WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 27, 2011

และแล้วความจริงกรณี ๗ คนไทยก็ปรากฏ

ที่มา Thai E-News



ประเด็นสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ การที่เรายอมรับคำพิพากษาของศาลกัมพูชาโดยไม่มีการอุทธรณ์ซึ่งทำให้คดีถึงที่สุด โดยความหมายก็คือเรายอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาว่า มีอำนาจเหนือเขตแดนดังกล่าว ทำให้เราต้องเสียเปรียบหรืออำนาจต่อรองในการปักปันเขตแดนในภาพรวมต่อไปในอนาคต หรือว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่ าเป็นยุคที่เราต้องเสียดินแดนให้กัมพูชาเพราะความ “คลั่งชาติ”ของคนบางกลุ่ม และความ “อ่อนหัด”ของผู้นำรัฐบาลนั่นเอง


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

จากกรณีที่คนไทย ๗ คนถูกทหารกัมพูชาจับตัว จนในที่สุด ศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุก ๕ คนไทยคนละ ๙ เดือนและปรับเป็นเงินจำนวน ๑ ล้านเรียล โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน ซึ่งก็มีความหมายว่ากระทำความผิดจริง แต่ยังไม่ต้องถูกติดคุกนั่นเอง

เหตุการณ์ต่างๆที่สับสนในตอนแรกเริ่มกระจ่างขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า“ใครได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร” ซึ่งใช้เป็นคำอธิบายว่า “การเมืองคืออะไร” (Politics is,who gets "What", "When", and "How")ของฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold D. Lasswell)ปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่โด่งดัง

ที่ผมยกนิยามศัพท์ของคำว่า “การเมืองคืออะไร”มากล่าวถึงกรณี ๗ คนไทย ก็เนื่องเพราะว่า กรณีนี้เป็นกรณีการเมืองโดยแท้

ถึงแม้ว่าจะมีกรณีการบังคับใช้กฎหมายของศาลกัมพูชามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ฝ่ายการเมืองของกัมพูชาที่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการเมืองกับไทยเช่นกัน

จุดเริ่มต้นของกรณีนี้เกิดขึ้นจากมีการพยายามที่จะใช้การปลุกกระแสชาตินิยมในกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มและรัฐบาลเอง เพื่อสร้างคะแนนนิยมของกลุ่มการเมืองและกลบปัญหาความไม่เอาไหนของรัฐบาลเอง

แต่่การณ์กลับไม่เป็นไปดังที่คาดหวัง เนื่องจากมีเข้าร่วมการชุมนุมจำนวนไม่มากนัก และมิหนำซ้ำยังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ จึงได้มีการตัดสินใจยกระดับการจุดชนวนด้วยการเดินข้ามแดนเข้าไปให้ทหารกัมพูชาจับกุมตัว โดยหวังที่จะปลุกกระแสความรักชาติขึ้นมา

ในเบื้องแรก ผู้ก่อการเรื่องดังกล่าวคงมิได้คาดหมายเหตุการณ์จะพลิกผันว่า จะมีการดำเนินคดีจนถึงกับมีการขึ้นโรงขึ้นศาลจนถึงต้องมีการขังคุก(ขี้ไก่)จนแมลงสาบแทะหัว กว่าจะได้ประกันตัวและตัดสินคดีก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

คณะดังกล่าวคงนึกแต่เพียงว่า หากมีการจับกุมในพื้นที่คงสามารถเจรจาได้เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา แล้วค่อยนำข่าวไปสร้างกระแส

แต่เหตุไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะทหารกัมพูชาที่จับกุมเกิดจำนายวีระ สมความคิด ที่เคยถูกจับมาแล้วแต่ถูกปล่อยตัวพร้อมกับทำทัณฑ์บนไว้แล้วเมื่อไม่นานมานี้

กอปรกับนายวีระเองก็ถูกทางการกัมพูชาขึ้นบัญชีดำไว้แล้วเพราะด่าฮุนเซ็นไว้เยอะ การณ์จึงกลับไปเข้าล็อกทางฝ่ายกัมพูชา บุคคลทั้งเจ็ดจึงถูกส่งตัวไปยังพนมเปญ พร้อมกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลฮุุนเซ็น

การจงใจที่จะให้ถูกทางการกัมพูชาจับกุมนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นภาพจากวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเรียกร้องในทันทีทันควันของขบวนการคลั่งชาติ ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปะทะกับกัมพูชาเพื่อให้บานปลายให้ได้

เป้าหมายก็เพื่อให้มีการตัดความสัมพันธ์ของสองประเทศ มีการเรียกร้องให้ปิดพรมแดนเพื่อตอบโต้ จากนั้นนำไปสู่การตัดสัมพันธ์ทางการทูต และที่ร้ายที่สุดมีการเรียกร้องจากทหารเก่าหลงยุคที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางทหารออกมากดดันรัฐบาลกัมพูชาเพื่อให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา

แต่โชคดีที่ปลุกกระแสไม่ขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะได้เห็นการคืนชีพของพวกคลั่งชาติที่กลับมายิ่งใหญ่เป็นผู้นำประชาชนบนความหายนะของประเทศ

เพราะชายแดนจะถูกแปรจากสนามการค้ากลายเป็นสนามรบ ประชาชนทั้งสองประเทศอพยพหลบหนีการสู้รบกันอย่างน่าเวทนาดังปรากฏในหลายประเทศแถบอาฟริกา

เราอาจจะได้เห็นผู้คนและทหาร ชั้นผู้น้อยล้มตายด้วยเหตุผลเพียงว่า เพื่อรักษาผืนแผ่นดินที่พิพาท ตามแผนการกระหายอำนาจของกลุ่มล้าหลังคลั่งชาติพวกนี้

ทางฝ่ายรัฐบาลเองนั้นเล่า นอกจากจะดำเนินนโยบายทางการทูตแบบตีสองหน้ากับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หลังจากที่เกิดปัญหาความกินแหนงแคลงใจกับกลุ่มการเมืองที่ส่งเสริมตัวเองให้ขึ้นสู่อำนาจ ก็พยายามเอาใจโดยการเล่นการเมืองแบบตีสองหน้าอีกเช่นกัน

โดยแสร้งว่า ไม่ยอมรับการกดดันทางนโยบายจากกลุ่มนี้ แต่กลับส่ง ส.ส.คนสนิทกับหัวหน้ารัฐบาลเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว โดยหวังเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีไมตรีกันอยู่ และหวังผลทางการเมืองในเบื้องลึกคือการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่บนสถานการณ์ความขัดแย้งในกระแสความรักชาติที่ดุเดือดเลือดพล่าน

นอกจากนั้นการพยายามปลุกกระแสคลั่งชาติ โดยการยอมลงทุนให้คนของตัวเองถูกจับนั้น ก็ยังหวังผลของการกลบกระแสของการเรียกร้องผลของการค้นหาความจริงกรณี ๙๑ ศพให้เงียบลง อย่างน้อยก็ชั่วคราวในระยะเฉพาะหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่เสียก่อนหลังจากนั้นค่อยว่ากันทีหลัง

เป็นแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ และเผื่อฟลุ้กจุดกระแสติดก็จะได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดพรรคเดียวไปเลย

แต่ก็เป็นที่น่าดีใจที่คนไทยส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารด้วยสนใจและเห็นใจผู้ถูกจับ แต่ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อของอุบายอันซ่อนเร้นนี้

กระแสการปลุกความรักชาติจึงไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นกระแสความคลั่งชาติตามที่กลุ่มการเมืองและรัฐบาลมุ่งหวัง

เหตุดังกล่าวนี้มิใช่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รักชาติ แต่คนไทยในยุค “2G ครึ่ง”นี้เข้าถึงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลายทางนอกเหนือจากสื่อของกลุ่มการเมืองดังกล่าว และสื่อกระแสของรัฐบาล ทำให้คนไทยได้รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ถึงแม้ว่าจะรู้ไม่หมดทุกอย่างถึงเบื้องหลังอุบายดังกล่าวก็ตาม

แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดคนไทยเรารู้ว่า หากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เราก็จะเป็นเหมือนกับอีกหลายๆประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม ผู้คนบาดเจ็บล้มตายโดยไม่มีเหตุผล มีแต่ความอดอยากยากแค้น ดังปรากฏเป็นข่าวที่รับรู้กันโดยทั่วไป

คนไทยเรารู้ว่าโลกยุคใหม่มิใช่ยุคชาตินิยมล้าหลังคลั่งชาติที่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านนิดๆหน่อยๆก็ไม่จำเป็นต้องสู้รบกันให้แตกหักกันไปข้างหนึ่งอีกต่อไปแล้ว

คนไทยรู้ว่าอย่างไรเสียเรากับประเทศเพื่อบ้านไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาวหรือพม่าและแม้แต่่มาเลเซียก็ตาม เราไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปได้ และก็หมดยุคที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองประเทศอื่นมาเป็นของตนเองอีกต่อไป

ที่สำคัญก็คือแน่ใจได้อย่างไรว่า หากเรารบแล้วจะชนะ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจทางทหารยังรบแพ้ในสงครามเวียดนาม และกำลังแพ้อีกในสงครามอิรัก จนโอบามาต้องออกนโยบายว่า จะถอนทหารเพื่อไม่ให้เสียหน้าการเป็นมหาอำนาจของตนเอง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าไทยเราจะรบชนะแต่ก็คงหืดขึ้นคอ หรือสะบักสะบอม สูญเสียมาก แต่เราก็จะแพ้ในเวทีโลก แต่หากจะพูดแบบไม่เกรงใจละก็ทหารไทยเราห่างสมรภูมิไปนาน ต่างจากทหารกัมพูชาที่รบมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเขมรแดงที่ฮุนเซ็นเอามาใช้งาน ว่ากันว่าทหารกัมพูชาเชื่อว่ าหากสู้กันตัวต่อตัวแล้วล่ะก็ต้องใช้ทหารไทยถึง ๓ หรือ ๕ คน สู้กับทหารกัมพูชาเพียงคนเดียวจึงจะเอาชนะได้

การเจรจาด้วยสันติวิธี การตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน การเป็นเพื่อนบ้านที่มีไมตรีต่อกันต่างหากที่เป็นนโยบายที่สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

การได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้างเล็กๆน้อยๆอยู่ที่ฝีมือของกระทรวงการต่างประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งฝีมือทางด้านการต่างประเทศหรือทางการทูตของไทยก็ปรากฏเป็นเป็นที่เลื่องลือในความยอดเยี่ยมมาช้านาน

ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือแม้แต่เราจะได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง เรายังไม่ตกเป็นประเทศที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามเลย

แต่ปัจจุบันเรากลับท้าตีท้าต่อยกับเขาไปทั่ว นับเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของนโยบายการต่างประเทศของไทยเรา ซึ่งยังไม่รวมถึงการที่ให้เลขานุการรัฐมนตรีฯทำหน้าที่ให้ข่าวสำคัญๆต่อสื่อมวลชนแทนโฆษกกระทรวงฯ ทั้งๆที่ไม่มีแนวธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ การที่เรายอมรับคำพิพากษาของศาลกัมพูชาโดยไม่มีการอุทธรณ์ซึ่งทำให้คดีถึงที่สุด โดยความหมายก็คือเรายอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาว่า มีอำนาจเหนือเขตแดนดังกล่าว ทำให้เราต้องเสียเปรียบหรืออำนาจต่อรองในการปักปันเขตแดนในภาพรวมต่อไปในอนาคต

ซึ่งเข้าหลักกฎหมายปิดปากที่ทำให้เราแพ้คดีประสาทพระวิหารในศาลโลกมาแล้วในอดีต

ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะพยายามชี้แจงว่า คำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความก็ตาม แต่ก็เป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะแม้ว่าในคำบังคับจะผูกพันเฉพาะคู่ความหรือคู่กรณี แต่หลักกฎหมายที่ศาลได้วางไว้ย่อมเป็นแนวที่ต้องปฏิบัติตาม

ดังจะเห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำพิพากษาของศาลปกครองที่ผ่านมา ที่สำคัญก็คือกรณีคำพิพากษาฏีกาคดีอาชญากรสงคราม หรือกรณีการยึดทรัพย์ของผู้นำรัฐบาลที่ถูกรัฐประหาร เป็นต้น

ฤาว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่ าเป็นยุคที่เราต้องเสียดินแดนให้กัมพูชาเพราะความ “คลั่งชาติ”ของคนบางกลุ่ม และความ “อ่อนหัด”ของผู้นำรัฐบาลนั่นเอง

--------------------------


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔

Wednesday, January 26, 2011

ประชาวิวัฒน์ ทำเพื่อคนจนหรือหาเสียง

ที่มา มติชน



โดย สมพันธ์ เตชะอธิก



การพัฒนาแบบคุณพ่อรู้ดี ประชาชนอยากได้อะไร รัฐบาลจะจัดการให้ เป็นของขวัญ 9 ชิ้น ที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำให้กับผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม แท็กซี่ คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย จะได้เข้าถึงสินเชื่อ มีการจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์และแผงลอย ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 90 หน่วยฟรี น้ำมันดีเซลราคาไม่สูงไปกว่าลิตรละ 30 บาท ลดต้นทุนทางการเกษตร และลดอาชญากรรม 20%

นโยบายหรือมาตรการหรือโครงการนี้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกว่า "ประชาวิวัฒน์" โดยที่ก่อนหน้านี้ได้เลียนแบบนโยบายประชานิยม คือ จ่ายเช็คให้ผู้มีรายได้น้อยคนละ 2,000 บาท จ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท จ่ายเงินเดือนให้ อสม.คนละ 600 บาท ประชาชนใช้น้ำ ไฟฟ้า ขึ้นรถเมล์ รถไฟ ฟรี ฯลฯ

ข้อดีของนโยบายประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลนำมาแปลว่ามาตรการหรือโครงการที่จะทำให้กับประชาชน คือ การที่รัฐบาลชุดนี้คิดถึงกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ อันหมายถึงคนยากจน คนด้อยโอกาส นับเป็นเรื่องดีที่กลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับการดูแลมากขึ้น

ข้อดีอีกประการหนึ่ง คือ การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปเพื่อคนยากลำบากแทนที่จะเอื้ออำนวยให้กับนายทุนธุรกิจหรือคนรวยๆ ขึ้น รวมทั้งมีโอกาสคอร์รัปชั่นได้น้อยจาก 9 มาตรการ 9 ของขวัญ ผิดกับโครงการถนนไร้ฝุ่น การเช่ารถเมล์ การจัดซื้อรถดับเพลิง เป็นต้น โครงการเหล่านี้มีโอกาสคอร์รัปชั่นมากกว่าและประชาชนได้รับประโยชน์น้อย

ข้อไม่ดีของนโยบายประชาวิวัฒน์ คือ การที่รัฐบาลกลางกำหนดโครงการเอง โดยอ้างว่ามาจากการสำรวจปัญหาและความต้องการของกลุ่มคนด้อยโอกาส แต่ไม่ได้ให้พวกเขามีส่วนร่วมวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ลักษณะนี้จึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพิงรัฐบาลมากเกินไป จนอาจกลายเป็นขอทานรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลแทนที่จะพึ่งตนเอง โดยสามารถจัดการเงิน หนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ การดูแลตนเองและครอบครัวให้เข้มแข็งขึ้นมาด้วยตนเอง โดยมีรัฐบาลคอยเอื้ออำนวยอาชีพ รายได้ การมีงานทำ การฝึกฝนอาชีพและพัฒนาทักษะชีวิตให้สามารถจัดการการเงินด้วยตนเองและครอบครัวได้

ข้อไม่ดีอีกข้อหนึ่งของประชาวิวัฒน์ คือ การซื้อเสียงล่วงหน้าโดยใช้งบประมาณของรัฐบาล ความหมายของการซื้อเสียงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่ช่วงฤดูกาลเลือกตั้งที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมและนิยามการซื้อเสียงที่ครอบคลุมถึงการแจกเงิน แจกสิ่งของ ขึ้นเงินเดือนไม่เหมาะสม โดยใช้งบประมาณของรัฐในช่วงที่เป็นรัฐบาลด้วย

คำว่าประชาวิวัฒน์เป็นวาทกรรมอีกคำหนึ่ง ซึ่งฟังดูดีแต่ก็เดินตามแนวทางความต้องการตามรู้สึกอยากของประชาชน ไม่ใช่ความต้องการการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองหรือช่วยเหลือตนเองระยะยาวได้

ประชาวิวัฒน์ น่าจะหมายถึง การปรับเปลี่ยนตนเองของประชาชนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการจัดการการเงินให้สามารถจัดการหนี้สินได้ ไม่ใช่ไม่ให้เป็นหนี้ เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องกู้หนี้ยืมสินเท่าที่ตนเองสามารถใช้คืนและเหลือไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

รัฐบาลควรพัฒนาประชาชนด้วยการวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ กำหนดแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยตัวประชาชนเอง โดยรัฐบาลจะคอยเอื้ออำนวยเงินทุน ความรู้ ทักษะวิชาชีพและอื่นๆ ที่จำเป็น เพราะถ้าขืนรัฐบาลนำงบประมาณแผ่นดินมาจัดทำโครงการเพื่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

คนยากจนและคนด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร กรรมกร แท็กซี่ คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย ผู้ประกอบการรายย่อย ฯลฯ ก็ยังคงยากจน มีรายได้น้อย มีหนี้สินหมุนเวียนมาก ไม่สามารถจัดการการเงิน การใช้จ่าย จนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียง และยังคงเป็นเบี้ยล่างให้นักการเมืองใช้หาเสียงโดยไม่มีความจริงใจกับการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงตลอดไป

ประชาวิวัฒน์ผนวกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มี ส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 125 คน นับเป็นเกมการเมืองหาเสียงอันช่ำชองของพรรคประชาธิปัตย์ในการที่กลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้าผสมกับพรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม การทำจริงให้กับคนด้อยโอกาสและคนยากจน ก็ยังเป็นเรื่องที่ควรทำต่อเนื่องและพอยอมรับกันได้บ้าง ส่วนคะแนนเสียงจะได้จริงหรือไม่? ก็เป็นเรื่องที่นักการเมืองและประชาชนรู้แก่ใจดีว่า

ไม่มีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่ดีที่สุด มีแต่เพียงพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่เลวน้อยที่สุด

"จตุพร"ปูด"บิ๊กสีเขียว"ตั้งวงวางแผนทำรัฐประหาร อ้าง"4เงื่อนไข"สำคัญ หวังตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ที่มา มติชน

ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่าเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมวางแผนการทำรัฐประหารที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง มีนายทหารใหญ่นั่งประชุมกัน ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยากทราบเรื่องดังกล่าวให้ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่ามีการประชุมวางแผนกันจริง โดยคนที่นำเรื่องมาบอกตนนั้นเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่มียศเดียวกันกับนายทหารที่พูดกัน เพราะทหารแตงโมมีเยอะ

นายจตุพรกล่าวว่า วงหารือมีการประเมินสถานการณ์ โดยเห็นว่าน่าจะมีเงื่อนไขให้ทำการรัฐประหาร 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.กล่าวอ้างเรื่องความแตกแยกภายในชาติ 2.เรื่องการเสียดินแดนให้กัมพูชาอันมาจากนโยบายทางการทูตที่ล้มเหลวของรัฐบาล 3.ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4.ที่เกี่ยวข้องกับทหารเองในเรื่องการสลายการชุมนุม 91 ศพ

"ยังมีการพูดคุยกันว่าหลังทำรัฐประหารแล้วจะให้มีรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอดีตนายทหารใหญ่เดินสายคุยกับคอลัมนิสต์โดยอธิบายถึงเหตุผลการทำรัฐประหาร ถ้านายอภิสิทธิ์ไปถาม พล.อ.ประวิตร หรือนายทหาร ก็คงปฏิเสธ แต่ได้มีการเตรียมกำลังทหารแล้ว 30 กองร้อย หรือราว 3,000 นาย อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนั้น หากมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม กำลังทหารเหล่านี้ก็แปรสภาพได้ทันที พวกเราถึงแม้จะชิงชังในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องไปตามระบบ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องพ้นไปตามระบอบประชาธิปไตย” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า กรณีการจับกุมอาวุธจำนวนมากบริเวณแยกมิสกวันใกล้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเห็นตรงกันว่าเป็นการจัดฉากของตำรวจ เพื่อสนองคำสั่งรัฐบาล ตำรวจทั้งนครบาลยังจับกลุ่มนินทาการจัดฉากครั้งนี้ว่าสามานย์ ทำไปเพื่ออะไร ขนาดมอเตอร์ไซค์ที่ยึดได้ยังเป็นการยกลงจากรถกระบะ

เด็กอมมือ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ปัญหา 7 คนไทยถูกทหารเขมรจับถึงตอนนี้นับว่าคลี่คลายไปแค่เปลาะแรก

หลังศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 9 เดือน 5 คนไทยในข้อหารุกล้ำเขตแดนเขมร

โดยให้รอลงอาญาและส่งตัวทั้งหมดกลับเมืองไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามชูว่าเป็นผลงานรัฐบาลเจรจาจนช่วยเหลือคนไทยทั้ง 5 พ้นเรือนจำเปรซอว์ได้

ก่อนเปิดแถลงออกทีวีเป็นเรื่องเป็นราว

ตอบโต้กรณีทหารเขมรระบุว่าจับ 7 คนไทยหน้าวัดโจ๊กเจีย อยู่ในเขตแดนกัมพูชา

นายกฯอภิสิทธิ์ระบุว่าหลังโดนจับ 2 วัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไปวัดพิกัด ทั้งที่เป็นจุดสิ้นสุดในวิดีโอที่คณะของนายพนิชถ่ายไว้ กับจุดที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง

ปรากฏว่าทั้ง 2 จุดอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเรื่องเขตแดนยังไม่ชัดเจน มีเพียงเส้นประที่เป็นเส้นแนวปฏิบัติเท่านั้น

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยบอกว่า 7 คนไทยรุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา!

ตรงนี้ขัดแย้งกับถ้อยแถลงของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช

นายพนิชบอกว่าคิดในแง่ดี การเดินทางเข้าไปถูกเขมรจับ อาจส่งผลประโยชน์ต่อฝ่ายไทย

ทำให้ทั้งไทยและเขมรต้องมาเจรจาเรื่องปัญหาเขตแดนกันใหม่

ฟังตรงนี้ก็ถึงบางอ้อ

เข้าใจแล้วว่าทำไมนายพนิชต้องโทรศัพท์รายงานนายกฯ ตลอดเวลา

ทำไมต้องบอกด้วยว่านายกฯ รู้คนเดียว !?

แต่จะเข้าไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม

นายกฯ และนายพนิชไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นความดีความชอบของรัฐบาล หรือของตัวเอง

เพราะมันเกิดผลเสียต่อประเทศไทยที่ค่อนข้างรุนแรง !!

ประการแรกยังมีคนไทยอีก 2 คนยังถูกจองจำอยู่ในคุกเปรซอว์

ยังไม่รู้ว่าจะโชคดีแบบ 5 คนไทยหรือเปล่า

เพราะโดนข้อหาหนักโจรกรรมข้อมูลด้านความมั่นคง

อีกประการ คดีพิพากษา 5 คนไทยนั้น

ทางการเขมรระบุว่าคนไทยทั้ง 5 ให้การสารภาพผิดในชั้นศาล

รับว่าเดินข้ามเข้าไปในดินแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ

ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา !?

นายกฯ ไทยส่งส.ส.คนสนิทเดินดุ่มๆ เข้าไปให้เขมรจับ

เพื่อหวังผลให้เกิดการเจรจาเรื่องแนวเขตแดนที่ยังมีปัญหา

ยกระดับไปเจรจากันในเวทีโลก

นายกฯ เขมรก็ฉวยโอกาส จับยัดเรือนจำ ทำขึงขังขู่ขังลืม 7 คนไทย

สุดท้าย 5 คนไทยก็ต้องยอมสารภาพผิด

กลายเป็นหลักฐานสำคัญให้ฮุนเซนไปโชว์ในเวทีโลกว่าไทยรุกล้ำเขมรจริงๆ

นายอภิสิทธิ์จะอ้างว่าคำพิพากษาศาลเขมรเป็นเรื่องเฉพาะตัว

ไม่ผูกพันกับการเจรจาเขตแดนก็คงฟังไม่ขึ้นแล้ว

เจอความเขี้ยวลากดินของนายกฯ เขมร

นายกฯ ไทยกลายเป็นเด็กอมมือไปเลย!?

ฮุนเซน กร้าว สั่งเปลี่ยนป้ายวัดแก้ว เป็น "ที่นี่กัมพูชา"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เขมร ยอมหักไทย สื่อกัมพูชา รายงาน นายกรัฐมนตรีฮุนเซน
สั่งเปลี่ยนป้ายประณามไทยรุกราน บนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ เป็น "ที่นี่กัมพูชา" แทน...

หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ เปิดเผยว่า
เจ้าหน้าที่กัมพูชา ได้เปลี่ยนข้อความบนแท่นหิน ในวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ
ซึ่งเป็นพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ใกล้ปราสาทพระวิหาร
ที่กำลังกลายเป็นต้นเหตุให้มีปัญหาชายแดนกับฝ่ายไทยแล้ว

โดยข้อความซึ่งเป็นภาษาเขมร ที่ปรากฎก่อนหน้านี้ระบุเอาไว้ว่า
" ที่นี่ เป็นสถานที่ที่ทหารไทยเคยรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2008
และถอนกำลังไปเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 ธันวาคม 2010

ขณะที่ข้อความใหม่ที่ปรากฎ ระบุว่า "ที่นี่คือกัมพูชา"

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของฝ่ายกัมพูชา เปิดเผยว่า
ข้อความใหม่ที่ถูกนำมาแทนที่นั้น ได้รับคำสั่งโดยตรงมาจากนายกรัฐมนตรีฮุนเซน

เว็ปลิงค์ http://www.earthtimes.org/articles/news/364246,stone-tablet-border-temple.html

http://www.monstersandcritics.com/news/asiapacific/news/article_1614584.php/Cambodia-replaces-controversial-stone-tablet-near-border-temple


http://www.thairath.co.th/content/pol/144244

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 26/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



แค่รางข้าว เลี้ยงหมู ดูอิ่มอ้วน
ประโยชน์ล้วน จัดให้ ได้พวกพ้อง
หวังตำแหน่ง ล่วงหน้า ตีตราจอง
ตามครรลอง พวกชั่ว ทุกตัวตน....

ชาวประชา หวังอะไร อย่าได้คิด
แถมปกปิด เงื่อนงำ ทำสับสน
ระบบดี แต่เหลวแหลก แปลกพิกล
มันวกวน แต่อุบาทว์ อนาถนัก....

เป็นตัวแทน ปวงชน ของคนเลือก
แต่ดันเสือก กอบโกย หิวโหยหนัก
รอดูพวก ชั่วระยำ ทำยึกยัก
มันแปรพักตร์ ขายตัว ทั่วถึงกัน....

นักการเมือง โคตรเลว ยังเหลวแหลก
ทำร้องแรก แหกกระเฌอ ดั่งเพ้อฝัน
ผลประโยชน์ ถาโถม เข้าโรมรัน
จึงเฮสนั่น เป็นปลื้ม ลืมประชา....

เป็นพวกลิ้น สองแฉก ไม่แปลกหรอก
แต่ขอบอก เอาเงินทอง สนองตัณหา
หากวันหนึ่ง แดดิ้น สิ้นชะตา
คงเหมือนหมา ข้างถนน ไร้คนมอง....

มันร่วมฆ่า คนตาย ตั้งหลายศพ
ยังเลี่ยงหลบ กลบข่าว อันเศร้าหมอง
ไม่มีวัน ฝันใฝ่ ได้ปรองดอง
พวกมันต้อง รับกรรม ที่ทำกัน....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

“อภิสิทธิ์” เผยเป็นไปได้ยุบสภาเมษายน

ที่มา ประชาไท

“อภิสิทธิ์” ระบุมีความเป็นไปะยุบสภาเดือน เม.ย. เพราะหมดเงื่อนไขปัญหาเศรษฐกิจ-และการแก้ รธน. สุเทพ ปัดแจกโควตา รมต.แลกโหวตแก้ รธน.

26 ม.ค. 54 - “อภิสิทธิ์” ระบุมีความเป็นไปได้จะยุบสภาประมาณเดือนเมษายน เพราะหมดเงื่อนไขปัญหาเศรษฐกิจ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนการชุมนุมจะไม่นำมาเกี่ยวข้อง ถ้าชุมนุมอย่างสงบ คงไม่มีปัญหา โต้จัดฉากจับกุมคนลอบประกอบระเบิด ย้ำรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมทุกสี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การตัดสินใจยุบสภายังเป็นไปตามเงื่อนไขตารางเวลาที่พูดเอาไว้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การแก้ไขกฎกติกา หรือรัฐธรรมนูญ และความสงบเรียบร้อย ซึ่งตนจะเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกับการชุมนุม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้ข้อยุติในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ จากนั้นเป็นกระบวนการเพื่อให้ประกาศใช้ คาดว่าจะประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม ก็จะหมดไปอีกเงื่อนไขหนึ่ง ส่วนการชุมนุมนั้น หากรักษาแนวทางการชุมนุมว่าเป็นการชุมนุมที่สงบ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปได้ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะยุบสภาในช่วงเดือนเมษายน จึงเป็นไปได้

สำหรับกรณีที่ได้สั่งการให้ติดตามกลุ่มที่ยังคงใช้ความรุนแรงนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการข่าวยังมีหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่หลบหนี และจากกลุ่มที่สามารถขยายผลได้จากการสอบสวนกลุ่มที่ถูกจับกุมแล้ว ก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ซึ่งพยายามไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และจากการสอบสวนคดีที่่เจ้าหน้าที่จับกุมคนลอบประกอบระเบิดข้างทำเนียบ รัฐบาลได้ น่าจะหมดข้อสงสัยว่าเป็นเรื่องการจัดฉาก เพราะรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม

ส่วนที่แกนนำของผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มยังบอกว่ารัฐบาลจัดฉากนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร แต่น่าเสียดายว่าคนที่เป็นแกนนำพยายามจะหยิบยกทุกเรื่องขึ้นมา ทั้งที่รัฐบาลพยายามดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเอง ตนถือว่าไม่ว่าจะเสื้อสีไหน ก็เป็นคนไทย จะพยายามดูแลความปลอดภัยให้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีความพยายามหยิบยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาโจมตีรัฐบาล

ต่อข้อถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้คนที่เคยเป็นมิตรกับรัฐบาลกลายเป็น ศัตรูหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่เป็นศัตรูกับใคร เมื่อถามว่าการที่ยื่นเงื่อนไขที่เชื่อว่ารัฐบาลทำตามไม่ได้ จะเป็นการบีบให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปถามผู้ชุมนุม เพราะเห็นว่าแกนนำยังขัดแย้งกันเอง เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่ามาไล่ตน และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้ประสานงานบอกว่าไม่ได้มาไล่ แต่นายสนธิคนเดียวที่เป็นคนไล่

สุเทพ ปัดแจกโควตา รมต.แลกโหวตแก้ รธน.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 ในวาระ 2 ตามสูตรเลือกตั้งส.ส.เขต 375 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน ตามสูตรที่รัฐบาลเสนอ ว่า ตนเรียนมาหลายครั้งแล้วว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมือง เพราะเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา จะเป็นผู้ชี้ขาดทิศทางของบ้านเมือง ซึ่งตนมั่นใจอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น และการลงมติเมื่อวันที่ 25ม.ค.ที่ผ่านมา เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ตนรู้สึกสบายใจเพราะหมดเงื่อนไขเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไข 3 ประเด็นที่นายกรัฐมนตรี ระบุดำเนินการแล้วเสร็จก็จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในปี 54

ฉะนั้น จึงรู้สึกโล่งใจที่หมดปัญหาไปหนึ่งประเด็น ขณะนี้เงื่อนไขเรื่องเศรษฐกิจและการแก้รัฐธรรมนูญ ดูท่าทางจะไปได้ดี ที่เหลือคือเราต้องพูดคุยเพื่อหาทางคลี่คลายความเห็นที่ไม่ตรงการทางการ เมือง เรื่องการชุมนุม หากเรื่องเหล่านี้สงบบ้านเมืองปกติสุขก็จะเดินหน้าต่อไป เมื่อถามว่ารู้สึกสบายใจขึ้นบ้างหรือไม่ที่พรรคร่วมหันมาสนับสนุนสูตรเลือก ส.ส.375+125 นายสุเทพ กล่าวว่า “ผมไม่ได้มีอะไรที่กลุ้มใจ มีแต่คนอื่นที่กลุ้มใจ ท่านทั้งหลายมาถาม ผมก็บอกว่าไม่มีปัญหา”

เมื่อ ถามถึงข้อเท็จจริงถึงข่าวที่ว่าได้ไปตกลงกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เกี่ยวกับการให้โควตารัฐมนตรี นายสุเทพ กล่าวว่า “เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเลย และต้องเรียนว่าน่าเสียดายที่มีข่าวเช่นนี้และทำให้ประชาชนสับสน จะไปคิดถึงการแบ่งโควตารัฐมนตรีอย่างไร เพราะตอนนี้ยังไม่ได้ยุบสภา และต้องมีกระบวนการว่าเมื่อไหร่ที่นายกฯจะยุบสภา และเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะได้หรือตกเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ ใครจะไปจับมือกับใครเป็นรัฐบาลก็ยังไม่รู้ แล้วผมจะเอาหน้าที่ไหนไปสัญญากับคนโน้นคนนี้ และแจกโควตาลมๆแล้ง เป็นไปไม่ได้”

ส่วนมั่นใจว่าการพิจารณาลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 จะผ่านความเห็นชอบขอรัฐสภาหรือไม่ เพราะส.ว.บางส่วนระบุว่าจะสนับสนุนสูตร 400+100 นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้าที่ทำให้เราวิตกกังวล ไม่มีอะไรหรอก ตนเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประจักษ์เชื่อนายกฯไม่ยุบสภาเร็วขึ้น

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แม้ญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ในวาระที่ 2 ไปได้ด้วยความเรียบร้อย แต่เรื่องนี้ไม่น่าจะทำให้ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจยุบสภาเร็วขึ้น ส่วนในการลงมติวาระที่ 3 นั้น เห็นว่า ยังคาดเดาไม่ได้ว่า ส.ส.จะมีมติตามความเห็นของคณะกรรมาธิการ ที่ให้ ส.ส.เขต มีจำนวน 375 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อมี 125 คน เนื่องจากไม่มีใครรับทราบความคิดเห็นของ ส.ส.แต่ละคนได้ ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ก็พยายามควบคุมเสียงของ ส.ส.อยู่ ขณะเดียวกัน นายประจักษ์ กล่าวอีกว่า การที่ฝ่ายค้าน ได้กล่าวหาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะฝ่ายค้าน ต้องมีหน้าที่คัดค้านอยู่แล้ว

“ตู่” ลั่นไม่เชื่อน้ำยา “มาร์ค” แย้มยุบสภาเมษา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 2 ไปแล้ว ว่า ตนได้บอกกับเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ต้นแล้วว่าอย่าผลีผลาม เพราะช่วงแรกนั้นพรรคร่วมรัฐบาลเสียงแข็ง สุดท้ายก็เป็นเกมปั่นราคาแลกผลประโยชน์

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ มีสัดส่วนส.ส.ที่ 375 +125 คน แต่พรรคเพื่อไทยไม่หวั่นไหว พร้อมสู้ทุกรูปแบบ แต่พรรคประชาธิปัตย์นั้นแพ้มาสองครั้งแล้วทั้งสูตรส.ส.400 +100คน และ 400 + 80 คน วันนี้จะเปลี่ยนใหม่ก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าแพ้แล้วอย่าโวยวาย และอย่าใช้วิธีปล้นอำนาจตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก

นอกจากนี้ยังขอฝากไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ไปจัดเขตเลือกตั้งให้ดี โดยอิงข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ อย่าแบ่งซอยเฉพาะเขตที่พรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงแน่นหนาหรือไขว้กันแบบน่า เกลียด แต่ถ้ารัฐบาลยังบริหารประเทศบนความเสี่ยงอย่างนี้ ตนก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระและเกิดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกว่าจะยุบสภาในช่วงเดือน เม.ย.นั้นตนไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง.

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย, ไทยรัฐออนไลน์, ไอเอ็นเอ็น, เดลินิวส์

กวีตีนแดง: เพียงเฒ่านี้

ที่มา ประชาไท




ก่อนประเทศเกิดปรากฏกบฏกล้า
ใครผู้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาเล่าทหารหาญ ?
ใครอ้างความจงรักฉีกหลักการ ?
ใครโค่นล้มรัฐบาลประชาชน ?

ยกตนเป็นมนุษย์ผู้สุจริต
นั่นก็เลว , โน่นก็ผิด , นี่ฉ้อฉล ฯลฯ
กี่อำนาจกระบอกปืนเข้าปลอมปน
ทำประเทศทุกข์ทนบนกองทุกข์

แถลงการณ์อย่างมักง่าย----ว่าขายชาติ
อ้างชาติ มาปล้นชาติ เสวยอำนาจสนุก
ก่อกบฏในกะลามากี่ยุค
หรือดัชนีความสุขไม่ปลุกเร้า

กี่ยุคสมัยย่ำเวียนวนเข้าปล้นทรัพย์
คนคิดต่างถูกจับไปยิงเป้า
ต้องตอบสนองความใคร่ใต้ร่มเงา
อำนาจอันมัวเมาเพียงเฒ่านี้

แล้วร่างอำนาจนอกระบบขึ้นกลบเกลื่อน
ล้วนข้อมูลบิดเบือนขึ้นป้ายสี
การเติบโตของประชาธิปไตยมันไม่ดี
กระทบกระเทือนความมั่งมีอันยาวนาน

เลิกหลักการ,ปรารถนาโลกาภิวัตน์
ตบเท้าสนองความกำหนัดอันกลัดกร้าน
เร่งสถาปนาเถิดระบอบการหมอบคลาน
สร้างวิวัฒนาการของหลักกู

อีกสักกี่อำนาจอันปลอมปน
ยิ่งบีบบังคับ ประชาชนยิ่งลุกขึ้นสู้
ตาสว่างมองเห็นชัดแล้วศัตรู
ใครคือผู้ทำลายความเป็นอยู่ประชาชน

เร่งสถาปนาเถิดระบอบการหมอบคลาน
สร้างเมืองจากจินตนาการอันฉ้อฉล
ห่ากระสุนปืนจากภาษีประชาชน
จะยิ่งเร่งประชาชนให้รับรู้

อีกสักกี่อำนาจอันปลอมปน
ยิ่งบีบบังคับ ประชาชนยิ่งลุกขึ้นสู้
ตาสว่างมองเห็นชัดแล้วศัตรู
ใครคือผู้ทำลายความเป็นอยู่ประชาชน

REDแอลเอจัดงานตาสว่างได้5หมื่นฝากสส.สุนัยให้ทนายอานนท์ช่วยประกันนักโทษการเมือง-คดีหมิ่น

ที่มา Thai E-news


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มกราคม 2554

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ ประจำมหานครลอสแอนเจลีส (LA.)รายงานข่าวกิจกรรม"ตาสว่างกลางอเมริกา"ที่LA เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาว่า งานเต็มไปด้วยความคึกคัก คนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยมาร่วมงานล้นหลามกว่าจำนวนที่นั่ง ซึ่งคณะผู้จัดงานได้เตรียมไว้รองรับเพียง 150 ที่นั่ง นอกจากจะได้ความรู้จน"ตาสว่าง"กว่าเดิมแล้ว ยังได้เงินเหลือจากการจัดงานราว 1,500เหรียญฯ หรือกว่า 50,000 บาทเพื่อนำมอบให้สำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ ของทนายอานนท์ นำภา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่ติดคุกคดีการเมืองอีกทางหนึ่งด้วย (อ่าน:ลงขันช่วยทนายอานนท์ปลดปล่อยนักโทษเสื้อแดง)






ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา เริ่มต้นที่นิวยอร์ก ต่อด้วยชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัส และแอลเอ ก่อนจะไปที่ลาสเวกัส ในวันที่ 29 มกราคมนี้

สำหรับกิจกรรมที่LAจัดขึ้นที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า ถนนฮอลลีวู้ด งานเริ่มประมาณ บ่าย 2 โมงตามเวลาท้องถิ่น ช้ากว่าเมืองไทยที่เพิ่งจัดกิจกรรมเดินขบวนใหญ่จากราชประสงค์ถึงราชดำเนิน

เดิมทีงานกำหนดจะเริ่มในเวลาราวบ่าย 3 โมง แต่เนื่องจากส.ส.ดร.สุนัย ต้องการมาดูความพร้อมในการการจัดงานของ Red USA ที่มีชื่อเสียงว่า ทำได้เรียบร้อยและเร็ว และ ได้มาตรฐานในการจัดงานชุมนุม ของคนเสื้อแดง ในอเมริกา เรียกได้ว่าสามารถ เรียกคนมาเข้าชมได้จำนวนมากทุกครั้ง และครั้งนี้ก้เช่นกัน

จากยอดขายบัตร มีผู้มาร่วมงานประมาณ 160 ท่าน แต่คณะผู้จัดงานพิมพ์บัตรเตรียมไวว้แค่เพียง 150 ใบ เลยต้องจัดที่นั่งเสริมให้
จนทางภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า สถานที่จัดงานไม่สามารถรับแขกนอกได้ เพราะคนที่มางาน นั่งเต็มไปหมดทุกโต๊ะ บางกลุ่มต้องยืนฟัง รอบๆ ห้อง นอกอาคาร ก็มีการจับกลุ่มคุยกันเรื่องการเมือง เป็นที่ภาคภูมิใจกับทีมงานจัดงานเป็นอย่างมาก

งานนี้มีการถ่ายทอดสดมาทางเมืองไทย ทางห้องเสรีชนด้วย นอกจากการบรรยายสุดประทับใจของส.ส.ดร.สุนัยแล่ว สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษ คือการ โฟนอิน ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะกี่ปีก็ยังคงเป็นนายกฯในหัวใจ ประชาชนเสมอ เพราะไม่ได้ไปปล้นตำแหน่งมาเหมือนกับรัฐบาลในปัจจุบันนี้

งานนี้นายกฯทักษิณ โฟนอินมา ใช้เวลาประมาณ 20 นาที (เดี๋ยวจะส่งคลิปมาให้ฟังตามหลลัง) และงานนี้สาวเสื้อแดงแอลเอได้ร่วมร้องเพลงแบบ สดๆ ไม่มีเสียงคาราโอเกะ คือเพลง"โปรดช่วยดูแลคนดี"มอบให้นายกฯทักษิณ ด้วย การการที่เดินสำรวจในงาน ปรากฏ ว่าน้ำตาท่วม โดยเฉพาะ สาวน้อยสาวใหญ่ สอบถามว่าเป็นอะไรต่างตอบเหมือนๆกัน ว่า "คิดถึงท่านนายกฯทักษิณ" ซึ่งก็ แปลกดีไม่เคยรู้จักส่วนตัว แถมบางคนไม่เคยชอบทักษิณมาก่อน แต่วันนี้ต้องยอมหลั่งน้ำตาให้ด้วยความดีที่ทักษิณ ชินวัตร เคยทำงานให้ปวงชนชาวไทย

อดีตนายกฯทักษิณกล่าวด้วยว่า ถ้ามาอเมริกาก็จะมาแวะแอลเอเพื่อพบกับพวกเราด้วย เสียงปรบมือดีใจพร้อมเสียงเฮดังขึ้น"เมื่อท่านบอกลา พวกเราที่อยู่บนเวทีก็ร้องเพลง โปรดช่วยรักษาคนดี หลายครกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย"

บรรยากาศบริเวณทางเข้างาน มีป้ายที่ต้องตีความกันเอาเอง



ส่วนส.ส.ดร.สุนัย งานนี้เริ่มงานด้วยการร้องเพลง 4 เพลงรวด พร้อมทั้งอธิบายความหมายของแต่ละเพลง ได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง ต่อด้วยความรู้ประวัติศาสตร์ทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น จนมาถึงวันนี้"เรามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร" สอดแทรกมุขขำขันอย่างมีอรรถรส ตรึงให้ทุกท่านนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมลุกไปไหนเลย

จนกระทั่งเวลา 6 โมงเย็น จึงได้พักรับประทานอาหารเย็น และมีรายการคั่นเวทีด้วยการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งผู้แสดงก็อาสาสมัครจากผู้มาร่วมงานนั่นเอง ส่วนการแสดงชุด"ทีเด็ด" ได้รับการร้องขอจากผู้ใหญ่ว่า "อย่าดีกว่า"เพราะดูแล้ว"สว่างมากเกินไป"ก็เลยเอาไว้ดูกันเองภายในเรดแอลเอก็แล้วกัน จบการแสดงด้วยการร้องเพลงของคนเสื้อแดง ซึ่งเราพิมพ์เนื้อร้องวางแจกไว้บนโต๊ะ บางคนน้ำตาซึม

หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ส.ส.สุนัยก็บรรยายต่อ แทรกตลกขบขันในเนื้อหา จึงมีเสียงหัวเราะของผู้ชมแทรกอยู่ตลอดเวลา จนเลยเวลา 2 ทุ่ม ตามกำหนดการ กระทั่งเวลาเกือบ 3 ทุ่มครึ่งจึงยุติ

งานนี้ได้รับเงินบริจาค 1,500 เหรียญ ในการขายนกสีแดงที่เพื่อนช่วยกันพับมา บางท่านพับมาถึง 200 ตัว รวมทั้งที่ตกแต่งลอยอยู่ในอากาศอีก 100 กว่าตัว ภาพนี้สวยงามมาก พวกเราลงมติเป็นเอกฉันท์มอบเงินจำนวนนี้ให้กับ ส.ส. เพื่อนำไปมอบให้กับ ทนาย อานนท์ นำภา ในการประกันตัวช่วยเหลือพี่น้องของเราที่ติดอยู่ในคุก ในข้อห้าหมิ่นฯ ทุกคนสุขใจ อิ่มใจ กับการให้ สู่พี่น้องเราในเรือนจำ

ทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา


ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร เดินสายบรรยายตาสว่างกลางอเมริกา จากนิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัสคลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ,แอลเอ และจะปิดท้ายที่ลาสเวกัสวันที่ 29 มกราคมนี้
*อัพเดตล่าสุดสุนัยอินFlorida+ทักษิณโฟนอินมาฟลอริด้า

ก่อนจะเดินสายมาบรรยายที่แอลเอ ก่อนหน้านี้ส.ส.ดร.สุนัยได้บรรยายที่นิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า และดัลลัส โดยล่าสุดในการบรรยายที่ดัลลัสนั้น มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาทักทายกับชาวไทยในดัลลัส ด้วย โดยกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ราวเดือนหน้าจะเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ในดัลลัส เท็กซัส รายงานภาพข่าวกิจกรรมในดัลลัสว่า ชาวไทยในดัลลัส เข้าร่วมเสวนาการเมือง และฟังการบรรยายสถานการณ์บ้านเมืองไทยยุคถิ่นกาขาว โดย ส.ส.ดร สุนัย เมื่อวันพุํธที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้ความรู้ทางการเมือง วิเคราะห์และชีั้้ให้เห็นถึงสาเหตุ ปัญหา และเหตุการณ์การเปลีียนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับเหตุการณ์การณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้

ผู้เข้าร่วมเสวนาหูตาสว่างขึ้นมาก และดีใจที่พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินมาร่วมงานด้วย และฮือฮากับการประกาศว่าเดือนหน้าจะมาเยือนสหรัฐอเมริกา

เชิญชมภาพบรรยากาศที่ดัลลัส

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ





ตาสว่างกลางชิคาโก้พรึ้บ

ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ ประจำนครชิคาโก้ มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา รายงานรบรรยากาศเสวนาตาสว่างกลางอเมิกา ที่ชิคาโก้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กิจกรรมสำเร็จลงอย่างงดงาม ประกอบไปด้วยความบันเทิง และกิจกรรมทางการเมืองที่สมบูรณ์ ต่อจากนั้นในวันที่ 10 มกราคม ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันได้เชิญส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธรไปบรรยายสถานการณ์การเมืองไทย มีนักศึกษาและแวดวงวิชาการมารับฟังจำนวนมากและพากันตาสว่างไปตามๆกัน

สำหรับกิจกรรมตาสว่างในชิคาโก้นั้น มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลินอยส์ ได้พากันฝ่าดงหิมะ อากาศติดลบ 14องศา มาฟังส.ส.ดร.สุนัย กันแน่นขนัดห้องจัดงาน อากาศข้างนอกที่ว่าหนาวจนสุดขั้วหัวใจ กลับอบอุ่นเมื่อทุกคนพากันมาอยู่ในห้องที่อบอวลไปด้วยมิตรไมตรีจิต ตั้งอกตั้งใจฟังการพูดคุยบรรยาย แบบเรียกว่าลืมหายใจ ไม่มีใครยอมลุกจากเก้าอี้


ชมภาพชุดส.ส.สุนัยอินชิคาโก้ คลิ้ก
รับฟังคลิปเสียง ส.ส.สุนัย จุลพงศธร เสวนากับคนไทยในชิคาโก้,อิลลินอยส์
-http://www.mediafire.com/?rpm4be04j36trwm
-http://www.4shared.com/audio/sGX7U5Ou/Drsunai-chicaco2011-01-09.html










ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ ได้จัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่ร้าน มณีไทย ชิคาโก เวลา 17:00 โดยได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดย ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในหัวข้อ "ความจริงประเทศไทย" โดยมีชาวไทยในชิคาโก และรัฐใกล้เคียง ได้ให้ความสนใจ และได้ไปลงทะเบียนก่อนเวลา และเมื่อถึงเวลา17:30 ห้องประชุม ก็เต็มไปด้วย พี่น้องคนไทย ที่รักความเป็นธรรม ร่วมร้อยคน

ส.ส.ดร.สุนัย ได้ บรรยายถึง วิกฤตการเมืองไทย โดยลําดับท้าวความมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ทําให้เราได้เห็น วิวัฒนาการของการเมืองไทยว่า ประชาธิปไตย และระบบการเมืองไทย นั้น มีอำนาจนอกระบบ แทรกแซงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น มีการปฏิวัติ รัฐประหารมากที่สุด มีการใช้กฏหมายสองมาตรฐาน อย่างเห็นได้ชัดเจน

แต่ผลจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี และ ระบบสื่อสาร ทำให้ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสาร และตื่นตัว ที่จะเรียกร้อง เพื่อให้ได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนอารยะประเทศอื่นๆ หากเรายังปล่อยให้คนไทยมีความแตกแยกอย่างนี้ ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย เหมือนเมื่อตอนที่เราเสียกรุงก็ได้

ส.ส.ดร.สุนัยยังได้เปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 และเปิดเอกสารว่าใครสังหารเสธ.แดงด้วย พร้อมเสนอทางออกบ้านเมืองว่าต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมือง เป็นสถาบันที่ทันสมัยแบบอังกฤษ ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย

การบรรยายจบลงด้วยการตอบคำถามจากผู้เข้าฟังและมีการเสนอแนวคิด เกี่ยวกับบทบาทของคนไทยในต่างแดน ในการหาทางออกแก่วิกฤติประเทศไทย โดยเรียกร้องให้ คนไทยทุกคน ทุกสีเสื้อ ขอให้มองทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม เคารพในกฏกติกาที่ถูกต้อง เพราะคนเราสามารถที่จะคิดต่างกัน แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยเคารพใน สิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น

ทางชมรมผู้รักประชาธิปไตยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ก็ได้ยืนยันบทบาท และเจตจำนงค์ ที่จะต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ ต่อต้านระบบสองมาตรฐาน และ เรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยแก่ประเทศไทยต่อไป และเชื่อแน่ว่าเมื่อส.ส.ดร.สุนัยเดินทางกลับประเทศไทยจะมีเรื่องราวอันตื่นตาตื่นใจจากอเมริกาไปฝากพี่น้องหญิงชายของเราผู้รักในเสรีภาพและประชาธิปไตย

ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์ให้ความรู้ กับชาวเสื้อแดงไทยในอเมริกา

In Newyork,Saturday Jan 8 at:5.30-11.30 pm @ New Broadway Seafood Resturant 83-17 Broadway Elmhurst,NY 11373(รายละเอียดตามโปสเตอร์ด้านล่าง)

*ฟังคลิปเสียงสุนัยพูดที่นิวยอร์ก


*In Chicago, The event will be on Sunday Jan 9 at 5 pm at Manee Thai Restaurant 3558 N. Pulaski Road Chicago, IL


คลิ้กฟังคลิปเสียงส.ส.ดร.สุนัยin Florida ทักษิณโฟนอินมาร่วมด้วย
*In Florida, The event will be on Sun 1/16 at 11 am @ Thailand Restaurant 5252 S. Dale Mabry Tampa, FL

*In Dallas, Tx, will be on Wed 19 Jan. 2011 from 6:00 PM-10:00 PM at: Radisson Hotel & Suites Dallas-Love Field

1241 West Mockingbird Lane, Dallas TX 75247,
Reservations: 1-800-395-7046 US/Canada Toll-free
Telephone: (214) 630-7000

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ


กิจกรรมตาสว่างกลางอเมริกา ขึ้นที่มหานครลอสแอนเจลีส (แอลเอ)ในเวลา15.00-18.00น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า เลขที่ 5311 ถนนฮอลลีวู้ด บูเลอวาร์ด ชั้นสองฮอลลีวู้ด แอลเอ แคลิฟอร์เนีย 90027 โทรศัพท์ 323-993-9000 ขอเรียนเชิญคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักมาตุภูมิในแอลเอ และพื้นที่ใกล้เคียงร่วมงาน
*In Los Angeles,CA, The event will be on Sun 1/23 from 3 PM - 8 PM at:Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd., 2nd Floor Hollywood, CA 90027 Tel: 323-993-9000

*In Las Vegas สำหรับลาสเวกัส งานมีในวันเสาร์ที่ 29มกราคม เวลา 6 โมงเย็น-2ทุ่ม ณ ร้านLittle Bangkok 3111 S.Valley View Blvd # M101,Lasvegas,NV 89102 (คลิ้กดูเบอร์โทรติดต่อร่วมงาน และรายละเอียดในโปสเตอร์สวยๆที่คุณGAG LASVEGAS การ์ตูนนิสต์ของไทยอีนิวส์บรรเลงสุดฝีมือ และกำลังเป็นเจ้าภาพด้วยความขะมักเขม้นเวลานี้ อย่าพลาดไปมากันมากๆ)

จึงขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา และผู้รักชาติรักมาตุภูมิ รักประชาธิปไตยเตรียมตาสว่างกันให้พร้อม

ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง จัดงานเราไม่ทอดทิ้งกัน

ฟังคลิปจักรภพเสวนาตาสว่างกับเสื้อแดงในญี่ปุ่น

-ตอน 1 http://www.mediafire.com/?a5xbhuvqca3rg1a

-ตอน 2 http://www.mediafire.com/?hf9h83068n750ce



RED IN JAPAN นัดพบกันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม ในงาน"รวมน้ำใจจากREDIN JAPAN สู่ RED IN THAILAND" เพื่อเป็นการส่งขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเสื้อแดงทางเมืองไทยที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เราไม่ทอดทิ้งกัน ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง งานนี้วิทยากรขวัญใจคนเสื้อแดงให้เกียรติโฟนอิน และโฟนอินจากพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก

ที่ร้านอาหารไทยกระถิน ชิบะเคน 09.00 น.เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดโทร 0903526155 , 0902749299,09015573274 และอีกหลายเบอร์ คลิ่กดูที่โปสเตอร์ด้านบน

อ.ใจร่วมกับThai Red Swedenเบิกเนตรขอเชิญพี่น้องคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยทุกท่านมาร่วมงาน "คนรากหญ้าสังคมนิยม" วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2554 ที่เก่า ร้านหงษ์ไทย Solna เบอร์โทร 08-270813 thairedsweden@live.com

รายการของงาน

-เวลา 17.00 น รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ร่วมกัน ราคาอาหาร 150 kr ต่อหนึ่งรากหญ้า
-ชมการเต้น Tango และ Salsa ของหนุ่มเสื้อแดงวัยดุ
-ฟัง และคุยกับ อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์ แดงสังคมนิยม ผู้บรรยายรับเชิญที่เสียสละเวลามาเยี่ยมพวกเรา ต้องขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก(แถลงการณ์แดงสยามของ อาจารย์ ใจ)
-ผ่อน คลายกันด้วยเสียงเพลง (สำหรับท่านที่ไม่สันทัดในการบันเทิงก็สามารถเลือกมุมด้านนอกเพื่อสนทนา การเมืองหรือนินทาเผด็จการใน ประเทศไทย)

หรือติดตามรายละเอียด พร้อม"ของแถมชุดพิเศษ"ที่เวบไซต์ http://www.thairedsweden.com/

กิจกรรมตาสว่างกลางออสเตรเลีย


26 มกราคม 2011 ทางองค์กรThai Red Australia ได้จัดให้มีกิจกรรม วันตาสว่างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ในงานจะเป็นชุมนุมและมีการปิกนิค โดยเพื่อนๆสมาชิกและผู้ที่สนใจต่างนำอาหารมาร่วมรับประทานร่วมกัน และในงานจะมีการพูดถึงเกี่ยวกับวันตาสว่างด้วย

โดยงานจะจัดขึ้นที่ Belmore Park ใกล้กับ Central Station และ Thai Town งานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 หรือ เที่ยงตรง เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนไปร่วมกันเยอะๆ และช่วยกันกระจายข่าวและบอกต่ิอๆกับคนที่ไม่รู้ ได้ทราบด้วย

นอกจากนี้Thai Red Australiaได้ประกาศ Boycott สินค้า มาม่า และ การบินไทย โดยจัดทำประกาศทั้งฉบับภาษาไืทยและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ทางองค์กรก็ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยหยุดให้การสนับสนุนสินค้าดังกล่าว เพราะว่าเจ้าของสินค้าเหล่านี้ให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้มาฆ่า และทำร้ายประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย

ดังนั้นทางองค์กรจึงขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันกระจายข่าวบอกต่อกับคนที่ไม่รู้ด้วย และช่วยกันพิมพ์เอกสาร Boycott นี้ ไปติดตามที่สาธารณะและเผยแพร่ไปตามชุมชนต่างๆได้รับทราบกันด้วย ซึ่งเพื่อนสมาชิกทุกคนสามารถทำไ้ด้เลยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ตาสว่างกลางยุโรป นปช.ไทยในสหภาพยุโรป พบกันหลังวันหิมะละลาย

The United Front for Democracy Against Dictatorship Thai of Europe (UDD Thai of Eu) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งสหภาพยุโรป หรือ "นปช.เสื้อแดงไทยในอียู" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของชาวไทยในยุโรปหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ขอเชิญชาวเสื้อแดงในยุโรปชุมนุมพบกันหลังวันหิมะละลาย ประสานกขมิ้นแดงและมวลชนคนหัวใจสีแดง

ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม ที่เมือง wuppertal เวลา 15.00 เป็นต้นไป ณ Bangkok haus, Beckmanshof 20
42275 Wuppertal-barmen ถามรายละเอียดที่ คุณบี 0202 515 820 40 คุณพัช 0163 844 1898


บรรยากาศต่างประเทศที่คึกคักอย่างนี้ ทำให้หวนนึกถึงการรวมตัวของคนไทยในต่างประเทศ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475และการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศเพื่อปลดแอกไทยจากญี่ปุ่น ส่วนการรวมพลังในต่างประเทศหนนี้ จะมีหลักหมายสำคัญในการก่อการไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด...โปรดรอชมด้วยดวงหฤทัยระทึกตึ๊กๆตั๊กๆ

จาตุรนต์:ความเห็นต่อข้อเรียกร้องของพันธมิตร

ที่มา Thai E-News


ข้อเรียกร้อง3ข้อของพันธมิตรนั้น เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลไทย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ควรทำตาม..บางทีอาจแฝงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรง ด้วยวัตถุประสงค์ที่ลึกลับซับซ้อนแบบที่หาเหตุหาผลตามปรกติไม่ได้ก็ได้


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
26 มกราคม 2554

ผมได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ” และกลุ่มพันธมิตรในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามละเลยได้

มาถึงเวลานี้ก็ชัดเจนแล้วว่า การเคลื่อนไหวนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและต่อสถานะและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยเองอย่างที่หลายฝ่ายอาจคาดไม่ถึงมาก่อน

ล่าสุดกลุ่มพันธมิตร นำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมืองได้เสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้รัฐบาลดำเนินการภายใน 2 วัน มิฉะนั้นก็จะดำเนินการขั้นต่อไป พร้อมทั้งได้ประกาศด้วยว่า ไม่ชนะไม่เลิก(อีกแล้ว)

ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อดั่งที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วนั้น เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลไทย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ควรทำตาม เพราะเป็นข้อเรียกร้องที่มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหายมากยิ่งขึ้น และอาจจะเสียหายมากถึงกับกลายเป็นการกระทบกระทั่งหรือการรบกันระหว่างทหารของทั้งสองประเทศ

ในความเห็นผม สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศและสำหรับประเทศไทยเองด้วยก็คือ การมีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศรวมทั้งกัมพูชาด้วย

การมีความสัมพันธ์ที่ดีควรจะเกิดจากการพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันในด้านต่างๆให้มากขึ้น ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนฯลฯซึ่งทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่ดีที่จะร่วมมือกันอยู่แล้ว

รวมทั้งยังมีพื้นฐานที่ดีจากการที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้แล้วด้วย

รัฐบาลไทยก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เคยมีนโยบายร่วมมือและช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้มากๆ ด้วยแนวความคิดว่ายิ่งประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้นเท่าไร เราก็ดีขึ้นด้วยเท่านั้น

ผ่านมาเพียง 4-5 ปีเท่านั้น เรากลับกำลังมีปัญหากับกัมพูชามากขึ้นๆ และกำลังมีความพยายามที่จะผลักดันให้ทั้งสองประเทศขัดแย้งกันจนถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันไปเสียแล้ว

ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศนั้นควรแก้ด้วยการเจรจาหารือกัน เหมือนอย่างที่เราทำกับประเทศรอบบ้านเราจนมีผลสำเร็จด้วยดีเสมอมาซึ่งก็รวมถึงกัมพูชาด้วย

มาถึงตอนนี้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายรวมทั้งประเทศไทยเองก็คือการเจรจาหารือ ไม่ใช่ใช้กำลังเข้าใส่กัน การยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2543 จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สองประเทศถอยหลังกลับไปสู่ภาวะที่ตึงเครียด และเสี่ยงต่อการที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายโดยไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย

การถอนตัวจากการเป็นกรรมการมรดกโลกก็เป็นสิ่งที่ไทยไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการชี้แจงเรื่องราวต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และไทยก็ไม่ได้มีเรื่องปราสาทพระวิหารอยู่เพียงเรื่องเดียวที่ต้องอาศัยคณะกรรมการนี้

เรายังต้องร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องต่างๆอีกมาก ไทยเราจึงควรแสดงความมีวุฒิภาวะที่พร้อมจะร่วมมือแก้ปัญหาต่างๆอย่างอารยประเทศเขาทำกัน

สำหรับข้อเสนอข้อที่ 3 ที่เสนอให้ทหารไทยผลักดันประชาชนกัมพูชาให้ออกจากพื้นที่พิพาทนั้น ฟังผิวเผินก็อาจหาเหตุผลมาโต้แย้งได้ยาก เพราะหากไม่ทำก็เหมือนกับยินยอมยกดินแดนตรงนั้นให้กัมพูชาไป

แต่ความจริงการจะแก้ปัญหานี้ รัฐบาลไทยควรให้หลักการตามที่กำหนดไว้ในเอ็มโอยู ปี 2543 คือต้องใช้การเจรจาหารือบนพื้นฐานของการพยายามร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมิตรต่อมิตรด้วยกัน จะดีกว่าการเผชิญหน้ากันด้วยกองกำลังทหารซึ่งอาจจะบานปลายเสียเปล่าๆ

สรุปว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรทั้ง 3 ข้อ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตร และขอเสนอให้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยความรอบคอบ พยายามชี้แจงเหตุผลความเป็นมาให้ประชาชนเข้าใจ เคารพสิทธิของประชาชนในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น ไม่ใช้มาตรการหรือวิธีการใดๆที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม

ผมคิดว่าสังคมไทยควรมีการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรณีของไทย-กัมพูชากันอย่างจริงจัง เพื่อจะได้มีทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ไม่ไปผสมโรงกับการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคลั่งชาติ ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านไว้บนหลักการที่ถูกต้อง

นอกจากนั้นยังควรช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด บางทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรในเรื่องนี้อาจไม่เพียงต้องการให้ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

แต่อาจแฝงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรง ด้วยวัตถุประสงค์ที่ลึกลับซับซ้อนแบบที่หาเหตุหาผลตามปรกติไม่ได้ก็ได้

0000

รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-กระบอกเสียงพธม.นับเลขผิดฟุ้งม็อบเรือนหมื่น สื่อนอกตบหน้าแค่2พัน หยันเสื้อแดงเดินเล่นยัง3หมื่น

-บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 9ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

-จาตุรนต์:การเลือกตั้งครั้งต่อไป ยังจะมีความหมายอะไร