนมาเข้าชมได้จำนวนมากทุกครั้ง และครั้งนี้ก้เช่นกัน

จากยอดขายบัตร มีผู้มาร่วมงานประมาณ 160 ท่าน แต่คณะผู้จัดงานพิมพ์บัตรเตรียมไวว้แค่เพียง 150 ใบ เลยต้องจัดที่นั่งเสริมให้
จนทางภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า สถานที่จัดงานไม่สามารถรับแขกนอกได้ เพราะคนที่มางาน นั่งเต็มไปหมดทุกโต๊ะ บางกลุ่มต้องยืนฟัง รอบๆ ห้อง นอกอาคาร ก็มีการจับกลุ่มคุยกันเรื่องการเมือง เป็นที่ภาคภูมิใจกับทีมงานจัดงานเป็นอย่างมาก

งานนี้มีการถ่ายทอดสดมาทางเมืองไทย ทางห้องเสรีชนด้วย นอกจากการบรรยายสุดประทับใจของส.ส.ดร.สุนัยแล่ว สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษ คือการ โฟนอิน ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะกี่ปีก็ยังคงเป็นนายกฯในหัวใจ ประชาชนเสมอ เพราะไม่ได้ไปปล้นตำแหน่งมาเหมือนกับรัฐบาลในปัจจุบันนี้

งานนี้นายกฯทักษิณ โฟนอินมา ใช้เวลาประมาณ 20 นาที (เดี๋ยวจะส่งคลิปมาให้ฟังตามหลลัง) และงานนี้สาวเสื้อแดงแอลเอได้ร่วมร้องเพลงแบบ สดๆ ไม่มีเสียงคาราโอเกะ คือเพลง"โปรดช่วยดูแลคนดี"มอบให้นายกฯทักษิณ ด้วย การการที่เดินสำรวจในงาน ปรากฏ ว่าน้ำตาท่วม โดยเฉพาะ สาวน้อยสาวใหญ่ สอบถามว่าเป็นอะไรต่างตอบเหมือนๆกัน ว่า "คิดถึงท่านนายกฯทักษิณ" ซึ่งก็ แปลกดีไม่เคยรู้จักส่วนตัว แถมบางคนไม่เคยชอบทักษิณมาก่อน แต่วันนี้ต้องยอมหลั่งน้ำตาให้ด้วยความดีที่ทักษิณ ชินวัตร เคยทำงานให้ปวงชนชาวไทย

อดีตนายกฯทักษิณกล่าวด้วยว่า ถ้ามาอเมริกาก็จะมาแวะแอลเอเพื่อพบกับพวกเราด้วย เสียงปรบมือดีใจพร้อมเสียงเฮดังขึ้น"เมื่อท่านบอกลา พวกเราที่อยู่บนเวทีก็ร้องเพลง โปรดช่วยรักษาคนดี หลายครกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย"

บรรยากาศบริเวณทางเข้างาน มีป้ายที่ต้องตีความกันเอาเอง



ส่วนส.ส.ดร.สุนัย งานนี้เริ่มงานด้วยการร้องเพลง 4 เพลงรวด พร้อมทั้งอธิบายความหมายของแต่ละเพลง ได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง ต่อด้วยความรู้ประวัติศาสตร์ทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น จนมาถึงวันนี้"เรามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร" สอดแทรกมุขขำขันอย่างมีอรรถรส ตรึงให้ทุกท่านนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมลุกไปไหนเลย

จนกระทั่งเวลา 6 โมงเย็น จึงได้พักรับประทานอาหารเย็น และมีรายการคั่นเวทีด้วยการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งผู้แสดงก็อาสาสมัครจากผู้มาร่วมงานนั่นเอง ส่วนการแสดงชุด"ทีเด็ด" ได้รับการร้องขอจากผู้ใหญ่ว่า "อย่าดีกว่า"เพราะดูแล้ว"สว่างมากเกินไป"ก็เลยเอาไว้ดูกันเองภายในเรดแอลเอก็แล้วกัน จบการแสดงด้วยการร้องเพลงของคนเสื้อแดง ซึ่งเราพิมพ์เนื้อร้องวางแจกไว้บนโต๊ะ บางคนน้ำตาซึม

หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ส.ส.สุนัยก็บรรยายต่อ แทรกตลกขบขันในเนื้อหา จึงมีเสียงหัวเราะของผู้ชมแทรกอยู่ตลอดเวลา จนเลยเวลา 2 ทุ่ม ตามกำหนดการ กระทั่งเวลาเกือบ 3 ทุ่มครึ่งจึงยุติ

งานนี้ได้รับเงินบริจาค 1,500 เหรียญ ในการขายนกสีแดงที่เพื่อนช่วยกันพับมา บางท่านพับมาถึง 200 ตัว รวมทั้งที่ตกแต่งลอยอยู่ในอากาศอีก 100 กว่าตัว ภาพนี้สวยงามมาก พวกเราลงมติเป็นเอกฉันท์มอบเงินจำนวนนี้ให้กับ ส.ส. เพื่อนำไปมอบให้กับ ทนาย อานนท์ นำภา ในการประกันตัวช่วยเหลือพี่น้องของเราที่ติดอยู่ในคุก ในข้อห้าหมิ่นฯ ทุกคนสุขใจ อิ่มใจ กับการให้ สู่พี่น้องเราในเรือนจำ

ทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา


ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร เดินสายบรรยายตาสว่างกลางอเมริกา จากนิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัสคลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ,แอลเอ และจะปิดท้ายที่ลาสเวกัสวันที่ 29 มกราคมนี้
*อัพเดตล่าสุดสุนัยอินFlorida+ทักษิณโฟนอินมาฟลอริด้า

ก่อนจะเดินสายมาบรรยายที่แอลเอ ก่อนหน้านี้ส.ส.ดร.สุนัยได้บรรยายที่นิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า และดัลลัส โดยล่าสุดในการบรรยายที่ดัลลัสนั้น มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาทักทายกับชาวไทยในดัลลัส ด้วย โดยกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ราวเดือนหน้าจะเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ในดัลลัส เท็กซัส รายงานภาพข่าวกิจกรรมในดัลลัสว่า ชาวไทยในดัลลัส เข้าร่วมเสวนาการเมือง และฟังการบรรยายสถานการณ์บ้านเมืองไทยยุคถิ่นกาขาว โดย ส.ส.ดร สุนัย เมื่อวันพุํธที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้ความรู้ทางการเมือง วิเคราะห์และชีั้้ให้เห็นถึงสาเหตุ ปัญหา และเหตุการณ์การเปลีียนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับเหตุการณ์การณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้

ผู้เข้าร่วมเสวนาหูตาสว่างขึ้นมาก และดีใจที่พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินมาร่วมงานด้วย และฮือฮากับการประกาศว่าเดือนหน้าจะมาเยือนสหรัฐอเมริกา

เชิญชมภาพบรรยากาศที่ดัลลัส

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ





ตาสว่างกลางชิคาโก้พรึ้บ

ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ ประจำนครชิคาโก้ มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา รายงานรบรรยากาศเสวนาตาสว่างกลางอเมิกา ที่ชิคาโก้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กิจกรรมสำเร็จลงอย่างงดงาม ประกอบไปด้วยความบันเทิง และกิจกรรมทางการเมืองที่สมบูรณ์ ต่อจากนั้นในวันที่ 10 มกราคม ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันได้เชิญส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธรไปบรรยายสถานการณ์การเมืองไทย มีนักศึกษาและแวดวงวิชาการมารับฟังจำนวนมากและพากันตาสว่างไปตามๆกัน

สำหรับกิจกรรมตาสว่างในชิคาโก้นั้น มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลินอยส์ ได้พากันฝ่าดงหิมะ อากาศติดลบ 14องศา มาฟังส.ส.ดร.สุนัย กันแน่นขนัดห้องจัดงาน อากาศข้างนอกที่ว่าหนาวจนสุดขั้วหัวใจ กลับอบอุ่นเมื่อทุกคนพากันมาอยู่ในห้องที่อบอวลไปด้วยมิตรไมตรีจิต ตั้งอกตั้งใจฟังการพูดคุยบรรยาย แบบเรียกว่าลืมหายใจ ไม่มีใครยอมลุกจากเก้าอี้


ชมภาพชุดส.ส.สุนัยอินชิคาโก้ คลิ้ก
รับฟังคลิปเสียง ส.ส.สุนัย จุลพงศธร เสวนากับคนไทยในชิคาโก้,อิลลินอยส์
-http://www.mediafire.com/?rpm4be04j36trwm
-http://www.4shared.com/audio/sGX7U5Ou/Drsunai-chicaco2011-01-09.html










ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ ได้จัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่ร้าน มณีไทย ชิคาโก เวลา 17:00 โดยได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดย ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในหัวข้อ "ความจริงประเทศไทย" โดยมีชาวไทยในชิคาโก และรัฐใกล้เคียง ได้ให้ความสนใจ และได้ไปลงทะเบียนก่อนเวลา และเมื่อถึงเวลา17:30 ห้องประชุม ก็เต็มไปด้วย พี่น้องคนไทย ที่รักความเป็นธรรม ร่วมร้อยคน

ส.ส.ดร.สุนัย ได้ บรรยายถึง วิกฤตการเมืองไทย โดยลําดับท้าวความมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ทําให้เราได้เห็น วิวัฒนาการของการเมืองไทยว่า ประชาธิปไตย และระบบการเมืองไทย นั้น มีอำนาจนอกระบบ แทรกแซงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น มีการปฏิวัติ รัฐประหารมากที่สุด มีการใช้กฏหมายสองมาตรฐาน อย่างเห็นได้ชัดเจน

แต่ผลจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี และ ระบบสื่อสาร ทำให้ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสาร และตื่นตัว ที่จะเรียกร้อง เพื่อให้ได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนอารยะประเทศอื่นๆ หากเรายังปล่อยให้คนไทยมีความแตกแยกอย่างนี้ ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย เหมือนเมื่อตอนที่เราเสียกรุงก็ได้

ส.ส.ดร.สุนัยยังได้เปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 และเปิดเอกสารว่าใครสังหารเสธ.แดงด้วย พร้อมเสนอทางออกบ้านเมืองว่าต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมือง เป็นสถาบันที่ทันสมัยแบบอังกฤษ ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย

การบรรยายจบลงด้วยการตอบคำถามจากผู้เข้าฟังและมีการเสนอแนวคิด เกี่ยวกับบทบาทของคนไทยในต่างแดน ในการหาทางออกแก่วิกฤติประเทศไทย โดยเรียกร้องให้ คนไทยทุกคน ทุกสีเสื้อ ขอให้มองทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม เคารพในกฏกติกาที่ถูกต้อง เพราะคนเราสามารถที่จะคิดต่างกัน แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยเคารพใน สิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น

ทางชมรมผู้รักประชาธิปไตยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ก็ได้ยืนยันบทบาท และเจตจำนงค์ ที่จะต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ ต่อต้านระบบสองมาตรฐาน และ เรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยแก่ประเทศไทยต่อไป และเชื่อแน่ว่าเมื่อส.ส.ดร.สุนัยเดินทางกลับประเทศไทยจะมีเรื่องราวอันตื่นตาตื่นใจจากอเมริกาไปฝากพี่น้องหญิงชายของเราผู้รักในเสรีภาพและประชาธิปไตย

ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์ให้ความรู้ กับชาวเสื้อแดงไทยในอเมริกา

In Newyork,Saturday Jan 8 at:5.30-11.30 pm @ New Broadway Seafood Resturant 83-17 Broadway Elmhurst,NY 11373(รายละเอียดตามโปสเตอร์ด้านล่าง)

*ฟังคลิปเสียงสุนัยพูดที่นิวยอร์ก


*In Chicago, The event will be on Sunday Jan 9 at 5 pm at Manee Thai Restaurant 3558 N. Pulaski Road Chicago, IL


คลิ้กฟังคลิปเสียงส.ส.ดร.สุนัยin Florida ทักษิณโฟนอินมาร่วมด้วย
*In Florida, The event will be on Sun 1/16 at 11 am @ Thailand Restaurant 5252 S. Dale Mabry Tampa, FL

*In Dallas, Tx, will be on Wed 19 Jan. 2011 from 6:00 PM-10:00 PM at: Radisson Hotel & Suites Dallas-Love Field

1241 West Mockingbird Lane, Dallas TX 75247,
Reservations: 1-800-395-7046 US/Canada Toll-free
Telephone: (214) 630-7000

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ


กิจกรรมตาสว่างกลางอเมริกา ขึ้นที่มหานครลอสแอนเจลีส (แอลเอ)ในเวลา15.00-18.00น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า เลขที่ 5311 ถนนฮอลลีวู้ด บูเลอวาร์ด ชั้นสองฮอลลีวู้ด แอลเอ แคลิฟอร์เนีย 90027 โทรศัพท์ 323-993-9000 ขอเรียนเชิญคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักมาตุภูมิในแอลเอ และพื้นที่ใกล้เคียงร่วมงาน
*In Los Angeles,CA, The event will be on Sun 1/23 from 3 PM - 8 PM at:Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd., 2nd Floor Hollywood, CA 90027 Tel: 323-993-9000

*In Las Vegas สำหรับลาสเวกัส งานมีในวันเสาร์ที่ 29มกราคม เวลา 6 โมงเย็น-2ทุ่ม ณ ร้านLittle Bangkok 3111 S.Valley View Blvd # M101,Lasvegas,NV 89102 (คลิ้กดูเบอร์โทรติดต่อร่วมงาน และรายละเอียดในโปสเตอร์สวยๆที่คุณGAG LASVEGAS การ์ตูนนิสต์ของไทยอีนิวส์บรรเลงสุดฝีมือ และกำลังเป็นเจ้าภาพด้วยความขะมักเขม้นเวลานี้ อย่าพลาดไปมากันมากๆ)

จึงขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา และผู้รักชาติรักมาตุภูมิ รักประชาธิปไตยเตรียมตาสว่างกันให้พร้อม

ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง จัดงานเราไม่ทอดทิ้งกัน

ฟังคลิปจักรภพเสวนาตาสว่างกับเสื้อแดงในญี่ปุ่น

-ตอน 1 http://www.mediafire.com/?a5xbhuvqca3rg1a

-ตอน 2 http://www.mediafire.com/?hf9h83068n750ce



RED IN JAPAN นัดพบกันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม ในงาน"รวมน้ำใจจากREDIN JAPAN สู่ RED IN THAILAND" เพื่อเป็นการส่งขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเสื้อแดงทางเมืองไทยที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เราไม่ทอดทิ้งกัน ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง งานนี้วิทยากรขวัญใจคนเสื้อแดงให้เกียรติโฟนอิน และโฟนอินจากพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก

ที่ร้านอาหารไทยกระถิน ชิบะเคน 09.00 น.เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดโทร 0903526155 , 0902749299,09015573274 และอีกหลายเบอร์ คลิ่กดูที่โปสเตอร์ด้านบน

อ.ใจร่วมกับThai Red Swedenเบิกเนตรขอเชิญพี่น้องคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยทุกท่านมาร่วมงาน "คนรากหญ้าสังคมนิยม" วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2554 ที่เก่า ร้านหงษ์ไทย Solna เบอร์โทร 08-270813 thairedsweden@live.com

รายการของงาน

-เวลา 17.00 น รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ร่วมกัน ราคาอาหาร 150 kr ต่อหนึ่งรากหญ้า
-ชมการเต้น Tango และ Salsa ของหนุ่มเสื้อแดงวัยดุ
-ฟัง และคุยกับ อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์ แดงสังคมนิยม ผู้บรรยายรับเชิญที่เสียสละเวลามาเยี่ยมพวกเรา ต้องขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก(แถลงการณ์แดงสยามของ อาจารย์ ใจ)
-ผ่อน คลายกันด้วยเสียงเพลง (สำหรับท่านที่ไม่สันทัดในการบันเทิงก็สามารถเลือกมุมด้านนอกเพื่อสนทนา การเมืองหรือนินทาเผด็จการใน ประเทศไทย)

หรือติดตามรายละเอียด พร้อม"ของแถมชุดพิเศษ"ที่เวบไซต์ http://www.thairedsweden.com/

กิจกรรมตาสว่างกลางออสเตรเลีย


26 มกราคม 2011 ทางองค์กรThai Red Australia ได้จัดให้มีกิจกรรม วันตาสว่างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ในงานจะเป็นชุมนุมและมีการปิกนิค โดยเพื่อนๆสมาชิกและผู้ที่สนใจต่างนำอาหารมาร่วมรับประทานร่วมกัน และในงานจะมีการพูดถึงเกี่ยวกับวันตาสว่างด้วย

โดยงานจะจัดขึ้นที่ Belmore Park ใกล้กับ Central Station และ Thai Town งานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 หรือ เที่ยงตรง เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนไปร่วมกันเยอะๆ และช่วยกันกระจายข่าวและบอกต่ิอๆกับคนที่ไม่รู้ ได้ทราบด้วย

นอกจากนี้Thai Red Australiaได้ประกาศ Boycott สินค้า มาม่า และ การบินไทย โดยจัดทำประกาศทั้งฉบับภาษาไืทยและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ทางองค์กรก็ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยหยุดให้การสนับสนุนสินค้าดังกล่าว เพราะว่าเจ้าของสินค้าเหล่านี้ให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้มาฆ่า และทำร้ายประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย

ดังนั้นทางองค์กรจึงขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันกระจายข่าวบอกต่อกับคนที่ไม่รู้ด้วย และช่วยกันพิมพ์เอกสาร Boycott นี้ ไปติดตามที่สาธารณะและเผยแพร่ไปตามชุมชนต่างๆได้รับทราบกันด้วย ซึ่งเพื่อนสมาชิกทุกคนสามารถทำไ้ด้เลยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ตาสว่างกลางยุโรป นปช.ไทยในสหภาพยุโรป พบกันหลังวันหิมะละลาย

The United Front for Democracy Against Dictatorship Thai of Europe (UDD Thai of Eu) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งสหภาพยุโรป หรือ "นปช.เสื้อแดงไทยในอียู" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของชาวไทยในยุโรปหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ขอเชิญชาวเสื้อแดงในยุโรปชุมนุมพบกันหลังวันหิมะละลาย ประสานกขมิ้นแดงและมวลชนคนหัวใจสีแดง

ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม ที่เมือง wuppertal เวลา 15.00 เป็นต้นไป ณ Bangkok haus, Beckmanshof 20
42275 Wuppertal-barmen ถามรายละเอียดที่ คุณบี 0202 515 820 40 คุณพัช 0163 844 1898


บรรยากาศต่างประเทศที่คึกคักอย่างนี้ ทำให้หวนนึกถึงการรวมตัวของคนไทยในต่างประเทศ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475และการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศเพื่อปลดแอกไทยจากญี่ปุ่น ส่วนการรวมพลังในต่างประเทศหนนี้ จะมีหลักหมายสำคัญในการก่อการไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด...โปรดรอชมด้วยดวงหฤทัยระทึกตึ๊กๆตั๊กๆ

จาตุรนต์:ความเห็นต่อข้อเรียกร้องของพันธมิตร

ที่มา Thai E-News


ข้อเรียกร้อง3ข้อของพันธมิตรนั้น เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลไทย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ควรทำตาม..บางทีอาจแฝงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรง ด้วยวัตถุประสงค์ที่ลึกลับซับซ้อนแบบที่หาเหตุหาผลตามปรกติไม่ได้ก็ได้


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
26 มกราคม 2554

ผมได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ” และกลุ่มพันธมิตรในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามละเลยได้

มาถึงเวลานี้ก็ชัดเจนแล้วว่า การเคลื่อนไหวนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและต่อสถานะและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยเองอย่างที่หลายฝ่ายอาจคาดไม่ถึงมาก่อน

ล่าสุดกลุ่มพันธมิตร นำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมืองได้เสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้รัฐบาลดำเนินการภายใน 2 วัน มิฉะนั้นก็จะดำเนินการขั้นต่อไป พร้อมทั้งได้ประกาศด้วยว่า ไม่ชนะไม่เลิก(อีกแล้ว)

ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อดั่งที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วนั้น เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลไทย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ควรทำตาม เพราะเป็นข้อเรียกร้องที่มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหายมากยิ่งขึ้น และอาจจะเสียหายมากถึงกับกลายเป็นการกระทบกระทั่งหรือการรบกันระหว่างทหารของทั้งสองประเทศ

ในความเห็นผม สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศและสำหรับประเทศไทยเองด้วยก็คือ การมีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศรวมทั้งกัมพูชาด้วย

การมีความสัมพันธ์ที่ดีควรจะเกิดจากการพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันในด้านต่างๆให้มากขึ้น ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนฯลฯซึ่งทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่ดีที่จะร่วมมือกันอยู่แล้ว

รวมทั้งยังมีพื้นฐานที่ดีจากการที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้แล้วด้วย

รัฐบาลไทยก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เคยมีนโยบายร่วมมือและช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้มากๆ ด้วยแนวความคิดว่ายิ่งประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้นเท่าไร เราก็ดีขึ้นด้วยเท่านั้น

ผ่านมาเพียง 4-5 ปีเท่านั้น เรากลับกำลังมีปัญหากับกัมพูชามากขึ้นๆ และกำลังมีความพยายามที่จะผลักดันให้ทั้งสองประเทศขัดแย้งกันจนถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันไปเสียแล้ว

ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศนั้นควรแก้ด้วยการเจรจาหารือกัน เหมือนอย่างที่เราทำกับประเทศรอบบ้านเราจนมีผลสำเร็จด้วยดีเสมอมาซึ่งก็รวมถึงกัมพูชาด้วย

มาถึงตอนนี้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายรวมทั้งประเทศไทยเองก็คือการเจรจาหารือ ไม่ใช่ใช้กำลังเข้าใส่กัน การยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2543 จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สองประเทศถอยหลังกลับไปสู่ภาวะที่ตึงเครียด และเสี่ยงต่อการที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายโดยไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย

การถอนตัวจากการเป็นกรรมการมรดกโลกก็เป็นสิ่งที่ไทยไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการชี้แจงเรื่องราวต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และไทยก็ไม่ได้มีเรื่องปราสาทพระวิหารอยู่เพียงเรื่องเดียวที่ต้องอาศัยคณะกรรมการนี้

เรายังต้องร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องต่างๆอีกมาก ไทยเราจึงควรแสดงความมีวุฒิภาวะที่พร้อมจะร่วมมือแก้ปัญหาต่างๆอย่างอารยประเทศเขาทำกัน

สำหรับข้อเสนอข้อที่ 3 ที่เสนอให้ทหารไทยผลักดันประชาชนกัมพูชาให้ออกจากพื้นที่พิพาทนั้น ฟังผิวเผินก็อาจหาเหตุผลมาโต้แย้งได้ยาก เพราะหากไม่ทำก็เหมือนกับยินยอมยกดินแดนตรงนั้นให้กัมพูชาไป

แต่ความจริงการจะแก้ปัญหานี้ รัฐบาลไทยควรให้หลักการตามที่กำหนดไว้ในเอ็มโอยู ปี 2543 คือต้องใช้การเจรจาหารือบนพื้นฐานของการพยายามร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมิตรต่อมิตรด้วยกัน จะดีกว่าการเผชิญหน้ากันด้วยกองกำลังทหารซึ่งอาจจะบานปลายเสียเปล่าๆ

สรุปว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรทั้ง 3 ข้อ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตร และขอเสนอให้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยความรอบคอบ พยายามชี้แจงเหตุผลความเป็นมาให้ประชาชนเข้าใจ เคารพสิทธิของประชาชนในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น ไม่ใช้มาตรการหรือวิธีการใดๆที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม

ผมคิดว่าสังคมไทยควรมีการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรณีของไทย-กัมพูชากันอย่างจริงจัง เพื่อจะได้มีทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ไม่ไปผสมโรงกับการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคลั่งชาติ ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านไว้บนหลักการที่ถูกต้อง

นอกจากนั้นยังควรช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด บางทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรในเรื่องนี้อาจไม่เพียงต้องการให้ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

แต่อาจแฝงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรง ด้วยวัตถุประสงค์ที่ลึกลับซับซ้อนแบบที่หาเหตุหาผลตามปรกติไม่ได้ก็ได้

0000

รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-กระบอกเสียงพธม.นับเลขผิดฟุ้งม็อบเรือนหมื่น สื่อนอกตบหน้าแค่2พัน หยันเสื้อแดงเดินเล่นยัง3หมื่น

-บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

-จาตุรนต์:การเลือกตั้งครั้งต่อไป ยังจะมีความหมายอะไร

กระบอกเสียงพธม.นับเลขผิดฟุ้งม็อบเรือนหมื่น สื่อนอกตบหน้าแค่2พัน หยันเสื้อแดงเดินเล่นยัง3หมื่น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มกราคม 2554

กระบอกเสียงพันธมิตรว่ามานับหมื่น

ไทยโพสต์ของเปลว สีเงิน ที่มีจุดยืนสนับสนุนพันธมิตรและต่อต้านเสื้อแดงมาตลอด พาดหัวหน้า 1 วันนี้ว่า เสื้อเหลืองมาแล้วหมื่นคน ปักหลักหน้าทำเนียบฯ

ขณะที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่สนับสนุนพันธมิตรและตามราวีเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่องระบุจำนวนผู้ชุมนุม"ครึ่งหมื่น" โดยรายงานว่า ในช่วงเย็น บรรยากาศการชุมนุมเริ่มคึกคักมากขึ้น เมื่อกลุ่มผุ้ชุมนุมาจากต่างจังหวัดเริ่มทยอยเดินทางมาถึง รวมทั้งมีมวลชนในพื้นที่กทม.ที่เลิกจากงานเดินทางมาสมทบ ทำให้บรรยากาศหนาตาไปด้วยผู้ชุมนุมกว่า 5 พันคน

ขณะที่เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงชวนเชื่อของพันธมิตรไม่กล้ารายงานยอดผู้ชุม นอกจากอ้างว่า คึกคัก ขณะที่เสนอข่าวพล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เรียกร้องว่า ถ้าไม่ออกมาให้มากเสียดินแดนแน่

AFPชี้มาแค่2,000คน




สำนักข่าวAFP รายงานว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมราว2,000คนกับกลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยม

รอยเตอร์ว่ามาแค่3,000คน ขณะที่เสื้อแดงมาวันก่อน30,000คน


สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า กลุ่มชาตินิยมเสื้อเหลืองราว 3,000คน ออกมากดดันรัฐบาลแก้ไขปัญหาพิพาทเขตแดนกัมพูชา หลังจาก 2 วันก่อนหน้านี้กลุ่มเสื้อแดงราว30,000 คนออกมาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยและปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม นี่เป็นสัญญาณความแตกแยกทางการเมืองและความไร้เสถียรภาพ ก่อนการจัดเลือกตั้งในปีนี้

********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


กลุ่มชาตินิยมเสื้อเหลืองราว3,000คนออกมากดดันรัฐบาลแก้ไขปัญหาพิพาทเขตแดนกัมพูชา หลังจาก 2 วันก่อนหน้านี้กลุ่มเสื้อแดงราว30,000คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม นี่เป็นสัญญาณความแตกแยกทางการเมืองและความไร้เสถียรภาพ ก่อนการจัดเลือกตั้งในปีนี้(ภาพและคำบรรยาย:รอยเตอร์)


การปลุกกระแสคลั่งชาติของพันธมิตรเสื้อเหลือง คือการทำงานเพื่อกลบเกลื่อนการต่อสู้ทางชนชั้นให้กลายเป็นเรื่องคนไทยแตกแยกกัน เพราะปัญหาความขัดแย้งทางชนชาติใช่หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องฐานะครอบงำของชนชั้นสูงให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามและทรงบารมีต่อไป (ภาพ:รอยเตอร์)



โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา เฟซบุ๊ควิสา คัญทัพ



บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย:หยุดเอาความขัดแย้งทางชนชาติมากลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น

ภาพ:AP

เมื่อใดก็ตามที่ปัญหาความขัดแย้งทางชนชั้นดำเนินไปอย่างดุเดือดแหลมคมและรุนแรง องค์ประกอบและแนวร่วมต่างๆของ “คนชั้นสูง” บวก “คนชั้นกลางส่วนบน” ซึ่งรวมกันเป็นชนชั้นปกครองก็จะดำเนินการสร้างเรื่องปลุกระดมความคลั่งชาติเพื่อให้เกิดความขัดแย้งทางชนชาติ

ขอย้ำว่า ความขัดแย้งทางชนชั้นถึงที่สุดแล้วคือเรื่องผลประโยชน์ อำนาจบารมี ความไร้ซึ่งความเสมอภาค ภราดรภาพ และความเป็นธรรม

ส่วนความขัดแย้งทางชนชาติเป็นผลสืบเนื่องมาจากชนชั้นสูงที่ต้องการสร้างอิทธิพลและครอบครองผลประโยชน์ จึงสร้างรัฐชาติขึ้นมา แล้วทำสงครามรบราแย่งชิงดินแดน สร้างแคว้นสร้างอาณาจักร

ทั้งๆที่ประชาชนธรรมดาสามัญมิได้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้เพื่อขัดแย้งและต่อสู้ หากดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ด้วยความรักความสัมพันธ์อันดีน้ำใจไมตรี และภราดรภาพ

ชายแดนของทุกประเทศในโลกที่ความขัดแย้งทางชนชั้นอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำที่สุดมักจะเป็นชายแดนที่สันติสงบ ประชาชนไปมาหาสู่สัมพันธ์กัน สืบผสมเผ่าพันธุ์กัน เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติกัน ทำมาค้าขาย ไปมาหาสู่ ข้ามแดน make love not war อยู่ร่วมกันโดยปกติสุข

สังคมไทยวันนี้เป็นอย่างไร ความขัดแย้งทางชนชั้นดุเดือดแหลมคม บารมีและอำนาจของคนชั้นสูง ขุนศึก ศักดินาถูกท้าทายลึกซึ้งและกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ความขัดแย้งทางชนชาติจึงถูกกลุ่มสมุนบริวารที่รับใช้อำนาจเก่าหยิบยกขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น หมายลวงให้คนเสื้อแดงบางส่วนหลงทาง

ดีที่แกนนำหลักขององค์กรเสื้อแดงยึดกุมแนวทางการต่อสู้ทางชนชั้นได้มั่นคง ทั้งเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาเรื่องข้อพิพาทระหว่างดินแดนไทยกัมพูชาแจ่มชัด

ส่วนคนชั้นล่างอันเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมก็ตื่นตัวในเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น และไม่ใส่ใจจดจำการศึกษาประวัติศาสตร์ชาตินิยมบิดเบือนที่กระทรวงศึกษาธิการของรัฐชาติพยายามยัดเยียดให้ตลอดมาทุกรุ่นของเยาวชนตลอดร่วมร้อยปีที่ผ่านมา

หลวงวิจิตรวาทการไปเอาแผนที่จากเวียดนามที่เขียนโดยฝรั่งเศสมาอธิบายความให้จอมพล ป.พิบูลสงครามฟังว่า คนไทยมีเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เลยเกิดความคิดที่จะรวมชาติไทย ซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า เพื่อทำลายความหลากหลายทางชนชาติที่มีอยู่ในอาณาจักรสยาม (ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ถูกปกครอง)

คำถามก็คือประชาชนธรรมดาทั่วไปพูดภาษาอะไรกันบ้าง และชนชั้นผู้ปกครองพูดภาษาอะไรในเวลานั้น โดยที่ภาษาไทยกับภาษาลาวแทบไม่ได้ต่างกันอยู่แล้วโดยพื้นฐาน พูดกันโดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลก็เข้าใจเรียกว่า 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เว้นเสียแต่สำเนียงเสียงที่ต่างกันไปเท่านั้น

ชนชั้นผู้ปกครองในเมืองเวลานั้นอาจพูดภาษาลาวสำเนียงเมืองหลวงก็ได้ หรือพูดเหน่อแบบสุพรรณฯ

สำเนียงเมืองหลวงสมัยอยุธยาเป็นอย่างไร หรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน กระทั่งสำเนียงพูดสมัยหลวงวิจิตรวาทการเองก็คงไม่เหมือนสำเนียงคนกรุงเทพฯในปัจจุบันนี้ (ชิมิ) เช่นนี้เป็นต้น

ผมขออนุญาตยกข้อความซึ่งเรียบเรียงจากเค้าความบางตอนในต้นฉบับของหนังสือ "MA VIE MOUVEMENTEE" ฯ โดยปรีดี พนมยงค์ เขียนที่ชานกรุงปารีส เมื่อ 2 เมษายน 2517

(สาเหตุแห่งการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม(ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในบรรดารัฐมนตรีแห่งรัฐบาลนั้น มีข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)

ต่อมาประมาณอีก 4-5 เดือน หลวงวิจิตรวาทการได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงว่ามีคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ ในพม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย

ครั้นแล้วผู้ฟังวิทยุกระจายเสียงได้ยินและหลายคนยังคงจำกันได้ว่า สถานีวิทยุกรมโฆษณาการ (ต่อมาปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) ได้กระจายเสียงเพลงที่หลวงวิจิตรฯรำพันถึงชนเชื้อชาติไทยที่มีอยู่ในดินแดนต่างๆ และมีการโฆษณาเรื่อง "มหาอาณาจักรไทย" ที่จะรวมชนเชื้อชาติไทยในประเทศต่างๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่างๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน

ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่างๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่า "สยาม" มาจากภาษาสันสกฤต "ศยามะ" แปลว่า "ดำ" จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทยซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า "สยาม" แผลงมาจากจีน "เซี่ยมล้อ"


การเปลี่ยนชื่อสยามมาเป็นประเทศไทย นอกจากจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในสยามลงไปแล้ว แท้จริงข้อที่ว่าได้ “รวบรวมชนเผ่าไทย” นั้นยังน่าสงสัยว่า “ชนเผ่าไทย” มีจริงหรือไม่

ลำพังแผนที่ที่เอามาจากฝรั่งเศสย่อมไม่มีน้ำหนักพอเพียงที่จะทำให้เชื่อได้ตามฝรั่งว่า การที่บอกว่ามีไทยอยู่ในที่ต่างๆทั่วอินโดจีน อาจหมายถึงไทยในความหมายที่เป็น “คน” ก็ได้เพราะในภาษาลาว คำว่า “ไท” มีความหมายว่า “คน” “ไทบ้านใด๋” ก็คือ “คนที่ไหน” เท่านั้นเอง จึงเป็นความเข้าใจผิดพลาด

ผมมีความเชื่อว่าสิ่งยืนยันถึงลักษณะการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ที่ดีที่สุดน่าจะอยู่ที่ภาษา ภาษาที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของภาษาไทย อย่างศิลาจารึกสมัยสุโขทัยก็ถูกนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ ปฏิเสธด้วยหลักฐานยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทำขึ้นในภายหลัง

ดังนั้นจึงแทบไม่จำเป็นต้องสงสัยเลย หากศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบคำตอบว่ารากที่มาของภาษาไทยอาจมาจากภาษาลาว ภาษาเขมร และภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาไทยเหมือนภาษาลาวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยล่ามแปลดังกล่าว

ส่วนภาษาเขมร มีคำไทยเหมือนคำเขมรกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าตัวเลขไทย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ แท้จริงแล้วเอามาจากเขมรหรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่าค้นคว้า

พ้นจากเรื่องของภาษาก็คงเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ซึ่งจะยืนยันถึงอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

พูดให้ถึงที่สุด ปรางค์แขก ปรางค์สามยอดที่ลพบุรี ปราสาทหินพิมายที่โคราช หรือเขาพนมรุ้งที่บุรีรัมย์ และอื่นๆ ฯลฯ ย่อมเป็นของขอม หรือขแมร์ทั้งสิ้น หากพิจารณาย้อนไปยังยุคแห่งอานาจักรชัยวรมันที่ 7

เพราะฉะนั้น การพิจารณาปัญหาการปักปันเขตแดนจะเอายุคอาณาจักรซึ่งไม่เคยมีแผนที่แบ่งเขต มาปะปนกับยุครัฐชาติในปัจจุบันไม่ได้ ลองฟังทัศนะของนักประวัติศาสตร์อย่าง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

“ปัญหามันเกิดเมื่อ 100 กว่าปีก่อน สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเข้ามา ก็นำแผนที่ พิกัด การปักปันเขตแดนเข้ามาในภูมิภาคนี้ ทั้งที่สมัยนั้น ไม่มีหรอกคำว่าเขตแดน รัฐชาติก็ยังไม่มี ยังเป็นอาณาจักร ซึ่งอาณาจักรจะเล็กหรือใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับศูนย์กลาง ว่ามีอำนาจแค่ไหน ถ้ามีมากก็ขยายกว้าง ถ้ามีน้อยก็หดลง ครั้งหนึ่งกัมพูชาเคยกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่พอเสื่อมก็หดลงอย่างที่เห็นปัจจุบัน เรื่องเขตแดนจึงเป็นมรดกของฝรั่งโดยแท้ ประเทศไทยก็รับมาจากสยาม กัมพูชาก็รับมาจากฝรั่งเศส ซึ่งบางคนคิดว่าไทยกับสยามเหมือนกัน ผมว่าไม่เหมือนนะ วิธีคิดไม่เหมือนกัน เหมือนกัมพูชาสมัยนั้นกับสมัยนี้ก็คิดไม่เหมือนกัน”

“กระแสชาตินิยมมันปลุกได้เป็นครั้งคราวแล้วแต่ประเด็น ถ้าประเด็นมันฮอตก็ปลุกขึ้นได้ แต่สมัยปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปเยอะ คนมีข้อมูลข่าวสารมาก ทำให้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้ สิ่งที่เคยรู้เฉพาะในหมู่ผู้ปกครองก็รู้กันมากขึ้น บ้านเมืองเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รุนแรงมาก เปลี่ยนจากความคิดเดิมมาเป็นความคิดใหม่ แต่หลายอย่างมันเปลี่ยนไม่ทัน อย่างตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พูดเฉพาะการเสียดินแดน 14 ครั้ง แต่ไม่เคยบอกว่า ได้ดินแดนอะไรมาบ้าง

ถ้าคุณไปเปิดหนังสือ “แผนที่ภูมิศาสตร์ไทย” ของ ทองใบ แตงน้อย ที่ให้เด็กม.4 ม.5 เรียน หนังสือเล่มนี้ได้สร้างอคติให้กับคนไทยได้อย่างวิเศษสุด เพราะทำให้มองอะไรด้านเดียว เขียนแผนที่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย-อยุธยาว่ามีอาณาเขตเท่าไร ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีแผนที่ ไม่มีเขตแดน ยังเป็นอาณาจักรอยู่ การทำแผนที่ของไทย เริ่มครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 5 ที่รัฐบาลสยามจ้าง James McCarthy ทำ แผนที่ เมื่อปี ค.ศ.1888/พ.ศ.2431 ก่อนหน้านั้นสยามไม่มีแผนที่ มีแต่แผนการเดินทัพ ซึ่งไม่ได้บอกเขตแดนอะไรเลย บอกแค่ว่าหงสาวดีมาเจอกับอยุธยาแถวๆนี้แหล่ะ แต่หนังสือของทองใบ กลับบอกว่าสุโขทัย-อยุธยามีเท่าไร แล้วเขียนแค่ว่าไทยเสียดินแดนไปเท่าไร โดยไม่ได้บอกว่าเคยได้มาเท่าไร ทำให้คนไทยคิดว่า ไอ้นี่ก็ของเราๆ

แผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามให้ทำครั้งแรก หรือแผนที่ McCarthy ตอนนั้นยังไปกินลาวและเขมรอยู่ แต่ค่อยๆหดลงไปเรื่อยๆ แต่เวลาทองใบ แดงน้อยเขียนหนังสือกลับบอกว่ามี ซึ่งหมายความว่า ตำราเรียนนั้นไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็น อประวัติศาสตร์ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก อ.ธงชัย วินิจกูล เป็นคนแรกที่ชี้ประเด็นนี้* ถ้าไม่แก้ตำราเรียนของทองใบ แตงน้อย ก็ยากมากที่จะแก้ไขอคติของคน คนไทยก็จะบอกว่าไอ้นี่ก็ของเรา ทั้งที่ความจริงมันเป็นของเขา ลาวเป็นของใคร ก็ต้องของคนลาว แต่คนไทยเอามาหนหนึ่ง แล้วหลุดมือไป ถามว่าตอนนี้จะไปเอากลับมาได้ไหม ไม่ได้แล้ว..เพราะมันเกิดชาตินิยมในลาว หรือเราจะไปเอาเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณคืนจากกัมพูชาได้หรือเปล่า..ก็ไม่ได้”


เมื่อศิลาจารึกที่นับว่าเก่าที่สุดยังถูกพิสูจน์ทราบว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาภายหลัง เพื่อเขียนประวัติศาสตร์ตัวเองให้ยิ่งใหญ่ แล้วยังจะมีอะไรอีกเล่าที่บอกว่าเป็น “ของไทย” เครื่องดนตรี พิณ แคน ระนาด ซอ เมื่อขุดค้นรากที่มาแล้วก็หาไม่พบความเป็นของไทย ชนชั้นสูงที่ผูกขาดการปกครองในอดีตบิดเบือนประวัติศาสตร์หลายเรื่อง

ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นไทย ได้ส่อเค้าให้เห็นการเปลี่ยนความรักสามัคคีของทุกหมู่เหล่าเผ่าพันธุ์อันหลากหลายให้กลายไปเป็นไทยเดียวที่มีแต่ชื่อหากปราศจากวิญญาณ

ศูนย์รวมความเป็นชาติย่อมอยู่ที่ประชาชน ถ้าไทยเป็นชื่อที่ขุนวิจิตรมาตราและจอมพล ป.พิบูลสงคราม คิดขึ้นจากแผนที่ฝรั่งเศสที่อาจไม่รู้เรื่องชาวอุษาคเนย์ที่แท้จริง เหตุที่คิดในวันนั้นกำลังจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในวันนี้ด้วยน้ำมือของ “ชนชั้นสูง” กลุ่มเดิม

เพราะปัญหาชนชาติ เนื้อแท้ก็คือปัญหาชนชั้น ถ้าเรายังเป็นประเทศสยาม พิณแคนระนาดซอก็ย่อมเป็นเครื่องดนตรีสยามอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสยามอยู่มานับเป็นพันปีแล้ว ขณะที่ประเทศไทยของ จอมพล ป.อยู่มายังไม่ถึงเจ็ดสิบปีเลย

เพราะฉะนั้นการต่อสู้ทางชนชั้นขณะนี้ กำลังขับเคลื่อนไปม้วนเอาความขัดแย้งทางชนชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะรวมไปพัวพันถึงความสงสัยในเรื่องชื่อประเทศไทย ที่ทำไมต้องเปลี่ยนจากสยาม ทำไม เพราะเหตุใด เปลี่ยนแล้วดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด ทำให้ชาติเจริญก้าวหน้าหรือเสื่อมโทรมถอยหลัง สามัคคีหรือแตกแยก

โดยที่เวลานี้ตัวละครที่เปิดการแสดงนำร่องก่อนเป็น “กัมพูชา” แต่หากจัดการไม่ถูก ตัวละครก็จะเป็นเพื่อนบ้านชาติอื่นๆต่อไป เท่ากับว่าชื่อประเทศไม่เป็นมงคลนำมาซึ่งความแตกแยกทั้งชาวสยามด้วยกันเองและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

อย่าลืมว่าเมื่อเรานึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง เรามักจะนึกถึงพระสยามเทวาธิราช ไม่เห็นมีใครอ้างถึงพระไทยเทวาธิราชเลย ลองไปฟัง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เปรียบเทียบสยามเป็นบ้านทรายทอง ส่วนประเทศไทยเป็นแค่บ้านสว่างวงศ์

“คำว่าสยาม หรือ Siam นั้นหมายถึงดินแดนหรือแผ่นดิน หมายถึงบ้านเมือง ส่วนคำว่าไทย Thai/Tai หมายถึงคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ อาศัยร่วมกับคนชนเชื้อชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไทย/ไท ลาว คนเมือง คนอีสาน มอญ เขมร กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า ขะมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่งชาติต่างๆ แขกชาติต่างๆ ลูกครึ่งอีกเยอะมาก..

ดังนั้นเราจะต้องไม่สับสนระหว่างบ้านเมืองกับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านในเมืองนี้ ยกตัวอย่าง อุปมาอุปมัยให้เห็นชัดๆ ก็คือบ้านทรายทองเป็นนามของบ้าน แต่คนที่อยู่ในบ้านนั้น มีทั้งสว่างวงศ์ มีทั้งพินิตนันท์ ถ้าอยู่ๆ วันดีคืนร้ายพวก สว่างวงศ์ลุกขึ้นมายึดอำนาจแย่งชิงไป แล้วก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นบ้านสว่างวงศ์ก็คงพิลึกพิลั่น” (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ)


ถึงวันนี้ ความพยายามที่จะ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” โดยบิดเบือนความจริงแห่งความเป็นมาของสยามเดิมทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะชาติเชื้อต่างๆในสยาม แท้จริงแล้วก็มิได้มี “คนไทย”เป็นส่วนใหญ่

หรือหนักกว่านั้น“ไทย”อาจไม่มีจริง ไทยเป็นเพียงคำที่แปลว่า “คน” ดังที่ได้กล่าวมา ที่สำคัญ ทุกคนที่ถูกบังคับให้เป็นไทยต้องเป็นไพร่เป็นข้าของคนชั้นสูงที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบ แม้ในยุคโลกเจริญรุดหน้าเป็นโลกไร้พรหมแดนขณะนี้เสรีภาพที่แท้จริงก็ยังไม่บังเกิดขึ้น

ถึงที่สุดคนก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูเป็นคนไทยหรือเปล่า” และถ้ากูไม่ใช่คนไทย แผ่นดินนี้เป็นของกูหรือเปล่า ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “สยาม” แผ่นดินนี้ก็เป็นของกู แต่ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “ประเทศไทย” แผ่นดินนี้กูก็ต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชกลับคืนมา

เหมือนดั่งเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งลึกๆแล้ว รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องเพราะคนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกไม่ใช่ไทยดังกล่าว และแผ่นดินที่เขาอยู่วันนี้ก็ไม่ใช่แผ่นดินสยามเดิม หากเป็นแผ่นดินประเทศไทยซึ่งมิใช่แผ่นดินของเขา

เราต้องยอมรับว่า การปราบปรามเข่นฆ่าไล่ล่าคนเสื้อแดง ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมวันนี้ นอกจากปลุกจิตสำนึกการต่อสู้ทางชนชั้นแล้ว ยังปลุกประเด็นปัญหาชนชาติขึ้นมาเป็นเงาตามตัว เพราะคนที่ถูกปราบปรามดังกล่าวเป็นคนชั้นล่างจากท้องถิ่นต่างจังหวัด เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ซึ่งไม่ได้พูดภาษาไทยบางกอกอยู่แล้ว
ภาพ:รอยเตอร์

ดังนั้นจึงอยากถามว่า การปลุกกระแสคลั่งชาติของพันธมิตรเสื้อเหลือง คือการทำงานเพื่อกลบเกลื่อนการต่อสู้ทางชนชั้นให้กลายเป็นเรื่องคนไทยแตกแยกกันเพราะปัญหาความขัดแย้งทางชนชาติใช่หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องฐานะครอบงำของชนชั้นสูงให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามและทรงบารมีต่อไป

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ความขัดแย้งทางชนชาติ ล้วนมาจากการปลุกกระแสของคนชั้นสูงที่ดำรงฐานะเป็นผู้ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นด้านหลัก ประชาชนจำต้องฉลาด รู้เท่าทัน แยกแยะประเด็นให้ออก ไม่ตกเป็นเครื่องมือ หลงวู่วามไปตามกระแส

ซึ่งจะส่งผลเสียหายให้กับประเทศชาติในท้ายที่สุด.

(บันทึกเขียนเสร็จ วันที่ 25 มกราคม 2554)

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บันทึกวิสาคัญทัพ ฉบับที่8 และฉบับที่1-8

วิสา คัญทัพ เขียนถึง ธีรยุทธ บุญมี

ที่มา Thai E-News


คราวนั้นทำให้เกิด “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” เคลื่อนไหวจนทั้งคุณธีรยุทธ ผมและเพื่อนรวม 13 คนถูกจับเป็นกบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็สนิทสนมกับ ธีรยุทธ บุญมี ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง


โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา เฟซบุ๊ควิสา คัญทัพ


ผมเคยเขียนถึงธีรยุทธ บุญมีไว้ในคอลัมน์ "เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ" ในหนังสือ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ เมื่อร่วมสองปีที่ผ่านมา

อ.สมศักดิ์ เจียมฯ และเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนอาจไม่ได้อ่าน จึงคัดมาให้อ่านกันย้อนหลังโดยมิได้ปรับปรุงอะไรเพิ่มเติม ด้วยเห็นว่าสอดคล้องกับบรรยากาศที่ อ.สมศักดิ์พูดถึง สู้ตอนหนุ่ม กับสู้ตอนแก่ครับ (อ่าน สมศักดิ์ เจียมฯเขียนถึงทองใบ ทองเปาด์ )

ธีรยุทธ บุญมี “ไม่เคยรับรู้ สนับสนุน และเห็นชอบกับการทำรัฐประหาร”



ธีร ศาสตร์สดับทั้ง สุนทรี

ยุทธ ศิลปะกวี ประดับสร้าง

บุญ ทำก่อกรรมดี บริสุทธิ์

มี สุขอย่ารู้ร้าง รุ่งรุ้ง เรืองโพยม



ผมรู้จัก ธีรยุทธ บุญมี ก่อน 14 ตุลาคม 2516 เมื่อผมถูกลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงพร้อมเพื่อนนักศึกษาเก้าคน ผมกับบุญส่ง ชเลธร เป็นคนเดินทางไปพบเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาในสมัยนั้นคือ คุณธีรยุทธ ที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ

ไปเพื่อขอให้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักศึกษา เนื่องจากทำหนังสือ “มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ” อันมีข้อความบางส่วนกระทบกระเทือนผู้มีอำนาจเผด็จการ

ศูนย์นิสิตฯ นำการเคลื่อนไหวชุมนุมนักศึกษาประชาชนเรือนหมื่น ซึ่งนับว่ามากที่สุดเป็นครั้งแรกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่สำคัญได้รับชัยชนะ นักศึกษาเก้าคนได้กลับเข้าไปเรียน อธิการบดีรามฯต้องพ้นจากตำแหน่ง และ ประเด็นสุดท้ายที่เป็นประหนึ่งสัญญาประชาคมคือการเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากเผด็จการ

กรณี 21-22 มิถุนายน 2516 คราวนั้นทำให้เกิด “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” เคลื่อนไหวจนทั้งคุณธีรยุทธ ผมและเพื่อนรวม 13 คนถูกจับเป็นกบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร

จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็สนิทสนมกับ ธีรยุทธ บุญมี ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง (ขออนุญาตใช้ศัพท์ฝ่ายซ้ายที่อธิบายได้ใกล้เคียงที่สุด) หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม นักศึกษาบางส่วนที่จบการศึกษาไปแล้วอย่าง คุณประสาร และคุณธีรยุทธก็ก่อตั้ง กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ปช.ปช)ขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่อง

ผมก็เข้าร่วมทำงานกับกลุ่มนี้ อภิปราย, ปราศรัย, เดินสาย ไฮปาร์คไปตามม็อบกรรมกรชาวนาต่างๆที่มีขึ้นไม่ขาดสาย

จนสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการลอบฆ่าลอบสังหารผู้นำนักศึกษา ผู้นำกรรมกรชาวนา ผู้นำนักการเมือง พวกเราถูกข่มขู่คุกคามจากอำนาจที่มองไม่เห็นถึงขั้นเอาชีวิต

ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว มีทางให้หนีไปสู้อยู่สองทาง คือ หลบไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ หรือหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อสู้กับภัยมืดเผด็จการ

ผมตัดสินใจเข้าป่าซึ่งตอนแรกๆก็ไม่รู้ว่าจะได้เข้าไปพร้อมกับใครอย่างไร ก่อนวันเดินทางไม่นานนักผมจึงรู้ว่าคณะนี้มีพี่ประสาร มฤคพิทักษ์พร้อมภรรยา, คุณธีรยุทธ บุญมีพร้อมภรรยา, และมีพี่ชัยวัฒน์ สุรวิชัย, คุณมวลชน สุกแสง, น้องในรามฯชื่อวิสุทธิ์หรือ
สหายตรง และลูกหลานอาจารย์ประวุฒิ ศรีมันตะ อีกสองสาว รวมสิบคน

เราเดินทางเข้าป่าทางภาคเหนือ เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลงรถจากถนนลาดยางก็ดั้นด้นเดินดงพงป่าด้วยเท้าเหยียบก้าวย่างขึ้นภูลงห้วยข้ามเขาไม่นับลูก รอนแรมอยู่หลายวันกว่าจะถึงจุดพักบนดอยยาวสำนักสหายเล่าเต็ง ไม่ต้องพูดถึงความยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และเหงื่อหยดที่มิอาจนับเป็นหยาด

ไม่น่าเชื่อว่าคนหนุ่มคนสาวที่มีชีวิตสุขสบายในเมืองใหญ่อย่างพวกเราจะฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ ผ่านชีวิตเป็นตายร้ายดีมาด้วยกันถึงขั้นนี้จะให้ลืมความรักความผูกพันอันเป็นรอยอดีตร่วมกันได้อย่างไร

ตรงจุดพักกินข้าวเย็นริมถนนลาดยางแห่งหนึ่ง ก่อนถึงจุดนัดหมายที่สหายในป่ามารับ ผมเสนอให้ผู้นำนักศึกษาที่มีชื่อเขียนจดหมาย ประกาศการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธส่งไปให้พวกเราในเมืองแจ้งให้ประชาชนได้ทราบ เหมือนที่อดีตเลขาฯศูนย์ฯอย่างเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ และผู้นำนักศึกษาคนอื่นๆเคยทำมาแล้ว ด้านหนึ่งเพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ด้านหนึ่งเพื่อเป็นกำลังขวัญให้พวกเรากันเอง

จำได้ว่า คุณธีรยุทธไม่เห็นด้วย ก็เลยไม่มีการส่งจดหมายดังกล่าว แต่เมื่อไปถึงสำนัก A 30 ที่มีลุงอุดม สีสุวรรณเป็นหัวหน้าใหญ่ การประกาศการต่อสู้ดังกล่าวก็ทะยอยออกมาเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ชื่อของผมดูเหมือนจะร่วมอยู่ในกลุ่มของคุณธีรยุทธ บุญมี และคุณประสาร มฤคพิทักษ์ นี่แหละ

งานในสำนักแนวร่วม A 30 ผมได้รับมอบหมายให้ทำงานนิตยสาร “สามัคคีสู้รบ” อันมีทีมงานในกองบรรณาธิการสี่คนคือคุณธีรยุทธ บุญมี, คุณสมาน เลือดวงศ์หัด (หรือเลิศวงรัฐ ในปัจจุบัน), คุณประยงค์ มูลสาร และผม

สามัคคีสู้รบ เป็นหนังสือที่ส่งเผยแพร่ส่วนใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อสามัคคีพันธมิตรในแนวร่วมอันหลากหลาย ตอนนั้นมีประเด็นถกเถียงกันว่าพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้อยู่ในฐานะนำแนวร่วม แต่ควรเป็นองค์กรหนึ่งในแนวร่วม ซึ่งมีนโยบายเฉพาะหน้าของแนวร่วมที่จะสามัคคีกำลังรักชาติรักประชาธิปไตยไปเอาชนะรัฐบาลปฏิกิริยาไทย

เวลานั้นจึงมีการตั้ง กป.ชป. หรือคณะกรรมการประสานงานกำลังรักชาติรักประชาธิปไตยขึ้นเพื่อเตรียมสร้างแนวร่วมที่เป็นรูปการในอนาคต มี “สามัคคีสู้รบ”เป็นกระบอกเสียง

ธีรยุทธ บุญมี ปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวมีบทบาทเสนอแนะและชี้นำทางการเมืองในประเด็นสำคัญๆเป็นระยะตลอดมาในทุกรัฐบาล โดยทั่วไปก็เป็นที่ยอมรับกันได้ในแวดวงปัญญาชนคนชั้นกลางที่รักความเป็นธรรม อยากให้ระบอบประชาธิปไตย

บ้านเราพัฒนาไปทางที่ดีขึ้นไปเรื่อย ไม่ว่าธีรยุทธ จะออกมาปะทะกับนายกรัฐมนตรีคนไหน อย่างดีก็มีเสียงโต้ตอบออกมาจากนักการเมืองที่ปกป้องรัฐบาลเท่านั้น ไม่เคยล่วงล้ำลามมาสร้างความไม่พอใจให้กับมวลชนที่กว้างขวางเหมือนกับที่กำลังถูกมองในทางลบเช่นทุกวันนี้ ดังที่ธีรยุทธได้กล่าวไว้เองว่า

“ผมก็ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเผด็จการ ทั้งที่ความเป็นจริง ผมไม่เคยเบี่ยงเบนความคิดจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ไม่เคยสนับสนุนระบอบทักษิณ ไม่เคยรับรู้ สนับสนุน และเห็นชอบกับการรัฐประหาร เพราะวันที่ 18 ก.ย.2549 ผมพร้อมค้วยอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และคณบดีอีก 5 คณะได้ร่วมกันประชุมหารือเพื่อหาทางออก โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า จะมีการรัฐประหาร แต่ก็ไม่ทันการณ์ เพราะในวันรุ่งขึ้นก็มีการยึดอำนาจ ดังนั้นผมขอยืนยัน ผมไม่เคยใยดีกับตำแหน่งอำนาจวาสนาหลังรัฐประหาร ถือเป็นและได้ทำหน้าที่วิจารณ์ คมช.และรัฐบาลสุรยุทธ์ ให้คลี่คลายวิกฤติและไม่สืบทอดอำนาจ”


ข้อความดังกล่าวโผล่ขึ้นมาในตอนหนึ่งของการกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ตุลาการภิวัตน์กับการรอมชอมในสังคมไทย”

การกล่าวข้อความเยี่ยงนี้ สำหรับผมไม่ถือว่าเป็นคำแก้ตัวใดๆ โดยความที่เคยสนิทสนมเชื่อมั่นศรัทธากันมาก่อน ผมเป็นห่วงสุขภาพของเขาด้วยซ้ำไปเวลาที่ต้องใช้ความคิดหนักๆ ยิ่งการแถลงครั้งล่าสุด เส้นผมบนศีรษะเบาบางลงมาก ไม่อยากให้เกิดความรู้สึกที่เจ็บช้ำใดๆ ท่านไม่ใยดีกับตำแหน่งอำนาจวาสนาหลังรัฐประหารนั้นถูกควรแล้ว หากทำเหมือนเพื่อนพ้องน้องพี่ของท่านบางคน อาการก็อาจจะหนักไปมากกว่านี้

อันที่จริง 5 ภาวะเสื่อมที่ อ.ธีรยุทธเสนอมา ไม่มีอะไรใหม่ เป็นภาวะเสื่อมที่เห็นกันมานานแล้ว โดยเฉพาะข้ออมาตยาธิปไตยเสื่อมนั้นถูกต้อง ส่วนข้อคุณธรรมเสื่อมนั้นน่าจะไม่ใช่ เพราะไม่มีใครเห็นว่าคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา และไม่มีใครคิดว่า โกงก็ได้ขอให้ทำงาน มีแต่คิดหาทางจะกำจัดคอรัปชั่น และถ้าโกงจริงก็ต้องขึ้นศาลเอาเข้าคุก

ข้อความสามัคคีในบ้านเมืองเสื่อมนั้นมุ่งชี้เป้าไปโทษรากหญ้าโทษประชาชน โดยธีรยุทธชี้ว่าการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน เกิดจากทิฐิมานะ ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่เข้าถึงใกล้ชิดมากกว่าชนชั้นนำซึ่งห่างไกลแปลกแยก ผมไม่ทราบว่าชนชั้นนำไหน พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่ชนชั้นนำหรือชนชั้นนำที่คุณธีรยุทธพูดหมายถึงใคร และทำไมดูถูกประชาชนว่าเลือกผู้แทนด้วยทิฐิมานะ เรื่องภาคการเมืองเสื่อม ภาคสังคมเสื่อม พรรคการเมือง รัฐสภา สถาบันทางวิชาการ...การแตกแยกทางความคิดเห็น ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีผู้ใหญ่คอยไกล่เกลี่ยที่ธีรยุทธพูดมาที่จริงก็เป็นเรื่องของพวกท่านทั้งหลายนี่แหละที่ไปรับรองรัฐธรรมนูญปี 50 ของ คมช. เมื่อผู้ใหญ่เปล่งเสียงร้องเพลงเดียวกับ คมช.เยี่ยงนี้ ก็เท่ากับผู้ใหญ่ทำลายคุณค่าของตัวเองลง

ทำไมจึงไม่ได้ฟังสำเนียงไม่เอารัฐธรรมนูญปี 50 ทำไมจึงไม่ได้ฟังสำเนียงต้านรัฐประหาร ทำไมจึงไม่ได้ยินสำเนียงคัดค้านทัดทานพวกกลุ่มพันธมิตรฯจากอาจารย์ธีรยุทธบ้าง

ซ้ำกลับมาบอกว่าอย่ารีบร้อนแก้รัฐธรรมนูญเพราะจะเกิดการเผชิญหน้ากัน อาจารย์ธีรยุทธต้องตะโกนคำว่า ”ไม่เคยรับรู้ไม่เคยสนับสนุนและเห็นชอบกับการรัฐประหาร” ให้ดังกว่านี้หน่อยนะครับ

และตะโกนคำว่า “เอารัฐธรรมนูญเผด็จการออกไป” ส่วนประชาธิปไตยประชาชนนั้นเราต้องร่วมกันเพรียกหาต่อไป.


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สมศักดิ์ เจียมฯเขียนถึงทองใบ ทองเปาด์ การเป็นนักสู้เมื่อหนุ่มสาว กับการยังคงเป็น หรือเพิ่งเป็น เมื่อแก่ อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?

Tuesday, January 25, 2011

พลาดเต็มเปา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
ผู้นำคณะคนไทยไปให้ทหารเขมรจับที่ชายแดน พร้อมคนไทยอีก 4 คน
ก็บินกลับบ้านอย่างสะดวกโยธิน

หลังจากศาลพนมเปญได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 5 คน คนละ 9 เดือน
ฐานรุกล้ำเขตแดนประเทศกัมพูชา

แต่เนื่องจากจำเลยทั้ง 5 ยอมรับสารภาพผิด อ้างว่า
เดินเข้าไปในเขตแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ

ศาลจึงให้รอลงอาญาโทษจำคุกที่เหลืออีก 8 เดือน

และอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศ ไทยได้อย่างสบายแฮ

"แม่ลูกจันทร์" มีข้อสังเกตว่าการพิจารณาคดีนี้แตกต่างจากการพิจารณาคดีทั่วไป 2 ประการ

1, ศาลพนมเปญได้กำหนดวันตัดสินคดีนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

แต่เมื่อรัฐบาลไทยต้องการให้คดีนี้ ยุติโดยเร็ว
ศาลก็ยอมลัดคิวตัดสินคดีนี้ เร็วกว่ากำหนดถึง 12 วัน

2, การพิจารณาคดีและการตัดสินคดีแบบม้วนเดียวจบในวันเดียว
โดยศาลเรียกฝ่ายโจทก์และจำเลยขึ้นให้การตั้งแต่ บ่ายสองโมงจนเสร็จสิ้นในเวลาหนึ่งทุ่มตรง

จากนั้น ศาลก็อ่านคำตัดสินในเวลา 2 ทุ่ม ซึ่งเลยเวลาทำงานปกติไปกว่า 3 ชั่วโมง

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าผลการตัดสินที่ออกมาเป็นตามที่คาดไว้ทุกประการ

ในแง่รัฐบาลไทย การที่สามารถเอาตัวคนไทย 5 คน กลับมาได้รวดเร็ว
และ "ส.ส.พนิช" ก็ไม่ต้องพ้นสภาพ ส.ส. เพราะศาลรอลงอาญา

ถือว่าภารกิจประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ในแง่รัฐบาลกัมพูชา การที่ ส.ส. รัฐบาล อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศไทย
ยอมรับในศาลว่าได้ล่วงล้ำเขตแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ

ถึงแม้โทษจำคุกศาลให้รอลงอาญา
แต่ในทางคดีถือว่าคนไทยทั้ง 5 ยอมรับว่ากระทำความผิดจริง

นี่คือหลักฐานสำคัญที่นายกฯฮุน เซน จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่าง มโหฬาร


ทีนี้ก็ยังเหลือ "วีระ สมความคิด"
และ "ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์" ที่ยืนหยัดปฏิเสธข้อหารุกล้ำเขตแดนกัมพูชา

เลยโดนยัดข้อหาจารกรรมเพิ่มพิเศษอีกกระทง!!

"แม่ลูกจันทร์" ชื่นชม "วีระ-ราตรี" ที่กล้าหาญเลือกแนวทางต่อสู้คดี
เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่ที่ 7 คนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุมเป็นแผ่นดินของไทย 100 เปอร์เซ็นต์!!

มีพยานเอกสารและพยานบุคคลชี้ ชัดเจนว่า
บริเวณที่ดินตรงนี้เป็นดินแดนไทย อยู่ในเขตประเทศไทย
และราษฎรไทยได้ใช้ทำกินมายาวนานหลายชั่วคน

ก่อนจะถูกกัมพูชาใช้กำลังทหารแอบเข้ามายึดครอง

พูดง่ายๆ "วีระ สมความคิด"
ยอมใช้อิสรภาพของตัวเองเป็นเดิมพัน ต่อสู้คดีเพื่อปกป้องดินแดนไทย

แต่ในเมื่อจำเลย 5 คนใน 7 คนไปยอมรับผิดต่อศาลว่า
บุกรุกดินแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ

ก็เท่ากับเหตุผลของ "วีระ" ถูกหักล้างจากพวกเดียวกันเอง

สรุปว่าเราได้ ส.ส.พนิช และ 4 คนไทยกลับคืนมา

แต่เราอาจต้องเสียดินแดนตรงนี้ให้กัมพูชาสะง่อมไปฟรีๆ!

ถึงแม้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมายืนยันว่า
คำตัดสินของศาลมีผลผูกพันเฉพาะจำเลย 7 คน

ไม่มีผลผูกพันการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา

แต่ "แม่ลูกจันทร์" ไม่เชื่อสิ่งที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" ชี้แจง

เพราะเชื่อว่าเขี้ยวลากดินอย่าง "นายกฯฮุน เซน"
จะเอาประเด็นนี้ไปขยายผลเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือเขต แดนไทย

เพราะพยานปากสำคัญที่ยืนยันว่า 7 คนไทยถูกจับกุม
ในเขตแดนกัมพูชาคือ นายกฯอภิสิทธิ์เอง!!


แบบนี้มันก็จบเห่น่ะซีโยม.


"แม่ลูกจันทร์"


http://www.thairath.co.th/column/pol/greenhead/143444

ความคืบหน้า คดีลอบยิงข่ายวิทยุชุมชน อ.ฮอด

ที่มา thaifreenews

โดย namome

ประชาธรรม : เปิดความคืบหน้า คดีลอบยิงข่ายวิทยุชุมชน อ.ฮอด
Mon, 2011-01-24 02:40
เมื่อ เร็วๆนี้ ผกก.สถานีภูธรฮอด จ.เชียงใหม่ ได้ออกจดหมายแจ้งความคืบหน้าคดีลอบยิงนายบุญจันทร์ ดี จันหม้อ ซึ่งเป็นแกนนำเครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ โดยแจ้งว่าขณะนี้กำลังนำสืบรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุ และตามหัวกระสุนที่คาดว่าใช้ก่อเหตุเพื่อใช้เป็นหลักฐานนำจับต่อไป
คดี ลอบยิงนายบุญจันทร์ และนางปอยดี จันหม้อ เกิดขึ้นเมื่อวันเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ณ หมู่ 5 บ้านดงดำ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้นางปอยดี จันหม้อ ภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนของภาคประชาชน ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนกว่า 20 สถานี สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ จำนวน 150 สถานีทั่วประเทศ เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาค เหนือ และเครือข่ายกระเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมได้ยื่นหนังสือต่อกอง บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ให้เร่งรัดสืบสวนคดีเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดและผู้บงการมาลงโทษตามกฎหมายให้ เร็วที่สุด
ทั้ง นี้การลอบสังหารนายบุญจันทร์ ถูกองค์กรสื่อภาคปชช.มองว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อระดับท้องถิ่น เพราะนายบุญจันทร์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัวกับใคร เพียงแต่นำเสนอข่าวที่ดินในหมู่บ้านดงดำ ต. ฮอด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ที่บางกลุ่มออกโฉนดทับเขตป่าชุมชน และการคัดค้านโครงการทวิภาษา ที่จะสร้างอักษรไทยในภาษากระเหรี่ยง อย่างต่อเนื่องเท่านั้น

ที่มา : ประชาธรรม

http://prachatai.com/journal/2011/01/32764