WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 4, 2011

กวีตีนแดง: พระเจ้ากำเนิดข้ามาเสรี -- พระเจ้าองค์นี้ชื่อ "ประชาชน"

ที่มา ประชาไท

ใครกันหรือ กำเนิดข้า มารองบาท
เป็นเพียงทาส ชาติไพร่ ไร้ปีกฝัน
เสี้ยวดวงแดด นั้นแผดเผา เราทุกวัน
จึงใฝ่ฝัน จักพลิกฟ้า ชะตากรรม

ร้าวรอยแส้ เจ็บแผลบาด ที่พาดผ่าน
คือใครกัน กำเนิดข้า มาเหยียบย่ำ
หมู่ดาวลอย หลงฟ้า กว่าจะช้ำ
เสียงครวญคร่ำ ย้ำทางเปลี่ยว ไม่เหลียวมอง

ใครกันหรือ กำเนิดข้า มายากไร้
ดินแดนไหน ใครกันเล่า เป็นเจ้าของ
ชีวิตข้า หัวใจข้า ใครครอบครอง
อยากกู่ร้อง ก้องโลก ข้าโศกตรม

ใครกันหรือ กำเนิดข้า มาเพียงฝุ่น
ใต้เท้าคุณ ใต้ตีนเขา เราขื่นขม
ใฝ่ฝันถึง กลีบดอกไม้ และสายลม
หวังจะห่ม เสรีภาพ อาบแสงจันทร์

ใครกันเล่า กำเนิดข้า มาขังลืม
ใครกินดื่ม หยดเลือดบน ลานสังหาร
ใครทำนา บนหลังคน มายาวนาน
ใครสร้างวิมาน เวหน บนหัวกู!!!

เมื่อสายลม แห่งโลกใหม่ ใกล้เข้ามา
มวลประชา พร้อมใจกัน ลุกขึ้นสู้
คนเหมือนกัน ยืนยัน ให้มันรู้
เดินหน้าชู ธงแดง แห่งเสรี

สุดปลายทาง ยุคมืดแห่ง อวิชชา
แสงสว่าง ทางปัญญา มาแทนที่
เมื่อพระเจ้า กำเนิดข้า มาเสรี
ก็ไม่มี เจ้าชีวิต คิดแทนเรา

สองตีนหยาบ จักหยัดยืน ขึ้นเย้ยฟ้า
ทวงชะตา ฟ้ากำหนด กฎใครเล่า
ลืมตาเถิด โลกเปลี่ยนไป ไล่ตามเงา
สุดสายป่าน ความเศร้า เพียงเท่านี้

ท้องถนน ในเมืองนี้ เป็นสีแดง
เถิดสาปแช่ง ทวยเทพแห่ง การกดขี่
เมื่อพระเจ้า กำเนิดข้า มาเสรี
พระเจ้าองค์นี้ มีชื่อว่า --- ประชาชน

3 กุมภาพันธ์ 2554

หลงทาง หรือหลงทุน

ที่มา ประชาไท

สถานการณ์ยืนต้นตายของมะพร้าวในหลายพื้นที่ ที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว และทำให้ราคามะพร้าวมีราคาแพงขึ้น จากการระบาดของแมลงดำหนาม และแม้ว่าขณะนี้ การระบาดของแมลงดำหนามจะเบาบางลง แต่ก็ยังพบการระบาดของหนอนหัวดำ ซึ่งกลุ่มงานวิจัยการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้ให้คำแนะนำในเบื้องต้นต่อเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวให้หมั่นสังเกตต้นมะพร้าวในแปลงปลูกของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากตรวจพบหนอนหัวดำซึ่งเป็นศัตรูพืชทำลายมะพร้าวให้ตัดเก็บและเผาใบมะพร้าวที่ถูกทำลายทิ้ง และหากพบการระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงตามคำแนะนำ ซึ่งจะต้องระมัดระวังในการฉีดพ่นเคมีเป็นพิเศษเพราะเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ และสามารถควบคุมหนอนหัวดำด้วยชีววิธี โดยใช้ศัตรูธรรมชาติทำลายหนอนหัวดำ เช่น ใช้แตนเบียนไข่ แตนเบียนหนอน และแตนเบียนดักแด้ รวมทั้งเชื้อราด้วย

กลุ่มงานวิจัยการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ยังได้ให้ข้อมูลการระบาดของหนอนหัวดำที่ทำลายต้นมะพร้าวนั้นว่า หนอนดังกล่าวไม่ได้ทำลายแต่ต้นมะพร้าว แต่ยังทำลายต้นตาลฟ้า อินทผลัม ปาล์มประดับ ปาล์มแวกซ์ หมากนวล หมากเขียว หมากแดง จั๋ง กล้วย ซึ่งจะต้องติดตามการระบาดอย่างใกล้ชิด
เมื่อหนอนหัวดำโตเต็มวัย ก็จะเป็นผีเสื้อกลางคืน เวลากลางวันจะเกาะหลบนิ่งอยู่ใต้ใบมะพร้าว หรือในที่ร่ม

น่าแปลกใจหรือไม่ว่าทำไมมะพร้าว ตาล หมาก ปาล์ม กล้วย ที่เป็นพืชอาหารที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของประชาชน จึงถูกทำลายด้วยด้วง หนอน ผีเสื้อ จนเป็นเหตุให้ยืนต้นตาย และยังเป็นศัตรูกับพืชอาหารอื่นๆ อีก มีผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

หากพิจารณาถึงความเป็นธรรมชาติแล้วก็จะเห็นได้ว่า วันนี้สภาพนิเวศวิทยาของโลกนั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยการเกษตรแผนใหม่ที่ใช้เคมีที่ทำลายหญ้า ทำลายแมลง จนทำให้ห่วงโซ่อาหาร และดุลของธรรมชาตินั้นถูกทำลายลงสิ้นเชิง จนแมลงที่ทำลายแมลงก็ต้องตายกับยาฆ่าแมลง นกไม่มีแมลงเป็นอาหารหรือกินแมลงที่ปนเปื้อนเคมี ก็ต้องตาย หรือไม่สามารถเจริญพันธุ์ต่อไปได้ หรือแม้กระทั่งการคลั่งไคล้เลี้ยงนกในกรง ประกวดประชันขันเสียงชิงรางวัลกัน จนไร้นกที่คอยจับกินหนอนและแมลงต่างๆที่เป็นศัตรูพืช นี่เป็นปัจจัยหนึ่งในปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช

ในปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช กับไม้ยืนต้นสูงๆ อย่างต้นมะพร้าว แล้วจะให้คนเฝ้าระวังคอยดูแลว่ามีแมลงหรือไม่อย่างไรนับเป็นเรื่องยาก ทำไมไม่รณรงค์ให้มีการคืนธรรมชาติ คืนระบบนิเวศให้นกกลับคืนสู่ป่า สู่สวน สู่ไร่ ของประชาชน เพื่อให้นกเป็นหูเป็นตาเฝ้าดักจับกินแมลงให้กับเรา และถึงเวลาหรือยังที่จะต้องทบทวนนโยบายการใช้สารเคมีการเกษตรที่ทำลายระบบนิเวศวิทยา เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2554 เครือข่ายวิชาการเตือนภัยสารเคมีเกษตร ประเทศไทย (คสท.) ได้ให้ข้อมูลว่าปัญหาสารเคมีการเกษตรตกค้างในผักผลไม้ของไทยอยู่ในขั้นวิกฤติ

คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานคณะกรรมการนี้ จะต้องประชุมพิจารณานำเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วนในการยับยั้งการใช้สารเคมีการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม อันตรายต่อคนและสัตว์ เพื่อหาหนทางให้ระบบนิเวศวิทยาสามารถฟื้นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว …

หมายเหตุ อ้างอิง พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%c703/%c703-20-9999-update.pdf


หนอนหัวดำมะพร้าว
http://www.rakbankerd.com/agriculture/page?id=1396&s=tblplant


เครือข่ายวิชาการเตือนภัยสารเคมีจี้รัฐแบน 4 สารเคมีการเกษตรสุดอันตราย
http://www.prachatai3.info/journal/2011/01/32834

สุเทพ – มท.1 ไม่กลัวไทยซ้ำรอย “อียิปต์”

ที่มา ประชาไท

“พล.อ.ประยุทธ์” ประชุมหน่วยขึ้นตรงทัพบก เรียนประชาชนอย่าตื่นหากเห็นการเคลื่อนย้ายทหารไป “ซูดาน” พร้อมกำชับกำลังพลติดตามข่าว “อียิปต์” เหตุใดการแก้ปัญหาจึงทำให้เกิดความ “วุ่นวาย” เพื่อนำมาเปรียบเทียบไม่ให้เกิดซ้ำใน “ไทย” ด้าน มท.1 ไม่คิดว่า นปช. จะชุมนุมได้เท่าอียิปต์ เพราะคนออกมาเป็นล้าน ส่วนสุเทพไม่หวั่นศึกซักฟอก และว่า “ไม่เป็นไร” หากมีคนออกมาประท้วงแบบอียิปต์


มท.1 ไม่เชื่อ นปช. จะชุมนุมเป็นล้านได้เท่า “อียิปต์”

คมชัดลึกออนไลน์ รายงานวันนี้(3 ก.พ.54) ว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวกรณีกลุ่ม นปช. จะออกมาชุมนุมในวันที่ 13 ก.พ.นี้ เพื่อยื่นเงื่อนไขให้ประกันตัวแกนนำ และจะชุมนุมที่ราชประสงค์ ในวันที่ 19 ก.พ. โดยประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อ ถ้ารัฐบาลไม่ปล่อยตัวแกนนำว่า คงจะประเมินอะไรไม่ได้ ขึ้นอยู่ที่อารมณ์ร่วมของผู้นำ แต่การชุมนุมต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ถือว่าทำได้ตามที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ แต่ไม่คิดว่า การเคลื่อนไหวในประเทศไทย จะเทียบเท่าที่อียิปต์และตูนีเซีย เพราะที่อียิปต์ มีประชาชนเข้าร่วมเป็นล้านคน

เมื่อถามว่า ขณะนี้เป็นช่วงปลายของรัฐบาล ที่จะเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง เป็นเรื่องยากหรือไม่ที่จะประคับประคองรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธไม่ขอตอบ โดยบอกว่ายังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเมื่อไหร่

สุเทพไม่หวั่นศึกซักฟอก และไม่กลัวไทยซ้ำรอยอียิปต์
ขณะที่เว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย อาจจะไม่ร่วมอภิปรายไม่ไว้ว่ารัฐบาลว่า ไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง เพราะในการอภิปรายแต่ละครั้ง ส.ส.แต่ละคนก็มีแฟนของตัวเอง ร.ต.อ.เฉลิมก็มีคนชอบ มีแฟนคลับของตัวเอง หาก ร.ต.อ.เฉลิมไม่ร่วมอภิปราย บรรดาแฟนคลับก็อาจเสียดาย ส่วนตนทราบอยู่แล้วว่าจะต้องถูกอภิปรายและพร้อมที่จะชี้แจง เพราะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องอภิปรายเรื่องเหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา

เมื่อถามกรณีที่ ส.ว.เตรียมขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล นายสุเทพ กล่าวว่า ทำได้ เพราะเป็นสิทธิ ซ้อมไว้ก่อนก็ได้ ชาวบ้านเขาจะได้รู้ ตนชอบการอภิปรายอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเจอมาแล้วทั้งอภิปรายคนอื่นและถูกคนอื่นอภิปราย เป็นเวลาที่ประชาชนจะได้ฟังทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน โดยไม่มีการตัดต่อ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหากันอยู่ทุกวันตลอดเวลา 2 ปี ที่พาบ้านเมืองอยู่มาตลอดรอดฝั่งพอสมควร ที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรเชื่องช้าเหมือนในอดีตที่ผ่านมา หากไม่แก้ไขบ้านเมืองคงเสียหายไปมาก เพราะมีแต่คนสร้างปัญหามาก

เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าจะเกิดปัญหา เหมือนในประเทศอียิปต์ที่ประชาชนเรียกร้องให้ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง นายสุเทพ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า ไม่เป็นไร


ประยุทธ์กำชับกำลังพลตามข่าว “อียิปต์”

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวานนี้ (2 ก.พ.) ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า เมื่อ เวลา 15.30 น. ของวันที่ 2 ก.พ. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน

โดย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายกำลังพลของกองทัพบกไป ในพื้นที่ต่างๆ และได้หยิบยกการเคลื่อนย้ายดังกล่าวไปสร้างความสับสนให้เกิดข้อมูลที่ ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงขอชี้แจงว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม จะมีการฝึกภาคกองร้อย ฝึกภาคสนามของหน่วยทหารของกองทัพบก และในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่ ประเทศซูดาน โดยจะมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 2 มาที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เพื่อพักคอยเตรียมไปประเทศซูดาน โดยมีกำหนดส่งในผลัดที่ 1 รอบที่ 2 วันที่ 9 และ 11 กุมพาพันธ์ จำนวน 400 นาย ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน6 (บน.6) กองทัพบก จึงขอชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ และขออภัยในช่วงที่มีการจราจร หนาแน่น นอกจากนั้นช่วงนี้ยังมีการฝึกนักศึกษาวิชาทหารที่เขาชนไก่อีกด้วย ดังนั้น หากเห็นการเคลื่อนย้ายกำลังพลในระยะนี้ ขอประชาชนอย่าแตกตื่น หรือหลงเชื่อข้อมูลข่าวสารที่จะนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ

“ในการประชุม ผบ.ทบ. ได้กล่าวยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการร่วมคลี่คลายสถานการณ์ ในด้านต่างๆของประเทศในขณะนี้ และสิ่งสำคัญกองทัพบกทำงานเป็นหนึ่งเดียว โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในที่ประชุมท่านได้เล่าภารกิจการทำงาน และหลายเรื่องราวมากมาย โดยท่านพูดถึงสถานการณ์รวมๆ ทุกด้าน” รองโฆษกกองทัพบก กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้กำลังพลติดตามสถานการณ์และข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์การจลาจลในประเทศ อียิปต์ พร้อมให้ดูถึงแนวทางว่า เหตุใดการแก้ไขปัญหาของประเทศอียิปต์จึงทำให้เกิดเหตุวุ่นวาย และประเทศอียิปต์มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร เพื่อจะได้นำไปเป็นตัวอย่างในการเปรียบเทียบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นในการชุมนุมของประเทศไทย

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้พูดถึงกระแสข่าวการปฏิวัติรัฐประหาร โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวกับ ผบ.หน่วยในที่ประชุมว่า “ใครจะทำ ไม่มีหรอก เรื่องพวกนี้อย่าไปคิด ไม่มีประโยชน์ ควรเอาสมองไปคิดเรื่องการทำงานจะดีกว่า”

คำแปลฉบับเต็ม โทรเลขวิกิลีกส์ 25 มกราคม 2553 (ทูตอเมริกันพบ เปรม, สิทธิ, อานันท์) ใน ฟ้าเดียวกัน ฉบับใหม่

ที่มา Thai E-News


ผมก็รู้สึกมาตลอดว่า โทรเลขฉบับนี้ เป็นฉบับที่มีเนื้อหาสำคัญที่สุด และยากที่สุด ที่จะนำมาอภิปรายในที่สาธารณะ อย่าว่าแต่แปลออกมาทั้งฉบับ ..ซึ่งเป็นเรื่องการพบปะระหว่างทูตสหรัฐกับ เปรม, สิทธิ และ อานันท์ ที่บัดนี้คงรู้กันดีแล้วว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชและการสืบราชสันตติวงศ์


โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เมื่อเช้าตอนผมโพสต์เรื่อง "ฟ้าเดียวกัน" เล่มล่าสุด ว่ามีเรื่องน่าสนใจมาก ตอนต้นเล่ม และท้ายเล่ม

ผมจงใจพูดถึงเฉพาะท้ายเล่ม ที่ตีพิมพ์เอกสารการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปี 2485 ซึ่งเป็นเอกสารชั้นต้นชิ้นสำคัญมากๆที่ไม่เคยมีการเผยแพร่มาก่อน ซึ่งสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์ขบวนการฝ่ายซ้ายไทย ต้องถือเป็นการค้นพบ/เผยแพร่ ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบสิบๆปี (เป็นผลงานของ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬา)

อย่างไรก็ตาม ผมจงใจไม่พูดถึง ตอนต้นเล่ม เพราะบอกตรงๆว่า ผม "สะดุ้ง" เหมือนกัน ที่เห็น "ฟ้าเดียวกัน" ตีพิมพ์คำแปลฉบับเต็ม โทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นเรื่องการพบปะระหว่างทูตสหรัฐกับ เปรม, สิทธิ และ อานันท์ ที่บัดนี้คงรู้กันดีแล้วว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชและการสืบราชสันตติวงศ์

ตั้งแต่โทรเลขวิกิลีกส์ 4 ฉบับที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยได้รับการเผยแพร่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผมก็รู้สึกมาตลอดว่า โทรเลขฉบับ 25 มกราคม 2553 นี้ เป็นฉบับที่มีเนื้อหาสำคัญที่สุด และยากที่สุด ที่จะนำมาอภิปรายในที่สาธารณะ อย่าว่าแต่แปลออกมาทั้งฉบับ (โทรเลขวิกิลีกส์อีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ที่สมัคร พูดกับทูตสหรัฐเกี่ยวกับพระราชินี, พันธมิตร และการรัฐประหาร 19 กันยา แม้จะสำคัญ และยากในการอภิปรายและแปล ก็ยังไม่เท่าฉบับวันที่ 25 มกราคม นี้)

นอกจาก "สะดุ้ง" แล้ว ก็ "ทึ่ง" ในความ "ใจถึง" ของคนทำ "ฟ้าเดียวกัน" แน่นอน ผมสนับสนุนการอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาและอย่างเต็มที่ เพียงแต่ก็ไม่แน่ใจว่า ตราบเท่าที่กฎหมายจำกัดเสรีภาพในเรื่องนี้ยังคงอยู่ เราสามารถทำได้แค่ไหนเพียงใดเมื่อไร ด้วยความไม่แน่ใจว่า คนทำ "ฟ้าเดียวกัน" ต้องการจะให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่นำมาโฆษณาป่าวประกาศหรือไม่ หรือต้องการเพียงให้ผู้สนใจ เมื่อเลือกซื้ออ่าน "ฟ้าเดียวกัน" เล่มนี้แล้ว ไปค้นพบด้วยตัวเองว่า มีคำแปลฉบับเต็มของโทรเลขดังกล่าวอยู่ ผมจึงรอ ไม่พูดไปเมื่อเช้านี้ และเขียนไปถามคนทำ "หลังไมค์" ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ยินดีให้อภิปราย

โพสต์นี้ ผมก็เพียงต้องการจะบอกให้ทุกคนที่สนใจ โทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับนี้ และอาจจะอ่านภาษาอังกฤษได้ไม่แข็งแรง ไปหาอ่านเอาจาก "ฟ้าเดียวกัน" ฉบับใหม่ได้

นอกจากนี้ ผมมีบางประเด็นเกี่ยวกับคำแปลฉบับเต็ม ของ "ฟ้าเดียวกัน" ที่คิดว่า น่าจะถือโอกาสบอกผู้ไปหาอ่านล่วงหน้า เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านภาษาไทย เฉพาะที่ต้องการจะศึกษา เนื้อหาของโทรเลขนี้ ชนิดละเอียดละออมากๆ กล่าวคือ ผมได้อ่านเทียบคำแปลของ "ฟ้าเดียวกัน" เฉพาะในส่วนที่โทรเลขพูดถึงสถาบันกษัตริย์ (ผมไม่มีเวลาพอจะทำกับส่วนอื่น ทั้งฉบับ) กับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ชนิด คำต่อคำ ประโยคต่อประโยคแล้ว พบว่า โดยรวม เป็นคำแปลที่ตรงกับต้นฉบับ ชนิดที่่พอจะใช้อ้างอิงได้ อย่างไรก็ตาม มีบางคำ หรือบางประโยค ที่ผมเห็นว่า แปลผิด หรือ คลาดเคลื่อน และบังเอิญทำให้ความหมายที่มีความสำคัญพอควร ผิดเพี้ยน คลาดเคลื่อนไปได้ ดังนี้ (ผมต้องขอรบกวนให้ผู้อ่านที่สนใจ หาต้นฉบับภาษาอังกฤษกันเองนะครับ)

ในบรรทัดแรกสุด คำว่า call ไม่ใช่หมายถึง ทูตสหรัฐ "โทรศัพท์" ไปหา เปรม, สิทธิ, อานันท์ นะครับ แต่หมายถึง ไปหา (visit) เลยน่ะครับ เนื้อหาของโทรเลข ก็คือการไปพบคนเหล่านี้ด้วยตัวเองของทูต

ข้อ (7) คำว่า regain weight แปลว่า "เพิ่มน้ำหนัก" แม้จะไม่ถึงกับผิด แต่ก็ไม่ตรงเสียทีเดียว คือ ตามรูปประโยค หมายความว่า ในหลวงทรงน้ำหนักลดลงไป (เกินกว่าพระพลานามัยปกติ) และหมอกำลังพยายามให้ regain weight คือ ให้น้ำหนักกลับมาอยู่ ในระดับปกติ หรือระดับเดิม

ข้อ (8) คำว่า probably ที่แปลว่า "อาจ" ผมคิดว่าความหมาย "อ่อน" กว่าต้นฉบับ ถ้าให้ตรง คงต้องเป็นคำว่า "น่าจะ"

ข้อ (8) เช่นเดียวกัน แต่ตรงนี้ แปลผิดอย่างสำคัญมากเหมือนกัน (ในบริบทของเนื้อหา) ประโยคที่ว่า "he does not enjoy that sort of relationship" คำว่า he หมายถึง ทักษิณ ครับ ไมใช่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช คือเปรมกำลังบอกว่า ทักษิณ "หลงตัวเอง" ที่คิดว่าความสัมพันธ์เป็นอย่างนั้น แต่จริงๆแล้ว ทักษิณหาได้มี หรือ หาได้รับ (enjoy ไม่ใช่ "ชอบ" หรือ "ยินดี" ตามที่แปล นะครับ ในบริบทของประโยคนี้ แต่หมายถึง ได้มี-ได้รับ [แบบค่อนข้างพิเศษ] หรือในสำนวนฝรังอีกอย่างคือ have the privilege of) ความสัมพันธ์ในลักษณะนั้นแต่อย่างใดไม่

ข้อ (8) ในประโยคถัดมา ตรงนี้แปล "ตก"อย่างสำคัญเหมือนกัน (ในบริบทของเนื้อหา) คือ คำว่า how he is ไปแปลรวมกับอนุประโยคก่อนหน้านั้น ความจริง อันนี้ เป็นการพูดในอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีลักษณะทั่วไป มากกว่า เรื่อง social life ครับ ไมใช่เรื่องเดียวกัน

ข้อ (9) ประโยคสุดท้าย แม้จะแปลไม่ผิด แต่ในความเห็นผม การเรียบเรียงประโยคในภาษาไทย ทำให้ไม่ชัดเจนเด็ดขาดลงไป (เหมือนภาษาอังกฤษ) ว่า กำลังหมายถึงทักษิณที่แสดงทัศนะเหล่านั้น ไมใช่ สิทธิ

ข้อ (11) คำว่า assessment of dynamics in play ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ "ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว" ตามที่แปลนะครับ ผมว่าเขาหมายถึงกว้างกว่านั้น ในแง่ ความเป็นไปต่างๆ หรือ ความเคลื่อนไหวต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ

ข้อ (11) ตอนท้าย ที่เป็น "note" ของทูตนั้น ในความเห็นผม คำแปลของ "ฟ้าเดียวกัน" น้ำหนักยังไม่เท่ากับเนื้อหาในภาษาอังกฤษ (พูดแบบฝรังคือ ประโยคดั้งเดิมมีความหมายที่ strong กว่า คำแปล) คือ "ฟ้าเดียวกัน" แปลในความหมายของ "เป็นทางเลือกนอกจาก" แต่ผมเห็นว่าในรูปประโยคภาษาอังกฤษ น่าจะหมายถึง "แทน" (alternative ในที่นั้นคือ replacement) มากกว่า

ข้อ (12) คำว่า enduring ผมเข้าใจว่า ผู้แปลใช้คำว่า "เดือดร้อน" เพื่อแปลคำนี้ แต่จริงๆในปริบทของประโยค ไม่ได้หมายถึง to endure (ทน - เดือดร้อน) แต่หมายถึง "ไม่เลิก" "ไม่หยุดหย่อน"

******

ก่อนหน้านี้ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เขียนลงในเฟซบุ๊คเขาด้วยว่า โทรเลขล่าสุด ที่หนังสือพิมพ์ The Guardian เอามาอภิปรายนี้ เป็นโทรเลขเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เอง ทูตสหรัฐได้รายงานการสนทนากับ เปรม, สิทธิ เศวตศิลา และ อานันท์ ปันยารชุน เกี่ยวกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์

เรื่อง "ตลก" ที่ไม่ตลก เกี่ยวกับเนื้อหาที่ เปรม อานันท์ สิทธิ พูดกับทูตสหรัฐอยู่ นั่นคือ ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป พูดเรื่องแบบนี้ แม้ในที่ "ไพรเวท" ก็ยังเสี่ยง่ต่อการโดนเล่นงานด้วย ม.112 ได้ ผมพูดนี่ ไม่ได้เสนอเลยว่าให้เล่นงาน เปรม อานันท์ สิทธิ ด้วย ม.112 นะครับ ต้องย้ำ ผมไม่เคยยุให้ใช้กฎหมายนี้กับใครเลยทั้งสิ้น แม้แต่...กับกรณีสนธิ ลิ้มทองกุล หรือพวกพันธมิตร พวกจงรักภักดีทั้งหลาย


*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณในการติดตามข้อมูลข่าวสาร ไทยอีนิวส์ไม่จำเป็นต้องมีความเห็นหรือทัศนะสอดคล้องกับรายงานต่างๆเหล่านี้แต่อย่างใด และควรอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังข้อมูลข่าวสารการชี้แจงใดๆจากทางราชการประกอบการพิจารณาด้วย

-ข่าวภาษาอังกฤษฉบับเต็มเรื่องนี้ในTHE GUARDIAN:US embassy cables: Thai officials express concerns over crown prince

-ใจ อึ๊งภากรณ์:รายงานลับ WikiLeaks เปรม สิทธิ และ อานันท์ คิดยังไงกับราชวงศ์

-คำแปลฉบับเต็มโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551: พระราชินีกับพันธมิตร, ในหลวงกับอนุพงษ์, พระอาการปวดหลัง

-ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐฯ

-กรณีตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ สามารถปฏิเสธรัฐประหาร และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐประหารพ่ายแพ้ได้ : "กบฏยังเติร์ก" 2524 [มี pdf]

-"แดง"จุดพลุ"2 มาตรฐาน" ชุมนุมหน้าศาลอาญา และหลักฐานใหม่"วิกีลีกส์""ทูตสหรัฐรู้ล่วงหน้า 1 เดือน ยุบ"พลังประชาชน"

-อภิสิทธิ์:"ในหลวงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯสืบต่อพระราชบัลลังก์"

-ติดต่อสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ทางเฟซบุ๊ค,ทางอีเมล์ sameskybooks@gmail.com

Thursday, February 3, 2011

ก้าวแรกของ "มิ่งขวัญ" ผู้นำซักฟอกรัฐบาล ปชป.ยิ้มรับ - "ทักษิณ" รอจังหวะ

ที่มา มติชน



ถือเป็นงานที่ท้าทายที่สุดของ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ" ในทางการเมือง


เมื่อพรรคเพื่อไทยมีมติเอกฉันท์มอบหมายให้ "มิ่งขวัญ" เป็นหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งหมายถึงการแนบชื่อ "มิ่งขวัญ" เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย


"มิ่งขวัญ" นั้นสร้างชื่อในเชิงการบริหารจากการพลิกฟื้น "อ.ส.ม.ท." จาก "แดนสนธยา" ให้กลายเป็น "โมเดิร์นไนน์" ที่ประสบความสำเร็จทั้งทางธุรกิจและภาพลักษณ์


กลายเป็น "กรณีศึกษา" ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งทางการตลาด


แต่พลันที่ "มิ่งขวัญ" ก้าวสู่เวทีการเมือง ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรองนายกรัฐมนตรี


ผลงานของเขากลับไม่ได้สร้างความประทับใจเหมือนเมื่อครั้งที่เป็น "กรรมการผู้อำนวยการใหญ่" ของบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)


และเมื่อพรรคเพื่อไทยพลิกกลับเป็น "ฝ่ายค้าน"


บทบาทของ "มิ่งขวัญ" ก็หายไปจากพื้นที่ข่าว เพราะไม่เคยแสดงความเห็นวิจารณ์รัฐบาลในเรื่องใดเลย จนใครๆนึกว่าเขาจะกลายเป็น "ดาวดับ" ทางการเมือง


แต่ "มิ่งขวัญ" กลับซุ่มเงียบ เคลื่อนไหวในพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ


เขาได้ "ถุงเงินใหญ่" ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครสนับสนุน และเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" ที่ต่อตรงไปยังส.ส.เพื่อไทย จนกลายเป็น "ก๊วนใหญ่" ที่สุดในพรรค


แม้แต่ "ทักษิณ ชินวัตร" ก็ยังไม่สามารถทานกระแส "ท่อน้ำเลี้ยง" ของ "มิ่งขวัญ" ได้


และเมื่อร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหมู่ทะลวงฟันของ "เพื่อไทย" พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา โอกาสจึงกลับมาอยู่ในมือของ "มิ่งขวัญ" อีกครั้ง


"มิ่งขวัญ" ส่งส.ส.ไปคุยกับ "ทักษิณ" เพื่อขอการสนับสนุน

แต่ในมุมกลับนี่คือการกดดัน "ทักษิณ" ให้ยอมสนับสนุน "มิ่งขวัญ" เป็นนายกรัฐมนตรี


แม้ "ทักษิณ" จะไม่ปฏิเสธและเปิดทางให้ "มิ่งขวัญ" แสดงฝีมือในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

แต่อีกมุมหนึ่งก็มีคนมองว่า "ทักษิณ" ต้องการส่ง "มิ่งขวัญ" ลงสนามที่เขาไม่เชี่ยวชาญ

ใช้สถานการณ์จัดการ "มิ่งขวัญ"


เพราะ "ทักษิณ" รู้ดีว่าเมื่อถึงขั้นทีเด็ดทีขาด


ถ้ามีการยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่เมื่อไร ส.ส.ทุกคนจะคิดเพียงว่าอยู่กับใครแล้วเขาจะมีโอกาสได้เข้าสภาฯมากที่สุด

บารมีของ "ทักษิณ" และฝีปากของร.ต.อ.เฉลิม –จตุพร พรหมพันธุ์ ย่อมมีพลังกว่า "ท่อน้ำเลี้ยง" ของ "มิ่งขวัญ"

โดยเฉพาะส.ส.ภาคอีสาน และภาคเหนือ


ดังนั้น การเปิดทางให้ "มิ่งขวัญ" ในเกมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ จึงเป็นเพียงการประนีประนอมทางการเมืองของ "ทักษิณ"


แต่เป็น "โอกาส" ที่ดียิ่งของ "มิ่งขวัญ"
.............................


แม้ "มิ่งขวัญ" จะชนะในเกมนี้


เขาได้เป็นผู้นำในการซักฟอกรัฐบาล และมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

แต่ชัยชนะที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ "ผลงาน" ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ไม่มีใครรู้ว่า "มิ่งขวัญ" วางแผนการซักฟอกอย่างไร และมีข้อมูลมากแค่ไหน

ก่อนหน้านี้ "เพื่อไทย" อาศัยความสามารถส่วนตัวของ "ร.ต.อ.เฉลิม" ในการขุดคุ้ยข้อมูลต่างๆ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล


แต่วันนี้ ร.ต.อ.เฉลิมแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมในการซักฟอก

จะเหลือก็แต่เพียง "จตุพร พรหมพันธุ์" ที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน

ส.ส.กลุ่ม "มิ่งขวัญ" แต่ละคนก็ไม่ได้มีผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจมากนัก


บทบาทหนักจึงอยู่ที่ "มิ่งขวัญ"


และเพียงวันแรกของการประชุมทีมซักฟอก "มิ่งขวัญ" ก็ทำให้สื่อมวลชนรัฐสภาปวดหัว


เขากำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆ มากมาย และมีการสั่งสอนสื่อมวลชนด้วยการอ้างว่าเป็นอดีตผู้บริหารอสมท.มาก่อน

ลีลาของ "มิ่งขวัญ" ทำเอาส.ส.ที่เข้าร่วมประชุมต่างทำหน้าบอกไม่ถูก


เพราะนี่คือครั้งแรกที่ "มิ่งขวัญ" แสดงความเป็นผู้นำ ส.ส.

ไม่มีใครรู้ว่ากว่าจะถึงวันยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเกิดปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่


รอยร้าวในพรรคเพื่อไทยที่มีอยู่แล้วจะเกิดการปริแยกออกมาหรือไม่


วันนี้พรรคประชาธิปัตย์มองข้ามช็อตเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว

ทันทีที่เห็นชื่อ "มิ่งขวัญ" เป็นผู้นำการซักฟอก


อย่างไรก็ตาม ห้ามประมาทคนชื่อ "มิ่งขวัญ" เป็นอันขาด

จังหวะก้าวที่ผ่านมาของเขาบนเวทีการเมือง

ยืนยันได้ว่าคนๆ นี้ไม่ธรรมดา

สัมภาษณ์เต็มอิ่ม “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” วิเคราะห์เพื่อไทย ไขรหัสแก้รัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาชาติ



"ผมว่าคนใน 111 จำนวนหนึ่งเท่าที่ผมคุย เขาก็ยังคิดที่จะกลับเข้ามาทำงานด้านการเมืองอยู่"

อีก 16 เดือน คนการเมือง 111 คน จะคืนเวที
ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่ถูกจัดระบบ-วางระเบียบใหม่
หลายคนปรากฏตัวต่อสาธารณะ ร่วมกับพรรคการเมือง สม่ำเสมอ
บางคนให้ความเห็นทางการเมืองในฐานะ “ที่ปรึกษา”
บางคนคลุกวงใน ล้วงลึกถึงห้องประชุมคณะรัฐมนตรี
“พงษ์เทพ เทพกาญจนา” เคยปรากฏตัวบนเวทีเสื้อแดง และเคียงคู่ “ทักษิณ” ในฐานะ “โฆษกส่วนตัว”
เขาปรากฏความเห็น กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในฐานะ “นักกฏหมาย”

@ มองการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างไร
ปัญหาหลักของ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่เรื่องที่กำลังแก้ไขอยู่ตอนนี้ ทั้งระบบเลือกตั้ง ส.ส.หรือการพิจารณาเรื่องสนธิสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องปลีกย่อยในรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะปัญหาหลักอยู่ที่พื้นฐานการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา คือรัฐธรรมนูญถูกยกร่างขึ้นมาหลังการรัฐประหารยึดอำนาจ ที่คณะปฏิรูปฯเป็นคนเลือกผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และยกร่างบนพื้นฐานความไม่เชื่อถือประชาชน คิดว่าประชาชน ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่มีความรู้ ที่จะตัดสินใจในปัญหาประเทศชาติ เมื่อพื้นฐานแบบนี้ เขาก็ไม่ได้ให้อำนาจอธิปไตยอยู่กับประชาชนแต่ไปอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ เช่น องค์กรอิสระและศาล ซึ่งมีจุดยึดโยงกับประชาชนน้อยมาก
ที่มาของ กกต. 5 คน ก็มีความพยายามจะถ่วงไม่ให้ถูกเสนอชื่อโดยกรรมการสรรหาและสุดท้ายก็เป็นศาลเสนอชื่อมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่กรณีปกติ ส่วน ป.ป.ช.และ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เขาก็ตั้งขึ้นมา และบุคคลเหล่านี้มีบทบาทเลือกสมาชิกวุฒิสภา 74 คน
คนหลายคนทำในสิ่งที่เห็นชัดๆ ว่าผิด และองค์กรที่เกี่ยวข้องก็รู้แต่ไม่ยอมทำอะไร แถมบางครั้งยังไปยกย่องเชิดชูให้ความดีความชอบ ทำให้องค์กรนั้นเสื่อมลง เพราะองค์กรนั้นได้ยอมรับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ตีตราประทับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญและเกิดขึ้นในหลายตำแหน่ง
กลไกหลายอย่างให้อำนาจบุคคลเหล่านี้มาก ขณะที่เขาได้แสดงความน่าเชื่อถือแค่ไหน? จะเห็นบทบาทประธาน กกต. เป็นอย่างไร? ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่มีเรื่องกับอดีตรักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นอย่างไร? ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคลิปออกมา? ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง แล้วทำงานต่อไปได้อย่างไร เอาข้อสอบมาให้คนอื่นดู? ... แต่คนเหล่านี้มีบทบาทในการใช้อำนาจเยอะแยะไปหมด
ข้อที่บกพร่องมากของ รัฐธรรมนูญ 50 ด้วยหลักวิชาการ เช่น ระบบการเลือกตั้งจากเดิม ส.ส.เขตละคนและบัญชีรายชื่อใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ไปเป็นพวงแบบเดิมก่อน รัฐธรรมนูญ 2540 แล้วซอยบัญชีรายชื่อเป็น 8 เขต โดยกรรมาธิการยกร่างฯ บอกว่า ถ้าไม่เปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง ก็เห็นๆ กัน อยู่ว่าพรรคไหนเข้าสภา จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เปลี่ยนเพราะเหตุผลอย่างอื่นนอกจากป้องกันไม่ให้พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเยอะ นอกจากนั้น มาตรา 309 ทำให้ประกาศและคำสั่งของ คมช. ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
@ ในฐานะเคยเป็นผู้พิพากษา ปัจจุบันตุลาการมีบทบาทต่อการเมืองมาก เป็นเรื่องน่าภูมิใจหรือเปล่า
การมีบทบาทในทางที่ถูกต้องเป็นไปตามกรอบความชอบธรรมก็ควรภูมิใจที่มีบุคลากรดีๆ แต่ความจริงไม่ใช่อย่างงั้น เพราะตุลาการที่ออกนอกลู่นอกทางทำอะไรไม่ถูกต้องซึ่งมีจำนวนไม่มาก กลับมีบทบาทอย่างมากตั้งแต่ก่อนยึดอำนาจ แต่ไม่ใช่บทบาทที่น่าเคารพยกย่อง ดูเป็นการสมคบและตอบแทนกัน
@ เคยทำงานร่วมกับ ท่านชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ตอนผมเป็นรองเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ ท่านชัช เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ส่วนคนที่เป็นเลขาธิการการส่งเสริมงานตุลาการคือ ท่านจรัญ ภักดีธนากุล
@ ปรากฏการณ์ที่สะเทือนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวงการตุลาการ เช่น คลิป หรือกรณีถูกโจมตีเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายหรือไม่
ผมคิดว่าใครเป็นอย่างไร ประวัติเป็นอย่างไร คนในวงการกฎหมาย ในวงการตุลาการ ก็รู้กันดีอยู่ว่าใครเป็นอย่างไร ไม่ใช่เพิ่งมาเห็นพฤติกรรมพฤติการณ์ในช่วงหลัง มันรู้กันอยู่ว่าใครน่าเชื่อถือ คนไหนประวัติเดิมก็ไม่ได้ดีเด่น เช่นกรณีเอาข้อสอบ มาให้ลูกหลานตุลาการด้วยกันดู ไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนอื่น ถ้าเป็นความจริงตามนั้น โดยปกติ คนที่เกี่ยวข้องต้องลาออกไปนานแล้ว ศาลเคยพิพากษาคดีการเอาข้อสอบไปให้คนอื่นดู โดนจำคุก 9 ปี คนสนับสนุน โดนจำคุก 6 ปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในศาลรัฐธรรมนูญ ดูแล้วน่าอนาถใจ คนเหล่านี้มีบทบาทในการคุมชะตาชีวิตประเทศ
กรณีศาลปกครอง คดีปราสาทพระวิหาร สมัยคุณนพดล ปัทมะ เป็นรมว.ต่างประเทศ ตอนหลังมาทราบว่าความจริง มีการจ่ายสำนวนไปแล้วโดยลงมติแล้ว 3 ต่อ 2 แต่อยู่ดีๆ มีการโอนสำนวนไปให้อีกคณะหนึ่ง ซึ่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นหัวหน้าเอง แล้วตัดสินมาอีกอย่างหนึ่ง ผมทราบว่าผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปขอคัดสำนวนนี้แล้วถูกกีดกันไม่ให้คัดในบางเรื่อง มีการมาควบคุมผิดปกติ ภายหลังทราบจากสื่อมวลชนว่า ป.ป.ช. มีมติได้รับเรื่องนี้ไว้ เพราะเข้าข่ายโอนสำนวนโดยมิชอบ
ส่วนคดียุบพรรคพลังประชาชนกับอีก 2 พรรค นัดวันศุกร์ที่ 28 พ.ย. เพื่อฟังว่าจะสืบพยานกี่ปาก จะได้กำหนดวันสืบพยาน แต่พอไปถึงบอกว่า ไม่ต้องสืบพยานแล้ว แล้วให้นัดแถลงปิดคดีในวันอังคารที่ 2 ธันวาคม ให้เวลาในการเตรียมตัว 3 วันไม่รวมวันเสาร์อาทิตย์ จากที่พรรคไม่คิดว่าคดีจะจบเร็วและให้เวลา 3 วันเตรียมตัว... มีตุลาการเที่ยงธรรมที่ไหนจะใช้ดุลพินิจแบบนี้ คดีสำคัญที่มีผลยุบพรรคการเมือง 3 พรรค ซึ่งมีส.ส.ในสภา เยอะแยะ ผมรับประกันได้ ไม่มีผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรมคนไหนให้เวลาแค่ 3 วัน การแถลงปิดคดีทั่วๆ ไปอย่างน้อยต้องให้เวลา 15 วัน แสดงว่า ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมตามปกติแน่นอน
พอแถลงปิดคดี ใช้เวลา 40 นาทีอ่านคำวินิจฉัย ทำไมลุกลี้ลุกลนขนาดนั้น แล้ววันแถลงปิดคดี อยู่ดีๆ ก็แจ้งคู่ความย้ายจากศาลรัฐธรรมนูญแถวสะพานพุทธ ไปที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ โดยใช้โทรศัพท์กับแฟกซ์ไปบอกเขา ไม่มีศาลที่ไหนที่เขาจะทำ
@ การเร่งรีบย้ายสถานที่อ่านคำวินิจฉัยมีความร้ายแรงแค่ไหน
ร้ายแรงครับ ปกติถ้ามีคนมาขวางการพิจารณาคดี ศาลจะสั่งเลื่อนไปวันรุ่งขึ้น หรืออีก 2 วัน ... ถามว่าใครจะเป็นจะตายเหรอ
@ ตอนนั้นมีสถานการณ์การเมือง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ศาลต้องพิจารณาอรรถคดี ไปตามข้อเท็จจริง ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายให้พิพากษาวินิจฉัยคดี ตามใบสั่งไหม? ตามแรงกดดันไหม? ตามสถานการณ์การเมืองไหม? ... ไม่มี
@ บทบาท กกต. ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เป็นเรื่องดีหรือไม่ ที่ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายน่าจะวินิจฉัยคดีอย่างแม่นยำ
ถามว่าแม่นกฎหมายไหม คุณไปดูสิ นอกจากไม่แม่นกฎหมายแล้วบางท่าน บอกว่าลงมติไป โดยยังไม่อ่านสำนวนอย่างละเอียด ...แล้วลงมติไปได้ยังไง? อีกอย่างหนึ่ง การจัดเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ผิดวิสัยคนมีใจเป็นธรรม เช่น การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า มีข้อครหามาก แต่คุณก็ไม่ได้ทำให้โปร่งใส ทุกคนสบายใจ ปกติการเลือกตั้งล่วงหน้าต้องเป็นข้อยกเว้น เฉพาะคนที่มีเหตุจำเป็นจริงๆ แต่ปรากฏว่า ความจริงจัดเลือกตั้งล่วงหน้าถึง 2 วันและใครก็ไปลงคะแนนได้หมด ...และมีปัญหาเรื่องการดูแลหีบบัตร ผมก็ดูแล้วอนาถใจ เพราะจริงๆ คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ต้องมีจิตสำนึกความเป็นธรรมสูงกว่าคนทั่วๆ ไป
@ กกต.บอกว่าเขาเป็นองค์กรที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าใครไม่พอใจ ก็ให้ไปแก้กฎหมาย
ก็กฎหมายบัญญัติเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าไว้อย่างไร ไม่ใช่ใครๆ ก็ไปเลือกตั้งล่วงหน้าได้ พระราชกฤษฎีกาจะบอกวันเลือกตั้งอย่างชัดเจน แต่การเลือกตั้งล่วงหน้ามากำหนดภายหลังได้ ขณะที่ระบบการหาเสียงของพรรคการเมือง เขามีแนวในการดำเนินงานหาเสียง เช่นถ้าจะเลือกตั้งวันที่ 1 กันยา เขาจะมีขั้นตอนนำเสนอต่อประชาชน ก่อนวันที่ 1 กันยา มีการรณรงค์ใหญ่อย่างไร แต่หาก กกต. บอกว่าเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 สิงหา ประชาชนยังไม่ทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน บางพรรคยังไม่ได้ขยับทำอะไรเลย แต่เลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว ฉะนั้น มันมีความแตกต่างกันมาก จึงต้องให้เลือกตั้งล่วงหน้าเป็นข้อยกเว้น เฉพาะคนที่มีเหตุผลตามกฎหมายว่าไปใช้สิทธิ์ในวันเลือกตั้งไม่ได้
ไม่ใช่ปล่อยให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นการพาคนไปลงคะแนน เพราะการพาคนไปลงคะแนนก็เป็นข้อห้ามตามกฎหมาย
@ ปัญหาของการเลือกตั้งล่วงหน้าคืออะไร
ไม่ไว้ใจกรรมการ เพราะเลือกตั้งล่วงหน้าเก็บหีบไว้นาน ไม่เหมือนวันเลือกตั้งจริง กกต. ก็รู้ว่าเคยมีเหตุการณ์สร้างความคลางแคลงใจอย่างไร ขนาดเลือกตั้งจริงสมัยปี 40 ขนหีบเลือกตั้งจากหน่วยเลือกตั้งไปที่นับคะแนน เอาหีบไปเก็บไว้ในห้อง ออกมายังไม่รู้มีการเปลี่ยนหีบคะแนนหรือเปล่า
@ องค์กรอิสระอย่าง กกต. จะได้รับการยอมรับหรือไม่ ถูกม็อบไปล้อมหรือเปล่า
การมีม็อบไปล้อม กกต. อาจเป็นสิ่งที่เกิดจากหลายปัจจัย อยู่ที่ข้อเท็จจริงและสิ่งที่คุณทำมากกว่า หลายอย่างนักกฎหมายเหมือนกันก็ดูกันออก สำนวนบางอย่างก็เห็นชัดเจนว่า ตัดสินไปอย่างนั้นได้อย่างไร ทำหน้าที่ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนกรรมการตัดสินฟุตบอล ไม่เป็นกลางทำให้คนดูทนไม่ไหว เขาก็ลงสนามไปไล่กรรมการออกจากสนามเอง แต่ไม่ได้หมายความว่า การที่คนดูไปทำร้ายกรรมการแล้ว กรรมการแย่ไปหมดนะ
@ ความไม่เป็นกลางกับความเห็นต่างทางกฎหมาย หลายกรณีก็แยกกันลำบาก
บางอย่างพอจะเห็น และพฤติกรรมหลายอย่างก็เห็นเมื่อสะสมมากเข้า สุดท้ายก็หมดความน่าเชื่อถือ... หน้าที่ กกต.จริงๆ ไม่ต้องมานั่งคิดหรอกว่า ใครจะตั้งฉันมา ฉันได้มาเป็นเพราะใคร เพราะมีหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรม ทำให้เกิดความสงบสุข ไม่ต้องมาคิดว่าคนที่ฉันผูกพันมา คนที่เคยตั้งฉัน เขาอยากจะเชียร์พรรคนั้นพรรคนี้ ถ้าคิดอย่างงั้น ลาออกไป กลับไปอยู่บ้านเถอะ อย่ามาอยู่ให้เป็นบาปเป็นกรรมของสังคมเลย

@ เมื่อ 111 ได้รับสิทธิเลือกตั้งแล้วจะกลับมาทำงานการเมืองหรือไม่
ผมว่าคนใน 111 จำนวนหนึ่งเท่าที่ผมคุย เขาก็ยังคิดที่จะกลับเข้ามาทำงานด้านการเมืองอยู่และเราเห็นว่าการเมืองไทยถอยหลังไปเยอะ ผมพูดตรงๆ นะ จริงๆ แล้วผมไม่เคยคิดจะทำงานการเมืองไปยาวนานแบบหลายๆ ท่าน เพราะเมื่อทำการเมืองไประยะหนึ่ง เราก็อยากจะใช้ชีวิตกับครอบครัวหรือทำสิ่งที่อยากทำ เช่น นั่งเขียนหนังสือ หรือทำอะไรที่มีเวลา เพราะการทำงานการเมือง มันกินเวลาเยอะ
นอกจากนั้น คนอื่นๆ ก็ควรมาทำบ้างเพราะถ้าเราอยู่นานไป คนอื่นๆ ที่ขึ้นมาใหม่ เขาก็ขึ้นได้ช้า แต่รุ่นพวกผมมันหายไป 5 ปีและปรากฏว่าการเมืองมันถอยหลังลงไป ผมคิดว่า มันเป็นความรับผิดชอบของคนเรา ถ้ายังคิดว่าเราสามารถจะช่วยกันก็ต้องมาช่วยกัน ไม่ว่าใครก็ตาม
@ จะกลับมาอยู่พรรคของคุณทักษิณ เหมือนเดิมหรือไม่
แนวความคิดในส่วนการทำงานการเมือง แนวความคิดของ 111 จำนวนหนึ่ง ยังยึดมั่นในแนวทางการทำงานแบบพรรคไทยรักไทย ถ้าจะทำงานการเมืองก็ต้องยึดมั่นในแนวนั้นแหละครับ พอทำงานการเมือง จุดหลักก็คือคุณต้องเน้นประโยชน์ประชาชน มากกว่าประโยชน์ทางการเมือง แล้วก็แนวทางต่างกันตรง การทำงานการเมืองไม่ได้เน้นโวหาร ไม่ได้บริหารด้วยโวหาร แต่บริหารด้วยกระบวนการจัดการ แล้วทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ตรงนั้น เป็นสิ่งที่ควรนำมาใช้วัดผลสำเร็จพรรคการเมือง ไม่ใช่ใช้โวหารเสียดสีหรือหลอกลวงประชาชน @ ประเมินการทำงานของพรรคเพื่อไทยอย่างไร
ถูกตัดบุคลากรไปเยอะ และถูกรุมในหลายรูปแบบ ทำให้การทำงานยากกว่าปกติอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อบุคลากรถูกตัดไปเยอะและหัวหน้าพรรคเองก็ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ฉะนั้น บทบาทในสภาก็เลยแตกต่างจากพรรคการเมืองที่เราเคยเห็นในอดีต ซึ่งในอดีตมีหัวหน้าพรรคเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บทบาทก็จะเห็นเด่นชัดขึ้น เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่มีจึงทำให้ไม่เห็นภาพที่เคยเห็น

@ ถ้า 111 กลับมา จะมีการเมืองแย่งชิงบทบาทภายในกันเองหรือไม่
ยังไม่ทราบอนาคต แต่โดยปกติ ก็คุ้นเคยกันดีอยู่ ก็อยู่พรรคเดียวกันมา การเมืองมีที่ให้ทำงานเพื่อส่วนรวมเพียงพอสำหรับทุกคนไม่เฉพาะนักการเมืองเก่าๆ แต่มีที่สำหรับนักการเมืองใหม่ๆ และสำหรับผู้ที่อยากมาทำงานการเมืองอีกเยอะครับ

@ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะกลับมาเป็นความหวังสำหรับพรรคเพื่อไทยหรือไม่
คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งไป รุ่นแรก 111 ส่วนรุ่นที่ 2 มี 109 คน มีประสบการณ์ทั้งในสภาและการบริหาร ซึ่งการสร้างบุคลากรไม่ง่ายต้องใช้เวลา ขณะที่พรรคการเมืองของไทย เมื่อถูกยุบพรรค ทำให้บุคลากรหายไปมาก พรรคต่างๆ สร้างบุคลากรทางการเมืองใหม่ๆไม่ทัน เพราะไม่มีใครคิดว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกัน กติกานี้ ได้ใช้ในมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ มันต่างกันมาก การยกคำร้องด้วยเรื่องเทคนิค ซึ่งกรณีนี้ กกต. ต้องส่งกลับไปใหม่ให้ถูกต้อง เพราะเขายังไม่ได้ลงเนื้อหา และไม่ใช่เรื่องอายุความ
@ สมัยคุณทักษิณ รอดคดีซุกหุ้น ก็มีการพูดกันว่าใช้หลักรัฐศาสตร์มากกว่านิติศาสตร์ ในทำนองเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะรอด ด้วยหลักรัฐศาสตร์หรือเปล่า
ผมบอกแล้วว่าจริงๆ แล้วกระบวนการยุติธรรม ต้องไม่เห็นแก่ผู้ใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ดร.ทักษิณ หรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือใคร คุณต้องไม่คำนึงว่าคนที่มาเป็นคู่ความ เป็นใคร ถ้าคำนึงว่าเป็นใคร ก็ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม เพราะต้องเสมอภาคกัน แต่ว่าความเห็นทางกฎหมาย ตุลาการแต่ละคนเห็นต่างกันได้ แต่ต้องบริสุทธิ์คือเห็นจากความรู้ความคิดมโนสัมนึก ไม่ใช่เพราะไปสุมหัวเพื่อช่วยใคร
ขณะที่พรรคไทยรักไทยเป็นเป้าหมายแรกที่จะถูกยุบ และต้องการตัดสิทธิของคนในพรรคจำนวนมากตั้งแต่การยึดอำนาจ ตามแผนบันได 4 ขั้น แล้วก็มีการยุบศาลรัฐธรรมนูญและตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ จริงๆ แล้วเมื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วจริงๆ กระบวนการต่างๆ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและคดี ที่ค้างต้องจบด้วยซ้ำ แต่ก็มีการพยายามจะออกกติกาเพิ่มขึ้นมาระหว่าง คมช.มีอำนาจอยู่ เช่น ประกาศไม่ให้ใช้ชื่อพรรคเดิมมาตั้งพรรคอีก มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของกรรมการบริหาร ซึ่งไม่มีมาก่อน และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็วินิจฉัยให้ใช้กฎหมายย้อนหลังด้วย ขณะเดียวกันมาตรฐานนี้ไม่ได้ใช้กับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน เป็นเรื่องสองมาตฐาน จนผมนึกไม่ออกว่าต่อไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

@ ตอนเสื้อแดงชุมนุมที่ราชประสงค์ ส่งผลกระทบธุรกิจครอบครัวภรรยาคุณพงษ์เทพหรือไม่
ครอบครัวภรรยาผม ก็มีธุรกิจของเขา ก็มีกระทบเช่นเดียวกับอีกหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ
@ จัดการอย่างไรกับความขัดแย้งระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงกับผลกระทบที่เกิดแก่ภาคธุรกิจ
ผมเคยพบกับแกนนำคนเสื้อแดงบางคน เคยเจอกันก่อนชุมนุมปีที่แล้ว ผมบอกว่าคนเสื้อแดงจะทำอะไรก็ตาม ต้องคำนึงว่า ไม่ทำให้คนได้รับผลกระทบ เพราะจะเป็นการไปผลักให้เขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคุณ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมบอกเวลาเจอกัน เมื่อปี 2552 มีการไปปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทำให้การจราจรติดขัด เมื่อผมทราบเรื่องผมก็พยายามโทรหาแกนนำเสื้อแดงให้เพิกถอนจากอนุสาวรีย์ อย่าทำให้ใครเดือดร้อน ตัวผมเองเวลาทำอะไรก็ตาม ไม่อยากให้กระทบใครเดือดร้อน แต่บางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีลดผลกระทบต่อผู้อื่นมากที่สุด
@ รู้สึกยังไง ขณะที่เสื้อแดงชุมนุมและในย่านธุรกิจ ซึ่งบางส่วนก็เป็นธุรกิจของครอบครัวภรรยา
ครอบครัวภรรยาผมมีหุ้นจำนวนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มีส่วนอะไรมากมาย แต่ผมมองในภาพรวมมากกว่า ตั้งแต่ก่อนที่จะไปราชประสงค์และก่อนชุมนุมที่ผ่านฟ้า ว่าท่านจะทำอะไรก็ตามอย่าให้คนเดือดร้อนหรือเดือดร้อนน้อยที่สุด ซึ่งเป็นหลักที่ผู้ชุมนุมทั้งหลาย ไม่ว่าเสื้อสีอะไร ถ้ายึดหลักนี้ได้ ก็จะทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพของท่านเป็นไปในทางที่คนยอมรับได้
@ ข่าวลือว่าโรงแรมเอราวัณ ให้แกนนำ นปช. ใช้ห้องพักระหว่างการชุมนุม
ผมก็เห็นว่าเป็นข่าวลือ เพราะผมเคยถามทางโรงแรม ไม่ปรากฏว่าเป็นอย่างที่ว่านั้น... และตอนหลังไม่นานโรงแรมก็ปิดไป งดบริการทั้งแขกเก่าและแขกใหม่ ใช้เวลาช่วงนั้นในการตกแต่งและฝึกอบรมพนักงาน ในช่วงที่ไม่สามารถเปิดบริการ
@ เคยเป็นโฆษก ให้กับ คุณทักษิณ
มีช่วงหนึ่งที่ตอนนั้นคุณนพดล ซึ่งเป็นโฆษก ดร.ทักษิณ ไปทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและตอนนั้น ดร.ทักษิณ กลับมาเมืองไทยก็ไม่อยากจะพูด เลยให้ผมกับคุณศันสนีย์ นาคพงษ์ ช่วยเป็นปากเสียงให้หน่อย ผมก็เห็นว่า ตอนนั้นไม่มีใครทำหน้าที่ให้ท่านได้ เพราะไปทำหน้าที่ทางการเมืองหมด ส่วนผมกับคุณศันสนีย์ อยู่กับ ดร.ทักษิณ ตั้งแต่ สมัยพรรคพลังธรรม ก็เห็นว่าพอช่วยกันได้ ก็ช่วยกัน มีข่าวอะไรให้ช่วยแถลงก็แถลง แต่ตอนนี้ คุณนพดลว่างแล้ว ก็กลับมาทำหน้าที่
@ ช่วงที่ถูก ศอฉ. แช่แข็งบัญชี เป็นอย่างไรบ้าง
ตอนนั้น ไปกินข้าวไหนก็มีแต่คนเลี้ยงครับ แต่จริงๆ การที่มีคำสั่งจากตัว ผอ.ศอฉ. ให้แช่แข็งบัญชี คำสั่งนั้นผิดกฎหมายนะครับ ผิดพระราชกำหนดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะตามพระราชกำหนดนี้ อำนาจเป็นอำนาจของตัวนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจไม่ได้ แต่คุณอภิสิทธิ์ ไปมอบให้อำนาจให้ ผอ.ศอฉ.ซึ่งรับมอบ โดยกฎหมายเขียนชัดว่ามอบอำนาจไม่ได้
@ จะไปดำเนินคดีในเรื่องนี้หรือไม่
เดี๋ยวครับ ยังมีเวลาครับ ไม่เป็นไรยังมีเวลา ไม่ต้องกลัว อายุความยาวครับไม่ต้องกลัว เดี๋ยวรอให้กระบวนการยุติธรรม กลับเข้ารูปเข้ารอยตามเดิม ยังมีเวลาเยอะแยะ เหมือนอย่างกรณีสังหารประชาชน ผู้เสียหายเขาก็ทราบดีมีเวลา 20 ปี ไม่ต้องกลัวครับ
@ มองว่า คุณทักษิณ ยังมีความหมายกับการเมืองไทยในฐานะอะไร
ไม่มีใครปฏิเสธได้ ถึงบทบาทและความสำคัญของ ดร.ทักษิณ ต่อการเมืองไทย เพราะยังมีความสำคัญมาก จากการที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำอะไรไว้เยอะ แน่นอนมีคนต่อต้านมากหลายกลุ่มด้วยกัน ถ้าใครคิดจะศึกษาการเมืองไทยในช่วงนี้แล้วปฏิเสธเรื่องนี้ ก็คงศึกษาไปได้ผิวเผินมาก เพราะไม่เฉพาะเรื่องบุคคล แต่แนวคิดต่างๆ ในการทำงาน ก็ยังตกทอดมาถึงปัจจุบัน ตกทอดมาถึงพรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งรัฐบาลนี้ก็หยิบแนวคิดของ ดร.ทักษิณ ไปเยอะแยะเลยนะ
@ ความสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคควรจะเป็นยังไง
ผมมองว่า คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย เขามีจุดร่วมในเรื่องแนวคิดทางการเมืองที่เหมือนกัน คือการเน้นประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยอยู่กับประชาชน เห็นเหมือนกัน แต่บทบาทเป็นคนละบทบาท การเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน คนละรูปแบบ การเคลื่อนไหวบางอย่างอาจจะคล้ายกัน อาจจะเหมือนกันก็เป็นได้ แต่บางอย่างก็ไม่ใช่ อย่างบทบาทอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นบทบาทพรรคการเมือง
@ ถ้าจะให้ความสำคัญกับการเมืองในรัฐสภา ก็ควรยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือเปล่า
พรรคเพื่อไทยมีหน้าที่ในรัฐสภา แต่ความจริงพรรคการเมืองไม่ได้มีข้อจำกัดการเคลื่อนไหวเฉพาะกลไกรัฐสภาเท่านั้นอย่าเข้าใจผิด เพราะพรรคการเมืองบางพรรคไม่มี ส.ส.ในสภาเลยก็มี แต่เขาก็สามารถเคลื่อนไหวได้ ส่วนพรรคการเมืองที่มี ส.ส. เอง ก็ไม่ใช่ว่าห้ามไปเคลื่อนไหวอย่างอื่น เพียงแต่ว่าคุณต้องเน้นการเมืองในกลไกรัฐสภา
ส่วนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็ต้องเคลื่อนไหวภาคประชาชน
@ การชุมนุม มีความจำเป็นอย่างไร ในเมื่อเข้าสู่ช่วงนับถอยหลังถึงวันเลือกตั้ง
ต้องดูข้อเรียกร้องว่าเขาชุมนุมเพื่ออะไร การชุมนุมไม่ได้ถูกกำหนดว่า จะชุมนุมได้เฉพาะช่วงต้นของสมัยสภา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุผลความชอบธรรมในการชุมนุมมากกว่า เช่น คุณมีเป้าหมายอะไรในการชุมนุม มีข้อเสนออะไร เรียกร้องอะไร ยกตัวอย่าง เช่น หากกรรมการ ไม่น่าเชื่อถือ แล้วการชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมก็ชุมนุมได้ โดยเสนอให้มีกรรมการที่น่าเชื่อถือมาสังเกตการณ์ ก็ชุมนุมได้
@ เมื่อคุณทักษิณ ได้รับสิทธิเลือกตั้ง แต่อยู่ระหว่างต้องคดี แล้วอนาคตของอดีตนายกจะเป็นอย่างไร
อนาคตคงต้องดูเรื่องอนาคต เพราะการเมืองไทยขณะนี้อย่าว่าแต่มองไกลเป็นปีเลย เพราะมองแค่ 3-4 เดือนนี้ก็ยังพยากรณ์ลำบากแล้ว
@ ภาพรวมของ 111 คงกลับเข้ามาอยู่ในการเมือง แต่คุณทักษิณไม่ได้รอเพียงสิทธิเลือกตั้ง มีคดีติดตัวจะทำอย่างไร
หลายอย่างกระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คดีบางอย่างที่ค้างคาอยู่ จุดเริ่มของคดี ไม่ได้เริ่มโดยกลไกกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เช่น การตั้ง คตส. เหมือนกำหนดกลไกจัดการปรปักษ์ของคุณ ซึ่งไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น และเป็นผลพวงให้เกิดคดียังค้างคากันอยู่บางคดีก็ไปสู่ศาล
@ เมื่อการเมืองผลัดยุคผลัดใบไปแล้วจะมีการเยียวยาหรือการคลี่คลายไปอย่างไร
ถ้าพูดด้วยเหตุผลทางกฎหมายและความเป็นธรรม ก็ต้องไปจัดการกับกระบวนการที่มิชอบนี้แหละ ว่ากลไกที่จัดการเป็นกระบวนการตามปกติ หรือเป็นกลไกกระบวนการที่บิดเบี้ยว ถ้าเป็นกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว ก็อาจจะไปรับใช้แนวคิดที่บิดเบี้ยวกว่าเดิม
@ เมื่อหมดยุคสิ่งที่เอื้อต่อความบิดเบี้ยวแล้วจะเยียวยาผลที่เกิดขึ้นได้หรือไม่
มันเยียวยาได้อยู่แล้วครับ กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่าง แม้กระทั่งกรณีเอาคนเข้าคุกไปแล้วแต่เป็นกระบวนการที่ขัดรัฐธรรมนูญ คนที่ถูกขังอยู่ในคุก เขาก็สามารถมาร้องได้
@ กรณีคุณทักษิณ ถูกพิพากษา ด้วยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสิ้นสุดแล้วจะทำอย่างไรต่อไป
ผมคงไม่ไปลงรายละเอียดนะครับ แต่หลายคดี อยู่บนจุดรากฐานที่ไม่ถูกต้องด้วยหลักนิติธรรมอยู่แล้ว แล้วก็ไปตามกระบวนการที่บิดเบี้ยวไปเรื่อย
@ ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะได้เกินกึ่งหนึ่งหรือไม่
ขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้าประชาชนเห็นกับแนวทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พรรคเพื่อไทยก็อยู่ในซีกนี้ แต่ถ้าเห็นกับแนวทางประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงที่แท้จริง ก็แล้วแต่ประชาชนจะเลือกแนวทางไหน

นับถอยหลังคนการเมือง 111 คืนเวที “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” วิเคราะห์เพื่อไทย ไขรหัสแก้รัฐธรรมนูญ

ที่มา มติชน



อีก 16 เดือน "คนการเมือง 111 คน" จะคืนเวที

ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่ถูกจัดระบบ-วางระเบียบใหม่ หลายคนปรากฏตัวต่อสาธารณะ ร่วมกับพรรคการเมือง สม่ำเสมอ

บางคนให้ความเห็นทางการเมืองในฐานะ “ที่ปรึกษา” บางคนคลุกวงใน ล้วงลึกถึงห้องประชุมคณะรัฐมนตรี

“พงษ์เทพ เทพกาญจนา” เคยปรากฏตัวบนเวทีเสื้อแดง และเคียงคู่ “ทักษิณ” ในฐานะ “โฆษกส่วนตัว”

เขาปรากฏความเห็น กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในฐานะ “นักกฏหมาย”

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มอิ่ม

"แม้ว"วางกรอบซักฟอกรบ.สอดคล้องแคมเปญใหม่เพื่อไทย ปธ.วิปฝ่ายค้านแจ้งชื่อ "5 ล้มเหลว 10 จำทน"

ที่มา มติชน



ปธ.วิปฝ่ายค้านแจง"5 ล้มเหลว 10 จำทน"แคมเปญใหม่เพื่อไทย

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวที่ พท.เตรียมออกแคมเปญใหม่มาใช้สร้างกระแสในการในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ข่าวที่ออกมาว่า ตนแจ้งกับ ส.ส.พม. ระหว่างการประชุมเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่มีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พท. เป็นแกนนำว่าจะใช้แคมเปญ "5 ล้มเหลว 10 จำนน" นั้น มีความคลาดเคลื่อนในส่วนของชื่อเล็กน้อย โดยแกนนำพรรคและที่ปรึกษาของพรรคได้ตั้งชื่อว่า "5 ล้มเหลว 10 จำทน" เพื่อต้องการให้สังคมได้รับรู้ว่าในการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประชาชนจะต้อง “จำทน” กับอะไรบ้าง อาทิ ล่าสุดที่ประชาชนต้องมาจำทนกับการซื้อ-ขายไข่แบบชั่งกิโล

"แม้ว"วางกรอบซักฟอกรบ.

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและแนบชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทีม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ประมาณ 30 คน อาทิ นายสุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรค นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาค กทม. นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักปราบโกง (สปก.) พรรคเพื่อไทย ได้ประชุมเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อเตรียมการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ห้องคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อาคารรัฐสภา

นายมิ่งขวัญกล่าวว่า ในการจัดทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องการจะใช้ ส.ส.ประมาณ 20 คน เพื่อให้ผู้อภิปรายมีเวลาในการอธิบายข้อมูลการอภิปรายกับประชาชนอย่างครบถ้วน เพราะจะทำให้แต่ละคนจะมีเวลามาก แต่ทั้ง 20 คนจะมีทีมงานเพื่อเตรียมการอภิปรายคนละ 3-5 คน เนื้อหาจะครอบคลุมเศรษฐกิจ ปากท้อง การเมือง การบริหาร ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทุจริต โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นเป้าหมายหลัก ส่วนจะยื่นเมื่อไรนั้น ขอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน และทั้งหมดจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า

นายมิ่งขวัญกล่าวว่า สำหรับกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พท. ปฏิเสธที่จะร่วมทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ได้เชิญร.ต.อ.เฉลิม มาร่วมทีมอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จากเดิมที่ได้ปฏิเสธในที่ประชุมพรรคว่าจะไม่ร่วมทีมก็ได้เปลี่ยนท่าทีมาเป็นมาขอเวลาในการตัดสินใจ และคาดว่าจะตอบกลับในไม่ช้า

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่าไม่ร่วมทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน แม้จะมีคนพยายามที่จะให้เวลาตนตัดสินใจใหม่ แต่ได้พูดในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยไปแล้วว่าจะไม่ร่วมทีม ก็จะไม่เปลี่ยนใจ เพราะทำงานการเมืองมานานและอายุมากแล้วก็ต้องรักษาความเป็น "เฉลิม อยู่บำรุง" เอาไว้บ้าง

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในการหารือนายมิ่งขวัญ ได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนายมิ่งขวัญจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปจัดเรียงและเตรียมการสำหรับการนำเสนอในการอภิปรายอีกครั้ง

แหล่งข่าวระบุว่า ระหว่างการประชุม นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ซึ่งเพิ่งกลับมาจากการร่วมประชุมกับแกนนำพรรคเพื่อไทยและผู้หลักผู้ใหญ่ในกลุ่ม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยและ 37 กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินในการประชุมที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดี ได้แจ้งกับที่ประชุมว่า จากการหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค ล่าสุดในช่วงเที่ยงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ผู้ใหญ่ของพรรคได้แนะนำว่าให้ทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ จัดเตรียมประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้อยู่ในกรอบของแคมเปญใหม่ที่จะใช้ชื่อว่า "5 ความล้มเหลว 10 ความจำนน" ที่ผู้ใหญ่ของพรรคได้รวบรวมข้อมูลการบริหารงานของรัฐบาลที่ผิดพลาด และเตรียมการเอาไว้ที่จะเปิดตัวช่วงที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยแคมเปญนี้จะถูกบรรจุในยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย

อย่านอกหน้าที่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




การเมืองไทยเดินมาถึงจุดเขม็งเกลียวมากขึ้น

นักวิเคราะห์การเมืองที่เคยมั่นใจว่าประเทศไทยหมดยุคสมัยที่จะมีการปฏิวัติอีก หรือถ้ามีก็ไม่น่าจะในเร็ววันนี้

ที่เชื่อเช่นนั้นเพราะประเทศไทยเพิ่งได้รับบทเรียนมาหมาดๆ

ว่าการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยาฯ 2549 สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติมากขนาดไหน

ถึงตอนนี้พิษสงของปฏิบัติการลับ-ลวง-พราง ก็ยังถูกชำระล้างออกไปไม่หมด

แม้เศรษฐกิจจะได้รับการฟื้นฟูจนเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเติบโตได้ไม่เท่าเดิม

ด้านการเมืองไม่ต้องพูดถึง ไล่"ทักษิณ"ออกไปแล้วได้อะไรมาแทน?

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไรคงเห็นกันอยู่

ขณะที่ด้านสังคม ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ นักศึกษา ครูอาจารย์ พระสงฆ์ หมอ ฯลฯ ประชาชนเกิดความแตกแยกแบ่งฝ่ายอย่างลึกซึ้ง

บาดแผลจากเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 คือหลักฐานประจานความเลวร้ายไปทั่วโลก และยังไม่เห็นหนทางว่าจะเยียวยาปรองดองกันอย่างไร

แต่ปรากฏว่ามาตอนนี้หลายคนที่เคยเชื่อว่าไม่น่าจะมีการปฏิวัติอีกแล้วเสียงเริ่มเปลี่ยนไป

ความมั่นใจกลายเป็นความลังเล เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

ด้วยเหตุเพราะมีปัจจัยแทรกซ้อนขึ้นมาใหม่ๆ หลายประการ

ไม่อยากเชื่อ แต่ก็ยอมรับว่าเคลิ้มไปเหมือนกันกับข้อมูลจาก "นายทหารแตงโม" ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ปล่อยออกมา

ทั้งพลเอก "ป" พลเอก "ด" ที่ไปร่วมหารือจัดวางกำลังกันในเซฟเฮาส์

หรือล่าสุดกรณีอดีตนายทหาร "น.ต." ที่ไม่ใช่ทหารม้า แต่ดอดไปร่วมงานวันทหารม้า ที่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เดินทางไปร่วมงาน

บวกกับปฏิกิริยาบิ๊กๆ ในกองทัพหลายคนที่ออกมาปฏิเสธข่าวปฏิวัติด้วยท่าทีแข็งกร้าว เหมือนเด็กขโมยของแล้วถูกจับได้ เลยแกล้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน

อะไรต่อมิอะไรเลยดูเข้าเค้าไปหมด


สรุปดื้อๆ เลยแล้วกันว่าปัญหาไฟใต้ที่ปะทุรุนแรงต่อเนื่องช่วงนี้ หรืออย่างกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อุณหภูมิพุ่งสูงใกล้ถึงจุดเดือดอยู่รอมร่อ

เป็นหน้าที่โดยตรงของกองทัพที่จะต้องเป็นหลักในการหาทางคลี่คลาย

ส่วนเรื่องการเมืองปล่อยให้นักการเมืองเขาแก้ปัญหากันเองตามวิถีทางประชาธิปไตย

จะดีกว่ามั้ย

อนิจา..3ิbla หาย..

ที่มา thaifreenews

โดย Amster-แดง

...สายมากแล้ว ไม่เห็นมา สามบลาหาย
กระวนกระวาย หงุดหงิด จิตวิตก
เคยร่วมมือ เปิดประจาน รัฐบาลนรก
มาพักยก หายไป ใจไม่ดี
...เซียร์ไทยรัฐ มารอเรา แต่เช้าตรู่
เปิดประตู รบทุกเช้า ไม่ก้าวหนี
เราร่วมรบ แดงทั้งหล้า มาหลายปี
อย่าทิ้งพี่ น้องเรา ให้เฝ้าคอย.....นะครับ...-ขอทำหน้าที่แทนคุณ3ิ bla ซักหนึ่งวัน.. (ไม่มีภาพการ์ตูนเซียร์มาประกอบ ความสามารถต่ำ...ขออภัย..!)

*****************************
..
…เสียงคราง ครวญคร่ำร้อง วิญญาณ
โหยแหบ แบบทรมาน หม่นไหม้
เสียงปืนที่สังหาร สงบเงียบ
เสียงกระดูกร้องไห้ . กู่ก้อง โลกา
…ไอซีซี ก็สุดกลั้น ดูดาย เพื่อนเอย
รัฐที่ฆ่า คนตาย เล่นลิ้น
สัตว์ผู้สั่ง ลอยชาย เสพสุข
วิญญาณผู้ดับดิ้น ร่ำร้อง ครวญระงม.
………………………………..
…สงบ..เถิดเพื่อนรัก ผู้พิทักษ์ สิทธิ์เสรี
นรกอเวจี ยังรอมัน ผู้รันโรม
วิญญานเพื่อนบริสุทธิ์ ล่องลอยดุจ จันทร์กลางโพยม
อยู่หลัง เรายังโหม สู้เพื่อเพื่อน ไม่เลือนลืม.

Cry Cry Cry