WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 2, 2011

'วรเจตน์'ดื้อ-ลุย กู้ชื่อนิติราษฎร์

ที่มา บางกอกทูเดย์



ฝ่ายความมั่นคงหวังปิดปาก
ห้ามพูดเรื่องจริง!!
ถึงวันนี้ไม่แน่ใจว่า กลุ่มอำนาจทางการเมืองและการทหาร ตลอดจนแม้แต่กระทั่งขั้วอำนาจพิเศษ ที่เชื่อมั่นว่า การทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 คือการยึดคืนอำนาจประชาธิปไตยไปจัดการให้อยู่ในแนวทางที่ต้องการนั้น
จะรู้ตัวหรือยังว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน จนยากเกินกว่าจะใช้ปืน ท็อปบูท ตุลาการภิวัฒน์ หรืออำนาจใดๆสยบให้อยู่ในกรอบที่ต้องการได้อีกต่อไป

การเติบโตของสังคมข้อมูลข่าวสาร สังคมโลกไซเบอร์ ได้ทำลายกำแพงอำนาจและความสะพรึงกลัวให้ล่มสลาย
แม้แต่กระทั่งประตูห้องแห่งความลับบางห้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ในอดีตจะเป็นข้อยกเว้นไม่มีใครกล้าแตะต้อง หรือกลาที่จะพูดกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ถึง แต่มาในยุคของการเปิดกว้างของของมูลข่าวสาร
ประตูบานนั้นก็ได้ถูกเปิดขึ้นแล้ว

แต่กลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง กลับยังเชื่อมั่นแบบงมงายว่า จะสามารถกดขี่ระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้เหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต ทำให้ในวันนี้บรรยากาศของสังคมจึงเป็นเหมือนภูเขาไฟเดือดอยู่ภายใต้ภาพภายนอกที่นิ่งสงบ
รอยแยกของแผ่นดินใต้มหาสมุทรที่เริ่มเคลื่อน และพร้อมที่จะปะทุเปลี่ยนแปลงฉันใด รอยแยกของความเชื่อที่ไม่ยอมรับการครอบงำของระบบเก่า ก็กำลังพร้อมรอการปะทุฉันนั้น

นี่คือสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เฉพาะกับเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทุกมุมโลกในปัจจุบัน อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากโลกของข้อมูลข่าวสารถูกเปิดและเชื่อมโยงถึงกันหมดนั่นเอง
อย่างล่าสุดที่ประเทศอียิปต์ ประชาชนลุกฮือขึ้นมาประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค แม้ว่าจะมีการใช้อำนาจของกระทรวงมหาดไทยมาขมขู่ไม่ให้มีการชุมนุม รวมทั้งมีการจับกุมตัวประชาชนที่เป็นหัวหอกในการลุกขึ้นมาชุมนุม เป็นจำนวนถึง 89 คน

แต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดพลังประชาชนได้ การชุมนุมจนวันนี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ยุบ ไม่หยุด และมีแนวโน้มที่จะขยายตัว
ล่าสุดก็ได้มีการใช้กำลังสลายการชุมนุม จนมีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 100 คน แต่พลังประชาชนก็ยังไม่ถอย
ไม่รู้ใครเลียนแบบใคร

เพราะที่เมืองไทย รัฐบาลก็มีการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมของประชาชนคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง จนกระทั่งมีประชาชนตายมากถึง 91 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน
และเพราะยากที่จะตอบประชาชน ยากที่จะตอบชาวโลก ประเทศไทยจึงต้องเกิดปรากฏการณ์ 2 มาตรฐาน ปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ขึ้นมาปิดบังความจริง จนนักวิชาการทางด้านกฎหมายจำนวนมากถึงกับต้องส่ายหน้า และเลือกที่จะใช้คำย่อของคำว่าตุลาการ ด้วยตัวย่อว่า ตลก. แล้วจึงเอามาบวกกับคำว่าภิวัฒน์ กลายเป็นคำเขียนที่ว่า

ตลก.ภิวัฒน์!!
เพราะหลายๆเรื่องในเวลานี้ ไม่สามารถจะหาคำตอบตามหลักนิติศาสตร์ที่แท้จริงได้แล้ว และเป็นสาเหตุให้สังคมยังคงมีการแตกต่างทางความคิดอยู่ตลอด บรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่ยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพ และยึดมั่นในหลักการ ที่ไม่ใช่หลักกู ต่างพากันเกิดอาการยอมรับไม่ได้

แถมยังไม่สามารถที่จะสอนลูกศิษย์ลูกหาได้เต็มปากเต็มคำเหมือนเช่นในอดีต
ทำให้อาจารย์ด้านนิติศาสตร์หลายคนเลือกที่จะแสดงออกในการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง และหลักการนิติศาสตร์ที่แท้จริง ให้กลับคืนมาสู่สังคมไทย
กลุ่มที่เคลื่อนไหวชัดเจนที่สุดก็คือ “กลุ่มนิติราษฎร์”บนจุดยืนคือนิติศาสตร์เพื่อราษฎร ที่กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผยและน่ายกย่องชมเชย

เพราะในแง่ของการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการแล้ว ย่อมจะต้องแสดงความคิดเห็นได้หมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรัฐ ของระบบ ขององค์กร หรือของสถาบันใดๆก็ตาม
ทำให้การทำกิจกรรม การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ตลอดจนการให้สัมภาษณ์ การจัดการสัมนาวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์ได้รับความนิยมและได้รับความสนใจจากประชาชนที่รักประชาธิปไตยทั่วโลก

อย่างในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนิติราษฎร์ได้มีการจัดสัมนาวิชาการ 2 ครั้ง โดยในเดือนพฤศจิกายน 53 จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่องตุลาการ-มโนธรรมสำนึก-ประชาธิปไตย
และ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์ ได้เขียนบทความเรื่อง ตุลาการภิวัตน์กับการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ยิ่งในช่วงปลายที่ผ่านมามีเรื่องของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิตจารณ์ทางวิชาการอย่างหนักหน่วงที่สุด
รวมทั้งในเดือนธันวาคม ช่วงวันรัฐธรรมนูญ ทางกลุ่มนิติราษฎร์ ก็ได้มีการจัดสัมนาทางวิชาการเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย” ที่ห้อง แอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดยวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ รศ.ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นายณัฐพล ใจจริง ดำเนินการอภิปรายโดยนายธีระ สุธีวรางกูร
ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมากมาย ทำให้อาจารย์หลายๆคนกลายเป็นขวัญใจของคนวิญญาณประชาธิปไตยไปในทันที อาทิ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เพราะถือเป็นการเปิดมิติให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจในเรื่องของการจัดสัมมนาวิชาการมากขึ้น จนมีเสียงเรียกร้องให้ทางกลุ่มนิติราษฎร์ จัดอภิปรายสัมมนาวิชาการอีกเป็นระยะๆ
ซึ่งทางกลุ่มนิติราษฎร์เองก็เห็นพ้องกับเสียงเรียกร้องของประชาชน เพราะถือว่านี่คือการเคลื่อนไหวทางวิชาการที่ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชน จะได้ผลักดันประเทศไทยให้เดินไปอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง หรือเดินหน้าลงเหวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

ล่าสุดทางกลุ่มนิติราษฎร์ ต้องการที่จะจัดสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “ประชาธิปไตยในปัจจุบันกับการใช้พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์” โดยจะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จึงได้มีการไปขออนุญาตใช้สถานที่กับทาง ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. คนใหม่ ที่ขึ้นมาแทนดร.สุรพล นิติไกรพจน์

และ ดร.สมคิด เองนั่นแหละที่ได้เคยประกาศเอาไว้ในช่วงขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิการว่า แนวทางในการบริหารงานจะมุ่งเน้นการดึงจิตวิญญาณ ความเป็นธรรมศาสตร์คืนกลับมา
ให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ

สร้างบุคลากรที่มีความรู้คู่คุณธรรม ดูแลประชาคมธรรมศาสตร์
ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่จะไม่ให้มีการจัดการสัมมนา และได้มีการอนุญาตให้จัดสัมมนาวิชาการ โดยกำหนดให้จัดที่หอประชุมเล็ก มธ. ท่าพระจันทร์
แต่ปรากฏว่าพอฝ่ายความมั่นคงรู้ข่าว ก็มีการส่งคนมาเบรกการจัดสัมนาดังกล่าวในทันที
อ้างว่าที่ไม่ให้จัด เพราะไม่สบายใจในเรื่องของการแสดงความคิดเห็น ทำให้ ดร.สมคิด ทำท่าว่าจะยอมคล้อยตามฝ่ายความมั่นคง เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา
แต่ทาง ดร.วรเจตน์ ไม่เห็นด้วย!!!
พร้อมกับแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้าหากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่สามารถที่จะจัดสัมนาทางวิชาการได้

ก็ให้ปิดมหาวิทยาลธรรมศาสตร์ไปเลยดีกว่า!!!
ทำให้ ดร.สมคิด ต้องไปเจรจากับทางฝ่ายความมั่นคงใหม่อีกรอบหนึ่ง ว่านี่เป็นการสัมนาวิชาการที่เป็นการให้ความรู้กับประชาชน ทำให้ทางฝ่ายความมั่นคงไม่สามารถที่จะหาข้ออ้างอีกต่อไปได้ แต่กระนั้นก็ยังพยายามขอว่าให้ทางมหาวิทยาลัยดูแลการพูดการแสดงความเห็นให้อยู่ในกรอบด้วย

เรียกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ยังพยายามที่จะตะแบง พยายามที่จะครอบงำความคิดเห็นทางวิชาการให้ได้
แต่ก็แน่นอนเช่นกันว่า ทางกลุ่มนิติราษฎร์เองก็คงไม่ยอมให้มีอำนาจใดๆมาครอบงำได้เช่นกัน

ดังนั้นเสียงสะท้อนในประชาคมธรรมศาสตร์ จึงมองว่ากลุ่มนิติราษฎร์คือความหวังทางภาพลักษณ์ที่สำคัญ
และอาจารย์วรเจตน์ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของผู้หลักผู้ใหญ่ใน มธ. ที่ควรยกย่องเป็นตัวอย่าง ที่ไม่ยอมถอยให้ความไม่ถูกต้อง
แม้ว่าจะเป็นการขีดเส้นขีดกรอบมาจากฝ่ายความมั่นคงที่มีอำนาจรัฐอำนาจทหารในมือก็ตาม

กำหนดการยื่นหนังสือกดดันรัฐบาล ของ กลุ่มแดง เชียงใหม่

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

ด้วยทาง นาง นงนุช คำป้อ ซึ่งเป็นภริยาของ นาย กฤษฎา กล้าหาญ (การ์ด เชียงใหม่ที่ถูกยิงตาย) และ
แนว ร่วมเสื้อแดงจากจังหวัดเชียงใหม่ จะมายื่นหนังสือเพื่อกดดันรัฐบาลในกรณีความคืบหน้าของคดี.. และกรณีที่มีการไล่ล่าสังหารแนวร่วมมวลชนคนเสื้อแดง โดยจะไปทำการยื่นหนังสือที่


1. สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน <> อยู่ที่ ถ.ราชดำเนินนอก เวลา 8.00น.

2.แถลงข่าวร่วมกับแกนนำนปช.ที่อิมพิวเรียล ลาดพร้าว เวลา 13.00 น.

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554



จึง ขอเชิญชวนทุกท่าน ไปเป็นพยานในการยื่นหนังสือร้องเรียน สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ครั้งนี้ด้วย โดยนัดหมายให้ไปที่ สำนักงาน UN ถนนราชดำเนิน ตามเวลาดังกล่าว

ชนักปักหลัง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




โดนกระชับพื้นที่บ้างแล้วสำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ช่วงนี้กระแสโลกโหมกระหน่ำรัฐบาลไทย

โดยเฉพาะคดีสลายม็อบแดง 91 ศพ

ความจริงมีการเคลื่อนไหวมาตลอดต่อการทวงความยุติธรรมจากญาติผู้เสียชีวิต 91 ศพ

กลุ่มนปช.เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดชอบต่อเหตุการสูญเสียครั้งนั้นมานานติดต่อกัน 7-8 เดือนแล้ว

มีการยื่นร้ององค์กรนานาชาติ รวมทั้งสหประชาชาติให้เข้ามาร่วมตรวจสอบการเสียชีวิต

เพื่อให้เกิดความโปร่งใส!!

ทั้งนี้ คนเสื้อแดงต่างเห็นพ้องกันว่าหน่วยงานในไทยไม่ได้ให้ความใส่ใจ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิกเฉยพิทักษ์ ไม่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้สูญเสีย

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนว ทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็อืดอาดล่าช้า

ไม่มีความคืบหน้าการสอบสวนเลย

แต่ล่าสุด "ฮิวแมนไรต์วอตช์" หรือองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนสากลระดับโลก เปิดรายงานประจำปี"53

ตีแผ่สถานการณ์ความขัดแย้งวิกฤตการเมืองไทยช่วงเม.ย.-พ.ค.ปี"53

ระบุรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาว่าจะเร่งสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบต่อกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ชุมนุมเสื้อแดง

ในห้วงเวลานั้น ศอฉ.ก็ใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ-การแสดงความเห็นของประชาชนในโลกไซเบอร์

ปกปิดข้อมูลคนเสื้อแดงถูกจับกุมคุมขัง

รายงานยังระบุด้วยว่า มีการใช้พลซุ่มยิง หรือสไนเปอร์ในการปราบปรามประชาชน!

มีเจ้าหน้าที่รัฐระดมยิงใส่วัดปทุมวนารามจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ !!

ที่ล่าสุดกว่านั้น คือนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช. ยื่นสำนวนคดี 91 ศพนปช.ต่ออัยการคดีอาญาระหว่างประเทศแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น

ให้ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ และศอฉ.ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการก่ออาชญากรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ถึงเวลานี้เท่ากับว่าการฟ้องร้องคดี 91 ศพ

เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในเวทีโลกแล้ว

ถึงเวลาที่นายอภิสิทธิ์โดนกระชับวงล้อมบ้าง

ทั้งจากอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทั้งจากฮิวแมนไรต์วอตช์

จะทำตัวอยู่เหนือปัญหาต่างๆ อย่างเคยคงลำบาก

เพราะการดำเนินการในเวทีโลกมันสวนทางกับกระบวนการสอบสวนของไทยอย่างชัดเจน

แทบจะเป็นคนละเรื่องกันเลย

ที่สำคัญ คดีสั่งปราบปรามประชาชน 91 ศพ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งรุนแรงในไทย

จะเป็นชนักปักหลังนายอภิสิทธิ์ไปตลอด

จะยิ่งหนักหน่วงยิ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องก้าวลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ม็อบอียิปต์ปักหลักไล่มูบารัก เมินคำแถลงไม่ลงเลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด





บีบีซีรายงานว่า เมื่อ 1 ก.พ. ระหว่างการชุมนุมเรือนแสนของชาวอียิปต์ใจกลางกรุงไคโรเพื่อขับไล่ผู้นำ ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ผู้ปกครองอียิปต์มายาวนาน 30 ปี ประกาศออกโทรทัศน์ ว่าจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัยในเดือนกันยายนนี้ พร้อมสัญญาจะปฏิรูปรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้อยู่ครบเทอมก่อนเพื่อถ่ายโอนอำนาจให้กับคนที่จะมาแทนที่เป็นไปอย่างราบรื่นและสันติ

มูบารักวิจารณ์การชุมนุมของประชาชนด้วยว่า น่าเสียดายที่เริ่มต้นอย่างดี แต่กลับพลิกไปสู่ความรุนแรง เพราะกลุ่มคนที่ขี้ขลาดทางการเมือง

ด้านฝูงชนที่ชุมนุมอยู่จัตุรัสใจกลางกรุง พากันโห่ร้องยินดีที่ได้ยินนายมูบารักประกาศจะยุติการครองอำนาจต่อไป แต่ต่อมายืนยันว่าจะชุมนุมต่อไปจนกว่ามูบารักจะลาออก

ตั้งวงถกเดือด สนธิ-ธิดา ปฏิวัติไม่ปฏิวัติ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"สนธิ"ควง"ธิดา"ออกทีวีโต้เดือด"ทหารปฏิวัติ"หรือไม่
ขณะที่"สนธิ"ยันไม่มีปัจจัยเอื้อให้เกิดการปฏิวัติ
ชี้ทหารไม่สามารถไปทำอะไรบนความขัดแย้งที่แตกต่าง
ด้าน"ธิดา"ไม่สน!เปิดแผนต้านปฏิวัติ 2 ก.พ.นี้...

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
อดีตรองนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)เปิดเผยผ่านรายการ"คมชัดลึก"
ถึงกระแสข่าวลือจะมีการปฏิวัติ โดยยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นที่ทหารจะออกมาปฏิวัติ
ยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งมองว่า ประเทศไทยยังไปได้อยู่ อีกทั้งทหารก็มองว่า
มันถึงเวลาที่สมควรหรือไม่ ทหารมองหลายชั้น ทั้งรัฐบาล และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เชื่อว่า
ขณะนี้ทหารนั้นรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี โดยเฉพาะยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่มองว่า
เศษฐกิจยังดี จึงไม่ซีเรียสกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้
โดยเฉพาะต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มมาจากเรื่องของการเมือง
จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่บ้านเมืองจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใดในเวลานี้

ส่วนที่มองหากมีจะมีการปฏิวัติ
ต้องดูบุคลิกผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ในยุคนั้นๆ พล.อ.สนธิ ยืนยันว่า
ไม่จำเป็น เนื่องจากบุคลิกภาพของคนที่จะมาเป็น ผบ.ทบ.แต่ละคนไม่่เหมือนกัน
ทุกคนอาจจะคิดเหมือนกันก็ได้ แต่ก็ต้องดูปัจจัยของความพร้อม
โดยเฉพาะปัจจัยของความควรหรือไม่ควรอย่างไร มันอยู่ที่การวิเคราะห์และพิจารณา
อย่างไรก็ตามตนในฐานะนายทหารรุ่นพี่ คงจะเดาหรือตอบแทนความคิดนายทหารรุ่นน้องไม่ได้
คำว่าประชาธิปไตย แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เช่นกันกับทหาร
ทุกคนก็อยากเป็นทหารประชาธิปไตยเหมือนกัน
จึงมีความคิดไม่เหมือนกัน ความคิดของแต่ละบุคคลมันมีรูปแบบที่แตกต่างกัน
แต่ทุกคนมีความคิดอยู่อย่างหนึ่งที่คล้ายกัน คือ ความจงรักภักดีกับชาติบ้านเมือง

นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ ยังไม่เชื่อจะมีการปฏิวัติอย่างที่เป็นข่าว
อีกทั้งยังไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจ เนื่องจากไม่มีปัจจัย
ที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างเช่นนั้นขึ้น
โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ต้องดูปัจจัยอย่างรอบด้าน
ควรจะเกิด หรือไม่ โดยเฉพาะเวลานี้ไม่มีปัจจัยอะไร
ที่จะทำให้เกิดการปฏิวัติขึ้น อย่างไรก็ตาม
สถานการณ์ในปี 2554 มันแตกต่างกับเมื่อปี 2549 อย่างสิ้นเชิง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยอมรับ มันมีบางส่วนที่เหมือนกับปี 2549
และบางส่วนที่แตกต่าง จะไปเปรียบเทียบในตอนนั้นกับตอนนี้มันคนละสถานะกัน
มันเทียบกันไม่ได้ ทั้งเหตุการณ์และปัจจัย
มันไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันสังคมเกิดความแตกแยก
ทหารไม่สามารถไปทำอะไรบนความขัดแย้งที่แตกต่าง
มันจะทำให้กองทัพไม่สามารถคอนโทรลปัญหาได้
ทหารต้องคิดให้หนัก ผบ.ทบ.จะคิดหรือตัดสินใจอะไรก็ตามต้องระวัง
ทหารจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองเมื่อใดจะยุ่งทันที

ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานกลุ่ม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กล่าวว่า
การปฏิวัติจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเวลานี้
การปฏิวัติไม่สามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยประชาชน
ไม่มีประชาชนที่ใดในโลกนี้เหมือนกับประเทศไทย
ที่อยากให้ทหารทำการปฏิวัติ
ยกเว้นจะอยู่ในยุคที่เป็นเผด็จการและมีทหารก้าวหน้ามาทำ
ซึ่งทหารก้าวหน้าชุดเดียวก็ไม่มีหลักประกันว่า จะเป็นเผด็จการชุดใหม่
ดังนั้นปัจจัยจึงไม่ใช่มาจากประชาชน
ปัจจุบันกำลังมีกลุ่มบุคคลพยายามทำให้การเมืองปั่นป่วน
แล้วออกมาเรียกร้อง ทำตัวเหมือนกองกำลังนอกระบบ
ที่อ้างตัวเป็นประชาชนแล้วเข้ามาร่วมเหมือนกรณี 6 ต.ค.2519
ทำให้เกิดความปั่นป่วน แต่เท่าที่ดูการชุมนุมในปัจจุบัน
คนมาร่วมชุมนุมน้อยกว่าในอดีต
กองกำลังส่วนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองหนึ่ง
ได้ถอนตัวไม่ร่วมชุมนุม จึงเกิดเป็นความขัดแย้ง

เมื่อวิเคราะห์จึงเห็นชัดเจน ถึงความขัดแย้ง
อีกทั้งยังไม่สามารถทำให้ประชาชนมาเข้าร่วมชุมนุมได้เป็นจำนวนมาก

ส่วนการที่ออกมาระบุ 10 ก.พ.2554 จะเกิดการปฏิวัตินั้น นางธิดา กล่าวว่า
มีสิ่งบอกเหตุ จึงพร้อมตีกลองร้องเป่าให้ประชาชนได้รับรู้ และระวัง
ตนไม่เชื่อกองทัพจะมาแคร์ประชาชน
ถ้ากลัวประชาชนจริง อดีตคงไม่มีการปฏิวัติ
และในวันที่ 2 ก.พ.จะประกาศแผนการต้านการปฏิวัติรัฐประหารว่า
ควรจะทำอย่างไรบ้าง หวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตซ้ำขึ้นมาอีก
ปัญหาในปัจจุบันมาจากความขัดแย้งส่วนบุคคล
กองกำลัง หรือกลุ่มผู้ชุมนุม พรรคการเมือง อยู่ในกลุ่มเดียวกันหมด
ประชาชนจะเสียประโยชน์หากเกิดการปฏิวัติ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะเป็นอย่างใด
ต้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการ
หากนำมาเปรียบเทียบกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เราไม่ต้องการให้การปฏิวัติเกิดขึ้นเพื่อล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
เราไม่ได้ยึดติดกับบุคคล แต่ยึดติดกับหลักการ
ไม่ว่าจะล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ นายอภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยทั้งสิ้น
ส่วนหากเกิดการปฏิวัติจริง ก็มีตัวเลือกคนที่จะมาเป็นนายกฯแล้ว
แต่คงวิจารณ์ไม่ได้ เราไม่ยึดติดกับบุคคล วันที่ 10 ก.พ.จะออกมาตรการ
สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน ปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง
อีกทั้งไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เหตุการณ์นี้มาเรียกร้อง
ให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง.



http://www.thairath.co.th/content/pol/145918

จดหมายจากเบิร์ดถึงสภาสูงอังกฤษ: “อภิสิทธิ์คือสิ่งที่น่าอับอายของประเทศและสถาบันของท่าน”

ที่มา ประชาไท

คำแถลงต่อสภาสูงของอังกฤษของนายสันติพงษ์ อินจันทร์ หรือเบิร์ด ผู้ได้รับบาดเจ็บสูญเสียดวงตาข้างขวาจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10เม.ย. 2553 ซึ่งได้รับเชิญจากสภาสูงของอังกฤษไปให้ข้อเท็จจริง แต่ไม่สามารถไปได้เนื่องจากวีซ่าไม่ผ่าน

แม้ว่า นายสันติพงษ์ อินจันทร์จะได้รับเชิญจากสภาสูงของอังกฤษให้ไปชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 ทว่า วานนี้ (1 ก.พ.) นายสันติพงษ์ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษว่าทางสถานทูตไม่สามารถอนุมัติการ ออกวีซ่าให้เข้าประเทศอังกฤษได้เนื่องจากมีเงินในบัญชีเงินฝากน้อย

อย่างไรก็ตามนายสันติพงษ์ได้เตรียมคำแถลงเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วซึ่งนายสันติพงษ์ร่างจดหมายดังกล่าวด้วยตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกันน.ส.ขวัญระวี วังอุดม จากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม( ศปช.) ได้เดินทางล่วงหน้าไปแล้วและเป็นตัวแทนของผู้อยู่ในเหตุการณ์ทำหน้าที่เสนอข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบแทนญาติและผู้บาดเจ็บที่ไม่ได้รับวีซ่าเข้าประเทศ

เนื้อหาด้านล่าง เป็นข้อความในคำแถลงที่นายสันติพงษ์ เตรียมนำไปพูดต่อสภาสูงของอังกฤษ

สวัสดีครับ
ผมชื่อสันติพงษ์ อินจันทร์ ผมปรากฏตัวต่อหน้าท่าน สมาชิกสภาสูงทั้งหลาย ร่วมกับแขกผู้มีเกียรติท่านอื่นๆ ในฐานะเหยื่อของเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2553 ซึ่งมีคนตายกว่า 90 คน และผู้บาดเจ็บเช่นเดียวกับผมกว่า 3,000 คน

เป้าหมายร่วมกันของเราก็คือ การกลาวหาต่อรัฐบาลไทยว่าเป็นอาชญากร ติดตามเอาประชาธิปไตยที่ถูกปล้นไปในการรัฐประหารในปี 2549

ความโหดเหี้ยมจากการปราบปรามประชาชนโดยรัฐบาลส่งผลให้ผมเสียดวงตาข้างหนึ่ง และยังคงเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียดวงตาอีกข้าง ผมมาที่นี่ด้วยความหวังถึงประเทศไทยที่มีความเป็นธรรม มีความเป็นประชาธิปไตยและมีความเป็นมิตรกับพลเมืองมากขึ้น

สำหรับผม ประเทศไทยเมื่อปี 2544 เป็นการเริ่มต้นที่ดีของประชาธิปไตย พวกเราซึ่งเป็นประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งรัฐบาลและนโยบายซึ่งนำพาสิ่งที่ดีกว่ามาสู่ชีวิต

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อสีชมพูเป็นความพยายามที่จะทำลายรัฐบาลของเรา
ผมตัดสินใจเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงเพื่อต่อต้านสิ่งเหล่านั้น ผมเข้าร่วมการเคลื่อนไหวไม่ใช่เพราะรักใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่อผลประโยชน์อื่นใด แต่ผมเข้าร่วมการต่อสู้เพราะผมถูกพรากสิทธิของตัวเองไปอันเป็นผลจากการสมรู้ร่วมคิดทางการเมืองในการรัฐประหารปี 2549

การต่อสู้ของพวกเราเป็นไปอย่างสันติและปราศจากอาวุธ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยปัจจุบัน รัฐบาลและเหล่าชนชั้นนำ เห็นว่าประชาชนอย่างพวกเราเป็นศัตรูของรัฐ ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาจะกล้าฆ่าประชาชนของตัวเองอย่างเลือดเย็น แต่พวกเขาก็ทำ และทำลงไปโดยไม่รีรอ ผมถูกกระสุนยางยิงเข้าที่ตาขวาส่งผลให้ตาบอดทันที พวกเขาคงฆ่าผมได้หากพวกเขามีโอกาสอีกครั้ง

ทุกวันนี้ผมถามตัวเองว่า ทำไมผู้อาวุโสในเมืองไทยซึ่งผมเคยเชื่อว่ารักผมมากถึงกระทำการเช่นนั้นได้ ในความเป็นจริง คำตอบนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าไม่มีนักบุญในชั้นชั้นปกครองอย่างที่เราเคยถูกทำให้เชื่อ และผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขาย่อมสำคัญกว่าชีวิตอันไร้ค่าของพวกเรา ไม่เพียงแต่ประชาชนชาวไทยเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ แต่ผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติก็เช่นเดียวกัน นายโปลันกี ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวจากอิตาลีก็ถูกยิงเข้าที่หน้าอกและเสียชีวิต อีกครั้ง...คำถามคือ เพราะอะไร

สิ่งที่ผมต้องการจะเห็นในเมืองไทยมีดังต่อไปนี้
1. ความยุติธรรมสำหรับผู้เสียชีวิต และครอบครัวของพวกเขา รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
2.การเคารพในกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ศาลในประเทศไทยมิได้มีความเชื่อถือในหลักการดังกล่าว
3. ความรับผิดชอบโดยจิตสำนึกจากรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ซึ่งสั่งสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นผลผลิตของระบบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ผมหวังใจว่าเพื่อนนักเรียนและเพื่อนร่วมงานของเขาจะใช้โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ พินิจพิจารณาเกี่ยวกับตัวเขาอีกครั้งแลปฏิบัติอย่างเหมาะสม ผมคิดว่าเขาเป็นสิ่งที่น่าอับอายสำหรับประเทศและสถาบันของคุณ

ท้ายที่สุด ผมขอแสดงความซาบซึ้งอย่างจริงใจที่ท่านได้สละเวลา และแสดงความเอาใจใส่ การกดดันจากนานาชาติเป็นเพียงความหวังเดียวของพวกเรา

ขอบคุณ

000

Good afternoon,

My name is Santipong Injan. I appear in front of you, distinguished members of the House of Lords as well as other honorable guests, as one of the victims of the massacre that happened in Thailand in the year 2010. There are more than 90 deaths and more than 3,000 injured people like me. Our mutual goal, accused by Thailand’s current regime as crime, is to pursue the stolen democracy, tracing back to the coup of 2006 and its aftermath. The brutal suppression of the government on April 10, 2010 had cost me an eye. And the risk of losing the other still remains. I came here out of hope for a fairer, more democratic, and citizen-friendlier Thailand.

For me, Thailand in 2001 was another good start of Thailand’s democracy. We the people had enjoyed the elected government’s decisions and policies which gave us better lives. The politically-motivated protests of the yellow shirts and pink shirts were an attempt to destroy a government people like myself felt we belonged. I decided to join the red-shirt movement to battle against that. My participation is not out of love for any particular persons and not out of hope for any fringe benefits, but I join them because my rights were taken away from me in the political conspiracy around the coup of 2006. Our struggle has always been peaceful and unarmed.

However, the regime of Thailand today, the government and their aristocratic masterminds, see people like us as enemy of state. I did not believe they would dare killing their own people in cold blood. But they did. And they did it without any restraint and with no reservation. A rubber bullet was shot into my right eye and immediately blinded one side of me. They would have killed me if there was a second chance.

I ask myself to this day: why the elders of Thailand whom I have believed to have loved me so much could do such an act? In fact, the answer is almost too clear: there is no saint in Thailand’s ruling class as we were led to believe, and their grip on the ultimate political power is much more important than our worthless lives. Not only Thais who have suffered. A foreign observer like Mr. Polenghi, who was a reporter from Italy, was also shot in the chest and killed. Again, the question is why.

What I would like to see restored in Thailand are the followings:
1. Justice for the deaths, their families, as well as those who injured.
2. Respect for laws and human dignity, as courts in Thailand today are not dependable
3. A responsible government with conscience

Prime Minister Abhisit Vejjajeeva of Thailand, whose order had killed and maimed innocent people, is a product of the British educational system. I wonder if his fellow students and peers will take this tragedy to re-think about him and react appropriately. I believe he is a disgrace to your country and institutions.

Lastly, let me express my true appreciation to your time, devotion, and caring, Only international pressure now is our real hope.

Thank you.

น้องเบิร์ดเหยื่อ10เมษาชวดไปอังกฤษอีกราย

ที่มา ประชาไท

นายสันติพงษ์ อินจันทร์ (น้องเบิร์ด) เหยื่อจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน 2553 จนทำให้ตาบอด ไม่ได้รับการออกวีซ่าจากสถานทูต ชวดไปนำเสนอข้อเท็จจริงที่สภาสูงอังกฤษอีกราย อ้างเหตุผลเดิมเงินน้อย เจ้าตัวระบุแนบกองทุน ธ.กรุงไทย1ล้านบาทแต่ไม่ผ่าน

17.00 น. 1 กุมภาพันธ์ 2554 นายสันติพงษ์ อินจันทร์ (น้องเบิร์ด) เหยื่อจากการสลายการชุมนุมที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ถูกยิงด้วยกระสุนยางจนเป็นเหตุให้ตาบอดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จากเหตุการสลายการชุมนุมขอกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษว่าทางสถานทูตไม่สามารถอนุมัติการออกวีซ่าให้เข้าประเทศอังกฤษได้เนื่องจากมีเงินในบัญชีเงินฝากน้อย

น้องเบิร์ดได้แสดงความรู้สึกต่อการตัดสินใจของสถานทูตครั้งนี้ว่า "ผมคิดว่าการที่ไม่อนุมัติวีซ่าให้ในครั้งนี้ทั้งๆที่มีหนังสือเชิญจาก House of Lord ของประเทศอังกฤษค่อนข้างเป็นที่น่าสงสัย เหตุผลที่ไม่อนุมัติวีซ่าคือ "เงินไม่พอ" เงินในบัญชีผมมีไม่พอ แต่ผมยื่นในกองทุนเปิดซึ่งผมซื้อไว้มูลค่า 1 ล้านบาทไป ไม่เพียงพอหรือ แล้วการที่ีมีหนังสือเชิญมาจากทางอังกฤษซึ่งระบุชื่อไว้ชัดเจน ซึ่งการเชิญไปครั้งนี้เป็นการเชิญส่วนบุุคคลแล้วพวกผมจำเป็นต้องหาเงินมาเพื่อให้อนุมัติวีซ่าครั้งนี้หรือ ทั้งๆที่ทางอังกฤษก็ดำเนินการทุกอย่างทั้งเรื่องเงินและตั๋วเครื่องบินให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติวีซ่า เหตุผลเพราะเงินในบัญชีไม่พอนั้นผมว่ามันไม่make senseเลยครับ"

อนึ่งก่อนหน้านี้ นางพะเยาว์ อัคฮาด และ นายณัทพัช อัคฮาด มารดาและน้องชายของ น.ส.กมลเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่เสียชีวิตเนื่องจากการถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงด้วยอาวุธสงครามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่วัดปทุมวนาราม ก็ได้ถูกปฏิเสธการออกวีซ่าโดยให้เหตุผลเดียวกัน

สำหรับในงานแถลงข้อเท็จจริงถึงการถูกละเมิดสิทฺธิโดยรัฐจากการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่จะจัดขึ้นที่ สภาสูง ประเทศอังกฤษ ในวันนี้ยังคงเหลือแต่เพียง น.ส.ขวัญระวี วังอุดม จากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม( ศปช.) เท่านั้นที่ได้เดินทางล่วงหน้าไปและเป็นตัวแทนของผู้อยู่ในเหตุการณ์ทำหน้าที่เสนอข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดเพียงคนเดียว

สนนท.-องค์กรเครือข่าย ชุมนุมหนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอียิปต์

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (1 ก.พ.54) เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.ที่บริเวณหน้าอาคารสรชัย สุขุมวิท 63 ที่ตั้งสถานทูตอิยิปต์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรสมาชิก, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.), กลุ่มเสรีปัญญาชน, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และเครือข่ายขบวนการประชาธิปไตยอื่นๆ ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงพลังให้กำลังใจและสนับสนุนประชาชนชาวอียิปต์ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการ ของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค (Hosni Mubarak) และต่อต้านการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนชาวอียิปต์ที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการชุมนุมของกลุ่มนักกิจกรรมในวันนี้มีผู้เข้าร่วมราว 50 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีการการกล่าวปราสัย กิจกรรมการแสดงล้อเลียนการเมือง การอ่านแถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นที่สนใจของผู้ที่สัญจรไปมาในบริเวณดังกล่าว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำการเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยประมาณ 20 นาย

ทั้งนี้ ในส่วนแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า พวกเรานักศึกษา ประชาชนไทยกลุ่มๆ ต่างที่มาในวันนี้ มาเพื่อสนับสนุนเจตจำนงเสรีของพี่น้องประชาชนอียิปต์ที่เรียกร้องประชาธิปไตย เป็นเวลาหลายสิบปีที่ประชาชนอียิปต์ต้องทนทุกข์แสนสาหัสเป็นเวลายาวนานจากการปกครองที่กดขี่ของผู้นำเผด็จการภายใต้การสนับสนุนของมหาอำนาจตะวันตก อีกทั้งยังมีการขูดรีดทางเศรษฐกิจ ประชาชนครึ่งค่อนประเทศมีรายได้ไม่พอยังชีพ ขณะที่คณะผู้ปกครองประเทศและเครือข่ายกลับร่ำรวยมหาศาล คนเหล่านั้นเป็นอภิสิทธิ์ชนเพียงหยิบมือเดียวที่เสวยสุขบนความทุกข์ยากของคนอียิปต์ ทั้งๆ ที่ประเทศอียิปต์มีศักยภาพทางเศรษฐกิจตลอดจนทรัพยากรมากมายเพียงพอจะหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศให้อยู่ได้อย่างไม่อดอยาก

“การปฏิวัติในอียิปต์และในอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้ อันมีจุดเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติดอกมะลิในตูนิเซีย เป็นสายธารการปฏิวัติประชาธิปไตยของโลกอีกระลอกในศตวรรษนี้ โลกจะจดจำผู้ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยทุกคนในนามของประชาชนที่มีเจตจำนงเสรีที่ร่วมกันปลดปล่อยมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากการกดขี่อย่างไร้ความปราณี สายธารประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติประชาธิปไตยนี้จะไหลบ่าไปยังทุกที่ที่มีการกดขี่ เหล่าเผด็จการทุกรูปแบบในโลกนี้ไม่ว่าจะนำโดยประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี กษัตริย์ หรือจะมีหน้าตาเป็นเช่นไรก็ตาม จงดูตัวอย่างไว้เถิดว่า “จุดจบ” ของผู้ที่กดขี่ขูดรีดประชาชนนั้นเป็นเช่นใด” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุถึงข้อเรียกร้องว่า ให้ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก และคณะลงจากอำนาจโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อยุติความรุนแรง ยุติความสับสนวุ่นวายปั่นป่วน และเปิดทางให้ชาวอียิปต์ตัดสินใจอนาคตด้วยตัวของเขาเอง ความเปลี่ยนแปลงในประเทศอียิปต์เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มีการติดต่อยื่นหนังสือและเอกสารใดๆ ต่อทางสถานทูตอียิปต์ เพียงเป็นการทำกิจกรรมเพื่อร่วมเรียกร้อง และแสดงความเห็น รวมทั้งการให้กำลังใจประชาชนชาวอียิปต์ ทั้งนี้กิจกรรมดำเนินไปจนกระทั้งเวลาประมาณ 14.30 น. ผู้ร่วมชุมนุมก็ได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ

ประมวลภาพโดย: Kratik

จีน3ก๊กการเมืองไทยในสายตาศาสตราจารย์ฝรั่ง

ที่มา Thai E-News


ชายขับรถแท็กซี่ตอบว่า รักทักษิณมาก เนื่องจากทักษิณเป็นคนจีนแคะ (ฮากกา) คนจีนแคะมีความกล้าหาญ มีเกียรติ และอุดมคตินิยม และเป็นผู้นำการก่อกบฏต่อราชวงศ์ชิง คือกบฏไท้ผิง ส่วนสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจีนไหหลำ ชอบโกหกและงี่เง่า อภิสิทธิ์เป็นคนจีนฮกเกี้ยนและเวียดนาม ฮกเกี้ยนดูถูกคนอื่น และรู้สึกว่าฉลาดกว่าคนอื่น ส่วนคนแต้จิ๋ว เป็นนกสองหัวไม่น่าไว้วางใจ เมืองไทยครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เหมือนใน 3 ก๊ก สำหรับคนไทยไม่คิดมาก สบายๆ สนุกๆ


ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม*

เบเนดิก แอนเดอร์สัน: มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก


"เบเนดิก แอนเดอร์สัน" อภิปรายที่ ม.เชียงใหม่ มองการเมืองไทยผ่านลักษณะของ "คณาธิปไตย" พร้อมตัวชี้วัดคณาธิปไตยจาก "ถ้อยคำ" และ "คนรับใช้" ข้อสังเกตเรื่องคนเสื้อแดงจากภู

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 54 ที่ ห้องประชุม ศ.ดร.มล. ตุ้ย ชุมสาย อาคาร HB7 ชั้น 8 อาคาร HB7 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และสาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนาหัวข้อ "มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก" มีผู้อภิปรายคือ ศาสตราจารย์ เบเนดิก แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) โดย "ประชาไท" แปลและเรียบเรียงบางส่วนซึ่งเป็นการอภิปรายของเบเนดิก มีรายละเอียดดังนี้

เรื่องเล่าของแท็กซี่ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างจีนในเมืองไทย

เบเนดิก เริ่มการอภิปราย ผ่านการเล่าเรื่องการสนทนาของเขากับคนขับรถแท็กซี่ว่า เมื่อช่วง 10 เดือนก่อนว่า เขาต้องขึ้นรถแท็กซี่ในเวลาตี 5 เพื่อเดินทางไปสนามบินหนองงูเห่า ซึ่งเบเนดิกพบกับคนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นคนจีนจากเยาวราช เกิดเมืองไทย พูดภาษาไทยกลางได้พอสมควร

เบเนดิกถามคนขับรถแท็กซี่ว่า เขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการเมืองไทย ชายขับรถแท็กซี่ตอบว่า รักทักษิณมาก เนื่องจากทักษิณเป็นคนจีนแคะ (ฮากกา) คนจีนแคะมีความกล้าหาญ มีเกียรติ และอุดมคตินิยม และเป็นผู้นำการก่อกบฏต่อราชวงศ์ชิง คือกบฏไท้ผิง ส่วนสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจีนไหหลำ ชอบโกหกและงี่เง่า อภิสิทธิ์เป็นคนจีนฮกเกี้ยนและเวียดนาม ฮกเกี้ยนดูถูกคนอื่น และรู้สึกว่าฉลาดกว่าคนอื่น ส่วน [?] คนแต้จิ๋ว เป็นนกสองหัวไม่น่าไว้วางใจ 100%

ชายขับแท็กซี่บอกว่า เมืองไทยครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เบเนดิกกล่าวกับคนขับแท็กซี่ว่าเหมือน 3 ก๊ก คนขับแท็กซี่บอกว่าจริง

เบเนดิก เล่าต่อว่า เมื่อถามถึงคนไทย ชายขับแท็กซี่ชาวจีนกล่าวว่า คนไทยไม่คิดมาก สบายๆ สนุกๆ ไม่เข้าใจการเมือง เบนถามว่า หมายความว่า คนไทยไม่มีบทบาททางการเมืองหรือ คนขับแท็กซี่บอกว่ามีบ้างเล็กๆ น้อยๆ

เบเนดิก กล่าวว่า สำหรับผมหากพูดแบบซีเรียส ก็เป็นเรื่องน่าคิดน่าฟังอยู่ที่ว่าคนที่กรุงเทพฯ มุงดูสิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยสายตาที่ต่างกันมาก แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ

คณาธิปไตย และ ประชาธิปไตยครึ่งใบ

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ขอยกตัวอย่างจากงานของ อาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) หนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของผม เคยอธิบายเรื่อง "Semi-Democracy" (ประชาธิปไตยครึ่งใบ) คือ 50% เป็นประชาธิปไตย คือถ้าคุณกล่าวว่า 50% ประชาธิปไตย แสดงว่ามีอีก 50% ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย-ต่อต้านประชาธิปไตย และรัฐอื่นๆ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเมืองไทย ทั้งหมดนี้เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ เช่นกัน

รัฐเหล่านี้ทั้งหลาย ไม่ใช่แค่เมืองไทย ถูกควบคุมโดย "Oligarchy" หรือ "คณาธิปไตย" โดยคณาธิปไตยเหล่านี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านการเป็นเครือญาติ มีการส่งสมาชิกครอบครัวเข้าไปในวงราชการ และวงการธุรกิจ ส่งลูกเรียนในโรงเรียนเดียวกัน มีการแต่งงานระหว่างเครือญาติ และมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายด้าน พวกเขาไม่ได้แข่งกันเอง และพวกเขายอมให้คนนอกเข้ามาร่วมวงได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของเรื่องวัฒนธรรม หรือวิธีคิดของคณาธิปไตย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาจะไม่นำประเด็นเรื่องกิจกรรมทางเพศไปโจมตีคณาธิปไตยด้วยกันเอง เช่น จะไม่มีทางไปบอกหนังสือพิมพ์ว่าในหมู่คณาธิปไตยบางคนมีแฟนหลายคน นอกจากนี้ในหากพวกคณาธิปไตยจะแข่งขันกัน พวกเขาจะอยู่บนสิ่งที่ตกลงร่วมกันด้วย

ในเรื่องการจัดองค์กรฝ่ายค้าน เป็นเรื่องที่ง่ายและเป็นความเคลื่อนไหวที่เร็วมากที่ ส.ส. จะย้ายจากพรรคอื่นสู่พรรคอื่น โดยไม่มีบทลงโทษ ดูได้ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย ที่จะมี ส.ส. จะย้ายจากพรรคหนึ่งไปพรรคหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างจากฝรั่งเศส อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา เพราะพรรคการเมืองในประเทศนั้นมีอายุยาวนานมาก เราสามารถพิจารณาได้จากกรณีของเนวิน (ชิดชอบ) ที่เคยเป็นมือขวาของทักษิณ และกลายเป็นมือซ้ายของอภิสิทธิ์

เมื่ออินโดนีเซียมีการเลือกตั้งเสรี ภายหลังการล่มสลายของระบอบซูฮาร์โต ผมได้พบกับผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกาด้านกฎหมายการเลือกตั้ง ผมได้กล่าวกับเขาว่า "นี่นักข่าวต่างบอกว่า เป็นสิ่งที่สวยงามมาก ที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คุณเห็นว่าอย่างไร"

ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าว บอกว่า เขาได้ให้คำแนะนำมาแล้ว 35 ประเทศ ในรอบ 15-20 ปี เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายการเลือกตั้ง และได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลอินโดนีเซีย แต่กฎหมายเลือกตั้งนี้แย่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมา" ผมถามเขาว่า "นี่อุบัติเหตุหรือ" เขาตอบว่า "ไม่ พวกเขาต้องการแบบนั้น ต้องการกฎหมายแบบนั้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าคณาธิปไตยจะยังคงแข็งแกร่ง ถ้ามีกฎหมายเลือกตั้งที่เข้มแข็ง ประชาชนก็จะโค่นพวกเขา"

ถ้อยคำของคณาธิปไตย

เบเนดิกอภิปรายถึงแนวทางอื่นสำหรับพิจารณาเรื่องคณาธิปไตย โดยกล่าวว่า บางประเด็นน่าสนใจ บางคนอาจจะสนใจทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือเพ่งความสนใจไปที่สิ่งที่คณาธิปไตยชอบพูด สิ่งที่คณาธิปไตยจะพูดเสมอก็คือคำว่า "Give" ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำไทยที่ดีที่สุดเรียกว่าอะไรดี

คำที่เห็นในภาษาที่ใช้ หรือ สุนทรพจน์ในที่สาธารณะของคณาธิปไตยก็คือ ผู้นำจะทำเหมือนคุณปู่คุณตาให้ของขวัญที่ดีแก่หลาน เช่น จะให้การศึกษาฟรีแก่เด็ก มีเงินประกันราคาพืชผลแก่เกษตรกร ทำระบบสัญญาณเตือนภัยสึนามิ ให้ทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มอบคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน แจกผ้าห่มให้กับกลุ่มชาติพันธุ์

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ประชาชนจะรู้สึกดูแคลนและรู้สึกแปลกๆ ถ้าเกิดประธานาธิบดีโอบามาออกทีวีและพูดว่าผมจะให้งานทำ 1 ล้านตำแหน่งแก่พวกคุณ นี่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

ถ้าคุณไปลอนดอน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าจะเห็นนายกรัฐมนตรีพูดว่า ผมจะมอบโครงการสาธารณสุขที่ดีให้แก่พวกคุณ

ภาษาของคณาธิปไตยจะกล่าวด้วยถ้อยคำที่ดีมากๆ สิ่งนี้เองสะท้อนถึงแนวคิดของคณาธิปไตย ซึ่งอยู่บนรากฐานของระบบศักดินา

ทุกครั้งที่ได้ยินสมาชิกของคณาธิปไตยแบบไทยกล่าวปราศรัย ขอให้สังเกตถ้อยคำซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประชาชน

ไม่เพียงแค่ประเทศไทย แม้แต่ในอินโดนีเซียช่วงปี 1950 ผู้นำทางการเมืองที่นำการต่อสู้เพื่อเอกราชก็ใช้ถ้อยคำทำนองว่า "ประชาชนยังคงโง่ ไม่ใช่เพราะประชาชนโง่โดยธรรมชาติ แต่เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาช่วงอาณานิคม ดังนั้นต้องหยุดความโง่"

แต่วันนี้ 60 กว่าปีหลังได้รับเอกราช คณาธิปไตยอินโดนีเซียก็ยังพูดแบบเดิมว่า "ประชาชนแย่มาก ประชาชนยังคงโง่" แม้จะผ่านมา 60 ปีแล้ว แนวคิดของคณาธิปไตยก็นี้คือ "ถ้าประชาชนโง่ แสดงว่าประชาชนจะโง่เสมอ ประชาชนโง่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิของคณาธิปไตยที่จะปกครอง"



คนรับใช้: ดัชนีชี้วัดคณาธิปไตย

เนเนดิกกล่าวต่อไปว่า ในปี 1910 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ประชากร 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30 ของคนวัยทำงานในเมืองนิวยอร์ก เป็นคนทำงานบ้าน คนขับแท็กซี่ พี่เลี้ยงเด็ก คนทำสวน

แต่อีก 20 ปีต่อมา หรือ 80 ปีที่แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ลดลงจำนวนมาก และหายไป ในกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรม (industrial civilization) เริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์ทำความสะอาด และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทำให้การทำความสะอาด ทำครัว ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสะอาดขึ้น ดังนั้นภรรยาแบบอเมริกันควรจะทำงานพวกนี้เองได้

แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งมาเลเซีย ทั้งสิงคโปร์ แม้ในบ้านของชนชั้นกลาง "กระฎุมพี" จะมีอุปกรณ์ทำงานบ้าน ที่ทำงานได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังมีคนใช้

คำถามคือ ทำไม? ก็เพราะ จากงานวิจัยบางชิ้นในอินโดนีเซีย ผมไม่แน่ใจว่ามีการวิจัยในเมืองไทยหรือไม่ คำตอบคือ เป็นที่ชัดเจนมากว่าแนวคิดแบบ "คณาธิปไตย" ถูกเพาะหว่านอยู่ในความคิดของชนชั้นกลาง ถ้าคุณไม่มีคนรับใช้ ก็ไม่ใช่คนชั้นกลางจริง คนรับใช้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านแบบศักดินาแบบเก่า คนรับใช้ไม่ได้เป็นสมาชิกจริงๆ ของบ้าน คนรับใช้สามารถถูกไล่ออกจากงานได้ง่ายๆ หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่ดีนัก

ผมเคยอยู่คอนโดชนชั้นกลางย่านฝั่งธนบุรี มีคนอาศัยในคอนโด 250 คน ทุกๆ ปีใหม่ ผมให้ของขวัญแก่ยาม แม่บ้าน และคนในสำนักงาน เพื่อแสดงความยกย่อง ผมคิดว่าทำในสิ่งที่เป็นธรรมเนียมไทยมากๆ แต่พบว่าไม่มีใครในคอนโดให้อะไรแก่คนที่ดูแลคอนโดให้สะอาดเลย หรือไม่แม้แต่จะถามชื่อแม่บ้าน คนไทยมีลำดับชั้นในการเรียกคนเยอะ นายจ้างไม่ชอบเรียกลูกจ้างว่าน้อง และจะฉุนมากถ้าลูกจ้างเรียกนายจ้างของตัวเองว่าพี่

นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจในภาษาไทย เพราะในภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่จะเรียกขานต่อกันว่า "Brother" และเป็นคำที่นิยมทางการเมือง ซึ่งหมายถึงมีความเป็นญาติกัน และแสดงความเท่าเทียมกัน แต่เป็นเรื่องยากมากในการเรียกกันว่า "Brother" แบบไทย

ภาษาไทยคือ พี่ชาย น้องชาย หรือ พี่สาว น้องสาว ผมรู้ว่าซึ่งไม่มีคำที่จะใช้เรียกขานอย่างเท่าเทียมกัน เพราะคำว่าพี่น้องถ้าไม่แปลว่าบางคนสูงกว่า ก็แปลว่าบางคนต่ำกว่า นี่เป็นมาตรฐานของแนวคิดแบบชนชั้นกลาง

แม้แต่ในมหาวิทยาลัย แม้แต่การเรียกขานเพื่อนร่วมงาน เพื่อนในชั้นเรียน ยังพบผู้คนเรียกขานกันว่า "ท่าน" ซึ่งในศตวรรษที่ 21 ยังคงพบการใช้คำแบบนี้กันอีก

คนเสื้อแดงจากภูมิภาคของเจ้าพ่อ และ ฝ่ายซ้าย

เบเนดิก ให้ข้อสังเกตต่อผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ คือ นปช. ว่า ผมรู้สึกประหลาดใจว่า ถ้าคุณได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของคนเสื้อแดง[น่าจะหมายถึงการชุมนุมปี 2552 - ประชาไท] ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน แต่ละกลุ่มจะมีป้ายที่บอกว่ามาจากขอนแก่น อุดรธานี และมีน้อยมากที่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผู้คนที่มาอายุ 40 ถึง 50 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยถ้ามีการชุมนุมใหญ่ มักจะเป็นเด็กวัยรุ่น หนุ่มสาว นักศึกษา

คนที่ร่วมการชุมนุมมาจากภูมิภาคที่สภาพการทำงานแย่ที่สุด และอยู่ในพื้นที่ๆ วัฒนธรรมเจ้าพ่อเข้มแข็ง

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า ถ้าผมจำได้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 อีสานเป็นภูมิภาคของฝ่ายซ้าย ในยุคเสรีไทย ก็เป็นฐานของเสรีไทย และสามารถดูในการเลือกตั้งเสรี ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้งในปี 1975 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และก่อน 6 ตุลาคม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้น มีมากกว่า ส.ส.ฝ่ายซ้าย หรือนักกิจกรรมได้รับการเลือกตั้งจากอีสาน โดยผมจำได้ดีถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุราว 23 ถึง 24 ปี เป็น ส.ส. ที่ได้รับเลือกมาจาก จ.ยโสธร ซึ่งเขาหาเสียงโดยใช้จักรยาน

และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีความเข้มแข็งในพื้นที่ และในพื้นที่เองก็เผชิญประสบการณ์การปราบปรามจากทหารและตำรวจ ผู้คนที่อายุน้อยมากๆ ที่เติบโตในภาคอีสานในช่วงทศวรรษที่ 1970 ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการถูกปราบปราม ดังนั้น พคท. ดูจะช่วยอะไรได้มากกว่ารัฐบาลในปี 1977 ที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยม

เบเนดิกยังกล่าวด้วยว่า คนจากภาคอีสานไปอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ แม้แต่ในไชน่าทาวน์ก็ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอีสานอยู่ในไชน่าทาวน์มากขึ้นๆ และเมื่อคุณมองดูโทรทัศน์ก็จะเห็นสาวสวยผิวคล้ำจากอีสาน บ้างเป็นลูกครึ่ง ซึ่งนี่ก็เป็น new trend ของกรุงเทพฯ

บทบาทอันสันสนของชนชั้นกลาง และสัตว์ประหลาดในอนาคตการเมืองไทย

เบเนดิกอภิปรายต่อไปว่า คำถามต่อมาคือ อะไรคือบทบาทของชนชั้นกลาง ถ้าคุณดูที่การพัฒนาขนานใหญ่โดยนักเขียน พระ สถาปนิก พวกนักคิดทางสังคม นักปรัชญา ในช่วงทศวรรษ 1920 พวกเขาล้วนเติบโตมาจากพื้นเพชนชั้นกลาง และจำเป็นที่จะต้องจดจำด้วยว่า ชนชั้นกลางเองยังมีบทบาทอย่างสูงในหมู่ชนชั้นอภิสิทธิ์ พวกคุณควรจะต้องจำด้วยว่า ชนชั้นกลางนี่เองได้ทำลายปารีสคอมมูนในปี 1871 และมีคนจำนวนมากถูกประหารชีวิตโดยพวกกระฎุมพี

นี่สิ่งที่เป็นภาพแตกต่างอย่างมากกับไทย ก็คือ "อะไรเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางไทยสมัยใหม่อุทิศเอาไว้" เวลาผมคิดเกี่ยวกับประเทศไทย ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ากรุงเทพฯ มีนักประพันธ์ที่เยี่ยม ประเทศไทยสมัยใหม่ผลิตนักบวชที่ยิ่งใหญ่ นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ สถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ ผมไม่แน่ใจ แต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่า คนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลก ได้รางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ "อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล" มาจาก จ.ขอนแก่น ไม่ได้มาจากกรุงเทพฯ

ซึ่งกระฎุมพีควรจะชื่นชมเขา แต่ตามประสบการณ์บอกผมว่า กระฎุมพีในเมืองไทยบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่ออภิชาติพงศ์ หรือไม่ได้ดูภาพยนตร์ของเขาที่ถูกเซ็นเซอร์มาก่อน เมื่อผมถามนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในชั้นเรียนว่ามีใครรู้จักอภิชาติพงศ์บ้าง ก็มีประมาณ 20% ถามว่าใครเคยดูภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์บ้างก็มีประมาณ 4 คน

กระฎุมพีบางกอก ชอบอะไรที่เป็นสากล แต่แนวทางที่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ คิดเกี่ยวกับสากลก็คือ พวกเขาดูหนังขยะฮอลลีวูดทุกอาทิตย์ ดูหนังกำลังภายใน กินอาหารดีๆ ใช้จ่ายแพงๆ ช่วงวันหยุด ชอบปิ้ง และยากที่จะหาอาคารสมัยใหม่ที่ดูสวยงาม ในกรุงเทพฯ และคุณจะสามารถเห็นสถาปัตยกรรมซึ่งออกแบบโดยชาวเขมร

ชนชั้นกลางสนับสนุนการเดินขบวนเมื่อ 14 ตุลาคม ชนชั้นเดียวกันนี้เองที่เคยสนับสนุนทักษิณ และต่อมาหันมาต่อต้านทักษิณ และขณะนี้สนับสนุนพันธมิตรฯ คือไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนที่จะบอกว่าควรทำอย่างไรกับประเทศนี้ เป็นการยากที่จินตนาการถึงอนาคตของประเทศนี้ ซึ่งก็เหมือนกับที่คนขับรถแท็กซี่ชาวจีนบอกผม


ส่วนแนวทางที่จะเกิดขึ้นในการเมืองไทย ผมนึกถึงคำกล่าวที่มีชื่อเสียง ของนักมาร์กซิสต์ชาวอิตาลี อันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) กล่าวว่า "คนเก่าก็ปฏิเสธที่จะตาย คนใหม่ก็ต่อสู้ที่จะเกิด ในที่สุดก็เกิดสัตว์ประหลาดขึ้นมา" ("When the old refused to die, and the new is struggling to be born, then monster will appear.") ถ้าคุณคิดถึงในอนาคตของการเมืองไทย ก็คือสิ่งเก่ากำลังจะตาย และสิ่งใหม่ยังไม่พร้อมจะเกิดขึ้น

สถาบันกษัตริย์ในยุโรป และหนังสือพิมพ์แทบลอยด์

ในช่วงท้าย เบเนดิก อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในยุโรปว่า ในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 19 สถาบันกษัตริย์ในยุโรปถูกกดดันจากสังคมมาก และถูกวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ตามธรรมเนียมในยุโรปสถาบันกษัตริย์ถือเป็นมนุษย์พิเศษ แบบพระเจ้าของคริสต์ศาสนา มีอำนาจแม้แต่จะรักษาโรคเพียงใช้มือแตะยังคนป่วย แต่พฤติกรรมการใช้เวทย์มนต์รักษาโรคเช่นว่านี้ยุติเมื่อต้นศตวรรษที่ 18เมื่อมีการพัฒนาเรื่องการแพทย์ แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์แบบไสยศาสตร์ในยุโรปเริ่มเสื่อมถอย ขณะที่แนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลายเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญกว่า

สถาบันกษัตริย์ในยุโรปยังต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดเรื่องชาติ (Nationality) และสร้างปัญหาให้กับสถาบันกษัตริย์ในจักรวรรดิใหญ่ๆ ซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติอย่าง จักรวรรดิรัสเซีย ฮังการี บริติช ว่าพวกเขาจะมีเชื้อชาติอะไรเนื่องจากกษัตริย์มาจากพระเจ้า สถาบันกษัตริย์ในยุโรปต้องปรับเข้ากับความเปลี่ยนแปลงในยุโรป มีความคาดหวังว่า พระราชา พระราชินี ในยุโรปจะต้อง "เรียบร้อย" และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ในยุโรปเริ่มเชื่อว่าถ้าราชวงศ์หมดอำนาจ จะไม่สามารถแทนที่ด้วยราชวงศ์อื่น จะไม่มีราชวงศ์อื่นแล้ว ราชวงศ์นี้จึงเป็นราชวงศ์สุดท้าย

ในช่วงปี 1911 ถึง 1921 ระบบกษัตริย์ในรัสเซีย จีน ออสเตรีย-ฮังการี ออตโตมาน เยอรมนี ล้วนถูกยุบเลิกไป เหลือแต่ราชวงศ์ของอังกฤษ และในอังกฤษถ้าหากถามว่าใครเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุด คนอังกฤษจะมีคำตอบ แต่พระราชินี ซึ่งมีฐานะเป็นประมุข ไม่ใช่พระราชินีที่เป็นพระชายาของกษัตริย์


*ที่มา : ประชาไท ( หมายเหตุไทยอีนิวส์:ระหว่างเราคัดลอกข่าวนี้มาลง เวบประชาไทไม่สามาถเข้าได้ จึงได้คัดลอกจากสำนักข่าวประชาธรรมมาลงแทน ) บทความนี้เดิมชื่อ เบเนดิก แอนเดอร์สัน: มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก

จะคนเดียวหรือล้านคนก็ต้องรับฟัง...

ที่มา Thai E-News


1ล้านคนที่อียิปต์ และภราดรภาพจากเสื้อแดง-(ภาพบน)การชุมนุมใหญ่ 1 ล้านคนที่จตุรัสใจกลางนครหลวงไคโร เพื่อโค่นล้มผู้เผด็จการ ซึ่งล่าสุดมูบารักประกาศยังไม่ลงจากอำนาจ แต่จะไม่ลงเลือกตั้งสมัยหน้า การประท้วงยังดำเนินต่อไป (ภาพล่าง)สนนท.และคนเสื้อแดงชุมนุมหน้าสถานทูตอียิปต์ในกรุงเทพฯหนุนการลุกฮือขึ้นสู้ของการปฏิวัติประชาชนอียิปต์(ดูข่าว)


1คนที่ประเทศไทย-ผู้ประท้วงเสื้อเหลืองรายหนึ่งนอนหลับปิดกั้นถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องรัฐบาลไทยใช้นโยบายแข็งกร้าวกับกัมพูชา หากรัฐบาลไม่สนองตอบก็ต้องออกไป ขณะที่วานนี้ศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกสมาชิกเสื้อเหลือง 2 ราย คนแรก 8 ปี อีกราย 6 ปี (ภาพข่าว:รอยเตอร์)