WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 1, 2011

“ไทยฟรีนิวส์ ไม่กินมาม่า” ขอบคุณ ดร.นิธิ ที่ตีปี๊ปเรื่อง “บอยคอตมาม่า” ให้ครับ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


วันนี้ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ช่วยตีปี๊ปเรื่องการบอยคอตมาม่าให้แล้วครับ ในบทความเรื่อง “มาม่ากับเสื้อแดง” ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันวันนี้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296480411&grpid=&catid=02&subcatid=0207

แม้จะไม่ได้สนับสนุนโดยตรง แต่การพูดถึงกล่าวถึง ก็ทำให้สังคมระดับกว้างรับรู้ว่าเรามีการบอยคอตมาม่ากันอยู่ นอกจากนี้ ดร.นิธิ ยังได้ให้ความกระจ่างขยายรายละเอียดว่าทำไมต้องบอยคอต และพลังในการบอยคอต ใช้เพื่อการควบคุมทุนให้มีความเป็นมนุษย์อย่างไร ก็ขยายต่อจากบทความที่ผมเคยเขียนไว้ในเรื่องนี้

เรายังไม่ได้เลิกบอยคอตมาม่านะครับ แต่ผมเชื่อว่าสมาชิกไทยฟรีนิวส์ไม่กินมาม่ากันแล้วนะครับ เหลือแต่ว่าเราจะขยายการรณรงค์นี้ไปถึงคนส่วนใหญ่ได้อย่างไรเท่านั้นเอง

มาม่ากับเสื้อแดง

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ผมพลอยตื่นเต้นกับปฏิบัติการบอยคอตมาม่าของเสื้อแดง มีการตั้งเป้าของผู้เข้าร่วมที่สูงถึง 20 ล้านคน ใช้ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน

ที่ตื่นเต้นก็เพราะอยากจะรู้ผลว่าสามารถทำได้จริงตามเป้าหรือไม่ เพียงใด แต่แม้ติดตามฟังข่าวอย่างใกล้ชิด ก็ยังไม่รู้ผลอยู่ดีจนถึงบัดนี้ แน่นอนว่าบริษัทย่อมไม่แถลง เพราะมีแต่เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง เช่นหากแถลงว่าไม่เกิดผลกระเทือนแก่บริษัท ก็เท่ากับท้าทายคนเสื้อแดงให้ยิ่งรณรงค์หนักมือขึ้น แถลงว่าเป็นผลกระเทือนอย่างรุนแรง ก็ยิ่งช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ของตนเสื่อมความนิยมในตลาดลงไปอีก

และก็อย่างเคย คือไม่มีสื่อใดตามเจาะเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้แต่สื่อของเสื้อแดงเอง ก็ตามข่าวในเชิงรณรงค์มากกว่าพยายามประเมินว่าได้ผลมากน้อยเพียงไร ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีนัยยะสำคัญมากกว่าการต่อสู้ทางการเมืองเฉพาะหน้า

ในประเทศไทย (เหมือนกับอีกหลายประเทศทั่วโลก) ทุนได้เติบใหญ่จนกลายเป็นพลังมหึมาที่สามารถเข้าไปกำหนดวิถีชีวิตของคนอย่างเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยสิ่งที่เรียกกันว่า "กลไกตลาด" นับวันพลังอื่นๆ ก็ไม่สามารถถ่วงดุลทุนด้วยการกำกับตลาดให้มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อความเป็นธรรมและความสงบสุขของผู้คนได้

พลังอื่นๆ ที่สำคัญคือรัฐ แต่ในประเทศไทย รัฐจำนนต่อทุนอย่างค่อนข้างราบคาบ ชนชั้นนำทางการเมืองของไทยมีความสัมพันธ์กับทุนอย่างแนบแน่น ไม่แต่เพียงรับการสนับสนุนทางการเงินจากทุนเท่านั้น บางส่วนก็ผันตนเองเป็นทุนไปเต็มตัว จนกระทั่งไม่สามารถแยกรัฐกับทุนออกจากกันได้

ฉะนั้น แทนที่รัฐไทยจะเป็นอีกพลังหนึ่งที่คอยสร้างและรักษาระเบียบกฎเกณฑ์ของตลาด รัฐกลับใช้สิ่งที่เรียกว่า "กลไกตลาด" เข้าไปจัดการทรัพยากรทุกชนิด จนทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงทรัพยากร แม้แต่ทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิตซึ่งไม่ควรถือเป็นสินค้า รัฐจึงกลายเป็นเครื่องมือของทุน ไม่ใช่พลังอิสระอีกอันหนึ่งที่จะคอยถ่วงดุลอานุภาพของทุน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรัฐไทยไม่ใช่รัฐประชาชาติที่แท้จริง กล่าวคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการรัฐ มีคนส่วนน้อยเพียงหยิบมือเดียวที่ยึดรัฐไปเป็นสมบัติส่วนตัว และในบรรดาคนส่วนน้อยนั้น ล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำของทุน

อย่างไรก็ตาม "ภาคประชาชน" ของไทยก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น และมีบทบาทมากขึ้นในการเข้าไปควบคุมรัฐและทุนตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงไฟฟ้า, การวางท่อก๊าซ, การทำเหมืองโพแทส, การทำโรงถลุงเหล็ก, การปล่อยมลพิษอย่างร้ายกาจของโรงงาน ฯลฯ ที่ประสบความสำเร็จจนทำให้รัฐและทุนต้องระงับหรือปรับเปลี่ยนโครงการก็มี ที่พ่ายแพ้เพราะทุนอาศัยอำนาจรัฐใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนก็มี ความเคลื่อนไหวเหล่านี้กำลังขยายตัวมากระทบต่อนโยบายระดับมหภาคมากขึ้น เช่น สิทธิบนที่ดินของทุนและรัฐจะถูกจำกัดมากขึ้นในกรณีการเคลื่อนไหวของชาวสลัมและคนไร้ที่ดินในชนบท, นโยบายพลังงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์

แต่ในขณะเดียวกัน น่าสังเกตด้วยว่า ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ผ่านมา เป็นการเผชิญหน้ากับรัฐและทุนโดยตรง จำกัดประเด็นและจำกัดพื้นที่ ทำให้รัฐและทุนสามารถยักย้ายถ่ายเทหลบหลีกการกำกับควบคุมได้ง่าย เช่น ประท้วงโรงไฟฟ้าอย่างได้ผลในพื้นที่หนึ่ง ก็ย้ายโรงไฟฟ้าไปสร้างอีกที่หนึ่ง ต่อต้านการทำลายแม่น้ำด้วยเขื่อน ก็อ้างว่าสร้างฝาย ภาคประชาชนใช้ "ตลาด" เป็นเวทีการต่อสู้น้อยมาก จากเมื่อครั้งต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา ดูเหมือนยังไม่มีการต่อสู้เพื่อกำกับรัฐและทุนในลักษณะเช่นนั้นอีกเลย จนถึงกรณีมาม่าครั้งนี้

แม้ว่า "ตลาด" ไม่ใช่เวทีการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่ก่อนจะไปถึงขั้นที่ภาคประชาชนจะมีพรรคการเมืองซึ่งใส่ใจรับมติของตนไปเป็นนโยบาย จนนำไปสู่กฎหมายและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ "ตลาด" เป็นเวทีที่ดูจะได้ผลในการกำกับควบคุมทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับด้วยว่า สัดส่วนที่ใหญ่มากของทุนในประเทศไทย คือทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก นั่นก็คือไม่อาจใช้ "ตลาด" ภายในเป็นเวทีต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพของภาคประชาชนในทุกกรณีไป แม้กระนั้นก็ยังใช้ได้ผลในอีกหลายกรณีดังเช่นกรณีมาม่า และแม้ "ตลาด" ภายในอาจไม่ใช่เป้าหมายโดยตรงของการผลิต แต่เมื่อมีฐานในประเทศไทย การรักษาภาพพจน์ที่ดีในประเทศก็มีความสำคัญเหมือนกัน

นอกจากนี้ หากการรณรงค์ในตลาดมีความเข้มแข็ง ก็อาจเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวระดับโลกได้ ซึ่งจะทำให้ยิ่งมีพลังในการกำกับควบคุมทุนได้มากขึ้น

ดังนั้น การกำกับควบคุมทุนของภาคประชาชนโดยผ่าน "ตลาด" จึงมีความสำคัญ เพราะเมื่อรัฐไม่สามารถหรือไม่อยากกำกับควบคุมทุน ภาคประชาชนจึงต้องเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน และอย่างมีประสิทธิภาพกว่าด้วย

แม้สร้างความหวั่นไหวให้แก่ทุนในระยะแรกที่เริ่มการรณรงค์ แต่ผมไม่ทราบว่าการรณรงค์ของเสื้อแดงในครั้งนี้ประสบความสำเร็จแค่ไหน อีกทั้งพลังที่แท้จริงของการบอยคอตไม่ได้มาจากการจัดองค์กรเพื่อการนี้โดยตรง แต่อาศัยเครือข่ายและประเด็นทางการเมืองของเสื้อแดงเป็นเครื่องมือมากกว่า ดังนั้นไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว จึงดูไม่ส่อว่าจะเป็นกระบวนการที่อาจดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน และจริงจังในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากคิดว่านี่เป็นการฝึกระยะแรก ซึ่งต้องเปิดกว้างสองอย่าง หนึ่งคือต้องเปิดการเรียนรู้ และสองคือเปิดตัวเองแก่คนที่มีความคิดเห็นอันแตกต่างหลากหลายในสังคม เพียงแต่มีความพยายามร่วมกันที่จะกำกับควบคุมทุน มิให้ทำร้ายผู้คนจนเกินไป ก็จะสร้างพลังของภาคประชาชนที่ยิ่งใหญ่เพื่อการนี้ขึ้นมาได้

ขบวนการของภาคประชาชนสามารถใช้พลังของตนในการกำกับควบคุมทุนผ่านตลาดได้อีกหลายอย่าง อันล้วนเป็นเรื่องที่รัฐไทยละเลยตลอดมา

เรื่องของมาบตาพุดคงง่ายขึ้น หากมีขบวนการประชาชนที่มีเครือข่ายใหญ่ขนาดเสื้อแดง ออกมารณรงค์ให้ประชาชนร่วมมือกันลงพรหมทัณฑ์แก่บริษัทที่ก่อมลภาวะ แน่นอนว่าหากสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มพลังอื่นๆ เช่น สหภาพแรงงานของบริษัทเหล่านั้น ก็จะยิ่งทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

โรงงานที่ไร้ความปลอดภัยและเสียสุขภาพแก่แรงงาน, บริษัทที่เอาเปรียบแรงงานด้วยวิธีต่างๆ ฯลฯ ควรถูกนำมาเปิดเผย และถูกขบวนการภาคประชาชนกดดัน นับตั้งแต่บอยคอตสินค้า ไปจนถึงการไม่ร่วมมือ เช่นสหภาพการขนส่งปฏิเสธที่จะขนสินค้าของบริษัทดังกล่าว

บริษัทที่ขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ควรได้รับการกดดันทำนองเดียวกัน

คิดไปเถิดครับ ขบวนการที่มีประสิทธิภาพของภาคประชาชนสามารถเข้าไปกำกับควบคุมทุนได้อีกมาก

แต่จะทำอย่างนั้นได้ดี จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ข้อมูลที่สมบูรณ์สักหน่อย จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบพอสมควร งานเช่นนี้หากขบวนการของประชาชนทำได้เองก็ดี และหากวงวิชาการจะเข้ามาช่วยก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก

สื่อควรมีหน้า "ผู้บริโภค" ซึ่งจะติดตามเฝ้าระวัง ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคในยุคใหม่ต้องมีความรับผิดชอบทางสังคมด้วย จึงมีประเด็นที่ผู้บริโภคควรต้องตระหนักรู้อีกหลายอย่าง เช่นสินค้าตัวเดียวกันแต่ต่างยี่ห้อนั้น ใช้วัตถุดิบภายในมากน้อยต่างกันเท่าไร ผลิตด้วยวัสดุหมุนเวียนมากน้อยต่างกันอย่างไร ใช้พลังงานในการผลิตต่างกันมากน้อยเพียงไร ปฏิบัติต่อคนงานของตนดีมากดีน้อยต่างกันอย่างไร ฯลฯ (อย่างเดียวกับที่สื่อมักรายงานเปรียบเทียบมูลค่าการส่งออก ซึ่งเป็นเพียงมิติเดียวของการประกอบการเท่านั้น)

(แต่แน่นอนว่า สื่อจะต้องไม่ขาสั่นกับการสูญเสียโฆษณาของบริษัทห้างร้านจนเกินไป)

มีคนพูดมานานแล้วว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ไม่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อาจจะโดยไม่ได้เจตนา การเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา ในบางครั้งก็เป็นการริเริ่มสิ่งสำคัญๆ ให้แก่สังคมไทย ซึ่งหากมองเห็นคุณประโยชน์ ทั้งคนเสื้อแดงหรือไม่ใช่ก็อาจเข้ามาช่วยพัฒนาให้ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเทศไทยจะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าความเหลื่อมล้ำก็คือ เราต้องกำกับควบคุมทุนและตลาดให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนทุกกลุ่ม ทุนและตลาดไม่ควรมีอำนาจอันไร้ขีดจำกัดเสียเลย เรายังไม่อาจหวังพึ่งรัฐให้เป็นผู้กำกับควบคุมได้ในระยะนี้ ประชาชนจึงต้องรับเป็นภาระในการสร้างอำนาจของตนเอง เพื่อกำกับควบคุมทุนและตลาดให้ได้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 01/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ทอดสะพานกระดาษ....

ก็เพียงหวัง ผูกขาด อำนาจต่อ
ให้เกิดก่อ แก่ตน คนรอบข้าง
ใช้งบรัฐ เอื้อเฟื้อ เพื่ออำพราง
ทำทุกอย่าง หวังให้ ได้กลับมา....

แก้รัฐธรรมนูญ เอาเปรียบ เหยียบพรรคอื่น
เอาเงินยื่น ตอบแทน แสนชั่วช้า
หวังปูทาง สู่เส้นชัย ได้ทันตา
แล้วกลับมา กอบโกย เพื่อโซ้ยกัน....

วิชามาร การเมือง เรื่องอุบาทว์
หวังผูกขาด ครอบครอง สนองนั่น
เพราะเส้นใหญ่ โอบอุ้ม คุ้มหัวมัน
ฝีมือนั้น หาได้ ก็ไม่มี....

เอาคนชั่ว ครองเมือง เรืองอำนาจ
ประเทศชาติ ขาดวิ่น สิ้นศักดิ์ศรี
คนซ้ายขวา หน้าหลัง ยังอัปรีย์
แผ่นดินนี้ จึงร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ....

เตรียมกอดคอ ลงเหว เพราะเหลวแหลก
ความแตกแยก ใครทำ ระยำไว้
รับกรรมใคร กรรมมัน ว่ากันไป
ประเทศไทย ใกล้สูญสิ้น แผ่นดินนี้....

แม้นรอคอย ความหวัง ยังมืดมิด
ดับสนิท ฟ้าสีทอง หม่นหมองศรี
ชาวประชา ไร้สุข ทุกข์ทวี
ลุกขึ้นสู้ เถิดคนดี พี่น้องแดง....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แม่กมนเกดชวดไปสภาสูงอังกฤษเหตุวีซ่าไม่ผ่านระบุถูกผู้มีอำนาจแทรกแซง

ที่มา ประชาไท

วีซ่าแม่กมนเกดไม่ผ่าน เหตุผลเงินน้อย ชวดไปให้ปากคำ "สภาสูง" อังกฤษ ระบุถูกผู้มีอำนาจรัฐแทรกแซงคุกคามวิถีชีวิต รัฐบาลไทยไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน

31 ม.ค.2554 จากกรณีที่ สภาสูง (House of Lord) ประเทศอังกฤษ ได้เชิญตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมจากเหตุการณ์ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ณ ประเทศอังกฤษ นั้น นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ได้กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเดินทางไปให้ข้อมูลการเสียชีวิตของบุตรสาวและผู้เสียชีวิตอีกกว่า 90 ศพต่อสภาสูง ประเทศอังกฤษ ว่าหลังจากที่ตัวได้ติดตามเรื่องการขอวีซ่าจากสถานทูตอังกฤษได้ทราบว่า ทางสถานทูตอังกฤษไม่อนุมัติคำร้องขอวีซ่าดังกล่าว ทำให้ตนและลูกชาย คือนายณัทพัช อัคฮาด ไม่สามารถเดินทางไปให้ปากคำถึงข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐบาลได้

นางพะเยาว์ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ให้เหตุผลว่าตนและบุตรชายมีเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารจำนวนไม่เพียงพอทำให้ทางสถานทูตไม่สามารถออกวีซ่า ให้ได้ นางพะเยาว์กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากทางสถานทูตอังกฤษ เพราะเชื่อว่าจะต้องถูกฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐแทรกแซงขัดขวางขวาง เพราะไม่ต้องการให้ข้อเท็จจริงกรณีการตายของลูกสาวของตน และการเสียชีวิตและบาดเจ็บนี้ออกไปเผยแพร่ประจานภายนอกประเทศ การที่ตนได้รับหนังสือเชิญจากสภาสูง ประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้รับวีซ่า ตามคำขอถือเป็นรูปธรรมที่ทำให้เห็นปัญหาของการแทรกแซงได้เป็นอย่างดี เธอยังระบุเพิ่มเติมว่าในปัจจุบันไม่ว่าเธอจะเดินทางไปที่ไหนก็ตามจะมีคนแปลกหน้าคอยติดตามเธอตลอด ทำให้เธอเกิดความรู้สึกตึงเครียดกดดันเป็นอย่างมาก

สำหรับสาเหตุที่เธอพยายามจะเดินทางไปให้ปากคำในต่างประเทศนั้นเธอให้เหตุผลว่าเนื่องจากในประเทศไทยไม่มีใครเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนแล้ว ไม่มีใครเป็นนักสิทธิมนุษยชนแล้ว มีการสังหารลูกสาวของเธอซึ่งเป็นพยาบาลอาสากำลังช่วยผู้บาดเจ็บ ซึ่งไม่มีใครในโลกนี้เขาทำกัน แต่ก็ไม่มีใครคนใดออกมาทักท้วงประจานการตัดสินใจการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล เธอจึงต้องพยายามที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกสาวของเธอในต่างประเทศ

อภิสิทธิ์ยันถือสัญชาติไทย โต้ไม่ใช่มอนเตรเนโกร

ที่มา ประชาไท

อภิสิทธิ์เตรียมแถลงข่าวโต้ “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” กรณีสลายการชุมนุมปี 53 เย้ยเป็นทนายรับจ้างมาทำคดี พร้อมปัดข่าวคณิตขอถอนตัว คอป.– ส่วนเรื่องประกัน นปช. รัฐบาลบังคับศาลไม่ได้

อภิสิทธิ์อัดอัมสเตอร์ดัมรับจ้างมาทำ ลั่นถือสัญชาติไทยไม่ใช่มอนเตรเนโกร
ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า วันนี้ (31 ม.ค.2554) เวลา 14.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ถึงกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศให้ดำเนินการ กรณีที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มนปช.เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ว่า เป็นการรับจ้างมาทำ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่ และคาดว่าคงจะมีการแถลงข่าวเรื่องการยื่นฟ้องดังกล่าว
ส่วนการที่นายอัมสเตอร์ดัมระบุว่า นายกรัฐมนตรีถือพาสปอร์ตสัญชาติอังกฤษ ซึ่งจะทำให้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ผมสัญชาติไทยครับ ไม่มีสัญชาติมอนเตรเนโกร”
ปัดข่าวคณิตถอนตัว คอป. - เรื่องประกัน นปช.รัฐบาลบังคับศาลไม่ได้
สำหรับกรณีที่นายคณิต ณ นคร คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. 2553 จะขอถอนตัว เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธข่าวว่า คงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะได้มีการกำชับไปแล้ว
เมื่อถามถึงทางออกในการให้ประกันตัวแกนนำ นปช. โดยเทียบกับกรณีของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยคนไทยรักชาติ ที่มีข้อหาเดียวกันแต่ศาลให้ประกันตัวนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องถามศาล อย่างกรณีของแกนนำ นปช. 2 รายรัฐบาลก็ไม่ได้คัดค้านการประกันตัว และที่ผ่านมาก็ดำเนินการในส่วนของคนที่ไม่ใช่แกนนำ ซึ่งประกันตัวออกมาได้ 10 กว่าคน และกำลังดำเนินการอีก 20 กว่าคน เป็นดุลพินิจของศาล รัฐบาลไม่สามารถบังคับศาลได้ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องจริงที่จะบอกว่าฝ่ายตุลาการต้องดำเนินการตามฝ่ายบริหาร พร้อมกล่าวย้ำว่า รัฐบาลต้องทำตามกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการประชาธิปไตยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
อัมสเตอร์ดัมแถลงข่าวในญี่ปุ่น ลั่นส่งฟ้องศาลโลก “อภิสิทธิ์” สังหารหมู่คนเสื้อแดง
วันเดียวกันนี้ (31 ม.ค.2554) มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 31 มกราคม นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความเจ้าของสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ได้วิดีโอลิงค์จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มายังห้ององค์การสื่อสารมวลชนเพื่อประชาธิปไตย ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชี้แจงการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิต 91 ศพในเหตุการณ์สลายการชุมนุมในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
นายโรเบิร์ต ระบุว่า ได้ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 31 มกราคม ในคดีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ใช้อาวุธจริงและอุปกรณ์ที่กองทัพใช้ในการสงคราม และผู้เชี่ยวชาญที่ถูกฝึกฝนเป็นทีมสไนเปอร์กว่า 150 คน ที่มีการระบุชัดเจนว่าบุคคลเหล่านี้มาในลักษณะของมือที่ 3 และเป็นการลับภายใต้ชื่อ คนชุดดำ เพื่อประหัตประหารประชาชนและลอบสังหารแกนนำคนเสื้อแดง กลายเป็นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย โดยผู้มีบารมีที่เป็นผู้จัดตั้งกองทัพและรัฐบาลขึ้นมาหลังการรัฐประหาร 2549 ได้วางแผนและปรับเครื่องมือของกองทัพ มาใช้ปราบปรามประชาชน ผ่านการชี้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
ด้าน Voice TV รายงานว่า นายอัมสเตอร์ดัมเปรียบเทียบการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. คล้ายกับเหตุการณ์รุนแรงที่ประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน จากการฆาตกรรม การจับกุมผู้คน และความพยายามในการแทรกแซงพยานหลักฐาน เพื่อใส่ความทางอาญาต่อผู้ชุมนุม
คำแถลงของ นายอัมสเตอร์ดัม ยังอ้างคำให้การของพยาน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ นายโจ เรย์ วิตตี้ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการควบคุมฝูงชน และเคยสังกัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสำนักงานตำรวจแห่งนครลอสแอลเจิลลีส ที่ระบุว่า การปฏิบัติการของกองทัพบกไทย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์เพื่อจะได้ปราบปรามผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช.
ทนายความชาวแคนาดาผู้นี้ชี้แจงต่อว่า ส่วนกรณีระเบิดสังหารทหารกลุ่มหนึ่ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน ปีเดียวกันนั้น อาจเป็นเรื่องที่ฝ่ายทหารก่อขึ้นเอง เพื่อเป็นข้ออ้างในการยิงปืนเข้าใส่กลุ่มประชาชนโดยฝ่าฝืนกฎการใช้กำลังของกองทัพ
นายอัมสเตอร์ดัม ยังกล่าวด้วยว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่มีความพยายามรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนและเป็นระบบมากที่สุด เพื่อชี้ให้เห็นว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยความจงใจก่อให้เกิดความรุนแรงจนเกินกว่าที่จะรับได้ จึงต้องการคำตอบและต้องมีผู้รับผิดชอบ‎​ก่อนหน้านี้
ชูประเด็น "อภิสิทธิ์" มีสัญชาติอังกฤษ
นายโรเบิร์ต กล่าวด้วยว่า เขาได้นำประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ ถือสัญชาติอังกฤษ เพราะเกิดที่ประเทศอังกฤษในปี 1967 มาใช้ในการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศด้วย เนื่องจากอังกฤษ เป็นประเทศที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว ซึ่งตามกฎหมายสามารถดำเนินคดีกับผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่ให้สัตยาบันได้ทันที
นายโรเบิร์ต ระบุว่า ในกฎหมายของอังกฤษปี 1948 มาตรา 4 ระบุว่าคนที่เกิดหลังจากนั้นจะได้รับสัญชาติอังกฤษโดยอัตโนมัติ แล้วก็ต้องมาดูว่าการถอนสัญชาติตัวเองนั้นเกิดหลังกระทำความผิดหรือไม่ และถามประชาชนชาวไทยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่จะปล่อยให้ฆาตกรมือเปื้อนเลือดที่สังหารประชาชนของตนเองอย่างโหดเหี้ยม ลอยนวลเป็นนายกอยู่ต่อได้อีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวและถ่ายทอดสดครั้งนี้ มีนักวิชาการเสื้อแดง อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช., ร.ศ.จารุพรรณ กุลดิลก, ศ.สุดา รังกุพันธุ์ เป็นล่ามผู้แปลภาษา โดยมีการติดตั้งจอโปรเจ็คเตอร์ 3 จุด และมีคนเสื้อแดงมารับฟังการแถลงข่าวและถ่ายทอดสดอย่างคับคั่ง
ส่วนแนวร่วมคนเสื้อแดงที่ไม่ได้เดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเชียเน็ตเวิร์ค สำหรับคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ มีการนำขึ้นเผยแพร่ในเว็บไซต์ http://robertamsterdam.com/thai/ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับคำให้การของประจักษ์พยานของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอยู่ในเว็บไซต์ www.thaiaccountability.org
ที่มา: เรียบเรียงจาก ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล Voice TV และมติชนออนไลน์

เบเนดิก แอนเดอร์สัน: มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก

ที่มา ประชาไท

“เบเนดิก แอนเดอร์สัน” อภิปรายที่ ม.เชียงใหม่ มองการเมืองไทยผ่านลักษณะของ “คณาธิปไตย” พร้อมตัวชี้วัดคณาธิปไตยจาก “ถ้อยคำ” และ “คนรับใช้” ข้อสังเกตเรื่องคนเสื้อแดงจากภูมิภาคของเจ้าพ่อและฝ่ายซ้าย บทบาทชนชั้นกลาง ทิ้งท้ายด้วยความเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ยุโรป

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 54 ที่ ห้องประชุม ศ.ดร.มล. ตุ้ย ชุมสาย อาคาร HB7 ชั้น 8 อาคาร HB7 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และสาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนาหัวข้อ “มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก” มีผู้อภิปรายคือ ศาสตราจารย์ เบเนดิก แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) โดย “ประชาไท” แปลและเรียบเรียงบางส่วนซึ่งเป็นการอภิปรายของเบเนดิก มีรายละเอียดดังนี้

เรื่องเล่าของแท็กซี่ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างจีนในเมืองไทย

เบเนดิก เริ่มการอภิปราย ผ่านการเล่าเรื่องการสนทนาของเขากับคนขับรถแท็กซี่ว่า เมื่อช่วง 10 เดือนก่อนว่า เขาต้องขึ้นรถแท็กซี่ในเวลาตี 5 เพื่อเดินทางไปสนามบินหนองงูเห่า ซึ่งเบเนดิกพบกับคนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นคนจีนจากเยาวราช เกิดเมืองไทย พูดภาษาไทยกลางได้พอสมควร

เบเนดิกถามคนขับรถแท็กซี่ว่า เขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการเมืองไทย ชายขับรถแท็กซี่ตอบว่า รักทักษิณมาก เนื่องจากทักษิณเป็นคนจีนแคะ (ฮากกา) คนจีนแคะมีความกล้าหาญ มีเกียรติ และอุดมคตินิยม และเป็นผู้นำการก่อกบฏต่อราชวงศ์ชิง คือกบฏไท้ผิง ส่วนสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจีนไหหลำ ชอบโกหกและงี่เง่า อภิสิทธิ์เป็นคนจีนฮกเกี้ยนและเวียดนาม ฮกเกี้ยนดูถูกคนอื่น และรู้สึกว่าฉลาดกว่าคนอื่น ส่วน […] คนแต้จิ๋ว เป็นนกสองหัวไม่น่าไว้วางใจ 100% ชายขับแท็กซี่บอกว่า เมืองไทยครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เบเนดิกกล่าวกับคนขับแท็กซี่ว่าเหมือน 3 ก๊ก คนขับแท็กซี่บอกว่าจริง

เบเนดิก เล่าต่อว่า เมื่อถามถึงคนไทย ชายขับแท็กซี่ชาวจีนกล่าวว่า คนไทยไม่คิดมาก สบายๆ สนุกๆ ไม่เข้าใจการเมือง เบนถามว่า หมายความว่า คนไทยไม่มีบทบาททางการเมืองหรือ คนขับแท็กซี่บอกว่ามีบ้างเล็กๆ น้อยๆ

เบเนดิก กล่าวว่า สำหรับผมหากพูดแบบซีเรียส ก็เป็นเรื่องน่าคิดน่าฟังอยู่ที่ว่าคนที่กรุงเทพฯ มุงดูสิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยสายตาที่ต่างกันมาก แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ

คณาธิปไตย และ ประชาธิปไตยครึ่งใบ

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ขอยกตัวอย่างจากงานของ อาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) หนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของผม เคยอธิบายเรื่อง “Semi-Democracy” (ประชาธิปไตยครึ่งใบ) คือ 50% เป็นประชาธิปไตย คือถ้าคุณกล่าวว่า 50% ประชาธิปไตย แสดงว่ามีอีก 50% ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย-ต่อต้านประชาธิปไตย และรัฐอื่นๆ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเมืองไทย ทั้งหมดนี้เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ เช่นกัน

รัฐเหล่านี้ทั้งหลาย ไม่ใช่แค่เมืองไทย ถูกควบคุมโดย “Oligarchy” หรือ คณาธิปไตย” โดยคณาธิปไตยเหล่านี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านการเป็นเครือญาติ มีการส่งสมาชิกครอบครัวเข้าไปในวงราชการ และวงการธุรกิจ ส่งลูกเรียนในโรงเรียนเดียวกัน มีการแต่งงานระหว่างเครือญาติ และมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายด้าน พวกเขาไม่ได้แข่งกันเอง และพวกเขายอมให้คนนอกเข้ามาร่วมวงได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของเรื่องวัฒนธรรม หรือวิธีคิดของคณาธิปไตย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาจะไม่นำประเด็นเรื่องกิจกรรมทางเพศไปโจมตีคณาธิปไตยด้วยกันเอง เช่น จะไม่มีทางไปบอกหนังสือพิมพ์ว่าในหมู่คณาธิปไตยบางคนมีแฟนหลายคน นอกจากนี้ในหากพวกคณาธิปไตยจะแข่งขันกัน พวกเขาจะอยู่บนสิ่งที่ตกลงร่วมกันด้วย

ในเรื่องการจัดองค์กรฝ่ายค้าน เป็นเรื่องที่ง่ายและเป็นความเคลื่อนไหวที่เร็วมากที่ ส.ส. จะย้ายจากพรรคอื่นสู่พรรคอื่น โดยไม่มีบทลงโทษ ดูได้ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย ที่จะมี ส.ส. จะย้ายจากพรรคหนึ่งไปพรรคหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างจากฝรั่งเศส อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา เพราะพรรคการเมืองในประเทศนั้นมีอายุยาวนานมาก เราสามารถพิจารณาได้จากกรณีของเนวิน (ชิดชอบ) ที่เคยเป็นมือขวาของทักษิณ และกลายเป็นมือซ้ายของอภิสิทธิ์

เมื่ออินโดนีเซียมีการเลือกตั้งเสรี ภายหลังการล่มสลายของระบอบซูฮาร์โต ผมได้พบกับผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกาด้านกฎหมายการเลือกตั้ง ผมได้กล่าวกับเขาว่า “นี่นักข่าวต่างบอกว่า เป็นสิ่งที่สวยงามมาก ที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คุณเห็นว่าอย่างไร” ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าว บอกว่า เขาได้ให้คำแนะนำมาแล้ว 35 ประเทศ ในรอบ 15-20 ปี เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายการเลือกตั้ง และได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลอินโดนีเซีย แต่กฎหมายเลือกตั้งนี้แย่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมา” ผมถามเขาว่า “นี่อุบัติเหตุหรือ” เขาตอบว่า “ไม่ พวกเขาต้องการแบบนั้น ต้องการกฎหมายแบบนั้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าคณาธิปไตยจะยังคงแข็งแกร่ง ถ้ามีกฎหมายเลือกตั้งที่เข้มแข็ง ประชาชนก็จะโค่นพวกเขา”

ถ้อยคำของคณาธิปไตย

เบเนดิกอภิปรายถึงแนวทางอื่นสำหรับพิจารณาเรื่องคณาธิปไตย โดยกล่าวว่า บางประเด็นน่าสนใจ บางคนอาจจะสนใจทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือเพ่งความสนใจไปที่สิ่งที่คณาธิปไตยชอบพูด สิ่งที่คณาธิปไตยจะพูดเสมอก็คือคำว่า “Give” ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำไทยที่ดีที่สุดเรียกว่าอะไรดี คำที่เห็นในภาษาที่ใช้ หรือ สุนทรพจน์ในที่สาธารณะของคณาธิปไตยก็คือ ผู้นำจะทำเหมือนคุณปู่คุณตาให้ของขวัญที่ดีแก่หลาน เช่น จะให้การศึกษาฟรีแก่เด็ก มีเงินประกันราคาพืชผลแก่เกษตรกร ทำระบบสัญญาณเตือนภัยสึนามิ ให้ทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มอบคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน แจกผ้าห่มให้กับกลุ่มชาติพันธุ์

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ประชาชนจะรู้สึกดูแคลนและรู้สึกแปลกๆ ถ้าเกิดประธานาธิบดีโอบามาออกทีวีและพูดว่าผมจะให้งานทำ 1 ล้านตำแหน่งแก่พวกคุณ นี่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณไปลอนดอน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าจะเห็นนายกรัฐมนตรีพูดว่า ผมจะมอบโครงการสาธารณสุขที่ดีให้แก่พวกคุณ

ภาษาของคณาธิปไตยจะกล่าวด้วยถ้อยคำที่ดีมากๆ สิ่งนี้เองสะท้อนถึงแนวคิดของคณาธิปไตย ซึ่งอยู่บนรากฐานของระบบศักดินา

ทุกครั้งที่ได้ยินสมาชิกของคณาธิปไตยแบบไทยกล่าวปราศรัย ขอให้สังเกตถ้อยคำซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประชาชน

ไม่เพียงแค่ประเทศไทย แม้แต่ในอินโดนีเซียช่วงปี 1950 ผู้นำทางการเมืองที่นำการต่อสู้เพื่อเอกราชก็ใช้ถ้อยคำทำนองว่า “ประชาชนยังคงโง่ ไม่ใช่เพราะประชาชนโง่โดยธรรมชาติ แต่เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาช่วงอาณานิคม ดังนั้นต้องหยุดความโง่” แต่วันนี้ 60 กว่าปีหลังได้รับเอกราช คณาธิปไตยอินโดนีเซียก็ยังพูดแบบเดิมว่า “ประชาชนแย่มาก ประชาชนยังคงโง่” แม้จะผ่านมา 60 ปีแล้ว แนวคิดของคณาธิปไตยก็นี้คือ “ถ้าประชาชนโง่ แสดงว่าประชาชนจะโง่เสมอ ประชาชนโง่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิของคณาธิปไตยที่จะปกครอง”

คนรับใช้: ดัชนีชี้วัดคณาธิปไตย

เนเนดิกกล่าวต่อไปว่า ในปี 1910 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ประชากร 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30 ของคนวัยทำงานในเมืองนิวยอร์ก เป็นคนทำงานบ้าน คนขับแท็กซี่ พี่เลี้ยงเด็ก คนทำสวน แต่อีก 20 ปีต่อมา หรือ 80 ปีที่แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ลดลงจำนวนมาก และหายไป ในกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรม (industrial civilization) เริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์ทำความสะอาด และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทำให้การทำความสะอาด ทำครัว ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสะอาดขึ้น ดังนั้นภรรยาแบบอเมริกันควรจะทำงานพวกนี้เองได้ แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งมาเลเซีย ทั้งสิงคโปร์ แม้ในบ้านของชนชั้นกลาง “กระฎุมพี” จะมีอุปกรณ์ทำงานบ้าน ที่ทำงานได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังมีคนใช้

คำถามคือ ทำไม? ก็เพราะ จากงานวิจัยบางชิ้นในอินโดนีเซีย ผมไม่แน่ใจว่ามีการวิจัยในเมืองไทยหรือไม่ คำตอบคือ เป็นที่ชัดเจนมากว่าแนวคิดแบบ “คณาธิปไตย” ถูกเพาะหว่านอยู่ในความคิดของชนชั้นกลาง ถ้าคุณไม่มีคนรับใช้ ก็ไม่ใช่คนชั้นกลางจริง คนรับใช้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านแบบศักดินาแบบเก่า คนรับใช้ไม่ได้เป็นสมาชิกจริงๆ ของบ้าน คนรับใช้สามารถถูกไล่ออกจากงานได้ง่ายๆ หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่ดีนัก

ผมเคยอยู่คอนโดชนชั้นกลางย่านฝั่งธนบุรี มีคนอาศัยในคอนโด 250 คน ทุกๆ ปีใหม่ ผมให้ของขวัญแก่ยาม แม่บ้าน และคนในสำนักงาน เพื่อแสดงความยกย่อง ผมคิดว่าทำในสิ่งที่เป็นธรรมเนียมไทยมากๆ แต่พบว่าไม่มีใครในคอนโดให้อะไรแก่คนที่ดูแลคอนโดให้สะอาดเลย หรือไม่แม้แต่จะถามชื่อแม่บ้าน คนไทยมีลำดับชั้นในการเรียกคนเยอะ นายจ้างไม่ชอบเรียกลูกจ้างว่าน้อง และจะฉุนมากถ้าลูกจ้างเรียกนายจ้างของตัวเองว่าพี่

นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจในภาษาไทย เพราะในภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่จะเรียกขานต่อกันว่า “Brother” และเป็นคำที่นิยมทางการเมือง ซึ่งหมายถึงมีความเป็นญาติกัน และแสดงความเท่าเทียมกัน แต่เป็นเรื่องยากมากในการเรียกกันว่า “Brother” แบบไทย ภาษาไทยคือ พี่ชาย น้องชาย หรือ พี่สาว น้องสาว ผมรู้ว่าซึ่งไม่มีคำที่จะใช้เรียกขานอย่างเท่าเทียมกัน เพราะคำว่าพี่น้องถ้าไม่แปลว่าบางคนสูงกว่า ก็แปลว่าบางคนต่ำกว่า นี่เป็นมาตรฐานของแนวคิดแบบชนชั้นกลาง

แม้แต่ในมหาวิทยาลัย แม้แต่การเรียกขานเพื่อนร่วมงาน เพื่อนในชั้นเรียน ยังพบผู้คนเรียกขานกันว่า “ท่าน” ซึ่งในศตวรรษที่ 21 ยังคงพบการใช้คำแบบนี้กันอีก

คนเสื้อแดงจากภูมิภาคของเจ้าพ่อ และ ฝ่ายซ้าย

เบเนดิก ให้ข้อสังเกตต่อผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ คือ นปช. ว่า ผมรู้สึกประหลาดใจว่า ถ้าคุณได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของคนเสื้อแดง[น่าจะหมายถึงการชุมนุมปี 2552 – ประชาไท] ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน แต่ละกลุ่มจะมีป้ายที่บอกว่ามาจากขอนแก่น อุดรธานี และมีน้อยมากที่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผู้คนที่มาอายุ 40 ถึง 50 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยถ้ามีการชุมนุมใหญ่ มักจะเป็นเด็กวัยรุ่น หนุ่มสาว นักศึกษา

คนที่ร่วมการชุมนุมมาจากภูมิภาคที่สภาพการทำงานแย่ที่สุด และอยู่ในพื้นที่ๆ วัฒนธรรมเจ้าพ่อเข้มแข็ง

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ถ้าผมจำได้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 อีสานเป็นภูมิภาคของฝ่ายซ้าย ในยุคเสรีไทย ก็เป็นฐานของเสรีไทย และสามารถดูในการเลือกตั้งเสรี ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้งในปี 1975 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และก่อน 6 ตุลาคม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้น มีมากกว่า ส.ส.ฝ่ายซ้าย หรือนักกิจกรรมได้รับการเลือกตั้งจากอีสาน โดยผมจำได้ดีถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุราว 23 ถึง 24 ปี เป็น ส.ส. ที่ได้รับเลือกมาจาก จ.ยโสธร ซึ่งเขาหาเสียงโดยใช้จักรยาน

และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีความเข้มแข็งในพื้นที่ และในพื้นที่เองก็เผชิญประสบการณ์การปราบปรามจากทหารและตำรวจ ผู้คนที่อายุน้อยมากๆ ที่เติบโตในภาคอีสานในช่วงทศวรรษที่ 1970 ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการถูกปราบปราม ดังนั้น พคท. ดูจะช่วยอะไรได้มากกว่ารัฐบาลในปี 1977 ที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยม

เบเนดิกยังกล่าวด้วยว่า คนจากภาคอีสานไปอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ แม้แต่ในไชน่าทาวน์ก็ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอีสานอยู่ในไชน่าทาวน์มากขึ้นๆ และเมื่อคุณมองดูโทรทัศน์ก็จะเห็นสาวสวยผิวคล้ำจากอีสาน บ้างเป็นลูกครึ่ง ซึ่งนี่ก็เป็น new trend ของกรุงเทพฯ

บทบาทอันสันสนของชนชั้นกลาง และสัตว์ประหลาดในอนาคตการเมืองไทย

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า คำถามต่อมาคือ อะไรคือบทบาทของชนชั้นกลาง ถ้าคุณดูที่การพัฒนาขนานใหญ่โดยนักเขียน พระ สถาปนิก พวกนักคิดทางสังคม นักปรัชญา ในช่วงทศวรรษ 1920 พวกเขาล้วนเติบโตมาจากพื้นเพชนชั้นกลาง และจำเป็นที่จะต้องจดจำด้วยว่า ชนชั้นกลางเองยังมีบทบาทอย่างสูงในหมู่ชนชั้นอภิสิทธิ์ พวกคุณควรจะต้องจำด้วยว่า ชนชั้นกลางนี่เองได้ทำลายปารีสคอมมูนในปี 1871 และมีคนจำนวนมากถูกประหารชีวิตโดยพวกกระฎุมพี

นี่สิ่งที่เป็นภาพแตกต่างอย่างมากกับไทย ก็คือ “อะไรเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางไทยสมัยใหม่อุทิศเอาไว้” เวลาผมคิดเกี่ยวกับประเทศไทย ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ากรุงเทพฯ มีนักประพันธ์ที่เยี่ยม ประเทศไทยสมัยใหม่ผลิตนักบวชที่ยิ่งใหญ่ นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ สถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ ผมไม่แน่ใจ แต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่า คนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลก ได้รางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาจาก จ.ขอนแก่น ไม่ได้มาจากกรุงเทพฯ

ซึ่งกระฎุมพีควรจะชื่นชมเขา แต่ตามประสบการณ์บอกผมว่า กระฎุมพีในเมืองไทยบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่ออภิชาติพงศ์ หรือไม่ได้ดูภาพยนตร์ของเขาที่ถูกเซ็นเซอร์มาก่อน เมื่อผมถามนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในชั้นเรียนว่ามีใครรู้จักอภิชาติพงศ์บ้าง ก็มีประมาณ 20% ถามว่าใครเคยดูภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์บ้างก็มีประมาณ 4 คน

กระฎุมพีบางกอก ชอบอะไรที่เป็นสากล แต่แนวทางที่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ คิดเกี่ยวกับสากลก็คือ พวกเขาดูหนังขยะฮอลลีวูดทุกอาทิตย์ ดูหนังกำลังภายใน กินอาหารดีๆ ใช้จ่ายแพงๆ ช่วงวันหยุด ชอบปิ้ง และยากที่จะหาอาคารสมัยใหม่ที่ดูสวยงาม ในกรุงเทพฯ และคุณจะสามารถเห็นสถาปัตยกรรมซึ่งออกแบบโดยชาวเขมร

ชนชั้นกลางสนับสนุนการเดินขบวนเมื่อ 14 ตุลาคม ชนชั้นเดียวกันนี้เองที่เคยสนับสนุนทักษิณ และต่อมาหันมาต่อต้านทักษิณ และขณะนี้สนับสนุนพันธมิตรฯ คือไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนที่จะบอกว่าควรทำอย่างไรกับประเทศนี้ เป็นการยากที่จินตนาการถึงอนาคตของประเทศนี้ ซึ่งก็เหมือนกับที่คนขับรถแท็กซี่ชาวจีนบอกผม

ส่วนแนวทางที่จะเกิดขึ้นในการเมืองไทย ผมนึกถึงคำกล่าวที่มีชื่อเสียง ของนักมาร์กซิสต์ชาวอิตาลี อันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) กล่าวว่า “คนเก่าก็ปฏิเสธที่จะตาย คนใหม่ก็ต่อสู้ที่จะเกิด ในที่สุดก็เกิดสัตว์ประหลาดขึ้นมา” (“When the old refused to die, and the new is struggling to be born, then monster will appear.”) ถ้าคุณคิดถึงในอนาคตของการเมืองไทย ก็คือสิ่งเก่ากำลังจะตาย และสิ่งใหม่ยังไม่พร้อมจะเกิดขึ้น

สถาบันกษัตริย์ในยุโรป และหนังสือพิมพ์แทบลอยด์

ในช่วงท้าย เบเนดิก อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในยุโรปว่า ในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 19 สถาบันกษัตริย์ในยุโรปถูกกดดันจากสังคมมาก และถูกวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ตามธรรมเนียมในยุโรปสถาบันกษัตริย์ถือเป็นมนุษย์พิเศษ แบบพระเจ้าของคริสต์ศาสนา มีอำนาจแม้แต่จะรักษาโรคเพียงใช้มือแตะยังคนป่วย แต่พฤติกรรมการใช้เวทย์มนต์รักษาโรคเช่นว่านี้ยุติเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 เมื่อมีการพัฒนาเรื่องการแพทย์ แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์แบบไสยศาสตร์ในยุโรปเริ่มเสื่อมถอย ขณะที่แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลายเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญกว่า

สถาบันกษัตริย์ในยุโรปยังต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดเรื่องชาติ (Nationality) และสร้างปัญหาให้กับสถาบันกษัตริย์ในจักรวรรดิใหญ่ๆ ซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติอย่าง จักรวรรดิรัสเซีย ฮังการี บริติช ว่าพวกเขาจะมีเชื้อชาติอะไรเนื่องจากกษัตริย์มาจากพระเจ้า สถาบันกษัตริย์ในยุโรปต้องปรับเข้ากับความเปลี่ยนแปลงในยุโรป มีความคาดหวังว่า พระราชา พระราชินี ในยุโรปจะต้อง “เรียบร้อย” และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ในยุโรปเริ่มเชื่อว่าถ้าราชวงศ์หมดอำนาจ จะไม่สามารถแทนที่ด้วยราชวงศ์อื่น จะไม่มีราชวงศ์อื่นแล้ว ราชวงศ์นี้จึงเป็นราชวงศ์สุดท้าย

ในช่วงปี 1911 ถึง 1921 ระบบกษัตริย์ในรัสเซีย จีน ออสเตรีย-ฮังการี ออตโตมาน เยอรมนี ล้วนถูกยุบเลิกไป เหลือแต่ราชวงศ์ของอังกฤษ และในอังกฤษถ้าหากถามว่าใครเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุด คนอังกฤษจะมีคำตอบแต่พระชาชินี ซึ่งมีฐานะเป็นประมุข ไม่ใช่พระราชินีที่เป็นพระชายาของกษัตริย์

ยกฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง ผู้ถูกกล่าวหาโพสต์ในเว็บบอร์ดประชาไท

ที่มา ประชาไท

ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสถาบันในเว็บบอร์ดประชาไท เมื่อปี 2251 โดยใช้นามแฝงว่า ‘เบนโตะ’ ใช้ ม.112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฟัน ศาลระบุพยานหลักฐานไม่ชัดเจน IP Address ปลอมแปลงได้ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ส่วนคดีผอ.ประชาไท สืบพยานปากแรก 4 ก.พ.

31 ม.ค.54 ที่ห้องพิจารณาคดี 906 ศาลอาญา รัชดา ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นางสาว เอ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้นามแฝง ‘บัฟฟาโล่ บอย’ และใช้นามแฝงในเว็บบอร์ดประชาไทว่า ‘เบนโตะ’ โพสต์ข้อความดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร เมื่อเดือนตุลาคม 2551 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่ชัดเจน ยังมีเหตุอันควรสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

คำพิพากษาสรุปความได้ว่า จากการนำสืบพบว่าชื่อผู้สมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตและหมายเลขโทรศัพท์เป็นของมารดาจำเลยและของบริษัทครอบครัวจำเลย คอมพิวเตอร์พกพาของจำเลยแม้มีข้อมูลเว็บไซต์ประชาไท แต่ก็ไม่มีหลักฐานถึงการโพสต์ข้อความดังกล่าว จำเลยถูกบุกจำกุมตัวโดยไม่รู้ตัวจึงไม่สามารถลบข้อมูลและทำลายหลักฐานได้ ฝ่ายโจทก์ใช้เพียง IP Address นำมาตรวจสอบกับทางเว็บไซต์ประชาไท และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยวิธีการดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอ อีกทั้งไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ นอกจากนี้บ้านของจำเลยมีลักษณะเป็นโรงงาน ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกเครื่อง และไม่ปรากฏว่าใช้เครื่องไหนในการโพสต์ พนักงานหลายคนก็สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ ประกอบการพยานจำเลยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์จากประเทศออสเตรเลียระบุว่า ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์สามารถปลอมแปลง IP Address ได้ มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการปลอมแปลง IP Address พยานหลักฐานจึงมีความน่าสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง

ทั้งนี้ คดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการฟ้องตามความผิด ม.112 และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และผู้ต้องหาต่อสู้คดีจนกระทั่งมีการตัดสินคดี โดยผู้ต้องหาถูกบุกค้นบ้านและจับกุมเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2552 และถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางราว 10 วันจึงได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดี นอกจากนี้คดีดังกล่าวยังถูกใช้อ้างอิงเป็นกระทงที่ 10 ในการฟ้องนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผอ.เว็บไซต์ประชาไท ตามความผิดตามมาตรา15 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีการสืบพยานโจทก์ปากแรกในวันที่ 4 ก.พ.นี้

ปิยบุตร แสงกนกกุล: เกี่ยวกับรายงานของอัมสเตอร์ดัม

ที่มา ประชาไท

"This case represents a historic opportunity for international justice to confront governments who deploy their militaries to use violence against their own citizens."

Robert Amsterdam

จากการอ่านรายงานของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ใช้ประกอบการเสนอคำร้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศในวันนี้

ผมขอสรุปประเด็นสำคัญและความเห็นของผมในเบื้องต้น ดังนี้

ในความเห็นของผม รายงานของอัมสเตอร์ดัมทั้งหมด อาจแบ่งได้ ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ

ส่วนแรก ความเป็นมาของการเกิดขึ้นของเสื้อแดง

ตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา "ตลก"ภิวัตน์ รัฐธรรมนูญ ๕๐ เป็นคุณต่อพวกเอสตาบลิชเมนท์ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การคุกคามเสรีภาพ และการสลายชุมนุม

ส่วนที่สอง การสังหารหมู่เมษายน พฤษภาคม ๕๓ เข้าองค์ประกอบความผิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ส่วนนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรับให้เข้ากับฐานความผิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ส่วนนี้ เขารวบรวมพยานหลักฐานไว้ได้ดีมาก มีพยานผู้เชี่ยวชาญชื่อ Joe Ray Witty เป็นอดีตทหารอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธ และสไนเปอร์ มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์อีกหลายคน (ดูพยานทั้งหมดที่ภาคผนวก)

ส่วนที่สาม เรื่องนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้อย่างไร

ส่วนนี้เป็นเรื่องเขตอำนาจศาล อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยได้ลงนามใน Rome Statute แต่ไทยไม่ได้ให้สัตยาบัน (ราทิฟาย) Rome Statute นี้

ดังนั้น โดยปกติแล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศย่อมไม่สามารถรับคำร้องกรณีประเทศไทยได้

อย่างไรก็ตาม อัมสเตอร์ดัมเสนอว่ามี ๒ ช่องทาง ได้แก่

ช่องทางแรก
ไอซีซีต้องเปิดกระบวนการสืบสวนสอบสวนไต่สวนในกรณีนี้ในเบื้องต้น เพื่อรอให้วันหนึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติให้ไอซีซีมีเขตอำนาจในกรณีนี้ตามมาตรา ๑๓ (บี) (เหมือนซูดาน)

ช่องทางที่สอง
ในกรณีที่ไอซีซีไม่มีเขตอำนาจอันเนื่องมาจากรัฐไม่ให้สัตยาบัน ไอซีซีอาจมีเขตอำนาจได้ใน ๒ กรณี

กรณีแรก มาตรา ๑๒ (๒) (เอ) ความผิดนั้นเกิดในดินแดนของรัฐภาคี ภาษากฎหมายเราเรียกว่า เขตอำนาจทางพื้นที่ (ratione loci)

กรณีที่สอง มาตรา ๑๒ (๒) (บี) ถ้าบุคคลผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นพลเมืองของรัฐภาคี ภาษากฎหมายเราเรียกว่า เขตอำนาจทางบุคคล (ratione personae)

ไอซีซีในคดีเคนยาเคยวางหลักเรื่องนี้ไว้แล้ว

กรณีไทย สามารถฟ้องอภิสิทธิ์ได้ เพราะอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองสหราชอาณาจักรโดยการเกิด ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นภาคีและราทิฟายอนุสัญญากรุงโรมแล้ว

(ดูรายงานหน้า ๑๑๓)

นอกจากนี้ในรายงานยังเน้นย้ำให้ไอซีซีได้ตระหนักถึงสถานการณ์เฉพาะของไทย ได้แก่ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักมีการนิรโทษกรรมให้คนสังหารหมู่ประชาชนเสมอ ดังเห็นได้จาก ๖ ต.ค. ๑๙ และ พ.ค. ๓๕, ความไม่เป็นกลางและอิสระของศาลไทย, กระบวนการสอบสวนของดีเอสไอ (รายงานหน้า ๑๑๙ เป็นต้นไป)

ในส่วนนี้อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิชเคยเขียนในประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๗ ไว้ ดังนี้

"... อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจมีเขตอำนาจเหนือคดีที่รัฐนั้นมิได้เป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศก็ได้ หากผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงแม้จะมิได้เป็นคนที่มีสัญชาติของรัฐที่เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศก็ตาม แต่อาชญากรรมร้ายแรงได้กระทำขึ้นบนดินแดนของรัฐที่เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็มีเขตอำนาจได้ หรือในกรณีกลับกัน อาชญากรรมได้กระทำโดยคนที่มีสัญชาติของรัฐที่เป็นภาคีของศาล แม้ว่าอาชญากรรมนั้นจะกระทำขึ้นบนดินแดนหรือในประเทศที่มิได้เป็นภาคีของศาลก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศก็มีเขตอำนาจ หรือกรณีสุดท้าย ทั้งผู้กระทำความผิดก็มิได้มีสัญชาติของรัฐที่เป็นภาคีศาลอาญาหรืออาชญากรรมร้ายแรงได้กระทำขึ้นในดินแดนที่มิได้เป็นรัฐภาคีศาลอาญา ศาลอาญาก็สามารถมีเขตอำนาจได้หากคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติเสนอเรื่องให้อัยการสอบสวน"

(เน้นข้อความโดยผมเอง)
...

ข้อสังเกตของผม

การที่ไอซีซีจะรับฟ้องหรือไม่นั้น ก็อาจสำคัญเหมือนกัน และแม้นว่าหากไอซีซีไม่เอาด้วย แต่ประเด็นทางการเมืองที่สำคัญกว่า มี ๓ ข้อ

ข้อแรก การกดดันไปที่ไอซีซีว่าจะตัดสินใจทำอย่างไร อย่างน้อยจะเข้ามาไต่สวนเบื้องต้นรอไว้ก่อนมั้ย เพื่อว่าวันนึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะอนุญาตให้ไอซีซีมีเขตอำนาจ (เหมือนซูดาน) แน่นอนไทยเส้นใหญ่มาก คณะมนตรีฯคงไม่ยอม แต่อย่างน้อย การกดดันขอให้ไอซีซีเข้ามาตรวจสอบก่อนก็น่าจะเป็นการดีมาก

ข้อสอง รายงานชิ้นนี้ เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไว้เสร็จหมดแล้ว หากไอซีซีน็อคด้วยการไม่รับเพราะอ้างว่าไม่มีเขตอำนาจเพราะไทยไม่ราทิฟาย ก็เป็นการผลักลูกบอลกลับไปที่รัฐบาลไทยให้ราทิฟายโดยเร็ว

ข้อสาม ประเด็นสังหารหมู่ถูกโหมกระพือไปทั่วโลก นับเป็นความชาญฉลาดของบ๊อบแท้ๆที่เลือกญี่ปุ่นเป็นที่แถลงข่าว ช่วยไม่ได้ไทยดันไม่ฉลาดไปห้ามเขาเข้าเมืองไทยเอง

...

สิ่งที่น่าจับตาต่อไป

๑. รัฐบาลไทยและอภิสิทธิ์จะว่าอย่างไร กรณีเขตอำนาจศาลไอซีซีแบบ ratione personae อภิสิทธิ์อาจปฏิเสธว่าตนไม่ได้ถือสัญชาติอังกฤษแล้ว? เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่า กรณีนี้อัมเสตอร์ดัมเขาเก็บความลับได้ดีมาก เพิ่งมาเปิดเอาวันนี้ รัฐบาลไทยคงมึนไปหลายวัน

๒. เอสตาบลิชเม้นท์ไทย จะทำอย่างไร? เงียบ? ล็อบบี้สหรัฐอเมริกา? ล็อบบี้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ? หรือรัฐประหาร?

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่
http://www.scribd.com/doc/47833346/Red-Shirts-Application-to-the-International-Criminal-Court-to-Investigate-Crimes-against-Humanity-in-Thailand

ดาวน์โหลดเอ็กเซคิวทีฟ ซัมมารี ได้ที่นี่
http://www.thaiaccountability.org/wp-content/uploads/2010/12/Executive-Summary-Final.pdf

เว็บไซต์ที่ทีมงานของอัมสเตอร์ดัมจัดทำขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
http://www.thaiaccountability.org/

ดาวน์โหลดคำร้องฉบับภาษาไทย ได้ที่นี่
หรืออ่านได้ที่

หมายเหตุ: ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบันทึกนี้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ซ้ำ

กวีตีนแดง: เดินทางไกล

ที่มา ประชาไท

เดินทางไกล
ชีวิตเมื่อมีที่มา
ความตายจึงมีที่ไป
ออกเดินทางเถิดพี่น้อง
ดวงวิญญาณจงกู่ตะโกนก้อง
เราน้อมส่งพี่น้องเดินทางไกล...
โอ...โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
แสวงสัจจะตลอดนิจกาล
ประจานฆาตกรโฉดจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
อาชญากรรมที่คล้ายเกินเอื้อมอาจ
ขอน้อมส่งพี่น้องเดินทางไกล...
โอ...โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ชีวิตเมื่อมีที่มา
ความตายจึงมีที่ไป
ความตายหาได้สิ้นสุดบนท้องถนน
ความตายแสวงสัจจะไม่จำกัดชั่วอายุคน
ขอน้อมส่งพี่น้องเดินทางไกล...
โอ...โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม.

“อหิงสา-สันติ” แบบสันติอโศก

ที่มา ประชาไท

แม้คณะสงฆ์ไทยจะไม่ยอมรับว่าสมณะสันติอโศกเป็น “พระสงฆ์ไทย” แต่ในทรรศนะของผู้เขียนสมณะสันติอโศกคือพระสงฆ์ในพุทธศาสนา เพราะที่จริงแล้วพระสงฆ์ในพุทธศาสนานั้นมีหลายนิกาย หากมองไปที่ข้อวัตรปฏิบัติ เราอาจกล่าวได้ว่าสมณะสันติอโศกคือพระสงฆ์ในพุทธศาสนาอีกนิกายหนึ่งที่ต่างจากคณะสงฆ์ไทย
บทบาทที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างของสันติอโศกคือ บทบาททางการเมือง ในทัศนะของสันติอโศกพุทธศาสนากับการเมืองไม่อาจแยกจากกัน เพราะสันติอโศกมองว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์สุขของสังคม การเมืองก็คืองานเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของสังคม
แต่อย่างไรก็ตาม แม้หลักการอาจถูก เจตนาอาจถูก แต่การกระทำโดยอ้างหลักการและเจตนาที่ถูกนั้น จำเป็นต้องมองอย่างจำแนกแยกแยะ
พระพุทธองค์เคยตรัสว่า สิ่งที่พระองค์รู้มีมากมายเหมือนใบไม้ในป่า แต่สิ่งที่พระองค์นำมาสอนเพื่อนมนุษย์มีเพียงส่วนน้อยเทียบได้กับใบไม้ในกำมือ สิ่งที่พระพุทธองค์รู้และนำมาสอนนี้คือความจริงที่เป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์ในชีวิตและสังคม หรือความจริงที่เอื้อให้เกิดสันติภาพในจิตใจและสันติภาพทางสังคม
สันติภาพทางจิตใจเชื่อมโยงกับการปฏิบัติตามหลักศีลธรรมเชิงปัจเจก สันติภาพทางสังคมสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามศีลธรรมเชิงสังคม พูดอีกอย่างว่าศีลธรรมเชิงปัจเจกมุ่งสร้าง “คนดี” ที่มีความพ้นทุกข์เป็นเป้าหมายชีวิต ส่วนศีลธรรมเชิงสังคมมุ่งวาง “ระบบที่ดี” ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ หากคิดจากระบบศีลธรรมสองส่วนนี้เราไม่อาจสรุปได้ว่า ถ้าปัจเจกแต่ละคนเป็นคนดีแล้วสังคมจะดีเอง เพราะความเป็นสังคมที่ดีต้องการ “ระบบที่ดี” รองรับอย่างมีนัยสำคัญ
และหากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ “ระบบ” มากว่า “ตัวบุคคล” เช่น ก่อนที่พระพุทธองค์จะปรินิพพาน พระองค์ไม่ได้เฟ้นหาตัวบุคคลที่เป็นคนดีที่สุดมาเป็นศาสดาปกครองคณะสงฆ์แทน แต่ให้พระธรรมวินัยหรือระบบที่วางไว้ดีแล้วเป็นศาสดาแทน
หมายความว่า แม้ในสังคมสงฆ์อาจจะมีทั้งพระดีและพระไม่ดี แต่หากสังคมสงฆ์สามารถรักษาระบบที่ดีคือพระธรรมวินัยเอาไว้ได้ เคารพหลักการทางพระธรรมวินัยเหมือนเคารพพระศาสดา สังคมสงฆ์และพุทธศาสนาจะยังคงอยู่อย่างมั่นคง ถ้าพระพุทธองค์ให้พุทธศาสนาขึ้นอยู่กับตัวบุคคลพุทธศาสนาคงไม่อยู่มาได้ถึงทุกวันนี้
คำถามคือ เมื่อสันติอโศกอ้างพุทธศาสนาเป็นหนึ่งเดียวกับการเมือง สันติอโศกอ้างในมิติใด? มิติเชิดชูตัวบุคคลหรือเชิดชูหลักการ ภาพลักษณ์การเป็นคนดีมีศีลธรรมของพลตรีจำลอง ศรีเมืองก็ดี ภาพลักษณ์ความเป็นพระอริยบุคคลของสมณะสันติอโศกที่ถูกยกชูขึ้นมาก็ดี ล้วนแต่บ่งบอกว่าสันติอโศกเชิดชูอะไร
ยิ่งการออกมาต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเรียกร้องหรือยอมรับรัฐประหาร ยิ่งเห็นได้ชัดว่า วาระทางการเมืองของสันติอโศกให้น้ำหนักเรื่อง “ตัวบุคคล” มากกว่าการปกป้อง “หลักการ”
จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เวลาสันติอโศกชูเรื่อง “อหิงสา-สันติ” นั้น ชูในฐานะเป็นหลักการที่ต้องปฏิบัติอย่างเป็นสากลแก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน หรือชูในฐานะเป็น “เครื่องมือ” ต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น
ผู้เขียนแปลกใจมากเมื่อเห็นพลตรีจำลอง เรียกร้องให้ทหารใช้กฎอัยการศึกจัดการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เมื่อปี 53 และกดดันให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้มาตรการทางทหารกับประเทศกัมพูชาอยู่ในขณะนี้
เพราะในความขัดแย้งทางการเมืองปี 53 คนกิเลสหนาอย่างเราๆ ต่างเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง และต่อปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แม้แต่นักศึกษาชาวกัมพูชาที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษยังเรียกร้องให้ใช้วิธีเจรจาอย่างเคารพความเท่าเทียมในความเป็นคนหรือศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมระหว่างชาติ
แต่บุคคลซึ่งมีภาพลักษณ์เคร่งครัดศีลธรรม ชูอหิงสา-สันติ มาตลอด กลับเสนอทางออกที่ยอมรับความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่อาจเกิดการปะทะตามแนวชายแดน หรือความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามระหว่างประเทศ
เวลาที่ชาวอโศกอ้างว่า ความเป็นพระสงฆ์หรือความเป็นชาวพุทธไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยอมรับหรือไม่ยอมรับของกฎหมายคณะสงฆ์ แต่ขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติ ย่อมเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น
แต่เมื่อดูการประพฤติปฏิบัติที่เป็นมาและเป็นอยู่ที่ต้องการเอาชนะทางการเมืองตาม “ความเชื่อ” ของฝ่ายตนมากกว่าการให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิตประชาชน และการปกป้องสันติภาพในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความเป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดจึงน่ากังขาอย่างยิ่ง และอหิงสา-สันติ ก็ดูเหมือนจะถูกแทนที่ด้วยการปั่นความขัดแย้ง และการใช้ความรุนแรงอย่างเกินจำเป็น!
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนรายวัน 31 มกราคม 2554