WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 27, 2011

มาแล้ว! "โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" ตอบโต้ Bangkok Post (ฉบับภาษาไทย)

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak

Red Shirts ICC Application Supported by Leading US Human Rights Experthttp://thaitodaytv.blogspot.com/2011/01/red-shirts-icc-application-supported-by.html

"สิ้นชาติ" แน่ หากทำรัฐประหาร

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ตอนนี้ประเด็นที่ลือกันไปว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง
เรื่องนี้ก็เลยยังเป็นประเด็นอยู่นะครับ เพราะการเคลื่อนไหวของ พธม. มันเกิดขึ้นแปลกๆ จาก เงื่อนไขที่เรียกร้องรัฐบาล ใครดูก็รู้ว่าคงทำตามไม่ได้ ถือว่าเป็น “เงื่อนไขเพื่อประกาศสงคราม” นั่นเอง
หากวิเคราะห์แบบภาพรวมทั้งหมด แบบคนที่ "มีเหตุมีผล" และตั้งสมมุติฐานว่า "ทุกฝ่ายมีเหตุมีผล" และได้รับข้อมูลข่าวสารประเมินสถานการณืได้เท่าเทียมกันหมด ผมคิดว่าเขาคงมื่ทำรัฐประหาร เพราะมันคงได้ไม่คุ้มเสีย

ปัญหาคือ "ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรกันคือ Asymmetric information" ฝ่ายต่างๆ ไม่สามารถประมวลผลข้อมูลได้รอบด้าน ก็ตัดสินใจตามข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ ความเชื่อ และอื่นๆ ที่เราไม่รู้

ดังนั้น ผมว่า หากเกิดรัฐประหาร ก็เกิดจาก "อวิชชา" ของฝ่ายคุมอำนาจ

หากคิดในมุมว่า "เขาอาจอยากถอนตัว" ทำไพ่ใหม่ ทำรัฐประหาร นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย แล้วเอา รธน.ปี 2540 มาใช้ ถอนตัวจากการเมืองไปอย่างแท้จริง

หากคิดในมุมนี้ ผมว่าไม่ต้องทำรัฐประหารก็ได้ เพียงถอนตัวออกไปเลย แล้วปล่อยให้ระบบมันจัดการตัวเอง การเมืองมีความขัดแย้งกันโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว หากไม่มีใครแทรกแซงอำนาจประชาชน การแก้ไข รธน. ต่างๆ ในอนาคตประชาชนอยากได้ทางไหน ก็เลือกพรรคที่เสนอทางนั้นเข้ามามันก็จบ

เรื่องการนิรโทษกรรม ผมว่าหากมีความวุ่นวาย และฝ่ายการเมืองรู้ว่า "อำมาตย์"ถอนตัวออกไปอย่างจริงจัง เขาก็แก้ไขปัญหาพวกนี้กันได้เอง ในจุดที่สังคมยอมรับ

หากทำรัฐประหารเพื่อกระชับอำนาจ<---------- ก็เป็นวิบากกรรมของคนทำ และคนสั่งให้ทำ

เหมือน "ลิงแก้แห" มันจะยิ่งพันยุ่งไปหนักยิ่งกว่าเดิม เหมือนปี 2549 คิดว่าทำรัฐประหารไล่ทักษิณไป ทุกอย่างก็จบ

มันบานปลายจนทุกวันนี้

หากทำอีกครั้ง ผมฟันธงว่า ประเทศไทยมีโอกาส "สิ้นชาติ" แน่นอน

(ปล. ไม่ได้สิ้นประเทศนะครับ คนไทยคงยังอยู่ครบกันทุกคน)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 27/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ก็อุ้มกัน เข้าไว้ พ่อไข่ในหิน
มันสูญสิ้น ความเป็นคน จนแหลกเหลว
เพราะอุ้มสม คนสามานย์ สันดานเลว
จึงดิ่งเหว ดับสลาย มลายพลัน....

บิดเบือน กฎ กติกา พาวิบัติ
เหมือนกรรมซัด เคราะห์ซ้ำ ระยำนั่น
ทำลายระบบ ยุติธรรม ตอกย้ำกัน
อุ้มพวกมัน ชูคอ นี่หนอคน....

แล้วอุ้ม นักการเมือง เรื่องบัดซบ
แก้ระบบ ระบอบไว้ ให้สับสน
รัฐธรรมนูญ เพื่อพวกพ้อง สนองตน
จึงเวียนวน แอบแฝง แห่งมารยา....

คอรัปชั่น จนพุงกาง ไม่ว่างเว้น
ก็ดีเด่น ลอยนวล ชวนหรรษา
ทุ่มงบหลอก พวกโง่ ด้วยโฆษณา
ก็เฮฮา ครื้นเครง ละเลงไป....

ทั้งไล่ล่า นปช. ยัดข้อหา
ซื้อเวลา ร้อยเล่ห์ ทำเฉไฉ
น้ำลายมาก กว่าน้ำยา ระอาใจ
ยังอยู่ได้ เพราะคนอุ้ม คุ้มกระบาล....

อีกปัญหา ชายแดน สุดแสนเก่ง
ทำนักเลง ใหญ่โต อวดโวหาร
ใช้วาจา ค่อนขอด ตลอดกาล
อีกไม่นาน ไฟสงคราม ลามถึงตัว....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

"ประวิตร" จ่อชง ครม.ตั้ง "พล.ร.7" คุมภาคเหนือ งบ 9 พันล้าน

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร. 7) เพื่อรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือว่า ในปีนี้จะให้กำลังพลได้ฟื้นฟูกำลัง เพราะใช้งานกันมามาก เรามีความจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกำลังพลในระดับกองร้อย ซึ่งเวลานี้เราได้รับการบรรจุกำลังในลักษณะ 1 กองพัน และ 2 กองพัน ตามโครงสร้างพระราชบัญญัติการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ประจำปี 2551 และที่ผ่านมาทางพื้นที่ภาคเหนือได้ถูกยุบหน่วยไปจำนวน 5 กองพัน โดยสำหรับพื้นที่ภาคกลางที่มีอยู่ 3 กองพล

คือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล. 1 รอ.) กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2 รอ.) และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร. 9) ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ก็มี 2 กองพล คือ กองพลทหารราบที่ 3 (พล.ร. 3) และกองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร. 6) ส่วนในพื้นที่ภาคใต้มีกองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร. 15) และกองพลทหารราบที่ 5 (พล.ร. 5) ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือมีอยู่เพียงกองพลเดียวคือกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร. 4) ดูแลตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ไปจนถึง จ.เชียงราย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ยาวมากทำให้การบังคับบัญชาไม่ครอบคลุม เราอยากให้สายการบังคับบัญชาสั้นลงจึงได้มีแนวคิดที่จะตั้งกองพลดังกล่าวขึ้น

“ผมอยากจะตั้งพล.ร. 7 ขึ้นมา 1 กองพล เพื่อรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งการตั้งครั้งนี้ก็จะไปแทนกองพลรบพิเศษที่ 2 ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ โดยกระทรวงกลาโหม จะเสนอรัฐบาลในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 โดยเราจะใช้งบประมาณของกองทัพบกในการปรับเกลี่ยเพื่อให้การจัดตั้งการบังคับบัญชาให้แน่นแฟ้น นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งกรมทหารราบที่ 14 ขึ้นมาอีก เนื่องจากกองพลทหารราบที่ 4 มีอยู่ 3 กรม คือ กรมทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 7 และ กรมทหารราบที่ 17 ทั้งนี้อยากจะให้กองพลทหารราบที่ 4 มี 2 กรม คือ กรมทหารราบที่ 4 กับกรมทหารราบที่ 14 ที่จะตั้งขึ้นใหม่ ส่วนกรมทหารราบที่ 7 และกรมทหารราบที่ 17 จะตั้งหัวไปอยู่ในกองพลทหารราบที่ 7 ส่วนในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ จะเอากรมทหารราบที่ 6 ซึ่งฝากการบังคับบัญชาในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 มาขึ้นตรงกับกองพลทหารราบที่ 7 เพราะอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะมีการเพิ่มกำลังตลอด” พล.อ.ประวิตร กล่าว

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชุมว่า ในการตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) ที่เรามีแนวความคิดมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาว่า เราต้องการให้จัดตั้งพล.ร.7 ขั้นในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะหน่วยที่อยู่ในกองทัพภาคที่ 3 มีเฉพาะกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) เพียงกองพลเดียว และขอบเขตรับผิดชอบมีประมาณกว่าพันกิโลเมตร ซึ่งที่ประชุมมีการพิจารณาหารือร่วมกัน และคงจะดำเนินการผ่านต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“ยืนยันว่า เป็นความจำเป็น เพราะปัจจัยองค์ประกอบของการปฏิบัติงานปัจจุบัน เรามีกำลังพลไม่เพียงพอจริงๆ ทั้งการดูแลแนวชายแดน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะยาเสพติด แรงงานต่างด้าว ซึ่งคงจะต้องทำแผนกันประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะใช้งบประมาณในส่วนของกองทัพบกเอง และใช้แนวทางในเรื่องของพ.ร.บ.การจัดส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมปี 2551 อย่างไรก็ตามเป็นเพียงแนวความคิด ที่จะต้องผ่านกระบวนการ รอมติของครม.อีกครั้ง ” พ.อ.ธนาธิป กล่าว

แหล่งข่าวในที่ประชุมกลาโหม เปิดเผยว่า การจัดตั้ง พล.ร.7 เนื่องจากกองทัพภาคที่ 3 มีขอบเขตการรับผิดชอบมาก ทำให้จำเป็นต้องเปิดหน่วยใหม่ขึ้นมา โดยมี กองร้อยกองบัญชาการกองพล กรมทหารราบ 1 กรม กองพันทหารราบ 3 กองพัน โดยลักษณะของกองพลจะเป็นทหารราบเบา เพราะพื้นที่ปฏิบัติการทางภาคเหนือเป็นพื้นที่ป่าภูเขา โดยลดยุทโธปกรณ์และใช้คนเป็นหลักดำเนินกลยุทธ์ โดยในส่วนบังคับบัญชา คือ ร้อย บก.พล เพื่อควบคุมอำนวยการในกรอบนโยบายจะจัดตั้งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่หรือเชียงราย เพื่ออำนวยการในพื้นที่ด้านบนของกองทัพภาคที่ 3 ส่วนงบประมาณที่กระทรวงกลาโหมจะขอคณะรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง พล.ร. 7 ประมาณ 8 - 9 พันล้านบาท โดยมีงบประมาณผูกพัน 3 ปี คือ 2554 - 2556 ส่วนกำลังพลของพล.ร. 7 จะนำกำลังมาจากกองทัพภาคที่ 3 จากหน่วยที่มีการปิดตัวจากเดิม 5 กองพันจากกรมทหารราบที่ 4,7,17 โดยจะเกลี่ยอัตราเหล่านี้กลับมาใช้ใน พล.ร. 7

ที่มาข่าว: คม ชัด ลึก

“เรื่องอย่างว่า” : ตอน 2 ความทรงจำถึง 2 ฝรั่งเสื้อแดงในคุกไทย

ที่มา ประชาไท

ในตอนที่สองจะขอแวะมาที่อีกหนึ่งเรื่องแปลก - เรื่องราวของฝรั่ง 2 คนที่ปวารณาตัวเป็น “คนเสื้อแดง” พวกเขาร่วมชุมนุม โดนจับ และถูกควบคุมตัวที่เรือนจำไทยนานหลายเดือนด้วยข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนจะถูกปล่อยตัวให้บินกลับบ้านไปแล้วทั้งคู่

นั่นคือ คอเนอร์ เดวิด เพอร์เซลล์ และเจฟ ชาเวจ เราเห็นชื่อของเขาเป็นข่าวอยู่บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของนายคอร์เนอร์ ซึ่งอยู่เรือนจำนานกว่าเจฟมาก แต่มิสเตอร์ X ผู้ต้องขังคนหนึ่งจะมาบอกเล่าถึงประสบการณ์ร่วมที่มีกับเขาทั้งสองอย่างใกล้ชิดภายหลังลูกกรง

“ผมไม่แน่ใจว่าเจฟและคอเนอร์เข้ามาที่เรือนจำเมื่อไหร่แน่ แต่ที่จำได้แม่นก็คือวันนั้นเป็นช่วงที่มีคนเสื้อแดงถูกจับเข้ามาเรื่อยๆ เป็นร้อยๆ คน เมื่อเข้ามาแล้วก็กระจายไปแดนต่างๆ หลังจากเจฟและคอเนอร์ อยู่แดนแรกรับได้ระยะหนึ่ง ก็ถูกจำแนกมาที่แดนผม เจฟอยู่ห้อง 10 ซึ่งเป็นห้องที่ติดกล้องวงจรปิด และเป็นห้องที่ถือว่าดีที่สุด มีไว้สำหรับนักโทษรายสำคัญๆ ผมเองเคยอยู่ห้องนี้มาก่อน ตอนเจฟเข้ามาผมก็อยู่ห้องนี้ เราจึงสนิทกันมากว่าคอเนอร์ คอเนอร์ถูกจัดให้อยู่ห้อง 2 เพราะเจ้าหน้าที่ต้องการให้แยกห้องกับเจฟ แน่นอน เป็นห้องที่มีกล้องวงจรปิดเช่นกัน”

“เรื่องปฏิกริยาจากนักโทษด้วยกันน่ะหรือ ไม่มีในทางลบครับ เพราะโดยปกติแล้วนักโทษที่นี่จะค่อนข้างอยู่ห่างๆ จากนักโทษฝรั่งผิวขาว แต่ตอนเค้า 2 คนเข้ามาแรกๆ ก็เป็นที่ฮือฮากันพอสมควร สำหรับเจฟนั้น ใครๆ ก็ซุบซิบนินทาว่าเป็นพวกปลุกปั่นให้เผาเซ็นทรัลเวิร์ล ส่วนคอเนอร์อันนี้หนักเลย เพราะมีการลือกันไปว่า คอเนอร์คือมือสไนเปอร์ที่ถูกคุณทักษิณจ้างมาบ้าง หรือเป็นคนยิงเสธแดงบ้าง”

“เจฟเข้ามาที่นี่ด้วยสภาพปกติ แต่คอเนอร์นั้นอาการที่เห็นได้ชัดคืออาการปวดกล้ามเนื้อขาอย่างรุนแรงจนแทบนั่งไม่ได้ ช่วงนั้นตอนที่เค้ามาใหม่ๆ มีคนพูดกันว่า คอเนอร์โดนรุมซ้อมมาจากแดน 1 และข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ลงเช่นนั้น แต่ผมก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงนะว่าเป็นยังไงแน่ ช่วงแรกๆ ผมก็แค่เข้าไปทำความรู้จักให้พวกเค้าอุ่นใจว่า เออ มีเพื่อนพูดภาษาอังกฤษได้นะ”

“โดยปกติแล้วแดนผม ใครที่โดนคดีเสื้อแดงเข้ามาจะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษนะ เพราะหัวหน้าแดนเค้ารักเสื้อแดนมากกกกกกก ผมเป็นคนแรกที่ถูกใบสั่งให้เข้ามาอยู่ที่นี่ ทั้งที่ควรจะอยู่แดนแรกรับเพราะคดีเพิ่งส่งฟ้อง มาถึงก็ได้รับการต้อนรับจากหัวหน้าแดนอย่างสาสม โดยเฉพาะช่วงที่มีผู้ต้องขังเสื้อแดงทยอยกันเข้ามา เกือบทุกคน ยกเว้นบางกรณี เช่น มีอายุ หรือพิการ จะได้รับ “การต้อนรับ” อย่างทั่วถึง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผู้ดูแลแดนนี้ถึงรักคนเสื้อแดงนัก”

“โชคดีว่าเจฟและคอเนอร์เป็นฝรั่ง จึงได้เข้ามาอยู่แดนนี้อย่างปลอดภัย ไม่งั้นก็คงไม่รอด น่าแปลกมากที่คนไทยด้วยกันเองปฏิบัติกับคนไทยด้วยกันอย่างไร้เกียรติ ยิ่งเป็นคนเสื้อแดงด้วยแล้วมันกลายเป็นพวกคนเลวทันทีในสายตาผู้คุมที่นี่”

“ถามเรื่องความเป็นอยู่ของฝรั่งสองคนนี้น่ะหรือ ทั้งเจฟและคอเนอร์ปรับตัวให้เข้ากับการอยู่ที่นี่ได้อย่างดี อาจมีวันแรกๆ นั่นแหละที่อาจขลุกขลักซักนิด เพราะเค้าสองถูกย้ายแดนมากรณีพิเศษ ปกติแล้วที่เรือนจำนี้จะมีการจำแนกผู้ต้องขังทุกๆ วันพฤหัส แต่สองคนนี้ได้เข้ามาก่อน อาจเพราะคอเนอร์มีปัญหาถูกทำร้ายจากแดน 1 ก็ได้”

“คืนแรก เจฟถูกจับยัดมาในห้อง 10 ขณะนั้นแน่นขนัดแทบไม่มีที่จะนอนแล้ว จึงทำให้ “ขาใหญ่” ประจำห้องที่เป็นอดีตนายตำรวจ (ที่โดนคดียาบ้านแล้วขู่เรียกเงินผู้บริสุทธิ์หลายราย ท้ายที่สุดโดนผู้เสียหายแจ้งความกลับกว่า 200 คดี ปิดฉากมือปราบยาเสพติด) ไม่พอใจ และผมคิดว่าเค้าคนนี้จึงมีอคติกับเจฟตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่เนื่องจากเจฟเป็นคนตลกและพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย จึทำให้เข้ากับผู้ต้องขังในห้องได้เร็วและไม่มีปัญหาใดๆ”

“ส่วนคอเนอร์น่ะเหรอ เค้าสร้างวีรกรรมที่ห้อง 2 ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ มารู้อีกทีก็ตอนเช้าของอีกวันที่มีคนมาบอกว่า “ฝรั่งเสื้อแดงเพื่อนคุณเกือบโดนรุมกระทืบเมื่อคืน” ผมถามว่าทำไมหรือ? พวกที่นอนอยู่ห้อง 2 ก็บอกว่าให้ผมเดินไปดูด้วยตัวเองจะดีกว่า ปรากฏว่าเมื่อผมเดินไปดูก็พบ “ข้อความที่เขียนด้วยปากกาเต็ม 2 ฝั่งผนังห้อง” ข้อความเหล่านั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษมีเนื้อหาเกี่ยวกับประชาธิปไตยล้วนๆ มีข้อความด่ารัฐบาล ระบบรัฐธรรมนูญไทย และข้อความแสดงความไม่พอใจที่เขาถูกจับกุม เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ผมเห็นแล้วนึกสงสัยทันทีเลยว่า อีตานี่ท่าทางจะติงต๊องแน่เลย ฮ่า”

“รายละเอียดส่วนตัวของแต่ละคนเหรอ เจฟเป็นคนอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก ค่อยยังชั่วหน่อยฟังสบาย เสน่ห์ของเจฟอยู่ที่การพูดจาครับ เค้าเป็นคนพูดจาสนุกสนานติดตลก เป็นคนอารมณ์ดีน่ะ เข้ากับคนง่ายแถมยังพูดภาษาไทยได้นิดหน่อยด้วย เวลาเค้าไปไหนมาไหนจะสะพายกระเป๋าสีดำคู่ใจไปด้วยเสมอ ในกระเป๋ามีทุกอย่างที่ถูกจับยัดๆ เข้าไป เวลาจะหยิบใช้อะไรทีต้องเสียเวลาหากันให้วุ่น เจฟเป็นคนขี้อายมากๆ เลยนะแม้จะตัวใหญ่เหมือนหมี หรือเรียกว่ามีคุณลักษณะที่เป็นนักเลงได้ มันจึงไม่แปลกที่ผมมักเห็นเขาแอบเข้าห้องน้ำตอนตี 3 ซึ่งคนอื่นหลับหมดแล้วบ่อยๆ เจฟเป็นคนรักครอบครัว เค้ามีภรรยาคนไทยอยู่ที่พัทยา และมีลูกติดภรรยา 1 คนซึ่งเจฟรักมาๆ และมักจะบ่นคิดถึงลูกเสมอพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า เจฟรู้ดีว่าผมก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน บ่อยครั้งเราจึงคุยกันเรื่องลูกด้วยน้ำตาคลอเบ้าทั้งคู่แล้วก็พากันปลอบใจกันไปมา

“ส่วนคอเนอร์ เค้าเป็นฝรั่งที่พูดเร็วมาก เป็นคนพูดจาสนุกสนานอยู่แต่จะไม่โผงผางอย่างเจฟ คอเนอร์รูปร่างใหญ่ อุดมไปด้วยมัดกล้าม สมกับที่เคยเป็นทหารมาก่อน เค้าจะสะพายกระเป๋าไปไหนมาไหนเหมือนเจฟ เป็นกระเป๋าโดราเอมอนเหมือนกัน ที่สำคัญ ไม่เคยล้างเหมือนกัน คอเนอร์เป็นคนกินง่าย อะไรๆ ก็กินได้ ผมมักจะเห็นเค้าเปิดปลากระป๋องแล้วเทลงคอเอื๊อกๆ เคี้ยวกลืนลงคออยู่บ่อยๆ โดยไม่กินข้าวหรือขนมปังตามเลย เวลาส่วนใหญ่ของคอเนอร์จะถูกใช้ไปกับการอ่านและเขียนหนังสือ ทุกวันเวลาบ่ายโมงคอเนอร์จะออกกำลังกายที่ลานออกกำลังกาย ที่มักเห็นประจำคือการฝึกชกมวยกับผู้ต้องขังที่พอจะเป็นมวยอยู่บ้าง ซึ่งผมขอบาย เค้าเป็นคนรักสุขภาพมาก แต่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องความสะอาดเท่าไหร่ - -‘’บางคนบอกผมว่าคอเนอร์คงชินกับการเป็นทหารมาก่อนที่สอนให้นอนกลางดินกินกลางทรายได้ เหตุผลนี้จึงทำให้ผมเข้าใจเขาได้มากขึ้นหน่อย อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผมแล้ว คอเนอร์เป็นคนที่มีความรู้มากจริงๆ ในทุกๆ ด้าน ถามอะไรก็รู้หมด”

“แน่ล่ะ การมาอยู่ในนี้นานๆ เป็นบททดสอบความแข็งด้านของหัวใจเป็นอย่างดี เขาทั้งสองมีมุมอ่อนแอที่ผมแอบเห็นด้วย สำหรับเจฟช่วงแรกๆ ที่เข้ามาและอยู่ห้องเดียวกับผม ผมมีโอกาสดูแลเค้า พูดคุยกับเค้า เจฟหวังว่าจะได้รับการประกันตัว ซึ่งก็เหมือนกับคนอื่นๆ รวมถึงผมด้วย แต่พอไม่ได้ประกันก็ทำให้เจฟฟิวส์หลุดไปบ้าง เช่น การยืนเกาะลูกกรงเหล็กแล้วมองออกไปข้างนอกถนนแล้วน้ำตาคลอ บางทีเราจะเห็นเค้านอนอยู่เฉยๆ แล้วเอาหมัดทุบไปที่หัวตัวเองอย่างแรงแล้วก็ร้องไห้ ผมเข้าใจเลยว่ามันคือจุดที่สุดจะกลั้นแล้ของเจฟ หลังๆ เขาเป็นอย่างนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ต้องเข้าไปปลอบเค้าทุกครั้ง เป็นเรื่องที่แปลกมากๆ อันนี้ผมขอบอกเลยว่าเฉพาะกับคนเสื้อแดงเท่านั้นนะ คือ เวลาที่เราท้อแท้ ผิดหวัง เสียใจ (ในคุก) มันจะไประบายทางอื่นไม่ได้เลย ดังนั้นการที่พวกเราได้ปลอบใจกันเอง ในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันมันเหมือนยาวิเศษจริงๆ เวลาที่เจฟท้อแท้สิ้นหวัง ร้องไห้เสียใจ ผมจะเข้าไปจับมือเค้าแล้วพูดปลอบใจ ซักพักเจฟก็หาย บางทีอาจเป็นเพราะเจฟก็รู้ว่าผมก็ไม่ต่างจากเค้าทำให้เค้าคุมอารมณ์ได้เร็ว แต่ผมกลับมาเครียดเสียเอง ฮา”

“ส่วนคอเนอร์นั้นแทบจะบอกได้เลยว่าไม่เคยเห็นน้ำตาหรือการแสดงอาการเศร้า เสียใจ อ่อนแอจากเค้าเลย ยกเว้นเรื่องเดียวที่ทำให้เค้าเครียดมากที่สุด คือ ตอนที่ทางเรือนจำมีคำสั่ง “งดเยี่ยมญาติ” เพราะสาเหตุที่คอเนอร์เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทตอนเข้ามาอยู่แดนแรกรับใหม่ๆ การตัดสินและมีคำสั่งแบบนั้นทำให้คอเนอร์ไม่พอใจมาก เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบ มีการสอบคู่กรณีแต่ไม่มีการสอบคอเนอร์ ท้ายสุดเลยมีคำสั่งให้ลงโทษงดเยี่ยมญาติทั้งคู่กรณี 3 คนรวมคอเนอร์ด้วยเป็นเวลา 1 เดือน แรกๆ ดูเหมือนคอเนอร์จะไม่คิดอะไร แต่พอผ่านไปสักอาทิตย์ คอเนอร์ก็เริ่มแสดงอาการซึมเศร้า ไม่ยิ้มแย้มแบบเมื่อก่อน ขึ้นอนก็จะนอนเงียบๆ ตามองเพดานโดยไม่พูดไม่จา โธ่ ใครจะไปทนได้ครับ ผมสาบานได้ นักโทษ ผู้ต้องขังทุกคนในนี้ เฝ้ารอคอยการมาเยือนของญาติกันทั้งนั้น การได้พบคนอื่นบ้างมันจะทำให้มีชีวิตชีวา เมหือนมีการเติมพลังให้ชีวิต ผมเองยังเป็นอยู่บ่ายๆ อย่างที่คุณมาเยี่ยมผม มาคุยกับผม ผมก็ดีใจนะ แล้วก็รู้สึกสดชื่นด้วย มาเฉยๆ ไม่ต้องซื้อของฝากก็ได้ ก็แหม 24 ชั่วโมงอยู่แต่ในกรอบสี่เหลี่ยม ได้เจอคนอื่นได้พูดคุยกับคนรู้จัก มันเป็นสิ่งวิเศษจริงๆ ดังนั้น ไม่แปลกที่จะเห็นคอเนอร์คนเหล็กของเราหงอยลงถนัดตาตอนห้ามเยี่ยมญาติ”

“ข้อหาที่สองคนนี้โดนเหรอ ก็อย่างที่เป็นข่าว คือ โดนข้อหา “ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ด้วยกันทั้งคู่ แต่เพราะเป็นชาวต่างชาติ ศาลจึงไม่ให้ประกันตัวเพราะกลัวหลบหนี ดังนั้น ศาลจึงมีการนัดขึ้นศาลโดยทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เจฟเอง ช่วงหลังๆ เริ่มเครียดและหงุดหงิดง่าย เลยทำให้สุขภาพเขาทรุดลงไปด้วย เริ่มจากเกิดแผลที่เท้า เน่าจนเดินไมได้ เจฟจึงถูกส่งให้ไปพักฟื้นที่แดนพยาบาลระยะหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นแกนนำก็มีการย้ายจากคลองเปรมมาที่นี่ และมีการกระจายแกนนำไปยังแดนต่างๆ บางคนก็ย้ายมาอยู่แดนผมนี่ด้วย แต่เขาสั่งห้ามเสื้อแดงอยู่ห้องเดียวกัน แต่ย้ายไปย้ายมาคนเสื้อแดงคงเยอะเกิน มันเลยมาลงให้ทำให้ ผม เจฟ และคอเนอร์ได้อยู่ห้องเดียวกันเฉยเลย ไม่กี่วันถัดมาเจฟก็ได้ขึ้นศาล โดยเจฟเลือกทาง “รับสารภาพ” จึงทำให้เจฟได้กลับบ้านเลยในทันที เพราะจำคุกมาเกินกว่าโทษที่ตัดสินมา”

“ ... แล้วเจฟก็มาลาผมและคอเนอร์ หน้าตาเปื้อนรอยยิ้ม เคล้าน้ำตา ผมกับคอเนอร์ได้สัมผัสมือเจฟเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะให้สัญญากันว่าออกไปแล้วจะไม่ลืมกัน และเราจะพบกันใหม่ข้างนอก การจากไปของเจฟในครั้งนี้ ทำเอาผมใจหาย และนึกใจด้วยว่าเมื่อไหร่จะเป็นวันของผมบ้าง...”

“ความประทับใจในตัวเจฟเหรอ เอาเรื่องที่ประทับใจสุดก่อนนะ ตอนเค้ามาห้อง 10 ใหม่ๆ มีคนถามเจฟในทำนองดูถูกเหยียดหยามและหยาบคายว่า “เป็นฝรั่งเอี้ยอะไรเสือกมายุ่งกับเสื้อแดง ฝรั่งแม่งเกี่ยวอะไร” เจฟตอบเค้าในทันที โดยมีผมทำหน้าที่แปล เจฟตอบว่า “เค้าเองก็ไม่อยากจะยุ่งหรอกถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ แต่บังเอิญเค้ามีลูกสาวคนไทย มีเมียคนไทย เค้าจึงจำเป็นต้องออกมาร่วมกับคนเสื้อแดง เพื่ออนาคตของลูกสาวของเค้า” คำตอบนี้ทำเอาคนถามหน้าหงายกลับไป พร้อมกับคำพูดแถมจากผมว่า “เป็นไงล่ะ อายฝรั่งมั้ย แล้วเอ็งเคยคิดทำอะไรให้ประเทศมั่งมั้ย” ...หมอนี่มันทำให้ผมได้ยิ้มระรื่นด้วยความสะใจไปทั้งวัน”

“เจฟไปแล้ว แล้วคอเนอร์เป็นยังไงน่ะเหรอ แน่ล่ะ เจฟได้กลับบ้านเพราะรับสารภาพ ประเด็นนี้เป็นเรื่องท้าทายบุรุษผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างคอเนอร์มาก เขามีความเชื่อ ความมุ่งมั่นว่า “ถ้าผมไม่ผิด ผมก็จะสู้จนวินาทีสุดท้าย” ดังนั้นเค้าจึงยืนกรานมาตลอดว่าจะ “สู้” เพื่อชนะคดีให้ได้ แม้จะมีคนใกล้ชิดมาหว่านล้อม ขอร้องให้เค้ารับสารภาพเพื่อจะได้รับการพิจารณาแบบเดียวกับที่เจฟได้รับก็ตาม”

“มีอยู่วันหนึ่ง คอเนอร์ได้รับจดหมายจากคนใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งที่มาเยี่ยม ดูแล เอาใจใส่ให้คอเนอร์อยู่ตลอด เนื้อความในจดหมายเขียนยกย่องในความเป็นนักต่อสู้ของคอเนอร์ และเข้าใจ แล้วก็เคารพการตัดสินใจของคอเนอร์ทุกอย่าง แต่ถึงยังไงเค้าก็ยังห่วงคอเนอร์ และอยากให้คอเนอร์ห่วงเค้าด้วยเช่นกัน....” เมื่อผมอ่านจบแล้ว คอเนอร์ถามกลับผมว่า ถ้าเป็นผม ผมจะตัดสินใจยังไง? จริงๆ แล้วผมบอกตามตรงว่าใจหายที่จะตอบ เพราะใจหนึ่งผมก็เห็นแก่ตัวสุดๆ อยากให้คอเนอร์อยู่เป็นเพื่อนผมไปก่อน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้เพื่อนพ้นทุกข์จากตรงนี้ ผมจึงตอบไปว่า “รับเถอะ” ถ้าแน่ใจว่ารับแล้วโทษจะตัดมาเท่าเจฟ...”

“ก่อนวันขึ้นศาลประมาณ 2 สัปดาห์ ผมแน่ใจแล้วว่า คอเนอร์เลือกเส้นทางแบบเจฟ จึงได้ปรึกษาหารือกันในกิจกรรมที่ผมจะทำกับคอเนอร์เมื่อได้ออกไป แล้วผลคำพิพากษาก็ออกมาในแนวทางเดียวกับเจฟ เย็นวันนั้น ผมได้สัมผัสมือกับคอเนอร์ผ่านลูกกรงประตูเป็นครั้งสุดท้าย กับคำมั่นสัญญาว่าเค้าจะช่วยเหลือผมและลูกอย่างแน่นอน .. และปัจจุบันคอเนอร์ก็ได้ยืนยันคำพูดนั้น ผ่านการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ทำให้ผมและคนเสื้อแดงมาโดยตลอดเท่าที่เขาจะทำได้”

“เขาสองคนจะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป หวังว่าเราได้เจอกัน..ข้างนอกนั่น”

แม้วตาสว่างโฟนอินญี่ปุ่นแฉพลเอกผัวเมีย เปรียบเปรยเจ้าของบริษัทหูเบาผิดซ้ำซากถึงฆ่าพนักงาน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2554

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินมางาน"ตาสว่างกลางญี่ปุ่น"กับกลุ่มเสื้อแดงไทยในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่า มีพลเอก 2 คนผัวเมียอยู่เบื้องหลังยุยงให้เกิดการรัฐประหารขับไล่เขาออกนอกประเทศ และหากเทียบกับไทยเป็นบริษัทก็ปรากฎว่า เจ้าของบริษัทเกิดหวาดระแวงไล่ผู้จัดการออก ผู้จัดการคนนี้เป็นตำรวจ แล้วไปเอาโจรมาดูแลบ้านแทน เลยเกิดการปล้นทั้งเจ้าของบริษัทและพนักงานบริษัทมโหฬาร หลังๆก็มีฆ่าพนักงานบริษัทอีกด้วย

ส่วนนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแดงสยาม โฟนอินมางานเดียวกัน กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ของไทยจะช่วงชิงกันระหว่างฝ่ายที่ต้องการทำรัฐประหาร กับฝ่ายที่ต้องการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้นปช.ยกระดับการต่อสู้ไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิืปไตยที่แท้จริง และเปิดเผยโฉมหน้าศัตรูที่แท้จริงของประชาชน

กลุ่มRED IN JAPAN ได้จัดงาน"รวมน้ำใจจากREDIN JAPAN สู่ RED IN THAILAND"ที่ร้านอาหารไทยกระถิน ชิบะเคน เพื่อเป็นการส่งขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเสื้อแดงทางเมืองไทยที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เราไม่ทอดทิ้งกัน ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง งานนี้วิทยากรขวัญใจคนเสื้อแดงให้เกียรติโฟนอิน และโฟนอินจากพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งพ.ต.ท.ทักษิณและนายจักรภพ

ทักษิณแฉ2พลเอกผัวเมียอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร19กันยาฯ เปรียบเจ้าของบริษัทฆ่าพนักงาน

คลิปเสียงพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวเสวนากับกลุ่มRED IN JAPAN คลิ้ก http://www.mediafire.com/?acna7nffqdh67y3


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในที่ประชุมเสวนาของRED IN JAPAN โดยเริ่มทักทายว่า"ที่ญี่ปุ่นมียาหยอดตาดีหรืออย่างไรถึงได้ตาสว่าง" ท่ามกลางเสียงเฮฮาของกลุ่มRED IN JAPAN และว่าวันที่ 31 มกราคมนี้โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมก็จะไปแถลงข่าวฟ้องศาลโลกที่ญี่ปุ่น กรณีสังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

พร้อมทั้งกล่าวว่า เสียดายที่ประเทศไทยกำลังไปได้ดี ก็เกิดมาหวาดระแวงมาทำรัฐประหารเขาเรื่องเกิดจากพลเอก2ค นคือพลเอกคนที่เป็นผัวกับพลเอกที่เป็นเมีย"พลเอกผัวโกรธผมว่าผมเตะขึ้นไปเป็นผบ.สูงสุด ส่วนพลเอกเมียก็ไปเพ็ดทูล ต่อมาผัวได้เป็นนายกฯ เมียได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองได้เป็นใหญ่" แต่ทำไปทำมาก็เป็นวัวพันหลัก ทำผิดแล้วผิดอีก เหมือนบ้านดีๆไล่ตำรวจออกไปเอาโจรมาเฝ้า ตอนนี้โจรปล้นเจ้าของบ้าน เกิดคอรัปชั่นขนานใหญ่ในทุกวันนี้ ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการประจำ ตำรวจ

"ความชั่วร้ายในรอบ4-5ปีที่ไล่ผมออกมา หนักขึ้นทุกวัน ในแง่ส่วนตัวผมเฉยๆเรื่องกลับเมืองไทย ผมอยู่เมืองนอกก็ทำมาหากินส่วนตัวผมไป แต่ห่วงประเทศห่วงชาวบ้าน ปัญหาเกิดจากจู่ๆเจ้าของบริษัทระแวงไล่ลูกจ้างออก แล้วก็ฆ่าพนักงานบ้าง ตอนนี้ประเทศไทยเราแย่กว่าหลายประเทศ ทั้งที่เรากำลังไปได้ดี ตอนนี้มีการออกนโยบายประชาวิวัฒน์ แต่ผมเห็นว่าเป็นประชาวิบัติมากกว่า"

จักรภพเรียกร้องนปช.ออกจากเกมของอำมาตย์ศักดินายกระดับปฏิวัติสู่ปชต.แท้

คลิปเสียงนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแดงสยาม กล่าวเสวนากับกลุ่มRED IN JAPAN คลิ้กฟัง http://www.4shared.com/audio/8NjPiV0Q/JAPAN2011-01-23_2.html?

นายจักรภพกล่าวว่า สถานการณ์ในปีนี้จะเกิดการช่วงชิงกันระหว่างฝ่ายที่ต้องการทำรัฐประหาร กับฝ่ายที่ต้องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยฝ่ายที่ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะได้ประโยชน์จากทั้ง 2 แนวทางของการเผชิญหน้ากันนี้ ไม่ว่าจะเกิดการรัฐประหารก่อน หรือเกิดการเลือกตั้งก่อนก็ตาม

เขาไม่เชื่อว่่าการเลือกตั้งจะนำประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราัะน่าจะกลับไปซ้ำรอยเหมือนรัฐบาลสมัคร กับรัฐบาลสมชาย เพราะเป็นการเล่นในเกมของอำมาตย์ศักดินา และยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าจะเกิดการเลือกตั้งหรือไม่ หากฝ่ายกุมอำนาจรัฐไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะชนะการเลือกตั้งได้ หรือหากจะเกิดการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็ป้อแป้ ควรปรับปรุงให้เป็นพรรคที่ปฏิวัติด้วย ไม่ใช่หลงเล่นเกมที่ฝ่ายอำมาตย์ศักดินาขีดเส้นกำหนดให้เล่น

เขายังได้วิจารณ์กรณีพันธมิตรออกมาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้เกิดพิพาทกับกัมพูชามากขึ้นว่า อาจเป็นการวัดพลังสร้างกระแสว่าทั้งสองฝ่ายมีแบ็คเป็นชนชั้่นนำระดับสูงใช่หรือไม่ เช่้นว่า รัฐบาลประชาธิืปัตย์มีแบ็คฝ่ายชายหนุน พันธมิตรมีฝ่ายหญิงหนุน และจะรอดูท่าทีว่าระดับลดหลั่นลงมาจะแบ็คข้่างไหน

"ผมอยากถามนปช.แดงทั้งแผ่นดินว่าจะรอเขาปราบอีกหรือ หรือจะก้าวยกระดับมาสู่แนวทางปฏิวัติสู่ประชาธิืปไตยที่แท้จริง และกล้าเปิดเผยศัตรูที่แท้จริงของประชาชน ไม่ใช่กับพวกทนายหน้าหอของเขา" พร้อมทั้งทำนายว่าปีนี้ยังจะเกิดการไล่ล่า ฆ่าอีกยกใหญ่ อยากให้เสื้อแดงในต่างประเทศ รวมทั้งที่ญี่ปุ่นเตรียมการรองรับไว้ด้วย

REDแอลเอจัดงานตาสว่างได้5หมื่นฝากสส.สุนัยให้ทนายอานนท์ช่วยประกันนักโทษการเมือง-คดีหมิ่น



วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ ประจำมหานครลอสแอนเจลีส (LA.)รายงานข่าวกิจกรรม"ตาสว่างกลางอเมริกา"ที่LA เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาว่า งานเต็มไปด้วยความคึกคัก คนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยมาร่วมงานล้นหลามกว่าจำนวนที่นั่ง ซึ่งคณะผู้จัดงานได้เตรียมไว้รองรับเพียง 150 ที่นั่ง นอกจากจะได้ความรู้จน"ตาสว่าง"กว่าเดิมแล้ว ยังได้เงินเหลือจากการจัดงานราว 1,500เหรียญฯ หรือกว่า 50,000 บาทเพื่อนำมอบให้สำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ ของทนายอานนท์ นำภา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่ติดคุกคดีการเมืองอีกทางหนึ่งด้วย (อ่าน:ลงขันช่วยทนายอานนท์ปลดปล่อยนักโทษเสื้อแดง)






ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา เริ่มต้นที่นิวยอร์ก ต่อด้วยชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัส และแอลเอ ก่อนจะไปที่ลาสเวกัส ในวันที่ 29 มกราคมนี้

สำหรับกิจกรรมที่LAจัดขึ้นที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า ถนนฮอลลีวู้ด งานเริ่มประมาณ บ่าย 2 โมงตามเวลาท้องถิ่น ช้ากว่าเมืองไทยที่เพิ่งจัดกิจกรรมเดินขบวนใหญ่จากราชประสงค์ถึงราชดำเนิน

เดิมทีงานกำหนดจะเริ่มในเวลาราวบ่าย 3 โมง แต่เนื่องจากส.ส.ดร.สุนัย ต้องการมาดูความพร้อมในการการจัดงานของ Red USA ที่มีชื่อเสียงว่า ทำได้เรียบร้อยและเร็ว และ ได้มาตรฐานในการจัดงานชุมนุม ของคนเสื้อแดง ในอเมริกา เรียกได้ว่าสามารถ เรียกคนมาเข้าชมได้จำนวนมากทุกครั้ง และครั้งนี้ก้เช่นกัน

จากยอดขายบัตร มีผู้มาร่วมงานประมาณ 160 ท่าน แต่คณะผู้จัดงานพิมพ์บัตรเตรียมไวว้แค่เพียง 150 ใบ เลยต้องจัดที่นั่งเสริมให้
จนทางภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า สถานที่จัดงานไม่สามารถรับแขกนอกได้ เพราะคนที่มางาน นั่งเต็มไปหมดทุกโต๊ะ บางกลุ่มต้องยืนฟัง รอบๆ ห้อง นอกอาคาร ก็มีการจับกลุ่มคุยกันเรื่องการเมือง เป็นที่ภาคภูมิใจกับทีมงานจัดงานเป็นอย่างมาก

งานนี้มีการถ่ายทอดสดมาทางเมืองไทย ทางห้องเสรีชนด้วย นอกจากการบรรยายสุดประทับใจของส.ส.ดร.สุนัยแล่ว สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษ คือการ โฟนอิน ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะกี่ปีก็ยังคงเป็นนายกฯในหัวใจ ประชาชนเสมอ เพราะไม่ได้ไปปล้นตำแหน่งมาเหมือนกับรัฐบาลในปัจจุบันนี้

งานนี้นายกฯทักษิณ โฟนอินมา ใช้เวลาประมาณ 20 นาที (เดี๋ยวจะส่งคลิปมาให้ฟังตามหลลัง) และงานนี้สาวเสื้อแดงแอลเอได้ร่วมร้องเพลงแบบ สดๆ ไม่มีเสียงคาราโอเกะ คือเพลง"โปรดช่วยดูแลคนดี"มอบให้นายกฯทักษิณ ด้วย การการที่เดินสำรวจในงาน ปรากฏ ว่าน้ำตาท่วม โดยเฉพาะ สาวน้อยสาวใหญ่ สอบถามว่าเป็นอะไรต่างตอบเหมือนๆกัน ว่า "คิดถึงท่านนายกฯทักษิณ" ซึ่งก็ แปลกดีไม่เคยรู้จักส่วนตัว แถมบางคนไม่เคยชอบทักษิณมาก่อน แต่วันนี้ต้องยอมหลั่งน้ำตาให้ด้วยความดีที่ทักษิณ ชินวัตร เคยทำงานให้ปวงชนชาวไทย

อดีตนายกฯทักษิณกล่าวด้วยว่า ถ้ามาอเมริกาก็จะมาแวะแอลเอเพื่อพบกับพวกเราด้วย เสียงปรบมือดีใจพร้อมเสียงเฮดังขึ้น"เมื่อท่านบอกลา พวกเราที่อยู่บนเวทีก็ร้องเพลง โปรดช่วยรักษาคนดี หลายครกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย"

บรรยากาศบริเวณทางเข้างาน มีป้ายที่ต้องตีความกันเอาเอง



ส่วนส.ส.ดร.สุนัย งานนี้เริ่มงานด้วยการร้องเพลง 4 เพลงรวด พร้อมทั้งอธิบายความหมายของแต่ละเพลง ได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง ต่อด้วยความรู้ประวัติศาสตร์ทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น จนมาถึงวันนี้"เรามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร" สอดแทรกมุขขำขันอย่างมีอรรถรส ตรึงให้ทุกท่านนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมลุกไปไหนเลย

จนกระทั่งเวลา 6 โมงเย็น จึงได้พักรับประทานอาหารเย็น และมีรายการคั่นเวทีด้วยการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งผู้แสดงก็อาสาสมัครจากผู้มาร่วมงานนั่นเอง ส่วนการแสดงชุด"ทีเด็ด" ได้รับการร้องขอจากผู้ใหญ่ว่า "อย่าดีกว่า"เพราะดูแล้ว"สว่างมากเกินไป"ก็เลยเอาไว้ดูกันเองภายในเรดแอลเอก็แล้วกัน จบการแสดงด้วยการร้องเพลงของคนเสื้อแดง ซึ่งเราพิมพ์เนื้อร้องวางแจกไว้บนโต๊ะ บางคนน้ำตาซึม

หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ส.ส.สุนัยก็บรรยายต่อ แทรกตลกขบขันในเนื้อหา จึงมีเสียงหัวเราะของผู้ชมแทรกอยู่ตลอดเวลา จนเลยเวลา 2 ทุ่ม ตามกำหนดการ กระทั่งเวลาเกือบ 3 ทุ่มครึ่งจึงยุติ

งานนี้ได้รับเงินบริจาค 1,500 เหรียญ ในการขายนกสีแดงที่เพื่อนช่วยกันพับมา บางท่านพับมาถึง 200 ตัว รวมทั้งที่ตกแต่งลอยอยู่ในอากาศอีก 100 กว่าตัว ภาพนี้สวยงามมาก พวกเราลงมติเป็นเอกฉันท์มอบเงินจำนวนนี้ให้กับ ส.ส. เพื่อนำไปมอบให้กับ ทนาย อานนท์ นำภา ในการประกันตัวช่วยเหลือพี่น้องของเราที่ติดอยู่ในคุก ในข้อห้าหมิ่นฯ ทุกคนสุขใจ อิ่มใจ กับการให้ สู่พี่น้องเราในเรือนจำ

ทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา


ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร เดินสายบรรยายตาสว่างกลางอเมริกา จากนิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัสคลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ,แอลเอ และจะปิดท้ายที่ลาสเวกัสวันที่ 29 มกราคมนี้
*อัพเดตล่าสุดสุนัยอินFlorida+ทักษิณโฟนอินมาฟลอริด้า

ก่อนจะเดินสายมาบรรยายที่แอลเอ ก่อนหน้านี้ส.ส.ดร.สุนัยได้บรรยายที่นิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า และดัลลัส โดยล่าสุดในการบรรยายที่ดัลลัสนั้น มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาทักทายกับชาวไทยในดัลลัส ด้วย โดยกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ราวเดือนหน้าจะเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ในดัลลัส เท็กซัส รายงานภาพข่าวกิจกรรมในดัลลัสว่า ชาวไทยในดัลลัส เข้าร่วมเสวนาการเมือง และฟังการบรรยายสถานการณ์บ้านเมืองไทยยุคถิ่นกาขาว โดย ส.ส.ดร สุนัย เมื่อวันพุํธที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้ความรู้ทางการเมือง วิเคราะห์และชีั้้ให้เห็นถึงสาเหตุ ปัญหา และเหตุการณ์การเปลีียนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับเหตุการณ์การณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้

ผู้เข้าร่วมเสวนาหูตาสว่างขึ้นมาก และดีใจที่พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินมาร่วมงานด้วย และฮือฮากับการประกาศว่าเดือนหน้าจะมาเยือนสหรัฐอเมริกา

เชิญชมภาพบรรยากาศที่ดัลลัส

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ





ตาสว่างกลางชิคาโก้พรึ้บ

ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ ประจำนครชิคาโก้ มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา รายงานรบรรยากาศเสวนาตาสว่างกลางอเมิกา ที่ชิคาโก้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กิจกรรมสำเร็จลงอย่างงดงาม ประกอบไปด้วยความบันเทิง และกิจกรรมทางการเมืองที่สมบูรณ์ ต่อจากนั้นในวันที่ 10 มกราคม ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันได้เชิญส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธรไปบรรยายสถานการณ์การเมืองไทย มีนักศึกษาและแวดวงวิชาการมารับฟังจำนวนมากและพากันตาสว่างไปตามๆกัน

สำหรับกิจกรรมตาสว่างในชิคาโก้นั้น มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลินอยส์ ได้พากันฝ่าดงหิมะ อากาศติดลบ 14องศา มาฟังส.ส.ดร.สุนัย กันแน่นขนัดห้องจัดงาน อากาศข้างนอกที่ว่าหนาวจนสุดขั้วหัวใจ กลับอบอุ่นเมื่อทุกคนพากันมาอยู่ในห้องที่อบอวลไปด้วยมิตรไมตรีจิต ตั้งอกตั้งใจฟังการพูดคุยบรรยาย แบบเรียกว่าลืมหายใจ ไม่มีใครยอมลุกจากเก้าอี้


ชมภาพชุดส.ส.สุนัยอินชิคาโก้ คลิ้ก
รับฟังคลิปเสียง ส.ส.สุนัย จุลพงศธร เสวนากับคนไทยในชิคาโก้,อิลลินอยส์
-http://www.mediafire.com/?rpm4be04j36trwm
-http://www.4shared.com/audio/sGX7U5Ou/Drsunai-chicaco2011-01-09.html










ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ ได้จัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่ร้าน มณีไทย ชิคาโก เวลา 17:00 โดยได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดย ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในหัวข้อ "ความจริงประเทศไทย" โดยมีชาวไทยในชิคาโก และรัฐใกล้เคียง ได้ให้ความสนใจ และได้ไปลงทะเบียนก่อนเวลา และเมื่อถึงเวลา17:30 ห้องประชุม ก็เต็มไปด้วย พี่น้องคนไทย ที่รักความเป็นธรรม ร่วมร้อยคน

ส.ส.ดร.สุนัย ได้ บรรยายถึง วิกฤตการเมืองไทย โดยลําดับท้าวความมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ทําให้เราได้เห็น วิวัฒนาการของการเมืองไทยว่า ประชาธิปไตย และระบบการเมืองไทย นั้น มีอำนาจนอกระบบ แทรกแซงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น มีการปฏิวัติ รัฐประหารมากที่สุด มีการใช้กฏหมายสองมาตรฐาน อย่างเห็นได้ชัดเจน

แต่ผลจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี และ ระบบสื่อสาร ทำให้ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสาร และตื่นตัว ที่จะเรียกร้อง เพื่อให้ได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนอารยะประเทศอื่นๆ หากเรายังปล่อยให้คนไทยมีความแตกแยกอย่างนี้ ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย เหมือนเมื่อตอนที่เราเสียกรุงก็ได้

ส.ส.ดร.สุนัยยังได้เปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 และเปิดเอกสารว่าใครสังหารเสธ.แดงด้วย พร้อมเสนอทางออกบ้านเมืองว่าต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมือง เป็นสถาบันที่ทันสมัยแบบอังกฤษ ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย

การบรรยายจบลงด้วยการตอบคำถามจากผู้เข้าฟังและมีการเสนอแนวคิด เกี่ยวกับบทบาทของคนไทยในต่างแดน ในการหาทางออกแก่วิกฤติประเทศไทย โดยเรียกร้องให้ คนไทยทุกคน ทุกสีเสื้อ ขอให้มองทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม เคารพในกฏกติกาที่ถูกต้อง เพราะคนเราสามารถที่จะคิดต่างกัน แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยเคารพใน สิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น

ทางชมรมผู้รักประชาธิปไตยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ก็ได้ยืนยันบทบาท และเจตจำนงค์ ที่จะต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ ต่อต้านระบบสองมาตรฐาน และ เรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยแก่ประเทศไทยต่อไป และเชื่อแน่ว่าเมื่อส.ส.ดร.สุนัยเดินทางกลับประเทศไทยจะมีเรื่องราวอันตื่นตาตื่นใจจากอเมริกาไปฝากพี่น้องหญิงชายของเราผู้รักในเสรีภาพและประชาธิปไตย

ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์ให้ความรู้ กับชาวเสื้อแดงไทยในอเมริกา

In Newyork,Saturday Jan 8 at:5.30-11.30 pm @ New Broadway Seafood Resturant 83-17 Broadway Elmhurst,NY 11373(รายละเอียดตามโปสเตอร์ด้านล่าง)

*ฟังคลิปเสียงสุนัยพูดที่นิวยอร์ก


*In Chicago, The event will be on Sunday Jan 9 at 5 pm at Manee Thai Restaurant 3558 N. Pulaski Road Chicago, IL


คลิ้กฟังคลิปเสียงส.ส.ดร.สุนัยin Florida ทักษิณโฟนอินมาร่วมด้วย
*In Florida, The event will be on Sun 1/16 at 11 am @ Thailand Restaurant 5252 S. Dale Mabry Tampa, FL

*In Dallas, Tx, will be on Wed 19 Jan. 2011 from 6:00 PM-10:00 PM at: Radisson Hotel & Suites Dallas-Love Field

1241 West Mockingbird Lane, Dallas TX 75247,
Reservations: 1-800-395-7046 US/Canada Toll-free
Telephone: (214) 630-7000

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ


กิจกรรมตาสว่างกลางอเมริกา ขึ้นที่มหานครลอสแอนเจลีส (แอลเอ)ในเวลา15.00-18.00น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า เลขที่ 5311 ถนนฮอลลีวู้ด บูเลอวาร์ด ชั้นสองฮอลลีวู้ด แอลเอ แคลิฟอร์เนีย 90027 โทรศัพท์ 323-993-9000 ขอเรียนเชิญคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักมาตุภูมิในแอลเอ และพื้นที่ใกล้เคียงร่วมงาน
*In Los Angeles,CA, The event will be on Sun 1/23 from 3 PM - 8 PM at:Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd., 2nd Floor Hollywood, CA 90027 Tel: 323-993-9000

*In Las Vegas สำหรับลาสเวกัส งานมีในวันเสาร์ที่ 29มกราคม เวลา 6 โมงเย็น-2ทุ่ม ณ ร้านLittle Bangkok 3111 S.Valley View Blvd # M101,Lasvegas,NV 89102 (คลิ้กดูเบอร์โทรติดต่อร่วมงาน และรายละเอียดในโปสเตอร์สวยๆที่คุณGAG LASVEGAS การ์ตูนนิสต์ของไทยอีนิวส์บรรเลงสุดฝีมือ และกำลังเป็นเจ้าภาพด้วยความขะมักเขม้นเวลานี้ อย่าพลาดไปมากันมากๆ)

จึงขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา และผู้รักชาติรักมาตุภูมิ รักประชาธิปไตยเตรียมตาสว่างกันให้พร้อม

ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง จัดงานเราไม่ทอดทิ้งกัน



RED IN JAPAN ได้จัดงานนัดพบกันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม ในงาน"รวมน้ำใจจากREDIN JAPAN สู่ RED IN THAILAND" เพื่อเป็นการส่งขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเสื้อแดงทางเมืองไทยที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เราไม่ทอดทิ้งกัน ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง งานนี้วิทยากรขวัญใจคนเสื้อแดงให้เกียรติโฟนอิน และโฟนอินจากพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก ที่ร้านอาหารไทยกระถิน ชิบะเคน โดยงานนี้พ.ต.ท.ทักษิณและนายจักรภพ เพ็ญแข ได้โฟนอินมาร่วมงานด้วย

อ.ใจร่วมกับThai Red Swedenเบิกเนตรขอเชิญพี่น้องคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยทุกท่านมาร่วมงาน "คนรากหญ้าสังคมนิยม" วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2554 ที่เก่า ร้านหงษ์ไทย Solna เบอร์โทร 08-270813 thairedsweden@live.com

รายการของงาน

-เวลา 17.00 น รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ร่วมกัน ราคาอาหาร 150 kr ต่อหนึ่งรากหญ้า
-ชมการเต้น Tango และ Salsa ของหนุ่มเสื้อแดงวัยดุ
-ฟัง และคุยกับ อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์ แดงสังคมนิยม ผู้บรรยายรับเชิญที่เสียสละเวลามาเยี่ยมพวกเรา ต้องขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก(แถลงการณ์แดงสยามของ อาจารย์ ใจ)
-ผ่อน คลายกันด้วยเสียงเพลง (สำหรับท่านที่ไม่สันทัดในการบันเทิงก็สามารถเลือกมุมด้านนอกเพื่อสนทนา การเมืองหรือนินทาเผด็จการใน ประเทศไทย)

หรือติดตามรายละเอียด พร้อม"ของแถมชุดพิเศษ"ที่เวบไซต์ http://www.thairedsweden.com/

กิจกรรมตาสว่างกลางออสเตรเลีย


26 มกราคม 2011 ทางองค์กรThai Red Australia ได้จัดให้มีกิจกรรม วันตาสว่างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ในงานจะเป็นชุมนุมและมีการปิกนิค โดยเพื่อนๆสมาชิกและผู้ที่สนใจต่างนำอาหารมาร่วมรับประทานร่วมกัน และในงานจะมีการพูดถึงเกี่ยวกับวันตาสว่างด้วย

โดยงานจะจัดขึ้นที่ Belmore Park ใกล้กับ Central Station และ Thai Town งานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 หรือ เที่ยงตรง เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนไปร่วมกันเยอะๆ และช่วยกันกระจายข่าวและบอกต่ิอๆกับคนที่ไม่รู้ ได้ทราบด้วย

นอกจากนี้Thai Red Australiaได้ประกาศ Boycott สินค้า มาม่า และ การบินไทย โดยจัดทำประกาศทั้งฉบับภาษาไืทยและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ทางองค์กรก็ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยหยุดให้การสนับสนุนสินค้าดังกล่าว เพราะว่าเจ้าของสินค้าเหล่านี้ให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้มาฆ่า และทำร้ายประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย

ดังนั้นทางองค์กรจึงขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันกระจายข่าวบอกต่อกับคนที่ไม่รู้ด้วย และช่วยกันพิมพ์เอกสาร Boycott นี้ ไปติดตามที่สาธารณะและเผยแพร่ไปตามชุมชนต่างๆได้รับทราบกันด้วย ซึ่งเพื่อนสมาชิกทุกคนสามารถทำไ้ด้เลยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ตาสว่างกลางยุโรป นปช.ไทยในสหภาพยุโรป พบกันหลังวันหิมะละลาย

The United Front for Democracy Against Dictatorship Thai of Europe (UDD Thai of Eu) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งสหภาพยุโรป หรือ "นปช.เสื้อแดงไทยในอียู" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของชาวไทยในยุโรปหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ขอเชิญชาวเสื้อแดงในยุโรปชุมนุมพบกันหลังวันหิมะละลาย ประสานกขมิ้นแดงและมวลชนคนหัวใจสีแดง

ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม ที่เมือง wuppertal เวลา 15.00 เป็นต้นไป ณ Bangkok haus, Beckmanshof 20
42275 Wuppertal-barmen ถามรายละเอียดที่ คุณบี 0202 515 820 40 คุณพัช 0163 844 1898


บรรยากาศต่างประเทศที่คึกคักอย่างนี้ ทำให้หวนนึกถึงการรวมตัวของคนไทยในต่างประเทศ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475และการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศเพื่อปลดแอกไทยจากญี่ปุ่น ส่วนการรวมพลังในต่างประเทศหนนี้ จะมีหลักหมายสำคัญในการก่อการไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด...โปรดรอชมด้วยดวงหฤทัยระทึกตึ๊กๆตั๊กๆ

รัฐประหาร..? ไม่มั้ง!

ที่มา Thai E-News


จตุพร พรหมพันธ์ เผยได้กลิ่นการทำรัฐประหาร โดยมีข้ออ้าง 4 ข้อ ส่วนสมศักดิ์ เจียมฯไม่คิดว่าจะมีรัฐประหาร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2554

"จตุพร"ปูด"บิ๊กสีเขียว"ตั้งวงวางแผนทำรัฐประหาร อ้าง"4เงื่อนไข"สำคัญ หวังตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่าเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมวางแผนการทำรัฐประหารที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง มีนายทหารใหญ่นั่งประชุมกัน ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยากทราบเรื่องดังกล่าวให้ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่ามีการประชุมวางแผนกันจริง โดยคนที่นำเรื่องมาบอกตนนั้นเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่มียศเดียวกันกับนายทหารที่พูดกัน เพราะทหารแตงโมมีเยอะ

นายจตุพรกล่าวว่า วงหารือมีการประเมินสถานการณ์ โดยเห็นว่าน่าจะมีเงื่อนไขให้ทำการรัฐประหาร 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.กล่าวอ้างเรื่องความแตกแยกภายในชาติ 2.เรื่องการเสียดินแดนให้กัมพูชาอันมาจากนโยบายทางการทูตที่ล้มเหลวของรัฐบาล 3.ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4.ที่เกี่ยวข้องกับทหารเองในเรื่องการสลายการชุมนุม 91 ศพ

"ยังมีการพูดคุยกันว่าหลังทำรัฐประหารแล้วจะให้มีรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอดีตนายทหารใหญ่เดินสายคุยกับคอลัมนิสต์โดยอธิบายถึงเหตุผลการทำรัฐประหาร ถ้านายอภิสิทธิ์ไปถาม พล.อ.ประวิตร หรือนายทหาร ก็คงปฏิเสธ แต่ได้มีการเตรียมกำลังทหารแล้ว 30 กองร้อย หรือราว 3,000 นาย อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนั้น หากมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม กำลังทหารเหล่านี้ก็แปรสภาพได้ทันที พวกเราถึงแม้จะชิงชังในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องไปตามระบบ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องพ้นไปตามระบอบประชาธิปไตย” นายจตุพรกล่าว

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนกระทู้ในเวบบอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม หัวข้อ "จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐประหารหรือไม่? "ว่า มีเพื่อนทางเฟซบุ๊ค ถามผมมาทาง "หลังไมค์" เรื่องนี้ ผมขอถือโอกาสแสดงความเห็นในทีนี้

โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่า มีความเป็นไปได้นะ ในปัจจุบัน และในอนาคตทีเห็นนี้ เหตุผลของผมคือ กลุ่มที่กุมอำนาจขณะนี้ สามารถกุมอำนาจอยู่ได้ค่อนข้างเหนียวแน่น ทั้งทางการเมืองและทหาร, การท้าทายของทั้งพันธมิตร และ เสื้อแดง ก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และหากมีการรัฐประหารขึ้น จะนำไปสู่ความหายนะใหญ่หลวงแก่พวกเขาแน่ ผมกลับมองว่า สิ่งที่พวกเขาพยายามจำทำในอนาคตอันใกล้คือ จะทำอย่างไรทีจะเอาชนะเลือกตั้ง ที่เป็นไปได้ที่จะมีขึั้นในระยะครึงปีแรกนี้ (หรืออยางช้าประมาณค่อนๆไปทางท้ายปี) ทำอย่างไรจะให้ ปชป. ได้เสียงในระดับที่สูสี หรือกระทั่งชนะ เพื่อไทย เพื่อสร้างความชอบธรรมในการฟอร์มรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทีจะสามารถอ้างได้ว่า "มาจากการเลือกตั้ง"

ผมมองด้วยว่า เท่าที่เป็นอยู่ และที่เห็นขณะนี้ มีสถานการณ์เดียวที่อาจจะนำมาซึ่งการยึดอำนาจทางทหาร คือ หากมี "ความเปลี่ยนแปลงในระดับสูง" (คงเข้าใจว่าหมายถึงอะไร) และเกิดปัญหาที่ตามมาจากความเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น อาจเกิดความขัดแย้งในวงการชั้นสูงในระดับที่แก้ไม่ตก ที่อาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายควบคุมไม่ได้

แน่นอน หากการท้าทายของพันธมิตร หรือ เสื้อแดง ขึ้นถึงระดับที่ ควบคุมด้วยรูปแบบรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้ ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะพยายามแสวงหา final solution (ทางออกสุดท้าย) ด้วยการรัฐประหาร แต่โดบสวนตัว ผมคิดว่า ในด้านพันธมิตร นี่ยังห่างไกล ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ที่จะสร้างสถานการณ์ เรียกระดมพล ทำให้เกิดเป็นวิกฤต ได้ถึงขั้นนั้น ในส่วน เสื้อแดง ผมว่าต้องยอมรับอย่างเป็นจริง (realistic) ว่า ก็ยังไม่อยู่ในสภาพที่สร้างการท้าทายในระดับนั้นได้เช่นกัน

และแล้วความจริงกรณี ๗ คนไทยก็ปรากฏ

ที่มา Thai E-News



ประเด็นสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ การที่เรายอมรับคำพิพากษาของศาลกัมพูชาโดยไม่มีการอุทธรณ์ซึ่งทำให้คดีถึงที่สุด โดยความหมายก็คือเรายอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาว่า มีอำนาจเหนือเขตแดนดังกล่าว ทำให้เราต้องเสียเปรียบหรืออำนาจต่อรองในการปักปันเขตแดนในภาพรวมต่อไปในอนาคต หรือว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่ าเป็นยุคที่เราต้องเสียดินแดนให้กัมพูชาเพราะความ “คลั่งชาติ”ของคนบางกลุ่ม และความ “อ่อนหัด”ของผู้นำรัฐบาลนั่นเอง


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

จากกรณีที่คนไทย ๗ คนถูกทหารกัมพูชาจับตัว จนในที่สุด ศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุก ๕ คนไทยคนละ ๙ เดือนและปรับเป็นเงินจำนวน ๑ ล้านเรียล โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน ซึ่งก็มีความหมายว่ากระทำความผิดจริง แต่ยังไม่ต้องถูกติดคุกนั่นเอง

เหตุการณ์ต่างๆที่สับสนในตอนแรกเริ่มกระจ่างขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า“ใครได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร” ซึ่งใช้เป็นคำอธิบายว่า “การเมืองคืออะไร” (Politics is,who gets "What", "When", and "How")ของฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold D. Lasswell)ปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่โด่งดัง

ที่ผมยกนิยามศัพท์ของคำว่า “การเมืองคืออะไร”มากล่าวถึงกรณี ๗ คนไทย ก็เนื่องเพราะว่า กรณีนี้เป็นกรณีการเมืองโดยแท้

ถึงแม้ว่าจะมีกรณีการบังคับใช้กฎหมายของศาลกัมพูชามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ฝ่ายการเมืองของกัมพูชาที่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการเมืองกับไทยเช่นกัน

จุดเริ่มต้นของกรณีนี้เกิดขึ้นจากมีการพยายามที่จะใช้การปลุกกระแสชาตินิยมในกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มและรัฐบาลเอง เพื่อสร้างคะแนนนิยมของกลุ่มการเมืองและกลบปัญหาความไม่เอาไหนของรัฐบาลเอง

แต่่การณ์กลับไม่เป็นไปดังที่คาดหวัง เนื่องจากมีเข้าร่วมการชุมนุมจำนวนไม่มากนัก และมิหนำซ้ำยังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ จึงได้มีการตัดสินใจยกระดับการจุดชนวนด้วยการเดินข้ามแดนเข้าไปให้ทหารกัมพูชาจับกุมตัว โดยหวังที่จะปลุกกระแสความรักชาติขึ้นมา

ในเบื้องแรก ผู้ก่อการเรื่องดังกล่าวคงมิได้คาดหมายเหตุการณ์จะพลิกผันว่า จะมีการดำเนินคดีจนถึงกับมีการขึ้นโรงขึ้นศาลจนถึงต้องมีการขังคุก(ขี้ไก่)จนแมลงสาบแทะหัว กว่าจะได้ประกันตัวและตัดสินคดีก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

คณะดังกล่าวคงนึกแต่เพียงว่า หากมีการจับกุมในพื้นที่คงสามารถเจรจาได้เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา แล้วค่อยนำข่าวไปสร้างกระแส

แต่เหตุไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะทหารกัมพูชาที่จับกุมเกิดจำนายวีระ สมความคิด ที่เคยถูกจับมาแล้วแต่ถูกปล่อยตัวพร้อมกับทำทัณฑ์บนไว้แล้วเมื่อไม่นานมานี้

กอปรกับนายวีระเองก็ถูกทางการกัมพูชาขึ้นบัญชีดำไว้แล้วเพราะด่าฮุนเซ็นไว้เยอะ การณ์จึงกลับไปเข้าล็อกทางฝ่ายกัมพูชา บุคคลทั้งเจ็ดจึงถูกส่งตัวไปยังพนมเปญ พร้อมกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลฮุุนเซ็น

การจงใจที่จะให้ถูกทางการกัมพูชาจับกุมนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นภาพจากวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเรียกร้องในทันทีทันควันของขบวนการคลั่งชาติ ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปะทะกับกัมพูชาเพื่อให้บานปลายให้ได้

เป้าหมายก็เพื่อให้มีการตัดความสัมพันธ์ของสองประเทศ มีการเรียกร้องให้ปิดพรมแดนเพื่อตอบโต้ จากนั้นนำไปสู่การตัดสัมพันธ์ทางการทูต และที่ร้ายที่สุดมีการเรียกร้องจากทหารเก่าหลงยุคที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางทหารออกมากดดันรัฐบาลกัมพูชาเพื่อให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา

แต่โชคดีที่ปลุกกระแสไม่ขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะได้เห็นการคืนชีพของพวกคลั่งชาติที่กลับมายิ่งใหญ่เป็นผู้นำประชาชนบนความหายนะของประเทศ

เพราะชายแดนจะถูกแปรจากสนามการค้ากลายเป็นสนามรบ ประชาชนทั้งสองประเทศอพยพหลบหนีการสู้รบกันอย่างน่าเวทนาดังปรากฏในหลายประเทศแถบอาฟริกา

เราอาจจะได้เห็นผู้คนและทหาร ชั้นผู้น้อยล้มตายด้วยเหตุผลเพียงว่า เพื่อรักษาผืนแผ่นดินที่พิพาท ตามแผนการกระหายอำนาจของกลุ่มล้าหลังคลั่งชาติพวกนี้

ทางฝ่ายรัฐบาลเองนั้นเล่า นอกจากจะดำเนินนโยบายทางการทูตแบบตีสองหน้ากับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หลังจากที่เกิดปัญหาความกินแหนงแคลงใจกับกลุ่มการเมืองที่ส่งเสริมตัวเองให้ขึ้นสู่อำนาจ ก็พยายามเอาใจโดยการเล่นการเมืองแบบตีสองหน้าอีกเช่นกัน

โดยแสร้งว่า ไม่ยอมรับการกดดันทางนโยบายจากกลุ่มนี้ แต่กลับส่ง ส.ส.คนสนิทกับหัวหน้ารัฐบาลเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว โดยหวังเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีไมตรีกันอยู่ และหวังผลทางการเมืองในเบื้องลึกคือการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่บนสถานการณ์ความขัดแย้งในกระแสความรักชาติที่ดุเดือดเลือดพล่าน

นอกจากนั้นการพยายามปลุกกระแสคลั่งชาติ โดยการยอมลงทุนให้คนของตัวเองถูกจับนั้น ก็ยังหวังผลของการกลบกระแสของการเรียกร้องผลของการค้นหาความจริงกรณี ๙๑ ศพให้เงียบลง อย่างน้อยก็ชั่วคราวในระยะเฉพาะหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่เสียก่อนหลังจากนั้นค่อยว่ากันทีหลัง

เป็นแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ และเผื่อฟลุ้กจุดกระแสติดก็จะได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดพรรคเดียวไปเลย

แต่ก็เป็นที่น่าดีใจที่คนไทยส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารด้วยสนใจและเห็นใจผู้ถูกจับ แต่ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อของอุบายอันซ่อนเร้นนี้

กระแสการปลุกความรักชาติจึงไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นกระแสความคลั่งชาติตามที่กลุ่มการเมืองและรัฐบาลมุ่งหวัง

เหตุดังกล่าวนี้มิใช่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รักชาติ แต่คนไทยในยุค “2G ครึ่ง”นี้เข้าถึงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลายทางนอกเหนือจากสื่อของกลุ่มการเมืองดังกล่าว และสื่อกระแสของรัฐบาล ทำให้คนไทยได้รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ถึงแม้ว่าจะรู้ไม่หมดทุกอย่างถึงเบื้องหลังอุบายดังกล่าวก็ตาม

แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดคนไทยเรารู้ว่า หากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เราก็จะเป็นเหมือนกับอีกหลายๆประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม ผู้คนบาดเจ็บล้มตายโดยไม่มีเหตุผล มีแต่ความอดอยากยากแค้น ดังปรากฏเป็นข่าวที่รับรู้กันโดยทั่วไป

คนไทยเรารู้ว่าโลกยุคใหม่มิใช่ยุคชาตินิยมล้าหลังคลั่งชาติที่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านนิดๆหน่อยๆก็ไม่จำเป็นต้องสู้รบกันให้แตกหักกันไปข้างหนึ่งอีกต่อไปแล้ว

คนไทยรู้ว่าอย่างไรเสียเรากับประเทศเพื่อบ้านไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาวหรือพม่าและแม้แต่่มาเลเซียก็ตาม เราไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปได้ และก็หมดยุคที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองประเทศอื่นมาเป็นของตนเองอีกต่อไป

ที่สำคัญก็คือแน่ใจได้อย่างไรว่า หากเรารบแล้วจะชนะ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจทางทหารยังรบแพ้ในสงครามเวียดนาม และกำลังแพ้อีกในสงครามอิรัก จนโอบามาต้องออกนโยบายว่า จะถอนทหารเพื่อไม่ให้เสียหน้าการเป็นมหาอำนาจของตนเอง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าไทยเราจะรบชนะแต่ก็คงหืดขึ้นคอ หรือสะบักสะบอม สูญเสียมาก แต่เราก็จะแพ้ในเวทีโลก แต่หากจะพูดแบบไม่เกรงใจละก็ทหารไทยเราห่างสมรภูมิไปนาน ต่างจากทหารกัมพูชาที่รบมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเขมรแดงที่ฮุนเซ็นเอามาใช้งาน ว่ากันว่าทหารกัมพูชาเชื่อว่ าหากสู้กันตัวต่อตัวแล้วล่ะก็ต้องใช้ทหารไทยถึง ๓ หรือ ๕ คน สู้กับทหารกัมพูชาเพียงคนเดียวจึงจะเอาชนะได้

การเจรจาด้วยสันติวิธี การตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน การเป็นเพื่อนบ้านที่มีไมตรีต่อกันต่างหากที่เป็นนโยบายที่สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

การได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้างเล็กๆน้อยๆอยู่ที่ฝีมือของกระทรวงการต่างประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งฝีมือทางด้านการต่างประเทศหรือทางการทูตของไทยก็ปรากฏเป็นเป็นที่เลื่องลือในความยอดเยี่ยมมาช้านาน

ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือแม้แต่เราจะได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง เรายังไม่ตกเป็นประเทศที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามเลย

แต่ปัจจุบันเรากลับท้าตีท้าต่อยกับเขาไปทั่ว นับเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของนโยบายการต่างประเทศของไทยเรา ซึ่งยังไม่รวมถึงการที่ให้เลขานุการรัฐมนตรีฯทำหน้าที่ให้ข่าวสำคัญๆต่อสื่อมวลชนแทนโฆษกกระทรวงฯ ทั้งๆที่ไม่มีแนวธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ การที่เรายอมรับคำพิพากษาของศาลกัมพูชาโดยไม่มีการอุทธรณ์ซึ่งทำให้คดีถึงที่สุด โดยความหมายก็คือเรายอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาว่า มีอำนาจเหนือเขตแดนดังกล่าว ทำให้เราต้องเสียเปรียบหรืออำนาจต่อรองในการปักปันเขตแดนในภาพรวมต่อไปในอนาคต

ซึ่งเข้าหลักกฎหมายปิดปากที่ทำให้เราแพ้คดีประสาทพระวิหารในศาลโลกมาแล้วในอดีต

ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะพยายามชี้แจงว่า คำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความก็ตาม แต่ก็เป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะแม้ว่าในคำบังคับจะผูกพันเฉพาะคู่ความหรือคู่กรณี แต่หลักกฎหมายที่ศาลได้วางไว้ย่อมเป็นแนวที่ต้องปฏิบัติตาม

ดังจะเห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำพิพากษาของศาลปกครองที่ผ่านมา ที่สำคัญก็คือกรณีคำพิพากษาฏีกาคดีอาชญากรสงคราม หรือกรณีการยึดทรัพย์ของผู้นำรัฐบาลที่ถูกรัฐประหาร เป็นต้น

ฤาว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่ าเป็นยุคที่เราต้องเสียดินแดนให้กัมพูชาเพราะความ “คลั่งชาติ”ของคนบางกลุ่ม และความ “อ่อนหัด”ของผู้นำรัฐบาลนั่นเอง

--------------------------


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔

Wednesday, January 26, 2011

ประชาวิวัฒน์ ทำเพื่อคนจนหรือหาเสียง

ที่มา มติชน



โดย สมพันธ์ เตชะอธิก



การพัฒนาแบบคุณพ่อรู้ดี ประชาชนอยากได้อะไร รัฐบาลจะจัดการให้ เป็นของขวัญ 9 ชิ้น ที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำให้กับผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม แท็กซี่ คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย จะได้เข้าถึงสินเชื่อ มีการจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์และแผงลอย ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 90 หน่วยฟรี น้ำมันดีเซลราคาไม่สูงไปกว่าลิตรละ 30 บาท ลดต้นทุนทางการเกษตร และลดอาชญากรรม 20%

นโยบายหรือมาตรการหรือโครงการนี้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกว่า "ประชาวิวัฒน์" โดยที่ก่อนหน้านี้ได้เลียนแบบนโยบายประชานิยม คือ จ่ายเช็คให้ผู้มีรายได้น้อยคนละ 2,000 บาท จ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท จ่ายเงินเดือนให้ อสม.คนละ 600 บาท ประชาชนใช้น้ำ ไฟฟ้า ขึ้นรถเมล์ รถไฟ ฟรี ฯลฯ

ข้อดีของนโยบายประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลนำมาแปลว่ามาตรการหรือโครงการที่จะทำให้กับประชาชน คือ การที่รัฐบาลชุดนี้คิดถึงกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ อันหมายถึงคนยากจน คนด้อยโอกาส นับเป็นเรื่องดีที่กลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับการดูแลมากขึ้น

ข้อดีอีกประการหนึ่ง คือ การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปเพื่อคนยากลำบากแทนที่จะเอื้ออำนวยให้กับนายทุนธุรกิจหรือคนรวยๆ ขึ้น รวมทั้งมีโอกาสคอร์รัปชั่นได้น้อยจาก 9 มาตรการ 9 ของขวัญ ผิดกับโครงการถนนไร้ฝุ่น การเช่ารถเมล์ การจัดซื้อรถดับเพลิง เป็นต้น โครงการเหล่านี้มีโอกาสคอร์รัปชั่นมากกว่าและประชาชนได้รับประโยชน์น้อย

ข้อไม่ดีของนโยบายประชาวิวัฒน์ คือ การที่รัฐบาลกลางกำหนดโครงการเอง โดยอ้างว่ามาจากการสำรวจปัญหาและความต้องการของกลุ่มคนด้อยโอกาส แต่ไม่ได้ให้พวกเขามีส่วนร่วมวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ลักษณะนี้จึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพิงรัฐบาลมากเกินไป จนอาจกลายเป็นขอทานรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลแทนที่จะพึ่งตนเอง โดยสามารถจัดการเงิน หนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ การดูแลตนเองและครอบครัวให้เข้มแข็งขึ้นมาด้วยตนเอง โดยมีรัฐบาลคอยเอื้ออำนวยอาชีพ รายได้ การมีงานทำ การฝึกฝนอาชีพและพัฒนาทักษะชีวิตให้สามารถจัดการการเงินด้วยตนเองและครอบครัวได้

ข้อไม่ดีอีกข้อหนึ่งของประชาวิวัฒน์ คือ การซื้อเสียงล่วงหน้าโดยใช้งบประมาณของรัฐบาล ความหมายของการซื้อเสียงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่ช่วงฤดูกาลเลือกตั้งที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมและนิยามการซื้อเสียงที่ครอบคลุมถึงการแจกเงิน แจกสิ่งของ ขึ้นเงินเดือนไม่เหมาะสม โดยใช้งบประมาณของรัฐในช่วงที่เป็นรัฐบาลด้วย

คำว่าประชาวิวัฒน์เป็นวาทกรรมอีกคำหนึ่ง ซึ่งฟังดูดีแต่ก็เดินตามแนวทางความต้องการตามรู้สึกอยากของประชาชน ไม่ใช่ความต้องการการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองหรือช่วยเหลือตนเองระยะยาวได้

ประชาวิวัฒน์ น่าจะหมายถึง การปรับเปลี่ยนตนเองของประชาชนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการจัดการการเงินให้สามารถจัดการหนี้สินได้ ไม่ใช่ไม่ให้เป็นหนี้ เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องกู้หนี้ยืมสินเท่าที่ตนเองสามารถใช้คืนและเหลือไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

รัฐบาลควรพัฒนาประชาชนด้วยการวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ กำหนดแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยตัวประชาชนเอง โดยรัฐบาลจะคอยเอื้ออำนวยเงินทุน ความรู้ ทักษะวิชาชีพและอื่นๆ ที่จำเป็น เพราะถ้าขืนรัฐบาลนำงบประมาณแผ่นดินมาจัดทำโครงการเพื่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

คนยากจนและคนด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร กรรมกร แท็กซี่ คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย ผู้ประกอบการรายย่อย ฯลฯ ก็ยังคงยากจน มีรายได้น้อย มีหนี้สินหมุนเวียนมาก ไม่สามารถจัดการการเงิน การใช้จ่าย จนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียง และยังคงเป็นเบี้ยล่างให้นักการเมืองใช้หาเสียงโดยไม่มีความจริงใจกับการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงตลอดไป

ประชาวิวัฒน์ผนวกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มี ส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 125 คน นับเป็นเกมการเมืองหาเสียงอันช่ำชองของพรรคประชาธิปัตย์ในการที่กลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้าผสมกับพรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม การทำจริงให้กับคนด้อยโอกาสและคนยากจน ก็ยังเป็นเรื่องที่ควรทำต่อเนื่องและพอยอมรับกันได้บ้าง ส่วนคะแนนเสียงจะได้จริงหรือไม่? ก็เป็นเรื่องที่นักการเมืองและประชาชนรู้แก่ใจดีว่า

ไม่มีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่ดีที่สุด มีแต่เพียงพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่เลวน้อยที่สุด

"จตุพร"ปูด"บิ๊กสีเขียว"ตั้งวงวางแผนทำรัฐประหาร อ้าง"4เงื่อนไข"สำคัญ หวังตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ที่มา มติชน

ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่าเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมวางแผนการทำรัฐประหารที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง มีนายทหารใหญ่นั่งประชุมกัน ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยากทราบเรื่องดังกล่าวให้ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่ามีการประชุมวางแผนกันจริง โดยคนที่นำเรื่องมาบอกตนนั้นเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่มียศเดียวกันกับนายทหารที่พูดกัน เพราะทหารแตงโมมีเยอะ

นายจตุพรกล่าวว่า วงหารือมีการประเมินสถานการณ์ โดยเห็นว่าน่าจะมีเงื่อนไขให้ทำการรัฐประหาร 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.กล่าวอ้างเรื่องความแตกแยกภายในชาติ 2.เรื่องการเสียดินแดนให้กัมพูชาอันมาจากนโยบายทางการทูตที่ล้มเหลวของรัฐบาล 3.ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4.ที่เกี่ยวข้องกับทหารเองในเรื่องการสลายการชุมนุม 91 ศพ

"ยังมีการพูดคุยกันว่าหลังทำรัฐประหารแล้วจะให้มีรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอดีตนายทหารใหญ่เดินสายคุยกับคอลัมนิสต์โดยอธิบายถึงเหตุผลการทำรัฐประหาร ถ้านายอภิสิทธิ์ไปถาม พล.อ.ประวิตร หรือนายทหาร ก็คงปฏิเสธ แต่ได้มีการเตรียมกำลังทหารแล้ว 30 กองร้อย หรือราว 3,000 นาย อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนั้น หากมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม กำลังทหารเหล่านี้ก็แปรสภาพได้ทันที พวกเราถึงแม้จะชิงชังในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องไปตามระบบ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องพ้นไปตามระบอบประชาธิปไตย” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า กรณีการจับกุมอาวุธจำนวนมากบริเวณแยกมิสกวันใกล้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเห็นตรงกันว่าเป็นการจัดฉากของตำรวจ เพื่อสนองคำสั่งรัฐบาล ตำรวจทั้งนครบาลยังจับกลุ่มนินทาการจัดฉากครั้งนี้ว่าสามานย์ ทำไปเพื่ออะไร ขนาดมอเตอร์ไซค์ที่ยึดได้ยังเป็นการยกลงจากรถกระบะ