WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 7, 2011

ฮุนเซ็นเรียกร้องให้สหประชาชาติ เรียกประชุมด่วนเพื่อให้ไทยหยุดรุกล้ำดินแดนกัมพูชา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย pal




http://www.go6tv.com/2011/02/blog-post_9122.html

Re:



สื่อนอกตีข่าวปะทะเดือดรอบ 3 ขณะที่นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชา
ร้องไปยังสหประชาชาติให้ช่วยยุติการโจมตีของไทย หลังอ้างว่า
ปืนใหญ่ที่ยิงจากไทย ทำให้ปราสาทพระวิหารเสียหายบางส่วน...

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของกัมพูชา รายงานแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ที่ระบุว่า
เขาได้ส่งจดหมายไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
เรียกร้องให้จัดการประชุมฉุกเฉิน เพื่อหาทางให้ไทยยุติการโจมตีกัมพูชา
หลังจากการปะทะกันระหว่างทหารทั้ง 2 ฝ่ายครั้งล่าสุดเมื่อวานนี้ (6 ก.พ.)
ส่งผลให้ส่วนปีกของปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายบางส่วน
จากการที่ไทยยิงปืนใหญ่เข้าไปยังพรมแดนฝั่งกัมพูชา

สื่อต่างประเทศรายงานว่า การปะทะกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายครั้งล่าสุด
ถือเป็นการสิ้นสุดข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันไว้ในช่วง
การปะทะกันครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตของทั้ง 2 ฝ่าย รวม 5 คน
ขณะที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างออกมากล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มยิงก่อน.



http://www.thairath.co.th/content/oversea/147091

กระหายสงครามกันดีนัก..เห็นรึยังซีไอเอและ CNN จึงมีภาพจากทางโน้น

ที่มา thaifreenews

โดย ting tuan

กระหายสงครามกันดีนัก..เห็นรึยังซีไอเอและ CNN จึงมีภาพจากทางโน้น

เป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับกัมพูชา แต่ก็เป็นเรื่องแปลกสำหรับประเทศนี้ ที่เคยมีความสัมพันธ์กันอย่าง
มั่นคงมาร่วม200 ปี ยอมยกแผ่นดินนี้เป็นฐานทัพให้สหรัฐอเมริกา ไปใช้ในรุกรานประเทศข้างเคียงในภูมิภาค
นี้ ทั้งดำเนินนโยบายตามก้นเป็นสมุนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ยอมเอาเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไปผูกไว้กับดวง
ชะตา เสี่ยงกับภัยพิบัติจะเดินทางเข้ามากระทบของคนรุ่นต่อไป

ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชากับไทยนั้น ต่างชาติไม่ว่าจะเป็นบริษัท
TOTEL จากฝรั่งเศส บริษัท Chevron Overseas Petroleum (Cambodia) Ltd หรือ COPCL กับ
บริษัทมิตซุย (Mitsui) แปลงร่างทรงมาจาก Unocal Petroleum Limited จากสหรัฐอเมริกา ส่วน
British Petrolium จากอังกฤษตัดออกไปจากสาระบบได้เลย หลังจากถูกผลกระทบเรื่องน้ำมันรั่วในอ่าว
เม็กซิโก บริษัทแทบจะล้มละลาย บริษัท TOTEL หลังจากขายหุ้นเวียตนามแก๊สและหลุมเจาะแก๊สหลุม
อาทิตย์ในอ่าวไทย ให้กับการปิโตรเลี่ยมแห่งประเทศไทย ก็หันหน้ามุ่งเข็มด้านพลังงานเข้าสู่ประเทศกัมพูชา
เป็นด้านหลักของภูมิภาคอาเซียและเป็นคู่แข่งแย่งผลประโยชน์กับ chevron

ผลประโยชน์ของ chevron มีมากมายมหาศาล ถ้าได้สัมปทานเจาะแก๊สและน้ำมันบางส่วนในพื้นที่ซับซ้อน
ระหว่างไทยกับกัมพูชา ในเนื้อที่ร่วม 5 พันตารางกิโลเมตร สามารถขายแก๊สให้การปิโตรเลี่ยมฯได้ไม่ต่ำกว่า
50 ปีลูกค้าของตายและยังมีประสบการณ์สูง ในการวางท่อแก๊สในอ่าวไทยมาขึ้นบกที่โรงแยกแก๊ส จังหวัด
ระยอง เพราะขณะนี้แก๊สในอ่าวไทยไม่พอต่อความต้องการของประเทศ ต้องซื้อแก๊สเหลวจากเกาหลีและญี่
ปุ่นมาใช้เพิ่มขึ้น เรียกว่า chevron ยังครองจ้าวอาณาจักรด้านพลังงานในอ่าวไทยถึงกว่า 90%มีขาดแหว่ง
ไปบ้าง ก็อยู่ในช่วงปัตตานี ซึ่งเป็นหลุมแก๊สของ Petronas ของมาเลเซีย กับปตท.สผ.ของไทยส่วนทะเลอัม
ดามัน ที่เมี้ยนม่าร์นั้น chevron ก็ยังร่วมมือ กับ Petronas กับปตท.สผ.ของไทย ขายแก๊สมาทางท่อสู่
โรงงานพลังไฟฟ้าที่ราชบุรีและวังน้อย

จึงเป็นที่ผิดสังเกต มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกา เข้าไปพบนายฮุนเซ็น นายกฯกัมพูชาเมื่อกลาง
สัปดาห์ที่แล้ว ในเรื่องหนี้สกปรกที่ตกค้างกันมาตั้งแต่สมัยนายพลลอนนอล 2513-2518 จำนวน 300 ล้านดอลล่าร์ นายฮุนเซ็นเคยขออเมริกายกหนี้ก้อนนี้มาหลายครั้ง ยังไม่ได้รับคำตอบเลยสักครั้ง และก็
ต้องผูกพันไปถึงผลประโยชน์ที่ต้องเอื้อเฟื้อต่อกัน ในพื้นที่ซับซ้อนที่กำลังมีปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา
หน่วยงานซีไอเอต้องรู้ความลับและเงื่อนปมต่างๆของคนระดับสูง ทางฝั่งไทย มีแผนการจะดึงกัมพูชาเข้า
มาสู่การปะทะตามตะเข็บชายแดน เป็นเกมส์ละครของทางฝ่ายไทยเริ่มตั้งแต่วีระ สมความคิดและพวก
มีเจตนาข้ามพรมแดนเข้าไปในกัมพูชา จนทำให้น้ำผึ้งหยดเดียวต้องมาเสียน้ำผึ้งหลายขวด

ตามพล็อตเรื่องมาเรื่อยๆ จะเห็น เรื่องนี้เดินมาอย่างเป็นจังหวะจะโคน ประสานกับข่าวการรัฐประหาร ซึ่งเป็น
เสียงซุบซิบแพร่หลายไปทุกสังคม จนมาได้ยินจากปากของคนใกล้ชิด ชีปะขาวแห่งบ้านหลายเสา ยืนยันมี
การรัฐประหารแน่นอน เพื่อปกปิดอะไรหลายเรื่องและต้องการปลุกกระแสรักชาติ คลั่งชาติไปอำพรางสิ่งที่
พวกตนต้องการอะไรมากกว่านั้น และขานรับกับพวกพันธมารได้ออกมายกระดับการชุมนุม เพื่อกรุยทางเปิด
ประตูให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหาร อย่างสะดวกและสมเหตุสมผล

ข่าวรายงานทำไมสื่อ CNN จึงเข้าไปทำข่าวทางฝั่งกัมพูชา ทั้งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก็แปลว่าหน่วยงานซีไอเอ
แปลรหัสและรู้ความลับระดับสูง ว่าทางฝั่งเรา จะดำเนินการเอาเรื่องรอยตะเข็บขายแดน มาเป็นสาเหตุในหลายเรื่อง
ประเด็นหลักก็คือการทำรัฐประหาร เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เปลี่ยนนายกฯใหม่ ใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยืดระยะการ
เลือกตั้งออกไป นี่เป็นเรื่องการเมืองภายประเทศล้วนๆ โดยยืมมือข้ามประเทศลากเอาฮุนเซ็นมาแสดงลิเกร่วมใน
งานนี้ด้วย การรายงานการปะทะตรงพรมแดนจ.ศรีสะเกษ ก็จะเห็นข่าวและภาพจาก CNN ทางฝั่งกัมพูชารายงาน
ไปทั่วโลกและงานนี้สหประชาชาติเสือกระดาษจะว่าอย่างไร จะเข้ามาไกล่เกลี่ยหรือแทรกแซง....คนไทยก็จำใจต้องทนที่มีรัฐบาลบริหารประเทศทำอะไรมักผิดพลาดมาเสมอ.....ส่วนเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีแถวสะพานมัฆวานนั้น เป็นเสียงที่เข้าไปบั่นทอน สร้างความเจ็บแค้น เครียดใจสำหรับชาวไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่น ไม่ได้มองเห็นคนที่อาศัยอยู่ใกล้พรมแดน ต้องมาเสียเลือด เสียน้ำตาและชีวิต เพราะความอ่อนด้อยทางปัญญาของ คนบางกลุ่มที่พยายามดึงประเทศเข้าไปสู่ท่ามกลางเขาควายแห่งความขัดแย้ง


เข้าไปดูภาพรายละเอียดจาก-

ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/news.sanook.com/1000140- เปิดคลิป-ไทยปะทะเขมร-บริเวณเขาพระวิหาร.html#toc
และ
ที่มา http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9490000122644

Re:

มีรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อเป็นส่วนประกอบในการใช้วิจารณญาณและความคิด
ของท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาวุธและการใช้นโยบายการทูตด้วยประสบการณ์
ความเขี้ยวในเรื่องต่างประเทศของนายกฯฮุนเซ็น ก้าวล้ำเกินกว่า รมต.ต่างประเทศของ
รัฐบาลชุดนี้ ที่ไม่ได้เรื่องแต่ขยันผิดประเภทงาน....จนต้องมีเรื่องมาให้ดั่งเช่นวันนี้

ที่มา http://www.go6tv.com/

ใต้เท้าขอรับ! หยุดสงครามเดี๋ยวนี้!

ที่มา ประชาไท

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรสุข ออกมาเรียกร้องให้สภากลาโหมประชุมเพื่อมีมติเสนอรัฐสภาให้ประกาศสงครามกับประเทศกัมพูชา และให้ประกาศว่า "3 วันจะบุกถึงกรุงพนมเปญ"

แน่ละ พล.อ.ปฐมพงศ์ ไม่ใช่ตัวแทนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งหมด แต่นายพลตกสมัยคนนี้ก็พูดเรื่องนี้บนเวทีพันธมิตรฯ ตามด้วยลูกคู่พาเหรดออกมาหนุนมากมาย ในสมัยที่ประเทศในภูมิภาคกำลังจะรวมกันเป็นประชาคมเดียวกัน

เรื่องแบบนี้ไม่ต้องไปให้ค่าก็คงจะได้ แต่การปะทะที่เกิดขึ้นตลอดหลายวัน ก็ทำให้สงครามระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

กระนั้นสงครามที่อาจจะมีขึ้น เกิดขึ้นเพื่ออะไร เพื่อพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของชาติ เพื่ออธิปไตยของชาติ หรือเพื่ออะไร

ทำไมชาติของเรา และความหมายทั้งหมดข้างต้น จึงนิยามได้คับแคบขนาดนี้ ชาติของเรา ไม่ได้รวมถึงความมีน้ำใจ ความเป็นมนุษย์ ความเป็นเหตุเป็นผล ความประนีประนอม ความไม่นิยมความรุนแรง จิตสำนึกในสันติภาพ ใจที่กว้างใหญ่กว่าเขตแดนเส้นสมมติ ฯลฯ หรอกหรือ

ทำไมชาติของเรา ไม่สามารถมองนอกกรอบ ไปให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาพื้นที่พิพาทร่วมกัน กระทั่งเป็นสัญลักษณ์ของการหลอมรวมเป็นอาเซียนประชาคมเดียวกัน

เฉพาะประสาทพระวิหารที่เป็นมรดกโลกนี้ หากพัฒนาพื้นที่โดยรอบร่วมกัน จะดึงนักท่องเที่ยวได้เท่าไร คนกัมพูชาก็ได้ประโยชน์ คนไทยก็ได้ประโยชน์ คนในพื้นที่ก็ได้ประโยชน์ พิพาทกันเช่นนี้ โดยที่เราพยายามจะยึดมาเป็นของเรา อย่างมากก็เป็นพื้นที่รกร้าง ปลูกได้แต่กับดักระเบิด ซึ่งไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย

พื้นที่กันดาร 4.6 ตารางกิโลเมตรนี้ พูดจริงๆ รวมแล้วก็ช่างน้อยกว่าพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่นายทุนต่างด้าวถือครอง ทำเงินมหาศาลแล้วขนออกนอกประเทศไม่รู้กี่ร้อยกี่พันหมื่นแสนเท่า การอ้างเกียรติและศักดิ์ศรี อธิปไตย ฯลฯ จึงโบราณ น้ำเน่า และขอโทษนะครับ 'ดัดจริต'

แน่ล่ะ เรื่องอธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องตระหนัก แต่เราไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ถูกยึดครอง ถูกรุกราน ถูกกดขี่ และพื้นที่ที่มีปัญหานี้เป็นพื้นที่พิพาทที่มีมานาน มีกระบวนการแก้ไขชัดเจนบนโต๊ะเจรจาอยู่แล้ว เราหมดหนทางที่จะเจรจาแล้ว จนกระทั่งมีเหตุผลใดกันจึงต้องมักง่ายหันไปหาวิถีทางของกระบอกปืน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เจรจาจริงจังแต่อย่างใดเลย

ในสถานการณ์เช่นนี้ เราต่างรู้แก่ใจว่า การปะทะนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมือง จากแรงกดดันในประเทศ ซึ่งน่าเชื่อด้วยว่าเป็นแค่คนกลุ่มน้อยคลั่งชาติหัวรุนแรงของทั้งสองประเทศ ซึ่งผลของมันเพื่ออะไร ยังเป็นคำตอบที่ไม่มีใครตอบได้ มีแต่ชีวิตที่ต้องสังเวย คือทหารชั้นผู้น้อย ชาวบ้านที่ทำมาหากินในพื้นที่ของสงครามที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น

สงครามเพื่อชาติทุกสมัยล้วนแต่มองข้ามความเป็นธรรมเช่นนี้เสมอมาไม่ใช่หรือ

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จงใจให้เกิดการปะทะนี้หรือไม่ หากใช่ก็นับว่าเป็นนักการเมืองที่เหี้ยมเกรียมภายใต้ท่าทีสุภาพชน หลังจากทำให้เกิดการสังหารหมู่ในใจกลางมหานครมาก่อนหน้านี้แล้ว

แต่หากไม่ใช่ นั่นก็คือสภาพที่กุมและควบคุมกลไกภายในไม่ได้

หรือหากจะโทษกองทัพหรือรัฐบาลกัมพูชาเป็นผู้เริ่มต้นเปิดฉากปะทะ นั่นก็ย่อมหมายความว่า การเมืองของเราได้เปิดจุดอ่อนให้ถูกแทรกแซงได้ด้วยระเบิดไม่กี่ลุก ฉากปะทะไม่กี่ฉาก ซึ่งไม่ว่าจะด้วยที่มาแบบไหน ก็สะท้อนสภาพเงาทะมึนของขุนทัพนายพลหรืออำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล ที่ไม่ว่าจะอย่างไรทั้งรัฐบาลและกอทัพก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบอยู่ดี

ทั้งหมดนี้ อยากจะชวนให้ถอย และปีนขึ้นไปมองมุมสูง ว่านี่คือสังคมที่เราต้องการหรือไม่ พูดให้ชัดอีกครั้งก็คือ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เชื่อเชิญคณะทหารเข้ามามีบทบาททางการเมือง คือสังคมที่เราต้องการหรือไม่

กรุณาตอบแค่ว่า 'ใช่' หรือ 'ไม่' เพราะอย่างน้อยตัวผมก็ไม่ต้องการถกเถียง คิดเสียว่า ชาติต้องการความสามัคคีในยามที่เรามีศึกรบพุ่ง

สำหรับผม นี่ไม่ใช่สังคมที่เราต้องการ เพราะ 'สันติภาพ' ไม่มีทางเกิดขึ้นภายใต้การเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่ผู้ใช้อำนาจไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนของตัวเอง ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

รายงานเสวนา: กองทัพ การเมือง ประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการ-ทหาร วิพากษ์ปฏิรูปการเมืองไทยต้องปฏิรูปกองทัพ ชี้กองทัพไทย อิงแอบสถาบันกษัตริย์ แทรกแซงการเมือง ขาดสำนึกประชาธิปไตยและขาดความเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นพลเมือง

วันที่ 6 ก.พ. 54 กลุ่มนิติราษฎร์จัดการเสวนาวิพากษ์บทบาทกองทัพต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พ.อ.ภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ เลขาธิการคณะอนุกรรมาธิการทหาร ในสภาผู้แทนราษฎร สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น และปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติราษฎร์ ดำเนินรายการโดยประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช


ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
ทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ทหารมามีบทบาททางการเมืองล่าสุดคือช่วงรัฐประหาร 19 ก.ย.

ผมนำหนังสือ The Soldier and the State เป็นหนังสือที่เขียนเมื่อปี 1957 ซึ่งเสนอว่าต้องทำทหารให้เป็นอาชีพ และเสนอหลักความเป็นสูงสุดของพลเรือน เพื่อทำให้มีความเป็นประชาธิปไตยและทหารจะไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งก็ไม่แน่ว่าหลักอันนี้จะหยั่งรากลึกในสังคมไทยเพียงใด เพราะหลัง 19 ก.ย. เป็นต้นมา ทหารก็เข้ามามีบทบาทสำคัญ


พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย
มีคนกล่าวไว้ว่าหากจะปฏิรูปการเมือง ถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพจะไม่มีวันได้รับความสำเร็จเลย นั่นหมายความว่าทุกประเทศที่ต้องการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงต้องปฏิรูปกองทัพเสียก่อน

กองทัพของประเทศไทยได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยได้อย่างไร กองทัพได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ปี 2475 โดยทหารระดับกลางและล่างได้ร่วมกับฝ่ายคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

หลังจากนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีการแย่งชิงอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ฝ่ายอนุรักษ์ อำมาตย์ แย่งชิงอำนาจทางการเมืองกับฝ่ายคณะราษฎรหลายครั้ง จนกระทั่งเกิดกบฏพระองค์เจ้าบวรเดช ฝ่ายอนุรักษ์ได้ถูกปราบปรามอย่างราบคาบ นับแต่นั้นมา ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายอำมาตย์ก็ได้ปรับการแย่งชิงการเมืองโดยการตั้งพรรคการเมืองคือพรรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตั้งขึ่นในวันจักรี

หลังจากนั้นมีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และมีความแตกแยกมากขึ้นๆ ด้วยการแตกแยกของคณะราษฎรฝ่ายทหารและพลเรือน และคณะราษฎรฝ่ายทหารเข้ามาคุมการเมืองมากขึ้น

ปี 2490 มีการรัฐประหารสมัย พล.ร.ท. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ มีรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม มีการถวายคืนพระราชอำนาจให้กับพระเจ้าอยู่หัวหลังจากมีการยึดอำนาจ 2475 เป็นเหตุให้กองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้นำประเทศจากที่เคยอ้างว่าปกครองประบอบประชาธิปไตยกลับไปสู่กึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์กึ่งประชาธิปไตย เราจะเห็นว่ามีการถวายคืนพระราชอำนาจให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการตั้งคณะอภิรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาก็คือองคมนตรี

หลังจากนั้นก็มักจะรัฐประหารหลายครั้ง และมากที่สุดในโลก ทั้งที่ทำสำเร็จและที่ไม่สำเร็จ รวมกัน 22 ครั้ง ที่สำเร็จ 10 ครั้ง ถามว่าทำไมประเทศไทยกองทัพจึงมาข้องเกี่ยวกับการเมือง อ.นิธิ (เอียวศรีวงศ์) พูดถึงผลประโยชน์สามประการ คือหนึ่ง อำนาจ สอง งบประมาณ ตราบใดที่กองทัพเข้ามาครอบงำทางการเมืองก็จะได้งบประมาณเพิ่มขึ้นตามที่ผู้นำเหล่าทัพต้องการ สามคือผลประโยชน์ของรัฐ เช่น คลื่นวิทยุ เขตพื้นที่หวงห้าม

แต่ที่สำคัญที่ทำให้บ้านเมืองของเรากองทัพเข้ามาครอบงำการเมืองได้ ไม่ต้องโทษใคร ต้องโทษนักการเมือง นักการเมืองเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชั่น หรือไม่ยอมรับกราบกรานอำนาจนอกระบบ ท่านจะเห็นว่าเมื่อเร็วๆ นี้นักการเมือง สามพี สี่พี (ชื่อย่อ) ก็เข้าไปกราบกรานผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ ซึ่งนี่เป็นรากฐานมาจากความขัดแย้งในสมัยคณะราษฎร จนกระทั่งสมัยจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ ทำรัฐประหารเพื่อคืนอำนาจให้อำมาตย์ นักวิชาการต้องกล้าพูดความจริงเหล่านี้

ผมบอกได้เลยว่า การทำรัฐประหารไม่ใช่บังเอิญ ก่อนการทำรัฐประหารต้องมีการสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นข้ออ้างให้กับผู้ทำรัฐประหาร ข้ออ้างที่อ้างเสมอคือ รัฐบาลพลเรือนทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่จงรักภักดี เราจะเห็นได้จากเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ในช่วง 14 ตุลา กองทัพเสียอำนาจไปมาก และได้สร้างกองกำลังหนึ่งคือกองกำลังนวพล และเห็นว่านักศึกษามีพลังมากขึ้นๆ ก็เกิดกระบวนการกระทิงแดงขึ้นมา มีการสร้างสถานการณ์ว่านิสิตนักศึกษา มธ. ฝึกคอมมิวนิสต์ ขุดสนามเพลาะ มีคนญวนเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว แล้วก็มีการล้อมปราบกันในวันที่ 6 ตุลา ทำให้นิสิตนักศึกษาก็หนีเข้าป่า ไม่หนีก็ตาย ถามว่านิสิตนักศึกษาช่วงนั้นอยากเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ระบอบคอมมิวนิสต์หรือเปล่า ก็เปล่า

ถามว่าทำไมทหารต้องรู้สึกว่าต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไปดูรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีกองทัพเพื่อรักษาเอกราชและประชาธิปไตยและความมั่นคงของรัฐ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และพัฒนาชาติบ้านเมือง นี่คือรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการซ่อนรูป กำหนดบทบาทของกองทัพไว้ 5 ประการ ไม่ได้บอกว่าต้องมาเกี่ยวข้องทางการเมือง แต่เนื่องจากกองทัพนั้นเป็นสถาบันที่เข้มแข็งมีระเบียบวินัย นักเรียนทหารส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าตัวเองรักชาติ รักสถาบันมากกว่าคนที่อยู่ในวิชาชีพอื่น ผมคิดว่าทหารเกินครึ่งคิดอย่างนั้น


สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
วันที่เกิดศึกชายแดนก็คิดอยู่ว่าปกติแล้วสงครามมักถูกใช้เป็นข้ออ้าง ในการทำอะไรได้หลายๆ อย่างรวมทั้งการใช้กำลังทหารยึดอำนาจควบคุมรัฐบาล ถ้าได้เหตุผลสมควรว่ารัฐบาลพลเรือนอ่อนแอเกินไปที่จะป้องกันประเทศ แต่พอ ผบ.ทบ. ออกมาพูด ผมว่าคงไม่ใช่ เพราะรู้สึกว่าท่านไม่ได้ด่ารัฐบาล ท่านด่าผู้ประท้วง เขาคงไม่คิดไกลขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อกลับมาที่โหมดรัฐประหาร ผมว่าคงลือไปอีกนานจนกว่าจะจริง เพราะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เอาทหารออกไปจากการเมืองยากมาก เรื่องการคิดว่าพลเรือนเป็นใหญ่ไม่ตกผลึกในสังคมไทย อยู่ไม่คงทน

ผมอยากอธิบายเปรียบเทียบสองสามประเทศ ผมเกี่ยวข้องกับทหารเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ฉะนั้นอย่าถามว่าใครรุ่นไหน หรือใครจะทำรัฐประหาร

บทบาทของกองทัพในประเทศโลกที่สาม หรือประเทศกำลังพัฒนา อย่างประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาไม่เสร็จเสียที ผลผลิตของการเมืองในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายแหล่ มันเป็นผลผลิตของกองทัพโดยตรง อย่างกรณีประเทศไทย คณะราษฎรที่ทำการปฏิวัติ 1932 คือคณะทหารส่วนหนึ่งร่วมกับพลเรือนส่วนน้อย ยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ ดังนั้นในองค์ประกอบที่ได้อำนาจมามีกองทัพอยู่เป็นส่วนหลักเลยทีเดียว แม้จะไม่ได้ยิงปืนสักแปะเดียว

ในประเทศอื่น คือพม่า ที่ใช้กองทัพในการปลดปล่อยประเทศ และทหารพม่าก็ยึดครองอำนาจรัฐไว้กับตัวตลอดมา ถ้าจะดูประเทศอื่นอย่างทหารอินเดียทำไมไม่ยึดอำนาจ ก็เพราะการได้เอกราชของอังกฤษเป็นการนำโดยพลเรือน

ในระยะหลังจากที่ประเทศอื่นปลดปล่อยตัวเองออกจากการเป็นอาณานิคม ระยะ 60-70 ปีที่ผ่านมา คือ ศตวรรษที่ 20 ก็คือการแข่งขันกันทางอำนาจของคนที่อยู่ในกลุ่มอำนาจต่างๆ โดยที่ทหารเป็นหลัก

ยุค 1980 การแย่งอำนาจเปลี่ยนมือ ในประเทศไทยสำคัญมาก เพราะว่าพลเรือนขยายอำนาจทางการเมืองของตัวเองมากขึ้น เพราะความเจริญทางเศรษฐกิจช่วง 1970 มันสร้างให้ชนชั้นกลางเกิดขึ้นมา และผ่านระบบการศึกษาสมัยใหม่ ทำให้นักศึกษาปัญญาชน มีความรู้สึกว่าพื้นที่ทางการเมืองควรถูกแตะ จึงเกิดการลุกฮือขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองมาจากทหาร

ในเกาหลีใต้ เกิดการลุกฮือขึ้นของนักศึกษา มีการลุกฮือที่กวางจู มีการปราบปรามอย่างรุนแรง ตายหลายร้อยคนเจ็บเป็นพัน และการต่อสู้เพื่อให้พลเรือนเป็นใหญ่ การต่อสู้นี้ยาวนานมาก และใช้เวลาถึงแปดปี และผ่านกระกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากคือ การเลือกตั้ง ในเกาหลีใต้สามารถทำได้ และสถาปนาความสูงสุดของพลเรือนได้
ในพม่า ไม่ประสบความสำเร็จ ที่สุดแล้วทหารพม่าสามารถใช้ความรุนแรงปราบปรามจนเหี้ยนเตียน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำให้อำนาจพลเรือนไม่ได้ล้มหายตายจากไป แต่ความพยายามที่จะแย่งชิงอำนาจจากทหารมีเรื่อยๆ และสม่ำเสมอ ซึ่งผลที่สำคัญคือเศรษฐกิจและการศึกษา ที่เห็นว่าทหารไม่สามารถบริหารประเทศให้ก้าวหน้าไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก

ประเทศที่ทหารมีอำนาจมีนัยยะอย่างสำคัญต่อความถดถอยทางเศรษฐกิจ เช่นพม่า หรือไทย ถดถอยแม้กระทั่งฐานะ ตำแหน่งในเวทีสากลด้วย สนธิ มีความทุกข์ทรมานมากในการพยายามอธิบายความสำเร็จของเขาในการทำการรัฐประหาร ผมเห็นนักวิชาการหลายคนที่ทุกข์ทรมานในการพยายามไปอธิบายกับคนไทยในประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เห็นแล้วก็เป็นที่น่าอดสู

เวลานั้นยุโรปขอถอยห่างความสัมพันธ์ สหรัฐอเมริกาจำใจต้องตัดความช่วยเหลือทางทหาร ทั้งๆ ที่สหรัฐก็รู้มาก่อน
ฉะนั้นในไทยยิ่งสำคัญมาก เกิดการยื้อแย่งอำนาจทางการเมืองระหว่างทหารและพลเรือนตลอด พอสิ้นยุคเปรมาธิปไตยแล้ว จะเห็นว่าพลเรือนสำเร็จมาก และพิสูจน์ให้เห็นว่าการปกครองโดยพลเรือนสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าได้

นี่คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบันเราจะพบว่าในหลายๆ ประเทศซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ทหารจำเป็นต้องแสดงออกอีกแบบหนึ่ง จะต้องตกแต่งหน้าตาของการปกครองให้ดูเสมือนหนึ่งเป็นพลเรือน พลเอกเตงเส่ง ต้องถอดเครื่องแบบมาใส่สูท ลงเลือกตั้งซึ่งก็เป็นการเลือกตั้งที่สมูธมาก

ในประเทศไทยก็เขียนรัฐธรรมนูญแบบนั้นเหมือนกันคือให้ ส.ว. สรรหามานั่งอย่างเต็มภาคภูมิ

ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องพิจารณาเรื่องความเปลี่ยนแปลงของอำนาจทางพลเรือน ทำได้อย่างไรบ้าง

อย่างแรกคือ การปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างกองทัพและพลเรือน แต่ต้องมั่นใจว่าพลเรือนเป็นฝ่ายชนะ ถ้าชนะก็เป็นแบบเกาหลีใต้ ไม่ชนะเป็นแบบพม่า แต่ถ้ายังไม่ชนะก็ดึงกันไปกันมาแบบไทย

นายทหารทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศและคนอื่นเป็นผู้อาศัย ในประเทศไทยคนที่เป็นทหารมีหน้าที่ปกป้องหัวใจของชาติไทย และประสบความสำเร็จในการผูกพันตนเองเข้ากับพระมหากษัตริย์ ใครที่ทำลายกองทัพเท่ากับทำลายสถาบันด้วย พลเรือนที่จะประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจต้องจัดวางตำแหน่งกองทัพให้ดี

สาม เกาหลีใต้ใช้เวลา 8 ปี ความจริงแล้วรัฐบาลเผด็จการอยู่อีกแปดปี จนกระทั่งแพ้การเลือกตั้ง รัฐบาลพลเรือนรื้อฟื้นคดีขึ้นมาทำใหม่ ทำอะไรบ้าง คือเปลี่ยนความทรงจำ ทำให้คนที่ตายในเหตุการณ์นั้นเป็นวีรบุรุษของชาติ และชดเชยให้ญาติวีรชนเหล่านั้นที่สูญเสีย และเปลี่ยนความทรงจำเกี่ยวกับทหารหมด รื้อค่ายทหารและตั้งพื้นที่ตรงนั้นเป็นอนุสรณ์สถาน ที่เด็ดมากกว่านั้นคือทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม เข้าคุก ถูกพิพากษาประหารชีวิต หลังจากนั้นเกาหลีใต้ จนถึงปัจจุบันรวมเวลาแล้ว 31 ปี ไม่มีกองทัพอยู่ในการเมือง แต่กรีของไทยอาจจะต้องใช้เวลานานกว่านั้นหน่อย เพราะคนที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง แล้วยังสามารถทำราวกับกองทัพเป็นสมบัติส่วนตัวได้ เป็นเรื่องประหลาดที่นายพลที่เกษียณอายุไปแล้วยังฝันอยากจะมีกองพันทหารม้าสักกองหนึ่งเป็นบรรณาการของชีวิต


พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ
ผมเป็นทหารอาชีพ จบโรงเรียนนายร้อย เป็นทหารราบ กลับมาเป็นอาจารย์ประจำที่นิด้า สอนอยู่ประมาณสิบปี ที่จะพูดเป็นประสบการณ์ทั้งด้านที่เป็นอาจารย์และการทำงานให้กรรมาธิการทหาร สภาฯ ที่ใช้ตำแหน่งนี้เพราะสามารถพูดได้
ผมจะมองในเชิงวิชาการนิดหนึ่งว่า ถ้าคำอธิบายเรื่องทหารว่าถ้าพลเรือนเป็นใหญ่แล้วจะเป็นประชาธิปไตย มันไม่ใช่ วิธีง่ายๆ ที่จะใช้ศึกษาอาจจะต้องมองดูเศรษฐกิจการเมือง ใครครองอำนาจทางเศรษฐกิจได้มากกว่า เราต้องวิเคราะห์ว่าตกลงการเป็นประชาธิปไตยของไทยมันคือสิทธิเสียงเท่ากันหรือเปล่า

เริ่มจาก 2475 เราเปลี่ยนโดยกรณีพิเศษ และมีคนคิดเปลี่ยนให้ โดยการไปดึงกลไกที่มีอำนาจมาร่วมทำแบบพิเศษ คือกลไกทหาร แล้วทำให้ทหารมีอำนาจเหนือรัฐมาตั้งแต่นั้น องค์กรข้างในก็จะปั่นป่วน

สิ่งที่ต่างจากอังกฤษและยุโรปเปลี่ยนด้วยตัวเอง มีความขัดแย้งเรื่องโครงสร้างการผลิต ชนชั้นผลิต เมื่อค้นพบเครื่องจักรไอน้ำ อยากเพิ่มกำลังการผลิตแล้วมันติดขัด เพราะคนๆ หนึ่งคือเจ้าเป็นทั้งเจ้าของที่ดินและแรงงาน มันจึงเกิดความขัดแย้ง เกิดการปฏิวัติทำให้เกิดการล้มล้าง นั่นแสดงว่าหนทางเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามถ้าเปลี่ยนแปลงเองแล้วจะมีเสถียรภาพ

แต่ประเทศที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่นไทย ทุนเข้าไปอยู่การเมืองเจ้าไปอยู่ในสภา คุณเป็นอีลิทไปแล้ว ผมแนะว่าเวลาคุยเรื่องนี้ ถ้าเปลี่ยนทฤษฎีการมองจะเห็นชัด

กลุ่มทหารมีอำนาจสูงสุด พอ 2516 เปลี่ยนไปกลุ่มทุนเข้ามาแทนที่ จาก 2516 มาทุนมีเสถียรภาพ เพราะสามารถเอาอำนาจเศรษฐกิจมาควบคุมการเมืองได้โดยตรง และทุนที่ว่าตั้งแต่สมัยเดิมถึงชาติชาย เป็นทุนที่มีมิติทางเศรษฐกิจ คือคลื่นลูกที่สอง คือหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจเอาอำนาจทางการเมืองมาเขียนโครงการเพื่อประโยชน์แก่ตน เช่นคมนาคม หาส่วนเกินเป็นเปอร์เซ็นต์

พอคุณทักษิณเข้ามา มิติทางเศรษฐกิจหลากหลาย ขั้นต้น เขาใช้ภาระทางการเมืองไปหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งอย่างตรงไปตรงมาทั้งในและนอกประเทศ ปัญหาเหล่านั้นทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทุน

สิ่งที่บางคนพูดมันถูกนะครับ ว่าปัญหาประชาธิปไตยไทยไม่ใช่เรื่องของคนข้างล่างอย่างเรา ถ้าเศรษฐกิจการเมืองรวมศูนย์ผูกขาดไม่มีทางเป็นประชาธิปไตย ทุนเล็กทุนน้อยเมื่อมันโตและเท่าเทียม ถ้าทุนเติบโตและกระจายเป็นฐานกว้าง ประชาธิปไตยมาเอง ปะเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอทุนเก่าทุนใหม่ทะเลาะกันมันแก้ไม่ได้ คนที่พุดแรกๆ น่ะถูกแล้ว คือกลุ่มเศรษฐกิจมามีอำนาจทางการเมือง กลไกเป็นของพวกเขาเสียทั้งหมด เป็นทุจริตทางเศรษฐกิจ อิลีทจึงบอกว่าไม่มีทางออก จึงต้องใช้การรัฐประหารปี 2549

ถามว่าคิดแบบนี้ถูกไหม ถูก แต่วิธีแก้ปัญหามันไม่ถูก คือโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ได้แก้ให้กระจายตัว และไม่ให้เศรษฐกิจกระจุกตัว แล้วปฏิวัติแล้วทำหอกอะไร ก็ไปไล่ฆ่าเขาอีก ถามว่าทุนเก่าหายไป ทุนใหม่เกิดได้ไหม ก็ได้อีก ไปสร้างวาทกรรทว่าเขาโกงมหาโกง แล้วไอ้คนที่มาใหม่มันโกงหรือเปล่า แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน บางคนบอกว่า ถ้าไม่ปฏิวัติเดี๋ยวปรับตัวกันไปเอง แต่ผมไม่แน่ใจเพราะถ้ารวมศูนย์ผูกขาดแล้วแก้ยากมาก สรุปคือปัญหาอยู่ที่เดิม คือโครงสร้างอำนาจมีปัญหา คือประชาธิปไตยไทยมีแต่รูปแบบ คุณอย่าไปมองแค่ว่าถ้าไม่ปฏิวัติแล้วจะเป็นประชาธิปไตย ถามว่าตั้งแต่ปี 2535 ทหารกลับเข้ากรมกอง แล้วคุรบอกสลายแล้ว สลายอะไรล่ะ กลุ่มทุนก็เข้ามาเทกโอเวอร์ แล้วก็มาแก้ปัญหาอย่างไม่ซับซ้อน ไปเอาคนแก่มาเป็นนายกฯ จะขึ้นบันไดก็พักเสียสามหน

เวลาคุณเลือกที่จะทำการเปลี่ยนแปลง คนก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่หลังจากนั้นจะทำอะไร คุณก็ไม่ได้กระจายโครงสร้างทางอำนาจ ถ้าจะทำจริงคุณต้องปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปภาษี จะทำอย่างไรให้คนไม่รังเกียจทุน และทำให้ทุนใหญ่ทุนน้อยเป็นมิตรกันได้

สำหรับทหาร จริงๆ แล้วต้องแยกกัน การปฏิวัติครั้งก่อนๆ ต้องแยกกัน สมัยก่อนทหารปฏิวัติเขามีอุดมการณ์ต่างๆ กันไป แก้ปัญหาโดยตัวของเขาเอง ปฏิวัติเสร็จก็เอาความคิดไปทำ สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่สำหรับปี 2549 อธิบายได้ไหมว่าเขามีอุดมการณ์การเมืองอะไร หรือเขาทำเองหรือเปล่า หรือเขาทำให้ใคร

สองคือ บางทีการปฏิวัติ เมืองนอกที่ง่ายๆ เช่นเยอรมนีพอสงครามโลกสิ้นสุดลง และกองทัพเห็นว่าเป็นองค์กรสำคัญต้องทำให้อุดมการณ์เปลี่ยนแปลงเสียใหม่ คือให้ทหารพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ของไทย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้วคุณพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้หรือเปล่า

ผมขอสรุปขั้นต้นว่า วิธีวิเคราะห์ก็สำคัญ คือพลเรือนน่ากลัวกว่าทหารอีก เพราะเขาจะจีบปากจีบคอพูดว่าเขามาจากการเลือกตั้ง ต้องไปดูว่าพลเรือนพวกนี้ใช่ทุนหรือเปล่า ต้องถามว่าตัวแทนราษฎรและผู้แทนราษฎรเป็นคนๆ เดียวกันหรือเปล่า แล้วก็มีปัญหาเรื่องระบบพรรคเอยอะไรเอย

และตกลงว่าวันนี้ประชาธิปไตยเป็นแต่รูปแบบหรือเปล่า


ปิยบุตร แสงกนกกุล
ประเด็นที่ผมจะอภิปรายมี 2 หัวข้อ
การบูรณาการกองทัพเข้ากับสังคมประชาธิปไตย มีดัชนีชี้วัดอยู่หลายประการ ผมสรุปมาได้ 6 ข้อ
1. การเมืองมาก่อนทหาร พลเรือนมาก่อนทหาร กองทัพจะเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ของนโยบายทางการเมืองเท่านั้น ลักษณะแบบนี้จะเกิดได้อย่างไร ก็ต้องมีบทบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับการควบคุมกองทัพโดยองค์กรทางการเมือง กองทัพต้องรับผิดชอบต่อองค์กรทางการเมือง เช่น รัฐมนตรีกลาโหมต้องเป็นพลเรือน มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง หรือกรรมาธิการประจำสภาเกี่ยวกับเรื่องทหาร รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบในเรื่องต่างๆ ของทหาร และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของกองทัพได้

2. การลดบทบาทของกองทัพในเรื่องความมั่นคงภายในประเทศ การชุมนุม การสายการชุมนุมเป็นหน้าที่ของตำรวจและฝ่ายปกครอง ส่วนทหารไปทำหน้าที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ก็ควรลดลงคือไปทำหน้าที่ป้องกันความขัดแย้งไม่ให้เกิดขึ้น ทำหน้าที่เรื่องมนุษยธรรม เช่น การบูรณะที่ติมอร์ตะวันออก

3. มีสิทธิทางการเมือง แน่นอนว่าคนที่เป็นทหารจะดำรงตำแหน่งอื่นๆ ทางการเมืองไปพร้อมๆ กันไม่ได้ ควบรมต.กลาโหมกับ ผบ.ทบ. ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีความเห็นทางการเมือง

4. การคัดคนเข้าเป็นทหารต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเสมอภาค สิทธิ เสรีภาพ

5. หลักสูตรการศึกษา ไปดูว่าหลักสูตรเขาเรียนสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ กฎหมาย หลักการประชาธิปไตย สิทธิหน้าที่ทหารเป็นอย่างไร มีการสอนกฎการใช้กำลังไหม หรือสอนแต่เรื่องชาติศาสนา พระมหากษัตริย์

6. การยอมรับความหลากหลาย ต้องมีความหลากหลายทางศาสนา เชื้อชาติ เพศ เป็นต้น
ในเยอรมนีมีหลักการเกิดขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพต้องปรับตัว หลังบอบช้ำจากความเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง จึงต้องปรับตัวคิดหลัก Moral Conduct มีหลายประการ

หนึ่ง ทหารไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่ออกไปรบ หรือเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่ทหารเป็นพลเมืองที่ไปใส่เครื่องแบบทหารเท่านั้นเอง แต่ทหารนั้นอยู่กับหลักการที่เคร่งครัดอย่างยิ่งคือเรื่องคำบังคับบัญชา กับอีกหลักคือเสรีภาพของมนุษย์ สองอย่างนี้จะหาดุลยภาพได้อย่างไร

ปัจจุบันหลักนี้ในเยอรมนี ถือว่าหลักนี้มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญจะออกกฎหมายใดมาขัดแย้งหลักนี้ไม่ได้ ใช่สอน ใช้อบรมทหารตั้งแต่เข้าโรงเรียนนายร้อยก็ต้องเรียน

ทหารเป็นพลเมืองในเครื่องแบบ มีความเป็นอิสระในฐานะบุคคล เป็นพลเมืองที่มีจิตสำนึก สิทธิ เสรีภาพ และความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็พร้อมสำหรับภารกิจหน้าที่

โดยสรุปแล้ว Moral of Conduct ของเยอรมนีมีอะไรบ้าง หนึ่ง พลเรือนเป็นใหญ่ สอง ควบคุมโดยรัฐสภา สาม ยึดนิติรัฐ สิทธิ สี่ สาธารณชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา ห้า ยกเลิกศาลทหาร หก แบ่งแยกเขตอำนาจทหารพลเรือนอย่างชัดเจน

หนึ่ง สิทธิเสรีภาพ มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วย แต่อาจถูกจำกัดสิทธิได้โดยเฉพาะในกรณีที่กฎหมายกำหนด โดยคนที่ตรากฎหมายคือรัฐสภา โดยจำกัดไปเพื่อความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารเท่านั้น

แน่นอนว่าหลักของทหาร ต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา แต่มีข้อยกเว้นสองกรณี คือมีสิทธิปฏิเสธไม่ปฏิบัติตาม ถ้าคำสั่งนั้นละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สองทหารมีหน้าที่ในการปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามหรือเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาถ้าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นความผิดอาญา นั่นหมายความว่า ในการสลายการชุมนุม ให้ใช้สไนเปอร์ซุ่มยิง ถ้าเป็นบ้านเมืองอื่นเขาต้องปฏิเสธ

สอง การควบคุมโดยฝ่ายการเมือง โดยผ่านการควบคุมงบประมาณ และตรวจสอบการใช้งบประมาณของทหาร และอีกประการคือการคุ้มครองสิทธิหน้าที่ของทหารทุกคน โดยมีกรรมาธิการสภาควบคุมตรวจสอบดูแล สาม คือคณะกรรมการกลาโหม ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของกองทัพ

ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม รัฐสภาจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นโดยระบุว่าทุกการแทรกแซงของทหารต้องผ่านการพิจารณาแผนโดยรัฐสภาเสียก่อน ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนอย่างยิ่ง รัฐบาลอาจส่งไปก่อนแล้วมา ผ่านความเห็นชอบโดยรัฐสภาอีกครั้ง

ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพเยอรมนีคือพลเรือน ในสภาวะสงบ ผู้ควบคุมคือ รมต. กลาโหม ในภาวะสงคราม ผู้ควบคุมคือนายกรัฐมนตรี

หลักคุณค่าที่กองทัพเยอรมนีให้ความเคารพนับถือคือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ เสมอภาค ประชาธิปไตย และกฎหมาย แต่ในบางประเทศที่คุณค่าที่กองทัพนับถือ คือกษัตริย์ พระเจ้า ท่านผู้นำ หรือคอมมิวนิสต์


พ.อ.อภิวันท์

ทำไมการรัฐประหาร 2549 ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็เพราะหัวหน้าคณะรัฐประหารไม่ได้ตั้งใจทำ แต่เขาสั่งให้ทำ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารหัวหน้าคณะรัฐประหารจะได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นหัวหน้าคณะ ก็จะเห็นว่าเป็นการเกื้อกูลกันระหว่างกองทัพกับสถาบันกษัตริย์มาตั้งแต่ 2490 คณะใดที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้า คณะนั้นก็จะเป็นกบฏ ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ผมคิดว่าเพราะน้องๆ ทั้งหลายเข้าใจภารกิจของตัวเองผิด ซึ่งถ้าดูรัฐธรรมนูญจะพบว่า ภารกิจ หนึ่งคือปกป้องประเทศ.....แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าวันก่อนผมได้อ่านผลแถลงการณ์ปฏิบัติหน้าที่ ผมอ่านแล้วตกใจเพราะว่ากองทัพบกเอาภารกิจป้องกันประเทศไปไว้อันดับสาม หมายความว่าอะไร ผู้นำเหล่าทัพเข้าใจภารกิจและคุณค่าของตัวเองไม่ถูกต้อง

ภารกิจแรกคือปกป้องกษัตริย์ ภารกิจที่สองคือการดำเนินการตามพระราชดำริ สาม ป้องกันประเทศ บอกได้เลยนะว่านี่เป็นประเทศเดียวในโลก นี่คือการวิเคราะห์ภารกิจผิดพลาด

การแก้ไขปัญหาการเข้ามาครอบงำทางการเมือบงของกองทัพจะแก้อย่างไร ผมเรียนไปแต่ต้นว่าจะปฏิรูปการเมืองสำเร็จได้ต้องปฏิรูปกองทัพด้วย กองทัพเองก็ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ของโลกว่าในอนาคตจะมีสงครามขนาดใหญ่ขึ้นได้หรือไม่ เราจะเห็นว่าในอนาคตการรบรากันจะน้อยลง ดังนั้นหน้าที่ของตัวเองคืออะไร ก็คือการพัฒนาประเทศ คุณสมบัติของนายทหารควรจะเป็นอย่างไร ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปเป็นนักวิศวกรรม นักวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร ต้องพัฒนาตัวเองไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นวิศวกร จำนวนกำลังพลจะต้องลดลงครึ่งหนึ่ง คุณภาพของทหารจะต้องมีความรู้ความสามารถทางเทคโนโลยี การจัดซื้ออุปกรณ์ต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นสิบปี แต่เป็นที่น่าเสียดายผมเสนอในสภากลาโหมก็ได้รับคำวิจารณ์ว่า นี่เป็นการเสนอแบบวิชาการไม่น่าทำได้

สิ่งหนึ่งที่ต้องทำ พัฒนาหลักสูตร ผมบอกได้เลยน้องๆ หลายคนเป็นคนเรียนเก่งในสมัยมัธยม แต่พอถูกฝึกว่าคำสั่งผู้บังคับบัญชาคือพรแห่งสวรรค์ แล้วคิดดูว่าคนที่ถูกฝึกอย่างนี้ไปเป็นสิบปีโดยไม่สงสัยว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องส่งไปเรียนหลักสูตรพลเรือนมากขึ้นก็จะได้วิธีคิดอีกแบบ

สิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบคือ สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยเรา ถูก “ซ่อม” แล้วให้เราปฏิญาณว่ารุ่นน้องที่ดีที่สดยังสู้รุ่นพี่ที่เลวที่สุดไม่ได้ ผมคิดว่าวัฒนธรรมแบบนี้จะต้องเลิก จะต้องเปลี่ยน ความจริงโรงเรียนนายร้อยทุกเหล่าสอนวิชารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในค่ายทหารก็ถูกทำให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่คิดว่าชอบด้วยหลักการหรือไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารรู้สึกว่าทหารรักชาติมากกว่าคนอื่น

ปฏิรูปกองทัพจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ก็คือการทำให้ทหารเป็นทหารอาชีพ Old Soldier Never Dies จะต้องเลิก สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือว่าทหารจะได้รับการยอมรับและได้รับความรักจากประชาชนก็คือทหารต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และต้องเรียนว่าทหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านมากองทัพเป็นปัญหาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ก็อย่างที่อาจารย์ปิยบุตรบอกว่าการรัฐประหารทุกครั้งจะต้องได้รับพระบรมราชโองการทุกครั้ง จึงไม่ทราบว่าปัญหากองทัพอยู่ที่ไหนกันแน่

ประเทศไทยอยู่บนทางสามแพร่ง แพร่งแรก คือทำให้เป็นอย่างญี่ปุ่น อังกฤษ สวีเดน หรือเดนมาร์ก อำนาจนอกระบบไม่เข้ามาครอบงำระบอบการเมือง กษัตริย์ก็อยู่อย่างสมพระเกียรติ ผมเชื่อว่าอย่างอังกฤษจะอยู่ได้เป็นอีกร้อยปี
แพร่งที่สอง คือการที่ทหารทำการรัฐประหารปิดประเทศ อย่างที่มีข่าวอยู่สองสามวัน ผมเรียนว่าข่าวลือนั้นเป็นข้อเท็จจริง ข่าวลือเรื่อง พล.อ. ด เด็ก กับพล.อ.ที่ชอบ ด.เด็ก

แพร่งที่สาม ผู้ปกครองประเทศใช้ทหารมาเข่นฆ่าพลเรือน ถ้าประเทศไหนผู้ปกครองประเทศใช้กองทัพเข่นฆ่าประชาชน มันก็จะเดินไปแพร่งที่สาม คือฝรั่งเศส รัสเซีย เนปาล อิหร่าน และที่เห็นปัจจุบันคือตูนิเซียและอียิปต์ สถาบันจะล่มสลาย เกิดการนองเลือด ผมเรียนด้วยความรักชาติรักสถาบัน และผมรู้ว่ามีคนมาอัดเทป ผมขอเรียนว่าผมพูดด้วยความรักชาติ อายุขนาดนี้ตายเป็นตาย แต่ผมพูดเพื่อให้น้องๆ ในกองทัพเห็นว่าประเทศไทยมีทางสามแพร่ง คนที่จะเลือกว่าจะนำประเทศไปสู่แพร่งไหนคือผู้ปกครองประเทศและกองทัพ ท่านต้องนึกให้ดีครับว่าพลเมืองของโลกก้าวหน้ามาขนาดนี้จะพาประเทศไปสู่แพร่งไหน

วิภา ดาวมณีถาม กองทัพไทยให้ยิงคนมือเปล่า หรือยิงผู้หญิงในวัดหรือเปล่า
พ.อ.อภิวันท์ตอบ กองทัพไม่ได้สอน หลักนิยมทางทหารการใช้สไนเปอร์จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อข้าศึกแต่งเครื่องแบบและมีอาวุธอยู่ในเมือง หลักปฏิบัติที่ผ่านมาผมคิดว่ากองทัพได้ละเลยความเป็นมืออาชีพและความเป็นสุภาพบุรุษ ผู้ที่ยิงคนในวัดถูกหลอกและมาฆ่าผู้ก่อการร้ายต่อสถาบัน บัดนี้ทหารหกนายได้สารภาพกับดีเอสไอแล้วว่าเขาเข้าใจผิดว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้ก่อการร้ายอาวุธครบมือ และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

สุภลักษณ์
Old Soldier Never Die But Diseased (ทหารเก่าไม่เคยตาย แต่อมโรค) กองทัพยังคงอยู่ในหมวดเก่า อย่างน้อยก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมนั่งในห้องนี้บ่อยๆ จนปัจจุบันนี้ก็ไม่น่าเชื่อเรายังคงต้องพูดเรื่องบทบาททหารกับการเมืองอยู่ ผมคิดว่าเรามีปัญหามากว่าทำไมเราต้องพูดเรื่องเก่าๆ มายี่สิบปีเป็นอย่างน้อย แต่ผมคิดว่าเราต้องพูดต้องไปอีกยี่สิบปีเป็นอย่างน้อย

ผมมีข้อเสนอสักสี่ห้าข้อในรอบนี้ ว่าทำยังไงให้ทหารแก่ตายเสียที
ข้อแรก ทั่วทั้งสังคมต้องปรับเปลี่ยนทัศนะทางการเมืองเกี่ยวกับกองทัพและทหารใหม่ด้วย ในฐานะสื่อมวลชน ผมมีโอกาสสัมภาษณ์นายทหารใหญ่ของต่างประเทศหลายครั้ง สิ่งที่นายทหารสหรัฐถูกสอนตลอดเวลาและต้องทำมากต่อหน้าสื่อคือ ต้องไม่ตอบคำถามเชิงนโยบายหรือการเมือง ตอบได้อย่างมากคือ อาวุธนี้ยิงไปได้ไกลเท่าไหร่ ภารกิจของท่านมีอะไร เสร็จหรือยัง ไม่ใช่ถามว่าจะยึดอำนาจหรือไม่ ผมคิดว่ามีแต่ประเทศไทยที่ต้องถามเพราะว่านายทหารใหญ่สาละวนคิดอยู่แต่เรื่องนี้ว่าตัวเองจะมีบทบาทอย่างไร นักข่าวก็จ้องจะถามอยู่ตลอดเวลา เช่น กรณีการปะทะกันที่ชายแดนไทยกัมพูชา เราจะเห็นว่าคำถามนักข่าวก้าวล่วงคำถามที่ควรถามต่อรัฐบาล แต่คำถามที่ควรถามคือเราสูญเสียอะไรเท่าไหร่ หรือบรรลุเป้าหมายทางการทหารอย่างไร บ้านเราก็เริ่มสับสน คนที่อยู่ในอาชีพเดียวกับผมก็สับสน เราถามคำถามทางการเมืองกับผู้นำทหารและถามคำถามทางการทหารกับผู้นำทางการเมือง

ทัศนคติอีกข้อ คือการร่ำร้องหาทหารแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลาที่ฝนตก น้ำท่วม ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือเกิดเดดล็อกทางการเมือง ถ้าหากเราไม่อาจจะตัดเรื่องนี้ออกจากการคิดของสังคมตราบนั้นก็ Old Soldier never Dies
สอง ทำอย่างไรที่จะจัดระเบียบทางการเมืองให้ทหารทำภารกิจหลักของเขา ต้องจัดลำดับหน้าที่ใหม่ ภารกิจแจกผ้าห่ม ลุยน้ำท่วม ฝ่ายพลเรือนก็ทำได้ แม้แต่โครงการราชดำริ พลเรือนก็ทำได้ ถ้าจัดลำดับบทบาทไม่ได้ กองทัพก็ไม่สามารถถอนตัวเองจากการเมือง

สาม อย่าพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพมีบทบาทมากนัก เช่น เรียกร้องให้มีสงครามชายแดน อย่าเรียกร้องให้บิน F16 บ่อยนัก เพราะมันอาจจะตกได้

สี่ เราควรจะปิดประตูตายสำหรับการดึงทหารมาเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ปัญหาการเมืองควรแก้ไขตามกลไกทางการเมืองที่มีอยู่

ห้า สังคมไทยควรคิดอย่างพินิจพิเคราะห์ นายทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองสมควรถูกลงโทษอย่างหนักไม่ใช่ได้รับการยกย่องอย่างในปัจจุบัน ผมไม่เคยเห็นนายทหารคนใดที่นำกองทัพมาเล่นการเมือง เขาไม่เคยถูกลงโทษ เช่น นายทหารเช่น พล.อ.สนธิ ไม่ควรเล่นการเมือง ควรถูกลงโทษไม่ให้เล่นการเมืองด้วยซ้ำไป

พ.อ.อภิวันท์ เสริมว่า นักการเมืองต้องทำหน้าที่ลงโทษนายทหารที่ทำการัฐประหารก่อนหน้านั้น น่าเสียดายที่นักการเมืองไม่ทำอย่างนั้น

พล.ท.พีระพงษ์ ผมถอดรหัสเรื่องการเมืองคือเราไม่เป็นประชาธิปไตยในเนื้อหา เรายังไม่มีนักการเมืองเรามีแต่นักเลือกตั้ง มีคนมีโวหาร เป็นตัวแทนกลุ่มทุนบ้างอะไรบ้าง ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยโดยการกระจายโครงสร้างทางอำนาจ
นอกจากนี้มีคนที่มีอำนาจที่ไม่เป็นทางการอีก เรื่องนี้แหละที่ต้องแก้ไข ถ้ามีอำนาจที่ไม่เป็นทางการแล้วปล่อยให้มีเสถียรภาพ ถ้าปล่อยให้

หนึ่ง กระบวนการในการจัดซื้อจัดหา คนจะสงสัยว่าทำไมซื้อ ประเทศที่เจริญแล้วจะแบ่งการจัดซื้อจัดหาห้ากลุ่ม หนึ่ง ภัยคุกคามรุนแรงคิดอะไร ขาดแคลนอะไรบ้าง แล้วใช้เครื่องมืออะไร ยี่ห้ออะไร ซื้อ รับมาแจกจ่าย ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริงไม่ให้คนๆ เดียวทำ

แต่ในไทย ใครบอกว่า อะไรคือภัย ก็คือคนในเครื่องแบบ คนเดียวกันหมด จนกระทั่งการจัดซื้อ จึงไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล

สอง โครงสร้างกองทัพ ในประเทศเจริญแล้ว เขาแยกกันระหว่างงานบริหารทรัพยากรกลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มคือกองทัพ กองทัพก็เป็นปิรามิด คุมได้ทั้ง บก เรือ อากาศ กองทัพไทยมั่วไปหมด ความสัมพันธ์ก็มีรุ่นเหล่า กระซิบกัน ขอไปก่อนแล้วค่อยมาเปลี่ยนงบ กองทัพเองก็จะเกิดความซ้ำซ้อน เช่น โรงเรียนเสนาธิการ เมืองนอกมีโรงเรียนเดียว แต่ของเรามีสามบวกหนึ่ง โรงเรียนพยาบาลก็มีสามโรงเรียน พยาบาลทหารอากาศต้องไปลอยบนฟ้าฉีดยาเหรอ คนที่จบโรงเรียนทหารต้องไปคุมกำลังรบ ไม่ใช่มาอยู่หน่วยธุรการเยอะแยะขนาดนี้

กำลังคน หรือการจัดซื้อบอลลูน ข้อเท็จจริงคือทหารอากาศก็มีเครื่องบินเก่าลิงก์ภาพจากอากาศสู่พื้นดินได้ ถูกกว่า ทดแทนกันได้ แต่ไม่ทำ เพราะต่างคนต่างทำ มีเอกเทศมากเกินไป

ล่าสุดผมไปฟังมาที่จังหวัดตราด ท่านมัวไปคิดเรื่องกัมพูชาด้านพบ แต่ด้านล่าง ก็มีปัญหา คือประเทศใหญ่ให้ความช่วยเหลือด้านกำลังรบ กองทัพไทยอยากจะสร้างหนึ่งกองพลทหารม้า แต่ทราบหรือไม่ว่าหน้ากว้าง 250 กม. ฝั่งชายแดนตราดมีนาวิกโยธินดูแลอยู่แค่ 1 กรมเท่านั้นเอง คำถามคือจะกรมทหารราบให้นาวิก หรือจะไปสร้างกองพลทหารม้า
กระบวนการการเรียนการสอน ในเมื่อคุณเอาอาจารย์มาสู่ระบบราชการถ้าอาจารย์เจอระบบแบบทหารจะอยากไปอยู่หรอก แล้วจะมีปัญหาในตัวจนไม่มีคุณภาพ ปัญหาที่สองคือ ทหารสอนเอาเอง แล้ววัฒนธรรมที่เรียนที่สอนกันก็มีวัฒนธรรมที่ต้องปรับเยอะ อย่างกรณีเยอรมนีที่อาจารย์ปิยบุตรกล่าว สุดยอดคือ มีสิทธิโต้แย้งเมื่อคำสั่งไม่ชอบธรรม

กระบวนการที่ 4 คือการผลิตซ้ำทางความคิด เพิ่มได้ไหม คุณต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทัพทางกายภาพยังไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่เปลี่ยนจิตสำนึกสำคัญกว่า ผมเองก็เอาประสบการณ์ตัวเอง แต่คนที่มีความรู้มากเกินไป ก็ลำบาก นี่ก็เป็นตัวอย่างว่าต้องปฏิรูปอีกมาก มนุษย์คนหนึ่งต้องมีทั้งประสบการณ์และทฤษฎี คุณไปอยู่หน่วยรบต้องเอาความรู้มาปรับแก้ ยิ่งไทย เขาเลือกจากคุณสมบัติอะไร หนึ่งมึงมาจากไหน พวกกูหรือเปล่า สองคือ มองหัวแม่ตีนแล้วรู้ใจ เมื่อการเมืองเป็นเรื่องพิเศษ เขาก็จะเลือกแต่พวก ส่วนความรู้ความสามารถเอาไว้ลำดับท้ายๆ

ย้ำอีกครั้งประชาธิปไตยจะเกิดได้ต้องกลับไปที่โครงสร้างอำนาจ ต้องกระจายตัว คนมีการศึกษามากแล้ว อย่าดูแต่การศึกษาแบบเป็นทางการเมือง ขนาดวันนี้ไปปลุกระดมให้รักชาติ ไปรบกับเขมร เขาก็รู้ทัน แล้วอย่ามาทำแอคชั่นอย่างนี้ แล้วถ้าคุณเอาประเทศไปเสี่ยงแบบนั้น คุณโหดร้ายกับประเทศมาก กลับตัวกลับใจเสียใหม่ก่อนที่จะไม่มีที่อยู่ที่ยืนในรัฐไทย


ปิยบุตร

กองทัพไทยกับอุดมการณ์หลักของรัฐไทย ในประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตยอุดมการณ์หลักคือความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ตั้งแต่ พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ทหารผูกมัดตัวเองเข้ากับอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรืออุดมการณ์ราชาชาตินิยม หลังๆ มีเติมขึ้นมาว่า ประชาชน ด้วย

ชาติ ในความหมายของกองทัพคืออะไร ชาติคืออะไร ก็คือพระมหากษัตริย์ แล้วประชาชนคืออะไร ประชาชนคือข้าฝ่าละอองธุลีพระบาท

จากคำปฏิญาณตนของกองทัพ เป็นไปไม่ได้เลยที่กองทัพไทยจะปกป้องรักษารัฐธรรมนูญ จะปกป้องรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ข้อสังเกตอีกประการคือ พระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่งจอมทัพ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เช่นกัน แต่ว่าประเทศหลายๆ กษัตริย์เป็นประมุขของประเทศในเชิงสัญลักษณ์ คำกล่าวของพลเอกเปรมที่ว่ารัฐบาลเป็นแค่จ๊อกกี้ แต่ไม่ใช่เจ้าของคอกม้า คำกล่าวแบบนี้ผิดหลักประชาธิปไตย

กษัตริย์เป็นจอมทัพส่งผล 2 อย่างคือ หนึ่งเป็นผู้ต่อต้านรัฐประหาร อาศัยความเป็นจอมทัพ สั่งให้ทหารกลับไป หรืออีกด้านที่เป็นประโยชน์ก็คือเวลารบแล้วแพ้สงคราม กษัตริย์ก็อาจจะทำตัวอิงแอบกับฝ่ายชนะ เช่น ฝ่ายเสรีไทย แต่นั่นเป็นประเทศประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข

ปัญหาหลักใหญ่ของเราคือ จะทำอย่างไรให้อุดมการณ์แบบประชาธิปไตยมีอิทธิพลต่อกองทัพ นี่เป็นปัญหาที่ยากและอาจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการปลูกฝัง แต่ผมขอยกตัวอย่างในหลายๆ ประเทศ โดยธรรมชาติกองทัพอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้หรอกครับ สังคมประชาธิปไตยที่ไหนก็ไม่ยอมให้เป็นแบบนี้ แต่ทำไมของไทยเป็นแบบนี้ได้ ก็เพราะมีอะไรค้ำยันกองทัพอยู่

ปัญหาคือ เวลาที่การเมืองมีความขัดแย้ง มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กองทัพก็ต้องปรับตัว เช่น ที่อียิปต์ แม้จะเป็นมือเป็นไม้ให้มูบารัก แต่เมื่อคนออกมาเยอะๆ ท่าทีกองทัพก็อ่อนลงพอกลิ่นอายประชาธิปไตยเริ่มตลบอบอวล ในตุรกี ก็มีทหารรุ่นหนุ่มมาปฏิวัติให้เป็นประชาธิปไตย

แต่ปัญหาคือ กองทัพรุ่นใหม่ที่มาแทนรุ่นเก่า ก็คือคนเหล่านี้ต้องอยู่ไปก่อน เพื่อป้องกันการตอบโต้กลับของอุดมการณ์แบบเก่า แต่อยู่ไปนานๆ ก็แซะออกยาก จะทำอย่างไรให้กองทัพเหล่านี้กลับเข้าที่ ทุกวันนี้กองทัพตุรกีรักษาอุดมการณ์แบบเคมาล อาตาเติร์ก แต่ปัจจุบันเริ่มปรับตัวมากขึ้น

หรือกรณีญี่ปุ่น เปลี่ยนไปเพราะแพ้สงครามโลก เยอรมนีก็เปลี่ยนเพราะแพ้สงครามโลก อินโดนีเซียเปลี่ยนเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ

ลองมาดูของไทย ปัญหาที่เกิดขึ้น หากกองทัพเปล่าๆ เปลือยๆ ทำรัฐประหารลำพังสำเร็จได้ไหม กองทัพเปล่าๆ มาฆ่าประชาชน ทำได้ไหม ไม่มีทางทำได้หรอกครับถ้าไม่มีอะไรค้ำยันอยู่ สิ่งที่ต้องคิดคือ อะไรค้ำยันกองทัพอยู่แล้วอะไรจะเป็นจุดเปลี่ยนให้กองทัพสละทิ้งสิ่งที่ค้ำยันนี้

ขอจบด้วยภาษิตเยอรมนี ทหารที่ดีต้องคิดเพียงสามสิ่งเท่านั้น คือหนึ่ง กษัตริย์ พระเจ้า และสามคือไม่คิดอะไรเลย

พ.อ.อภิวันท์
ผมไม่สบายใจทุกครั้งที่ผู้นำเหล่าทัพพูดว่า พวกเราเป็นทหารของพระราชา ที่จริงต้องเป็นทหารของประชาชน กองทัพจะต้องมีหน้าที่ในการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การที่บอกว่าทหารเป็นของพระราชา ทำให้กองทัพแบ่งแยกเป็นทหารเจ้าหรือทหารไพร่


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ผมอยากจะออกตัวปลอมๆ ว่าวันนี้พูดเรื่องกองทัพ แต่จริงๆ แล้วผมอยากจะชวนให้พูดเรื่องกษัตริย์ เพราะวันนี้พูดกันเฉียดๆ เกือบทุกคน

พวกนักวิชาการหลายคนบ่นว่าเบื่อจริงๆ เห็นหน้าผมก็รู้แล้วว่าจะพูดอะไร เมืองไทยนี่มันตลกดี เมืองไทยเจอเรื่องสถาบันกษัตริย์เกือบ 24 ชม. จริงๆ พวกเขาต่างหากต้องเป็นฝ่ายออกตัวเวลาที่ไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ ฉะนั้นการที่ผมออกตัวปลอมๆ นี่ก็เป็นการแอบด่าคนอื่นมากกว่า

ประเด็นคือ ผมคิดเล่นๆ ว่าเรียงจากเห็นด้วยมากมาเห็นด้วยน้อย ท่านอภิวันท์เห็นตรงกันเยอะ ท่าน พล.ท.พีระพงษ์ผมฟังด้วยความทึ่งมาก ผมดีใจมากที่ท่านยังอยู่ในกองทัพ ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่า นายทหารระดับพลโทจะพูดเรื่องการผลิต และพูดเรื่อง Civilians ที่ไม่เป็น Democracy หรือไอเดียเรื่องเสรีชน

ในการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างพวกนี้มีปัญหาอยู่ว่า มันเป็นไอเดียว่าด้วยความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่าเราสามารถวิเคราะห์การเมืองแบบอิสระได้ ผมยังอยากจะคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ว่าเราจะผลักดันทางการเมืองโดยไม่มีฐานด้านทุน แต่พิจารณาโครงสร้างทางการเมือง แต่คงต้องมาดีเบทกัน

ที่มีปัญหากับคุณสุภลักษณ์ ผมไม่ได้มีปัญหากับคุณสุภลักษณ์อย่างส่วนตัว คุณสุภลักษณ์เป็นตัวแบบของนักหนังสือพิมพ์ที่มีความวิพากษ์วิจารณ์

ปัญหาปัญญาชน คือเป็นแบบคุณสุภลักษณ์มันโอเค ด่าทหาร แต่ปัญหาคือการดีถึงระดับหนึ่งสำหรับสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ของไทยมันกลายเป็นการบิดเบือน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดโดยไม่ตั้งใจ ผมอยากหยิบประเด็นที่คุณสุภลักษณ์พูดจบรอบสองที่ว่าเราพูดเรื่องทหารมายี่สิบกว่าปีแล้ว ประเด็นคือ เราพูดผิดประเด็น คุณสุภลักษณ์ควรจะหยุดพูดเรื่องทหารได้แล้ว เพราะบริบททางประวัติศาสตร์ไทยมันไม่ใช่อีกต่อไป และตอนท้ายคือ เปรม อำนาจเปรมไม่ใช่อำนาจทหารแต่เป็นอำนาจของสถาบันกษัตริย์ เวลาอธิบายเรื่องทหารเหมือนคุณสุภลักษณ์ แต่มันผิดประเด็นครับ อย่างคุณเปรมที่คุณทิ้งเอาไว้มันผิดแน่ๆ เลย คุณเปรมคนเดียวหมดจากตำแหน่งมาสามสิบปีเต็มๆ จาก ผบ.ทบ. คำตอบง่ายๆ คือเขามีอำนาจขนาดนี้ได้เพราะเขาเป็นองคมนตรี อำนาจของคุณเปรมจึงไม่ใช่อำนาจทางทหารเลย

หรืออย่างรัฐประหาร เรื่องการปรับเปลี่ยนเรื่องฐานะวิธีคิดของทหาร การพูดแบบนี้โอเค ถ้ามองประวัติศาสตร์โดยรวม ง่ายๆ คือรัฐประหารครั้งสุดท้ายเป็นการรัฐประหารที่เว้นช่วงยาวนานที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย และก่อนหน้านั้นคือ 2534 ก็เป็นการเว้นช่วงยาวนานอันดับที่ 2 เรื่องพวกนี้ไม่บังเอิญ เพราะเราต้องทำความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ เราต้องเข้าใจรูปธรรมการต่อสู้ทางสังคม เพราะว่าตั้งแต่ 14 ตุลาคมเป็นต้นมา ทหารหมดฐานะที่เป็นอิสระที่มีบทบาทขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศแล้วแต่เรามีรัฐบาลพระราชทานมากี่ชุดแล้ว คุณเปรม อานันท์ สัญญา ธานินทร์ จนอาจจะรวมถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ปัจจุบัน

14 ตุลาคม มันมีคุณูปการอย่างหนึ่งคือทำให้ฐานของทหารในฐานะตัวกระทำทางการเมืองอย่างอิสระหมดไป
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ปิยบุตรว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ว่า สถาบันกษัตริย์กับทหารร่วมมือกันเป็น Partnership เป็นครั้งแรก แล้วความสำคัญของมันก็คือ เราอาจจะบอกได้ว่า ก่อนหน้านั้น Military เป็น Senior Partnership แต่ 14 ตุลา สถาบันกษัตริย์เป็น Senior Partnership

จะเห็นว่าครั้งสุดท้ายที่ทหารทำรัฐประหารเพื่อตัวเองจริงๆ คือ รสช. แล้วอยู่ได้แค่ปีเดียวก็เจ๊ง มันทำให้เห็นว่าทหารไม่สามารถเป็นตัวกระทำทางการเมือง

ถ้าไม่มีข้ออ้างเรื่องรักษาสถานะและอำนาจของกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะมีข้ออ้างอะไรที่จะเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง อย่างที่ผมบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ ทหารไม่ได้เป็นกองกำลังอิสระที่จะสามารถมามีอำนาจนำต่อสังคมได้อีกต่อไปแล้ว ทหารที่ทำจริงๆ แล้วคือทำเพื่อรักษาสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ แล้วนี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แล้วเรื่องคุณทักษิณและอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งสุดท้ายก็จะมาเป็นอำนาจที่เข้ามาแข่งกับอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างที่สังคมไทยเป็นอยู่ นี่คือประเด็นที่เป็นหัวใจ เป็นแกนกลางของปัญหาของประเทศไทย และผมย้ำคือว่า ถ้าไม่พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็ตีกันอีก ผมก็ไม่ได้อยากจะพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์หรอก หลังจากที่พูดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ผมก็ไม่อยากเล่าว่าผมเจออะไรมาบ้าง แต่นี่คือหัวใจของปัญหาของประเทศครับ

อีกประเด็นคือเรื่องความทรมาน ผมไม่อยากให้มองเรื่องพวกนี้เป็นพวกอัตวิสัย แต่ผมคิดว่ามันสะท้อนประเด็นที่บอกว่าปรากฏการณ์ที่บอกว่าทหารทำแล้วไม่สบายใจ มันสะท้อนความเป็นจริงว่ากำลังทหารในฐานะที่เป็นตัวกระทำทางการเมืองที่เป็นอิสระมันหมดไปตั้งแต่ 14 ตุลา อำนาจหลักของรัฐไทยมันไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ซึ่งการบอกว่าทหารไม่อยากทำ ผมก็เชื่อในทางอัตวิสัย แต่มันสะท้อนโครงสร้างในฐานะที่เป็นกำลังหลักทางการเมืองมันไม่ใช่เหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว

งดนำเข้า "ดิ อิโคโนมิสต์" อีก เหตุเนื้อหา "ไม่เหมาะสม"

ที่มา ประชาไท

“ดิ อีโคโนมิสต์” นิตยสารวิเคราะห์การเมือง-เศรษฐกิจชื่อดังถูกห้ามนำเข้าประเทศไทยอีก โดยสายส่งปฏิเสธนำเข้าและจัดส่งหนังสือ เพราะมีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับประเทศไทย”

“ดิ อีโคโนมิสต์” นิตยสารวิเคราะห์การเมือง-เศรษฐกิจชื่อดังถูกห้ามนำเข้าประเทศไทยอีก โดยเว็บไซต์ SIU ระบุว่า ตรวจสอบกับร้านขายหนังสือในประเทศ พบว่าไม่มีการวางจำหน่ายนิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 เมื่อสอบถามได้รับคำตอบว่า “สายส่งปฏิเสธนำเข้าและจัดส่งหนังสือ เพราะมีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับประเทศไทย”

ทั้งนี้ จากเนื้อหาออนไลน์พบว่า มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยในกรณีการบังคับใช้กฎหมาย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในหัวข้อ “When more is less. The increasing use of lèse-majesté laws serves no one” (เมื่อยิ่งมากก็ยิ่งน้อย การใช้กฎหมายหมิ่นฯ ที่เพิ่มขึ้นไม่ควรมีใครถูกดำเนินคดี) โดยรายงานถึงการขึ้นศาลของ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงสถิติการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และกฎหมายอาญา มาตรา 112

บางส่วนจาก สายส่งปฏิเสธนำเข้า The Economist อีก เหตุแตะกฎหมายหมิ่นกรณีคดี “จีรนุช”

รัฐประหารแบบไทยๆง่ายนิดเดียวและไร้เหตุผล เป็นเหตุให้คนเชื่อว่า'มันเอาแน่' และ2แนวทางวิธีรับมือ

ที่มา Thai E-News




แม้นักสังเกตการณ์การเมืองไม่เชื่อว่าจะเกิดรัฐประหารเพราะไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ แต่คนกลับปักใจจะเกิดรัฐประหารในไวๆนี้ อาจเนื่องมาจากการทำรัฐประหารในไทยนั้นเป็นเรื่องที่"ไร้เหตุผล และทำง่ายนิดเดียว" ขณะที่สุรชัยแดงสยามกำหนดยุทธวิธีหากเกิดก็จะไม่ผลีผลามออกมาต้านทันที ปล่อยเหี้ย2ตัวกัดกันให้น่วม แล้วค่อยออกมาตลบหลัง ไม่แอ่นอกรับกระสุนปกป้องรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แน่นอน สวนทางจตุพรแดงทั้งแผ่นดินที่เรียกร้องคนเสื้อแดงออกต้านทันทีที่มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่1 งานนี้คนเสื้อแดงตัดสินใจเองจะเอาแนวไหน?...


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพประกอบ anuphoto
7 กุมภาพันธ์ 2554


ทำไมกระแสข่าวการทำรัฐประหารกลับมาโหมร้อนแรงอีกครั้ง ...?

แม้ว่าผู้เกี่ยวข้องดาหน้าปฏิเสธ แต่คนกลับเชื่อว่าเป็นไปได้สูงที่จะเกิดรัฐประหารในไวๆนี้ จากการสำรวจล่าสุดของไทยอีนิวส์ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 88%เชื่อว่ากำลังเกิดรัฐประหาร

ทั้งนี้แม้นักสังเกตการณ์การเมืองจะมองว่า"ไม่มีเหตุผลเลย และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะก่อรัฐประหาร"ก็ตาม(ดูลิ้งค์ท้ายบทความนี้)

นั่นอาจจะเนื่องมาจากว่า การทำรัฐประหารเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล หรือกล่าวไปแล้วคือเป็นเรื่องที่"ไร้เหตุผล"เพราะว่า "
รัฐประหารในไทย..ทำง่ายนิดเดียว" ดังที่มติชนออนไลน์นำเสนอ 10 ขั้นตอนในการทำ " coup d’etat " ดังต่อไปนี้

1. ชักชวน ผบ.ทบ.เข้าร่วม หรือให้เป็นผู้นำในการก่อการให้ได้ เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่เคยมีความพยายามในการรัฐประหารครั้งใด ที่ผบ.ทบ.ไม่เข้าร่วมแล้วจะประสบความสำเร็จ

2. หา "เซฟเฮ้าส์" ไว้ประชุมลับ เพื่อวางแผน-เตรียมบท-กำหนดคน จะเป็นบ้านพักผบ.ทบ.แยกเกษะโกมลเหมือนที่ "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ.ใช้ หรือจะเป็นร้านเคเอฟซีสักสาขา เหมือน "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สมัยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ไปวางแผน หรือจะใช้บ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ถนนวิภาวดีรังสิต ที่ "2 ป." พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และพล.อ.ประยุทธ์ พำนักอยู่ในปัจจุบันก็ไม่เลว

3.นำแผนที่กรมยุทธการทหารบกเคยจัดเตรียมไว้รักษาความสงบเรียบร้อยในกทม.หรือ เรียกง่ายๆว่า "แผนปราบม็อบ" ไม่ว่าจะชื่อ "แผนปฐพี 149" หรือในชื่ออื่นๆ เอามากาง เพื่อปรับใช้

4.รอจังหวะที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อป้องกันการตอบโต้

5.เมื่อพร้อมก็ให้ส่งสัญญาณ นำกำลัง "ยึดอำนาจ" ทันที โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม จะอยู่ในช่วงค่ำ นับตั้งแต่ 21.00 น.-24.00 น. ป้องกันรถติด จนทำให้เข้าถึงที่หมายบางจุดล่าช้า

6.ระลอกแรก ให้ส่งกำลังจากหน่วยในกทม.รวมทั้งกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จ.ลพบุรี เข้าปฏิบัติการต่อจุดศูนย์ดุล (ทำเนียบรัฐบาล, ถนนพิษณุโลก ,ถนนศรีอยุธยา, ถนนราชดำเนินนอก, ลานพระบรมรูปทรงม้า, วังปารุสกวัน, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)โดยให้นำรถถังจากกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) เกียกกาย และกำลังจากกองพันสารวัตรทหารที่

11 (พัน สห.11) ถนนศรีอยุธยา ปิดล้อมสถานที่สำคัญ โดยให้ ผบ.ม.พัน 4 รอ.เป็นบก.ควบคุม

นำกำลังจาก ร.1 รอ.กระจายวางกำลังตามเส้นทางสำคัญที่เข้าสู่จุดศูนย์ดุล ดูแลเขตพระราชฐาน รปภ.สถานที่สำคัญ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค และระบบการสื่อสาร

ส่วนกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) บางเขน รับผิดชอบพื้นที่สาธารณะ อาทิ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สนามม้านางเลิ้ง และบ้านพิษณุโลก

ให้กองพลปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) เกียกกาย และหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วางกำลังสกัดกั้น บก.สส., กสช. และสถานีไทยคม และให้ดูแลสะพานพระราม 7 ร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ม.พัน 2 รอ.) สนามเป้า เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม

7.ระลอกที่สอง ส่งกำลังจากต่างจังหวัด ประกอบด้วยกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี ดูแลพื้นที่กทม.ฝั่งตะวันตก ตั้งแต่พุทธมณฑล มาจนถึงสนามหลวง ถนนพระอาทิตย์ ถนนราชดำเนินกลาง ศาลาว่าการกทม. กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย และให้กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี ดูแลพื้นที่กทม.ฝั่งตะวันออก ทั้งเส้นทางรังสิต-องครักษ์, มอเตอร์เวย์ และบางนา-สุวรรณภูมิ

8.ระลอกที่สาม ให้กำลังจากกองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพบก เข้ามาเสริม เพื่อป้องกันการตอบโต้ และเป็นกองหนุน เฝ้าระวัง และคลี่คลาย สถานการณ์ในพื้นที่รอบนอก

9.อย่าลืมส่งกำลังเข้าปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ช่องสำคัญๆ ทั้ง 3, 5, 7, โมเดิร์นไนน์ทีวีและเอ็นบีที โดยให้หน่วยที่จะเข้ายึดสถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง ศึกษาเส้นทางก่อนล่วงหน้า จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์หน้าแตก เหมือนเหตุการณ์ 19 กันยาฯ ที่ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออนแอร์ออกคำสั่งปลดผบ.ทบ.ผ่านโมเดิร์นไนท์ทีวีได้ เพราะทหารที่จะต้องเข้าไปยึดไปผิดตึก!

10.ร่างเหตุผลที่จะแถลงต่อประชาชนถึงการรัฐประหารครั้งนี้ ถ้าไปศึกษาแถลงการณ์ฉบับแรกของทั้งรสช.ในปีพ.ศ.2534 หรือคปค.ในปีพ.ศ.2549 เหตุผลพื้นฐานที่จะต้องอ้างคือ
รัฐบาล "คอร์รัปชั่น" ตามด้วยแทรกแซง "ข้าราชการ-องค์กรอิสระ" ทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยก ที่สำคัญ จะต้องปิดท้ายด้วย "มีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์"


จากนั้นให้เรียกมือกฎหมาย-เนติบริกร “ขาประจำ” มาทำหน้าที่ร่างแถลงการณ์ ประกาศ หรือคำสั่ง ที่จะออกต่อไป ยกตัวอย่าง คำสั่งเรียกตัว "นาย ส." อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ “นาย น.” แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญให้มารายงานตัว

เมื่อมั่นใจว่าควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้แล้ว ให้ออกแถลงการณ์ "ฉบับแรก" เพื่อประกาศชื่อคณะรัฐประหาร พร้อมแจกแจงเหตุผล


เห็นไหมว่าการทำรัฐประหารเมืองไทยง่ายนิดเดียว และเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล แต่ไปหาข้ออ้างสร้างเป็นเหตุผลอธิบายชาวบ้านและชาวโลกเอาในภายหลัง

ยุทธวิธีแดงสยามไม่ต้านทันทีหากเกิดรัฐประหาร ปล่อยเหี้ย2ตัวกัดกันน่วมก่อนค่อยออกมาซ้ำทีหลัง



นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำแดงสยาม กล่าวปราศรัยว่า เขาไม่เชื่อว่าจะเกิดรัฐประหารยึดอำนาจปิดประเทศ กวาดล้างเสื้อแดง เพราะสวนทางกับกระแสสูงในการเรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการทั่วโลก แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่จะเกิดการยึดอำนาจเงียบ ด้วยการปลดรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ออกไป งดใช้รัฐธรรมนูญ แล้วตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อสร้างความปรองดอง มานิรโทษกรรมนักโทษการเมืองจากความขัดแย้งตั้งแต่ปี2548เป็นต้นมา แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และจัดการเลือกตั้งทั่วไป เป็นการล้างไพ่ใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามหากเกิดรัฐประหารยึดอำนาจขึ้นจริง แดงสยามจะไม่รีบออกมาต่อต้านทันที จะใช้กลยุทธ์"มึงมากูมุด มึงหยุดกูแหย่ มึงแย่กูตี มึงหนีกูตาม" ใครจะออกมาต่อต้านก็เชิญ แต่แดงสยามไม่ออกมาต้าน เพราะเท่ากับเอาชีวิตไปเสี่ยงไปรักษารัฐบาลนายอภิสิทธิ์

"ให้มันรบกัน เหี้ย2ตัวกัดกัน ตัวหนึ่งตาย อีกตัวบาดเจ็บ มันแย่แล้วเราค่อยออกมาซ้ำ เรื่องอะไรจะโผล่เข้าไปตรงกลางให้เหี้ยมันรุมกัดเรา"

ก่อนหน้านี้เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.แถลงว่า ได้นำคู่มือต้านรัฐประหาร 10 ข้อเป็นแนวปฏิบัติในการต้านรัฐประหารทันที แต่ไม่ให้สุ่มเสี่ยงจนเป็นอันตราย



นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินกล่าวว่า ทหารเตรียมพร้อมแล้วเหลือแค่"รอเขาสั่ง" เรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อต้านการรัฐประหารทันที โดยหากมียึดอำนาจรัฐประหารให้ออกมารวมตัวต่อต้านที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดยทันที เมื่อมีคำประกาศฉบับที่1ไม่ต้องรอฟังอีกครั้งหนึ่ง แล้วเริ่มต้นแตกหัก ส่วนตัวเขามาแน่ เหตุที่ไม่มาคือ หนึ่งตาย หรือ สองโดนจับเท่านั้น ผมจะสู้ตายในประเทศไทย ไม่ยอมลี้ภัยไปไหน(ดูในคลิปนปช.แดงทั้งแผ่นดินแถลง จตุพรพูดอยู่ในนาทีที่25เป็นต้นไป)

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ความเป็นไปได้(น้อย)ของการรัฐประหารขณะนี้ ถ้ารัฐประหาร สมัคร-สมชาย ยังไม่ต้องใช้ทหาร ทำไม จะมีใครคิดรัฐประหารอภิสิทธิ์ และคิดจะใช้ทหารรัฐประหารด้วย?

-ใบตองแห้งออนไลน์:ความแทบจะเป็นไปไม่ได้ของการรัฐประหาร นี่คือสถานภาพที่ทหารมีความสุขที่สุดแล้ว ทำไมจะต้องขับรถถังออกมาหาเหาใส่หัว เอาตัวเป็นหนังหน้าไฟ ทำรัฐประหารให้สมความคิดพวกพันธมิตร ซึ่งเผลอๆ ตอนนี้ทหารอาจจะเกลียดพันธมิตรไม่น้อยกว่าเสื้อแดง เพราะจิกหัวด่าทหารทุกวัน

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:การยื่นฟ้องกรณีสังหารหมู่เสื้อแดงต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มา Thai E-News



ที่มา รายการที่นี่ความจริง ASIA UPDATE

กระทู้ยอดฮิตจากห้องสนทนาการเมือง Internet freedom ถึง ผู้หญิง 3 คน ที่ นั่ง อยูู่่ตรงนั้นหน่ะ...บทสะท้อนต่อ 3 อาจารย์สาวในเทปนี้

อาจารย์จา อาจารย์ตุ้ม อาจารย์หวาน

เห็นพวกคุณทำงานเคียงข้าง คนเสื้อแดงแล้ว
น้ำตาจะไหลทุกครั้ง
มันภูมิใจนะ ที่เป็นผู้หญิงเหมือนคุณ
ได้ต่อสู้เคียงข้างกับพวกคุณ

ได้เป็นคนเสื้อแดง เหมือนคุณ

ปลื้มใจที่สุดเลยละ














Sunday, February 6, 2011

วีระ-ไชยวัฒน์ โชคที่ไม่เท่ากัน?

ที่มา บางกอกทูเดย์



2 มาตรฐาน
ผีหลอกวิญญาณหลอน
จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เป็นขั้วอำนาจพิเศษ กลุ่มนายทหารใหญ่ และแม้แต่สารพัดกลไกในระบบยุติธรรมในยุคนี้ ล้วนรู้ดีอยู่แล้วว่า
สังคมไทยมีการประณามในเรื่อง 2 มาตรฐานดุเดือดรุนแรงเพียงใด
แต่หลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ก็ยังคงล่อแหลมกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่อง 2 มาตรฐานอยู่ไม่หยุดหย่อน ทำให้ไม่แน่ใจว่า จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับระบบยุติธรรมของไทยในปัจจุบันกันแน่

จึงได้มีการปล่อยให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกันในทางการเมืองขนาดนี้
จนทำให้บรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัยทางด้านนิติศาสตร์ที่มีวิญญาณของการต่อสู้เกิดอาการทนไม่ได้ และมีการรวมตัวกันขึ้นมาเป็นกลุ่มนิติราษฎร์ ก็เพราะไม่ต้องการเห็นตุลาการภิวัฒน์ ไม่ต้องการเห็น 2 มาตรฐาน มาทำให้บ้านเมืองมีปัญหาไม่รู้จบ

หลังจากกรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งสะเทือนในเรื่อง 2 มาตรฐานของระบบยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

นึกว่าจะมีการเพลาๆ เรื่อง 2 มาตรฐานไปสักระยะ แต่สุดท้ายก็เกิดประเด็นคาใจสังคมในเรื่องมาตรฐานขึ้นมาได้อีกรอบหนึ่ง
นั่นคือ กรณีของการจับกุมตัว นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ แกนนำม็อบคนไทยหัวใจรักชาติ และการยอมให้มีการประกันตัวไปในที่สุด

ซึ่งในสังคมได้มีการตั้งประเด็นเปรียบเทียบขึ้นมาในใจ และกลายเป็นหัวข้อแลกเปลี่ยนทิศนะกันอย่างกว้างขวางทั้งในสังคม และในโลกไซเบอร์
โดยกรณีของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กับ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ ถูกจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญาที่ 2219/2553 และ 2223/2553 คดีร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล และสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551

โดนจับเมื่อวันที่ 18 มกราคม 54 ขณะนั่งรับประทานอาหารในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพระราม 1
พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ได้นำตัวทั้ง 2 คน ส่งพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ตามหมายจับข้อหาร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป บุกรุกทำลายหรือทำให้เสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน

รวมทั้งมีข้อหาเรื่องการก่อการร้ายด้วย!!!
เป็นการจับกุมตัวก่อนการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มม็อบพันธมิตรและคนไทยหัวใจรักชาติ จนทำให้ตำรวจถูกมองว่ามีการรับงาน??? มาจับกุมเพื่อหวังเบรกการชุมนุมของกลุ่มม็อบ

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลังจากถูกจับกุมในวันที่ 18 มกราคม ถูกนำตัวไปฝากขังในวันที่ 19 มกราคม ปรากฏว่าในวันที่ 27 มกราคม หรืออีกเพียงแค่ 8 วันเท่านั้น ก็ได้มีการพิจารณาในเรื่องการให้ประกันตัว

โดยมีการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว อ้างว่า ผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหลบหนีหมายจับของศาล โดยเฉพาะวันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกับกุมนั้นผู้ต้องหายังได้แสดงเจตจำนงผ่านสื่อมวลชน และนัดหมายไปยัง ผบ.ตร.จะไปพบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ชุดจับกุมยังชิงเข้าจับกุมผู้ต้องหา

อีกทั้งผู้ต้องหาที่ 1 ก็เป็นอดีตส.ส.และ รมว.อุตสาหกรรม ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 เป็นอดีต ส.ส. และส.ว. ซึ่งมีหน้าตาในสังคม และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จะเห็นได้ว่าในการยื่นคำร้องฝากขังพนักงานสอบสวน ก็ไม่คัดค้านการประกันตัวแต่อย่างใด
ที่สำคัญผู้ต้องหาที่ 1 มีอายุ 60 ปี เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ซึ่งต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและรับยาตามแพทย์นัดหมาย นอกจากนี้ ผู้ต้องหาที่ 2 อายุ 53 ปี มีบุตรเป็นผู้เยาว์ ต้องอยู่ในความดูแล จึงร้องขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวด้วย

ซึ่งศาลได้พิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง
โดยตีราคาประกันตัวผู้ต้องหาที่ 1 จำนวน 600,000 บาท และผู้ต้องหาที่ 2 จำนวน 200,000 บาท
ดูแล้วก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่การขอประกันตัวออกไปเท่านั้น

แต่ที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันก็คือ ได้มีการเอากรณีนี้ไปเทียบเคียงกับนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ซึ่งถูกจับกุมในข้อกล่าวหาว่าก่อการร้ายด้วยเหมือนกัน
แต่ในรายละเอียดของการดิ้นรนเพื่อให้ได้ประกันตัวต่างกันมากมายเหลือเกิน

เพราะนายวีระเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ในเรื่องการตั้งเวทีปราศรัยปลุกระดมมวลชนบริเวณแยกราชประสงค์ ซึ่งประกอบด้วย
1.นายแพทย์เหวง โตจิราการ (มอบตัว 20 พ.ค.) 2.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย 3.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (มอบตัว 19 พ.ค.) 5.นายนิสิต สินธุไพร (มอบตัว 19 พ.ค.)

6.นายวีระ มุกสิกพงศ์ (มอบตัว 20 พ.ค.) 7.นายก่อแก้ว พิกุลทอง (มอบตัว 20 พ.ค.) 8.นายขวัญชัย ไพรพนา(มอบตัว 19 พ.ค.) 9.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด 10.นายวิภูแถลง พัฒนภูไท (มอบตัว 19 พ.ค.) 11.นายอดิศร เพียงเกษ 12.นายวรพล พรหมิกบุตร 13.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 14.นายสำเริง ประจำเรือ 15.นายวิสา คัญทัพ 16.นางไพจิตร อักษาณรงค์ 17.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสียชีวิต 17 พ.ค.)

ในการดำเนินการและผลการปฏิบัติหมายจับและควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ ในความรับผิดชอบของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่ 145/2553 ซึ่ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก.เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน

พล.ต.ท.ไถง มีการสรุปผลการดำเนินการ ว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับถูกจับกุมแล้ว 22 ราย ประกอบด้วย 1.นายเหวง โตจิราการ 2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3.นายนิสิต สินธุไพร 4.นายวีระ มุสิกพงศ์ 5.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 6.นายขวัญชัย ไพรพนา 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูไท 8.พล.ต.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสียชีวิต) 9.นางวิกานดา ปักกาสัง 10.น.ส.รัศมี มาลาม

11.น.ส.ดวงมณี บุญรัตน์ 12.นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 13.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก 14.นางศิริวรรณ นิมิตศิลป์ 15.นายเมธี อมรวุฒิกุล 16.นายเชน แขนสันเทียะ 17.นายชยุต ไหลเจริญ 18.นายวายุภักดิ์ โนรี 19.นายภาสกร หรือสมนึก ศิริรักษ์ 20.พ.ต.ท.ศุภชัย ผุยแก้วคำ 21.นายเรืองอำนาจ พุทธิวงศ์ และ22.นายมีชัย สินนาค

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามก็คือ จนวันนี้หลายคนยังคงถูกคุมขังทั้งๆที่มอบตัวมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว หรือกว่า 8 เดือนเข้าไปแล้ว

ในขณะที่นายวีระ แม้จะสามารถออกจากที่คุมขัง เพราะได้ประกันตัวออกมา แต่ก็ไม่ง่ายเลย กว่าจะสามารถยื่นขอประกันตัวได้ ก็ต้องยื่นขอประกันตัวอยู่หลายครั้ง

นายวีระ มอบตัวเมื่อ วันที่ 20 พฤษภาคม กว่าจะได้ประกันตัวออกมาได้ ก็เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม หรือปาเข้าไปเกือบ 2 เดือนครึ่ง ในขณะที่นายไชยวัฒน์และนายสมบูรณ์ใช้เวลาแค่ 8 วันเท่านั้น

และกรณีของนายวีระ ต้องมีทั้งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาช่วยเบิกความว่า ในการรับทำหน้าที่ประสานงานเจรจากับผู้ต้องหา ไม่มีแนวทางที่ใช้ความรุนแรง
และนายวีระเห็นด้วยกับแนวทางปรองดองของรัฐบาลเพียงแต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่เห็นด้วย

กับทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอก็ไม่ได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากนายวีระถูกจัดอยู่ในกลุ่มแกนนำที่ไม่ใช้ความรุนแรง
ที่สำคัญนายวีระได้เข้ามอบตัวเอง ไม่ได้ถูกตำรวจจับกุมตัว

สุดท้ายจึงได้มีการให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา โดยตีราคาประกัน 6 ล้านบาท
พร้อมกำหนดเงื่อนไขสั่งห้ามผู้ต้องหา เดินทางออกนอกราชอาณาจักร รวมทั้งออกนอกพื้นที่กรุงเทพ ฯ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น
และห้ามไม่ให้ร่วมชุมนุมกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคล จำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

อีกทั้งห้ามไปเผยแพร่ข่าวต่อสาธารณะ
โดยให้มีการเข้ารายงานตัวทุก 15 วัน ตามวัน- เวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด
ทั้งนายวีระ และนายไชยวัฒน์ ล้วนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาก่อการร้ายด้วยกันทั้งคู่ แต่ระยะเวลาในการขอประกันตัว กับวงเงินในการประกันตัวทำไมจึงแตกต่างกันมาก ตรงนี้แหละที่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นสงสัยกันขึ้นมาในสังคม

เพราะจะว่านายไชยวัฒน์สูงอายุแล้ว นายวีระก็สูงอายุแล้วเหมือนกัน จะว่านายไชยวัฒน์เป็นอดีตรัฐมนตรีเป็นอดีต ส.ส. นายวีระก็เป็นอดีตรัฐมนตรี เป็นอดีต ส.ส. เช่นกัน
และในเรื่องของการไม่มีเจตนาที่หลบหนี นายไชยวัฒน์นั้นยังอยู่ในขั้นของการบอกว่าจะไปมอบตัวเอง แต่ก็ต้องถือว่าถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในขณะที่นายวีระเข้าไปมอบตัวเอง

ทำไมระยะเวลาจึงแตกต่างกันมากชนิด 2 เดือนครึ่ง กับ แค่ 8 วัน
แถมวงเงินประกันตัว นายไชวัฒน์สามารถประกันตัวได้แค่ 600,000 บาทเท่านั้น ในขณะที่นายวีระ ต้องประกันตัวด้วยเงินสูงถึง 6 ล้านบาท

ยิ่งถ้ามองถึงนายสมบูรณ์ ทองบุราณ ด้วยแล้ว ประกันตัวแค่ 200,000 บาทเท่านั้นเอง
ดีเอสไอเล่นอะไรอยู่หรือ???
เป็นข้อสงสัยที่ทำให้คำว่า 2 มาตรฐานกลับมาวนเวียนหลอกหลอนในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง

เพราะจนวันนี้แกนนำ นปช.คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ หรือนายก่อแก้ว พิกุลทอง ยังคงไม่ได้รับการยินยอมให้ประกันตัว

ยิ่งกรณีของนายก่อแก้ว ยิ่งกลายเป็นเรื่องตลกร้ายหนักขึ้นไปอีก เพราะในกรณีของนายสมบูรณ์ มีการอ้างขอความเห็นใจว่า มีบุตรเป็นผู้เยาว์ที่ต้องเลี้ยงดู ในขณะที่กรณีของนายก่อแก้วนั้น ลูกยังแบเบาะอยู่เลยด้วยซ้ำตอนที่เข้ามอบตัว

และแม้แต่กระทั่งตอนที่ไปลงสัมครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 กรุงเทพมหานคร แต่ก็ยังไม่ได้รับการยินยอมให้ประกันตัวอยู่ดี

หากข้อกล่าวหาในการจับกุมตัวแตกต่างกัน เรื่องของเวลาและวงเงินการประกันตัวจะแตกต่างกันก็ย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้

แต่ในเมื่อโดนข้อกล่าวหาเรื่องการก่อการร้ายเหมือนกัน ซ้ำนายไชยวัฒน์นั้น โดนข้อกล่าวหาในเรื่องของการยึดทำเนียบ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิด้วยซ้ำ แต่ทำไมจึงโชคดีอะไรจะปานนี้
ซึ่งแน่นอนว่า ในแง่ของโชคชะตา อาจจะปลงได้ว่านายวีระ ไม่ได้มีโชคชะตาที่ดีเท่ากับนายไชยวัฒน์ก็ได้

เพราะหลังจากถูกประกันตัวออกมาแค่เพียงวันเดียว นายไชยวัฒน์ซึ่งได้รับการให้ประกันตัวมา โดยไม่มีเงื่อนไขรุงรัง ก็สามารถที่จะกลับเข้าไปร่วมชุมนุมทางการเมืองกับม็อบพันธมิตรและคนไทยหัวใจรักชาติได้เลยทันที

แถมยังกล้าให้สัมภาษณ์ในวันที่ 28 มกราคม โดยระบุว่า มีตำรวจบอกสาเหตุที่ถูกจับกุม เพราะมีคนในรัฐบาลสั่งให้อุ้ม???

อาจจะเป็นโชคดีของนายไชยวัฒน์ หรืออาจจะเป็นเพราะเป็น “ม็อบมีเส้น”อย่างที่พูดๆกันก็เป็นได้ ถึงได้เหนือชั้นกว่านายวีระมากมาย
แต่ที่โชคไม่ดีแน่ๆ เห็นจะเป็นประเทศไทย เพราะข้อครหา 2 มาตรฐานไม่สามารถจางหายหรือลดน้อยลงไปได้เลยจริงๆ

อียิปต์-ตัวอย่างลบ? โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa




คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง อียิปต์-ตัวอย่างลบ?

โดย กาหลิบ

ลุ้นระทึกกันจนถึงนาทีนี้ว่า
การลุกขึ้นสู้ในอียิปต์จะลงเอยด้วยชัยชนะอย่างไม่มีเงื่อนไขของฝ่ายประชาชนหรือไม่
หรือฝ่ายศักดินา-อำมาตย์อียิปต์ที่กุมอำนาจสูงสุดมาตั้งแต่ได้รับเอกราช
จะยังครองอำนาจอันล้นพ้นต่อไปด้วยรูปแบบเดิม
หรือรูปแบบใหม่ที่ดูเสมือนว่าเป็นประชาธิปไตยกว่า


เราในฝ่ายประชาธิปไตยได้รับกำลังใจจาก “ชัยชนะ” ในตูนิเซียเพียงสองสัปดาห์ก่อน
คำถามในวันนี้คือเราจะยังคงกำลังใจเอาไว้ได้ไหมในกรณีอียิปต์
หรืออย่างน้อยเราจะได้รับบทเรียนอย่างไรจากการชุมนุมประท้วง
ทั้งที่กรุงไคโรและนครอเล็กซานเดรีย


อาจเร็วเกินไปที่จะพูดว่าฝ่ายประชาชนจะไม่ “ชนะ” ในอียิปต์
แต่ชนะหรือแพ้ หรือชนะในรูปแบบและพ่ายแพ้ในเนื้อหาสาระก็ตาม
เราสามารถนำกรณีนี้มาศึกษาเพื่อเทียบเคียงกับการรณรงค์ในเมืองไทยได้ในหลายแง่มุม
เพื่อให้เกิดประโยชน์ในฐานะพลโลก

ขณะนี้ฝ่ายประชาชนก็ยังไม่ยอมลดราวาศอก
การประท้วงถึงจะแผ่วลงแต่ก็ยังดำเนินต่อไป
แต่น้ำหนักในการประท้วง (momentum) อย่างที่เราเห็นในวันแรกๆ
และได้เห็นก่อนหน้านั้นที่ตูนิเซีย จนประธานาธิบดีเบนอาลีกับอำนาจ
๒๓ ปีต้องล่มสลายลง รู้สึกว่าจะลดลงมาก

ผู้สังเกตการณ์บางคนอาจโทษว่าผู้กุมอำนาจรัฐร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมอียิปต์
(ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากกลุ่มนวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน อภิรักษ์จักรี ฯลฯ ในเมืองไทย) คือ
เหตุสำคัญที่ทำให้มวลชนต้องล่าถอยและลดพลังลง
บางคนกำลังกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลโอบาม่าว่า
หวงแหนผลประโยชน์ร่วมกันกับรัฐบาลประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์
จนไม่ยอมแทรกแซงในเวลาอันควร
จนฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ของอียิปต์โงหัวขึ้นมาต่อกรกับประชาชนได้อีก
และบางคนกำลังมองไปที่ความอ่อนแอขององค์กรที่กำลังรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยที่ไร้เดียงสา
และตกหลุมพรางของฝ่ายรัฐที่ช่ำชองกว่าในเกมช่วงชิงอำนาจ

แต่เมื่อมองทะลุแล้วจะพบว่า
ความ (ที่ยัง) ไม่สำเร็จของฝ่ายประชาธิปไตยในอียิปต์
เกิดขึ้นจากการเสียจังหวะในการช่วงชิงอำนาจรัฐนั่นเอง

ตูนิเซียลุกฮือในลักษณะเดียวกับอียิปต์เกือบทุกอย่าง
แต่การลุกฮือนั้นมีลักษณะฉับพลัน (sudden)
ไม่รีรอแบบรุกไปข้างหน้าแล้วกลับถอยไปข้างหลังเหมือนกรณีอียิปต์
เวลาที่ใช้ในตูนิเซียจึงสั้นกว่า
และสุดท้ายก็เกิดผลอย่างเดียวกับการรักษาโรคด้วยการช็อค (shock therapy)

นั่นคือไม่ปล่อยให้ใครหรืออะไรได้ตั้งตัวทัน

ในขณะที่ประธานาธิบดีเบนอาลีของตูนิเซียประกาศปลดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ฝูงชนก็รุกคืบไปข้างหน้า และไม่หยุดประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้นกับผู้มีอำนาจรัฐ
จนโค่นประมุขของระบอบลงได้
แต่กรณีอียิปต์ มวลชนกลับถูกชี้นำให้หยุดเคลื่อนและรอคอยผล
ในขณะที่ประธานาธิบดีมูบารัคฉวยเอาจังหวะนั้น
ประกาศตั้งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
แม้ขณะที่ออกข่าวว่าตัวมูบารัคจะออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์
ผู้คนก็บอกกันต่อๆ ให้หยุดนิ่งและคอยฟัง เพราะเชื่อว่า
จะเป็นคำแถลงลาออกจากตำแหน่งของผู้เป็นประธานาธิบดี
หรือไม่ก็ประกาศเดินทางออกนอกประเทศอย่างผู้แพ้


สุดท้ายการประท้วงก็ต้องมาตั้งต้นใหม่และลดพลังลงตามธรรมชาติ
จนนาทีนี้ยังไม่รู้ว่าจะผลักดันให้ระบอบศักดินา-อำมาตย์ของอียิปต์
ภายใต้มูบารัคพ้นจากอำนาจอันล้นพ้นได้หรือไม่


กลับมามองที่เมืองไทย เราเคยผ่านประสบการณ์คุ้นหูแบบนี้บ้างไหม

เมื่อมีผู้ประกาศ “ดีเดย์” หรือวันเผด็จศึก ในวันที่ ๘ เมษายน ของปี พ.ศ.๒๕๕๒
จนผู้คนหลั่งไหลมาชุมนุมหลายแสนคน
ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษให้สมกับพลัง
ไม่มีการลุกฮือ
ไม่มีการเข้าช่วงชิงอำนาจรัฐใดๆ คืนอันเป็นประวัติศาสตร์นั้น
ก็จบลงอย่างเงื่องหงอยท่ามกลางความเจ็บปวดทางใจของคนเป็นจำนวนมาก


ยังจำได้ไหม

เมื่อมวลชนเสื้อแดงกรีธาทัพแสดงพลังไปทั่วกรุงเทพมหานคร
เมื่อวันเสาร์หนึ่ง คนเข้าร่วมหลายแสนคน จนหัวใจสีแดงเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ
สุดท้ายก็เดินเป็นวงกลมกลับไปสู่ที่เก่า
และร้องรำทำเพลงกันต่อไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเชิงอำนาจรัฐ

ยังจำได้ไหม

เมื่อคนไทยเหยียบล้านเดินเท้าไปสู่ที่ตั้งชั่วคราวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ฯ ที่ ร.๑๑
ขนาดหัวแถวถึงแล้วปลายแถวยังอยู่ที่สะพานผ่านฟ้าจนมืดฟ้ามัวดินนั้น
วันนั้นก็จบสิ้นลงด้วยการเดินกลับโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
รุ่งขึ้นก็ประกาศสร้าง “ประวัติศาสตร์” กันด้วยกิจกรรมกรีดเลือดแล้วเอาเลือดไปเททิ้ง

ยังจำได้ไหม

ถ้าจำวันเหล่านี้ได้ จะสงสารคนอียิปต์ในวันนี้เป็นเท่าทวีคูณ.


http://democracy100percent.blogspot.com/2011/02/blog-post_05.html

สื่อเลือกข้างรายงานอียิปต์เเบบหลบๆ

ที่มา Voice TV









The Daily Dose ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554

สื่อในประเทศรายงานข่าวอียิปต์เเบบไม่เต็มที่เพราะกลัวว่าเสื้อเเดงจะ ได้รับความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวอีกเเละอาจจะได้รับการจูงใจให้ชุมนุมกัน อีกครั้ง บางประเทศถึงขั้นสั่งห้ามการรายงานข่าวโดยสิ้นเชิงอย่างเช่นจีนที่เกรงกลัว ว่าคนนั้นจะให้ออกมาชุมนุมเพื่อโค่นผู้ปกครองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง