WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 28, 2011

กวีตีนแดง : ตราบใดที่ไม่ทรยศชาติ

ที่มา ประชาไท

รู้สึกยังไง?
อืม... รู้สึก...
ทางนั้นก็น้องผมเอง
เขาเกิดมาเพื่อแทนคุณแผ่นดิน
ทางนี้ก็ลูกผมเอง
ประเทศไทยโชคดีที่มีเขาเป็นนายกฯ
ทางนั้น – รักชาติ
ทางนี้ – ไม่ทรยศชาติ
ทางนั้น – ปกป้องสถาบันฯ
ทางนี้ – ปกป้องสถาบันฯ
ทางนั้น – น้ำหนักน้อย...แต่กระดูกมวยดีเยี่ยม
ทางนี้ – อ่อนซ้อม...แต่กำลังภายในสมบูรณ์
น้องผมก็ดี
ลูกผมก็เด่น
พระสะ – หยามเทวาธิราชจะปกป้องทั้งสองฝ่าย
...รู้สึกยังไง?
อืม...ตราบใดที่ไม่ทรยศชาติ
คู่นี้...ผมเชียร์.

นปช. ร่อนจดหมายปรับทุกข์ 1,300 ผู้พิพากษาทั่วประเทศ

ที่มา ประชาไท

27 ม.ค. 54 นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ว่า แกนนำ นปช.ที่ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุเทพมหานครได้ขอร้องให้แกนนำที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ ยกร่างจดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายปรับทุกข์ เพื่อส่งถึงผู้พิพากษา 1,300 คนทั่วประเทศ ให้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และความไม่ยุติธรรมในคดีที่แกนนำ นปช. ถูกกล่าวหา

นางธิดา ยังเปิดเผยด้วยว่า ได้รับจดหมายตอบกลับจากศาลอาญาระหว่างประเทศว่า จะรับพิจารณาเรื่องการส่งพยานมาสังเกตการณ์การพิจารณาคดีคนเสื้อแดงในประเทศไทย แม้ไทยจะไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญากรุงโรมก็ตาม

รับฟ้องคดี บก.ลายจุด จัด ‘เปลือยเพื่อชีวิต’ ใต้ทางด่วนดินแดง ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขวางการจราจร

ที่มา ประชาไท

27 ม.ค.54 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานอัยการได้ส่งฟ้องคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลยในข้อหา มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน กีดขวางทางจราจร และ ก่อความไม่สงบแก่ประชาชน ในพื้นที่ซึ่งมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งศาลได้รับฟ้องและนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 มี.ค.54 เวลา 9.00 น.

ทั้งนี้ ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 เวลา 13.50 น. ผู้ต้องหาได้ปราศรัยอยู่บนเวทีชั่วคราวใต้ทางด่วนดินแดง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง มีการจุดไฟเผายางรถยนต์ให้เกิดควันไฟบดบังวิสัยทัศน์ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

นายสมบัติ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนโดนฟ้องในคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินรวมแล้ว 2 คดี ก่อนหน้านี้คือกรณีที่นัดหมายประชาชนประมาณ 80 คนไปรวมตัวกันที่บริเวณสวนหย่อมถนนเลียบทางด่วน ลาดพร้าว 71 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียงใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นการชุมนุมกันเกิน 5 คน ส่วนกรณีนี้คือการตั้งเวทีชั่วคราวใต้ทางด่วนดินแดงในสถานการณ์ซึ่งมีการปราบปรามประชาชนเสียชีวิตไปแล้วเป็นจำนวนมาก จึงได้จัดกิจกรรม “เปลือยเพื่อชีวิต” บริเวณนั้นเพื่อสื่อสารให้ทหารหยุดยิงและสื่อว่าประชาชนไม่มีอาวุธ มีคนร่วมกิจกรรมประมาณ 40-50 คน อย่างไรก็ตาม จากกิจกรรมนั้นตนถูกดำเนินคดีเพียงคนเดียว คาดว่าเป็นเพราะรัฐบาลต้องการจะหยุดการเคลื่อนไหว การทำกิจกรรมของตนด้วยคดีความ ให้เกิดความหวาดกลัวหรือหวั่นไหว ซึ่งไม่เป็นผล

นอกจากนี้นายสมบัติตอบคำถามเรื่องกระแสข่าวการรัฐประหารที่เริ่มมีขึ้นในช่วงนี้ด้วยว่า การรัฐประหารดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยังเกิดขึ้นได้ แต่หากเกิดรัฐประหารในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย เพราะจะต้องเผชิญกับคลื่นมวลชนมหาศาลที่จะไม่ยอมรับการรัฐประหารโดยเด็ดขาด และไม่เฉพาะในหมู่คนเสื้อแดงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าความขัดแย้งของประชาชนสองสีจะไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญ ต่อให้โกรธกันขนาดไหนก็ไม่มีทางเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้ เพราะพื้นฐานของสังคมไทยไม่เอื้อต่อความรุนแรงในระดับนั้น

ปาฏิหาริย์นักโทษเสื้อแดงรอดจากฆ่าตัวตาย ได้อิสรภาพออกมารับขวัญลูกคลอดตามคำทำนาย

ที่มา Thai E-News


อิสรภาพในที่สุด-นางอ้อยทิพย์ ภรรยาของนายพระนม กันนอก กับบุตรชายซึ่งเพิ่งคลอดในคืนก่อนนายพระนมได้รับการปล่อยตัว ก่อนนี้นายพระนมซึ่งสิ้นหวังจะออกจากคุกมารับขวัญลูกได้กินผงซักฟอกพยายามฆ่าตัวตายแต่รอด ภรรยาผู้หมดหวังของเขาได้ไปดูดวง หมอดูทำนายว่า"หากลูกคลอดออกมา พ่อก็จะได้ออกจากคุก"ซึ่งก็บังเอิญที่เป็นไปตามคำทำนาย เพราะก่อนหน้านี้พยายามขอประกันมาหลายหนแต่ไม่เคยสำเร็จ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มกราคม 2554

นักโทษการเมืองที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินผงซักฟอกที่มุกดาหารเนื่องจากอาการทางประสาทเพราะเครียดหลังจากถูกขังคุกนาน 8 เดือน นับตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้รับการประกันตัวหลังจากภรรยาคลอดลูกเพียง 1 วัน เป็นไปตามคำทำนายของหมอดูที่ให้คำทำนายให้แก่ภรรยาผู้แทบจะสิ้นหวังของเขา

นายพระนม กันนอก เป็นไอ้หนุ่มสกายแล็ป(คนขับสามล้อเครื่อง)ตามคำให้การเขาถูกจับกุมเพราะสามล้อเครื่องคู่ใจที่จอดอยู่นอกรั้วศาลากลางพร้อมยางรถยนต์ที่รับจ้างขนมาถูกบันทึกภาพไว้

โดยเขาได้รับการประกันตัวพร้อมกับผู้ต้องหาอีก 3 ราย ทำให้มีผู้ถูกประกันตัวที่มุกดาหารรวม 9 ราย

เป็นที่น่าสังเกตว่านักโทษการเมืองที่ถูกกล่าวหาเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารรวม 21 รายที่ได้รับการประกันตัว 9 รายนั้น ได้รับการรับรองจากแพทย์ว่า เป็นผู้ป่วยทั้งทางกายและทางจิต

สำหรับการให้ประกันตัวรอบล่าสุด 3 รายนี้ เป็นผู้ต้องขังเสื้อแดงซึ่งป่วยทางจิตได้ประกัน 3 ราย รวมเป็นสามในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2554 ทีมทนายความสำนักงานราษฎรประสงค์ของทนายอานนท์ นำภา ได้ยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางมุกดาหารอีก 2 ราย คือ นายดวง คนยืน และนายพระนม กันนอก หลังทั้งสองถูกคุมขังมานาน 8 เดือน จนมีอาการทางประสาทอย่างหนัก และถูกส่งตัวมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ศาลจังหวัดมุกดาหารมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ท่ามกลางความดีใจของญาติพี่น้องที่มารอฟังคำตัดสินของศาล

โดยเฉพาะญาติของนายพระนม เนื่องจากคืนก่อนหน้านี้ ลูกชายคนที่สองของนายพระนมกับนางอ้อยทิพย์ ภรรยา เพิ่งลืมตาดูโลก ทุกคนจึงตั้งความหวังให้พ่อได้ออกมารับขวัญลูกในวันนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ศาลจังหวัดมุกดาหารได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายวิชิต อินตะ ที่ป่วยเป็นโรคประสาทเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตำรวจมุกดาหารได้จับกุมประชาชนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนถึงปัจจุบันจับกุมรวมทั้งสิ้น 29 ราย อัยการไม่สั่งฟ้อง 1 ราย โดยมีผู้ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น 7 ราย ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งหมดเมื่อ 16 สิงหาคม 2553 และถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาศาลากลาง 21 ราย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่มีอาการป่วยทั้งทางร่างกายและทางจิต

สำหรับผู้ต้องขังที่ยังถูกคุมขังอยู่อีก 12 ราย จากการสอบถามจากญาติและทนายพบว่า ยังมีผู้ที่มีอาการป่วยแต่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอีก 5 รายแบ่งเป็นโรคทางกาย 3 ราย และโรคทางจิตหรือประสาท 2 ราย ทั้งนี้ มี 3 ราย ที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ จะให้ความช่วยเหลือด้านหลักทรัพย์ในการประกันตัว

ในจำนวนผู้ต้องขัง 12 รายดังกล่าว ถูกควบคุมตัวมานาน 8 เดือน จำนวน 7 ราย, 7 เดือน 2 ราย และ 2-4 เดือน จำนวน 3 ราย

สำหรับกรณีนายพระนม กันนอก อายุ 41 ปี อาชีพขับรถสามล้อรับจ้าง ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ข้อหา วางเพลิงเผาทรัพย์,ทำลายทรัพย์สินสาธารณประโยชน์,บุกรุกสถานที่ราชการ


ลูก2คนของนายพระนมเขียนโปสเตอร์ถึงพ่อในคุกให้กำลังใจ ส่วนพ่อของเขามีอาการป่วยเพราะเครียดและโรคประจำตัว(ดูข่าวประชาไท:ภาพข่าว:ในวันที่ไม่มีพ่อ)


ผลกระทบที่เกิดขึ้น นายพระนมมีภาระต้องเลี้ยงดูภรรยาซึ่งช่วงที่ถูกคุมขังกำลังตั้งครรภ์ กับลูก 2 คน อายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.4 และอีกคน อายุ 6 ปี และมีภาระพ่ออายุ 70 ปี ยังคงเข้าโรงพยาบาลอยู่ตลอดเนื่องจากอาการเครียดด้วย

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงานว่า หลังจากสิ้นหวังว่าสามีจะได้ประกันตัว เพราะยื่นขอประกันมาหลายครั้ง นางอ้อยทิพย์ ภรรยานายพระนมได้ไปดูดวง ซึ่งมีหมอดูทักว่า "หากลูกที่ตั้งครรภ์แก่ตอนนี้ไม่ได้ออก พ่อก็ไม่มีโอกาสได้ออกมาจากคุก หากลูกออก พ่อก็ได้ออก" จนนางอ้อยทิพย์เข้าโรงพยาบาลเตรียมตัวรอคลอดลูก ซึ่งสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์นำเงินบริจาคส่วนหนึ่งไปช่วยค่าทำคลอด วันต่อมานายพระนมก็ถูกส่งตัวเข้าโรงพยายบาลเนื่องจากอาการหนัก มีอาการสติไม่อยู่กับตัว พูดจาเลื่อนลอย มีความเครียดสูง

"จนกระทั่งนางอ้อยทิพย์คลอดลูกเมื่อเวลาเวลากลางคืน พอรุ่งเช้าทีมงานทนายอาสาไปขอยื่นประกันนายพระนม ก็ได้ออกมาตามที่หมอดูทักไว้ ซึ่งเป็นเรื่องประหลาด"
นักโทษคดีการเมืองที่สิ้นหวังได้พยายามฆ่าตัวตายหลายราย ทั้งกินน้ำยาปรับผ้านุ่ม กินผงซักฟอก แต่ถูกช่วยชีวิตไว้ทัน และเป็นเหตุให้ศาลปราณีให้ประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราว

ก่อนหน้านางอ้อยทิพย์จะเ้ข้าโรงพยาบาลเพื่อคลอดลูก ได้ทราบข่าวว่าสามีคือนายพระนม สิ้นหวังที่จะได้ประกันตัวออกมารับขวัญลูกที่ใกล้คลอด พยายามที่จะกินผงซักฟอกฆ่าตัวตาย แต่ขณะที่กินไปแล้ว 1 ช้อนกาแฟ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ไปพบเห็นและห้ามไว้ แต่ไม่มีการส่งตัวออกมา รพ.แต่อย่างใด และรอดตายมาได้ เหตุที่มีอาการเครียดมาก เนื่องจากตนเองท้องแก่ใกล้คลอด สามีสิ้นหวังที่จะได้ออกมาดูแลและรับขวัญลูก อีกทั้งพ่อนายพระนมก็ล้มป่วยจากโรคหัวใจและหอบหืด ต้องนอนโรงพยาบาลไม่ได้ดูแล

นายสำราญ เมืองโคตร พยาบาลวิชาชีพประจำเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร กล่าวถึงกรณีนายพระนมและผู้ต้องขังเสื้อแดงรายอื่นๆ ว่า นอกจากนายวิชิตที่ส่งตัวออกมาโรงพยาบาลแล้ว ก็มีอีก 2 ราย ที่มีอาการป่วยทางจิตเวชอย่างหนัก คือ นายพระนม กันนอก และนายดวง คนยืน ทั้งสองคนมีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย จึงได้ให้ยาจิตเวชตามที่ทั้งสองมีประวัติรับยามาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเพราะคิวไม่ว่าง

อย่างไรก็ตามนายพระนมกับเพื่อนนักโทษการเมืองรวม 3 รายที่มีอาการเครียดประสาทอย่างหนักถูกปล่อยตัวสู่อิสรภาพ ได้ประกันตัวในที่สุดเมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมา สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปนอกจากฟื้นฟูเยียวยาบาดแผลของตัวเอง คือเมีย1ลูกสาม พ่อป่วยอีกราย

ท่านที่ประสงค์จะช่วยเยียวยาครอบครัวนายพระนมโดยตรง โปรดช่วยบริจาคผ่านบัญชีนางสาว อ้อยทิพย์ คล่องแคล่ว
ธ.กรุงเทพ สาขามุกดาหาร เลขที่ 312-0-64148-9


ส่วนท่านที่ประสงค์จะสนับสนุนสำนักกฎหมายราษฎรของทนายอานนท์ นำภา เพื่อปลดปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้(ที่ไม่ใช่แกนนำ) และนักโทษคดีทางความคิด รวมทั้งการเยียวยาญาติผู้ต้องขัง สามารถสมทบทุน ผ่าน

บัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เลขที่บัญชี 183-238662-8 ชื่อบัญชี นายอานนท์ นำภา และ/หรือ นส.วริศา กิตติคุณเสรี และ/หรือ นส.ไอดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา ..สำหรับการโอนเงินจากต่างประเทศ Account Names:Mr.Anon Numpa and/or Miss Warisa Kittikhunseree and/or Miss Ida Aroonwong Na Ayudhaya, Bank Name: Siam Commercial Bank Public Company Limited, Bank Branch: Central Pinklao Branch , Account Number: 183-238662-8 , Swift Code: SICOTHBK


หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ข่าว ลงขันปลดปล่อยนักโทษการเมือง

ประชนชนลุกฮือที่อียิปต์

ที่มา Thai E-News

โดย กองบรรณาธิการ นสพ. เลี้ยวซ้าย

27 มกราคม 2554


ไทย อีนิวส์ ขอขั้นจังหวะความร้อนแรงทางการเมืองไทยด้วยการนำเสนอภาพและข่าว สถานการณ์การลุกขึ้นสู้ที่อียิปต์ ขอบคุณกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย สำหรับบทความที่ช่วยทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ในอียิปต์ได้ดีขึ้น






ภาพประกอบ The Gazette


หลังจากที่ประชาชนตูนีเซียลุกฮือล้มเผด็จการในกลางเดือนมกราคม วิญญาณเสรีภาพก็แพร่กระจายสู่ประเทศอื่นๆ ในอัฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ในอียิปต์มวลชนออกมาสู้กับตำรวจปราบจลาจลอย่างดุเดือด หลายร้อยคนถูกจับ บางคนเสียชีวิต และขณะนี้เราไม่ทราบว่าจะจบอย่างไร แต่การต่อสู้ของมวลชนแบบนี้ย่อมสร้างความเกรงกลัวกับอำมาตย์ทั่วโลก

ประเทศอียิปต์มีความสำคัญมากในแถบนี้เพราะเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรเกือบ 80 ล้านคน มีกรรมาชีพโรงงานและกรรมาชีพภาคบริการจำนวนมากด้วย ทั้งนี้เพราะเกษตรกรรายย่อยถูกผลักออกจากที่ดินไปและมากระจุกในเมืองไคโร เมืองอาเลคซานตรา และเมืองอื่นๆ การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ซึ่งให้พลังกับการต่อสู้ของชาวตูนีเซีย ยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดที่อียิปต์ อาจเป็นเพราะสหภาพเสรีถูกปราบและต้องทำงานกึ่งใต้ดิน อย่างไรก็ตาม เมื่อ ปี 2008 มีการรวมตัวกันและลุกฮือนัดหยุดงานของคนงานสิ่งทอจำนวนมากที่ Mahalla

อียิปต์มีความสำคัญในแง่อื่นด้วย คือเป็นประเทศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐสูงเป็นอันดับสองรองจากอิสราเอล การที่สหรัฐสนับสนุนเผด็จการในอียิปต์ ก็เพื่อหวังควบคุมน้ำมันในตะวันออกกลางและคลองซุเอส ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ อียิปต์เป็นประเทศที่เชื่อมอย่างใกล้ชิดกับชาวปาเลสไตน์ในแถบกาซา และมวลชนอียิปต์มักจะลุกฮือต้านเผด็จการของตนเองพร้อมกับเรียกร้องเสรีภาพ ให้ชาวปาเลสไตน์

อียิปต์ถูกยึดครองโดยจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งพยายามแทรกแซง การเมืองในประเทศนั้นเรื่อยมาจนถึงทศวรรษที่ 50 หลังจากนั้นสหรัฐก็เข้ามามีบทบาท เดิมเมื่ออียิปต์ได้เอกราชจะมีกษัตริย์ปกครอง แต่ถูกกลุ่มทหารหนุ่มโค่นล้มในปี1952 ในที่สุด Gamal Abdel Nasser แกนนำของขบวนการกู้ชาติและล้มเจ้า ก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเผด็จการ Nasser เป็นนักการเมืองเอียงซ้ายชาตินิยม ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก และทุกวันนี้พวก “นิยมนัสเซอร์” ก็มีจุดยืนแบบนั้น แต่ในปี 1970 เมื่อ Nasser เสียชีวิต การเมืองอียิปต์เริ่มเปลี่ยนไปเข้าค่ายสหรัฐอเมริกาและใช้แนวเสรีนิยมกลไก ตลาดซึ่งทำให้คนธรรมดายากจนลงและเดือดร้อน

ผู้นำเผด็จการปัจจุบันของอียิปต์คือประธานาธิบดี Hosni Mubarak ซึ่งเข้ามามีอำนาจในปี ค.ศ. 1981 และครองอำนาจเผด็จการมา 30 ปีผ่านการโกงการเลือกตั้งและการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะเตรียมลูกชาย Gamal Mubarak เพื่อสืบทอดอำนาจ และตามถนนหนทางมักจะมีภาพขนาดใหญ่ของ Mubarak แต่เมื่อประชาชนลุกฮือมีการฉีกภาพและใช้เท้ากระทืบเพื่อแสดงความไม่พอใจ

ขบวนการประชาธิปไตยในอียิปต์ เริ่มรวมตัวกันในองค์กร Kefaya ในปี 2004 และมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง องค์กรนี้เป็นแนวร่วมระหว่างฝ่ายซ้ายกับแนว “นิยมนัสเซอร์” โดยที่พรรคอิสลามมีบทบาทน้อย สิ่งที่น่าสังเกตคือในการลุกฮือที่ตูนีเซีย และอียิปต์ปีนี้ ขบวนการอิสลามไม่มีส่วนในการนำ ในอียิปต์พรรค “พี่น้องมุสลิม” เคยเป็นฝ่ายค้านหลักที่ถูกปราบปรามบ่อย แต่ตอนนี้เลือกที่จะประนีประนอมกับรัฐ

การลุกฮือของมวลชนอัฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจกับเราได้ มันพิสูจน์ว่ามวลชนในทุกประเทศลุกฮือและเป็นพลังสำหรับประชาธิปไตยได้ แต่เรามีเรื่องเตือนใจด้วย เพราะตราบใดที่มวลชนไม่จัดตั้งทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในรูปแบบสังคมนิยมปฏิวัติ ฝ่ายอำนาจเก่ากลับเข้ามาได้เสมอ การต่อสู้ในแถบนี้ยังไม่จบ และจะไม่จบง่ายๆ เราต้องสนับสนุนและให้กำลังใจกับพี่น้องเราจนกว่าเขาจะชนะ

พาดหัวเวปยอดฮิตASTV:เวทีพธม.คืนที่ 3 ยังคึกคัก

ที่มา Thai E-News

พาดหัวเวบไซต์ASTVผู้จัดการ:เวทีพธม.คืนที่ 3 ยังคึกคัก
ผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อเหลืองนอนอยู่บนพื้นถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยยื่นข้อเสนอที่แข็งกร้าวให้ตอบโต้กัมพูชาในกรณีพิพาทดินแดน แต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธ(ภาพข่าว:AP)


ผู้สนับสนุนม็อบพันธมิตรยืนแอ็คท่าให้ช่างภาพเก็บรูประหว่างเข้าร่วมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลแข็งกร้าวกับกัมพูชา แต่นายกรัฐมนนตรีไทยปฏิเสธข้อเรียกร้อง ทั้งนี้การประท้วงบนท้องถนนเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องนับจากปี2549เป็นต้นมา(ภาพข่าว:AP)
จำนวนผู้ร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อมารับฟังสรุปข่าวเช้าจากเวทีชุมนุมเป็นไปอย่างบางตา (ภาพข่าว:AP)

การต่อสู้ทางสากลของคนเสื้อแดง . . อย่ารอเทวดา

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2554

กระบวนการ นำเผด็จการประเทศไทยสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ราบรื่นแน่นอน เมื่อประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับทางการเมืองของพรรคการเมืองเก่าแก่เช่นประชาธิปัตย์ ที่เข้าใจการฑูตระหว่างประเทศเป็นอย่างดี หรือจะพูดได้ว่า การใช้การฑูตและภาษาการฑูตเพื่อเอาตัวรอดของประธาธิปัตย์นั้นเรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในภูมิภาคนี้

การฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศของคนเสื้อแดง ครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อจะต้องฝ่าด่าน 3 องครักษ์ศักดินาประชาธิปัตย์ ที่ไปนั่งในตำแหน่งสำคัญในระดับภูมิภาคและในระดับโลกถึง 3 ตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เลขาธิการอาเซียน (สุรินทร์ พิศสุวรรณ) และศุภชัย พานิชภักดิ์ ในตำแหน่งเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)

นี่อาจจะเป็นที่มาของคำกล่าวของบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เมื่อครั้งมาเยือนไทยในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา อันนำความผิดหวังมาสู่คนเสื้อแดงไปตามๆ กันเมื่อเขากล่าวว่า "สถานการณ์ในเมืองไทยเป็นเรื่องภายในประเทศ"

แม้ว่าคนเสื้อแดงจาก หลายกลุ่ม จะยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสหประชาชาติหลายฉบับ รวมทั้งรายชื่อผู้เรียกร้องให้สหประชาชาติเข้ามาดูแลสถานการณ์ในเมืองไทย กว่า 9,400 รายชื่อ แต่ก็ไม่มีคำตอบจากสหประชาชาติในเรื่องดังกล่าว

การเดินทางมาไทยของฮันส์-พีเทอร์ โคล (Mr.Hans Peter Kaul) รองประธานลำดับที่ 2 ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) พร้อมกับให้สัมภาษณ์นักข่าวเกี่ยวกับการการนำคดีของคนเสื้อแดงขึ้นสู่ศาล อาญาระหว่างประเทศ (ICC) เว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ได้ลงคำตอบของ ฮันส์ - พีเทอร์ โคลไว้ว่า “ จะทำได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นภาคีของศาลอาญา ระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคี เพียงแต่ลงนามในธรรมนูญกรุงโรม เมื่อวันที่ 2 ต.ค. พ.ศ. 2545 เท่านั้น แต่ยังไม่มีการให้สัตยาบัน”

บางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 21 มกราคม มีรายละเอียดการสัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศสมาชิก ICC ก็ตาม การที่ ICC จะรับเรื่องร้องเรียนได้ ก็ต่อเมื่อประเทศไทยไม่ได้มีความพยายามอย่างแท้จริงที่จะดำเนินการสอบสวน อาชญากรรมนั้นๆ”

ในความสัมพันธ์อย่างยาวนานกับนักสิทธิมนุษยชนของ พรรคประชาธิปัตย์ การดึงสมชาย หอมลออ มาเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบเพื่อค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ
(คอป.) ต่อกรณีการปราบปราบคนเสื้อแดง สมชายให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ว่า " . . มีหลายประเด็นที่มีพยานขัดแย้งกันอยู่ เช่น กรณีวัดปทุมฯ ว่า เป็นการต่อสู้ยิงกันหรือไม่ เพราะเราก็มีพยานหลักฐานบางส่วนที่ชี้ว่าอาจมีการยิงกันด้วย แต่ไม่ชัดเจนว่าช่วงเวลาไหน แต่จริงๆก็เป็นเรื่องที่สังคมทราบอยู่ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตามคอป.ยังไม่มีการสรุป"

สิ่งที่เขากล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนรับเรื่องร้องเรียนของ ICC เป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น "
การทำงานของคอป. ยังได้รับความร่วมมือจากองค์การสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการต่างประเทศจำนวนมาก ที่เข้ามาช่วยเหลือ ให้ความเห็น ทั้งเรื่องการเขียนรายงาน การจัดอบรม โดยต่างเห็นว่า คอป.ของไทยมีความแตกต่างจากในหลายประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งทั้ง แอฟริกา จอร์เจีย ติมอร์ ที่จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหลังจากเหตุการณ์จบไปแล้ว แต่ของไทยความขัดแย้งยังมีอยู่ ซึ่งพวกเขาต่างเอาใจช่วย ให้คอป.ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย" ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไม่นับว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของสมชาย หอมลออ สมัยอยู่ฟอรั่ม เอเชีย มือเขียนสุนทรพจน์ภาคภาษาอังกฤษของเขา ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานภาคีความร่วมมือภาคเอกชนกับศาลอาญาระหว่างประเทศ (The Coalition for the International Criminal Court
) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย การจะเรียกร้องให้ ICC รับพิจารณาคดีในประเทศไทย เป็นเรื่องที่คนเสื้อแดงต้องเตรียมใจรับความผิดหวังไว้พอสมควร หรือไม่ก็ต้องรณรงค์ทางสากลกันให้หนักกว่านี้

ถึงแม้ว่าทางสำนักกฎหมายอัมเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟี จะได้ยื่นรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษาและ พฤษภาคม 2553 ให้กับทาง ICC ไปตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2553 แต่กระบวนยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ยังไม่ได้กระทำ

โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ได้เขียนที่เฟสบุคของเขาว่า “สื่อมวลชนในประเทศไทยรายงานข่าวผิดพลาดเกี่ยวกับ ICC ทาง ICC ยังไม่มีการ “ปฏิเสธ” ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเรายังไม่ได้ยื่นเรื่อง ซึ่งจะดำเนินการยื่นในวันที่ 31 มกราคม ทีมทนายของเรารู้สึกว่าพวกเรามีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากพอต่อการดำเนินคดี ครั้งนี้ และที่สำคัญยิ่ง อาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครสามารถตัดสินคดีที่ยังไม่ได้แม้แต่จะอ่านมันได้”

แน่นอนว่าโรเบิร์ต ตระหนักรู้ในเรื่องความเก่งกาจของอภิสิทธิ์ ในเรื่องวิถีการฑูตและการสร้างภาพกับนานาชาติ เขาจึงได้เชิญชวนนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงมาเข้าร่วมทีมกฎหมายครั้งนี้เช่นกัน ในเวบไซด์ของโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม วันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ลงข่าวว่า "ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นเรื่องในวันที่ 31 ที่จะมาถึงนี้ สำนักกฎหมายได้ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนทั้งจากไทยและต่างประเทศมาร่วมทำงานจนเป็นทีมใหญ่ ร่วมทั้งศาสตราจารย์ดักลาส คาสเซล อาจารย์ด้านกฎหมายที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยน๊อทเทอร์ดาม (Uuiversity of Norte Dame)"

การต่อสู้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งนี้จึงหนักหน่วงอย่างยิ่ง และคนเสื้อแดงต้องเตรียมใจกันไว้เยอะๆ ทีเดียว ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนใจการสนับสนุนจากสากล ในทางตรงกันข้าม เราเห็นว่าการสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้ของคนเสื้อแดง การสร้างให้เกิดความเข้าใจและเสียงสนับสนุนจากภาคประชาชนและรัฐบาลนานาชาติ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำ และควรจะทำอย่างต่อเนื่องและเปิดเผย

กระนั้นก็ตาม พวกเราก็อดวิตกกังวลไม่ได้ เพราะเท่าที่สังเกตุการทำงานด้านสากลของแกนนำคนเสื้อแดงหรือของฝ่ายพรรคไทยรักไทยที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ มีกระบวนการดำเนินงานแนวใต้ดิน (แนวทางเสรีไทย) ในการดำเนินงานด้านต่างประเทศ ไม่เปิดเผย ไม่สื่อสารหรือประชาสัมพันธ์ข่าว มักจะกล่าวอ้างว่าคุยกับประเทศโน้น ประเทศนี้ เท่าที่เห็น ก็ดูจะวนเวียนอยู่กับกลุ่มประเทศที่ไม่มีชื่อเสียงดีนักในด้านสิทธิมนุษยชน เป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีเสียงในสหประชาชาติ ไม่มีประชาธิปไตยในประเทศตัวเอง

การต่อสู้ของคนเสื้อแดง จึงไม่ได้ถูกนำเสนออย่างสมฐานะและศักดิ์ศรีแห่งการลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชน ไทย ถูกฉายภาพอยู่ใต้เงาและบารมีของทักษิณ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

วิถี "สิทธิมนุษยชนบนการเจรจา" เป็นรูปแบบการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและในเอเชียจำนวนไม่น้อย ที่มักจะไม่ได้ยืนหยัดที่ประเด็นเรื่องหลักการสิทธิมนุษยชนสากล แต่เป็นแนว "สิทธิมนุษยชนเลือกข้าง" ที่เป็นคำที่เปล่งออกมาเองจากปากนักสิทธิมนุษยชนสีเหลืองในประเทศไทยตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมา

ทำให้ความล่าช้า และไม่ใส่ใจต่อคดีของคนเสื้อแดงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งสองชุด โดยเฉพาะชุดของศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ และขององค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่มีหัวขบวนชื่อโคทม อารียา และสมชาย หอมลออ จึงค้านสายตาคนเสื้อแดงและผู้ห่วงใยในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

กระนั้นก็ตามรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็รู้จักดีว่าการดึงคนเหล่านี้มาช่วยจะช่วยงาน จะชลอแรงต้านทานจากต่างชาติไปได้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลดำเนินการสอบสวนและติดตาม คดีต่างๆ ที่เกิดขึ้น

นี่เป็นสัมฤทธิผลของการเล่นการเมืองระหว่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งสุรินทร์ พิศสุวรรณ เข้าไปคลุกคลีวงในกับ NGOs เรื่องสิทธิในภูมิภาคมากว่าทศวรรษ สอดประสานรับกับรูปแบบการทำงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคและ นานาชาติ ที่มุ่งเรื่องการเจรจากับรัฐบาล มากกว่าการทำงานกับภาคประชาชนระดับล่าง เป็นการทำงานเจรจาสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง มากกว่ามุ่งปฏิบัติตามกติกาแห่งสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ดังเช่นที่เห็นและเป็นอยู่

คนเสื้อแดงจึงไม่อาจหวังได้ จากการฝากความหวังไว้ที่กลไกสิทธิมนุษยชน หรือเทวดาทั้งหลายได้อย่างเต็มที่ แต่จำเป็นจะต้องสร้างพลังการต่อสู้อย่างต่อเนื่องให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสื่อ และภาคประชาชนนานาชาติ และต้องทำงานรณรงค์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประชาชนและรัฐบาลของชาติตะวันตก ที่มีบทบาทในเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชนและมีเสียงที่หนักแน่นใน สหประชาชาติ ซึ่งนี่เป็นส่วนงานที่ทักษิณและพลพรรคทำไม่ได้ และไม่ได้ทำ

Thursday, January 27, 2011

ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับปัญหาการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย

ที่มา มติชน



วิสา คัญทัพ

หยุดเอาความขัดแย้งทางชนชาติ มากลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น


เมื่อใดก็ตามที่ปัญหาความขัดแย้งทางชนชั้นดำเนินไปอย่างดุเดือดแหลมคมและรุนแรง องค์ประกอบและแนวร่วมต่างๆ ของ “คนชั้นสูง” บวก “คนชั้นกลางส่วนบน” ซึ่งรวมกันเป็นชนชั้นปกครองก็จะดำเนินการสร้างเรื่องปลุกระดมความคลั่งชาติเพื่อให้เกิดความขัดแย้งทางชนชาติ


ขอย้ำว่า ความขัดแย้งทางชนชั้นถึงที่สุดแล้วคือเรื่องผลประโยชน์ อำนาจบารมี ความไร้ซึ่งความเสมอภาค ภราดรภาพ และความเป็นธรรม ส่วนความขัดแย้งทางชนชาติเป็นผลสืบเนื่องมาจากชนชั้นสูงที่ต้องการสร้างอิทธิพลและครอบครองผลประโยชน์ จึงสร้างรัฐชาติขึ้นมา แล้วทำสงครามรบราแย่งชิงดินแดนสร้างแคว้นสร้างอาณาจักร ทั้งๆ ที่ประชาชนธรรมดาสามัญมิได้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้เพื่อขัดแย้งและต่อสู้ หากดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ด้วยความรักความสัมพันธ์อันดีน้ำใจไมตรี และภราดรภาพ ชายแดนของทุกประเทศในโลกที่ความขัดแย้งทางชนชั้นอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำที่สุดมักจะเป็นชายแดนที่สันติสงบ ประชาชนไปมาหาสู่สัมพันธ์กัน สืบผสมเผ่าพันธุ์กัน เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติกัน ทำมาค้าขาย ไปมาหาสู่ ข้ามแดน make love not war อยู่ร่วมกันโดยปกติสุข


สังคมไทยวันนี้เป็นอย่างไร ความขัดแย้งทางชนชั้นดุเดือดแหลมคม บารมีและอำนาจของคนชั้นสูง ขุนศึก ศักดินาถูกท้าทายลึกซึ้งและกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความขัดแย้งทางชนชาติจึงถูกกลุ่มสมุนบริวารที่รับใช้อำนาจเก่าหยิบยกขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้งทางชนชั้น หมายลวงให้คนเสื้อแดงบางส่วนหลงทาง ดีที่แกนนำหลักขององค์กรเสื้อแดงยึดกุมแนวทางการต่อสู้ทางชนชั้นได้มั่นคง ทั้งเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาเรื่องข้อพิพาทระหว่างดินแดนไทยกัมพูชาแจ่มชัด ส่วนคนชั้นล่างอันเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมก็ตื่นตัวในเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น และไม่ใส่ใจจดจำการศึกษาประวัติศาสตร์ชาตินิยมบิดเบือนที่กระทรวงศึกษาธิการของรัฐชาติพยายามยัดเยียดให้ตลอดมาทุกรุ่นของเยาวชนตลอดร่วมร้อยปีที่ผ่านมา


ขุนวิจิตรวาทการไปเอาแผนที่จากเวียดนามที่เขียนโดยฝรั่งเศสมาอธิบายความให้จอมพล ป.พิบูลสงครามฟังว่าคนไทยมีเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เลยเกิดความคิดที่จะรวมชาติไทยซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า เพื่อทำลายความหลากหลายทางชนชาติที่มีอยู่ในอาณาจักรสยาม (ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ถูกปกครอง) คำถามก็คือประชาชนธรรมดาทั่วไปพูดภาษาอะไรกันบ้าง และชนชั้นผู้ปกครองพูดภาษาอะไรในเวลานั้น โดยที่ภาษาไทยกับภาษาลาวแทบไม่ได้ต่างกันอยู่แล้วโดยพื้นฐาน พูดกันโดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลก็เข้าใจเรียกว่า 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เว้นเสียแต่สำเนียงเสียงที่ต่างกันไปเท่านั้น ชนชั้นผู้ปกครองในเมืองเวลานั้นอาจพูดภาษาลาวสำเนียงเมืองหลวงก็ได้ หรือพูดเหน่อแบบสุพรรณฯ สำเนียงเมืองหลวงสมัยอยุธยาเป็นอย่างไร หรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน กระทั่งสำเนียงพูดสมัยขุนวิจิตรวาทการเองก็คงไม่เหมือนสำเนียงคนกรุงเทพฯในปัจจุบันนี้ (ชิมิ) เช่นนี้เป็นต้น ผมขออนุญาตยกข้อความซึ่งเรียบเรียงจากเค้าความบางตอนในต้นฉบับของหนังสือ "MA VIE MOUVEMENTEE" ฯ โดยปรีดี พนมยงค์ เขียนที่ชานกรุงปารีส เมื่อ 2 เมษายน 2517


(สาเหตุแห่งการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม(ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในบรรดารัฐมนตรีแห่งรัฐบาลนั้น มีข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)


ต่อมาประมาณอีก 4-5 เดือน หลวงวิจิตรวาทการได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงว่ามีคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ ในพม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย


ครั้นแล้วผู้ฟังวิทยุกระจายเสียงได้ยินและหลายคนยังคงจำกันได้ว่า สถานีวิทยุกรมโฆษณาการ (ต่อมาปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) ได้กระจายเสียงเพลงที่หลวงวิจิตรฯรำพันถึงชนเชื้อชาติไทยที่มีอยู่ในดินแดนต่างๆ และมีการโฆษณาเรื่อง "มหาอาณาจักรไทย" ที่จะรวมชนเชื้อชาติไทยในประเทศต่างๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่างๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน


ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่างๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่า "สยาม" มาจากภาษาสันสกฤต "ศยามะ" แปลว่า "ดำ" จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทยซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า "สยาม" แผลงมาจากจีน "เซี่ยมล้อ"


การเปลี่ยนชื่อสยามมาเป็นประเทศไทย นอกจากจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในสยามลงไปแล้ว แท้จริงข้อที่ว่าได้ “รวบรวมชนเผ่าไทย” นั้นยังน่าสงสัยว่า “ชนเผ่าไทย” มีจริงหรือไม่ ลำพังแผนที่ที่เอามาจากฝรั่งเศสย่อมไม่มีน้ำหนักพอเพียงที่จะทำให้เชื่อได้ตามฝรั่งว่า การที่บอกว่ามีไทยอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วอินโดจีน อาจหมายถึงไทยในความหมายที่เป็น “คน” ก็ได้เพราะในภาษาลาว คำว่า “ไท” มีความหมายว่า “คน” “ไทบ้านใด๋” ก็คือ “คนที่ไหน” เท่านั้นเอง จึงเป็นความเข้าใจผิดพลาด


ผมมีความเชื่อว่าสิ่งยืนยันถึงลักษณะการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ที่ดีที่สุดน่าจะอยู่ที่ภาษา ภาษาที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของภาษาไทย อย่างศิลาจารึกสมัยสุโขทัยก็ถูกนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ ปฏิเสธด้วยหลักฐานยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทำขึ้นในภายหลัง ดังนั้นจึงแทบไม่จำเป็นต้องสงสัยเลย หากศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบคำตอบว่ารากที่มาของภาษาไทยอาจมาจากภาษาลาว ภาษาเขมร และภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาไทยเหมือนภาษาลาวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยล่ามแปลดังกล่าว ส่วนภาษาเขมร มีคำไทยเหมือนคำเขมรกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าตัวเลขไทย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ แท้จริงแล้วเอามาจากเขมรหรือเปล่าเป็นเรื่องที่น่าค้นคว้า พ้นจากเรื่องของภาษาก็คงเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ซึ่งจะยืนยันถึงอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ได้เป็นอย่างดี พูดให้ถึงที่สุด ปรางค์แขก ปรางค์สามยอดที่ลพบุรี ปราสาทหินพิมายที่โคราช หรือเขาพนมรุ้งที่บุรีรัมย์ และอื่นๆ ฯลฯ ย่อมเป็นของขอม หรือขแมร์ทั้งสิ้น หากพิจารณาย้อนไปยังยุคแห่งอานาจักรชัยวรมันที่ 7 เพราะฉะนั้น การพิจารณาปัญหาการปักปันเขตแดนจะเอายุคอาณาจักรซึ่งไม่เคยมีแผนที่แบ่งเขต มาปะปนกับยุครัฐชาติในปัจจุบันไม่ได้ ลองฟังทัศนะของนักประวัติศาสตร์อย่าง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ


“ปัญหามันเกิดเมื่อ 100 กว่าปีก่อน สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเข้ามา ก็นำแผนที่ พิกัด การปักปันเขตแดนเข้ามาในภูมิภาคนี้ ทั้งที่สมัยนั้น ไม่มีหรอกคำว่าเขตแดน รัฐชาติก็ยังไม่มี ยังเป็นอาณาจักร ซึ่งอาณาจักรจะเล็กหรือใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับศูนย์กลาง ว่ามีอำนาจแค่ไหน ถ้ามีมากก็ขยายกว้าง ถ้ามีน้อยก็หดลง ครั้งหนึ่งกัมพูชาเคยกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่พอเสื่อมก็หดลงอย่างที่เห็นปัจจุบัน เรื่องเขตแดนจึงเป็นมรดกของฝรั่งโดยแท้ ประเทศไทยก็รับมาจากสยาม กัมพูชาก็รับมาจากฝรั่งเศส ซึ่งบางคนคิดว่าไทยกับสยามเหมือนกัน ผมว่าไม่เหมือนนะ วิธีคิดไม่เหมือนกัน เหมือนกัมพูชาสมัยนั้นกับสมัยนี้ก็คิดไม่เหมือนกัน”


“กระแสชาตินิยมมันปลุกได้เป็นครั้งคราวแล้วแต่ประเด็น ถ้าประเด็นมันฮอตก็ปลุกขึ้นได้ แต่สมัยปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปเยอะ คนมีข้อมูลข่าวสารมาก ทำให้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้ สิ่งที่เคยรู้เฉพาะในหมู่ผู้ปกครองก็รู้กันมากขึ้น บ้านเมืองเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รุนแรงมาก เปลี่ยนจากความคิดเดิมมาเป็นความคิดใหม่ แต่หลายอย่างมันเปลี่ยนไม่ทัน อย่างตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พูดเฉพาะการเสียดินแดน 14 ครั้ง แต่ไม่เคยบอกว่า ได้ดินแดนอะไรมาบ้าง


ถ้าคุณไปเปิดหนังสือ “แผนที่ภูมิศาสตร์ไทย” ของ ทองใบ แตงน้อย ที่ให้เด็กม.4 ม.5 เรียน หนังสือเล่มนี้ได้สร้างอคติให้กับคนไทยได้อย่างวิเศษสุด เพราะทำให้มองอะไรด้านเดียว เขียนแผนที่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย-อยุธยาว่ามีอาณาเขตเท่าไร ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีแผนที่ ไม่มีเขตแดน ยังเป็นอาณาจักรอยู่ การทำแผนที่ของไทย เริ่มครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 5 ที่รัฐบาลสยามจ้าง James McCarthy ทำ แผนที่ เมื่อปี ค.ศ.1888/พ.ศ.2431 ก่อนหน้านั้นสยามไม่มีแผนที่ มีแต่แผนการเดินทัพ ซึ่งไม่ได้บอกเขตแดนอะไรเลย บอกแค่ว่าหงสาวดีมาเจอกับอยุธยาแถวๆนี้แหล่ะ แต่หนังสือของทองใบ กลับบอกว่าสุโขทัย-อยุธยามีเท่าไร แล้วเขียนแค่ว่าไทยเสียดินแดนไปเท่าไร โดยไม่ได้บอกว่าเคยได้มาเท่าไร ทำให้คนไทยคิดว่า ไอ้นี่ก็ของเราๆ


แผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามให้ทำครั้งแรก หรือแผนที่ McCarthy ตอนนั้นยังไปกินลาวและเขมรอยู่ แต่ค่อยๆหดลงไปเรื่อยๆ แต่เวลาทองใบ แดงน้อยเขียนหนังสือกลับบอกว่ามี ซึ่งหมายความว่า ตำราเรียนนั้นไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็น อประวัติศาสตร์ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก อ.ธงชัย วินิจกูล เป็นคนแรกที่ชี้ประเด็นนี้ ถ้าไม่แก้ตำราเรียนของทองใบ แตงน้อย ก็ยากมากที่จะแก้ไขอคติของคน คนไทยก็จะบอกว่าไอ้นี่ก็ของเรา ทั้งที่ความจริงมันเป็นของเขา ลาวเป็นของใคร ก็ต้องของคนลาว แต่คนไทยเอามาหนหนึ่ง แล้วหลุดมือไป ถามว่าตอนนี้จะไปเอากลับมาได้ไหม ไม่ได้แล้ว..เพราะมันเกิดชาตินิยมในลาว หรือเราจะไปเอาเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณคืนจากกัมพูชาได้หรือเปล่า..ก็ไม่ได้”


เมื่อศิลาจารึกที่นับว่าเก่าที่สุดยังถูกพิสูจน์ทราบว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาภายหลัง เพื่อเขียนประวัติศาสตร์ตัวเองให้ยิ่งใหญ่ แล้วยังจะมีอะไรอีกเล่าที่บอกว่าเป็น “ของไทย” เครื่องดนตรี พิณ แคน ระนาด ซอ เมื่อขุดค้นรากที่มาแล้วก็หาไม่พบความเป็นของไทย ชนชั้นสูงที่ผูกขาดการปกครองในอดีตบิดเบือนประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นไทย ได้ส่อเค้าให้เห็นการเปลี่ยนความรักสามัคคีของทุกหมู่เหล่าเผ่าพันธุ์อันหลากหลายให้กลายไปเป็นไทยเดียวที่มีแต่ชื่อหากปราศจากวิญญาณ


ศูนย์รวมความเป็นชาติย่อมอยู่ที่ประชาชน ถ้าไทยเป็นชื่อที่ขุนวิจิตรมาตราและจอมพล ป.พิบูลสงคราม คิดขึ้นจากแผนที่ฝรั่งเศสที่อาจไม่รู้เรื่องชาวอุษาคเนย์ที่แท้จริง เหตุที่คิดในวันนั้นกำลังจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในวันนี้ด้วยน้ำมือของ “ชนชั้นสูง” กลุ่มเดิม เพราะปัญหาชนชาติ เนื้อแท้ก็คือปัญหาชนชั้น ถ้าเรายังเป็นประเทศสยาม พิณแคนระนาดซอก็ย่อมเป็นเครื่องดนตรีสยามอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสยามอยู่มานับเป็นพันปีแล้วขณะที่ประเทศไทยของ จอมพล ป.อยู่มายังไม่ถึงเจ็ดสิบปีเลย


เพราะฉะนั้นการต่อสู้ทางชนชั้นขณะนี้กำลังขับเคลื่อนไปม้วนเอาความขัดแย้งทางชนชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะรวมไปพัวพันถึงความสงสัยในเรื่องชื่อประเทศไทยที่ทำไมต้องเปลี่ยนจากสยาม ทำไม เพราะเหตุใด เปลี่ยนแล้วดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด ทำให้ชาติเจริญก้าวหน้าหรือเสื่อมโทรมถอยหลัง สามัคคีหรือแตกแยก โดยที่เวลานี้ตัวละครที่เปิดการแสดงนำร่องก่อนเป็น “กัมพูชา” แต่หากจัดการไม่ถูก ตัวละครก็จะเป็นเพื่อนบ้านชาติอื่นๆต่อไป เท่ากับว่าชื่อประเทศไม่เป็นมงคลนำมาซึ่งความแตกแยกทั้งชาวสยามด้วยกันเองและเพื่อนบ้านใกล้เคียง อย่าลืมว่าเมื่อเรานึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง เรามักจะนึกถึงพระสยามเทวาธิราช ไม่เห็นมีใครอ้างถึงพระไทยเทวาธิราชเลย ลองไปฟัง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เปรียบเทียบสยามเป็นบ้านทรายทอง ส่วนประเทศไทยเป็นแค่บ้านสว่างวงศ์


“คำว่าสยาม หรือ Siam นั้นหมายถึงดินแดนหรือแผ่นดิน หมายถึงบ้านเมือง ส่วนคำว่าไทย Thai/Tai หมายถึงคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ อาศัยร่วมกับคนชนเชื้อชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไทย/ไท ลาว คนเมือง คนอีสาน มอญ เขมร กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า ขะมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่งชาติต่างๆ แขกชาติต่างๆ ลูกครึ่งอีกเยอะมาก..ดังนั้นเราจะต้องไม่สับสนระหว่างบ้านเมืองกับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านในเมืองนี้ ยกตัวอย่าง อุปมาอุปมัยให้เห็นชัดๆ ก็คือบ้านทรายทองเป็นนามของบ้าน แต่คนที่อยู่ในบ้านนั้น มีทั้งสว่างวงศ์ มีทั้งพินิตนันท์ ถ้าอยู่ๆ วันดีคืนร้ายพวก สว่างวงศ์ลุกขึ้นมายึดอำนาจแย่งชิงไป แล้วก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นบ้านสว่างวงศ์ก็คงพิลึกพิลั่น” (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ)


ถึงวันนี้ ความพยายามที่จะ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” โดยบิดเบือนความจริงแห่งความเป็นมาของสยามเดิมทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะชาติเชื้อต่างๆในสยาม แท้จริงแล้วก็มิได้มี “คนไทย”เป็นส่วนใหญ่ หรือหนักกว่านั้น“ไทย”อาจไม่มีจริง ไทยเป็นเพียงคำที่แปลว่า “คน” ดังที่ได้กล่าวมา ที่สำคัญ ทุกคนที่ถูกบังคับให้เป็นไทยต้องเป็นไพร่เป็นข้าของคนชั้นสูงที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบ แม้ในยุคโลกเจริญรุดหน้าเป็นโลกไร้พรหมแดนขณะนี้เสรีภาพที่แท้จริงก็ยังไม่บังเกิดขึ้น


ถึงที่สุดคนก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูเป็นคนไทยหรือเปล่า” และถ้ากูไม่ใช่คนไทย แผ่นดินนี้เป็นของกูหรือเปล่า ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “สยาม” แผ่นดินนี้ก็เป็นของกู แต่ถ้าแผ่นดินนี้เป็น “ประเทศไทย” แผ่นดินนี้กูก็ต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชกลับคืนมา เหมือนดั่งเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งลึกๆแล้ว รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องเพราะคนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกไม่ใช่ไทยดังกล่าว และแผ่นดินที่เขาอยู่วันนี้ก็ไม่ใช่แผ่นดินสยามเดิม หากเป็นแผ่นดินประเทศไทยซึ่งมิใช่แผ่นดินของเขา


เราต้องยอมรับว่า การปราบปรามเข่นฆ่าไล่ล่าคนเสื้อแดง ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมวันนี้ นอกจากปลุกจิตสำนึกการต่อสู้ทางชนชั้นแล้ว ยังปลุกประเด็นปัญหาชนชาติขึ้นมาเป็นเงาตามตัว เพราะคนที่ถูกปราบปรามดังกล่าวเป็นคนชั้นล่างจากท้องถิ่นต่างจังหวัด เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ซึ่งไม่ได้พูดภาษาไทยบางกอกอยู่แล้ว


ดังนั้นจึงอยากถามว่า การปลุกกระแสคลั่งชาติของพันธมิตรเสื้อเหลืองคือการทำงานเพื่อกลบเกลื่อนการต่อสู้ทางชนชั้นให้กลายเป็นเรื่องคนไทยแตกแยกกันเพราะปัญหาความขัดแย้งทางชนชาติใช่หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องฐานะครอบงำของชนชั้นสูงให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามและมีบารมีต่อไป


สรุปแล้ว ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ความขัดแย้งทางชนชาติล้วนมาจากการปลุกกระแสของคนชั้นสูงที่ดำรงฐานะเป็นผู้ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นด้านหลัก ประชาชนจำต้องฉลาด รู้เท่าทัน แยกแยะประเด็นให้ออก ไม่ตกเป็นเครื่องมือ หลงวู่วามไปตามกระแส ซึ่งจะส่งผลเสียหายให้กับประเทศชาติในท้ายที่สุด.


(บันทึกเขียนเสร็จ วันที่ 25 มกราคม 2554)

เรื่องใหญ่กว่า?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




บรรยากาศประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ

เป็นไปอย่างเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ดุเดือดเลือดพล่าน หรือมีเค้าลาง 'แตกหัก' ตามที่โหมโรงกันไว้ก่อนหน้า

โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 93-98 เกี่ยวกับสูตรที่มาส.ส.แบบแบ่งเขตกับแบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีความเห็นแตกออกเป็น 2 สูตรใหญ่ คือ 375+125 กับ 400+100

ถึงจะมีความพยายามเสนอสูตร 400+125 ขึ้นมาเป็นการพบกันครึ่งทางแต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ

หลักๆ จึงยังเป็นการต่อสู้กันใน 2 สูตรแรก ระหว่างประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล

หลายคนจับตาความเห็นที่แตกต่างกันในพรรคร่วมรัฐบาลนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเช่นการ 'ยุบสภา' หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเคลียร์กันลงตัวตั้งแต่ก่อนการประชุมรัฐสภาจะเริ่ม

เนื่องจากมีการนัดพบปะระหว่างแกนนำประชาธิปัตย์กับแกนนำพรรคร่วมทั้ง 'ตัวจริง' และตัวแทน ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย

รวมๆ คือประชาธิปัตย์อ้างว่าได้ถอยให้แล้ว ด้วยการยอมแก้ไขเขตเลือกตั้งกลับมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ตามความต้องการของพรรคร่วม

ดังนั้น พรรคร่วมจึงควรถอยให้ประชาธิปัตย์บ้าง คือยอมให้เพิ่มส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เป็น 125 คน

นอกจากนี้ แกนนำประชาธิปัตย์ยังยืนยัน ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลกันตอนนี้ จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลร่วมกันอีก

ทั้งยังจะให้โควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีตัวเดิม

นั่นคือประเด็นสำคัญหนึ่งที่ทำให้พรรคร่วมใจอ่อนยอมรับสูตร 375+125

อีกเรื่องที่น่าจะมีอิทธิพลกับพรรคร่วม คือกรณีที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ไป หมาดๆ 1 วันก่อนรัฐสภาจะประชุม

วงเงินทั้งสิ้น 2.25 ล้านล้านบาท

แยกเป็นงบรายจ่ายประจำ 1.82 ล้านล้านบาท รายจ่ายงบลงทุน 3.82 แสนล้านบาท และงบใช้หนี้เงินกู้ 4.71 หมื่นล้านบาท

เน้นไปยังเรื่องของงบลงทุน

ไม่นานมานี้โพลสำรวจความเห็นนักธุรกิจเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์

ยอมรับว่าต้องจ่าย 'ค่าหัวคิว' ให้นักการเมืองและข้าราชการถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แลกกับการได้รับอนุมัติโครงการจากรัฐ

30 เปอร์เซ็นต์ของ 380,000 ล้านบาท

ตัวเลขทะลุหลักแสนล้านอย่างนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะ 100 คนหรือ 125 คน

กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย

สื่อต่างประเทศจวก"รัฐบาลอภิสิทธิ์" 8 เดือน สอบสวนคดีสลายม็อบสุดอืด!

ที่มา มติชน



หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส หนังสือพิมพ์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกาฉบับวันที่ 25 มกราคม นำเสนอบทความของ โธมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทยระบุว่า การสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์รุนแรงระหว่างการสลายการชุมนุมเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คนและบาดเจ็บ 1,898 คน ยังไม่คืบหน้าทั้งที่เวลาผ่านไปนานถึง 8 เดือนแล้ว


นายสมชาย หอมละออ หนึ่งในคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อสมานฉันท์ที่รัฐบาลตั้งขึ้น กล่าวหาว่า ทางกองทัพและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ความร่วมมือและเคยส่งจดหมายร้องขอสัมภาษณ์ทหารที่ทำหน้าที่ในวันสลายการชุมนุมแต่ไม่เคยได้รับการตอบรับกลับแม้แต่ครั้งเดียว


นายสมชายกล่าวว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอให้ชันสูตรพลิกศพที่ต้องการ ในขณะที่บริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์ไม่ให้ความร่วมมือเพราะไม่ต้องการถูกลากเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ทำให้การสอบสวนสะดุดและไม่แน่ใจว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเสนอต่อรัฐบาลได้เมื่อใด


พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกเปิดเผยกับนิวยอร์ก ไทม์ส ว่า ตัวแทนของกองทัพพบกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวไปแล้ว 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้วและ "ให้ทุกอย่างที่เรามี"ไปแล้ว พร้อมกันนั้นปฏิเสธว่าไม่เคยรู้เรื่องคำร้องขอข้อมูลอื่นๆ จากคณะกรรมการชุดดังกล่าว


รายงานของนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีกับแกนนำในการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างเกาะติด แต่กลับระบุว่าการสอบสวนบทบาทของทหารต่อการเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ "ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ"ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าพยายามเตะถ่วงการสอบสวนเพื่อหวังผลทางการเมือง


รายงานชิ้นนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นที่ติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนายฮิโร มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ กดดันรัฐบาลให้เปิดเผยข้อมูลการสอบสวนออกมายังผิดหวังและคับข้องใจกับความล่าช้าของการสอบสวนดังกล่าวนี้