ที่มา thaifreenews
โดย namome
seiko
เทป "ตาสว่างกลางหุบเขา" ณ.บ้านเขาขลุง บ้านโป่ง ราชบุรี 09-02-54 โดย Speedhorse Team
เรียนเชิญชวนเพื่อนพ้องน้องพี่...ผู้รักประชาธิปไตย ฟังการปราศรัยรับปีกระต่ายเหี้ยมไล่ส่งปีเสือโหด..(กูพึ่งมาอย่าพึ่งยิง .โอ๊ย!ตาย..เหี้ยสั่งยิง)......เปิดตาสว่างรู้กึ๋นเสือโหย...(กูโชคดีคนไม่ เลือก...เสือกได้เป็น).......พร้อมกับการแฉว่ามันคือใครกันแน่....เสือหิว (กูตุนไว้ภูมิใจ.....ไทยเข้มแข็ง) พบกับ อธิการบดี สุรชัย แซ่ด่าน สมยศ พฤกษาเกษมสุข สส.สุนัย จุลพงษ์ธร น้องๆนักศึกษา จาก สนนท.
1.ดร.สุนัย จุลพงศธร+โฟนอิน จักรภพ เพ็ญแข
ภาพ :http://www.mediafire.com/?f1179y1gd942u32
เสียง :http://www.mediafire.com/?ywnx6p1id6sy3fn
2.สมยศ พฤกษาเกษมสุข+กวีตินแดง,น้องอาชีวะ,สนนท.
ภาพ : http://www.mediafire.com/?vj2kch0fma64h6w
เสียง :http://www.mediafire.com/?nszcrvxmru9txas
3. อธิการบดีสนามหลวง อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
ภาพ :http://www.mediafire.com/?h3ud73dzt5gbomc
เสียง :http://www.mediafire.com/?g3rt5dz4i19cah6
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, February 10, 2011
เทป “ตาสว่างกลางหุบเขา" ณ.บ้านเขาขลุง บ้านโป่ง ราชบุรี 09-02-54
ด่วน!! สืบเนื่องจากกระทู้ DSI ส่งคนมาที่ Los Angeles -แนว ทางแก้ไขค่ะ
ที่มา thaifreenews
โดย namome
ดวงจำปา
สืบเนื่องจากกระทู้นี้นะคะ:
DSI เบ่งกล้ามข้ามโลกส่งกงสุลข่มขู่ขบวนการของคนเสื้อแดงในแอลเอ
เขียนโดยคุณดาบมะเขือเทศ
http://www.tfn2.info/board/index.php?topic=20916.0
ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นนะคะ คนที่อยู่ในบ้านต้องปฏิบัติดังนี้
1. เรียกตำรวจท้องถิ่นทันที
2. ถึงแม้ว่า ตัว Consul จะได้รับการปกป้องโดยสิทธิทางการฑูต หรือ Diplomatic Immunity ซึ่งทางผู้บังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น ไม่สามารถทำอะไรกับเขาได้ก็ตาม ขอร้องให้ผู้บังคับใช้กฎหมาย ลงบันทึกรายวัน เป็นลายลักษณ์อักษรไว้
3. อธิบายด้วยว่า เขามาข่มขู่ และ สืบข้อมูลเรื่องอะไร
4. ติดต่อกับ News Agency หรือ สื่อมวลชนในท้องถิ่น อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น (ข้อนี้สำคัญมาก และเป็นการย้อนศรที่เจ็บแสบ)
5. จดทะเบียนรถ หรือ รูปรถที่มันขับมาด้วย ว่า เป็นรถอะไร สีอะไร และทะเบียนอะไร ถ่ายรูปไว้เลยนะคะ
6. กรุณาอย่าไปที่สถานฑูตไทย เพราะทางการฑูต เขามีสิทธิเท่าเทียมกันกับดินแดนของประเทศไทย คุณจะต้องอยู่นอกสถานฑูต เพราะยังถือว่า เป็นดินแดนของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ พวกนี้จะต้องการหลอกล่อให้ท่าน เข้าไปในเนื้อที่ของสถานฑูต เพราะสามารถดำเนินการกับท่านทางกฎหมายไทยได้
สิ่งที่สำคัญคือ คุณอย่าไปเซ็นเอกสารอะไรโดยเด็ดขาด คุณมีสิทธิทุกอย่างในการอัดเสียงหรือนำพยานบุคคลที่เป็นคนไทย มาอยู่กับท่านได้ เรื่องนี้ ไม่คำนึงถึงสถานะของคุณเลยนะคะ เขาไม่มีสิทธิที่จะถามถึงเรื่อง Green Card หรือแม้แต่ใบขับขี่ของคุณ
สิทธิ ของคุณยังถูกปกป้องด้วยรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา ในบทเพิ่มเติมที่ 5 และบทเพิ่มเติมที่ 7 ค่ะ ไม่มีใครมาพิจารณาคดีของคุณได้ และคุณยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และสามารถเฉยเมยไม่พูดอะไรได้ทั้งสิ้น
บุคคล ผู้นี้ ไม่ใช่ผู้บังคับใช้กฎหมายค่ะ ถ้ามีจริง อำนาจศาลของเขา จะขัดกับอำนาจทางศาลของท้องถิ่น ซึ่งเขาจะมีปัญหาในการเข้ามากร่างในดินแดนในเมืองเหล่านั้นค่ะ
บุคคล ผู้นี้ จะใช้การข่มขู่ทางจิตวิทยา หรือ Psychological intimidation เป็นต้นว่า ถ้าไม่ร่วมมือ คุณจะกลับเมืองไทยไม่ได้ หรือ ครอบครัวที่เมืองไทยของคุณ จะมีปัญหา อย่างนู้นอย่างนี้ ถ้าไม่ได้ช่วยเหลือเขา
บุคคลผู้นี้ ไม่ได้ถือคำสั่งจากศาลท้องถิ่น และไม่มีสิทธิ์อะไรในท้องถิ่นค่ะ ผู้ถือหมายศาลจะเป็น Police, Sheriff หรือ Court Officers เท่านั้นค่ะ นายคนนี้ กำลังปฎิบัติการใช้อำนาจซ้อนอำนาจศาลท้องถิ่น ในการใช้ Diplomatic Immunity เข้ามาบังหน้าค่ะ
ในฐานะที่เคยทำงานต่อการบังคับใช้กฎหมายมาก่อน ดิฉันขอบอกให้ท่านทราบว่า ตัว Police & Sheriff ในท้องถิ่น เขาไม่ชอบแน่ๆ ที่มีคนมาใช้อำนาจต่างๆ ในเขตบังคับใช้กฎหมาย หรือ Jurisdiction ของเขาค่ะ ยิ่งถ้าไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาก่อนแล้ว ถือว่าเป็นการไม่ไว้หน้าค่ะ (ขนาด FBI จะมาปฎิบัติการในท้องถิ่นนั้น เขายังต้องติดต่อกับผู้บังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่นก่อนเลย ว่า เขาจะ takeover เคสนั้นๆ)
เรื่องแบบนี้ ถ้าเกิดขึ้นเกิน 2 หนขึ้นไป จะมีการสืบค้นเองค่ะ เพราะถือว่า ตัวกงศุล ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ กับบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ทางผู้บังคับใช้กฎหมาย เขาก็คงจะไม่พอใจ ที่มีคนมาสร้างอำนาจในท้องถิ่นของเขา เรื่องบันทึกรายวันนั้น คุณสามารถส่งไปให้กับสื่อต่างๆ ได้ เอาให้สื่อมวลชน ลงข่าวให้หนักเลย จะดีไหมคะ?
ขอแนะนำให้ติดต่อกับ Fox News, NBC, ABC หรือ CBS นะคะ เอาให้มันเสียไปเลย เรื่องสื่อมวลชนนี้ เป็น Worst Nightmare ของบุคคลเหล่านี้จริงๆ เพราะถึงแม้จะมี Diplomatic Immunity แต่ที่นี่เขามี Freedom of Expression กันนะคะ ว่า จะออกข่าวยังไง เขาเอาคุณกร่างนี้ ไม่เลี้ยงค่ะ
ถ้ามาทาง Ohio ก็บอกให้ทราบก่อนนะคะ แต่คิดว่า คงอยู่ทาง West Coast มากกว่า จะมากร่างแถบ Midwest ก็เชิญเลยค่ะ ยินดีต้อนรับเสมอ...
Diplomatic Immunity มันสู้ข่าวกระจายทางเนท และ โดยสื่อมวลชนไม่ได้หรอกค่ะ คุณกงศุลจะทำอะไรบ้าๆ บอๆ แบบนี้ คราวหลัง ก็ดูแล้วกันว่า คุณจะเอาชื่อเสียงของประเทศ มาสู้กับฝ่ายสื่อมวลชนที่นี่ จะเอาไหมคะ?
----------------------
คุณดาบมะเขือเทศคะ
ช่วย Forward ข้อแนะนำนี้ ให้กับเพื่อนๆ ที่ Red L.A. ด้วย
ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ ลงบันทึกประจำวันไว้เลยนะคะ ถ้ารู้ว่า เกิดขึ้นเมื่อไร และเวลาอะไร
ใครอยู่ที่นั่น
ถ้ายังไม่นานเกินไป มันจะช่วยเคสนี้ได้ค่ะ
คำแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อการเผยแพร่ให้กับสื่อมวลฃนในประเทศสหรัฐอเมริกา
ดิฉัน จะส่งอีเมล์ไปที่ Fox News, CNN และ KABC and all affiliations in Los Angeles ขอให้เพื่อนๆ ช่วยส่งตามไปด้วย เพราะสิทธิของบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังถูกละเมิด โดยกลุ่มมาเฟียกลุ่มนี้
ท่านที่อยู่ที่ Los Angeles ขอให้ท่านหาทนายเพื่อเตรียมดำเนินการในเรื่องแบบนี้ สิทธิของบุคคลในประเทศนี้ จะถูกริดรอนโดยทางการตัดสินบนผืนแผ่นดินนี้ไม่ได้ค่ะ เพราะตัวกงศุลกำลังกระทำผิดกฎหมายอยู่ ท่านมีสิทธิที่จะอ้าง 5th Amendment of the United States Constitution โดยการไม่พูดอะไรได้ทั้งสิ้น รวมไปถึง การขอการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน ตาม 7th Amendment of the United States Constitution ได้ค่ะ
ตัวกงศุลผู้นี้ ไม่สามารถกระทำการสอบสวนหรือสัมภาษณ์ใดๆ กับประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกาและพลเมืองถาวร โดยไม่มีคำสั่งจากศาลและผู้แทนจากศาล ที่มี Jurisdiction ที่เมือง Los Angeles ค่ะ
ถ้ามีการข่มขู่เกี่ยวกับการทำร้ายครอบครัวของท่านที่ เมืองไทย กรุณาให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ลงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ประจำวันค่ะ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แปลข้อความจาก Thai-eNews โดย: ดวงจำปา
Constitutional Rights Violations by the Thai Mafia Diplomat on the U.S. Soil
This story had just recently happened. On the late morning of Monday, February 7, 2011, local time in Los Angeles, USA, Mr. Komkrich Chongbunwatana, a Thai Consulate from Royal Thai Embassy, as seen from the enclosed business card, spontaneously appeared in front of a small apartment and inquired about one of the Red-Shirt members who has been residing in the USA without setting up any prior appointments or notices. He, himself, claimed that he was an officer from the Thai’s Department of Special Investigation, ( DSI.)
[ภาพ: minitub47012.jpg]
However, the business card given turned out to display of his genuine place of employment, which is the Royal Thai Consulate in Los Angeles.
[ภาพ: img_01331.jpg]
The objective of his visit, based on what he informed this head of the household, was that he had been acting on the behalf of the DSI’s executive order by informing that the DSI officials will be traveling to Los Angeles, in order to interview and investigate Mr. Jakrapob Penkair’s case. The Consul requested this individual to travel to the Royal Thai Consulate’s office in Los Angeles when the DSI officers arrive next month. He also stated that this individual could bring anyone with him.
The strangest thing that puzzled everyone was how this Consul, who claimed that he was from DSI, knew about this Red-shirt individual’s name and the address.
After 30-40 minutes of conversation between an uninvited guest and the Red-shirt individual currently rents this small apartment, had been circling on the topics of Mr. Jakrapob Penkair’s speech that was delivered in the United States. Some of the questions involved were regarding to the event’s promoter, the sources of the capital and expenditures, the audiences, the contents in Mr. Jakrapob’s speeches, and of course, any Lèse Majesté contents in the speech, etc.
After discussing for over several minutes, that Red-Shirt individual decided to vent on the injustices and double standard practices by the aristocrats and the Thai’s administration. However, Consul Komkrich continued listening pleasantly without revealing his big pile of documentation that he had been carrying regarding what types of documents they were or why he carried them or whether they were real documents but had the tape recording surveillance hidden underneath.
If that Red-shirt individual had no job, this conversation (or the correct definition of interrogation) should be longer than expected.
The story of Mr. Jakrapob’s speech in Los Angeles happened over several years ago. Why do they presently need to interview and investigate the Red-Shirt individuals who are living in the USA?
Has the Red-shirt movement in the USA been growing better and stronger on the daily basis, until the aristocrats and the Thai tyrannical administration could no longer bear? If the Red-Shirt movements have not been eliminated since they are little, they will definitely become major obstacles for the aristocrats in the near future.
The recent overseas travel of MP Sunai Julaponsathorn from Pua Thai political party, in order to deliver his speeches at several major cities in the United States, by having the Red-Shirts members in Los Angeles became a centralized location for the main event titled, “Eye-opening in the USA,” was undoubtedly proven that the Red-shirt movements in various cities around the USA were truly harmonized. They exchanged their data and information and had efficient ways of creating effective communications and they were ready to unite themselves in order to encounter the tyrannical strengths of the dictatorial nobles.
This must be the reason why they decided to resurrect Mr. Jakrapob Penkair’s story in order to intimidate the Red-Shirt movement in the USA.
However, no matter what the hidden agenda might be, please contact Consul Komkrich Chongbunwatana at telephone number (323) 610-1752 whether Mr. Tarit Pengdit, the DSI Director-General, will conduct his own investigation.
--------------------------------------------------------------
Fifth Amendment of the United States Constitution consists of this part:
Individual can refuse to testify by invoking the Fifth Amendment, which states that nobody may be forced to testify as a witness against himself or herself.
มาตราห้าของบทเพิ่มเติม กล่าวไว้ว่า
บุคคลสามารถปฎิ เสธที่จะให้การได้ โดยการกล่าวถึงบทเพิ่มเติมที่ห้าจาก รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา, ซึ่งได้กล่าวว่า ไม่มีใครสามารถบังคับตัวบุคคลนั้น ให้การเป็นพยานได้เลย คือ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้นค่ะ
Seventh Amendment of the United States Constitution:
In Suits at common law, where the value in controversy shall exceed twenty dollars, the right of trial by jury shall be preserved, and no fact tried by a jury, shall be otherwise re-examined in any Court of the United States, than according to the rules of the common law."
บทเพิ่มเติมที่ 7 ของรัฐธรรมนูญประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการขอรับการตัดสินพิจารณาความโดยคณะลูกขุน
ใน ดคีฟ้องร้องตามกฎหมายคอมมอนลอว์ ที่มีมูลค่าเกินกว่า ยี่สิบดอลลาร์ สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยคณะลูกขุนให้ทรงไว้และข้อเท็จจริงใดที่ลูกขุน พิจารณาแล้ว ศาลใดแห่งสหรัฐจะพิจารณาใหม่ เป็นอย่างอื่นผิดไปจากกฎเกณฑ์ แห่งกฎหมายคอมมอนลอว์มิได้
*****************************
ถ้า บุคคลใดถูก กงศุลผู้นี้กลั่นแกล้ง กรุณาแจ้งความที่ สำนักงานบังคับใช้กฎหมายภายในท้องถิ่นของท่านด้วย เพราะบุคคลผู้นี้ กำลังใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการข่มขู่ พลเมืองถาวรของประเทศ โดยปราศจากหมายศาลและเขตอำนาจของศาลในประเทศสหรัฐอเมริกา
http://www.internetfreedom.us/thread-12800.html
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม สั่งสอนพรรคประชาธิปัตย์ ชอบส่งสมุนบริวารไประราน กล่าวร้าย
ที่มา thaifreenews
โดย namome
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม สั่งสอนพรรคประชาธิปัตย์ ชอบส่งสมุนบริวารไประราน กล่าวร้าย ป้ายสีคนอื่นๆ ตามนิสัยสันดานของสมาชิกในพรรคนี้
โดยอินไซด์ ไทยแลนด์ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 22:07 น.
โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
“เหยียบย่ำความจริง” ในแบบนายกมาร์ค อภิสิทธิ์
เป็น เวลาหนึ่งอาทิตย์แล้วที่สำนักงานกฎหมายของผมได้ยื่นคำร้องของคนเสื้อแดงต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ และปรากฏว่าไม่มีใครในรัฐบาลอ่าน หรือเข้าใจเนื้อหาเลย
วันนี้ วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ นายอรรถพร พลบุตร ส.ส. จากพรรคผู้นำรัฐบาล อย่างพรรคประชาธิปัตย์ของนายกรัฐมนตรีมาร์ค อภิสิทธิ์ ได้กล่าวหาผมโดยใช้ข้อกล่าวหาที่แปลกประหลาดและค่อนข้างรุนแรง ไม่เพียงแต่ใส่ร้ายป้ายสีว่าผมพยายามทำลายสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่หลักฐานสักชิ้น แต่ยังกล่าวหาว่าผมสร้างหลักฐานเท็จกล่าวหาว่านายกมาร์ค อภิสิทธิ์ ถือสัญชาติอังกฤษ
ผมขออธิบายให้คุณอรรถพรเข้าใจว่า สำนักงานกฎหมายของผมไม่ได้ร่างพรบ.สัญชาติสหราชอาณาจักรปี พ.ศ.2491ซึ่งเป็นพรบ.ที่บังคับใช้ขณะนายกมาร์ค อภิสิทธิ์เกิดที่อังกฤษ ดังนั้นเขาจึงมีสัญชาติอังกฤษ และหากนายกมาร์ค อภิสิทธิ์สละสัญชาติอังกฤษแล้ว เหตุใดเขาจึงไม่แสดงหลักฐานง่ายๆเพื่อแสดงว่าข้ออ้างดังกล่าวของเราไม่เป็น จริง? ดูเหมือนว่า การที่คุณอรรถพรเต้นแร้งเต้นกาเป็นการแสดงออกของการไม่ยอมรับความจริงอย่าง น่าสังเวช
คำกล่าวหาว่า “เหยียบย่ำหัวใจคนไทย” ผมแนะนำให้คุณอรรถพรดูการกระทำของพรรคตนเองและการทำลายเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ของคนไทยอย่างต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์ คุณอรรถพรและพรรคประชาธิปัตย์ของนายกมาร์ค อภิสิทธิ์เลือกที่จะใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนตนเองมากกว่าจัดการเลือกตั้ง และเลือกที่จะทรมาน คุมขัง และทำร้ายประชาชนตนเองแทนที่จะให้สิทธิ์เลือกตั้งรัฐบาลแก่พวกเขา รวมถึงเลือกที่จะเซ็นเซอร์สื่อครั้งใหญ่และใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็น เครื่องมือทางการเมืองแทนที่จะให้เสรีภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพูดคุยถก เถียง
และแน่นอนว่า หัวใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยถูกเหยียบย่ำ โดยรัฐบาลที่ควรจะปกป้องและเป็นตัวแทนของพวกเขา
http://www.facebook.com/home.php#!/note.php?note_id=200704919943026&id=100001433662300
รำคาญการโฆษณาชวนเชื่อ ของทหารมือสมัครเล่น
ที่มา thaifreenews
โดย Rungsira
ไม่อยากเบรคนะครับ...แต่ รำคาญการโฆษณาชวนเชื่อ ของทหารมือสมัครเล่น จริงๆ
โดนเขาสอยร่วงรอบแรก ยังหาเหตุผลไปแจ้งลูกเมียทหารที่เสียชีวิตไม่ได้เลย.........
สำคัญจะได้เผาศพบนเมรุหลวง ไฟพระราชทาน หรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ
ลูกเมียทหารผู้น้อยเขาข้องใจ น้อยใจ และอาจมีแฉ ถ้าทำเหมือนเขาตายฟรี
คลิปภาพตัวอย่าง ฐานจรวดที่ยิงใส่ แล้วโดนสวนกลับด้วยปืนใหญ่
. . .ปะทะรอบแรกก็ทะลึ่ง ดึงดันเข้าไปให้เขายิงคน ยิงรถพังไป
รอบ 2-3 แอบสอยทหารเขาตอนหัวค่ำ เขายิงลูกส่องแสง เลยซัลโวกันด้วยปืนใหญ่และจรวด
. . . . . และที่เห็นบ้าน ชาวบ้านไหม้วอดวายนั้น นั่นแหละที่เขาเรียก จรวด122 มม.
. . . . .
. . . . . . . . . . . . .จรวด 9M22U(M-21OF) High-Explosive Fragmentation (HE frag)
. . . . . .จรวดขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงแข็ง พัฒนาเพื่อใช้กับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องBM-21 Grad
. . . . . . . . . . . . .ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 122 ม.ม. ยาว 2.87 m. นน.หัวรบ 18.4 kg
. . . . . . . . . . . . . . .ระยะยิงหวังผล 5-20.5 km ความเร็วสูงสุด - 1620 km/hr
. . . . .BM-21 Grad ตกตรงไหนระเบิดไฟลุกท่วม(น้องๆระเบิดนาปาล์ม)
. . . . .รมต.ต่างประเทศ ฉลาดแบบควายๆ จะตรวจสอบว่าใครขายจรวดชนิดนี้ให้กองทัพกัมพูชา
. . . . .เจริญฮวบๆ ประเทศทุย ..... มี ควาย เป็นนายกรัฐมนตรี และ ลา เป็นรมต.ต่างประเทศ
. . . . . คือ โง่แล้วดื้อดึก ทะมึนไปหน้าดุ่มๆ เหมือนควายข้ามถนนตัดหน้ารถถอยหลังไม่เป็น
. . . . . และ โง่แต่ขยัน ทำแต่เรื่องเสียหาย เหมือนลาบรรทุกหนักขยันเดินตกเขาตกเหว
ส่วนรมต.กลาโหม หมูตอน ที่คุยฟุ้งว่า จะสั่ง F-16 บินไปบอมส์เขานั้น กัมพูชาเขาเรียนเชิญให้รีบๆหน่อย
เพราะรอนานแล้ว 1ลำ ต่อ 10ชุดยิง ด้วยขีปนาวุธ FN-6 หรือ HongYing 6 Surface to Air Missile น้องชาย
พี่ SAM-7 สัญชาติรัสเซีย ขีปนาวุธนำวิถี พื้นสู่อากาศ 80 มม.ล่าสุดจากจีน Click เข้าไปตามอ่านซะ
ถามว่า FN-6 (SAM-7 หรือ SA-7) จะสอย F-16 ร่วงได้มั๊ย ก็ตอบว่าถ้าอยู่ในระยะยิง และนักบินเตรียมการ
ป้องกันตัวไม่ทัน ก็ถูกยิงร่วงได้เหมือนกัน FN-6 เป็นจรวดประทับบ่ายิงด้วยทหารเพียงนายเดียว สามารถ
ซ่อนอำพรางตัวเองได้ดี ...ยุทธวิธีที่มูจาฮีดีน ใช้ในอัฟกานิสถาน คือ ระดมยิงทีละหลายชุด ดักหน้า-หลัง
. . . . .สมเด็จฮุนเซนฯ พูดออกโทรทัศน์ เมื่อเช้าวันที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2554 ....
"กัมพูชามีเครื่องบินเก่า ใช้รบกับใครไม่ได้ ถ้าไทยใช้เครื่องบิน
...ถ้าบินสูง คงทำอะไรไม่ได้ บินจนน้ำมันหมดก็ต้องลง แต่ถ้าลงมาต่ำ โดนแน่...."
**ระยะทิ้งระเบิดของ F-16 สามารถบอมส์ได้ที่ระยะ 14 กม. FN-6 จรวดต่อต้านอากาศยานประทับบ่า
ระยะยิงใกล้ยิงได้ไกล 6 กม. สูง 3.5 กม. นำวิถีด้วยความร้อน ในอดีต F-5E ก็เคยโดนสอยด้วยจรวด
SA-7 หวิดร่วงมาแล้ว ดีที่มี2เครื่องยนต์จึงประคองกลับฐาน ด้วยเครื่องที่เหลือ
...สำหรับอากาศยานระดับต่ำนี่ร่วงทุกลำ ทั้งปีกหมุน ปีกนิ่ง
...........
................................รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ
ศอ.รส.ออกประกาศ2ฉบับห้ามใช้ถนนรอบทำเนียบ-รัฐสภา
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ศอ.รส. ออกประกาศ 2 ฉบับ ห้ามบุคคลเข้า-ออก
และใช้เส้นทางถนนรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา
เตรียมประกาศให้ผู้ชุมนุมทราบและปฏิบัติตามทันที
หากฝ่าฝืนจะใช้มาตรการกดดันตามขั้นตอนต่อไป...
วันที่ 10 ก.พ. พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ
โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เปิดเผยว่า
ศอ.รส.ออกประกาศ 2 ฉบับ
ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
มาตรา 18 เรื่อง การห้ามบุคคลเข้า
หรือ ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร
หรือสถานที่ที่กำหนด
และห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะ
โดยประกาศ ฉบับแรก จะห้ามบุคคลเข้าออก
หรือใช้ถนนโดยรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา
ประกอบด้วย
ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกพาณิชยการพระนคร ด้าน
ถนนพระราม 5 ถึงแยกสวนมิสกวัน,
ถนนนครปฐม ตั้งแต่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ถึง สะพานอรทัย,
ถนนพระราม 5 ตั้งแต่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ถึงสะพานอรทัย,
ถนนลูกหลวง ตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถึงสะพานเทวกรรม,
ถนนกรุงเกษม ตั้งแต่แยกมัฆวาน ถึงสะพานเทวกรรม และ
ถนนราชดำเนินนอก ช่องทางคู่ขนานด้านทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่แยกสวนมิสกวัน ถึงแยกมัฆวาน
ส่วนประกาศฉบับที่ 2 ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะ ใน
ถนนพิชัย ตั้งแต่แยกขัตติยานี ถึงสามแยกถนนราชวิถี ตัดถนนพิชัย,
ถนนราชวิถี ตั้งแต่แยกการเรือน ถึงแยกราชวิถี และ
ถนนอู่ทองใน ตั้งแต่แยกอู่ทองใน ถึงแยกพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5
ซึ่งประกาศทั้ง 2 ฉบับจะมีการนำไปติดประกาศ
ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทราบ
โดยจะเน้นการเจรจาเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมปฏิบัติตาม
โดยยังไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลา
แต่จะประเมินตามสถานการณ์ และปฏิกิริยาของกลุ่มผู้ชุมนุม
ซึ่งขณะนี้ยังไม่เข้าเงื่อนไขการใช้กำลังสลายการชุมนุม
เนื่องจาก ยังไม่มีการบุกรุกหรือปิดล้อมสถานที่ราชการ
แต่หากการเจรจาไม่เป็นผล ทาง ศอ.รส.
จะมีมาตรการกดดันตามขั้นตอนหลักปฏิบัติสากลจากเบาไปหาหนัก
ส่วนการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเดินทางไปปฏิญาณตนที่พระลานพระราชวังดุสิต
วันพรุ่งนี้ ทางตำรวจนครบาล จะเป็นผู้ประสานเกี่ยวกับเส้นทางและข้อกำหนดต่างๆ
เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย
ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน
ยังคงปักหลักชุมนุมต่อเนื่อง โดย พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ
ยืนยันจะปักหลักชุมนุมเหมือนเดิม ไม่ไปไหน เพราะเป็นการชุมนุมโดยสงบ
และหากมีการใช้กำลังได้บอกให้ผู้ชุมนุมเตรียมพร้อม
ถ้ามีการใช้แก๊สน้ำตา จะให้ผู้ชุมนุมหมอบลง จนกว่าแก๊สน้ำตาจะสลายหมด
และหากไล่ไปก็จะกลับมาใหม่
นอกจากนี้ ในช่วงสาย วันเดียวกัน นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความกลุ่มพันธมิตรฯ
ได้เดินทางไปยื่นหนังสือ ที่องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย
เรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง
http://www.thairath.co.th/content/pol/147996
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 10/02/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ละครคน เคยรัก หักสวาท
เคยเติมวาด อุ้มชู อยู่เบื้องหลัง
เคยยกยอ ปอปั้น หมั่นเติมพลัง
จนถึงฝั่ง แห่งฝัน ในวันนี้....
พอสิ้นรัก ผลักใส จนไกลห่าง
ปิดหนทาง ผูกพัน กันเร็วรี่
จากบุญคุณ กลายเป็นแค้น แสนอัปรีย์
คิดมาขอ พื้นที่ ตรงนี้คืน....
ใครหนอเคย เยี่ยมเยือน เหมือนคนรัก
ใครหนอถัก สายใย ไว้ชมชื่น
ใครหนอสร้าง ทางลัด เพื่อหยัดยืน
ใครชื่นมื่น จัดคน ปะปนมา....
ได้อำนาจ เพราะใคร ที่ไหนหรือ
จึงกล้าหือ เลอะเลือน เหมือนคนบ้า
แล้วประกาศ พ.ร.บ. ขอเจรจา
ยังมีหน้า อ้อล้อ มาขอคืน....
จะหนึ่งคน แสนคน บ่นไปเถิด
นรกเปิด รออยู่ เป็นคู่ชื่น
ชั่วกับเลว โง่-งั่ง คือพังคลืน
แสร้งกล้ำกลืน ที่แท้ แค่มารยา....
หลอกสาวก ตกหลุมพราง ตามสร้างเรื่อง
แสร้งขุ่นเคือง ชวนทะเลาะ เพียงเพราะว่า
ผลประโยชน์ ร่วมกัน มันสร้างมา
แค่ตบตา ประชาชน คนหลงทาง....
blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
สนั่น ชูสกุล: ราษีไศล คนจนไม่พ้นคุก
ที่มา ประชาไท
สนั่น ชูสกุล
“สนั่น ชูสกุล” เขียนถึง “สมเกียรติ เจือจาน (ศิระสิงหบัญชร)” คดีสมัชชาคนจนชุมนุมที่เขื่อนราษีไศล (๒๕๔๓) ศาลฎีกาสั่งจำคุก ๑ ปี ไม่รอลงอาญา (๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)
สมเกียรติเป็นชาวบ้านเพียมาต ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้เดือดร้อนจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศลคนหนึ่ง เข้าร่วมต่อสู้เรียกร้องกับสมัชชาคนจนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ สมเกียรติมีบทบาทเป็นแกนนำคนหนึ่ง และในหมู่บ้านเขาก็เป็นผู้นำชุมชนคนสำคัญ ล่าสุด ขณะที่เขาถูกสั่งจำคุกนี้ เขาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค และได้รับเลือกเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลฎีกาสั่งลงโทษจำคุกสมเกียรติ ๑ ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหา “บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ความผิดต่อเสรีภาพ”กรณีสมัชชาคนจนบุกเข้าชุมนุมที่หัวงานเขื่อนราษีไศลเมื่อ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ และมีผลให้สมเกียรติต้องถูกจำคุกที่เรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ ทันที
เหตุการณ์(ที่ศาลไม่ได้ไต่สวน)ในขณะนั้นคือ หลังจากที่สมัชชาคนจนเคลื่อนไหวให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยที่ดินและการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ จนรัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จ่ายค่าชดเชยให้ผู้เดือดร้อนประมาณ ๘๐๐ คนในเดือนตุลาคม ๒๕๔๐ และอีกเดือนหนึ่งต่อมารัฐบาลก็ลาออก มีพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่อ ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักในช่วงนั้นทำให้นักการเมืองนำเรื่องการจ่ายค่าชดเชยเขื่อนราษีไศลมาเป็นเครื่องมือโจมตีกันทางการเมืองกันอย่างเกรียวกราวหลายระลอก(โดยเฉพาะช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจและก่อนการเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชนประท้วงรัฐบาลกรณีต่างๆ) โดยกล่าวหาว่ามีนักการเมืองพรรคความหวังใหม่ทุจริตเงินค่าชดเชย และพาดพิงชาวบ้านว่าร่วมกันทุจริต กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานฟ้องแพ่งชาวบ้านจำนวน ๔๑๕ รายเพื่อเรียกเงินคืน นายตำรวจใหญ่พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหาชาวบ้านราษีไศลอย่างหนักหน่วง หน่วยงานราชการใช้เงินจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์โครงการละ ๕ ล้านเพื่อกระพือข่าวนี้ นักเคลื่อนไหวทางสังคมหลายคนออกมาประท้วงจนมีการฟ้องหมิ่นประมาทกันไปกันมาหลายคดีระหว่างปี ๒๕๔๑-๒๕๔๓
ชาวบ้านสมัชชาคนจนราษีไศลเมื่อผ่านจากการต่อสู้ยาวนานเพื่อสิทธิ์ จึงลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งเพื่อ “ศักดิ์ศรี” เพราะถูกกล่าวหาและถูกดูถูกอย่างหนัก จึงเปิดการชุมนุมต่อมาอีกหลายครั้งเพื่อท้าพิสูจน์ แต่ก็เป็นไปได้เพียงทำนอง “ตีนช้างเหยียบปากนก” เสียงของผู้มีอำนาจเบื้องบนไม่มีทีท่าจะคำนึงถึงคนยากคนจนว่าจะเกิดความคับแค้นต่อการกระทำดังกล่าวสักเพียงใด
จนถึงต้นปี ๒๕๔๓ สมัชชาคนจนราษีไศลปักหลักชุมนุมอยู่ในพื้นที่ป่าทามท้องอ่างเก็บน้ำบริเวณบ้านผึ้ง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศลมาเป็นเวลาหลายเดือน เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเขื่อนเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ผู้เดือดร้อนทั้งที่รับค่าชดเชยไปแล้วแต่ถูกกล่าวหาว่าโกงเงินหลวงและสมาชิกอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับค่าชดเชย ทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลทำการศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล แต่ไม่มีท่าทีจากรัฐบาลว่าจะรับฟังเสียงเรียกร้องหรือตอบสนองแต่อย่างใด
อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากเขื่อนราษีไศลขณะนั้นแย่เอามากๆ นายประสิทธ์ หวานเสร็จ นายช่างหัวหน้าเขื่อนเป็นคนแข็งกร้าว กราดเกรี้ยวกับชาวบ้าน และยังมีนายอำเภอชื่อ นายกรีศักดิ์ ไพบูลย์ ที่ตามขู่ปรามและออกหน้าปลุกระดมจัดตั้งชาวบ้านนอกพื้นที่มาต่อต้านกลุ่มผู้เรียกร้องแบบ “ม็อบชนม็อบ”หลายครั้ง และกล่าวกับชาวบ้านว่า “ถ้ารัฐบาลจ่ายค่าชดเชยเขื่อนราษีไศล ให้เอามีดมาปาดคอผม”
คืนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ชาวบ้านสมัชชาคนจนเคลื่อนพลเข้าไปชุมนุมที่หัวงานเขื่อนราษีไศล และชุมนุมต่อเนื่องมาอีกระยะหนึ่ง จนรัฐบาล ชวน หลีกภัย มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อคราวประชุมวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ให้เปิดบานประตูเขื่อนราษีไศลทั้ง ๗ บาน จนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิ์ผู้เดือดร้อน และมีการศึกษาผลกระทบทางสังคมโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วเสร็จ
เหตุการณ์คืนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ นั้น เป็นที่มาของการออกหมายจับแกนนำ ๑๒ คน ทั้งแกนนำชาวบ้านและที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กระทั่ง ในปี ๒๕๔๗ จึงเริ่มมีการจับกุม “ไพจิตร ศิลารักษ์” ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก ๒ ปี ฐานความผิดทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์และฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ สั่งจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนฎีกา
ฝ่ายสมเกียรติ เจือจาน เป็นคนที่ ๒ ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ ศาลชั้นต้นตัดสินไปตามแนวทางเดียวกันกับไพจิตร คือสั่งจำคุก ๒ ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
และเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ศาลฎีกาก็สั่งจำคุกสมเกียรติ ๑ ปี ไม่รอลงอาญา
เขาต้องเดินเข้าคุกทันที เมื่อปีก่อนตอนศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก เขาก็ติดคุกจริงๆอยู่ ๗ วันก่อนได้รับประกันตัว ออกมาอยู่บ้านกับลูกเมียและญาติพี่น้อง ทำงานเป็นประธานสภา อบต. และต่อสู้ร่วมกับสมัชชาคนจนต่อไป แต่คราวนี้เขาต้องสูญเสียอิสรภาพไปเป็นปี และเสียสิทธิ์เสียคุณสมบัติที่จะอยู่ในตำแหน่งที่เคยทำงาน-ตลอดไปเพราะ”เคย”ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา เสียโอกาสที่จะทำมาหากินเช่นปกติ ลูกคนหนึ่งกับหลาน ๒ คน เคว้งคว้าง
อนาคตที่พึงควรมีของสมเกียรติถูกทำลายพังยับเยินลงแล้ว ด้วยเหตุเพราะเขาเป็นคนรักความเป็นธรรม ไม่ยอมจำนนและลุกขึ้นปกป้องสิทธิ์ของตน ต่อต้านอำนาจรัฐที่กดขี่ ในสังคมที่ขาดความเป็นธรรม
ช่วยเขา ช่วยลูกเมียและญาติพี่น้องเขา
แล้วช่วยกันทำให้สังคมไทยน่าอยู่กว่านี้เถิด ต้องทำอย่างไรกันบ้าง เรารู้กันอยู่ดี ถ้าอคติไม่บังตา.
ชาตินิยม: ชีวิตของชาวบ้านตาดำๆ กับวาระซ่อนเร้นของการเมืองภายในประเทศ
ที่มา ประชาไท
ประวิตร โรจนพฤกษ์
แปลและเรียบเรียงโดย ทวีพร คุ้มเมธา
จาก Needless deaths, murky motives behind flare-up ตีพิมพ์ใน The
Nation ฉบับวันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554
สืบเนื่องจากการปะทะกันของทหารไทยและทหารกัพูชาบริเวณพื้นที่พิพาทชายแดนเมื่อวันศุกร์ที่แล้วทั้งผู้นำไทยและผู้นำกัมพูชา ก็ต่างสาดโคลนใส่กันโดนการกล่าวหาอีกฝ่ายว่า เป็นฝ่ายรุกล้ำหรือเริ่มยิงก่อน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกหกเป็นแน่แท้ การปะทะดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม นี้ไม่ใช่เวลาที่คนไทยมารวมใจเป็นหนึ่งสนับสนุนผู้นำของตนในการสาดโคลนใส่อีกฝ่ายอย่างไร้การตั้งคำถามหากนี้เป็นเวลาที่ประชาชนของทั้งสองประเทศควรจะตั้งสติให้มั่นตั้งคำถามกับคำพูดและการกระทำของผู้นำของตนตรวจสอบเรื่องราวและข้อเท็จจริงของสงครามการปะทะพร้อมทั้งประณามสงครามอย่างแข็งกร้าว
การปะทะครั้งนี้ ได้ทำให้หลายชีวิตต้องไม่มีที่อยู่อาศัย บาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนไม่น้อยแล้วและคนเหล่านี้หาใช่นักการเมืองและนักการทูตปากเก่งที่กรุงเทพฯ และพนมเปญรวมทั้งไม่ใช่กลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงที่ออกมาร้องหาสงครามอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแต่เป็นชาวบ้านตาดำๆ และพลทหารเล็กๆ ของทั้งสองประเทศ
นี้จึงควรเป็นเวลาที่เราได้ตระหนักเห็นถึงความเลวร้ายของลัทธิชาตินิยมซึ่งทำให้คนตาบอดต่อเหตุผล และนำไปสู่การอาฆาตเกลียดชังทำลายล้างกันของมนุษย์
ขณะที่สื่อไทยนั้นกระตือรือร้นเสียเหลือเกินในการรายงานยอดตัวเลขคนไทยที่บาดเจ็บและเสียชีวิตและยังให้น้ำหนักกับคำพูดของผู้นำฝ่ายตนอย่างไม่ตั้งคำถามสื่อกัมพูชาก็คงกำลังประพฤติมิตนไม่ต่างกัน
คนไทยคลั่งชาติจำนวนหนึ่งได้เรียกร้องให้ทำลายวัดพุทธที่สร้างขึ้นโดยชาวกัมพูชาในบริเวณพื้นที่พิพาทราวกับว่าไม่มีอะไรผิดตรงไหน ที่จะเรียกร้องแบบนั้นแม้ว่าพวกเขาเป็นชาวพุทธคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเป็นสถานการณ์กลับกันที่มีวัดพุทธสร้างโดยชาวไทยตั้งอยู่ในพื้นที่พิพาทบ้างชาวไทยพุทธจำนวนมากคงออกมาประณามชาวกัมพูชาที่เรียกร้องเช่นนั้นว่าเป็นพวก "ไอ้ชาวพุทธจอมปลอม"
ในใบปลิวหนึ่งของกลุ่มคนไทยรักชาติ ซึ่งนำโดยนายวีระ สมความคิด มีเนื้อหาที่มุ่งย้ำเตือนให้คนอ่านเห็นว่า "ดินแดนของประเทศสยาม"นั้นถูกเฉือนไปให้กับสองประเทศอาณานิคมใหญ่อย่างอังกฤษและฝรั่งเศสหลายครั้งหลายคราหากทว่าใบปลิวนี้หาได้มีการพูดถึงเมื่อครั้งประเทศสยามไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้านจนไปยึดครองพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นของตนซึ่งหากไม่มีการรุกรานครั้งนั้นเพื่อนบ้านของไทยก็น่าจะเป็นเจ้าของแผ่นดินผืนนั้นในทุกวันนี้
ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่บริเวณอีสานตอนล่าง ซึ่งคนท้องถิ่นส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดที่เป็นชายแดนไทย-กัมพูชานั้นเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายเขมรและคนส่วนใหญ่ในแถบนั้นก็ยังคงพูดภาษาเขมรอยู่
กลับไปที่เหล่านักการเมืองและนายพลระดับสูง แน่นอนว่าไม่ผู้นำไทยก็ผู้นำกัมพูชาต้องโกหก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเปิดฉากการปะทะก่อน แต่คุณจะเชื่อจะเชื่ออภิสิทธิ์เพียงเพราะว่าเขาเป็นคนไทยเหมือนคุณและคนกัมพูชาก็เชื่อฮุนเซ็นเพราะเป็นคนกัมพูชาเหมือนกันด้วยเหตุผลเพียงเพราะผู้นำคนนั้นเป็นคนชาติเดียวกับคุณอย่างนั้นหรือ
การเชื่อตามผู้นำง่ายๆ เช่นนี้ย่อมนำมาสู่ปัญหา แทนที่ฟังแล้วเชื่อเลยสิ่งแรกที่ต้องถามคือ ใครจะเป็นคนได้ประโยชน์หากมีการปะทะเกิดขึ้นเราควรจะถามด้วยว่า ทำไมปัญหานี้จึงแก้ด้วยสันติวิธีไม่ได้เสียที
ลองมาคิดเล่นๆ ดูว่ากองทัพไทยหรือกองทัพกัมพูชาจะได้งบประมาณจัดซื้ออาวุธเพิ่มเติมถ้าหากเกิดสงครามขึ้นหรือไม่?ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงงบประมาณดังกล่าวก็ก็แลกมาด้วยเงินภาษีของประชาชนความเดือนร้อนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่ชายแดนรวมถึงชีวิตของพลทหารและชาวบ้านที่ต้องตายไป และเป็นไปได้ไหมว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมีคนต้องการสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวายเพื่อเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร
เหตุการณ์ทั้งหมดดูไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่ที่อยู่ดีๆกลุ่มของนายวีระก็เดินทางไปที่พื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาจนเกิดการจับกุมตัวของคนไทยทั้งเจ็ดคนจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตเป็นเหตุให้กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติออกมาประท้วงพักค้างแรมหน้าทำเนียบตามด้วยการประท้วงของพันธมิตรฯซึ่งเรียกร้องให้ใช้กำลังทหารในการจัดการกับปัญหาชายแดนเกิดเป็นแรงกดดันไปที่ชายแดนมีการเสริมกำลังทหารไปตรึงที่ชายแดนทั้งสองฝ่ายและต่อมาก็เกิดการปะทะในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ผู้เขียนนั้นไม่ทราบว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีวาระซ่อนเร้นหรือจะได้ประโยชน์อันใดจากการปะทะครั้งนี้หรือไม่ แต่ท้ายสุดแล้วทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาก็ควรพินิจพิจารณาคำพูดและการกระทำของผู้นำของประเทศตนอย่างรอบคอบอย่าตกเป็นเหยื่อของวาระซ่อนเร้นทางการเมืองภายในประเทศรวมทั้งอย่าได้ให้มีชีวิตไหนต้องมาและกับผลประโยชน์ของนักการเมืองและนายทหารบางคนอีกเลย
เมื่อเราเห็นความยิ่งใหญ่ของพิรามิดกิซ่าที่อียิปต์ ทัชมาฮาลที่อินเดียและนครวัดที่กัมพูชา เราไม่ควรแค่ตะลึงในความยิ่งใหญ่ของมันหากควรพึงระลึกไว้ด้วยว่ากว่าจะได้มาซึ่งความยิ่งใหญ่ของสิ่งอัศจรรย์เหล่านี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตและหยาดเหงื่อแรงงานของทาสจำนวนนับหมื่นนับแสน
ฉันใดก็ฉันนั้น ลัทธิชาตินิยก็มีด้านที่น่ารังเกียจอยู่พอๆ กัน
บันทึกถึงเพื่อนตาย10เดือน10เมษาปี10
ที่มา Thai E-News
พอไอ้ตัวหัวหน้ามันพูด ยิง ยิง ยิง แล้วมันกับพวกที่มีปืนจริง ยิงเสร็จก็จะวิ่งเข้ามาตรงที่เราหลบอยู่ พอเราเห็นเราพูดอัตโนมัติว่า นั่นปืนจริงเหรอ? มันตวาดว่า"เงียบ" เราอึ้งพูดไม่ออก ยอมรับว่ากลัว และคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทันที คงมีใครโดนไปแล้วแน่ ทำอะไรไม่ถูก นั่งทรุดกับพื้นร้องไห้ มือไม้สั่น คว้าโทรศัพท์โทรหาเพื่อนที่อเมริกาว่ามันใช้ปืนจริงด้วย
โดย ลิซ่า RED USA
10 กุมภาพันธ์ 2554
เราไปอยู่และทำงานที่อเมริกานานกว่า 10 ปี ตอนก่อนเหตุการณ์ 10 เมษายนได้กลับมาบ้านที่เมืองไทย และได้มีโอกาสเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ทั้งเหตุการณ์ 10 เมษาและเหตุการณ์ 19 พฤษภา ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เหมือนกับคนที่เดินทางมาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ..เหมือนชาวบ้านทั่วๆไป
ที่ผ่านมาไม่ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ไว้เลย น้ำตาพาลจะไหล มาได้โอกาสบันทึกเหตุการณ์ ตอนที่กลับมาอเมริกาในภายหลัง
ตัวเราเองช่วงกลับบ้านเมืองไทยในตอนนั้น อยู่กับผู้ชุมนุมมากกว่าอยู่บ้าน บางวันค้างคืน บางวันกลับแต่ก็หลัง 6 ทุ่มทุกวัน ข่าวเข้ามาหนาหูว่าจะมีการสลายการชุมนุม ทุกวันๆ พวกเสื้อแดงก็เตรียมตัวกัน และเริ่มมีทหารมาตั้งด่านรอบๆนอก
ตัวเราเองจะพกผ้าเย็นติดกระเป๋าเป้ไว้เวลาไปร่วมชุมนุม เพื่อให้กับพี่น้องที่ชราเพราะอากาศเดือนเมษายนปีนี้ร้อนมากๆในที่ชุมนุม
เที่ยงวันที่10 เมษาฯ รู้สึกผิดสังเกตมากๆ เพราะด่านกั้นรถทำให้ต้องอ้อม และเจอรถทหารมากมาย ต้องขับวน อ้อมเพื่อจะเข้าราชดำเนินให้ได้ เจอรถทหารก็จอดพยายามเอาใจมัน..(ย้ำ'มัน')..เราแจกผ้าเย็นที่ใส่ไว้ท้ายรถให้กับทหารที่นั่งในรถที่ไม่มีแอร์และปากเราก็บอกว่าอย่าทำร้ายพี่น้องนะ
เราเองก็ถือป้ายโปสเตอร์"แดงอเมริกา"(RED USA)มาด้วย เพื่อให้พวกเขารู้ว่าเรามาไกล ตั้งใจบินมาเมืองไทย มาเพื่อช่วยพี่น้องคนไทยเรา ทหารบางคนก็ยิ้มๆรับ แต่บางคนก็ไม่ยอมรับ แต่ส่วนใหญ่ทหารหน้าเด็กๆ ที่เป็นลูกน้องจะยื่นมือรับด้วยดี
สุดท้ายเราเข้าไปได้ทางถนนพระอาทิตย์และทะลุออกสนามหลวง วกเข้าราชดำเนินตรงแยกคอกวัว จอดรถไว้ที่เต๊นท์ของเสื้อแดงจังหวัดสตูลเยื้องแยกคอกวัว เราดูแลพวกชาวใต้ที่นี่ทุกวัน เปลี่ยนเสื้อแดงเป็นสีธรรมดา
ตอนนั้นราวบ่าย 3 โมง ทหารกับพี่น้องผู้ชุมนุมประจันหน้ากันแล้ว ที่แยกคอกวัว ตรงกลางซอย โดยมีแผงกั้นตรงกลางพี่น้องเราเอาแผงกั้นเหล็กบ้าง รถกระบะบ้าง มาจอดขวางกลางซอย และขึ้นรถพูดโทรโข่งบอกทหารอย่าทำร้ายประชาชน และเปิดเพลงปลุกใจ โดยมีทหารนั่งบนพื้นถนนกลางซอยยาวไปจนเกือบถึงวงเวียนหน้าวัด

เราเองตัดสินใจเดินข้ามรั้วแผงเหล็กไปหาทหารแจกผ้าเย็นตามเคย เขาก็รับด้วยดี แล้วเราก็นั่งล้อมวงคุยกับพวกเขาไปเรื่อยๆ คุยเรื่องต่างประเทศบ้าง ว่า เราทำไมเราถึงเดินทางจากอเมริกามาช่วยพี่น้องชาวไทยของเราให้ได้ประชาธิปไตย ให้ตายเถอะทหารพวกนี้เกลียดเสื้อแดง เขาถามเราว่า เสื้อแดงจะล้มล้างในหลวงทำไม? เราได้ยิน 2 หูชัดเจน
เราบอกว่าใครจะไปล้มล้างท่าน เข้าใจผิดแล้ว ท่านอยู่สูง เราแค่จะมาเอาประชาธิปไตยก็เพื่อตัวพวกเธอด้วยนั่นแหละ บางคนว่าพวกเสื้อแดงมาปิดถนนทำให้คนเขาค้าขายไม่ได้เขาเดือดร้อน เราก็บอกพวกนี้เขามีเงิน ตึกแถวนี้ถ้าไม่มี 20 ล้านเปิดไม่ได้หรอก ช่วยพวกคนจนก่อนเถอะ เธอเองก็เป็นพวกเดียวกับพี่น้องที่มาที่นี่ ไม่ต้องไปห่วงคนรวยเขาหรอก เขามีหนทางของเขา
พวกเขาบอกว่า เมื่อไรพวกเสื้อแดงจะกลับ ผมมาเป็นเดือนแล้ว มานั่งนี่ก็ร้อนก้น เครื่องแบบก็ร้อน น่าเห็นใจทหารผู้น้อยเหมือนกัน นั่งคุยกัน มีสักคนเดียวมั้งที่สังเกตได้ว่าชอบเสื้อแดง นอกนั้นน่าจะถูกล้างสมองหมดแล้ว
ราว 5 โมงเย็น ได้ยินหัวหน้าทหารออกคำสั่งเรียกพล ทหารที่นั่งคุยกันจึงบอก คุณกลับไปฝั่งโน้นเถอะ ผมจะทำงาน เราก็เดินย้อนมาฝั่งเสื้อแดง พอทหารเริ่มเคลื่อนไหว ทางพี่น้องเราก็เตรียมป้องกันด่านกัน ด่านของเรา แรกเลยเราตั้งไว้เลยซอยข้าวสาร หมายความว่า ถนนข้าวสารอยู่ฝั่งเรามีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปด้วย (เรามารู้ภายหลังว่าตอนนั้นทหารเข้าสลายที่ชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานแล้ว พวกเราสู้กันเองไม่มีแกนนำเลย)


เกือบ 6 โมงเย็น มีคอปเตอร์บินวนมา ครั้งแรกบินสูง ครั้งที่ 2 ต่ำลงมา จนเห็นคนนั่งบนฮ. เรายังพูดกันว่าหากมีปืนจะยิงให้ร่วงเลย พวกเราโห่ไล่
พอครั้ง 3 มันบินมาและหย่อนสีดำๆร่วงลงมา พวกเราบอกกันว่าแก๊สน้ำตา ระวัง ไม่ทันขาดคำ ควันคลุ้งกระจายตรงแยกคอกวัวพอดี แสบตา อาเจียน แตกฮือ ไม่มีใครรักษาด่านเลย วิ่งเข้าซอย ล้างหน้ากันตามประสา เราบอกได้เลยว่า ถ้าตอนนั้นทหารบุกเข้ามาทะลุคอกวัวถึงราชดำเนินได้สบายมาก พวกทหารคงโดนด้วยกันนั่นแหละ พอพวกเราตั้งตัวได้ก็รักษาฐานกันตามเดิม นับถือใจพี่น้องจริงๆ
เราเองยืนอยู่แถวๆหน้าถนนข้าวสารตรงร้านเบอร์เกอร์คิง นาทีสำคัญมาถึง เริ่มโพล้เพล้แล้ว ได้ยินเสียงเคาะเกราะปึบ ปึบ ปึบรัวมาแต่ไกล พี่น้องก็ฮือกั้นแผงไว้ สักครู่เราได้ยินเสียงปืน ใจก็ว่าปืนยางไม่น่ากลัว อย่างไรพี่น้องก็ยังยื้อไม่ให้ผ่านด่าน แต่ทหารก็ฝ่าด่านเข้ามาได้
พี่น้องเราถอยร่นถอยหลังผ่านแยกข้าวสาร มาตั้งด่านก่อนถึงปากถนนคอกวัว ตัวเราเองมันชุลมุนมากหนีเข้าไปในซอยเล็กๆหน้าถนนข้าวสาร เป็นอันว่า เราเองกลับหลงไปอยู่ฝั่งด้านทหาร โดยทหารล้ำแนวไปเกือบถึงหน้าแยกคอกวัว ทหารยึดปากซอยข้าวสารได้ ตรงนี้สำคัญมา ทหารยึดพื้นที่ปากซอยข้าวสารไว้ พี่น้องก็ไม่ยอมให้ไปถึงแยกคอกวัว
สิ่งที่เราจะบอก เราเห็นกับตาตัวเอง ทหารเคาะเกราะ 5 แถวแรก และหลบมาเข้าซอย ที่เรายืน ทหารอีก ประมาณ 5 แถวหลังยิงปืนที่เราเองเข้าใจว่าปืนยาง แต่เราเห็นมันสั่งว่า ยิง ยิง ยิง และเห็นมีปืนจริงๆกระบอกใหญ่ๆ ไม่ใช่ปืนลูกซองยาวๆ เราเองเป็นผู้หญิงก็ไม่เคนเห็นปืนสงครามมาก่อน

พอไอ้ตัวหัวหน้ามันพูด ยิง ยิง ยิง แล้วมันกับพวกที่มีปืนจริง ยิงเสร็จก็จะวิ่งเข้ามาตรงที่เราหลบอยู่ พอเราเห็นเราพูดอัตโนมัติว่า นั่นปืนจริงเหรอ มันตวาดว่า"เงียบ" เราอึ้งพูดไม่ออก ยอมรับว่ากลัว และคิดถึงพี่น้องทันที คงมีใครโดนไปแล้วแน่ ทำอะไรไม่ถูก นั่งทรุดกับพื้นร้องไห้ มือไม้สั่น คว้าโทรศัพท์โทรหาเพื่อนที่อเมริกาว่ามันใช้ปืนจริงด้วย
เพื่อนที่อยู่อเมริกาบอกว่า ดูข่าวอยู่มีคนบาดเจ็บตั้งแต่ที่มัฆวานและที่โรงเรียนสตรีวิทยาแล้ว โทรหาน้องสาวก็บอกให้อยู่เฉยๆ เราตกใจมาก ได้แต่นั่งตรงนั้น เราไม่หนี แต่ไม่รู้จะทำยังไง อย่างน้อยให้อยู่ใกล้พี่น้องเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง เราได้ยินเสียงเคาะเกราะเวลาบุก และได้ยินเสียงปืนตามหลัง ไม่รู้กี่ชุด
พี่น้องเสื้อแดงเราใจเด็ดมากมึงบุกมากูก็ถอยร่น พอมึงหยุดกูก็เฮกันเข้ามาใหม่ ไม่รู้ตัวเลยว่าวิ่งเข้ามาตาย มันมีกระสุนจริงปนกันเข้ามากับกระสุนยาง
ตอนนั้นเราสับสนมาก แอบถ่ายรูปไว้มันก็บอกห้ามถ่าย เลยต้องซ่อนกล้อง มันหันมามองตาเขียว แต่เราอยู่ปนกับนักท่องเที่ยวก็พอรอดตัว ตรงที่เรายืนเราเก็บก้อนกรวดที่พี่น้องใช้ยิงด้วยหนังสะติ๊กมาฝั่งทหาร เราก้มลงเก็บแล้วสงสารนัก นี่แหละอาวุธคนยาก มึงฆ่าประชาชนได้ยังไง
ขอโทษที ว่าจะแค่เล่าเรื่องแต่ก็อดเอาอารมณ์เข้ามาปนไม่ได้
เล่าต่อนะ ราว 2 ทุ่มครึ่งกว่าๆ ที่จริงตอนนั้นเราไม่รู้เวลาหรอก มาเช็คจากกล้องถ่ายรูปภายหลัง ขณะที่รุก รับกันทั้งสองฝ่าย เราได้ยินเสียงระเบิด บึม พวกทหารวิ่งกันหน้าตื่น เราพูดว่าหน้าตื่นจริงๆ พวกทหารวิ่งมาตรงที่เรายืนกันอยู่และพูดว่า วิ่งเร็วเอ็มลง เราก็พอเข้าใจ แว้บแรกเราว่ามีคนมาช่วยเสื้อแดงแล้ว เพราะเราภาวนาตลอดว่า คนช่วยเสื้อแดงทำไมไม่ออกมาสักที ยังไม่ถึงอึดใจ ได้ยินอีกลูกเสียงมันก้องเข้าไปในอก เรายิ้มดีใจที่เห็นทหารวิ่งหนี ใจก็ว่าทีนี้ตากูบ้างล่ะ บางคนโดนสะเก็ด เราแอบตามไปดู เพราะเราอยู่ในซอยที่ทะลุถึงกันได้ เราเห็นทหารลากจูงเพื่อนๆไปที่วงเวียนหน้าวัด และมีรถมารับชุลมุนวุ่นวาย ทหารก็กลัวตาย
ทหารมาอยู่ที่วงเวียนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังคุมเชิงช่วงถนนคอกวัวกันอยู่ พี่น้องเราอยู่ปากถนน ทหารอยู่วงเวียนหน้าวัด เราอยู่ดูจนทหารขึ้นรถกลับหมด เราย้อนมาบอกพี่น้องที่คอกวัวว่า ทหารไปแล้ว (เราวิ่งในซอยของชาวบ้านที่ขนานกับถนนคอกวัวน่ะ) บางคนไม่เชื่อ แต่มีบางคนจำเราได้เมื่อตอนเย็นที่เราเข้าไปคุยกับกลุ่มทหาร เมื่อพวกเรามั่นใจว่าทหารไปแล้วจึงเข้ามาพื้นที่ดูความเสียหายของรถกระบะที่จอดขวางกันไว้ พูดคุยกัน
ส่วนตัวเราเริ่มหิวข้าว เพิ่งรู้ตัวว่าข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้ทาน
ทั้งหมดนี้เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ลืมไม่ได้และจะไม่ลืม หากพี่น้องที่เสียชีวิต ที่บาดเจ็บยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ตอนหลังเรามาฟังไอ้เทือกอภิปรายในสภาว่าไม่มีปืนจริงที่คอกวัว เรายังอยากให้มันเปิดให้ประชาชนอภิปรายมั่ง มันกล้าไหม....
อ้อ ลืมบอกไปเรามากับพี่น้องเสื้อแดงจังหวัดสตูลคนหนึ่งที่เราเข้าไปดูแลเต๊นท์เขาช่วงเขาเข้ามาชุมนุม เขาเป็นห่วงเลยมาเป็นเพื่อนแต่แยกหายกันไปตอนระเบิดแก๊สน้ำตาลง มาเจอกันอีกทีตอน 4 ทุ่ม เธอว่าเป็นห่วงพี่หากันไม่เจอ ก็โชคดีมาเจอกันตอนหลัง
แต่พี่น้องเราที่เสียชีวิตที่แยกคอกวัว เขาตายไปแล้ว เราบอกได้เลยว่าเขาเป็นเพื่อนตายเรา เราจะไม่ลืมเขา จะต่อสู้เพื่อเขาต่อไป.....เราไม่ลืม 10 เมษา
สำหรับกิจกรรมรำลึกวีรชน 10 เมษาฯในวันนี้ เราไมได้บินกลับเมืองไทยเพื่อร่วมกิจกรรม แต่จะเข้าร่วมงานที่คนเสื้อแดงอเมริกา(RED USA)จัดขึ้นในL.A.แทน
ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองไทย ไม่ว่าจะสุดหล้าฟ้าเขียวที่อเมริกา หรือที่ใดมุมหนึ่งของโลก เราอยากให้คนไทยผู้รักความเป็นธรรม ใฝ่หาประชาธิปไตยว่า เราไม่ลืมเพื่อนตายของเรา ไม่ลืมผู้บาดเจ็บสูญเสีย คนที่ยังถูกขังคุกโดยไร้ความเป็นธรรม
และเป็นการย้ำเตือนว่า คนไทยยังถูกกดขี่เหยียบย่ำเพียงไรภายใต้รัฐบาลหุ่นเชิดโจร ประเทศแม่ของเรายังห่างไกลจากประชาธิปไตยที่แท้จริงขนาดไหน
จงร่วมกัน ทำให้ศัตรูผิดหวังครั้งแล้ว ครั้งเล่า ที่พวกเรายังยืนหยัดอย่างโดดเด่นบนขาของเราเอง แม้ไม่ต้องมีแกนนำ แม้ไม่มีใคร แต่ระบอบทรราชย์อำมาตย์ชาติชั่วไม่สามารถสยบเราได้แม้แต่น้อย พวกมันถูกเปิดโปงและอ่อนแอลงทุกวัน ขณะที่พวกเราเติบโต และเข้มแข็งขึ้นทุกวัน
*********
รายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง:
-อย่าลืมเรา...ความจริง10เมษาฯ@สมรภูมิแยกคอกวัว
-กาลครั้งหนึ่ง 10 เมษาฯ..อย่าลืมเรา
