WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 8, 2011

"ฮุนเซน" ขอ "ยูเอ็น" ช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่มา ประชาไท

ฮุนเซน นายกฯ กัมพูชาร้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผลักดันให้มีการเจรจากรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา บอกกัมพูชาไม่ใช่ "ลูกกวาด" ที่อภิสิทธิ์จะใช้อ้อนกลุ่มพันธมิตรฯ

7 ก.พ. 2554 สื่อกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้าแทรกแซง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้นำระดับโลกผลักดันให้มีการเจรจาในกรณีความขัดแย้งทางพรมแดนระหว่าง ไทย-กัมพูชา

"พวกเราต้องการให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้าแทรกแซงกรณีชายแดน" ฮุนเซนกล่าวในพิธีมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย "พวกเราต้องการให้มีบุคคลที่สามรวมถึงอาเซียนมาช่วยเหลือเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอาวุธ เพราะทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาคงหาทางพูดคุยกันเองไม่ได้ การปะทะกันด้วยอาวุธเกิดขึ้นขณะที่อภิสิทธิ์ นายกฯ ไทยบอกว่ากัมพูชาควรนำธงออกจากเขตใกล้ปราสาทเขาพระวิหารของเขมร" ฮุนเซนกล่าว

ฮุนเซนกล่าวอีกว่า กัมพูชาไม่ใช่ "ลูกกวาด" ที่นายกฯ ไทยจะใช้อ้อนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฮุนเซนเชื่อว่ามีความจงใจทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ฮุนเซน ตั้งคำถามถึงกรณีที่นายกฯ อภิสิทธิ์ตั้งงบประมาณสำหรับการขอคืนปราสาทฯ จากกัมพูชา ว่าเหตุใดประเทศไทยถึงอนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวทวงปราสาทเขาพระวิหารคืนจากกัมพูชา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยยอมรับว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของปราสาทแล้วตั้งแต่ที่ศาลโลกประกาศเมื่อปี ค.ศ.1962

นายกฯ กัมพูชาแสดงความเห็นว่า ประเทศไทยเต็มไปด้วยคนมีความรู้และนักวิชาการ แต่ทำไมประเทศนี้ถึงไม่ใช้เครื่องมืออย่างกฏหมายระหว่างประเทศในการจัดการกับปัญหาเรื่องพรมแดน แต่กลับมาใช้วิธีการ "รุกราน" และ "ก้าวร้าว" กับประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชา ประเทศไทยไม่ควรกลัวการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกรณีพรมแดน พื้นที่ 4.6 ตารางกม. ใกล้ปราสาทควรอยู่ในดุลพินิจของศาลหากไทยเห็นชอบ

"พวกเราต้องการให้หนุ่มสาวสมัยใหม่มีภาพลักษณ์ที่ดีต่อทั้ง 2 ประเทศ พวกเรายังคงสู้รบกันเพราะยังตกลงกันไม่ได้ พวกเรายังต้องการให้ศาลระหว่างประเทศช่วยเหลือด้วย และทางข้าพเจ้าเองก็ขอให้ทางฝ่ายไทยดูคำตัดสินปี 1962 อีกครั้ง รวมถึงภาคผนวกคำตัดสินจากศาลโลกด้วย ว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นพรมแดนของกัมพูชา"

"พวกเราเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้กันราวปากกับฟัน" ฮุนเซนกล่าว เขาบอกอีกว่าจากเหตุปะทะตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.จนถึงวันนี้มีทหารชาวกัมพูชาเสียชีวิต 2 ราย และช่างภาพนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 1 ราย มีอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ

"เรารู้สึกเสียใจกับการปะทะกันอย่างรุนแรงจนทำให้มีทหารเสียชีวิตทั้ง 2 ฝ่าย พวกเรากำลังจะร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการศึกษา แต่พวกเรากลับมีความขัดแย้งกันด้านการเมืองและการทูต"

นายกฯ กัมพูชา บอกอีกว่าเขาได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแล้วโดยเรียกร้องให้มีการเจรจาอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังได้ร้องขอให้กองกำลังของสหประชาชาตินำคณะกรรมการเขตแดนในการประเมินการปักปันเขตแดน

ฮุนเซน เล่าว่าฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่และปืนครกทำลายบางส่วนของปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกมีคุณค่ามหาศาล แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายกัมพูชาก็จะไม่ยอมนำธงออกจากวัดใกล้ปราสาทเพราะมันเหมือนการนำวิญญาณราออกจากร่างไป

นอกจากนี้ฮุนเซน ยังบอกอีกว่าประเทศไทยได้ทำลายภาพลักษณ์ของอาเซียนจากการที่บุกเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา และทางรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียจะเยือนกัมพูชาเรื่องข้อพิพาทพรมแดน ในฐานะที่อินโดนีเซียเป็นผู้นำอาเซียนในปี 2011

ที่มา:

http://www.dap-news.com/en/news/3754-pm.html

แดงอเมริกามอบทุนหนุนสู้'เราไม่ทอดทิ้งกัน' ไทยอีนิวส์ส่งต่อGOLF4FREEDOMปลดปล่อยนักโทษแดง

ที่มา Thai E-News



เราไม่ทอดทิ้งกัน-ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.เพื่อไทย ทำพิธีมอบทุนสนับสนุนการต่อสู้ให้นักกฎหมาย กลุ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ต่างๆ และเวบไซต์ที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยต่างๆ ซึ่งเสื้อแดงไทยในอเมริกาได้รวบรวมบริจาคผ่านดร.สุนัยระหว่างเดินทางทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 มกราคม 2554

ช่วงบ่ายวันนี้ ที่พรรคเพื่อไทย ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร แถลงผลการเดินทางทัวร์เสวนาตาสว่างกลางอเมริกาในเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า ได้ไปบรรยายสถานการณ์การเมืองและแนวโน้มอนาคตการเมืองไทย 8 เมืองใหญ่ คือที่ นิวยอร์ก นิวเจอร์ซี ชิคาโก้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ฟลอริด้า ดัลลัส แอลเอ และลาสเวกัส โดยไปบรรยายที่5-6ชั่วโมงมีคนมาร่วมเสวนาจำนวนมาก

ในการนี้คนไทยในอเมริกาได้บริจาคเงินส่งมอบมายังกลุ่มคนไทยที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตย และช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกจำคุกคดีการเมือง โดยระบุมอบให้กลุ่มต่างๆ พร้อมทำพิธีมอบทุนการต่อสู้ให้ คือ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ โดยทนายอานนท์ นำภา,ทนายคารม พลทะกลาง ทนายความแกนนำนปช.,สนนท.,แดงสยาม,กลุ่ม24ถุนาประชาธิปไตย,ดา ตอปิโด และเวบไซต์ต่างๆคือไทยอีนิวส์,เวบเสรีชน,เวบไทยพีเพิลวอยซ์,คุณปุ้ยน่ารัก,กลุ่มนักรบไซเบอร์ คือ ม้าเร็ว(RED HORSE),คุณซาร่า เป็นต้น

พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเสื้อแดงไทยในอเมริกาที่ได้ดำเนินกิจกรรม"เราไม่ทอดทิ้งกัน"ซึ่งทุกกลุ่มจะนำไปดำเนินการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย และช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกจองจำให้ได้รับการปลดปล่อยต่อไป
ในการนี้กลุ่ม Red in Japan ซึ่งจัดกิจกรรมตาสว่างกลางญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาได้รวบรวมเงินบริจาคมอบให้สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์จำนวน 21,800 บาท โดยนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุลกับตัวแทนRed in Japan เป็นผู้แทนมอบ และทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เป็นตัวแทนรับมอบ

ไทยอีนิวส์ส่งมอบต่อเงินบริจาคหนุนโครงการGOLF4FREEDOM

คุณสมศักดิ์ ภักดิเดช 1ในคณะบรรณาธิการไทยอีนิวส์เปิดเผยว่า ตามที่วันนี้ช่วงบ่ายส.ส.ดร.สุนัยได้มอบเงินสนับสนุนการต่อสู้ให้หลายองค์กรหน่วยงาน รวมทั้งพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกามอบมาให้ไทยอีนิวส์ 500$ โดยมีผู้แทนรับมอบนั้น

เนื่องจากตอนนี้ไทยอีนิวส์ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน จึงขอมอบเงินจำนวนนี้ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว15,000บาท จัดซื้อก๊วนกอล์ฟ VIP จำนวน 1 ก๊วน ในโครงการGOLF4FREEDOM ที่จะจัดการแข่งขันหาทุนสนับสนุนสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ และจะนำไปจัดรายการหาผู้โชคดีไปแข่งขันกอล์ฟในนามของไทยอีนิวส์ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมนี้ต่อไป

Golf4freedom -แข่งขันการกุศลเพื่ออิสรภาพนักโทษเสื้อแดง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่นักกอล์ฟไม่มีสิทธิ์พลาด


คุณวัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ"Golf4Freedom -กอล์ฟเพื่ออิสรภาพเสรีภาพ"เปิดเผยว่า สำนักข่าวไทยอีนิวส์ ร่วมกับ"กลุ่มเพื่อนอานนท์" และ Red cyber ได้ร่วมประชุมกับ ทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ทีมทนายความช่วยเหลือทำคดีช่วยนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้-นักโทษคดีทางความคิด และได้มีมติให้จัดกอล์ฟการกุศลขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เพื่อระดมทุนช่วยสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ไปดำเนินการช่วยว่าความและประกันตัว คดีนักโทษเสื้อแดงที่ยากไร้จากการสลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม และนักโทษคดีทางความคิด ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นผลพวงจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย รวมทั้งเยียวยาญาติที่อยู่ในอุปการะนักโทษการเมืองเหล่านี้ ระหว่างที่ยังต้องโทษโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อใด

การแข่งขันกอล์ฟการกุศลนัดนี้ จะจัดขึ้นที่ สนามกอล์ฟDinasty อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (ดูลิ้งค์แผนที่)

โดยมีค่าธรรมเนียม ค่ากรีนฟี ค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วน VIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้

วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ "คุณปุ้ย" วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการนี้ กรุณาจองและชำระล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้มีเงินชำระค่าสนามและค่าทดรองใช้จ่ายล่วงหน้า

พิเศษสำหรับท่านที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ แต่ประสงค์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับเฮาส์ เพียงท่านละ 500 บาท ในงานพบปะกันเองและการปราศรัยจาก พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ทนายอานนท์ นำภา โชว์เพลงขลุ่ยและกวีที่กลั่นจากใจ และฟังการเปิดใจของทนายอานนท์ ซึ่งกวีศรีประชา วิสา คัญทัพ ได้ยกย่องให้เป็น"สาย สีมา"วีรบุรุษประชาชนในตำนาน ผู้กลับมาในยุคพฤษภาเลือดราชประสงค์ และฟังปากคำความจริงจากญาติๆของนักโทษการเมืองที่ท่านจะได้มีส่วนประทับใจในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนเสื้อแดงที่จะร่วมผนึกมือปลดปล่อยเหยื่ออยุติธรรมให้ได้รับเสรีภาพ ฯลฯ พร้อมพริตตี้เสื้อแดงแท้ๆ และของรางวัลมากมาย รวมทั้งการประมูลของรักจากคนที่ท่านศรัทธา

ทั้งนี้คณะผู้จัดงานขอเชิญชวนท่านนักกอล์ฟ ผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยทั้งมวลได้โปรดให้การสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันกอล์ฟการกุศลในครั้งนี้ เพราะนอกจากท่านจะได้รับความเพลิดเพลิน ได้ออกกำลังกายตามปกติแล้ว ท่านยังจะได้มีส่วนช่วยทีมงานทนายความอาสาให้มีเงินทุนทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง และเป็นการตอกย้ำคำว่า"เราไม่ทอดทิ้งกัน"ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ


กิจกรรมกอล์ฟการกุศลเพื่อเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ จะเป็นกิจกรรมที่ คณะผู้จัดงานปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เป็นกิจกรรมที่ท่านจะบอกกับตัวเองว่า นี่เป็นกิจกรรมที่"ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านไม่มีสิทธิ์จะพลาด"...

เตรียมพร้อม มาร่วมกัน สานฝันของเราปลดปล่อยเหยื่ออยุติธรรม ปลดปล่อยประเทศชาติสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

********

Golf4Freedom
ชื่อโครงการ- Golf4Freedom –การแข่งขันกอล์ฟการกุศล เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านนักกอล์ฟไม่มีสิทธิ์พลาด

จัดโดย- สำนักข่าวThai E-news ร่วมกับกลุ่มเพื่อนอานนท์ และ Red Cyber

วัน/เวลา- เสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 ออกรอบช็อตกันเวลา 12.30 น.

สนาม- สนามกอล์ฟDinasty อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (ดูลิ้งค์แผนที่)

ค่าธรรมเนียม- ค่ากรีนฟีและค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วนVIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน (ราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท) ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้)

พิเศษ-ท่านที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ แต่ประสงค์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับเฮาส์ เพียงท่านละ 500 บาท ในงานพบปะกันเองและการปราศรัยจากพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ฟังทนายอานนท์ นำภา เปิดใจ พร้อมโชว์เพลงขลุ่ยและกวีที่กลั่นจากใจ ฯลฯ พร้อมพริตตี้เสื้อแดงแท้ๆ

รางวัลเกียรติยศ-ทีมชนะเลิศไฟล์ท์ A รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ,ทีมชนะเลิศไฟล์ท์B รับโล่เกียรติยศจาก(กำลังประสานงานเพื่อสนับสนุนถ้วยรางวัล),ผู้ชนะเลิศเน็ตสกอร์ตีดีที่สุด รับโล่เกียรติยศจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย,รางวัลถ้วยเลดี้ กำลังติดต่อขอรับรางวัลจากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพิเศษรางวัลบู้บี้ รับโล่จากสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ พร้อมลุ้นรับของรางวัลจากผู้สนับสนุนมากมาย และการประมูลของรักจากคนที่ท่านศรัทธา


วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ คุณปุ้ย-วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

(เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการนี้ กรุณาจองและชำระล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้มีเงินชำระค่าสนามและค่าทดรองใช้จ่ายล่วงหน้า)

เวบไซต์ของโครงการ-โปรดติดตามที่ http://www.golf4freedom.blogspot.com/

ใจ:2ปีที่ต้องจากบ้านเกิด ผมหรือใครหนีคดีกันแน่?

ที่มา Thai E-News


ใครในสังคมไทยหนีคดีกันแน่?...ระหว่างผมกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช สุเทพ เทือกสุบรรณ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พลอ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา,สนธิ บุญยรัตกลิน และแก๊งทหาร คมช., สุรยุทธ์ จุลานนท์ ,เปรม ติณสูลานนท์,สนธิ ลิ้มทองกุล จำลอง ศรีเมือง สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ วีระ สมความคิด สุริยะใส กตะศิลา กษิต ภิรมย์ และแก๊งอันธพาลของพันธมิตรฯทั้งหมด ,นักวิชาการเสื้อเหลืองและนักเอ็นจีโอที่สนับสนุนรัฐประหารผิดกฎหมายด้วยการแก้ตัวแทนทหาร ,สื่อกระแสหลักที่ประโคมข่าวเท็จอย่างต่อเนื่อง และนาย(เซ็นเซอร์)ที่หนีคดีจากการตายของพี่ชาย


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา เฟซบุ๊คใจ อึ๊งภากรณ์


วันที่ 6 กุมภาพันธ์ เป็นวันครบรอบ 2 ปีที่ผมต้องเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อลี้ภัยทางการเมืองในอังกฤษ

ผมต้องลี้ภัยเพราะในประเทศไทยไม่มีมาตรฐานความยุติธรรม มีการใช้กฎหมายเผด็จการเช่นกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯ ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาคดีในศาลเตี้ยที่ปิดลับไม่มีความโปร่งใส

และมีการใช้อำนาจทหาร และอำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

ผมโดนคดีหมิ่นเดชานุภาพฯ เพราะผมเขียนหนังสือวิชาการชื่อ A Coup for the Rich (“รัฐประหารเพื่อคนรวย”) ที่ประณามการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา และตั้งคำถามว่าทำไมกษัตริย์ภูมิพลไม่ปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ

ใครในสังคมไทยหนีคดีกันแน่?........

พวกหนีคดีตัวจริง ไม่ต้องลี้ภัยการเมืองอยู่นอกประเทศ เพราะเขาใช้อำนาจเถื่อนในการทำลายประชาธิปไตย ระบบยุติธรรม และตั้งตัวเป็นใหญ่ เพื่อไม่ให้มีคดี แต่คนเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นพวกหนีคดีตัวร้ายสุด

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช สุเทพ เทือกสุบรรณ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พลอ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา ล้วนแต่หนีคดีฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย

หนีคดี “การสนับสนุนรัฐประหารผิดกฎหมาย” “การโกหกพูดจาเท็จ”ในขณะดำรงตำแหน่ง “การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการพูด เขียนและแสดงออก” ซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และ “การมีผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะคนรวยเหล่านี้ได้ประโยชน์ส่วนตัวจากการทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยที่เคยช่วยคนจน

นาย(เซ็นเซอร์)หนีคดีจากการตายของพี่ชาย เพราะอยู่ในเหตุการณ์ มีส่วนรู้เห็น แต่ไม่พูดความจริง และจงใจปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ถูกประหารชีวิต เขาหนีคดี “รวยผิดปกติ” เพราะทั้งๆ ที่ไม่เคยทำงานเลี้ยงชีพ ได้สะสมความร่ำรวยมหาศาล จนรวยกว่า(เซ็นเซอร์)อื่นใดในโลก และเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย ทั้งหมดอันเนื่องมาจากการถือตำแหน่งสาธารณะในการเป็น(เซ็นเซอร์) นอกจากนี้เขาหนีคดี “ละเลยหน้าที่” เพราะไม่ยอมปกป้องประชาชนจากการถูกทหารเลวฆ่าตาย และไม่ยอมปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยทั้งๆ ที่เป็น(เซ็นเซอร์)

สนธิ บุญยรัตกลิน และแก๊งทหาร คมช. ทั้งหมด หนีคดี “กบฏต่อประชาชน ผู้ที่ควรจะครองอำนาจอธิปไตย” เพราะทำรัฐประหารผิดกฎหมายและฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง นอกจากนี้เขาหนีคดี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และ”การใช้อำนาจเกินหน้าที่” เพราะทำรัฐประหารด้วยงบประมาณสาธารณะ แล้วแต่งตั้งตัวเองและพรรคพวกไปหากินในรัฐวิสาหกิจ และมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. ที่ระบุว่าต้องเพิ่มงบประมาณทหารอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรม

สุรยุทธ์ จุลานนท์ หนีคดี “การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเพื่อปกป้องเผด็จการในเหตุการณ์พฤษภา๒๕๓๕” และเขาหนีคดี “บุกรุกอุทยานแห่งชาติ”

เปรม ติณสุลานนท์ หนีคดี “การใช้ตำแหน่งในทางที่ผิด” ยังอาศัยในบ้านพักราชการทั้งๆ ที่เกษียณไปแล้ว หนีคดี “การตั้งตัวเป็นนายกฯโดยไม่มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่งถือว่าผิดหลักรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะใช้ตำแหน่งสาธารณะเพื่อรับตำแหน่งธุรกิจต่างๆ และสะสมความร่ำรวย นอกจากนี้ “ละเลยหน้าที่” เพราะไม่ให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกับกษัตริย์เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญปี ๔๐ และประชาธิปไตย

สนธิ ลิ้มทองกุล จำลอง ศรีเมือง สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ วีระ สมความคิด สุริยะใส กตะศิลา กษิต ภิรมย์ และแก๊งอันธพาลของพันธมิตรฯทั้งหมด หนีคดีการใช้ความรุนแรงบุกรุกทำเนียบรัฐบาล การชักชวนให้คนใช้อาวุธท่ามกลางกรุงเทพฯ การก่อการร้ายที่สนามบิน การสนับสนุนรัฐประหารผิดกฎหมาย และการประพฤติตัวเลวร้ายอันก่อให้เกิดความไม่สงบที่ชายแดนเขมร

นักวิชาการเสื้อเหลืองและนักเอ็นจีโอที่สนับสนุนรัฐประหารผิดกฎหมายด้วยการแก้ตัวแทนทหาร หนีคดี “การช่วยทำลายประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญโดยกบฏต่อประชาชน” นอกจากนี้เขาหนีคดี “หมิ่นประมาทประชาชน”ว่า “โง่” “เข้าไม่ถึงข้อมูล” ฯลฯ และหลายคนหนีคดี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะการเลียก้นทหาร คมช. ของพวกเขาเปิดโอกาสให้เขาได้ตำแหน่งและรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ในกลุ่มนี้ต้องรวมทุกคนที่รับตำแหน่งและเงินเดือนในรัฐบาลเถื่อนของ คมช. และรัฐสภา วุฒิสภา และสภาร่างรัฐธรรมนูญเถื่อนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกด้วย

สื่อกระแสหลักที่ประโคมข่าวเท็จอย่างต่อเนื่อง ก็หนีคดี “หมิ่นประมาท” คนเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีเงินไปฟ้องพวกหน้าโกหกเหล่านี้

นอกจากนี้พวกหนีคดีมีอีกมากมาย รวมถึงนักการเมือง นายทหารชั้นสูง และตำรวจชั้นสูง ที่ควรจะถูกนำมาขึ้นศาลกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดภาคใต้ การฆ่าทนายสมชาย การจ้างมือปืนฆ่านักเคลื่อนไหวชาวบ้าน การฆ่าประชาชนในสงครามยาเสพติด หรือในกรณีพฤษภา ๒๕๓๕ ในกรณี ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อีกด้วย และคงต้องรวมถึงนายทุนใหญ่ที่ปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในโรงงาน เช่นไฟไหม้ที่เคเดอร์เป็นต้น

ลองเปรียบเทียบความผิดของพวกหนีคดีตัวจริง กับสิ่งที่ผม คุณจักรภพ หรือคุณดา ทำ แล้วจะเห็นว่าในไทยไม่มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด

วันหนึ่ง เมื่อเรามีประชาธิปไตยแท้ เราจะต้องนำพวกหนีคดีแท้จริง มาขึ้นศาลให้หมด และให้ประชาชนธรรมดาเป็นลูกขุนในการพิจารณาคดี แทนผู้พิพากษาที่ไม่มีคุณธรรม(ซึ่งล้วนแต่หนีคดีการละเลยหน้าที่ในกระบวนยุติธรรม)

*****

ประเทศไทยโชคดีที่มี...

ที่มา Thai E-News



เหยื่อพวกคลั่งชาติ-(บน)เจ้าหน้าที่อุ้มหญิงชราชาวบ้านที่ถูกอพยพออกจากหมู่บ้านใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อหลบภัยไปยังแหล่งพักพิงรองรับการอพยพชั่วคราวในจังหวัดศรีสะเกษอย่างทุลักทุเล (ภาพข่าว:รอยเตอร์)(ล่าง)ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยชาวกัมพูชาอพยพออกจากพื้นที่"ทับซ้อน" ตามที่พันธมิตรฯต้องการไปยังที่พักพิงรองรับการอพยพชั่วคราว หลังเกิดการสู้รบของทหารไทยกับกัมพูชา(ภาพข่าว:รอยเตอร์)


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
7 กุมภาพันธ์ 2554

ท่ามกลางควันปืนและลูกระเบิดที่คละคลุ้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ภาพของการอพยพหนีตายของพี่น้องไทยและกัมพูชาได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศทั้งสอง

ทั้งในรูปแบบของการรายงานตามข้อเท็จจริง และรูปแบบของการปลุกกระแสแห่งความรักชาติให้พลุ่งพล่านว่า หนอยแน่ะเอ็งเป็นประเทศเล็กกระจ้อยร่อยบังอาจหาญกล้ามาราวีกับประเทศใหญ่กว่าอย่างข้า

ในทำนองกลับกันทหารไทยที่ไม่เคยรบชนะใครเลยตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมานอกจากชนะประชาชนของตัวเองบังอาจมารบกับประเทศของข้าที่รบชนะมาหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือคอมมิวนิสต์ใหญ่ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลยต้องสั่งสอนเสียให้เข็ด

ในทำนองกลับกันฝ่ายกัมพูชาก็ปลุกระดมให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบของพี่ไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันว่า บรรดาปราสาททั้งหลายมันก็ชัดๆอยู่แล้วว่าเป็นปราสาทขอม ยังจะมีหน้ามาฮุบเอาของเราอีก ขนาดศาลโลกตัดสินแล้วยังตะแบงว่า ตัดสินให้เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารแต่ไม่ให้พื้นดินที่อยู่ข้างใต้

มิหนำซ้ำจอมพลสฤษดิ์ยังดันมาทำรั้วกั้นที่เอาตามอำเภอใจเสียอีก อย่ากระนั้นเลยต้องรบกับพี่ไทยเสียให้รู้เรื่องเสียที จะได้มีเรื่องมีราวไปถึงศาลโลกและสหประชาชาติ ซึ่งเขมรมั่นใจว่าชนะแหงๆ และยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดตัวทายาททางการเมืองของสมเด็จอัครมหาเสนาบดี ฮุน เซ็น คือ บุตรชายสุดรักที่ชื่อว่าพลจัตวาฮุน มาเน็ต ให้พี่น้องชาวกัมพูชาคุ้นชินเป็นเบื้องต้น

ในบรรดาความโง่ของมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีความโง่ใดใดที่จะเทียบเท่ากับการที่เข้าห้ำหั่นเอาชีวิตมนุษย์ด้วยกันเพียงเพื่อกองหินเก่าๆ กับพื้นดินที่ไร้ค่าโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องอธิปไตย

โดยการเอาเลือดทาแผ่นดินเพื่อสนองตัณหาของผู้บริหารประเทศที่โง่เง่าและไม่รู้จักพอของทั้งสองฝ่ายที่ดีแต่ปากให้สัมภาษณ์ว่ากันไป ว่ากันมา ออกแถลงการณ์โต้กันไปโต้กันมาจากในห้องแอร์ โดยมีพี่น้องร่วมชาติทั้งสองชาติต้องเป็นผู้รับเคราะห์กรรม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมมานึกทบทวนว่าการศึกสงครามนั้นมันเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่แน่นอนว่ามันก็ย่อมป้องกันที่จะไม่ให้มีการเกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน

ในส่วนของกัมพูชานั้นผมคงงดเว้นที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์เพราะดีไม่ดีจะเข้าข่ายติชมอริราชศัตรูผิดอาญาแผ่นดินเข้าจะเดือดร้อนกันไปเปล่าๆ แต่ที่แน่ๆก็คือคนที่สามารถสั่งให้คนไปตายด้วยการรบกันเพื่อสนองตัณหาทางการเมืองของตนได้นั้นย่อมไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน

หันมาพิจารณาในฝ่ายพี่ไทยเรา(ก็ไม่รู้ว่าได้รับการยกให้เป็นพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆประเทศเพื่อนบ้านเราไม่มีประเทศไหนชอบเราสักประเทศ) แล้วพบว่า จากเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาจนเกิดเหตุลุกลามใหญ่โตเป็นสงคราม ผู้คนอพยพหนีตายกันจ้าละหวั่นยิ่งกว่าครั้งใดใดตั้งแต่สงครามโลกเกิดขึ้นมาแล้วจะพบว่า ประเทศเรานั้นโชคดีจริงๆที่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้

๑) ประเทศไทยโชคดีที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นนายกที่มีความรู้ การศึกษา ชาติตระกูลดี มีอำนาจพิเศษหนุนหลัง ไม่ว่าจะเป็นจากกองทัพ(ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ) ไม่ว่าจะเป็นผู้มากบารมีทั้งหลายเพราะกระชับพื้นที่จนคนตายไป ๙๑ ศพ ยังอยู่รอดปลอดภัย ไม่มีใครสามารถเอาความได้

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีเช่นกันที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะไม่มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด มีแต่ความโลเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายการต่างประเทศกับกัมพูชา แข็งก็ไม่แข็งจริง อ่อนก็ไม่อ่อนจริง จนผู้นำกัมพูชาจับไต๋ได้ถูกว่าอย่างไรเสียหากมีการสู้รบเกิดขึ้นนายกอภิสิทธิ์คงจะออกอาการแหยเสียเป็นแน่

ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้อยคำที่ดุดันดันแข็งกร้าวให้เอาธงลง ตอนก่อนปะทะกัน ฯลฯ ไม่มีให้เห็น ไม่ได้แม้สักเสี้ยวหนึ่งของวินสตัน เชอร์ชิลอดีตผู้นำของประเทศที่ตนเองกำเนิดและไปร่ำเรียนมา กลายเป็นใบ้ไปเสียเฉยๆซะอย่างนั้น

๒) ประเทศไทยโชคดีที่มีรัฐมนตรีการต่างประเทศที่มีประสบการณ์ในทางการทูตมาอย่างยาวนานชื่อ กษิต ภิรมย์ รู้ทางหนีทีไล่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ มิหนำซ้ำยังเป็นสหายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็งจนถึงกับเคยขึ้นเวทีของพันธมิตรฯมาแล้ว ถึงกับออกปากชมการชุมนุมว่า “อาหารดี ดนตรีเพราะ” จนได้รับการส่งเข้าประกวดจากพันธมิตรฯให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่ามีกองหนุนที่แน่นปึ๊ก(แต่ตอนนี้ด่ากันแล้ว)

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีเช่นกันที่มีรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อกษิต ภิรมย์ เพราะเคยปราศรัยด่าฮุน เซ็น ว่าเป็นกุ๊ย แต่ก็ต้องไปเจรจาความเมืองกับประเทศที่มีผู้นำที่ถูกตนเองด่าว่าเป็นกุ๊ย แล้วจะไปเหลืออะไร เพราะแม้แต่กำลังเจรจาอยู่กับเขาในประเทศเขาเองแท้ๆ เขายังสั่งยิงทหารไทยที่ชายแดนเลย ออกจากประเทศเขากลับมาได้ก็บุญแล้ว

๓) ประเทศไทยโชคดีที่มีสมณะและฆราวาสผู้ทรงศีลสนับสนุนการชุมนุมของประชาชนทั้ง(เคย)สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล การชุมนุมจึงเป็นไปด้วยน่าเลื่อมใสเพราะเป็นการชุมนุมของผู้ทรงศีล ความคิดเห็นและการแสดงออกต่างๆจึงน่าจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีที่ผู้ทรงศีลเหล่านั้นกลับสนับสนุนให้ยึดติดกับเศษหินเก่าๆ พื้นที่ดินเล็กๆที่ไร้ประโยชน์ โดยสนับสนุนให้มีการใช้กำลังทหารเข้าต่อสู้ฟาดฟันกัน เปิดดูตำราพุทธศาสนาเล่มไหนก็ไม่เห็นมีว่าให้พุทธศาสนิกรบกันเพื่อแย่งชิงสิ่งต่างๆเหล่านี้

เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าการดำเนินของกลุ่มนี้มีผลผลักดันให้รัฐบาลอภิสิทธิดำเนินการในหลายมาตรการ เช่น การจะให้เอาธงกัมพูชาลง และจนถึงที่สุดจนถึงกับจะรื้อวัดแก้วเสียด้วยซ้ำไป(ไม่รู้คิดได้อย่างไร)

๔) ประเทศไทยโชคดีที่มีผู้บัญชาการทหารบกคือพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่ได้ชื่อว่าเป็นทหารอาชีพ ไม่เคยได้ยินถึงการแสดงความเห็นทางการเมือง(ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว) มีบุคคลิกที่เข้มแข็งดุดันจนได้ฉายาว่าสฤษดิ์น้อย ซึ่งยังเป็นที่ถวิลหาของพวกอำนาจนิยมทั้งหลาย ที่ยังกล่าวถึงจอมพลสฤษดิ์อยู่เสมอเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือเกิดเพลิงไหม้

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีที่ผู้บัญชาการทหารบกคนนี้เข้มแข็งและดุดันเฉพาะกับนักข่าวถึงกับ ชี้หน้าอยู่เป็นประจำเมื่อถูกถามถึงการรัฐประหาร ไม่ได้เข้มแข็งดุดันให้ทหารเขมรได้กลัวเกรงถึงแสนยานุภาพของทหารไทยที่เขมรจะต้องคิดหนักเมื่อจะต้องรบกับไทยเลย มิหนำซ้ำยังแสดงอาการหลุดให้เห็นบ่อยๆเมื่อมีการให้สัมภาษณ์ ไม่ให้สัมภาษณ์บ้างก็ได้นะครับ เสียบุคคลิกโหม้ด

อย่างไรก็ตามไม่ว่าไทยกับกัมพูชาจะรบหรือไม่รบกันจนผู้คนตายกันเป็นเบือก็ตาม สุดท้ายก็ต้องจบลงที่การเจรจา แต่ผลของการเจรจานั้นย่อมขึ้นอยู่ที่ฝ่ายใดเป็นผู้มีอำนาจในการต่อรองที่เหนือกว่า

หากเรายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องดังสี่ประการข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ก็อย่าหวังว่าเราจะเป็นฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเลย แค่ศึกภายในยังเอาไม่อยู่แล้ว

ศึกนอกที่ใหญ่โตกว่าเช่นนี้ ก็เป็นอันสิ้นหวังครับ

--------------------------
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-UNจี้ยุติสงคราม ชุมนุมเพรียกหาสันติภาพ

Monday, February 7, 2011

รวมบทกวีต่อต้านสงครามไทย - กัมพูชา โดย จำปา ท่าน้ำเทิน และ สุจิตต์ วงษ์เทศ

ที่มา thaifreenews

โดย namome

แม่กง แม่ของ แม่โขง

จำปา ท่าน้ำเทิน

โตนเล "แม่กง" ใหญ่และกว้าง
ท่องตามทาง "น้ำของ" การล่องไหล
"แม่ของ" ลาว แต่ "แม่โขง" เรียกแบบไทย
เขมรเรียก ต่างไป ว่า "แม่กง"

ชีวิตคนเวียนว่ายตายและเกิด
ก่อกำเนิดชาติพันธุ์ประสานประสงค์
พงศ์เผ่าเหล่ากอ ก่อเครือวงศ์
ก่อนจะคงขีดแคว้นเขตแดนดิน

มนุษย์ควรดีต่อกันฉันพี่น้อง
ภราดรภาพผองมิสูญสิ้น
สายน้ำเดียวเกี่ยวพันแบ่งกันกิน
แบ่งกันใช้ชุบชีวินทุกชั้นชน

แม่กง แม่โขง และแม่ของ
คือสำเนียงพี่น้องมิหมองหม่น
มะฮอบบาย พระฉัน ใกล้กันจน
ภาษาคน สำเนียงศัพท์ สอดรับกัน

มิตรเพียบ มิตรภาพ ควรราบรื่น
ประเจียจน สดชื่น มีสุขสันต์
ประซาซน สายน้ำ ความสัมพันธ์
ใจคนเกินขวางกั้นขีดเขตแดน

แม่ของ แม่กง และแม่โขง
เป็นใยโยงกลมเกลียวอันเหนียวแน่น
ตรอเจรียงระนาดขลุ่ยคุยกับแคน
เมื่อธรรมครองแว่นแคว้นแทนอธรรม.

ประวัติศาสตร์บาดหมาง

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ประวัติศาสตร์บาดหมางสร้างบาดแผล
ทำหน้าที่มีกระแสศึกถล่ม
คนเจ็บตายชายแดนแผ่นพนม
ประวัติศาสตร์สาสมคะเนคะนอง

ไม่แพ้ ไม่ชนะ ไม่เสมอ
ต่างเหิมเห่อเหี้ยมโหดผู้จองหอง
คนสั่งการบันเทิงเหลิงลำพอง
ชาวบ้านต้องล้มตายสิ้นไร้แล้ว

บ้านช่างหล่อ กรุงธนบุรี
เสาร์ 5 กุมภาพันธ์ 2554
10.25 น.

(เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.sujitwongthes.com/)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1297064881&grpid=01&catid&subcatid

บทบาทกองทัพ

ที่มา thaifreenews

โดย namome




รูปภาพของอยู่เย็น พรหมมุนี

ตราบใดที่สถานการณ์ทางการเมืองยังเต็มไปด้วยแตกแยกและขัดแย้ง ทั้งยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กระแสข่าวการปฏิวัติรัฐประหารหรือเรื่องอำนาจพิเศษก็ยังมีความเป็นไปได้ตลอดเวลาสำหรับการเมืองไทย ไม่ใช่แค่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพหรือนักการเมืองคอร์รัปชัน

เพราะผู้นำกองทัพที่เคยประกาศจุดยืนเป็นทหารอาชีพ และกลับเข้ากรม กอง หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 นั้น ถูกทำลายหมดสิ้นหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้ผู้นำกองทัพในปัจจุบันจะแสดงจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตย และตระหนักดีว่าการปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่การแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างแท้จริง ทั้งยังมีแต่ทำให้บ้านเมืองถอยหลัง

ดังนั้น กองทัพต้องทำให้สังคมเชื่อถือและมั่นใจในบทบาทของกองทัพที่จะไม่กลับมายุ่งเกี่ยวกับอำนาจทางการเมือง หรือไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกองทัพ ไม่ว่าการเมืองจะเกิดปัญหาอย่างไรก็ต้องแก้ไขไปตามกลไกทางการเมือง ไม่ใช่กองทัพออกมาปราบปรามประชาชนเหมือนเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ไม่ได้ทำให้กองทัพเป็นอัศวินม้าขาว แต่กลับทำให้กองทัพวันนี้เข้าสู่จุดเสื่อมและวิกฤต เหมือนสถาบันตุลาการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ตุลาการวิบัติ” มากกว่า “ตุลการวิวัฒน์”

อย่าง ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัย “บทบาททหารกับการเมือง” โดยพูดถึงการปฏิรูปกองทัพว่า กองทัพควรจะอยู่ตรงไหนในระบบการเมือง ไม่เช่นนั้นกองทัพอาจเกิดความแตกแยก ไม่ต่างจากสภาพสังคมที่แบ่งขั้ว แบ่งสี เพราะกองทัพเองก็ไม่ต้องการถูกดึงมาเป็นพลังทางการเมืองหรือฐานอำนาจทางการเมืองเหมือนในอดีต

แต่การปฏิรูปกองทัพไทยก็เป็นไปได้ยาก เพราะผู้นำกองทัพเองมองความมั่นคงในกรอบของกองทัพที่เกี่ยวโยงกับสถาบันต่างๆ และกลุ่มผู้มีบารมีที่ยังยึดโยงอยู่กับกองทัพ

แม้ตามรัฐธรรมนูญกองทัพจะทำงานภายใต้คำสั่งของรัฐบาล แต่โดยข้อเท็จจริงอำนาจของกองทัพกลับอยู่เหนือรัฐบาล ดังนั้น ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตทางการเมือง กองทัพก็จะถูกการเมืองดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม อย่างการใช้กฎหมายความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

กอง ทัพจึงแยกไม่ออกจาการเมือง แถมยังถูกมองว่าเป็นศัตรูกับประชาชนอีก ทั้งที่ปัญหามาจากฝ่ายการเมือง แต่กองทัพก็ต้องมีการปฏิรูปกองทัพเพื่อให้สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและสังคมโลก และให้เป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริง

กองทัพจึงต้องยอมรับความจริง และเริ่มต้นสร้างกรอบความคิดใหม่ทั้งหมด เพื่ออยู่ร่วมกับสังคมในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างมั่นคง

*************************************
บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 12 ฉบับที่ 2986 ประจำวัน จันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2011
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=48927

http://www.facebook.com/home.php#!/photo.php?fbid=165133703534965&set=a.163928396988829.34356.100001150083953

รอยเตอร์สอ้างนักวิเคราะห์ เหตุปะทะไทย-เขมรอาจเป็นเงื่อนไขรัฐประหาร-ล้มล้างเลือกตั้ง

ที่มา มติชน

สำนักข่าวรอยเตอร์สได้รายงานข่าวสถานการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชา โดยในส่วนหนึ่งของรายงานดังกล่าว รอยเตอร์สระบุว่าแม้เหตุผลที่นำมาสู่การสู้รบกันครั้งนี้จะยังคงคลุมเครือ แต่นักวิเคราะห์บางส่วนก็ประเมินว่านายทหารสายเหยี่ยวและพันธมิตรที่มีแนวคิดชาตินิยมบางส่วน กำลังพยายามจะทำการโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ พยายามสร้างเงื่อนไขข้ออ้างเพื่อนำไปสู่การรัฐประหารและล้มล้างการเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะถูกจัดขึ้นภายในปีนี้

นอกจากนั้น รอยเตอร์สยังรายงานว่า "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" ที่เคยมีส่วนช่วยเหลือผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ได้เปลี่ยนจุดยืนหันมาต่อต้านนายกรัฐมนตรีผู้นี้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งเรียกร้องให้เขาใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกว่าที่เป็นอยู่ในการแก้ไขปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา

โดยเมื่อปี พ.ศ.2551 กลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา 3 เดือน และยังบุกยึดท่าอากาศยานนานาชาติ ก่อนจะยอมยกเลิกการชุมนุมเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนต้องสิ้นสุดอำนาจลงจากคำพิพากษาของศาล ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้กลายมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน

"ผมไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลดีต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเรากำลังรอคอยให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ขึ้นในอนาคต" ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งประเทศสิงคโปร์ แสดงความเห็นกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ส

คดีทนายสมชายเลื่อนอ่านอุทธรณ์อีก เหตุจำเลยไม่มาศาล ออกหมายจับแล้ว

ที่มา ประชาไท

คดี "ทนายสมชาย" เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก ออกหมายจับ “สารวัตรเงิน” ไม่เชื่อจำเลยหายสาบสูญ


ภาพจาก http://somchaiaward.org

วันนี้ (7 ก.พ.) ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หมายเลขดำที่ ด.1952/2547 คดีอุ้ม นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และ นางอังคณา ภรรยา รวมทั้งบุตร 4 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อายุ 49 ปี อดีต สว.กอ.รมน.ช่วยราชการกองปราบปราม, พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ อายุ 42 ปี อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป., จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อายุ 40 ปี อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท., ส.ต.อ.รัน ดร สิทธิเขต อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน อายุ 45 ปี อดีต รอง ผกก.3 ป.เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย

โดยเมื่อถึงเวลานายประกันของ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนอ่านคำพิพากษา เนื่องจากยังอยู่รอฟังคำสั่งการไต่สวนบุคคลสาบสูญของศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งญาติ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องระบุว่า พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 หายสาบสูญในเหตุการณ์คันกันน้ำถล่ม ที่เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 19 ก.ย.51

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจังหวัดปทุมธานียังไม่มีคำสั่งว่า ให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสาบสูญ ขณะที่ นายประกันมีหน้าที่ต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาลฟังคำพิพากษา แต่ไม่ได้นำตัวมา จึงถือว่าผิดสัญญาประกัน ให้สั่งปรับนายประกันตามสัญญา (จำนวน 1.5 ล้านบาท) โดยให้ชำระเงินภายใน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 1 ถือว่าทราบนัดแล้วไม่มาศาล เชื่อว่าพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อมาฟังคำพิพากษา และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกครั้ง 11 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยให้ปิดประกาศหน้าศาลอาญา

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย กล่าวภายหลังศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่า ยังหวังว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งพิพากษาลงโทษ พ.ต.ต.เงิน เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า พ.ต.ต.เงิน กระทำความผิด และหากในวันที่ 11 มี.ค.นี้ จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษา หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการจับกุมจำเลยมาตามหมายจับได้ ก็ไม่ได้แสดงว่า พ.ต.ต.เงิน เป็นบุคคลสูญหาย ตามที่ญาติของจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาล จ.ปทุมธานี เนื่องจากการหลบหนีหมายจับเป็นได้ในหลายกรณี และเชื่อว่าการไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล เป็นการหลบหนีความผิด และส่วนตัวเชื่อว่า พ.ต.ต.เงิน ยังมีชีวิตอยู่

ขณะที่ นางอังคณา ยังยอมรับว่า มีความแคลงใจจำเลยอีก 4 คน ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากมีหลักฐานการใช้โทรศัพท์ในพื้นที่ และช่วงเวลาเดียวกัน กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่ก่อเหตุ โดยนางอังคณา ยังตั้งคำถามถึงเรื่องของช่องว่างทางกฎหมาย เกี่ยวกับกรณีที่จำเลยเป็นบุคคลสาบสูญ หรือสูญหายระหว่างการพิจารณาคดีด้วยว่า จะมีขั้นตอนการพิจารณาอย่างไร

สำหรับคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องพวกจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.47 บรรยายสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.47 จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมชาย ผู้เสียหายซึ่งหายตัวไป และลักทรัพย์เอารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภง 6768-กรุงเทพฯ, นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน, ปากกายี่ห้อ มองบลังค์ 1 ด้าม และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง รวมราคาทรัพย์ทั้งสิ้น 903,460 บาท โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลัก และฉุดกระชากตัวนายสมชาย ให้เข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้ง 5 แล้วจับตัวพาไป ซึ่งจนถึงขณะนี้ไม่ทราบว่านายสมชาย จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ต่อมา วันที่ 16 มี.ค.47 พนักงานสอบสวนยึดรถยนต์ของนายสมชาย ผู้เสียหาย ที่ถูกจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันปล้นทรัพย์ไปดังกล่าว เป็นของกลาง ต่อมา วันที่ 8 เม.ย.47 จำเลยที่ 1-4 เข้ามอบตัว และวันที่ 30 เม.ย.47 จำเลยที่ 5 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ต่อมา ศาลมีพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 12 ม.ค.49 ว่า การกระทำของ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ม.309 วรรคแรก และ ม.391 พิพากษาให้จำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานปล้นทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกขับรถนายสมชาย ไปจอดทิ้งไว้ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ก็เพื่ออำพรางหลบหลีกการสืบสวนจับกุม ไม่แสดงให้เห็นเจตนาว่าพวกจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ ส่วนทรัพย์สินอื่นก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้นำทรัพย์สินไปจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์

ส่วนจำเลยที่ 2-5 พิพากษายกฟ้อง ต่อมา อัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วย

ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์

รู้เขารู้เรา กับ 3 แนวทางยุติปัญหาไทย-กัมพูชา

ที่มา ประชาไท

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นโอกาสที่สำคัญอย่างยิ่งที่เราจะได้พิสูจน์วุฒิภาวะและสติปัญญาของสังคม บทความนี้จึงขอนำเสนอทัศนะบางประการของสื่อสารมวลชนฝ่ายกัมพูชา เท่าที่กระผมได้นั่งสังเกตการณ์อยู่ในกรุงพนมเปญ ดังนี้

1.สื่อสารมวลชนกัมพูชา รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่า ฝ่ายไทยรุกรานดินแดนของกัมพูชา เนื่องจากพื้นที่รอบปราสาทและเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยชอบธรรม ตามแผนที่ปักปัน Dangrek มาตราส่วน 1:200,000 โดยนำเสนอภาพแผนที่ต้นฉบับว่า เป็นผลงานการปักปันของคณะกรรมการผสมสยามและฝรั่งเศส ที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ของกัมพูชา ได้ขยายรูปแผนที่ฉบับจริงให้สาธารณชนทั่วประเทศได้เห็นและชี้ว่าบริเวณเขาพระวิหารนั้นเส้นเขตแดนเป็นอย่างไร สื่อสารมวลชนกัมพูชาดูเหมือนจะไม่ปิดปังข้อมูลจนทำให้แผนที่เป็นเอกสารลับเหมือนบ้านเมืองของเรา เพราะฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบในการใช้แผนที่ดังกล่าว ตามคำพิพากษาของศาลโลกโดยอ่านคำพิพากษาให้ผู้ฟังทางบ้านฟังเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสและเขมร

2.มีการนำเสนอภาพความเสียหายหลังจากการถูกจู่โจมของฝ่ายกัมพูชา มีภาพไฟไหม้บ้านเรือน มีภาพเด็กและคนชรา ร้องไห้ วิ่งหนีหลบลูกกระสุน ประชาชนตามแนวชายแดนของทั้งสองฝ่ายได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน และสถานี Bayon TV ก็มีการตั้งเวทีอภิปรายถึงเรื่องดังกล่าว มีการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อน มีการวิเคราะห์สถานการณ์ภายในประเทศไทยที่กำลังแบ่งเป็นหลายฝ่าย รวมทั้งนำเสนอคำพูดของทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ และของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ

3.ผู้ประกาศข่าวรายงานว่า ขณะนี้รัฐบาลกัมพูชาได้ทำหนังสือไปถึงองค์การสหประชาชาติ ให้รับทราบถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อเรียกร้องให้สหประชาชาติและองค์กรโลกบาลต่างๆ เข้ามายุติปัญหาดังกล่าว เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่ต้องการให้เกิดสงคราม

4.ผู้ประกาศได้แจ้งเตือนชาวบ้านตามแนวชายแดนให้อพยพออกจากพื้นที่ และเตรียมตัวรับมือกับภาวะสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศของฝ่ายไทยเอง เกิดความขัดแย้งและมีกลุ่มคนไทยบางกลุ่มที่สนับสนุนให้รัฐบาลไทยใช้กำลังทหารเพื่อเข้ามายึดดินแดนของกัมพูชา

ผู้ประกาศรายงานอีกว่า "ตามที่ฝ่ายไทยเสนอให้ฝ่ายเขมรถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่บริเวณวัดแก้วฯ นั้นเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยากและไม่มีเหตุผล เพราะหากทหารเขมรไม่รักษาแผ่นดินของเขาเอาไว้แล้ว จะให้รัฐบาลกัมพูชาอธิบายให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่าอย่างไร”

5.สื่อกัมพูชาจบท้ายการรายงานด้วยภาพธงชาติและเพลงชาติกัมพูชา ซึ่งกระผมขอนำเสนอคำแปลภาษาไทยตามที่ ดร.ศานติ ภักดีคำ แห่งคณะมนุษยศาสตร์ มศว.ประสานมิตรเคยแปลเอาไว้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าชาวกัมพูชามีทัศนะอย่างไรต่อชาติของเขา ดังนี้

“ชนชาติเขมรลือชื่อเก่งที่หนึ่งในโลก มีชัยโชคก่อสร้างปราสาทศิลา
อารยธรรมสูงบวรชาติศาสนา มรดกยายตาไว้ยกภพแผ่นดิน” (อ้างจาก
http://info.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0618010947&srcday=2007/11/01&search=no)

ด้วยเหตุนี้ กระผมขอเสนอ 3 แนวทางในการยุติปัญหาดังกล่าว ดังนี้

1.การเจรจา
เท่าที่ปรากฏตลอดระยะเวลาของการเกิดปัญหาความขัดแย้ง ดูเหมือนว่าความพยายามที่จะเจรจาหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ค่อยบังเกิดผลไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความไว้วางใจกันอีกต่อไป

2.การใช้สงครามและความรุนแรง
ที่ผ่านมาการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธและความรุนแรง ได้พิสูจน์แล้วว่ายังแต่จะก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทั้งสองฝ่าย และไม่ได้ช่วยให้ปัญหาที่มีอยู่ยุติลงไปได้อย่างแท้จริง

3.การระงับข้อพิพาทด้วยองค์กรโลกบาล
แนวทางนี้ฝ่ายกัมพูชาพยายามให้เกิดขึ้น เนื่องจากทราบดีว่าตนเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ
แต่สำหรับฝ่ายไทย รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่ยอมรับแผนที่
1:200,000 อีกทั้งยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย ดังนั้นหากรัฐบาลหรือผู้รักชาติฝ่ายใดก็ตามที่คิดว่า เรามีข้อต่อสู้ ข้อเท็จจริงหรือหลักฐานที่ถูกต้องและชอบธรรม ซึ่งสามารถนำไปใช้อ้างอิงในเวทีระหว่างประเทศหรือสามารถอธิบายต่อนานาชาติให้เข้าใจได้ ก็ควรต้องออกมาช่วยกันร่วมแก้ปัญหานี้ อย่ามัวแต่เล่นการเมืองภายใน เพราะการนำกรณีดังกล่าวมาประเด็นประเด็นการเมืองเพื่อมุ่งล้มรัฐบาลในขณะนี้ ย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย และไม่ได้ก่อให้เกิดการยุติปัญหาได้
เพราะในท้ายที่สุด หากมีองค์กรโลกบาลใดเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ความจริงก็จะปรากฏให้เราเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย และความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในสังคมไทย
เกี่ยวกับปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา และการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ขอเสนอแนวทางกว้างๆ ในการพิจารณาปัญหาดังกล่าวดังนี้

หลักการข้อที่ 1 ในการเจรจาและการตกลงเกี่ยวกับปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น
ต่างฝ่ายย่อมมีความเท่าเทียมกันที่จะนำข้อมูลและหลักฐานเพื่อยืนยันถึงผลประโยชน์
โดยต้องคำนึงถึงประเทศชาติของตนให้มากที่สุด ตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารทางกฏหมาย เช่น สนธิสัญญา (treaty) อนุสัญญา (convention) พิธีสาร (protocol) ข้อตกลง (agreement)
บันทึกวาจา (procès-verbal) ปฏิญญา (declaration) บันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding) รวมทั้งเอกสารอื่นๆ อันเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

หลักการข้อที่ 2 ต่างฝ่ายต้องยอมรับในสิทธิและศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะเจรจากันด้วยแนวทางแห่งมิตรภาพ ความจริงใจ และมีเจตนาความบริสุทธิ์ ไม่นำ “อคติ” ที่อาจจะเกิดขึ้นจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์นานัปการของฝ่ายตน มาปะปนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามหลักการในข้อ 1

หลักการข้อที่ 3 หากเกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากมีความขัดแย้งในทางความเห็นด้านหลักฐานเอกสารตามหลักการในข้อ 1 และ/หรือ เกิดความระแวงสังสัยและไม่ลงรอยกันตามหลักการในข้อ 2 ควรพิจารณาว่า การเจรจาที่เกิดขึ้นทั้งหลาย มีจุดประสงค์เพื่อสิ่งใด
หากมีจุดประสงค์เพื่อก่อให้เกิดสันติภาพความสงบสุข และความมั่งคงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศแล้ว ก็ควรยึดหลักการแห่งเหตุและผล เพื่อทำความประสงค์นั้นให้บรรลุเป้าหมายโดยเร็ว ทั้งนี้ต้องเปิดโอกาสให้ “คนท้องถิ่น”เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย

ดังนั้น คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำและผู้แทนของประชาชนทั้งประเทศ จักต้องกำหนดจุดยืนและประกาศให้ชัดเจน มั่นคงและตรงไปตรงมามากกว่านี้ อย่ามัวพะวักพะวงกับเรื่องทางการเมือง เพราะหากยังมีท่าทีอย่างที่เป็นอยู่เหตุการณ์จะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และแนวทางที่จะเลือกนั้น ต้องมีจุดมุ่งหมาย "เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์" จึงจะสมกับเป็นรัฐบาลซึ่งเป็นผู้แทนของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

UNจี้ยุติสงคราม ชุมนุมเพรียกหาสันติภาพ

ที่มา Thai E-News



ต่อต้านสงคราม-กลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ พากันชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ประท้วงต่อต้านสงครามและเรียกร้องสันติภาพ โดยปักเทียนเครื่องหมายสันติภาพบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ (ภาพข่าว:AP)



เต็มอัตราศึก-ทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธเต็มอัตราศึกในสภาพร้อมรบใกล้เขตชายแดนไทย ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาประท้วงต่อUNกล่าวหาว่าไทยก้าวร้าวรุกราน(ภาพข่าว:AFP)


เหยื่อสงคราม



ชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาพากันอพยพจากบ้านเกิดที่เสียหายจากการปะทะไปยังเต๊นท์ค่ายพักแรมฉุกเฉินในสถานที่ปลอดภัย(ภาพข่าว:AP)


ผู้จุดชนวนสงคราม

กระหายสงคราม-พันธมิตรฯ กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองขวาจัดราชาชาติยนิยมกางเต๊นต์นอนหน้าทำเนียบฯ พร้อมเขียนป้ายด่าเขมรเป็น"หมาบ้า" เพื่อรอเคลื่อนพลใหญ่11กุมภาพันธ์นี้ คาดว่าน่าจะไปหน้าสภาเพื่อคัดค้านการแก้ไขรธน.ฉบับเผด็จการปี2550 โดยพันธมิตรได้ปฏิเสธคำท้าทายของผบ.ทบ.ที่ว่าหากอยากรบก็ให้มาที่ชายแดนเขาพระวิหาร หลังจากที่พันธมิตรเป็นผู้จุดชนวนสงครามครั้งนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กุมภาพันธ์ 2554

นายบัน คี มูน เลขาธิการใหญ่ สหประชาชาติ (UN)กล่าวเรียกร้องให้หยุดการทำสงครามปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจนเป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนทั้งสองประเทศสูญเสียชีวิต และแทนที่ด้วยการเจรจากัน ทั้งนี้จากรายงานของสำนักข่าวUPI

รวมพลคนไม่เอาสงคราม ชุมนุมเพื่อสันติภาพ






ขณะที่กลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ ได้รวมตัวกันชุมนุมประท้วงคัดค้านสงครามไทยกับกัมพูชา และแสดงออกถึงความต้องการสันติภาพ โดยจัดชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูม เมื่อเวลา17.00- 19:00 มีสื่อมวลชนต่างประเทศสนใจทำข่าวและเผยแพร่ภาพไปทั่วโลกจำนวนมาก(ดูภาพข่าวต่างประเทศ) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/event.php?eid=161779230538218



ขณะเดียวกันในเฟซบุ๊คได้มีการเปิด กลุ่มประชาชนไทยและเขมรต้องการสันติภาพ Thai & Khmer People who Want Peaceและมีการรณรงค์ให้คนไทยเฟซบุ๊คที่ไม่ต้องการสงครามเข้าร่วมกลุ่มด้วย

นักวิชาการแถลงยุตินำข้อพิพาทเขมรแสวงประโยชน์การเมือง

นักวิชาการในนาม"สันติประชาธรรม"นำโดยดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ลงนามในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 เกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยมีเนื้อหาสำคัญตอนหนึ่งเรียกร้องให้ ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้ (ดูรายละเอียดแถลงการณ์)


ขณะเดียวกันดร.ชาญวิทย์ ได้เชิญชวนร่วมสัมมนาวิชาการอุษาคเนย์ ครั้งที่ 8 “สยาม-ขะแมร์ คู่รัก คู่ชัง คู่กรรม คู่เวร” ในวันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์มีกำหนดการดังนี้

> 08.30-09.00น. ลงทะเบียน
> 09.00-09.10น. กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงานโดยคณบดีคณะศิลปศาสตร์
> 09.10-09.20น. กล่าวเปิดงานโดย อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
> 09.20-09.30น. กล่าวให้การสนับสนุน โดย H.E.You Ay เอกอัครราชทูกัมพูชาประจำประเทศไทย *
> 09.30-10.20น. ปาฐกถานำโดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
> 10.20-10.30น. พักรับประทานอาหารว่าง
> 10.30-12.00น. อภิปรายหัวข้อ “ชำแหละประวัติศาสตร์ แบบเรียน สื่อ และวาทกรรม สยาม-ขะแมร์ สู่มิตรและศัตรู” โดย
> ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
> ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
> ดร.ศานติ ภักดีคำ
> สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
> ดุลยภาค ปรีชารัชช ดำเนินรายการ

> 12.00-13.00น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
> 13.00-14.20น. อภิปรายหัวข้อ “ปราสาทพระวิหาร: แผนที่ พรมแดน สู่ปมมรดกโลก” โดย
> รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข
> อ.มรกต เจวจินดา ไมยเออร์
> อ.พนัส ทัศนียานนท์
> สมฤทธิ์ ลือชัย ผู้ดำเนินรายการ
> 14.20-14.30น. พัก 10 นาที
> 14.30-15.50น. อภิปรายหัวข้อ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า สู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยในกัมพูชา” โดย
> อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
> คุณสมศักดิ์ รินเรืองสิน นายกสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา
> คุณราตรี แสงรุ่งเรือง ประธานชมรมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้ว
> รศ.ดร.พิภพ อุดร ดำเนินรายการ
15.50-16.30น. การแสดง เพื่อความสมานฉันท์ สยาม-ขะแมร์ โดยนักศึกษาอุษาคเนย์
> 16.30-17.30น. ปัจฉิมกถา และปิดการสัมมนาโดย ฯพณฯ กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ


> * อยู่ระหว่างการติดต่อ

ติดต่อและสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ seminarseas9@gmail.com***