WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 2, 2011

สนนท.-องค์กรเครือข่าย ชุมนุมหนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอียิปต์

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (1 ก.พ.54) เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.ที่บริเวณหน้าอาคารสรชัย สุขุมวิท 63 ที่ตั้งสถานทูตอิยิปต์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรสมาชิก, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.), กลุ่มเสรีปัญญาชน, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และเครือข่ายขบวนการประชาธิปไตยอื่นๆ ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงพลังให้กำลังใจและสนับสนุนประชาชนชาวอียิปต์ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการ ของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค (Hosni Mubarak) และต่อต้านการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนชาวอียิปต์ที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการชุมนุมของกลุ่มนักกิจกรรมในวันนี้มีผู้เข้าร่วมราว 50 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีการการกล่าวปราสัย กิจกรรมการแสดงล้อเลียนการเมือง การอ่านแถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นที่สนใจของผู้ที่สัญจรไปมาในบริเวณดังกล่าว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำการเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยประมาณ 20 นาย

ทั้งนี้ ในส่วนแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า พวกเรานักศึกษา ประชาชนไทยกลุ่มๆ ต่างที่มาในวันนี้ มาเพื่อสนับสนุนเจตจำนงเสรีของพี่น้องประชาชนอียิปต์ที่เรียกร้องประชาธิปไตย เป็นเวลาหลายสิบปีที่ประชาชนอียิปต์ต้องทนทุกข์แสนสาหัสเป็นเวลายาวนานจากการปกครองที่กดขี่ของผู้นำเผด็จการภายใต้การสนับสนุนของมหาอำนาจตะวันตก อีกทั้งยังมีการขูดรีดทางเศรษฐกิจ ประชาชนครึ่งค่อนประเทศมีรายได้ไม่พอยังชีพ ขณะที่คณะผู้ปกครองประเทศและเครือข่ายกลับร่ำรวยมหาศาล คนเหล่านั้นเป็นอภิสิทธิ์ชนเพียงหยิบมือเดียวที่เสวยสุขบนความทุกข์ยากของคนอียิปต์ ทั้งๆ ที่ประเทศอียิปต์มีศักยภาพทางเศรษฐกิจตลอดจนทรัพยากรมากมายเพียงพอจะหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศให้อยู่ได้อย่างไม่อดอยาก

“การปฏิวัติในอียิปต์และในอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้ อันมีจุดเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติดอกมะลิในตูนิเซีย เป็นสายธารการปฏิวัติประชาธิปไตยของโลกอีกระลอกในศตวรรษนี้ โลกจะจดจำผู้ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยทุกคนในนามของประชาชนที่มีเจตจำนงเสรีที่ร่วมกันปลดปล่อยมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากการกดขี่อย่างไร้ความปราณี สายธารประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติประชาธิปไตยนี้จะไหลบ่าไปยังทุกที่ที่มีการกดขี่ เหล่าเผด็จการทุกรูปแบบในโลกนี้ไม่ว่าจะนำโดยประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี กษัตริย์ หรือจะมีหน้าตาเป็นเช่นไรก็ตาม จงดูตัวอย่างไว้เถิดว่า “จุดจบ” ของผู้ที่กดขี่ขูดรีดประชาชนนั้นเป็นเช่นใด” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุถึงข้อเรียกร้องว่า ให้ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก และคณะลงจากอำนาจโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อยุติความรุนแรง ยุติความสับสนวุ่นวายปั่นป่วน และเปิดทางให้ชาวอียิปต์ตัดสินใจอนาคตด้วยตัวของเขาเอง ความเปลี่ยนแปลงในประเทศอียิปต์เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มีการติดต่อยื่นหนังสือและเอกสารใดๆ ต่อทางสถานทูตอียิปต์ เพียงเป็นการทำกิจกรรมเพื่อร่วมเรียกร้อง และแสดงความเห็น รวมทั้งการให้กำลังใจประชาชนชาวอียิปต์ ทั้งนี้กิจกรรมดำเนินไปจนกระทั้งเวลาประมาณ 14.30 น. ผู้ร่วมชุมนุมก็ได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ

ประมวลภาพโดย: Kratik

จีน3ก๊กการเมืองไทยในสายตาศาสตราจารย์ฝรั่ง

ที่มา Thai E-News


ชายขับรถแท็กซี่ตอบว่า รักทักษิณมาก เนื่องจากทักษิณเป็นคนจีนแคะ (ฮากกา) คนจีนแคะมีความกล้าหาญ มีเกียรติ และอุดมคตินิยม และเป็นผู้นำการก่อกบฏต่อราชวงศ์ชิง คือกบฏไท้ผิง ส่วนสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจีนไหหลำ ชอบโกหกและงี่เง่า อภิสิทธิ์เป็นคนจีนฮกเกี้ยนและเวียดนาม ฮกเกี้ยนดูถูกคนอื่น และรู้สึกว่าฉลาดกว่าคนอื่น ส่วนคนแต้จิ๋ว เป็นนกสองหัวไม่น่าไว้วางใจ เมืองไทยครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เหมือนใน 3 ก๊ก สำหรับคนไทยไม่คิดมาก สบายๆ สนุกๆ


ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม*

เบเนดิก แอนเดอร์สัน: มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก


"เบเนดิก แอนเดอร์สัน" อภิปรายที่ ม.เชียงใหม่ มองการเมืองไทยผ่านลักษณะของ "คณาธิปไตย" พร้อมตัวชี้วัดคณาธิปไตยจาก "ถ้อยคำ" และ "คนรับใช้" ข้อสังเกตเรื่องคนเสื้อแดงจากภู

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 54 ที่ ห้องประชุม ศ.ดร.มล. ตุ้ย ชุมสาย อาคาร HB7 ชั้น 8 อาคาร HB7 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และสาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนาหัวข้อ "มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก" มีผู้อภิปรายคือ ศาสตราจารย์ เบเนดิก แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) โดย "ประชาไท" แปลและเรียบเรียงบางส่วนซึ่งเป็นการอภิปรายของเบเนดิก มีรายละเอียดดังนี้

เรื่องเล่าของแท็กซี่ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างจีนในเมืองไทย

เบเนดิก เริ่มการอภิปราย ผ่านการเล่าเรื่องการสนทนาของเขากับคนขับรถแท็กซี่ว่า เมื่อช่วง 10 เดือนก่อนว่า เขาต้องขึ้นรถแท็กซี่ในเวลาตี 5 เพื่อเดินทางไปสนามบินหนองงูเห่า ซึ่งเบเนดิกพบกับคนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นคนจีนจากเยาวราช เกิดเมืองไทย พูดภาษาไทยกลางได้พอสมควร

เบเนดิกถามคนขับรถแท็กซี่ว่า เขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการเมืองไทย ชายขับรถแท็กซี่ตอบว่า รักทักษิณมาก เนื่องจากทักษิณเป็นคนจีนแคะ (ฮากกา) คนจีนแคะมีความกล้าหาญ มีเกียรติ และอุดมคตินิยม และเป็นผู้นำการก่อกบฏต่อราชวงศ์ชิง คือกบฏไท้ผิง ส่วนสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจีนไหหลำ ชอบโกหกและงี่เง่า อภิสิทธิ์เป็นคนจีนฮกเกี้ยนและเวียดนาม ฮกเกี้ยนดูถูกคนอื่น และรู้สึกว่าฉลาดกว่าคนอื่น ส่วน [?] คนแต้จิ๋ว เป็นนกสองหัวไม่น่าไว้วางใจ 100%

ชายขับแท็กซี่บอกว่า เมืองไทยครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เบเนดิกกล่าวกับคนขับแท็กซี่ว่าเหมือน 3 ก๊ก คนขับแท็กซี่บอกว่าจริง

เบเนดิก เล่าต่อว่า เมื่อถามถึงคนไทย ชายขับแท็กซี่ชาวจีนกล่าวว่า คนไทยไม่คิดมาก สบายๆ สนุกๆ ไม่เข้าใจการเมือง เบนถามว่า หมายความว่า คนไทยไม่มีบทบาททางการเมืองหรือ คนขับแท็กซี่บอกว่ามีบ้างเล็กๆ น้อยๆ

เบเนดิก กล่าวว่า สำหรับผมหากพูดแบบซีเรียส ก็เป็นเรื่องน่าคิดน่าฟังอยู่ที่ว่าคนที่กรุงเทพฯ มุงดูสิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยสายตาที่ต่างกันมาก แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ

คณาธิปไตย และ ประชาธิปไตยครึ่งใบ

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ขอยกตัวอย่างจากงานของ อาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) หนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของผม เคยอธิบายเรื่อง "Semi-Democracy" (ประชาธิปไตยครึ่งใบ) คือ 50% เป็นประชาธิปไตย คือถ้าคุณกล่าวว่า 50% ประชาธิปไตย แสดงว่ามีอีก 50% ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย-ต่อต้านประชาธิปไตย และรัฐอื่นๆ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเมืองไทย ทั้งหมดนี้เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ เช่นกัน

รัฐเหล่านี้ทั้งหลาย ไม่ใช่แค่เมืองไทย ถูกควบคุมโดย "Oligarchy" หรือ "คณาธิปไตย" โดยคณาธิปไตยเหล่านี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านการเป็นเครือญาติ มีการส่งสมาชิกครอบครัวเข้าไปในวงราชการ และวงการธุรกิจ ส่งลูกเรียนในโรงเรียนเดียวกัน มีการแต่งงานระหว่างเครือญาติ และมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายด้าน พวกเขาไม่ได้แข่งกันเอง และพวกเขายอมให้คนนอกเข้ามาร่วมวงได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของเรื่องวัฒนธรรม หรือวิธีคิดของคณาธิปไตย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาจะไม่นำประเด็นเรื่องกิจกรรมทางเพศไปโจมตีคณาธิปไตยด้วยกันเอง เช่น จะไม่มีทางไปบอกหนังสือพิมพ์ว่าในหมู่คณาธิปไตยบางคนมีแฟนหลายคน นอกจากนี้ในหากพวกคณาธิปไตยจะแข่งขันกัน พวกเขาจะอยู่บนสิ่งที่ตกลงร่วมกันด้วย

ในเรื่องการจัดองค์กรฝ่ายค้าน เป็นเรื่องที่ง่ายและเป็นความเคลื่อนไหวที่เร็วมากที่ ส.ส. จะย้ายจากพรรคอื่นสู่พรรคอื่น โดยไม่มีบทลงโทษ ดูได้ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย ที่จะมี ส.ส. จะย้ายจากพรรคหนึ่งไปพรรคหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างจากฝรั่งเศส อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา เพราะพรรคการเมืองในประเทศนั้นมีอายุยาวนานมาก เราสามารถพิจารณาได้จากกรณีของเนวิน (ชิดชอบ) ที่เคยเป็นมือขวาของทักษิณ และกลายเป็นมือซ้ายของอภิสิทธิ์

เมื่ออินโดนีเซียมีการเลือกตั้งเสรี ภายหลังการล่มสลายของระบอบซูฮาร์โต ผมได้พบกับผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกาด้านกฎหมายการเลือกตั้ง ผมได้กล่าวกับเขาว่า "นี่นักข่าวต่างบอกว่า เป็นสิ่งที่สวยงามมาก ที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คุณเห็นว่าอย่างไร"

ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าว บอกว่า เขาได้ให้คำแนะนำมาแล้ว 35 ประเทศ ในรอบ 15-20 ปี เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายการเลือกตั้ง และได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลอินโดนีเซีย แต่กฎหมายเลือกตั้งนี้แย่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมา" ผมถามเขาว่า "นี่อุบัติเหตุหรือ" เขาตอบว่า "ไม่ พวกเขาต้องการแบบนั้น ต้องการกฎหมายแบบนั้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าคณาธิปไตยจะยังคงแข็งแกร่ง ถ้ามีกฎหมายเลือกตั้งที่เข้มแข็ง ประชาชนก็จะโค่นพวกเขา"

ถ้อยคำของคณาธิปไตย

เบเนดิกอภิปรายถึงแนวทางอื่นสำหรับพิจารณาเรื่องคณาธิปไตย โดยกล่าวว่า บางประเด็นน่าสนใจ บางคนอาจจะสนใจทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือเพ่งความสนใจไปที่สิ่งที่คณาธิปไตยชอบพูด สิ่งที่คณาธิปไตยจะพูดเสมอก็คือคำว่า "Give" ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำไทยที่ดีที่สุดเรียกว่าอะไรดี

คำที่เห็นในภาษาที่ใช้ หรือ สุนทรพจน์ในที่สาธารณะของคณาธิปไตยก็คือ ผู้นำจะทำเหมือนคุณปู่คุณตาให้ของขวัญที่ดีแก่หลาน เช่น จะให้การศึกษาฟรีแก่เด็ก มีเงินประกันราคาพืชผลแก่เกษตรกร ทำระบบสัญญาณเตือนภัยสึนามิ ให้ทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มอบคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน แจกผ้าห่มให้กับกลุ่มชาติพันธุ์

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ประชาชนจะรู้สึกดูแคลนและรู้สึกแปลกๆ ถ้าเกิดประธานาธิบดีโอบามาออกทีวีและพูดว่าผมจะให้งานทำ 1 ล้านตำแหน่งแก่พวกคุณ นี่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

ถ้าคุณไปลอนดอน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าจะเห็นนายกรัฐมนตรีพูดว่า ผมจะมอบโครงการสาธารณสุขที่ดีให้แก่พวกคุณ

ภาษาของคณาธิปไตยจะกล่าวด้วยถ้อยคำที่ดีมากๆ สิ่งนี้เองสะท้อนถึงแนวคิดของคณาธิปไตย ซึ่งอยู่บนรากฐานของระบบศักดินา

ทุกครั้งที่ได้ยินสมาชิกของคณาธิปไตยแบบไทยกล่าวปราศรัย ขอให้สังเกตถ้อยคำซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประชาชน

ไม่เพียงแค่ประเทศไทย แม้แต่ในอินโดนีเซียช่วงปี 1950 ผู้นำทางการเมืองที่นำการต่อสู้เพื่อเอกราชก็ใช้ถ้อยคำทำนองว่า "ประชาชนยังคงโง่ ไม่ใช่เพราะประชาชนโง่โดยธรรมชาติ แต่เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาช่วงอาณานิคม ดังนั้นต้องหยุดความโง่"

แต่วันนี้ 60 กว่าปีหลังได้รับเอกราช คณาธิปไตยอินโดนีเซียก็ยังพูดแบบเดิมว่า "ประชาชนแย่มาก ประชาชนยังคงโง่" แม้จะผ่านมา 60 ปีแล้ว แนวคิดของคณาธิปไตยก็นี้คือ "ถ้าประชาชนโง่ แสดงว่าประชาชนจะโง่เสมอ ประชาชนโง่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิของคณาธิปไตยที่จะปกครอง"



คนรับใช้: ดัชนีชี้วัดคณาธิปไตย

เนเนดิกกล่าวต่อไปว่า ในปี 1910 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ประชากร 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30 ของคนวัยทำงานในเมืองนิวยอร์ก เป็นคนทำงานบ้าน คนขับแท็กซี่ พี่เลี้ยงเด็ก คนทำสวน

แต่อีก 20 ปีต่อมา หรือ 80 ปีที่แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ลดลงจำนวนมาก และหายไป ในกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรม (industrial civilization) เริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์ทำความสะอาด และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทำให้การทำความสะอาด ทำครัว ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสะอาดขึ้น ดังนั้นภรรยาแบบอเมริกันควรจะทำงานพวกนี้เองได้

แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งมาเลเซีย ทั้งสิงคโปร์ แม้ในบ้านของชนชั้นกลาง "กระฎุมพี" จะมีอุปกรณ์ทำงานบ้าน ที่ทำงานได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังมีคนใช้

คำถามคือ ทำไม? ก็เพราะ จากงานวิจัยบางชิ้นในอินโดนีเซีย ผมไม่แน่ใจว่ามีการวิจัยในเมืองไทยหรือไม่ คำตอบคือ เป็นที่ชัดเจนมากว่าแนวคิดแบบ "คณาธิปไตย" ถูกเพาะหว่านอยู่ในความคิดของชนชั้นกลาง ถ้าคุณไม่มีคนรับใช้ ก็ไม่ใช่คนชั้นกลางจริง คนรับใช้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านแบบศักดินาแบบเก่า คนรับใช้ไม่ได้เป็นสมาชิกจริงๆ ของบ้าน คนรับใช้สามารถถูกไล่ออกจากงานได้ง่ายๆ หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่ดีนัก

ผมเคยอยู่คอนโดชนชั้นกลางย่านฝั่งธนบุรี มีคนอาศัยในคอนโด 250 คน ทุกๆ ปีใหม่ ผมให้ของขวัญแก่ยาม แม่บ้าน และคนในสำนักงาน เพื่อแสดงความยกย่อง ผมคิดว่าทำในสิ่งที่เป็นธรรมเนียมไทยมากๆ แต่พบว่าไม่มีใครในคอนโดให้อะไรแก่คนที่ดูแลคอนโดให้สะอาดเลย หรือไม่แม้แต่จะถามชื่อแม่บ้าน คนไทยมีลำดับชั้นในการเรียกคนเยอะ นายจ้างไม่ชอบเรียกลูกจ้างว่าน้อง และจะฉุนมากถ้าลูกจ้างเรียกนายจ้างของตัวเองว่าพี่

นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจในภาษาไทย เพราะในภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่จะเรียกขานต่อกันว่า "Brother" และเป็นคำที่นิยมทางการเมือง ซึ่งหมายถึงมีความเป็นญาติกัน และแสดงความเท่าเทียมกัน แต่เป็นเรื่องยากมากในการเรียกกันว่า "Brother" แบบไทย

ภาษาไทยคือ พี่ชาย น้องชาย หรือ พี่สาว น้องสาว ผมรู้ว่าซึ่งไม่มีคำที่จะใช้เรียกขานอย่างเท่าเทียมกัน เพราะคำว่าพี่น้องถ้าไม่แปลว่าบางคนสูงกว่า ก็แปลว่าบางคนต่ำกว่า นี่เป็นมาตรฐานของแนวคิดแบบชนชั้นกลาง

แม้แต่ในมหาวิทยาลัย แม้แต่การเรียกขานเพื่อนร่วมงาน เพื่อนในชั้นเรียน ยังพบผู้คนเรียกขานกันว่า "ท่าน" ซึ่งในศตวรรษที่ 21 ยังคงพบการใช้คำแบบนี้กันอีก

คนเสื้อแดงจากภูมิภาคของเจ้าพ่อ และ ฝ่ายซ้าย

เบเนดิก ให้ข้อสังเกตต่อผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ คือ นปช. ว่า ผมรู้สึกประหลาดใจว่า ถ้าคุณได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของคนเสื้อแดง[น่าจะหมายถึงการชุมนุมปี 2552 - ประชาไท] ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน แต่ละกลุ่มจะมีป้ายที่บอกว่ามาจากขอนแก่น อุดรธานี และมีน้อยมากที่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผู้คนที่มาอายุ 40 ถึง 50 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยถ้ามีการชุมนุมใหญ่ มักจะเป็นเด็กวัยรุ่น หนุ่มสาว นักศึกษา

คนที่ร่วมการชุมนุมมาจากภูมิภาคที่สภาพการทำงานแย่ที่สุด และอยู่ในพื้นที่ๆ วัฒนธรรมเจ้าพ่อเข้มแข็ง

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ถ้าผมจำได้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 อีสานเป็นภูมิภาคของฝ่ายซ้าย ในยุคเสรีไทย ก็เป็นฐานของเสรีไทย และสามารถดูในการเลือกตั้งเสรี ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้งในปี 1975 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และก่อน 6 ตุลาคม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้น มีมากกว่า ส.ส.ฝ่ายซ้าย หรือนักกิจกรรมได้รับการเลือกตั้งจากอีสาน โดยผมจำได้ดีถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุราว 23 ถึง 24 ปี เป็น ส.ส. ที่ได้รับเลือกมาจาก จ.ยโสธร ซึ่งเขาหาเสียงโดยใช้จักรยาน

และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีความเข้มแข็งในพื้นที่ และในพื้นที่เองก็เผชิญประสบการณ์การปราบปรามจากทหารและตำรวจ ผู้คนที่อายุน้อยมากๆ ที่เติบโตในภาคอีสานในช่วงทศวรรษที่ 1970 ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการถูกปราบปราม ดังนั้น พคท. ดูจะช่วยอะไรได้มากกว่ารัฐบาลในปี 1977 ที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยม

เบเนดิกยังกล่าวด้วยว่า คนจากภาคอีสานไปอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ แม้แต่ในไชน่าทาวน์ก็ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอีสานอยู่ในไชน่าทาวน์มากขึ้นๆ และเมื่อคุณมองดูโทรทัศน์ก็จะเห็นสาวสวยผิวคล้ำจากอีสาน บ้างเป็นลูกครึ่ง ซึ่งนี่ก็เป็น new trend ของกรุงเทพฯ

บทบาทอันสันสนของชนชั้นกลาง และสัตว์ประหลาดในอนาคตการเมืองไทย

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า คำถามต่อมาคือ อะไรคือบทบาทของชนชั้นกลาง ถ้าคุณดูที่การพัฒนาขนานใหญ่โดยนักเขียน พระ สถาปนิก พวกนักคิดทางสังคม นักปรัชญา ในช่วงทศวรรษ 1920 พวกเขาล้วนเติบโตมาจากพื้นเพชนชั้นกลาง และจำเป็นที่จะต้องจดจำด้วยว่า ชนชั้นกลางเองยังมีบทบาทอย่างสูงในหมู่ชนชั้นอภิสิทธิ์ พวกคุณควรจะต้องจำด้วยว่า ชนชั้นกลางนี่เองได้ทำลายปารีสคอมมูนในปี 1871 และมีคนจำนวนมากถูกประหารชีวิตโดยพวกกระฎุมพี

นี่สิ่งที่เป็นภาพแตกต่างอย่างมากกับไทย ก็คือ "อะไรเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางไทยสมัยใหม่อุทิศเอาไว้" เวลาผมคิดเกี่ยวกับประเทศไทย ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ากรุงเทพฯ มีนักประพันธ์ที่เยี่ยม ประเทศไทยสมัยใหม่ผลิตนักบวชที่ยิ่งใหญ่ นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ สถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ ผมไม่แน่ใจ แต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่า คนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลก ได้รางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ "อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล" มาจาก จ.ขอนแก่น ไม่ได้มาจากกรุงเทพฯ

ซึ่งกระฎุมพีควรจะชื่นชมเขา แต่ตามประสบการณ์บอกผมว่า กระฎุมพีในเมืองไทยบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่ออภิชาติพงศ์ หรือไม่ได้ดูภาพยนตร์ของเขาที่ถูกเซ็นเซอร์มาก่อน เมื่อผมถามนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในชั้นเรียนว่ามีใครรู้จักอภิชาติพงศ์บ้าง ก็มีประมาณ 20% ถามว่าใครเคยดูภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์บ้างก็มีประมาณ 4 คน

กระฎุมพีบางกอก ชอบอะไรที่เป็นสากล แต่แนวทางที่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ คิดเกี่ยวกับสากลก็คือ พวกเขาดูหนังขยะฮอลลีวูดทุกอาทิตย์ ดูหนังกำลังภายใน กินอาหารดีๆ ใช้จ่ายแพงๆ ช่วงวันหยุด ชอบปิ้ง และยากที่จะหาอาคารสมัยใหม่ที่ดูสวยงาม ในกรุงเทพฯ และคุณจะสามารถเห็นสถาปัตยกรรมซึ่งออกแบบโดยชาวเขมร

ชนชั้นกลางสนับสนุนการเดินขบวนเมื่อ 14 ตุลาคม ชนชั้นเดียวกันนี้เองที่เคยสนับสนุนทักษิณ และต่อมาหันมาต่อต้านทักษิณ และขณะนี้สนับสนุนพันธมิตรฯ คือไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนที่จะบอกว่าควรทำอย่างไรกับประเทศนี้ เป็นการยากที่จินตนาการถึงอนาคตของประเทศนี้ ซึ่งก็เหมือนกับที่คนขับรถแท็กซี่ชาวจีนบอกผม


ส่วนแนวทางที่จะเกิดขึ้นในการเมืองไทย ผมนึกถึงคำกล่าวที่มีชื่อเสียง ของนักมาร์กซิสต์ชาวอิตาลี อันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) กล่าวว่า "คนเก่าก็ปฏิเสธที่จะตาย คนใหม่ก็ต่อสู้ที่จะเกิด ในที่สุดก็เกิดสัตว์ประหลาดขึ้นมา" ("When the old refused to die, and the new is struggling to be born, then monster will appear.") ถ้าคุณคิดถึงในอนาคตของการเมืองไทย ก็คือสิ่งเก่ากำลังจะตาย และสิ่งใหม่ยังไม่พร้อมจะเกิดขึ้น

สถาบันกษัตริย์ในยุโรป และหนังสือพิมพ์แทบลอยด์

ในช่วงท้าย เบเนดิก อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในยุโรปว่า ในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 19 สถาบันกษัตริย์ในยุโรปถูกกดดันจากสังคมมาก และถูกวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ตามธรรมเนียมในยุโรปสถาบันกษัตริย์ถือเป็นมนุษย์พิเศษ แบบพระเจ้าของคริสต์ศาสนา มีอำนาจแม้แต่จะรักษาโรคเพียงใช้มือแตะยังคนป่วย แต่พฤติกรรมการใช้เวทย์มนต์รักษาโรคเช่นว่านี้ยุติเมื่อต้นศตวรรษที่ 18เมื่อมีการพัฒนาเรื่องการแพทย์ แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์แบบไสยศาสตร์ในยุโรปเริ่มเสื่อมถอย ขณะที่แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลายเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญกว่า

สถาบันกษัตริย์ในยุโรปยังต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดเรื่องชาติ (Nationality) และสร้างปัญหาให้กับสถาบันกษัตริย์ในจักรวรรดิใหญ่ๆ ซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติอย่าง จักรวรรดิรัสเซีย ฮังการี บริติช ว่าพวกเขาจะมีเชื้อชาติอะไรเนื่องจากกษัตริย์มาจากพระเจ้า สถาบันกษัตริย์ในยุโรปต้องปรับเข้ากับความเปลี่ยนแปลงในยุโรป มีความคาดหวังว่า พระราชา พระราชินี ในยุโรปจะต้อง "เรียบร้อย" และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ในยุโรปเริ่มเชื่อว่าถ้าราชวงศ์หมดอำนาจ จะไม่สามารถแทนที่ด้วยราชวงศ์อื่น จะไม่มีราชวงศ์อื่นแล้ว ราชวงศ์นี้จึงเป็นราชวงศ์สุดท้าย

ในช่วงปี 1911 ถึง 1921 ระบบกษัตริย์ในรัสเซีย จีน ออสเตรีย-ฮังการี ออตโตมาน เยอรมนี ล้วนถูกยุบเลิกไป เหลือแต่ราชวงศ์ของอังกฤษ และในอังกฤษถ้าหากถามว่าใครเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุด คนอังกฤษจะมีคำตอบ แต่พระราชินี ซึ่งมีฐานะเป็นประมุข ไม่ใช่พระราชินีที่เป็นพระชายาของกษัตริย์


*ที่มา : ประชาไท ( หมายเหตุไทยอีนิวส์:ระหว่างเราคัดลอกข่าวนี้มาลง เวบประชาไทไม่สามาถเข้าได้ จึงได้คัดลอกจากสำนักข่าวประชาธรรมมาลงแทน ) บทความนี้เดิมชื่อ เบเนดิก แอนเดอร์สัน: มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก

จะคนเดียวหรือล้านคนก็ต้องรับฟัง...

ที่มา Thai E-News


1ล้านคนที่อียิปต์ และภราดรภาพจากเสื้อแดง-(ภาพบน)การชุมนุมใหญ่ 1 ล้านคนที่จตุรัสใจกลางนครหลวงไคโร เพื่อโค่นล้มผู้เผด็จการ ซึ่งล่าสุดมูบารักประกาศยังไม่ลงจากอำนาจ แต่จะไม่ลงเลือกตั้งสมัยหน้า การประท้วงยังดำเนินต่อไป (ภาพล่าง)สนนท.และคนเสื้อแดงชุมนุมหน้าสถานทูตอียิปต์ในกรุงเทพฯหนุนการลุกฮือขึ้นสู้ของการปฏิวัติประชาชนอียิปต์(ดูข่าว)


1คนที่ประเทศไทย-ผู้ประท้วงเสื้อเหลืองรายหนึ่งนอนหลับปิดกั้นถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องรัฐบาลไทยใช้นโยบายแข็งกร้าวกับกัมพูชา หากรัฐบาลไม่สนองตอบก็ต้องออกไป ขณะที่วานนี้ศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกสมาชิกเสื้อเหลือง 2 ราย คนแรก 8 ปี อีกราย 6 ปี (ภาพข่าว:รอยเตอร์)

Tuesday, February 1, 2011

อาจารย์นิติฯจุฬาฯ จุดประเด็น"กกต. สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรธน.ยุบปชป.ใหม่ได้หรือไม่"

ที่มา มติชน




ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นทางวิชาการ ผ่านเว็ปไซต์ www.pub-law.net ในบทบรรณาธิการ เรื่อง “กกต. สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ได้หรือไม่” สาระสำคัญมี ดังนี้

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องกรณีพรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท และกรณีการรับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำนวน 285 ล้านบาท ได้มีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากรวมทั้งตัวผมเองด้วยที่เขียนบทบรรณาธิการในเรื่องดังกล่าว 2 ครั้ง

แต่จนวันนี้ ก็ยังไม่มีความกระจ่างทั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากนายทะเบียนพรรคการเมือง และจากศาลรัฐธรรมนูญในปัญหาที่ค้างคาใจประชาชนจำนวนหนึ่ง เช่น ความสับสนในหน้าที่ระหว่างนายทะเบียนพรรคการเมืองกับประธาน กกต. จนเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องทั้งสองเรื่อง ความสับสนดังกล่าวมีผลทำให้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นว่า สรุปแล้วพรรคประชาธิปัตย์ถูกหรือผิด และจะมีโทษทางแพ่ง ทางอาญา และอื่น ๆ ตามมาหรือไม่ อย่างไร หรือในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญเองที่ทำคำวินิจฉัยไม่ชัดเจนก็เช่นเดียวกัน ทุกฝ่ายต่างพากันเงียบเพื่อให้เรื่องที่เกิดขึ้นค่อย ๆ เงียบหายไปจากความสนใจของประชาชน

ผมได้เคยกล่าวเรื่องการนิ่งเฉยในลักษณะนี้ไปแล้วในบทบรรณาธิการครั้งก่อน ๆ ว่าเป็นเรื่องน่าแปลก ผมจำได้ว่าสมัยเด็กผมเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บาทหลวงพยายามเคี่ยวเข็ญพวกเราให้เป็นสุภาพบุรุษ กล้ารับผิดและกล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เมื่อเข้ามาเรียนที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็อบรมพวกเราให้เป็นนักกฎหมายที่ดี รู้ผิด รู้ชอบ แต่ทำไมสภาพสังคมของเราในวันนี้ถึงได้ไม่เหมือนกับที่ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาก็ไม่ทราบ

ถามหาความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมา มีคนจำนวนมากถามหาความรับผิดชอบจากทั้งนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ แต่ผลที่ออกมาก็พบว่ามีบุคคลจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ออกมารับผิดชอบ ไม่ว่าจะด้วยสำนึกของตนเองหรือถูกบีบจากสื่อหรือจากภายในองค์กรเองก็ตาม แต่ก็กลับมีอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกใช้วิธีอยู่เฉย ๆ เงียบ ไม่โต้ตอบและทำงานต่อไป ซึ่งวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่เกิดผลดีเฉพาะตัวบุคคลผู้นั้นเท่านั้นเพราะตัวเองยังอยู่ในตำแหน่ง มีงานทำ มีเงินใช้ สบายไป ก็น่าเสียใจนะครับที่ความคิดของคนในสังคมเราเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจากเดิมจนทำให้ความรับผิดชอบของคนเราเปลี่ยนไปมากด้วยครับ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้ทราบว่ามีผู้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งรื้อคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่ประเด็นสำคัญคงอยู่ที่ว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ได้หรือไม่” เท่านั้นเองครับ

ในบทบรรณาธิการครั้งนี้ ผมจะลองตอบคำถามดังกล่าว แต่เนื่องจากผมมีเพียง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15/2553 กรณีพรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนคำวินิจฉัยกรณีหลังคือกรณีการรับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำนวน 285 ล้านบาทนั้น ผมยังไม่ได้รับ คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ดังนั้น การวิเคราะห์เรื่องดังกล่าวของผมในบทบรรณาธิการนี้จึงจำกัดอยู่เฉพาะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15/2553 เท่านั้นครับ

ย้อนหลังกลับไปดูคำวินิจฉัย

คงต้องย้อนหลังกลับไปดูการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญก่อน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการจำนวน 15 หน้าใน website ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่กี่วันต่อมา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำวินิจฉัยที่เป็นทางการก็พบว่า คำวินิจฉัยที่เป็นทางการมีจำนวน 42 หน้า นอกจากจำนวนหน้าที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีข้อแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในตอนท้ายของคำวินิจฉัยได้มีการนำเอาเรื่องที่ไม่ปรากฏในการอ่านและในคำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการมาเพิ่มเข้าไปด้วย

ปัญหาประการแรกที่จำต้องพิจารณาคือ คำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการกับคำวินิจฉัยที่เป็นทางการนั้น คำวินิจฉัยใดคือคำวินิจฉัยที่ “ถูกต้อง” ซึ่งในเรื่องดังกล่าว หากดูเพียง “ถ้อยคำ” ที่อยู่ท้ายชื่อคำวินิจฉัยฉบับแรก ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า คำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ “ไม่น่าจะ” เป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 แล้วก็จะพบว่า มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคำวินิจฉัยอยู่หลายข้อด้วยกัน

หลังจากที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย ผลก็จะเกิดขึ้นทันที

แต่ที่ตรงที่สุดก็คือ ข้อกำหนดข้อ 55 วรรคแรก ที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลอื่น และองค์กรอื่นของรัฐ และในวรรคสองคือ คำวินิจฉัยของศาลให้มีผลในวันอ่าน เพราะฉะนั้น หากพิจารณาดูข้อกำหนดข้อ 55 ทั้งสองวรรคก็จะพบว่า หลังจากที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย ผลก็จะเกิดขึ้นทันที และผูกพันทุกองค์กรตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดข้อ 55 วรรคแรก ซึ่งข้อกำหนดข้อ 55 วรรคแรกก็มีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 216 วรรคห้าที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐนั่นเอง

ดังนั้น หากพิจารณาข้อกำหนดประกอบมาตรา 216 วรรคห้าอย่างเคร่งครัดก็จะต้องถือว่า คำวินิจฉัยที่อ่านมีผลผูกพันไปแล้วเมื่ออ่าน ส่วนกรณีมาตรา 216 วรรคสามแห่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้นก็เป็นเพียง “รูปแบบ” เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบตามวัตถุประสงค์ของการมีราชกิจจานุเบกษา มิได้เกี่ยวข้องกับการมีสภาพบังคับของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

นอกจากนี้ หากพิจารณาดูข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญข้อ 57 ที่ว่า “ในกรณีที่คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลง เมื่อศาลเห็นเองหรือเมื่อคู่กรณีร้องขอและศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกต้องก็ได้

การทำคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่เป็นการกลับหรือแก้ผลใน คำวินิจฉัยหรือคำสั่งเดิม เมื่อได้ทำคำสั่งเช่นว่านั้นแล้วให้แจ้งผู้ร้องหรือคู่กรณีแล้วแต่กรณีได้ทราบ และให้นำความข้อ 54 วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม

หลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการทำคำสั่งตามข้อนี้ ให้เป็นไปตามที่ศาลกำหนด” ก็จะพบว่า ความแตกต่างระหว่างคำวินิจฉัยที่อ่านกับคำวินิจฉัยที่เป็นทางการไม่อาจนำเอาข้อกำหนดข้อ 57 มาใช้ได้ เพราะมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเลย แต่เป็นการเพิ่มเติมและขยายความเนื้อหาสาระในส่วนของคำวินิจฉัยครับ

ด้วยเหตุดังกล่าว ผมจึงได้ตั้งคำถามไว้ในบทบรรณาธิการครั้งที่ 254 ว่า สรุปแล้ว คำวินิจฉัยฉบับไหนมีผลจริง ๆ เพราะหากจะถือเอาตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 แล้ว คำวินิจฉัยฉบับไม่เป็นทางการคือคำวินิจฉัยที่เป็นของจริง ผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลอื่น และองค์กรอื่นของรัฐ เพราะเป็นคำวินิจฉัยที่ศาลอ่าน ตามข้อกำหนดฯ ข้อ 55 วรรคสองครับ

ศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยคดี 29 ล้าน ?

หากเป็นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยฉบับที่ศาลอ่านก็จะพบข้อความในตอนท้ายว่า “....เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง” ซึ่งก็หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคำร้องที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาทถูกต้องหรือไม่

ดังนั้น เมื่อคำวินิจฉัยจบลงตรงนี้และเมื่อพิจารณาจากข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ซึ่งมิได้บัญญัติถึงกระบวนการ “ห้าม” การฟ้องซ้ำหรือยื่นคำร้องใหม่กรณีทำผิดขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ จึงตอบได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ได้เนื่องจากทำผิดขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดครับ

เมื่อมาถึงประเด็นดังกล่าว ก็มีประเด็นพาดพิงซึ่งผมได้เคยตั้งคำถามไปแล้วเช่นกันในบทบรรณาธิการครั้งที่ 254 แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ประเด็นที่ว่าคือประเด็นที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของคำวินิจฉัยที่ 15/2553 ทั้งนี้ เนื่องมาจาก ข้อ 50 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ได้กล่าวไว้ว่า “การพิจารณาวินิจฉัยของศาลให้วินิจฉัยทุกประเด็นที่ศาลกำหนด โดยตุลาการที่เป็นองค์คณะทุกคนจะงดออกเสียงในประเด็นใดประเด็นหนึ่งตามที่ศาลกำหนดมิได้” ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านหรือคำวินิจฉัยที่เป็นทางการก็ไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยในทุกประเด็นทั้ง ๆ ที่มีการตั้งประเด็นไว้ตรงกัน 5 ประเด็น ดังนั้น สถานะของคำวินิจฉัยที่ขัดกับข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้างต้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าจะกระทบถึง “ความสมบูรณ์” ของคำวินิจฉัยหรือไม่ อย่างไรด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม หากได้พิจารณาลงลึกไปถึงคำวินิจฉัยคดีส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนก็จะพบว่า มีการตั้งประเด็นของคดีดังกล่าวไว้เป็นเช่นเดียวกัน คือมีประเด็นที่จะต้องพิจารณา 5 ประเด็น และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนก็ได้วินิจฉัยให้ความเห็นในประเด็นที่ตั้งไว้ในคำวินิจฉัยคดีส่วนตนแล้ว

“ความสมบูรณ์” ของคำวินิจฉัย
ปัญหาจึงตกมาอยู่ที่คำวินิจฉัยที่ 15/2553 ที่เขียนในลักษณะตัดการพิจารณาในประเด็นที่ตั้งไว้จนทำให้เป็นที่น่าสงสัยถึง “ความสมบูรณ์” ของคำวินิจฉัยที่ขัดกับข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นนั้น จะเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ได้หรือไม่ครับ

ในปัญหานี้ ผมมองว่า หากเราตัดเรื่องความสมบูรณ์ของคำวินิจฉัยที่ขัดกับข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญออกไป (ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าคำวินิจฉัยที่ 15/2553 นี้ไม่สมบูรณ์เพราะขัดกับข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ 2 ข้อ คือ คำวินิจฉัยมีผลเมื่ออ่านกับการที่ศาลต้องวินิจฉัยทุกประเด็น ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น) ก็จะพบว่า ในการวินิจฉัยครั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในประเด็นที่ตั้งไว้แล้วในคำวินิจฉัยคดีส่วนตน เพียงแต่มิได้ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยที่ 15/2553 เท่านั้นเอง ดังนั้น หากคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็อาจไม่รับไว้พิจารณา เนื่องจากถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปคือ การขอให้พิจารณาคดีใหม่ด้วยเหตุเดิมที่ได้พิจารณาไปแล้ว

ข้อผิดพลาดของเรื่องนี้จึงอยู่ตรงที่ว่า ทำไมคำวินิจฉัยที่ 15/2553 จึงเขียนในลักษณะตัดการพิจารณาในประเด็นที่ตั้งไว้ คำตอบในเรื่องนี้คงอยู่ที่ “ผู้ร่าง” คำวินิจฉัย ซึ่งข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 54 วรรคสองได้กล่าวถึงการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่า “การทำคำวินิจฉัยของศาลตามวรรคหนึ่ง องค์คณะอาจมอบหมายให้ตุลาการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดทำคำวินิจฉัยตามมติของศาลได้” ซึ่งก็หมายความว่า การทำคำวินิจฉัย “น่าจะ” ทำโดยองค์คณะหรือไม่ก็ทำโดยตุลาการคนหนึ่งคนใด แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ทำคำวินิจฉัย “มองไม่เห็น” ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ 50 ที่ว่า “การพิจารณาวินิจฉัยของศาลให้วินิจฉัยทุกประเด็นที่ศาลกำหนด โดยตุลาการที่เป็นองค์คณะทุกคนจะงดออกเสียงในประเด็นใดประเด็นหนึ่งตามที่ศาลกำหนดมิได้” ครับ

“ไม่น่าพลาดได้ถึงขนาดนี้นะครับ”

ในระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีข้อสงสัย ข้อกังขา และมีความเคลือบแคลงในองค์กรและบุคคลต่าง ๆ ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ความกล้าหาญ ความเป็นกลาง ความไม่ลำเอียง ความไม่มีอคติ ฯลฯ มากจนทำให้เกิดคำว่า “สองมาตรฐาน” ขึ้นมาในสังคมของเราครับ ผลของคำวินิจฉัยที่ 15/2553 นี้ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีผู้คนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมาก

แล้วจะทำอย่างไรได้ครับ !!!

ท้ายที่สุด หากความเห็นส่วนตัวของผมพอมีผลอยู่บ้าง ผมก็อยากที่จะ “ยุ” คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ครับ ผมอยากดู “คำตอบ” ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมาว่ามีเหตุผลอย่างไรที่จะรับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เพราะไม่ว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งสองทาง เนื่องจากคำวินิจฉัยที่ 15/2553 มีปัญหามากดังที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งหมดครับ !!!

อาจารย์ พันธุ์ทิพย์ ฟันธง มาร์คไม่มีสถานะเป็นคนสัญชาติอังกฤษ

ที่มา มติชน



ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ได้ส่งบทความมายัง มติชนออนไลน์ เพื่อตอบคำถาม เรื่องคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีสถานะเป็นคนสัญชาติอังกฤษจริงหรือ ?

เพื่อที่จะฟ้องคุณอภิสิทธิ์ต่อศาลอาญาโลก ทนายความเนเธอร์แลนด์ของคุณทักษิณอ้างว่า คุณอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ แม้ประเทศไทยจะไม่ยอมรับธรรมนูญศาลอาญาโลก แต่อังกฤษรับธรรมนูญนี้ คนสัญชาติอังกฤษจึงถูกฟ้องในศาลอาญาโลกได้


ล่าสุด ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร หรือ อาจารย์แหวว จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มีคำตอบ

....เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับการเรียนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลดีมาก เรื่องสัญชาติเริ่มชัดขึ้นกับสถานะการณ์ปัจจุบัน

วันนี้ นายกรัฐมนตรีไทย อภิสิทธิ์ ถูกทนายความเนเธอร์แลนด์กล่าวอ้างว่า มีสถานะเป็นคนสัญชาติอังกฤษเพราะเกิดอังกฤษ จึงมีสิทธิในสัญชาติอังกฤษ แต่นายกฯ บอกว่า ไม่เคยใช้สิทธินี้ จึงไม่มีสถานะคนสัญชาติอังกฤษ

อาจารย์แหวว ขอยืนยันหลักกฎหมาย (ค่ะ) ความสามารถที่จะมีสิทธิและความสามารถที่จะใช้สิทธิ เป็นคนละเรื่องกัน แต่สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาตินั้นต้องมาจากทั้ง 2 เรื่อง คุณอภิสิทธิ์จะมีสถานะเป็นคนสัญชาติอังกฤษ ก็ต่อเมื่อมีสิทธิในสัญชาตินี้และใช้สิทธิในสัญชาตินี้

ข้อเท็จจริงที่ต้องทราบ ก็คือ คุณอภิสิทธิ์มีชื่อในทะเบียนราษฎรอังกฤษหรือไม่ ถือเอกสารพิสูจน์ตนที่ออกโดยรัฐอังกฤษหรือไม่ แค่มีจุดเกาะเกี่ยวตามที่กฎหมายสัญชาติอังกฤษกำหนด ไม่ทำให้ให้มีสถานะเป็นคนสัญชาติอังกฤษ

ดังนั้น ในวันนี้ ยังจะเรียก คนที่เกิดในพม่า โดยไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรพม่า ว่าเป็น "คนสัญชาติพม่า" อีกไหม ????

อะไรที่ราชการไทยเรียกผิดไปแล้ว แก้ไขได้ค่ะ หวังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้แก่คุณอภิสิทธิ์จะทำให้ท่านคิดอะไรออกมากขึ้นเกี่ยวกับการบันทึกสัญชาติผิดสำหรับมนุษย์หลายพวกในสังคมไทย ....มวลมิตรว่าไง

"แม่กมนเกด"อดร่วมงานสภาสูงอังกฤษเชิญให้ข้อมูล"สลายแดง" สถานทูตไม่ออกวีซ่า เหตุเงินในบัญชีไม่พอ

ที่มา มติชน





จากกรณีที่ สภาสูง (House of Lord) ประเทศอังกฤษ ได้เชิญตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมจากเหตุการณ์ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ประเทศอังกฤษ โดยส่งหนังสือเชิญนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม และ นายณัทพัช อัคฮาด อายุ 21 ปี น้องชาย


นายณัทพัช เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ดำเนินการทำเรื่องขอเดินทางไปอังกฤษโดยแนบหนังสือเชิญจากสภาสูงและทำตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่ทางสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยก็ส่งเรื่องกลับมาว่าไม่สามารถอนุมัติวีซ่าให้ได้เพราะเงินในบัญชีไม่เพียงพอ


"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ได้ เพราะเราไม่ได้จะเดินทางไปท่องเที่ยว ถึงจะได้มีเงินในบัญชีเพียงพอ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต้องมีเท่าไร แต่เรื่องค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน ทางสภาสูงเป็นคนดำเนินการให้หมดแล้ว โดยส่งเป็นเช็คมาให้ ผมเชื่อว่าการที่วีซ่าไม่ผ่านเป็นเพราะเรื่องการเมือง เนื่องจากงานที่เราจะไปร่วมเป็นการถูกเชิญไปพูดถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในฐานะญาติผู้เสียชีวิต" นายณัทพัชกล่าว


ศพ น.ส.กมนเกด อัคฮาด


ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ว่าสถาบันนิติเวชวิทยา (นต.) ตร. โดย พ.ต.อ.นพ. พรชัย สุธีรคุณ รอง ผบก.นต. ได้ส่งรายงานผลการชันสูตรพลิกศพของผู้เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม จำนวน 6 ศพ เมื่อ วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมาให้กับพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน โดยระบุว่า น.ส.กมนเกด อัดฮาด อายุ 25 ปี (อาสาสมัครพยาบาล) มีบาดแผลถูกยิงทะลุผิวหนังมากถึง 10 แห่ง โดยบาดแผลที่ 1 กระสุนถูกเข้าที่หลังผ่านขึ้นด้านบนผ่านแนว ลำคอหลังทะลุผ่านกะโหลกศีรษะซีกซ้าย ทะลุสมองน้อยและสมองใหญ่ พบชิ้นส่วนโลหะคล้ายหัวกระสุนหุ้มทองแดง 1 ชิ้น ค้างที่กะโหลกด้านขวา ทิศทางจากล่างขึ้นบน หลังไปหน้า ขวาไปซ้ายเล็กน้อย ลักษณะหมอบลงกับพื้น หน้าหันลงพื้นดิน บาดแผลที่ 2-4 ถูกยิงเข้าบริเวณอก บาดแผลที่ 5-10 ถูกยิงบริเวณแขนและขวา ลักษณะถูกระดมยิง สาเหตุการตายกระสุนทะลุหลังเข้าไปทำลายสมอง ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจยังไม่สามารถระบุได้ว่าถูกยิงจากบนลงล่างหรือไม่ แต่จากการสันนิษฐานเชื่อว่า น.ส.กมนเกด หมอบหน้าแนบพื้น ถูกระดมยิงจากด้านหลัง ซึ่งการตรวจสอบที่แน่ชัดต้องมีพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วย เพราะการจำลองใช้เลเซอร์มาวางแนววิถีกระสุนก็ทำไม่ได้ ในกรณีนี้เนื่อง จากหัวกระสุนไปถูกกระดูกและกระดอนไปมาทำให้ร่างกายเสียหายมากจนไม่สามารถจำลองแนวการยิงได้อย่างแน่ชัด

น่าหวาดเสียว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




กรณี 2 คนไทยที่ยังติดคุกเปรซอว์ คือ นายวีระ สมความคิด กับ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่โดนข้อหาจารกรรมข้อมูลความมั่นคง

มีกำหนดขึ้นศาลพนมเปญอีกครั้งวันนี้

ที่ต้องลุ้นคือศาลจะไต่สวนแล้วพิพากษาตัดสินเลยหรือไม่

ถ้าตัดสินเลยก็ต้องดูต่อไปว่าจะโดนโทษเท่าไหร่ ติดคุกกี่ปี จะรอลงอาญาแล้วปล่อยตัวกลับประเทศเหมือนนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และพวกรวม 5 คนก่อนหน้านี้หรือไม่

ไม่ได้แช่งชักหักกระดูก

แต่หลายคนเดาว่าคงยาก โดยเฉพาะนายวีระ ที่เคยเข้าไป 'ลองของ' กัมพูชามาแล้วหลายรอบ

กรณี'วีระ-ราตรี' อยู่นอก 3 เงื่อนไขของกลุ่มพันธ มิตรฯ ที่ยื่นกดดันรัฐบาล

คือ 1.ให้ถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก 2.ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 3.ขับไล่คนกัมพูชาออกจากพื้นที่พิพาท

แต่เป็นปมปัญหาเพิ่มเติมที่แกนนำหยิบขึ้นมาประ กาศเตรียมยกระดับความเคลื่อนไหว

โดยยืนยันว่าพื้นที่ที่นายวีระ นายพนิช และคนไทยทั้ง 7 ถูกทหารกัมพูชาจับกุมนั้นอยู่ในเขตแดนไทย

นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นแทรกซ้อนเข้ามา

กรณีธงชาติกัมพูชาไปโผล่ปักอยู่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ในเขตพื้นที่พิพาทเช่นกัน ใกล้ๆ กับป้ายหินที่เคยมีปัญหากันมาก่อนหน้าไม่กี่วัน

ครั้งนั้นนายกฯฮุนเซน ยอมสั่งทหารกัมพูชาทุบป้ายทิ้ง ทำให้คนกัมพูชาไม่พอใจ มองว่าเป็นการสยบยอมต่อไทย

พอมาเรื่องธงเลยต้องเปลี่ยนท่าทีใหม่ นายกฯฮุนเซน หันมาเอาใจประชาชนของตนเอง ประกาศไม่ยอมปลดธงลงตามที่รัฐบาลไทยต้องการ

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลยตกที่นั่งลำบาก

แทนที่ม็อบพันธมิตรฯ จะเห็นใจ กลับเพิ่มแรงกดดันเข้าใส่นายกฯอภิสิทธิ์ หาว่าไม่ยอมปกป้องผืนแผ่นดินไทย

ทั้งยังยกระดับข่มขู่ว่าหากรัฐบาลไม่ยอมทำตามเงื่อนไข 4-5 ข้อดังกล่าว ม็อบพันธมิตรฯ ตัดสินใจบุกเข้าทำเนียบเมื่อไหร่ นายกฯก็อยู่ไม่ได้เมื่อนั้น

จากนี้ไป ต้องวัดใจนายกฯอภิสิทธิ์ จะทำอย่างไร

ถ้าม็อบบุกจริงต้องประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกหรือไม่ เพราะลำพังตำรวจคงเอาไม่อยู่

ทีนี้พอเบิกกำลังทหารออกจากกรมกองแล้ว จะกลายเป็น'เข้าแผน'ใครหรือไม่

คำตอบช่างน่าหวาดเสียวจริงๆ

พี่น้องเสื้อแดง.......เรามารวมเงินกันจ่ายค่าจ้างให้ Amsterdamn & Peroff ดีไหมครับ

ที่มา thaifreenews

โดย Mark Levinson

พี่น้องเสื้อแดง.......เรามารวมเงินกันจ่ายค่าจ้างให้ Amsterdamn & Peroff ดีไหมครับ
คือดูจากเนื้องานที่บริษัทนี้ได้ทำลงไป ไม่ว่าการเก็บข้อมูล การเตรียมตัวงานคดีความ
ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าสืบหาพยาน แค่ต่ออินเตอร์เน็ทก็มีค่าใช้จ่ายแล้ว และค่าจิปาถะต่างๆ

คนทำงานต้องกินข้าว

ตัวทนายหากว่าคนเดียวทำฟรีนะได้ แต่บริษัทคนต้องมีคนงานอื่นๆอีกมากมาย คงมีคนช่วยพวกเราเสื้อแดงน้อยมาก
หากว่าไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เลย........เรามาช่วยกันสมทบทุน จ่ายค่าจ้างบริษัทเขาอย่างเป็นทางการดีไหมครับ
จริงอยู่ตอนนี้มีคนสำรอง (หรือทดรอง) จ่ายแทนพวกเราไปก่อนแล้ว เราไม่รู้ว่าคดีนี้จะอีกนานแค่ไหน จะยึดกันไปอีกกี่สิบปี ทุกอย่างมีแต่ค่าใช้จ่ายไปหมด ในฐานะที่ผมก็คนเสื้อแดงคนหนึ่ง ผมอยากพูดได้เต็มปากว่า

-- ผมนี่ละต้องการความจริง
-- ผมต้องการให้คดีนี้สะสางจนสะอาด
-- ผมไม่สนใจว่าคดีนี้จะยาวแค่ไหน
-- ผมต้องการช่วยค่าใช้จ่ายของสำนักงานคุณโรเบิร์ต (ในส่วนที่ผมบริจาคได้)
-- ผมจะช่วยสมทบทุนด้วยไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนที่ตายไป
-- ผมต้องการรู้ว่าที่ตายและเจ็บกว่า 2,000 คนใครทำ
-- ผมต้องการให้ลากคนชั่วออกมาจัดการให้ได้

http://www.amsterdamandperoff.com/
คนทำงานต้องกินข้าว เราอย่าให้ใครมาดูถูกเสื้อแดงได้ว่างอมืองอเท้า
แกนนำ นปช... พูดออกมาได้เลยว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้ไหม

อียิปต์ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ หลังรัฐบาลสั่งปิด

ที่มา thaifreenews

โดย Maquid

สถานการณ์การชุมนุมที่ประเทศอียิปต์ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย ล่าสุดวันนี้ (1 กุมภาพันธ์) มีรายงานแจ้งว่า รัฐบาลอียิปต์สั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ประชาชนอียิปต์ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตกับโลกภายนอกได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลได้พยายามปิดช่องทางสื่อสารด้วยการบล็อก Twitter, Facebook และ social media อื่น ๆ

ขณะที่ประชาชนชาวอียิปต์จะมีการชุมนุมครั้งใหญ่อีกครั้งในวันนี้ ที่กรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ โดยใช้ชื่อการนัดรวมพลว่า "มาร์ช ออฟ มิลเลียนส์" เพื่อเรียกร้องกดดัน ให้ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นวันที่ 8 ของการออกมาเคลื่อนไหวของประชาชน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 125 คน

นอกจากนี้ ยังจะมีรายงานว่า การชุมนุมได้มีการขยายฐานไปยังเมืองอเล็กซานเดรีย เมืองท่าในแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนเป็นเหตุทำให้การให้บริการการรถไฟแห่งชาติ ถูกยกเลิกไปแล้วด้วยเช่นกัน และยังไม่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิยิปต์ ได้ประกาศย้ำอีกครั้งว่า จะไม่ขัดขวางเสรีภาพ ในการแสดงออกของประชาชน และจะไม่ยิงใส่ผู้ประท้วงตามท้องถนน แต่จะทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่ขอร้องอย่าให้มีการแสดงพฤติกรรมที่เป็นการบ่อนทำลาย ละเมิดคำสั่งความมั่นคง ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ และเอกชน หรือปล้นสะดมเท่านั้น

ทั้งนี้สื่อยังรายงานอีกว่า แผนจัดการชุมนุมตามถนนสายต่าง ๆ ในกรุงไคโรครั้งนี้ จะมีคนเข้าร่วมมากกว่า 1 ล้านคน และเป็นช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกับที่ประธานาธิบดี มูบารัค และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งด้วย

ขณะที่เครื่องบินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 8850 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปยัง กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดนแล้ว เมื่อเวลา 09.16 น. เพื่อไปรับ 87 คนไทย ที่ติดค้างอยู่ในสนามบินไคโร ประเทศอียิปต์ และจะเดินทางกลับด้วย เที่ยวบิน TG 8851

ด้านนายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เครื่องบินเช่าเหมาลำของจอร์แดน ได้บินไปรับคนไทยที่สนานบินไคโร ประเทศอียิปต์ เดินทางถึงกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดนแล้ว เพื่อรอเครื่องบินของสายการบินไทยไปรับกลับ ซึ่งคาดว่าเครื่องบินของสายการบินไทยจะถึงกรุงอัมมาน ประมาณ 14.00 น. และเดินทางกลับถึงสุวรรณภูมิ เวลา 0.45 น.

ขณะที่ นายภิญโญ ทับทิมใหม่ อุปนายกสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ยืนยันว่า สถานการณ์ที่อียิปต์ รุนแรงมาก นักเรียนไทย โดยเฉพาะผู้หญิงเกือบ 100 คน ได้แจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งได้มีการติดต่อประสานไปยังสถานทูตไทยแล้ว ส่วนเรื่องอาหารกิน ขณะนี้ลำบากมาก เพราะร้านอาหาร ธนาคาร และตู้เอทีเอ็ม ไม่เปิดให้บริการ โดยหลังเวลา 15.00 น. จะไม่สามารถออกนอกบ้านได้ ขณะพื้นที่ ที่นักเรียนไทยพักอาศัยอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ชุมนุม โดยมีนักเรียนไทย อยู่รวมกันประมาณ 500 คน

ไอ.เอ็น.เอ็น.

วงจรอุบาทว์.....

ที่มา thaifreenews

โดย Maquid

แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะแสดงอาการฉุนเฉียวกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ออกมายืนยันว่ามีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ประชุมวางแผนเตรียมการก่อรัฐประหาร ซึ่งเป็นลูกศิษย์โหรที่นายทหารนับถือ และมีนายทหารระดับพลเอกคนหนึ่งร่วมประชุมวางแผนรัฐ ประหารที่เซฟเฮาส์ของพลเอกอีกคนหนึ่งว่าให้ร้ายคนอื่นอย่างน่าเกียจ

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมารับประกันว่านายทหารที่ร่วมทำงานต่างให้การสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่มีความคิดเรื่องนี้ เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แต่การปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งนั้นนายทหารหรือผู้นำกองทัพที่ถูกพูดถึงจะออกมาปฏิเสธเสียงแข็งเสมอ อย่างการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็ออกมาปฏิเสธและยืนยันหนักแน่นว่าทหารจะไม่ปฏิวัติ เพราะถือเป็นวิธีโบราณที่ไม่มีใครทำกัน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เกิดการรัฐประหาร

ที่สำคัญผู้นำกองทัพทุกคนจะออกมาเรียกร้องให้ทุกคนในชาติมีความรัก ความสามัคคี โดยให้คำนึงถึงสถาบันหลักของชาติ เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ก็ถูกผู้สื่อข่าวถามเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารมาโดยตลอดตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ตอบว่า

“ขอถามว่าใครอยากปฏิวัติตอนนี้ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกแล้ว แตกต่างกับประเทศอื่นที่มีประชาธิปไตยอย่างเดียว แล้วจะไปหาระบอบประชาธิปไตยใดมาอีก ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหา”

พล.อ.ประยุทธ์เคยบอกว่าการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทหารทำเพื่อหยุดปัญหาที่จะเกิดเท่านั้น หลังจากนั้นก็กลับมาแก้ไขด้วยกลไกปรกติ

ดังนั้น กระแสข่าวการปฏิวัติรัฐประหารขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวหรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งผู้นำกองทัพจะอ้างเรื่องความมั่นคง ความแตกแยก การทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลและนักการเมือง

หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมปิดถนนอย่างยืดเยื้อและยืนยันรัฐบาลต้องทำตาม 3 ข้อเรียกร้อง ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันว่าทำไม่ได้นั้น กลุ่มพันธมิตรฯจะยอมยุติการชุมนุมหรือไม่ และรัฐบาลก็ไม่ยอมยุบสภาหรือลาออกอะไรจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะออกมาอย่างไร ผู้นำกองทัพยืนยันหรือไม่ว่าจะไม่เป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” ทำการปฏิวัติรัฐประหาร

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน