WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 9, 2011

สหประชาชาติขานรับ "ฮุน เซน" "อภิสิทธิ์" หลงเหลี่ยมคาถา"ทวิภาคี"เสื่อมความพ่ายแพ้ซ้ำซากของ "กษิต"

ที่มา มติชน



ทันทีที่เสียงปืนที่ชายแดนไทย-กัมพูชาดังขึ้น รัฐบาลไทยและกัมพูชาต่างก็ชี้นิ้วไปยังฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นฝ่ายเริ่มต้น

ไม่มีใครยอมรับว่าตนเองเป็นผู้สร้างสถานการณ์หรือเริ่มต้นยิงก่อน

ไม่มีใครรู้ว่า"ความจริง" เป็นเช่นใด

แต่การเดินเกมของแต่ละประเทศหลังเสียงปืนสงบลงต่างหาก ที่สะท้อนให้เห็นถึง "เป้าหมาย" แท้จริง หรือ "ความจริง" บางประการที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย

"ฮุนเซน" นั้นทำหนังสือฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเรียกร้องให้ให้มีประชุมด่วน

เรียกร้องถึงขั้นให้สหประชาชาติส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา

ในขณะที่ประเทศไทยต้องการให้การแก้ปัญหาดำเนินไปแบบ "ทวิภาคี"

คือ จำกัดวงความขัดแย้งให้อยู่กับ "ไทย-กัมพูชา"

ประเทศอื่นหรือองค์กรนานาชาติอื่นไม่ควรจะยุ่งเกียว

ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ หรืออาเซียน

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ท่าทีของรัฐบาลไทยหลังเกิดเหตุปะทะกัน ก็คือ การยื่นหนังสือถึง "ยูเนสโก"

ขอให้หยุดการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

เพราะชัดเจนว่าการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นมา

"บรรทัดสุดท้าย" หลังเสียงปืนสงบของทั้ง 2 ประเทศ เป็นการบ่งบอกถึง "เป้าหมาย" ในใจของตนเอง และบอกให้รู้ว่าใครมี "จุดแข็ง-จุดอ่อน" อย่างไร

"ฮุน เซน" เลือกเล่นเกมดึงนานาชาติเข้ามา

รุกไปถึงสหประชาชาติ

ส่วน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เลือกที่จะยื่นหนังสือถึง "ยูเนสโก"

เป้าหมายชัดเจนคือเรื่องการขัดขวางการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ทั้ง2 ประเทศเลือกเกมที่ตนเองได้เปรียบ
.................

ทำไม "ฮุน เซน" จึงเลือกเล่นเกมดึงนานาชาติเข้ามา

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ การเจรจาแบบ "ทวิภาคี" นั้น สิ่งที่ "ไทย" ได้เปรียบ "กัมพูชา" คือ สมรรถนะของกองทัพไทยที่เหนือกว่า

แต่ถ้าสหประชาชาติเห็นด้วยกับ "ฮุนเซน" และส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาเป็นกำแพงกั้นระหว่าง "ไทย-กัมพูชา"

ความได้เปรียบของไทยก็ถูกลดลงเหลือ 0 ทันที

จากนั้นก็เหลือเพียงเกมการทูต และกฎหมายระหว่างประเทศ

ซึ่ง "กัมพูชา" ได้เปรียบ

ได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ ให้ดูจากท่าทีของประเทศไทย

"อภิสิทธิ์" นั้นหลีกเลี่ยงที่จะให้นานาชาติ แม้แต่อาเซียนเข้ามาเป็น "ตัวกลาง" ในการเจรจา

เพราะเขารู้ดีว่าวันนี้ "เพื่อน" ที่สนับสนุนไทยในเวทีโลกลดน้อยลงเรื่อยๆ ในยุค "กษิต ภิรมย์" เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ในขณะเดียวกัน เกมการทูตของไทยก็เดินตามหลัง "กัมพูชา" มาโดยตลอด

"สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงกับเอ่ยปากว่าที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศต้องประเมินให้ลึกที่สุดว่ากัมพูชาจะเดินเกมอย่างไรต่อไป เพราะที่ผ่านมาตามเกมกัมพูชาไม่ทัน

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

ดังนั้น ถ้าผลักเรื่องความขัดแย้ง "ไทย-กัมพูชา" เข้าสู่เวทีสากลเมื่อไร

ไทย เสียเปรียบ กัมพูชา ทันที

ถามว่าวันนี้ใครมั่นใจบ้างว่าหากนำกรณีความขัดแย้งดังกล่าวขึ้นสู่เวทีโลกแล้ว

ไทยจะชนะ

เพราะถ้ามั่นใจจริงๆเหมือนกับที่ออกโทรทัศน์ชี้แจงกับประชาชน หรือบนเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯในอดีต

"อภิสิทธิ์-กษิต" คงไม่ท่องคาถา "ทวิภาคี" อยู่ตลอดเวลา

"สุรเกียรติ์" บอกว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ การที่กัมพูชาจะขอร้องให้สหประชาชาติมีความเห็นไปถึงศาลโลก ซึ่งหากสำเร็จจะสร้างความยุ่งยากให้กับประเทศไทยมากขึ้นกว่าเดิม

บาดแผลจากความพ่ายแพ้ในศาลโลกเมื่อครั้งก่อน ยังเป็น "หนามยอกอก" ของไทย

และหลายคนรู้อยู่กับใจว่า "ทับซ้อน" แบบคาราคาซัง ยังดีกว่าถูกตัดสินให้เป็นพื้นที่ของกัมพูชาไปเลย

ล่าสุด นางมาเรีย หลุยซา รีไบโร วิอ๊อตติ ทูตบราซิลซึ่งเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมจัดการประชุมคณะมนตรีฯ เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

และสนับสนุนให้ "อินโดนีเซีย" ซึ่งเป็นประธานอาเซียนเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเรื่องนี้

ล่าสุดนายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานอาเซียน ได้เข้าพบ"ฮอ นัม ฮง "และ"กษิต ภิรมย์"เพื่อรับฟังข้อมูลของทั้งสองฝ่าย

นี่คือ การเคลื่อนไหวในเชิงปฏิบัติการครั้งแรกในเรื่องนี้ของ"อาเซียน" หลังจากที่เคยแค่ออกแถลงการณ์เท่านั้น

แม้คำแถลงหลังการเข้าพบ"กษิณ" นายนาตาเลกาวา จะสรุปว่าเขาเข้าใจดีว่าการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด คือการเจรจาทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศ

แต่ประโยคที่ตามมาน่าสนใจมาก

"แต่เห็นว่าอาเซียนและองค์กรพหุภาคีก็สามารถมีบทบาทในการช่วยสนับสนุนเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาทวิภาคีได้"

การขยับตัวของสหประชาชาติและกลุ่มอาเซียน เป็นจังหวะก้าวที่ต้องจับตามอง

"ไทย" กำลังถูกบังคับให้เดินหน้าสู่ "เกม" ที่ "กัมพูชา" ได้เปรียบ

นี่คือ ความล้มเหลวทางการทูตของรัฐบาล "อภิสิทธิ์" อีกครั้งหนึ่ง

ยกระดับ Boycott MA MA ตอนที่ 2

ที่มา thaifreenews

โดย TFN




ตาสว่างแล้ว คนเสื้อแดงไม่กินมาม่า ตอนที่ 2

ตาสว่างแล้ว คนเสื้อแดงไม่กินมาม่า ตอนที่ 2



Re:

ปฏิบัติการณ์ ครั้งนี้คือ คนเสื้อแดงนอกจากจะไม่กินมาม่าแล้ว
เรายังต้องเรียกบะหมี่ประเภทนี้ว่า "บะหมี่ซอง"

เรียกใหม่ให้ถูกต้องว่า บะหมี่ซอง
ร่วมปฏิบัติการณ์คนเสื้อแดงไม่กินมาม่า
ยกระดับ Boycott MA MA ตอนที่ 2

สภาการ นสพ.ห่วงการนำเสนอข่าวข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่มา ประชาไท

สภาการ นสพ.ออกแถลงการณ์ ห่วงใยการนำเสนอข่าวและภาพของสื่อกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอให้รับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์ หาทางแก้ปัญหาข้อพิพาท ความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

8 ก.พ. 54 - สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ข้อห่วงใยต่อการนำเสนอข่าว และภาพข่าวของสื่อมวลชน กรณีข้อพิพาทชายแดนและการใช้กำลังทหารระหว่างไทย-กัมพูชา

แถลงการณ์ ระบุว่าสืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร เป็นผลให้กำลังพลและพลเรือนของทั้งสองประเทศต้องเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จำนวนมากนั้น เหนือสิ่งอื่นใดเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนของสองประเทศซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท ความขัดแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกันสื่อมวลชน ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ฯลฯ ต่างได้พยายามทำหน้าที่เกาะติดรายงานข่าวความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นอย่างใกล้ชิด เนื่องเพราะเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 โดยมีข้อห่วงใยต่อการนำเสนอข่าวและภาพข่าวของเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชน ดังนี้

1. ขอให้เพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ฯลฯ ได้ทำหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน โดยการเสนอข่าวและภาพข่าว ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นต้องเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ แสวงหาหนทางการแก้ปัญหาข้อพิพาท ความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

2. ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินนำเสนอประเด็นข่าวและภาพข่าวได้ ตระหนักถึงความอ่อนไหว และให้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดต่อผลกระทบทางด้านความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นการเปิดเผยจุดยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธีทางการทหารให้กับฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่ตั้งใจได้

3. ในการนำเสนอข่าว ตลอดจนการแสดงข้อคิดเห็นใด ๆ โดยผ่านทางบทสัมภาษณ์ บทความ หรือทางอื่นใด ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้ภาษา หรือการแสดงท่าทีที่เป็นการดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

4. ขอเรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองประเทศ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดน แสดงความจริงใจที่จะร่วมกันยุติปัญหาความขัดแย้งให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกการแก้ปัญหาที่มีอยู่ หันหน้ามาพูดคุย เจรจาเพื่อหาข้อยุติอย่างสร้างสรรค์และยึดมั่นในสันติวิธี โดยยึดผลประโยชน์และความสงบสุขของพี่น้องประชาชนสองประเทศเป็นที่ตั้ง

5. สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้ แม้เป็นการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญที่พึงกระทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบสิทธิของผู้อื่น อีกทั้งไม่ควรกระทำการใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุให้ปัญหาข้อพิพาทลุกลามบานปลายมากขึ้น เนื่องเพราะสันติวิธีเท่านั้น คือหนทางยุติปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ขอแสดงความชื่นชมต่อการตระหนักในบทบาทหน้าที่ของเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชน ทุกแขนง ในการนำเสนอข่าวและภาพข่าวด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกัน ขอให้กำลังใจแก่ทหารหาญและผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงทุกท่านที่ต่างทุ่มเท สรรพกำลังด้วยความเสียสละในการทำหน้าที่ปกปัก พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยแห่งดินแดน ทำให้ประชาชนที่อยู่แนวหลังต่างรู้สึกซาบซึ้งและอุ่นใจในการทำหน้าที่สมกับ เป็นรั้วของชาติอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ สภาการหนังสือพิมพ์ฯ หวังว่า ข้อพิพาทดินแดนของไทย-กัมพูชา จะสามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ววันบนพื้นฐานของการเจรจาและสันติวิธี เพื่อให้ความสงบสุขของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศกลับคืนมา โดยไม่ต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากผลกรรมที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น.

DSIเบ่งกล้ามข้ามโลกส่งกงสุลข่มขู่ขบวนการของคนเสื้อแดงในแอลเอ หลังจัดตาสว่างพรึ้บกลางอเมริกา

ที่มา Thai E-News

น่ากังขา-นายคมกฤช จองบุญวัฒนา (ซ้าย) บุกไปหาคนเสื้อแดงแอลเอถึงที่พักโดยมิได้นัดหมาย ตอนแรกอ้างตัวมาจากDSI พอซักหนักเข้ายอมรับว่าเป็นกงสุลไทยประจำแอลเอ โดยแจ้งว่าเดือนหน้าDSIจะมาเอง อ้างกรณีเสื้อแดงแอลเอจัดงานแล้วเชิญจักรภพ เพ็ญแข โฟนอินมาสนทนาตั้ง2ปีมาแล้ว แต่คนเสื้อแดงอเมริกากังขาว่าเป็นการมาคุกคามมากกว่า เพราะเสื้อแดงในอเมริกากำลังขยายตัวเติบใหญ่ท้าทายระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ในไทย



โดย Red LA. USA.

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อตอนสายๆของวันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2011 ตามเวลาท้องถิ่นในนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา คือวันจันทร์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ กงสุลคมกฤช จองบุญวัฒนา ตามนามบัตรที่แปะไว้ในบรรทัดข้างล่าง

โผล่เข้าไปในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ถามหาสมาชิกเสื้อแดงอเมริกาท่านหนึ่ง โดยมิได้นัดไว้ล่วงหน้า อ้างตนว่ามาจาก DSI

แต่นามบัตรที่ให้กลับสังกัดสถานกงสุลไทยในแอลเอ

จุดประสงค์ของการมาเยือนตามที่บอกเจ้าบ้านคือ มาตามคำสั่งของ DSI ให้มาแจ้งให้ทราบว่า เดือนหน้าเจ้าหน้าที่ของ DSI จะเดินทางมาแอลเอ เพื่อสอบปากคำเรื่องเกี่ยวกับคดีของคุณจักรภพ เพ็ญแข ขอให้ไปพบที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส เมื่อเจ้าหน้าที่ DSI เดินทางมาถึง จะพาใครไปเป็นเพื่อนก็ได้

เป็นที่แปลกใจว่า กงสุลผู้อ้างตัวว่ามาจาก DSI ผู้นี้ รู้ชื่อและที่อยู่ของคนเสื้อแดงท่านนี้ได้อย่างไร?

จากการพูดคุยกันประมาณ 30-40 นาที ระหว่างแขกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ และคนเสื้อแดงผู้เช่าอพาร์ทเม้นท์เล็กๆแห่งนั้น วนเวียนอยู่กับเรื่องการไปปราศรัยของ คุณจักรภพ เพ็ญแข ที่สหรัฐอเมริกา ว่าใครเป็นผู้จัด เงินทุน และค่าใช้จ่ายมาจากไหน มีใครเข้าร่วมรับฟังบ้าง คุณจักรภพพูดอะไรบ้าง หมิ่นและไม่จงรักภักดีหรือไม่อย่างไร

การพูดคุยที่ใช้เวลานานหลายสิบนาที ทำให้เสื้อแดงท่านนั้นพูดเลยไปถึงเรื่องความอยุติธรรม และความเป็นสองมาตรฐานของอำมาตย์และผู้ปกครองไทย แต่กงสุลคมกฤช ก็ยังฟังอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ได้เปิดเอกสารที่หอบมาเป็นปึกออกมาแสดงเลยว่า เป็นเอกสารอะไร หอบเอามาเพื่ออะไร หรือที่เห็นเป็นเอกสาร จริงๆแล้วมีเครื่องบันทึกเสียงซ่อนอยู่

หากเสื้อแดงท่านนั้นไม่มีงานต้องทำ การสนทนาหรือที่ถูกต้องคือการสอบปากคำ คงจะยืดยาวมากกว่านี้

เรื่องของคุณจักรภพที่ไปพูดในนครลอสแองเจลิสผ่านมาแล้วหลายปีแล้ว ทำไมต้องมาสอบถามกับคนเสื้อแดงอเมริกากันในตอนนี้

หรือว่าขบวนการเสื้อแดงในอเมริกาเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น จนอำมาตย์ และผู้ปกครองเผด็จการของไทย รับไม่ได้ ถ้าไม่เตะตัดขาให้ล้มเสียแต่เนินๆ เกรงจะเป็นก้างชิ้นใหญ่ตำคออำมาตย์

การเดินทางไกล ของ ส.ส.สุนัย จุลพงศธร จากพรรคเพื่อไทย ไปปราศรัยตามเมืองใหญ่ๆในอเมริกาเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีเสื้อแดงอเมริกาในนครลอสแองเจลิสเป็นแม่ข่าย ในรายการตาสว่างกลางอเมริกา เป็นข้อพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัยว่า กลุ่มคนเสื้อแดงตามเมืองต่างๆทั่วอเมริกา ได้เกาะกลุ่มเกี่ยวโยงกันอย่างเหนียวแน่น แลกเปลี่ยนข้อมูล และสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมรวมพลังต้านแรงกดขี่ของอำมาตย์เผด็จการ ( ดูข่าวเกี่ยวเนื่อง:ส.ส.สุนัยทัวร์ตาสว่างกลางอเมริกา+ทักษิณโฟนอินคึกคัก 6 เมืองใหญ่ นิวยอร์ก ชิคาโก้ ฟลอริด้า ดัลลัส แอลเอ และลาสเวกัส )

นี่กระมังเรื่องของคุณจักรภพ เพ็ญแข จึงถูกขุดขึ้น นำกลับมาเขย่าขวัญคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา

แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ช่วยถาม กงสุลคมกฤช จองบุญวัฒนา ให้ที ที่หมายเลข (323) 610-1762 ว่า ธาริต เพ็งดิษฐ์ จะมาสอบด้วยตนเองหรือไม่

แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา:สงครามไม่ใช่คำตอบ

ที่มา Thai E-News



เหยื่อพวกคลั่งชาติ-(บน)เจ้าหน้าที่อุ้มหญิงชราชาวบ้านที่ถูกอพยพออกจากหมู่บ้านใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อหลบภัยไปยังแหล่งพักพิงรองรับการอพยพชั่วคราวในจังหวัดศรีสะเกษอย่างทุลักทุเล (ภาพข่าว:รอยเตอร์)(ล่าง)ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยชาวกัมพูชาอพยพออกจากพื้นที่"ทับซ้อน" ตามที่พันธมิตรฯต้องการไปยังที่พักพิงรองรับการอพยพชั่วคราว หลังเกิดการสู้รบของทหารไทยกับกัมพูชา(ภาพข่าว:รอยเตอร์)


ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นมา สถานการณ์พื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประชาชนชาวกัมพูชา และทหารของทั้งสองประเทศ

แม้ว่าขณะนี้ ( วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ) สถานการณ์การสู้รบจะดูคลี่คลายลงบ้าง หลังจากการเจรจาถึง 2 ครั้งระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา แต่ก็ใช่จะเป็นเครื่องยืนยันว่า การสู้รบจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะในขณะที่รัฐบาลซึ่งได้เฝ้าย้ำมาตลอดว่าแนวทางสันติ และการเจรจาคือทางออกของข้อพิพาทนี้ ก็ไม่เคยสามารถใช้การเจรจาให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างจริงจัง และไม่สามารถยับยั้งการปะทะให้เกิดขึ้นแม้เพียงสักครั้งเดียว

ก่อนหน้านี้ ทั้งชาวไทยและกัมพูชาต่างก็มีชีวิตเป็นปกติสุขบนพื้นที่ทับซ้อน การค้าชายแดนเป็นไปอย่างปกติ แม้แต่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวชายแดนก็มีความอลุ่มอล่วยให้กัน สงครามครั้งนี้จึงเป็นสงครามที่คนไทยไม่อยากให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะคนในพื้นที่ หากคนในพื้นที่ขัดแย้งกัน ยังจะพอเป็นชนวนในการปะทะที่สมเหตุสมผลกว่า

แต่สงครามครั้งนี้ไม่มีเหตุอันควรใดๆเลย นอกจากกระแสคลั่งชาติที่รัฐบาล และคนไทยบางกลุ่มสร้างขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งต่างจากความรักชาติ ที่ปรารถนาจะเห็นชาติของตนสงบสุข รุ่งเรือง เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รักของประเทศเพื่อนบ้าน คนที่รักชาติจึงมุ่งประสานประโยชน์มากกว่าการกีดกัน มุ่งเจรจามากกว่าสู้รบ พื้นที่เพียงไม่ถึงห้าตารางกิโลเมตร ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้คนรักชาติต้องเอาชาติอันเป็นที่รักของตนไปยุ่งเกี่ยวกับความรุนแรงเช่นนี้

การปะทะครั้งนี้คือความรุนแรงที่รัฐก่อ วาระซ่อนเร้นของเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ประชาชนไทยไม่อาจเพิกเฉยได้ หากการปะทะรุนแรงขึ้น สถานการณ์อาจถูกยกระดับกลายเป็นสงคราม ผู้ไม่หวังดีอาจใช้เงื่อนไขจากการปะทะนำไปสู่การก่อรัฐประหาร ประกอบกับภาพความเป็นวีรบุรุษของทหาร อาจช่วยลดแรงต้านจากประชาชน แต่แม้ว่าจะมีทหารเสียชีวิต พวกเขาก็เป็นวีรบุรุษที่เราไม่อาจชื่นชมด้วยรอยยิ้ม สงครามครั้งนี้ไม่อาจมอบความเป็นวีรบุรุษให้แก่ผู้ใดนอกจากเหยื่อของความคลั่งชาติเท่านั้น

สหพันธนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) จึงขอเสนอทางออกของปัญหา ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และเป็นวิธีเดียวิธีที่ง่ายที่สุด และเป็นวิธีเดียวกันกับที่รัฐบาลเน้นย้ำอยู่เสมอ เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ตัดบทบาททหารออกจากความขัดแย้ง โดยถอนทหารจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด ไทยควรแสดงความจริงใจในการยุติความรุนแรงโดยเป็นผู้ถอนทหารออกก่อน ไม่จำเป็นว่าจะต้องรอให้กัมพูชาถอนก่อน และต้องให้สัญญาว่าข้อพิพาทเรื่องดินแดนในครั้งนี้จะไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องอีก

2.รัฐบาลชดเชยความเสียหาย ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว

3.ใช้วิธีเจรจาทางการทูต รัฐบาลไทยและกัมพูชาควรร่วมโต๊ะถกปัญหาให้ลุล่วงด้วยกัน โดยนำหลักฐานที่แต่ละฝ่ายมีมาชี้แจงให้เข้าใจ เมื่อได้ข้อตกลงเรื่องดินแดนแล้ว จึงหาทางสร้างประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ดังกล่าว

4.รัฐบาลและกองทัพควรเปิดเผยความจริงที่เกิดขึ้นให้กับประชาชนไทยทราบมากกว่านี้ เพราะการปิดหรือบิดเบือนข่าวไม่ทำให้อะไรดีขึ้น

เหตุการณ์ครั้งนี้ จะมองจากมุมไหนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นก้าวที่ผิดพลาดของกองทัพและรัฐบาลไทย ที่ปล่อยให้ยานพาหนะทางการทหารของไทยรุกล้ำเข้าไปในเขตแดนกัมพูชาก่อน ไม่ว่าจะด้วยความพลั้งเผลอหรือเจตนาก็ตาม ความเสียหาย และโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเพราะพื้นที่ทับซ้อนเพียง 4.6 ตารางกิโลเมตรนี้ จะต้องได้รับการชดใช้อย่างดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลไทยจะทำได้

ในฐานะประชาชนที่รับรู้เหตุการณ์อยู่ภายนอก เราเสียใจ กังวล และห่วงใยพี่น้องประชาชนพลเรือน และทหารด้วยความจริงใจ เราเห็นภาพบ้านถูกไฟไหม้ โรงเรียนเสียหาย เห็นพื้นดินยุบเป็นหลุมใหญ่เพราะแรงของหัวจรวดและปืนใหญ่ เห็นเด็กวิ่งร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวระเบิดที่ดังอยู่ข้างหลัง เราเสียดายความสัมพันธ์อันดีของไทยกับกัมพูชาที่ต้องมาขาดสะบั้นลง และเสียดายงบการทหารมหาศาลที่มาจากภาษีประชาชนถูกนำไปใช้ในการก่อศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน ทุกวันที่การปะทะดำเนินไป เราได้แต่หวังว่าเมื่อไหร่เหตุการณ์อันเลวร้ายจะจบลงเสียที

เพื่อความผาสุกของคนไทย สงครามไม่ใช่คำตอบ!

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

7 กุมภาพันธ์ 2554

Tuesday, February 8, 2011

ควบคุมราคาและการผูกขาด

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



โดยปราศจากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ผมสงสัยมานานแล้วว่า การควบคุมราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหาร มีประโยชน์จริงหรือไม่ ทำไปเพื่ออะไรและเพื่อใคร

ประเทศไทยค่อนข้างถนัดในการควบคุมราคาสินค้า แต่เป้าหมายในการควบคุม ไม่ใช่เพื่อผดุงมิให้ค่าครองชีพสูงเกินไป อย่างน้อยก็ไม่ใช่โดยตรง

เช่นในช่วงหนึ่ง เราต้องการชักจูงให้คนมีทุนหรือเข้าถึงทุนได้บางกลุ่ม ริเริ่มการผลิตด้านอุตสาหกรรม โดยมีปัจจัยเสี่ยงให้น้อยที่สุด จึงใช้อำนาจรัฐกดราคาแรงงานไว้ให้ต่ำ แต่เพื่อให้แรงงานซึ่งได้ค่าจ้างต่ำนี้อยู่ได้ ก็ต้องกดราคาอาหารลงด้วยการควบคุมราคา หรือวิธีอื่นๆ เช่น เก็บภาษีพรีเมียมข้าวส่งออก การควบคุมราคาอาหารจึงมิได้ทำเพื่อลดค่าครองชีพ แต่เพื่อทำให้อุตสาหกรรมเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และขยายตัวได้

บางครั้ง เราต้องการให้มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางอย่างที่ตลาดภายในต้องการ จึงอนุญาตให้เกิดการผูกขาดคืออนุญาตให้ผลิตได้เพียงเจ้าเดียวหรือสองเจ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขัน ทั้งจากผู้ผลิตอื่นหรือจากการนำเข้า จึงต้องควบคุมราคาสินค้าตัวนั้น แต่ก็เป็นราคาที่ผู้ผลิตต้องได้กำไร แต่ผู้นำเข้าไม่สามารถสู้ได้ เพราะมีกำแพงภาษีกันไว้ การควบคุมราคาสินค้าประเภทนี้จึงไม่มีผู้บริโภคอยู่ในความคิดแต่อย่างใด

โดยสรุปแล้ว การควบคุมราคาสินค้าในประเทศไทย เกิดขึ้นจากความพยายามบิดเบือนตลาด คือป้องกันมิให้เกิดการแข่งขันกันจริง ที่ห้ามหมูข้ามเขตในสมัยก่อน ก็เพราะต้องการทำให้ตลาดหมู ไม่มีการแข่งขันจริงนั่นเอง เมื่อไรที่ไม่เปิดให้มีการแข่งขัน ก็ต้องมีบางรายได้โอกาส และบางรายเสียโอกาสเป็นธรรมดา นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจในประเทศไทยต้องจ่ายค่าต๋งทางการเมืองเสมอมา ไม่ว่าจะจ่ายให้นักการเมืองหรือนักรัฐประหาร และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คอร์รัปชั่นเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการรัฐกิจของไทยอย่างแยกไม่ออก

เราใช้นโยบายควบคุมราคากันมานานจนคนไทยเคยชินเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ ของแพงเมื่อไร ก็เรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาเข้มงวด ราคาไข่ซึ่งเป็นโปรตีนถูกสุดจึงกลายเป็นดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลของรัฐบาลไทยไปโดยปริยาย

ผมสนใจการควบคุมราคาสินค้าอาหาร เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ ใครๆ ก็คาดเดากันว่าอาหารทั้งโลกจะมีราคาสูงขึ้น เพราะพื้นที่เกษตรของโลกลดลง และเพราะความผันผวนของภูมิอากาศ ในระยะยาวก็คำนวณกันได้ว่า เราไม่มีทางจะผลิตอาหารพอเลี้ยงพลโลกที่เพิ่มขึ้นได้ ยกเว้นแต่ใช้เทคโนโลยีใหม่ (เช่น ทำนาในทะเล) หรือเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาของโลก ซึ่งมีความเป็นไปได้ไม่สู้จะมากนัก

ราคาอาหารกระทบคนทุกคน จึงมีจำนวนมาก กลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่น่ากลัวแก่รัฐบาล (เราเคยมีรัฐประหารสมัยหลังสงครามที่อ้างว่ารัฐบาลพลเรือนไม่สามารถควบคุมค่าครองชีพได้) แต่เอาเข้าจริง รัฐบาลก็สามารถควบคุมราคาอาหารได้ไม่สู้จะสำเร็จมากนัก โดยเฉพาะในสมัยปัจจุบัน เพราะปัจจัยการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้น กดราคาอาหารก็กระทบไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบส่วนอื่น อีกทั้งในสภาพของโลกาภิวัตน์ซึ่งทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นตลาดเดียว วัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตอาหาร หรือแม้แต่ตัวอาหารเอง จึงอาจไหลออกไปสู่ตลาดที่ไม่ถูกควบคุมราคาได้เสมอ ควบคุมราคาจึงอาจเป็นผลให้เกิดการขาดแคลน หรือกึ่งขาดแคลนได้ง่าย (เช่น กักตุนสินค้าไว้จนกว่าจะยอมให้ขึ้นราคา)

ผมคิดว่าถึงเวลาที่สังคมไทยควรหันมาใส่ใจเรื่องของการแข่งขันที่เป็นธรรมและเท่าเทียมให้มากขึ้น แทนที่จะเรียกร้องแต่การควบคุมราคาโดยรัฐ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานของการผลิตอาหาร

ในภาคการเกษตรของไทย มีการผูกขาดโดยนิตินัยและพฤตินัยอยู่มากทีเดียว ซึ่งล้วนทำให้ราคาอาหารในตลาดสูงขึ้น หากเราหันมาใส่ใจตรงนี้ให้มาก โอกาสที่จะทำให้ราคาอาหารมีความเป็นธรรมทั้งแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค ก็จะมีความเป็นไปได้มากกว่าใส่ใจกันแต่ควบคุมราคาในตลาดอาหาร ซึ่งที่จริงก็เป็นปลายทางแล้ว

ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงซึ่งกลายเป็นปัจจัยการผลิตที่ขาดไม่ได้ของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ถูกนำเข้าโดยเสรี แต่รัฐจะอนุญาตให้บริษัทใหญ่จำนวนหนึ่งสามารถนำเข้าได้ โดยอ้างว่าเพื่อควบคุมด้านคุณภาพและราคา แต่เอาเข้าจริงก็ควบคุมไม่ได้ จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่ตกถึงมือเกษตรกรรายย่อย มักมีราคาสูงกว่าท้องตลาด เพราะถูกโกงตาชั่งบ้าง, ถูกปลอมปนบ้าง, ถูกให้ "กู้" เป็นเงินยืมซึ่งต้องมี "ดอก" เป็นธรรมดาบ้าง ฯลฯ เพราะพ่อค้าปุ๋ยและยาไม่ได้อยู่ในความควบคุมของบริษัทนำเข้า

ราคาของปุ๋ยจึงไม่มีการแข่งขันกันจริงมาแต่ต้นทางแล้ว บริษัทนำเข้าก็วนไปวนมาอยู่ไม่กี่บริษัท หากไม่ถือหุ้นไขว้กันไปมาแล้ว ก็มักจะ "ฮั้ว" กันเอง (อันเป็นธรรมชาติของการประกอบธุรกิจผูกขาดทั้งหลาย) ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงสารเคมีที่หลายประเทศห้ามใช้ในการเกษตรซึ่งมีนับเป็นหลายร้อยหลายพันชนิด แต่ไม่ห้ามในประเทศไทย มาตรการของรัฐจึงไม่ทำให้ได้คุณภาพของปุ๋ยและยา ราคาก็ถูกบิดเบือนมาแต่ต้น

เช่นเดียวกับการเลี้ยงสัตว์เช่นหมูหรือไก่ รัฐควบคุมให้มีไม่กี่บริษัทที่สามารถนำเข้าลูกไก่พันธุ์จากต่างประเทศได้ ผู้ผลิตลูกหมูพันธุ์ก็มีอยู่ไม่กี่เจ้าเช่นกัน ส่วนอาหารสัตว์เล่า แม้รัฐไม่ได้บังคับ แต่ในทางพฤตินัยแล้ว ก็เป็นการผูกขาดอีกลักษณะหนึ่งนั่นเอง เกษตรกรต้องพึ่งบริษัทอยู่ไม่กี่เจ้า ซึ่งแข่งขันกันอย่างไม่เป็นธรรมนัก เช่นซื้อลูกไก่ก็ต้องพ่วงอาหารไปด้วย

การเกษตรแบบพันธสัญญาในเมืองไทย ก็คือการปล่อยให้ทุนสามารถผูกขาดทุกขั้นตอนของการผลิตและตลาด เพราะรัฐไม่ใส่ใจที่จะพัฒนากฎหมายและการบังคับใช้ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ถูกเอาเปรียบ นายทุนผลักภาระความเสี่ยงในตลาดทั้งหมดให้เกษตรกรพันธสัญญารับไปเอง หากปลาในตลาดราคาตก ก็ไม่ยอมรับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งต้องลงทุนด้านอาหารปลาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าบริษัทจะรับซื้อเมื่อราคาปลาในตลาดดีขึ้นแล้ว บางครั้งก็กลายเป็นปลาตัวโตเกินไปขายไม่ได้ราคา ก็อาจไม่รับซื้อเสียอีก

ผลผลิตที่ได้จากภาคเกษตรก็ถูกผูกขาดโดยพฤตินัยเช่นกัน ข้าวต้องขายให้แก่เจ้าหนี้ ไข่ต้องขายให้แก่เอเยนต์ของผู้ส่งออกหรือผู้ส่งออกโดยตรง ตลาดภายในที่รวมศูนย์มากๆ ทำให้เหลือผู้กระจายสินค้าการเกษตรอยู่ไม่มากนัก และคือผู้กำหนดราคารับซื้อจากเกษตรกรในแต่ละท้องถิ่น

ฉะนั้นแทนที่จะมาควบคุมราคาอาหารที่ปลายทาง เรากลับไปจัดการกับการผลิตที่ต้นทางกัน จะไม่มีประสิทธิภาพในการทำให้ราคาอาหารมีความเป็นธรรมมากกว่าหรอกหรือ

และผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่จะต้องทำก็คือ ทำให้เกษตรกรรายย่อยมี "ทางเลือก" มากขึ้น นับตั้งแต่จะใช้หรือไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หากจะใช้ก็มีทางเลือกว่าจะใช้ยี่ห้อใด ในราคาเท่าไร รวมถึงใช้อย่างไร จะขายสินค้าก็มีให้เลือกขายได้หลายเจ้า แม้แต่กู้เงินก็มีแหล่งทุนให้กู้ได้หลายลักษณะ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต้องแข่งขันกันเอง

จะทำให้เกิดสภาวะนี้ได้ ก็ต้องให้ความสำคัญแก่ผู้ประกอบการรายย่อย อย่าปล่อยให้เกิดการผูกขาดทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแก่บริษัทยักษ์ทั้งหลาย ผมเชื่อว่าตลาดใดๆ จะเสรีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสไม่น้อยไปกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งนี้ นับตั้งแต่อาหารถุงข้างถนนไปถึงการทำโรงแรมหรือโรงงานทอผ้า เพราะผู้ประกอบการรายย่อยคือผู้ควบคุมราคาที่มีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้ผู้ประกอบการรายย่อยก็ "ฮั้ว" กันได้ยากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่

การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองทางเศรษฐกิจก็เป็นผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหนึ่ง (ผมหลีกเลี่ยงจะใช้คำว่าสหกรณ์ เพราะรัฐได้บอนไซการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองทางเศรษฐกิจของชาวบ้านทุกชนิดให้ไม่มีทางงอกงามด้วยคำนี้เสียแล้ว) มีเงื่อนไขหลายอย่างในประเทศไทยที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเช่นนี้น้อย รัฐควรขจัดเงื่อนไขเหล่านั้น แล้วสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดขึ้นให้มาก

โดยสรุปคือเปิดให้ตลาดของการผลิตอาหารได้ทำงานอย่างเสรี ย่อมมีผลดีต่อส่วนรวมมากกว่าการควบคุมราคาที่ปลายทาง

ผมทราบดีว่า ตลาดและกลไกตลาดไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง ตรงกันข้ามด้วยซ้ำที่ต้องป้องกันมิให้หลายสิ่งหลายอย่างเข้าสู่ตลาด อย่างน้อยก็ไม่เข้าไปเป็นสินค้าเต็มตัว นับตั้งแต่ความรัก ไปจนถึงทรัพยากรที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต เช่นที่ดิน, น้ำ, อากาศ, การรักษาพยาบาล, การศึกษา และศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น

แต่เรากลับปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสินค้าในตลาด เช่น ที่ดินซึ่งเกษตรกรจำนวนมากต้องเช่าเขาทำ เพียงแค่ทำให้ผู้ต้องการจับหางไถมีที่ดินของตนเองทุกคน ราคาอาหารก็จะถูกลงและผู้คนต่างสามารถเข้าถึงอาหารได้มากขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อแล้ว

ปะทะ "ไทย-เขมร" อุบัติ(เหตุ)สงคราม

ที่มา มติชน

















ากสภาพเหตุการปะทะไทย-เขมรครั้งล่าสุด ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวชายแดนไทยเขมร ใน อ.กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากการหนีสงคราม เพราะพวกเขาต้องเข้าไปซ่อนในหลุมหลบภัย อพยพทิ้งบ้านเรือนลี้ภัยไปยังศูนย์อพยพ หลังลูกปืนใหญ่ตกลงกลางหมู่บ้าน โรงเรียนเป็นหลุมลึก 3-4 เมตร และเหตุการณ์ยังปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านขวัญผวาไม่มีใครกล้ากลับเข้าบ้านเรือนไปใช้ชีวิตตามปกติได้อีก นับเป็นเหตุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีการโจมตีกัน แต่ครั้งนั้นยังไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้ นี่คือเสียงที่ชาวบ้านแถบชายแดนบอกเป็นเสียงเดียวกัน

จากเหตุการณ์ตามแนวชายแดนไทยเขมร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ตอบคำถามว่าจะมีการปะทะกันอีกหรือไม่ ว่า ตอบไม่ได้ ตราบใดที่มีการยั่วยุกันอยู่แบบนี้ มันพร้อมเกิดเหตุการณ์ได้ตลอดเวลา และจะมากขึ้นหรือน้อยลงไม่รู้ แต่ตนเป็นผู้บังคับใช้กำลังทหาร ตนจะพยายามไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียและความรุนแรง และเราจะดูแลไม่ให้ทหารบาดเจ็บ ประชาชนปลอดภัย


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ขณะนี้กลไกของ 2 ฝ่าย ที่เป็นการพูดคุยในระดับทวิภาคียังสามารถเดินได้ ส่วนตัวคิดว่าคงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เวทีอาเซียน ซึ่งหากประเทศอาเซียนมีความห่วงใย ก็สามารถที่จะมารับฟังข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันไทยและกัมพูชาพร้อมที่จะแก้ปัญหาในกรอบของทวิภาคี


นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวแสดงความเสียใจกับคนไทยที่เสียชีวิต ยืนยันว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยิงเข้ามาก่อน ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้ และเห็นว่าการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกควรชะลอไว้ก่อน


ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า เหตุปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชาในช่วงนี้ยังไม่ถือว่าเป็นการทำสงคราม เนื่องจากมองว่าเป็นเพียงการปะทะกันตามแนวชายแดนเท่านั้น ทั้งนี้รัฐบาลยังเชื่อว่ายังสามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเจรจา


"อย่าไปถือว่าเป็นการสู้รบหรือทำสงคราม เป็นเพียงอุบัติเหตุที่มีการปะทะกันเกิดขึ้น...ผมยืนยันหลักที่รัฐบาลแก้ไขปัญหา จะใช้การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ โดยยังหวังว่าการเจรจาของทั้ง 2 ประเทศ ยังเป็นไปได้" นายสุเทพ กล่าว


เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ว่าจะป็นอุบัติเหตุหรือสงคราม มันคือ เหตุการณ์ปัญหาชายแดนที่ได้อุบัติขึ้นแล้ว โดยผู้อยู่ในพื้นที่จะตอบได้ดีที่สุดว่าเป็นสงครามหรืออุบัติเหตุเมื่อกระสุนลอยข้ามหัว ตกใส่หลังคาบ้าน ไฟไหม้ เสียงปืนเสียงระเบิดกลบเสียงนกเสียงกา จนทำให้ที่อยู่อาศัยพังทลาย ผู้คนทยอยบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตามแต่ความเป็นจริง คือ ความรุนแรงที่ทุกฝ่ายต้องเร่งยุติให้เร็วที่สุด

มาดูภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร คลิ้ก มติชน

กล้าๆหน่อย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




ผลจากการยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้กับเขาพระวิหาร 3 วันซ้อน

มีพลเรือนและทหารไทยเสียชีวิต 2 ราย

ในจำนวนคนตายและบาดเจ็บ ไม่มีใครเลยที่อยู่ในกลุ่มของคนกระหายสงคราม ที่ปักหลักชุมนุมเย้วๆ อยู่ในกรุงเทพฯ ห่างจากจุดปะทะเกือบ 600 กิโลเมตร

ชาวบ้านที่ตายนั้นชื่อนายเจริญ ผาหอม อายุ 59 ปี เป็นชาวบ้านภูมิซรอล สภาพศพถูกระเบิดที่ยิงมาจากฝั่งเขมรตกใส่หัวขาดกระจุย

ไม่ได้ตายเพราะโดนแก๊สน้ำตาหรือตายเพราะแอบพกระเบิดไว้กับตัวเอง

ส่วนทหารคือส.อ.วุธชรินทร์ ชาติคำดี เป็นทหารจากกองพันทหารราบที่ 162 จังหวัดยโสธร ตายเพราะถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะ

ไม่ได้ตายเพราะดันซุกระเบิดไว้ในรถยนต์ของตนเอง แล้วพลาดพลั้งระเบิดตูมตามขึ้นมา

เป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสมแล้วที่แม่ทัพภาค 2 เร่งเปิดโต๊ะเจรจากับผู้นำทหารฝ่ายเขมรโดยทันทีหลังเกิดการปะทะกันของสองฝ่ายไม่นาน

เป็นการยืนยันว่าสงครามยุติได้ก็แต่บนโต๊ะเจรจาเท่านั้น

การใช้ผืนแผ่นดินเป็นเวทีประชันแสนยานุภาพด้านการทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเอาชีวิตประชาชนและนายทหารชั้นผู้น้อยเป็นเดิมพันนั้น

ไม่ถือเป็นความกล้าหาญ แต่เป็นความบ้า

เฉพาะงานนี้ต้องชื่นชมทหารกองทัพ ไล่มาตั้งแต่ รมว.กลาโหม ผบ.ทบ. แม่ทัพภาค 2 ที่กำหนดยุทธวิธีตอบโต้ทหารกัมพูชาอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ไม่มากไปแต่ก็ไม่น้อยไป

ที่สำคัญคือทหารไม่ได้บ้าไปตามกระแส "คลั่งชาติ" ของพวกกระหายสงคราม

ที่พยายามนำปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศมาขยายผลโค่นล้มรัฐบาล โดยใช้กองทัพเป็นเครื่องมือเหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วสมัยกำลังฮอต

แต่ครั้งนี้คนไม่เอาด้วยก็เลยมากันหร็อมแหร็ม

ขนาดวันครบเส้นตายประกาศยกระดับเคลื่อน ไหว ขับไล่นายกฯ อภิสิทธิ์ และรัฐบาลทั้งคณะ วันหยุดแท้ๆ ยังมากันแค่หลักพัน

เพื่อพิสูจน์ความรักชาติ ที่ไม่ใช่รักแต่ปาก

มีคนเสนอว่าให้พวกกระหายสงครามย้ายเวทีจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ เดินทางอีก 600 กิโลเมตรไปอยู่แถวๆ ภูมะเขือ

อยากรู้ว่าคนเก่งที่คุยโตโอ้อวดว่าผ่านกระสุนมาแล้ว 200 นัด หรือท่านมหาหงำเหงือกที่ผ่านสงครามมาแล้วสิบทิศ

จะกล้ามั้ย

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 08/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เพราะคนไทย โชคดี เป็นที่หนึ่ง
จนซ่านซึ้ง ถึงใจ กว่าใครเขา
ได้นายก ช่างจ้อ หล่อไม่เบา
แถมด้วยเงา อำมหิต จิตชั่วทราม....

สองปีเศษ เปรตครองเมือง เรืองอำนาจ
ความอุบาทว์ ผงาดล้น คนเหยียดหยาม
นอกประเทศ ในประเทศ ทุกเขตคาม
ต่างประณาม ยอดชน คนอัปรีย์....

91 ศพ มันสั่งฆ่า อย่างบ้าคลั่ง
เลือดรินหลั่ง ปวดร้าว กี่คราวนี่
ทั้งไล่ล่า ฆ่าตาย หมายชีวี
2000 กว่า เจ็บฟรี ฝีมือใคร....

3 จังหวัด ชายแดน แสนร้อนรุ่ม
ดั่งเพลิงสุม รุมซ้ำ กระหน่ำให้
900 ศพ ประชาชน คนตายไป
พูดออกมา ได้ไง "แค่นี้เอง"....

ชายแดนไทย เขมร เคยเป็นสุข
สู่กลียุค ชั่วช้า มาข่มเหง
ทำปากดี เก่งกาจ ชาตินักเลง
จึงพังเอง เพราะตน คนจัญไร....

บอกคนไทย โชคดี เป็นที่สุด
เปรียบประดุจ แสงแวว ดั่งแก้วใส
สองปีที่ ร้อนรุ่ม เหมือนสุมไฟ
หมาหรือคน เคยพูดไว้ ไทยโชคดี....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เทปงานตาสว่าง ณ ลานพระบรมอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ธนบุรี 07-02-54

ที่มา thaifreenews

โดย namome

seiko

เทป งานเวที “ตาสว่าง ณ.ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” จากกรุงธนบุรี มหานครแห่งการกอบกู้เอกราชของชาติไท นำทีมโดยอาจารย์สุรชัยด่านฯ ดร.สุนัยจลฯ คุณสมยศพฤกษ์ฯ คุณนทีสรฯและนักปราศรัยรุ่นใหม่ 07-02-54 โดย Tono_2009

ช่วงแรก กลุ่มศิลปินไพร่ (ผู้ก่อการร้ายความบันเทิง) จัมโบ้-แพะ ดอกจิก, โชค ร่มพฤกษ์,ชาย อิสระชน,ชัน ชีโร่ คนเลี้ยงม้า,อุ๋ เสรีชน ฯลฯ
ภาพ : http://www.mediafire.com/?ubanu76436g61hl
เสียง :http://www.mediafire.com/?2v9dh42yhuld424

1. สมยศ พฤกษาเกษมสุข
ภาพ :http://www.mediafire.com/?1cyh549hdbhro3s
เสียง :http://www.mediafire.com/?cbkt9bc4h6sg7w7

2. ดร.สุนัย จุลพงศธร
ภาพ :http://www.mediafire.com/?0t7al2d3751qhmb
เสียง :http://www.mediafire.com/?16l7f6ld6dxdll7

3. นักปราศรัยรุ่นใหม่ เพียงคำ ประดับความ,น้องนักศึกษาอาชีวะ,อ้น ชัยนรินทร์,นที สรวารี,แบ้งค์,พลท เฉลิมแสน ฯลฯ
ภาพ :http://www.mediafire.com/?g35hclzmjq1jp77
เสียง :http://www.mediafire.com/?mtde7sxct6v399c

4. อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
ภาพ :http://www.mediafire.com/?s0fzycc2md5bpmm
เสียง :http://www.mediafire.com/?5jcrmxd8ildp5xu

http://www.internetfreedom.us/thread-12485.html