WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 8, 2011

นับถอยหลังเลือกตั้งหรือยึดอำนาจ

ที่มา thaifreenews

โดย namome

สหายต๋าคำ

07 02 54 สกู๊ป นับถอยหลังเลือกตั้งหรือยึดอำนาจ

http://www.youtube.com/watch?v=quiDA6rRH64&feature=player_embedded



http://www.internetfreedom.us/thread-12456.html

คลิปน่าฟังจาก อ. ปิยบุตร แสงกนกกุล

ที่มา thaifreenews

โดย namomeอ. ปิยบุตร แสงกนกกุล 11/07/10

http://www.youtube.com/watch?v=NzyOHfXLpas&feature=related



fujikoSNL | ธันวาคม 13, 2010
ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสวนาในเวทีสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส¬เปิดตัวหนังสือหลากมิติกฏหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการอภิปราย "บทวิพากษ์ขบวนการล้มเจ้า ฉบับศอฉ." เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2553

กรณีศึกษาคดีล้มเจ้าในหลายประเทศ

http://www.youtube.com/watch?v=MyDF-o8qZ8M&feature=related

คลิปคุยกับ คำ ผกา " คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก"

ที่มา thaifreenews

โดย mamome

jimbandon

คำ ผกา " คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก"

http://www.youtube.com/watch?v=uMF0OKD604w&feature=player_embedded



สิ่งที่เธอถ่ายทอด คือ ความรู้สึกนึกคิดที่ผู้หญิงคนหนึ่งสะท้อนออกมา
ในยุคสลัดผ้าซิ่นทิ้ง แล้วมาสวมกางเกงกระโปรงใส่ส้นสูง
จึงไม่มีอะไรต้องเหนียมอายดัดตัวเองให้เสียจริต คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น
เห็นอย่างไรทำอย่างนั้น ไม่ว่าจะอ่านหรือจะฟัง "คำ ผกา" ก็คือ "คำ ผกา"

ผอ.ประชาไทได้รับคัดเลือกเป็นอโชก้าเฟลโลว์

ที่มา ประชาไท

มูลนิธิอโชก้า ประกาศให้จีรนุช เปรมชัยพร เป็นอโชก้าเฟลโลว์ประจำปี 2011 พร้อมระบุจะติดตามการพิจารณาคดีของจีรนุชอย่างใกล้ชิด

มูลนิธิ อโชก้า เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรก่อตั้งขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อสนับสนุนบุคลากรที่ทำงานในภาคประชาสังคมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เริ่มดำเนินงานในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2532 และจดทะเบียนเป็นมูลนิธิปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันมีอโชก้าเฟลโลว์ จำนวน 84 คน

อโชก้าเฟลโลว์คือผู้ประกอบการสังคมที่มูลนิธิอโชก้ายอมรับว่าเป็นผู้ที่มีวิธีการแก้ปัญหาทางสังคมแนวใหม่ และมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแบบแผนทั่วทั้งสังคม โดยผู้ได้รับคัดเลือกต้องผ่านกระบวนการค้นหาและคัดเลือก ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีคุณลักษณะ ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของอโชก้า คือแสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ ที่จะผลักดันแนวคิด และพิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความร่วมมือกัน เป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการเรียนรู้และการศึกษา

ปัจจุบันอโชก้าเฟลโลว์ทำงานอยู่ใน 60 กว่าประเทศทั่วโลก

จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการและผู้ดูแลเว็บบอร์ดประชาไท เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 15 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพราะไม่ได้ลบข้อความในเว็บบอร์ดที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายดังกล่าว

สันติประชาธรรม-นักวิชาการ-ประชาชนร่วมลงชื่อ เรียกร้องไทย-กัมพูชา หยุดรบทันที

ที่มา ประชาไท

6 ก.พ.54 กลุ่มสันติประชาธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคณาจารย์ นักวิชาการ รวมถึงบุคคลทั่วไป ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ มีใจความ ดังนี้

จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง จนก่อให้เกิดความสูญเสียทางทหารและพลเรือนตามแนวชายแดนของทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมานั้น

ทางกลุ่มสันติประชาธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคณาจารย์ นักวิชาการ และบุคคลทั่วไป ผู้มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติและสันติสุขของภูมิภาคอุษาคเนย์และอาเซียน ใคร่ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อเสนอดังต่อไปนี้
1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของทั้งสองฝ่าย
2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน
3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆ ตามแนวชายแดน
4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543
5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้

รายชื่อ ผู้ลงนามท้ายแถลงการณ์ ประกอบด้วย

1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2. ชาร์ล เอฟ. คายส์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน
3. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4. สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น
5. ธงชัย วินิจจะกูล มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน
6. ยศ สันตสมบัติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
7. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิลักษณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
8. เวียงรัฐ เนติโพธิ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9. จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10. ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
11. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
12. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14. บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
15. อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
16. ปัทมาวดี ซูซูกิ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
17. ธนาพล ลิ่มอภิชาต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
18. เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
19. อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
20. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
21. อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
22. มรกต ไมยเออร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
23. อานันท์ นาคคง คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
24. ประสาร วงศ์วิโรจน์รักษ์ มหาวิทยาลัยหอการค้า
25. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
26. สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
27. โกสุมภ์ สายจันทร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
28. ชัชวาล ปุญปัน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
29. โซฮุน ลี ฟอรั่ม เอเชีย
30. Tommy Ardian Pratama Institute for Crisis Studyand Alternative Development Strategy Indonesia
31. Armando Malay jr Asian Center, University of the Philippines
32. Gus Miclat Global Partnership for the Prevention of Armed Conflict -Southeast Asia (GPPAC-SEA)
33. ยุพาพรรณ หุ่นจำลอง มหาวิทยาลัยฮาวาย’อิ
34. จินตนา แซนดิแลนด์ซ ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
35. สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
36. พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
37. สุริยา คำหว่าน มหาวิทยาลัยนครพนม
38. ประดิษฐ ศิลาบุตร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
39. เอกศักดิ์ หอมชื่น New School for Social Research, NY
40. สุริยาพร โสกันต์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 41.. กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
42. ขวัญรวี วังอุดม ประชาชน
43.ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)
44.ราณี หัสสรังสี คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
45. วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
46. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
47. พนัส ทัศนียานนท์ นักกฎหมายอิสระ
48 . งามวัลย์ ทัศนียานนท์ นักกฎหมายอิสระ
49 .จอน อึ๊งภากรณ์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
50. พัชรา สินลอยมา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
51. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาสิงคโปร์
52. อานนท์ นำภา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์
53. สมศักดิ์ ภักดิเดช กรรมการชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
54.ธีรดา ศุภะพงษ์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของ ประชาชน สภาผู้แทนราษฎร
55. ประสงค์ สุวรรณพานิช นายกสมาคมไทยแคลิฟอร์เนียภาคใต้ 1993
56. ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน/นักแปล
57. ลักขณา ปันวิชัย นักเขียน
58. อติภพ ภัทรเดชไพศาล นักเขียน
59. วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ศิลปิน
60. ประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่อมวลชน
61. นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชน
62.. อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการสถาบันปรีดีพนมยงค์
63. เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ สำนักงานกฎหมายสิทธิชน
64.. ธนศักดิ์ สายจำปา นักศึกษาปริญญาเอกคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
65.. อดิศักดิ์ ศรีสม ผู้ดำเนิน ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์อิสระ
66. สมฤทธิ์ ศากยะ ลือชัย ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์อิสระ
67. ชาติชาย เกษนัส นักสร้างภาพยนตร์
68. กฤช เหลือลมัย กองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ
69. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
70. ทรงยศ แววหงส์ ข้าราชการเกษียณ
71.กานต์ ยืนยง Siam Intelligence Unit (SIU)
72.สมฤดี วินิจจะกูล Division of Information Technology University of Wisconsin-Madison
73.ส.รัตนมณี พลกล้า นักกฎหมาย
74.ธนาพล อิ๋วสกุล สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
75. ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษาปริญาโท วิทยาลัยบูรพศึกษาและอาฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน
76.สิงห์ สุวรรณกิจ นักศึกษาปริญาโท วิทยาลัยบูรพศึกษาและอาฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน
77. ปราณี วงศ์จำรัส
78. อำพล วงศ์จำรัส
79. สิริลักษณ์ ชมิดท์
80. สรินณา อารีธรรมศิริกุล
81. อนันต์ ศิริสมบัติวัฒนา
82. อมรา วัฒนกุล
83. พจนีย์ สุวรรณพานิช
84. ชาตรี สมนึก
85.ปรานม สมวงศ์
86. Kitti Hasanee
87.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
88.เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
89.ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
90.พิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
91.ชาตรี สมนึก
92.ภาวิณี ชุมศรี
93. ศรายุธ ตั้งประเสริฐ ประชาชน
94. นีรนุช เนียมทรัพย์ ประชาชน
95.บารมี ชัยรัตน์ ประชาชน

หมายเหตุ:แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 07.15 น.

สดุดีวีรชนคนเสื้อแดงผู้พลีชีพ 10/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

สดุดีวีรชนคนเสื้อแดงผู้พลีชีพ 10/02/54

คุณนที สอนวารี ได้ปราศรัยเมื่อคืนนี้ที่เวทีวงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี ขอเรียนเชิญพ่อแม่พี่น้อง
ที่รักประชาธิปไตย ออกจากบ้านไปหลานคนก็ต้องบอกว่าไปคนเดียว แล้วอย่าไปใกล้วัดโสมนัส
เพราะอยู่ในเขตพรก.ฉุกเฉิน ไปดูมวยเวทีราชดำเนินก็ไม่ได้ ต้องพุ่งตรงไปบริเวณถนนราชดำเนิน
จากสะพานผ่านฟ้าฯไปถึงสนามหลวงเท่านั้น รายละเอียดของการพบปะสังสรรค์ เตรียมการนัด
แนะกัน ก่อนจะถึงวันชุมนุมใหญ่อาทิตย์ที่ 13 ก.พ. นี้ เพื่อไปร่วมกันไว้อาลัยและสดุดีวีรชนผู้กล้า
ในวาระครบรอบ 10 เดือน

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 -รำลึก เหตุการณ์ 10 เมษายน สดุดีวีรชนคนเสื้อแดงผู้พลีชีพ
สถานที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-สี่แยกคอกวัว ตั้งเวทีรวมกันที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย เวลา 17.00 น.
(สำคัญมาก อย่าลืมความเจ็บปวดที่ฝังแน่นเต็มอุรามาร่วมสิบเดือนของพี่น้องเรา ช่วยไปกันเยอะๆ
ให้เต็มท้องถนน)

ขัดข้องไปไม่ได้ มีเพื่อนแก้เหงา จะมีการถ่ายทอดสดจากทีมงานคุณบังสุกุลและ Speedhorse tv
จะเป็นหัวหอกนำลิงค์จากเว็บไซด์ต่างๆเผยแพร่กระจายไปทั่ว ติดตามได้จาก-

ที่มา http://thaivoice.org/
และ
ที่มา http://speedhorsetv.blogspot.com/
และ
ที่มา http://www.smgermany.co.cc/
และ
ที่มา http://www.norporchoreusweden.org/
และ
ที่มา http://translate.google.com/translatehl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper.
net/ww/~av/redsiam.info/&rurl=translate.google.com&anno=2

ธงชัย วินิจจะกูล:“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน

ที่มา ประชาไท

ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน” วางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ 4 ประการ

1. เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่
ความจริง – รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าเป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมากถืออำนาจบาตรใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไป คือ เป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อนั่นเอง เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก “ค่าคุ้มครอง” จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆและไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็กก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตนอีกทอดหนึ่ง
อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็กจึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้ยังไม่มี อำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคน คือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหนก็ยังถือว่ายังอยู่ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า “ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ของเจ้าองค์เดิม
“ดินแดน” ที่รัฐสมัยเก่าหวงแหนสุดขีดคือเมืองและวัง เพราะหมายถึงอำนาจของเจ้าพ่อ รัฐสมัยเก่าไม่หวงแหนชายแดน ยกให้เป็นของขวัญแก่ฝรั่งอังกฤษมาแล้วก็มี
2. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่
ความจริง – เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมีอำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น “อิสระ” (คำว่า “อิสระ” แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง) จะถือว่าเป็น “อิสระ” ได้ยังไงในเมื่อยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ “ความคุ้มครอง” ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง
“เขตอิทธิพล” หรือดินแดนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนของเมืองขึ้นหรือประเทศราชจึงไม่ใช่สมบัติของเจ้าพ่อรายใหญ่ แต่แน่นอนว่าเจ้าพ่อใหญ่อย่างเจ้ากรุงเทพฯย่อมถือว่าประเทศราชเป็นสมบัติของตน
ทัศนะที่ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ เช่น สุโขทัยเป็นเจ้าของทั้งแหลมมลายู จึงเป็นทัศนะประวัติศาสตร์แบบเจ้าพ่อใหญ่ เช่น เจ้ากรุงเทพฯ เจ้าอังวะ หงสา ฯลฯ แต่ทว่าไทย/สยามที่เป็นรัฐแบบชาติสมัยใหม่กลับรักษาทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯและยกให้เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็น “ราชาชาตินิยม” คือไม่ใช่แค่ชาตินิยมอย่างประเทศอื่น แต่เป็นชาตินิยมที่คิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เช่น ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ
3. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่งย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียว เมืองขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้นดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว
ความจริง – ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นของเจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆถือว่ายอมอ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าโดนเจ้าพ่อลงโทษ ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว
ดังนั้น ขอบข่ายอำนาจของเจ้าพ่อใหญ่อย่าง สยาม พม่า เวียดนามจึงซ้อนทับกันเป็นแถบเบ้อเริ่ม เพราะต่างมี่ประเทศราชร่วมกัน อำนาจซ้อนทับแบบนี้ไม่เป็นปัญหาต้องแบ่งปันกันหรือรบราฆ่ากันเพราะทุกรัฐสมัยเก่าขอแค่ประเทศราชยอมสวามิภักดิ์และจ่ายค่าคุ้มครองสม่ำเสมอเป็นใช้ได้
แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราชเป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี “เสียดินแดน” คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม“ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว” ฝรั่งชนะจึงได้ไป
ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯแบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือ หลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า “ไทยเสียดินแดน”
4. เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร
ความจริง – จากที่อธิบายมาข้างต้นคงเห็นแล้วว่า อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกันและโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดนชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจนมีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน
ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ “เสียดินแดน” แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินอย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯจึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศอย่างสาหัส ไม่ใช่การ “เสียดินแดน” ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร
กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ “เสียดินแดน” มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ
1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราชมาแต่โบราณซึ่งเป็นทัศนะประวัติศาสตร์ ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้อง ถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของตนด้วย
2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่

องค์ประกอบทั้งสองประการเริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ “เสียดินแดน” โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่างหลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริมผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย) และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ “เรียกร้องดินแดนคืน” ในปี 2483และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ “เสียดินแดน” ฝังแน่นในสังคมไทย
วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัีง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทยตั้งแต่เริ่มและยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า “ไทยเสียดินแดน” มาทั้งหมด 14 ครั้ง นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อที่สามารถผลิตโฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่าปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทยแต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ “เสียดินแดน” เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่าเสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎรหลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย

คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” ก็เท่ากับยังหลงเชื่อประวัติศาสตร์แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยมต้องการ มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตายรับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำเท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน

ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง “เสียดินแดน” ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่ายๆ หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อนไม่ถือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัวเป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้
การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำมาค่อนศตวรรษและกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่งก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสักนิด และหากจะใช้วิธีนี้คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้ายตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น

การป่าวร้องว่าเขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุดๆ คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ

คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น “โง่” 3-4 ชั้นหลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดนจนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น ในเมื่อเราหลีกไม่พ้นที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กันแบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัิติศาสตร์อันตรายอย่างการ “เสียดินแดน” คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าหลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตรายที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ให้สังคมไทย หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่

หมายเหตุ:จากบทความเดิมชื่อ:“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน)

ประเทศที่ปกครองโดย “ม็อบพันธมิตร”

ที่มา ประชาไท

เราอยู่ในประเทศที่ปกครองโดยม็อบหรืออย่างไร ม็อบกดดันให้ทำรัฐประหาร ผู้มีอำนาจตัวจริงก็ทำ ม็อบขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อไรก็ได้ ม็อบกดดันให้รบกับประเทศเพื่อนบ้านรัฐบาลก็รบ

เมื่อวันก่อนผมเห็น พลตรีจำลอง ศรีเมือง ประกาศเกียรติภูมิของ “ม็อบมืออาชีพ” บนเวทีพันธมิตร ว่าออกมาสู้เมื่อไรก็ชนะทุกที มีสถิติชนะมาแล้ว 8 ครั้ง อาทิเช่น ล้มกฎหมายทำแท้งได้ แต่พลตรีจำลองคงไม่ตระหนักว่า ผลแห่งชัยชนะนั้น ทำให้ผู้หญิงอีกจำนวนเท่าใดที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ต้องทนทุกข์ทรมาน เสี่ยงชีวิตกับการทำแท้งเถื่อนอย่างไร้มาตรฐานความปลอดภัย ไร้ที่ปรึกษา ไม่มีระบบการดูแลที่ถูกต้อง ฯลฯ
หรือในชัยชนะที่ล้มรัฐบาลทักษิณ สมัคร และสมชายได้ แต่พลตรีจำลองและพันธมติรคงไม่เคยตระหนักว่า ผลแห่งชัยชนะนั้นเป็นการฉีกติกาประชาธิปไตย ทำลายหลักนิติรัฐ สร้างระบบสองมาตรฐานให้แข็งแกร่งเข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์ ดึงสถาบันกษัตริย์มาเล่นการเมืองสร้างความแตกแยกไปทุกหย่อมหญ้า ทำลายความเป็นมนุษย์ของคนชนบทคนชั้นล่างอย่างยับเยิน!
เมื่อเช้านี้ผมเห็นพลตรีจำลอง และเหล่าพันธมิตรแถลงข่าวด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น ดวงตาฉายแววของผู้ชนะ ประกาศจะเดินหน้ากดดันให้รัฐบาลพิจารณาตัวเอง ราวกับสะใจที่เกิดการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นสมเจตนารมณ์แล้ว พวกเขาไม่มีแววตาของความโศกเศร้าเจ็บปวดต่อการสูญเสียชีวิตทหารและชาวบ้านตามแนวชายแดนเลย
ไม่น่าเชื่อว่าสีหน้าแววตาของชายชราที่กินมังสวิรัติ แต่งชุดม่อฮ่อม อาบน้ำวันละ 5 ขัน ไม่นอนกับเมีย ถือศีล 8 อย่างเคร่งครัดมาอย่างยาวนาน จะไร้ซึ่งความวิตกกังวลต่อการสูญเสียของเพื่อนมนุษย์ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมชาติและประเทศเพื่อนบ้าน
มาตรฐานทางศีลธรรมที่เคร่งครัดกับตนเองจนตึงเครียดแบบสันติอโศกได้ถูกนำมาบีบเค้นคนอื่นๆ และสังคมให้เคร่งเครียดขัดแย้งอย่างเลือดเย็น พลตรีจำลองและพันธมิตรกำลังประกาศชัยชนะอีกครั้ง บนซากปรักหักพังของมิตรภาพระหว่างประเทศ บนการปะทะตามแนวชายแดนที่อาจนำไปสู่สงครามระหว่างประเทศ
นิ้วมือที่ชี้หน้าคนอื่นๆ ฝ่ายอื่นๆ ให้รับผิดชอบ พลตรีจำลองและพันธมิตรเคยหันกลับไปมองตนเองบ้างไหมว่า พวกเขาควรรับผิดชอบอะไรบ้าง พวกเขาประกาศชัยชนะแต่ละครั้งราวกับว่าได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศนี้
แล้วระบบประชาธิปไตยที่ล้มละลาย ระบบความยุติธรรมที่ล้มเหลว และความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชากำลังพังพินาศ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวย่อยยับ ชีวิตของทหารและประชาชนทั้งไทยและกัมพูชาต้องสูญเสียและต้องอยู่อย่างยากลำบากอีกยาวนาน ใครรับผิดชอบ!
ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้สื่อมวลชนยังเอาแต่เสนอข่าวตามสถานการณ์ นักวิชาการยังรักษา “ความเป็นกลาง” (???) ปล่อยให้พันธมิตร สันติอโศกทำอะไรได้สบายใจ ไม่ตั้งคำถาม ไม่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแน่นพอ
เหมือนกับเหตุการณ์ปี 53 ที่สื่อต่างเสนอข่าวตามกระแส นักวิชาการต่างเคร่งครัดในความเป็นกลาง ไม่ตั้งคำถามอย่างจริงจังกับวาทกรรม “ขบวนการล้มเจ้า” “ผู้ก่อการร้าย” ฯลฯ ปล่อยให้รัฐบาลใช้วาทกรรมอำมหิตดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการล้อมปราบประชาชนอย่างหน้าตาเฉย
คราวนี้พันธมิตรกำลังใช้วาทกรรม “รักชาติ” จุดชนวนสงครามระหว่างประเทศ และพวกเราต่างนั่งดูกันตาปริบๆ พวกเขากำลังเล่นอะไรกันอยู่หรือ?
พันมิตร ประชาธิปัตย์ กองทัพ อำมาตย์ ต่างมี “ความกลัวร่วม” อย่างเดียวกัน คือกลัว “การเลือกตั้ง” กลัวการกลับมาของพรรคเพื่อไทยและทักษิณ พวกเขากลัวการถูกเช็คบิลจนขี้ขึ้นสมอง ทั้งที่จริงแล้วพรรคการเมืองของคนเสื้อแดงอ่อนแอมาก ยากที่จะได้เสียงข้างมากอย่างการเลือกตั้งคราวที่แล้ว
แต่พวกเขาก็ต้องการความมั่นใจ และไม่มีอะไรจะปลอดภัยสำหรับพวกเขาเท่ากับทำอย่างไรก็ได้ให้อำนาจรัฐยังคงอยู่ในมือของฝ่ายอำมาตย์ แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ได้แม้ด้วยการนำพาประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม!
แน่นอนว่า 7 คนไทยที่ถูกเขมรจับ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นายชัยวัฒน์ สินธุ์สุวงศ์ ถูกจับ (พอเป็นพิธี) และออกมาแถลงข่าวว่าไปเจรจากับแกนนำเสื้อแดงในคุกเพื่อขอกำลังคนเสื้อแดงล้อมทำเนียบฯ ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ และแม้แต่การเกิดปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ก็ยากที่จะเข้าใจได้ว่าเป็นเพียง “อุบัติเหตุ”
ถามว่า พันธมิตร-กองทัพ-อำมาตย์-ประชาธิปัตย์ กำลังเล่นอะไรกันอยู่ พวกเขาจะประกาศชัยชนะบนซากปรักหักพังของประเทศกันอีกกี่ครั้ง จะให้พวกเขาสอนบทเรียนอีกกี่บทเรียน สังคมไทย (โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง) จึงจะเกิดการเรียนรู้?!
พลังถ่วงดุลอำนาจม็อบพันธมิตร-กองทัพ-อำมาตย์ –ประชาธิปัตย์ หายไปไหน สื่อ นักวิชาการ ปัญญาชนที่เอาแต่ตรวจสอบและตัดสินคนต่างจังหวัดคนชนบท ยังหลับใหลไม่ยอมตื่น
ฤาพวกเขายินยอมให้ประเทศนี้ปกครองโดย “ม็อบพันธมิตร” อย่างสมบูรณ์แล้ว!

กลุ่มไม่เอาสงคราม จี้รัฐบาลสงบศึก อย่าใช้สงครามกลบปัญหาภายใน

ที่มา ประชาไท



นนี้ (7 ก.พ.54) เวลา 17.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลุ่ม “ไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ” จัดกิจกรรมคัดค้านการทำสงครามระหว่างทหารไทยและกัมพูชาที่ดำเนินอยู่บริเวณชายแดนจังหวัดศรีษะเกษ โดยมีการชูป้ายข้อความเรียกร้องสันติภาพ ต่อต้านสงครามและลัทธิชาตินิยม และแจกใบปลิวต่อต้านสงคราม

นายเก่งกิจ กิติเรียงลาภ หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมกล่าวว่า วันนี้นักกิจกรรมทางสังคม นักศึกษา และผู้รักความเป็นธรรมมารวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไทยทำสงครามกับกัมพูชา ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ และกล่าวว่าสงครามไม่ใช่ทางออกของปัญหาความขัดแย้ง แต่ยังมีวิธีทางการทูตอื่นๆ อีกมากที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ส่วนผู้เรียกร้องให้ทำสงครามไม่มีความชอบธรรมที่จะเรียกร้อง เนื่องจากไม่ได้อาศัยอยู่บริเวณชายแดน แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน

ส่วน น.ส.จิตรา คชเดช ซึ่งมาร่วมกิจกรรมกล่าวว่า การเรียกร้องครั้งนี้ต้องการสื่อไปถึงรัฐบาลให้ยุติสงคราม รัฐบาลต้องไม่เอาสงครามชายแดนมากลบเกลื่อนปัญหาการเมืองภายในและปัญหาข้าวของราคาแพง รวมถึงเรื่องการสังหารโหดคนเสื้อแดง และกล่าวว่าสงครามจะเป็นช่องทางให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารได้

ในระหว่างกิจกรรม มีการรณรงค์ผูกริบบิ้นสีขาวที่ข้อมือเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านสงคราม และมีการจุดเทียนเพื่อสันติภาพ ขับร้องเพลง โดยกิจกรรมในวันนี้มีผู้สื่อข่าวชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจมารายงานข่าวจำนวนมาก

ประมวลภาพ:

วิกิลีกส์: บันทึกทูตสหรัฐถวายบังคมลาฯ ในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง

ที่มา ประชาไท

หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ เผยแพร่บันทึกทางการทูตของนายราล์ฟ แอล บอยซ์ เมื่อครั้งเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เพื่อกราบบังคมทูลลาในโอกาสที่จะพ้นจากเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เมื่อเดือน พ.ย.2550

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 54 เวลา 21.03 น. หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ได้เผยแพร่เอกสาร ที่วิกิลีกส์นำมาเผยแพร่ เป็นเลขเอกสารหมายเลข "C O N F I D E N T I A L SECTION 01 OF 03 BANGKOK 005839" ซึ่งเป็นโทรเลขที่ทูตสหรัฐอเมริกาประจำไทยส่งรายงานยังวอชิงตัน โดยโทรเลขดังกล่าวบันทึกโดยนายราล์ฟ แอล บอยซ์ (Ralph L. Boyce) ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ในขณะนั้น โดนบันทึกลงวันที่ 16 พ.ย. 50
รายละเอียดเป็นบันทึกของนายราล์ฟ แอล บอยซ์ ซึ่งเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อกราบบังคมทูลลาในโอกาสที่จะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 13 พ.ย.50 นอกจากนี้ นายราล์ฟ แอล บอยซ์ ยังบันทึกด้วยว่า เมื่อวันที่ 10 พ.ย.50 ระหว่างงานแสดงดนตรีแจ๊ส ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ เสด็จพระราชดำเนิน โดยทูตได้มีโอกาสสนทนากับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ ซึ่งทรงประทับติดกับทูตด้วย
โดยรายละเอียดบันทึกของนายราล์ฟ แอล บอยซ์ ดังกล่าวมีทั้งหมด 13 ย่อหน้า
อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.53 วิกิลีกส์ ได้เผยแพร่ เอกสารหมายเลข “C O N F I D E N T I A L BANGKOK 005811” ซึ่งเป็นโทรเลขที่นายราล์ฟ แอล บอยซ์ คนเดียวกันนี้ ส่งรายงานไปยังวอชิงตันเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 49 โดยเป็นบันทึกที่นายราล์ฟ แอล บอยซ์ ในฐานะทูตสหรัฐรายงานการพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 ก.ย. เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 20 ก.ย. 49 ตามเวลาประเทศไทย