WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 28, 2011

บทกวีของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฝากจากเรือนจำมาเตือนสติรัฐบาลอภิสิทธิ์

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันนี้ (27 ม.ค.) มีบทกวีของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำ นปช. โพสท์ลงบนหน้า facebook ของเขาพร้อมข้อความว่า "นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฝากกลอนผ่านมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพค่ะ ฝากเตือนสติอภิสิทธิ์ด้วยบทกลอนนี้"

เนื้อหาของบทกวีมีดังนี้


คอยกลิ่นอิสรภาพ แต่เหม็นสาปรัฐประหาร
...ซากเดนเผด็จการ วางแผนงานเตรียมปล้นชิง
อ้อมกอดอำมหิต อภิสิทธิ์จะตกหิ้ง
กลียุคจะเป็นจริง ให้ช่วงชิงยุบสภา

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
มกราคม 2554

บทกวีเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของธิดา ถาวรเศรษฐ

ที่มา ประชาไท

ใน facebook มีการเผยแพร่บทกวีที่เขียนโดย นพ. เหวง โตจิราการ มอบให้แก่ ธิดา ถาวรเศรษฐ หนึ่งในแกนนำ นปช. เนื่องในวันคล้ายวันเกิดพร้อมกับลายเซ็นของแกนนำคนอื่นๆ โดยมีการนำมาเผยแพร่ผ่านภาพถ่ายในล็อกอินที่ชื่อ DanggoopRedshirt Udd

โดยมีข้อความของ สลักธรรม โตจิราการ บุตรชายเขียนบรรยายใต้ภาพว่า

"การ์ดอวยพรวันเกิดคุณแม่ครับ..คุณพ่อผมเป็นคนทำครับ โดยให้คนข้างในช่วยวาดรูปให้ ส่วนบทกวีคุณพ่อเป็นคนแต่งครับ.."
---สลักธรรม โตจิราการ---

เนื้อหาของบทกวีมีดังต่อไปนี้


ธิดา ถาวรเศรษฐ

ธิดา หาญมุ่งสู้ ทรชน
ถา ฝ่าพายุฝน ชั่วร้าย
วร มนใฝ่ชัยดล มอบแด่ ผองไพร่
เศรษฐ ซื่อปัญญาใช้ หันเหี้ยน เหล่ามาร

ธิดา ถาวรเศรษฐ สุดวิเศษเลิศปัญญา
กล้าแบกภาระฝ่า มุ่งนำพาท้าผองภัย
ศัตรูร้ายอำมหิต เที่ยวปลงปลิดชีวิตไพร่
ทำลายประชาธิปไตย สังคมไทยจารีตนิยม
เธอย่างก้าวเข้ามา ในภาวะแดงขื่นขม
สามัคคีประชาชน ลุกหยัดตนสู้ต่อไป
เอาความจริงเป็นอาวุธ เรียกร้องยุติธรรมไสว
คนเท่าเทียมที่ฝันใฝ่ สันติใช้เป็นหนทาง
กองทัพคนเสื้อแดง กลับฤทธิ์แรงไม่พรั่นพลาง
เคลื่อนพลสรรพางค์ ชุดแผ้วถางสู่ชัยเอย

25 มกราคม 2554
นพ. เหวง โตจิราการ


ชมภาพได้ ที่นี่

นักปรัชญาชายขอบ : ละครรักโรแมนติกทางการเมืองของพันธมิตร

ที่มา ประชาไท

เราไม่ควรดูพันธมิตรทะเลาะกับรัฐบาลอภิสิทธิชนด้วยความ “สะใจ” เพราะจากสิ่งที่เห็นเราไม่แน่ใจว่ามันคือการแสดงละครหรือเรื่องจริง (serious) ความจริงที่เราเห็นได้ชัดจากที่พวกเขาแสดงให้เห็นคือ สัจธรรมที่ว่า “ในทางการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” และพวกเขาก็เล่นบทถนัดแบบนี้ได้ดีกว่าละครน้ำเน่ามาโดยตลอด

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทำไมตอนที่พันธมิตรชุมนุมเมื่อปี 2551 และเสื้อแดงชุมนุมปี 2553 มีการยิงระเบิดเอ็ม 79 ตูมๆ และสื่อก็เสนอทำนองว่าน่าจะเป็นฝีมือของฝ่ายเสื้อแดง หรือเสื้อแดงใช้วิธีการต่อสู้แบบ 3 ประสาน คือ ใช้เวทีสภา การชุมนุมของมวลชน และวิธีรุนแรง แต่ก็ไม่เคยจับคนลงมือหรือผู้บงการได้ชัดเจนเท่ากับที่เพิ่งเปิดแถลงข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งที่ตอนนี้คนเสื้อแดงสู้ด้วยแนวทางสันติวิธีอย่างชัดเจน และไม่มีสถานการณ์อะไรมากดดันให้คนเสื้อแดงต้องใช้ความรุนแรง

อีกอย่างหนึ่งข้อสังเกตของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ว่า อาจมีการสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การทำรัฐประหาร และการก่อตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ก็เป็นข้อสังเกตที่ไม่ควรจะมองข้ามกันง่ายๆ

เรารู้อยู่แล้วว่ายุทธศาสตร์การต่อสู้ของพันธมิตรคือ ไม่ให้ทักษิณกลับเข้าสู่การเมืองอีกอย่างเด็ดชาด ยุทธวิธีที่เขาใช้ก็คือทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ เป้าหมายการไม่เอาทักษิณก็เสนอขึ้นมาควบคู่กับการยืนยันว่า “ระบบการเลือกตั้งถึงทางตัน” และต้องแก้ด้วยอำนาจพิเศษ ฟันธงไว้ล่วงหน้าเลยว่าหากมีรัฐประหารและรัฐบาลแห่งชาติ พันธมิตรย่อมมีเอี่ยวด้วยอย่างแน่นอน! (คราวนี้พวกเขาจะหน้าหนาขึ้นยิ่งกว่าตอนที่เข้าไปกินตำแหน่งทางการเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร 49)

การสู้เพื่อไม่ให้ทักษิณกลับเข้าสู่การเมืองอย่างเด็ดขาด การยืนยันว่าการเลือกตั้งถึงทางตัน และการเชียร์ทหารทำรัฐประหารหรือถวิลหาอำนาจพิเศษ ไม่อาจอ้างอิงอุดมการณ์หรือหลักการใดๆ ของประชาธิปไตยได้เลย สิ่งที่พันธมิตรทำมาตลอดคือการกล่าวอ้างความชั่วร้ายของตัวบุคคล แต่ระบบที่เขาเสนอเพื่อแก้ปัญหาความชั่วร้ายของตัวบุคคลกลับไม่ใช่ระบบที่เป็นประชาธิปไตย หรือระบบที่เคารพเสรีภาพและอำนาจของประชาชน ฉะนั้น เป้าหมายการต่อสู้ของพวกเขาจึงขัดแย้งในตัวเอง

และวาทกรรมทางการเมืองของพวกเขาก็ขัดแย้งในตัวเอง คือ พวกเขาอ้างความรักเพื่อสร้างความเกลียดชัง อ้างความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์อย่างโรแมนติก ในขณะเดียวกันก็วาดภาพตัวบุคคลที่พวกเขาต้องการสร้างความเกลียดชังให้ชั่วร้ายราวกับ “ปีศาจ”

พูดอีกอย่างคือ พันธมิตรพยายามวาดภาพ “เทวดา” ที่บริสุทธิ์สะอาด กับ “ปีศาจ” ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย พร้อมกับยื่นข้อเสนอ (คำขาด) ว่า ประชาชนต้องไม่เอาปีศาจ ประชาชนที่เอาปีศาจคือประชาชนที่ถูกหลอก ถูกซื้อ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของชาติ ฯลฯ และข้อเสนอนี้ก็มีการตอบรับอย่างล้นเหลือในหมู่ชนชั้นกลางในเมือง

ความดีงามสูงส่งที่ตั้งคำถามไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ กับความชั่วร้ายอย่างปราศจากข้อสงสัย และความรักสุดพรรณนากับความเกลียดชังสุดๆ ดูเหมือนจะเป็น “ทวิภาวะ” หรือสองภาวะขัดแย้งที่ดำเนินไปด้วยกันในขบวนการพันธมิตร

ทว่าโดยธรรมชาติแล้ว “ความรัก” คือความอ่อนโยนของจิตใจ แต่ความเกลียดชังคือความรุนแรงในจิตใจ เหตุใดคนที่มีความรักหรือมีจิตใจที่อ่อนโยน จึงมีท่าทีต่ออีกฝ่ายด้วยจิตใจที่แข็งกระด้างและรุนแรง เช่นที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่าทหารสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553 ที่ผ่านมา ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นการสลายการจลาจล ย่อมมีคนถูกลูกหลงตายบ้างเป็นธรรมดา เขาไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้สอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐผิดชอบต่อการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน

ผมนึกถึงภาพ (ที่เห็นในหนังสือ) นักศึกษาถูกทำทารุณกรรมช่วงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา พวกที่ใช้เชือกผูกคอศพนักศึกษาลากไปบนพื้นดิน และที่ส่งเสียงเชียร์อย่างสะใจ พวกเขาก็กระทำด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างโรแมนติกเช่นเดียวกับที่เสื้อเหลืองเชียร์ให้ปราบคนเสื้อแดงด้วยความรักสถาบันอย่างโรแมนติกในปี 53 ที่ผ่านมา

คำถามคือ ทำไมความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จึงถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการสร้างความเกลียดชัง หรือแม้กระทั่งเป็นเงื่อนไขในการสั่งฆ่านักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

ผมคิดว่า คนที่อยู่ในภาพที่ใช้เชือกผูกคอลากศพนักศึกษา และพวกที่ส่งเสียงเชียร์ เขาคงไม่รู้จักคนตายมาก่อน ไม่เคยโกรธเกลียดกันมาก่อน ไม่เคยนั่งสนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดในทางการเมืองกันมาก่อน ฯลฯ หากเพียงแต่เขาได้รู้จักพูดคุยกันมาบ้าง มองเห็นความเป็นคนของกันและกันที่อาจมีทั้งคิดถูกคิดผิด คิดต่างเห็นต่างกันบ้างเป็นธรรมดา เขาคงไม่เกลียดกันหรือคงฆ่ากันไม่ลง

แต่ทำไม “ความรักโรแมนติก” จึงทำให้เรามองข้ามความเป็นคนของกันและกันไปได้ โดยเฉพาะความเป็นคนของผู้ที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองที่แม้จะคิดต่างจากเรา แต่ก็ต่างปรารถนาดีต้องการให้บ้านเมืองมีความยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตย ความรักโรแมนติกแบบนี้มันนำไปสู่การฆ่า การสนับสนุนหรือเชียร์ให้ฆ่า หรือการปกป้องฝ่ายที่ฆ่า และสร้างความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจชั่วฟ้าดินสลายของฝ่ายที่สั่งฆ่าได้อย่างไร!

และจนถึงวันนี้ สังคมของเราก็ยังตกอยู่ในวังวนของการใช้ความรักโรแมนติกปั่นกระแสความขัดแย้ง ความเกลียดชัง ความคลั่งชาติที่ไม่เห็นหัวประชาชน เพื่อให้พวกชนชั้นนำรอจังหวะเวลาที่จะกระชับอำนาจของพวกเขาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และกดหัวประชาชนตลอดไป

หรือการปั่นความขัดแย้งด้วยการอ้างความรักโรแมนติกกลายเป็นวัฒนธรรมเข้มแข็งของสังคมไทยที่แก้ไม่ตก แต่ถ้าสังคมแก้ไม่ตกหรือข้ามพ้นวัฒนธรรมล้าหลังทางการเมืองเช่นนี้ไปไม่ได้ ความเป็นประชาธิปไตยก็ยังคงอยู่ห่างไกล

ละครรักโรแมนติกทางการเมืองก็คงเล่นกันต่อไปเรื่อยๆ และมักจบแบบ happy ending ที่ไม่ใช่สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน!

กวีตีนแดง : ตราบใดที่ไม่ทรยศชาติ

ที่มา ประชาไท

รู้สึกยังไง?
อืม... รู้สึก...
ทางนั้นก็น้องผมเอง
เขาเกิดมาเพื่อแทนคุณแผ่นดิน
ทางนี้ก็ลูกผมเอง
ประเทศไทยโชคดีที่มีเขาเป็นนายกฯ
ทางนั้น – รักชาติ
ทางนี้ – ไม่ทรยศชาติ
ทางนั้น – ปกป้องสถาบันฯ
ทางนี้ – ปกป้องสถาบันฯ
ทางนั้น – น้ำหนักน้อย...แต่กระดูกมวยดีเยี่ยม
ทางนี้ – อ่อนซ้อม...แต่กำลังภายในสมบูรณ์
น้องผมก็ดี
ลูกผมก็เด่น
พระสะ – หยามเทวาธิราชจะปกป้องทั้งสองฝ่าย
...รู้สึกยังไง?
อืม...ตราบใดที่ไม่ทรยศชาติ
คู่นี้...ผมเชียร์.

นปช. ร่อนจดหมายปรับทุกข์ 1,300 ผู้พิพากษาทั่วประเทศ

ที่มา ประชาไท

27 ม.ค. 54 นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ว่า แกนนำ นปช.ที่ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุเทพมหานครได้ขอร้องให้แกนนำที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ ยกร่างจดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายปรับทุกข์ เพื่อส่งถึงผู้พิพากษา 1,300 คนทั่วประเทศ ให้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และความไม่ยุติธรรมในคดีที่แกนนำ นปช. ถูกกล่าวหา

นางธิดา ยังเปิดเผยด้วยว่า ได้รับจดหมายตอบกลับจากศาลอาญาระหว่างประเทศว่า จะรับพิจารณาเรื่องการส่งพยานมาสังเกตการณ์การพิจารณาคดีคนเสื้อแดงในประเทศไทย แม้ไทยจะไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญากรุงโรมก็ตาม

รับฟ้องคดี บก.ลายจุด จัด ‘เปลือยเพื่อชีวิต’ ใต้ทางด่วนดินแดง ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขวางการจราจร

ที่มา ประชาไท

27 ม.ค.54 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานอัยการได้ส่งฟ้องคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลยในข้อหา มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน กีดขวางทางจราจร และ ก่อความไม่สงบแก่ประชาชน ในพื้นที่ซึ่งมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งศาลได้รับฟ้องและนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 มี.ค.54 เวลา 9.00 น.

ทั้งนี้ ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 เวลา 13.50 น. ผู้ต้องหาได้ปราศรัยอยู่บนเวทีชั่วคราวใต้ทางด่วนดินแดง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง มีการจุดไฟเผายางรถยนต์ให้เกิดควันไฟบดบังวิสัยทัศน์ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

นายสมบัติ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนโดนฟ้องในคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินรวมแล้ว 2 คดี ก่อนหน้านี้คือกรณีที่นัดหมายประชาชนประมาณ 80 คนไปรวมตัวกันที่บริเวณสวนหย่อมถนนเลียบทางด่วน ลาดพร้าว 71 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียงใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นการชุมนุมกันเกิน 5 คน ส่วนกรณีนี้คือการตั้งเวทีชั่วคราวใต้ทางด่วนดินแดงในสถานการณ์ซึ่งมีการปราบปรามประชาชนเสียชีวิตไปแล้วเป็นจำนวนมาก จึงได้จัดกิจกรรม “เปลือยเพื่อชีวิต” บริเวณนั้นเพื่อสื่อสารให้ทหารหยุดยิงและสื่อว่าประชาชนไม่มีอาวุธ มีคนร่วมกิจกรรมประมาณ 40-50 คน อย่างไรก็ตาม จากกิจกรรมนั้นตนถูกดำเนินคดีเพียงคนเดียว คาดว่าเป็นเพราะรัฐบาลต้องการจะหยุดการเคลื่อนไหว การทำกิจกรรมของตนด้วยคดีความ ให้เกิดความหวาดกลัวหรือหวั่นไหว ซึ่งไม่เป็นผล

นอกจากนี้นายสมบัติตอบคำถามเรื่องกระแสข่าวการรัฐประหารที่เริ่มมีขึ้นในช่วงนี้ด้วยว่า การรัฐประหารดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยังเกิดขึ้นได้ แต่หากเกิดรัฐประหารในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย เพราะจะต้องเผชิญกับคลื่นมวลชนมหาศาลที่จะไม่ยอมรับการรัฐประหารโดยเด็ดขาด และไม่เฉพาะในหมู่คนเสื้อแดงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าความขัดแย้งของประชาชนสองสีจะไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญ ต่อให้โกรธกันขนาดไหนก็ไม่มีทางเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้ เพราะพื้นฐานของสังคมไทยไม่เอื้อต่อความรุนแรงในระดับนั้น

ปาฏิหาริย์นักโทษเสื้อแดงรอดจากฆ่าตัวตาย ได้อิสรภาพออกมารับขวัญลูกคลอดตามคำทำนาย

ที่มา Thai E-News


อิสรภาพในที่สุด-นางอ้อยทิพย์ ภรรยาของนายพระนม กันนอก กับบุตรชายซึ่งเพิ่งคลอดในคืนก่อนนายพระนมได้รับการปล่อยตัว ก่อนนี้นายพระนมซึ่งสิ้นหวังจะออกจากคุกมารับขวัญลูกได้กินผงซักฟอกพยายามฆ่าตัวตายแต่รอด ภรรยาผู้หมดหวังของเขาได้ไปดูดวง หมอดูทำนายว่า"หากลูกคลอดออกมา พ่อก็จะได้ออกจากคุก"ซึ่งก็บังเอิญที่เป็นไปตามคำทำนาย เพราะก่อนหน้านี้พยายามขอประกันมาหลายหนแต่ไม่เคยสำเร็จ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มกราคม 2554

นักโทษการเมืองที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินผงซักฟอกที่มุกดาหารเนื่องจากอาการทางประสาทเพราะเครียดหลังจากถูกขังคุกนาน 8 เดือน นับตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้รับการประกันตัวหลังจากภรรยาคลอดลูกเพียง 1 วัน เป็นไปตามคำทำนายของหมอดูที่ให้คำทำนายให้แก่ภรรยาผู้แทบจะสิ้นหวังของเขา

นายพระนม กันนอก เป็นไอ้หนุ่มสกายแล็ป(คนขับสามล้อเครื่อง)ตามคำให้การเขาถูกจับกุมเพราะสามล้อเครื่องคู่ใจที่จอดอยู่นอกรั้วศาลากลางพร้อมยางรถยนต์ที่รับจ้างขนมาถูกบันทึกภาพไว้

โดยเขาได้รับการประกันตัวพร้อมกับผู้ต้องหาอีก 3 ราย ทำให้มีผู้ถูกประกันตัวที่มุกดาหารรวม 9 ราย

เป็นที่น่าสังเกตว่านักโทษการเมืองที่ถูกกล่าวหาเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารรวม 21 รายที่ได้รับการประกันตัว 9 รายนั้น ได้รับการรับรองจากแพทย์ว่า เป็นผู้ป่วยทั้งทางกายและทางจิต

สำหรับการให้ประกันตัวรอบล่าสุด 3 รายนี้ เป็นผู้ต้องขังเสื้อแดงซึ่งป่วยทางจิตได้ประกัน 3 ราย รวมเป็นสามในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2554 ทีมทนายความสำนักงานราษฎรประสงค์ของทนายอานนท์ นำภา ได้ยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางมุกดาหารอีก 2 ราย คือ นายดวง คนยืน และนายพระนม กันนอก หลังทั้งสองถูกคุมขังมานาน 8 เดือน จนมีอาการทางประสาทอย่างหนัก และถูกส่งตัวมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ศาลจังหวัดมุกดาหารมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ท่ามกลางความดีใจของญาติพี่น้องที่มารอฟังคำตัดสินของศาล

โดยเฉพาะญาติของนายพระนม เนื่องจากคืนก่อนหน้านี้ ลูกชายคนที่สองของนายพระนมกับนางอ้อยทิพย์ ภรรยา เพิ่งลืมตาดูโลก ทุกคนจึงตั้งความหวังให้พ่อได้ออกมารับขวัญลูกในวันนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ศาลจังหวัดมุกดาหารได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายวิชิต อินตะ ที่ป่วยเป็นโรคประสาทเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตำรวจมุกดาหารได้จับกุมประชาชนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนถึงปัจจุบันจับกุมรวมทั้งสิ้น 29 ราย อัยการไม่สั่งฟ้อง 1 ราย โดยมีผู้ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น 7 ราย ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งหมดเมื่อ 16 สิงหาคม 2553 และถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาศาลากลาง 21 ราย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่มีอาการป่วยทั้งทางร่างกายและทางจิต

สำหรับผู้ต้องขังที่ยังถูกคุมขังอยู่อีก 12 ราย จากการสอบถามจากญาติและทนายพบว่า ยังมีผู้ที่มีอาการป่วยแต่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอีก 5 รายแบ่งเป็นโรคทางกาย 3 ราย และโรคทางจิตหรือประสาท 2 ราย ทั้งนี้ มี 3 ราย ที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ จะให้ความช่วยเหลือด้านหลักทรัพย์ในการประกันตัว

ในจำนวนผู้ต้องขัง 12 รายดังกล่าว ถูกควบคุมตัวมานาน 8 เดือน จำนวน 7 ราย, 7 เดือน 2 ราย และ 2-4 เดือน จำนวน 3 ราย

สำหรับกรณีนายพระนม กันนอก อายุ 41 ปี อาชีพขับรถสามล้อรับจ้าง ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ข้อหา วางเพลิงเผาทรัพย์,ทำลายทรัพย์สินสาธารณประโยชน์,บุกรุกสถานที่ราชการ


ลูก2คนของนายพระนมเขียนโปสเตอร์ถึงพ่อในคุกให้กำลังใจ ส่วนพ่อของเขามีอาการป่วยเพราะเครียดและโรคประจำตัว(ดูข่าวประชาไท:ภาพข่าว:ในวันที่ไม่มีพ่อ)


ผลกระทบที่เกิดขึ้น นายพระนมมีภาระต้องเลี้ยงดูภรรยาซึ่งช่วงที่ถูกคุมขังกำลังตั้งครรภ์ กับลูก 2 คน อายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.4 และอีกคน อายุ 6 ปี และมีภาระพ่ออายุ 70 ปี ยังคงเข้าโรงพยาบาลอยู่ตลอดเนื่องจากอาการเครียดด้วย

ผู้สื่อข่าวพิเศษของไทยอีนิวส์ประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงานว่า หลังจากสิ้นหวังว่าสามีจะได้ประกันตัว เพราะยื่นขอประกันมาหลายครั้ง นางอ้อยทิพย์ ภรรยานายพระนมได้ไปดูดวง ซึ่งมีหมอดูทักว่า "หากลูกที่ตั้งครรภ์แก่ตอนนี้ไม่ได้ออก พ่อก็ไม่มีโอกาสได้ออกมาจากคุก หากลูกออก พ่อก็ได้ออก" จนนางอ้อยทิพย์เข้าโรงพยาบาลเตรียมตัวรอคลอดลูก ซึ่งสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์นำเงินบริจาคส่วนหนึ่งไปช่วยค่าทำคลอด วันต่อมานายพระนมก็ถูกส่งตัวเข้าโรงพยายบาลเนื่องจากอาการหนัก มีอาการสติไม่อยู่กับตัว พูดจาเลื่อนลอย มีความเครียดสูง

"จนกระทั่งนางอ้อยทิพย์คลอดลูกเมื่อเวลาเวลากลางคืน พอรุ่งเช้าทีมงานทนายอาสาไปขอยื่นประกันนายพระนม ก็ได้ออกมาตามที่หมอดูทักไว้ ซึ่งเป็นเรื่องประหลาด"
นักโทษคดีการเมืองที่สิ้นหวังได้พยายามฆ่าตัวตายหลายราย ทั้งกินน้ำยาปรับผ้านุ่ม กินผงซักฟอก แต่ถูกช่วยชีวิตไว้ทัน และเป็นเหตุให้ศาลปราณีให้ประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราว

ก่อนหน้านางอ้อยทิพย์จะเ้ข้าโรงพยาบาลเพื่อคลอดลูก ได้ทราบข่าวว่าสามีคือนายพระนม สิ้นหวังที่จะได้ประกันตัวออกมารับขวัญลูกที่ใกล้คลอด พยายามที่จะกินผงซักฟอกฆ่าตัวตาย แต่ขณะที่กินไปแล้ว 1 ช้อนกาแฟ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ไปพบเห็นและห้ามไว้ แต่ไม่มีการส่งตัวออกมา รพ.แต่อย่างใด และรอดตายมาได้ เหตุที่มีอาการเครียดมาก เนื่องจากตนเองท้องแก่ใกล้คลอด สามีสิ้นหวังที่จะได้ออกมาดูแลและรับขวัญลูก อีกทั้งพ่อนายพระนมก็ล้มป่วยจากโรคหัวใจและหอบหืด ต้องนอนโรงพยาบาลไม่ได้ดูแล

นายสำราญ เมืองโคตร พยาบาลวิชาชีพประจำเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร กล่าวถึงกรณีนายพระนมและผู้ต้องขังเสื้อแดงรายอื่นๆ ว่า นอกจากนายวิชิตที่ส่งตัวออกมาโรงพยาบาลแล้ว ก็มีอีก 2 ราย ที่มีอาการป่วยทางจิตเวชอย่างหนัก คือ นายพระนม กันนอก และนายดวง คนยืน ทั้งสองคนมีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย จึงได้ให้ยาจิตเวชตามที่ทั้งสองมีประวัติรับยามาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเพราะคิวไม่ว่าง

อย่างไรก็ตามนายพระนมกับเพื่อนนักโทษการเมืองรวม 3 รายที่มีอาการเครียดประสาทอย่างหนักถูกปล่อยตัวสู่อิสรภาพ ได้ประกันตัวในที่สุดเมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมา สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปนอกจากฟื้นฟูเยียวยาบาดแผลของตัวเอง คือเมีย1ลูกสาม พ่อป่วยอีกราย

ท่านที่ประสงค์จะช่วยเยียวยาครอบครัวนายพระนมโดยตรง โปรดช่วยบริจาคผ่านบัญชีนางสาว อ้อยทิพย์ คล่องแคล่ว
ธ.กรุงเทพ สาขามุกดาหาร เลขที่ 312-0-64148-9


ส่วนท่านที่ประสงค์จะสนับสนุนสำนักกฎหมายราษฎรของทนายอานนท์ นำภา เพื่อปลดปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้(ที่ไม่ใช่แกนนำ) และนักโทษคดีทางความคิด รวมทั้งการเยียวยาญาติผู้ต้องขัง สามารถสมทบทุน ผ่าน

บัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เลขที่บัญชี 183-238662-8 ชื่อบัญชี นายอานนท์ นำภา และ/หรือ นส.วริศา กิตติคุณเสรี และ/หรือ นส.ไอดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา ..สำหรับการโอนเงินจากต่างประเทศ Account Names:Mr.Anon Numpa and/or Miss Warisa Kittikhunseree and/or Miss Ida Aroonwong Na Ayudhaya, Bank Name: Siam Commercial Bank Public Company Limited, Bank Branch: Central Pinklao Branch , Account Number: 183-238662-8 , Swift Code: SICOTHBK


หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ข่าว ลงขันปลดปล่อยนักโทษการเมือง

ประชนชนลุกฮือที่อียิปต์

ที่มา Thai E-News

โดย กองบรรณาธิการ นสพ. เลี้ยวซ้าย

27 มกราคม 2554


ไทย อีนิวส์ ขอขั้นจังหวะความร้อนแรงทางการเมืองไทยด้วยการนำเสนอภาพและข่าว สถานการณ์การลุกขึ้นสู้ที่อียิปต์ ขอบคุณกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย สำหรับบทความที่ช่วยทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ในอียิปต์ได้ดีขึ้น






ภาพประกอบ The Gazette


หลังจากที่ประชาชนตูนีเซียลุกฮือล้มเผด็จการในกลางเดือนมกราคม วิญญาณเสรีภาพก็แพร่กระจายสู่ประเทศอื่นๆ ในอัฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ในอียิปต์มวลชนออกมาสู้กับตำรวจปราบจลาจลอย่างดุเดือด หลายร้อยคนถูกจับ บางคนเสียชีวิต และขณะนี้เราไม่ทราบว่าจะจบอย่างไร แต่การต่อสู้ของมวลชนแบบนี้ย่อมสร้างความเกรงกลัวกับอำมาตย์ทั่วโลก

ประเทศอียิปต์มีความสำคัญมากในแถบนี้เพราะเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรเกือบ 80 ล้านคน มีกรรมาชีพโรงงานและกรรมาชีพภาคบริการจำนวนมากด้วย ทั้งนี้เพราะเกษตรกรรายย่อยถูกผลักออกจากที่ดินไปและมากระจุกในเมืองไคโร เมืองอาเลคซานตรา และเมืองอื่นๆ การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ซึ่งให้พลังกับการต่อสู้ของชาวตูนีเซีย ยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดที่อียิปต์ อาจเป็นเพราะสหภาพเสรีถูกปราบและต้องทำงานกึ่งใต้ดิน อย่างไรก็ตาม เมื่อ ปี 2008 มีการรวมตัวกันและลุกฮือนัดหยุดงานของคนงานสิ่งทอจำนวนมากที่ Mahalla

อียิปต์มีความสำคัญในแง่อื่นด้วย คือเป็นประเทศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐสูงเป็นอันดับสองรองจากอิสราเอล การที่สหรัฐสนับสนุนเผด็จการในอียิปต์ ก็เพื่อหวังควบคุมน้ำมันในตะวันออกกลางและคลองซุเอส ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ อียิปต์เป็นประเทศที่เชื่อมอย่างใกล้ชิดกับชาวปาเลสไตน์ในแถบกาซา และมวลชนอียิปต์มักจะลุกฮือต้านเผด็จการของตนเองพร้อมกับเรียกร้องเสรีภาพ ให้ชาวปาเลสไตน์

อียิปต์ถูกยึดครองโดยจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งพยายามแทรกแซง การเมืองในประเทศนั้นเรื่อยมาจนถึงทศวรรษที่ 50 หลังจากนั้นสหรัฐก็เข้ามามีบทบาท เดิมเมื่ออียิปต์ได้เอกราชจะมีกษัตริย์ปกครอง แต่ถูกกลุ่มทหารหนุ่มโค่นล้มในปี1952 ในที่สุด Gamal Abdel Nasser แกนนำของขบวนการกู้ชาติและล้มเจ้า ก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเผด็จการ Nasser เป็นนักการเมืองเอียงซ้ายชาตินิยม ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก และทุกวันนี้พวก “นิยมนัสเซอร์” ก็มีจุดยืนแบบนั้น แต่ในปี 1970 เมื่อ Nasser เสียชีวิต การเมืองอียิปต์เริ่มเปลี่ยนไปเข้าค่ายสหรัฐอเมริกาและใช้แนวเสรีนิยมกลไก ตลาดซึ่งทำให้คนธรรมดายากจนลงและเดือดร้อน

ผู้นำเผด็จการปัจจุบันของอียิปต์คือประธานาธิบดี Hosni Mubarak ซึ่งเข้ามามีอำนาจในปี ค.ศ. 1981 และครองอำนาจเผด็จการมา 30 ปีผ่านการโกงการเลือกตั้งและการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะเตรียมลูกชาย Gamal Mubarak เพื่อสืบทอดอำนาจ และตามถนนหนทางมักจะมีภาพขนาดใหญ่ของ Mubarak แต่เมื่อประชาชนลุกฮือมีการฉีกภาพและใช้เท้ากระทืบเพื่อแสดงความไม่พอใจ

ขบวนการประชาธิปไตยในอียิปต์ เริ่มรวมตัวกันในองค์กร Kefaya ในปี 2004 และมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง องค์กรนี้เป็นแนวร่วมระหว่างฝ่ายซ้ายกับแนว “นิยมนัสเซอร์” โดยที่พรรคอิสลามมีบทบาทน้อย สิ่งที่น่าสังเกตคือในการลุกฮือที่ตูนีเซีย และอียิปต์ปีนี้ ขบวนการอิสลามไม่มีส่วนในการนำ ในอียิปต์พรรค “พี่น้องมุสลิม” เคยเป็นฝ่ายค้านหลักที่ถูกปราบปรามบ่อย แต่ตอนนี้เลือกที่จะประนีประนอมกับรัฐ

การลุกฮือของมวลชนอัฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจกับเราได้ มันพิสูจน์ว่ามวลชนในทุกประเทศลุกฮือและเป็นพลังสำหรับประชาธิปไตยได้ แต่เรามีเรื่องเตือนใจด้วย เพราะตราบใดที่มวลชนไม่จัดตั้งทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในรูปแบบสังคมนิยมปฏิวัติ ฝ่ายอำนาจเก่ากลับเข้ามาได้เสมอ การต่อสู้ในแถบนี้ยังไม่จบ และจะไม่จบง่ายๆ เราต้องสนับสนุนและให้กำลังใจกับพี่น้องเราจนกว่าเขาจะชนะ

พาดหัวเวปยอดฮิตASTV:เวทีพธม.คืนที่ 3 ยังคึกคัก

ที่มา Thai E-News

พาดหัวเวบไซต์ASTVผู้จัดการ:เวทีพธม.คืนที่ 3 ยังคึกคัก
ผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อเหลืองนอนอยู่บนพื้นถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยยื่นข้อเสนอที่แข็งกร้าวให้ตอบโต้กัมพูชาในกรณีพิพาทดินแดน แต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธ(ภาพข่าว:AP)


ผู้สนับสนุนม็อบพันธมิตรยืนแอ็คท่าให้ช่างภาพเก็บรูประหว่างเข้าร่วมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลแข็งกร้าวกับกัมพูชา แต่นายกรัฐมนนตรีไทยปฏิเสธข้อเรียกร้อง ทั้งนี้การประท้วงบนท้องถนนเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องนับจากปี2549เป็นต้นมา(ภาพข่าว:AP)
จำนวนผู้ร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อมารับฟังสรุปข่าวเช้าจากเวทีชุมนุมเป็นไปอย่างบางตา (ภาพข่าว:AP)

การต่อสู้ทางสากลของคนเสื้อแดง . . อย่ารอเทวดา

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2554

กระบวนการ นำเผด็จการประเทศไทยสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ราบรื่นแน่นอน เมื่อประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับทางการเมืองของพรรคการเมืองเก่าแก่เช่นประชาธิปัตย์ ที่เข้าใจการฑูตระหว่างประเทศเป็นอย่างดี หรือจะพูดได้ว่า การใช้การฑูตและภาษาการฑูตเพื่อเอาตัวรอดของประธาธิปัตย์นั้นเรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในภูมิภาคนี้

การฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศของคนเสื้อแดง ครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อจะต้องฝ่าด่าน 3 องครักษ์ศักดินาประชาธิปัตย์ ที่ไปนั่งในตำแหน่งสำคัญในระดับภูมิภาคและในระดับโลกถึง 3 ตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เลขาธิการอาเซียน (สุรินทร์ พิศสุวรรณ) และศุภชัย พานิชภักดิ์ ในตำแหน่งเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)

นี่อาจจะเป็นที่มาของคำกล่าวของบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เมื่อครั้งมาเยือนไทยในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา อันนำความผิดหวังมาสู่คนเสื้อแดงไปตามๆ กันเมื่อเขากล่าวว่า "สถานการณ์ในเมืองไทยเป็นเรื่องภายในประเทศ"

แม้ว่าคนเสื้อแดงจาก หลายกลุ่ม จะยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสหประชาชาติหลายฉบับ รวมทั้งรายชื่อผู้เรียกร้องให้สหประชาชาติเข้ามาดูแลสถานการณ์ในเมืองไทย กว่า 9,400 รายชื่อ แต่ก็ไม่มีคำตอบจากสหประชาชาติในเรื่องดังกล่าว

การเดินทางมาไทยของฮันส์-พีเทอร์ โคล (Mr.Hans Peter Kaul) รองประธานลำดับที่ 2 ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) พร้อมกับให้สัมภาษณ์นักข่าวเกี่ยวกับการการนำคดีของคนเสื้อแดงขึ้นสู่ศาล อาญาระหว่างประเทศ (ICC) เว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ได้ลงคำตอบของ ฮันส์ - พีเทอร์ โคลไว้ว่า “ จะทำได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นภาคีของศาลอาญา ระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคี เพียงแต่ลงนามในธรรมนูญกรุงโรม เมื่อวันที่ 2 ต.ค. พ.ศ. 2545 เท่านั้น แต่ยังไม่มีการให้สัตยาบัน”

บางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 21 มกราคม มีรายละเอียดการสัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศสมาชิก ICC ก็ตาม การที่ ICC จะรับเรื่องร้องเรียนได้ ก็ต่อเมื่อประเทศไทยไม่ได้มีความพยายามอย่างแท้จริงที่จะดำเนินการสอบสวน อาชญากรรมนั้นๆ”

ในความสัมพันธ์อย่างยาวนานกับนักสิทธิมนุษยชนของ พรรคประชาธิปัตย์ การดึงสมชาย หอมลออ มาเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบเพื่อค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ
(คอป.) ต่อกรณีการปราบปราบคนเสื้อแดง สมชายให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ว่า " . . มีหลายประเด็นที่มีพยานขัดแย้งกันอยู่ เช่น กรณีวัดปทุมฯ ว่า เป็นการต่อสู้ยิงกันหรือไม่ เพราะเราก็มีพยานหลักฐานบางส่วนที่ชี้ว่าอาจมีการยิงกันด้วย แต่ไม่ชัดเจนว่าช่วงเวลาไหน แต่จริงๆก็เป็นเรื่องที่สังคมทราบอยู่ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตามคอป.ยังไม่มีการสรุป"

สิ่งที่เขากล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนรับเรื่องร้องเรียนของ ICC เป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น "
การทำงานของคอป. ยังได้รับความร่วมมือจากองค์การสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการต่างประเทศจำนวนมาก ที่เข้ามาช่วยเหลือ ให้ความเห็น ทั้งเรื่องการเขียนรายงาน การจัดอบรม โดยต่างเห็นว่า คอป.ของไทยมีความแตกต่างจากในหลายประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งทั้ง แอฟริกา จอร์เจีย ติมอร์ ที่จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหลังจากเหตุการณ์จบไปแล้ว แต่ของไทยความขัดแย้งยังมีอยู่ ซึ่งพวกเขาต่างเอาใจช่วย ให้คอป.ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย" ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไม่นับว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของสมชาย หอมลออ สมัยอยู่ฟอรั่ม เอเชีย มือเขียนสุนทรพจน์ภาคภาษาอังกฤษของเขา ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานภาคีความร่วมมือภาคเอกชนกับศาลอาญาระหว่างประเทศ (The Coalition for the International Criminal Court
) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย การจะเรียกร้องให้ ICC รับพิจารณาคดีในประเทศไทย เป็นเรื่องที่คนเสื้อแดงต้องเตรียมใจรับความผิดหวังไว้พอสมควร หรือไม่ก็ต้องรณรงค์ทางสากลกันให้หนักกว่านี้

ถึงแม้ว่าทางสำนักกฎหมายอัมเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟี จะได้ยื่นรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษาและ พฤษภาคม 2553 ให้กับทาง ICC ไปตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2553 แต่กระบวนยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ยังไม่ได้กระทำ

โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ได้เขียนที่เฟสบุคของเขาว่า “สื่อมวลชนในประเทศไทยรายงานข่าวผิดพลาดเกี่ยวกับ ICC ทาง ICC ยังไม่มีการ “ปฏิเสธ” ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเรายังไม่ได้ยื่นเรื่อง ซึ่งจะดำเนินการยื่นในวันที่ 31 มกราคม ทีมทนายของเรารู้สึกว่าพวกเรามีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากพอต่อการดำเนินคดี ครั้งนี้ และที่สำคัญยิ่ง อาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครสามารถตัดสินคดีที่ยังไม่ได้แม้แต่จะอ่านมันได้”

แน่นอนว่าโรเบิร์ต ตระหนักรู้ในเรื่องความเก่งกาจของอภิสิทธิ์ ในเรื่องวิถีการฑูตและการสร้างภาพกับนานาชาติ เขาจึงได้เชิญชวนนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงมาเข้าร่วมทีมกฎหมายครั้งนี้เช่นกัน ในเวบไซด์ของโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม วันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ลงข่าวว่า "ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นเรื่องในวันที่ 31 ที่จะมาถึงนี้ สำนักกฎหมายได้ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนทั้งจากไทยและต่างประเทศมาร่วมทำงานจนเป็นทีมใหญ่ ร่วมทั้งศาสตราจารย์ดักลาส คาสเซล อาจารย์ด้านกฎหมายที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยน๊อทเทอร์ดาม (Uuiversity of Norte Dame)"

การต่อสู้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งนี้จึงหนักหน่วงอย่างยิ่ง และคนเสื้อแดงต้องเตรียมใจกันไว้เยอะๆ ทีเดียว ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนใจการสนับสนุนจากสากล ในทางตรงกันข้าม เราเห็นว่าการสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้ของคนเสื้อแดง การสร้างให้เกิดความเข้าใจและเสียงสนับสนุนจากภาคประชาชนและรัฐบาลนานาชาติ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำ และควรจะทำอย่างต่อเนื่องและเปิดเผย

กระนั้นก็ตาม พวกเราก็อดวิตกกังวลไม่ได้ เพราะเท่าที่สังเกตุการทำงานด้านสากลของแกนนำคนเสื้อแดงหรือของฝ่ายพรรคไทยรักไทยที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ มีกระบวนการดำเนินงานแนวใต้ดิน (แนวทางเสรีไทย) ในการดำเนินงานด้านต่างประเทศ ไม่เปิดเผย ไม่สื่อสารหรือประชาสัมพันธ์ข่าว มักจะกล่าวอ้างว่าคุยกับประเทศโน้น ประเทศนี้ เท่าที่เห็น ก็ดูจะวนเวียนอยู่กับกลุ่มประเทศที่ไม่มีชื่อเสียงดีนักในด้านสิทธิมนุษยชน เป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีเสียงในสหประชาชาติ ไม่มีประชาธิปไตยในประเทศตัวเอง

การต่อสู้ของคนเสื้อแดง จึงไม่ได้ถูกนำเสนออย่างสมฐานะและศักดิ์ศรีแห่งการลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชน ไทย ถูกฉายภาพอยู่ใต้เงาและบารมีของทักษิณ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

วิถี "สิทธิมนุษยชนบนการเจรจา" เป็นรูปแบบการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและในเอเชียจำนวนไม่น้อย ที่มักจะไม่ได้ยืนหยัดที่ประเด็นเรื่องหลักการสิทธิมนุษยชนสากล แต่เป็นแนว "สิทธิมนุษยชนเลือกข้าง" ที่เป็นคำที่เปล่งออกมาเองจากปากนักสิทธิมนุษยชนสีเหลืองในประเทศไทยตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมา

ทำให้ความล่าช้า และไม่ใส่ใจต่อคดีของคนเสื้อแดงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งสองชุด โดยเฉพาะชุดของศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ และขององค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่มีหัวขบวนชื่อโคทม อารียา และสมชาย หอมลออ จึงค้านสายตาคนเสื้อแดงและผู้ห่วงใยในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

กระนั้นก็ตามรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็รู้จักดีว่าการดึงคนเหล่านี้มาช่วยจะช่วยงาน จะชลอแรงต้านทานจากต่างชาติไปได้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลดำเนินการสอบสวนและติดตาม คดีต่างๆ ที่เกิดขึ้น

นี่เป็นสัมฤทธิผลของการเล่นการเมืองระหว่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งสุรินทร์ พิศสุวรรณ เข้าไปคลุกคลีวงในกับ NGOs เรื่องสิทธิในภูมิภาคมากว่าทศวรรษ สอดประสานรับกับรูปแบบการทำงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคและ นานาชาติ ที่มุ่งเรื่องการเจรจากับรัฐบาล มากกว่าการทำงานกับภาคประชาชนระดับล่าง เป็นการทำงานเจรจาสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง มากกว่ามุ่งปฏิบัติตามกติกาแห่งสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ดังเช่นที่เห็นและเป็นอยู่

คนเสื้อแดงจึงไม่อาจหวังได้ จากการฝากความหวังไว้ที่กลไกสิทธิมนุษยชน หรือเทวดาทั้งหลายได้อย่างเต็มที่ แต่จำเป็นจะต้องสร้างพลังการต่อสู้อย่างต่อเนื่องให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสื่อ และภาคประชาชนนานาชาติ และต้องทำงานรณรงค์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประชาชนและรัฐบาลของชาติตะวันตก ที่มีบทบาทในเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชนและมีเสียงที่หนักแน่นใน สหประชาชาติ ซึ่งนี่เป็นส่วนงานที่ทักษิณและพลพรรคทำไม่ได้ และไม่ได้ทำ