WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 7, 2011

ประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม

ที่มา มติชน





เหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ใกล้ปราสาทพระวิหาร นำมาสู่การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตของราษฎรและทหาร ทั้งที่เป็นคนไทยและเขมร แม้ในจำนวนที่อาจไม่สูงนัก ทว่าก็มิสามารถประเมินค่าได้


อาจดูเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นมีทีท่าผ่อนคลายลง เพราะทหารทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาหยุดยิงกันได้เป็นผลสำเร็จ


แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ก็ทำให้สังคมไทยต้องหันกลับมาทบทวนตนเองในหลายจุดหลายด้าน


เราอย่าเพิ่งไปโทษกัมพูชาว่าเป็นฝ่ายเดียวที่ต้องรับผิดชอบต่อการปะทะกันครั้งนี้


เราอย่าเพิ่งไปโทษคำตัดสินของศาลโลก โทษยูเนสโก โทษคณะกรรมการมรดกโลก หรือโทษเอ็มโอยู 2543 ว่ามีส่วนสำคัญต่อความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


เราอย่าเพิ่งไปโทษเจ้าอาณานิคมในอดีต ว่าเป็นผู้ร้ายเพียงรายเดียวที่มาขีดลากเส้นพรมแดนในจินตนาการตัดผ่านชีวิตและความสัมพันธ์ของผู้คนในโลกแห่งความจริง


(เพราะถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ให้ละเอียด เราจะพบว่า ชนชั้นนำสยามก็ยินดีที่จะปรับประสานต่อรองผลประโยชน์ของตนเองให้สอดคล้องลงตัวกับเจ้าอาณานิคมเช่นกัน ยังไม่ต้องนับรวมชนชั้นนำ/ชนชั้นปกครองไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เรื่องเส้นเขตแดนตามวิชาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ อันถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยเจ้าอาณานิคมอยู่มิใช่น้อย)


เพราะ "ปัจจัยภายนอก" ทั้งหลาย สามารถถูกสร้างให้กลายเป็น "ผู้ร้าย" ได้อยู่เสมอ ยามเมื่อ "รัฐชาติ" หนึ่งมีปัญหากับ "รัฐชาติ" อื่นๆ หรือยามเมื่อ "รัฐชาติ" นั้นมีปัญหาภายในเกิดขึ้น


แต่เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า การปลุกกระแส "คลั่งชาติ" ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทั้งโดย "รัฐ" และ "ประชาชน" บางกลุ่ม เพื่อนำ "ชาติ" มาเป็นเครื่องมือในการเล่นการเมือง หรือ กำจัดคู่แข่งทางการเมืองภายในประเทศ ได้ส่งผลเสียหายมายังเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2554 ด้วยหรือไม่?


หรือถ้าบรรดาผู้ที่ปลุกกระแส "คลั่งชาติ" ขึ้นมา เชื่อมั่นว่าพวกตน "รักชาติ" จริงๆ ก็คงต้องลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า พวกท่านกำลัง "รักชาติ" แบบไหน? รักด้วยความคิดที่ว่าต่อให้มีการรบกันก็ต้องยอม ขอเพียงเราได้ดินแดนหรือปราสาทพระวิหารคืนกลับมา (โดยไม่ต้องใส่ใจในชีวิต ความเป็นอยู่ และความเป็นความตาย ของเพื่อนมนุษย์ตามชายแดน -ไม่ว่าจะสังกัด "ชาติ" ใด- เลยสักนิด) ใช่หรือไม่?


หากลองตั้งสติดีๆ และตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ เราก็จะพบว่า แท้จริงแล้ว ผู้คนธรรมดาสามัญส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม


เนื่องจากพวกเขาและเธอจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการสู้รบดังกล่าว ซึ่งรังแต่จะทำให้ชาวบ้านผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ (และไม่ได้คลั่งชาติ/รักชาติ/ใส่ใจกับเส้นเขตแดน ดังเช่นรัฐส่วนกลาง/คนบางกลุ่มในส่วนกลาง) ต้องเสียชีวิต


แต่ถ้ารัฐส่วนกลาง/คนบางกลุ่มในส่วนกลาง ไม่เห็นใจชาวบ้านตามเส้นพรมแดน ก็ขอให้รู้จักถนอมรักษาตัวเองกันไว้บ้างเถิด เพราะใช่ว่าความพินาศวอดวายตามแนวชายแดนจะถูกแปรผันเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" อันทรงพลานุภาพแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น ทว่ามันยังสามารถกร่อนเซาะซ้ำเติมโครงสร้างรัฐส่วนกลางที่กำลังผุพังอยู่ได้ด้วย


และในอดีต กลุ่มผู้ปกครองของหลาย "ชาติ" ก็เคยพ่ายแพ้หรือสูญเสียที่มั่นในสมรภูมิทางการเมืองภายในประเทศมาแล้ว เพราะการมุ่งหาประโยชน์จากการทำสงครามภายนอกประเทศนี่แหละ

ไทย-กัมพูชาปะทะรอบสี่ เช้า 7 ก.พ. ช่วงสั้นๆระดับปืนเล็ก"ฮุนเซน"อ้างตายอย่างน้อย 5 คน

ที่มา มติชน

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ว่าทหารไทยและกัมพูชาได้ปะทะกันวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่สี่ติดต่อกันของการปะทะกัน

พร้อมทั้งอ้างคำพูดของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าการสู้รบเกิดขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งที่สี่และทำให้มีคนตายอย่างน้อย 5 คน

ทางด้านนายทหารระดับผู้บังคับบัญชากัมพูชา ไม่ประสงค์จะออกนาม กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยิงโต้ตอบกันเวลาประมาณ 8 โมง ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอาวุธอะไร

ขณะที่แหล่งข่าวทหารไทยใกล้ชายแดน กล่าวว่า เป็นการปะทะกันช่วงสั้นๆ 2 นาที ในระดับปืนเล็กเช้าของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เกิดจากการเข้าใจผิด

'คลั่งชาติ'ทำวุ่น

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ในที่สุดสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากเห็นก็เกิดขึ้นจนได้5 การปะทะกันระหว่างทหารไทย-ทหารเขมรที่ศรีสะเกษ เมื่อบ่ายวันที่ 4 ก.พ.ต่อเนื่องถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 5 ก.พ.

สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย เป็นทหาร 1 ศพ ชาวบ้านภูมิซรอลอีก 1 ศพ

มีผู้บาดเจ็บอีก 17 ราย

ที่น่าสลดหดหู่ก็เป็นภาพความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน โรงเรียน วัดวาอาราม

โดนกระสุนปืนใหญ่ถล่มจนพังราบ ไฟลุกท่วม

ชาวภูมิซรอลหลายพันคนทั้งผู้ใหญ่ทั้งลูกเด็กเล็กแดงอพยพหนีตายอลหม่าน

ชั่วพริบตาบ้านภูมิซรอลก็กลายเป็นหมู่บ้านร้าง

เป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย!!

สาเหตุการปะทะกันยังไม่ชัดเจน

รัฐบาลไทยออกมาประท้วงว่าฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเขตแดนก่อน

จึงจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย

ทางการเขมรก็ออกแถลงการณ์ไปอีกแบบ

กล่าวหาทหารไทยรุกล้ำดินแดนก่อน

แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องรีบแก้ปัญหาไม่ให้ลุกลาม ต้องพึ่งหลักการทูต การเจรจา

ป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นอีก

รัฐบาลและกองทัพต้องยึดหลักสันติวิธี

ปัญหาเขตแดน-พื้นที่ทับซ้อน ต้องแก้ไขด้วยการเจรจา

ไม่ใช่การทำสงคราม!

ที่แปลกใจก็คือพวกแกนนำม็อบคลั่งชาติย้อนยุค รีบออกมาแถลงพัลวันว่าไม่ใช่ต้นเหตุให้เกิดการปะทะกันครั้งนี้

พูดแบบปัดให้พ้นตัว!!

ต้องย้อนถามว่า ใครกันที่เรียกร้องให้ส่งฝูงบินเอฟ 16 ไปทิ้งบอมบ์ที่ชายแดนไทย-เขมร

ใครกันที่ปลุกระดมให้ไทยสะสมอาวุธ กดดันเขมร

ใครกันยั่วยุให้รัฐบาลหักด้ามพร้าด้วยเข่า แก้ปัญหาเขตแดนด้วยความรุนแรง

แล้วใครกันที่เป็นพวกกระหายสงคราม!?

ต้องไม่ลืมว่าการปะทะกันที่ชายแดน ส่วนหนึ่งเกิดจากความหวาดระแวง

เป็นความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นจากกระแสปลุกระดมของม็อบคลั่งชาติกลุ่มนี้

ทหารไทย-เขมรที่เผชิญหน้ากันอยู่ก็เกิดความหวั่นไหวและไม่ไว้ใจกัน

โดนกดดันจนพร้อมที่จะรบได้ตลอดเวลา

ที่น่าสงสารก็เป็นคนไทยที่อยู่ตามแนวชายแดน

ไฟสงครามทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง บ้านช่องพินาศ

ที่ร้ายที่สุดคือการสูญเสียชีวิต!

ถึงตอนนี้คงเข้าใจกันแล้วว่าทำไมชาวภูมิซรอลที่ศรีสะเกษ หรือชาวหนองจานที่สระแก้ว

ต้องออกมาต่อต้านไม่ให้พวกม็อบคลั่งชาติพิลึกพิลั่นเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่

เพราะเมื่อเกิดสงครามขึ้น

ผู้ที่สูญเสียก่อนใครก็คือชาวบ้านตาดำๆ กลุ่มนี้นั่นเอง

ฮอ นัม ฮง ตัดหน้า'กษิต'

ที่มา บางกอกทูเดย์



ชิงฟ้อง UN เหมือนเด็กๆ
พี่ไทยไม่ทันเกมเขมร?
ดูเหมือนว่าภายใต้กลไกการบริหารประเทศของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีปัญหาไปหมดแทบทุกเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็น การเมือง เศรษฐกิจ และแม้แต่กระทั่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชา

ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพ ดูเหมือนจะก้าวช้ากว่าทางกัมพูชาหนึ่งก้าวเสมอ

ล่าสุดทั้งๆที่มีการเจรจาหยุดยิงกันแล้ว ทั้งๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ออกมายืนยันว่าไม่มีอะไรแล้ว พร้อมกับเหน็บให้บรรดาม็อบพันธมิตรที่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะรบ ให้ไปที่ชายแดนได้เลย

แต่แล้วสุดท้ายการเจรจาหยุดยิงก็เป็นไปได้แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เพราะปรากฏว่าเมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เวลา 18.30 น. ได้เกิดเหตุปะทะขึ้นมาอีกบริเวณชายแดนในพื้นที่ ภูมะเขือ และบ้านโดนเอาว์ ต.รุง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

โดยทหารกัมพูชามีการใช้จรวดยิงเข้ามาในฝั่งไทย ส่งผลให้บ้านพักของประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขณะที่ทหารไทยได้ใช้ปืนใหญ่ยิงตอบโต้ โดยการปะทะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งได้เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ในพื้นที่ชายแดน ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยทหารทั้งสองฝ่ายได้ใช้อาวุธปืนขนาดเล็กซึ่งเป็นปืนประจำกายยิงตอบโต้กันเป็นเวลากว่า 15 นาที จึงสงบลง โดยไม่พบว่ามีทหารไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ พื้นที่ชายแดนบริเวณ ต.ภูผาหมอก ซึ่งอยู่ด้านทิศใต้ของปราสาทพระวิหารนั้นอยู่ตรงข้ามกับเขตซัม แต ของกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาได้นำรถถังเข้ามาประจำการ

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงการปะทะรอบที่ว่า การปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 18.40 น. เริ่มจากทางทหารกัมพูชายิงพลุส่องสว่างเข้ามาตกที่บริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ หลังจากนั้นทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่ของรถถังเข้ามาอีก ทำให้ทหารไทยต้องใช้มาตรการตอบโต้ตามความเหมาะสม โดยยิงเครื่องยิงลูกระเบิดสวนกลับไป แต่ยังไม่ถึงขนาดต้องตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับอาวุธที่ทางทหารกัมพูชาใช้ในครั้งนี้ เป็นจรวดหลายลำกล้อง หรือที่เรียกว่าบีเอ็ม 21 ซึ่งเป็นอาวุธที่ได้รับการช่วยเหลือทางทหารจากประเทศเวียดนาม สามารถยิงได้ไกล 12 ไมล์ ใช้ในการทำลายรถถัง และเป้าหมายที่เป็นกลุ่มก้อน

เป็นการปะทะกัน หลังจากที่ นายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศ กัมพูชา ทำจดหมายด่วนถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ กรณีการปะทะกับทหารไทย วันที่ 4 และ 5 กุมภาพันธ์

โดยมีการระบุว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ระหว่างเวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น. ทหารไทยประมาณ 300 นาย ได้เข้ามายังดินแดนกัมพูชาและโจมตีทหารกัมพูชา 3 จุด คือ ขะมุม ตั้งอยู่ห่างบันไดปราสาทพระวิหาร 500 เมตร พื้นที่คานม้า และภูมะเขือ ตั้งอยู่จากเส้นเขตแดนเข้ามาในแผ่นดินกัมพูชา 1,120 เมตร และ 1,600 เมตร ตามลำดับ

การรุกรานโดยทหารไทยนี้ ตามด้วยการยิงกระสุนปืนใหญ่ขนาด 130 มม. และ 155 มม. ลึกเข้ามาในดินแดนกัมพูชาประมาณ 20 กิโลเมตร การโจมตีเป็นผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงจำนวนมากต่อปราสาทพระวิหาร มรดกโลก เช่นเดียวกับการเสียชีวิตและบาดเจ็บของทหารกัมพูชาและชาวบ้านกว่าสิบราย

อีกครั้ง ในเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลา 06.30 น. กำลังทหารไทยได้ยิงกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 มม. จำนวนหนึ่งที่ภูมะเขือ เป็นเวลาประมาณ 20 นาที

เผชิญหน้ากับการรุกรานอย่างโจ่งแจ้งนี้ ทหารกัมพูชาไม่มีทางเลือก แต่ต้องตอบโต้ป้องกันตนเองและภายใต้คำสั่งให้ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

ขอย้อนเตือนความจำว่าประเทศไทยได้กระทำการรุกรานต่อกัมพูชาในสามโอกาสก่อนหน้า กล่าวคือ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2008 วันที่ 15 ตุลาคม 2008 และ วันที่ 3 เมษายน 2009 ในพื้นที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ช่องคานม้า ภูมะเขือ และตาเส็ม ทั้งหมดนี้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร การรุกรานด้วยอาวุธเป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อมนุษย์ เช่นเดียวกับความเสียหายต่อทรัพย์สิน

โดยเฉพาะต่อปราสาทพระวิหารซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2008

ซ้ำยังระบุด้วยว่าการรุกรานซ้ำต่อกัมพูชาโดยประเทศไทยได้ละเมิดเครื่องมือทางกฎหมายดังต่อไปนี้:

1.ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อ 15 มิถุนายน 1962

2.ข้อ 2.3, 2.4 และ 94.1 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

3.สนธิสัญญาทางไมตรีและความร่วมมือ 3 (TAC) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อ 2 ซึ่งกัมพูชาและประเทศไทยเป็นภาคี มีดังนี้:

มีความเคารพต่อกันในความเป็นเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ของชาติของทุกชาติ ยุติความแตกต่างและข้อพิพาทด้วยสันติวิธี สละสิทธิที่จะคุกคามหรือใช้กำลัง

4.ข้อตกลงซึ่งคำนึงต่ออธิปไตย ความเป็นเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่อาจล่วงล้ำ ความเป็นกลาง ความเป็นเอกภาพของชาติของกัมพูชา ข้อ 2.2c, 2.2d ของข้อตกลงสันติภาพปารีส ในปี ค.ศ.1991

ต่อการรุกรานซ้ำที่ครึกโครมโดยประเทศไทยนี้ กระผมจะพึงใจอย่างสูงหาก ฯพณฯ จะนำเวียนหนังสือนี้ไปยังทุกชาติสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในฐานะเอกสารอย่างเป็นทางการ

ฯพณฯ โปรดรับ เป็นหลักประกันต่อความวิตกกังวลอย่างสูงสุดของกระผมและด้วยความเคารพ

ลงนาม ฮอร์ นัม ฮง

เป็นการกล่าวหาไทยกับประเทศต่างๆทั่วโลกเลยทีเดียว

ในขณะที่ของไทย นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังรับมือไม่ทันอยู่เช่นเดิม มีเพียงนายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ที่ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ชี้แจงเหตุปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชาแล้ว

แต่ขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพราะต้องรอให้หนังสือถึงเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอสซีก่อน คาดว่าจะเผยแพร่ได้ต้นสัปดาห์

ทั้งนี้รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนจะเดินทางรับทราบข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชาก่อน และจะมาถึงไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ราว 12.00 น.

และนายอภิสิทธิ์ เองก็ได้มีการแถลงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยิงเข้ามาก่อน ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้

และเห็นว่าการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกควรชะลอไว้ก่อน

เรียกว่าขณะนี้ต่างฝ่ายต่างโทษกันว่าเป็นฝ่ายเริ่มต้นยิงก่อน โดยที่มีองค์กรสหประชาชาติ เป็นผู้รับเรื่อง และจะต้องหาทางไกล่เกลี่ย งานนี้เข้าสู่แนวทางสากลระหว่างประเทศ ก็ไม่รู้ว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยที่มีนายกษิต เป็นรัฐมนตรี จะรับมือเกมนี้ได้แค่ไหน???

แต่ที่น่าจับตาก็คือ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์ ได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "กองทัพ การเมือง ประชาธิปไตย" โดยมี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาคนที่ 2 และ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ เลขาธิการคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการอาวุโสจากหนังสือพิมพ์เนชั่น นายปิยบุตร แสงกนกกุล อ.นิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน ม.ธรรมศาสตร์ หรือผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์ ร่วมเป็นวิทยากร

พ.อ.อภิวันท์กล่าวว่า วันนี้กองทัพกำหนดยุทธศาสตร์ผิด ทำให้การปกป้องประเทศต้องตกไปอยู่อันดับ 3 เพราะผู้นำเหล่าทัพให้ความสำคัญปกป้องสถาบันกษัตริย์อันดับแรก ตามมาด้วยดำเนินการโครงการพระราชดำริ ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลก ทำให้กองทัพเดินเป็นอย่างที่อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น กองทัพต้องปฏิรูป ต้องเปลี่ยน ด้วยการทำให้เป็นทหารอาชีพ

ด้านนายสุภลักษณ์มองว่า ศึกสงครามที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ ถูกมองว่าอาจจะเป็นข้ออ้างให้ทหารทำการปฏิวัติได้ โดยอาจจะอ้างว่ารัฐบาลพลเรือนอ่อนแอจนไม่สามารถบริหารประเทศต่อได้

และที่ผ่านมาสงครามถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำอะไรหลายๆ อย่าง

แต่ครั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังเกิดเหตุในทำนองด่าผู้ประท้วงมากกว่ารัฐบาล ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดปฏิวัติก็คงเป็นแค่ข่าวลือ

แต่ข่าวลือเรื่องรัฐประหารจะลือๆ ไปอีกนานจนกว่าจะจริง เพราะสังคมไทยเอาทหารออกไปจากการเมืองยาก

ทั้งนี้สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาเป็นครั้งที่ 3 ใน รอบ 3 วัน แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจาหยุดยิงกันแล้วถึง 2 รอบ แต่ต่างยืนยันว่าจะพยายามปลดชนวนความตึงเครียดบริเวณชายแดนให้เร็วที่สุด

งานนี้ไทยเหนื่อยแน่ หากกลไกกระทรวงต่างประเทศยังลุ่มๆดอนๆ และทหารไทยยังติดปลักเรื่องปฏิวัติอยู่เช่นนี้

ศาลนัดพิพากษาคดีการ์ดพ ธ ม. ยึดรถเมล์ ตอกย้ำ 2 มาตรฐาน ม๊อบมีเส้น..!!!

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut



กำลังรอลุ้นอยู่ว่า จะกล้าตัดสินพวกโจรของจริงมั๊ย หลักฐาน พยาน อาวุธ ครบ...



นึกแล้ว เป็นไปตามคาด พ่อแม่มันใหญ่จริงๆ 3 ปีเข้าไปแล้ว ทำห่...าไรไม่ได้เลย

เปิดพอร์ต"มหึมา" สำนักงานทรัพย์สินฯขุมทรัพย์ที่ดินทำเลทองแสนล้าน !!!!

ที่มา มติชน





เอ่ยถึงแลนด์ลอร์ดรายใหญ่ หลายคนคงนึกถึง ตระกูล "โสภณพนิช" "ล่ำซำ" ตระกูลเจ้าสัวอย่างเสี่ย "เจริญ สิริวัฒนภักดี" เสี่ย "ธนินท์ เจียรวนนท์" แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะที่ดินในทำเลทองใจกลางเมืองกรุงเทพแล้ว แลนด์ลอร์ดตัวจริงไม่น่าจะมีใครเกินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ข้อมูลจากสำนักงานทรัพย์สินฯระบุว่า ปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์อยู่ในความดูแลประมาณ 37,000 สัญญา ในจำนวนนี้มีการจัดประโยชน์หลายรูปแบบ ทั้งเพื่ออยู่อาศัยหาประโยชน์พอยังชีพ ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยงานทั้งภาครัฐและสมาคม องค์กรที่ไม่ได้แสวงหาประโยชน์ในเชิงธุรกิจ แยกเป็นที่ดินใน กทม.และปริมณฑล 25,000 สัญญา และในภูมิภาค อาทิ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก พิจิตร ลำปาง ราชบุรี เพชรบุรี สงขลา นครปฐม ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวมประมาณ 12,000 สัญญา @ พอร์ตที่ดินในมือ 3.2 หมื่นไร่ ก่อนหน้านี้บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร คือ บริษัท ซีบีริชาร์ด เอลลิส เคยประมาณการจำนวนที่ดินที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯว่า รวมแล้วน่าจะสูงถึง 32,500 ไร่ คิดเป็นมูลค่ารวมนับแสนล้านบาท โดยเฉพาะที่ดินแปลงใหญ่ในทำเลทองย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาค่อนข้างสูง นับวันก็ยิ่งจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งยังเป็นที่หมายตาของนักธุรกิจนักลงทุนทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีก ฯลฯ ไม่แปลกที่แทบทุกครั้งที่สำนักงานทรัพย์สินฯเปิดประมูลให้เช่าที่ดินจะมีผู้ประกอบการจากหลากหลายวงการให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก อย่างกรณีล่าสุดที่กำลังเปิดประมูลให้สิทธิเช่าที่ดิน 18 ไร่ บริเวณศูนย์การค้าบางกอกบาซาร์เดิม ในทำเลถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กทม. ก็มีผู้สนใจติดต่อขอรับเงื่อนไขทีโออาร์มากถึง 28 ราย และยังมีที่ดินในทำเลไข่แดงที่มีแผนทยอยนำออกประมูลให้สิทธิการเช่า วัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทิศทางในการพัฒนาเมืองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน @ 4 นโยบายหลักจัดประโยชน์มุ่งเน้นความยั่งยืน มีที่ดินอีกจำนวนไม่น้อยที่สำนักงานทรัพย์สินฯบริหารจัดการโดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ แต่ดำเนินการโดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อชุมชนและผู้อยู่อาศัยในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายหลักในการบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดประโยชน์อสังหาริมทรัพย์ของสำนักงานทรัพย์สินฯ เห็นได้จากมีการจำแนกประเภทผู้เช่าที่ดินตามความหลากหลายของพื้นที่และความหลากหลายของผู้เช่าประกอบด้วย 1.ผู้ที่เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯเพื่อการอยู่อาศัยหรือหาประโยชน์พอยังชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เช่ารายย่อยทั่วไป ไม่ได้แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจ จะกำหนดอัตราค่าเช่าในระดับที่ต่ำกว่าราคาตลาด 2.หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ 3.สมาคมหรือมูลนิธิ จะจัดเก็บอัตราค่าเช่าตามความเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการทำประโยชน์ต่อส่วนรวม 4.ผู้เช่าเอกชนรายย่อยที่ประกอบธุรกิจขนาดย่อมเพื่อหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ กำหนดอัตราค่าเช่าอิงกับราคาตลาด 5.ผู้เช่าเอกชนรายใหญ่ที่แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจ และเช่าที่ดินในพื้นที่ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ จะใช้วิธีเปิดประมูลโดยพิจารณากำหนดอัตราค่าเช่าในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาตลาด ที่ดินจำนวนไม่น้อยจึงถูกนำไปจัดประโยชน์ในรูปของการให้ประชาชนทั่วไปเช่าอยู่อาศัยทำกินในราคาที่ไม่แพง การมอบที่ดินจัดสร้างสวนสาธารณะ ลานกีฬา การใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา การใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ เส้นทางสัญจรช่วยแก้ไขปัญหาด้านการจราจร ฯลฯ @ เอกชนแข่งประมูลที่ดินกลางเมือง นายสมบูรณ์ ชัยเดชสุริยะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กล่าวว่า ในส่วนของที่ดิน 18 ไร่ ในทำเลซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าบางกอกบาซาร์เดิมนั้น หลังจากเปิดให้เอกชนที่สนใจรับทีโออาร์เพื่อเปิดประมูลสิทธิเช่าที่ดินบริเวณศูนย์การค้าบางกอกบาซาร์ช่วงก่อนหน้านี้แล้ว วันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้สำนักงานทรัพย์สินฯจะเปิดให้เอกชนทั้ง 28 รายยื่นข้อเสนอแผนการพัฒนาที่ดินบริเวณแปลงดังกล่าวซึ่งอยู่บริเวณถนนราชดำริ ตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้าเวิลด์เทรด เบื้องต้นพบว่าเอกชนที่สนใจมีทั้งรายใหญ่และรายเล็ก อย่างเช่น กลุ่มเซ็นทรัล, บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น จากนั้นจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือน และจะทราบผลการคัดเลือกในเดือนมีนาคม "รูปแบบการพัฒนาจะเปิดกว้าง ไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับแนวคิดของเอกชนว่าจะนำที่ดินไปพัฒนาในรูปแบบไหน เช่น คอนโดมิเนียม โรงแรม ศูนย์การค้า เราไม่มีธงอยู่ในใจ แต่โดยศักยภาพของทำเลแล้วสามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ ในการพิจารณาจะดูหลายปัจจัย รวมทั้งผลตอบแทนที่สำนักงานทรัพย์สินฯจะได้รับด้วย ขึ้นอยู่กับเอกชนจะเสนอให้เท่าไร" อย่างไรก็ตามได้กำหนดเงื่อนไขในการพัฒนาให้เอกชนต้องดำเนินการ 4 เรื่องหลัก ๆ คือ 1.รูปแบบการพัฒนาต้องทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจร 2.ต้องให้คนอยู่คือผู้เช่าช่วงมีความสุข และได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 3.รูปแบบโครงการเมื่อพัฒนาแล้วต้องมีความเหมาะสม สอดคล้อง และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ และ 4.ผลตอบแทนค่าเช่าต้องเป็นธรรม @ พลิกโมเดลพัฒนาแปลงใหม่ 19 ไร่ ซอยหลังสวน นอกจากนี้สำนักงานทรัพย์สินฯยังมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งขนาดเนื้อที่ 19 ไร่ ที่จะนำมาพัฒนา ทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณซอยหลังสวนติดกับโรงเรียนมาแตร์ฯและเพลินจิต สามารถทะลุออกถนนสารสินได้ "สำหรับที่ดินแปลงนี้เฟสแรกกำลังจะเปิดให้บริษัทสถาปนิกและนักออกแบบประกวดแนวคิดในการพัฒนาโครงการในเร็ว ๆ นี้ แต่โครงการนี้สำนักงานทรัพย์สินฯจะลงทุนพัฒนาโครงการเอง โดยจะขอจัดสรรงบประมาณปี 2555 ดำเนินการ จากนั้นจะเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลพัฒนาที่ดินในเฟสต่อ ๆ ไป อาจจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือพาณิชยกรรมก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและออกแบบ" @ รีโนเวตตึกย่านเยาวราชรับรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน อีกโครงการหนึ่งที่สำนักงานทรัพย์สินฯจะดำเนินการคือ มีแผนที่จะพัฒนาโครงการใหม่บนที่ดินเดิมที่เคยจัดประโยชน์ อย่างที่ดินบริเวณเยาวราชและวัดมังกรกมลาวาส ซึ่งอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) ซึ่งมีอยู่หลายแปลง โดยแปลงที่อยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกรฯจะปรับปรุงตึกใหม่เพื่อให้สอดรับกับสถานีรถไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อออกแบบโครงการ ส่วนที่ดินแปลงอื่น ๆ บางแปลงจะให้ กทม.เช่าระยะยาว 30 ปี เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์กีฬา สวนสาธารณะ และสำนักงานเขต อาทิ ที่ดินริมถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ เนื้อที่ 53 ไร่ ที่ดินบริเวณแสมดำ 70 ไร่ ทำเลรามคำแหง 39 จำนวน 3 ไร่ ซอยเอกชัย 101 ไร่ และแถบบางบอนอีก 100 ไร่ เป็นต้น @ ขุมทรัพย์ที่ดินแปลงใหญ่กลางกรุง สำหรับที่ดินแปลงใหญ่ ๆ ในทำเลทองแหล่งอื่น ๆ ที่สำนักงานทรัพย์สินฯเปิดให้เอกชนเช่าใช้ประโยชน์ในระยะยาวช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ ที่ดินบริเวณถนนพระรามที่ 4 ที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมทหารเดิม ที่ดิน 8 ไร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งขององค์การสะพานปลา (อสป.) บริเวณถนนเจริญกรุง ที่ดิน 27 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนเจริญกรุง ที่ปล่อยเช่าระยะยาวให้กับบริษัท แลนด์มาร์ค จำกัด ของกลุ่มนายสดาวุธ เตชะอุบล ที่ดินติดถนนพระรามที่ 1 และถนนราชดำริ ที่กลุ่มเซ็นทรัลเช่าระยะยาวพัฒนาโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ดินบริเวณสีลม สี่พระยา ราชวงศ์ วงเวียนใหญ่ ท่าพระจันทร์ บางรัก ถนนราชดำเนิน ที่ดินบริเวณหัวลำโพง ประตูน้ำ นางเลิ้ง ซอยมหาดเล็กหลวง เป็นต้น.

มีคนอ้าง บ่อยๆ ว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ ฉลาดมาก ??? ผมค่อนข้างสงสัย

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



คือผมได้ยินอยู่เสมอว่า พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนฉลาดมาก สอบได้ที่หนึ่งของรุ่น หรือที่หนึ่ง ของ รร.เสนาธิการนี่แหละ

ผมได้ยินก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เรื่องสอบได้ที่หนึ่ง นั้นผมไม่เถียง เพราะการอ่านหนังสือ จำได้ดี มีความจำเป็นเลิศ ก็สามารถสอบได้ที่หนึ่งแล้ว หรือรุ่นนั้นโง่ทั้งรุ่น คนปกติก็คงสอบได้ที่หนึ่ง

ที่ผมสงสัยในความฉลาดของ พล.อ.ดาว์พงษ์ เพราะผมยังไม่เห็นการกระทำใดๆ ของฝ่ายอำมาตย์ที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดล้ำลึกสุดยอดเลย หากเรามองสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กองทัพ และอำมาตย์ได้ “ถล่ำลึก ติดหล่มสงคราม” และยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ ผมมองไม่เห็นยุทธศาสตร์อันล้ำเลิศใดๆ ของกองทัพเลย

การปราบเสื้อแดงปืทีแล้ว หากคิดว่า “นั่นคือความฉลาด” ผมว่าคือความคิดที่ค่อนข้างโง่บัดซบ เพราะคนฉลาดเขาคงไม่ทำแบบนั้น เขาต้องมองสถานการณ์ที่กว้างกว่านั้น มองตัวแปรทุกตัว วันนั้น ใครเป็นแม่ทัพ มีกำลังในมือ และได้รับคำสั่งให้ “ยิงไม่ต้องเลือก” กับคนที่ไม่มีอาวุธ ผมว่าแม่ทัพโง่ๆ ไอคิวสัก 80 ก็สามารถปราบเสื้อแดงที่มีแต่มือเปล่า หนังสติ๊กได้ นั้นไม่ใช่ความฉลาด

ผลที่ชัดเจนอันหนึ่งคือ ทำไมคนฉลาดแบบ พล.อ.ดาว์พงษ์ จึงถล่ำลึกกลายเป็นหนึ่งใน “กลุ่มอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ตามคำฟ้องของ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้ การได้เป็นจำเลยในคดีแบบนี้ ไม่ใช่คนทั้งโลกจะเป็นได้ง่ายๆ และคนฉลาดทำไมคาดการณ์ภาพรวมทั้งหลายไม่ออก

คนฉลาดทำไมจึงเลือกใช้ กองกำลังติดอาวุธกับพลเรือน ซึ่งใครๆ ก็คาดการณ์ผลที่ตามมาออกว่ามันไม่จบแน่ๆ คนฉลาดทำไมถึงทำให้สถานการณ์ของอำมาตย์ในภาพรวม จึงเหมือนกันติดกับดักและในที่สุดก็จะแพ้สงคราม หาทางออกไม่ได้

เทียบ พล.อ. ดาว์พงษ์ กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธที่ได้ชื่อว่า “ขงเบ้งกองทัพบก” ในอดีตแล้ว ผมว่าเทียบกันไม่ได้เลย พล.อ.ชวลิต มองสงครามความขัดแย้ง ในมิติที่กว้างกว่ามาก ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองโลก และกำหนดยุทธศาสตร์โดยรวมจากปัจจัยเหล่านั้น พล.อ.ดาว์พงษ์แค่ มองปัญหาว่าคนชุมนุม จะเอาทหารไปขับไล่ได้อย่างไร

หากแค่นี้ถือว่าฉลาด ผมว่าเสนาธิการทั้งโลกคงโง่หมด

การสงครามทางการเมือง ไม่ใช่จะมองความได้เปรียบทางยุทธวิธี โดยไม่สนใจปัจจัยทางการเมืองเลยหาได้ไม่ ได้เปรียบทางยุทธวิธี แต่ “พ่ายแพ้ทางการเมือง” ก็ถือว่า แพ้สงคราม ก็เหมือนอเมริกาทิ้งระเบิดในสงครามเวียดนาม จนแม้แต่หมาสักตัวก็แทบไม่เหลือ ได้ชัยชนะจากการรบเต็มที่ แต่ “เวียดนามกับรุกไปที่จิตใจคนอเมริกัน” มากกว่ารบในสนามรบ โฆษณาให้เห็นภาพความโหดร้ายของทหารอเมริกัน จนโน้มน้าวมติของคนอเมริกันให้ต่อต้านสงคราม ในที่สุดกองทัพอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ ก็แพ้ทหารนุ่งผ้าเตี่ยว หนีกลับบ้านแทบไม่ทัน

การบอมบ์เวียดนาม โดยไม่สนใจปัจจัยทางการเมือง แม้จะได้เปรียบทางยุทธวิธี ก็พ่ายแพ้สงคราม
มันก็เหมือนกับการไล่ยิงคนเสื้อแดง ท่ามกลางกล้องถ่ายรูป วิดิโอ แสดงให้ชมทั่วโลก ก็มีผลเช่นเดียวกันคือ ชนะทางยุทธวิธี (ผมยังสงสัยอยู่ เพราะผมก็ทราบอารมณ์เสื้อแดงว่า กำลังหาทางยุติชุมนุมครั้งนั้นอยู่ เพราะนานเกินไปแล้ว กองทัพอยู่เฉยไ อีกสักอาทิตย์เสื้อแดงก็ต้องยุติการชุมนุม นัดใหม่) แต่พ่ายแพ้ทางการเมือง ทำให้เกิด "สมรภูมิใหม่ เงื่อนไขใหม่ เช่น ICC"

ผมว่านั่นคือความพ่ายแพ้ทางการเมืองของอำมาตย์และกองทัพ ชัยชนะทางยุทธวิธีชั่วคราวไม่ทำให้สงครามจบแต่อย่างใด คนเสื้อแดงยังชุมนุมได้ครั้งละ หลายหมื่นจนเหยียบแสนอยู่เหมือนเดิม ขบวนการไม่ได้อ่อนลงไปมากกว่าเดิม เพียงแต่ยุทธวิธีได้อ่อนตัวมากยิ่งขึ้น ปรับใหม่เท่านั้น

Re:

นี่ เสนาธิการที่คนชมว่าฉลาด ไปก่อสงครามกับเขมรอีก

ทำด้วยวัตถุประสงค์ใด ผมยังคลุมเครืออยู่ จะว่าเรียกร้องศักดิ์ศรีกองทัพไทยคืนมาก็คงไม่ใช่
จะรบเอาดินแดนคืน นั้นไร้สาระเอามากๆ

หรือ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากกรณี โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ฟ้องศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ มันก็แค่เบี่ยงเรื่องข่าวในประเทศ แต่ "ข้อเท็จจริงมันก็ดำรงอยู่" การยืนศาล ICC ข่าวในประเทศไทยจะมีหรือไม่มี กระบวนการมันก็ดำเนินต่อไปไม่ได้สะดุด สุดท้ายมันก็กลับมาเป็นข่าวอีกจนได้

หากจะเพื่อกวนน้ำให้ขุ่นสร้างความวุ่นวาย เพื่อทำรัฐประหาร มันก็ไม่ต้องลงแรงถึงกับต้องใช้วิธีนี้

หากคิดว่า ต้องการสร้างกระแสเพื่อดึงคนไทยให้กลับมาร่วมกัน

ผมว่าคนไทยฉลาดพอที่จะไม่โดนพวกคลั่งชาติเหล่านี้ดึงไปได้

ผมยังมองไม่เห็น "ปฎิบัติที่ทุกคนยกให้ว่าเยี่ยมสุดยอด" มาจากกองทัพไทยเลย

ประเมินภาพรวมก็ไม่ได้ ประเมินอารมณ์ของประชาชนก็ไม่ถูกต้อง

ผมไม่คิดว่ากองทัพไทยจะมีเสนาธิการที่ฉลาด

ส่วนมีแม่ทัพ โง่ๆ นั้นผมยอมรับไม่เถียงสักคำเลย

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 07/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



หื่นกระหาย ไฟสงคราม ตามรุกไล่
เพราะจัญไร อัปรีย์ เป็นที่ตั้ง
ปลุกกระแส ความอุบาทว์ จนชาติพัง
มันเพียงหวัง สะใจ ใครบางคน....

บุกเขมร รบเขมร หวังเข่นฆ่า!
ประกาศท้า ล่าไล่ ไร้เหตุผล
หวังสงคราม ยื้อยุด มนุษย์ชน
ด้วยเล่ห์กล คนมาร สันดานทราม....

แผ่นดินลุก เป็นไฟ เพราะใครหนอ
คำด่าทอ สาดโคลน ระคนหยาม
ด้วยหวังเพียง อยากได้ ไฟสงคราม
ให้ลุกลาม วุ่นวาย ที่ชายแดน....

มันจึงสา สมใจ ไอ้คนชั่ว
คนหวาดกลัว แตกตื่น เป็นหมื่นแสน
ทั้งหิวโหย ร้อนรน จนขาดแคลน
ความเคียดแค้น ถาโถม โหมกลับไป....

เคยอยู่เย็น เป็นสุข สนุกสนาน
เป็นเพื่อนบ้าน กันมา ฟ้าสดใส
ทั้งค้าขาย ชายแดน แสนอุ่นใจ
บัดนี้ไฟ ลุกท่วม อ่วมทั่วกัน....

เพราะกระหาย สงคราม ตามที่เห็น
มันเบี่ยงเบน ท้ารบ ให้ขบขัน
ประชาชน ตายให้เห็น ไม่เว้นวัน
แผนพวกมัน กำหนดไว้ "ไฟสงคราม"....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความเป็นไปได้ในการยุติการปะทะระหว่าง ไทย - กัมพูชา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย pal

ความเป็นไปได้ในการยุติการปะทะระหว่าง ไทย - กัมพูชา
โดย พันเอก ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง รองผู้อำนวยการกองศึกษาวิจัยทางยุทธศาสตร์
ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ กองบัญชาการกองทัพไทย





http://www.go6tv.com/2011/02/blog-post_07.html

หยุดยิงไม่สำเร็จ รบกันต่อ เขมรถล่มห่าจรวด

ที่มา ข่าวสด

ซัดหลายร้อยลูก ปืนใหญ่ไทย-โต้ ดวลดุเดือด3ชม. 'จำลอง'นัดพธม. เคลื่อนม็อบ11กพ.




ถล่มไทย - ทหารเขมรเสริมกำลังและอาวุธหนักตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหาร จากนั้นระดมยิงจรวดเข้าใส่ทหารไทยจนเกิดการยิงตอบโต้อย่างดุเดือดกว่าที่ ผ่านๆ มา

ทหารไทยปะทะกับเขมรอีกใกล้เขาพระวิหารที่เดิม หลังจากเจรจาหยุดยิงไปหมาดๆ สองฝ่ายเปิดฉากถล่มกันด้วยอาวุธหนักอย่างดุเดือดกว่าทุกครั้ง เสียงระเบิดดังระงมหลายชั่วโมงต่อเนื่อง เบื้องต้นฝ่ายไทยบาดเจ็บ 7 ราย เป็นทหาร 5 พลเรือน 2 ขณะที่ทางการช่วยอพยพราษฎรหนีตายอลหม่าน ทั้งที่เพิ่งออกจากศูนย์อพยพกลับไปอยู่ที่บ้านไม่กี่ชั่วโมง เผยคณะของปลัดมหาดไทยตรวจพื้นที่'ภูมิซรอล' เผ่นหนีแทบไม่ทัน สั่งปิดโรงเรียนตามแนวชายแดนเขมร 3 วัน 'มาร์ค'โวยงง เป็นคนค้านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารมาตลอด กลับถูกด่า ฉะพธม.พูดเท็จเพียบ ขณะที่'จำลอง' นัดรวมตัวใหญ่ 11 ก.พ.นี้ เตรียมเคลื่อนม็อบ โดยไม่บอกไปที่ใด เป้าหมายขับไล่อภิสิทธิ์

มาร์คย้ำเขมรยิงไทยก่อน

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ถึงเหตุ การณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร ผามออีแดง ภูมะเขือ และพื้นที่ใน จ.ศรีษะเกษ ว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ มีความวิตกกับเหตุการณ์ ตนอยากจะเรียนว่าตอนที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หรือพ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ลำดับเหตุการณ์ให้ประชาชนทราบนั้นค่อนข้างสมบูรณ์ ประเด็นที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีการยิงเข้ามาในดินแดนไทย ทางฝ่ายไทยจำเป็นที่ต้องปกป้องอธิปไตย และมีการยิงตอบโต้จากฝ่ายไทย ซึ่งการยิงตอบโต้ก็เป็นการยิงไปยังที่หมายทางการทหาร คือยิงมาทางไหนก็ยิงกลับไปทางนั้น และนั่นคือนโยบายของรัฐบาลมอบและกองทัพนำไปปฏิบัติ ด้วยความเห็นที่สอดคล้องกัน เพราะว่าประเทศไทยไม่ต้องการไปรุกรานใคร แต่เมื่อใดที่มีการรุกรานอธิปไตยเราต้องปกป้องอย่างถึงที่สุด เรารู้สึกเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะราษฎรไทย และทหารไทย ขณะเดียวกันการตอบโต้ของเราไม่เคยตอบโต้ไปยังเป้าหมายที่มีพลเรือน แม้ว่าจะมีรายงานข่าวความสูญเสียในเขตกัมพูชา

ป้องทหารทำตามหลักสากล

นายกฯ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าประเทศไทยดำเนินการตามหลักสากล เคารพกฎ บัตรของสหประชาชาติ แต่ทางกัมพูชามีการออกแถลงการณ์ และเราก็ออกแถลง การณ์เช่นกัน ตนให้ทางกระทรวงการต่างประเทศเชิญคณะทูตในประเทศที่มีบทบาทในสหประชาชาติ ทั้งในส่วนของกรรมการมรดกโลก และขณะเดียวกันจะมีการยืนยันเหตุการณ์จริงทั้งหมดว่าประเทศไทยไม่ได้ไปรุกรานใคร แต่รักษาสิทธิ์ปกป้องดินแดนสมควรแก่เหตุการณ์เท่านั้น ซึ่งเรื่องการชี้แจงมีความจำเป็น ขณะเดียวกันมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องกับกระทรวงการต่างประเทศ และทหารของทั้งสองฝ่ายที่จะทำให้ขณะนี้สถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ ยืนยันว่าการแก้ไขเรื่องของเขตแดนต้องดำเนินการด้วยสันติวิธี ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง มีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยในการปกป้องอธิปไตย ก่อนหน้านี้มีบางฝ่ายไปพูดว่ารัฐบาลถอนกำลังจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เหมือนจะปล่อยให้กัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย เหตุการณ์และผลที่เกิดขึ้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทางรัฐบาลกับกองทัพมีเอกภาพ รัฐบาลสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ ผมเรียนว่าไม่มีกรณีใดที่รัฐบาลจะปล่อยให้การเสียดินแดน การรุกล้ำเกิดขึ้น และรัฐบาลรักษาสิทธิ์และปกป้องตามแนวทางที่พึงกระทำ ในฐานะประเทศประชาคมโลกเคารพกติกาสากล" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ไม่แปลกใจพธม.ไล่รัฐบาล

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มีการยกระดับขึ้น โดยขณะนี้เป้าหมายอยู่ที่การขับไล่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตนเรียนว่าไม่ได้แปลกใจต่อการประกาศที่เกิดขึ้น เพราะคาดแต่ต้นว่าการยื่นเงื่อนไขที่จะไม่พูดคุยเจรจากับตน ต้องนำมาสู่การยกระดับเช่นนี้ แต่สิ่งที่อยากย้ำว่าขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลทุกด้าน เปิดใจกว้างกันจริงๆ เหมือนกับที่รัฐบาลเปิดใจรับฟังกลุ่มพธม. จะเห็นว่าการดำเนินการของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับเขตแดน หรือคนของรัฐบาลที่เข้าไปเกี่ยวข้องพยายามที่จะรับฟังความห่วงใยของพธม.โดยตลอดไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการดูแลบันทึกการประชุมของเจบีซี มีการตั้งที่ปรึกษาภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แม้กระทั่งกรณี 7 คนไทยที่นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. ประชาธิปัตย์เข้าไปดูผลกระทบในพื้นที่ ก็เป็นความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอด

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอบนเวทีหรือผ่านสื่อทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากเข้าใจว่ารัฐบาลนี้ไม่ยึดผลประโยชน์ของประเทศไทย ตนขอเรียนว่าหากตนเชื่อข้อมูลเหล่านั้นก็คงจะโกรธและมาไล่รัฐบาลเช่นกัน แต่ปัญหาคือว่าข้อมูลที่นำเสนอมีความคลาดเคลื่อน ตนพยายามเปิดรายการโทรทัศน์ให้มาพูดคุยกัน เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาอยากจะชี้ให้เห็นในประเด็นข้อเรียกร้องของกลุ่ม พธม.เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องที่เรียกร้องอย่างไร และขอแจ้งขอเท็จจริงเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน

ค้านขึ้นทะเบียนพระวิหารตลอด

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ในเรื่องของมรดกโลกต้องเข้าใจว่ารัฐบาลต้องตามแก้ปัญหา เพราะว่าในช่วงหนึ่งมีรัฐบาลที่ไปเซ็นข้อตกลงทำนองที่ว่ายอมให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารได้ฝ่ายเดียว แม้ภายหลังศาลจะชี้ว่าเป็นโมฆะ และรัฐบาลแจ้งไปทางกัมพูชาว่าแผนการร่วมดังกล่าวใช้ไม่ได้ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งนั้นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในนามของกัมพูชาผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนไป สิ่งที่รัฐบาลทำตลอด 2 ปีที่ผ่านมาคือเดินหน้าคัดค้านการขึ้นทะเบียนดังกล่าวว่ามีความผิดปกติ ที่สำคัญมีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้วจะมีการนำเสนอแผนบริหารพื้นที่บริเวณรอบๆ สิ่งที่เป็นมรดกโลก ซึ่งกรณีปราสาทพระวิหารก็ชัดเจนว่าพื้นที่รอบๆ โดยเฉพาะบนเขาเป็นพื้นที่ด้านนี้ของสันปันน้ำ ซึ่งเป็นดินแดนของไทย รัฐบาลเดินหน้าคัดค้านเป็นเวลานาน และประสบความสำเร็จเพราะทำให้กัมพูชาไม่สามารถเสนอแผนบริหารดังกล่าวเพื่อให้ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการมรดกโลกได้ เราประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยินยอมให้มีคณะกรรมการไม่ว่ากี่ชาติเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ของเรา นี่คือจุดยืนของรัฐบาลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการจัดทำแผนที่ประกอบการบริหารพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหาร ทางกัมพูชายอมรับในเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่าไม่สามารถที่จะทำแผนที่ โดยเฉพาะบริเวณทิศเหนือกับทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าปัญหาการจัดทำหลักเขตแดนนี้ยังไม่มีข้อยุติ ที่ยังไม่มีข้อยุติกัมพูชามาเซ็นเอ็มโอยูปี 2543 มีกลไกจีบีซีทำหน้าที่เจรจา ตรงนี้ตนอยากจะย้ำว่าการมีเอ็มโอยูตรงนี้เหมือนมีการมัดทางกัมพูชาเอาไว้ ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่รอบๆ ปราสาทที่ถือว่าเป็นดินแดนของเรา

"ผมมีความรู้สึกแปลกใจว่าข้อเรียกร้องของทางกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้เราถอนตัวจากมรดกโลกและยกเลิกเอ็มโอยูทันที จะเป็นประโยชน์ต่อเราจริงหรือไหม การจะถอนตัวออกจากมรดกโลกเท่ากับเราปล่อยให้ประเทศต่างๆ ที่อยู่ในมรดกโลก และประชาคมโลก ฟังความจากกัมพูชาฝ่ายเดียว จะไม่เป็นประโยชน์เลยหากไม่มีคนไปคัดค้าน หมายความว่าต่อไปกัมพูชาจะได้รับความเห็นชอบจากแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาท ถึงเวลานั้นก็จะมีชาติต่างๆ เข้ามาวุ่นวายในบริเวณนี้มากขึ้นและจะผลักให้คนเหล่านั้นกลับมาเป็นปฏิปักษ์กับไทย ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเลยในการเป็นสมาชิกมรดกโลกในขณะนี้ แต่ผมยอมไม่ได้ เพราะผมไม่ต้องการให้เราเสียเปรียบมากยิ่งขึ้นในเรื่องดินแดนและอธิปไตยของเรา แต่การถอนตัวในขณะนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เลย" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ไม่ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องเอ็มโอยูนอกเหนือจากประโยชน์ที่เราใช้ในการดำเนินการเรื่องมรดกโลก ข้อห่วงใยจากประชาชน นักวิชาการ ซึ่งบางคนตนได้พูดคุยด้วยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เข้าใจตรงกันว่าเอ็มโอยูไปยอมรับแผนที่ 1:200,000 โดยเฉพาะแผนที่ระวางดงรัก ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหาร ตนขอเรียนว่าตนต่อต้านการยอมรับแผนที่ดังกล่าวมาโดยตลอด นี่เป็นรัฐบาลแรกที่แจ้งต่อกัมพูชาว่าเราไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 ซึ่งเป็นสิ่งที่พันธมิตรมีจุดยืนเช่นนี้ แต่ว่าความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนหรืออะไรก็แล้วแต่ กลับไปหยิบข้อมูลที่ทำให้สับสน ต้องไม่ลืมว่าแผนที่ดังกล่าวหรือแผนที่ฝรั่งเศสไม่ได้มีระวางเดียว แต่ละพื้นที่ก็มีข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน แม้แต่ 7 คนไทยที่ถูกจับ ที่ตนนำแผนที่ออกมาแสดง เป็นการลายแผนที่ 1;50,000 L7018 ซึ่งยังไม่ทำหลักเขต

"รัฐบาลไม่มีผลประโยชน์อื่นใด ผมจะไปมีประโยชน์อะไรกับการยกดินแดนให้ต่างชาติ ผมต้องดูแลพี่น้องว่าแนวทางการแก้ปัญหาของไทยเป็นแนวทางที่ยอมรับในสากล ไม่ให้เสียเปรียบต่อการต่อสู้ หากแม้ว่าผมมีผลประโยชน์แม้แต่นิดเดียวในการแลกกับอธิปไตยของไทย ผมไม่เพียงแต่ออกจากรัฐบาล แต่ออกจากประเทศไทยด้วยซ้ำ ผมไม่ทำแน่นอน และก็ไม่มีหลักฐานอะไร หรือข้อมูลที่นำเสนอว่าผมไปทำเช่นนั้น สิ่งที่ผมทำมีเหตุผลรองรับ กองทัพและหน่วยงานต่างๆ ปฏิบัติตรงกันและปกป้องอธิปไตย เวลานี้กำลังตึงเครียด ทำไมเราคนไทยไม่มาสนับสนุนกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ จริงอยู่ที่มีความสูญเสีย แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏออกมาชัดเจนว่าคนและกองทัพของเราทำเต็มที่ เรามีหน้าที่ให้กำลังใจ รวมพลังสามัคคีกันเพื่อปกป้องดินแดนและอธิปไตยของไทย ไม่ควรใช้เวลานี้มาเล่นการเมืองบั่นทอนกัน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

1.ทัพเขมร - ทหารกัมพูชาระดมอาวุธหนักตรึงกำลังตลอดแนวชายแดนด้านปราสาทเขาพระวิหาร ก่อนเปิดฉากยิงถล่มกับทหารไทยเมื่อเย็นวันที่ 6 ก.พ.อย่างหนักหน่วง กว่าเดิม

2.เขมรอพยพ-ชาวเขมรที่อาศัยอยู่ใกล้เขาพระวิหาร หอบลูกจูงหลานหนีกระสุนปืนใหญ่จากการสู้รบ โดยฝั่งเขมรเสริมกำลังทหารและอาวุธเข้ามายังชายแดนไทยเป็นจำนวนมาก

3.หลั่งเลือด - เจ้าหน้าที่ลำเลียงทหารไทยที่บาดเจ็บจากการปะทะกับทหารกัมพูชา เข้ารักษาตัวที่ร.พ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังการสู้รบปะทุขึ้นครั้งใหญ่ในช่วงเย็นวันที่ 6 ก.พ.

4.ไทยอพยพ - ชาวบ้านตามแนวชายแเดนไทย-เขมร อพยพลี้ภัยสงครามมาพักอยู่ศูนย์อพยพชั่วคราวหอประชุมที่ว่าการอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์สู้รบยังรุนแรง



ย้ำถอนทหารจากพื้นที่ไม่ได้

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า ขอย้ำว่าขณะนี้จะเห็นได้ชัดว่าปัญหาการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก กำลังเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ดังนั้น ไทยจึงต้องเดินหน้าคัดค้าน และตนคิดว่าควรทำให้ทั่วโลกเข้าใจสถานการณ์ความเป็นจริงซึ่งประเทศไทยได้พยายามชี้แจงมาโดยตลอด ก็เชื่อว่าน่าจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้น โดยมีการทำหนังสือชี้แจงไปแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาการยิงปะทะกันบริเวณแนวชายแดน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงต้องดูอีกครั้งว่าจะทำกันอย่างไร แน่นอนว่าทางกัมพูชาพยายามขอให้มีการถอนทหาร ซึ่งตนยืนยันมาตลอดว่าไทยคงทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไทยต้องรักษาสิทธิ ดังนั้น การตรึงกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทย่อมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็ต้องพยายามหาวิธีการในการประสานงาน เมื่อถามว่าการที่กัมพูชายื่นหนังสือร้องไปยังองค์การสหประชาชาติจะเกิดผลกระทบอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ไทยก็ได้ชี้แจงไปแล้ว โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้ดำเนินการก่อน สิ่งที่ประเทศไทยทำเป็นการปกป้องและตอบโต้ไปตามเป้าหมาย เพราะมีการยิงเข้ามาเท่านั้นเอง

นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าไม่มีเอ็มโอยูคงจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตลอดแนวชายแดนและตลอดเวลา ดังนั้น จึงอยู่ที่การดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติที่ตรงกัน จะไปบังคับให้จบได้อย่างไร หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถยอมรับผลต่างๆ ได้ ต่างประเทศก็เป็นอย่างนี้ ในหลายๆ ประเทศก็เป็นอย่างนี้ คือต้องค่อยๆ ดำเนินการไป แต่จะเป็นตัวรั้งไม่ให้ทั้งสองฝ่ายหันไปใช้วิธีการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว

บอกตรงๆ-พธม.พูดเท็จเพียบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ทางกลุ่มพันธ มิตรฯ ยังเคลื่อนไหวไม่หยุดและยกระดับสูงขึ้น นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าต้องมีหน้าที่ให้ข้อมูลให้มากที่สุด ส่วนการประสานงานก็มีคนของรัฐบาลไปพูดคุยกับแกนนำพันธ มิตรฯ แต่ยังเห็นไม่ตรงกัน แต่จะไปห้ามไม่ให้เกิดเป้าหมายในการชุมนุมอย่างไรคงห้ามไม่ได้ แต่ตนเป็นห่วงว่าการรับฟังข้อมูลนั้นควรรับฟังทุกด้าน เพราะรัฐบาลก็รับฟังข้อมูล ตนจึงไม่เข้าใจว่าการปฏิเสธการเจรจานั้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด นอกเสียจากว่าเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว เมื่อถามว่า แต่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีฉันทามติเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งคณะลาออก นายกฯ กล่าวว่า จะไม่ฉันทามติอย่างไรในเมื่อคนที่อยู่ตรงนั้นย่อมเห็นด้วยกันอยู่แล้ว

"เห็นได้ชัดว่าบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการหลายคน ยินดีที่จะคุย แต่ทางพันธมิตรฯ ไม่ยอมคุย และนักวิชาการอีกหลายคนที่ให้ข้อมูลก็ยินดีที่จะคุย ซึ่งตนได้เชิญมาคุยและจะพยายามคุยต่อไป และความจริงกลุ่มพันธมิตรฯ เคยมาออกโทร ทัศน์ด้วยกันแล้ว และผมคิดว่าถ้าเขาสนใจตนก็ยินดี แต่อย่างที่บอกคือแปลกใจที่ไปกล่าวหาอะไรรุนแรงกันไปเสียหมด แต่เป็นเรื่องเท็จหลายเรื่อง ขอบอกกันตรงๆ" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า ตนพร้อมจะคุย เพราะตนอยู่กับข้อมูลที่เป็นจริง และไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตาม การจะมาออกรายการร่วมกันนั้นย่อมต้องมีกติการ่วมกัน ขณะนี้ยังมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลการเคลื่อนไหวและชุมนุมของกลุ่มต่างๆ เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบกฎหมาย และตนเรียกร้องผู้ชุมนุมด้วยว่าต้องเคารพกฎหมาย

ปลัดมท.รุดเยี่ยมชายแดน

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง นายประทีป กีรติเรขา รองอธิบดีกรมการปกครอง และข้าราชการระดับสูงของกรมการปกครอง เดินทางไปประชุมร่วมกับนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ. ศรีสะเกษ และคณะ หัวหน้าส่วนราชการของ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับทราบข้อมูลเบื้องต้น กรณีการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยสงครามจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ซึ่ง ผวจ.ศรีสะ เกษได้รับรายงานสรุปสถานการณ์ให้ทราบ โดยได้มอบเงินช่วยเหลือชาวบ้านที่บ้านเรือนโดนไฟไหม้ทั้งหลัง เนื่องจากโดนกระสุนปืนใหญ่จากทหารกัมพูชา จำนวน 7 ราย รายละ 30,000 บาท จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่อพยพหนีภัยสงครามที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์หลังใหม่ที่อยู่ใกล้กัน และได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ตัวแทนประชาชน เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน

นายวิเชียรกล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนชาวศรีสะเกษที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อพยพหนีภัยสงครามจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 6,000 คน ซึ่ง ผวจ.ศรีสะเกษได้จัดเตรียมเงินราชการเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยสงคราม จำนวนทั้งสิ้น 50 ล้านบาท และยังไม่มีปัญหาในการให้ความช่วยเหลือประชาชนแต่อย่างใด ส่วนประชาชนที่บ้านเรือนโดนไฟไหม้ทั้งหลังและเสียหายเป็นบางส่วนนั้น ตนจะได้ให้การช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการรายละ 30,000 บาท ส่วนผู้เสียชีวิตได้ช่วยเหลือจำนวน 10,000 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ตนได้รับทราบนโยบายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงว่า ทางรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือสร้างบ้านทั้งหลังให้กับประชาชนที่บ้านเรือนโดนกระสุนปืนใหญ่และไฟไหม้ โดยจะสนับสนุนเงินมาให้และขอรับการสนับสนุนแรงงานในการก่อสร้างจากวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ และวิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ เพื่อขอให้ส่งนักศึกษาช่างก่อสร้างมาช่วยดำเนินการก่อสร้างให้ชาวบ้าน โดยจะไม่มีการสร้างบ้านแบบสำเร็จ รูปให้ เนื่องจากว่าการสร้างบ้านจะต้องสร้างตามใจผู้อยู่นั่นเอง

ศรีสะเกษปิดโรงเรียน 3 วัน

ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวต่อไปว่า ส่วนการช่วยเหลือชาวบ้านที่สวนยางพาราถูกกระสุนปืนใหญ่และไฟไหม้เสียหายนั้น จะต้องใช้เงินที่ได้รับบริจาคมาให้การช่วยเหลือ เนื่องจากว่าไม่มีระเบียบกำหนดไว้เกี่ยวกับการให้การช่วยเหลือในส่วนนี้ ตนจะได้รายงานเรื่องนี้ให้ รมว.มหาดไทยทราบ เพื่อที่จะได้หาทางช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในครั้งนี้อย่างเต็มที่ต่อไป

เวลา 12.30 น. วันเดียวกัน ที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ นายวรรณะ บุญสุข ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 ได้นำคณะมาตรวจสอบสภาพโรง เรียนที่ถูกกระสุนปืนใหญ่จำนวน 2 ลูก จากนั้นกล่าวว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้ผู้บริหารโรงเรียนที่อยู่ติดกับแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และได้รับผลกระทบจากการปะทะกัน สั่งปิดโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวนทั้งสิ้น 20 โรง เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 7-9 ก.พ. เพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน หากสถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยก็อาจจะต้องสั่งปิดโรงเรียนออกไปอีก จนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าจากการปะทะกันทำให้เด็กนักเรียนได้รับผลกระทบจำนวนทั้งสิ้น ประมาณ 5,000 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ ได้สูญหายไประหว่างวิ่งหลบหนีภัยสงคราม

ปะทะอีก-คณะปลัดหนีกระเจิง

ต่อมาเวลา 13.30 น. นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทร ลักษ์ โดยขณะกำลังเดินตรวจสอบสภาพความเสียหายของโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ซึ่งโดนกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาได้รับความเสียหายพังยับเยิน ปรากฏว่าได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่าเกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่บริเวณบ้านซำแต ทางด้านเขื่อนห้วยขนุน ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ คณะของปลัดกระทรวงมหาดไทยรีบพากันวิ่งไปขึ้นรถเพื่อออกนอกพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อหนีวิถีกระสุนปืนใหญ่

นายบุญรวม พงษาปาน ผอ.ร.ร.บ้านภูมิซรอล กล่าวว่า มีการปะทะกันที่ช่องซำแต มีเสียงปืน ค.ดังขึ้นจำนวน 3 นัด แต่ไม่ทราบว่าเป็นเสียงปืนที่ยิงจากฝ่ายใด เวลาเดียวกันยังเกิดการปะทะกันที่ช่องตาเฒ่า ใกล้เขาพระวิหาร โดยมีการใช้อาวุธปืนประจำกายยิงปะทะกันประมาณ 5 นาที ยังไม่ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ทางด้านนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรณีที่เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.ศรีสะเกษ ให้การช่วยเหลือชาวบ้านเป็นไปอย่างรวดเร็วดีมาก และไม่มีปัญหาในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยสงครามแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารการกิน เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้รับประทานอาหารเพียงวันละ 3 มื้อเท่านั้น แต่เมื่อมาอยู่ที่ศูนย์อพยพได้รับประทานอาหารถึงวันละ 5 มื้อทีเดียว

แฉยิงกันกลางดึกที่ภูมะเขือ

แหล่งข่าวทางทหารแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. เมื่อคืนวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่บริเวณช่องโดนอาว ติดกับภูมะเขือ ด้านทิศตะวันตกของเขาพระวิหาร ด้าน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ส.อ.วุธชรินทร์ ชาติคำดี หัวหน้าชุดยิง ร.16 พัน 2 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร ถูกซุ่มยิงเสียชีวิตคาที่ ได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาด้วยอาวุธประจำกาย นานประมาณ 5 นาที โดยไม่มีรายงานว่ามีทหารไทยและทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ทหารไทยจับตัวทหารกัมพูชาได้ 6 คน แต่ได้ปล่อยกลับไปเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. วันที่ 6 ก.พ.ไปแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะตึงเครียดมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์อพยพผู้ประสบภัยโรงเรียนบ้านท่าสว่าง หมู่ที่ 2 ต.โนนสำราญ อ.กันทรลักษ์ มีราษฎรในพื้นที่บ้านท่าสว่าง บ้านโนนสำราญ บ้านโศกขามป้อม และจากหมู่บ้านใกล้เคียง อพยพมาอาศัยอยู่จำนวนประมาณ 2 พันคน โดยทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมที่นอนบนอาคารเรียนให้ผู้อพยพได้นอนพัก นอกจากนั้นก็ได้กางเต็นท์ไว้กลางสนามของโรงเรียนอีกด้วย เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์แจ้งว่าข้าวปลาอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ผู้ที่นำสิ่งของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็จะนำไปที่ศูนย์อพยพที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากสะดวกกว่า

นางธีรภัทร ดอกรัก อายุ 20 ปี อยู่บ้านโศกขามป้อม ต.ภูผาหมอก หนึ่งในผู้อพยพ กล่าวว่า เพิ่งคลอดลูกคนแรกได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ต้องพามาอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพ ลูกต้องอยู่อย่างลำบาก กลางคืนอากาศหนาวเย็นมากอยากให้สถานการณ์การสู้รบที่ชายแดนเขาพระวิหารยุติลง และกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพราะชาวบ้านเขาเดือดร้อนกันหมดทุกคน หลายคนสูญเสียบ้าน บางคนสูญเสียคนรัก อยากให้รัฐบาลรีบแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็วด้วย

พ่อค้าเขมรปิดร้านแต่หัววัน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับประชาชนชาวบ้านภูมิซรอลส่วนหนึ่ง ที่อพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่ศูนย์อพยพหอประชุมที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ เมื่อเห็นข่าวว่ามีการประกาศหยุดยิงแล้ว จึงเดินทางกลับบ้านด้วยความเป็นห่วงทรัพย์สินหลายสิบครอบครัวด้วยกัน แต่พอมีข่าวการปะทะซ้ำอีก จึงหอบลูกจูงหลานกลับมาเช่นเดิม ทั้งนี้ ในหมู่บ้านภูมิซรอลมีตำรวจคอยประจำการป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินผู้อพยพหนีภัยสงคราม

เวลา 15.00 น. กลุ่มพ่อค้าชาวกัมพูชาในตลาดช่องจอม อบจ.บ้านด่านพัฒนา ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ต่างเร่งรีบจัดเก็บสินค้าปิดร้าน เพื่อเดินทางกลับโอเสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา หลังรับชมข่าวโทรทัศน์มีข่าวลือว่ามีเสียงปืนดังขึ้นที่บริเวณเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ หวั่นทหารสั่งปิดประตูด่านช่องจอม

นายพิจิตร บุญทัน นายอำเภอกาบเชิง กล่าวว่า เป็นข่าวโคมลอยขอให้ประชาชน พ่อค้า รับฟังข่าวสารจากทางราชการ หากเกิดเหตุการณ์ปะทะสู้รบจริงอำเภอจะแจ้งให้ทราบ

ไก่อูยันไม่มีเหตุปะทะซ้ำ

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกอง ทัพบก กล่าวว่า ไม่มีทหารไทยถูกจับกุม ซึ่งทั้ง 4 นายที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นชุดประสานงานที่ทางไทยส่งไปประสานงานกับกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ได้ถอนกำลังทั้งหมดกลับมาแล้ว ส่วนอีก 1 นายเป็นทหารกองประจำการที่พลัดหลงเข้าไปในพื้นที่โดยไม่ได้ตั้งใจ และขณะนี้ทางการกัมพูชาก็ได้รับตัวไว้ดูแล โดยเข้าใจว่าไม่ได้มีความตั้งใจ และพร้อมที่จะส่งกลับมาภายใน 1-2 วันนี้ ส่วนประชาชนที่อพยพจากพื้นที่หมู่บ้านภูมิซรอลก็คาดว่าในวันพรุ่งนี้จะสามารถทยอยเดินทางกลับพื้นที่ได้ในบางส่วน

พ.อ.สรรเสริญยังกล่าวถึงกระแสข่าวเกิดการยิงปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาอีกรอบว่า จากการตรวจสอบกับกองกำลังสุรนารีที่ดูแลในพื้นที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุดังกล่าว ส่วนจะเกิดเสียงปืนดังขึ้นหรือไม่นั้นยังไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่หากเป็นการยิงปืนก็อาจเกิดจากเหตุเรื่องอื่นมากกว่า จากการเจรจากันวานนี้ก็มีมติร่วมกันแล้วว่าจะไม่มีการยิงหรือปะทะกัน ซึ่งทหารไทยและกัมพูชาต่างก็รักษาอธิปไตยของตนเอง

ชินวรณ์ชี้โรงเรียนพัง 3 ล้าน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิ การ (ศธ.) กล่าวว่า ได้มอบให้เขตพื้นที่การศึกษาประเมินความเสียหายของโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ที่ถูกกระสุนปืนใหญ่จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 3 ล้านบาท เนื่องจากหลังคาและอาคารแบบเรียน 2 ชั้นพังทลาย ส่วนการเปิดการเรียนการสอนของโรงเรียนคาดว่าไม่กระทบ โดยให้ใช้อาคารหอประชุม และเต็นท์สนามเป็นอาคารเรียนชั่วคราว

นายชินวรณ์ยังกล่าวถึงความปลอดภัยของโรงเรียนตามแนวชายแดนว่า ได้มอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดศรีสะเกษประเมินสถานการณ์ และมีอำนาจการตัดสินใจ โดยให้เน้นเรื่องของความปลอดภัยเป็นสำคัญ และให้ประสานความร่วมมือกับแม่ทัพภาคที่ 2 และทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและนักเรียน หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินให้หลบในที่ปลอดภัย และให้ครูทำหน้าที่เสมือนทูตสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนที่อยู่ตามแนวชาย แดน เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่อาศัยกันแบบญาติ และบางส่วนก็เป็นญาติพี่น้องกัน

เพื่อไทยไล่มาร์ค-กษิตออก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการทำงานของรัฐบาลที่ไร้เดียงสา ขาดความสามารถ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นผิดตั้งแต่ที่นายอภิสิทธิ์แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ การส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่จนถูกจับกุมดำเนินคดี ในข้อหารุกล้ำพื้นที่กัมพูชา จนกลุ่มพันธ มิตรฯ นำมาเป็นประเด็นกดดันรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลยังลอยตัวอยู่เหนือปัญหา โดยโยนให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจง

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ ประชาชน ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่นักการเมืองยังทำงานอยู่ใน กทม.โดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวเกิดจากที่การเมืองสร้างขึ้น โดยตั้งคนที่ไม่ถูกกับงานมาทำหน้าที่ จึงขอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายต่างประเทศใหม่ เพราะประชาชนไม่ต้องการให้เกิดการรบกัน ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือประชาชน เพราะเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านกันน่าจะหาประโยชน์ร่วมกันมากกว่าที่จะมารบกัน พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์แก้ปัญหาในประเทศ และอย่านำปัญหาของกลุ่มพันธมิตรฯ ไปผูกโยงกับต่างประเทศ ที่สำคัญคือต้องทบทวนนโยบายต่างประเทศใหม่ และต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นโดยการลาออกไปพร้อมกับนายกษิต และให้คนที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศมาทำหน้าที่แทน เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังมีคนที่ดี รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะมีคนดีที่พร้อมทำหน้าที่อีกมาก

โพลชี้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สรุปผลสำรวจ "ประชาชนคิดอย่างไรกับเหตุปะทะไทย-เขมร" พบว่า อันดับ 1 มาจากปัญหาการล้ำเส้นเขตแดนที่เป็นปัญหายืดเยื้อมานาน และยังหาข้อยุติไม่ได้ คิดเป็น 49.27% อันดับ 2 เป็นห่วงชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นได้รับอันตรายหรือถูกลูกหลง คิดเป็น 36.21% อันดับ 3 ไม่อยากให้มีการปะทะกัน เพราะไทยกับเขมรก็เป็นเพื่อนบ้านกัน 14.52%

เมื่อถามว่าจากเหตุปะทะกันรัฐบาลควรดำเนินการอย่างไร อันดับ 1 รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติวิธี ประนี ประนอม 44.58% อันดับ 2 รัฐต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เด็ดขาด เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของประเทศชาติ 34.63% อันดับ 3 รัฐต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับคนไทยและต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมหาแนวร่วม 20.79% เมื่อถามต่อว่า จากเหตุดังกล่าวกองทัพไทยควรดำเนินการอย่างไร อันดับ 1 ต้องปกป้องรักษาแผ่นดินไทยไม่ให้ทหารเขมรเข้ามายึดครองได้ 38.66% อันดับ 2 ต้องมีการข่าวที่ดี มีการวางแผนเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย/ไม่ประมาท 33.09% อันดับ 3 ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ 28.25%

ส่วนถามว่าในฐานะประชาชนจะมีส่วนช่วยในเรื่องนี้อย่างไร อันดับ 1 เป็นแรงใจและส่งกำลังใจให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย 52.16% อันดับ 2 ติดตามข่าวสารต่อเนื่อง มีวิจารณญาณในการรับข้อมูลไม่สร้างความวุ่นวายให้สังคม 27.40% อันดับ 3 ให้ความช่วยเหลือ บริจาคเงินข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้ชาวบ้านที่เดือดร้อน 20.44% สุดท้ายถามว่าทางออกของเรื่องนี้ควรทำอย่างไร อันดับ 1 คงหาทางออกได้ยาก เนื่องจากเป็นปัญหามานานตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย 53.26% อันดับ 2 ไทยและเขมรจะต้องมีความจริงใจแก้ปัญหา นำข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริงออกมาพิสูจน์กัน 24.56% อันดับ 3 ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศควรเจรจาตกลงกัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับได้ 22.18%

มหานัดพธม.รวมตัว 11 ก.พ.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายประพันธ์ คูณมี และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ร่วมกันแถลงข่าวรายวันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลให้ลาออก และการแก้ไขปัญหาชาย แดนไทย-กัมพูชา โดยพล.ต.จำลองกล่าวว่า ในวันที่ 11 ก.พ. เวลาประมาณ 09.30 น. ขอให้สมาชิกพันธมิตรฯ ทุกคนมารวมตัวกันบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์แห่งนี้ เพื่อเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่สำคัญ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยสถานที่ที่จะเดินทางไป โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพื่อกดดันเรียกร้องนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลช่วยพิจารณาตนเองด้วยการลาออก อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน จำนวน 10 คน เพื่อจะเข้ามาดูแลข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีต่อรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนบรรยากาศในพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ตั้งแต่ช่วงเช้ามีผู้ชุมนุมบางตา บนเวทีเป็นการจัดรายการข่าว เนื้อหาส่วนใหญ่โจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือด รวมทั้งเหตุการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีผู้ชุมนุมนั่งฟังหน้าเวทีประมาณ 100 คน ส่วนการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณทำเนียบรัฐบาล พบว่ามีกำลังตำรวจชุดปราบจลาจลหลายกองร้อยประจำการอยู่ภายใน มีโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และรถห้องขัง พร้อมปฏิบัติการทันที หากมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบ

เขมรเปิดฉากถล่มปืนใหญ่อีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. ทหารไทย-กัมพูชา ได้เปิดศึกปะทะกันอย่างหนักอีกครั้ง ถล่มกันด้วยกระสุนปืนใหญ่ อาวุธหนักนานาชนิดและอาวุธประจำกาย ที่บริเวณช่องโดนอาว ชายแดนไทย-กัมพูชา ทางด้านทิศตะวันออกของเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จากนั้นทหารทั้ง 2 ฝ่ายได้เปิดฉากปะทะกันอีกหลายจุดตลอดแนวเขาพระวิหาร ทั้งด้านทิศตะวันออกของเขาพระวิหาร คือ ช่องโดนอาว ช่องตาเฒา รวมทั้งบนเขาพระวิหาร และภูมะเขือ ทางด้านทิศตะวันตกของเขาพระวิหาร เสียงปืนทั้งอาวุธหนักและอาวุธประจำกายดังระงมอย่างต่อเนื่อง ส่วนชาวบ้านตามหมู่บ้านแนวชายแดนเขาพระวิหาร ทั้งประชาชนชาวไทยและชาวกัมพูชา ได้ถูกสั่งให้เร่งอพยพออกจากพื้นที่แนวชายแดนกันครั้งใหญ่อย่างเร่งด่วนแล้ว

ทหารกัมพูชายังได้ยิงปืนใหญ่ถล่มเข้ามาตลอดแนวชายแดน ไปจนถึงกิ่ง อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี นอกจากนั้นยังได้เล็งปืนใหญ่มาถล่มที่บ้านซำเม็ง บ.ชำร่อง บ.ภูมิซรอล ต.เสาธงไชย ทำให้เกิดไฟไหม้ และบ้านเรือนเสียหาย ส่วนทหารได้ใช้ปืนใหญ่ยิงไปที่ฐานที่ตั้งของทหารในฝั่งกัมพูชา และรอบประสาทเขาพระวิหาร

อพยพชาวบ้านหนีโกลาหล

ขณะเดียวกัน ทางส่วนราชการได้ระดมรถบรรทุกไปอพยพชาวบ้านตามแนวชาย แดนทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้าเพิ่งออกจากศูนย์อพยพกลับบ้าน เนื่องจากคิดว่าสถานการณ์สงบลงแล้ว แต่ก็ต้องรีบหนีกลับออกมาอย่างโกลาหล โดยปืนใหญ่กัมพูชาจะเล็งเป้าไปที่บ้านเรือนประชาชนเป็นหลัก และภายในเขต อ.กันทรลักษ์ มีรถบรรทุกพาผู้อพยพไปติดอยู่ที่ศูนย์อพยพ เนื่องจากศูนย์ไม่สามารถรองรับผู้อพยพได้ทั้งหมด ซึ่งนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.ศรีสะเกษ ได้ระดมเจ้าหน้าที่มาที่ศูนย์เพื่อรองรับผู้อพยพแล้ว ขณะเดียวกันมีชาวบ้านจำนวนมากนำรถยนต์ไปเติมน้ำมัน แล้วขับมุ่งหน้าไปทาง จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ห่างออกไป 60 ก.ม. เพื่อหนีวิถีกระสุน

เวลา 19.40 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์และยันยันว่า เมื่อเวลา 18.40 น. ทหารกัมพูชาได้ยิงกระสุนส่องสว่างนำก่อนที่จะยิงจรวดข้ามฝั่งมายังฝั่งไทยหลายนัด บริเวณภูมะเขือ บ้านโดนอาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังจากที่ได้มีการปะทะกันเมื่อ 3 วันก่อน โดยทางกองทัพไทยได้ยิงตอบโต้ไปเช่นกัน ขณะนี้ก็ยังมีการปะทะกันอยู่ และยังไม่มีรายงานความสูญเสียและความเสียหาย ตอนนี้กำลังมีการประสานงานกันระหว่างกอง ทัพไทยและกองทัพกัมพูชาเพื่อให้มีการยุติการปะทะกันครั้งนี้อยู่

ยิงสู้แหลกนับชั่วโมงไม่เลิก

ต่อมาเวลา 20.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศสถานการณ์บริเวณที่หมู่บ้านภูมิซรอล ยังมีการปะทะกันอยู่ โดยทางทหารไทยได้ยิงปืนใหญ่ตอบโต้ไปฝั่งกัมพูชา หลังจากที่ทหารกัมพูชาได้ยิงเข้ามาฝั่งไทย และทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นจำนวนมาก และที่บริเวณศูนย์พักพิงชั่วคราว อ.กันทรลักษ์ ขณะนี้มีชาวบ้านติดค้างอยู่ประมาณ 2,000 กว่าคน จุดนี้ห่างจากชายแดนประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งค่อนข้างปลอดภัยจากวิถีกระสุนที่ทหารไทยกับทหารกัมพูชายิงตอบโต้กันไปมา ทางเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ชาวบ้านปิดไฟในบ้านของตัวเองทั้งหมด และรีบอพยพไปยังจุดที่ปลอดภัย ตอนนี้ถนนที่มุ่งหน้าออกไปจากชายแดนมีรถจำนวนมากออกไป ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนไม่สามารถออกไปได้ทัน โดยเฉพาะชุดรักษาความปลอดภัยของชาวบ้านซึ่งมีอยู่ประมาณ 30-40 คนที่ตกค้าง ได้หลบไปตามหลุมหลบภัยเป็นการชั่วคราว ซึ่งหลุมหลบภัยน่าจะมีเพียงพอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการปะทะกันที่ทหารไทยกับทหารกัมพูชายิงตอบโต้กันไปมาเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว และไม่มีทีท่าที่จะหยุดยิง ทำให้ชาวบ้านภูมิซรอลที่อยู่ติดกับแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รวมไปถึงชาวบ้านที่อยู่ที่ศูนย์อพยพหรือพักพิงชั่วคราว อ.กันทรลักษ์ ต่างพากันหนีตายกันอลหม่าน ภาพลูกไฟที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าได้สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านเป็นจำนวนมาก หลังจากมีเหตุปะทะกันบริเวณภูมะเขือ ซึ่งเกิดขึ้นมาอีกระลอกในเวลา 19.00 น. มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะๆ และมีความถี่มากขึ้นในช่วงเวลา 19.20 น. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้าง ความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านจำนวนมาก หลังจากตอนเช้าชาวบ้านได้กลับมาเพื่อดูแลบ้านเรือนของตัวเองแล้ว เพราะคิดว่าคงไม่มีการยิงปะทะเกิดขึ้นอีก

แฉเขมรยิงจรวดหลายร้อยลูก

ส่วนบนถนนสายกันทรลักษ์-ผามออีแดง มีรถวิ่งสวนกลับเข้ามาในตัวเมืองเป็นจำนวนมาก การจราจรค่อนข้างติดขัดจนเกิดความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ทหารได้สั่งให้หมู่บ้านที่อยู่ติดกับบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดับไฟป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม มีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้ยิงจรวดหลายลำกล้องเข้ามายังบ้านซำเม้ง ต.เสาธงชัย จำนวนหลายร้อยนัดเพื่อโจมตีทหาร ไทย

ต่อมาเมื่อเวลา 20.45 น. ที่บริเวณสามแยกท่าสว่าง ต.บึงมะรู ได้มีนายชนแดนไทย สมมงคล อายุ 43 ปี เป็น จนท. อุทยานเขาพระวิหาร ขับขี่รถจยย. โดยมีนางสุกัญญา สุภาพงศ์ อายุ 27 ปี และ ด.ช.ศุภากร ชีพเพชร อายุ 3 ขวบ ขับขี่ด้วยความเร็วสูงหนีลงมาจากบริเวณเขาพระวิหาร จนเกิดอุบัติ เหตุได้รับบาดเจ็บ โดยนายชนแดนไทยกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุกำลังกินข้าวอยู่ที่บ้านพักอุทยานเขาพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชาถล่มไปที่ภูมะเขือ ก็รีบพาลูกเมียหลบ ขณะที่ทหารไทยที่อยู่บนอุทยานเขาพระวิหารได้ใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงต่อสู้กับทหารกัมพูชาที่บุกเข้ามา แต่ตนเองไม่กล้าออกไปดู เพราะกระสุนวิ่งมาถูกบ้านที่พักอาศัยอยู่ จากนั้นได้พาหลบออกมา ซึ่งขณะนี้บริเวณอุทยานเขาพระวิหารยังมีเจ้าหน้าที่อีก 3 คนที่ยังออกมาไม่ได้ คือ นายสวัสดิ์ ลุนผง นายเดือน อุตะมัย นายถวิล ติจะนา

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงพนม เปญอ้างแหล่งข่าวในกองทัพกัมพูชาระบุว่า เกิดการยิงสู้รบกันอีกครั้งระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาบริเวณพื้นที่พิพาท หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งทำข้อตกลงหยุดยิงกันไปเมื่อวันเสาร์ โดยแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า "เรากำลังยิงต่อสู้กัน โดยฝ่ายทหารไทยเปิดฉากยิงใส่เราก่อน" การยิงปะทะกันครั้งล่าสุดเกิดขึ้นราวเวลา 18.35 น.

ระบุถล่มกันหนักกว่าทุกครั้ง

เมื่อเวลา 21.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผ่านมาแล้วกว่า 2 ช.ม. ยังคงมีการปะทะกันในพื้นที่ และดูเหมือนว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่มีท่าทีสงบลง และยิ่งจะบานปลายมากขึ้นตามลำดับด้วย ตอนนี้ยังคงมีจรวดยิงเข้ามาที่บ้านซำเม็งจำนวนหลายลูก และบนท้องฟ้าก็ยังคงมีลูกไฟลอยอยู่เป็นจำนวนมากบริเวณชายแดน ฝ่ายทหารไทยก็มีการเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณโรงพยาบาลกันทรลักษ์ มีผู้บาดเจ็บจากการปะทะส่งมารักษาตัวจำนวน 7 ราย เป็นทหารราบ 3 ราย ทหารพราน 2 ราย พลเรือน 2 ราย โดยพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บ เกิดจากการถูกสะเก็ดระเบิด ขณะนี้ได้มีการระดมทีมแพทย์จาก อ.ขุนหาญ อ.เบญจลักษณ์ อ.กันทรา รมย์ และอุปกรณ์การแพทย์ รวมทั้งรถฉุกเฉิน เข้ามาตั้งประจำจุดร.พ.กันทรลักษ์ เพื่อช่วยลำเลียงผู้บาดเจ็บจากการปะทะกัน เนื่องจากวันนี้ การปะทะค่อนข้างจะดุเดือดรุนแรงกว่า 3 วันที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า สถานีโทรทัศน์ในกัมพูชา ได้รายงานออกอากาศในกรุงพนมเปญถึงเหตุการณ์ปะทะ มีทั้งหมดด้วยกัน 3 จุด โดยผู้สื่อข่าวกัมพูชารายงานว่ามีกระสุนปืนใหญ่ตกเข้ามาในเขตกัมพูชา เมื่อประมาณทุ่มกว่าๆ สังเกตเห็นเครื่องบินคาดว่าจะเป็นเครื่องบินทหารไทย บินอยู่เหนือบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร เหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นเวลา 18.40 น. บริเวณป้อมโดนอาว อ.กันทรลักษ์ ซึ่งเป็นบริเวณจุดเดียวกับที่เคยเกิดเหตุปะทะกันเมื่อ 3 วันก่อน ห่างจากปราสาทพระวิหารประมาณ 500 เมตร ประชาชนอยู่ในความสับสนและยังไม่สามารถติดต่อถึงกันได้ การติดต่อสื่อสารค่อนข้างยากลำบาก ประชาชนบางส่วนยังหลบอยู่หลุมหลบภัย บางส่วนก็หนีออกมาได้