ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ทอดสะพานกระดาษ....
ก็เพียงหวัง ผูกขาด อำนาจต่อ
ให้เกิดก่อ แก่ตน คนรอบข้าง
ใช้งบรัฐ เอื้อเฟื้อ เพื่ออำพราง
ทำทุกอย่าง หวังให้ ได้กลับมา....
แก้รัฐธรรมนูญ เอาเปรียบ เหยียบพรรคอื่น
เอาเงินยื่น ตอบแทน แสนชั่วช้า
หวังปูทาง สู่เส้นชัย ได้ทันตา
แล้วกลับมา กอบโกย เพื่อโซ้ยกัน....
วิชามาร การเมือง เรื่องอุบาทว์
หวังผูกขาด ครอบครอง สนองนั่น
เพราะเส้นใหญ่ โอบอุ้ม คุ้มหัวมัน
ฝีมือนั้น หาได้ ก็ไม่มี....
เอาคนชั่ว ครองเมือง เรืองอำนาจ
ประเทศชาติ ขาดวิ่น สิ้นศักดิ์ศรี
คนซ้ายขวา หน้าหลัง ยังอัปรีย์
แผ่นดินนี้ จึงร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ....
เตรียมกอดคอ ลงเหว เพราะเหลวแหลก
ความแตกแยก ใครทำ ระยำไว้
รับกรรมใคร กรรมมัน ว่ากันไป
ประเทศไทย ใกล้สูญสิ้น แผ่นดินนี้....
แม้นรอคอย ความหวัง ยังมืดมิด
ดับสนิท ฟ้าสีทอง หม่นหมองศรี
ชาวประชา ไร้สุข ทุกข์ทวี
ลุกขึ้นสู้ เถิดคนดี พี่น้องแดง....
blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 1, 2011
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 01/02/54
แม่กมนเกดชวดไปสภาสูงอังกฤษเหตุวีซ่าไม่ผ่านระบุถูกผู้มีอำนาจแทรกแซง
ที่มา ประชาไท
วีซ่าแม่กมนเกดไม่ผ่าน เหตุผลเงินน้อย ชวดไปให้ปากคำ "สภาสูง" อังกฤษ ระบุถูกผู้มีอำนาจรัฐแทรกแซงคุกคามวิถีชีวิต รัฐบาลไทยไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน
31 ม.ค.2554 จากกรณีที่ สภาสูง (House of Lord) ประเทศอังกฤษ ได้เชิญตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมจากเหตุการณ์ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ณ ประเทศอังกฤษ นั้น นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ได้กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเดินทางไปให้ข้อมูลการเสียชีวิตของบุตรสาวและผู้เสียชีวิตอีกกว่า 90 ศพต่อสภาสูง ประเทศอังกฤษ ว่าหลังจากที่ตัวได้ติดตามเรื่องการขอวีซ่าจากสถานทูตอังกฤษได้ทราบว่า ทางสถานทูตอังกฤษไม่อนุมัติคำร้องขอวีซ่าดังกล่าว ทำให้ตนและลูกชาย คือนายณัทพัช อัคฮาด ไม่สามารถเดินทางไปให้ปากคำถึงข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐบาลได้
นางพะเยาว์ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ให้เหตุผลว่าตนและบุตรชายมีเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารจำนวนไม่เพียงพอทำให้ทางสถานทูตไม่สามารถออกวีซ่า ให้ได้ นางพะเยาว์กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากทางสถานทูตอังกฤษ เพราะเชื่อว่าจะต้องถูกฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐแทรกแซงขัดขวางขวาง เพราะไม่ต้องการให้ข้อเท็จจริงกรณีการตายของลูกสาวของตน และการเสียชีวิตและบาดเจ็บนี้ออกไปเผยแพร่ประจานภายนอกประเทศ การที่ตนได้รับหนังสือเชิญจากสภาสูง ประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้รับวีซ่า ตามคำขอถือเป็นรูปธรรมที่ทำให้เห็นปัญหาของการแทรกแซงได้เป็นอย่างดี เธอยังระบุเพิ่มเติมว่าในปัจจุบันไม่ว่าเธอจะเดินทางไปที่ไหนก็ตามจะมีคนแปลกหน้าคอยติดตามเธอตลอด ทำให้เธอเกิดความรู้สึกตึงเครียดกดดันเป็นอย่างมาก
สำหรับสาเหตุที่เธอพยายามจะเดินทางไปให้ปากคำในต่างประเทศนั้นเธอให้เหตุผลว่าเนื่องจากในประเทศไทยไม่มีใครเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนแล้ว ไม่มีใครเป็นนักสิทธิมนุษยชนแล้ว มีการสังหารลูกสาวของเธอซึ่งเป็นพยาบาลอาสากำลังช่วยผู้บาดเจ็บ ซึ่งไม่มีใครในโลกนี้เขาทำกัน แต่ก็ไม่มีใครคนใดออกมาทักท้วงประจานการตัดสินใจการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล เธอจึงต้องพยายามที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกสาวของเธอในต่างประเทศ
อภิสิทธิ์ยันถือสัญชาติไทย โต้ไม่ใช่มอนเตรเนโกร
ที่มา ประชาไท
อภิสิทธิ์เตรียมแถลงข่าวโต้ “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” กรณีสลายการชุมนุมปี 53 เย้ยเป็นทนายรับจ้างมาทำคดี พร้อมปัดข่าวคณิตขอถอนตัว คอป.– ส่วนเรื่องประกัน นปช. รัฐบาลบังคับศาลไม่ได้
เบเนดิก แอนเดอร์สัน: มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก
ที่มา ประชาไท
“เบเนดิก แอนเดอร์สัน” อภิปรายที่ ม.เชียงใหม่ มองการเมืองไทยผ่านลักษณะของ “คณาธิปไตย” พร้อมตัวชี้วัดคณาธิปไตยจาก “ถ้อยคำ” และ “คนรับใช้” ข้อสังเกตเรื่องคนเสื้อแดงจากภูมิภาคของเจ้าพ่อและฝ่ายซ้าย บทบาทชนชั้นกลาง ทิ้งท้ายด้วยความเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ยุโรป
เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 54 ที่ ห้องประชุม ศ.ดร.มล. ตุ้ย ชุมสาย อาคาร HB7 ชั้น 8 อาคาร HB7 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และสาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนาหัวข้อ “มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก” มีผู้อภิปรายคือ ศาสตราจารย์ เบเนดิก แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) โดย “ประชาไท” แปลและเรียบเรียงบางส่วนซึ่งเป็นการอภิปรายของเบเนดิก มีรายละเอียดดังนี้
เรื่องเล่าของแท็กซี่ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างจีนในเมืองไทย
เบเนดิก เริ่มการอภิปราย ผ่านการเล่าเรื่องการสนทนาของเขากับคนขับรถแท็กซี่ว่า เมื่อช่วง 10 เดือนก่อนว่า เขาต้องขึ้นรถแท็กซี่ในเวลาตี 5 เพื่อเดินทางไปสนามบินหนองงูเห่า ซึ่งเบเนดิกพบกับคนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นคนจีนจากเยาวราช เกิดเมืองไทย พูดภาษาไทยกลางได้พอสมควร
เบเนดิกถามคนขับรถแท็กซี่ว่า เขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการเมืองไทย ชายขับรถแท็กซี่ตอบว่า รักทักษิณมาก เนื่องจากทักษิณเป็นคนจีนแคะ (ฮากกา) คนจีนแคะมีความกล้าหาญ มีเกียรติ และอุดมคตินิยม และเป็นผู้นำการก่อกบฏต่อราชวงศ์ชิง คือกบฏไท้ผิง ส่วนสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจีนไหหลำ ชอบโกหกและงี่เง่า อภิสิทธิ์เป็นคนจีนฮกเกี้ยนและเวียดนาม ฮกเกี้ยนดูถูกคนอื่น และรู้สึกว่าฉลาดกว่าคนอื่น ส่วน […] คนแต้จิ๋ว เป็นนกสองหัวไม่น่าไว้วางใจ 100% ชายขับแท็กซี่บอกว่า เมืองไทยครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เบเนดิกกล่าวกับคนขับแท็กซี่ว่าเหมือน 3 ก๊ก คนขับแท็กซี่บอกว่าจริง
เบเนดิก เล่าต่อว่า เมื่อถามถึงคนไทย ชายขับแท็กซี่ชาวจีนกล่าวว่า คนไทยไม่คิดมาก สบายๆ สนุกๆ ไม่เข้าใจการเมือง เบนถามว่า หมายความว่า คนไทยไม่มีบทบาททางการเมืองหรือ คนขับแท็กซี่บอกว่ามีบ้างเล็กๆ น้อยๆ
เบเนดิก กล่าวว่า สำหรับผมหากพูดแบบซีเรียส ก็เป็นเรื่องน่าคิดน่าฟังอยู่ที่ว่าคนที่กรุงเทพฯ มุงดูสิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยสายตาที่ต่างกันมาก แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ
คณาธิปไตย และ ประชาธิปไตยครึ่งใบ
เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ขอยกตัวอย่างจากงานของ อาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) หนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของผม เคยอธิบายเรื่อง “Semi-Democracy” (ประชาธิปไตยครึ่งใบ) คือ 50% เป็นประชาธิปไตย คือถ้าคุณกล่าวว่า 50% ประชาธิปไตย แสดงว่ามีอีก 50% ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย-ต่อต้านประชาธิปไตย และรัฐอื่นๆ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเมืองไทย ทั้งหมดนี้เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ เช่นกัน
รัฐเหล่านี้ทั้งหลาย ไม่ใช่แค่เมืองไทย ถูกควบคุมโดย “Oligarchy” หรือ “คณาธิปไตย” โดยคณาธิปไตยเหล่านี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านการเป็นเครือญาติ มีการส่งสมาชิกครอบครัวเข้าไปในวงราชการ และวงการธุรกิจ ส่งลูกเรียนในโรงเรียนเดียวกัน มีการแต่งงานระหว่างเครือญาติ และมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายด้าน พวกเขาไม่ได้แข่งกันเอง และพวกเขายอมให้คนนอกเข้ามาร่วมวงได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของเรื่องวัฒนธรรม หรือวิธีคิดของคณาธิปไตย
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาจะไม่นำประเด็นเรื่องกิจกรรมทางเพศไปโจมตีคณาธิปไตยด้วยกันเอง เช่น จะไม่มีทางไปบอกหนังสือพิมพ์ว่าในหมู่คณาธิปไตยบางคนมีแฟนหลายคน นอกจากนี้ในหากพวกคณาธิปไตยจะแข่งขันกัน พวกเขาจะอยู่บนสิ่งที่ตกลงร่วมกันด้วย
ในเรื่องการจัดองค์กรฝ่ายค้าน เป็นเรื่องที่ง่ายและเป็นความเคลื่อนไหวที่เร็วมากที่ ส.ส. จะย้ายจากพรรคอื่นสู่พรรคอื่น โดยไม่มีบทลงโทษ ดูได้ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย ที่จะมี ส.ส. จะย้ายจากพรรคหนึ่งไปพรรคหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างจากฝรั่งเศส อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา เพราะพรรคการเมืองในประเทศนั้นมีอายุยาวนานมาก เราสามารถพิจารณาได้จากกรณีของเนวิน (ชิดชอบ) ที่เคยเป็นมือขวาของทักษิณ และกลายเป็นมือซ้ายของอภิสิทธิ์
เมื่ออินโดนีเซียมีการเลือกตั้งเสรี ภายหลังการล่มสลายของระบอบซูฮาร์โต ผมได้พบกับผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกาด้านกฎหมายการเลือกตั้ง ผมได้กล่าวกับเขาว่า “นี่นักข่าวต่างบอกว่า เป็นสิ่งที่สวยงามมาก ที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คุณเห็นว่าอย่างไร” ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าว บอกว่า เขาได้ให้คำแนะนำมาแล้ว 35 ประเทศ ในรอบ 15-20 ปี เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายการเลือกตั้ง และได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลอินโดนีเซีย แต่กฎหมายเลือกตั้งนี้แย่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมา” ผมถามเขาว่า “นี่อุบัติเหตุหรือ” เขาตอบว่า “ไม่ พวกเขาต้องการแบบนั้น ต้องการกฎหมายแบบนั้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าคณาธิปไตยจะยังคงแข็งแกร่ง ถ้ามีกฎหมายเลือกตั้งที่เข้มแข็ง ประชาชนก็จะโค่นพวกเขา”
ถ้อยคำของคณาธิปไตย
เบเนดิกอภิปรายถึงแนวทางอื่นสำหรับพิจารณาเรื่องคณาธิปไตย โดยกล่าวว่า บางประเด็นน่าสนใจ บางคนอาจจะสนใจทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือเพ่งความสนใจไปที่สิ่งที่คณาธิปไตยชอบพูด สิ่งที่คณาธิปไตยจะพูดเสมอก็คือคำว่า “Give” ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำไทยที่ดีที่สุดเรียกว่าอะไรดี คำที่เห็นในภาษาที่ใช้ หรือ สุนทรพจน์ในที่สาธารณะของคณาธิปไตยก็คือ ผู้นำจะทำเหมือนคุณปู่คุณตาให้ของขวัญที่ดีแก่หลาน เช่น จะให้การศึกษาฟรีแก่เด็ก มีเงินประกันราคาพืชผลแก่เกษตรกร ทำระบบสัญญาณเตือนภัยสึนามิ ให้ทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มอบคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน แจกผ้าห่มให้กับกลุ่มชาติพันธุ์
ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ประชาชนจะรู้สึกดูแคลนและรู้สึกแปลกๆ ถ้าเกิดประธานาธิบดีโอบามาออกทีวีและพูดว่าผมจะให้งานทำ 1 ล้านตำแหน่งแก่พวกคุณ นี่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณไปลอนดอน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าจะเห็นนายกรัฐมนตรีพูดว่า ผมจะมอบโครงการสาธารณสุขที่ดีให้แก่พวกคุณ
ภาษาของคณาธิปไตยจะกล่าวด้วยถ้อยคำที่ดีมากๆ สิ่งนี้เองสะท้อนถึงแนวคิดของคณาธิปไตย ซึ่งอยู่บนรากฐานของระบบศักดินา
ทุกครั้งที่ได้ยินสมาชิกของคณาธิปไตยแบบไทยกล่าวปราศรัย ขอให้สังเกตถ้อยคำซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประชาชน
ไม่เพียงแค่ประเทศไทย แม้แต่ในอินโดนีเซียช่วงปี 1950 ผู้นำทางการเมืองที่นำการต่อสู้เพื่อเอกราชก็ใช้ถ้อยคำทำนองว่า “ประชาชนยังคงโง่ ไม่ใช่เพราะประชาชนโง่โดยธรรมชาติ แต่เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาช่วงอาณานิคม ดังนั้นต้องหยุดความโง่” แต่วันนี้ 60 กว่าปีหลังได้รับเอกราช คณาธิปไตยอินโดนีเซียก็ยังพูดแบบเดิมว่า “ประชาชนแย่มาก ประชาชนยังคงโง่” แม้จะผ่านมา 60 ปีแล้ว แนวคิดของคณาธิปไตยก็นี้คือ “ถ้าประชาชนโง่ แสดงว่าประชาชนจะโง่เสมอ ประชาชนโง่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิของคณาธิปไตยที่จะปกครอง”
คนรับใช้: ดัชนีชี้วัดคณาธิปไตย
เนเนดิกกล่าวต่อไปว่า ในปี 1910 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ประชากร 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30 ของคนวัยทำงานในเมืองนิวยอร์ก เป็นคนทำงานบ้าน คนขับแท็กซี่ พี่เลี้ยงเด็ก คนทำสวน แต่อีก 20 ปีต่อมา หรือ 80 ปีที่แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ลดลงจำนวนมาก และหายไป ในกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรม (industrial civilization) เริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์ทำความสะอาด และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทำให้การทำความสะอาด ทำครัว ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสะอาดขึ้น ดังนั้นภรรยาแบบอเมริกันควรจะทำงานพวกนี้เองได้ แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งมาเลเซีย ทั้งสิงคโปร์ แม้ในบ้านของชนชั้นกลาง “กระฎุมพี” จะมีอุปกรณ์ทำงานบ้าน ที่ทำงานได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังมีคนใช้
คำถามคือ ทำไม? ก็เพราะ จากงานวิจัยบางชิ้นในอินโดนีเซีย ผมไม่แน่ใจว่ามีการวิจัยในเมืองไทยหรือไม่ คำตอบคือ เป็นที่ชัดเจนมากว่าแนวคิดแบบ “คณาธิปไตย” ถูกเพาะหว่านอยู่ในความคิดของชนชั้นกลาง ถ้าคุณไม่มีคนรับใช้ ก็ไม่ใช่คนชั้นกลางจริง คนรับใช้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านแบบศักดินาแบบเก่า คนรับใช้ไม่ได้เป็นสมาชิกจริงๆ ของบ้าน คนรับใช้สามารถถูกไล่ออกจากงานได้ง่ายๆ หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่ดีนัก
ผมเคยอยู่คอนโดชนชั้นกลางย่านฝั่งธนบุรี มีคนอาศัยในคอนโด 250 คน ทุกๆ ปีใหม่ ผมให้ของขวัญแก่ยาม แม่บ้าน และคนในสำนักงาน เพื่อแสดงความยกย่อง ผมคิดว่าทำในสิ่งที่เป็นธรรมเนียมไทยมากๆ แต่พบว่าไม่มีใครในคอนโดให้อะไรแก่คนที่ดูแลคอนโดให้สะอาดเลย หรือไม่แม้แต่จะถามชื่อแม่บ้าน คนไทยมีลำดับชั้นในการเรียกคนเยอะ นายจ้างไม่ชอบเรียกลูกจ้างว่าน้อง และจะฉุนมากถ้าลูกจ้างเรียกนายจ้างของตัวเองว่าพี่
นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจในภาษาไทย เพราะในภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่จะเรียกขานต่อกันว่า “Brother” และเป็นคำที่นิยมทางการเมือง ซึ่งหมายถึงมีความเป็นญาติกัน และแสดงความเท่าเทียมกัน แต่เป็นเรื่องยากมากในการเรียกกันว่า “Brother” แบบไทย ภาษาไทยคือ พี่ชาย น้องชาย หรือ พี่สาว น้องสาว ผมรู้ว่าซึ่งไม่มีคำที่จะใช้เรียกขานอย่างเท่าเทียมกัน เพราะคำว่าพี่น้องถ้าไม่แปลว่าบางคนสูงกว่า ก็แปลว่าบางคนต่ำกว่า นี่เป็นมาตรฐานของแนวคิดแบบชนชั้นกลาง
แม้แต่ในมหาวิทยาลัย แม้แต่การเรียกขานเพื่อนร่วมงาน เพื่อนในชั้นเรียน ยังพบผู้คนเรียกขานกันว่า “ท่าน” ซึ่งในศตวรรษที่ 21 ยังคงพบการใช้คำแบบนี้กันอีก
คนเสื้อแดงจากภูมิภาคของเจ้าพ่อ และ ฝ่ายซ้าย
เบเนดิก ให้ข้อสังเกตต่อผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ คือ นปช. ว่า ผมรู้สึกประหลาดใจว่า ถ้าคุณได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของคนเสื้อแดง[น่าจะหมายถึงการชุมนุมปี 2552 – ประชาไท] ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน แต่ละกลุ่มจะมีป้ายที่บอกว่ามาจากขอนแก่น อุดรธานี และมีน้อยมากที่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผู้คนที่มาอายุ 40 ถึง 50 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยถ้ามีการชุมนุมใหญ่ มักจะเป็นเด็กวัยรุ่น หนุ่มสาว นักศึกษา
คนที่ร่วมการชุมนุมมาจากภูมิภาคที่สภาพการทำงานแย่ที่สุด และอยู่ในพื้นที่ๆ วัฒนธรรมเจ้าพ่อเข้มแข็ง
เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ถ้าผมจำได้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 อีสานเป็นภูมิภาคของฝ่ายซ้าย ในยุคเสรีไทย ก็เป็นฐานของเสรีไทย และสามารถดูในการเลือกตั้งเสรี ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้งในปี 1975 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และก่อน 6 ตุลาคม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้น มีมากกว่า ส.ส.ฝ่ายซ้าย หรือนักกิจกรรมได้รับการเลือกตั้งจากอีสาน โดยผมจำได้ดีถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุราว 23 ถึง 24 ปี เป็น ส.ส. ที่ได้รับเลือกมาจาก จ.ยโสธร ซึ่งเขาหาเสียงโดยใช้จักรยาน
และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีความเข้มแข็งในพื้นที่ และในพื้นที่เองก็เผชิญประสบการณ์การปราบปรามจากทหารและตำรวจ ผู้คนที่อายุน้อยมากๆ ที่เติบโตในภาคอีสานในช่วงทศวรรษที่ 1970 ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการถูกปราบปราม ดังนั้น พคท. ดูจะช่วยอะไรได้มากกว่ารัฐบาลในปี 1977 ที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยม
เบเนดิกยังกล่าวด้วยว่า คนจากภาคอีสานไปอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ แม้แต่ในไชน่าทาวน์ก็ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอีสานอยู่ในไชน่าทาวน์มากขึ้นๆ และเมื่อคุณมองดูโทรทัศน์ก็จะเห็นสาวสวยผิวคล้ำจากอีสาน บ้างเป็นลูกครึ่ง ซึ่งนี่ก็เป็น new trend ของกรุงเทพฯ
บทบาทอันสันสนของชนชั้นกลาง และสัตว์ประหลาดในอนาคตการเมืองไทย
เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า คำถามต่อมาคือ อะไรคือบทบาทของชนชั้นกลาง ถ้าคุณดูที่การพัฒนาขนานใหญ่โดยนักเขียน พระ สถาปนิก พวกนักคิดทางสังคม นักปรัชญา ในช่วงทศวรรษ 1920 พวกเขาล้วนเติบโตมาจากพื้นเพชนชั้นกลาง และจำเป็นที่จะต้องจดจำด้วยว่า ชนชั้นกลางเองยังมีบทบาทอย่างสูงในหมู่ชนชั้นอภิสิทธิ์ พวกคุณควรจะต้องจำด้วยว่า ชนชั้นกลางนี่เองได้ทำลายปารีสคอมมูนในปี 1871 และมีคนจำนวนมากถูกประหารชีวิตโดยพวกกระฎุมพี
นี่สิ่งที่เป็นภาพแตกต่างอย่างมากกับไทย ก็คือ “อะไรเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางไทยสมัยใหม่อุทิศเอาไว้” เวลาผมคิดเกี่ยวกับประเทศไทย ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ากรุงเทพฯ มีนักประพันธ์ที่เยี่ยม ประเทศไทยสมัยใหม่ผลิตนักบวชที่ยิ่งใหญ่ นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ สถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ ผมไม่แน่ใจ แต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่า คนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลก ได้รางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาจาก จ.ขอนแก่น ไม่ได้มาจากกรุงเทพฯ
ซึ่งกระฎุมพีควรจะชื่นชมเขา แต่ตามประสบการณ์บอกผมว่า กระฎุมพีในเมืองไทยบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่ออภิชาติพงศ์ หรือไม่ได้ดูภาพยนตร์ของเขาที่ถูกเซ็นเซอร์มาก่อน เมื่อผมถามนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในชั้นเรียนว่ามีใครรู้จักอภิชาติพงศ์บ้าง ก็มีประมาณ 20% ถามว่าใครเคยดูภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์บ้างก็มีประมาณ 4 คน
กระฎุมพีบางกอก ชอบอะไรที่เป็นสากล แต่แนวทางที่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ คิดเกี่ยวกับสากลก็คือ พวกเขาดูหนังขยะฮอลลีวูดทุกอาทิตย์ ดูหนังกำลังภายใน กินอาหารดีๆ ใช้จ่ายแพงๆ ช่วงวันหยุด ชอบปิ้ง และยากที่จะหาอาคารสมัยใหม่ที่ดูสวยงาม ในกรุงเทพฯ และคุณจะสามารถเห็นสถาปัตยกรรมซึ่งออกแบบโดยชาวเขมร
ชนชั้นกลางสนับสนุนการเดินขบวนเมื่อ 14 ตุลาคม ชนชั้นเดียวกันนี้เองที่เคยสนับสนุนทักษิณ และต่อมาหันมาต่อต้านทักษิณ และขณะนี้สนับสนุนพันธมิตรฯ คือไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนที่จะบอกว่าควรทำอย่างไรกับประเทศนี้ เป็นการยากที่จินตนาการถึงอนาคตของประเทศนี้ ซึ่งก็เหมือนกับที่คนขับรถแท็กซี่ชาวจีนบอกผม
ส่วนแนวทางที่จะเกิดขึ้นในการเมืองไทย ผมนึกถึงคำกล่าวที่มีชื่อเสียง ของนักมาร์กซิสต์ชาวอิตาลี อันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) กล่าวว่า “คนเก่าก็ปฏิเสธที่จะตาย คนใหม่ก็ต่อสู้ที่จะเกิด ในที่สุดก็เกิดสัตว์ประหลาดขึ้นมา” (“When the old refused to die, and the new is struggling to be born, then monster will appear.”) ถ้าคุณคิดถึงในอนาคตของการเมืองไทย ก็คือสิ่งเก่ากำลังจะตาย และสิ่งใหม่ยังไม่พร้อมจะเกิดขึ้น
สถาบันกษัตริย์ในยุโรป และหนังสือพิมพ์แทบลอยด์
ในช่วงท้าย เบเนดิก อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในยุโรปว่า ในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 19 สถาบันกษัตริย์ในยุโรปถูกกดดันจากสังคมมาก และถูกวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ตามธรรมเนียมในยุโรปสถาบันกษัตริย์ถือเป็นมนุษย์พิเศษ แบบพระเจ้าของคริสต์ศาสนา มีอำนาจแม้แต่จะรักษาโรคเพียงใช้มือแตะยังคนป่วย แต่พฤติกรรมการใช้เวทย์มนต์รักษาโรคเช่นว่านี้ยุติเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 เมื่อมีการพัฒนาเรื่องการแพทย์ แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์แบบไสยศาสตร์ในยุโรปเริ่มเสื่อมถอย ขณะที่แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลายเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญกว่า
สถาบันกษัตริย์ในยุโรปยังต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดเรื่องชาติ (Nationality) และสร้างปัญหาให้กับสถาบันกษัตริย์ในจักรวรรดิใหญ่ๆ ซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติอย่าง จักรวรรดิรัสเซีย ฮังการี บริติช ว่าพวกเขาจะมีเชื้อชาติอะไรเนื่องจากกษัตริย์มาจากพระเจ้า สถาบันกษัตริย์ในยุโรปต้องปรับเข้ากับความเปลี่ยนแปลงในยุโรป มีความคาดหวังว่า พระราชา พระราชินี ในยุโรปจะต้อง “เรียบร้อย” และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ในยุโรปเริ่มเชื่อว่าถ้าราชวงศ์หมดอำนาจ จะไม่สามารถแทนที่ด้วยราชวงศ์อื่น จะไม่มีราชวงศ์อื่นแล้ว ราชวงศ์นี้จึงเป็นราชวงศ์สุดท้าย
ในช่วงปี 1911 ถึง 1921 ระบบกษัตริย์ในรัสเซีย จีน ออสเตรีย-ฮังการี ออตโตมาน เยอรมนี ล้วนถูกยุบเลิกไป เหลือแต่ราชวงศ์ของอังกฤษ และในอังกฤษถ้าหากถามว่าใครเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุด คนอังกฤษจะมีคำตอบแต่พระชาชินี ซึ่งมีฐานะเป็นประมุข ไม่ใช่พระราชินีที่เป็นพระชายาของกษัตริย์
ยกฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง ผู้ถูกกล่าวหาโพสต์ในเว็บบอร์ดประชาไท
ที่มา ประชาไท
ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสถาบันในเว็บบอร์ดประชาไท เมื่อปี 2251 โดยใช้นามแฝงว่า ‘เบนโตะ’ ใช้ ม.112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฟัน ศาลระบุพยานหลักฐานไม่ชัดเจน IP Address ปลอมแปลงได้ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ส่วนคดีผอ.ประชาไท สืบพยานปากแรก 4 ก.พ.
31 ม.ค.54 ที่ห้องพิจารณาคดี 906 ศาลอาญา รัชดา ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นางสาว เอ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้นามแฝง ‘บัฟฟาโล่ บอย’ และใช้นามแฝงในเว็บบอร์ดประชาไทว่า ‘เบนโตะ’ โพสต์ข้อความดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร เมื่อเดือนตุลาคม 2551 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่ชัดเจน ยังมีเหตุอันควรสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
คำพิพากษาสรุปความได้ว่า จากการนำสืบพบว่าชื่อผู้สมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตและหมายเลขโทรศัพท์เป็นของมารดาจำเลยและของบริษัทครอบครัวจำเลย คอมพิวเตอร์พกพาของจำเลยแม้มีข้อมูลเว็บไซต์ประชาไท แต่ก็ไม่มีหลักฐานถึงการโพสต์ข้อความดังกล่าว จำเลยถูกบุกจำกุมตัวโดยไม่รู้ตัวจึงไม่สามารถลบข้อมูลและทำลายหลักฐานได้ ฝ่ายโจทก์ใช้เพียง IP Address นำมาตรวจสอบกับทางเว็บไซต์ประชาไท และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยวิธีการดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอ อีกทั้งไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ นอกจากนี้บ้านของจำเลยมีลักษณะเป็นโรงงาน ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกเครื่อง และไม่ปรากฏว่าใช้เครื่องไหนในการโพสต์ พนักงานหลายคนก็สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ ประกอบการพยานจำเลยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์จากประเทศออสเตรเลียระบุว่า ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์สามารถปลอมแปลง IP Address ได้ มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการปลอมแปลง IP Address พยานหลักฐานจึงมีความน่าสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง
ทั้งนี้ คดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการฟ้องตามความผิด ม.112 และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และผู้ต้องหาต่อสู้คดีจนกระทั่งมีการตัดสินคดี โดยผู้ต้องหาถูกบุกค้นบ้านและจับกุมเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2552 และถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางราว 10 วันจึงได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดี นอกจากนี้คดีดังกล่าวยังถูกใช้อ้างอิงเป็นกระทงที่ 10 ในการฟ้องนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผอ.เว็บไซต์ประชาไท ตามความผิดตามมาตรา15 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีการสืบพยานโจทก์ปากแรกในวันที่ 4 ก.พ.นี้
ปิยบุตร แสงกนกกุล: เกี่ยวกับรายงานของอัมสเตอร์ดัม
ที่มา ประชาไท
ปิยบุตร แสงกนกกุล
"This case represents a historic opportunity for international justice to confront governments who deploy their militaries to use violence against their own citizens."
Robert Amsterdam
จากการอ่านรายงานของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ใช้ประกอบการเสนอคำร้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศในวันนี้
ผมขอสรุปประเด็นสำคัญและความเห็นของผมในเบื้องต้น ดังนี้
ในความเห็นของผม รายงานของอัมสเตอร์ดัมทั้งหมด อาจแบ่งได้ ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ
ส่วนแรก ความเป็นมาของการเกิดขึ้นของเสื้อแดง
ตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา "ตลก"ภิวัตน์ รัฐธรรมนูญ ๕๐ เป็นคุณต่อพวกเอสตาบลิชเมนท์ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การคุกคามเสรีภาพ และการสลายชุมนุม
ส่วนที่สอง การสังหารหมู่เมษายน พฤษภาคม ๕๓ เข้าองค์ประกอบความผิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ส่วนนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรับให้เข้ากับฐานความผิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ส่วนนี้ เขารวบรวมพยานหลักฐานไว้ได้ดีมาก มีพยานผู้เชี่ยวชาญชื่อ Joe Ray Witty เป็นอดีตทหารอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธ และสไนเปอร์ มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์อีกหลายคน (ดูพยานทั้งหมดที่ภาคผนวก)
ส่วนที่สาม เรื่องนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้อย่างไร
ส่วนนี้เป็นเรื่องเขตอำนาจศาล อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยได้ลงนามใน Rome Statute แต่ไทยไม่ได้ให้สัตยาบัน (ราทิฟาย) Rome Statute นี้
ดังนั้น โดยปกติแล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศย่อมไม่สามารถรับคำร้องกรณีประเทศไทยได้
อย่างไรก็ตาม อัมสเตอร์ดัมเสนอว่ามี ๒ ช่องทาง ได้แก่
ช่องทางแรก
ไอซีซีต้องเปิดกระบวนการสืบสวนสอบสวนไต่สวนในกรณีนี้ในเบื้องต้น เพื่อรอให้วันหนึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติให้ไอซีซีมีเขตอำนาจในกรณีนี้ตามมาตรา ๑๓ (บี) (เหมือนซูดาน)
ช่องทางที่สอง
ในกรณีที่ไอซีซีไม่มีเขตอำนาจอันเนื่องมาจากรัฐไม่ให้สัตยาบัน ไอซีซีอาจมีเขตอำนาจได้ใน ๒ กรณี
กรณีแรก มาตรา ๑๒ (๒) (เอ) ความผิดนั้นเกิดในดินแดนของรัฐภาคี ภาษากฎหมายเราเรียกว่า เขตอำนาจทางพื้นที่ (ratione loci)
กรณีที่สอง มาตรา ๑๒ (๒) (บี) ถ้าบุคคลผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นพลเมืองของรัฐภาคี ภาษากฎหมายเราเรียกว่า เขตอำนาจทางบุคคล (ratione personae)
ไอซีซีในคดีเคนยาเคยวางหลักเรื่องนี้ไว้แล้ว
กรณีไทย สามารถฟ้องอภิสิทธิ์ได้ เพราะอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองสหราชอาณาจักรโดยการเกิด ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นภาคีและราทิฟายอนุสัญญากรุงโรมแล้ว
(ดูรายงานหน้า ๑๑๓)
นอกจากนี้ในรายงานยังเน้นย้ำให้ไอซีซีได้ตระหนักถึงสถานการณ์เฉพาะของไทย ได้แก่ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักมีการนิรโทษกรรมให้คนสังหารหมู่ประชาชนเสมอ ดังเห็นได้จาก ๖ ต.ค. ๑๙ และ พ.ค. ๓๕, ความไม่เป็นกลางและอิสระของศาลไทย, กระบวนการสอบสวนของดีเอสไอ (รายงานหน้า ๑๑๙ เป็นต้นไป)
ในส่วนนี้อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิชเคยเขียนในประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๗ ไว้ ดังนี้
"... อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจมีเขตอำนาจเหนือคดีที่รัฐนั้นมิได้เป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศก็ได้ หากผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงแม้จะมิได้เป็นคนที่มีสัญชาติของรัฐที่เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศก็ตาม แต่อาชญากรรมร้ายแรงได้กระทำขึ้นบนดินแดนของรัฐที่เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็มีเขตอำนาจได้ หรือในกรณีกลับกัน อาชญากรรมได้กระทำโดยคนที่มีสัญชาติของรัฐที่เป็นภาคีของศาล แม้ว่าอาชญากรรมนั้นจะกระทำขึ้นบนดินแดนหรือในประเทศที่มิได้เป็นภาคีของศาลก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศก็มีเขตอำนาจ หรือกรณีสุดท้าย ทั้งผู้กระทำความผิดก็มิได้มีสัญชาติของรัฐที่เป็นภาคีศาลอาญาหรืออาชญากรรมร้ายแรงได้กระทำขึ้นในดินแดนที่มิได้เป็นรัฐภาคีศาลอาญา ศาลอาญาก็สามารถมีเขตอำนาจได้หากคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติเสนอเรื่องให้อัยการสอบสวน"
(เน้นข้อความโดยผมเอง)
...
ข้อสังเกตของผม
การที่ไอซีซีจะรับฟ้องหรือไม่นั้น ก็อาจสำคัญเหมือนกัน และแม้นว่าหากไอซีซีไม่เอาด้วย แต่ประเด็นทางการเมืองที่สำคัญกว่า มี ๓ ข้อ
ข้อแรก การกดดันไปที่ไอซีซีว่าจะตัดสินใจทำอย่างไร อย่างน้อยจะเข้ามาไต่สวนเบื้องต้นรอไว้ก่อนมั้ย เพื่อว่าวันนึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะอนุญาตให้ไอซีซีมีเขตอำนาจ (เหมือนซูดาน) แน่นอนไทยเส้นใหญ่มาก คณะมนตรีฯคงไม่ยอม แต่อย่างน้อย การกดดันขอให้ไอซีซีเข้ามาตรวจสอบก่อนก็น่าจะเป็นการดีมาก
ข้อสอง รายงานชิ้นนี้ เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไว้เสร็จหมดแล้ว หากไอซีซีน็อคด้วยการไม่รับเพราะอ้างว่าไม่มีเขตอำนาจเพราะไทยไม่ราทิฟาย ก็เป็นการผลักลูกบอลกลับไปที่รัฐบาลไทยให้ราทิฟายโดยเร็ว
ข้อสาม ประเด็นสังหารหมู่ถูกโหมกระพือไปทั่วโลก นับเป็นความชาญฉลาดของบ๊อบแท้ๆที่เลือกญี่ปุ่นเป็นที่แถลงข่าว ช่วยไม่ได้ไทยดันไม่ฉลาดไปห้ามเขาเข้าเมืองไทยเอง
...
สิ่งที่น่าจับตาต่อไป
๑. รัฐบาลไทยและอภิสิทธิ์จะว่าอย่างไร กรณีเขตอำนาจศาลไอซีซีแบบ ratione personae อภิสิทธิ์อาจปฏิเสธว่าตนไม่ได้ถือสัญชาติอังกฤษแล้ว? เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่า กรณีนี้อัมเสตอร์ดัมเขาเก็บความลับได้ดีมาก เพิ่งมาเปิดเอาวันนี้ รัฐบาลไทยคงมึนไปหลายวัน
๒. เอสตาบลิชเม้นท์ไทย จะทำอย่างไร? เงียบ? ล็อบบี้สหรัฐอเมริกา? ล็อบบี้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ? หรือรัฐประหาร?
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่
http://www.scribd.com/doc/47833346/Red-Shirts-Application-to-the-International-Criminal-Court-to-Investigate-Crimes-against-Humanity-in-Thailand
ดาวน์โหลดเอ็กเซคิวทีฟ ซัมมารี ได้ที่นี่
http://www.thaiaccountability.org/wp-content/uploads/2010/12/Executive-Summary-Final.pdf
เว็บไซต์ที่ทีมงานของอัมสเตอร์ดัมจัดทำขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
http://www.thaiaccountability.org/
หมายเหตุ: ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบันทึกนี้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ซ้ำ
กวีตีนแดง: เดินทางไกล
ที่มา ประชาไท
ประกาย ปรัชญา
“อหิงสา-สันติ” แบบสันติอโศก
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
สถาปัตยกรรมของอินเทอร์เน็ต: ลักษณะและนัยต่อความรับผิด
ที่มา ประชาไท
คอลัมน์ "ความจริงจากโลกเสมือน"
โดย สฤณี อาชวานันทกุล (มกราคม 2554)
เมื่อโลกล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 อินเทอร์เน็ตก็ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตสำหรับคนส่วนใหญ่ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กที่ชอบเล่นเกมออนไลน์ คนหนุ่มสาวที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่หลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ที่มีความสุขกับการได้กลับมาพบปะพูดคุยกับเพื่อนเก่าอีกครั้งผ่านเฟซบุ๊ค
ยิ่งอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเท่าไร เราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็นความซับซ้อนเชิงโครงสร้างและความเรียบง่ายเชิงหลักการของอินเทอร์เน็ต และการที่เราได้อ่านข้อความบนหน้าเว็บเพจ (web page) แทบจะในทันทีที่เราเรียกดู ก็ทำให้เราไม่ฉุกใจคิดว่ามีผู้เกี่ยวข้องกี่ราย มีอะไรเกิดขึ้นบ้างก่อนที่เนื้อหาบนหน้าเว็บจะเดินทางมาถึงสายตาของเรา
ชาญชัย ชัยสุขโกศล ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายอย่างรวบรัดชัดเจนในรายงานเรื่อง “อำนาจเชิงโครงสร้างของเทคโนโลยี: ศึกษากรณีอินเทอร์เน็ตไทย ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549” ว่า การที่เราได้อ่านหรือพิมพ์เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตนั้น มีผู้รับผิดชอบจำนวนมากในเครือข่าย ซึ่งเราอาจแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่
(1) ชั้นโครงข่ายพื้นฐาน (Network Infrastructure) ได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคม, วงจรเช่า (leased line / circuit), สายส่งสัญญาณ/สายโทรคมนาคม (transmission / telecommunication line), เกตเวย์อินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ (International Internet Gateway: IIG) ทำหน้าที่คล้ายชุมสายโทรศัพท์ (สำหรับการสื่อสารแบบโทรศัพท์) สำหรับโทรออกต่างประเทศ, ชุมสายแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตในประเทศ (National Internet Exchange: NIX)
(2) ชั้นช่องทางเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet Access) ประกอบด้วยบริการหลักๆที่เกี่ยวข้อง 3 ประเภท ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs), บริการเว็บโฮสติ้ง (webhosting) หรือรับฝากเว็บไซต์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งให้บริการรับฝากเครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์ และ
(3) ชั้นเนื้อหาอินเทอร์เน็ต (Internet Content) ซึ่งประกอบด้วยเว็บไซต์, เว็บบอร์ด, เว็บบล็อก (weblog), ทีวีออนไลน์, วิทยุออนไลน์, เว็บเครือข่ายสังคม (social network site) ฯลฯ
อาจารย์ชาญชัยสรุปต่อไปว่า การที่เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาอินเทอร์เน็ตหนึ่งๆ (เช่น เว็บไซต์แห่งหนึ่ง) ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีชนิดต่างๆ มากมายมหาศาลที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ และทำงานร่วมกันในการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้ (ดูตารางประกอบ)
(1) เราเองจะต้องเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต โดยล็อกอินผ่านระบบการให้บริการช่องทางการอินเทอร์เน็ต (ISP) รายหนึ่ง จากนั้นจึงส่งข้อมูลคำสั่ง ว่าต้องการเปิดเว็บใดไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ในที่นี้จะเรียกว่า “บิต” (bit) ซึ่งเป็นเลขฐานสอง อันเป็นรูปแบบพื้นฐานที่สุดของภาษาคอมพิวเตอร์) (2) บิตคำสั่งดังกล่าวจะถูกส่งผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐานเชื่อมต่อภายใน ประเทศทั้งที่เป็นแบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) หรือระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ (PSTN) รวมทั้งระบบโครงข่ายเอทีเอ็มหรือสายเช่า (lease line) ประเภทต่างๆ เพื่อเรียกข้อมูลจาก (3) คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บโฮสติ้ง ซึ่งถ้าเป็นเว็บใหญ่ก็จะตั้งอยู่ที่ (4) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งให้บริการรับฝากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วย ถ้าข้อมูลเนื้อหาอินเทอร์เน็ตไม่ได้อยู่ที่ระบบให้บริการอินเทอร์เน็ตนั้นๆ บิตคำสั่งขอข้อมูลดังกล่าวก็จะต้องวิ่งขึ้นไปที่อื่น กรณีเว็บนั้นๆอยู่ภายในประเทศ (เช่น pantip.com เป็นต้น) บิตคำสั่งจะวิ่งไปที่ (5) ชุมสายอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ เพื่อวกกลับลงมาสู่ (6) ระบบให้บริการอินเทอร์เน็ตของรายอื่น ซึ่งเชื่อมต่อกับ (7) เว็บโฮสติ้งเครื่องที่เก็บข้อมูลของ (8) เว็บไซต์ตัวที่ต้องการเข้าถึง แต่ถ้าเว็บไซต์นั้นๆอยู่ต่างประเทศ (เช่น youtube.com เป็นต้น) คำสั่งขอข้อมูลก็จำเป็นจะต้องวิ่งไปที่ (9) เกตเวย์อินเทอร์เน็ตเข้า/ออกระหว่างประเทศ เพื่อวิ่งต่อโดยผ่าน (10) สายใยแก้วนำแสงภาคพื้นดินไปที่ (11) สถานีรับส่งดาวเทียม หรือ (12) ที่จุดเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อออกสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโลกต่อไป เมื่อได้พบเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งของเว็บไซต์นั้นๆ แล้ว บิตข้อมูลเนื้อหาของเว็บไซต์นั้นๆ ก็จะถูกส่งให้วิ่งย้อนกลับยังเครือข่าย อุปกรณ์ต่างๆ ตามที่วิ่งมา (กรณีนี้เป็นเพียงตัวอย่างพื้นฐาน กรณีจริง จะมีเทคนิคอีกมากมาย เพื่อลดความล่าช้าของการวิ่งหาข้อมูล เช่น ระบบพร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งไว้ตามอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น)
โครงสร้างของอินเทอร์เน็ตในมิติต่าง ๆ
(คลิกเพื่อดูรูปขนาดเต็ม)
จากตารางด้านบนจะเห็นว่า การทำงานอะไรก็ตามของอินเทอร์เน็ตนั้นมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหรือเครื่องที่เรามองไม่เห็น การที่เราได้อ่านเนื้อหาบนเว็บเพจหน้าไหนก็ตาม (รวมทั้งบทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ด้วย) จำต้องอาศัย “ตัวกลาง” จำนวนมาก ตั้งแต่ผู้เขียนเนื้อหา (อย่างเช่นผู้เขียนบทความนี้) เว็บมาสเตอร์ (webmaster) ผู้ดูแลเว็บ ผู้ให้บริการโฮสติ้งซึ่งเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ที่เก็บบทความนี้ไว้ให้ดู ไปจนถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่ท่านจ่ายค่าบริการเพื่อเชื่อมต่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
ในเมื่อการนำส่งเนื้อหาบนเว็บเพจสู่สายตาคนอ่านมีตัวกลางที่เกี่ยวข้อง จำนวนมากและหลากหลายประเภท ผู้บังคับใช้กฎหมายจึงต้องใช้ความระมัดระวังและความเชี่ยวชาญค่อนข้างมากในกระบวนการพิสูจน์ว่า เนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ผิดกฏหมายนั้นมี “ตัวกลาง” คนไหนที่มี “เจตนา” หรือ “ยินยอม” ให้สร้างเนื้อหาดังกล่าวบ้าง
ลองสมมติว่าคุณเช่าบ้านพักอยู่แถวชานเมือง วันดีคืนดีมีคนมือบอนมาพ่นข้อความกล่าวหานักการเมืองชื่อดังบนกำแพงบ้าน มีคนถ่ายรูปเอาไว้ได้และอัพโหลดรูปขึ้นเว็บบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่งก่อนที่คุณจะลบทัน สมาชิกเว็บบอร์ดหลายคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์อย่างสนุกสนานและส่งรูปนั้นต่อไป เป็นอีเมลลูกโซ่ รวมทั้งก็อปปี้รูปนั้นไปโพสบนเว็บอื่น นักการเมืองผู้ตกเป็นเป้าเข้ามาพบรูปถ่ายข้อความบนกำแพง รีบสั่งให้ทนายหาตัวตนของคนมือบอนเพื่อแจ้งจับในข้อหาหมิ่นประมาท
ถ้านักการเมืองรายนั้นไปแจ้งความขอให้ตำรวจจับคุณด้วย โดยอ้างว่าคุณ “ยินยอม” ให้คนมือบอนหมิ่นประมาทเขาเพราะไม่ได้ทำความสะอาดกำแพงอย่างทันท่วงที คุณย่อมรู้สึกว่าข้อกล่าวหาข้อนี้ไม่เป็นธรรม คำถามข้อต่อไปคือ ถ้าใช้เหตุผลแบบนี้ นักการเมืองคนนั้นก็อาจใช้เหตุผลทำนองเดียวกันแจ้งความจับเจ้าของบ้านที่ให้คุณเช่า (ในฐานะเจ้าของกำแพงที่ตีพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาท) เจ้าของเว็บบอร์ดที่เปิดให้คนเข้ามาโพสรูปถ่ายได้อย่างเสรี (ในฐานะเจ้าของสื่อที่เผยแพร่เนื้อหาหมิ่นประมาท) รวมไปถึงบริษัทโฮสติ้งที่โฮสเว็บบอร์ดนั้นๆ (ในฐานะเจ้าของพื้นที่ของสื่อที่เผยแพร่เนื้อหาหมิ่นประมาท)
การฟ้อง “ตัวกลาง” ต่างๆ ในกรณีสมมติข้างต้นฟังดูไม่เป็นธรรมอย่างไร การฟ้องร้อง “ตัวกลาง” ต่างๆ กรณีเกิดเนื้อหาผิดกฎหมายบนอินเทอร์เน็ตก็ไม่เป็นธรรมฉันนั้น เนื่องจากการทำงานของอินเทอร์เน็ตต้องพึ่งพาอาศัยตัวกลางจำนวนมาก ลำพังการปรากฏเนื้อหาที่เจ้าหน้าที่มองว่าผิดกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าตัวกลางต่างๆ “เจตนา” หรือ “ยินยอม” ที่จะให้เนื้อหานั้นปรากฏ
ในเมื่อสถาปัตยกรรมของอินเทอร์เน็ตมีตัวกลางที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และการทำงานของตัวกลางเหล่านั้นก็จำเป็นต่ออินเทอร์เน็ต กฎหมายอินเทอร์เน็ตที่เป็นมาตรฐานสากลจึงคุ้มครองตัวกลางเป็นพื้น คือตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพ่งเล็งว่าสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำผิด กล่าวคือ เจ้าหน้าที่จะไม่แจ้งจับตัวกลางในข้อหาเจตนาหรือยินยอมให้มีเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย จนกว่าจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ามีเจตนาจริงๆ เช่น สมมติว่าเจ้าหน้าที่เคยแจ้งเว็บมาสเตอร์ให้ลบเนื้อหาที่แสดงหลักฐานให้เห็น แล้วว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ภายใน 7 วันตามที่กฎหมายกำหนด แต่เว็บมาสเตอร์ไม่ยอมทำตาม เป็นต้น (ปัจจุบันกฏหมายไทยยังไม่มีขั้นตอนในการแจ้งลบเนื้อหาผิดกฏหมาย)
นอกจากจะต้องทำความเข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตเดินได้ด้วยตัวกลางจำนวนมากแล้ว เราก็ยังต้องทำความเข้าใจด้วยว่า บริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตแตกต่างจากบริการนอกเน็ตอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เว็บบอร์ด (web board) คือการสื่อสารสองทางระหว่างผู้ใช้เน็ตด้วยกัน ไม่ใช่ “สื่อมวลชน” แบบดั้งเดิมที่ต้องมีกองบรรณาธิการคอยกรองเนื้อหา ก่อนตีพิมพ์ เว็บบอร์ดไหนที่เนื้อหาถูกกรองก่อน เว็บบอร์ดนั้นก็จะไม่ได้รับความนิยม เพราะผู้ใช้เน็ตอยากสื่อสารกันเองโดยที่ไม่มีใครมาเซ็นเซอร์ก่อนตีพิมพ์ การเซ็นเซอร์หรือปิดกั้นทำได้ หลังจากที่เนื้อความที่สื่อสารกันปรากฏบนเว็บแล้วเท่านั้น
ผู้ดูแลเว็บบอร์ดขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงมาก อย่างเช่น pantip.com เปรียบเสมือน “พิธีกร” ในงานเลี้ยง ผู้คอยดูแลให้การสนทนาระหว่างแขกเหรื่อเป็นไปอย่างราบรื่น หรือเป็น “โอเปอเรเตอร์” ผู้ทำหน้าที่สับสายโทรศัพท์ มากกว่าจะเป็น “บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา” ของสื่อสิ่งพิมพ์
พิธีกรในงานเลี้ยงไม่ควรต้องร่วมรับผิดเวลาที่แขกในงานกระทำความผิด ฉันใด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด เจ้าของเว็บบอร์ด เจ้าของเว็บไซต์ที่เปิดให้ใครก็ได้เป็นเจ้าของเว็บบอร์ด บริษัทโฮสติ้ง และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ก็ไม่ควรต้องร่วมรับผิดเวลาที่ผู้ใช้เน็ตโพสเนื้อหาที่ผิดกฏหมายฉันนั้น.
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://thainetizen.org/node/2594
นิติราษฏร์ ฉบับ ๑๓: เปลี่ยนผ่านประเทศไทย
ที่มา ประชาไท
หากไม่หลอกตัวเองจนเกินไป จะพบว่าสังคมไทยไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ปฏิกิริยาอันหลากหลายที่สะท้อนผ่านความรู้สึกนึกคิดและการแสดงออกของบรรดาผู้คน แสดงนัยยะให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
จากความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยเมื่อห้าปีก่อน หากผู้เกี่ยวข้องต่อการนี้ได้เข้าใจกันบ้างว่ากับบางเรื่องราว ไม่ว่าจะมีเหตุผลอย่างไร ก็ไม่สมควรกระทำแล้ว การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็คงไม่เกิด และเมื่อการยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยไม่ได้มีผลเป็นการล้มล้างรัฐบาลอย่างเดียว แต่ทว่ายังเป็นการทำลายอำนาจการตัดสินใจของประชาชนผู้สนับสนุนรัฐบาลด้วย จากการกระทำด้วยวิธีการที่มิชอบดังนี้ จึงถือเป็นการเปิดม่านให้กับการมาเยือนของวิกฤติการเมืองไทยดังที่เห็นในปัจจุบัน ...
ความจริงแล้ว ปัญหาทางการเมืองอาจจะไม่ขยายตัว หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีความยับยั้งชั่งใจต่อการใช้อำนาจของตนอยู่บ้าง แต่หลังจากการรัฐประหารสำเร็จลุล่วง เมื่อปฏิบัติการทำลายล้างทางการเมืองต่อคู่กรณีฝ่ายตรงกันข้ามยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ พรรคไทยรักไทยได้ถูกยุบไปโดยคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ หัวหน้าพรรคพลังประชาชนซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาล และพรรคพลังประชาชนถูกยุบตามไปโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ผลจากการที่ถูกกระทำซ้ำซากดังนี้ ทำให้ความอดทนของผู้ที่สนับสนุนพรรคการเมืองทั้งสองพรรคเดินมาถึงจุดสิ้นสุด และนำไปสู่การชุมนุมประท้วงแบบยืดเยื้อตามมาหลายครั้ง ครั้งล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งยังสร้างความบาดหมางในสังคมไทยให้ร้าวลึกลงไปแบบยากที่จะเยียวยา
กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าความขัดแย้งจะขยายตัวเท่าใด สิ่งที่ต้องตราไว้ก็คือ ความไม่ลงรอยทางการเมืองดังนี้ย่อมไม่อาจนำพาประเทศเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ได้ หากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนี้เป็นเพียงคนเฉพาะกลุ่มระหว่าง นักการเมืองด้วยกัน อย่างไรก็ดี เมื่อคู่ขัดแย้งทางการเมืองคราวนี้ประกอบอยู่ทั้งองคมนตรี กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง และประชาชนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนคู่กรณีของแต่ละฝ่าย ความขัดแย้งในสังคมไทยจึงลุกลามบานปลายจนกลายเป็นวิกฤติทางการเมืองอย่างคาดคิดไม่ถึง
คงไม่จำเป็นอีกแล้วต่อการสาธยายรายละเอียดถึงบทบาทของคู่ขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ เพราะข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในทางต่างๆ รวมไปถึงบันทึกของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่มีไปถึงวอชิงตันเกี่ยวกับปัญหาการเมืองไทย ซึ่งถูกนำมาตีแผ่ผ่านวิกิลีกส์ว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง ก็เพียงพอต่อการทำให้สถาบันสำคัญในสังคมไทยตกอยู่ในภาวะแทบจะล้มละลายต่อความน่าเชื่อถือสำหรับผู้คนจำนวนหนึ่งเสียสิ้น และจากความรู้สึกดังนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงเห็นถึงความจำเป็นของการต้องเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเสียที
ไม่ใช่หัวใจสำคัญของเรื่องเสียแล้ว หากจะตั้งคำถามอยู่เพียงว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลและใครจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อมีการเลือกตั้ง แต่ทว่าคำถามที่สอดรับกับสถานการณ์ทางข้อเท็จจริงมากที่สุดขณะนี้ย่อมอยู่ที่ว่า จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยอย่างไรให้ก้าวข้ามความขัดแย้งไปยังจุดหมายที่ควรจะ เป็น ตามทำนองคลองธรรมของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเป็นไปอย่างสันติ ทุกสถาบันสำคัญในสังคมไทยจำต้องพร้อมจะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงว่าตนจะต้องปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อมิให้สถาบันของตนกลายเป็นต้นเหตุของวิกฤติทางการเมืองซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
วันนี้สังคมไทยได้ย่างก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านแล้ว และต้องตระหนักว่าการหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงอันเป็นกฎธรรมดาโลกไม่เคยมีผู้ ใดกระทำได้สำเร็จ ไม่ว่าจะโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือใช้แสนยานุภาพทางอาวุธเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง เมื่อประเทศไทยไม่อาจหวนกลับไปเป็นอย่างเดิมอีกได้ สถาบันการเมืองทั้งหลายจึงต้องหาจุดลงตัวที่เหมาะสมของตนให้ได้เพื่อให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมอย่างใหม่ที่ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปถึง
หากสถาบันการเมืองใดยังคิดว่าตนอยู่เหนือกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง อนาคตไม่ไกลจากนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านคิดนั้นผิดหรือถูก