ที่มา มติชน หลังทราบข่าวสิ้น "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" หรือ พระธรรมวิสุทธิมงคล แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศที่เลื่อมใสศรัทธาต่างพากันโศกเศร้ากับการละสังขารของพระวิปัสสนากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่มีชื่อเสียงชื่อดังแห่งภาคอีสานรูปนี้เป็นอย่างมาก หลังเฝ้าติดตามอาการอาพาธมาด้วยอาการปอดติดเชื้อเป็นเวลาหลายวันด้วยความเป็นห่วง หลวงตาบัว เคยกล่าวไว้ว่า การช่วยชาติที่แท้จริง ให้ต่างหันมาแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ การทรงมรดกธรรมของพระพุทธศาสนา เอาศีลเอาธรรม ความประพฤติดีงาม ด้วยเหตุผลหลักเกณฑ์เข้ามาอุดหนุนจิตใจ จนมีหลักประกันภายในใจ เรียกว่า มีหลักใจ โดยหันกลับมาปรับปรุงตัวเราแต่ละคน ๆ ให้มีความประหยัด ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ด้วยการอยู่การกินการใช้การสอยการไปการมา โดยให้ดูแบบของพระผู้มีหลักเกณฑ์ภายในใจ เป็นแบบอย่างของความประหยัด ของผู้มีหลักเกณฑ์เหตุผล ให้มีธรรมคอยเหนี่ยวรั้งไว้ในใจไม่ให้ถูกลากจูงด้วยกิเลสตัณหาราคะ ด้วยความโลภโมโทสัน จนเลยเขตเลยแดน เหมือนรถที่มีแต่เหยียบคันเร่ง ไม่เหยียบเบรก ย่อมเป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในที่สุด หากต่างมีการหันมาอุดหนุนทั้งทางด้านหลักทรัพย์ และหลักใจควบคู่กันไป ปัญหาต่าง ๆ ของชาติย่อมทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับ ๆ ไป นอกจากนี้ หลวงตามหาบัว ยังเข้าไปมีบทบาททางการเมือง โดยในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548 หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ได้ตีพิมพ์การเทศนาของพระธรรมวิสุทธิมงคล ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ อย่างหนัก และมีเนื้อหาส่วนหนึ่งได้กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีการใช้อำนาจ "...มุ่งหน้าต่อประธานาธิบดีชัดเจนแล้วเดี๋ยวนี้ พระมหากษัตริย์เหยียบลง ศาสนาเหยียบลง ชาติเหยียบลง..." ทำให้เกิดหัวข้อโต้เถียงกันเป็นวงกว้าง และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2549 พระธรรมวิสุทธิมงคลได้แนะนำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และในการเทศนา ท่านได้อธิบายถึงรัฐบาลว่า "เลวทราม ฉ้อราษฎร์บังหลวง กระหายอำนาจและโลภ" หลวงตามหาบัวมีอาการอาพาธลำใส้อุดตัน และมีปอดติดเชื้อมานานถึง6เดือน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการอาพาธไม่ดีขึ้น กระทั่งเมื่อเวลา 03.53 น. วันที่ 30 ม.ค. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุ 98 ปี
พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีนามเดิมว่า "บัว โลหิตดี" เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2456 ในครอบครัวชาวนาซึ่งค่อนข้างมีฐานะ ในบ้านตาด จ.อุดรธานี พี่น้องทั้งหมด 16 คน ท่านเริ่มฉายแววทางธรรมะมาตั้งแต่เด็ก โดยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่เสมอ
เมื่อสมัยเป็นหนุ่ม พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด จนพ่อแม่น้ำตาร่วง ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ที่วัดโยธานิมิตร อุดรธานี โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น
ต่อมา ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่าน "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน จากนั้น ท่านก็ศึกษาทางธรรมและปฏิบัติกรรมฐานมากยิ่งขึ้น
ท่านมุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) เป็นช่วงพรรษาที่ 16 ของท่าน ในช่วงนั้นเองที่ท่านได้"บรรลุธรรม"
ตลอดชีวิตสมณเพศของท่าน ท่านได้พยายามสอนพระเณรอยู่เสมอในเรื่องความเรียบง่าย มักน้อยสันโดษ การใช้สอย ปัจจัยสี่ที่ศรัทธาญาติโยมถวายมานั้น ให้เป็นไปด้วยความประหยัด ใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น พร้อมทั้งสงเคราะห์ด้านธรรมะแก่พระเณร-ฆราวาสมาโดยตลอด ควบคู่ไปกับการบริจาคช่วยเหลือด้านวัตถุสิ่งของ ทั้งจตุปัจจัยไทยทาน แก่ประโยชน์ส่วนรวมตลอด 40 กว่าปี นับแต่ตั้งวัดป่าบ้านตาดขึ้นในปี 2498 ท่านเคยเล่าว่าหากจะนับเป็นมูลค่าน่าจะเป็นหมื่นล้านบาทขึ้นไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โครงการช่วยชาติ โดย หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน" ในขณะที่ประเทศชาติเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขั้นร้ายแรง หลวงตาตั้งใจจะนำ "ทองคำ" เข้าคลังหลวงให้ได้ 10 ตัน หรือ 10,000 กิโลกรัม ซึ่งที่ผ่านมาหลวงตามอบทองคำและดอลลาร์ที่มอบเข้าคลังหลวงไปแล้ว 15 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2541 ถึง 9 มกราคม 2553 รวมทั้งสิ้นเป็น ทองคำ 967 แท่ง หนัก 12,087.50 กิโลกรัม และดอลลาร์ (รวมดอกเบี้ย) 10,803,600 เหรียญสหรัฐ
ตามปณิธานของท่านที่เคยตั้งไว้ว่า "เวลามีชีวิตอยู่นี้ เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม และทำด้วยความเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล"
จนกระทั่งเมื่อถึงอาการอาพาธครั้งสุดท้ายของท่าน
หลวงตามหาบัว ได้เข้ารับการรักษาอาพาธ มาตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2553 ที่โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นก็ได้กลับเข้าไปพักรักษาอาการป่วนที่วัดป่าบ้านตาด โดยในวันที่ 28 มกราคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงวัดป่าบ้านตาด เพื่อเยี่ยมอาการอาพาธเป็นการส่วนพระองค์ ถึงห้องปลอดเชื้อกุฎิหลวงตามหาบัว มีคณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศรีนคริทร์ จ.ขอนแก่น และโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีกล่าวรายการ และเสด็จฯ กลับเข้าออก 3 ครั้ง โดยยังไม่มีแถลงอาการหลวงตามหาบัวออกมาจากคณะสงฆ์ มีเพียง"หมอจีน" มากราบชี้แจงต่อครูบาจารย์สายวัดป่าว่า การตรวจรักษาอาการอาพาธขณะนี้ได้ถอดสายและอุปกรณ์การแพทย์ออกหมดแล้ว เหลือเพียงออกซิเจนเท่านั้น
ต่อมาเมื่อเช้าวันที่ 29 มกราคม พุทธศาสนิกชนหลายพันคน เดินทางมาทำบุญตักบาตรที่และเฝ้าติดตามดูอาการอาพาธของหลวงตามหาบัว พร้อมคอยฟังคำแถลงอาการอาพาธของหลวงตา และคอยเวลาเข้าไปกราบหลวงตาที่กุฏิ ที่คณะสงฆ์อนุญาตบางช่วงเวลา
ธนาคารโลกฉีกหน้า'มาร์ค'
'กรณ์'ร้องจ๊ากหน้าแตกยับ!!
ราคาคุย กับของจริง มักจะเป็นเรื่องที่สวนทางกันเสมอ โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง
อย่างเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ต้องการที่จะใช้เป้นหนึ่งในหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป้นผู้นำทีมถล่มว่า เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่ตามประสารัฐบาล ก็จะเป็นที่จะต้องตีปี๊บเอาไว้ก่อนว่าเศรษฐกิจดี รัฐบาลแก้ไขปัญหาสำเร็จ
ซึ่งในแง่ของการเมืองระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาล ก็หนีไม่พ้นต้องหาข้อมูลเหตุผลมาหักล้างกันว่าใครผิดใครถูก
นอกจากจะกระทบเครดิตทางการเมืองกันแล้ว ยังถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการเมืองด้วย เพราะหากมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล แล้วไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติและประชาชนดีขึ้นมาได้ ก็ป่วยการที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป
งานนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จึงต้องพยายามประโคมสุดฤทธิ์ว่าเศรษฐกิจดี
ดังนั้นการที่เจอ ธนาคารโลก แถลงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปี 54 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้น จากกรุงวอชิงตัน ดีซี. แล้วมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2554 นี้ จะขยายตัวแค่ 3.2%
ลดลงจากปีที่แล้ว 2553 ที่ขยายตัวได้ 7.5%
ที่สำคัญยังระบุด้วยว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในภูมิภาคเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็จ๊ากในทันที... อุตส่าห์สร้างประติมากรรมน้ำลายเอาไว้เยอะ ธนาคารโลกมาทำแบบนี้ได้อย่างไร?
เนื่องจากตรงนี้ในทางการเมืองแล้วไม่เพียงเป็นการฉุดภาพลักษณ์ของรัฐบาล แต่ยังทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ สั่นไหวมากขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ด้วย
เพราะต้องไม่ลืมว่า ตลอดมาที่รัฐบาลพยายามบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังคงดีอยู่นั้น ภาคธุรกิจไทย ผู้ประกอบการธุรกิจ ล้วนรู้อยู่แก่ใจว่าเศรษฐกิจดีจริงหรือไม่
ที่บอกว่า “รวยกระจุก จนกระจาย”นั้น เป็นการโจมตีทางการเมือง หรือว่าเป็นข้อเท็จจริง!!!
ตรงนี้แหละที่ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สะเทือนไปไม่น้อยกับมุมมองของธนาคารโลก
ที่สำคัญธนาคารโลกนั้นไม่ได้ซี้ซั้วทำนาย หรือไม่ได้วิเคราะห์เข้าข้างใคร แต่เป็นการวิเคราะห์ตามเหตุผลและปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์โดยตรง ซึ่งนายเฟรดเดอริโก จิล ซานเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงจากปีก่อนมาก เนื่องจากส่วนหนึ่งฐานการเติบโตปีที่แล้วเป็นตัวเลขที่สูง
และส่วนหนึ่งไทยยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและกระทบต่อการท่องเที่ยวที่จะมาไทย
ปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยง หากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ความต้องการการใช้เงินของคนในประเทศขยายตัวได้น้อยกว่า แต่ก็เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถควบคุมระดับเงินเฟ้อได้
นอกจากนี้การเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อประเทศ แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีเหตุรุนแรงในปีนี้
สำหรับเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะเติบโตได้ 3.3 % ชะลอตัวจากปีก่อนที่ระดับ 3.9% และระดับรายได้ของประชากรในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงไทยด้วยนั้น จะเข้าสู่ภาวะปกติ หากไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำ
ส่วนประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างยุโรป ยังเสี่ยงต่อภาระหนี้สินครัวเรือน และการว่างงานสูง ส่วนประเทศกำลังพัฒนา 9 ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยยังเสี่ยงในเรื่องมีเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นอย่างฉับพลัน เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่
เหตุผลชัด แต่เมื่อจี้ใจดำกันเกินไป รัฐบาลจะทนรับได้อย่างไร
จะแก้ต่างเองก็เชื่อว่าไม่สามารถที่จะเทียบน้ำหนักกับธนาคารโลกได้ แถมคนส่วนใหญ่ก็ต้องมองว่า แน่นอนยังไงก็ต้องแก้ตัวอยู่แล้ว เพราะขืนไม่แก้ตัว คะแนนนิยมก้จะมีปัญหา ยิ่งปีนี้จะต้องมีการเลือกตั้งด้วย จะให้ใครมาฉุดคะแนนไม่ได้
จึงต้องให้เป็นหน้าที่ของนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เป็นผู้ออกมาอุ้มรัฐบาลว่า ธนาคารโลก จะมองอย่างไรก็ตาม แต่ทาง ธปท.ยังมองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวที่ 3-5% และมีโอกาสสูงที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะค่อนมาที่ 4% ด้วยซ้ำ
แต่ก็ยอมรับว่ายังคงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีด้วยเหมือนกัน
และไม่ว่าอย่างไรก็อดเตือนรัฐบาลไม่ได้ว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
“นโยบายประชาวิวัฒน์ 9 ข้อของรัฐบาลคงจะไม่มีผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีผลต่อการบริโภคน้อยมากเพราะในแง่ของเม็ดเงินงบประมาณโครงการนี้อยู่ที่ประมาณ 5-9 พันล้านบาท ก็ไม่ได้มากอะไร ขณะเดียวกัน ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในกรอบที่วางไว้ที่ 2-3% ในปีนี้”ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าว
แน่นอนว่าภาคธุรกิจจะต้องเข้าใจว่า บรรยากาศการเมืองเช่นนี้ แบงก์ชาติจะสามารถทำอะไรได้อิสระแค่ไหน
เพราะในมุมมองของภาคธุรกิจ ยังคงรู้สึกว่าแม้จะดูเหมือนว่าปัจจัยการลงทุนภาคเอกชนดูเหมือนจะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจะปรับตัวดีขึ้น แต่หากดูที่ค่าดัชนีซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 แสดงให้เห็นว่าการลงทุนภาคเอกชนยังคงอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ
ขณะที่ปัจจัยการส่งออก แม้ค่าดัชนีจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการส่งออกยังคงอยู่ในสถานะที่ดี แต่เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกลับมีทิศทางที่ลดลง เรียกว่ายังไงก็ยังเป็นจุดที่ต้องระวังอยู่ดี
นอกจากนี้ ยังมีอีก 6 ปัจจัยที่จะส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 1.ราคาน้ำมัน 2.ปัจจัยด้านการเมือง 3.อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 4.วิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรป 5.อัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ และ6. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท
ที่สำคัญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้มีการออกมาให้แง่คิดเตือนสติว่า ให้ระวังภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาราคาสูงขึ้น แต่การแก้ปัญหาควรจะใช้มาตรการที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหยุดยั้งด้วยการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันที่เข้มงวดขึ้น
และที่น่าห่วงคือ กลัวว่านักทฤษฎีบางคนที่นั่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะใช้นโยบายดอกเบี้ย
ปัญหาที่ต้องคิด คือ การขยายตัวปีนี้อาจต่ำกว่าปี 2553 ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปก็ยังไม่ฟื้นตัว แล้วทำไม ธปท.ต้องห่วงเงินเฟ้อมากในเมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้พุ่งแรง ซึ่งการจะไปใช้นโยบายดอกเบี้ยจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“ถ้า ธปท.เป็นห่วงว่าเงินเฟ้อจะหลุดกรอบเป้าหมายก็ควรเปลี่ยนกรอบหมายเงินเฟ้อเป็น 2-4.5% จากปัจจุบันที่ใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 0.5-3% ซึ่งระดับที่ 4.5% ยังถือว่าเป็นเงินเฟ้ออ่อนๆ จะไปแก้ดอกเบี้ยติดลบทำไม ในเมื่อเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหา และหากดูสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นก็มาจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและราคาพืชผลที่ผลต่อเงินเฟ้อประมาณ 2-3%”
และอีกคนที่พูดตรงก็คือ นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหน ถ้าทำให้เศรษฐกิจโตไม่ถึง 5% ถือว่าฝีมือไม่ถึง
พร้อมกับเตือนว่าอย่าใช้นโยบายมหภาคไปรับใช้นโยบายบางอย่างที่ต้องไม่เป็นนักปฏิบัติการประชานิยม หากยังคิดถึงแต่เรื่องนี้จะเลิกยาก และจะถลำลึก... ที่สุดรัฐบาลจะกลายเป็นกรมประชานุเคราะห์ยักษ์
ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานต้องระวังเพราะจะพุ่งสูงขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้แก้ปัญหา แต่นโยบายที่จะแก้ปัญหาได้ รัฐบาลคงต้องหาทางเพิ่มผลผลิต ซึ่งประเด็นที่ต้องระวังให้มาก คือ นโยบายมหภาคติดคุกประชานิยม เลิกยากและจะกลายเป็นตัวแปรทางการเมือง เกิดวัฒนธรรมร้องขอ
เช่นเดียวกับนายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐบาลอย่าไปทำเรื่องจิ๊บจ๊อยประเภทไข่ไก่ น้ำมัน ต้องไปทำที่โครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวที่ 3.5-4.5%
และมองว่ารัฐบาลควรจะเลิกอุดหนุนราคาพลังงาน แม้จะเสียคะแนนนิยมไปบ้าง ไม่อย่างนั้นประเทศจะไปไม่รอด
เจอบรรดานักวิชาการ และเจอข้อมูลจริงแบบนี้ รัฐบาลก็สะเทือนไปไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งภาวะแบบนี้หากโดนชำแหละไม่ไว้วางใจในเรื่องเศรษฐกิจ ก็น่าห่วงว่าภาพลักษณ์ของทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จะเหลืออยู่แค่ไหน
แบบนี้ระวัง “มาร์ค” จะเสียท่า “มิ่ง”ในทางการเมืองก็รอบนี้แหละ