WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 30, 2011

คำสอนสุดท้าย"หลวงตามหาบัว" : เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป

ที่มา มติชน











หลังทราบข่าวสิ้น "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" หรือ พระธรรมวิสุทธิมงคล แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศที่เลื่อมใสศรัทธาต่างพากันโศกเศร้ากับการละสังขารของพระวิปัสสนากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่มีชื่อเสียงชื่อดังแห่งภาคอีสานรูปนี้เป็นอย่างมาก หลังเฝ้าติดตามอาการอาพาธมาด้วยอาการปอดติดเชื้อเป็นเวลาหลายวันด้วยความเป็นห่วง


พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีนามเดิมว่า "บัว โลหิตดี" เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2456 ในครอบครัวชาวนาซึ่งค่อนข้างมีฐานะ ในบ้านตาด จ.อุดรธานี พี่น้องทั้งหมด 16 คน ท่านเริ่มฉายแววทางธรรมะมาตั้งแต่เด็ก โดยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่เสมอ


เมื่อสมัยเป็นหนุ่ม พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด จนพ่อแม่น้ำตาร่วง ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ที่วัดโยธานิมิตร อุดรธานี โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น


ต่อมา ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่าน "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน จากนั้น ท่านก็ศึกษาทางธรรมและปฏิบัติกรรมฐานมากยิ่งขึ้น


ท่านมุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) เป็นช่วงพรรษาที่ 16 ของท่าน ในช่วงนั้นเองที่ท่านได้"บรรลุธรรม"


ตลอดชีวิตสมณเพศของท่าน ท่านได้พยายามสอนพระเณรอยู่เสมอในเรื่องความเรียบง่าย มักน้อยสันโดษ การใช้สอย ปัจจัยสี่ที่ศรัทธาญาติโยมถวายมานั้น ให้เป็นไปด้วยความประหยัด ใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น พร้อมทั้งสงเคราะห์ด้านธรรมะแก่พระเณร-ฆราวาสมาโดยตลอด ควบคู่ไปกับการบริจาคช่วยเหลือด้านวัตถุสิ่งของ ทั้งจตุปัจจัยไทยทาน แก่ประโยชน์ส่วนรวมตลอด 40 กว่าปี นับแต่ตั้งวัดป่าบ้านตาดขึ้นในปี 2498 ท่านเคยเล่าว่าหากจะนับเป็นมูลค่าน่าจะเป็นหมื่นล้านบาทขึ้นไป


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โครงการช่วยชาติ โดย หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน" ในขณะที่ประเทศชาติเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขั้นร้ายแรง หลวงตาตั้งใจจะนำ "ทองคำ" เข้าคลังหลวงให้ได้ 10 ตัน หรือ 10,000 กิโลกรัม ซึ่งที่ผ่านมาหลวงตามอบทองคำและดอลลาร์ที่มอบเข้าคลังหลวงไปแล้ว 15 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2541 ถึง 9 มกราคม 2553 รวมทั้งสิ้นเป็น ทองคำ 967 แท่ง หนัก 12,087.50 กิโลกรัม และดอลลาร์ (รวมดอกเบี้ย) 10,803,600 เหรียญสหรัฐ


ตามปณิธานของท่านที่เคยตั้งไว้ว่า "เวลามีชีวิตอยู่นี้ เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม และทำด้วยความเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล"

หลวงตาบัว เคยกล่าวไว้ว่า การช่วยชาติที่แท้จริง ให้ต่างหันมาแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ การทรงมรดกธรรมของพระพุทธศาสนา เอาศีลเอาธรรม ความประพฤติดีงาม ด้วยเหตุผลหลักเกณฑ์เข้ามาอุดหนุนจิตใจ จนมีหลักประกันภายในใจ เรียกว่า มีหลักใจ โดยหันกลับมาปรับปรุงตัวเราแต่ละคน ๆ ให้มีความประหยัด ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ด้วยการอยู่การกินการใช้การสอยการไปการมา โดยให้ดูแบบของพระผู้มีหลักเกณฑ์ภายในใจ เป็นแบบอย่างของความประหยัด ของผู้มีหลักเกณฑ์เหตุผล ให้มีธรรมคอยเหนี่ยวรั้งไว้ในใจไม่ให้ถูกลากจูงด้วยกิเลสตัณหาราคะ ด้วยความโลภโมโทสัน จนเลยเขตเลยแดน เหมือนรถที่มีแต่เหยียบคันเร่ง ไม่เหยียบเบรก ย่อมเป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในที่สุด หากต่างมีการหันมาอุดหนุนทั้งทางด้านหลักทรัพย์ และหลักใจควบคู่กันไป ปัญหาต่าง ๆ ของชาติย่อมทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับ ๆ ไป

นอกจากนี้ หลวงตามหาบัว ยังเข้าไปมีบทบาททางการเมือง โดยในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548 หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ได้ตีพิมพ์การเทศนาของพระธรรมวิสุทธิมงคล ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ อย่างหนัก และมีเนื้อหาส่วนหนึ่งได้กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีการใช้อำนาจ "...มุ่งหน้าต่อประธานาธิบดีชัดเจนแล้วเดี๋ยวนี้ พระมหากษัตริย์เหยียบลง ศาสนาเหยียบลง ชาติเหยียบลง..." ทำให้เกิดหัวข้อโต้เถียงกันเป็นวงกว้าง

และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2549 พระธรรมวิสุทธิมงคลได้แนะนำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และในการเทศนา ท่านได้อธิบายถึงรัฐบาลว่า "เลวทราม ฉ้อราษฎร์บังหลวง กระหายอำนาจและโลภ"


จนกระทั่งเมื่อถึงอาการอาพาธครั้งสุดท้ายของท่าน


หลวงตามหาบัว ได้เข้ารับการรักษาอาพาธ มาตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2553 ที่โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นก็ได้กลับเข้าไปพักรักษาอาการป่วนที่วัดป่าบ้านตาด โดยในวันที่ 28 มกราคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงวัดป่าบ้านตาด เพื่อเยี่ยมอาการอาพาธเป็นการส่วนพระองค์ ถึงห้องปลอดเชื้อกุฎิหลวงตามหาบัว มีคณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศรีนคริทร์ จ.ขอนแก่น และโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีกล่าวรายการ และเสด็จฯ กลับเข้าออก 3 ครั้ง โดยยังไม่มีแถลงอาการหลวงตามหาบัวออกมาจากคณะสงฆ์ มีเพียง"หมอจีน" มากราบชี้แจงต่อครูบาจารย์สายวัดป่าว่า การตรวจรักษาอาการอาพาธขณะนี้ได้ถอดสายและอุปกรณ์การแพทย์ออกหมดแล้ว เหลือเพียงออกซิเจนเท่านั้น


ต่อมาเมื่อเช้าวันที่ 29 มกราคม พุทธศาสนิกชนหลายพันคน เดินทางมาทำบุญตักบาตรที่และเฝ้าติดตามดูอาการอาพาธของหลวงตามหาบัว พร้อมคอยฟังคำแถลงอาการอาพาธของหลวงตา และคอยเวลาเข้าไปกราบหลวงตาที่กุฏิ ที่คณะสงฆ์อนุญาตบางช่วงเวลา


หลวงตามหาบัวมีอาการอาพาธลำใส้อุดตัน และมีปอดติดเชื้อมานานถึง6เดือน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการอาพาธไม่ดีขึ้น กระทั่งเมื่อเวลา 03.53 น. วันที่ 30 ม.ค. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุ 98 ปี

อียิปต์อาณาจักรเก่าแก่โบราณของโลก ถูกผลพวงลมพายุทะเลทราย…จากตูนิเซีย

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

อียิปต์อาณาจักรเก่าแก่โบราณของโลก ถูกผลพวงลมพายุทะเลทราย…จากตูนิเซีย

อียิปต์โบราณหรือไอคุปต์ เป็นหนึ่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อารยธรรมชาตินี้ เริ่มมากว่า 3 พันปี
มาปรากฏในประวัตศาสตร์31ปีก่อนคริสตศักราช ต้องมาพ่ายแพ้ต่อสงครามชาติอื่น และเป็นการสิ้นสุด
อารยธรรมอียิปต์โบราณลง เมื่อจักรวรรดิโรมันสามารถเอาชนะอียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัดหนึ่ง
ในจักรวรรดิโรมัน ดังจะเห็น จักรวรรดิ์โรมันส่งผู้สำเร็จราชการหรือกงสุลและนำกองกำลังทหารเข้ามาควบ
คุมดูแล ไม่ว่าจะเป็นจูเลียส ซีซ่าร์และมาร์ค แอนโทนี่ขุนศึกใหญ่แห่งโรมัน ในหนังเรื่องคลีโอพัสตรา

อียิปต์เป็นอาณาจักรที่เกรียงไกลในด้านกองทัพเรือทางทวีปแอฟริกาตอนเหนือ มีเมืองท่าเรือโบราณที่สำคัญ
ในประวิติศาสตร์คือเมืองท่าอเล็กซานเดีย ตั้งอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชาวอียิปต์ทำอาชีพเกษตรกรรมมา
แต่โบราณ เพราะมีแม่น้ำไนล์สายที่ยาวที่สุดในโลกไหลผ่านจนกลายเป็นที่ราบลุ่ม จึงทำให้ประชากรมีอาชีพ
การเพาะปลูกและเชี่ยวชาญในเรื่องระบบชลประทานตามมาด้วย

ไม่ใช่ว่าชาวอียิปต์โบราณจะเก่งทางด้านเกษตรกรรมเท่านั้น ยังได้สร้างสรรค์อารยธรรม ทั้งยังเป็นนักคิด, นัก
ปรัชญา ได้มาซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรมกว่า 3 พัน ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์, เทคนิคการสร้างพีระมิด, วัด, โอเบลิสก์, ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาประสิทธิ
ภาพทางด้านการแพทย์ในการทำมัมมี่(ศพอาบน้ำยากันเน่าเปื่อย), อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือ
ศิลปะ และสถาปัตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนำไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่ต่างๆเช่นปิรามิด สพิงซ์ที่ปรากฏในอียิปต์
กลางทะเลทราย ต่างก็ดึงดูดนักท่องเที่ยว จากทั่วโลกเข้าไปสัมผัสและศึกษาสิ่งมหัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น

เหตุการณ์ฟาโชดา(ปัจจุบันเป็นเมืองเล็กๆหนึ่งของซูดาน) เป็นกรณีพิพาทระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเพื่อแข่งขันกัน
ช่วงชิงลุ่มแม่น้ำไนล์ตอนบนและดินแดนในทวีปแอฟริกาเป็นอาณานิคมของตน เหตุการณ์รุนแรงมากจนถึงขั้นวิกฤติ
เมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองฟาโชดาได้ก่อนอังกฤษ แต่ในที่สุด อังกฤษและฝรั่งเศสก็ได้แบ่งปันผลประโยชน์และแก้ไข
กรณีพิพาทนี้ได้ด้วยการลงนามในอนุสัญญา และเลิกรากันไป อียิปต์และซูดานบางส่วนเคยอยู่ในการปกครองของ
อังกฤษในระยะสั้น ช่วง ค.ศ.1882 และช่วง 1917-1922 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เสร็จสิ้น อียิปต์ก็ได้เอกราชจากอังกฤษ ต่อจากนั้นระบอบราชาธิปไตย โดยมีพระเจ้าฟาอัดที่ 2 แห่งราชวงศ์มูอาหมัดอาลี ก็หมดอำนาจลง ถูกคณะ
ทหารทำการรัฐประหาร ในปี ค.ศ.1952

ช่วงประเทศอียิปต์สถาปนารัฐใหม่เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ค.ศ.1953 ประธานาธิบดี อับเดล นัสเซ่อร์ ได้ดำรงตำ
แหน่งเป็นคนแรก มูฮัมหมัด อันวาร์ อัล ซาดัตดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513-24 นักการทหารและนักการเมือง
ถูกยิงเสียชีวิตในพิธีสวนสนามจนกระทั่งปีเดียวกัน 2524 นาย โมฮัมเหม็ด ฮอสนี่ มูบารัค( Mohamed Hosni
Mubarak)ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นี่ก็มาจากทหารอีกเหมือนกัน ดำรงตำแหน่งอยู่ถึง 4 สมัย
จนมาถึงปัจจุบันนี้(รายละเอียดจากด้านล่าง)
:
"ประชาธิปไตยและเสรีภาพในการพูดเป็นลมจากการเปลี่ยนแปลงที่พัดผ่านแอฟริกาและส่วนที่เหลือของโลก."
คำพูดนี้มาจากส่วนหนึ่งของคนที่อยู่ในทวีปแอฟริกา ตูนิเซียเป็นต้นเหตุของทฤษฎี ชี้ทางสว่าง มองเห็นอนา
คตของผู้คนที่ถูกปกครอง ได้นำลมพายุทะเลทราย หอบเม็ดทรายและฝุ่นละอองปลิวว่อนเข้าปกคลุม ไปยัง
ประเทศรอบข้าง ด้วยลักษณะรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน พายุนั้นมาถึงประเทศอียิปต์ช่วงเวลาไม่กี่วัน เพราะ
อำนาจที่ใช้ในการปกครองประเทศนี้ เกินขอบเขต ก้าวล่วงลึกจนได้ทำลายระบบทุกด้านของชีวิตในอียิปต์ การ
ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายทั้งหมดทรัพยากรประเทศกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สนใจ ใส่ใจความต้องการของประชาชน

รัฐบาลนี้กลับยอมเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองระหว่างประเทศทางซีกตะวันตก ดันหลังมูบารัคอยู่ กำลังถูกประชาชน
ลุกขึ้นมาขับไล่ จนเกิดการจลาจลทั่วเมืองไคโร อเล็กซานเดียและสุเอซ มีผู้เสียชีวิตทั้งประชาชนและตำรวจคาด
ว่ามีไม่ต่ำกว่า 45 คนและบาดเจ็บร่วม 2 พันคน หลังจาก 5 วันที่ถูกแรงพายุทะเลทรายของประชาชนโหมกระหน่ำ
เข้าใส่ให้ ประธานาธิบดี บูมารัค ต้องออกไปและไปจากประเทศนี้ เป็นเจตจำนงอันแน่วแน่ที่แท้จริงของประชาชน
ไม่ต้องการอำนาจทหารที่ยึดครองประเทศนี้มาไม่ต่ำกว่า 60 ปีหลังจากระบอบราชาธิปไตยได้ล่มสลายลง ไม่ต้อง
การให้มาปกครองบริหารประเทศนี้อีกต่อไป

หางเลขนำเอาก้อนกรวดเม็ดทรายของพายุจากอียิปต์ ได้อ่อนตัวปลิวว่อนจนไปกระทบถึงประเทศเยเมน ไม่รุนแรง
มากนัก นักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนที่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ ก้าวลงจากตำแหน่ง ได้ปะทะกับกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุนรัฐบาล ณ กรุงซานา เมืองหลวงของประเทศเยเมน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบได้บุกเข้าจู่โจมกลุ่มผู้ ชุมนุมประท้วงที่เดินขบวนไปยัง
สถานทูตอียิปต์ประจำกรุงซานา พร้อมกับร้องตะโกนว่า "อาลีออกไป อาลีออกไป" และ "ที่ตูนิเซียก็ไปแล้ว, อียิปต์
จะเป็นรายต่อไป ส่วนเยเมนก็กำลังจะไปในอนาคต" อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะดังกล่าว

เยเมนที่ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกอาหรับ รวมทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากกลุ่มอัลเคด้า,
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ และกลุ่มกบฏในภาคเหนือ ก่อนจะหนีไม่พ้นจากกระแส "ปฏิวัติดอกมะลิ" ที่แพร่กระ
จายไปในหลายชาติอาหรับ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้นัดแนะที่จะออกมาร่วมกันเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อขับไล่ ประธานาธิบดี
ซาเลห์ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ โดยพวกเขาเรียกชื่อวันดังกล่าวว่า "วันแห่งความเดือดดาล"

เงียบสงบยามเมื่อย่างเขตหน้าหนาว แต่เสียงซุบซิบจากข้างสนามกอล์ฟกลางเมือง มาจากเด็กในสนามกอล์ฟ หึ่ง
กันทั่วสนามกอล์ฟ ได้ยินมาจากปากของอดีตกระบี่คุ้มครองรุ่นแรกของฤๅษีผมขาวแห่งบ้านมากเสา กลุ่มบูรพา
พยัคฆ์ อักษรย่อ ดอเอ๋ยดอเด็ก กำลังอุตริจุดไฟ สุมขอน ล้อมวงยังไงไฟก็จุดไม่ติดสักที เขาว่าจะมีการนำกำลังแสนยานุภาพออกมาแสดงโชว์ให้เด็กๆได้ชม แต่ยังตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือกลัวคนเสื้อแดงจะออกมาต่อ
ต้าน อันหลังนี่สำคัญ ไม่ใครก็ใคร…ต้องหมดอนาคตแน่นอน…รู้มั้ยกำลังเล่นอยู่กับใคร

ที่มา http://www.oceansmile.com/Egypt/EpOld.html
และ
ที่มา http://www.readyholiday.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=28127&Ntype=4
และ
ที่มา http://www.mslion.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=345643&Ntype=6

สส. เพื่อไทยคนไหนอยากย้ายพรรค ก็น่าจะไปเลย เอาเสื้อแดงลงแทน

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



ตอนนี้มีข่าวว่าหากแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ จะมี สส. พรรคเพื่อไทยย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย 70คน หรืออะไรประมาณนี้แหละ ตัวเลขที่ฟังมาอาจเวอร์ไปหน่อย แต่ผมคิดว่าคงมีตัวเลขอยู่บ้าง อาจ 5-10 คน

นอกจากข่าวนี้แล้ว มีข่าวว่าตอนนี้ฝ่ายทหารเคลื่อนไหวในพื้นที่พอสมควร อาจมีการขู่เข็ญหรือสร้างสถานการณ์เพื่อให้ สส.พรรคเพื่อไทยย้ายพรรคนี่เป็นสองประเด็นที่ผมจับความได้ และพวกเราเสื้อแดงบางคนก็กังวลใจเรื่องนี้พอสมควร โดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย หรือคิดว่าสมัยหน้าระบบการเมืองอาจะกลับไปเป็นแบเดิมอีก

สำหรับผมเองแล้ว ผมไม่ค่อยได้วิตกกังวลกับประเด็นนี้เท่าไหร่นัก แต่ผมกลับรู้สึกตรงกันข้ามว่า หาก สส.ที่ไม่ภักดีต่อพรรคเพื่อไทยหรือขบวนการเสื้อแดง หรือฝากฝ่ายเราจริงๆ หากพวกนี้ย้ายไป ก็จะเป็นการดีมาก เพราะนี้คือ "โอกาสการปรับปรุงพรรคเพื่อไทย" ครั้งใหญ่ทีเดียว ชำระน้ำเก่าที่ท่านนายกฯทักษิณ จำต้องนำเลือดต่างๆ เข้ามาผสมตอนตั้งพรรคไทยรักไทย เพื่อให้สามารถเป็นพรรคใหญ่และตั้งรัฐบาลได้ นั่นเป็นความจำเป็นในช่วงก่อร่างสร้างตัว แต่ตอนนี้ฝ่ายประชาธิปไตย เสื้อแดงมีพลัง มีตัวตนพอสมควรแล้ว มีฐานที่มั่น ฐานคะแนนที่หนาแน่นพอสมควร โอกาสที่จะชำระพรรคเพื่อให้เป็นพรรคทางอุดมการณ์ของประชาชนรากหญ้า ก็มีมากขึ้น

หาก สส.พวกนี้ไม่ย้ายไป เราก็คงไล่พวกเขาไปไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำผิดอะไร โอกาสที่เราจะเอาคนใหม่ที่เป็นแกนนำเสื้อแดงไปลงแทนก็น้อยลง

ตอนนี้ ผมคิดว่า "ข้อสสมมุติฐาน" ทางการเมืองของผมที่ท่าทาย ต่อความเป็นความตายของการเมืองในอนาคต ชี้ว่าประเทศไทยได้พัฒนาไปแล้วหรือยัง หรือยังย่ำอยู่กับที่

ข้อสมมุติฐานของผมคือ "พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว คนเลือกพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคล" แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซนต์ แต่แนวโน้มเป็นเช่นนี้เกินกว่า 70-80 % แล้ว อาจมีบางพื้นที่ แถวๆ ภาคกลาง และภาคอีสานตอนล่างไม่กี่เขตเลือกตั้ง ที่ "ความนิยมเลือกตัวบุคคลยังมีกว่าการเลือกพรรค"

หากข้อสมมุติฐานนี้ไม่จริง การต่อสู้ที่ผ่านมาของเสื้อแดงในระยะเวลา 4 ปีนี้ ก็สูญเปล่า บาดเจ็บล้มตายไปก็กลายเป็นอากาศธาตุ เพราะหาก คนยังเลือกตัวบุคคล ระบบอุปถัมป์ท้องถิ่นมากกว่าเลือกระบบพรรค การเมืองไทยก็ย้อนกลับไปสู่ระบบก่อนปี 2540 พวกเนวิน สุวัฒน์ และกลุ่มต่างๆ ก็มีการต่อรองกันแบบรัฐบาลยุคอภิสิทธิ์นี้อีก

แสดงว่าคนไทยไม่พัฒนา ไม่เรียนรู้ เรายังก้าวหน้าไม่มากพอ

หากเป็นอย่างนี้เราก็ต้องทำใจครับ

แต่หากข้อสมมุติฐานของผมเป็นจริงคือ "คนมีการเรียนรู้" แบบที่ฝรั่งเรียกว่า Learning Curve พัฒนาลองผิดลองถูกและเมื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงแล้ว พวกเขาจะเปลี่ยพฤติกรรมไปอย่างถาวร ไม่ย้อนกลับไปสู่ความเคยชินเก่าๆ อีก
หากเป็นแบบนี้คือ คนเลือกพรรคมากกว่าเลือกบุคคล ตามข้อสมมุติฐานของผม การย้ายพรรคของ สส.เพื่อไทยกลุ่มนี้คือ จุดจบทางการเมืองของพวกเขา

ผมตั้งข้อสมมุติฐานนี้มา 4 ปีแล้ว ตัวอย่างชัดเจนมีตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่สองสามครั้งหลังนี้เราเห็นแนวโน้มชัดเจนว่าคนเลือกพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคล

วิกฤติการณ์การเมือง 4 ปี ผ่านมาที่เสื้อแดงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การชุมนุมแต่ละครั้งมีคนเข้าร่วมหลายแสนคน และการเมืองไทยแบ่งเป็นระบบสี คือ สีแดงกับสีเหลือง ซึ่งหากมองแบบหยาบๆ คือ คนไทยแตกแยก แบ่งออกเป็นสีเป็นพวก แต่หากมองแบบนักวิเคราะห์ทางการเมือง คำว่าสีในการเมืองไทยขณะนี้คือ ตัวแทนของอุดมการณ์ทางการเมือง เรียกว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง อนุรักษ์นิยม (สีเหลือง) กับ พวกก้าวหน้า (Progressive) คือ สีแดง (ลิเบอรัล+โซเชียลลิสต์)

พลังทั้งสองกระแสนี้บ่งบอกได้ว่าคนเลือกข้าง และมันจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สี่ปีมานี้ความขัดแย้ง การเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือที่เรียกกันว่า mobilized ทำให้กระแสอุดมการณ์ต่างๆ ถูกกระตุ้นและคนเรียนรู้แบบเข็มข้น ถึงเจ็บถึงตาย สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากสมมุติฐานข้อนี้เป็นจริง พวกที่ย้ายพรรคไปภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นๆ ก็จบอนาคตทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีพื้นที่ว่างให้กับพวก ทางเลือกที่สาม หรือพวกไม่มีสี มากนัก การประกาศว่า ไม่เลือกข้าง ก็คือประกาศว่าไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง นั้นผมว่าเป็นเรื่องตลก เพราะถึงเวลาเลือกตั้ง ก็ต้องตัดสินใจว่าเลือกอนุรักษ์นิยม หรื ก้าวหน้า และผมฟันธงว่าพวกกระแดะที่บอกว่าไม่เลือกข้างคือพวกอนุรักษ์นิยม เขาไม่เอาเสื้อแดง และ พธม. เท่านั้น แต่เขาเอาประชาธิปัตย์ ซึ่งตามที่ผมกล่าวมาคือ พวกอนุรักษ์นิยมนั้นเอง

การย้ายพรรคของ สส.เพื่อไทย หากจะมีขึ้น นี่คือโอกาสที่จะปรับปรุงพรรคอย่างขนานใหญ่เลยทีเดียว ผมว่าท่านนายกฯทักษิณ ก็น่าจะรับรู้ถึงอารมณ์และกระแสนี้แล้ว การต่อสู้ทางการเมืองยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นการถือโอกาสนี้ปรับปรุงพรรค จัดพื้นที่ให้แกนนำเสื้อแดงพื้นที่ต่างๆ เข้าไปเป็นผู้แทนในการลงเลือกตั้ง ผมว่านี่คือ ประสานพรรคเข้ากับคนเสื้อแดงอย่างดีที่สุด และแกนนำเสื้อแดงที่เข้าไป ไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีเงิน แบบเงื่อนไขหลักของการเมืองก่อนปี 2540 มากนัก ขอแค่ทำงานในพื้นที่อย่างเข็มแข็งและคนเสื้อแดงในพื้นที่เขาเลือกขึ้นมา ก็เป็นต้วแทนพรรคได้

เรื่องทุนนั้นผมว่าท่านายกฯ ทักษิณ ไปอยู่ในตลาดทุนระดับโลก คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่อย่างใด และเมื่อมีกระแสอยู่ การใช้เงินก็ลดลงไปมาก เพียงแต่สร้างเครือข่ายการจัดตั้ง สร้างระบบคัดเลือกตัวแทนในระดับเขตต่างๆ ให้เขาเรียนรู้ เช่น ส่งลง อบต./อบจ. สำหรับคนที่มีบทบาทในท้องถิ่น สำหรับคนที่มีบทมากขึ้น ก็ส่งลงระดับ สส.

นี่คือ โอกาสในวิกฤติที่จะพัฒนาระบบการเมืองไทยในอนาคตมากกว่ามองสั้นๆ

ผมแนะนำให้ สส. เพื่อไทยที่อยากย้ายพรรค รีบ ๆ ไปเลยนะครับ อย่าหาว่าไล่เลย ไม่ได้เสียดายเลยครับ

Re:

ผมลืมเขียนอีกประเด็นหนึ่งนะครับ คือ ข่าวที่ว่ามีการเคลื่อนไหวในวงการทหาร ในพื้นที่ต่างๆ

คือ มันสอดคล้องกับประเด็นแรกครับ คือ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ต้องการดึงการเมืองไทยกลับไป "ปักหมุดไว้แบบก่อนปี 2540" หรือเราอาจจะเรียกว่า การเมืองระบบเครือข่ายก็ได้ครับ มีเครือข่ายตั้งแต่อำนาจระดับบน ผ่านพวก "คนชั้นสูงต่างๆ"และพวก พล.อ.เปรม อะไรพวกนี้ เข้าไปสร้างเครือข่ายเพื่อควบคุมระบบสังคมไว้แบบที่เราเห็นก่อนปี 2540 สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือ "ระบบการเมืองแบบหลายพรรค" แต่ละพรรคไม่มีอุดมการณ์อะไร คือ คนเลือก สส.ตามความนิยมส่วนตัว แล้ว สส.ก็ไปรวมกันตั้งพรรค สร้างเครือข่ายล็อบบี้ การต่อรองระดับชาติ ซึ่งระบบแบบนี้พวกคนชั้นนำ จะทำหน้าที่เป็นล็อบบี้ยิสต์ ได้อย่างดี และอำนาจจะไปรวมศูนย์กับโครงสร้างอำนาจเดิม

การเคลื่อนไหวของทหาร ก็เพื่อดึงระบบกลับไปสู่ระบบนี้แหละครับ คือเขาคิดว่าหากทำลายพรรคเพื่อไทยได้ ระบบแบบ เนวิน บรรหาร สุวัฒน์ พวกเขาสามารถควบคุมได้มากกว่า

แต่การเข้าไปของทหารในพื้นที่ หรือพวกคนชั้นนำ เขาก็ต้องมี "อุดมการณ์" ทางการเมืองเข้าไปขายกับชาวบ้าน

ผมไม่คิดว่า "ทหารที่เข้าไปตอนนี้ "จะมีสินค้าอะไรไปขายนะครับ นอกจากสินค้าเก่า ที่ชาวบ้านหน้าเบ้กันแล้ว ประเภทยกยอตัวบุคคลแบบเทพเจ้าอะไรนี่ มันเป็นสินค้า หรืออุดมการณ์ที่ขายไม่ได้ในศตวรรษที่ 21 นี้แล้ว

พวกเขายังดื้อรั้นที่จะขายสินค้าตัวเดิม ในราคาที่สูงลิ่วอยู่อีก ทั้งๆ ที่คนชนบทเขาก็หูตาสว่างกันแทบหมดแล้ว
พวกที่ยังนิยมอยู่ ก็เอามาอวดบ้านข้างๆ ไม่ได้แล้วว่า ชั้นชอบสินค้ายี่ห้อนี้ ชั้นใช้อยู่ คนฟังก็จะหน้าเบ้ มองดูเหยียดๆ ว่ายังโง่เขลาอยู่ ผมว่าพวกชอบสินค้าแบบนี้ ไม่กล้าโชว์เท่าไหร่แล้ว เพราะมันบอกถึงรสนิยมที่ล้าหลัง

ดังนั้น ผมจึงไม่คิดว่าการเข้าไปของทหารจะมีพลังเพียงพอเหมือนกับช่วงก่อนปี 2520 ยุคการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์

อย่างมากพวกนี้ก็คงโกงเลือกตั้ง แต่ทำแบบนั้นวิกฤติก็ยิ่งถลำลึกไปสู่จุดจบมากยิ่งขึ้น

และผมไม่กลัวเลยที่พวกเขาจะทำ เพราะการต่อสู้มันจะไปถึงจุดสุดท้ายเรือยๆ

หากเอาชนะทางอุดมการณ์ไม่ได้ พวกอำมาตย์ไม่มีทางชนะในสงครามนี้

อยากทำรัฐประหาร หรืออยากได้ปฏิวัติโดยประชาชน

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla




ขอบคุณภาพจากสำนักข่าวต่างประเทศ

ร่ำร่ำเสียงเจือยแจ้ว......สุกงอมแล้วประชาชาติ
ครอบงำทำอุบาทว์.......แถมเติมวาดมาใส่ไคล้

งึมงำคำสมอ้าง..........ส่องสว่างทางสดใส
บัดซบกลบเรื่องใด.......ที่แท้ใจดั่งไฟลน

แดงเถือกเลือกสงบ........ฤาท้ารบกลบเหตุผล
ดอกไม้หรือเลือดคน.......คิดวกวนตรองอีกที

เคียดแค้นแน่นหัวอก.......ดั่งนรกครอบใจนี้
ปากลั่นตรียมย่ำยี..........ทุกข์ทวีเติมประชา

แผ่นดินลุกเป็นไฟ..........ประสงค์ใดใครเสาะหา
คราบเลือดปนน้ำตา.......เตรียมสั่งฆ่ากันอีกคราว

ปฏิวัติประชาชน...........คือเหตุผลอันปวดร้าว
เจ็บแค้นแน่นระนาว......ไม่ยืนยาวกระชับมัน

สะสางเส้นทางมืด........ให้สุขยืดสมดั่งฝัน
ก้มหน้าร่วมฝ่าฟัน.........ปฏิวัติมัน..เถิด..ประชาชน

๓ บลา / ๓๐ ม.ค.๕๔

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 11:24:57 AM โดย blablabla » บันทึกการเข้า

คนดีที่เห็นแก่ตัว คือคนชั่วของแผ่นดิน

เบื้องหลัง ข่าวลือ รัฐประหาร... สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา thaifreenews

โดย namome



(1) จตุพร ได้ข่าวมาจากทางที่เรียกกันว่า "ทหารแตงโม"

(2) ที่ผมได้ยินมา (ไม่ใช่จากเสื้อแดง) คือ มี "คนบางกลุ่ม" ในแวดวงใกล้ชิดราชสำนัก มีความคิดว่า ต้องการจะใช้วิธีรัฐประหาร มาแก้ปัญหาความลำบากทีจะเกิดในหมู่คนระดับสูง อันเนื่องมาจาก "ปัญหาที่รู้ๆกันอยู่" (ดูวิกิลีกส์ ฉบับ 25 มกราคม 2553 เป็นต้น) และปัญหาทักษิณ...-เสื้อ แดง (ซึงมีความเกี่ยวข้องกับ "ปัญหาทีรู้ๆกันอยู่") คนกลุ่มดังกล่าว ผลักดันให้พันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อสร้างสถานการณ์รัฐประหาร (สถานการณ์วิกฤติที่รัฐบาลถูกมองว่าไม่สามารถจัดการได้ด้วยวิธีปกติ) การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการ "สร้างราคา" ให้ตัวเอง หรือตกกระไดพลอยโจน จากกรณีวีระ สมความคิด แต่เป็นเรื่องการพยายามสร้างสถานการณ์

ผมไม่สามารถยืนยันความแน่นอนของ (2) ได้ ส่วน (1) คงต้องถามจตุพร (1 กับ 2 อาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน)

ต่อไปนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผม

- ต่อให้สมมุติ (ย้ำ สมมุติ) ว่า ข่าวเหล่านี้เป็นความจริง รัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ ก็จะต้องมีสถานการณ์แวดล้อมในลัษณะ ที่แหลมคมตึงเครียดมากๆ (ระดับ ขายชินคอร์ปให้เทมาเส็กในปี 2549) ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่า จะมีการสร้างสถานการณ์ในระดับดังกล่าวได้อย่างไร ที่พอนึกออก เช่น การปะทะระหว่างไทย กับกัมพูชา ในลักษณะที่ทหารไทยเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นต้น แต่อันตรายนี้ ในขณะนี้ ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ

สรุปแล้ว ผมยังมองว่า ต่อให้สมมุติ (ย้ำ สมมุติ) ว่า ข่าวความต้องการสร้างสถานการณ์รัฐประหารเป็นความจริง ในขณะนี้ ก็ยังไม่เห็นหนทางจะสร้างสถานการณ์นั้นขึั้นได้

- ผมยังเชื่อว่า เส้นทางเลือกตั้ง - ซึ่งผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะทำคะแนนได้ในระดับที่ไม่ห่างจาก เพื่อไทย คือจะแพ้ เพื่อไทย ไม่มาก หรือมีความเป็นไปได้ที่อาจจะ (ย้ำ อาจจะ) ชนะ เพื่อไทย ด้วยซ้ำ - ยังเป็นเส้นทางที่ "ชนชั้นปกครอง" ส่วนใหญ่ที่สุด สนับสนุน (หลายคนอาจจะไม่ตระหนักว่า คะแนนเสียงเลือกพรรค ในปี 2550 ระหว่าง ประชาธิปัตย์ กับ พลังประชาชน ใกล้เคียงกันมาก ส.ส.สัดส่วนของประชาธิปัตย์ น้อยกว่า พลังประชาชน เพียงคนเดียว) เพราะจะสร้าง "ความชอบธรรม" ได้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ (ซึ่งหลังเลือกตั้ง จะเป็น รัฐบาลอภิสิทธิ์ ค่อนข้างแน่ ต่อให้ เพื่อไทย มีเสียงมากกว่า ประชาธิปัตย์ เล็กน้อยก็ตาม) "เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง"

- แต่ค่อนข้างแน่นอนว่า การเลือกตั้ง ก็จะไม่แก้ "ปัญหาที่รู้ๆกันอยู่" และปัญหาทักษิณ-เสื้อแดง ที่เกี่ยวข้องกันได้ และดังนั้น "ที่มา" ของความรู้สึกของคนบางกลุ่มที่ต้องการใช้วิธีรัฐประหารมาแก้ปัญหาดังกล่าว ก็จะยังคงมีอยู่

http://www.facebook.com/home.php?#!/photo.php?fbid=151171871602767&set=a.137616112958343.44289.100001298657012&comments

Re:

ได้รับข่าวจากตำรวจมะเขือเทศเดี๋ยวนี้เองว่า มีการวางแผนปฏิวัติแน่นอน เหตุผลคือข้อ 2 ของ อ. และ พธม.ออกมาเพื่อสร้างเรื่องปูทางให้ยึดอำนาจนั่นแหละ

อุ๋ย-ชี้หลงทาง! ห่วงดอกเบี้ย-ก็เจ๊ง

ที่มา บางกอกทูเดย์





ธนาคารโลกฉีกหน้า'มาร์ค'
'กรณ์'ร้องจ๊ากหน้าแตกยับ!!
ราคาคุย กับของจริง มักจะเป็นเรื่องที่สวนทางกันเสมอ โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง

อย่างเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ต้องการที่จะใช้เป้นหนึ่งในหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป้นผู้นำทีมถล่มว่า เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่ตามประสารัฐบาล ก็จะเป็นที่จะต้องตีปี๊บเอาไว้ก่อนว่าเศรษฐกิจดี รัฐบาลแก้ไขปัญหาสำเร็จ

ซึ่งในแง่ของการเมืองระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาล ก็หนีไม่พ้นต้องหาข้อมูลเหตุผลมาหักล้างกันว่าใครผิดใครถูก

นอกจากจะกระทบเครดิตทางการเมืองกันแล้ว ยังถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการเมืองด้วย เพราะหากมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล แล้วไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติและประชาชนดีขึ้นมาได้ ก็ป่วยการที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป

งานนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จึงต้องพยายามประโคมสุดฤทธิ์ว่าเศรษฐกิจดี

ดังนั้นการที่เจอ ธนาคารโลก แถลงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปี 54 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้น จากกรุงวอชิงตัน ดีซี. แล้วมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2554 นี้ จะขยายตัวแค่ 3.2%

ลดลงจากปีที่แล้ว 2553 ที่ขยายตัวได้ 7.5%

ที่สำคัญยังระบุด้วยว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในภูมิภาคเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็จ๊ากในทันที... อุตส่าห์สร้างประติมากรรมน้ำลายเอาไว้เยอะ ธนาคารโลกมาทำแบบนี้ได้อย่างไร?

เนื่องจากตรงนี้ในทางการเมืองแล้วไม่เพียงเป็นการฉุดภาพลักษณ์ของรัฐบาล แต่ยังทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ สั่นไหวมากขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ด้วย

เพราะต้องไม่ลืมว่า ตลอดมาที่รัฐบาลพยายามบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังคงดีอยู่นั้น ภาคธุรกิจไทย ผู้ประกอบการธุรกิจ ล้วนรู้อยู่แก่ใจว่าเศรษฐกิจดีจริงหรือไม่

ที่บอกว่า “รวยกระจุก จนกระจาย”นั้น เป็นการโจมตีทางการเมือง หรือว่าเป็นข้อเท็จจริง!!!

ตรงนี้แหละที่ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สะเทือนไปไม่น้อยกับมุมมองของธนาคารโลก

ที่สำคัญธนาคารโลกนั้นไม่ได้ซี้ซั้วทำนาย หรือไม่ได้วิเคราะห์เข้าข้างใคร แต่เป็นการวิเคราะห์ตามเหตุผลและปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์โดยตรง ซึ่งนายเฟรดเดอริโก จิล ซานเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงจากปีก่อนมาก เนื่องจากส่วนหนึ่งฐานการเติบโตปีที่แล้วเป็นตัวเลขที่สูง

และส่วนหนึ่งไทยยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและกระทบต่อการท่องเที่ยวที่จะมาไทย

ปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยง หากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ความต้องการการใช้เงินของคนในประเทศขยายตัวได้น้อยกว่า แต่ก็เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถควบคุมระดับเงินเฟ้อได้

นอกจากนี้การเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อประเทศ แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีเหตุรุนแรงในปีนี้

สำหรับเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะเติบโตได้ 3.3 % ชะลอตัวจากปีก่อนที่ระดับ 3.9% และระดับรายได้ของประชากรในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงไทยด้วยนั้น จะเข้าสู่ภาวะปกติ หากไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำ

ส่วนประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างยุโรป ยังเสี่ยงต่อภาระหนี้สินครัวเรือน และการว่างงานสูง ส่วนประเทศกำลังพัฒนา 9 ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยยังเสี่ยงในเรื่องมีเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นอย่างฉับพลัน เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่

เหตุผลชัด แต่เมื่อจี้ใจดำกันเกินไป รัฐบาลจะทนรับได้อย่างไร

จะแก้ต่างเองก็เชื่อว่าไม่สามารถที่จะเทียบน้ำหนักกับธนาคารโลกได้ แถมคนส่วนใหญ่ก็ต้องมองว่า แน่นอนยังไงก็ต้องแก้ตัวอยู่แล้ว เพราะขืนไม่แก้ตัว คะแนนนิยมก้จะมีปัญหา ยิ่งปีนี้จะต้องมีการเลือกตั้งด้วย จะให้ใครมาฉุดคะแนนไม่ได้

จึงต้องให้เป็นหน้าที่ของนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เป็นผู้ออกมาอุ้มรัฐบาลว่า ธนาคารโลก จะมองอย่างไรก็ตาม แต่ทาง ธปท.ยังมองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวที่ 3-5% และมีโอกาสสูงที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะค่อนมาที่ 4% ด้วยซ้ำ

แต่ก็ยอมรับว่ายังคงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีด้วยเหมือนกัน

และไม่ว่าอย่างไรก็อดเตือนรัฐบาลไม่ได้ว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น

“นโยบายประชาวิวัฒน์ 9 ข้อของรัฐบาลคงจะไม่มีผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีผลต่อการบริโภคน้อยมากเพราะในแง่ของเม็ดเงินงบประมาณโครงการนี้อยู่ที่ประมาณ 5-9 พันล้านบาท ก็ไม่ได้มากอะไร ขณะเดียวกัน ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในกรอบที่วางไว้ที่ 2-3% ในปีนี้”ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าว

แน่นอนว่าภาคธุรกิจจะต้องเข้าใจว่า บรรยากาศการเมืองเช่นนี้ แบงก์ชาติจะสามารถทำอะไรได้อิสระแค่ไหน

เพราะในมุมมองของภาคธุรกิจ ยังคงรู้สึกว่าแม้จะดูเหมือนว่าปัจจัยการลงทุนภาคเอกชนดูเหมือนจะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจะปรับตัวดีขึ้น แต่หากดูที่ค่าดัชนีซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 แสดงให้เห็นว่าการลงทุนภาคเอกชนยังคงอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ

ขณะที่ปัจจัยการส่งออก แม้ค่าดัชนีจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการส่งออกยังคงอยู่ในสถานะที่ดี แต่เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกลับมีทิศทางที่ลดลง เรียกว่ายังไงก็ยังเป็นจุดที่ต้องระวังอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีอีก 6 ปัจจัยที่จะส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 1.ราคาน้ำมัน 2.ปัจจัยด้านการเมือง 3.อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 4.วิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรป 5.อัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ และ6. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท

ที่สำคัญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้มีการออกมาให้แง่คิดเตือนสติว่า ให้ระวังภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาราคาสูงขึ้น แต่การแก้ปัญหาควรจะใช้มาตรการที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหยุดยั้งด้วยการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันที่เข้มงวดขึ้น

และที่น่าห่วงคือ กลัวว่านักทฤษฎีบางคนที่นั่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะใช้นโยบายดอกเบี้ย

ปัญหาที่ต้องคิด คือ การขยายตัวปีนี้อาจต่ำกว่าปี 2553 ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปก็ยังไม่ฟื้นตัว แล้วทำไม ธปท.ต้องห่วงเงินเฟ้อมากในเมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้พุ่งแรง ซึ่งการจะไปใช้นโยบายดอกเบี้ยจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“ถ้า ธปท.เป็นห่วงว่าเงินเฟ้อจะหลุดกรอบเป้าหมายก็ควรเปลี่ยนกรอบหมายเงินเฟ้อเป็น 2-4.5% จากปัจจุบันที่ใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 0.5-3% ซึ่งระดับที่ 4.5% ยังถือว่าเป็นเงินเฟ้ออ่อนๆ จะไปแก้ดอกเบี้ยติดลบทำไม ในเมื่อเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหา และหากดูสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นก็มาจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและราคาพืชผลที่ผลต่อเงินเฟ้อประมาณ 2-3%”

และอีกคนที่พูดตรงก็คือ นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหน ถ้าทำให้เศรษฐกิจโตไม่ถึง 5% ถือว่าฝีมือไม่ถึง

พร้อมกับเตือนว่าอย่าใช้นโยบายมหภาคไปรับใช้นโยบายบางอย่างที่ต้องไม่เป็นนักปฏิบัติการประชานิยม หากยังคิดถึงแต่เรื่องนี้จะเลิกยาก และจะถลำลึก... ที่สุดรัฐบาลจะกลายเป็นกรมประชานุเคราะห์ยักษ์

ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานต้องระวังเพราะจะพุ่งสูงขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้แก้ปัญหา แต่นโยบายที่จะแก้ปัญหาได้ รัฐบาลคงต้องหาทางเพิ่มผลผลิต ซึ่งประเด็นที่ต้องระวังให้มาก คือ นโยบายมหภาคติดคุกประชานิยม เลิกยากและจะกลายเป็นตัวแปรทางการเมือง เกิดวัฒนธรรมร้องขอ

เช่นเดียวกับนายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐบาลอย่าไปทำเรื่องจิ๊บจ๊อยประเภทไข่ไก่ น้ำมัน ต้องไปทำที่โครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวที่ 3.5-4.5%

และมองว่ารัฐบาลควรจะเลิกอุดหนุนราคาพลังงาน แม้จะเสียคะแนนนิยมไปบ้าง ไม่อย่างนั้นประเทศจะไปไม่รอด

เจอบรรดานักวิชาการ และเจอข้อมูลจริงแบบนี้ รัฐบาลก็สะเทือนไปไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งภาวะแบบนี้หากโดนชำแหละไม่ไว้วางใจในเรื่องเศรษฐกิจ ก็น่าห่วงว่าภาพลักษณ์ของทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จะเหลืออยู่แค่ไหน

แบบนี้ระวัง “มาร์ค” จะเสียท่า “มิ่ง”ในทางการเมืองก็รอบนี้แหละ

แก๊ส-กระสุนยาง ผบ.ตร.ฮึ่ม ขู่พธม.บุกทำเนียบ

ที่มา ข่าวสด

'เทือก'ยื่นศาล ให้สั่งเลิกม็อบ 'ธิดา'ย้ำไม่ร่วม ชายแดนเครียด เขมรเคลื่อนทัพ




พร้อม- พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมแถวตร.ปราบจลาจลที่อารักขาทำเนียบ ทั้งสาธิตวิธีมัดแขนผู้ก่อจลาจล โดยผบ.ตร.ประกาศให้ตร.ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางได้ทันที หากม็อบพันธมิตรฯบุกทำเนียบ

'จำลอง' กร้าวใส่รัฐบาลอย่าคิดขอคืนพื้นที่การชุมนุม ลั่นถ้าอยากจะไล่ให้ไปไล่เขมรแทน 'ธิดา' ย้ำไม่มีทางที่เสื้อแดงจะไปร่วมขบวนกับกลุ่มพันธมิตร เพราะคน ละแนวทางกัน ยกเว้นในอนาคตพันธมิตรจะเป็นนักปชต.แบบคนเสื้อแดง 'เทพไท' ชี้เหลืองกับแดงผนึกกำลังกันไม่ได้ เพราะเป็นน้ำกับน้ำมัน ด่าศิษย์เก่าปชป. ที่ไปร่วมไล่มาร์ค ให้คิดถึงบุญคุณกันบ้าง เผยเช็กข่าววงในแล้ว มั่นใจไม่มีปฏิวัติ 'มาร์ค' ให้สัมภาษณ์สื่อนอก ยอมรับสัมพันธ์ไทย-เขมรมีปัญหา "เสธ.อ้าย" ประธานมูลนิธิเตรียมทหารฯ ฟันธง มีปฏิวัติแน่นอน ผบ.ตร.สั่งเตรียมพร้อมบุกทำเนียบเมื่อไหร่จับเมื่อนั้น

พันธมิตรชุมนุมบางตา

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยา กาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก ว่า บรรยากาศในช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็ยังคงปักหลักอยู่ภายในเต็นท์ของตัวเองหลายร้อยคนอย่างสงบ บางรายก็มานั่งตัดผมอยู่ในเต็นท์กองทัพธรรม ส่วนบนเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสะพานก็เป็นการจัดรายการข่าวเช้า มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติภารกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีการช่วยเหลือ 7 คนไทย ที่ถูกจับกุมในประเทศกัมพูชา มีผู้ชุมนุมนั่งฟังหน้าเวทีบางตา ส่วนใหญ่จะทยอยมาร่วมชุมนุมในช่วงเย็นเพื่อฟังแกนนำพันธมิตรปราศรัย นอกจากนี้ เป็นการสลับจัดรายการธรรมะของกลุ่มสันติอโศก ส่วนการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณทำ เนียบรัฐบาล มีกำลังตำรวจปราบจลาจลหลายร้อยนาย พร้อมโล่ กระบอง เข้ามาประจำการอยู่โดยรอบทำเนียบทั้งภายในและภายนอก เพื่อป้องกันผู้ชุมนุมบุกเข้ามายึดเหมือนครั้งที่ผ่านมา

แกนนำเปิดแถลง-จวก'มาร์ค'เละ

จากนั้นเวลา 10.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชา ธิปไตย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ และนายประพันธ์ คูณมี ตั้งโต๊ะแถลงข่าวบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยนายปานเทพ แถลงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับประเทศกัมพูชากรณีเขตแดน และปลดธงชาติกัมพูชาบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องมาแล้ว 2 วัน แต่ยังไม่มีการดำเนินการ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แสดงความรับผิดชอบ หากในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ศาลกัมพูชาพิพากษาลงโทษนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ทั้งที่เรามีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าคนไทย 7 คน ถูกจับกุมในพื้นที่ประเทศไทย

'จำลอง'กร้าว-อย่าหวังสลายม็อบ

นายปานเทพกล่าวต่อว่า การที่ทางการกัมพูชาไม่ยอมนำธงชาติของกัมพูชาลงจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ว่ามีนัยสำคัญคือ เป็นการทำให้แผนที่มาตรา 1:200,000 ที่กัมพูชายึดถืออยู่ ครบสมบูรณ์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะต้องรับผิดชอบและระบุมาให้ชัดเจนว่าจะใช้เวลากี่วันในการแก้ปัญหา ในเรื่องนี้ และขณะนี้เหลือเวลาอีก 4 วันในการตัดสินคดีของนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ หากมีอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม การที่พันธมิตรฯ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยู 2543 เพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มกำลัง โดยใช้วิธีการทางทหารผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ พร้อมยืนยันการชุมนุมครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลปกป้องดินแดน ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง

ด้านพล.ต.จำลอง กล่าวเสริมว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลประกาศจะขอคืนพื้นที่จากกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อให้การจราจรผ่านไปมาได้สะดวกนั้น ขอให้รัฐบาลเลิกความคิดนี้เสีย และก็ไม่ต้องกังวลว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะบุกยึดทำเนียบหรือไม่ ขอยืนยันตามเดิมว่าการยกเลิก MOU 43 เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพทางทหารของไทย

'จตุพร'อย่าบล็อกแดงร่วมเหลือง

วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. บริเวรหน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ นำโดยนายทศพล แก้วทิมา ม.ล.วัลวิภา จรูญโรจน์ นายโชคพิสิฐ วรพัฒนชัย และนางมาลีรัฏฐ์ เอี้ยวสกุล แกนนำกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เรียกร้องให้คนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงมาร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล โดยนายทศพล แถลงยืน ยันว่า เป็นเพียงความคิดของนายไชยวัฒน์คนเดียว ไม่ได้เป็นของมติกรรมการเครือข่ายฯ แต่เครือข่ายฯ ก็เห็นด้วยกับแนวคิดของนายไชยวัฒน์ และเห็นว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ รองประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นั้น ไม่มีสิทธิที่จะมาบล็อกไม่ให้คนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลกับคนเสื้อเหลือง เพราะนายจตุพร ไม่ได้เป็นเจ้าของมวลชนเสื้อแดง หรือเป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว ยังมีแนวร่วมคนเสื้อแดงหลายคนที่มีความคิดอยากอภิวัฒน์ประเทศ เช่นเดียวกับพวกเรา ดังนั้น คนเสื้อแดงมีสิทธิที่จะคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง

นายทศพลกล่าวต่อว่า ในส่วนความเคลื่อน ไหวของกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติหลังจากนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะมีการประชุมกรรมการบริหารเครือข่ายทั้งหมด เพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว และการช่วยเหลือนายวีระ สมความคิด ในกรณีการขอประกันตัวให้ออกมาจากเรือนจำกัมพูชาโดยเร็ว เพราะขณะนี้เราเกิดความไม่มั่นใจว่านายวีระจะมีความปลอดภัยอีกหรือไม่ เนื่องจากมีความพยายามสกัดขัดขวางจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายของเครือข่ายฯ เข้าไปหาหลักฐานเพิ่มในจุดที่นายวีระ ถูกจับ และไม่ให้เข้าเยี่ยมนายวีระ เป็นครั้งสอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้จัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเอกสารให้ตามความเหมาะสมแล้ว

ตร.ซ้อมรับมือเหลืองบุกทำเนียบ

จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รอง ผบช.น. เดินทางมาตรวจเยี่ยมกำลังพลที่มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งสั่งให้มีการฝึกซ้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินหากมีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้ามายึดทำเนียบ โดยการฝึกดังกล่าวได้ใช้พื้นที่บริเวณหน้าประตู 1 มีกำลังปจ.กว่า 500 นาย พร้อมโล่ กระบอง มารับการฝึกในครั้งนี้ ขณะเดียวกับบริเวณหัวมุมทำเนียบ ด้านถนนพิษณุโลก ก็มีกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ต่างพากันตกใจที่เห็นกำลังตำรวจตั้งแถวอยู่จำนวนมาก โดยได้ช่วยกันยกหลักเขต 47 จำลองที่สร้างขึ้นมาเอง นำมาตั้งอยู่กลางสะพานด้านถนนพิษณุโลก และยืนสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่มีเหตุ การณ์รุนแรงเกิดขึ้น ใช้เวลาซ้อมประมาณ 20 นาที จึงเสร็จสิ้น ด้านกลุ่มผู้ชุมนุมก็กลับไปยังที่ตั้งของตัวเอง

'ธิดา'ย้ำแดงกับเหลืองต่างกัน

ส่วนทางด้านท่าทีของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรณีถูกทาบทามให้ร่วมขับไล่รัฐบาล วันเดียว กันนี้ นางธิดา โตจิราการ แกนนำนปช. เปิดเผยว่า ยืนยันว่าตนหรือแกนนำเสื้อแดง ไม่เคยมีการพูดคุยกับแกนนำพันธมิตร หรือนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ใดๆ ทั้งสิ้น อาจเป็นไปได้แค่ว่านายไชยวัฒน์ไปเจอกับใครบางคนในเรือนจำ เรื่องที่จะไปชุมนุมหรือต่อสู้ร่วมกันต่างๆ กรณีนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มอื่นมีแนวทางเดียวกันกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เท่าที่ดูจากจุดยืนของพันธมิตรฯแล้ว ไม่น่าจะร่วมมือกันทางการเมืองได้กับคนเสื้อแดง เรียกว่ายังอยู่กันคนละขั้ว ยกเว้นก็แต่ในอนาคต พันธมิตรจะเป็นนักประชาธิปไตยเหมือนอย่างคนเสื้อแดง ถึงจะอาจเป็นไปได้ และขอปฏิเสธอีกครั้งว่าตนหรือแกนนำนปช. ไม่เคยหารือใดๆ กับฝ่ายพันธมิตร

'เทพไท'ไม่เชื่อแดงจะร่วมเหลือง

ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรี ธรรมราช ในฐานะโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติออกมาเคลื่อน ไหวขับไล่รัฐบาลว่า ไม่อยากจะให้กลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวหรือมีแนวความคิดในทางเดียวกัน มาสร้างความแตกแยกในหมู่กลุ่มผู้สนับสนุน การใช้วิธีการชุมนุมโดยการกดดัน ไม่มีประ โยชน์ใดๆ ที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ การใช้วิธีการพูดคุยทำความเข้าใจน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และการปฏิบัติต่อประเทศเพื่อนบ้านก็ควรจะใช้วิธีทางการทูต ดีกว่าการใช้กองกำลังไปกดดัน ถ้าหากเกิดสงครามขึ้นก็จะเป็นความสูญเสียของทั้งสองประเทศ

นายเทพไทกล่าวว่า การเรียกร้องของแกนนำผู้ชุมนุมให้ใช้ทหารกดดันประเทศกัมพูชา ขับไล่คนกัมพูชา ถือว่าเป็นการปฏิบัติการทางการทหาร ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะด้านกำลังทหาร ซึ่งถือเป็นหนทางสุดท้ายที่ประเทศไทยควรจะเลือก ในขณะนี้ยังมีช่องทางทางการทูตที่จะพูดคุยเจรจา โดยยึดเอาประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลักจะดีกว่า ส่วนที่แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติออกมาประกาศจะจับมือกับคนเสื้อแดงเพื่อขับไล่รัฐบาล ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะเชื่อว่ามวลชนของทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับ จุดยืนของทั้งสองกลุ่มต่างกันเหมือนน้ำกับน้ำมัน ที่ไม่สามารถผสมกันได้ แต่ที่แกนนำบางคนออกมาพูดเรื่องนี้ น่าจะเป็นการแสดงออกเพื่อความสะใจของตัวเองมากกว่า จึงอยากจะให้แกนนำพันธมิตรและคนไทยหัวใจรักชาติ ได้ใคร่ครวญไตร่ตรองให้ดี ว่าการเอาศัตรูมาเป็นมิตรและผลักมิตรให้เป็นศัตรู จะสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการต่อสู้ภาคประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่

เหน็บส.ส.เก่ายุม็อบเกลียดปชป.

ส่วนที่แกนนำหลายคนเคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์และออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์อย่างหนักนั้น นายเทพไทกล่าวว่า คนเหล่านั้นได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปก่อนหน้านี้ เพื่อไปเคลื่อนไหวในแนวทางการเมืองภาคประชาชน ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ กับพรรค การไปเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน อาจมีอิสระมากกว่าการเคลื่อนไหวกับพรรคการเมือง ซึ่งมีข้อบังคับและมติของพรรคควบคุมอยู่ แต่การออกไปของสมาชิกพรรคหลายคนที่ผ่านมา บางคนอาจจะเห็นด้วยหรือสนับสนุนแนวทางของพรรค แต่บางคนอาจจะขัดแย้งและมีพฤติกรรมทำลายพรรค ก็เป็นเรื่องของจิตสำนึกของแต่ละบุคคล ว่ามีความสำนึกในข้าวแดงแกงร้อนของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

นายเทพไทกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันการเมือง เปรียบเสมือนบ้าน อาจจะมีสมาชิกในบ้านออกจากบ้านไป โดยไม่ได้กลับมาปาบ้านหรือเผาบ้านตัวเอง หรือบางคนอาจจะออกไปแล้วมาทำลายล้างบ้านของตัวเอง เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องพิจารณาพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ ขณะนี้ในสภาผู้แทนราษฎรมีส.ส.จำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ที่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว และก็จากไป พรรคไม่รู้สึกไหวหวั่นใดๆ ดังนั้นสมาชิกพรรคกลุ่มนี้ที่ออกไปเคลื่อนไหว ก็อยากจะให้พูดถึงข้อเท็จจริงที่พาดพิงมายังพรรคหรือคนของพรรคมากกว่าการกล่าวโดยไม่มีเหตุผล เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือขึ้นบนเวทีปราศรัยพูดด้วยความมันปากหรือคึกคะนองก็ย่อมจะไม่มีผลกับตัวเอง เป็นการทำร้ายตัวเองมากกว่า

นปช.อย่ากุข่าวรัฐประหาร

นายเทพไทกล่าวถึงกรณีส.ส.เพื่อไทยและแกนนำกลุ่มนปช. ออกมาระบุว่าจะมีการทำรัฐ ประหาร ว่า อยากจะถามถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการกระพือข่าวดังกล่าว เพราะจะไม่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดทั้งสิ้น ถ้าหากมีการรัฐประหารจริงก็คงไม่มีข่าวคราวรั่วไหลออกมาถึงหูของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช.ว่าจะมีการปฏิวัติในวันที่ 10 ก.พ. ใช้เวลา 4 ชั่วโมง และใช้กำลังจำนวน 3,000 นาย ซึ่งล้วนแต่เป็นการพูดเองทั้งสิ้น ส่วนการที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุชื่อว่ามี พล.อ. (ด) เป็นผู้วางแผนรัฐประหาร น่าจะเป็นการใส่ร้ายให้สมอ้างตามที่ตัวเองปูกระแสการรัฐประหาร โดยพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ซึ่งเป็นเสนาธิการทหารบก ไม่น่าจะอยู่ในฐานะที่จะทำการรัฐประหารได้ และพล.อ.ดาว์พงษ์เป็นนายทหารประชาธิปไตยคนหนึ่ง การออกข่าวเป็น การดิสเครดิตพล.อ.ดาว์พงษ์มากกว่า เพราะคนเหล่านี้เจ็บแค้นกับการปฏิบัติหน้าที่ของพล.อ.ดาว์พงษ์ที่เป็นตัวหลักในการกระชับพื้นที่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ลั่นเช็กแล้วไม่มีปฏิวัติแน่นอน

นายเทพไทกล่าวว่า ถ้าตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบแล้วไม่มีเหตุผลใดที่จะนำมาเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ เพราะ 1.รัฐบาลเองก็ไม่มีจุดอ่อนในการบริหารประเทศ 2.ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพมีความแนบแน่นมากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล 3.ส่วนตัวในฐานะเป็นนักศึกษาวปรอ. และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับผู้บัญชาการกองพล 5 กองพลที่มีส่วนสำคัญกับการรัฐ ประหารทุกครั้ง ตรวจสอบไปยังเพื่อนร่วมรุ่นแล้วก็ยังไม่มีข้อมูลใดๆ หรือสัญญาณในการเคลื่อนไหว ดังนั้น ที่ส.ส.เพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้ส.ส.ทั้งหมดร่วมมือการต่อต้านการรัฐประหารนั้น ก็อยากจะให้ส.ส.เพื่อไทยกลับไปดูพฤติกรรมคนของตัวเอง ว่ากำลังสร้างเงื่อนไขให้มีการรัฐประหารหรือไม่

โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า ถ้าส.ส.เพื่อไทยและกลุ่มนปช. หยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อทำลายประทศ ก็จะเป็นการต่อต้านการรัฐประหารโดยปริยาย จึงไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องหาความร่วมมือจากส.ส.ทั้งหมดแต่ประการใด ขอให้คนที่ออกมาปูดข่าว หยุดสร้างกระแส เพราะพูดไปประชาชนก็เหม็นขี้ฟันเปล่าๆ ขอยืนยันว่า บ้านเมืองขณะนี้กำลังเดินไปด้วยดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้สูงถึง 7.8 เปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่ประมาณการเอาไว้ ถ้าหากยังมีการสร้างกระแสในลักษณะดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของประเทศ ก็ถือว่าเป็นการทำลายชาติบ้านเมืองทางอ้อม

'เสธ.อ้าย'ยันมีปฏิวัติแน่

วันเดียวกัน พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการศิษย์เก่า ร.ร.เตรียม ทหาร และประธานเตรียมทหารรุ่น 1 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "ลับลวงพราง" ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ ว่า คิดว่ามีแน่นอน ยืนยันว่ามีแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นวันที่เท่าใด หรือเมื่อใด เพราะความยุ่งวุ่นวายเกิดจากนักการเมือง เหมือนคนเป็นโรคไม่ผ่าตัดก็เรื้อรัง นักการเมืองหน้าเก่าๆ เรื่องเก่าๆ ทุจริต ข่มเหงรังแกข้าราชการและประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"ต้องรักษา ต้องผ่าตัด ปล่อยให้เรื้อรังไม่ได้ ต้องล้างไพ่ไปเลย แล้วทหารก็ต้องดูแลสักระยะ การปฏิวัติจำเป็นต้องทำ เพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ต้องห่วงว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เพราะการเมืองไม่มีถอยหลังหรือเดินหน้า การเมืองมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ แล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร ถ้าเป็นของชาติก็ดี เป็นของประชาชนก็ดี แต่ของตัวเองไม่ดี ดังนั้น เมื่อปฏิวัติแล้วจะต้องจัดให้เข้าระบบ เพื่อชาติและประชาชน" พล.อ.บุญเลิศกล่าว

มั่นใจทหารพาชาติพ้นวิกฤต

เมื่อถามว่า มั่นใจแค่ไหนหากผู้นำทหารชุดนี้จะก่อการปฏิวัติ พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า ดูรูปมวยแล้วน่าจะปฏิวัติแล้วไปต่อได้ โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ตนเองเชียร์ท่านอยู่ เพราะว่าสิ่งที่ตรงใจตนมากคือท่านออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเราเป็นทหารรักษาพระองค์ คนที่เป็นศิษย์เก่าเตรียมทหารต้องมีความจงรักภักดี แต่คนรอบข้างหรือคนที่เกี่ยวข้องอาจคิดไม่ดี และหรือไม่แสดงความจงรักภักดีและปกป้อง อย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะศิษย์เก่าเตรียมทหาร ก็ควรจะหันมาดูตัวเอง ว่าทำถูกต้องหรือไม่ เขาควรอยู่เฉยๆ รับรู้ความผิดพลาด แล้วมาเริ่มต้นใหม่ น่าจะยังไม่สาย แต่ถ้าคิดว่าตัวเองทำถูกต้องก็ทำต่อไป

แขวะ'ทักษิณ'ไม่จงรักภักดี

เมื่อถามว่า แนวคิดที่จะปลดพ.ต.ท.ทักษิณออกจากศิษย์เก่าเตรียมทหาร ตท.10 นั้น พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะตนต้องหารือคณะกรรมการทั้งหมดก่อน ตนรู้สึกผิดหวังกับพ.ต.ท.ทักษิณ รู้สึกผิดหวังกับอาการที่ตัวเขาและพวกเขาแสดงในทางที่ไม่จงรักภักดี สำหรับการปฏิวัติต้องมีคณะปฏิวัติ ไม่ใช่โดยแค่ 1-2 คน จะทำอะไรก็ต้องปรึกษาหารือกันทั้งคณะ ไม่ใช่ฟังแค่คนสองคน และต้องเห็นแก่บ้านเมืองเป็นหลัก อย่าเห็นแต่เรื่องส่วนตัว จะไปไม่รอด เพราะมีบทเรียนมาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพล.อ.บุญเลิศเป็นประธานมูลนิธิศิษย์เก่าร.ร.เตรียมทหาร เป็นประธานเตรียมทหาร รุ่น 1 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น อาทิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมน ตรี พล.อ.สำเภา ชูศรี อดีตผบ.สส. พล.อ.ธวัช เกษอังกูร อดีตปลัดกลาโหม พล.ร.อ.ทวีศักดิ์ โสมาภา อดีตผบ.ทร. พล.อ.วัธนชัย ฉาย เหมือนวงศ์ อดีตรองผบ.ทบ. เป็นต้น นอกจากนี้ พล.อ.บุญเลิศยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการราชตฤณมัยสมาคม และเคยร่วมปฏิวัติ วันที่ 26 มี.ค.2520 ที่นำโดย "เสธ.หลาด"พล.อ. ฉลาด หิรัญศิริ รอง ผบ.ทบ.ขณะนั้น

'ปู่ชัย'มั่นใจทหารไม่โง่ปฏิวัติ

ด้านนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าอาจจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร โดยพลเอก "ด" ว่า พรรคเพื่อไทยเป็นคนประโคมข่าว ก็มีแต่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค เพื่อไทย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน เท่านั้น คนอื่นไม่เห็นมีใครพูด ตนเชื่อว่าสถานการณ์วันนี้ทหารเขาไม่โง่ปฏิวัติกันแล้ว เรื่องอะไรเขาจะเหนื่อย เขาอยู่คุมรัฐบาลไม่ดีกว่าหรือ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสทางการเมือง มองว่าวันนี้หรือในอนาคตข้างหน้า ยังมีโอกาสที่จะเกิดปฏิวัติหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า จะวันไหนก็ไม่มีปฏิวัติ ถ้าเป็นยุคปัจจุบันนี้ เมื่อถามว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร หรือนปช. จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิวัติขึ้นหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า ไม่มี ตรงนี้เป็นเพียงการระบายอารมณ์ของ 2 ฝ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของตัวเอง ให้มีบทบาทสำคัญ ให้สังคมรับรู้

"พวกนี้อยากทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ขอความกรุณาว่าจะทำอะไรก็ขอให้เป็นเรื่องส่วนตัว อย่าทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจะดีที่สุด เพราะตอนนี้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าอยู่แล้ว" นายชัยกล่าว

'มาร์ค'รับไทยมีปัญหากับเขมร

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพี ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างการร่วมประชุม Word Economic Forum ถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้รัฐบาลยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก หรือ MOU ปี 2543 เพื่อยุติข้อขัดแย้งชายแดน ให้ถอนตัวออกจากการเป็นภาคีองค์การยูเนสโก และให้ผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ข้อพิพาท ว่า ยอมรับว่า ความสัมพันธ์กับกัมพูชายังคงน่าเป็นห่วง สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวิถีทางที่สงบ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเอาไว้ และต้องให้แน่ใจว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้คือการอธิบายให้กลุ่มพันธมิตรเข้าใจว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นวิธีที่ดี เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน แต่ตนก็จะเลือกวิธีที่ดีที่สุด ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

'พนิช'รุดแจงพธม.-ปรับข้อมูล

ด้านนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ว่า ทางพรรคไม่ได้ขอร้องให้ไปเจรจาอะไร แต่เป็นหน้าที่ของตนในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งคุณแซมดิน เลิศบุศย์ ก็เป็นคนในพื้นที่บึงกุ่ม และไปเผชิญชะตากรรมกันมา นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสไปคุยและกราบท่านโพธิรักษ์ อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่กัมพูชา และหวังว่าจะเอาจุดยืนของรัฐบาลไปอธิบายให้เข้าใจ ทำข้อ มูลให้ตรงกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังพบว่ากลุ่มพันธมิตรใช้ข้อมูลขัดกับรัฐบาลอยู่ และยืนยันว่าจะชุมนุมต่อ นายพนิชกล่าวว่า ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่สามารถทำได้ โดยในกลุ่มพันธมิตรเองก็มีอยู่หลายกลุ่มที่เป็นกลุ่มย่อยๆ ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับทุกกลุ่ม แต่ในแต่ละกลุ่มรัฐบาลสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ เช่น วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาในการประชุมกรรมาธิการวิสามัญ ที่ดูเรื่องบันทึก 3 ฉบับ ก็มีการตกผลึกชัดเจนว่าจุดยืนของคณะกรรมการคือไม่ยอมรับในแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งหากมีโอกาสก็จะทำความเข้าใจกับทุกกลุ่มเพื่อทำความเข้าใจ

"แน่นอนว่าไม่อยากให้มีการนำข้อมูลต่างๆ ซึ่งมีอีกหลายข้อมูลที่อาจยังไม่ตรงกันมาพูดคุยกันอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ หวังว่าจะมีการปรับข้อมูลให้ตรงกัน ไม่เชื่อว่ามีใครคิดจะขายชาติ เพราะทุกคนก็อยากปกป้องแผ่นดินไทย ปกป้องอธิปไตยของไทย แต่ข้อมูลบางเรื่องยังไม่ตรงกันเท่านั้น วันนี้ต้องเอาข้อมูลความจริงมาคุยกัน ตนก็มีหน้าที่ทำความเข้าใจในฐานะประชาชน ส.ส. กรรมาธิการวิสามัญ หรือในฐานะคนที่ไปในพื้นที่มา ได้สัมผัสกับสิ่งที่คนกัมพูชาคิด เช่น การยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งตนไม่เคยยอมรับและยืนยันว่าต้องใช้แผนที่ 1 ต่อ 5 หมื่น หรือกรณีเอ็มโอยูปี 2543 ก็ต้องคุยว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะปรับได้หรือไม่ หรือใช้แนวทางเจรจาเพื่อแก้ปัญหา อาจไม่จำเป็นต้องยกเลิก" นายพนิชกล่าว

ยอมรับเบรกม็อบไม่ได้

ต่อข้อถามว่า จะมีการข้อร้องให้ยุติการชุมนุมก่อนหรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า การขอคงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือทำความเข้าใจเอาข้อมูลและจุดยืนไปให้ดู การพูดคุยกันเป็นเรื่องสำคัญ การชุมนุมก็เป็นสิทธิ ถ้าไม่มีความรุนแรง และหากไม่ไปละเมิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมของใคร เพราะอาจไปกระทบรูปคดีของคนไทยที่ยังต้องช่วยเหลือกลับมา รัฐบาลยังต้องการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อเนื่อง

ต่อข้อถามว่า กังวลว่าประเด็นการโจมตีของกลุ่มพันธมิตรจะกระทบต่อคดีของนายวีระ นางราตรีหรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า ตนเป็นห่วงทั้งสองคน แต่การปราศรัยบนเวทีนั้นคงห้ามไม่ได้ แต่ไม่อยากให้กระทบต่อรูปคดี หรือความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะต้องยอมรับว่า สถานการณ์ของ 2 คนไทยต้องใช้การเจรจา จึงไม่อยากทำอะไรให้คดีนี้มีความสับสนหรือความยากขึ้น

ชี้มัวทะเลาะกันเขมรได้เปรียบ

"หลังจากการลงพื้นที่ยอมรับว่าต้องหาข้อยุติ มิฉะนั้นเรื่องก็จะไม่จบ ซึ่งต้องหาวิธีให้ใช้ข้อมูลที่มีพื้นฐานตรงกัน ซึ่งเชื่อว่าแต่ละฝ่ายก็มีข้อมูลอยู่ อาจยังไม่ตรงกันบางจุด แต่ควรนำมาหารือพูดคุยกัน เพราะวันนี้หากเรามัวแต่พูดโจมตีกัน ทางกัมพูชาก็เอาข้อมูลที่เรามีอยู่ไปใช้ต่อสู้ในเวทีอื่นๆ ขณะนี้ควรก้าวข้ามเรื่องของพื้นที่ไป และร่วมกันเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน รัฐบาลอยู่แล้วก็ไป แต่ปัญหายังคงเป็นปัญหาเดิม ทุกภาคส่วนที่มีข้อมูลก็ต้องร่วมมือกันทำให้เรื่องนี้จบ ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องถูกถามถึงการแก้ปัญหานี้ แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยึดว่าเราไม่ยอมรับเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ถือเป็นจุดยืนที่จะใช้ในอนาคตเช่นกัน วันนี้ผู้ใหญ่หลายคนก็เข้าใจถึงจุดยืนดังกล่าว แต่ข้อมูลอาจแตกต่างกันไปบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกัน" นายพนิชกล่าว

และว่า ตนยินดีไปให้ข้อมูล และยังมีอีกหลายคนไปให้ข้อมูล ถ้าตนสามารถช่วยเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจได้ก็ยินดี คงไม่ถึงขนาดไปขอให้ยุติ แต่ไปให้ข้อมูลให้ตรงกัน คงไม่ถึงเจรจา เพราะในกลุ่มพันธมิตรขณะนี้ก็มีถึง 3-4 กลุ่ม แต่เรื่องสำคัญคือทำให้สิ่งที่รัฐบาลต้องการถ่ายทอดเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

'เทือก'ลั่นพธม.ไม่ควรปิดถนน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐ มนตรี เปิดเผยถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีการปราศรัยว่าหากรัฐบาลจะเจรจาหลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากดาวอส สหพันธรัฐสวิส คงสายเกินไป ว่า ก็ต้องใช้ความพยายามไปเรื่อยๆ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องอดทนและนายกฯ ประสงค์จะพูดคุยกับทุกฝ่าย เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย ส่วนกรณีที่พันธมิตรมีทีท่าว่าจะไม่ญาติดีกับรัฐบาลนั้นก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ฟังเหตุผลบ้าง ต่อข้อถามถึงสถาน การณ์การชุมนุม นายสุเทพกล่าวว่า ขณะนี้ ผบ.ตร.พยายามเจรจา เพื่อให้กลุ่มพันธมิตรเปิดเส้นทางการจราจร เนื่องจากพบว่าในช่วงกลางวันมีปริมาณผู้ชุมนุม ประมาณ 200-300 คนเท่านั้น ส่วนช่วงกลางคืนมีประมาณ 2,000 คน ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดถนนทั้งสาย เพราะทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางตามปกติได้ ซึ่งมีการเจรจาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผล ต่อข้อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะทำอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่าจะไม่ลดความพยายามและขอดูสถานการณ์ 2-3 วัน อยากขอร้องว่าหากปริมาณผู้ชุมนุมมีจำนวนเท่าปัจจุบันก็ไม่ควรปิดถนน และใช้ถนนเพียงซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้การจราจรเป็นไปได้ตามปกติ

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้ในการใช้กฎหมายจัดการหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า หากประชาชนเกิดความเดือดร้อนก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการฟ้องศาลปกครอง ซึ่งก็ต้องรอให้ถึงช่วงเวลาดังกล่าว และระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ก็จะทำหน้าที่ในการเจรจา แต่ไม่อยากให้คาดคั้นกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะช่วงกลางวันแดดร้อน เดี๋ยวจะกลายเป็นการท้าทาย แต่อย่างไรก็ตาม การปิดถนนถือว่าไม่สมควรทำ

ชี้เงื่อนไข'จำลอง'เข้าใจยาก

ผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์ชายแดนซึ่งมีกระแสความห่วงใยสถานการณ์จากต่างประเทศ นายสุเทพกล่าวว่า จะไม่ทำอะไรให้ชายแดนเกิดความตึงเครียด โดยการรักษาสถานการณ์ปัจจุบันเอาไว้ ไม่ต้องกังวล การอยู่กับเพื่อนบ้านก็ต้องรักษาบรรยากาศไม่ให้มีปัญหาต่อกัน

ต่อข้อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาชายแดนและให้นำธงที่ประดับบนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระลง นายสุเทพกล่าวว่า ต้องค่อยๆ แก้ปัญหากันไป ไม่อยากให้แสดงท่าทีที่บังคับข่มขู่ประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดว่าปัจจุบันนายฮุนเซน ก็ถูกสื่อและประชาชนในประเทศวิจารณ์และตำหนิเช่นกัน อยากส่งข้อความไปถึงนายฮุนเซนว่าสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรพูดก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน และจากการสอบถามแม่ทัพภาคที่ 2 ธงดังกล่าวเป็นเพียงธงสัญลักษณ์ ที่ติดเวลา มีงานวัด เป็นเหมือนธงศาสนา ไม่อยากให้กังวลใจ ส่วนการที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เรียกร้องให้จัดการปัญหาชายแดนนั้นคงเป็นเรื่องเข้าใจยาก

สื่อเขมรตีข่าวเคลื่อนกำลังทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์ตามแนวชายแเดนไทย-กัมพูชา วันเดียวกันนี้ มีรายงานว่าชาวเขมรฝั่งปอยเปต เริ่มแตกตื่นกับกระแสข่าวลือต่างๆ ที่ดังหนาหู เพราะเกรงว่าจะเกิดการรบกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา โดยหนังสือพิมพ์เดิมอัมปรึล ของกัมพูชา ได้รายงานข่าวการให้สัมภาษณ์ของนายเขียว กัญญาฤทธิ์ รมว.โฆษณา ระบุคำพูดว่า เรารู้ว่าไทยอยากรุกรานหลายแห่ง แต่สำหรับกัมพูชา หากพูดโดยรวม แนวพรมแดน 800 ก.ม.ของกัมพูชา ทหารเราพร้อมรบตลอดแนวชายแดนหากไทยอยากทำสงคราม ถ้าไทยอยากทำสงครามตามแนวชายแดน กองทัพกัมพูชาก็เตรียมพร้อมรักษาเขตแดน จะไม่ให้สูญเสียแม้แต่หนึ่งมิลลิเมตร ทั้งนี้ สื่อเขมร ยังรายงานคำกล่าวของนายเขียวอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหารกำลังตึงเครียด เพราะทหารไทยต้องการเข้ามาในพื้นที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งฝ่ายไทยเคยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2553 สำหรับฝ่ายกัมพูชาได้ตั้งเป้าหมายไม่ให้ทหารไทยเข้ามาในเขตแดนกัมพูชาได้อีก และได้รอคำสั่งจากผู้นำรัฐบาลกัมพูชาอย่างระมัดระวัง รถถัง รถหุ้มเกราะ จรวด และกำลังทหาร ฝ่ายกัมพูชาได้นำมาเตรียมพร้อมตอบโต้การรุกรานของไทย ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทยยังอยากส่งทหารเข้ามาในพื้นที่วัดแก้วฯ อีก ฝ่ายกัมพูชาจะใช้สิทธิ์ในการป้องกันตัว เพื่อไม่ให้ฝ่ายไทยสามารถกระทำตามความประสงค์ที่ไม่ดีได้สำเร็จ สื่อเขมร ยังระบุด้วยว่า ขณะนี้กองทัพกัมพูชา ได้สั่งเคลื่อนรถถัง และอาวุธหนักหลายชนิดขึ้นไปเตรียมพร้อมรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ด้านตรงข้ามกับ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ หากมีการรุกรานดินแดน

ผบ.ตร.รุดตรวจทำเนียบฯ

เวลา 18.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยา กาศการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ กับกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลมีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมตลอด โดยมีกำลังตำรวจปราบจลาจล พร้อมกระบองและโล่ ยืนรักษาการณ์อยู่ทั้งด้านในและด้านนอกทำเนียบรัฐบาล

ต่อมาเวลา 19.00 น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เดินทางมาตรวจเยี่ยมกำลังพลภายในทำเนียบฯ และเป็นประธานประชุมนายตำรวจระดับสูงเพื่อรับมือกับสถานการณ์ หากม็อบพันธมิตรบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งนำสายรัดแบบพลาสติกมาแจกจ่ายกำลังพล เพื่อใช้รัดข้อมือหากจับกุมผู้ชุมนุมที่บุกรุกเข้ามาในทำเนียบฯ

ลั่นใช้กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา

พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ภารกิจหลักในวันนี้คือการรักษาศูนย์กลางอำนาจรัฐ คือทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้ ห้ามไม่ให้ผู้ใดบุกรุกเข้ามาในสถานที่ราชการเด็ดขาด หากมีใครฝ่าฝืนปีนกำแพงรั้วเข้ามา 1-2 คน ให้จับกุมดำเนินคดีทันที โดยจับกุมอย่างละมุนละม่อม หรือหากบุกเข้ามาเป็นร้อยเป็นพันก็คงต้องปะทะกัน ตำรวจจำเป็นต้องใช้กระบอง แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ยกเว้นลูกกระสุนจริง เพราะคงไปใช้มือเปล่าจับคงไม่ได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาที่ผู้ชุมนุมบุกยึดทำเนียบรัฐบาลได้ เพราะกำลังพลมีไม่เพียงพอ และอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน รวมทั้งการฝึกฝนในการรับมือกับผู้ชุมนุมยังน้อย เพราะส่วนใหญ่ฝึกแค่ระดับกองร้อย แต่ระดับกองพันยังไม่เคยฝึก แต่ครั้งนี้ได้มีการฝึกมาแล้วและพร้อมรับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว

พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่แกนนำพันธมิตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่าการซ้อมของตำรวจในทำเนียบรัฐบาลเพื่อเตรียมมาสลายการชุมนุม ไม่เป็นความจริง ที่ซ้อมก็เพื่อไว้ป้องกันและรักษาสถานที่ราชการ คือทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่ซ้อมไปสลายการชุมนุมตามที่เข้าใจ ทั้งนี้ ส่วนประชาชนที่เห็นว่าตัวเองได้รับความเดือดร้อนกรณีถูกปิดเส้นทางจราจร ก็สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

บนเวทียังปลุกระดมต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศบนเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ พล.ต.อ.มนัส ครุฑไชยันต์ อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และเป็นรุ่นพี่ที่ร.ร.นายร้อย จปร. ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นปราศรัยสนับสนุนชุมนุมเรียกร้องปกป้องอธิปไตยของชาติ และการเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 2543 รวมถึงการช่วยเหลือ 2 คนไทยที่ยังอยู่ในประเทศกัมพูชา โดยระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นี้ ทำเพื่อชาติบ้านเมือง แม้จะมีเสียงบ่นจากประชาชนในเรื่องรถติด ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น คนที่มาร่วมชุมถือเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ผู้เสียสละ ขอเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะเพื่อนตำรวจ ทหาร ทุกรุ่น มาร่วมชุมนุมกันเพื่อทำงานให้ประเทศชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับกัมพูชานั้น ยืนยันว่าต้องยกเลิกบันทึกความตกลงหรือ MOU ปี2543 เพราะเป็นบันทึกที่มัดมือมัดเท้า ทหาร ตำรวจ ข้าราชการของไทยไม่ให้ดำเนินการใดๆ กับพื้นที่พิพาท ขณะนี้ผู้นำประเทศกัมพูชา ซึ่งตนเองขอเรียกว่า "จิ้งจอกเจ้าเล่ห์" ค่อยๆ คืบคลานเข้ามายึดดินแดนของเรา ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องรีบจัดการเรื่องเขตแดนให้เร็ว และยื่นคำขาดให้ปล่อยตัว 2 คนไทย

พล.ต.อ.มนัส กล่าวต่อว่า กรณีที่มีกระแสข่าวการปฏิวัติที่ออกมาหนาหูในขณะนี้ ตนเองมั่นใจว่า ทหารจะอดทนถึงที่สุด แต่หากบ้านเมืองเสียหาย ล่มจม ทหารจะทนไม่ได้ แม้จะถูกสั่งให้ทำก็ทำไม่ได้ เพราะถูกสอนให้มีวินัย แต่ถ้าเมื่อไรที่ชาติบ้านเมืองล่มจม เสียหาย มีปฏิวัติอย่างแน่นอน แม้ผู้ใหญ่ไม่ทำ ทหารเด็กๆ ก็จะทำเอง ซึ่งพล.ต.จำลอง ก็เคยทำมาแล้วในช่วงที่เรียกว่า เมษาฮาวาย ขอเรียกร้องให้เพื่อน จปร.ทั้งหลายสมัครสามัคคีกันปกป้องบ้านเมือง ปกป้องแผ่นดินและเกียรติยศศักดิ์ศรี

'มหา'ท้าไล่พธม.ไม่สำเร็จ

ต่อมาพล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายปานเทพ พัวพงศ์พันธุ์ โฆษกพธม. และนายประพันธ์ คูณมี ร่วมแถลงข่าวอีกครั้ง ยืนยันว่า ธงเขมรที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ไม่ใช่ธงงานวัด แต่เป็นธงแสดงกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ เพราะว่าทางกัมพูชาได้เตรียมเส้นทางในการเดินทางเข้าสู่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเดินทางไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้ โดยไม่ต้องผ่านไทย ดังนั้น จึงไม่ยอมลดธงชาติกัมพูชาอย่างเด็ดขาด การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่า ธงชาติที่ปักที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ เป็นแค่ธงประดับงานวัดนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์กรรมสิทธิ์ในพื้นที่ เป็นการบิดเบือน เพราะวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ อยู่ในพื้นที่ประเทศไทย อีกทั้ง กัมพูชาได้แถลงข่าวยืนยันแล้วว่าวัดและพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา

พล.ต.จำลอง กล่าวต่อว่า กรณีที่นายสุเทพ เตรียมฟ้องศาลปกครองเพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดการจราจรรอบทำเนียบฯ นั้น เห็นว่า นายสุเทพ อยากจะฟ้องศาลก็ทำไปแต่อย่ามาขู่ นายสุเทพ ควรจะใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรมกับทางกัมพูชามากกว่า ไม่ใช่มาใช้กับคนไทยด้วยกัน หากจะสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันว่าไม่สำเร็จ เพราะไล่เมื่อไรก็จะกลับมาอีก

เผยยอดผู้ชุมนุมแค่ 2 พันคน

ขณะที่ นายประพันธ์ คูณมี กล่าวถึงกรณีนายพนิช ได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มย่อยของพันธมิตร 2-3 กลุ่ม ว่า ตนยืนยันว่ายังไม่ได้มีการประสานมากับทางกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ยินดีรับประชาชนที่มีความเห็นตรงกัน ทั้งนี้ การที่นายพนิช ระบุว่าการชุมนุมนั้นไม่ควรกล่าวโจมตีถึงกระบวนการยุติธรรมของศาลเขมร พันธมิตรฯ ยืนยันไม่ได้กล่าวโจมตีศาลเขมร แต่มองว่าคนไทยที่ถูกจับไม่ควรต้องขึ้นศาล เพราะถูกจับในแผ่นดินไทย นอกจากนี้ ในวันที่ 30 ม.ค. กลุ่มพันธมิตรฯ ในนครลอสแองเจลิส สหรัฐ จะมีการชุมนุมเพื่อประท้วงที่บริเวณหน้าสถานทูตไทยในนครลอสแองเจลิสด้วย

ต่อมานายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ได้นำภาพถ่ายทางดาวเทียมที่อยู่ในแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาเตรียมจะยื่นในการประชุมกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบาห์เรน โดยนายเทพมนตรี แถลงว่า หลักฐานนี้แสดงเส้นพรมแดนในแผนที่ 1 : 200,000 จะกินพื้นที่เขาสัตตโสม ปราสาทพระวิหารและภูมะเขือ แต่กลับเป็นสิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปกปิด ห้ามเผยแพร่ แต่ตนนำมาจากกัมพูชาจึงนำมาเผยแพร่ได้ ส่วนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระนั้น ต่อไปจะต้องถูกรื้อทิ้ง แต่กัมพูชาต้องเอาไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำให้เสมือนว่าทหารของเราจะไปฆ่าพระ ซึ่งเป็นแผนของกัมพูชาที่ต้องการให้ศาสนิก ชนทั่วโลกประณามเรา ทั้งนี้ เมื่อนำหลักฐานใหม่นี้รวมกับหลักฐานของฝ่ายไทย อาจทำให้ไทยได้ตัวปราสาทพระวิหารคืนโดยไม่ต้องฟ้องศาลโลก เพราะไทยได้เคยขอสงวนต่อสหประชาชาติไว้เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2505

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าส่วนผู้ชุมนุม ทางเจ้าหน้าที่ตํารวจได้ประเมินว่าในวันนี้มีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ทั้ง 2 กลุ่ม ประมาณ 2,200 คน

'สนธิ'ขึ้นเวที-ขู่แฉรัฐบาล

เวลา 21.00 น. วันเดียวกัน นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประ ชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวโจมตีการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่บริหารงานล้มเหลวอย่างรุนแรง อาทิ ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ที่ต้องจ่ายให้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อย 2-3 ล้านบาท แล้วแต่ว่าจะขอไปประจำที่พื้นที่ไหน รวมทั้งปัญหาสินค้าราคาแพง ฯลฯ นอกจากนี้ นายสนธิ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ทาง ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จะรื้อฟื้นคดียิงตนเองขึ้นมาทำใหม่ ก็เพราะว่าสำนวนคดีดังกล่าวมีชื่อคนในรัฐบาลนี้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และอีก 2 วัน จะนำเอาหลักฐานการโกหกรัฐบาลนี้มาเปิดเผย และรัฐบาลชุดนี้มีจุดขายเพียงแค่ความหล่อ และความกะล่อนของนายอภิสิทธิ์ เท่านั้น

นายสนธิ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. สั่งตำรวจเตรียมพร้อมหากผู้ชุมนุมปีนเข้าทำเนียบฯ ใช้กระสุนยาง และแก๊สน้ำตายิงได้ทันทีนั้น ยืนยันว่าไม่บุกเข้าไปแน่นอน เพราะทำเนียบฯ ในตอนนี้ไม่ใช่ทำเนียบประชาชน แต่เป็นทำเนียบเขมรจะบุกเข้าไปทำไม

ผบ.ตร.ย้ำคุมม็อบห้ามเกียร์ว่าง

ตร.ใต้วอนย้ายออกนอกพื้นที่


วันที่ 29 ม.ค. ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานกล่าวเปิดการปาฐกถา โครงการสัมมนาการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมปาฐกถาในหัวข้อ "บทบาทรัฐสภาในการสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย" แก่ข้าราชการตำรวจ รุ่นที่ 9 จังหวัดชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวน 705 คน เข้าร่วมสัมมนา โดยมีพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เข้าร่วมด้วย

นายชัยกล่าวว่าขณะนี้มีการเสนอร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการชุมนุม จำนวน 3 ฉบับ โดย 2 ฉบับแรกอยู่ในระเบียบวาระแล้ว คือร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ และร่างพ.ร.บ.การส่งเสริมการใช้สิทธิชุมนุมในที่สาธารณะ อีก 1 ฉบับ คือร่างพ.ร.บ.การบริหารการใช้สิทธิในที่ชุมนุม กฎหมายนี้จะเป็นเครื่องมือในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมการชุมนุม หลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สหพันธรัฐสวิส อยากให้ผบ.ตร.หารือกับนายกรัฐมนตรีให้รีบผ่านกฎหมายเหล่านี้

"กฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญว่าเวลาใครจะจัดม็อบต้องแจ้งรายละเอียดให้เจ้าพนักงานทราบว่าจะชุมนุมเรื่องอะไร ใช้สถานที่ไหน และใช้เวลาชุมนุมกี่วัน สถานที่ต้องห้ามในการชุมนุม อาทิ ใกล้วัด ใกล้สถานที่ราชการ ใกล้โรงเรียน กฎหมายฉบับดังกล่าวจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวกขึ้น และควบคุมสถานการณ์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน" นายชัยกล่าว

ด้านพล.ต.อ.วิเชียร กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการสัมมนาว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดูแลการชุมนุมในช่วงที่มีความขัดแย้งสูงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะโดนตำหนิทั้งขึ้นทั้งล่องเวลามีม็อบเสื้อแดงมาชุมนุมก็โดนว่า เมื่อมีม็อบเสื้อเหลืองมาชุมนุมก็โดนว่า หากกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะมีผลบังคับใช้ตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่ใช้อำนาจที่มีอยู่ให้ดี ไม่ควรจะมีเกียร์ว่าง

ในช่วงท้ายวิทยากรเปิดโอกาสให้ผู้สัมมนาซักถาม ปรากฏว่ามีตำรวจชั้นผู้น้อยลุกขึ้นสะท้อนปัญหาการทำหน้าที่ของตำรวจ โดยสอบถามนายตำรวจระดับสูง รวมถึงนักวิชาการว่าไม่ว่ารัฐ บาลชุดไหนหรือนายกฯคนไหนรับตำแหน่งก็บอกว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินครู หนี้สินเกษตร กร แต่ไม่เห็นมีนายกฯคนไหนบอกว่าจะแก้ปัญหาหนี้สินให้ตำรวจ

"วันนี้ตำรวจชั้นผู้น้อยมีหนี้สินกันทุกคน คนเหล่านี้ไม่เครียดกันหรือ แต่พวกเราก็ต้องออกไปปราบโจร อยากให้พวกท่านเมตตาตำรวจชั้นผู้น้อยทั่วประเทศที่มีหนี้กันทั้งนั้น อยากให้รัฐบาลและนักวิชาการมาแก้ปัญหาตรงนี้ให้ก่อน เพราะพวกผมมั่นใจว่าถ้าให้ตำรวจปลอดหนี้ บ้านเมืองจะเข้าสู่ความสงบสุขได้ เพราะเราจะมีขวัญและกำลังใจทำงานมากขึ้น" นายตำรวจชั้นผู้น้อยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำถามดังกล่าวทำให้บรรดาตำรวจชั้นผู้น้อยปรบมือเห็นด้วยลั่นห้องประชุม ขณะที่บรรดานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีสีหน้าเคร่งเครียด นอกจากนั้นมีตำรวจชั้นผู้น้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แสดงความน้อยใจที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงที่ผ่านมาทำเรื่องขอย้ายออกนอกพื้นที่หลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ จนต้องสมัครใจอยู่ในพื้นที่ต่อไปทั้งที่มีสิทธิ์ขอย้ายได้ เพราะอยู่ในพื้นที่มาหลายปี ส่วนเพื่อนตำรวจที่ไม่ได้ย้ายก็ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

อาลัย"หลวงตามหาบัว"เกจิดังอีสานละสังขาร

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เมื่อเวลา 03.53 น.วันที่ 30 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
"หลวงตามหาบัว"ญาณสัมปันโน(พระธรรมวิสุทธิมงคล) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด
อ.เมือง จ.อุดรธานี พระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีสานละสังขารอย่างสงบ สิริอายุรวม 98 ปี...

ทั้งนี้ หลวงตามหาบัวเข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ณ โรงพยาบาลศิริราช
มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตามคำนิมนต์ของคณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช
รวมทั้งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น และโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
ที่ได้ให้การรักษามาก่อนหน้านี้ ก่อนจะเดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 3 ม.ค.

สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้าวันนี้ ที่วัดป่าบ้านตาดได้มีการทำบุญตั้งแต่เช้า
ขณะที่ในเวลา 09.00 น. จะมีการเคลื่อนสังขารของหลวงตามหาบัว มายังศาลาเดิม
ที่หลวงตามหาบัวปฏิบัติธรรมเป็นประจำ เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้เคารพสักการะ

สำหรับประวัติ"หลวงตามหาบัว"กำเนิด ในครอบครัวชาวนา ณ บ้านตาด อุดรธานี
วันเกิด 12 ส.ค.2456 มีพี่น้องทั้งหมด 16 คน สมัยเด็ก เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ วัยหนุ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง
ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง คู่ครอง
เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป

เหตุที่บวช เมื่ออายุครบ 20 ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง
ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด
ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้
ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก
จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่
โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

วันบวช 12 พ.ค.2477 ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี
พระอุปัชฌาย์ ชื่อ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์.


http://www.thairath.co.th/content/region/145187

มะกันส่อแอบช่วยประท้วงอียิปต์ มูบารัคยัน!ไม่ลงจากตำแหน่ง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



สหรัฐฯส่อเค้าแอบช่วยการประท้วงที่อียิปต์
ส่วนประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัคออกมาประกาศยุบรัฐบาลเก่า
และจะสร้างรัฐบาลประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ แต่ไม่ลงจากตำแหน่ง...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่29ม.ค. ว่า
สำนักหนังสือพิมพ์เดลี เทเลกราฟ รายงานว่า
สหรัฐอเมริกา ได้มีการตกลงลับๆที่จะช่วยเหลือ
ในการก่อจลาจลล้มล้างรัฐบาลของนายฮอสนี มูบารัคของอียิปต์ตั้งแต่สามปีก่อน
โดยก่อนหน้านี้ทางสถานทูตอเมริกันได้ช่วยให้ เด็กหนุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลอียิปต์
เข้าร่วมการประชุมลับสุดยอดในนิวยอร์ก เพื่อสนับสนุนการประท้วงในอียิปต์
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นก็ทำงานบังหน้าต่อไปเพื่อรักษาความลับของเขา

และเมื่อเขากลับมาที่กรุงไคโรในเดือน ธ.ค.ปี 2008
เขาก็ได้ติดต่อไปยังทูตสหรัฐฯว่าพรรคพวกของเขาวางแผนที่
จะลงมือประท้วงถอดถอน นายฮอสนี มูบารัค
และสร้างรัฐบาลประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ในปี 2011
และปัจจุบันเขาถูกกองกำลังรักษาความปลอดภัยของอียิปต์ควบคุมตัวไว้โดย
เดลี เทเลกราฟขอสงวนนามของชายคนนี้ไว้

ความลับ ถูกปล่อยออกมาโดยเว็บไซต์จอมแฉ วิกิลีกส์
ทำให้เห็นว่าสหรัฐฯมีความพยายามกดดัน
ให้รัฐบาลอียิปต์ปล่อยตัวผู้ประท้วงที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว

การประท้วงเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มต่อต้านรัฐบาลหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวน
เรียกร้องให้นายฮอสนี มูบารัคออกจากตำแหน่งในกรุงไคโร,
เมืองอเล็กซานเดรียและเมืองสุเอซ
ทำให้ทหารต้องออกมาปราบปราม
ทำให้มีผู้ประท้วงเสียชีวิต5คนและบาดเจ็บอีกกว่า870คนเฉพาะที่กรุงไคโรที่เดียว
และเจ้าหน้าที่ยังสั่งกักบริเวณนายโมฮัมเหม็ด เอลบาราเด ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตย
เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อีกด้วย

และล่าสุดประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ประกาศปลดรัฐบาลชุดเก่า
และตั้งคณะรัฐบาลขึ้นใหม่โดยสาบานว่าจะปฏิรูปประชาธิปไตย และเศรษฐกิจ
แต่ยืนยันจะไม่ออกจากตำแหน่งตามที่กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้อง
จึงไม่ทำให้การประท้วงยุติลงแต่อย่างใด.


http://www.thairath.co.th/content/oversea/145155

'บุญเลิศ'แย้ม มีแน่ปฏิวัติ หนุนประยุทธ์นำ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



อดีตทหารนักปฏิวัติชี้มีปฏิวัติแน่นอน แต่ไม่ระบุเมื่อใด
เชื่อมั่น "พล.อ.ประยุทธ์"นำปฏิวัติได้ แนะต้องเห็นแก่บ้านเมืองเป็นหลัก
อย่าเห็นแต่เรื่องส่วนตัว จะไปไม่รอด เพราะมีบทเรียนมาแล้ว...

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการศิษย์เก่า
โรงเรียนเตรียมทหาร และประธานเตรียมทหารรุ่น 1 ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ ว่า
ตนว่ามีแน่นอน และยืนยันมีแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นวันที่เท่าใด หรือเมื่อใด
เพราะความยุ่งวุ่นวายเกิดจากนักการเมือง เหมือนคนเป็นโรคไม่ผ่าตัดก็เรื้อรัง
นักการเมืองหน้าเก่าๆเรื่องเก่าๆ ทุจริต ข่มเหงรังแกข้าราชการและประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"ต้องรักษา ต้องผ่าตัด ปล่อยให้เรื้อรังไม่ได้ ต้องล้างไพ่ไปเลย
แล้วทหารก็ต้องดูแลสักระยะหนึ่งด้วย การปฏิวัติจำเป็นต้องทำ เพื่อชาติบ้านเมือง
ไม่ต้องห่วงว่าจะเดินหนาหรือถอยหลัง เพราะการเมืองไม่มีถอยหลังหรือเดินหน้า
เพราะการเมืองมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ แล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร
ถ้าเป็นของชาติก็ดี เป็นของประชาชนก็ดี แต่ของตัวเองไม่ดี ดังนั้น
เมื่อปฏิวัติแล้ว จะต้องจัดให้เข้าระบบ เพื่อของชาติและประชาชน"พล.อ.บุญเลิศ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจแค่ไหนหาก ผู้นำทหารชุดนี้ก่อการปฏิวัติ พล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า
ดูรูปมวยแล้ว น่าจะไปปฏิวัติแล้วไปต่อได้ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
ที่ตนเองเชียร์ท่านอยู่ เพราะว่า สิ่งที่ตรงใจตนมากคือ ท่านออมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
เพราะเราเป็นทหารรักษาพระองค์การปฏิวัติต้องมีคณะปฏิวัติ
ไม่ใช่โดยแค่ 1-2 คน จะทำอะไรก็ต้องปรึกษาหารือกัน ทั้งคณะ ไม่ใช่ฟังแค่ คนสองคน
และต้องเห็นแก่บ้านเมืองเป็นหลัก อย่าเห็นแต่เรื่องส่วนตัว จะไปไม่รอด เพราะมีบทเรียนมาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พล.อ.บุญเลิศ เป็นประธานมูลฯศิษย์เก่า
โรงเรียนเตรียมทหาร เป็นประธานเตรียมทหารรุ่น1
โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นอาทิ
พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี
พล.อ.สำเภา ชูศรี อดีตผบ.สส.
พล.องธวัช เกษอังกูร อดีตปลัดฯกลาโหม
พล.ร.อ.ทวีศักดิ์ โสมาภา อดีตผบ.ทร.
พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตรองผบ.ทบ.เป้นต้น นอกจากนี้
พล.อ.บุญเลิศ ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการราชตฤณมัยสมาคม
นอกจากนี้เคยร่วมปฏิวัติ 26 ม.ค.2520 ที่นำโดย
"เสธ.หลาด" พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ รอง ผบ.ทบ.ขณะนั้น
ซึ่งถือเป็นทหารนักปฏิวัติคนหนึ่ง แนะนำว่า
เมื่อปฏิวัติแล้ว จะต้องบริหารด้วยคณะปฏิวัติ.


http://www.thairath.co.th/content/pol/145175