WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 2, 2011

คำเตือน 5 ข้อ สำหรับประเทศไทย เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร

ที่มา มติชน



โดย อัครพงษ์ ค่ำคูณ



เตือนที่ 1 ศาลโลกตัดสินยกแต่เฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมพื้นดินใต้ปราสาท จริงหรือ?

(เอกสารอ้างอิง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, สำนัก. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2505.)

"อย่างไรก็ดี ศาลมีความเห็นว่าประเทศไทยใน ค.ศ.1908-09 ได้ยอมรับแผนที่ในภาคผนวก 1 ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับรองเส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ศาลมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโดยทั่วๆ ไป การกระทำต่อๆ มาของไทยมีแต่ยืนยันและชี้ให้เห็นชัดถึงการยอมรับแต่แรกนั้น และว่าการกระทำของไทยในเขตท้องที่ก็ไม่เพียงพอที่จะลบล้างข้อนี้ได้ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยการประพฤติปฏิบัติของตนเอง ได้รับรองเส้นแผนที่นี้และดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่าเส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 45)

"การระบุเส้นสันปันน้ำในข้อ 1 ของสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ.1904 มิได้หมายความอะไรนอกไปจากว่าเป็นวิธีที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้นเขตแดนอย่างให้เห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าจะเป็นการกล่าวเพียงกว้างๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 49-50)

"ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้ ศาล โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 51)

คำเตือนพิเศษ โปรดสังเกตว่า ไม่มีข้อความใดในคำพิพากษาที่ระบุว่า ศาลตัดสินยกแต่เฉพาะตัวปราสาทไม่รวมพื้นดินใต้ปราสาท หรือ ไม่มีข้อความใดระบุว่า พื้นดินใต้ปราสาทยังเป็นของประเทศไทย

เตือนที่ 2 แผนที่ 1 : 200,000 ทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว จริงหรือ?

(เอกสารอ้างอิง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, สำนัก. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2505.)

"คณะกรรมการผสมชุดที่จัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ.1904 ได้มีการประชุมครั้งแรกในเดือนมกราคม ค.ศ.1905 แต่ก็มิได้ปฏิบัติงานจนถึงเขตแดนทางทิศตะวันออกของทิวเขาดงรักกระทั่งเดือนธันวาคม ค.ศ.1906 ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะได้ระบุไว้ในรายงานการประชุมของคณะกรรมการในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1906 ว่า สมาชิกฝ่ายฝรั่งเศสผู้หนึ่งของคณะกรรมการ ร้อยเอก ทิกซีเอ ได้เดินทางผ่านไปตามเขาดงรักในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1905 เช่นนั้นก็ตาม ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1906 ซึ่งจัดให้มีขึ้นที่นครวัดได้มีการตกลงกันว่าคณะกรรมการจะขึ้นไปบนเขาดงรักจากที่ราบต่ำของกัมพูชา โดยผ่านขึ้นทางช่องเกนซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระวิหารและเดินทางไปยังทิศตะวันออกตามทิวเขาโดยอาศัยเส้นทางเดียวกัน (หรือตามเส้นเดียวกัน) กับเส้นที่ร้อยเอก ทิกซีเอ ได้ตระเวนสำรวจไว้ในปี ค.ศ.1905 ที่ประชุมตกลงกันว่า การสำรวจที่จำเป็นทั้งหมดระหว่างเส้นทางนี้และเส้นยอดเขา (ซึ่งเกือบจะขนานกัน) สามารถทำได้โดยวิธีนี้ เพราะเหตุว่าเส้นทางนี้อยู่ในด้านไทยห่างจากยอดเขาอย่างมากที่สุดประมาณ 10 ถึง 15 กิโลเมตรเท่านั้น คู่ความมิได้โต้แย้งว่าประธานฝ่ายฝรั่งเศสและประธานฝ่ายสยามในฐานะผู้แทนของคณะกรรมการได้เดินทางมาตามนี้ และได้ไปที่ปราสาทพระวิหาร แต่ทั้งนี้ ก็ไม่มีบันทึกหลักฐานใด แสดงให้เห็นว่าประธานทั้งสองได้ให้คำวินิจฉัยไว้แต่ประการใด

ในการประชุมครั้งเดียวกันคือเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1906 ได้มีการตกลงกันด้วยว่า ร้อยเอกอุ่ม กรรมการผู้หนึ่งในฝ่ายฝรั่งเศสจะเป็นผู้สำรวจทิวเขาดงรักด้านตะวันออกทั้งหมด ซึ่งเป็นเขตที่พระวิหารตั้งอยู่โดยเริ่มต้นสำรวจจากจุดปลายด้านตะวันออก และว่าร้อยเอกอุ่มจะออกเดินทางเพื่อการนี้ในวันรุ่งขึ้น

จึงเป็นที่แจ้งชัดว่า คณะกรรมการผสมเจตนาอย่างเต็มที่ที่จะปักปันเขตแดนในเขตภูเขาดงรักและจะได้จัดทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อเตรียมการในเรื่องงานปักปัน งานปักปันนี้ย่อมต้องสำเร็จแล้ว เพราะว่าในปลายเดือนมกราคม ค.ศ.1907 อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ ได้รายงานต่อรัฐมนตรีต่างประเทศในกรุงปารีสว่า เขาได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากประธานฝ่ายฝรั่งเศสในคณะกรรมการผสมว่า การปักปันทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงแล้วโดยไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น และว่าได้มีการกำหนดเส้นเขตแดนขึ้นเป็นที่แน่นอนแล้วนอกจากในอาณาบริเวณเสียมราฐ นอกจากนั้น ในรายงานเกี่ยวกับการปักปันทั้งหมด ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1907 ซึ่งประธานได้ส่งไปให้รัฐบาลของตนก็ได้ระบุไว้ว่า "ตลอดแนวเขาดงรักจนถึงแม่น้ำโขงการกำหนดเขตแดนไม่ได้ปรากฏความยุ่งยากใดๆ เลย" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 21-22)

งานขั้นสุดท้ายในการดำเนินการปักปันเขตแดนได้แก่การตระเตรียมและการจัดพิมพ์แผนที่เพื่อจะทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ รัฐบาลสยามซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้เพียงพอ จึงได้ร้องขอเป็นทางการให้พนักงานสำรวจพื้นที่ของฝรั่งเศสจัดทำแผนที่อาณาบริเวณเขตแดนนี้ขึ้น ดังจะเห็นได้ชัดจากข้อความวรรคเริ่มต้นของรายงานการประชุมคณะกรรมการผสมชุดแรก เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.1905 คำร้องขอนี้ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายสยามในคณะกรรมการซึ่งอาจเป็นผู้ให้ความดำรินี้เพราะว่าในหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.1908 อัครราชทูตสยาม ณ กรุงปารีส (หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤษฎากร) ได้ติดต่อแจ้งผลงานเกี่ยวกับการทำแผนที่ไปยังรัฐบาลของตนมีความตอนหนึ่งอ้างถึง "คณะกรรมการการปักปันเขตแดนผสม โดยคำขอร้องของกรรมการฝ่ายสยามได้มอบหมายให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศส จึงทำแผนที่บริเวณเขตแดนส่วนต่างๆ ขึ้น" ที่ว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายเจาะจงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสยาม....(ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 25)

รัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบหมายให้คณะเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสรวม 4 คน เป็นผู้จัดทำงานนี้ เจ้าหน้าที่ 3 คนในจำนวนนี้ ได้แก่ ร้อยเอก ทิกซีเอ แคร์เล และ เดอ บาทซ์ ซึ่งได้เคยเป็นสมาชิกในคณะกรรมการผสมชุดแรก เจ้าหน้าที่ชุดนี้ทำงานภายใต้ความควบคุมของพันเอกแบร์นาร์ด และในปลายฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ.1907 ก็ได้จัดทำแผนที่ขึ้นสำเร็จรวม 11 ฉบับ ซึ่งคลุมถึงเขตแดนส่วนใหญ่ระหว่างสยามกับอินโดจีน...แผนที่เหล่านี้ได้พิมพ์ขึ้นและจำหน่ายโดยบริษัทพิมพ์แผนที่มีชื่อของฝรั่งเศสชื่อว่า อาช บาร์แรร์ (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 25)

อนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446/ค.ศ.1904 ระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส ทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขึ้น คือ "คณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม (COMMISSION DE DELIMITATION ENTRE L′ INDO-CHINE ET LE SIAM)" โดยมีประธานร่วมสองคน คือ พลตรีหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธานฝ่ายสยาม และมี พันเอก แบร์นาร์ด เป็นประธานฝ่ายฝรั่งเศส ทำให้เกิดแผนที่ 11 ฉบับ มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งตามเอกสารราชการ เลขที่ 89/525 ลงวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2451/ค.ศ.1908 หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤษดากร อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส มีข้อความในจดหมายว่า "ในเรื่องที่คณะกรรมการการปักปันเขตแดนผสม ตามคำร้องขอของกรรมการฝ่ายสยามให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่ในเขตแดนต่างๆ ขึ้นนั้น บัดนี้ คณะกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว" จึงได้ส่งมอบให้ สมเด็จกรมพระยาเทวะ วงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ โดยระบุรายชื่อแผนที่ทั้ง 11 ระวาง จำนวนอย่างละ 50 แผ่น ซึ่งได้แก่ แผนที่ส่วนเหนือ (Map for the north region) จำนวน 5 ระวาง คือ 1.Meakhop and Chianglom 2.rivers in the north 3.Muang Nan 4.Paklai 5.Huang River ซึ่งปัจจุบันคือ เส้นเขตแดนกับลาว และแผนที่ส่วนใต้ (Map for the south region) จำนวน 6 ระวาง คือ 6.Pasak 7.Mekong 8.Dangrek 9.Phnom Kulen 10.Lake และ 11.Muang Trat ซึ่งเป็นเส้นเขตแดนกับกัมพูชา

อัครราชทูตลงท้ายว่า ได้เก็บแผนที่ไว้ที่สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสอย่างละ 2 ชุด และจะได้ส่งแผนที่อย่างละชุดไปยังสถานอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน กรุงเบอร์ลิน ประเทศรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา จึงเหลือส่งมายังราชสำนักสยามเพียงระวางละ 44 แผ่น รวมทั้งสิ้น 484 แผ่น แผนที่ชุดนี้ปัจจุบันมีอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศของไทย พิมพ์โดย H.BARRERE, Editeur Geographe.21 Rue du Bac, PARIS

เตือนที่ 3 เราไม่มีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการทำแผนที่จึงถูกฝรั่งเศสโกงและเอาเปรียบ

(เอกสารอ้างอิง แผนที่ทหาร, กรม. ที่ระลึก ครบรอบวันสถาปนา 100 ปี กรมแผนที่ทหาร 3 กันยายน 2528. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร, 2528.)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ ในวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2411/ค.ศ.1868 พระองค์ก็ดำเนินพระบรมราชวิเทโศบายเพื่อนำพาพระราชอาณาจักรให้รอดพ้นจากอำนาจและอิทธิพลของเจ้าอาณานิคม ดังนั้น จึงทรงริเริ่ม "แบบแผนตะวันตก" เพื่อพัฒนาปรับปรุงให้สยามมีความทันสมัยทัดเทียมนานาอารยประเทศ หนึ่งในพระราชกรณียกิจเหล่านั้นคือ ทรงก่อตั้ง "กองทำแผนที่" ครั้งแรกในปี พ.ศ.2418/ค.ศ.1875 ต่อมาจึงตั้ง "โรงเรียนแผนที่" เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2425/ค.ศ.1882 และตั้ง "กรมทำแผนที่" ในวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ.2428/ค.ศ.1885 โดยมี พระวิภาคภูวดล (James Fitzroy McCarthy) ชาวอังกฤษ เป็นเจ้ากรมคนแรกผู้วางรากฐานหลักวิชาการทำแผนที่ตามเทคนิคและวิธีการแบบตะวันตก และมีผู้บัญชาการกำกับดูแลเมื่อเริ่มตั้งกรมทำแผนที่ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (แผนที่ทหาร 2528, 1-2)

โปรดสังเกตว่า สยามได้มีการก่อตั้ง "กรมทำแผนที่" อย่างเป็นทางการมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2428/ค.ศ.1885 แสดงให้เห็นว่า ราชอาณาจักรสยามก็ได้เตรียมองค์กรรับผิดชอบกิจการด้านการทำ "แผนที่" แบบสมัยใหม่เป็นเวลากว่า 23 ปี หรือ ถ้านับตั้งแต่การเริ่มทดลองตั้ง "กองทำแผนที่" พ.ศ.2418/ค.ศ.1875 ก็เป็นเวลากว่า 33 ปี และล่วงมาแล้วกว่า 25 ปีของการสถาปนา "โรงเรียนแผนที่" พ.ศ.2425/ค.ศ.1882 ก่อนที่จะมีการทำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 จำนวน 11 ระวางแล้วเสร็จ อันเป็นผลจากอนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446/ค.ศ.1904

เตือนที่ 4 ต้องยึดหลักสากลใช้ "สันปันน้ำ" ในการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ

(เอกสารอ้างอิง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, สำนัก. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2505.

ราชบัณฑิตยสถาน. อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วน จำกัด อรุณการพิมพ์, 2545.)


เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส เกิดขึ้นตามข้อกำหนดในมาตรา 1 ของอนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446/ค.ศ.1904 ที่มี "เขตร์แดนเนื่องไปตามแนวยอดภูเขาปันน้ำ" ซึ่งเป็น "ความประสงค์...ที่จะมีเส้นเขตแดนที่เป็นธรรมชาติและเห็นได้ง่าย....โดยเลือกถือเอาเส้นใดเส้นหนึ่งที่มองเห็นเป็นแนวเส้นได้ชัดเจนตามทิวเขาใหญ่ๆ ในหมู่เขาดงรัก เส้นนั้นอาจเป็นเส้นสันเขา เส้นสันปันน้ำ หรือชะง่อนหน้าผา.....ดังจะเห็นได้ว่า....ได้ตกลงที่จะถือตามเส้นสันปันน้ำ ในการทำเช่นนี้จะต้องสันนิษฐานว่า....ได้ทราบดีแล้วว่า ในท้องถิ่นบางแห่ง เส้นสันปันน้ำนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเส้นเดียวกันกับเส้นสันเขาหรือชะง่อนหน้าผา...." (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 17-18)

คำว่า "สันปันน้ำ (watershed) หมายถึง บริเวณที่สูงหรือสันเขา ซึ่งแบ่งน้ำที่อยู่แต่ละด้านของสันเขา ให้ไหลออกไป 2 ฟาก (หรือมีทิศทางตรงกันข้าม) ไปสู่แม่น้ำลำธาร แต่สันปันน้ำในการกำหนดเขตแดนนั้น หมายถึง ที่สูงหรือส่วนใหญ่คือสันเขาที่ต่อเนื่องกัน และจะปันน้ำหรือน้ำฝนที่ตกลงมา ให้แบ่งออกเป็น 2 ฟากโดยไม่มีการไหลย้อนกลับ ในกรณีที่มีสันเขาแยกออกเป็นหลายสันจะยึดถือสันเขาที่มีความต่อเนื่องมากที่สุด นั่นคือ สันเขาที่สูงที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นสันปันน้ำเสมอไป แต่สันเขาที่สูงและมีความต่อเนื่องมากที่สุดมักจะได้รับการพิจารณาให้เป็นสันปันน้ำ" (ราชบัณฑิตยสถาน 2545, 11)

เตือนที่ 5 ชาตินิยม กับ คลั่งชาติ

ปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า "เป็นความจำเป็นและผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย ที่จะต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติ ไม่ควรตกเป็นเหยื่อของสงครามเย็นและสงครามประสาท

"เราไม่ควรมีความคิดเรื่องถือผิวหรือเชื้อชาติ แต่ควรยึดมั่นในความคิดที่ชนทุกชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกได้"

จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวว่า "สำหรับข้าพเจ้า ความรู้สึกชาตินิยมกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น รู้สึกว่าบางครั้งก็อาจจะขัดกัน; ในบทความนี้จึงเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์, มิได้เริ่มต้นจากความรู้สึกชาตินิยม, มิได้ปิดประตูตายสำหรับความหมายที่ร้าย และเปิดประตูต้อนรับเฉพาะความหมายที่ดีด้านเดียว."

ขงจื๊อกล่าวว่า "เรียนแล้วไม่คิด เป็นการเสียแรงเสียเวลา แต่คิดโดยไม่เรียน เป็นการเสี่ยงอันตราย"

"พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์" ควง "คำ ผกา" ยำใหญ่ บริษัทยักษ์ใหญ่บนเวที"กินแหนงแคลงใจ"

ที่มา มติชน



เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก และนิตยสารไบโอสโคป โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเทศกาลภาพยนตร์กับอาหารและการกิน “กินแหนงแคลงใจ” (Food Film Festival) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27 ม.ค. - 30 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการชักชวนให้ตั้งคำถามกับระบบการผลิตอาหารร่วมกัน

ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง King Corn ในช่วงเสวนาหัวข้อ “จากแปลงสู่ปาก” โดยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ช่วยสนับสนุนให้คนจนเข้าสู่อาหารราคาถูก ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทย ก็เคยมีนโยบายบีบราคาอาหารเกษตรให้ถูกลง เพื่อให้แรงงานในเมืองสามารถเลี้ยงตนเองได้ แต่ขณะเดียวกัน กลับสร้างปัญหาให้กับชนบท รวมทั้งยังไม่ตอบโจทย์ยุคโลกาภิวัตน์ เพราะโอกาสการเข้าถึงของคนในชนบทต้องผ่านโครงสร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ ในลักษณะระบบการเกษตรแบบมีพันธะสัญญา (Contract Farming) ฉะนั้น โครงข่ายการผลิตอาหารในขณะนี้ จะต้องพูดถึงเรื่องความเป็นธรรมให้มากขึ้น

“เกษตรกรถูกกด เพราะระบบการผลิตขนาดใหญ่ต้องการ “บี้” ให้ทุกอย่างอยู่ในเครือข่าย เพื่อจะเอาประโยชน์จากการส่งออก ขณะเดียวกัน ระบบการผลิตดังกล่าวได้กระทบต่อชีวิตของผู้คนในสังคม จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า จะมีความสามารถในการต่อรองกับระบบการผลิตขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับการเมืองได้อย่างไร”

ดร.พิชญ์ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศส่งออกข้าว แต่คนในประเทศกลับไม่มีรสนิยมในการกินข้าว ซึ่งต่างจากประเทศฝรั่งเศสที่คนในประเทศล้วนมีรสนิยมในการดื่มไวน์ ซึ่งถ้าเราใช้ความดัดจริตของคนชั้นกลางมาพัฒนารสนิยมดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องมีเครือข่ายคุณธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะช่วยให้คุณภาพข้าวไทยดีขึ้น

ด้าน “ลักขณา ปันวิชัย” นักเขียน นักวิจารณ์ นามปากกา คำ ผกา กล่าวถึงกลไกผูกขาดของอุตสาหกรรมเกษตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต กระทั่งจัดจำหน่าย รวมทั้งปัญหาเรื่องการใช้ที่ดินในเมืองไทย เป็นต้นตอความยากจนของเกษตรกรไทย อีกทั้งเมื่อประเทศไทยถดถอยมาถึงจุดที่ไม่มีความเป็นธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจ ก็ไม่สามารถต่อสู้ในเรื่องอื่นต่อไปได้ แม้กระทั่งเรื่องของอาหาร ยิ่งเมื่อชาวนาต้องอยู่กับตลาด อยู่กับทุน ฉะนั้น คำถาม คือ จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มีศักยภาพในการส่งเสียลูกเรียนได้เทียบเท่ากับคนในเมือง ข้าราชการ โดยไม่ต้องเป็นเครือข่ายบริษัทยักษ์ใหญ่

“กระบวนการต่อสู้เรื่องอาหารไม่สามารถแยกขาดกับการต่อสู้เรื่องความเป็นธรรม เช่นเดียวกับเราไม่สามารถทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่หลุดหายจากการเมืองไทยได้ภายใน 5 ปี หรือการเสกประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น อีกทั้งการรับรู้ในเมืองที่ไม่มีประชาธิปไตย ผู้คนจะไม่ไว้ใจ ไม่เคารพ ไม่รักกัน และเมื่อคนไม่รักกัน ก็เริ่มไม่สนใจกัน”

คำ ผกา กล่าวด้วยว่า แม้รสนิยมในการกินอาหารจะช่วยรักษาแหล่งผลิตอาหาร แต่รสนิยมดังกล่าวก็ไม่ถึงขั้นขย่มโครงสร้างการผลิตอาหารในปัจจุบันได้ เนื่องจากขาดงานวิจัย ที่มีข้อมูล มีตัวเลข เพื่อใช้ในการต่อสู้เชิงองค์ความรู้ โดยเชื่อมโยงให้เห็นเครือข่ายการเมืองทางอาหาร ถึงวันนี้ทำให้การรณรงค์ในเชิงสัญลักษณ์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว

( เรื่องและภาพ โดย ณัฐนันท์ อิทธิยาภรณ์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฎิรูปประเทศไทย สถาบันอิศรา )

เสกชีวิตดีดี รับ"ตรุษจีน" ให้ลั้นลาตลอดปีกระต่าย ลองปฏิบัติตัวดังนี้...สิ

ที่มา มติชน









เทศกาลตรุษจีน เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยในปีกระต่ายนี้ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ตามหลักชาวจีนนั้นจะนับวันตามหลักจันทรคติ จึงทำให้วันตรุษจีนเปลี่ยนไปในทุก ๆ ปี


ตรุษจีน เรียกว่า "วันชิวอิก" ซึ่งเป็นวันแรกของปีตามปฏิทินของชาวจีน จะเริ่มต้นเมื่อหลังเที่ยงคืนของ "วันซาจั๊บ" ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปี เรียกอีกอย่างว่า "วันถือ" เพราะถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ ทุกคนจะพูดแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคล


เพื่อความเป็นสิริมงคล และเสริมสิ่งที่ดีงามในชีวิต ในช่วงเบิกศักราชปีเถาะ ตามธรรมเนียมความเชื่อของชาวจีน มติชนออนไลน์ จึงรวบรวมข้อควรปฏิบัติ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รับตรุษจีน มาให้ผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวต้อนรับสิ่งดีๆ ในชีวิตกัน


1. ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีไม่มีญาติ


ของไหว้จะมีทั้งของคาว-หวาน รวมทั้งเป็ด-ไก่ มากหรือน้อยแล้วแต่ฐานะของผู้ไหว้ ซึ่งในวันซาจั๊บ ช่วงเช้าไหว้ "ตีจูเอี๊ย" เจ้าในบ้าน ต่อด้วยไหว้บรรพบุรุษ ตอนเที่ยงจึงไหว้ผีไม่มีญาติ ทั้งนี้ควรมีเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร เกลือ เพื่อให้ผีไม่มีญาติพกไปด้วย พร้อมกับจุดขี้ไต้ 2 ชิ้นไว้ เมื่อไหว้เสร็จจะจุดประทัด จากนั้นจะโปรยข้าวสารผสมเกลือ ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป

2. รวมญาติกินเกี๊ยว

การฉลองปีใหม่ตรุษจีน ชาวจีนจะเคร่งครัดในเรื่องของความเป็นสิริมงคลและการอยู่ "รวมญาติ" พร้อมหน้ากัน โดยทุกคนจะมาร่วมโต๊ะกิน "เจี่ยวจื่อ" หรือ เกี๊ยว การที่สมาชิกครอบครัวนั่งล้อมวงห่อเกี๊ยวด้วยกัน และรับประทานเกี๊ยวด้วยกัน ถือว่ามีบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์และความสนุกสนานมากเลยทีเดียว

เจียวจื่อ หรือเกี๊ยว เป็นอาหารสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ในวันตรุษจีน นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลมาจากรูปลักษณ์ของเจี่ยวจือ ที่เป็นรูปทรงคล้ายเงินในสมัยโบราณการรับประทานเจี่ยวจือ จึงเหมือนการนำเงินทองเข้ามาสู่ตัว นอกจากนั้น ไส้ในเจี่ยวจือก็ยังสะดวกต่อการบรรจุสิ่งที่เป็นมงคลลงไปเป็นการให้ความหวังต่อคนที่รับประทานด้วย เช่น ลูกกวาด ถั่วลิสง พุทราแดง เม็ดเกาลัด เหรียญเงิน โดยคนที่กัดเจอลูกกวาด หมายถึง ชีวิตในปีใหม่ก็จะยิ่งหอมหวาน ในขณะที่ ถั่วลิสง มีความหมายว่า แข็งแรงและอายุยืนนาน ส่วน พุทราแดง และ เกาลัด หมายถึง การจะมีบุตรภายในปีนั้น และหากกัดเจอ เหรียญเงิน ก็จะยิ่งร่ำรวยเงินทอง


สำหรับชาวจีนในประเทศไทยเอง กลับไม่ค่อยนิยมในการรับประทานเกี๊ยว หรือเจียวจื่อกันเท่าไหร่นัก


3. กินเจมื้อเช้า


คนจีนจะกินเจมื้อแรกของปี ในวันชิวอิก โดยเชื่อกันว่าจะได้บุญเหมือนกับกินเจตลอดทั้งปี


4. ทำพิธีรับ "ไช่ซิงเอี้ย"

"ไช่ซิงเอี้ย" เป็นเทพพิทักษ์ทรัพย์ หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ส่วนใหญ่จะทำพิธีระหว่างหลังเที่ยงคืนของวันซาจั๊บจนถึงก่อนตี 1


5. ห้ามกวาดบ้าน

ห้ามทำความสะอาด เนื่องจากการทำงานบ้านต่างๆ เท่ากับขับไล่ความโชคดีออกไป แต่ควรทำตั้งแต่ก่อนที่วันตรุษจีนจะมาถึง เราจึงเห็นว่า ตามบ้านคนจีน หรือบริษัทคนจีน จะมีการทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดหยากไย่ครั้งใหญ่ เสียตั้งแต่ปลายปี เมื่อถึงวันปีใหม่จะไม่กวาดบ้านจนถึงวันชิวสี่


6. ติด "ตุ๊ยเลี้ยง" หรือคำอวยพรปีใหม่


คำอวยพรที่เขียน "ตุ๊ยเลี้ยง" ประกอบด้วยตัวอักษร 7 ตัว เขียนเป็นคำกลอน โดยมากจะอวยพรให้ทำมาค้าขึ้น ให้มั่งมีเงินทอง ติดตามสองข้างประตูบ้าน และมีอีกแผ่นสำหรับติดทางขวางตรงกลางทางเข้า-ออก เขียนคำว่า "ชุก ยิบ เผ่ง อัง" แปลว่า เข้า-ออกโดยปลอดภัย


นอกจากนี้ ยังมีการติด"หนี่อ่วย"ซึ่งเป็นภาพเด็กผู้หญิง-เด็กผู้ชายด้วย นับเป็นภาพมงคลอีกอย่างหนึ่งของชาวจีนนอกเหนือจากการตัดกระดาษ มักติดที่ประตูหน้าบ้าน


7. ใส่เสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส


โดยเฉพาะเสื้อผ้าสีแดง เป็นสีที่นิยมใส่มาก ในช่วงเทศกาลนี้ ด้วยสีแดงถือเป็นสีแห่งความสุข จะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด


8. ส้ม 4 ผล อวยพรผู้ใหญ่

ในวันชิวอิกทุกคนจะนำส้ม 4 ผล ไปกราบผู้ใหญ่ขอพร เจ้าบ้านเองนอกจากจะเตรียมเมล็ดแตงโมย้อมสีแดงไว้ 1 พาน และลูกสมอจีนไว้รับแขกแล้ว เมื่อมีผู้มาอวยพร จะรับส้มขึ้นมา 2 ผล และนำส้มในบ้านที่เตรียมไว้วางคืนลง 2 ผล

9. รับอั่งเปา


สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของตรุษจีน คือ อั่งเปา (ซองแดง) คือ ซองใส่เงินที่ผู้ใหญ่แล้วจะมอบให้ผู้น้อย และมีการแลกเปลี่ยนกันเอง หรือ หรือจะใช้คำว่า แต๊ะเอีย (ผูกเอว) ด้วยที่มาในสมัยก่อน เหรียญจะมีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็ก ๆ ซึ่งจะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว อย่างไรก็ตาม ทั้งแต๊ะเอีย และอั่งเปา คือสิ่งสร้างสีสัน ความสุข ความตื่นเต้น ให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมากที่จะรอลุ้นว่า ในแต่ละปี พวกตนจะได้สตางค์คนละเท่าไหร่กัน


10. ไหว้เจ้าเพื่อเป็นความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต


--------------------------------------------------------

ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน

* ห้ามสระผม ความเชื่อบอกไว้ว่า ไม่ควรสระผมในวันเริ่มต้นและวันสุดท้ายของวันขึ้นปีใหม่ เนื่องจากการสระผมถือเป็นการชะล้างความโชคดีที่มาถึงในวันขึ้นปีใหม่


* ห้ามใช้ของมีคม ไม่ควรใช้ของมีคมในวันขึ้นปีใหม่ เช่น มีด , กรรไกร , ที่ตัดเล็บ ซึ่งอาจเป็นการตัดสิ่งหรืออนาคตที่ดี ที่จะนำมา ในวันขึ้นปีใหม่


* หลีกเลี่ยงการโต้เถียง ใช้คำพูดไม่ดี หยาบคาย คำที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยหรือความตาย คำพูดไม่เป็นมงคล คำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา รวมถึงเรื่องผีสางก็เป็นเรื่องที่ต้องห้าม ทั้งไมม่พุดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ แต่ควรพูดเรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานศพ และการฆ่าสัตว์ปีกด้วย

* ระมัดระวังอย่าให้ซุ่มซ่ามในการทำสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะสะดุด หรือ ทำสิ่งของตกแตก ซึ่งนั่นจะหมายถึงการนำความโชคไม่ดีเข้ามาในอนาคต


* อย่าร้องไห้ในวันปีใหม่ เพราะอาจจะทำให้มีเรื่องเสียใจไปตลอดปี กระทั่งผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานเด็กๆ ที่ดื้อ ซน ปฎิบัติตัวไม่ดี ก็จะต้องอดทน ไม่ตีสั่งสอน


* ทำจิตใจให้แจ่มใส อารมณ์ดี ว่ากันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้

* การใส่เงินอังเปา ก็ควรใช้ซองสีแดง และเป็นธนบัตรใหม่เพื่อความโชคดี


* บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี รวมถึงหากได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ก็ถือเป็นโชคดี

* ไม่ควรเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษจีน เพราะถือเป็นโชคร้าย

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 02/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



อวดผลงาน 99 วัน มันทำได้
ด้วยสไตล์ พรรคอุบาทว์ ชาติตอแหล
ทำเป็นอวด ศักดา ว่าไม่แคร์
ระยำแท้ ของจริง เหนือสิ่งใด....

ออกคำสั่ง ให้สลาย ตายเห็นเห็น
ยังเบี่ยงเบน ร้อยเล่ห์ พูดเฉไฉ
91 ศพนั่น มันเพราะใคร
หมาที่ไหน สั่งมา ฆ่า นปช. .....

ตูไม่เกี่ยว ตูไม่รู้ ดูมันพูด
ข้อพิสูจน์ เด่นชัด ยังตัดพ้อ
สมกับพรรค อัปรีย์ สุดชีกอ
แถมลิ่วล้อ ยังตอแหล แย่เกินคน....

สมรัฐบาล แสนชั่ว ตัวบัดซบ
แสร้งเลี่ยงหลบ ปัญหา พาสับสน
สามจังหวัด ชายแดนใต้ ดั่งไฟลน
กลับวกวน คุยว่า มาถูกทาง....

แค่จิ๊บจิ๊บ เล็กน้อย 900 ศพ
พูดเลี่ยงหลบ กลบไว้ ไม่สะสาง
เก่งแต่ปาก เพ้อพร่ำ สุดอำพราง
จึงอับปาง ด้วยเล่ห์ เพทุบาย....

อวดผลงาน 99 วัน มันแสนช้ำ
พวกระยำ ทำพัง สมดังหมาย
นโยบาย เตรียมมา ฆ่าคนตาย
ความวุ่นวาย จึงร้อนเร่า จนเผาตัว....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดใช้

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญจน์
ขอให้มีความสุขและก็รวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กันทุกคนเลยนะครับพี่น้องเสื้อแดง xxx12 xxx12 xxx12

'วรเจตน์'ดื้อ-ลุย กู้ชื่อนิติราษฎร์

ที่มา บางกอกทูเดย์



ฝ่ายความมั่นคงหวังปิดปาก
ห้ามพูดเรื่องจริง!!
ถึงวันนี้ไม่แน่ใจว่า กลุ่มอำนาจทางการเมืองและการทหาร ตลอดจนแม้แต่กระทั่งขั้วอำนาจพิเศษ ที่เชื่อมั่นว่า การทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 คือการยึดคืนอำนาจประชาธิปไตยไปจัดการให้อยู่ในแนวทางที่ต้องการนั้น
จะรู้ตัวหรือยังว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน จนยากเกินกว่าจะใช้ปืน ท็อปบูท ตุลาการภิวัฒน์ หรืออำนาจใดๆสยบให้อยู่ในกรอบที่ต้องการได้อีกต่อไป

การเติบโตของสังคมข้อมูลข่าวสาร สังคมโลกไซเบอร์ ได้ทำลายกำแพงอำนาจและความสะพรึงกลัวให้ล่มสลาย
แม้แต่กระทั่งประตูห้องแห่งความลับบางห้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ในอดีตจะเป็นข้อยกเว้นไม่มีใครกล้าแตะต้อง หรือกลาที่จะพูดกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ถึง แต่มาในยุคของการเปิดกว้างของของมูลข่าวสาร
ประตูบานนั้นก็ได้ถูกเปิดขึ้นแล้ว

แต่กลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง กลับยังเชื่อมั่นแบบงมงายว่า จะสามารถกดขี่ระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้เหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต ทำให้ในวันนี้บรรยากาศของสังคมจึงเป็นเหมือนภูเขาไฟเดือดอยู่ภายใต้ภาพภายนอกที่นิ่งสงบ
รอยแยกของแผ่นดินใต้มหาสมุทรที่เริ่มเคลื่อน และพร้อมที่จะปะทุเปลี่ยนแปลงฉันใด รอยแยกของความเชื่อที่ไม่ยอมรับการครอบงำของระบบเก่า ก็กำลังพร้อมรอการปะทุฉันนั้น

นี่คือสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เฉพาะกับเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทุกมุมโลกในปัจจุบัน อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากโลกของข้อมูลข่าวสารถูกเปิดและเชื่อมโยงถึงกันหมดนั่นเอง
อย่างล่าสุดที่ประเทศอียิปต์ ประชาชนลุกฮือขึ้นมาประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค แม้ว่าจะมีการใช้อำนาจของกระทรวงมหาดไทยมาขมขู่ไม่ให้มีการชุมนุม รวมทั้งมีการจับกุมตัวประชาชนที่เป็นหัวหอกในการลุกขึ้นมาชุมนุม เป็นจำนวนถึง 89 คน

แต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดพลังประชาชนได้ การชุมนุมจนวันนี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ยุบ ไม่หยุด และมีแนวโน้มที่จะขยายตัว
ล่าสุดก็ได้มีการใช้กำลังสลายการชุมนุม จนมีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 100 คน แต่พลังประชาชนก็ยังไม่ถอย
ไม่รู้ใครเลียนแบบใคร

เพราะที่เมืองไทย รัฐบาลก็มีการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมของประชาชนคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง จนกระทั่งมีประชาชนตายมากถึง 91 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน
และเพราะยากที่จะตอบประชาชน ยากที่จะตอบชาวโลก ประเทศไทยจึงต้องเกิดปรากฏการณ์ 2 มาตรฐาน ปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ขึ้นมาปิดบังความจริง จนนักวิชาการทางด้านกฎหมายจำนวนมากถึงกับต้องส่ายหน้า และเลือกที่จะใช้คำย่อของคำว่าตุลาการ ด้วยตัวย่อว่า ตลก. แล้วจึงเอามาบวกกับคำว่าภิวัฒน์ กลายเป็นคำเขียนที่ว่า

ตลก.ภิวัฒน์!!
เพราะหลายๆเรื่องในเวลานี้ ไม่สามารถจะหาคำตอบตามหลักนิติศาสตร์ที่แท้จริงได้แล้ว และเป็นสาเหตุให้สังคมยังคงมีการแตกต่างทางความคิดอยู่ตลอด บรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่ยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพ และยึดมั่นในหลักการ ที่ไม่ใช่หลักกู ต่างพากันเกิดอาการยอมรับไม่ได้

แถมยังไม่สามารถที่จะสอนลูกศิษย์ลูกหาได้เต็มปากเต็มคำเหมือนเช่นในอดีต
ทำให้อาจารย์ด้านนิติศาสตร์หลายคนเลือกที่จะแสดงออกในการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง และหลักการนิติศาสตร์ที่แท้จริง ให้กลับคืนมาสู่สังคมไทย
กลุ่มที่เคลื่อนไหวชัดเจนที่สุดก็คือ “กลุ่มนิติราษฎร์”บนจุดยืนคือนิติศาสตร์เพื่อราษฎร ที่กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผยและน่ายกย่องชมเชย

เพราะในแง่ของการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการแล้ว ย่อมจะต้องแสดงความคิดเห็นได้หมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรัฐ ของระบบ ขององค์กร หรือของสถาบันใดๆก็ตาม
ทำให้การทำกิจกรรม การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ตลอดจนการให้สัมภาษณ์ การจัดการสัมนาวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์ได้รับความนิยมและได้รับความสนใจจากประชาชนที่รักประชาธิปไตยทั่วโลก

อย่างในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนิติราษฎร์ได้มีการจัดสัมนาวิชาการ 2 ครั้ง โดยในเดือนพฤศจิกายน 53 จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่องตุลาการ-มโนธรรมสำนึก-ประชาธิปไตย
และ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์ ได้เขียนบทความเรื่อง ตุลาการภิวัตน์กับการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ยิ่งในช่วงปลายที่ผ่านมามีเรื่องของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิตจารณ์ทางวิชาการอย่างหนักหน่วงที่สุด
รวมทั้งในเดือนธันวาคม ช่วงวันรัฐธรรมนูญ ทางกลุ่มนิติราษฎร์ ก็ได้มีการจัดสัมนาทางวิชาการเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย” ที่ห้อง แอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดยวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ รศ.ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นายณัฐพล ใจจริง ดำเนินการอภิปรายโดยนายธีระ สุธีวรางกูร
ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมากมาย ทำให้อาจารย์หลายๆคนกลายเป็นขวัญใจของคนวิญญาณประชาธิปไตยไปในทันที อาทิ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เพราะถือเป็นการเปิดมิติให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจในเรื่องของการจัดสัมมนาวิชาการมากขึ้น จนมีเสียงเรียกร้องให้ทางกลุ่มนิติราษฎร์ จัดอภิปรายสัมมนาวิชาการอีกเป็นระยะๆ
ซึ่งทางกลุ่มนิติราษฎร์เองก็เห็นพ้องกับเสียงเรียกร้องของประชาชน เพราะถือว่านี่คือการเคลื่อนไหวทางวิชาการที่ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชน จะได้ผลักดันประเทศไทยให้เดินไปอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง หรือเดินหน้าลงเหวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

ล่าสุดทางกลุ่มนิติราษฎร์ ต้องการที่จะจัดสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “ประชาธิปไตยในปัจจุบันกับการใช้พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์” โดยจะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จึงได้มีการไปขออนุญาตใช้สถานที่กับทาง ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. คนใหม่ ที่ขึ้นมาแทนดร.สุรพล นิติไกรพจน์

และ ดร.สมคิด เองนั่นแหละที่ได้เคยประกาศเอาไว้ในช่วงขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิการว่า แนวทางในการบริหารงานจะมุ่งเน้นการดึงจิตวิญญาณ ความเป็นธรรมศาสตร์คืนกลับมา
ให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ

สร้างบุคลากรที่มีความรู้คู่คุณธรรม ดูแลประชาคมธรรมศาสตร์
ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่จะไม่ให้มีการจัดการสัมมนา และได้มีการอนุญาตให้จัดสัมมนาวิชาการ โดยกำหนดให้จัดที่หอประชุมเล็ก มธ. ท่าพระจันทร์
แต่ปรากฏว่าพอฝ่ายความมั่นคงรู้ข่าว ก็มีการส่งคนมาเบรกการจัดสัมนาดังกล่าวในทันที
อ้างว่าที่ไม่ให้จัด เพราะไม่สบายใจในเรื่องของการแสดงความคิดเห็น ทำให้ ดร.สมคิด ทำท่าว่าจะยอมคล้อยตามฝ่ายความมั่นคง เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา
แต่ทาง ดร.วรเจตน์ ไม่เห็นด้วย!!!
พร้อมกับแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้าหากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่สามารถที่จะจัดสัมนาทางวิชาการได้

ก็ให้ปิดมหาวิทยาลธรรมศาสตร์ไปเลยดีกว่า!!!
ทำให้ ดร.สมคิด ต้องไปเจรจากับทางฝ่ายความมั่นคงใหม่อีกรอบหนึ่ง ว่านี่เป็นการสัมนาวิชาการที่เป็นการให้ความรู้กับประชาชน ทำให้ทางฝ่ายความมั่นคงไม่สามารถที่จะหาข้ออ้างอีกต่อไปได้ แต่กระนั้นก็ยังพยายามขอว่าให้ทางมหาวิทยาลัยดูแลการพูดการแสดงความเห็นให้อยู่ในกรอบด้วย

เรียกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ยังพยายามที่จะตะแบง พยายามที่จะครอบงำความคิดเห็นทางวิชาการให้ได้
แต่ก็แน่นอนเช่นกันว่า ทางกลุ่มนิติราษฎร์เองก็คงไม่ยอมให้มีอำนาจใดๆมาครอบงำได้เช่นกัน

ดังนั้นเสียงสะท้อนในประชาคมธรรมศาสตร์ จึงมองว่ากลุ่มนิติราษฎร์คือความหวังทางภาพลักษณ์ที่สำคัญ
และอาจารย์วรเจตน์ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของผู้หลักผู้ใหญ่ใน มธ. ที่ควรยกย่องเป็นตัวอย่าง ที่ไม่ยอมถอยให้ความไม่ถูกต้อง
แม้ว่าจะเป็นการขีดเส้นขีดกรอบมาจากฝ่ายความมั่นคงที่มีอำนาจรัฐอำนาจทหารในมือก็ตาม

กำหนดการยื่นหนังสือกดดันรัฐบาล ของ กลุ่มแดง เชียงใหม่

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

ด้วยทาง นาง นงนุช คำป้อ ซึ่งเป็นภริยาของ นาย กฤษฎา กล้าหาญ (การ์ด เชียงใหม่ที่ถูกยิงตาย) และ
แนว ร่วมเสื้อแดงจากจังหวัดเชียงใหม่ จะมายื่นหนังสือเพื่อกดดันรัฐบาลในกรณีความคืบหน้าของคดี.. และกรณีที่มีการไล่ล่าสังหารแนวร่วมมวลชนคนเสื้อแดง โดยจะไปทำการยื่นหนังสือที่


1. สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน <> อยู่ที่ ถ.ราชดำเนินนอก เวลา 8.00น.

2.แถลงข่าวร่วมกับแกนนำนปช.ที่อิมพิวเรียล ลาดพร้าว เวลา 13.00 น.

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554



จึง ขอเชิญชวนทุกท่าน ไปเป็นพยานในการยื่นหนังสือร้องเรียน สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ครั้งนี้ด้วย โดยนัดหมายให้ไปที่ สำนักงาน UN ถนนราชดำเนิน ตามเวลาดังกล่าว

ชนักปักหลัง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




โดนกระชับพื้นที่บ้างแล้วสำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ช่วงนี้กระแสโลกโหมกระหน่ำรัฐบาลไทย

โดยเฉพาะคดีสลายม็อบแดง 91 ศพ

ความจริงมีการเคลื่อนไหวมาตลอดต่อการทวงความยุติธรรมจากญาติผู้เสียชีวิต 91 ศพ

กลุ่มนปช.เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดชอบต่อเหตุการสูญเสียครั้งนั้นมานานติดต่อกัน 7-8 เดือนแล้ว

มีการยื่นร้ององค์กรนานาชาติ รวมทั้งสหประชาชาติให้เข้ามาร่วมตรวจสอบการเสียชีวิต

เพื่อให้เกิดความโปร่งใส!!

ทั้งนี้ คนเสื้อแดงต่างเห็นพ้องกันว่าหน่วยงานในไทยไม่ได้ให้ความใส่ใจ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิกเฉยพิทักษ์ ไม่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้สูญเสีย

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนว ทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็อืดอาดล่าช้า

ไม่มีความคืบหน้าการสอบสวนเลย

แต่ล่าสุด "ฮิวแมนไรต์วอตช์" หรือองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนสากลระดับโลก เปิดรายงานประจำปี"53

ตีแผ่สถานการณ์ความขัดแย้งวิกฤตการเมืองไทยช่วงเม.ย.-พ.ค.ปี"53

ระบุรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาว่าจะเร่งสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบต่อกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ชุมนุมเสื้อแดง

ในห้วงเวลานั้น ศอฉ.ก็ใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ-การแสดงความเห็นของประชาชนในโลกไซเบอร์

ปกปิดข้อมูลคนเสื้อแดงถูกจับกุมคุมขัง

รายงานยังระบุด้วยว่า มีการใช้พลซุ่มยิง หรือสไนเปอร์ในการปราบปรามประชาชน!

มีเจ้าหน้าที่รัฐระดมยิงใส่วัดปทุมวนารามจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ !!

ที่ล่าสุดกว่านั้น คือนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช. ยื่นสำนวนคดี 91 ศพนปช.ต่ออัยการคดีอาญาระหว่างประเทศแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น

ให้ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ และศอฉ.ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการก่ออาชญากรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ถึงเวลานี้เท่ากับว่าการฟ้องร้องคดี 91 ศพ

เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในเวทีโลกแล้ว

ถึงเวลาที่นายอภิสิทธิ์โดนกระชับวงล้อมบ้าง

ทั้งจากอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทั้งจากฮิวแมนไรต์วอตช์

จะทำตัวอยู่เหนือปัญหาต่างๆ อย่างเคยคงลำบาก

เพราะการดำเนินการในเวทีโลกมันสวนทางกับกระบวนการสอบสวนของไทยอย่างชัดเจน

แทบจะเป็นคนละเรื่องกันเลย

ที่สำคัญ คดีสั่งปราบปรามประชาชน 91 ศพ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งรุนแรงในไทย

จะเป็นชนักปักหลังนายอภิสิทธิ์ไปตลอด

จะยิ่งหนักหน่วงยิ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องก้าวลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ม็อบอียิปต์ปักหลักไล่มูบารัก เมินคำแถลงไม่ลงเลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด





บีบีซีรายงานว่า เมื่อ 1 ก.พ. ระหว่างการชุมนุมเรือนแสนของชาวอียิปต์ใจกลางกรุงไคโรเพื่อขับไล่ผู้นำ ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ผู้ปกครองอียิปต์มายาวนาน 30 ปี ประกาศออกโทรทัศน์ ว่าจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัยในเดือนกันยายนนี้ พร้อมสัญญาจะปฏิรูปรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้อยู่ครบเทอมก่อนเพื่อถ่ายโอนอำนาจให้กับคนที่จะมาแทนที่เป็นไปอย่างราบรื่นและสันติ

มูบารักวิจารณ์การชุมนุมของประชาชนด้วยว่า น่าเสียดายที่เริ่มต้นอย่างดี แต่กลับพลิกไปสู่ความรุนแรง เพราะกลุ่มคนที่ขี้ขลาดทางการเมือง

ด้านฝูงชนที่ชุมนุมอยู่จัตุรัสใจกลางกรุง พากันโห่ร้องยินดีที่ได้ยินนายมูบารักประกาศจะยุติการครองอำนาจต่อไป แต่ต่อมายืนยันว่าจะชุมนุมต่อไปจนกว่ามูบารักจะลาออก

ตั้งวงถกเดือด สนธิ-ธิดา ปฏิวัติไม่ปฏิวัติ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"สนธิ"ควง"ธิดา"ออกทีวีโต้เดือด"ทหารปฏิวัติ"หรือไม่
ขณะที่"สนธิ"ยันไม่มีปัจจัยเอื้อให้เกิดการปฏิวัติ
ชี้ทหารไม่สามารถไปทำอะไรบนความขัดแย้งที่แตกต่าง
ด้าน"ธิดา"ไม่สน!เปิดแผนต้านปฏิวัติ 2 ก.พ.นี้...

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
อดีตรองนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)เปิดเผยผ่านรายการ"คมชัดลึก"
ถึงกระแสข่าวลือจะมีการปฏิวัติ โดยยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นที่ทหารจะออกมาปฏิวัติ
ยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งมองว่า ประเทศไทยยังไปได้อยู่ อีกทั้งทหารก็มองว่า
มันถึงเวลาที่สมควรหรือไม่ ทหารมองหลายชั้น ทั้งรัฐบาล และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เชื่อว่า
ขณะนี้ทหารนั้นรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี โดยเฉพาะยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่มองว่า
เศษฐกิจยังดี จึงไม่ซีเรียสกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้
โดยเฉพาะต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มมาจากเรื่องของการเมือง
จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่บ้านเมืองจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใดในเวลานี้

ส่วนที่มองหากมีจะมีการปฏิวัติ
ต้องดูบุคลิกผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ในยุคนั้นๆ พล.อ.สนธิ ยืนยันว่า
ไม่จำเป็น เนื่องจากบุคลิกภาพของคนที่จะมาเป็น ผบ.ทบ.แต่ละคนไม่่เหมือนกัน
ทุกคนอาจจะคิดเหมือนกันก็ได้ แต่ก็ต้องดูปัจจัยของความพร้อม
โดยเฉพาะปัจจัยของความควรหรือไม่ควรอย่างไร มันอยู่ที่การวิเคราะห์และพิจารณา
อย่างไรก็ตามตนในฐานะนายทหารรุ่นพี่ คงจะเดาหรือตอบแทนความคิดนายทหารรุ่นน้องไม่ได้
คำว่าประชาธิปไตย แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เช่นกันกับทหาร
ทุกคนก็อยากเป็นทหารประชาธิปไตยเหมือนกัน
จึงมีความคิดไม่เหมือนกัน ความคิดของแต่ละบุคคลมันมีรูปแบบที่แตกต่างกัน
แต่ทุกคนมีความคิดอยู่อย่างหนึ่งที่คล้ายกัน คือ ความจงรักภักดีกับชาติบ้านเมือง

นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ ยังไม่เชื่อจะมีการปฏิวัติอย่างที่เป็นข่าว
อีกทั้งยังไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจ เนื่องจากไม่มีปัจจัย
ที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างเช่นนั้นขึ้น
โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ต้องดูปัจจัยอย่างรอบด้าน
ควรจะเกิด หรือไม่ โดยเฉพาะเวลานี้ไม่มีปัจจัยอะไร
ที่จะทำให้เกิดการปฏิวัติขึ้น อย่างไรก็ตาม
สถานการณ์ในปี 2554 มันแตกต่างกับเมื่อปี 2549 อย่างสิ้นเชิง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยอมรับ มันมีบางส่วนที่เหมือนกับปี 2549
และบางส่วนที่แตกต่าง จะไปเปรียบเทียบในตอนนั้นกับตอนนี้มันคนละสถานะกัน
มันเทียบกันไม่ได้ ทั้งเหตุการณ์และปัจจัย
มันไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันสังคมเกิดความแตกแยก
ทหารไม่สามารถไปทำอะไรบนความขัดแย้งที่แตกต่าง
มันจะทำให้กองทัพไม่สามารถคอนโทรลปัญหาได้
ทหารต้องคิดให้หนัก ผบ.ทบ.จะคิดหรือตัดสินใจอะไรก็ตามต้องระวัง
ทหารจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองเมื่อใดจะยุ่งทันที

ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานกลุ่ม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กล่าวว่า
การปฏิวัติจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเวลานี้
การปฏิวัติไม่สามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยประชาชน
ไม่มีประชาชนที่ใดในโลกนี้เหมือนกับประเทศไทย
ที่อยากให้ทหารทำการปฏิวัติ
ยกเว้นจะอยู่ในยุคที่เป็นเผด็จการและมีทหารก้าวหน้ามาทำ
ซึ่งทหารก้าวหน้าชุดเดียวก็ไม่มีหลักประกันว่า จะเป็นเผด็จการชุดใหม่
ดังนั้นปัจจัยจึงไม่ใช่มาจากประชาชน
ปัจจุบันกำลังมีกลุ่มบุคคลพยายามทำให้การเมืองปั่นป่วน
แล้วออกมาเรียกร้อง ทำตัวเหมือนกองกำลังนอกระบบ
ที่อ้างตัวเป็นประชาชนแล้วเข้ามาร่วมเหมือนกรณี 6 ต.ค.2519
ทำให้เกิดความปั่นป่วน แต่เท่าที่ดูการชุมนุมในปัจจุบัน
คนมาร่วมชุมนุมน้อยกว่าในอดีต
กองกำลังส่วนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองหนึ่ง
ได้ถอนตัวไม่ร่วมชุมนุม จึงเกิดเป็นความขัดแย้ง

เมื่อวิเคราะห์จึงเห็นชัดเจน ถึงความขัดแย้ง
อีกทั้งยังไม่สามารถทำให้ประชาชนมาเข้าร่วมชุมนุมได้เป็นจำนวนมาก

ส่วนการที่ออกมาระบุ 10 ก.พ.2554 จะเกิดการปฏิวัตินั้น นางธิดา กล่าวว่า
มีสิ่งบอกเหตุ จึงพร้อมตีกลองร้องเป่าให้ประชาชนได้รับรู้ และระวัง
ตนไม่เชื่อกองทัพจะมาแคร์ประชาชน
ถ้ากลัวประชาชนจริง อดีตคงไม่มีการปฏิวัติ
และในวันที่ 2 ก.พ.จะประกาศแผนการต้านการปฏิวัติรัฐประหารว่า
ควรจะทำอย่างไรบ้าง หวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตซ้ำขึ้นมาอีก
ปัญหาในปัจจุบันมาจากความขัดแย้งส่วนบุคคล
กองกำลัง หรือกลุ่มผู้ชุมนุม พรรคการเมือง อยู่ในกลุ่มเดียวกันหมด
ประชาชนจะเสียประโยชน์หากเกิดการปฏิวัติ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะเป็นอย่างใด
ต้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการ
หากนำมาเปรียบเทียบกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เราไม่ต้องการให้การปฏิวัติเกิดขึ้นเพื่อล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
เราไม่ได้ยึดติดกับบุคคล แต่ยึดติดกับหลักการ
ไม่ว่าจะล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ นายอภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยทั้งสิ้น
ส่วนหากเกิดการปฏิวัติจริง ก็มีตัวเลือกคนที่จะมาเป็นนายกฯแล้ว
แต่คงวิจารณ์ไม่ได้ เราไม่ยึดติดกับบุคคล วันที่ 10 ก.พ.จะออกมาตรการ
สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน ปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง
อีกทั้งไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เหตุการณ์นี้มาเรียกร้อง
ให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง.



http://www.thairath.co.th/content/pol/145918