WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 27, 2011

ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

ที่มา มติชน



วิสา คัญทัพ

หยุดเอาความขัดแย้งทางชนชาติ มากลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น


เมื่อใดก็ตามที่ปัญหาความขัดแย้งทางชนชั้นดำเนินไปอย่างดุเดือดแหลมคมและรุนแรง องค์ประกอบและแนวร่วมต่างๆ ของ “คนชั้นสูง” บวก “คนชั้นกลางส่วนบน” ซึ่งรวมกันเป็นชนชั้นปกครองก็จะดำเนินการสร้างเรื่องปลุกระดมความคลั่งชาติเพื่อให้เกิดความขัดแย้งทางชนชาติ


ขอย้ำว่า ความขัดแย้งทางชนชั้นถึงที่สุดแล้วคือเรื่องผลประโยชน์ อำนาจบารมี ความไร้ซึ่งความเสมอภาค ภราดรภาพ และความเป็นธรรม ส่วนความขัดแย้งทางชนชาติเป็นผลสืบเนื่องมาจากชนชั้นสูงที่ต้องการสร้างอิทธิพลและครอบครองผลประโยชน์ จึงสร้างรัฐชาติขึ้นมา แล้วทำสงครามรบราแย่งชิงดินแดนสร้างแคว้นสร้างอาณาจักร ทั้งๆ ที่ประชาชนธรรมดาสามัญมิได้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้เพื่อขัดแย้งและต่อสู้ หากดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ด้วยความรักความสัมพันธ์อันดีน้ำใจไมตรี และภราดรภาพ ชายแดนของทุกประเทศในโลกที่ความขัดแย้งทางชนชั้นอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำที่สุดมักจะเป็นชายแดนที่สันติสงบ ประชาชนไปมาหาสู่สัมพันธ์กัน สืบผสมเผ่าพันธุ์กัน เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติกัน ทำมาค้าขาย ไปมาหาสู่ ข้ามแดน make love not war อยู่ร่วมกันโดยปกติสุข


สังคมไทยวันนี้เป็นอย่างไร ความขัดแย้งทางชนชั้นดุเดือดแหลมคม บารมีและอำนาจของคนชั้นสูง ขุนศึก ศักดินาถูกท้าทายลึกซึ้งและกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความขัดแย้งทางชนชาติจึงถูกกลุ่มสมุนบริวารที่รับใช้อำนาจเก่าหยิบยกขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น หมายลวงให้คนเสื้อแดงบางส่วนหลงทาง ดีที่แกนนำหลักขององค์กรเสื้อแดงยึดกุมแนวทางการต่อสู้ทางชนชั้นได้มั่นคง ทั้งเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาเรื่องข้อพิพาทระหว่างดินแดนไทยกัมพูชาแจ่มชัด ส่วนคนชั้นล่างอันเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมก็ตื่นตัวในเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น และไม่ใส่ใจจดจำการศึกษาประวัติศาสตร์ชาตินิยมบิดเบือนที่กระทรวงศึกษาธิการของรัฐชาติพยายามยัดเยียดให้ตลอดมาทุกรุ่นของเยาวชนตลอดร่วมร้อยปีที่ผ่านมา


ขุนวิจิตรวาทการไปเอาแผนที่จากเวียดนามที่เขียนโดยฝรั่งเศสมาอธิบายความให้จอมพล ป.พิบูลสงครามฟังว่าคนไทยมีเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เลยเกิดความคิดที่จะรวมชาติไทยซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า เพื่อทำลายความหลากหลายทางชนชาติที่มีอยู่ในอาณาจักรสยาม (ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ถูกปกครอง) คำถามก็คือประชาชนธรรมดาทั่วไปพูดภาษาอะไรกันบ้าง และชนชั้นผู้ปกครองพูดภาษาอะไรในเวลานั้น โดยที่ภาษาไทยกับภาษาลาวแทบไม่ได้ต่างกันอยู่แล้วโดยพื้นฐาน พูดกันโดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลก็เข้าใจเรียกว่า 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เว้นเสียแต่สำเนียงเสียงที่ต่างกันไปเท่านั้น ชนชั้นผู้ปกครองในเมืองเวลานั้นอาจพูดภาษาลาวสำเนียงเมืองหลวงก็ได้ หรือพูดเหน่อแบบสุพรรณฯ สำเนียงเมืองหลวงสมัยอยุธยาเป็นอย่างไร หรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน กระทั่งสำเนียงพูดสมัยขุนวิจิตรวาทการเองก็คงไม่เหมือนสำเนียงคนกรุงเทพฯในปัจจุบันนี้ (ชิมิ) เช่นนี้เป็นต้น ผมขออนุญาตยกข้อความซึ่งเรียบเรียงจากเค้าความบางตอนในต้นฉบับของหนังสือ "MA VIE MOUVEMENTEE" ฯ โดยปรีดี พนมยงค์ เขียนที่ชานกรุงปารีส เมื่อ 2 เมษายน 2517


(สาเหตุแห่งการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม(ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในบรรดารัฐมนตรีแห่งรัฐบาลนั้น มีข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)


ต่อมาประมาณอีก 4-5 เดือน หลวงวิจิตรวาทการได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงว่ามีคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ ในพม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย


ครั้นแล้วผู้ฟังวิทยุกระจายเสียงได้ยินและหลายคนยังคงจำกันได้ว่า สถานีวิทยุกรมโฆษณาการ (ต่อมาปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) ได้กระจายเสียงเพลงที่หลวงวิจิตรฯรำพันถึงชนเชื้อชาติไทยที่มีอยู่ในดินแดนต่างๆ และมีการโฆษณาเรื่อง "มหาอาณาจักรไทย" ที่จะรวมชนเชื้อชาติไทยในประเทศต่างๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่างๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน


ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่างๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่า "สยาม" มาจากภาษาสันสกฤต "ศยามะ" แปลว่า "ดำ" จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทยซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า "สยาม" แผลงมาจากจีน "เซี่ยมล้อ"


การเปลี่ยนชื่อสยามมาเป็นประเทศไทย นอกจากจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในสยามลงไปแล้ว แท้จริงข้อที่ว่าได้ “รวบรวมชนเผ่าไทย” นั้นยังน่าสงสัยว่า “ชนเผ่าไทย” มีจริงหรือไม่ ลำพังแผนที่ที่เอามาจากฝรั่งเศสย่อมไม่มีน้ำหนักพอเพียงที่จะทำให้เชื่อได้ตามฝรั่งว่า การที่บอกว่ามีไทยอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วอินโดจีน อาจหมายถึงไทยในความหมายที่เป็น “คน” ก็ได้เพราะในภาษาลาว คำว่า “ไท” มีความหมายว่า “คน” “ไทบ้านใด๋” ก็คือ “คนที่ไหน” เท่านั้นเอง จึงเป็นความเข้าใจผิดพลาด


ผมมีความเชื่อว่าสิ่งยืนยันถึงลักษณะการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ที่ดีที่สุดน่าจะอยู่ที่ภาษา ภาษาที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของภาษาไทย อย่างศิลาจารึกสมัยสุโขทัยก็ถูกนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ ปฏิเสธด้วยหลักฐานยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทำขึ้นในภายหลัง ดังนั้นจึงแทบไม่จำเป็นต้องสงสัยเลย หากศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบคำตอบว่ารากที่มาของภาษาไทยอาจมาจากภาษาลาว ภาษาเขมร และภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาไทยเหมือนภาษาลาวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยล่ามแปลดังกล่าว ส่วนภาษาเขมร มีคำไทยเหมือนคำเขมรกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าตัวเลขไทย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ แท้จริงแล้วเอามาจากเขมรหรือเปล่าเป็นเรื่องที่น่าค้นคว้า พ้นจากเรื่องของภาษาก็คงเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ซึ่งจะยืนยันถึงอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ได้เป็นอย่างดี พูดให้ถึงที่สุด ปรางค์แขก ปรางค์สามยอดที่ลพบุรี ปราสาทหินพิมายที่โคราช หรือเขาพนมรุ้งที่บุรีรัมย์ และอื่นๆ ฯลฯ ย่อมเป็นของขอม หรือขแมร์ทั้งสิ้น หากพิจารณาย้อนไปยังยุคแห่งอานาจักรชัยวรมันที่ 7 เพราะฉะนั้น การพิจารณาปัญหาการปักปันเขตแดนจะเอายุคอาณาจักรซึ่งไม่เคยมีแผนที่แบ่งเขต มาปะปนกับยุครัฐชาติในปัจจุบันไม่ได้ ลองฟังทัศนะของนักประวัติศาสตร์อย่าง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ


“ปัญหามันเกิดเมื่อ 100 กว่าปีก่อน สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเข้ามา ก็นำแผนที่ พิกัด การปักปันเขตแดนเข้ามาในภูมิภาคนี้ ทั้งที่สมัยนั้น ไม่มีหรอกคำว่าเขตแดน รัฐชาติก็ยังไม่มี ยังเป็นอาณาจักร ซึ่งอาณาจักรจะเล็กหรือใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับศูนย์กลาง ว่ามีอำนาจแค่ไหน ถ้ามีมากก็ขยายกว้าง ถ้ามีน้อยก็หดลง ครั้งหนึ่งกัมพูชาเคยกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่พอเสื่อมก็หดลงอย่างที่เห็นปัจจุบัน เรื่องเขตแดนจึงเป็นมรดกของฝรั่งโดยแท้ ประเทศไทยก็รับมาจากสยาม กัมพูชาก็รับมาจากฝรั่งเศส ซึ่งบางคนคิดว่าไทยกับสยามเหมือนกัน ผมว่าไม่เหมือนนะ วิธีคิดไม่เหมือนกัน เหมือนกัมพูชาสมัยนั้นกับสมัยนี้ก็คิดไม่เหมือนกัน”


“กระแสชาตินิยมมันปลุกได้เป็นครั้งคราวแล้วแต่ประเด็น ถ้าประเด็นมันฮอตก็ปลุกขึ้นได้ แต่สมัยปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปเยอะ คนมีข้อมูลข่าวสารมาก ทำให้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้ สิ่งที่เคยรู้เฉพาะในหมู่ผู้ปกครองก็รู้กันมากขึ้น บ้านเมืองเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รุนแรงมาก เปลี่ยนจากความคิดเดิมมาเป็นความคิดใหม่ แต่หลายอย่างมันเปลี่ยนไม่ทัน อย่างตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พูดเฉพาะการเสียดินแดน 14 ครั้ง แต่ไม่เคยบอกว่า ได้ดินแดนอะไรมาบ้าง


ถ้าคุณไปเปิดหนังสือ “แผนที่ภูมิศาสตร์ไทย” ของ ทองใบ แตงน้อย ที่ให้เด็กม.4 ม.5 เรียน หนังสือเล่มนี้ได้สร้างอคติให้กับคนไทยได้อย่างวิเศษสุด เพราะทำให้มองอะไรด้านเดียว เขียนแผนที่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย-อยุธยาว่ามีอาณาเขตเท่าไร ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีแผนที่ ไม่มีเขตแดน ยังเป็นอาณาจักรอยู่ การทำแผนที่ของไทย เริ่มครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 5 ที่รัฐบาลสยามจ้าง James McCarthy ทำ แผนที่ เมื่อปี ค.ศ.1888/พ.ศ.2431 ก่อนหน้านั้นสยามไม่มีแผนที่ มีแต่แผนการเดินทัพ ซึ่งไม่ได้บอกเขตแดนอะไรเลย บอกแค่ว่าหงสาวดีมาเจอกับอยุธยาแถวๆนี้แหล่ะ แต่หนังสือของทองใบ กลับบอกว่าสุโขทัย-อยุธยามีเท่าไร แล้วเขียนแค่ว่าไทยเสียดินแดนไปเท่าไร โดยไม่ได้บอกว่าเคยได้มาเท่าไร ทำให้คนไทยคิดว่า ไอ้นี่ก็ของเราๆ


แผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามให้ทำครั้งแรก หรือแผนที่ McCarthy ตอนนั้นยังไปกินลาวและเขมรอยู่ แต่ค่อยๆหดลงไปเรื่อยๆ แต่เวลาทองใบ แดงน้อยเขียนหนังสือกลับบอกว่ามี ซึ่งหมายความว่า ตำราเรียนนั้นไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็น อประวัติศาสตร์ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก อ.ธงชัย วินิจกูล เป็นคนแรกที่ชี้ประเด็นนี้ ถ้าไม่แก้ตำราเรียนของทองใบ แตงน้อย ก็ยากมากที่จะแก้ไขอคติของคน คนไทยก็จะบอกว่าไอ้นี่ก็ของเรา ทั้งที่ความจริงมันเป็นของเขา ลาวเป็นของใคร ก็ต้องของคนลาว แต่คนไทยเอามาหนหนึ่ง แล้วหลุดมือไป ถามว่าตอนนี้จะไปเอากลับมาได้ไหม ไม่ได้แล้ว..เพราะมันเกิดชาตินิยมในลาว หรือเราจะไปเอาเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณคืนจากกัมพูชาได้หรือเปล่า..ก็ไม่ได้”


เมื่อศิลาจารึกที่นับว่าเก่าที่สุดยังถูกพิสูจน์ทราบว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาภายหลัง เพื่อเขียนประวัติศาสตร์ตัวเองให้ยิ่งใหญ่ แล้วยังจะมีอะไรอีกเล่าที่บอกว่าเป็น “ของไทย” เครื่องดนตรี พิณ แคน ระนาด ซอ เมื่อขุดค้นรากที่มาแล้วก็หาไม่พบความเป็นของไทย ชนชั้นสูงที่ผูกขาดการปกครองในอดีตบิดเบือนประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นไทย ได้ส่อเค้าให้เห็นการเปลี่ยนความรักสามัคคีของทุกหมู่เหล่าเผ่าพันธุ์อันหลากหลายให้กลายไปเป็นไทยเดียวที่มีแต่ชื่อหากปราศจากวิญญาณ


ศูนย์รวมความเป็นชาติย่อมอยู่ที่ประชาชน ถ้าไทยเป็นชื่อที่ขุนวิจิตรมาตราและจอมพล ป.พิบูลสงคราม คิดขึ้นจากแผนที่ฝรั่งเศสที่อาจไม่รู้เรื่องชาวอุษาคเนย์ที่แท้จริง เหตุที่คิดในวันนั้นกำลังจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในวันนี้ด้วยน้ำมือของ “ชนชั้นสูง” กลุ่มเดิม เพราะปัญหาชนชาติ เนื้อแท้ก็คือปัญหาชนชั้น ถ้าเรายังเป็นประเทศสยาม พิณแคนระนาดซอก็ย่อมเป็นเครื่องดนตรีสยามอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสยามอยู่มานับเป็นพันปีแล้วขณะที่ประเทศไทยของ จอมพล ป.อยู่มายังไม่ถึงเจ็ดสิบปีเลย


เพราะฉะนั้นการต่อสู้ทางชนชั้นขณะนี้กำลังขับเคลื่อนไปม้วนเอาความขัดแย้งทางชนชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะรวมไปพัวพันถึงความสงสัยในเรื่องชื่อประเทศไทยที่ทำไมต้องเปลี่ยนจากสยาม ทำไม เพราะเหตุใด เปลี่ยนแล้วดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด ทำให้ชาติเจริญก้าวหน้าหรือเสื่อมโทรมถอยหลัง สามัคคีหรือแตกแยก โดยที่เวลานี้ตัวละครที่เปิดการแสดงนำร่องก่อนเป็น “กัมพูชา” แต่หากจัดการไม่ถูก ตัวละครก็จะเป็นเพื่อนบ้านชาติอื่นๆต่อไป เท่ากับว่าชื่อประเทศไม่เป็นมงคลนำมาซึ่งความแตกแยกทั้งชาวสยามด้วยกันเองและเพื่อนบ้านใกล้เคียง อย่าลืมว่าเมื่อเรานึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง เรามักจะนึกถึงพระสยามเทวาธิราช ไม่เห็นมีใครอ้างถึงพระไทยเทวาธิราชเลย ลองไปฟัง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เปรียบเทียบสยามเป็นบ้านทรายทอง ส่วนประเทศไทยเป็นแค่บ้านสว่างวงศ์


“คำว่าสยาม หรือ Siam นั้นหมายถึงดินแดนหรือแผ่นดิน หมายถึงบ้านเมือง ส่วนคำว่าไทย Thai/Tai หมายถึงคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ อาศัยร่วมกับคนชนเชื้อชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไทย/ไท ลาว คนเมือง คนอีสาน มอญ เขมร กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า ขะมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่งชาติต่างๆ แขกชาติต่างๆ ลูกครึ่งอีกเยอะมาก..ดังนั้นเราจะต้องไม่สับสนระหว่างบ้านเมืองกับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านในเมืองนี้ ยกตัวอย่าง อุปมาอุปมัยให้เห็นชัดๆ ก็คือบ้านทรายทองเป็นนามของบ้าน แต่คนที่อยู่ในบ้านนั้น มีทั้งสว่างวงศ์ มีทั้งพินิตนันท์ ถ้าอยู่ๆ วันดีคืนร้ายพวก สว่างวงศ์ลุกขึ้นมายึดอำนาจแย่งชิงไป แล้วก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นบ้านสว่างวงศ์ก็คงพิลึกพิลั่น” (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ)


ถึงวันนี้ ความพยายามที่จะ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” โดยบิดเบือนความจริงแห่งความเป็นมาของสยามเดิมทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะชาติเชื้อต่างๆในสยาม แท้จริงแล้วก็มิได้มี “คนไทย”เป็นส่วนใหญ่ หรือหนักกว่านั้น“ไทย”อาจไม่มีจริง ไทยเป็นเพียงคำที่แปลว่า “คน” ดังที่ได้กล่าวมา ที่สำคัญ ทุกคนที่ถูกบังคับให้เป็นไทยต้องเป็นไพร่เป็นข้าของคนชั้นสูงที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบ แม้ในยุคโลกเจริญรุดหน้าเป็นโลกไร้พรหมแดนขณะนี้เสรีภาพที่แท้จริงก็ยังไม่บังเกิดขึ้น


ถึงที่สุดคนก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูเป็นคนไทยหรือเปล่า” และถ้ากูไม่ใช่คนไทย แผ่นดินนี้เป็นของกูหรือเปล่า ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “สยาม” แผ่นดินนี้ก็เป็นของกู แต่ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “ประเทศไทย” แผ่นดินนี้กูก็ต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชกลับคืนมา เหมือนดั่งเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งลึกๆแล้ว รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องเพราะคนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกไม่ใช่ไทยดังกล่าว และแผ่นดินที่เขาอยู่วันนี้ก็ไม่ใช่แผ่นดินสยามเดิม หากเป็นแผ่นดินประเทศไทยซึ่งมิใช่แผ่นดินของเขา


เราต้องยอมรับว่า การปราบปรามเข่นฆ่าไล่ล่าคนเสื้อแดง ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมวันนี้ นอกจากปลุกจิตสำนึกการต่อสู้ทางชนชั้นแล้ว ยังปลุกประเด็นปัญหาชนชาติขึ้นมาเป็นเงาตามตัว เพราะคนที่ถูกปราบปรามดังกล่าวเป็นคนชั้นล่างจากท้องถิ่นต่างจังหวัด เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ซึ่งไม่ได้พูดภาษาไทยบางกอกอยู่แล้ว


ดังนั้นจึงอยากถามว่า การปลุกกระแสคลั่งชาติของพันธมิตรเสื้อเหลืองคือการทำงานเพื่อกลบเกลื่อนการต่อสู้ทางชนชั้นให้กลายเป็นเรื่องคนไทยแตกแยกกันเพราะปัญหาความขัดแย้งทางชนชาติใช่หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องฐานะครอบงำของชนชั้นสูงให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามและมีบารมีต่อไป


สรุปแล้ว ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ความขัดแย้งทางชนชาติล้วนมาจากการปลุกกระแสของคนชั้นสูงที่ดำรงฐานะเป็นผู้ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นด้านหลัก ประชาชนจำต้องฉลาด รู้เท่าทัน แยกแยะประเด็นให้ออก ไม่ตกเป็นเครื่องมือ หลงวู่วามไปตามกระแส ซึ่งจะส่งผลเสียหายให้กับประเทศชาติในท้ายที่สุด.


(บันทึกเขียนเสร็จ วันที่ 25 มกราคม 2554)

เรื่องใหญ่กว่า?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




บรรยากาศประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ

เป็นไปอย่างเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ดุเดือดเลือดพล่าน หรือมีเค้าลาง 'แตกหัก' ตามที่โหมโรงกันไว้ก่อนหน้า

โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 93-98 เกี่ยวกับสูตรที่มาส.ส.แบบแบ่งเขตกับแบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีความเห็นแตกออกเป็น 2 สูตรใหญ่ คือ 375+125 กับ 400+100

ถึงจะมีความพยายามเสนอสูตร 400+125 ขึ้นมาเป็นการพบกันครึ่งทางแต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ

หลักๆ จึงยังเป็นการต่อสู้กันใน 2 สูตรแรก ระหว่างประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล

หลายคนจับตาความเห็นที่แตกต่างกันในพรรคร่วมรัฐบาลนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเช่นการ 'ยุบสภา' หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเคลียร์กันลงตัวตั้งแต่ก่อนการประชุมรัฐสภาจะเริ่ม

เนื่องจากมีการนัดพบปะระหว่างแกนนำประชาธิปัตย์กับแกนนำพรรคร่วมทั้ง 'ตัวจริง' และตัวแทน ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย

รวมๆ คือประชาธิปัตย์อ้างว่าได้ถอยให้แล้ว ด้วยการยอมแก้ไขเขตเลือกตั้งกลับมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ตามความต้องการของพรรคร่วม

ดังนั้น พรรคร่วมจึงควรถอยให้ประชาธิปัตย์บ้าง คือยอมให้เพิ่มส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เป็น 125 คน

นอกจากนี้ แกนนำประชาธิปัตย์ยังยืนยัน ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลกันตอนนี้ จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลร่วมกันอีก

ทั้งยังจะให้โควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีตัวเดิม

นั่นคือประเด็นสำคัญหนึ่งที่ทำให้พรรคร่วมใจอ่อนยอมรับสูตร 375+125

อีกเรื่องที่น่าจะมีอิทธิพลกับพรรคร่วม คือกรณีที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ไป หมาดๆ 1 วันก่อนรัฐสภาจะประชุม

วงเงินทั้งสิ้น 2.25 ล้านล้านบาท

แยกเป็นงบรายจ่ายประจำ 1.82 ล้านล้านบาท รายจ่ายงบลงทุน 3.82 แสนล้านบาท และงบใช้หนี้เงินกู้ 4.71 หมื่นล้านบาท

เน้นไปยังเรื่องของงบลงทุน

ไม่นานมานี้โพลสำรวจความเห็นนักธุรกิจเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์

ยอมรับว่าต้องจ่าย 'ค่าหัวคิว' ให้นักการเมืองและข้าราชการถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แลกกับการได้รับอนุมัติโครงการจากรัฐ

30 เปอร์เซ็นต์ของ 380,000 ล้านบาท

ตัวเลขทะลุหลักแสนล้านอย่างนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะ 100 คนหรือ 125 คน

กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย

สื่อต่างประเทศจวก"รัฐบาลอภิสิทธิ์" 8 เดือน สอบสวนคดีสลายม็อบสุดอืด!

ที่มา มติชน



หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส หนังสือพิมพ์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกาฉบับวันที่ 25 มกราคม นำเสนอบทความของ โธมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทยระบุว่า การสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์รุนแรงระหว่างการสลายการชุมนุมเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คนและบาดเจ็บ 1,898 คน ยังไม่คืบหน้าทั้งที่เวลาผ่านไปนานถึง 8 เดือนแล้ว


นายสมชาย หอมละออ หนึ่งในคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อสมานฉันท์ที่รัฐบาลตั้งขึ้น กล่าวหาว่า ทางกองทัพและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ความร่วมมือและเคยส่งจดหมายร้องขอสัมภาษณ์ทหารที่ทำหน้าที่ในวันสลายการชุมนุมแต่ไม่เคยได้รับการตอบรับกลับแม้แต่ครั้งเดียว


นายสมชายกล่าวว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอให้ชันสูตรพลิกศพที่ต้องการ ในขณะที่บริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์ไม่ให้ความร่วมมือเพราะไม่ต้องการถูกลากเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ทำให้การสอบสวนสะดุดและไม่แน่ใจว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเสนอต่อรัฐบาลได้เมื่อใด


พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกเปิดเผยกับนิวยอร์ก ไทม์ส ว่า ตัวแทนของกองทัพพบกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวไปแล้ว 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้วและ "ให้ทุกอย่างที่เรามี"ไปแล้ว พร้อมกันนั้นปฏิเสธว่าไม่เคยรู้เรื่องคำร้องขอข้อมูลอื่นๆ จากคณะกรรมการชุดดังกล่าว


รายงานของนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีกับแกนนำในการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างเกาะติด แต่กลับระบุว่าการสอบสวนบทบาทของทหารต่อการเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ "ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ"ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าพยายามเตะถ่วงการสอบสวนเพื่อหวังผลทางการเมือง


รายงานชิ้นนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นที่ติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนายฮิโร มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ กดดันรัฐบาลให้เปิดเผยข้อมูลการสอบสวนออกมายังผิดหวังและคับข้องใจกับความล่าช้าของการสอบสวนดังกล่าวนี้

มาแล้ว! "โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" ตอบโต้ Bangkok Post (ฉบับภาษาไทย)

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak

Red Shirts ICC Application Supported by Leading US Human Rights Experthttp://thaitodaytv.blogspot.com/2011/01/red-shirts-icc-application-supported-by.html

"สิ้นชาติ" แน่ หากทำรัฐประหาร

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ตอนนี้ประเด็นที่ลือกันไปว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง
เรื่องนี้ก็เลยยังเป็นประเด็นอยู่นะครับ เพราะการเคลื่อนไหวของ พธม. มันเกิดขึ้นแปลกๆ จาก เงื่อนไขที่เรียกร้องรัฐบาล ใครดูก็รู้ว่าคงทำตามไม่ได้ ถือว่าเป็น “เงื่อนไขเพื่อประกาศสงคราม” นั่นเอง
หากวิเคราะห์แบบภาพรวมทั้งหมด แบบคนที่ "มีเหตุมีผล" และตั้งสมมุติฐานว่า "ทุกฝ่ายมีเหตุมีผล" และได้รับข้อมูลข่าวสารประเมินสถานการณืได้เท่าเทียมกันหมด ผมคิดว่าเขาคงมื่ทำรัฐประหาร เพราะมันคงได้ไม่คุ้มเสีย

ปัญหาคือ "ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรกันคือ Asymmetric information" ฝ่ายต่างๆ ไม่สามารถประมวลผลข้อมูลได้รอบด้าน ก็ตัดสินใจตามข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ ความเชื่อ และอื่นๆ ที่เราไม่รู้

ดังนั้น ผมว่า หากเกิดรัฐประหาร ก็เกิดจาก "อวิชชา" ของฝ่ายคุมอำนาจ

หากคิดในมุมว่า "เขาอาจอยากถอนตัว" ทำไพ่ใหม่ ทำรัฐประหาร นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย แล้วเอา รธน.ปี 2540 มาใช้ ถอนตัวจากการเมืองไปอย่างแท้จริง

หากคิดในมุมนี้ ผมว่าไม่ต้องทำรัฐประหารก็ได้ เพียงถอนตัวออกไปเลย แล้วปล่อยให้ระบบมันจัดการตัวเอง การเมืองมีความขัดแย้งกันโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว หากไม่มีใครแทรกแซงอำนาจประชาชน การแก้ไข รธน. ต่างๆ ในอนาคตประชาชนอยากได้ทางไหน ก็เลือกพรรคที่เสนอทางนั้นเข้ามามันก็จบ

เรื่องการนิรโทษกรรม ผมว่าหากมีความวุ่นวาย และฝ่ายการเมืองรู้ว่า "อำมาตย์"ถอนตัวออกไปอย่างจริงจัง เขาก็แก้ไขปัญหาพวกนี้กันได้เอง ในจุดที่สังคมยอมรับ

หากทำรัฐประหารเพื่อกระชับอำนาจ<---------- ก็เป็นวิบากกรรมของคนทำ และคนสั่งให้ทำ

เหมือน "ลิงแก้แห" มันจะยิ่งพันยุ่งไปหนักยิ่งกว่าเดิม เหมือนปี 2549 คิดว่าทำรัฐประหารไล่ทักษิณไป ทุกอย่างก็จบ

มันบานปลายจนทุกวันนี้

หากทำอีกครั้ง ผมฟันธงว่า ประเทศไทยมีโอกาส "สิ้นชาติ" แน่นอน

(ปล. ไม่ได้สิ้นประเทศนะครับ คนไทยคงยังอยู่ครบกันทุกคน)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 27/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ก็อุ้มกัน เข้าไว้ พ่อไข่ในหิน
มันสูญสิ้น ความเป็นคน จนแหลกเหลว
เพราะอุ้มสม คนสามานย์ สันดานเลว
จึงดิ่งเหว ดับสลาย มลายพลัน....

บิดเบือน กฎ กติกา พาวิบัติ
เหมือนกรรมซัด เคราะห์ซ้ำ ระยำนั่น
ทำลายระบบ ยุติธรรม ตอกย้ำกัน
อุ้มพวกมัน ชูคอ นี่หนอคน....

แล้วอุ้ม นักการเมือง เรื่องบัดซบ
แก้ระบบ ระบอบไว้ ให้สับสน
รัฐธรรมนูญ เพื่อพวกพ้อง สนองตน
จึงเวียนวน แอบแฝง แห่งมารยา....

คอรัปชั่น จนพุงกาง ไม่ว่างเว้น
ก็ดีเด่น ลอยนวล ชวนหรรษา
ทุ่มงบหลอก พวกโง่ ด้วยโฆษณา
ก็เฮฮา ครื้นเครง ละเลงไป....

ทั้งไล่ล่า นปช. ยัดข้อหา
ซื้อเวลา ร้อยเล่ห์ ทำเฉไฉ
น้ำลายมาก กว่าน้ำยา ระอาใจ
ยังอยู่ได้ เพราะคนอุ้ม คุ้มกระบาล....

อีกปัญหา ชายแดน สุดแสนเก่ง
ทำนักเลง ใหญ่โต อวดโวหาร
ใช้วาจา ค่อนขอด ตลอดกาล
อีกไม่นาน ไฟสงคราม ลามถึงตัว....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

"ประวิตร" จ่อชง ครม.ตั้ง "พล.ร.7" คุมภาคเหนือ งบ 9 พันล้าน

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร. 7) เพื่อรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือว่า ในปีนี้จะให้กำลังพลได้ฟื้นฟูกำลัง เพราะใช้งานกันมามาก เรามีความจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกำลังพลในระดับกองร้อย ซึ่งเวลานี้เราได้รับการบรรจุกำลังในลักษณะ 1 กองพัน และ 2 กองพัน ตามโครงสร้างพระราชบัญญัติการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ประจำปี 2551 และที่ผ่านมาทางพื้นที่ภาคเหนือได้ถูกยุบหน่วยไปจำนวน 5 กองพัน โดยสำหรับพื้นที่ภาคกลางที่มีอยู่ 3 กองพล

คือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล. 1 รอ.) กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2 รอ.) และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร. 9) ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ก็มี 2 กองพล คือ กองพลทหารราบที่ 3 (พล.ร. 3) และกองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร. 6) ส่วนในพื้นที่ภาคใต้มีกองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร. 15) และกองพลทหารราบที่ 5 (พล.ร. 5) ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือมีอยู่เพียงกองพลเดียวคือกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร. 4) ดูแลตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ไปจนถึง จ.เชียงราย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ยาวมากทำให้การบังคับบัญชาไม่ครอบคลุม เราอยากให้สายการบังคับบัญชาสั้นลงจึงได้มีแนวคิดที่จะตั้งกองพลดังกล่าวขึ้น

“ผมอยากจะตั้งพล.ร. 7 ขึ้นมา 1 กองพล เพื่อรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งการตั้งครั้งนี้ก็จะไปแทนกองพลรบพิเศษที่ 2 ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ โดยกระทรวงกลาโหม จะเสนอรัฐบาลในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 โดยเราจะใช้งบประมาณของกองทัพบกในการปรับเกลี่ยเพื่อให้การจัดตั้งการบังคับบัญชาให้แน่นแฟ้น นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งกรมทหารราบที่ 14 ขึ้นมาอีก เนื่องจากกองพลทหารราบที่ 4 มีอยู่ 3 กรม คือ กรมทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 7 และ กรมทหารราบที่ 17 ทั้งนี้อยากจะให้กองพลทหารราบที่ 4 มี 2 กรม คือ กรมทหารราบที่ 4 กับกรมทหารราบที่ 14 ที่จะตั้งขึ้นใหม่ ส่วนกรมทหารราบที่ 7 และกรมทหารราบที่ 17 จะตั้งหัวไปอยู่ในกองพลทหารราบที่ 7 ส่วนในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ จะเอากรมทหารราบที่ 6 ซึ่งฝากการบังคับบัญชาในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 มาขึ้นตรงกับกองพลทหารราบที่ 7 เพราะอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะมีการเพิ่มกำลังตลอด” พล.อ.ประวิตร กล่าว

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชุมว่า ในการตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) ที่เรามีแนวความคิดมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาว่า เราต้องการให้จัดตั้งพล.ร.7 ขั้นในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะหน่วยที่อยู่ในกองทัพภาคที่ 3 มีเฉพาะกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) เพียงกองพลเดียว และขอบเขตรับผิดชอบมีประมาณกว่าพันกิโลเมตร ซึ่งที่ประชุมมีการพิจารณาหารือร่วมกัน และคงจะดำเนินการผ่านต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“ยืนยันว่า เป็นความจำเป็น เพราะปัจจัยองค์ประกอบของการปฏิบัติงานปัจจุบัน เรามีกำลังพลไม่เพียงพอจริงๆ ทั้งการดูแลแนวชายแดน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะยาเสพติด แรงงานต่างด้าว ซึ่งคงจะต้องทำแผนกันประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะใช้งบประมาณในส่วนของกองทัพบกเอง และใช้แนวทางในเรื่องของพ.ร.บ.การจัดส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมปี 2551 อย่างไรก็ตามเป็นเพียงแนวความคิด ที่จะต้องผ่านกระบวนการ รอมติของครม.อีกครั้ง ” พ.อ.ธนาธิป กล่าว

แหล่งข่าวในที่ประชุมกลาโหม เปิดเผยว่า การจัดตั้ง พล.ร.7 เนื่องจากกองทัพภาคที่ 3 มีขอบเขตการรับผิดชอบมาก ทำให้จำเป็นต้องเปิดหน่วยใหม่ขึ้นมา โดยมี กองร้อยกองบัญชาการกองพล กรมทหารราบ 1 กรม กองพันทหารราบ 3 กองพัน โดยลักษณะของกองพลจะเป็นทหารราบเบา เพราะพื้นที่ปฏิบัติการทางภาคเหนือเป็นพื้นที่ป่าภูเขา โดยลดยุทโธปกรณ์และใช้คนเป็นหลักดำเนินกลยุทธ์ โดยในส่วนบังคับบัญชา คือ ร้อย บก.พล เพื่อควบคุมอำนวยการในกรอบนโยบายจะจัดตั้งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่หรือเชียงราย เพื่ออำนวยการในพื้นที่ด้านบนของกองทัพภาคที่ 3 ส่วนงบประมาณที่กระทรวงกลาโหมจะขอคณะรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง พล.ร. 7 ประมาณ 8 - 9 พันล้านบาท โดยมีงบประมาณผูกพัน 3 ปี คือ 2554 - 2556 ส่วนกำลังพลของพล.ร. 7 จะนำกำลังมาจากกองทัพภาคที่ 3 จากหน่วยที่มีการปิดตัวจากเดิม 5 กองพันจากกรมทหารราบที่ 4,7,17 โดยจะเกลี่ยอัตราเหล่านี้กลับมาใช้ใน พล.ร. 7

ที่มาข่าว: คม ชัด ลึก

“เรื่องอย่างว่า” : ตอน 2 ความทรงจำถึง 2 ฝรั่งเสื้อแดงในคุกไทย

ที่มา ประชาไท

ในตอนที่สองจะขอแวะมาที่อีกหนึ่งเรื่องแปลก - เรื่องราวของฝรั่ง 2 คนที่ปวารณาตัวเป็น “คนเสื้อแดง” พวกเขาร่วมชุมนุม โดนจับ และถูกควบคุมตัวที่เรือนจำไทยนานหลายเดือนด้วยข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนจะถูกปล่อยตัวให้บินกลับบ้านไปแล้วทั้งคู่

นั่นคือ คอเนอร์ เดวิด เพอร์เซลล์ และเจฟ ชาเวจ เราเห็นชื่อของเขาเป็นข่าวอยู่บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของนายคอร์เนอร์ ซึ่งอยู่เรือนจำนานกว่าเจฟมาก แต่มิสเตอร์ X ผู้ต้องขังคนหนึ่งจะมาบอกเล่าถึงประสบการณ์ร่วมที่มีกับเขาทั้งสองอย่างใกล้ชิดภายหลังลูกกรง

“ผมไม่แน่ใจว่าเจฟและคอเนอร์เข้ามาที่เรือนจำเมื่อไหร่แน่ แต่ที่จำได้แม่นก็คือวันนั้นเป็นช่วงที่มีคนเสื้อแดงถูกจับเข้ามาเรื่อยๆ เป็นร้อยๆ คน เมื่อเข้ามาแล้วก็กระจายไปแดนต่างๆ หลังจากเจฟและคอเนอร์ อยู่แดนแรกรับได้ระยะหนึ่ง ก็ถูกจำแนกมาที่แดนผม เจฟอยู่ห้อง 10 ซึ่งเป็นห้องที่ติดกล้องวงจรปิด และเป็นห้องที่ถือว่าดีที่สุด มีไว้สำหรับนักโทษรายสำคัญๆ ผมเองเคยอยู่ห้องนี้มาก่อน ตอนเจฟเข้ามาผมก็อยู่ห้องนี้ เราจึงสนิทกันมากว่าคอเนอร์ คอเนอร์ถูกจัดให้อยู่ห้อง 2 เพราะเจ้าหน้าที่ต้องการให้แยกห้องกับเจฟ แน่นอน เป็นห้องที่มีกล้องวงจรปิดเช่นกัน”

“เรื่องปฏิกริยาจากนักโทษด้วยกันน่ะหรือ ไม่มีในทางลบครับ เพราะโดยปกติแล้วนักโทษที่นี่จะค่อนข้างอยู่ห่างๆ จากนักโทษฝรั่งผิวขาว แต่ตอนเค้า 2 คนเข้ามาแรกๆ ก็เป็นที่ฮือฮากันพอสมควร สำหรับเจฟนั้น ใครๆ ก็ซุบซิบนินทาว่าเป็นพวกปลุกปั่นให้เผาเซ็นทรัลเวิร์ล ส่วนคอเนอร์อันนี้หนักเลย เพราะมีการลือกันไปว่า คอเนอร์คือมือสไนเปอร์ที่ถูกคุณทักษิณจ้างมาบ้าง หรือเป็นคนยิงเสธแดงบ้าง”

“เจฟเข้ามาที่นี่ด้วยสภาพปกติ แต่คอเนอร์นั้นอาการที่เห็นได้ชัดคืออาการปวดกล้ามเนื้อขาอย่างรุนแรงจนแทบนั่งไม่ได้ ช่วงนั้นตอนที่เค้ามาใหม่ๆ มีคนพูดกันว่า คอเนอร์โดนรุมซ้อมมาจากแดน 1 และข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ลงเช่นนั้น แต่ผมก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงนะว่าเป็นยังไงแน่ ช่วงแรกๆ ผมก็แค่เข้าไปทำความรู้จักให้พวกเค้าอุ่นใจว่า เออ มีเพื่อนพูดภาษาอังกฤษได้นะ”

“โดยปกติแล้วแดนผม ใครที่โดนคดีเสื้อแดงเข้ามาจะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษนะ เพราะหัวหน้าแดนเค้ารักเสื้อแดนมากกกกกกก ผมเป็นคนแรกที่ถูกใบสั่งให้เข้ามาอยู่ที่นี่ ทั้งที่ควรจะอยู่แดนแรกรับเพราะคดีเพิ่งส่งฟ้อง มาถึงก็ได้รับการต้อนรับจากหัวหน้าแดนอย่างสาสม โดยเฉพาะช่วงที่มีผู้ต้องขังเสื้อแดงทยอยกันเข้ามา เกือบทุกคน ยกเว้นบางกรณี เช่น มีอายุ หรือพิการ จะได้รับ “การต้อนรับ” อย่างทั่วถึง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผู้ดูแลแดนนี้ถึงรักคนเสื้อแดงนัก”

“โชคดีว่าเจฟและคอเนอร์เป็นฝรั่ง จึงได้เข้ามาอยู่แดนนี้อย่างปลอดภัย ไม่งั้นก็คงไม่รอด น่าแปลกมากที่คนไทยด้วยกันเองปฏิบัติกับคนไทยด้วยกันอย่างไร้เกียรติ ยิ่งเป็นคนเสื้อแดงด้วยแล้วมันกลายเป็นพวกคนเลวทันทีในสายตาผู้คุมที่นี่”

“ถามเรื่องความเป็นอยู่ของฝรั่งสองคนนี้น่ะหรือ ทั้งเจฟและคอเนอร์ปรับตัวให้เข้ากับการอยู่ที่นี่ได้อย่างดี อาจมีวันแรกๆ นั่นแหละที่อาจขลุกขลักซักนิด เพราะเค้าสองถูกย้ายแดนมากรณีพิเศษ ปกติแล้วที่เรือนจำนี้จะมีการจำแนกผู้ต้องขังทุกๆ วันพฤหัส แต่สองคนนี้ได้เข้ามาก่อน อาจเพราะคอเนอร์มีปัญหาถูกทำร้ายจากแดน 1 ก็ได้”

“คืนแรก เจฟถูกจับยัดมาในห้อง 10 ขณะนั้นแน่นขนัดแทบไม่มีที่จะนอนแล้ว จึงทำให้ “ขาใหญ่” ประจำห้องที่เป็นอดีตนายตำรวจ (ที่โดนคดียาบ้านแล้วขู่เรียกเงินผู้บริสุทธิ์หลายราย ท้ายที่สุดโดนผู้เสียหายแจ้งความกลับกว่า 200 คดี ปิดฉากมือปราบยาเสพติด) ไม่พอใจ และผมคิดว่าเค้าคนนี้จึงมีอคติกับเจฟตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่เนื่องจากเจฟเป็นคนตลกและพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย จึทำให้เข้ากับผู้ต้องขังในห้องได้เร็วและไม่มีปัญหาใดๆ”

“ส่วนคอเนอร์น่ะเหรอ เค้าสร้างวีรกรรมที่ห้อง 2 ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ มารู้อีกทีก็ตอนเช้าของอีกวันที่มีคนมาบอกว่า “ฝรั่งเสื้อแดงเพื่อนคุณเกือบโดนรุมกระทืบเมื่อคืน” ผมถามว่าทำไมหรือ? พวกที่นอนอยู่ห้อง 2 ก็บอกว่าให้ผมเดินไปดูด้วยตัวเองจะดีกว่า ปรากฏว่าเมื่อผมเดินไปดูก็พบ “ข้อความที่เขียนด้วยปากกาเต็ม 2 ฝั่งผนังห้อง” ข้อความเหล่านั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษมีเนื้อหาเกี่ยวกับประชาธิปไตยล้วนๆ มีข้อความด่ารัฐบาล ระบบรัฐธรรมนูญไทย และข้อความแสดงความไม่พอใจที่เขาถูกจับกุม เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ผมเห็นแล้วนึกสงสัยทันทีเลยว่า อีตานี่ท่าทางจะติงต๊องแน่เลย ฮ่า”

“รายละเอียดส่วนตัวของแต่ละคนเหรอ เจฟเป็นคนอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก ค่อยยังชั่วหน่อยฟังสบาย เสน่ห์ของเจฟอยู่ที่การพูดจาครับ เค้าเป็นคนพูดจาสนุกสนานติดตลก เป็นคนอารมณ์ดีน่ะ เข้ากับคนง่ายแถมยังพูดภาษาไทยได้นิดหน่อยด้วย เวลาเค้าไปไหนมาไหนจะสะพายกระเป๋าสีดำคู่ใจไปด้วยเสมอ ในกระเป๋ามีทุกอย่างที่ถูกจับยัดๆ เข้าไป เวลาจะหยิบใช้อะไรทีต้องเสียเวลาหากันให้วุ่น เจฟเป็นคนขี้อายมากๆ เลยนะแม้จะตัวใหญ่เหมือนหมี หรือเรียกว่ามีคุณลักษณะที่เป็นนักเลงได้ มันจึงไม่แปลกที่ผมมักเห็นเขาแอบเข้าห้องน้ำตอนตี 3 ซึ่งคนอื่นหลับหมดแล้วบ่อยๆ เจฟเป็นคนรักครอบครัว เค้ามีภรรยาคนไทยอยู่ที่พัทยา และมีลูกติดภรรยา 1 คนซึ่งเจฟรักมาๆ และมักจะบ่นคิดถึงลูกเสมอพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า เจฟรู้ดีว่าผมก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน บ่อยครั้งเราจึงคุยกันเรื่องลูกด้วยน้ำตาคลอเบ้าทั้งคู่แล้วก็พากันปลอบใจกันไปมา

“ส่วนคอเนอร์ เค้าเป็นฝรั่งที่พูดเร็วมาก เป็นคนพูดจาสนุกสนานอยู่แต่จะไม่โผงผางอย่างเจฟ คอเนอร์รูปร่างใหญ่ อุดมไปด้วยมัดกล้าม สมกับที่เคยเป็นทหารมาก่อน เค้าจะสะพายกระเป๋าไปไหนมาไหนเหมือนเจฟ เป็นกระเป๋าโดราเอมอนเหมือนกัน ที่สำคัญ ไม่เคยล้างเหมือนกัน คอเนอร์เป็นคนกินง่าย อะไรๆ ก็กินได้ ผมมักจะเห็นเค้าเปิดปลากระป๋องแล้วเทลงคอเอื๊อกๆ เคี้ยวกลืนลงคออยู่บ่อยๆ โดยไม่กินข้าวหรือขนมปังตามเลย เวลาส่วนใหญ่ของคอเนอร์จะถูกใช้ไปกับการอ่านและเขียนหนังสือ ทุกวันเวลาบ่ายโมงคอเนอร์จะออกกำลังกายที่ลานออกกำลังกาย ที่มักเห็นประจำคือการฝึกชกมวยกับผู้ต้องขังที่พอจะเป็นมวยอยู่บ้าง ซึ่งผมขอบาย เค้าเป็นคนรักสุขภาพมาก แต่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องความสะอาดเท่าไหร่ - -‘’บางคนบอกผมว่าคอเนอร์คงชินกับการเป็นทหารมาก่อนที่สอนให้นอนกลางดินกินกลางทรายได้ เหตุผลนี้จึงทำให้ผมเข้าใจเขาได้มากขึ้นหน่อย อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผมแล้ว คอเนอร์เป็นคนที่มีความรู้มากจริงๆ ในทุกๆ ด้าน ถามอะไรก็รู้หมด”

“แน่ล่ะ การมาอยู่ในนี้นานๆ เป็นบททดสอบความแข็งด้านของหัวใจเป็นอย่างดี เขาทั้งสองมีมุมอ่อนแอที่ผมแอบเห็นด้วย สำหรับเจฟช่วงแรกๆ ที่เข้ามาและอยู่ห้องเดียวกับผม ผมมีโอกาสดูแลเค้า พูดคุยกับเค้า เจฟหวังว่าจะได้รับการประกันตัว ซึ่งก็เหมือนกับคนอื่นๆ รวมถึงผมด้วย แต่พอไม่ได้ประกันก็ทำให้เจฟฟิวส์หลุดไปบ้าง เช่น การยืนเกาะลูกกรงเหล็กแล้วมองออกไปข้างนอกถนนแล้วน้ำตาคลอ บางทีเราจะเห็นเค้านอนอยู่เฉยๆ แล้วเอาหมัดทุบไปที่หัวตัวเองอย่างแรงแล้วก็ร้องไห้ ผมเข้าใจเลยว่ามันคือจุดที่สุดจะกลั้นแล้ของเจฟ หลังๆ เขาเป็นอย่างนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ต้องเข้าไปปลอบเค้าทุกครั้ง เป็นเรื่องที่แปลกมากๆ อันนี้ผมขอบอกเลยว่าเฉพาะกับคนเสื้อแดงเท่านั้นนะ คือ เวลาที่เราท้อแท้ ผิดหวัง เสียใจ (ในคุก) มันจะไประบายทางอื่นไม่ได้เลย ดังนั้นการที่พวกเราได้ปลอบใจกันเอง ในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันมันเหมือนยาวิเศษจริงๆ เวลาที่เจฟท้อแท้สิ้นหวัง ร้องไห้เสียใจ ผมจะเข้าไปจับมือเค้าแล้วพูดปลอบใจ ซักพักเจฟก็หาย บางทีอาจเป็นเพราะเจฟก็รู้ว่าผมก็ไม่ต่างจากเค้าทำให้เค้าคุมอารมณ์ได้เร็ว แต่ผมกลับมาเครียดเสียเอง ฮา”

“ส่วนคอเนอร์นั้นแทบจะบอกได้เลยว่าไม่เคยเห็นน้ำตาหรือการแสดงอาการเศร้า เสียใจ อ่อนแอจากเค้าเลย ยกเว้นเรื่องเดียวที่ทำให้เค้าเครียดมากที่สุด คือ ตอนที่ทางเรือนจำมีคำสั่ง “งดเยี่ยมญาติ” เพราะสาเหตุที่คอเนอร์เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทตอนเข้ามาอยู่แดนแรกรับใหม่ๆ การตัดสินและมีคำสั่งแบบนั้นทำให้คอเนอร์ไม่พอใจมาก เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบ มีการสอบคู่กรณีแต่ไม่มีการสอบคอเนอร์ ท้ายสุดเลยมีคำสั่งให้ลงโทษงดเยี่ยมญาติทั้งคู่กรณี 3 คนรวมคอเนอร์ด้วยเป็นเวลา 1 เดือน แรกๆ ดูเหมือนคอเนอร์จะไม่คิดอะไร แต่พอผ่านไปสักอาทิตย์ คอเนอร์ก็เริ่มแสดงอาการซึมเศร้า ไม่ยิ้มแย้มแบบเมื่อก่อน ขึ้นอนก็จะนอนเงียบๆ ตามองเพดานโดยไม่พูดไม่จา โธ่ ใครจะไปทนได้ครับ ผมสาบานได้ นักโทษ ผู้ต้องขังทุกคนในนี้ เฝ้ารอคอยการมาเยือนของญาติกันทั้งนั้น การได้พบคนอื่นบ้างมันจะทำให้มีชีวิตชีวา เมหือนมีการเติมพลังให้ชีวิต ผมเองยังเป็นอยู่บ่ายๆ อย่างที่คุณมาเยี่ยมผม มาคุยกับผม ผมก็ดีใจนะ แล้วก็รู้สึกสดชื่นด้วย มาเฉยๆ ไม่ต้องซื้อของฝากก็ได้ ก็แหม 24 ชั่วโมงอยู่แต่ในกรอบสี่เหลี่ยม ได้เจอคนอื่นได้พูดคุยกับคนรู้จัก มันเป็นสิ่งวิเศษจริงๆ ดังนั้น ไม่แปลกที่จะเห็นคอเนอร์คนเหล็กของเราหงอยลงถนัดตาตอนห้ามเยี่ยมญาติ”

“ข้อหาที่สองคนนี้โดนเหรอ ก็อย่างที่เป็นข่าว คือ โดนข้อหา “ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ด้วยกันทั้งคู่ แต่เพราะเป็นชาวต่างชาติ ศาลจึงไม่ให้ประกันตัวเพราะกลัวหลบหนี ดังนั้น ศาลจึงมีการนัดขึ้นศาลโดยทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เจฟเอง ช่วงหลังๆ เริ่มเครียดและหงุดหงิดง่าย เลยทำให้สุขภาพเขาทรุดลงไปด้วย เริ่มจากเกิดแผลที่เท้า เน่าจนเดินไมได้ เจฟจึงถูกส่งให้ไปพักฟื้นที่แดนพยาบาลระยะหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นแกนนำก็มีการย้ายจากคลองเปรมมาที่นี่ และมีการกระจายแกนนำไปยังแดนต่างๆ บางคนก็ย้ายมาอยู่แดนผมนี่ด้วย แต่เขาสั่งห้ามเสื้อแดงอยู่ห้องเดียวกัน แต่ย้ายไปย้ายมาคนเสื้อแดงคงเยอะเกิน มันเลยมาลงให้ทำให้ ผม เจฟ และคอเนอร์ได้อยู่ห้องเดียวกันเฉยเลย ไม่กี่วันถัดมาเจฟก็ได้ขึ้นศาล โดยเจฟเลือกทาง “รับสารภาพ” จึงทำให้เจฟได้กลับบ้านเลยในทันที เพราะจำคุกมาเกินกว่าโทษที่ตัดสินมา”

“ ... แล้วเจฟก็มาลาผมและคอเนอร์ หน้าตาเปื้อนรอยยิ้ม เคล้าน้ำตา ผมกับคอเนอร์ได้สัมผัสมือเจฟเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะให้สัญญากันว่าออกไปแล้วจะไม่ลืมกัน และเราจะพบกันใหม่ข้างนอก การจากไปของเจฟในครั้งนี้ ทำเอาผมใจหาย และนึกใจด้วยว่าเมื่อไหร่จะเป็นวันของผมบ้าง...”

“ความประทับใจในตัวเจฟเหรอ เอาเรื่องที่ประทับใจสุดก่อนนะ ตอนเค้ามาห้อง 10 ใหม่ๆ มีคนถามเจฟในทำนองดูถูกเหยียดหยามและหยาบคายว่า “เป็นฝรั่งเอี้ยอะไรเสือกมายุ่งกับเสื้อแดง ฝรั่งแม่งเกี่ยวอะไร” เจฟตอบเค้าในทันที โดยมีผมทำหน้าที่แปล เจฟตอบว่า “เค้าเองก็ไม่อยากจะยุ่งหรอกถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ แต่บังเอิญเค้ามีลูกสาวคนไทย มีเมียคนไทย เค้าจึงจำเป็นต้องออกมาร่วมกับคนเสื้อแดง เพื่ออนาคตของลูกสาวของเค้า” คำตอบนี้ทำเอาคนถามหน้าหงายกลับไป พร้อมกับคำพูดแถมจากผมว่า “เป็นไงล่ะ อายฝรั่งมั้ย แล้วเอ็งเคยคิดทำอะไรให้ประเทศมั่งมั้ย” ...หมอนี่มันทำให้ผมได้ยิ้มระรื่นด้วยความสะใจไปทั้งวัน”

“เจฟไปแล้ว แล้วคอเนอร์เป็นยังไงน่ะเหรอ แน่ล่ะ เจฟได้กลับบ้านเพราะรับสารภาพ ประเด็นนี้เป็นเรื่องท้าทายบุรุษผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างคอเนอร์มาก เขามีความเชื่อ ความมุ่งมั่นว่า “ถ้าผมไม่ผิด ผมก็จะสู้จนวินาทีสุดท้าย” ดังนั้นเค้าจึงยืนกรานมาตลอดว่าจะ “สู้” เพื่อชนะคดีให้ได้ แม้จะมีคนใกล้ชิดมาหว่านล้อม ขอร้องให้เค้ารับสารภาพเพื่อจะได้รับการพิจารณาแบบเดียวกับที่เจฟได้รับก็ตาม”

“มีอยู่วันหนึ่ง คอเนอร์ได้รับจดหมายจากคนใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งที่มาเยี่ยม ดูแล เอาใจใส่ให้คอเนอร์อยู่ตลอด เนื้อความในจดหมายเขียนยกย่องในความเป็นนักต่อสู้ของคอเนอร์ และเข้าใจ แล้วก็เคารพการตัดสินใจของคอเนอร์ทุกอย่าง แต่ถึงยังไงเค้าก็ยังห่วงคอเนอร์ และอยากให้คอเนอร์ห่วงเค้าด้วยเช่นกัน....” เมื่อผมอ่านจบแล้ว คอเนอร์ถามกลับผมว่า ถ้าเป็นผม ผมจะตัดสินใจยังไง? จริงๆ แล้วผมบอกตามตรงว่าใจหายที่จะตอบ เพราะใจหนึ่งผมก็เห็นแก่ตัวสุดๆ อยากให้คอเนอร์อยู่เป็นเพื่อนผมไปก่อน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้เพื่อนพ้นทุกข์จากตรงนี้ ผมจึงตอบไปว่า “รับเถอะ” ถ้าแน่ใจว่ารับแล้วโทษจะตัดมาเท่าเจฟ...”

“ก่อนวันขึ้นศาลประมาณ 2 สัปดาห์ ผมแน่ใจแล้วว่า คอเนอร์เลือกเส้นทางแบบเจฟ จึงได้ปรึกษาหารือกันในกิจกรรมที่ผมจะทำกับคอเนอร์เมื่อได้ออกไป แล้วผลคำพิพากษาก็ออกมาในแนวทางเดียวกับเจฟ เย็นวันนั้น ผมได้สัมผัสมือกับคอเนอร์ผ่านลูกกรงประตูเป็นครั้งสุดท้าย กับคำมั่นสัญญาว่าเค้าจะช่วยเหลือผมและลูกอย่างแน่นอน .. และปัจจุบันคอเนอร์ก็ได้ยืนยันคำพูดนั้น ผ่านการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ทำให้ผมและคนเสื้อแดงมาโดยตลอดเท่าที่เขาจะทำได้”

“เขาสองคนจะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป หวังว่าเราได้เจอกัน..ข้างนอกนั่น”

แม้วตาสว่างโฟนอินญี่ปุ่นแฉพลเอกผัวเมีย เปรียบเปรยเจ้าของบริษัทหูเบาผิดซ้ำซากถึงฆ่าพนักงาน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2554

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินมางาน"ตาสว่างกลางญี่ปุ่น"กับกลุ่มเสื้อแดงไทยในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่า มีพลเอก 2 คนผัวเมียอยู่เบื้องหลังยุยงให้เกิดการรัฐประหารขับไล่เขาออกนอกประเทศ และหากเทียบกับไทยเป็นบริษัทก็ปรากฎว่า เจ้าของบริษัทเกิดหวาดระแวงไล่ผู้จัดการออก ผู้จัดการคนนี้เป็นตำรวจ แล้วไปเอาโจรมาดูแลบ้านแทน เลยเกิดการปล้นทั้งเจ้าของบริษัทและพนักงานบริษัทมโหฬาร หลังๆก็มีฆ่าพนักงานบริษัทอีกด้วย

ส่วนนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแดงสยาม โฟนอินมางานเดียวกัน กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ของไทยจะช่วงชิงกันระหว่างฝ่ายที่ต้องการทำรัฐประหาร กับฝ่ายที่ต้องการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้นปช.ยกระดับการต่อสู้ไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิืปไตยที่แท้จริง และเปิดเผยโฉมหน้าศัตรูที่แท้จริงของประชาชน

กลุ่มRED IN JAPAN ได้จัดงาน"รวมน้ำใจจากREDIN JAPAN สู่ RED IN THAILAND"ที่ร้านอาหารไทยกระถิน ชิบะเคน เพื่อเป็นการส่งขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเสื้อแดงทางเมืองไทยที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เราไม่ทอดทิ้งกัน ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง งานนี้วิทยากรขวัญใจคนเสื้อแดงให้เกียรติโฟนอิน และโฟนอินจากพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งพ.ต.ท.ทักษิณและนายจักรภพ

ทักษิณแฉ2พลเอกผัวเมียอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร19กันยาฯ เปรียบเจ้าของบริษัทฆ่าพนักงาน

คลิปเสียงพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวเสวนากับกลุ่มRED IN JAPAN คลิ้ก http://www.mediafire.com/?acna7nffqdh67y3


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในที่ประชุมเสวนาของRED IN JAPAN โดยเริ่มทักทายว่า"ที่ญี่ปุ่นมียาหยอดตาดีหรืออย่างไรถึงได้ตาสว่าง" ท่ามกลางเสียงเฮฮาของกลุ่มRED IN JAPAN และว่าวันที่ 31 มกราคมนี้โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมก็จะไปแถลงข่าวฟ้องศาลโลกที่ญี่ปุ่น กรณีสังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

พร้อมทั้งกล่าวว่า เสียดายที่ประเทศไทยกำลังไปได้ดี ก็เกิดมาหวาดระแวงมาทำรัฐประหารเขาเรื่องเกิดจากพลเอก2ค นคือพลเอกคนที่เป็นผัวกับพลเอกที่เป็นเมีย"พลเอกผัวโกรธผมว่าผมเตะขึ้นไปเป็นผบ.สูงสุด ส่วนพลเอกเมียก็ไปเพ็ดทูล ต่อมาผัวได้เป็นนายกฯ เมียได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองได้เป็นใหญ่" แต่ทำไปทำมาก็เป็นวัวพันหลัก ทำผิดแล้วผิดอีก เหมือนบ้านดีๆไล่ตำรวจออกไปเอาโจรมาเฝ้า ตอนนี้โจรปล้นเจ้าของบ้าน เกิดคอรัปชั่นขนานใหญ่ในทุกวันนี้ ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการประจำ ตำรวจ

"ความชั่วร้ายในรอบ4-5ปีที่ไล่ผมออกมา หนักขึ้นทุกวัน ในแง่ส่วนตัวผมเฉยๆเรื่องกลับเมืองไทย ผมอยู่เมืองนอกก็ทำมาหากินส่วนตัวผมไป แต่ห่วงประเทศห่วงชาวบ้าน ปัญหาเกิดจากจู่ๆเจ้าของบริษัทระแวงไล่ลูกจ้างออก แล้วก็ฆ่าพนักงานบ้าง ตอนนี้ประเทศไทยเราแย่กว่าหลายประเทศ ทั้งที่เรากำลังไปได้ดี ตอนนี้มีการออกนโยบายประชาวิวัฒน์ แต่ผมเห็นว่าเป็นประชาวิบัติมากกว่า"

จักรภพเรียกร้องนปช.ออกจากเกมของอำมาตย์ศักดินายกระดับปฏิวัติสู่ปชต.แท้

คลิปเสียงนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแดงสยาม กล่าวเสวนากับกลุ่มRED IN JAPAN คลิ้กฟัง http://www.4shared.com/audio/8NjPiV0Q/JAPAN2011-01-23_2.html?

นายจักรภพกล่าวว่า สถานการณ์ในปีนี้จะเกิดการช่วงชิงกันระหว่างฝ่ายที่ต้องการทำรัฐประหาร กับฝ่ายที่ต้องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยฝ่ายที่ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะได้ประโยชน์จากทั้ง 2 แนวทางของการเผชิญหน้ากันนี้ ไม่ว่าจะเกิดการรัฐประหารก่อน หรือเกิดการเลือกตั้งก่อนก็ตาม

เขาไม่เชื่อว่่าการเลือกตั้งจะนำประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราัะน่าจะกลับไปซ้ำรอยเหมือนรัฐบาลสมัคร กับรัฐบาลสมชาย เพราะเป็นการเล่นในเกมของอำมาตย์ศักดินา และยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าจะเกิดการเลือกตั้งหรือไม่ หากฝ่ายกุมอำนาจรัฐไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะชนะการเลือกตั้งได้ หรือหากจะเกิดการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็ป้อแป้ ควรปรับปรุงให้เป็นพรรคที่ปฏิวัติด้วย ไม่ใช่หลงเล่นเกมที่ฝ่ายอำมาตย์ศักดินาขีดเส้นกำหนดให้เล่น

เขายังได้วิจารณ์กรณีพันธมิตรออกมาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้เกิดพิพาทกับกัมพูชามากขึ้นว่า อาจเป็นการวัดพลังสร้างกระแสว่าทั้งสองฝ่ายมีแบ็คเป็นชนชั้่นนำระดับสูงใช่หรือไม่ เช่้นว่า รัฐบาลประชาธิืปัตย์มีแบ็คฝ่ายชายหนุน พันธมิตรมีฝ่ายหญิงหนุน และจะรอดูท่าทีว่าระดับลดหลั่นลงมาจะแบ็คข้่างไหน

"ผมอยากถามนปช.แดงทั้งแผ่นดินว่าจะรอเขาปราบอีกหรือ หรือจะก้าวยกระดับมาสู่แนวทางปฏิวัติสู่ประชาธิืปไตยที่แท้จริง และกล้าเปิดเผยศัตรูที่แท้จริงของประชาชน ไม่ใช่กับพวกทนายหน้าหอของเขา" พร้อมทั้งทำนายว่าปีนี้ยังจะเกิดการไล่ล่า ฆ่าอีกยกใหญ่ อยากให้เสื้อแดงในต่างประเทศ รวมทั้งที่ญี่ปุ่นเตรียมการรองรับไว้ด้วย

REDแอลเอจัดงานตาสว่างได้5หมื่นฝากสส.สุนัยให้ทนายอานนท์ช่วยประกันนักโทษการเมือง-คดีหมิ่น



วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ ประจำมหานครลอสแอนเจลีส (LA.)รายงานข่าวกิจกรรม"ตาสว่างกลางอเมริกา"ที่LA เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาว่า งานเต็มไปด้วยความคึกคัก คนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยมาร่วมงานล้นหลามกว่าจำนวนที่นั่ง ซึ่งคณะผู้จัดงานได้เตรียมไว้รองรับเพียง 150 ที่นั่ง นอกจากจะได้ความรู้จน"ตาสว่าง"กว่าเดิมแล้ว ยังได้เงินเหลือจากการจัดงานราว 1,500เหรียญฯ หรือกว่า 50,000 บาทเพื่อนำมอบให้สำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ ของทนายอานนท์ นำภา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่ติดคุกคดีการเมืองอีกทางหนึ่งด้วย (อ่าน:ลงขันช่วยทนายอานนท์ปลดปล่อยนักโทษเสื้อแดง)






ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา เริ่มต้นที่นิวยอร์ก ต่อด้วยชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัส และแอลเอ ก่อนจะไปที่ลาสเวกัส ในวันที่ 29 มกราคมนี้

สำหรับกิจกรรมที่LAจัดขึ้นที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า ถนนฮอลลีวู้ด งานเริ่มประมาณ บ่าย 2 โมงตามเวลาท้องถิ่น ช้ากว่าเมืองไทยที่เพิ่งจัดกิจกรรมเดินขบวนใหญ่จากราชประสงค์ถึงราชดำเนิน

เดิมทีงานกำหนดจะเริ่มในเวลาราวบ่าย 3 โมง แต่เนื่องจากส.ส.ดร.สุนัย ต้องการมาดูความพร้อมในการการจัดงานของ Red USA ที่มีชื่อเสียงว่า ทำได้เรียบร้อยและเร็ว และ ได้มาตรฐานในการจัดงานชุมนุม ของคนเสื้อแดง ในอเมริกา เรียกได้ว่าสามารถ เรียกคนมาเข้าชมได้จำนวนมากทุกครั้ง และครั้งนี้ก้เช่นกัน

จากยอดขายบัตร มีผู้มาร่วมงานประมาณ 160 ท่าน แต่คณะผู้จัดงานพิมพ์บัตรเตรียมไวว้แค่เพียง 150 ใบ เลยต้องจัดที่นั่งเสริมให้
จนทางภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า สถานที่จัดงานไม่สามารถรับแขกนอกได้ เพราะคนที่มางาน นั่งเต็มไปหมดทุกโต๊ะ บางกลุ่มต้องยืนฟัง รอบๆ ห้อง นอกอาคาร ก็มีการจับกลุ่มคุยกันเรื่องการเมือง เป็นที่ภาคภูมิใจกับทีมงานจัดงานเป็นอย่างมาก

งานนี้มีการถ่ายทอดสดมาทางเมืองไทย ทางห้องเสรีชนด้วย นอกจากการบรรยายสุดประทับใจของส.ส.ดร.สุนัยแล่ว สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษ คือการ โฟนอิน ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะกี่ปีก็ยังคงเป็นนายกฯในหัวใจ ประชาชนเสมอ เพราะไม่ได้ไปปล้นตำแหน่งมาเหมือนกับรัฐบาลในปัจจุบันนี้

งานนี้นายกฯทักษิณ โฟนอินมา ใช้เวลาประมาณ 20 นาที (เดี๋ยวจะส่งคลิปมาให้ฟังตามหลลัง) และงานนี้สาวเสื้อแดงแอลเอได้ร่วมร้องเพลงแบบ สดๆ ไม่มีเสียงคาราโอเกะ คือเพลง"โปรดช่วยดูแลคนดี"มอบให้นายกฯทักษิณ ด้วย การการที่เดินสำรวจในงาน ปรากฏ ว่าน้ำตาท่วม โดยเฉพาะ สาวน้อยสาวใหญ่ สอบถามว่าเป็นอะไรต่างตอบเหมือนๆกัน ว่า "คิดถึงท่านนายกฯทักษิณ" ซึ่งก็ แปลกดีไม่เคยรู้จักส่วนตัว แถมบางคนไม่เคยชอบทักษิณมาก่อน แต่วันนี้ต้องยอมหลั่งน้ำตาให้ด้วยความดีที่ทักษิณ ชินวัตร เคยทำงานให้ปวงชนชาวไทย

อดีตนายกฯทักษิณกล่าวด้วยว่า ถ้ามาอเมริกาก็จะมาแวะแอลเอเพื่อพบกับพวกเราด้วย เสียงปรบมือดีใจพร้อมเสียงเฮดังขึ้น"เมื่อท่านบอกลา พวกเราที่อยู่บนเวทีก็ร้องเพลง โปรดช่วยรักษาคนดี หลายครกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย"

บรรยากาศบริเวณทางเข้างาน มีป้ายที่ต้องตีความกันเอาเอง



ส่วนส.ส.ดร.สุนัย งานนี้เริ่มงานด้วยการร้องเพลง 4 เพลงรวด พร้อมทั้งอธิบายความหมายของแต่ละเพลง ได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง ต่อด้วยความรู้ประวัติศาสตร์ทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น จนมาถึงวันนี้"เรามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร" สอดแทรกมุขขำขันอย่างมีอรรถรส ตรึงให้ทุกท่านนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมลุกไปไหนเลย

จนกระทั่งเวลา 6 โมงเย็น จึงได้พักรับประทานอาหารเย็น และมีรายการคั่นเวทีด้วยการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งผู้แสดงก็อาสาสมัครจากผู้มาร่วมงานนั่นเอง ส่วนการแสดงชุด"ทีเด็ด" ได้รับการร้องขอจากผู้ใหญ่ว่า "อย่าดีกว่า"เพราะดูแล้ว"สว่างมากเกินไป"ก็เลยเอาไว้ดูกันเองภายในเรดแอลเอก็แล้วกัน จบการแสดงด้วยการร้องเพลงของคนเสื้อแดง ซึ่งเราพิมพ์เนื้อร้องวางแจกไว้บนโต๊ะ บางคนน้ำตาซึม

หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ส.ส.สุนัยก็บรรยายต่อ แทรกตลกขบขันในเนื้อหา จึงมีเสียงหัวเราะของผู้ชมแทรกอยู่ตลอดเวลา จนเลยเวลา 2 ทุ่ม ตามกำหนดการ กระทั่งเวลาเกือบ 3 ทุ่มครึ่งจึงยุติ

งานนี้ได้รับเงินบริจาค 1,500 เหรียญ ในการขายนกสีแดงที่เพื่อนช่วยกันพับมา บางท่านพับมาถึง 200 ตัว รวมทั้งที่ตกแต่งลอยอยู่ในอากาศอีก 100 กว่าตัว ภาพนี้สวยงามมาก พวกเราลงมติเป็นเอกฉันท์มอบเงินจำนวนนี้ให้กับ ส.ส. เพื่อนำไปมอบให้กับ ทนาย อานนท์ นำภา ในการประกันตัวช่วยเหลือพี่น้องของเราที่ติดอยู่ในคุก ในข้อห้าหมิ่นฯ ทุกคนสุขใจ อิ่มใจ กับการให้ สู่พี่น้องเราในเรือนจำ

ทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกา


ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร เดินสายบรรยายตาสว่างกลางอเมริกา จากนิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัสคลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ,แอลเอ และจะปิดท้ายที่ลาสเวกัสวันที่ 29 มกราคมนี้
*อัพเดตล่าสุดสุนัยอินFlorida+ทักษิณโฟนอินมาฟลอริด้า

ก่อนจะเดินสายมาบรรยายที่แอลเอ ก่อนหน้านี้ส.ส.ดร.สุนัยได้บรรยายที่นิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า และดัลลัส โดยล่าสุดในการบรรยายที่ดัลลัสนั้น มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาทักทายกับชาวไทยในดัลลัส ด้วย โดยกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ราวเดือนหน้าจะเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ในดัลลัส เท็กซัส รายงานภาพข่าวกิจกรรมในดัลลัสว่า ชาวไทยในดัลลัส เข้าร่วมเสวนาการเมือง และฟังการบรรยายสถานการณ์บ้านเมืองไทยยุคถิ่นกาขาว โดย ส.ส.ดร สุนัย เมื่อวันพุํธที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้ความรู้ทางการเมือง วิเคราะห์และชีั้้ให้เห็นถึงสาเหตุ ปัญหา และเหตุการณ์การเปลีียนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับเหตุการณ์การณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้

ผู้เข้าร่วมเสวนาหูตาสว่างขึ้นมาก และดีใจที่พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินมาร่วมงานด้วย และฮือฮากับการประกาศว่าเดือนหน้าจะมาเยือนสหรัฐอเมริกา

เชิญชมภาพบรรยากาศที่ดัลลัส

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ





ตาสว่างกลางชิคาโก้พรึ้บ

ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ ประจำนครชิคาโก้ มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา รายงานรบรรยากาศเสวนาตาสว่างกลางอเมิกา ที่ชิคาโก้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กิจกรรมสำเร็จลงอย่างงดงาม ประกอบไปด้วยความบันเทิง และกิจกรรมทางการเมืองที่สมบูรณ์ ต่อจากนั้นในวันที่ 10 มกราคม ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันได้เชิญส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธรไปบรรยายสถานการณ์การเมืองไทย มีนักศึกษาและแวดวงวิชาการมารับฟังจำนวนมากและพากันตาสว่างไปตามๆกัน

สำหรับกิจกรรมตาสว่างในชิคาโก้นั้น มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลินอยส์ ได้พากันฝ่าดงหิมะ อากาศติดลบ 14องศา มาฟังส.ส.ดร.สุนัย กันแน่นขนัดห้องจัดงาน อากาศข้างนอกที่ว่าหนาวจนสุดขั้วหัวใจ กลับอบอุ่นเมื่อทุกคนพากันมาอยู่ในห้องที่อบอวลไปด้วยมิตรไมตรีจิต ตั้งอกตั้งใจฟังการพูดคุยบรรยาย แบบเรียกว่าลืมหายใจ ไม่มีใครยอมลุกจากเก้าอี้


ชมภาพชุดส.ส.สุนัยอินชิคาโก้ คลิ้ก
รับฟังคลิปเสียง ส.ส.สุนัย จุลพงศธร เสวนากับคนไทยในชิคาโก้,อิลลินอยส์
-http://www.mediafire.com/?rpm4be04j36trwm
-http://www.4shared.com/audio/sGX7U5Ou/Drsunai-chicaco2011-01-09.html










ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ ได้จัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่ร้าน มณีไทย ชิคาโก เวลา 17:00 โดยได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดย ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในหัวข้อ "ความจริงประเทศไทย" โดยมีชาวไทยในชิคาโก และรัฐใกล้เคียง ได้ให้ความสนใจ และได้ไปลงทะเบียนก่อนเวลา และเมื่อถึงเวลา17:30 ห้องประชุม ก็เต็มไปด้วย พี่น้องคนไทย ที่รักความเป็นธรรม ร่วมร้อยคน

ส.ส.ดร.สุนัย ได้ บรรยายถึง วิกฤตการเมืองไทย โดยลําดับท้าวความมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ทําให้เราได้เห็น วิวัฒนาการของการเมืองไทยว่า ประชาธิปไตย และระบบการเมืองไทย นั้น มีอำนาจนอกระบบ แทรกแซงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น มีการปฏิวัติ รัฐประหารมากที่สุด มีการใช้กฏหมายสองมาตรฐาน อย่างเห็นได้ชัดเจน

แต่ผลจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี และ ระบบสื่อสาร ทำให้ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสาร และตื่นตัว ที่จะเรียกร้อง เพื่อให้ได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนอารยะประเทศอื่นๆ หากเรายังปล่อยให้คนไทยมีความแตกแยกอย่างนี้ ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย เหมือนเมื่อตอนที่เราเสียกรุงก็ได้

ส.ส.ดร.สุนัยยังได้เปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 และเปิดเอกสารว่าใครสังหารเสธ.แดงด้วย พร้อมเสนอทางออกบ้านเมืองว่าต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมือง เป็นสถาบันที่ทันสมัยแบบอังกฤษ ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย

การบรรยายจบลงด้วยการตอบคำถามจากผู้เข้าฟังและมีการเสนอแนวคิด เกี่ยวกับบทบาทของคนไทยในต่างแดน ในการหาทางออกแก่วิกฤติประเทศไทย โดยเรียกร้องให้ คนไทยทุกคน ทุกสีเสื้อ ขอให้มองทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม เคารพในกฏกติกาที่ถูกต้อง เพราะคนเราสามารถที่จะคิดต่างกัน แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยเคารพใน สิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น

ทางชมรมผู้รักประชาธิปไตยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ก็ได้ยืนยันบทบาท และเจตจำนงค์ ที่จะต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ ต่อต้านระบบสองมาตรฐาน และ เรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยแก่ประเทศไทยต่อไป และเชื่อแน่ว่าเมื่อส.ส.ดร.สุนัยเดินทางกลับประเทศไทยจะมีเรื่องราวอันตื่นตาตื่นใจจากอเมริกาไปฝากพี่น้องหญิงชายของเราผู้รักในเสรีภาพและประชาธิปไตย

ทั้งนี้ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร อยู่ระหว่างเดินสายทัวร์ให้ความรู้ กับชาวเสื้อแดงไทยในอเมริกา

In Newyork,Saturday Jan 8 at:5.30-11.30 pm @ New Broadway Seafood Resturant 83-17 Broadway Elmhurst,NY 11373(รายละเอียดตามโปสเตอร์ด้านล่าง)

*ฟังคลิปเสียงสุนัยพูดที่นิวยอร์ก


*In Chicago, The event will be on Sunday Jan 9 at 5 pm at Manee Thai Restaurant 3558 N. Pulaski Road Chicago, IL


คลิ้กฟังคลิปเสียงส.ส.ดร.สุนัยin Florida ทักษิณโฟนอินมาร่วมด้วย
*In Florida, The event will be on Sun 1/16 at 11 am @ Thailand Restaurant 5252 S. Dale Mabry Tampa, FL

*In Dallas, Tx, will be on Wed 19 Jan. 2011 from 6:00 PM-10:00 PM at: Radisson Hotel & Suites Dallas-Love Field

1241 West Mockingbird Lane, Dallas TX 75247,
Reservations: 1-800-395-7046 US/Canada Toll-free
Telephone: (214) 630-7000

คลิกฟังคลิปเสียงส.ส.สุนัยอินดัลลัส เท็กซัส+ทักษิณโฟนอินได้น้ำได้เนื้อ


กิจกรรมตาสว่างกลางอเมริกา ขึ้นที่มหานครลอสแอนเจลีส (แอลเอ)ในเวลา15.00-18.00น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่ภัตตาคารไทยแลนด์พลาซ่า เลขที่ 5311 ถนนฮอลลีวู้ด บูเลอวาร์ด ชั้นสองฮอลลีวู้ด แอลเอ แคลิฟอร์เนีย 90027 โทรศัพท์ 323-993-9000 ขอเรียนเชิญคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักมาตุภูมิในแอลเอ และพื้นที่ใกล้เคียงร่วมงาน
*In Los Angeles,CA, The event will be on Sun 1/23 from 3 PM - 8 PM at:Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd., 2nd Floor Hollywood, CA 90027 Tel: 323-993-9000

*In Las Vegas สำหรับลาสเวกัส งานมีในวันเสาร์ที่ 29มกราคม เวลา 6 โมงเย็น-2ทุ่ม ณ ร้านLittle Bangkok 3111 S.Valley View Blvd # M101,Lasvegas,NV 89102 (คลิ้กดูเบอร์โทรติดต่อร่วมงาน และรายละเอียดในโปสเตอร์สวยๆที่คุณGAG LASVEGAS การ์ตูนนิสต์ของไทยอีนิวส์บรรเลงสุดฝีมือ และกำลังเป็นเจ้าภาพด้วยความขะมักเขม้นเวลานี้ อย่าพลาดไปมากันมากๆ)

จึงขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา และผู้รักชาติรักมาตุภูมิ รักประชาธิปไตยเตรียมตาสว่างกันให้พร้อม

ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง จัดงานเราไม่ทอดทิ้งกัน



RED IN JAPAN ได้จัดงานนัดพบกันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม ในงาน"รวมน้ำใจจากREDIN JAPAN สู่ RED IN THAILAND" เพื่อเป็นการส่งขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเสื้อแดงทางเมืองไทยที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เราไม่ทอดทิ้งกัน ตาสว่างทุกที่ ญี่ปุ่นก็ตาสว่าง งานนี้วิทยากรขวัญใจคนเสื้อแดงให้เกียรติโฟนอิน และโฟนอินจากพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก ที่ร้านอาหารไทยกระถิน ชิบะเคน โดยงานนี้พ.ต.ท.ทักษิณและนายจักรภพ เพ็ญแข ได้โฟนอินมาร่วมงานด้วย

อ.ใจร่วมกับThai Red Swedenเบิกเนตรขอเชิญพี่น้องคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยทุกท่านมาร่วมงาน "คนรากหญ้าสังคมนิยม" วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2554 ที่เก่า ร้านหงษ์ไทย Solna เบอร์โทร 08-270813 thairedsweden@live.com

รายการของงาน

-เวลา 17.00 น รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ร่วมกัน ราคาอาหาร 150 kr ต่อหนึ่งรากหญ้า
-ชมการเต้น Tango และ Salsa ของหนุ่มเสื้อแดงวัยดุ
-ฟัง และคุยกับ อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์ แดงสังคมนิยม ผู้บรรยายรับเชิญที่เสียสละเวลามาเยี่ยมพวกเรา ต้องขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก(แถลงการณ์แดงสยามของ อาจารย์ ใจ)
-ผ่อน คลายกันด้วยเสียงเพลง (สำหรับท่านที่ไม่สันทัดในการบันเทิงก็สามารถเลือกมุมด้านนอกเพื่อสนทนา การเมืองหรือนินทาเผด็จการใน ประเทศไทย)

หรือติดตามรายละเอียด พร้อม"ของแถมชุดพิเศษ"ที่เวบไซต์ http://www.thairedsweden.com/

กิจกรรมตาสว่างกลางออสเตรเลีย


26 มกราคม 2011 ทางองค์กรThai Red Australia ได้จัดให้มีกิจกรรม วันตาสว่างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ในงานจะเป็นชุมนุมและมีการปิกนิค โดยเพื่อนๆสมาชิกและผู้ที่สนใจต่างนำอาหารมาร่วมรับประทานร่วมกัน และในงานจะมีการพูดถึงเกี่ยวกับวันตาสว่างด้วย

โดยงานจะจัดขึ้นที่ Belmore Park ใกล้กับ Central Station และ Thai Town งานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 หรือ เที่ยงตรง เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนไปร่วมกันเยอะๆ และช่วยกันกระจายข่าวและบอกต่ิอๆกับคนที่ไม่รู้ ได้ทราบด้วย

นอกจากนี้Thai Red Australiaได้ประกาศ Boycott สินค้า มาม่า และ การบินไทย โดยจัดทำประกาศทั้งฉบับภาษาไืทยและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ทางองค์กรก็ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยหยุดให้การสนับสนุนสินค้าดังกล่าว เพราะว่าเจ้าของสินค้าเหล่านี้ให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้มาฆ่า และทำร้ายประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย

ดังนั้นทางองค์กรจึงขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันกระจายข่าวบอกต่อกับคนที่ไม่รู้ด้วย และช่วยกันพิมพ์เอกสาร Boycott นี้ ไปติดตามที่สาธารณะและเผยแพร่ไปตามชุมชนต่างๆได้รับทราบกันด้วย ซึ่งเพื่อนสมาชิกทุกคนสามารถทำไ้ด้เลยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ตาสว่างกลางยุโรป นปช.ไทยในสหภาพยุโรป พบกันหลังวันหิมะละลาย

The United Front for Democracy Against Dictatorship Thai of Europe (UDD Thai of Eu) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งสหภาพยุโรป หรือ "นปช.เสื้อแดงไทยในอียู" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของชาวไทยในยุโรปหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ขอเชิญชาวเสื้อแดงในยุโรปชุมนุมพบกันหลังวันหิมะละลาย ประสานกขมิ้นแดงและมวลชนคนหัวใจสีแดง

ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม ที่เมือง wuppertal เวลา 15.00 เป็นต้นไป ณ Bangkok haus, Beckmanshof 20
42275 Wuppertal-barmen ถามรายละเอียดที่ คุณบี 0202 515 820 40 คุณพัช 0163 844 1898


บรรยากาศต่างประเทศที่คึกคักอย่างนี้ ทำให้หวนนึกถึงการรวมตัวของคนไทยในต่างประเทศ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475และการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศเพื่อปลดแอกไทยจากญี่ปุ่น ส่วนการรวมพลังในต่างประเทศหนนี้ จะมีหลักหมายสำคัญในการก่อการไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด...โปรดรอชมด้วยดวงหฤทัยระทึกตึ๊กๆตั๊กๆ

รัฐประหาร..? ไม่มั้ง!

ที่มา Thai E-News


จตุพร พรหมพันธ์ เผยได้กลิ่นการทำรัฐประหาร โดยมีข้ออ้าง 4 ข้อ ส่วนสมศักดิ์ เจียมฯไม่คิดว่าจะมีรัฐประหาร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2554

"จตุพร"ปูด"บิ๊กสีเขียว"ตั้งวงวางแผนทำรัฐประหาร อ้าง"4เงื่อนไข"สำคัญ หวังตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่าเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมวางแผนการทำรัฐประหารที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง มีนายทหารใหญ่นั่งประชุมกัน ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยากทราบเรื่องดังกล่าวให้ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่ามีการประชุมวางแผนกันจริง โดยคนที่นำเรื่องมาบอกตนนั้นเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่มียศเดียวกันกับนายทหารที่พูดกัน เพราะทหารแตงโมมีเยอะ

นายจตุพรกล่าวว่า วงหารือมีการประเมินสถานการณ์ โดยเห็นว่าน่าจะมีเงื่อนไขให้ทำการรัฐประหาร 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.กล่าวอ้างเรื่องความแตกแยกภายในชาติ 2.เรื่องการเสียดินแดนให้กัมพูชาอันมาจากนโยบายทางการทูตที่ล้มเหลวของรัฐบาล 3.ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4.ที่เกี่ยวข้องกับทหารเองในเรื่องการสลายการชุมนุม 91 ศพ

"ยังมีการพูดคุยกันว่าหลังทำรัฐประหารแล้วจะให้มีรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอดีตนายทหารใหญ่เดินสายคุยกับคอลัมนิสต์โดยอธิบายถึงเหตุผลการทำรัฐประหาร ถ้านายอภิสิทธิ์ไปถาม พล.อ.ประวิตร หรือนายทหาร ก็คงปฏิเสธ แต่ได้มีการเตรียมกำลังทหารแล้ว 30 กองร้อย หรือราว 3,000 นาย อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนั้น หากมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม กำลังทหารเหล่านี้ก็แปรสภาพได้ทันที พวกเราถึงแม้จะชิงชังในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องไปตามระบบ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องพ้นไปตามระบอบประชาธิปไตย” นายจตุพรกล่าว

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนกระทู้ในเวบบอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม หัวข้อ "จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐประหารหรือไม่? "ว่า มีเพื่อนทางเฟซบุ๊ค ถามผมมาทาง "หลังไมค์" เรื่องนี้ ผมขอถือโอกาสแสดงความเห็นในทีนี้

โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่า มีความเป็นไปได้นะ ในปัจจุบัน และในอนาคตทีเห็นนี้ เหตุผลของผมคือ กลุ่มที่กุมอำนาจขณะนี้ สามารถกุมอำนาจอยู่ได้ค่อนข้างเหนียวแน่น ทั้งทางการเมืองและทหาร, การท้าทายของทั้งพันธมิตร และ เสื้อแดง ก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และหากมีการรัฐประหารขึ้น จะนำไปสู่ความหายนะใหญ่หลวงแก่พวกเขาแน่ ผมกลับมองว่า สิ่งที่พวกเขาพยายามจำทำในอนาคตอันใกล้คือ จะทำอย่างไรทีจะเอาชนะเลือกตั้ง ที่เป็นไปได้ที่จะมีขึั้นในระยะครึงปีแรกนี้ (หรืออยางช้าประมาณค่อนๆไปทางท้ายปี) ทำอย่างไรจะให้ ปชป. ได้เสียงในระดับที่สูสี หรือกระทั่งชนะ เพื่อไทย เพื่อสร้างความชอบธรรมในการฟอร์มรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทีจะสามารถอ้างได้ว่า "มาจากการเลือกตั้ง"

ผมมองด้วยว่า เท่าที่เป็นอยู่ และที่เห็นขณะนี้ มีสถานการณ์เดียวที่อาจจะนำมาซึ่งการยึดอำนาจทางทหาร คือ หากมี "ความเปลี่ยนแปลงในระดับสูง" (คงเข้าใจว่าหมายถึงอะไร) และเกิดปัญหาที่ตามมาจากความเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น อาจเกิดความขัดแย้งในวงการชั้นสูงในระดับที่แก้ไม่ตก ที่อาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายควบคุมไม่ได้

แน่นอน หากการท้าทายของพันธมิตร หรือ เสื้อแดง ขึ้นถึงระดับที่ ควบคุมด้วยรูปแบบรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้ ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะพยายามแสวงหา final solution (ทางออกสุดท้าย) ด้วยการรัฐประหาร แต่โดบสวนตัว ผมคิดว่า ในด้านพันธมิตร นี่ยังห่างไกล ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ที่จะสร้างสถานการณ์ เรียกระดมพล ทำให้เกิดเป็นวิกฤต ได้ถึงขั้นนั้น ในส่วน เสื้อแดง ผมว่าต้องยอมรับอย่างเป็นจริง (realistic) ว่า ก็ยังไม่อยู่ในสภาพที่สร้างการท้าทายในระดับนั้นได้เช่นกัน